ปฏิจจสมุปบาท
กระบวนการเวียนวายตายเกดิ และการดับทุกข
ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด (เกิดความทุกข)
(โลกียภมู ิ)
ปฏจิ จสมปุ บาทนโิ รธวาร
กระบวนการหยดุ การเวียนวา ยตายเกดิ (ดับความทุกข)
(โลกตุ ตรภูม)ิ
ภาพประกอบ: ภาพวาดปฏิจจสมปุ บาท
โดย พระครใู บฎกี าอำนาจ โอภาโส
วดั พระธาตผุ าซอนแกว อ.เขาคอ จ.เพชรบรู ณ
ความหมาย: พทุ ธธรรม ฉบับปรับขยาย
(บทท่ี ๔ ปฏจิ จสมปุ บาท - คำจำกดั ความองคป ระกอบหรอื หวั ขอ ตามลำดบั /น.๑๗๑)
โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป. อ. ปยตุ ฺโต)
๑
อวชิ ชา: ความไมรแู จง
๔
๑. อวิชชา: ความไมร แู จง
ความหมาย
๑.๑ ความไมร ูแ จง คือ ไมร ูค วามจริง หรอื ไมรูตามเปน จรงิ
๑.๒ ความไมร ทู กุ ข - สมทุ ยั - นิโรธ - มรรค (อรยิ สัจ ๔) และ (ตามแบบอภธิ รรม) ความไมร ูห นกอน - หนหนา -
ท้งั หนกอนหนหนา - ปฏิจจสมุปบาท
พุทธพจน
ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกิดความทุกข ดบั ความทุกข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
อวิชชา ยอ มมเี พราะอาสวะเปนเหตุ ความดับอวิชชา ยอมมเี พราะอาสวะดบั
ก็อวิชชาเปนไฉน ความไมรูในทุกข ความไมรูในเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกรูทั่วถึง
เกิดแหงทุกข ความไมรูในความดับทุกข ความไมรู ปจจัยอยางนี้ รูทั่วถึงเหตุเกิดแหงปจจัยอยางนี้ รูทั่ว
ในปฏปิ ทาที่จะใหถ งึ ความดับทุกข นี้เรียกวาอวชิ ชา ถึงความดับแหงปจจัยอยางนี้ รูทั่วถึงขอปฏิบัติใหถึง
ความดบั แหง ปจ จยั อยา งน้ี ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ในกาล
(สงั .น.ิ ๑๖/๑๗/๔) นัน้ อริยสาวกนี้เราเรียกวา เปน ผสู มบูรณด วยทฐิ ิบา ง
เปนผูสมบูรณดวยทัศนะบาง เปนผูมาถึงสัทธรรมนี้
เหตุเกิดแหงอวิชชา ยอมมีเพราะอาสวะเปนเหตุให บาง เห็นสัทธรรมนี้บาง เปนผูประกอบดวยญาณอัน
เกดิ (ม.มู ๑๒/๑๒๘/๗๑) เปนเสกขะบาง เปนผูประกอบดวยวิชชาอันเปน
เสกขะบาง เปนผูบรรลุกระแส แหงธรรมบาง เปน
อธบิ ายเพมิ่ เตมิ พระอริยะมีปญญาเครื่องชำแรกกิเลสบาง วาอยูชิด
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย เงอ่ื นตน แหง อวชิ ชายอ มไมป รากฏ ประตอู มตนพิ พานบาง (สงั .นิ. ๑๖/๙๐/๔๔)
ในกาลกอนแตนี้ อวชิ ชาไมม ี แตภายหลงั จึงมี เพราะ อธบิ ายเพ่มิ เติม
เหตุนั้น เราจึงกลาวคำนี้อยางนี้วา ก็เมื่อเปนเชนนั้น ความดับอวชิ ชา ยอมมีเพราะอาสวะดับ อริยมรรค
อวิชชามขี อนเี้ ปน ปจ จยั จงึ ปรากฏ ดกู รภิกษทุ ง้ั หลาย ประกอบดวยองค ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ
เรายอมกลาวอวิชชาวา มีอาหาร มิไดกลาววาไมมี ความตั้งใจชอบ ชื่อวาปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
อาหาร กอ็ ะไรเปน อาหารของอวชิ ชาควรจะกลา ววา อวชิ ชา ดกู รทา นผมู อี ายุ เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวก รชู ดั ซง่ึ
นวิ รณ ๕ (องั .ทสก. ๒๔/๖๑/๑๑๗) อวิชชา เหตุเกิดแหงอวิชชา ความดับอวิชชา ทางที่
จะใหถึงความดับอวิชชาอยางนี้ๆ เมื่อนั้น ทานละ
(นวิ รณ ๕ คือ ๑. กามฉนั ท ๒. พยาบาท ๓. ถนี มิทธะ ราคานสุ ัย ... แมดว ยเหตุเพยี งเทา นี้ อริยสาวกช่อื วา
๔. อุทธัจจกุกกจุ จะ ๕. วจิ ิกิจฉา) เปนสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแลว
ประกอบดวยความเลื่อมใสอันแนวแนในธรรม มาสู
พระสทั ธรรมน้ี (ม.มู ๑๒/๑๒๘/๗๑)
๕
๒
สงั ขาร: ความคดิ ปรงุ แตง
๖
๒. สงั ขาร: ความคิดปรงุ แตง
ความหมาย
๒.๑ ความคิดปรุงแตง เจตจำนงและทกุ ส่งิ ทจี่ ิตไดสะสมไว
๒.๒ สงั ขาร = กายสังขาร วจีสงั ขาร จติ ตสังขาร และ (ตามนัยอภธิ รรม) ปญุ ญาภสิ งั ขาร อปญุ ญาภิสังขาร
อาเนญชาภสิ ังขาร
พุทธพจน
ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนโิ รธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกิดความทุกข ดับความทุกข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะอวิชชาเปน ปจ จยั จงึ มีสังขาร เพราะอวชิ ชาดับ สงั ขารจงึ ดับ
ก็สังขารเปนไฉน สังขาร ๓ เหลานี้คือ กายสังขาร อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
วจสี ังขาร จติ สงั ขาร นเ้ี รียกวาสังขาร ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
(สงั .น.ิ ๑๖/๑๖/๔) เปน ขอ ปฏิบัตใิ หถ งึ ธรรมเปนที่ดับสงั ขาร
เพราะอวิชชาเปน ปจ จยั จึงมีสงั ขาร (สงั .น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)
(สัง.น.ิ ๑๖/๒/๑) ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับดวยการสำรอกโดยไม
เหลือ สงั ขารจงึ ดบั (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
อธิบายเพ่มิ เตมิ อธิบายเพ่ิมเติม
ดกู รอานนท เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จยั นน่ั แหละ บคุ คล ดกู รอานนท กเ็ พราะอวชิ ชาดบั ดว ยสำรอกโดยไมเ หลอื
ยอ มปรงุ แตง กายสงั ขาร.. วจสี งั ขาร.. มโนสงั ขาร ซง่ึ กายซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ ขน้ึ จงึ
เปนปจจัยใหสุขและทุกขอันเปนภายในเกิดขึ้น ดวย ไมม ี วาจาซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ
ตนเองบา ง บคุ คลยอ มปรงุ แตง กายสงั ขาร.. วจสี งั ขาร ขึ้นจึงไมมี ใจซึ่งเปนปจจัยใหสุขและทุกขอันเปนภายใน
.. มโนสงั ขาร ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภาย เกดิ ขน้ึ จงึ ไมม ี เขต [ความจงใจเปน เหตงุ อกงาม] ซง่ึ เปน
ในเกดิ ขน้ึ เพราะผอู น่ื บา ง บคุ คลรสู กึ ตวั ยอ มปรงุ แตง ปจจัยใหสุขและทุกขอันเปนภายในเกิดขึ้นจึงไมมี วัตถุ
กายสังขาร.. วจีสังขาร.. มโนสังขาร ซึ่งเปนปจจัยให [ความจงใจอนั เปน ทป่ี ระดษิ ฐาน] ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และ
สุขและทุกขอันเปนภายในเกิดขึ้นบาง บุคคลไมรูสึก ทกุ ขอันเปนภายในเกิดขึน้ จงึ ไมมี อายตนะ [ความจงใจ
ตวั ยอ มปรงุ แตง กายสงั ขาร.. วจสี งั ขาร.. มโนสังขาร อนั เปน ปจ จยั ] ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายใน
ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ ขน้ึ บา ง เกดิ ขึน้ จึงไมม ี หรอื อธิกรณ [ความจงใจอันเปนเหตุ] ซง่ึ
ดกู รอานนท อวชิ ชาแทรกอยแู ลว ในธรรมเหลา น้ี เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ ขน้ึ จงึ ไมม ี
(สงั .นิ. ๑๖/๘๓/๔๐) (สัง.น.ิ ๑๖/๘๔/๔๑)
๗
๓
วญิ ญาณ: ความรตู อ ส่ิงท่ีถูกรบั รู
๘
๓. วิญญาณ: ความรูตอส่ิงทถ่ี กู รับรู
ความหมาย
๓.๑ ความรูตอ ส่งิ ทถ่ี ูกรบั รู คอื การเห็น - ไดย ิน - ไดกลน่ิ - ลม้ิ รส - สัมผัส - รูเรอื่ งในใจ
๓.๒ วญิ ญาณ ๖ = จกั ขวุ ิญญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวญิ ญาณ ชวิ หาวญิ ญาณ กายวญิ ญาณ มโนวญิ ญาณ
พทุ ธพจน
ปฏจิ จสมปุ บาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมปุ บาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกดิ ความทุกข ดับความทกุ ข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะสงั ขารเปนปจจัย จึงมวี ญิ ญาณ เพราะสังขารดบั วญิ ญาณจงึ ดบั
ก็วิญญาณเปนไฉน วิญญาณ ๖ หมวดเหลานี้ คือ อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้นคือ ความเห็นชอบ ๑
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
วิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกวา ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
วิญญาณ (สัง.น.ิ ๑๖/๑๕/๔) เปนขอปฏบิ ัติใหถงึ ธรรมเปน ทดี่ บั วญิ ญาณ
เพราะสงั ขาร เปน ปจ จัย จงึ มีวญิ ญาณ
(สงั .นิ. ๑๖/๘๙/๔๓)
(สัง.นิ. ๑๖/๒/๑)
เพราะสงั ขารดบั วญิ ญาณจึงดบั
อธบิ ายเพิ่มเตมิ
...สุขโสมนัส อาศัยวิญญาณเกิดขึ้นนี้ เปนคุณแหง (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
วญิ ญาณ วญิ ญาณไมเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข มคี วามแปรปรวน
เปน ธรรมดา น้เี ปน โทษแหง วิญญาณ การกำจดั ฉันท อธบิ ายเพิ่มเตมิ
ราคะ การละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เปนความสลัด สมณะหรือพราหมณเหลาใดเหลาหนึ่ง รูยิ่งซึ่งวิญญาณ
ออกแหง วญิ ญาณ (สงั .ข. ๑๗/๑๒๓/๖๒-๖๓) เหตเุ กดิ แหง วญิ ญาณ ความดบั แหง วญิ ญาณ ปฏปิ ทาอนั
ใหถึงความดับแหงวิญญาณ คุณแหงวิญญาณโทษแหง
วิญญาณ อุบายเครื่องสลัดออกแหงวิญญาณ อยางนี้ๆ
แลว หลุดพนไป เพราะความเบื่อหนาย เพราะคลาย
กำหนัด เพราะดับ เพราะไมถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือ
พราหมณเหลานั้นหลุดพนดีแลว ... เปนอันเสร็จกิจแลว
... ยอ มไมม วี ฏั ฏะเพอ่ื ความปรากฏอกี
(สัง.ข. ๑๗/๑๒๓/๖๓)
๙
๔
นามรปู : นามธรรมและรูปธรรม
๑๐
๔. นามรปู : นามธรรมและรูปธรรม
ความหมาย
๔.๑ นามธรรมและรปู ธรรม ชีวติ ทั้งกายและใจ
๔.๒ นามรูป = นาม (เวทนา สญั ญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) หรอื ตามแบบอภธิ รรม (เวทนาขนั ธ สัญญาขนั ธ
สงั ขารขันธ) + รปู (มหาภูต ๔ และรูปทีอ่ าศัยมหาภูต ๔)
พทุ ธพจน
ปฏจิ จสมุปบาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกดิ ความทุกข ดบั ความทกุ ข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะวิญญาณเปนปจ จัย จึงมีนามรูป เพราะวิญญาณดับ นามรปู จงึ ดับ
ก็นามรูปเปนไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ เมอื่ ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซ่ึงนามรปู เหตเุ กดิ แหงนาม
มนสิการ นี้เรียกวานาม, มหาภูตรูป ๔ และรูปที่ รูป ความดับนามรูปและปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกวารูป นามและรูปดัง นามรูป แมดวยเหตุเพียงเทานี้ อริยสาวกชื่อวาเปน
พรรณนามาฉะนี้ เรยี กวานามรปู สมั มาทฏิ ฐิ ...มาสพู ระสัทธรรมน้ี
(สงั .นิ. ๑๖/๑๔/๔)
เพราะวญิ ญาณเปน ปจจัย จงึ มีนามรปู (ม.มู ๑๒/๑๒๕/๖๙)
(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑) เพราะวญิ ญาณดับ นามรปู จึงดับ
อธิบายเพมิ่ เติม (สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตนไมใหญมีรากหยั่งลงและแผไป
ขา งๆ รากทง้ั หมดนน้ั ยอ มดดู โอชารสไปเบอ้ื งบน กเ็ มอ่ื อธิบายเพ่ิมเตมิ
เปนอยางนี้ ตนไมใหญนั้น มีอาหารอยางนั้น มีเชื้อ
อยา งนน้ั พงึ เปน อยตู ลอดกาลนาน แมฉ นั ใด ภกิ ษทุ ง้ั ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ตน ไมใ หญต ง้ั อยอู ยา งนน้ั ทน่ี น้ั บรุ ษุ เอาจอบ
หลาย เมอ่ื ภกิ ษเุ หน็ ความพอใจเนอื งๆ ในธรรมทง้ั หลาย และภาชนะมาตดั ตน ไมน น้ั ทโ่ี คนตน แลว ขดุ ลงไป ครน้ั ขดุ ลง
อนั เปน ปจ จยั แหง สงั โยชนอ ยู นามรปู กห็ ยง่ั ลง ฉนั นน้ั ไปแลว คยุ เอารากใหญเ ลก็ แมเ ทา กา นแฝกขน้ึ บรุ ษุ นน้ั พงึ ทอน
เหมือนกัน เพราะนามรูปเปนปจจัย จึงมีสฬายตนะ ตน ไมน น้ั เปน ทอ นเลก็ ทอ นใหญแ ลว พงึ ผา ครน้ั ผา แลว เจยี ก
ฯลฯ ความเกิดขึ้นแหงกองทุกขทั้งมวลนี้ ยอมมีดวย ใหเปนชิ้นๆ ครั้นเจียกใหเปนชิ้นๆ แลว พึงผึ่งลม ตากแดด
ประการอยา งน้ี (สงั .น.ิ ๑๖/๒๑๗/๑๐๐) ครน้ั ผง่ึ ลมตากแดดแลว พงึ เอาไฟเผา ครน้ั เอาไฟเผาแลว พงึ
ทำใหเ ปน เขมา ครน้ั ทำใหเ ปน เขมา แลว พงึ โปรยทล่ี มแรงหรอื
ลอยในแมน้ำมีกระแสอันเชี่ยว ก็เมื่อเปนอยางนี้ ตนไมใหญ
นั้น ถูกตัดเอารากขึ้นแลว ถูกทำใหเปนดังตาลยอดดวน ถึง
ความไมม ี ไมเกิดอีกตอ ไป แมฉ ันใด ภิกษทุ ง้ั หลาย เมือ่ ภกิ ษุ
เหน็ โทษเนอื งๆ ในธรรมทง้ั หลาย อนั เปน ปจ จยั แหง สงั โยชน
อยู นามรูปก็ไมหยั่งลง ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะนามรูปดับ
สฬายตนะจึงดับ ฯลฯ ความดับแหงกองทุกขทั้งมวลนี้ ยอม
มดี ว ยประการอยา งน้ี (สัง.นิ. ๑๖/๒๑๙/๑๐๐)
๑๑
๕
สฬายตนะ: ชองทางรบั รู ๖
๑๒
๕. สฬายตนะ: ชองทางรับรู ๖
ความหมาย
๕.๑ อายตนะ คือ ชองทางรับรู ๖ ไดแ ก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
๕.๒ สฬายตนะ = จักขุ - ตา โสตะ - หู ฆานะ - จมกู ชวิ หา - ล้นิ กาย - กาย มโน - ใจ
พทุ ธพจน
ปฏจิ จสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมุปบาทนโิ รธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกิดความทกุ ข ดับความทุกข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะนามรูปเปน ปจ จัย จึงมีสฬายตนะ เพราะนามรปู ดบั สฬายตนะจงึ ดบั
ก็สฬายตนะเปนไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ น้ีเรยี กวา สฬายตนะ อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
(สงั .น.ิ ๑๖/๑๓/๓) ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
เพราะนามรปู เปน ปจจยั จึงมสี ฬายตนะ เปนขอ ปฏิบตั ิใหถึงธรรมเปน ทด่ี ับสฬายตนะ
(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑)
(สงั .นิ. ๑๖/๘๙/๔๓)
อธบิ ายเพิ่มเติม เพราะนามรูปดบั สฬายตนะจึงดบั
ก็ขอที่เรากลาวดังนี้วา พึงทราบอายตนะภายใน ๖ (สัง.น.ิ ๑๖/๓/๒)
นั่น เราอาศัยอะไรกลาวแลว ไดแกอายตนะคือจักษุ
อายตนะคือโสต อายตนะคือฆานะ อายตนะคือ อธิบายเพ่ิมเติม
ชิวหา อายตนะคือกาย อายตนะคือมโน ขอที่เรา เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซง่ึ อายตนะ ๖ เหตเุ กดิ แหง
กลาวดังนี้วา พึงทราบอายตนะภายใน ๖ นั่น เรา อายตนะ ๖ ความดบั แหง อายตนะ ๖ และปฏปิ ทาท่ี
อาศัยอายตนะดงั น้ี กลา วแลว จะใหถ งึ ความดบั อายตนะ ๖ แมด ว ยเหตเุ พยี งเทา น้ี
อรยิ สาวกชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ ...มาสพู ระสทั ธรรมน้ี
(ม.อุ. ๑๔/๖๑๙-๖๒๐/๓๔๐)
(ม.มู ๑๒/๑๒๔/๖๙)
๑๓
๖
ผสั สะ: การรับรสู มั ผสั
๑๔
๖. ผสั สะ: การรับรูสมั ผสั
ความหมาย
๖.๑ การรบั รู การประจวบกนั ของอายตนะ + อารมณ( ส่งิ ทถ่ี ูกรับรู) +วญิ ญาณ
๖.๒ ผัสสะ = จักขุสมั ผสั โสต ∼ ฆาน ∼ ชิวหา ∼ กาย ∼ มโนสมั ผัส (สัมผสั ๖)
พุทธพจน
ปฏจิ จสมุปบาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกิดความทุกข ดับความทกุ ข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะสฬายตนะเปนปจจัย จงึ มีผัสสะ เพราะสฬายตนะดบั ผสั สะจงึ ดับ
ก็ผัสสะเปนไฉน ผัสสะ ๖ หมวดเหลานี้ คือ จักขุ ความดับผัสสะ ยอมมีเพราะอายตนะ ๖ ดับ อริย-
สัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กาย มรรค ประกอบดวยองค ๘ นี้แหละ คือความเห็น
สมั ผสั มโนสัมผสั น้เี รยี กวา ผัสสะ ชอบ ... ความตั้งใจชอบ ชื่อวาปฏิปทาที่จะใหถึง
ความดับผสั สะ (ม.มู ๑๒/๑๒๓/๖๘-๖๙)
(สัง.นิ. ๑๖/๑๒/๓ )
เพราะสฬายตนะดบั ผสั สะจงึ ดับ
เพราะสฬายตนะเปน ปจจยั จึงมีผสั สะ (สัง.นิ. ๑๖/๓/๒)
(สัง.น.ิ ๑๖/๒/๑)
อธบิ ายเพิ่มเติม
อธิบายเพมิ่ เตมิ เมื่อใดแล อริยสาวกรูชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแหงผัสสะ
ผสั สะ ๖ หมวด คอื จกั ขสุ มั ผสั โสตสมั ผสั ฆานสมั ผสั ความดบั ผสั สะ และปฏปิ ทาทจ่ี ะใหถ งึ ความดบั ผสั สะ
ชวิ หาสมั ผสั กายสมั ผสั มโนสมั ผสั เหตเุ กดิ แหง ผสั สะ แมด ว ยเหตเุ พยี งเทา น้ี อรยิ สาวกชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ
ยอ มมเี พราะอายตนะ ๖ เปน เหตใุ หเ กดิ ... มาสพู ระสทั ธรรมน้ี
(ม.มู ๑๒/๑๒๓/๖๘-๖๙) (ม.มู. ๑๒/๑๒๓/๖๘-๖๙)
ก็ผัสสะนี้มีอะไรเปนเหตุ มีอะไรเปนที่ตั้งขึ้น มีอะไร
เปนกำเนิด มีอะไรเปนแดนเกิด ผัสสะมีสฬายตนะ
เปนเหตุ มีสฬายตนะเปนที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะเปน
กำเนดิ มสี ฬายตนะเปน แดนเกดิ
(สงั .น.ิ ๑๖/๒๙/๑๑)
๑๕
๗
เวทนา: ความเสวยอารมณ
๑๖
๗. เวทนา: ความเสวยอารมณ
ความหมาย
๗.๑ ความเสวยอารมณ ความรูสึกสุข ทกุ ข หรือเฉยๆ
๗.๒ เวทนา = เวทนาเกดิ จากจักขสุ ัมผสั จากโสต ∼ ฆาน ∼ ชวิ หา – กาย ∼ และมโนสมั ผัส (เวทนา ๖)
พทุ ธพจน
ปฏิจจสมปุ บาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมปุ บาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกดิ ความทกุ ข ดบั ความทุกข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะผสั สะเปน ปจจยั จงึ มีเวทนา เพราะผสั สะดับ เวทนาจงึ ดบั
...ก็เวทนาเปนไฉน เวทนา ๖ หมวดเหลานี้ คือ เวทนาอยางใดอยางหนึ่ง ที่เปนอดีตก็ดี อนาคตก็ดี
จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆาน ปจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี
สัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กาย ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยูในที่ไกลก็ดี ในที่
สัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกวา ใกลก็ดี เวทนาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นดวยปญญา
เวทนา (สงั .น.ิ ๑๖/๑๑/๓) อันชอบตามความเปนจริง อยางนี้วา นั่นไมใชของ
เรา นัน่ ไมเ ปน เรา นนั่ ไมใชตวั ตนของเรา
เพราะผสั สะเปน ปจ จัย จงึ มเี วทนา
(สงั .น.ิ ๑๖/๒/๑) (สงั .นิ. ๑๖/๒๙๒/๑๓๘)
เพราะผัสสะดบั เวทนาจึงดับ
อธบิ ายเพ่มิ เติม (สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนานี้เลา มีอะไรเปนตนเหตุ มี
อะไรเปนเหตุเกิด มีอะไรเปนกำเนิด มีอะไรเปนแดน อธิบายเพิม่ เติม
เกิด? เวทนามีผัสสะเปนตนเหตุ มีผัสสะเปนเหตุเกิด ความดับเวทนายอมมีเพราะผัสสะดับ อริยมรรค
มผี สั สะเปน กำเนดิ มผี สั สะเปน แดนเกดิ ประกอบดวยองค ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ ...
ความตั้งใจชอบ ชื่อวาปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
(ม.มู ๑๒/๑๕๘/๙๓) เวทนา ดูกรทานผูมีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรูชัดซึ่ง
เวทนา เหตุเกิดแหงเวทนา ความดับเวทนา และ
ปฏิปทาที่จะใหถึงความดับเวทนาอยางนี้ๆ เมื่อนั้น
ทา นละราคานสุ ยั ... แมด ว ยเหตเุ พยี งเทา น้ี อรยิ สาวก
ชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ ... มาสพู ระสทั ธรรมน้ี
(ม.มู ๑๒/๑๒๒/๖๘)
๑๗
๘
ตณั หา: ความทะยานอยาก
๑๘
๘. ตณั หา: ความทะยานอยาก
ความหมาย
๘.๑ ความทะยานอยาก คอื อยากได อยากเปน อยากไมเ ปน
๘.๒ ตัณหา = รูปตัณหา (ตณั หาในรปู ) สัททตัณหา (ในเสียง) คนั ธตัณหา (ในกลน่ิ ) รสตณั หา (ในรส)
โผฏฐพั พตัณหา (ในสมั ผัสทางกาย) ธัมมตัณหา (ในธรรมารมณ) (ตณั หา ๖)
พุทธพจน
ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมปุ บาทนโิ รธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกิดความทุกข ดับความทุกข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะเวทนาเปนปจ จัย จึงมตี ัณหา เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
ก็ตัณหาเปนไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหลานี้ คือ รูป อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
ตณั หา สทั ทตณั หา คนั ธตณั หา รสตณั หา โผฏฐพั พ ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ตณั หา ธมั มตณั หา นเี้ รยี กวา ตัณหา ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลกึ ชอบ ๑ ตัง้ ใจชอบ ๑
เปนขอ ปฏบิ ัตใิ หถ ึงธรรมเปน ท่ีดบั ตัณหา
(สงั .นิ. ๑๖/๑๐/๓)
เพราะเวทนาเปนปจจยั จงึ มีตณั หา (สัง.น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)
(สงั .น.ิ ๑๖/๒/๑) เพราะเวทนาดับ ตณั หาจงึ ดับ
(สัง.นิ. ๑๖/๓/๒)
อธบิ ายเพ่มิ เตมิ
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ตณั หานเ้ี ลา มอี ะไรเปน ตน เหตุ มี อธบิ ายเพ่ิมเตมิ
อะไรเปนเหตุ เกิดมีอะไรเปนกำเนิด มีอะไรเปนแดน ตัณหา ๖ หมวดเหลานี้ คือ ตัณหาในรูป ตัณหาใน
เกิด? ตัณหามีเวทนา เปนตนเหตุ มีเวทนาเปนเหตุ เสยี ง ตณั หาในกลน่ิ ตณั หาในรส ตณั หาในโผฏฐพั พะ
เกดิ มเี วทนาเปน กำเนดิ มเี วทนาเปน แดนเกดิ ตัณหาในธรรม เหตุเกิดแหงตัณหา ยอมมีเพราะ
เวทนาเปนเหตุใหเกิด ความดับตัณหา ยอมมีเพราะ
(ม.มู ๑๒/๑๕๘/๙๓) เวทนาดบั อรยิ มรรคประกอบดว ยองค ๘ นแ้ี หละ คอื
ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจชอบ ชื่อวา ปฏิปทาที่
จะใหถ ึงความดบั ตณั หา
(ม.มู ๑๒/๑๒๑/๖๗-๖๘)
๑๙
๙
อปุ าทาน: ความยึดติดถอื มั่น
๒๐
๙. อุปาทาน: ความยึดติดถือมน่ั
ความหมาย
๙.๑ ความยดึ ตดิ ถอื มัน่ การยดึ ถอื คางใจ การยึดถอื เขากบั ตัว
๙.๒ อุปาทาน = กามุปาทาน (ความยึดม่ันในกาม คอื รูป รส กลนิ่ เสยี ง สมั ผสั ตา งๆ)
ทิฏปุ าทาน (ความยึดมนั่ ในทฏิ ฐิ คือ ความเหน็ ขอยดึ ถือ ลทั ธิ ทฤษฎี ตา งๆ)
สลี พั พตุปาทาน (ความยึดมน่ั ในศลี และพรต วาจะทำใหค นบริสทุ ธไิ์ ด)
อตั ตวาทปุ าทาน (ความยดึ มนั่ ในอัตตา สรา งตวั ตนข้นึ ยึดถือไวดว ยความหลงผดิ )
พุทธพจน
ปฏิจจสมปุ บาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมุปบาทนโิ รธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกดิ ความทุกข ดบั ความทกุ ข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะตัณหาเปน ปจ จยั จงึ มีอปุ าทาน เพราะตัณหาดับ อปุ าทานจึงดบั
ก็อุปาทานเปนไฉน อุปาทาน ๔ เหลาน้คี อื กามปุ า- อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
ทาน ทฏิ ปุ าทาน สลี พตั ตปุ าทาน อตั ตวาทปุ าทาน ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
นเ้ี รียกวา อปุ าทาน (สัง.นิ. ๑๖/๙/๓) ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
อปุ าทาน ๔ เหลา น้ี มตี ณั หาเปน ตน เหตุ มตี ณั หาเปน เปน ขอ ปฏิบัติใหถ งึ ธรรมเปนท่ดี ับอปุ าทาน
เหตุเกิด มตี ณั หาเปนกำเนดิ มีตณั หาเปนแดนเกิด
(สงั .น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)
(ม.มู ๑๒/๑๕๘/๙๓) เพราะตัณหาดับ อุปาทานจงึ ดบั
เพราะตณั หาเปนปจ จยั จึงมีอปุ าทาน (สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑)
อธิบายเพิม่ เตมิ
อธบิ ายเพิ่มเตมิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญแหงไมสิบเลมเกวียนบาง
ยส่ี บิ เลม เกวยี นบา ง สามสบิ เลม เกวยี นบา ง สส่ี บิ เลม เกวยี น
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ไฟกองใหญแ หง ไมส บิ เลม เกวยี นบา ง ยส่ี บิ บา ง พงึ ลกุ โพลง บรุ ษุ ไมใ สห ญา แหง ไมใ สโ คมยั แหง และ
เลม เกวยี นบา ง สามสบิ เลม เกวยี นบา ง สส่ี บิ เลม เกวยี นบา ง พงึ ไมใ สไ มแ หง ในไฟกองนน้ั ทกุ ๆ ระยะ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย กเ็ มอ่ื
ลุกโพลง บุรุษใสหญา แหง ใสโคมัยแหง และใสไ มแ หง ในไฟ เปน อยา งน้ี ไฟกองใหญน น้ั ไมม อี าหาร พงึ ดบั ไป เพราะ
กองนน้ั ทกุ ๆ ระยะ กเ็ มอ่ื เปน อยา งน้ี ไฟกองใหญน น้ั มอี าหาร สิ้นเชื้อเกา และเพราะไมเติมเชื้อใหม แมฉันใด ภิกษุทั้ง
อยา งนน้ั มเี ชอ้ื อยา งนน้ั พงึ ลกุ โพลงตลอดกาลนาน แมฉ นั ใด หลาย ภกิ ษเุ มอ่ื เหน็ โทษเนอื งๆ ในธรรมทง้ั หลายอนั เปน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้ง ปจจัยแหงอุปาทานอยู ตัณหายอมดับฉันนั้นเหมือนกัน
หลายอนั เปน ปจ จยั แหง อปุ าทานอยู ตณั หายอ มเจรญิ ฉนั นน้ั เพราะตณั หาดบั อปุ าทานจงึ ดบั ฯลฯ
เหมอื นกนั เพราะตณั หาเปน ปจ จยั จงึ มอี ปุ าทาน ฯลฯ ความ
เกดิ ขน้ึ แหง กองทกุ ขท ง้ั มวลน้ี ยอ มมี ดว ยประการอยา งน้ี (สงั .นิ. ๑๖/๑๙๙/๙๔)
(สัง.น.ิ ๑๖/๑๙๗/๙๓)
๒๑
๑๐
ภพ: ภาวะชวี ิตทเ่ี ปน อยู
๒๒
๑๐. ภพ: ภาวะชีวิตทเี่ ปนอยู
ความหมาย
๑๐.๑ ภาวะชวี ติ ที่เปน อยู สภาพชีวิต ผลรวมกรรมทั้งหมดของบุคคล
๑๐.๒ ภพ = กามภพ รปู ภพ อรูปภพ อกี นัยหนงึ่
= กรรมภพ (ปญุ ญาภิสงั ขาร อปญุ ญาภสิ งั ขาร อาเนญชาภิสงั ขาร) กบั อปุ ปตติภพ (กามภพ รูปภพ
อรปู ภพ, สญั ญาภพ อสญั ญาภพ เนวสญั ญานาสญั ญาภพ, เอกโวการภพ จตโุ วการภพ ปญ จโวการภพ)
พุทธพจน
ปฏจิ จสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏจิ จสมปุ บาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกดิ ความทุกข ดบั ความทกุ ข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะอปุ าทานเปนปจ จยั จงึ มีภพ เพราะอปุ าทานดับ ภพจงึ ดบั
ก็ภพเปนไฉน ภพ ๓ เหลานี้ คือ กามภพ รูปภพ อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
อรปู ภพ นเี้ รียกวา ภพ ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
(สัง.น.ิ ๑๖/๘/๓) เปนขอ ปฏบิ ตั ิใหถงึ ธรรมเปน ที่ดบั ภพ
เพราะอุปาทานเปนปจจัย จงึ มภี พ
(สงั .น.ิ ๑๖/๒/๑) (สัง.น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)
เพราะอุปาทานดับ ภพจงึ ดับ
อธบิ ายเพ่ิมเตมิ (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
ดกู รอานนท เหตนุ แ้ี ล กรรมจงึ ชอ่ื วา เปน ไรน า วญิ ญาณ
ชื่อวาเปนพืช ตัณหาชื่อวาเปนยาง เจตนา ความ อธิบายเพ่ิมเติม
ปรารถนาประดิษฐานแลว เพราะธาตุอยางประณีต ภพ ๓ เหลานี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เหตุเกิด
ของสัตวพวกที่มีอวิชชาเปนเครื่องสกัดกั้น มีตัณหา แหงภพ ยอมมีเพราะอุปาทานเปนเหตุใหเกิดความ
เปน เครอ่ื งผกู ใจ ดว ยประการฉะน้ี จงึ มกี ารเกดิ ในภพ ดับภพ ยอ มมเี พราะอุปาทานดบั อรยิ มรรคประกอบ
ใหมตอไปอีก ดูกรอานนท ภพยอมมีได ดวยเหตุดัง ดว ยองค ๘ นแ้ี หละ คอื ความเหน็ ชอบ ...ความตง้ั ใจ
กลา วมาฉะนแ้ี ล ชอบ ช่อื วา ปฏิปทาท่ีจะใหถงึ ความดบั ภพ
(อัง.เอก. ๒๐/๕๑๗/๒๕๓-๒๕๔) (ม.มู ๑๒/๑๑๙/๖๗)
๒๓
๑๑
ชาต:ิ ความเกดิ
๒๔
๑๑. ชาติ: ความเกิด
ความหมาย
๑๑.๑ ความเกดิ ความปรากฏแหง ขันธท้งั หลายทย่ี ดึ ถือเอาเปน ตัวตน
๑๑.๒ ชาติ = ความปรากฏแหง ขนั ธทัง้ หลาย การไดม าซงึ่ อายตนะตางๆ หรือความเกดิ ความปรากฏขึ้นของธรรม
ตางๆ เหลาน้นั ๆ
พทุ ธพจน
ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกดิ ความทุกข ดับความทุกข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะภพเปน ปจ จยั จึงมีชาติ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
...ก็ชาติเปนไฉน ความเกดิ ความบังเกดิ ความหยง่ั ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ลง (คอื เปน ชลาพชุ ะหรอื อณั ฑชปฏสิ นธ)ิ เกดิ (คอื เปน ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจ
สังเสทชปฏิสนธิ) เกิดจำเพาะ (คือเปนอุปปาติก ชอบ ๑ เปนขอปฏิบตั ิใหถ ึงธรรมเปนทีด่ ับชาติ
ปฏิสนธิ) ความปรากฏแหงขันธ ความไดอายตนะ
ครบในหมูสัตวนั้นๆ ของเหลาสัตวนั้นๆ นี้เรียกวา (สัง.นิ. ๑๖/๘๙/๔๓)
ชาติ (สัง.นิ. ๑๖/๗/๓) เพราะภพดบั ชาติจึงดบั
(สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
เพราะภพเปนปจจยั จึงมชี าติ
(สัง.น.ิ ๑๖/๒/๑) อธบิ ายเพิ่มเตมิ
ความดบั ชาตยิ อ มมี เพราะภพดบั อรยิ มรรคประกอบ
อธบิ ายเพิ่มเตมิ ดว ยองค ๘ นแ้ี หละ คอื ความเหน็ ชอบ ... ความตง้ั ใจ
เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซง่ึ ชาติ เหตเุ กดิ แหง ชาติ ความ ชอบ ชอ่ื วาปฏิปทาทจี่ ะใหถงึ ความดบั ชาติ ดกู รทาน
ดบั ชาติ และปฏปิ ทาทจ่ี ะใหถ งึ ความดบั ชาติ แมด ว ย ผมู อี ายุ เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซง่ึ ชาติ เหตเุ กดิ แหง
เหตเุ พยี งเทา น้ี อรยิ สาวกชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ ... มา ชาติ ความดับชาติและปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
สพู ระสทั ธรรมน.้ี ... ความเกดิ ความบงั เกดิ ความหยง่ั ชาติอยางนี้ๆ เมื่อนั้น ทานละราคานุสัย ... แมดวย
ลง เกิด เกิดเฉพาะ ความปรากฏแหงขันธ ความได เหตเุ พียงเทาน้ี อรยิ สาวกชือ่ วา เปน สัมมาทฏิ ฐิ ... มา
อายตนะครบ ในหมสู ตั วน น้ั ๆ ของเหลา สตั วน น้ั ๆ อนั สพู ระสทั ธรรมน้ี (ม.มู ๑๒/๑๑๘/๖๖)
นเ้ี รยี กวา ชาติ เหตเุ กดิ แหง ชาตยิ อ มมเี พราะภพเปน
เหตใุ หเ กดิ (ม.มู. ๑๒/๑๑๘/๖๖)
๒๕
๑๒
ชรามรณะ: ความแก- ความตาย
๒๖
๑๒. ชรามรณะ: ความแก-ความตาย
ความหมาย
๑๒.๑ ความแก-ความตาย คือ ความเสือ่ มอนิ ทรีย-ความสลายแหงขันธ
๑๒.๒ ชรามรณะ = ชรา (ความเสือ่ มอายุ ความหงอ มอนิ ทรีย) กับมรณะ (ความสลายแหงขันธ ความขาด
ชีวติ นิ ทรยี ) หรอื ความเสือ่ มและความสลายแหงธรรมตา งๆ เหลาน้นั ๆ
พุทธพจน
ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร
กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ
เกดิ ความทกุ ข ดบั ความทุกข
โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ
เพราะชาตเิ ปนปจจยั จงึ มีชราและมรณะ เพราะชาตดิ ับ ชราและมรณะโสกปรเิ ทวทกุ ขโทมนัส
และอปุ ายาสจึงดบั
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย กช็ ราและมรณะเปน ไฉน ความแก
ภาวะของความแก ฟนหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว เพราะชาตดิ บั ชราและมรณะโสกปรเิ ทวทกุ ขโทมนสั
ความเสือ่ มแหงอายุ ความแกห งอ มแหงอินทรยี ใ น และอุปายาสจึงดับ ความดับแหงกองทุกขทั้งมวลนี้
หมูสัตวนั้นๆ ของเหลาสัตวนั้นๆ นี้เรียกวาชรา ก็ ยอมมีดว ยประการอยางนี้
มรณะเปน ไฉน ความเคลอ่ื น ภาวะของความเคลอ่ื น
ความทำลาย ความอันตรธานมฤตยู ความตาย (สัง.น.ิ ๑๖/๓/๒)
กาลกิริยา ความแตกแหงขันธ ความทอดทิ้งซาก
ศพ ความขาดแหงชีวิตินทรีย จากหมูสัตวนั้นๆ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและ
ของเหลาสัตวนั้นๆ นี้เรียกวามรณะ ชราและมรณะ อุปายาสจึงดับ (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
ดงั พรรณนามาฉะนี้ เรียกวา ชราและมรณะ
อธิบายเพมิ่ เตมิ
(สงั .นิ. ๑๖/๖/๓) ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ในกาลนน้ั ภกิ ษนุ ้ี เรากลา ววา เปน
เพราะชาติเปนปจ จยั จึงมชี ราและมรณะ ผูสมบูรณดวยทิฐิบาง เปนผูสมบูรณดวยทัศนะบาง
(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑-๒) เปนผูมาถึงสัทธรรมนี้บาง เห็นสัทธรรมนี้บาง เปนผู
ประกอบดว ยญาณอนั เปน เสกขะบา ง เปน ผปู ระกอบ
อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ดวยวิชชาอันเปนเสกขะบาง เปนผูบรรลุกระแสแหง
เพราะชาติเปนปจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทว ธรรมบาง เปนพระอริยะมีปญญาเครื่องชำแรกกิเลส
ทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแหงกองทุกข บา ง วา อยชู ดิ ประตอู มตนพิ พานบา ง
ทั้งมวลนี้ ยอมมีดวยประการอยางนี้
(สงั .นิ. ๑๖/๙๓/๔๕)
(สัง.นิ. ๑๖/๕/๒)
๒๗
๒๘
วิธีสรางบุญบารมี
สรปุ เนื้อหาจากหนงั สอื “วธิ สี รา งบุญบารม”ี
พระนิพนธใน
สมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวงวชิรญาณสงั วร
ฉบบั พมิ พเ พื่อแจกเปน ธรรมทานโดยมลู นิธิธรรมทานกศุ ลจติ
(เลม สเี หลอื ง)
รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน
โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา
สารบัญ
บทสรปุ
วธิ สี รา งบญุ บารมี
๑. การทำทาน ๔
๒. การรกั ษาศีล ๕
๓. การภาวนา ๕
วิธีสรางบุญบารมี
สรปุ เนอื้ หาจากหนังสอื “วิธีสรา งบุญบารมี”
พระนิพนธใน
สมเดจ็ พระสังฆราชเจา กรมหลวงวชริ ญาณสังวร
ฉบบั พมิ พเพอ่ื แจกเปน ธรรมทานโดยมลู นิธิธรรมทานกุศลจิต
(เลมสเี หลือง)
ความหมายของบญุ และบารมี
บญุ คอื เคร่ืองชำระสันดาน ความดี กุศล ความสขุ ความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ และกศุ ลกรรม
พทุ ธพจน “ทา นทัง้ หลาย อยา กลวั ตอบุญเลย เพราะคำวาบญุ นเี้ ปนชื่อของความสุข”
บารมี มาจากคำบาลีวา “ปารม”ี มีความหมายวา “คุณความดที บ่ี ำเพญ็ อยางยง่ิ ยวด เพ่ือบรรลุจดุ หมายอันสูงย่ิง” หรอื อกี
ความหมายหนึง่ คือ “ความดีทบ่ี ำเพญ็ ไว ขอ ปฏบิ ัติเพื่อบรรลถุ งึ พระนพิ พาน”
วธิ ีสรา งบญุ บารมี ในพระพุทธศาสนามี ๓ ข้ันตอน
ขนั้ ที่ ๑ การใหท าน
ขั้นท่ี ๒ การรกั ษาศลี
ขัน้ ที่ ๓ การเจรญิ ภาวนา
นิยมเรยี กกนั วา “ทาน ศีล ภาวนา”
ระดับของการไดบ ุญบารมี
๑. การใหทาน ไดบ ญุ บารมขี น้ั ตำ่ สุด
๒. การรกั ษาศลี ไดบญุ บารมีมากกวาการใหทาน แตไดบ ญุ บารมีนอ ยกวาการเจรญิ ภาวนา
๓. การเจรญิ ภาวนา ไดบญุ บารมสี ูงสุด
การสรา งบุญบารมีแตล ะประเภทตอ งทำอยา งไรจึงจะถกู วิธี
๑. การทำทาน
การทำทาน ไดแกการสละทรพั ยสิน สง่ิ ของสมบตั ขิ องตนทมี่ อี ยใู หแ กบคุ คลอ่ืน โดยมุงหวงั จะจุนเจอื ใหผ ูอนื่ ไดรบั ประโยชน
และความสขุ ตองมสี ิง่ ประกอบดว ย ๓ ประการคอื
๑.๑ วตั ถุทานทใี่ หต อ งบริสุทธิ์
เปน สิ่งของที่ตนหามาไดดว ยความบรสิ ทุ ธ์ิ ในการประกอบสัมมาอาชีพ
๑.๒ เจตนาในการใหท านตองบริสุทธ์ิ
จุดมงุ หมายแทจ รงิ ก็เพ่อื เปน การขจัดความโลภ ความตระหน่ี เนยี วแนน อนั เปน กเิ ลสหยาบคอื “โลภะกเิ ลส”
๑.๓ เน้ือนาบุญตอ งบริสทุ ธ์ิ
“เนื้อนาบุญ” หมายถึง บุคคลผูรบั การทำทานของผทู ำทาน ซงึ่ เปนเงื่อนไขที่สำคญั ทสี่ ุด เพราะถา คนที่รับการให
ทานนัน้ เปน ผูม ศี ีลมธี รรมสูงก็ยอ มเปน เนือ้ นาบญุ ที่ดี ทานท่ีเราไดทำไปแลว ก็เกิดผลบญุ มาก หากผรู บั การใหทาน
เปน ผูไ มม ศี ีลไมมีธรรม ผลของทานก็ไมเกดิ ขึ้น คือไดบุญนอย
การใหท านที่ไดบญุ มากท่ีสุด ไดแ กการให “ธรรมทาน”
พุทธดำรัสตรัสไววา :
“สพฺพทานํ ธมมฺ ทานํ ชนิ าติ”
การใหธรรมทานเปน ทาน ชนะการใหทงั้ ปวง
๔
๒. การรกั ษาศลี
“ศลี ” แปลวา ปกติ ศลี มหี ลายระดับ คือศีล ๕ ศลี ๘ ศีล ๑๐ และศลี ๒๒๗ แบงเปน ๓ ระดบั ดงั น้ี
๒.๑ ระดับธรรมดา
๒.๒ ระดับกลาง (มชั ฌมิ ศีล)
๒.๓ ศีลอยา งสงู ศลี อยางอกุ ฤษฎ (อธศิ ลี )
“มนษุ ย” คอื ผูทม่ี ใี จอันประเสริฐ จะตองถือศีล ๕ ถา ไมม ีศีล ๕ ไมเ รยี กวา มนษุ ย แตเรียกวา “คน” แปลวา “ยงุ ”
ระดบั ศลี : การรกั ษาศลี ๕ ไดบ ุญบารมนี อ ยที่สุด ในขณะท่ีการรักษาศีล ๒๒๗ ไดบ ญุ บารมสี งู ทสี่ ุด
การรกั ษาศลี ไดบญุ บารมีมากกวาการใหทาน แตไดบ ุญบารมีนอยกวาการเจริญภาวนา
๓. การภาวนา
การภาวนา เปน การบำเพญ็ บุญบารมีทสี่ งู ทส่ี ดุ ประเสริฐทสี่ ุด เพราะไดบ ุญมากท่ีสดุ เปน กรรมอนั ยงิ่ ใหญ เรยี กวา
“มหคั คตกรรม” อนั เปน “มหคั คตกุศล”
บุญบารมีท่เี กิดจากการเจรญิ ภาวนา เปน บุญบารมสี งู กวาการรกั ษาศีล มี ๒ อยางคือ
๓.๑ สมถภาวนา (การทำสมาธิ)
๓.๒ วิปสสนาภาวนา (การเจรญิ ปญญา)
สมถภาวนา (การทำสมาธิ)
สมถภาวนา ไดแ กก ารทำจติ ใหเปนสมาธิ หรอื เปน ฌาน ซึ่งก็คอื การทำจิตใจใหตงั้ มนั่ อยใู นอารมณเ ดียว ไมฟ ุงซา น
แสส ายไปยงั อารมณอืน่ ๆ วธิ ีการภาวนามี ๔๐ ประการ รวมเรียกวา “กรรมฐาน ๔๐” การเจรญิ ภาวนาโดยใชก รรมฐานชนิด
ใด ขน้ึ อยกู ับจรติ หรอื อปุ นสิ ัยและวาสนาบารมขี องแตล ะคน ไมต องใชก รรมฐานทัง้ ๔๐ ชนดิ
ศลี เปนบาทฐาน (เปนกำลงั ) ใหเ กิดสมาธิ ดังน้นั หากศลี ยงั ไมม นั่ คง ยอมเจริญญานใหเกดิ ขนึ้ ไดโดยยาก
กรรมฐานทีพ่ ระพุทธเจา ใชเ พือ่ การตรัสรู คือ “อานาปานสติกรรมฐาน”
อานสิ งสของสมาธนิ น้ั มากกวา การรกั ษาศลี อยางเทยี มกนั ไมได ซึง่ พระพทุ ธองคไ ดต รสั วา
“แมไดอุปสมบทเปนภกิ ษุ รักษาศลี ๒๒๗ ขอ ไมเคยขาด ไมดางพรอยมานาน
ถงึ ๑๐๐ ป ก็ยังไดบ ญุ กุศลนอ ยกวาผทู ที่ ำสมาธิเพียงใหจติ สงบ นานเพยี งชว่ั
ไกก ระพอื ปก ชางกระดกิ หู”
จิตสงบคอื จติ ทีเ่ ปนเพยี งอารมณเดยี วเพยี งชว่ั วูบ จติ เปนสมาธิ มอี ยู ๓ ระดบั คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัป
ปนาสมาธิ (ฌาน) สมาธริ ะดบั อปั ปนาสมาธิ (หรอื ฌาน) มีรปู ฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ซง่ึ ลว นสงผลใหไปเกิดในพรหมโลก
รวม ๒๐ ชัน้
- รปู ฌาน ๑ สง ผลใหบ งั เกดิ ในพรหมโลกชนั้ ท่ี ๑ ถงึ ชั้นท่ี ๓
- อรูปฌานชัน้ สูงสุด เรยี กวา “เนวสัญญานาสญั ญายตนะ” สง ผลใหบ งั เกิดในพรหมโลกช้ันสงู สดุ คือช้ันท่ี ๒๐ มีอายุ
ยืนยาวถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัป เรียกกนั วา นพิ พานพรหม
๕
ดังนนั้ การทำสมาธิ เปน การสรา งบญุ กุศลท่ยี งิ่ ใหญ ลงทุนนอ ยทสี่ ดุ
แตอ ยางไรก็ตาม การทำสมาธกิ ย็ งั ไดบ ญุ นอยกวาการเจริญวิปส สนา (การเจริญปญญา)
วปิ ส สนาภาวนา (การเจริญปญญา)
วปิ ส สนา ไมใ ชก ารใหจติ ตั้งมั่นอยูในอารมณเดียวนิง่ อยู (ซ่งึ คอื สมาธ)ิ แตเ ปน จิตคดิ ใครครวญ หาเหตุและผลในสภาวะ
ธรรมท้ังหลายและสิง่ ทีเ่ ปน อารมณข องวปิ สสนานั้น มีแตเ พียงอยา งเดียวคือ “ขนั ธ ๕” ซึ่งนยิ มเรยี กกันวา “รปู -นาม” โดย
รปู มี ๑ สว น สวนนามนั้นมี ๔ คอื เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ
ขันธ ๕ เปน เพยี งอุปาทานขนั ธ เปน เพียงสังขารธรรม ทเ่ี กิดเนือ่ งจากการปรงุ แตง แตเพราะอวชิ ชา คอื ความไมร ูเทา
ทันสภาวะธรรม ซ่ึงทำใหเ กิดความยึดมัน่ ถือมัน่ ดว ยอำนาจอปุ าทานวา เปน ตวั เปนตนและของตน
การเจรญิ วปิ สสนา ก็โดยมีจิตพจิ ารณาจนรแู จงเห็นจริงวา สภาวธรรมทัง้ หลาย อันไดแ กข ันธ ๕ นั้น ลว นมีอาการ
เปน “พระไตรลักษณ คือเปนอนจิ จงั ทุกขัง และอนตั ตา โดย
๑. อนิจจงั คือ ความไมเ ทีย่ ง
สรรพสิ่งทัง้ หลาย ไมว าจะเปน คน สัตว สงิ่ ของ สมบัติ เพชร หิน ดนิ ทราย และรปู กายของเรา ลว นแตไมเท่ียงแท
แนนอน ตองเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
สรรพสงิ่ ท้งั หลาย อันเน่ืองมาจากการปรุงแตง ทเ่ี รียกวา อุปาทานขนั ธ ๕ เชน รูปกาย ลว นแตเ ปน แรธ าตุตา งๆ มา
ประชุมรวมกัน เปน รปู รางของคนและสตั วข ้ึน ซง่ึ หนว ยชวี ติ เลก็ ๆ (“เซลล” ) เหลานั้นมีการเจริญเติบโต และแตก
สลายไป แลว เกิดใหมขน้ึ แทนท่ีอยูต ลอดเวลา ลวนแลว แตเปนอนิจจังไมเ ท่ียงแทเนนอน
๒. ทุกขัง ไดแก “สภาพท่ีทนอยูสภาพเดมิ ไมได”
การทกุ ขก ายทกุ ขใจ เปน ลกั ษณะสวนหน่ึงของทุกขงั
สรรพส่ิงทง้ั หลายอันเปน สังขารธรรม เม่ือเกิดขนึ้ แลวก็ไมอ าจท่จี ะทรงตวั ต้งั ม่นั ทนทานอยูใ นสภาพน้ันๆ ไดตลอดไป
แตจ ะตอ งเปลยี่ นแปลงไป
แมแตขนั ธท ่เี ปน นามธรรม อนั ไดแก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไมม สี ภาพทรงตัว
๓. อนัตตา ไดแ ก “ความไมใชต ัวไมใ ชตน ไมใ ชส ตั ว ไมใ ชบคุ คล ไมใชส งิ่ ของ”
โดยสรรพสง่ิ ทั้งหลาย อนั เนอ่ื งมาจากการปรงุ แตง ไมวา จะเปน “รปู เวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ” ลวนแตเกดิ
ข้ึนเพราะเหตปุ จจยั
เชน รูปขันธ เปนธาตุ ๔ มาประชุมรวมกันคือ
ธาตุดิน (สว นท่เี ปน ของแขง็ ) ธาตุน้ำ (สวนท่เี ปน ของเหลว) ธาตุไฟ (สิง่ ที่ใหพลงั งานและอุณหภูมิในรางกาย) และ
ธาตุลม (สวนธรรมชาตทิ ี่ทำใหเกดิ ความเคลอื่ นไหวไปมาในรา งกาย)
ธาตุทั้ง ๔ ไดม าประชุมรวมกนั ขน้ึ เปนรูปกายของคน สตั ว และสรรพสิง่ ทัง้ หลาย เพียงชั่วคราวเทา นัน้ เมื่อนานไปก็
ยอ มเปลีย่ นแปลง แลว แตกสลาย กก็ ลบั คืนไปสูสภาพเดมิ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ไมใ ชตวั ไมใ ชต นของคนและสตั วทไ่ี หนแต
อยางใด จึงไมอ าจยดึ ม่นั ถือมน่ั รปู กายนวี้ า เปน ตัวเราของเรา ใหเปนท่ีพง่ึ อันถาวรได
สมาธิ มีกรรมฐาน ๔๐ เปนอารมณ โดยผูบ ำเพญ็ อาจจะใชกรรมฐานบทใดบทหนงึ่ ตามแตที่ถกู แกจ รติ นิสยั ของตน
วิปส สนา มีเพียงอยา งเดยี วคือ ขันธ ๕ เปน อารมณห รอื มแี ตรูป-นามเทา นน้ั ไดแก รูป เวทนา สญั ญา สังขาร และ
วญิ ญาณ
ซ่ึงเปน สภาวธรรมหรอื สงั ขารธรรม อันเกิดขึ้นเน่อื งจากการปรงุ แตง เม่อื เกิดขึน้ แลว กไ็ มเทยี ง ทนอยูสภาพเชนนั้นไมได และ
ไมใชตวั ไมใ ชต นแตอยางใด
๖
อารมณของวปิ สสนา เปนอารมณจ ติ ทใ่ี ครค รวญหาเหตแุ ละผล สังขารธรรมทงั้ หลาย จนรแู จงเห็นจรงิ วา เปนพระ
ไตรลักษณคือ อนจิ จัง ทุกขงั และอนัตตา
และเม่ือไดจ ิตยอมรับสภาพความเปน จรงิ วา เปนอนจิ จงั ทกุ ขงั และอนัตตา เรียกวาจิตเขาสูกระแสธรรม ตดั กเิ ลสได
สมาธแิ ละวปิ ส สนา จงึ เปนทง้ั เหตแุ ละผลของกันและกัน และอุปการะซ่งึ กันและกัน จะมีวิปส สนาปญญาเกดิ ขึ้น โดยขาด
กำลงั สมาธสิ นบั สนุนมไิ ดเลย อยา งนอยท่ีสดุ กจ็ ะตอ งใชก ำลงั ของ ขณิกสมาธิ เปนบาทฐานในระยะแรกเรม่ิ
หมดสน้ิ กเิ ลสทง้ั ปวง > บรรลอุ รหตั ตผล
ละคลายจากความยดึ มน่ั ถอื มน่ั > คลายกำหนดั ในลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ละความโลภ โกรธ และหลง
ไตรลกั ษณ > จติ ตกกระแสธรรมตดั กเิ ลส > ละคลายจากอปุ าทาน (ความยดึ มน่ั ถอื มน่ั )
ขนั ธ ๕ > พจิ ารณาเหน็ เปน ไตรลกั ษณ : อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา
วปิ ส สนาภาวนา > อารมณข องวปิ ส สนา คอื พจิ ารณาขนั ธ ๕ (รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ)
ภาวนา : การเจริญภาวนา
๒๑. การทำสมถภาวนา (การทำสมาธ)ิ ๑๐๐ ป ไดบ ญุ นอ ยกวา วปิ ส สนาภาวนา (การเจรญิ ปญ ญา) แมเ พยี งชว่ั ขณะจติ
๒๒. การอปุ สมบทเปน พระ ๑๐๐ ป ไดบ ญุ นอ ยกวา การทำสมาธิ (สมถภาวนา) แมน านเพยี งแคไ กก ระพอื ปก ชา งกระดกิ หู
ศีล : การรักษาศีล
๑๙. การบรรพชาเปน สามเณร ๑๐๐ ป ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี ๒๒๗ (การอปุ สมบทเปน พระ) ๑ วนั
๑๘. การถอื ศลึ แปด ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี สบิ (บรรพชาเปน สามเณร) ๑ ครง้ั
๑๗. การถอื ศลี หา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี แปด (อโุ บสถศลี ) ๑ ครง้ั
๑๖. การใหธ รรมทาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี หา ๑ ครง้ั
ทาน : การใหทาน
๑๕. การใหอ ภยั ทาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การใหธ รรมทาน ๑ ครง้ั
๑๔. ถวายวหิ ารทาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การใหอ ภยั ทาน ๑ ครง้ั
๑๓. ถวายสงั ฆทานทม่ี อี งคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา เปน ประธาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายวหิ ารทาน ๑ ครง้ั
๑๒. ถวายทานองคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายสงั ฆทานทม่ี อี งคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา
เปน ประธาน ๑ ครง้ั
๑๑. ถวายทานพระปจ เจกพทุ ธเจา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานองคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ๑ ครง้ั
๑๐. ถวายทานพระอรหนั ต ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระปจ เจกพทุ ธเจา ๑ ครง้ั
๙. ถวายทานพระอนาคามี ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระอรหนั ต ๑ ครง้ั
๘. ถวายทานพระสกทิ าคามี ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระอนาคามี ๑ ครง้ั
๗. ถวายทานพระโสดาบนั ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระสกทิ าคามี ๑ ครง้ั
๖. ถวายทานพระสมมตสิ งฆ ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระโสดาบนั ๑ ครง้ั
๕. ทำทานผมู ศี ลี สบิ (สามเณร) ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานผมู ศี ลี ๒๒๗ (พระสมมตสิ งฆ) ๑ ครง้ั
๔. ทำทานผมู ศี ลี แปด ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานผมู ศี ลี สบิ (สามเณร) ๑ ครง้ั
๓. ทำทานผมู ศี ลี หา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานผมู ศี ลี แปด ๑ ครง้ั
๒. ทำทานมนษุ ยผ ไู มม ศี ลี ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานผมู ศี ลี หา ๑ ครง้ั
๑. ทำทานสตั วเ ดรจั ฉาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานมนษุ ยแ มจ ะเปน ผไู มม ศี ลี ๑ ครง้ั
๗
๘
โลกียภูมิ
พระมาลัยเทวเถรทองนรก-สวรรค
นรก ๙ ขุม
เทวภูมิ ๖ ชั้น
พรหมโลก ๒๐ ชั้น
และสังสารวัฏ ๓๑ ภูมิ
ทมี่ าขอ มูล
๑. ภาพวาดพระมาลยั ทอ งนรก-สวรรค ภาพวาดโดย พระเทวภินมิ ิต จิตกรเอกกรมศิลปากร
๒. ภาพวาดนรก ๙ ขุม โดย อนัตตาศูนยหนงั สอื พระพทุ ธศาสนา
วัดไผโ รงวัว จดั พิมพเผยแพรแกพ ทุ ธศาสนิกชน
๓. เร่อื ง เทวภูมิ ๖ ชั้น, พรหมโลก ๒๐ ชน้ั , สังสารวัฎ ๓๑ ภูมิ
- ภูมิ ๔ หรือ ๓๑ - พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย ป.อ.ปยตุ ฺโต)
- ไตรภมู ิกถา หรือไตรภูมิพระรวง พระราชนิพนธใ น สมเดจ็ พระศรสี รุ ยิ พงศร ามมหาธรรมราชาธิราช
หรือพระมหาธรรมราชาลิไทย
รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน
โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา
สารบัญ ๔
๑๙
โลกยี ภมู ิ ๒๙
๓๗
พระมาลยั เทวเถรทองนรก-สวรรค ๓๙
นรก ๙ ขมุ ๔๔
เทวภูมิ ๖ ชัน้
พรหมโลก ๒๐ ช้ัน
- รูปพรหม ๑๖ ชน้ั
- อรปู พรหม ๔ ชน้ั
โลกียภมู ิ หรอื สงั สารวัฏ ๓๑ ภมู ิ
สังสารวัฎ ๓๑ ภมู แิ ละบพุ กรรมในช้ันตา งๆ
สรปุ โลกียภมู ิหรือสังสารวัฏ ๓๑ ภูมิ
โลกียภูมิ
พระมาลัยเทวเถรทองนรก-สวรรค
นรก ๙ ขุม
เทวภูมิ ๖ ชั้น
พรหมโลก ๒๐ ชั้น
และสังสารวัฏ ๓๑ ภูมิ
ทมี่ าขอ มลู
๑. ภาพวาดพระมาลยั ทอ งนรก-สวรรค ภาพวาดโดย พระเทวภินิมิต จิตกรเอกกรมศิลปากร
๒. ภาพวาดนรก ๙ ขมุ โดย อนตั ตาศูนยหนงั สือพระพทุ ธศาสนา
วดั ไผโ รงววั จดั พมิ พเผยแพรแ กพทุ ธศาสนิกชน
๓. เร่ือง เทวภมู ิ ๖ ชั้น, พรหมโลก ๒๐ ชน้ั , สังสารวัฎ ๓๑ ภูมิ
- ภมู ิ ๔ หรือ ๓๑ - พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ฉบับประมวลธรรม (สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย ป.อ.ปยตุ โฺ ต)
- ไตรภมู กิ ถา หรือไตรภูมิพระรวง พระราชนพิ นธใ น สมเด็จพระศรีสุริยพงศรามมหาธรรมราชาธริ าช
หรือพระมหาธรรมราชาลิไทย
๔
๑ พระมาลยั เทวะเถระโปรดยมโลก
ซง่ึ พระยายมและนายนริ ยิ ะบาลไตส วนผตู าย
เปด บญั ชดี ู ถา ทำบญุ สง สวรรค ทำบาปสง นรก
๕
๒ โปรดนรกปาณาติบาต
คอื ผขู าดเมตตากระทำปาณาตบิ าตฆา สตั วผ มู คี ณุ
โดยตรงหรอื โดยออ มเปน ตน ใหเ สวยกรรม
๖
๓ โปรดนรกอทินนาทาน
คอื ผโู ลภประพฤตอิ ทนิ นาทาน เชน ลกั ขโมยของพระ
สงฆ หรอื ฉอ โกงและทำลายทรพั ยส นิ ผมู คี ณุ เปน ตน
๗
โปรดนรกกาเม
๔ คอื บพุ กรรมสตั วท ก่ี ระทำกาเมสมุ จิ ฉาจารไว ยอ ม
เสวยผลกศุ ลกรรมนน้ั ตามโทษ
๘
โปรดนรกมสุ าวาท
๕ คอื เหลา สตั วน รกทม่ี กั กลา วเทจ็ หลอกลวง และดา วา
บดิ า มารดา ครบู าอาจารย พระสงฆ เปน ตน
๙
โปรดนรกสรุ า
๖ คอื พวกสตั วน รกทเ่ี สพสรุ าเปน อาจณิ ดม่ื แลว ดา วา
บดิ ามารดา ครบู าอาจารย พระสงฆอ งคเ จา ทำรา ย
ฆา ฟน เปน ตน
๑๐
สตั วนรกสง่ั พระมาลัย
๗ เพอ่ื จดจำความทกุ ขท รมานของตน นำไปบอกแก
ญาติ ใหท ำบญุ แลว กวาดนำ้ อทุ ศิ กศุ ลสง ไปใหด ว ย
๑๑
กะทาชายถวายดอกบวั ๘ ดอกงามโสภา
๘ ปรารถนาพน ความเขญ็ ใจ พระมาลยั เทวะเถระจงึ นำ
ไปบชู าพระจฬุ ามณี บนสวรรค
๑๒
พระมาลยั เทวะเถระโปรดสวรรค
๙ จดจำวมิ านเทพบตุ รเทพธดิ าเมอ่ื เปน มนษุ ยร กั ษาศลี
สรา งพระไตรปฎ ก โบสถว หิ าร เปน ตน
๑๓
พระมาลยั บชู าพระเกตแุ กว จฬุ ามณี
๑๐ สนทนากบั พระอนิ ทร และพระศรอี ารย ถงึ กศุ ลของ
เทพยดา ตลอดถงึ ศาสนาพระศรอี ารย
๑๔
ยคุ มคิ สญั ญี
๑๑ กอ นศาสนาพระศรอี ารย มนษุ ยจ ะไรศ ลี ธรรม มงุ ประ
หตั ถป ระหารกนั ไมเ ลอื กหนา จะรอดตายแต
ผจู ำศลี ภาวนา
๑๕
เกิดตนกัลปพฤกษ
๑๒ ในศาสนาพระศรอี ารยผ ใู สบ าตรถวายไตรจวี ร สรา ง
พระพทุ ธรปู ทอดกฐนิ เปน ตน จะไปเกดิ นกึ อะไรก็ สอย
เอาได
๑๖