The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? ประกอบด้วยเนื้อหา 9 หมวด ได้แก่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? เสาธรรมะ ปฏิจจสมุปบาท วิธีสร้างบุญบารมี โลกียภูมิและสังสารวัฏ 31 ภูมิ โลกุตตรภูมิ สรุปหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา พุทธพจน์ ธรรมปฏิบัติ ปฏิจจสมุปบาทกับมุตโตทัย ปฏิปัตติปุจฉาวิสัชนา ประวัติพระบูรพาจารย์ ๔๘ องค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by preecha.s, 2021-09-03 00:18:33

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?

E-book พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? ประกอบด้วยเนื้อหา 9 หมวด ได้แก่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? เสาธรรมะ ปฏิจจสมุปบาท วิธีสร้างบุญบารมี โลกียภูมิและสังสารวัฏ 31 ภูมิ โลกุตตรภูมิ สรุปหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา พุทธพจน์ ธรรมปฏิบัติ ปฏิจจสมุปบาทกับมุตโตทัย ปฏิปัตติปุจฉาวิสัชนา ประวัติพระบูรพาจารย์ ๔๘ องค์

Keywords: พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร,สรุปหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา,โลกียภูมิและสังสารวัฏ 31 ภูมิ,โลกุตตรภูมิ

ปฏิจจสมุปบาท

กระบวนการเวียนวายตายเกดิ และการดับทุกข

ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด (เกิดความทุกข)
(โลกียภมู ิ)

ปฏจิ จสมปุ บาทนโิ รธวาร

กระบวนการหยดุ การเวียนวา ยตายเกดิ (ดับความทุกข)
(โลกตุ ตรภูม)ิ

ภาพประกอบ: ภาพวาดปฏิจจสมปุ บาท

โดย พระครใู บฎกี าอำนาจ โอภาโส

วดั พระธาตผุ าซอนแกว อ.เขาคอ จ.เพชรบรู ณ
ความหมาย: พทุ ธธรรม ฉบับปรับขยาย

(บทท่ี ๔ ปฏจิ จสมปุ บาท - คำจำกดั ความองคป ระกอบหรอื หวั ขอ ตามลำดบั /น.๑๗๑)

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป. อ. ปยตุ ฺโต)



อวชิ ชา: ความไมรแู จง



๑. อวิชชา: ความไมร แู จง

ความหมาย

๑.๑ ความไมร ูแ จง คือ ไมร ูค วามจริง หรอื ไมรูตามเปน จรงิ
๑.๒ ความไมร ทู กุ ข - สมทุ ยั - นิโรธ - มรรค (อรยิ สัจ ๔) และ (ตามแบบอภธิ รรม) ความไมร ูห นกอน - หนหนา -

ท้งั หนกอนหนหนา - ปฏิจจสมุปบาท

พุทธพจน

ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกิดความทุกข ดบั ความทุกข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

อวิชชา ยอ มมเี พราะอาสวะเปนเหตุ ความดับอวิชชา ยอมมเี พราะอาสวะดบั

ก็อวิชชาเปนไฉน ความไมรูในทุกข ความไมรูในเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกรูทั่วถึง
เกิดแหงทุกข ความไมรูในความดับทุกข ความไมรู ปจจัยอยางนี้ รูทั่วถึงเหตุเกิดแหงปจจัยอยางนี้ รูทั่ว
ในปฏปิ ทาที่จะใหถ งึ ความดับทุกข นี้เรียกวาอวชิ ชา ถึงความดับแหงปจจัยอยางนี้ รูทั่วถึงขอปฏิบัติใหถึง
ความดบั แหง ปจ จยั อยา งน้ี ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ในกาล
(สงั .น.ิ ๑๖/๑๗/๔) นัน้ อริยสาวกนี้เราเรียกวา เปน ผสู มบูรณด วยทฐิ ิบา ง
เปนผูสมบูรณดวยทัศนะบาง เปนผูมาถึงสัทธรรมนี้
เหตุเกิดแหงอวิชชา ยอมมีเพราะอาสวะเปนเหตุให บาง เห็นสัทธรรมนี้บาง เปนผูประกอบดวยญาณอัน
เกดิ (ม.มู ๑๒/๑๒๘/๗๑) เปนเสกขะบาง เปนผูประกอบดวยวิชชาอันเปน
เสกขะบาง เปนผูบรรลุกระแส แหงธรรมบาง เปน
อธบิ ายเพมิ่ เตมิ พระอริยะมีปญญาเครื่องชำแรกกิเลสบาง วาอยูชิด
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย เงอ่ื นตน แหง อวชิ ชายอ มไมป รากฏ ประตอู มตนพิ พานบาง (สงั .นิ. ๑๖/๙๐/๔๔)
ในกาลกอนแตนี้ อวชิ ชาไมม ี แตภายหลงั จึงมี เพราะ อธบิ ายเพ่มิ เติม
เหตุนั้น เราจึงกลาวคำนี้อยางนี้วา ก็เมื่อเปนเชนนั้น ความดับอวชิ ชา ยอมมีเพราะอาสวะดับ อริยมรรค
อวิชชามขี อนเี้ ปน ปจ จยั จงึ ปรากฏ ดกู รภิกษทุ ง้ั หลาย ประกอบดวยองค ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ
เรายอมกลาวอวิชชาวา มีอาหาร มิไดกลาววาไมมี ความตั้งใจชอบ ชื่อวาปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
อาหาร กอ็ ะไรเปน อาหารของอวชิ ชาควรจะกลา ววา อวชิ ชา ดกู รทา นผมู อี ายุ เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวก รชู ดั ซง่ึ
นวิ รณ ๕ (องั .ทสก. ๒๔/๖๑/๑๑๗) อวิชชา เหตุเกิดแหงอวิชชา ความดับอวิชชา ทางที่
จะใหถึงความดับอวิชชาอยางนี้ๆ เมื่อนั้น ทานละ
(นวิ รณ ๕ คือ ๑. กามฉนั ท ๒. พยาบาท ๓. ถนี มิทธะ ราคานสุ ัย ... แมดว ยเหตุเพยี งเทา นี้ อริยสาวกช่อื วา
๔. อุทธัจจกุกกจุ จะ ๕. วจิ ิกิจฉา) เปนสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแลว
ประกอบดวยความเลื่อมใสอันแนวแนในธรรม มาสู
พระสทั ธรรมน้ี (ม.มู ๑๒/๑๒๘/๗๑)





สงั ขาร: ความคดิ ปรงุ แตง



๒. สงั ขาร: ความคิดปรงุ แตง

ความหมาย

๒.๑ ความคิดปรุงแตง เจตจำนงและทกุ ส่งิ ทจี่ ิตไดสะสมไว
๒.๒ สงั ขาร = กายสังขาร วจีสงั ขาร จติ ตสังขาร และ (ตามนัยอภธิ รรม) ปญุ ญาภสิ งั ขาร อปญุ ญาภิสังขาร

อาเนญชาภสิ ังขาร

พุทธพจน

ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนโิ รธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกิดความทุกข ดับความทุกข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะอวิชชาเปน ปจ จยั จงึ มีสังขาร เพราะอวชิ ชาดับ สงั ขารจงึ ดับ

ก็สังขารเปนไฉน สังขาร ๓ เหลานี้คือ กายสังขาร อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
วจสี ังขาร จติ สงั ขาร นเ้ี รียกวาสังขาร ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
(สงั .น.ิ ๑๖/๑๖/๔) เปน ขอ ปฏิบัตใิ หถ งึ ธรรมเปนที่ดับสงั ขาร

เพราะอวิชชาเปน ปจ จยั จึงมีสงั ขาร (สงั .น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)

(สัง.น.ิ ๑๖/๒/๑) ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับดวยการสำรอกโดยไม
เหลือ สงั ขารจงึ ดบั (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
อธิบายเพ่มิ เตมิ อธิบายเพ่ิมเติม
ดกู รอานนท เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จยั นน่ั แหละ บคุ คล ดกู รอานนท กเ็ พราะอวชิ ชาดบั ดว ยสำรอกโดยไมเ หลอื
ยอ มปรงุ แตง กายสงั ขาร.. วจสี งั ขาร.. มโนสงั ขาร ซง่ึ กายซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ ขน้ึ จงึ
เปนปจจัยใหสุขและทุกขอันเปนภายในเกิดขึ้น ดวย ไมม ี วาจาซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ
ตนเองบา ง บคุ คลยอ มปรงุ แตง กายสงั ขาร.. วจสี งั ขาร ขึ้นจึงไมมี ใจซึ่งเปนปจจัยใหสุขและทุกขอันเปนภายใน
.. มโนสงั ขาร ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภาย เกดิ ขน้ึ จงึ ไมม ี เขต [ความจงใจเปน เหตงุ อกงาม] ซง่ึ เปน
ในเกดิ ขน้ึ เพราะผอู น่ื บา ง บคุ คลรสู กึ ตวั ยอ มปรงุ แตง ปจจัยใหสุขและทุกขอันเปนภายในเกิดขึ้นจึงไมมี วัตถุ
กายสังขาร.. วจีสังขาร.. มโนสังขาร ซึ่งเปนปจจัยให [ความจงใจอนั เปน ทป่ี ระดษิ ฐาน] ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และ
สุขและทุกขอันเปนภายในเกิดขึ้นบาง บุคคลไมรูสึก ทกุ ขอันเปนภายในเกิดขึน้ จงึ ไมมี อายตนะ [ความจงใจ
ตวั ยอ มปรงุ แตง กายสงั ขาร.. วจสี งั ขาร.. มโนสังขาร อนั เปน ปจ จยั ] ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายใน
ซง่ึ เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ ขน้ึ บา ง เกดิ ขึน้ จึงไมม ี หรอื อธิกรณ [ความจงใจอันเปนเหตุ] ซง่ึ
ดกู รอานนท อวชิ ชาแทรกอยแู ลว ในธรรมเหลา น้ี เปน ปจ จยั ใหส ขุ และทกุ ขอ นั เปน ภายในเกดิ ขน้ึ จงึ ไมม ี

(สงั .นิ. ๑๖/๘๓/๔๐) (สัง.น.ิ ๑๖/๘๔/๔๑)





วญิ ญาณ: ความรตู อ ส่ิงท่ีถูกรบั รู



๓. วิญญาณ: ความรูตอส่ิงทถ่ี กู รับรู

ความหมาย

๓.๑ ความรูตอ ส่งิ ทถ่ี ูกรบั รู คอื การเห็น - ไดย ิน - ไดกลน่ิ - ลม้ิ รส - สัมผัส - รูเรอื่ งในใจ
๓.๒ วญิ ญาณ ๖ = จกั ขวุ ิญญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวญิ ญาณ ชวิ หาวญิ ญาณ กายวญิ ญาณ มโนวญิ ญาณ

พทุ ธพจน

ปฏจิ จสมปุ บาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมปุ บาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกดิ ความทุกข ดับความทกุ ข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะสงั ขารเปนปจจัย จึงมวี ญิ ญาณ เพราะสังขารดบั วญิ ญาณจงึ ดบั

ก็วิญญาณเปนไฉน วิญญาณ ๖ หมวดเหลานี้ คือ อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้นคือ ความเห็นชอบ ๑
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
วิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกวา ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
วิญญาณ (สัง.น.ิ ๑๖/๑๕/๔) เปนขอปฏบิ ัติใหถงึ ธรรมเปน ทดี่ บั วญิ ญาณ
เพราะสงั ขาร เปน ปจ จัย จงึ มีวญิ ญาณ
(สงั .นิ. ๑๖/๘๙/๔๓)
(สัง.นิ. ๑๖/๒/๑)
เพราะสงั ขารดบั วญิ ญาณจึงดบั
อธบิ ายเพิ่มเตมิ
...สุขโสมนัส อาศัยวิญญาณเกิดขึ้นนี้ เปนคุณแหง (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
วญิ ญาณ วญิ ญาณไมเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข มคี วามแปรปรวน
เปน ธรรมดา น้เี ปน โทษแหง วิญญาณ การกำจดั ฉันท อธบิ ายเพิ่มเตมิ
ราคะ การละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เปนความสลัด สมณะหรือพราหมณเหลาใดเหลาหนึ่ง รูยิ่งซึ่งวิญญาณ
ออกแหง วญิ ญาณ (สงั .ข. ๑๗/๑๒๓/๖๒-๖๓) เหตเุ กดิ แหง วญิ ญาณ ความดบั แหง วญิ ญาณ ปฏปิ ทาอนั
ใหถึงความดับแหงวิญญาณ คุณแหงวิญญาณโทษแหง
วิญญาณ อุบายเครื่องสลัดออกแหงวิญญาณ อยางนี้ๆ
แลว หลุดพนไป เพราะความเบื่อหนาย เพราะคลาย
กำหนัด เพราะดับ เพราะไมถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือ
พราหมณเหลานั้นหลุดพนดีแลว ... เปนอันเสร็จกิจแลว
... ยอ มไมม วี ฏั ฏะเพอ่ื ความปรากฏอกี

(สัง.ข. ๑๗/๑๒๓/๖๓)





นามรปู : นามธรรมและรูปธรรม

๑๐

๔. นามรปู : นามธรรมและรูปธรรม

ความหมาย

๔.๑ นามธรรมและรปู ธรรม ชีวติ ทั้งกายและใจ
๔.๒ นามรูป = นาม (เวทนา สญั ญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) หรอื ตามแบบอภธิ รรม (เวทนาขนั ธ สัญญาขนั ธ

สงั ขารขันธ) + รปู (มหาภูต ๔ และรูปทีอ่ าศัยมหาภูต ๔)

พทุ ธพจน

ปฏจิ จสมุปบาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกดิ ความทุกข ดบั ความทกุ ข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะวิญญาณเปนปจ จัย จึงมีนามรูป เพราะวิญญาณดับ นามรปู จงึ ดับ

ก็นามรูปเปนไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ เมอื่ ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซ่ึงนามรปู เหตเุ กดิ แหงนาม
มนสิการ นี้เรียกวานาม, มหาภูตรูป ๔ และรูปที่ รูป ความดับนามรูปและปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกวารูป นามและรูปดัง นามรูป แมดวยเหตุเพียงเทานี้ อริยสาวกชื่อวาเปน
พรรณนามาฉะนี้ เรยี กวานามรปู สมั มาทฏิ ฐิ ...มาสพู ระสัทธรรมน้ี
(สงั .นิ. ๑๖/๑๔/๔)
เพราะวญิ ญาณเปน ปจจัย จงึ มีนามรปู (ม.มู ๑๒/๑๒๕/๖๙)

(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑) เพราะวญิ ญาณดับ นามรปู จึงดับ

อธิบายเพมิ่ เติม (สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตนไมใหญมีรากหยั่งลงและแผไป
ขา งๆ รากทง้ั หมดนน้ั ยอ มดดู โอชารสไปเบอ้ื งบน กเ็ มอ่ื อธิบายเพ่ิมเตมิ
เปนอยางนี้ ตนไมใหญนั้น มีอาหารอยางนั้น มีเชื้อ
อยา งนน้ั พงึ เปน อยตู ลอดกาลนาน แมฉ นั ใด ภกิ ษทุ ง้ั ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ตน ไมใ หญต ง้ั อยอู ยา งนน้ั ทน่ี น้ั บรุ ษุ เอาจอบ
หลาย เมอ่ื ภกิ ษเุ หน็ ความพอใจเนอื งๆ ในธรรมทง้ั หลาย และภาชนะมาตดั ตน ไมน น้ั ทโ่ี คนตน แลว ขดุ ลงไป ครน้ั ขดุ ลง
อนั เปน ปจ จยั แหง สงั โยชนอ ยู นามรปู กห็ ยง่ั ลง ฉนั นน้ั ไปแลว คยุ เอารากใหญเ ลก็ แมเ ทา กา นแฝกขน้ึ บรุ ษุ นน้ั พงึ ทอน
เหมือนกัน เพราะนามรูปเปนปจจัย จึงมีสฬายตนะ ตน ไมน น้ั เปน ทอ นเลก็ ทอ นใหญแ ลว พงึ ผา ครน้ั ผา แลว เจยี ก
ฯลฯ ความเกิดขึ้นแหงกองทุกขทั้งมวลนี้ ยอมมีดวย ใหเปนชิ้นๆ ครั้นเจียกใหเปนชิ้นๆ แลว พึงผึ่งลม ตากแดด
ประการอยา งน้ี (สงั .น.ิ ๑๖/๒๑๗/๑๐๐) ครน้ั ผง่ึ ลมตากแดดแลว พงึ เอาไฟเผา ครน้ั เอาไฟเผาแลว พงึ
ทำใหเ ปน เขมา ครน้ั ทำใหเ ปน เขมา แลว พงึ โปรยทล่ี มแรงหรอื
ลอยในแมน้ำมีกระแสอันเชี่ยว ก็เมื่อเปนอยางนี้ ตนไมใหญ
นั้น ถูกตัดเอารากขึ้นแลว ถูกทำใหเปนดังตาลยอดดวน ถึง
ความไมม ี ไมเกิดอีกตอ ไป แมฉ ันใด ภิกษทุ ง้ั หลาย เมือ่ ภกิ ษุ
เหน็ โทษเนอื งๆ ในธรรมทง้ั หลาย อนั เปน ปจ จยั แหง สงั โยชน
อยู นามรูปก็ไมหยั่งลง ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะนามรูปดับ
สฬายตนะจึงดับ ฯลฯ ความดับแหงกองทุกขทั้งมวลนี้ ยอม
มดี ว ยประการอยา งน้ี (สัง.นิ. ๑๖/๒๑๙/๑๐๐)

๑๑



สฬายตนะ: ชองทางรบั รู ๖

๑๒

๕. สฬายตนะ: ชองทางรับรู ๖

ความหมาย

๕.๑ อายตนะ คือ ชองทางรับรู ๖ ไดแ ก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
๕.๒ สฬายตนะ = จักขุ - ตา โสตะ - หู ฆานะ - จมกู ชวิ หา - ล้นิ กาย - กาย มโน - ใจ

พทุ ธพจน

ปฏจิ จสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมุปบาทนโิ รธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกิดความทกุ ข ดับความทุกข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะนามรูปเปน ปจ จัย จึงมีสฬายตนะ เพราะนามรปู ดบั สฬายตนะจงึ ดบั
ก็สฬายตนะเปนไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ น้ีเรยี กวา สฬายตนะ อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
(สงั .น.ิ ๑๖/๑๓/๓) ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
เพราะนามรปู เปน ปจจยั จึงมสี ฬายตนะ เปนขอ ปฏิบตั ิใหถึงธรรมเปน ทด่ี ับสฬายตนะ
(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑)
(สงั .นิ. ๑๖/๘๙/๔๓)
อธบิ ายเพิ่มเติม เพราะนามรูปดบั สฬายตนะจึงดบั
ก็ขอที่เรากลาวดังนี้วา พึงทราบอายตนะภายใน ๖ (สัง.น.ิ ๑๖/๓/๒)
นั่น เราอาศัยอะไรกลาวแลว ไดแกอายตนะคือจักษุ
อายตนะคือโสต อายตนะคือฆานะ อายตนะคือ อธิบายเพ่ิมเติม
ชิวหา อายตนะคือกาย อายตนะคือมโน ขอที่เรา เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซง่ึ อายตนะ ๖ เหตเุ กดิ แหง
กลาวดังนี้วา พึงทราบอายตนะภายใน ๖ นั่น เรา อายตนะ ๖ ความดบั แหง อายตนะ ๖ และปฏปิ ทาท่ี
อาศัยอายตนะดงั น้ี กลา วแลว จะใหถ งึ ความดบั อายตนะ ๖ แมด ว ยเหตเุ พยี งเทา น้ี
อรยิ สาวกชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ ...มาสพู ระสทั ธรรมน้ี
(ม.อุ. ๑๔/๖๑๙-๖๒๐/๓๔๐)
(ม.มู ๑๒/๑๒๔/๖๙)

๑๓



ผสั สะ: การรับรสู มั ผสั

๑๔

๖. ผสั สะ: การรับรูสมั ผสั

ความหมาย

๖.๑ การรบั รู การประจวบกนั ของอายตนะ + อารมณ( ส่งิ ทถ่ี ูกรับรู) +วญิ ญาณ
๖.๒ ผัสสะ = จักขุสมั ผสั โสต ∼ ฆาน ∼ ชิวหา ∼ กาย ∼ มโนสมั ผัส (สัมผสั ๖)

พุทธพจน

ปฏจิ จสมุปบาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกิดความทุกข ดับความทกุ ข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะสฬายตนะเปนปจจัย จงึ มีผัสสะ เพราะสฬายตนะดบั ผสั สะจงึ ดับ
ก็ผัสสะเปนไฉน ผัสสะ ๖ หมวดเหลานี้ คือ จักขุ ความดับผัสสะ ยอมมีเพราะอายตนะ ๖ ดับ อริย-
สัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กาย มรรค ประกอบดวยองค ๘ นี้แหละ คือความเห็น
สมั ผสั มโนสัมผสั น้เี รยี กวา ผัสสะ ชอบ ... ความตั้งใจชอบ ชื่อวาปฏิปทาที่จะใหถึง
ความดับผสั สะ (ม.มู ๑๒/๑๒๓/๖๘-๖๙)
(สัง.นิ. ๑๖/๑๒/๓ )
เพราะสฬายตนะดบั ผสั สะจงึ ดับ
เพราะสฬายตนะเปน ปจจยั จึงมีผสั สะ (สัง.นิ. ๑๖/๓/๒)
(สัง.น.ิ ๑๖/๒/๑)
อธบิ ายเพิ่มเติม
อธิบายเพมิ่ เตมิ เมื่อใดแล อริยสาวกรูชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแหงผัสสะ
ผสั สะ ๖ หมวด คอื จกั ขสุ มั ผสั โสตสมั ผสั ฆานสมั ผสั ความดบั ผสั สะ และปฏปิ ทาทจ่ี ะใหถ งึ ความดบั ผสั สะ
ชวิ หาสมั ผสั กายสมั ผสั มโนสมั ผสั เหตเุ กดิ แหง ผสั สะ แมด ว ยเหตเุ พยี งเทา น้ี อรยิ สาวกชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ
ยอ มมเี พราะอายตนะ ๖ เปน เหตใุ หเ กดิ ... มาสพู ระสทั ธรรมน้ี

(ม.มู ๑๒/๑๒๓/๖๘-๖๙) (ม.มู. ๑๒/๑๒๓/๖๘-๖๙)

ก็ผัสสะนี้มีอะไรเปนเหตุ มีอะไรเปนที่ตั้งขึ้น มีอะไร
เปนกำเนิด มีอะไรเปนแดนเกิด ผัสสะมีสฬายตนะ
เปนเหตุ มีสฬายตนะเปนที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะเปน
กำเนดิ มสี ฬายตนะเปน แดนเกดิ

(สงั .น.ิ ๑๖/๒๙/๑๑)

๑๕



เวทนา: ความเสวยอารมณ

๑๖

๗. เวทนา: ความเสวยอารมณ

ความหมาย

๗.๑ ความเสวยอารมณ ความรูสึกสุข ทกุ ข หรือเฉยๆ
๗.๒ เวทนา = เวทนาเกดิ จากจักขสุ ัมผสั จากโสต ∼ ฆาน ∼ ชวิ หา – กาย ∼ และมโนสมั ผัส (เวทนา ๖)

พทุ ธพจน

ปฏิจจสมปุ บาทสมุทยวาร ปฏจิ จสมปุ บาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกดิ ความทกุ ข ดบั ความทุกข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะผสั สะเปน ปจจยั จงึ มีเวทนา เพราะผสั สะดับ เวทนาจงึ ดบั

...ก็เวทนาเปนไฉน เวทนา ๖ หมวดเหลานี้ คือ เวทนาอยางใดอยางหนึ่ง ที่เปนอดีตก็ดี อนาคตก็ดี
จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆาน ปจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี
สัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กาย ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยูในที่ไกลก็ดี ในที่
สัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกวา ใกลก็ดี เวทนาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นดวยปญญา
เวทนา (สงั .น.ิ ๑๖/๑๑/๓) อันชอบตามความเปนจริง อยางนี้วา นั่นไมใชของ
เรา นัน่ ไมเ ปน เรา นนั่ ไมใชตวั ตนของเรา
เพราะผสั สะเปน ปจ จัย จงึ มเี วทนา
(สงั .น.ิ ๑๖/๒/๑) (สงั .นิ. ๑๖/๒๙๒/๑๓๘)
เพราะผัสสะดบั เวทนาจึงดับ
อธบิ ายเพ่มิ เติม (สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนานี้เลา มีอะไรเปนตนเหตุ มี
อะไรเปนเหตุเกิด มีอะไรเปนกำเนิด มีอะไรเปนแดน อธิบายเพิม่ เติม
เกิด? เวทนามีผัสสะเปนตนเหตุ มีผัสสะเปนเหตุเกิด ความดับเวทนายอมมีเพราะผัสสะดับ อริยมรรค
มผี สั สะเปน กำเนดิ มผี สั สะเปน แดนเกดิ ประกอบดวยองค ๘ นี้แหละ คือความเห็นชอบ ...
ความตั้งใจชอบ ชื่อวาปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
(ม.มู ๑๒/๑๕๘/๙๓) เวทนา ดูกรทานผูมีอายุ เมื่อใดแล อริยสาวกรูชัดซึ่ง
เวทนา เหตุเกิดแหงเวทนา ความดับเวทนา และ
ปฏิปทาที่จะใหถึงความดับเวทนาอยางนี้ๆ เมื่อนั้น
ทา นละราคานสุ ยั ... แมด ว ยเหตเุ พยี งเทา น้ี อรยิ สาวก
ชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ ... มาสพู ระสทั ธรรมน้ี

(ม.มู ๑๒/๑๒๒/๖๘)

๑๗



ตณั หา: ความทะยานอยาก

๑๘

๘. ตณั หา: ความทะยานอยาก

ความหมาย

๘.๑ ความทะยานอยาก คอื อยากได อยากเปน อยากไมเ ปน
๘.๒ ตัณหา = รูปตัณหา (ตณั หาในรปู ) สัททตัณหา (ในเสียง) คนั ธตัณหา (ในกลน่ิ ) รสตณั หา (ในรส)

โผฏฐพั พตัณหา (ในสมั ผัสทางกาย) ธัมมตัณหา (ในธรรมารมณ) (ตณั หา ๖)

พุทธพจน

ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมปุ บาทนโิ รธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกิดความทุกข ดับความทุกข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะเวทนาเปนปจ จัย จึงมตี ัณหา เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

ก็ตัณหาเปนไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหลานี้ คือ รูป อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
ตณั หา สทั ทตณั หา คนั ธตณั หา รสตณั หา โผฏฐพั พ ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ตณั หา ธมั มตณั หา นเี้ รยี กวา ตัณหา ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลกึ ชอบ ๑ ตัง้ ใจชอบ ๑
เปนขอ ปฏบิ ัตใิ หถ ึงธรรมเปน ท่ีดบั ตัณหา
(สงั .นิ. ๑๖/๑๐/๓)
เพราะเวทนาเปนปจจยั จงึ มีตณั หา (สัง.น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)
(สงั .น.ิ ๑๖/๒/๑) เพราะเวทนาดับ ตณั หาจงึ ดับ
(สัง.นิ. ๑๖/๓/๒)
อธบิ ายเพ่มิ เตมิ
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ตณั หานเ้ี ลา มอี ะไรเปน ตน เหตุ มี อธบิ ายเพ่ิมเตมิ
อะไรเปนเหตุ เกิดมีอะไรเปนกำเนิด มีอะไรเปนแดน ตัณหา ๖ หมวดเหลานี้ คือ ตัณหาในรูป ตัณหาใน
เกิด? ตัณหามีเวทนา เปนตนเหตุ มีเวทนาเปนเหตุ เสยี ง ตณั หาในกลน่ิ ตณั หาในรส ตณั หาในโผฏฐพั พะ
เกดิ มเี วทนาเปน กำเนดิ มเี วทนาเปน แดนเกดิ ตัณหาในธรรม เหตุเกิดแหงตัณหา ยอมมีเพราะ
เวทนาเปนเหตุใหเกิด ความดับตัณหา ยอมมีเพราะ
(ม.มู ๑๒/๑๕๘/๙๓) เวทนาดบั อรยิ มรรคประกอบดว ยองค ๘ นแ้ี หละ คอื
ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจชอบ ชื่อวา ปฏิปทาที่
จะใหถ ึงความดบั ตณั หา

(ม.มู ๑๒/๑๒๑/๖๗-๖๘)

๑๙



อปุ าทาน: ความยึดติดถอื มั่น

๒๐

๙. อุปาทาน: ความยึดติดถือมน่ั

ความหมาย

๙.๑ ความยดึ ตดิ ถอื มัน่ การยดึ ถอื คางใจ การยึดถอื เขากบั ตัว
๙.๒ อุปาทาน = กามุปาทาน (ความยึดม่ันในกาม คอื รูป รส กลนิ่ เสยี ง สมั ผสั ตา งๆ)

ทิฏปุ าทาน (ความยึดมนั่ ในทฏิ ฐิ คือ ความเหน็ ขอยดึ ถือ ลทั ธิ ทฤษฎี ตา งๆ)
สลี พั พตุปาทาน (ความยึดมน่ั ในศลี และพรต วาจะทำใหค นบริสทุ ธไิ์ ด)
อตั ตวาทปุ าทาน (ความยดึ มนั่ ในอัตตา สรา งตวั ตนข้นึ ยึดถือไวดว ยความหลงผดิ )

พุทธพจน

ปฏิจจสมปุ บาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมุปบาทนโิ รธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกดิ ความทุกข ดบั ความทกุ ข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะตัณหาเปน ปจ จยั จงึ มีอปุ าทาน เพราะตัณหาดับ อปุ าทานจึงดบั

ก็อุปาทานเปนไฉน อุปาทาน ๔ เหลาน้คี อื กามปุ า- อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
ทาน ทฏิ ปุ าทาน สลี พตั ตปุ าทาน อตั ตวาทปุ าทาน ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
นเ้ี รียกวา อปุ าทาน (สัง.นิ. ๑๖/๙/๓) ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
อปุ าทาน ๔ เหลา น้ี มตี ณั หาเปน ตน เหตุ มตี ณั หาเปน เปน ขอ ปฏิบัติใหถ งึ ธรรมเปนท่ดี ับอปุ าทาน
เหตุเกิด มตี ณั หาเปนกำเนดิ มีตณั หาเปนแดนเกิด
(สงั .น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)
(ม.มู ๑๒/๑๕๘/๙๓) เพราะตัณหาดับ อุปาทานจงึ ดบั
เพราะตณั หาเปนปจ จยั จึงมีอปุ าทาน (สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑)
อธิบายเพิม่ เตมิ
อธบิ ายเพิ่มเตมิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญแหงไมสิบเลมเกวียนบาง
ยส่ี บิ เลม เกวยี นบา ง สามสบิ เลม เกวยี นบา ง สส่ี บิ เลม เกวยี น
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ไฟกองใหญแ หง ไมส บิ เลม เกวยี นบา ง ยส่ี บิ บา ง พงึ ลกุ โพลง บรุ ษุ ไมใ สห ญา แหง ไมใ สโ คมยั แหง และ
เลม เกวยี นบา ง สามสบิ เลม เกวยี นบา ง สส่ี บิ เลม เกวยี นบา ง พงึ ไมใ สไ มแ หง ในไฟกองนน้ั ทกุ ๆ ระยะ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย กเ็ มอ่ื
ลุกโพลง บุรุษใสหญา แหง ใสโคมัยแหง และใสไ มแ หง ในไฟ เปน อยา งน้ี ไฟกองใหญน น้ั ไมม อี าหาร พงึ ดบั ไป เพราะ
กองนน้ั ทกุ ๆ ระยะ กเ็ มอ่ื เปน อยา งน้ี ไฟกองใหญน น้ั มอี าหาร สิ้นเชื้อเกา และเพราะไมเติมเชื้อใหม แมฉันใด ภิกษุทั้ง
อยา งนน้ั มเี ชอ้ื อยา งนน้ั พงึ ลกุ โพลงตลอดกาลนาน แมฉ นั ใด หลาย ภกิ ษเุ มอ่ื เหน็ โทษเนอื งๆ ในธรรมทง้ั หลายอนั เปน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้ง ปจจัยแหงอุปาทานอยู ตัณหายอมดับฉันนั้นเหมือนกัน
หลายอนั เปน ปจ จยั แหง อปุ าทานอยู ตณั หายอ มเจรญิ ฉนั นน้ั เพราะตณั หาดบั อปุ าทานจงึ ดบั ฯลฯ
เหมอื นกนั เพราะตณั หาเปน ปจ จยั จงึ มอี ปุ าทาน ฯลฯ ความ
เกดิ ขน้ึ แหง กองทกุ ขท ง้ั มวลน้ี ยอ มมี ดว ยประการอยา งน้ี (สงั .นิ. ๑๖/๑๙๙/๙๔)
(สัง.น.ิ ๑๖/๑๙๗/๙๓)

๒๑

๑๐

ภพ: ภาวะชวี ิตทเ่ี ปน อยู

๒๒

๑๐. ภพ: ภาวะชีวิตทเี่ ปนอยู

ความหมาย

๑๐.๑ ภาวะชวี ติ ที่เปน อยู สภาพชีวิต ผลรวมกรรมทั้งหมดของบุคคล
๑๐.๒ ภพ = กามภพ รปู ภพ อรูปภพ อกี นัยหนงึ่

= กรรมภพ (ปญุ ญาภิสงั ขาร อปญุ ญาภสิ งั ขาร อาเนญชาภิสงั ขาร) กบั อปุ ปตติภพ (กามภพ รูปภพ
อรปู ภพ, สญั ญาภพ อสญั ญาภพ เนวสญั ญานาสญั ญาภพ, เอกโวการภพ จตโุ วการภพ ปญ จโวการภพ)

พุทธพจน

ปฏจิ จสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏจิ จสมปุ บาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกดิ ความทุกข ดบั ความทกุ ข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะอปุ าทานเปนปจ จยั จงึ มีภพ เพราะอปุ าทานดับ ภพจงึ ดบั
ก็ภพเปนไฉน ภพ ๓ เหลานี้ คือ กามภพ รูปภพ อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
อรปู ภพ นเี้ รียกวา ภพ ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
(สัง.น.ิ ๑๖/๘/๓) เปนขอ ปฏบิ ตั ิใหถงึ ธรรมเปน ที่ดบั ภพ
เพราะอุปาทานเปนปจจัย จงึ มภี พ
(สงั .น.ิ ๑๖/๒/๑) (สัง.น.ิ ๑๖/๘๙/๔๓)
เพราะอุปาทานดับ ภพจงึ ดับ
อธบิ ายเพ่ิมเตมิ (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
ดกู รอานนท เหตนุ แ้ี ล กรรมจงึ ชอ่ื วา เปน ไรน า วญิ ญาณ
ชื่อวาเปนพืช ตัณหาชื่อวาเปนยาง เจตนา ความ อธิบายเพ่ิมเติม
ปรารถนาประดิษฐานแลว เพราะธาตุอยางประณีต ภพ ๓ เหลานี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เหตุเกิด
ของสัตวพวกที่มีอวิชชาเปนเครื่องสกัดกั้น มีตัณหา แหงภพ ยอมมีเพราะอุปาทานเปนเหตุใหเกิดความ
เปน เครอ่ื งผกู ใจ ดว ยประการฉะน้ี จงึ มกี ารเกดิ ในภพ ดับภพ ยอ มมเี พราะอุปาทานดบั อรยิ มรรคประกอบ
ใหมตอไปอีก ดูกรอานนท ภพยอมมีได ดวยเหตุดัง ดว ยองค ๘ นแ้ี หละ คอื ความเหน็ ชอบ ...ความตง้ั ใจ
กลา วมาฉะนแ้ี ล ชอบ ช่อื วา ปฏิปทาท่ีจะใหถงึ ความดบั ภพ

(อัง.เอก. ๒๐/๕๑๗/๒๕๓-๒๕๔) (ม.มู ๑๒/๑๑๙/๖๗)

๒๓

๑๑

ชาต:ิ ความเกดิ

๒๔

๑๑. ชาติ: ความเกิด

ความหมาย

๑๑.๑ ความเกดิ ความปรากฏแหง ขันธท้งั หลายทย่ี ดึ ถือเอาเปน ตัวตน
๑๑.๒ ชาติ = ความปรากฏแหง ขนั ธทัง้ หลาย การไดม าซงึ่ อายตนะตางๆ หรือความเกดิ ความปรากฏขึ้นของธรรม

ตางๆ เหลาน้นั ๆ

พทุ ธพจน

ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏจิ จสมุปบาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกดิ ความทุกข ดับความทุกข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะภพเปน ปจ จยั จึงมีชาติ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
อริยมรรคมีองค ๘ นี้เทานั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
...ก็ชาติเปนไฉน ความเกดิ ความบังเกดิ ความหยง่ั ความดำรชิ อบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชพี
ลง (คอื เปน ชลาพชุ ะหรอื อณั ฑชปฏสิ นธ)ิ เกดิ (คอื เปน ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจ
สังเสทชปฏิสนธิ) เกิดจำเพาะ (คือเปนอุปปาติก ชอบ ๑ เปนขอปฏิบตั ิใหถ ึงธรรมเปนทีด่ ับชาติ
ปฏิสนธิ) ความปรากฏแหงขันธ ความไดอายตนะ
ครบในหมูสัตวนั้นๆ ของเหลาสัตวนั้นๆ นี้เรียกวา (สัง.นิ. ๑๖/๘๙/๔๓)
ชาติ (สัง.นิ. ๑๖/๗/๓) เพราะภพดบั ชาติจึงดบั
(สงั .น.ิ ๑๖/๓/๒)
เพราะภพเปนปจจยั จึงมชี าติ
(สัง.น.ิ ๑๖/๒/๑) อธบิ ายเพิ่มเตมิ
ความดบั ชาตยิ อ มมี เพราะภพดบั อรยิ มรรคประกอบ
อธบิ ายเพิ่มเตมิ ดว ยองค ๘ นแ้ี หละ คอื ความเหน็ ชอบ ... ความตง้ั ใจ
เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซง่ึ ชาติ เหตเุ กดิ แหง ชาติ ความ ชอบ ชอ่ื วาปฏิปทาทจี่ ะใหถงึ ความดบั ชาติ ดกู รทาน
ดบั ชาติ และปฏปิ ทาทจ่ี ะใหถ งึ ความดบั ชาติ แมด ว ย ผมู อี ายุ เมอ่ื ใดแล อรยิ สาวกรชู ดั ซง่ึ ชาติ เหตเุ กดิ แหง
เหตเุ พยี งเทา น้ี อรยิ สาวกชอ่ื วา เปน สมั มาทฏิ ฐิ ... มา ชาติ ความดับชาติและปฏิปทาที่จะใหถึงความดับ
สพู ระสทั ธรรมน.้ี ... ความเกดิ ความบงั เกดิ ความหยง่ั ชาติอยางนี้ๆ เมื่อนั้น ทานละราคานุสัย ... แมดวย
ลง เกิด เกิดเฉพาะ ความปรากฏแหงขันธ ความได เหตเุ พียงเทาน้ี อรยิ สาวกชือ่ วา เปน สัมมาทฏิ ฐิ ... มา
อายตนะครบ ในหมสู ตั วน น้ั ๆ ของเหลา สตั วน น้ั ๆ อนั สพู ระสทั ธรรมน้ี (ม.มู ๑๒/๑๑๘/๖๖)
นเ้ี รยี กวา ชาติ เหตเุ กดิ แหง ชาตยิ อ มมเี พราะภพเปน
เหตใุ หเ กดิ (ม.มู. ๑๒/๑๑๘/๖๖)

๒๕

๑๒

ชรามรณะ: ความแก- ความตาย

๒๖

๑๒. ชรามรณะ: ความแก-ความตาย

ความหมาย

๑๒.๑ ความแก-ความตาย คือ ความเสือ่ มอนิ ทรีย-ความสลายแหงขันธ
๑๒.๒ ชรามรณะ = ชรา (ความเสือ่ มอายุ ความหงอ มอนิ ทรีย) กับมรณะ (ความสลายแหงขันธ ความขาด

ชีวติ นิ ทรยี ) หรอื ความเสือ่ มและความสลายแหงธรรมตา งๆ เหลาน้นั ๆ

พุทธพจน

ปฏิจจสมุปบาทสมทุ ยวาร ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร

กระบวนการเวียนวายตายเกิด กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ

เกดิ ความทกุ ข ดบั ความทุกข

โลกียภูมิ โลกุตตรภูมิ

เพราะชาตเิ ปนปจจยั จงึ มีชราและมรณะ เพราะชาตดิ ับ ชราและมรณะโสกปรเิ ทวทกุ ขโทมนัส
และอปุ ายาสจึงดบั
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย กช็ ราและมรณะเปน ไฉน ความแก
ภาวะของความแก ฟนหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว เพราะชาตดิ บั ชราและมรณะโสกปรเิ ทวทกุ ขโทมนสั
ความเสือ่ มแหงอายุ ความแกห งอ มแหงอินทรยี ใ น และอุปายาสจึงดับ ความดับแหงกองทุกขทั้งมวลนี้
หมูสัตวนั้นๆ ของเหลาสัตวนั้นๆ นี้เรียกวาชรา ก็ ยอมมีดว ยประการอยางนี้
มรณะเปน ไฉน ความเคลอ่ื น ภาวะของความเคลอ่ื น
ความทำลาย ความอันตรธานมฤตยู ความตาย (สัง.น.ิ ๑๖/๓/๒)
กาลกิริยา ความแตกแหงขันธ ความทอดทิ้งซาก
ศพ ความขาดแหงชีวิตินทรีย จากหมูสัตวนั้นๆ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและ
ของเหลาสัตวนั้นๆ นี้เรียกวามรณะ ชราและมรณะ อุปายาสจึงดับ (สงั .นิ. ๑๖/๓/๒)
ดงั พรรณนามาฉะนี้ เรียกวา ชราและมรณะ
อธิบายเพมิ่ เตมิ
(สงั .นิ. ๑๖/๖/๓) ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ในกาลนน้ั ภกิ ษนุ ้ี เรากลา ววา เปน
เพราะชาติเปนปจ จยั จึงมชี ราและมรณะ ผูสมบูรณดวยทิฐิบาง เปนผูสมบูรณดวยทัศนะบาง
(สงั .นิ. ๑๖/๒/๑-๒) เปนผูมาถึงสัทธรรมนี้บาง เห็นสัทธรรมนี้บาง เปนผู
ประกอบดว ยญาณอนั เปน เสกขะบา ง เปน ผปู ระกอบ
อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ดวยวิชชาอันเปนเสกขะบาง เปนผูบรรลุกระแสแหง
เพราะชาติเปนปจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทว ธรรมบาง เปนพระอริยะมีปญญาเครื่องชำแรกกิเลส
ทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแหงกองทุกข บา ง วา อยชู ดิ ประตอู มตนพิ พานบา ง
ทั้งมวลนี้ ยอมมีดวยประการอยางนี้
(สงั .นิ. ๑๖/๙๓/๔๕)
(สัง.นิ. ๑๖/๕/๒)

๒๗

๒๘

วิธีสรางบุญบารมี

สรปุ เนื้อหาจากหนงั สอื “วธิ สี รา งบุญบารม”ี
พระนิพนธใน

สมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวงวชิรญาณสงั วร

ฉบบั พมิ พเ พื่อแจกเปน ธรรมทานโดยมลู นิธิธรรมทานกศุ ลจติ
(เลม สเี หลอื ง)

รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา

สารบัญ

บทสรปุ

วธิ สี รา งบญุ บารมี

๑. การทำทาน ๔
๒. การรกั ษาศีล ๕
๓. การภาวนา ๕

วิธีสรางบุญบารมี

สรปุ เนอื้ หาจากหนังสอื “วิธีสรา งบุญบารมี”
พระนิพนธใน

สมเดจ็ พระสังฆราชเจา กรมหลวงวชริ ญาณสังวร

ฉบบั พมิ พเพอ่ื แจกเปน ธรรมทานโดยมลู นิธิธรรมทานกุศลจิต
(เลมสเี หลือง)

ความหมายของบญุ และบารมี

บญุ คอื เคร่ืองชำระสันดาน ความดี กุศล ความสขุ ความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ และกศุ ลกรรม
พทุ ธพจน “ทา นทัง้ หลาย อยา กลวั ตอบุญเลย เพราะคำวาบญุ นเี้ ปนชื่อของความสุข”
บารมี มาจากคำบาลีวา “ปารม”ี มีความหมายวา “คุณความดที บ่ี ำเพญ็ อยางยง่ิ ยวด เพ่ือบรรลุจดุ หมายอันสูงย่ิง” หรอื อกี
ความหมายหนึง่ คือ “ความดีทบ่ี ำเพญ็ ไว ขอ ปฏบิ ัติเพื่อบรรลถุ งึ พระนพิ พาน”

วธิ ีสรา งบญุ บารมี ในพระพุทธศาสนามี ๓ ข้ันตอน

ขนั้ ที่ ๑ การใหท าน
ขั้นท่ี ๒ การรกั ษาศลี
ขัน้ ที่ ๓ การเจรญิ ภาวนา
นิยมเรยี กกนั วา “ทาน ศีล ภาวนา”

ระดับของการไดบ ุญบารมี

๑. การใหทาน ไดบ ญุ บารมขี น้ั ตำ่ สุด
๒. การรกั ษาศลี ไดบญุ บารมีมากกวาการใหทาน แตไดบ ญุ บารมีนอ ยกวาการเจรญิ ภาวนา
๓. การเจรญิ ภาวนา ไดบญุ บารมสี ูงสุด

การสรา งบุญบารมีแตล ะประเภทตอ งทำอยา งไรจึงจะถกู วิธี

๑. การทำทาน

การทำทาน ไดแกการสละทรพั ยสิน สง่ิ ของสมบตั ขิ องตนทมี่ อี ยใู หแ กบคุ คลอ่ืน โดยมุงหวงั จะจุนเจอื ใหผ ูอนื่ ไดรบั ประโยชน
และความสขุ ตองมสี ิง่ ประกอบดว ย ๓ ประการคอื

๑.๑ วตั ถุทานทใี่ หต อ งบริสุทธิ์
เปน สิ่งของที่ตนหามาไดดว ยความบรสิ ทุ ธ์ิ ในการประกอบสัมมาอาชีพ

๑.๒ เจตนาในการใหท านตองบริสุทธ์ิ
จุดมงุ หมายแทจ รงิ ก็เพ่อื เปน การขจัดความโลภ ความตระหน่ี เนยี วแนน อนั เปน กเิ ลสหยาบคอื “โลภะกเิ ลส”

๑.๓ เน้ือนาบุญตอ งบริสทุ ธ์ิ
“เนื้อนาบุญ” หมายถึง บุคคลผูรบั การทำทานของผทู ำทาน ซงึ่ เปนเงื่อนไขที่สำคญั ทสี่ ุด เพราะถา คนที่รับการให
ทานนัน้ เปน ผูม ศี ีลมธี รรมสูงก็ยอ มเปน เนือ้ นาบญุ ที่ดี ทานท่ีเราไดทำไปแลว ก็เกิดผลบญุ มาก หากผรู บั การใหทาน
เปน ผูไ มม ศี ีลไมมีธรรม ผลของทานก็ไมเกดิ ขึ้น คือไดบุญนอย

การใหท านที่ไดบญุ มากท่ีสุด ไดแ กการให “ธรรมทาน”

พุทธดำรัสตรัสไววา :
“สพฺพทานํ ธมมฺ ทานํ ชนิ าติ”
การใหธรรมทานเปน ทาน ชนะการใหทงั้ ปวง



๒. การรกั ษาศลี

“ศลี ” แปลวา ปกติ ศลี มหี ลายระดับ คือศีล ๕ ศลี ๘ ศีล ๑๐ และศลี ๒๒๗ แบงเปน ๓ ระดบั ดงั น้ี
๒.๑ ระดับธรรมดา
๒.๒ ระดับกลาง (มชั ฌมิ ศีล)
๒.๓ ศีลอยา งสงู ศลี อยางอกุ ฤษฎ (อธศิ ลี )
“มนษุ ย” คอื ผูทม่ี ใี จอันประเสริฐ จะตองถือศีล ๕ ถา ไมม ีศีล ๕ ไมเ รยี กวา มนษุ ย แตเรียกวา “คน” แปลวา “ยงุ ”
ระดบั ศลี : การรกั ษาศลี ๕ ไดบ ุญบารมนี อ ยที่สุด ในขณะท่ีการรักษาศีล ๒๒๗ ไดบ ญุ บารมสี งู ทสี่ ุด
การรกั ษาศลี ไดบญุ บารมีมากกวาการใหทาน แตไดบ ุญบารมีนอยกวาการเจริญภาวนา

๓. การภาวนา

การภาวนา เปน การบำเพญ็ บุญบารมีทสี่ งู ทส่ี ดุ ประเสริฐทสี่ ุด เพราะไดบ ุญมากท่ีสดุ เปน กรรมอนั ยงิ่ ใหญ เรยี กวา
“มหคั คตกรรม” อนั เปน “มหคั คตกุศล”

บุญบารมีท่เี กิดจากการเจรญิ ภาวนา เปน บุญบารมสี งู กวาการรกั ษาศีล มี ๒ อยางคือ
๓.๑ สมถภาวนา (การทำสมาธิ)
๓.๒ วิปสสนาภาวนา (การเจรญิ ปญญา)

สมถภาวนา (การทำสมาธิ)

สมถภาวนา ไดแ กก ารทำจติ ใหเปนสมาธิ หรอื เปน ฌาน ซึ่งก็คอื การทำจิตใจใหตงั้ มนั่ อยใู นอารมณเ ดียว ไมฟ ุงซา น
แสส ายไปยงั อารมณอืน่ ๆ วธิ ีการภาวนามี ๔๐ ประการ รวมเรียกวา “กรรมฐาน ๔๐” การเจรญิ ภาวนาโดยใชก รรมฐานชนิด
ใด ขน้ึ อยกู ับจรติ หรอื อปุ นสิ ัยและวาสนาบารมขี องแตล ะคน ไมต องใชก รรมฐานทัง้ ๔๐ ชนดิ

ศลี เปนบาทฐาน (เปนกำลงั ) ใหเ กิดสมาธิ ดังน้นั หากศลี ยงั ไมม นั่ คง ยอมเจริญญานใหเกดิ ขนึ้ ไดโดยยาก
กรรมฐานทีพ่ ระพุทธเจา ใชเ พือ่ การตรัสรู คือ “อานาปานสติกรรมฐาน”
อานสิ งสของสมาธนิ น้ั มากกวา การรกั ษาศลี อยางเทยี มกนั ไมได ซึง่ พระพทุ ธองคไ ดต รสั วา

“แมไดอุปสมบทเปนภกิ ษุ รักษาศลี ๒๒๗ ขอ ไมเคยขาด ไมดางพรอยมานาน
ถงึ ๑๐๐ ป ก็ยังไดบ ญุ กุศลนอ ยกวาผทู ที่ ำสมาธิเพียงใหจติ สงบ นานเพยี งชว่ั
ไกก ระพอื ปก ชางกระดกิ หู”

จิตสงบคอื จติ ทีเ่ ปนเพยี งอารมณเดยี วเพยี งชว่ั วูบ จติ เปนสมาธิ มอี ยู ๓ ระดบั คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัป
ปนาสมาธิ (ฌาน) สมาธริ ะดบั อปั ปนาสมาธิ (หรอื ฌาน) มีรปู ฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ซง่ึ ลว นสงผลใหไปเกิดในพรหมโลก
รวม ๒๐ ชัน้

- รปู ฌาน ๑ สง ผลใหบ งั เกดิ ในพรหมโลกชนั้ ท่ี ๑ ถงึ ชั้นท่ี ๓
- อรูปฌานชัน้ สูงสุด เรยี กวา “เนวสัญญานาสญั ญายตนะ” สง ผลใหบ งั เกิดในพรหมโลกช้ันสงู สดุ คือช้ันท่ี ๒๐ มีอายุ
ยืนยาวถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัป เรียกกนั วา นพิ พานพรหม



ดังนนั้ การทำสมาธิ เปน การสรา งบญุ กุศลท่ยี งิ่ ใหญ ลงทุนนอ ยทสี่ ดุ

แตอ ยางไรก็ตาม การทำสมาธกิ ย็ งั ไดบ ญุ นอยกวาการเจริญวิปส สนา (การเจริญปญญา)

วปิ ส สนาภาวนา (การเจริญปญญา)

วปิ ส สนา ไมใ ชก ารใหจติ ตั้งมั่นอยูในอารมณเดียวนิง่ อยู (ซ่งึ คอื สมาธ)ิ แตเ ปน จิตคดิ ใครครวญ หาเหตุและผลในสภาวะ
ธรรมท้ังหลายและสิง่ ทีเ่ ปน อารมณข องวปิ สสนานั้น มีแตเ พียงอยา งเดียวคือ “ขนั ธ ๕” ซึ่งนยิ มเรยี กกันวา “รปู -นาม” โดย
รปู มี ๑ สว น สวนนามนั้นมี ๔ คอื เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ

ขันธ ๕ เปน เพยี งอุปาทานขนั ธ เปน เพียงสังขารธรรม ทเ่ี กิดเนือ่ งจากการปรงุ แตง แตเพราะอวชิ ชา คอื ความไมร ูเทา
ทันสภาวะธรรม ซ่ึงทำใหเ กิดความยึดมัน่ ถือมัน่ ดว ยอำนาจอปุ าทานวา เปน ตวั เปนตนและของตน

การเจรญิ วปิ สสนา ก็โดยมีจิตพจิ ารณาจนรแู จงเห็นจริงวา สภาวธรรมทัง้ หลาย อันไดแ กข ันธ ๕ นั้น ลว นมีอาการ
เปน “พระไตรลักษณ คือเปนอนจิ จงั ทุกขัง และอนตั ตา โดย

๑. อนิจจงั คือ ความไมเ ทีย่ ง

สรรพสิ่งทัง้ หลาย ไมว าจะเปน คน สัตว สงิ่ ของ สมบัติ เพชร หิน ดนิ ทราย และรปู กายของเรา ลว นแตไมเท่ียงแท
แนนอน ตองเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
สรรพสงิ่ ท้งั หลาย อันเน่ืองมาจากการปรุงแตง ทเ่ี รียกวา อุปาทานขนั ธ ๕ เชน รูปกาย ลว นแตเ ปน แรธ าตุตา งๆ มา
ประชุมรวมกัน เปน รปู รางของคนและสตั วข ้ึน ซง่ึ หนว ยชวี ติ เลก็ ๆ (“เซลล” ) เหลานั้นมีการเจริญเติบโต และแตก
สลายไป แลว เกิดใหมขน้ึ แทนท่ีอยูต ลอดเวลา ลวนแลว แตเปนอนิจจังไมเ ท่ียงแทเนนอน

๒. ทุกขัง ไดแก “สภาพท่ีทนอยูสภาพเดมิ ไมได”

การทกุ ขก ายทกุ ขใจ เปน ลกั ษณะสวนหน่ึงของทุกขงั
สรรพส่ิงทง้ั หลายอันเปน สังขารธรรม เม่ือเกิดขนึ้ แลวก็ไมอ าจท่จี ะทรงตวั ต้งั ม่นั ทนทานอยูใ นสภาพน้ันๆ ไดตลอดไป
แตจ ะตอ งเปลยี่ นแปลงไป
แมแตขนั ธท ่เี ปน นามธรรม อนั ไดแก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไมม สี ภาพทรงตัว

๓. อนัตตา ไดแ ก “ความไมใชต ัวไมใ ชตน ไมใ ชส ตั ว ไมใ ชบคุ คล ไมใชส งิ่ ของ”

โดยสรรพสง่ิ ทั้งหลาย อนั เนอ่ื งมาจากการปรงุ แตง ไมวา จะเปน “รปู เวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ” ลวนแตเกดิ
ข้ึนเพราะเหตปุ จจยั
เชน รูปขันธ เปนธาตุ ๔ มาประชุมรวมกันคือ
ธาตุดิน (สว นท่เี ปน ของแขง็ ) ธาตุน้ำ (สวนท่เี ปน ของเหลว) ธาตุไฟ (สิง่ ที่ใหพลงั งานและอุณหภูมิในรางกาย) และ
ธาตุลม (สวนธรรมชาตทิ ี่ทำใหเกดิ ความเคลอื่ นไหวไปมาในรา งกาย)
ธาตุทั้ง ๔ ไดม าประชุมรวมกนั ขน้ึ เปนรูปกายของคน สตั ว และสรรพสิง่ ทัง้ หลาย เพียงชั่วคราวเทา นัน้ เมื่อนานไปก็
ยอ มเปลีย่ นแปลง แลว แตกสลาย กก็ ลบั คืนไปสูสภาพเดมิ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ไมใ ชตวั ไมใ ชต นของคนและสตั วทไ่ี หนแต
อยางใด จึงไมอ าจยดึ ม่นั ถือมน่ั รปู กายนวี้ า เปน ตัวเราของเรา ใหเปนท่ีพง่ึ อันถาวรได
สมาธิ มีกรรมฐาน ๔๐ เปนอารมณ โดยผูบ ำเพญ็ อาจจะใชกรรมฐานบทใดบทหนงึ่ ตามแตที่ถกู แกจ รติ นิสยั ของตน
วิปส สนา มีเพียงอยา งเดยี วคือ ขันธ ๕ เปน อารมณห รอื มแี ตรูป-นามเทา นน้ั ไดแก รูป เวทนา สญั ญา สังขาร และ
วญิ ญาณ
ซ่ึงเปน สภาวธรรมหรอื สงั ขารธรรม อันเกิดขึ้นเน่อื งจากการปรงุ แตง เม่อื เกิดขึน้ แลว กไ็ มเทยี ง ทนอยูสภาพเชนนั้นไมได และ
ไมใชตวั ไมใ ชต นแตอยางใด



อารมณของวปิ สสนา เปนอารมณจ ติ ทใ่ี ครค รวญหาเหตแุ ละผล สังขารธรรมทงั้ หลาย จนรแู จงเห็นจรงิ วา เปนพระ
ไตรลักษณคือ อนจิ จัง ทุกขงั และอนัตตา
และเม่ือไดจ ิตยอมรับสภาพความเปน จรงิ วา เปนอนจิ จงั ทกุ ขงั และอนัตตา เรียกวาจิตเขาสูกระแสธรรม ตดั กเิ ลสได
สมาธแิ ละวปิ ส สนา จงึ เปนทง้ั เหตแุ ละผลของกันและกัน และอุปการะซ่งึ กันและกัน จะมีวิปส สนาปญญาเกดิ ขึ้น โดยขาด
กำลงั สมาธสิ นบั สนุนมไิ ดเลย อยา งนอยท่ีสดุ กจ็ ะตอ งใชก ำลงั ของ ขณิกสมาธิ เปนบาทฐานในระยะแรกเรม่ิ

หมดสน้ิ กเิ ลสทง้ั ปวง > บรรลอุ รหตั ตผล
ละคลายจากความยดึ มน่ั ถอื มน่ั > คลายกำหนดั ในลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ละความโลภ โกรธ และหลง
ไตรลกั ษณ > จติ ตกกระแสธรรมตดั กเิ ลส > ละคลายจากอปุ าทาน (ความยดึ มน่ั ถอื มน่ั )
ขนั ธ ๕ > พจิ ารณาเหน็ เปน ไตรลกั ษณ : อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา
วปิ ส สนาภาวนา > อารมณข องวปิ ส สนา คอื พจิ ารณาขนั ธ ๕ (รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ)

ภาวนา : การเจริญภาวนา
๒๑. การทำสมถภาวนา (การทำสมาธ)ิ ๑๐๐ ป ไดบ ญุ นอ ยกวา วปิ ส สนาภาวนา (การเจรญิ ปญ ญา) แมเ พยี งชว่ั ขณะจติ
๒๒. การอปุ สมบทเปน พระ ๑๐๐ ป ไดบ ญุ นอ ยกวา การทำสมาธิ (สมถภาวนา) แมน านเพยี งแคไ กก ระพอื ปก ชา งกระดกิ หู

ศีล : การรักษาศีล
๑๙. การบรรพชาเปน สามเณร ๑๐๐ ป ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี ๒๒๗ (การอปุ สมบทเปน พระ) ๑ วนั
๑๘. การถอื ศลึ แปด ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี สบิ (บรรพชาเปน สามเณร) ๑ ครง้ั
๑๗. การถอื ศลี หา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี แปด (อโุ บสถศลี ) ๑ ครง้ั
๑๖. การใหธ รรมทาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การถอื ศลี หา ๑ ครง้ั

ทาน : การใหทาน
๑๕. การใหอ ภยั ทาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การใหธ รรมทาน ๑ ครง้ั
๑๔. ถวายวหิ ารทาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา การใหอ ภยั ทาน ๑ ครง้ั
๑๓. ถวายสงั ฆทานทม่ี อี งคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา เปน ประธาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายวหิ ารทาน ๑ ครง้ั
๑๒. ถวายทานองคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายสงั ฆทานทม่ี อี งคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา

เปน ประธาน ๑ ครง้ั
๑๑. ถวายทานพระปจ เจกพทุ ธเจา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานองคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ๑ ครง้ั
๑๐. ถวายทานพระอรหนั ต ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระปจ เจกพทุ ธเจา ๑ ครง้ั
๙. ถวายทานพระอนาคามี ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระอรหนั ต ๑ ครง้ั
๘. ถวายทานพระสกทิ าคามี ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระอนาคามี ๑ ครง้ั
๗. ถวายทานพระโสดาบนั ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระสกทิ าคามี ๑ ครง้ั
๖. ถวายทานพระสมมตสิ งฆ ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานพระโสดาบนั ๑ ครง้ั
๕. ทำทานผมู ศี ลี สบิ (สามเณร) ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ถวายทานผมู ศี ลี ๒๒๗ (พระสมมตสิ งฆ) ๑ ครง้ั
๔. ทำทานผมู ศี ลี แปด ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานผมู ศี ลี สบิ (สามเณร) ๑ ครง้ั
๓. ทำทานผมู ศี ลี หา ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานผมู ศี ลี แปด ๑ ครง้ั
๒. ทำทานมนษุ ยผ ไู มม ศี ลี ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานผมู ศี ลี หา ๑ ครง้ั
๑. ทำทานสตั วเ ดรจั ฉาน ๑๐๐ ครง้ั ไดบ ญุ นอ ยกวา ทำทานมนษุ ยแ มจ ะเปน ผไู มม ศี ลี ๑ ครง้ั





โลกียภูมิ

พระมาลัยเทวเถรทองนรก-สวรรค
นรก ๙ ขุม
เทวภูมิ ๖ ชั้น

พรหมโลก ๒๐ ชั้น
และสังสารวัฏ ๓๑ ภูมิ

ทมี่ าขอ มูล

๑. ภาพวาดพระมาลยั ทอ งนรก-สวรรค ภาพวาดโดย พระเทวภินมิ ิต จิตกรเอกกรมศิลปากร
๒. ภาพวาดนรก ๙ ขุม โดย อนัตตาศูนยหนงั สอื พระพทุ ธศาสนา

วัดไผโ รงวัว จดั พิมพเผยแพรแกพ ทุ ธศาสนิกชน
๓. เร่อื ง เทวภูมิ ๖ ชั้น, พรหมโลก ๒๐ ชน้ั , สังสารวัฎ ๓๑ ภูมิ

- ภูมิ ๔ หรือ ๓๑ - พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย ป.อ.ปยตุ ฺโต)
- ไตรภมู ิกถา หรือไตรภูมิพระรวง พระราชนิพนธใ น สมเดจ็ พระศรสี รุ ยิ พงศร ามมหาธรรมราชาธิราช
หรือพระมหาธรรมราชาลิไทย

รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา

สารบัญ ๔
๑๙
โลกยี ภมู ิ ๒๙
๓๗
พระมาลยั เทวเถรทองนรก-สวรรค ๓๙
นรก ๙ ขมุ ๔๔
เทวภูมิ ๖ ชัน้
พรหมโลก ๒๐ ช้ัน
- รูปพรหม ๑๖ ชน้ั
- อรปู พรหม ๔ ชน้ั
โลกียภมู ิ หรอื สงั สารวัฏ ๓๑ ภมู ิ
สังสารวัฎ ๓๑ ภมู แิ ละบพุ กรรมในช้ันตา งๆ
สรปุ โลกียภมู ิหรือสังสารวัฏ ๓๑ ภูมิ

โลกียภูมิ

พระมาลัยเทวเถรทองนรก-สวรรค
นรก ๙ ขุม
เทวภูมิ ๖ ชั้น

พรหมโลก ๒๐ ชั้น
และสังสารวัฏ ๓๑ ภูมิ

ทมี่ าขอ มลู

๑. ภาพวาดพระมาลยั ทอ งนรก-สวรรค ภาพวาดโดย พระเทวภินิมิต จิตกรเอกกรมศิลปากร
๒. ภาพวาดนรก ๙ ขมุ โดย อนตั ตาศูนยหนงั สือพระพทุ ธศาสนา

วดั ไผโ รงววั จดั พมิ พเผยแพรแ กพทุ ธศาสนิกชน
๓. เร่ือง เทวภมู ิ ๖ ชั้น, พรหมโลก ๒๐ ชน้ั , สังสารวัฎ ๓๑ ภูมิ

- ภมู ิ ๔ หรือ ๓๑ - พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ฉบับประมวลธรรม (สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย ป.อ.ปยตุ โฺ ต)
- ไตรภมู กิ ถา หรือไตรภูมิพระรวง พระราชนพิ นธใ น สมเด็จพระศรีสุริยพงศรามมหาธรรมราชาธริ าช
หรือพระมหาธรรมราชาลิไทย



๑ พระมาลยั เทวะเถระโปรดยมโลก
ซง่ึ พระยายมและนายนริ ยิ ะบาลไตส วนผตู าย
เปด บญั ชดี ู ถา ทำบญุ สง สวรรค ทำบาปสง นรก


๒ โปรดนรกปาณาติบาต
คอื ผขู าดเมตตากระทำปาณาตบิ าตฆา สตั วผ มู คี ณุ
โดยตรงหรอื โดยออ มเปน ตน ใหเ สวยกรรม


๓ โปรดนรกอทินนาทาน
คอื ผโู ลภประพฤตอิ ทนิ นาทาน เชน ลกั ขโมยของพระ
สงฆ หรอื ฉอ โกงและทำลายทรพั ยส นิ ผมู คี ณุ เปน ตน


โปรดนรกกาเม

๔ คอื บพุ กรรมสตั วท ก่ี ระทำกาเมสมุ จิ ฉาจารไว ยอ ม
เสวยผลกศุ ลกรรมนน้ั ตามโทษ


โปรดนรกมสุ าวาท

๕ คอื เหลา สตั วน รกทม่ี กั กลา วเทจ็ หลอกลวง และดา วา
บดิ า มารดา ครบู าอาจารย พระสงฆ เปน ตน


โปรดนรกสรุ า

๖ คอื พวกสตั วน รกทเ่ี สพสรุ าเปน อาจณิ ดม่ื แลว ดา วา
บดิ ามารดา ครบู าอาจารย พระสงฆอ งคเ จา ทำรา ย
ฆา ฟน เปน ตน
๑๐

สตั วนรกสง่ั พระมาลัย

๗ เพอ่ื จดจำความทกุ ขท รมานของตน นำไปบอกแก
ญาติ ใหท ำบญุ แลว กวาดนำ้ อทุ ศิ กศุ ลสง ไปใหด ว ย
๑๑

กะทาชายถวายดอกบวั ๘ ดอกงามโสภา

๘ ปรารถนาพน ความเขญ็ ใจ พระมาลยั เทวะเถระจงึ นำ
ไปบชู าพระจฬุ ามณี บนสวรรค
๑๒

พระมาลยั เทวะเถระโปรดสวรรค

๙ จดจำวมิ านเทพบตุ รเทพธดิ าเมอ่ื เปน มนษุ ยร กั ษาศลี
สรา งพระไตรปฎ ก โบสถว หิ าร เปน ตน
๑๓

พระมาลยั บชู าพระเกตแุ กว จฬุ ามณี

๑๐ สนทนากบั พระอนิ ทร และพระศรอี ารย ถงึ กศุ ลของ
เทพยดา ตลอดถงึ ศาสนาพระศรอี ารย
๑๔

ยคุ มคิ สญั ญี

๑๑ กอ นศาสนาพระศรอี ารย มนษุ ยจ ะไรศ ลี ธรรม มงุ ประ
หตั ถป ระหารกนั ไมเ ลอื กหนา จะรอดตายแต
ผจู ำศลี ภาวนา
๑๕

เกิดตนกัลปพฤกษ

๑๒ ในศาสนาพระศรอี ารยผ ใู สบ าตรถวายไตรจวี ร สรา ง
พระพทุ ธรปู ทอดกฐนิ เปน ตน จะไปเกดิ นกึ อะไรก็ สอย
เอาได
๑๖


Click to View FlipBook Version