รายงาน การออกแบบสื่อการเรียนการสอน เรื่อง คำ ควบกล้ำ จัดทำ โดย การพัฒนาทักษะการจำ แนกและการเขียนคำ ควบกล้ำ และ สร้างสื่อประดิษฐ์ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นางสาวพัชรินทร์ เชื้อสายสิทธิ์ 644101067 นางสาวรุจิรา เพียโบราณ 644101070 หมู่เรียน 64/23 เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชวนพิศ อัตเนตร์
รายงาน การออกแบบสื่อการเรียนการสอน เรื่อง คำ ควบกล้ำ โรงเรียนบ้านท่ามะกา การพัฒนาทักษะการจำ แนกและการเขียน คำ ควบกล้ำ และสร้างสื่อประดิษฐ์ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จัดทำ โดย นางสาวพัชรินทร์ เชื้อสายสิทธิ์ 644101067 นางสาวรุจิรา เพียโบราณ 644101070 หมู่เรียน 64/23 เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชวนพิศ อัตเนตร์
ราายงานการเสริมทักษะการจำ แนกและการเขียนคำ ควบกล้ำ เป็นหนังสือเพื่อพัฒนาการจำ แนกและการเขียน คำ ควบกล้ำ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งออกแบบการสอนโดยเน้นการใช้ Addie Model ในการจัดการเรียนการสอนและเพื่อให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Addie Model จึงมีการนำ แนวคิดการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-centered Approach) มาใช้เพื่อเสริมใน การออกแบบกิจกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Addie Model เพื่อออกแบบสื่อประดิษฐ์การสอนต่าง ๆ ที่ใช้ จัดการเรียนการสอนในห้องเรียน และรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาเกี่ยวกับคำ ควบกล้ำ จำ นวน 2 ชุด ได้แก่ 1) คำ ควบกล้ำ แท้ 2) คำ ควบกล้ำ ไม่แท้ คณะผู้จัดทำ จึงเห็นความสำ คัญและจัดทำ รายงานเล่มนี้มาเพื่อให้ผู้เรียนหรือผู้ที่สนใจจะศึกษาได้มีความรู้ และ ทำ ความ เข้าใจในเนื้อหาภาษาไทยมากยิ่งขึ้น คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนและ ผู้ที่สนใจจะศึกษาไม่มากก็น้อยหากมีข้อผิดพลาดประการใดคณะผู้จัดทำ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทำ คำ นำ ก
สารบัญ ข เรื่อง หน้า บทที่ 1 บทนำ 1.ที่มาและความสำ คัญ………………………………………………………………………………………………………………………………………...1 2.วัตุประสงค์………………………………………………………………………………………………………………………………………………………2 3.วิธีดำ เนินการ………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…..2 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย)………………………………….6 1.1 ความสำ คัญของภาษาไทย…………………………………………………………………………………………………………..……………….6 1.2 คุณภาพของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย…………………………………………………………………………………………7 1.3 สาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย……………………………………………………….….8 1.4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้…………………………………………………………………………………………………………..……..9 2.หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน……………………………………………………………………………………..10 2.1 ทฤษฎี ADDIE MODEL.…………………………………………………………………………………………………………..………………..10 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom’s Taxonomy)………………………………………………………………………………..….…13 2.3 แนวคิดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง………………………………………………………………………………..…...16 2.4 เนื้อหาการออกแบบการจัดการเรียนการสอน เรื่องการจำ แนกคำ ควบกล้ำ …………………………………………………….…19 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน………………………………………………………………………………..……………….……………....20 3.1 สื่อประดิษฐ์………………………………………………………………………………..……………….…………………………………………….20 3.1.1 ความหมายของสื่อประดิษฐ์………………………………………………………………………………..……………….……………………20 3.1.2 คุณค่าและความสำ คัญของสื่อประดิษฐ์การเรียนรู้หรือสื่อการสอน…………………………..……………….……………………20 3.2 สื่อบัตรคำ ………………………………………………………………………………..……………….……………………………………………….22 3.2.1 การใช้งานบัตรคำ …………………………………………………………………..……………….……………………………………………….22 3.2.2 ความเหมาะสมในการเลือกใช้บัตรคำ …………………………………………………………………..……………….………..………….22 3.2.3 ประโยชน์ของบัตรคำ …………………………………………………………………..……………….………………………………………….23 3.2.4 เทคนิคการใช้บัตรคำ …………………………………………………………………..……………….…………………………………………24 3.2.5 วิธีการทำ บัตรคำ …………………………………………………………………..……………….…………………………………………….….25 4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………..……………….……………………………………………….…...27
สารบัญ (ต่อ) ข เรื่อง หน้า บทที่ 3 วิธีการดำ เนินการสอน 3.1 การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยใช้หลักการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของ( ADDIE Model)……………………34 3.2 สื่อที่ใช้ในชั้นเรียน………………………………………………………..……………….……………………………………………….……………….38 3.2.1วิธีการใช้สื่อ (สื่อบัตรคำ จับพยัญชนะชนสระ)………………………………………..……………….………………………………………..38 3.2.2วิธีการใช้สื่อ (กล่องงานวัด มหาสนุก)………………………………………..……………….……………………………………………….……39 3.2.3วิธีการใช้สื่อ (สื่อบัตรคำ แท้ไม่แท้แยกยังไง)………………………………………..……………….……………………………………………40 แบบสังเกตผู้เรียนระหว่างทำ กิจกรรมการเรียนการสอน ………………………………………..……………….……………………………….…42 แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทำ งานระบบกลุ่ม………………………………………..……………….……………………………….43 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู และให้ผู้เรียนประเมินตนเอง…………….44 ภาคผนวก……………………………………………………..……………….…………………………………………….46
ที่มาและความสำ คัญ วิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่มีความสำ คัญและเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้เรียนจะต้องมี พัฒนาการทางการเรียนครบในทุก ๆ ด้านทั้งทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนและสามารถสื่อสารได้ จากการเรียนในรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่าผู้เรียนไม่สามารถอธิบายความหมายของคำ ควบกล้ำ ได้ ทั้งยังไม่สามารถจำ แนกคำ ควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ได้ถูกต้อง ความรู้เรื่องคำ ควบกล้ำ เป็นสิ่งที่จำ เป็น ถือเป็นส่วนประกอบที่สำ คัญในภาษาไทย เนื่องจากคำ ควบกล้ำ ช่วย เพิ่มเสียงและเพิ่มความหมายของคำ ที่ใช้ในชีวิตประจำ วันให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น หากผู้เรียกสามารถจำ แนก คำ ควบกล้ำ ได้จะทำ ให้ผู้เรียนสามารถอ่านออกเสียง เข้าใจความหมายของคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้นและสามารถ นำ ไปใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำ วันได้ถูกต้องตามความหมาย ดังนั้นคณะผู้จัดทำ จึงได้จัดทำ สื่อการเรียนรู้ (สื่อประดิษฐ์) ที่ใช้ประกอบการสอน เรื่อง คำ ควบกล้ำ ขึ้นมาเพื่อ ใช้เสริมทักษะให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถจำ แนกคำ ควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ได้ เพราะผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและเป็นกิจกรรมเสริมที่ช่วยให้นักเรียนฝึกฝนตนเองได้ในเรื่องคำ ควบกล้ำ รายวิชาภาษาไทย 1
2 วัตถุประสงค์ 1. ผู้เรียนบอกลักษณะของคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้อง (K) 2. ผู้เรียนสามารถจำ แนกคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้อง (P) 3. ผู้เรียนเห็นความสำ คัญของการจำ แนกและเขียนคำ ควบกล้ำ (A) วิธีการดำ เนินการ 1. คัดเลือกหัวข้อที่สนใจจะทำ โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำ มาเป็นหัวข้อได้นั้น มักจะได้มาจากปัญหา คำ ถาม หรือ ความสนใจ ในเรื่องต่าง ๆ จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจากแหล่ง ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำ มาพัฒนาในรูปเล่มรายงาน ควรพิจารณาองค์ประกอบที่สำ คัญ ดังนี้ 1) ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา 2) สามารถจัดหาสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ และวัสดุอุปกรณ์ที่รองรับ การเรียนการสอนในชั้นเรียน และแบบออนไลน์ได้ 3) มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำ ปรึกษา 4) มีเวลาเพียงพอ 5) มีงบประมาณเพียงพอ
2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำ ปรึกษาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำ หนดขอบเขตของเรื่องที่จะ ศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษา จนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำ เนินการทำ รายงานนั่นได้ 3.จัดทำ เค้าโครงที่จะทำ มีรายละเอียดดังนี้ 1) ศึกษาค้นคว้าเอกสารอ้างอิง และรวบรวมข้อมูลที่ได้จากผู้ทรงคุณวุฒิ 2) วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อกำ หนดขอบเขตและลักษณะของโครงการที่จะพัฒนา 3) ออกแบบการพัฒนา มีการกำ หนดลักษณะของสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ใช้ใน การเรียนการสอน และวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้ 4) กำ หนดตารางการปฏิบัติงานของการจัดทำ เค้าโครงของโครงงานลงมือทำ และสรุปรายงาน โครงงาน โดยกำ หนดช่วงเวลาอย่างชัดเจน 5) ทำ การพัฒนาสื่อการสอนชนิดต่าง ๆ ทุกขั้นต้นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ เบื้องต้น โดยอาจทำ การพัฒนาส่วนย่อย ๆ บางส่วนตามที่ได้ออกแบบไว้แล้ว นำ ผลจากการศึกษาในช่วงนี้ไปปรับปรุง แผนการสอนที่ออกแบบไว้ในครั้งแรก ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 6) เสนอเค้าโครงของรายงานเรื่อง คำ ควบกล้ำ ต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอ คำ แนะนําและ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การวางแผนและการดำ นพเนินงานเป็นไป อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด 3
4.การลงมือทำ เมื่อเค้าโครงของรูปเล่มรายงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็ เสมือนว่า การจัดทำ รายงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่งแล้ว และขั้นตอน ต่อไปก็จะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ เช่น จัดเตรียมสื่อการ เรียนการสอนต่าง ๆ ให้พร้อม รวมทั้งการกำ หนด หน้าที่ความรับผิดชอบของ สมาชิกในกลุ่มให้ชัดเจน แล้วจึงดำ เนินการทำ รายงาน ขณะเดียวกันต้องมี การทดสอบ ตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนารายงานเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ แน่ใจว่าผลงาน ที่พัฒนาขึ้นนั้น ทำ งานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการที่ระบุ ไว้ในเป้าหมาย และเกิดประสิทธิภาพสูงด้วย 4 ประโยชน์ 1. ผู้เรียนสามารถจำ แนกคำ ควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ ได้อย่างถูกต้อง 2. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และจำ แนกคำ ควบกล้ำ ได้จากสื่อประดิษฐ์ 3. คำ ควบกล้ำ ถือเป็นส่วนประกอบที่สำ คัญในภาษาไทย เพราะช่วยเพิ่มเสียง และเพิ่มความหมายของคำ ที่ใช้ในชีวิตประจำ วัน ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ในการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน ADDIE Model ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ได้ศึกษาค้นคว้า รวบรวมเนื้อหา และการใช้ทฤษฎีต่าง ๆ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย) 1.1 ความสำ คัญของภาษาไทย 1.2 คุณภาพของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.3 สาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 2.หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 2.1 ทฤษฎี ADDIE MODEL 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom’s Taxonomy) 2.3 แนวคิดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 2.4 เนื้อหาการออกแบบการจัดการเรียนการสอน เรื่องการจำ แนกคำ ควบกล้ำ 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน 3.1 สื่อประดิษฐ์ 3.1.1 ความหมายของสื่อประดิษฐ์ 3.1.2 คุณค่าและความสำ คัญของสื่อประดิษฐ์การเรียนรู้หรือสื่อการสอน 3.2 สื่อบัตรคำ 3.2.1 การใช้งานบัตรคำ 3.2.2 ความเหมาะสมในการเลือกใช้บัตรคำ 3.2.3 ประโยชน์ของบัตรคำ 3.2.4 เทคนิคการใช้บัตรคำ 3.2.5 วิธีการทำ บัตรคำ 4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5
1.1 ความสำ คัญของภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 37) ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิด ความเป็นเอกภาพและ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร พื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำ ให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำ รงชีวิตร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่าง สันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทางสังคม และความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำ ไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติ ล้ำ ค่าควร แก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน จนเกิดความชำ นาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพและเพื่อนำ ไปใช้ในชีวิตจริง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย) 1. การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำ ประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้าง ความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำ วัน 2. การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำ และรูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึง การเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 3. การฟัง การดูและการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูด ลำ ดับเรื่องราว ต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 4. หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย 5. วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของ งานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำ ความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิ ปัญญาที่มีคุณค่า ของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีตและความงดงาม ของภาษาเพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 6
1.2 คุณภาพของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 38) คุณภาพของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ดังนี้ - อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำ นองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมายโดยตรงและ ความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำ นวนโวหารจากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำ แนะนำ ดำ อธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง จับใจความสำ คัญของเรื่องที่อ่านและนำ ความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำ เนินชีวิต มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน - มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำ ชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพความคิดเพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน - พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟังและดู ตั้งคำ ถาม ตอบคำ ถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูโฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามลำ ดับ ขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจนพูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้ อย่างมีเหตุผลรวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด - สะกดคำ และเข้าใจความหมายของคำ สำ นวน คำ พังเพย และสุภาษิต รู้และเข้าใจชนิดและหน้าที่ของคำ ใน ประโยค ชนิดของประโยค คำ ภาษาถิ่นและคำ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำ ราชาศัพท์และคำ สุภาพ ได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี ๑๑ - เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้านร้องเพลงพื้นบ้านของท้องถิ่น นำ ข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและท่องจำ บทอาขยานตามที่กำ หนดได้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย) 7
1.3 สาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 12) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้กำ หนดสาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ที่เป็นองค์ความรู้ ทักษะกระบวนการเรียนรู้ มีรายละเอียด ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำ ไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการ ดำ เนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณและพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่าน สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ ภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี วรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย) 8
1.4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 28) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐาน สองประการ คือ การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ประสบผลสำ เร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำ คัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียนระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและ สารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำ เร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ 1.การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำ เนินการ เป็นปกติและสม่ำ เสมอในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบ ทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครอง ร่วมประเมิน การประเมินระดับชั้นเรียน เ ป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใดมีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุง และส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้โดยสอดคล้องกับ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย) 9
2. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเป็นการประเมินเกี่ยวกับ การจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีสิ่งที่ต้องการพัฒนา ในด้านใด รวมทั้งสามารถนำ ผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ และระดับเขต พื้นที่การศึกษาผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำ แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตาม แนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน 3. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรฐาน การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ เขตพื้นที่การศึกษาตามภาระความรับผิดชอบสามารถดำ เนินการโดยประเมินคุณภาพผู้เรียนด้วยวิธีการและเครื่องมือที่ เป็นมาตรฐานที่จัดทำ และดำ เนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขต พื้นที่การศึกษา 4. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมินผลจากการประเมินใช้เป็น ข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่างๆ เพื่อนำ ไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับ นโยบายของประเทศ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย) 10
2.1 ทฤษฎี ADDIE MODEL The Digital Tips (2566) การออกแบบการเรียนรู้ตามหลักการออกแบบของ ADDIE MODEL ที่เป็นหลัก พื้นฐาน ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน อันจะทำ ให้นักเรียนเกิดประสบการณ์ การเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ซึ่งมี นักการศึกษาได้อธิบายหลักการออกแบบ ไว้ดังนี้ ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์ (2544, หน้า 14-18) กล่าวว่า แบบจำ ลอง การออกแบบและพัฒนาระบบการสอนพื้นฐาน (Basic ISD Model: ADDIE Model) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 1. การวิเคราะห์ (Analysis) ขั้นตอนการดำ เนินการพัฒนาระบบการสอน เริ่มต้นที่การวิเคราะห์ อะไรเป็นสาเหตุ และสิ่งจะเป็นคำ ตอบของปัญหาที่เหมาะสมที่สุด ประกอบด้วย 1.1 การประเมินความต้องการ 1.2 การวิเคราะห์ ค้นหาคำ ตอบเพื่อระบุสาเหตุของปัญหา 1.3 การวิเคราะห์ภารกิจ/สมรรถวิสัย ค้นหาเพื่อสร้างความรู้และทักษะเฉพาะของบุคคลที่ต้องปฏิบัติในงานหรือในสังคมทั่วไป 2. การออกแบบ (Design) นำ เอาขั้นตอนการวิเคราะห์นำ มาแปล จนกระทั่งสามารถเชื่อมโยงกลับไปยัง ข้อกำ หนดการเป้าหมายประกอบด้วย 2.1 การสร้างเป้าหมาย ระบุเป้าหมายของขั้นตอนการวิเคราะห์ในการเชื่อมโยงระหว่างการสอนกับความรู้และทักษะที่กำ หนด 2.2 การวิเคราะห์การสอนค้นหาเพื่อระบุทักษะที่สนับสนุนและเน้นที่เป้าหมายอย่างเป็นระบบ 2.3 คำ บรรยายประชากรเป้าหมาย ระบุและอธิบายบุคคลที่จะจัดกิจกรรมให้ชัดเจน 2.4 การสร้างวัตถุประสงค์เพื่อการทดสอบ สร้างวัตถุประสงค์การเรียนเฉพาะ 3. การพัฒนา (Development) หลังจากการที่เราได้จัดทำ ขั้นตอน การวิเคราะห์ของการพัฒนาระบบการสอนแล้วเราก็เริ่มต้น พัฒนากิจกรรมการศึกษา และสื่อการสอนที่จำ เป็นทั้งหมด รวมถึงการวัดผลประเมินผลให้รอบคอบและรวดเร็ว เท่าที่จะเป็นไปได้ 3.1 กลยุทธ์การสอน เป็นแผนของเราสำ หรับการจัดการสอนและเทคนิคการสอน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เราจัดทำ เงื่อนไขการสอน ที่เรากำ หนด และเลือกวิธีสอน 3.2 การออกแบบบทเรียน เป็นรายละเอียดข้อกำ หนดที่บทเรียน จะต้องมีลักษณะสอดคล้องกับวิธีการสอนและปฏิบัติตาม หลักการเรียนรู้ 3.3 สื่อต้นแบบ สร้างขึ้นให้สอดคล้องกับแผนการออกแบบบทเรียน และจะต้องดำ เนินการประเมินผลเพื่อพัฒนาและ ปรับปรุงสื่อต้นแบบด้วย 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 11
4. การนำ ไปใช้ (Implementation) ขั้นตอนการดำ เนินการให้เป็นผล หมายถึง การนำ ส่งที่แท้จริงของการสอน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบชั้นเรียน หรือห้องทดลอง หรือรูปแบบใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานก็ตาม จุดมุ่งหมายของขั้นตอนนี้ คือ การนำ ส่งการสอน อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ขั้นตอนนี้จะต้องให้การส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียน ในสารปัจจัยต่างๆ สนับสนุนการเรียนรอบรู้ของนักเรียนในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ และเป็น หลักประกันในการถ่ายโอน ความรู้ของนักเรียน จากสภาพแวดล้อมการเรียนไปยังการงาน ได้เป็นการนำ บทเรียนคอมพิวเตอร์ไปใช้ โดยใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างมา เพื่อตรวจสอบความ เหมาะสมของบทเรียนในขั้นต้น หลังจากนั้นจึงทำ การปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะนำ ไปใช้ กับ กลุ่มเป้าหมายจริง เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียน และนำ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ความเหมาะสมและ ประสิทธิภาพ 5. การประเมินผล (Evaluation) คือ การประเมินผลเกิดขึ้นตลอดกระบวนการออกแบบการสอนทั้งหมด กล่าวคือ ภายในขั้นตอนต่างๆ และระหว่างขั้นตอนต่างๆ และภายหลังการดำ เนินการ ให้เป็นผลแล้ว การประเมินผลอาจจะ เป็นการประเมินผลเพื่อพัฒนา (Formative evaluation) หรือการประเมินผลรวม (Summative evaluation) โดยสองขั้นตอนนี้ดำ เนินการ ดังนี้ 5.1 การประเมินผลเพื่อพัฒนา (Formative evaluation) ดำ เนินการ ต่อเนื่องภายในและระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ จุดมุ่งหมายของการประเมินผลชนิดนี้ คือ เพื่อปรับปรุงการสอนก่อนที่จะนำ แบบฉบับขั้นสุดท้ายไปใช้ให้เป็นผล 5.2 การประเมินผลรวม (Summative evaluation) โดยปกติเกิดขึ้น ภายหลังการสอน เมื่อแบบฉบับขั้นสุดท้าย ได้รับการดำ เนินการใช้ให้เป็นผลแล้ว การประเมินผลประเภทนี้ จะประเมินประสิทธิผลการสอนทั้งหมด ข้อมูลจาก การประเมินผลรวมโดยปกติมักจะถูกใช้เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการสอน 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน ภาพประกอบ แผนผังการออกแบบ ADDIE MODEL ที่มา : Anglada (2002, p.15) 12
1.ความรู้ - ความจํา (Knowledge and Memory) หมายถึงความสามารถในการจดจําเรื่องราวต่าง ๆ ตามที่เรียนมาแล้ว ซึ่งจําแนกย่อย ๆ ได้3 ลักษณะดังนี้ 1.1ความรู้ในเนื้อเรื่อง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคำ ศัพท์และนิยาม ความรู้เกี่ยวกับกฎและความจริง 1.2 ความรู้ในวิธีดําเนินการ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับแบบแผน ประเพณี ธรรมเนียม ลําดับขึ้นและ แนวโน้ม การจัดประเภท เกณฑ์ วิธีการ 1.3 ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับหลักการและการขยายหลักวิชาทฤษฎีและโครงสร้าง 2.ด้านความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ ซึ่งคําถามประเภทนี้ควร เป็นข้อความใหม่ที่กำ หนดสถานการณ์ขึ้นมาโดยการล้อเลียนของเก่าหรือใช้เนื้อความรู้เก่ามาก่อรูปใหม่ จําแนกเป็น 3 ลักษณะคือ การแปลความ ตีความและการขยายความ 3.ด้านการนําไปใช้ (Application) หมายถึง การนําเอาสิ่งที่รู้นั้นไปใช้ในเรื่องใหม่ สถานการณ์ใหม่ หรือสถานการณ์ที่จําลองขึ้น ที่คล้ายคลึงกัน 4.ด้านการวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ จําแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ การวิเคราะห์ ความสำ คัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ 5.ด้านการสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเรื่องใหม่และ ดีกว่าเดิม จําแนกเป็น 3 ลักษณะคือ สังเคราะห์ข้อความหรือเนื้อหา เรื่องราวต่าง ๆ สังเคราะห์แผนงานหรือโครงการและสังเคราะห์ ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบหรือสิ่งต่าง ๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 6.ด้านการประเมินค่า (Evaluation) หมายถึง การวินิจฉัยตีราคาโดยสรุปอย่างมีหลักเกณฑ์จําแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 6.1 ประเมินค่าโดยอาศัยเท็จจริงภายในเรื่อง 6.2 ประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอกเรื่อง 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ บลูม (Bloom’s Taxonomy) Benjamin S. Bloom (อ้างอิงใน ชวาล แพรัตกุล, 2525, หน้า 7) ได้จําแนกพฤติกรรมทางการศึกษา ออกเป็น 3 ด้าน คือ พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย โดยพฤติกรรมที่ต้องการ ศึกษาคือพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย แบ่งออกเป็น 6 ด้าน ดังนี้ 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 13
1. พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive domain) ได้แก่ ความรู้ความจํา (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) กา รนําไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) และ การประเมินค่า (Evaluation) 2. พฤติกรรมด้านจิตพิสัย (Affective domain) ได้แก่ การรับรู้ (Receiving) การตอบสนอง(Responding) การเห็นคุณค่า (Valuing) การจัดระบบและการสร้างกรอบความคิด (Organization and Conceptualising) และการสร้างลักษณะนิสัย (Characterization by value or Value Concept) 3. พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย (Psychomotor domain) ได้แก่ การเลียนแบบ (Imitation) การทําตามแบบ (Manipulation) การทําอย่างถูกต้อง (Precision) ความชัดเจนในการปฏิบัติ (Articulation) การทําอย่างเป็นธรรมชาติ หรืออัตโนมัติ (Naturalization) พฤติกรรมการเรียนรู้ที่แสดงถึงความสามารถในการคิดหรือกระบวนการทางปัญญา คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้าน พุทธิพิสัย เนื่องจากพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive domain) เป็นสมรรถภาพทางสติปัญญาหรือทางสมองของ ผู้เรียนในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องอาศัยความสามารถทางสมองเป็นที่ตั้งของการคิดในระดับต่างๆ รวมทั้งจดจํา เช่น การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การเขียนเรียงความ การทำ ความเข้าใจใน การอ่าน การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ เป็นต้น ซึ่งในปี ค.ศ. 1956 บลูม (Benjamin Bloom) และคณะได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้หรือพุทธิพิสัย (Cognitive domain) ว่ามีลักษณะเป็นกระบวนการ ทางปัญญาที่เป็นลำ ดับขั้น (Benjamin Bloom’s Taxonomy of Educational Objectives) และจะค่อย ๆ เพิ่มความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขั้นสุดท้ายทั้งหมด 6 ขั้น ดังต่อไปนี้ 1. ความรู้ความจํา (Knowledge) หมายถึง การที่ผู้เรียนสามารถระลึกข้อความรู้ต่าง ๆ ที่ครูสอนหรือความรู้ที่ตนได้ศึกษา มาด้วยวิธีการต่าง ๆ ไว้ได้ 2. ความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนที่จะอธิบาย ขยายความหรือเขียนเรื่องราวใด ๆ ที่ตนได้ รับรู้มาโดยการใช้ถ้อยคํา สํานวนภาษาของตนเอง และหมายความรวมไป ถึงความสามารถในการที่แปลความหมาย ตีความหมาย หรือขยายความหมายข้อมูล จากสํานวนสุภาษิต แผนที่ กราฟ หรือตารางต่าง ๆ ตัวอย่างของพฤติกรรมความเข้าใจ ชวลิต ศรีคํา (2552, หน้า 1-4) สรุปว่า บลูม และคณะจัดพฤติกรรมการเรียนรู้ของ Benjamin Bloom ซึ่งได้พัฒนาขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 6 ของศตวรรษที่ 20 (1950 – 1959) โดยใช้หลักจําแนกอันดับ (Taxonomy) ซึ่งแยกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกได้เป็น 3 ด้าน คือ 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 14
พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive domain) แบ่งออกเป็น 6 ด้าน ดังนี้ 2.ด้านความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึงความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ ซึ่งคําถามประเภทนี้ ควรเป็นข้อความใหม่ที่กำ หนดสถานการณ์ขึ้นมาโดยการล้อเลียนของเก่าหรือใช้เนื้อความรู้เก่ามาก่อรูปใหม่ จําแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ การแปลความ ตีความ และการขยายความ 3.ด้านการนําไปใช้ (Application) หมายถึงการนําเอาสิ่งที่รู้นั้นไปใช้ในเรื่องใหม่ สถานการณ์ใหม่ หรือสถานการณ์ที่จําลองขึ้น ที่คล้ายคลึงกัน การวิเคราะห์ความสำ คัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ 5.ด้านการสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึงความสามารถในการรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเรื่องใหม่และดีกว่าเดิม จําแนก 3 ลักษณะคือ 1. สังเคราะห์ข้อความ หรือเนื้อหา เรื่องราวต่าง ๆ 2. สังเคราะห์แผนงาน หรือโครงการ และ 3. สังเคราะห์ ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบหรือสิ่งต่าง ๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สรุปได้ว่า การจำ แนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม (Bloom’s Taxonomy) การจำ แนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม ซึ่ง แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านจะมีการจำ แนกระดับความสามารถจากต่ำ สุด ไปถึงสูงสุด เช่น ด้านพุทธิพิสัย เริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ การนำ ไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมิน แบ่งพฤติกรรม การเรียนรู้ออกได้เป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. 1.ความรู้ - ความจํา (Knowledge and Memory) หมายถึงความสามารถในการจดจําเรื่องราวต่าง ๆ ตามที่เรียนมาแล้ว ซึ่งจําแนกย่อย ๆ ได้ 3 ลักษณะดังนี้ 1.1ความรู้ในเนื้อเรื่อง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคำ ศัพท์และนิยาม ความรู้เกี่ยวกับกฎและความจริง 1.2ความรู้ในวิธีดำ เนินการ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับแบบแผน-ประเพณี-ธรรมเนียม ลำ ดับขึ้นและแนวโน้ม การจัดประเภท 1.3ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับหลักการและการขยายหลักวิชา ทฤษฎีและโครงสร้าง 4.ด้านการวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึงความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ จําแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ 6.ด้านการประเมินค่า (Evaluation) หมายถึงการวินิจฉัย ตีราคาโดยสรุปอย่างมีหลักเกณฑ์จําแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ ประเมินค่าโดยอาศัยเท็จจริงภายในเรื่อง และ ประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอกเรื่อง 2.พฤติกรรมด้านจิตพิสัย (Affective domain) ได้แก่ การรับรู้ (Receiving) การตอบสนอง(Responding) การเห็นคุณค่า (Valuing) การจัดระบบและการสร้างกรอบความคิด (Organization and Conceptualising) และการสร้างลักษณะนิสัย (Characterization by value or Value Concept) 3.พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย (Psychomotor domain) ได้แก่ การเลียนแบบ(Imitation) การทําตามแบบ (Manipulation) การทําอย่างถูกต้อง (Precision) ความชัดเจนในการปฏิบัติ (Articulation) การทําอย่างเป็นธรรมชาติ หรืออัตโนมัติ (Naturalization) 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 15
2.3 แนวคิดและเนื้อหา 2.3.1 แนวคิด ชาติชาย ม่วงปฐม (2557) แนวคิดการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-centered Approach) หรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Approach) เป็นแนวคิดสำ คัญที่เป็นแนวคิด ใหญ่ที่ปรับเปลี่ยนจากการเรียนการสอนที่เน้นครูหรือผู้สอนเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered Approach) โดยเมื่อวิเคราะห์ที่มาสำ คัญคือแนวคิดทางปรัชญาการศึกษา ซึ่งปรัชญาสารัตถนิยม และนิรัน ตรนิยม เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาโดยผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอด การเรียนการสอนจึงเน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลาง สำ หรับปรัชญาการศึกษาพิพัฒนนิยม ปฏิรูปนิยม และอัตถิภาวะนิยม เป็นปรัชญาที่แนวคิดเน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางโดยปรัชญาการศึกษา พิพัฒนนิยม เน้นแนวคิดการเรียนรู้ที่ดีควรมาจากกระบวนการการกระทำ ของผู้เรียน ปรัชญาปฏิรูปนิยม มีแนวคิดการเรียนที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำ เรียนรู้โดยกระบวนการเช่นเดียวกับ พิพัฒนนิยม แต่สนใจในการเตรียมพร้อมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอยู่ในสังคม และชี้นำ สังคมที่ดีได้ เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ปัญหา และการแก้ปัญหาในสังคม การจำ ลองสังคมในการเรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้รับ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสังคม ส่วนปรัชญาการศึกษา อัตถิภาวะ นิยมมีแนวคิดนักเรียนมี ความแตกต่างระหว่างบุคคล มีความสามารถ ความสนใจ ความถนัดที่แตกต่างกัน การเรียนการสอนควร มุ่งสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน จากแนวคิดการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจากแนวคิดเชิงปรัชญาการศึกษา จึงพอสรุปความของการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คือแนวการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ โดยการใช้กระบวนการทางปัญญา (กระบวนการคิด) กระบวนการทางสังคม (กระบวนการกลุ่ม) และให้ผู้เรียนมี ปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมในการเรียนสามารถนำ ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อำ นวยความสะดวกจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำ คัญต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถและความถนัดเน้นการบูรณาการความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ใช้วิธีการเรียนการสอนที่หลากหลาย ใช้หลากหลายแหล่งเรียนรู้ สามารถพัฒนาปัญญาอย่างหลากหลายคือพหุปัญญารวมทั้งเน้นการวัดผลอย่างหลากหลายวิธี 16
2.3 แนวคิดและเนื้อหา การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเน้นการจัดสภาพการณ์ของการเรียนการสอน ที่ให้ ผู้เรียนมีบทบาท หรือมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนอย่างตื่นตัว (Active Learning Participation) ทั้งทางด้านกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมในกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้โดยมีบทบาทมากกว่า ผู้สอน ตัวบ่งชี้ของการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ ได้แก่ 1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม และกระบวนการเรียนรู้อย่างตื่นตัวทางกาย คือผู้เรียน ได้เคลื่อนไหว ร่างกายทำ กิจกรรมต่าง ๆ ทำ ให้ร่างกายหรือประสาทการรับรู้ตื่นตัวพร้อมที่จะเรียนรู้ 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม และกระบวนการเรียนอย่างตื่นตัวทางสติปัญญาคือผู้เรียน ได้มีการ เคลื่อนไหวทางสติปัญญาหรือสมอง คือ ได้คิด ได้ทำ โดยใช้ความคิดเป็นการใช้สติปัญญาของตนสร้าง ความหมาย ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ 3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม และกระบวนการเรียนรู้อย่างตื่นตัวทางอารมณ์ คือ ผู้เรียนได้มีการ เคลื่อนไหวทางอารมณ์ หรือความรู้สึก คือ กิจกรรมการเรียนรู้มีส่วนทำ ให้อารมณ์ของ ผู้เรียนตื่นตัว หรือ กล่าวง่าย ๆ คือ เกิดอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้นั้นมีความหมาย ต่อตนเองมากขึ้น 4. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม และกระบวนการเรียนรู้อย่างตื่นตัวทางสังคม คือ ผู้เรียนได้มี การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นและสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เกิดการตื่นตัวทางสังคม อันจะเป็นปัจจัยช่วยให้ สามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น 5. บทบาทการมีส่วนร่วมในกิจกรรม และกระบวนการเรียนรู้ทั้ง 4 ด้าน ของผู้เรียนมีมากกว่าผู้สอน 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 17
2.3.2 เนื้อหา ธฤตภณ สุวรรณรักษ (2549) ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ เสียงบางเสียงใช้ พยัญชนะสองเสียงควบกล้ำ กัน หมายถึง พยัญชนะสองตัวประสมด้วยสระเดียวกัน และออกเสียง พยัญชนะสองเสียง พร้อมกัน เช่นคำ ว่าปลา กราย กวาด เพรา เรียกคำ ที่อ่านออกเสียงพยัญชนะสองเสียง พร้อมกันนี้ว่า “เสียงควบกล้ำ ” หรือ “คําควบกล้ำ ” ในหนังสือหลักภาษาของพระยาอุปกิตศิลปสาร ได้แบ่งอักษรควบกล้ำ ไว้เป็น 2 ประเภท คือ 1. อักษรควบแท้ หมายถึง คำ ที่มีพยัญชนะ 2 ตัวเรียงกัน ออกเสียงพร้อมกันเป็นพยัญชนะต้น ได้แก่ 2. อักษรควบไม่แท้ หมายถึง อักษรที่มีรูปพยัญชนะต้นเป็นพยัญชนะทั้งควบ ร ล ว แต่ออกเสียง พยัญชนะหน้าตัวเดียว เช่น เศร้าสร้อย จริง เสร็จ สระ ประเสริฐ ปราศรัย หรือออกเสียงเปลี่ยนเสียงไป เช่น ฉะเชิงเทรา ทรัพย์ ทรวดทรง ทราบ ทราย ทรุดโทรม ก กรม กล กว ข ขร ขล ขวด ค คร คล คว ต ตร ป ปร ปล ผ ผล พ พร พล คําควบกล้ำ ในภาษาไทยนี้ เท่านั้นที่มีหลักฐานปรากฏอยู่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจากศิลาจารึก พ่อขุนรามคําแหงพบว่ามีคําควบกล้ำ อยู่ เช่น ...ในน้ำ ปลา, ใครใคร่ค้าม้าค้า, ที่ปากประตูมีกระดิ่ง แขวน, ไพร่ฟ้าหน้าใส 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 18
2.3.2 เนื้อหา ทรูปลูกปัญญา (2564) คำ ควบกล้ำ หมายถึง คำ ที่มีพยัญชนะสองตัวเขียนเรียงติดกันอยู่ต้นพยางค์ และ ใช้สระเดียวกัน เวลาอ่านออกเสียงกล้ำ เป็นพยางค์เดียวกัน เสียงวรรณยุกต์ของพยางค์นั้นจะผันเป็นไป ตามเสียงพยัญชนะตัวหน้าคำ ควบกล้ำ มี 2 ชนิด คือ คำ ควบกล้ำ แท้ และ คำ ควบกล้ำ ไม่แท้ 1. คำ ควบกล้ำ แท้ ได้แก่ พยัญชนะ ร ล ว ควบกับพยัญชนะตัวหน้า ประสมสระตัวเดียวกัน เวลาอ่านออก เสียงพยัญชนะทั้งสองตัวพร้อมกัน เช่น 2.คำ ควบกล้ำ ไม่แท้ได้แก่ พยัญชนะ "ร" ควบกับพยัญชนะตัวหน้าประสมสระตัวเดียวกัน เวลาอ่านไม่ออก เสียง "ร" ออกเสียงเฉพาะตัวหน้าหรือ มิฉะนั้นก็ออกเสียง เป็นเสียงอื่นไป คำ ควบไม่แท้ที่ออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัวหน้า ได้แก่พยัญชนะ จ ซ ศ ส ควบกับ ร เช่น จริง ไซร้ เศร้าสร้อย ศรี ศรัทธา เสริมสร้าง สระ สรง สร่าง พยัญชนะต้นควบกับ ร ได้แก่ พร้อม เพราะ ใคร กรอง ครองแครง ขรุขระ พระ ตรง ครั้ง กราบ โปรด ปรักปรำ ปรับปรุง ครื้นเครง เคร่งครัด ครอบครัว โปร่ง พยัญชนะต้นควบกับ ล ได้แก่ กลบเกลื่อน กลมกลิ้ง เกลี้ยกล่อม เกลียวคลื่น เคลื่อนคล้อย ปลา ปลวก ปล่อย เปลี่ยนแปลง คลุกคลาน เพลิง เพลิดเพลิน คล่องแคล่ว พยัญชนะต้นควบกับ ว ได้แก่ แกว่งไกว กวาด กว่า ขวาง ขว้างขวาน ขวิด แขวน ขวนขวาย ควาย เคว้งคว้าง คว่ำ ควาญ ความ แคว้น ขวัญ ควน คำ ควบกล้ำ ไม่แท้ ท ควบกับ ร แล้วออกเสียงกลายเป็น ซ ได้แก่ ทรง ทราบ ทราม ทราย แทรก ทรุด โทรม มัทรี อินทรี นนทรี พุทรา 2. หลักจิตวิทยาในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 19
3.1.1 ความหมายของสื่อประดิษฐ์ สุมาลี ชัยเจริญ. (2545) ได้ให้ความหมายของคำ ว่าสื่อและประดิษฐ์ไว้ว่า สื่อ (Media) หมายถึง ตัวกลางที่ช่วยในการถ่ายทอดเรื่องราว ข่าวสาร ความรู้ เหตุการณ์ แนวคิด สถานการณ์ ฯลฯ ที่ผู้ส่งสารต้องการไปยังผู้รับสาร ประดิษฐ์ หมายถึง งานที่เกิดจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์สร้างหรือประดิษฐ์ขึ้นตาม วัตถุประสงค์ที่หลากหลาย หรือเพื่อความสวยงาม หรือประดับตกแต่งหรือเพื่อประโยชน์ใช้สอย สื่อประดิษฐ์ หมายถึง สื่อการเรียนรู้หรือสื่อการสอนที่ผู้สอนประดิษฐ์ จัดทำ ขึ้นหรืออาจจะเรียกได้ว่า สื่อทำ มือ จากวัสดุชนิดต่าง ๆ เช่น กระดาษวัสดุเหลือใช้ วัสดุธรรมชาติ ฯลฯ เพื่อใช้ประกอบการจัด กิจกรรมการจัดการเรียน รู้ให้กับผู้เรียน เพื่อช่วยเร้าความสนใจทำ ให้เกิดความสนุกสนาน ผู้เรียนได้มีส่วน ร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ได้จับต้องสิ่ง ที่เป็นรูปธรรมทำ ให้เกิดความคิดรวบยอด สามารถเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น บรรลุตามจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ที่ครูตั้งไว้ รวมถึงสื่อที่ใช้ในการจัดป้ายนิเทศ การจัดตกแต่ง ห้องเรียนและการจัดนิทรรศการด้วย 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน 3.1.2 คุณค่าและความสำ คัญของสื่อประดิษฐ์การเรียนรู้หรือสื่อการสอน กิดานันท์ มลิทอง (Malithong, 2005) และอาภรณ์ ใจเที่ยง (Jaitheng, 2010) กล่าวว่าสื่อการเรียนรู้มี ความจำ เป็นและสำ คัญต่อ ผู้เรียนและผู้สอนเป็นอย่างมาก ดังมีนักการศึกษาได้ให้คุณค่าและความสำ คัญ ไว้ มีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับ คุณค่าและความสำ คัญของสื่อการสอน สรุปได้เป็น 2 ประเด็น คือต่อผู้เรียน และต่อผู้สอน รายละเอียดดังนี้ 20
ความสำ คัญต่อผู้เรียน สื่อเป็นสิ่งที่ช่วยเร้าความสนใจให้ผู้เรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น เรียนอย่าง สนุกสนาน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับเพื่อนและกับผู้สอน มีความเข้าใจในเนื้อหาสาระตรงกัน ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนที่ ยากซับซ้อนได้ง่ายและเร็วขึ้น ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ แล้วยังช่วยสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ ดีในการค้นคว้า หาความรู้และมีความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้สื่อรายบุคคลยังช่วยแก้ปัญหาความ แตกต่างระหว่างบุคคลได้ ความสำ คัญต่อผู้สอน การใช้สื่อและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เป็นการช่วยให้ บรรยากาศในการจัดการเรียนรู้ (การจัดการเรียนการสอน) น่าสนใจยิ่งขึ้น ทำ ให้ผู้สอนมีความสนุกสนาน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้นสื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระในการเตรียมเนื้อหา เพราะบางครั้ง ผู้เรียนสามารถศึกษาเองได้จากสื่อและเป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการผลิต สื่อใหม่ ๆ รวมทั้งคิดค้นเทคนิค วิธีการใช้ที่ทำ ให้สื่อน่าสนใจยิ่งขึ้น 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน ความสำ คัญของสื่อประดิษฐ์สรุปได้ ดังนี้ 1.ช่วยสร้างรากฐานที่เป็นรูปธรรมขึ้นในความคิดของผู้เรียน โดยเฉพาะกับสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนที่ผู้เรียน ไม่สามารถใช้จินตนาการของตนเองได้ 2. ช่วยเร้าความสนใจ เพราะผู้เรียนสามารถใช้ประสาทสัมผัสได้ด้วย ตา หู และการสัมผัสจับต้อง 3. เป็นรากฐานในการพัฒนาการเรียนรู้และช่วยความทรงจำ อย่างถาวร สามารถนำ ประสบการณ์เดิมไป สัมพันธ์กับประสบการณ์ใหม่ได้ 4. ช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางความคิดอย่างต่อเนื่อง ทำ ให้เห็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันของสิ่งต่าง ๆ 21
บัตรคำ ศัพท์ (Flash Cards) The Digital Tips (2566) สื่อการสอนรูปแบบกระดาษชนิดหนึ่ง ที่ช่วยปูพื้นฐานด้านการจดจำ ของเด็ก ตั้งแต่ยังเล็ก เน้นให้เด็กใช้ทักษะการจดจำ และทักษะการฟัง โดยส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยคำ ศัพท์หรือ รูปภาพอยู่ในนั้น บัตรคำ เป็นเครื่องมือช่วยจำ เทคนิค Flashcard แพร่หลายมากในต่างประเทศ เพราะ นอกจากจะช่วยจดจำ คำ ศัพท์ภาษาอังกฤษที่ยาก ๆ แล้ว สามารถต่อยอดไปใช้กับวิชาอื่น ๆ ได้ด้วย อย่าง เช่น ช่วยจำ สูตรเคมี สูตรคณิตศาสตร์ต่าง ๆ หรือวันเดือนปีที่สำ คัญในประวัติศาสตร์ ที่อาศัยการจำ บัตร คำ เป็นวิธีท่องคำ ศัพท์ที่ง่ายและสามารถพกพาไปไหนสะดวก แถมยังสนุกกว่าด้วย เมื่อเทียบกับการต้อง ท่องศัพท์ตามสมุดจดคำ ศัพท์ หรือชีทคำ ศัพท์ที่ให้คำ ศัพท์มาทีละ 100 คำ 200 คำ นอกจากจะท่องคน เดียวแล้ว ยังชวนพ่อแม่พี่น้องมาช่วยถือ ช่วยเราทายคำ ศัพท์ ก็สร้างความอบอุ่น สนิทสนม สนุกสนาน เป็นบรรยากาศดี ๆ ทำ ให้เราสนุกกับการท่องคำ ศัพท์ไปด้วย การใช้งานบัตรคำ ศัพท์ The Digital Tips (2566) บัตรคำ ศัพท์ เป็นสื่อการการสอนพื้นฐานประเภทหนึ่งที่สามารถจัดทำ ได้ง่ายและสามารถ ใช้ได้ในระยะ เวลายาวนาน อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการสอนคำ ศัพท์ ใหม่ การทบทวน หรือการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ บัตรคำ ศัพท์ แสดงให้เห็นภาพที่เสมือนจริงจึงสามารถ ทำ ให้นักเรียนเข้าใจ คำ ศัพท์และความหมายของคำ นั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน บัตรคำ ศัพท์เหมาะกับใคร The Digital Tips (2566) เครื่องมือหรือสื่อการสอนชนิดบัตรคำ ที่ช่วยในการสอน คำ ศัพท์ ง่ายต่อการใช้ แต่มีประสิทธิภาพที่ช่วยให้ นักเรียนเรียนรู้คำ ศัพท์ใหม่ได้ดี และช่วยให้นักเรียน จดจําคำ ศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น Edwards (2006) Olenick and Pear (1980) นอกจากนี้ บัตรคำ ศัพท์ มี ประโยชน์มากสำ หรับครูและนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียน ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น 22
ประโยชน์ของบัตรคำ ศัพท์ 1. เด็กไม่จำ เป็นต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาก่อน เนื่องจากการฝึกด้วยบัตร คำ ศัพท์ จะดึงทักษะการมอง เห็น ฟัง และการสัมผัส มาช่วยให้เข้าใจความหมายศัพท์ ได้เป็นอย่างดี เด็กๆ จะดูภาพ มองเห็นตัวสะกด หูฟังเสียงอ่าน เลียนเสียงอ่านตาม สมองคิดเชื่อมโยงภาพ คำ ความหมายเข้าด้วยกัน มือสัมผัสบัตรคำ ได้ฝึกพูดคุยต่อยอด บทสนทนากับคุณแม่ คุณครู 2. บัตรคำ ช่วยสร้างคลังศัพท์ Sight Word คำ ที่เข้าใจความหมายทันทีเมื่อเห็นโดยไม่ต้องท่อง และไม่ผ่าน กระบวนการแปล 3. กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก จะเป็นไปเช่นเดียวกับการเรียน ภาษาแม่ (Native Language) คือเห็นคำ แล้วเข้าใจความหมายทันที และนำ มาใช้ได้ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปล หรือหยุด คิดเรียบเรียงให้ถูก ไวยากรณ์ก่อนพูด ถ้าฝึกด้วยกระบวนการนี้ต่อเนื่อง เด็กๆ จะพัฒนาเป็นเด็กสองภาษา (Bilingual) 4. กระตุ้นให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้นไม่ต้องท่อง ลดขั้นตอนการฝึกสะกดคำ ช่วยให้เด็กๆ สนุกกับการเรียนคำ ศัพท์มากขึ้น 5. ฝึกเรียนรู้คำ ศัพท์ตามหมวด (Theme-based Vocabulary) ที่พบเห็นได้ บ่อยในชีวิตประจำ วัน เช่น เครื่องแต่งกาย ของใช้ในบ้าน ในโรงเรียน ผัก ผลไม้ ฯลฯ 6.ต่อยอดความรู้เรื่องศัพท์สู่ทักษะฟัง-พูด และ การจับใจความ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน 23
ตาวิเศษ (Magic eyes) ใช้บัตรคําศัพท์สอนให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามทีละคำ และติดบัตรคำ ศัพท์บนกระดานใน แนว เดียวกัน ให้นักเรียนอ่านออกเสียงแบบมีจังหวะอีก 1-2 ครั้ง หรือจนกว่านักเรียนจะอ่านได้คล่อง ดึงคำ ศัพท์ออกทีละคำ และให้นักเรียนอ่านออกเสียงเป็นจังหวะเหมือนเดิม จนกว่าจะไม่เหลือบัตร คำ บนกระดาน นําเสนอแบบรวดเร็ว (Flash) ใช้บัตรคำ ศัพท์สอนให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามทีละคำ จากนั้นครูนำ เสนอบัตรคำ ศัพท์อีกครั้ง อย่างรวดเร็วและให้นักเรียนตอบ นําเสนอแบบช้าช้า (Slowly) ใช้บัตรคำ ศัพท์สอนให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามทีละคำ จากนั้นครูนำ เสนอบัตรคำ ศัพท์ อย่างช้าช้า ทีละนิด ๆ และให้นักเรียนตอบ ฉันหายไปไหน (What's missing) ใช้บัตรคำ ศัพท์สอนให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามทีละคำ จากนั้นติดบัตรคำ ศัพท์บนกระดาน ให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามบัตรคำ ศัพท์ที่ติดบนกระดานอีกครั้ง จากนั้นให้ให้นักเรียน หลับตา และ ดึงบัตรคำ ศัพท์ออกครั้ง 1 คำ หรือมากกว่าก็ได้ จากนั้นให้นักเรียนตอบว่าบัตรคำ ศัพท์ บัตรไหนหายไป อ่านปากของฉันนะ (Lip reading) ใช้บัตรคำ ศัพท์สอนให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามทีละคำ จากนั้นติดบัตรคำ ศัพท์บนกระดาน ให้นักเรียนมองที่ปากของครู จากนั้นครูอ่านคำ ศัพท์โดยไม่มีเสียง และให้นักเรียนตอบ เทคนิคการใช้บัตรคำ ศัพท์ 1. 2. 3. 4. 5. 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน 24
วิธีการทำ บัตรคำ ศัพท์ The Digital Tips (2566) วิธีทำ Flashcard นั้นก็ง่ายๆ ก่อนอื่นเราต้องแบ่งกลุ่มคำ ศัพท์ที่เราท่องจำ ออกเป็นกลุ่มๆก่อน แล้วแต่ สะดวก บางคนอาจจะแบ่งออกเป็นประเภท อย่างเช่น ประเภทคำ ศัพท์ที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ประเภท คำ ศัพท์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือบางคนแบ่งกลุ่มคำ ศัพท์ออกตามระดับความจำ ของตัวเอง แบ่งเป็น กลุ่มคำ ศัพท์ที่ใหม่ที่จำ ไม่ค่อยได้ และคำ ศัพท์ที่จำ ได้แล้วแต่อยากทบทวน แนะนำ การทำ Flashcard แบบแบ่งตามระดับความจำ เพราะได้ผลมากกว่า เพราะถ้าเราแบ่งตามประเภท คำ ศัพท์ที่เรา จำ ได้อยู่แล้วและคำ ที่จำ ไม่ค่อยได้ก็จะปนกันอยู่ ถ้าประเภทคำ ศัพท์ไหนที่คำ ศัพท์ที่เราจำ ได้อยู่แล้วเยอะ คำ ใหม่ ๆ ที่อยากจะท่องให้จำ ได้ก็จะยิ่งน้อย คือเราจะเสียเวลาไปกับคำ ศัพท์จำ ได้อยู่แล้ว เราแบ่งตาม ระดับความจำ โดยเรียงจากที่จำ ได้มากที่สุดเจอบ่อยแล้ว ไปถึง คำ ศัพท์ใหม่ ๆ ที่เรา จำ ไม่ค่อยได้ จะแบ่ง ออกเป็นกี่กลุ่มก็ได้ เรียงตามลำ ดับการจำ คำ ศัพท์ของตัวเอง เรียงจากที่จำ ได้มากที่สุด เจอบ่อยที่สุด ไปหา คำ ศัพท์ที่เพิ่งเจอมาหรือยังจำ ไม่ค่อยได้เลย เรียงไปตามลำ ดับ 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน ขนาดของบัตรคำ ศัพท์ 1. ขนาด 8x8 เซนติเมตรเหมาะสำ หรับสอนเด็กอายุ 2-3 ปี เป็นการเริ่มต้นสอนอย่างง่ายเกี่ยวกับรูปภาพ หรือพยัญชนะ เพราะใน Flash Cards จะมีเพียงรูปภาพหรือพยัญชนะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น รายละเอียดใน บัตรคำ จะไม่เยอะ เพื่อฝึกเด็กได้โฟกัสที่ภาพและพยัญชนะเท่านั้น 2. ขนาด 10x8 เซนติเมตร และ ขนาด 13x8 เซนติเมตร เหมาะสำ หรับผู้ปกครองนำ ไปใช้เป็นสื่อการสอน เด็กอายุ 4-5 ปี เด็กวัยนี้สามารถอ่านและสะกดคำ สั้น ๆ ได้บ้างแล้ว เมื่อเด็กเริ่มอ่านคำ ศัพท์ ได้คล่อง ผู้ปกครอง สามารถเพิ่มระดับความยากลงไปในคำ ศัพท์ได้เลย ซึ่งเหมาะกับเด็กอายุ 5-6 ปี เพราะเป็นวัยที่ ชอบอะไรที่ท้าทายและมีระดับความยาก 3.ขนาด 19x13 เซนติเมตร เหมาะสำ หรับเด็ก 2-6 ปี เพราะมี ขนาดใหญ่ที่นิยมใช้จะเป็น Flash Cards จำ นวนตัวเลข วันทั้ง 7 เดือนทั้ง 12 เดือน ฯลฯ ผู้ปกครอง สามารถนำ ไปแปะตามผนังห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ ห้องครัว ความสูงให้อยู่ในระดับสายตาเด็กมองเห็นได้ ชัดเจน เป็นการส่งเสริมทักษะการจดจำ ให้เด็ก ๆ 25
ข้อควรคำ นึงของบัตรคำ ศัพท์ 1. ความทนทาน (ความหนาของกระดาษ) แฟลชการ์ดที่เราจะซื้อควรจะต้องผลิตมาจากกระดาษหรือวัสดุ ที่มีความทนทานในระดับหนึ่ง ไม่ควรที่จะฉีกได้ง่ายเมื่อเกิดการถือหรือจับบ่อย ๆ ยิ่งโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ อาจจะหยิบจับรุนแรง ดังนั้นการ์ดจะต้องมี ความแข็งแรงในระดับหนึ่ง 2. หมวดหมู่ของแฟลชการ์ด ข้อมูลบนแฟลชการ์ดจะมีหลายหมวดหมู่ให้ผู้ปกครองได้เลือก อย่างเช่น หมวดผลไม้, หมวดสัตว์, หมวดอาชีพ หรือหมวดสี หากต้องการสอนเด็กในเรื่องไหน ก็ให้เลือกซื้อหมวดนั้นมา 3. ภาพและสีสวย เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็ก ภาพและสีถือว่าเป็นองค์ประกอบสำ คัญครับ โดยคุณจะต้องเลือกแฟลช การ์ดที่ดีไซน์ออกมาได้สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นสีที่มีความสดและภาพประกอบน่ารัก ๆ ทำ ให้เด็กเกิดความร่วมมือในระหว่างการเรียนการ สอน 4. วัยที่เหมาะสม ในรายละเอียดจะมีการบอกช่วงอายุหรือวัยที่เหมาะสมสำ หรับการให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ซึ่งก่อนที่จะใช้งาน ต้องอ่านรายละเอียดส่วนนี้ให้แน่ใจก่อนว่ามันเหมาะกับช่วงวัยของเด็ก 3. สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน สรุปได้ว่า บัตรคำ ศัพท์มีความจำ เป็นต่อการเรียนรู้เป็นอย่างมากทั้งหลาย ๆ ด้านนับว่าเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่ง ที่สามารถนำ เอามาใช้ได้ตั้งแต่ขั้นนำ ขั้นสอน และขั้นสรุปโดยเนื้อหาของบัตรคำ ศัพท์จะอยู่ที่เรื่องที่ครูจะใช้สอน นำ มาปรับใช้กับบัตรคำ เพื่อเพิ่มสีสันในการเรียนทักษะที่เด็กจะได้รับ นับว่าบัตรคำ ศัพท์จริงเป็นสื่อประดิษฐ์ที่ยัง ใช้ได้ดีเลยทีเดียว 26
2.4.1 คำ ควบกล้ำ มณฑา จันทร์ไข่ (2555) ศึกษาวิจัยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. โดยมี1) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่าน และการ เขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบ เทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ก่อน และหลังการใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนรู้ ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 4) เพื่อ การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ควบ กล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษาพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ ด้านการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำ คัญทางสถิติที่ระดับ.05 ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 เท่ากับ .69 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าใน การเรียนร้อยละ 69 ทั้งนี้เพราะแบบฝึกทักษะการ อ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.38/87.02 .สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประพันธ์ สังการ (2559) ศึกษาวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านค้าควบกล้ำ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการออกเสียงคำ ควบกล้ำ ของ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังการใช้แบบฝึกพบว่าดีกว่าก่อนการใช้แบบฝึกอย่างมีนัยสำ คัญทางสถิติที่ระดับ.05ทั้งนี้ เพราะการใช้แบบฝึกการออกเสียงคำ ควบกล้ำ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนั้นทำ ให้ นักเรียนได้ฝึกออกเสียงบ่อย ๆ และมี ขั้นตอนการฝึกจากง่ายไปหายาก จนกระทั่งนักเรียนเกิด ความเคยชินและสามารถออกเสียงคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้อง มากยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่งคือแบบฝึกเป็น เครื่องมือสำ คัญที่ช่วยให้การเรียนการสอนด้านทักษะบรรลุวัตถุประสงค์ ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ 27
2.4.1 คำ ควบกล้ำ สุรัสวดี จันทพันธ์ (2566) ศึกษาวิจัยการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนสว่างโดยใช้ชุดกิจกรรมการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ร่วมกับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียน คำ ควบกล้ำ ของนักเรียนก่อนและหลังการส่งเสริม โดยใช้ชุดกิจกรรมการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ร่วมกับ การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร และเปรียบเทียบหลังการส่งเสริมกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม และเพื่อ เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ของนักเรียนหลังการส่งเสริม โดยใช้ชุดกิจกรรม การอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ร่วมกับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร กับเกณฑ์ดัชนีความก้าวหน้าที่ตั้งไว้ที่ร้อย ละ 50 ขึ้นไป ผลการศึกษาพบว่านักเรียน มีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง คำ ที่มี ร ล เป็นพยัญชนะต้น ใน วงจรที่ 1 และวงจรที่ 2 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มทุกคน โดยภาพรวม นักเรียนมีความก้าวหน้า ทางการเรียนรู้ในวงจรที่ 1 ผ่านเกณฑ์ดัชนีความก้าวหน้าที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยให้การเสริม แรงด้วยเบี้ยอรรถกร ผู้วิจัยได้สังเกตถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากนักเรียนได้ รับสติกเกอร์ดาวซึ่งเป็นตัวเสริมแรง ที่ส่งผลให้นักเรียนมีกำ ลังใจในการฝึกมากขึ้น มีความขยันและตั้งใจในการทำ กิจกรรม เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกรตามเงื่อนไขที่กำ หนดไว้ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเรื่องคำ ควบกล้ำ จำ นวน 3 ฉบับที่คณะผู้จัดทำ เลือกศึกษาได้แก่การใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการ อ่านค้าควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการอ่านและการเขียนคำ ควบ กล้ำ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เหตุผลเพราะงานวิจัยทั้ง 3 ฉบับเป็นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ปัญหา คำ ควบกล้ำ โดยการใช้แบบฝึกหัด ชุดกิจกรรม ชุดการเขียน ผลการศึกษาล้วนเน้นผุ้เรียนเป็นสำ คัญและมีรูปแบบ การจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายน่าสนใจ 28
2.4.1 คำ ควบกล้ำ สุรัสวดี จันทพันธ์ (2566) ศึกษาวิจัยการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนสว่างโดยใช้ชุดกิจกรรมการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ร่วมกับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียน คำ ควบกล้ำ ของนักเรียนก่อนและหลังการส่งเสริม โดยใช้ชุดกิจกรรมการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ร่วมกับ การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร และเปรียบเทียบหลังการส่งเสริมกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม และเพื่อ เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ของนักเรียนหลังการส่งเสริม โดยใช้ชุดกิจกรรม การอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ ร่วมกับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร กับเกณฑ์ดัชนีความก้าวหน้าที่ตั้งไว้ที่ร้อย ละ 50 ขึ้นไป ผลการศึกษาพบว่านักเรียน มีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง คำ ที่มี ร ล เป็นพยัญชนะต้น ใน วงจรที่ 1 และวงจรที่ 2 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มทุกคน โดยภาพรวม นักเรียนมีความก้าวหน้า ทางการเรียนรู้ในวงจรที่ 1 ผ่านเกณฑ์ดัชนีความก้าวหน้าที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยให้การเสริม แรงด้วยเบี้ยอรรถกร ผู้วิจัยได้สังเกตถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากนักเรียนได้ รับสติกเกอร์ดาวซึ่งเป็นตัวเสริมแรง ที่ส่งผลให้นักเรียนมีกำ ลังใจในการฝึกมากขึ้น มีความขยันและตั้งใจในการทำ กิจกรรม เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกรตามเงื่อนไขที่กำ หนดไว้ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเรื่องคำ ควบกล้ำ จำ นวน 3 ฉบับที่คณะผู้จัดทำ เลือกศึกษาได้แก่การใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนคำ ควบกล้ำ สำ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการ อ่านค้าควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการอ่านและการเขียนคำ ควบ กล้ำ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เหตุผลเพราะงานวิจัยทั้ง 3 ฉบับเป็นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ปัญหา คำ ควบกล้ำ โดยการใช้แบบฝึกหัด ชุดกิจกรรม ชุดการเขียน ผลการศึกษาล้วนเน้นผุ้เรียนเป็นสำ คัญและมีรูปแบบ การจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายน่าสนใจ 29
2.4.2 สื่อประดิษฐ์ วีรยา ทองไทร (2556) ศึกษาเรื่องการพัฒนาการพูดเล่าเรื่องโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์ประกอบบัตรภาพ และบัตรคำ สำ หรับเด็กอนุบาล โรงเรียนบ้านดอนสำ ราญ ตำ บลแม่รำ พึง อำ เภอบางสะพาน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ โดยวัตถุประสงค์เพื่อ1) เปรียบเทียบความสามารถทักษะทางภาษาของนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมพูดเล่าเรื่องโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์ ประกอบบัตรภาพและ บัตรคำ 2) ศึกษาคะแนนพัฒนาการทางภาษาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัด กิจกรรมพูดเล่าเรื่องโดยใช้ แผนการจัดประสบการณ์ ประกอบบัตรภาพและบัตรคำ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 อายุระหว่าง 5-6 ปี จำ นวน 15 คน แยกออกเป็นเพศชาย 8 คน เพศหญิง 7 คน ของ โรงเรียนโรงเรียนบ้านดอนสำ ราญ ตำ บลแม่ รำ พึงอำ เภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการพูดเล่า เรื่องโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์ ประกอบบัตรภาพและ บัตรคำ สำ หรับเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 และแบบ ประเมินความสามารถทักษะทางภาษา ของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 จําแนกเป็นความสามารถทางด้านการฟัง การ พูด การอ่าน และการเขียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1)ความสามารถทักษะทางภาษา ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมพูดเล่าเรื่อง โดยใช้แผนการจัดประสบการณ์ ประกอบบัตรภาพและบัตรคำ ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำ คัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนพัฒนาการทางภาษา ของเด็กอนุบาลชั้นปี ที่ 2 หลังการจัดกิจกรรม การพูดเล่าเรื่องโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์ ประกอบบัตรภาพและบัตรคำ มี คะแนนเฉลี่ยพัฒนาการทาง ภาษาก่อนจัดกิจกรรมเท่ากับ 30.06 และมีคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการทางภาษาหลัง จัดกิจกรรมเท่ากับ 62.00 คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 31.93 คิดเป็นร้อยละ 39.91 ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยใช้การจัดกิจกรรมการพูดเล่าเรื่องโดยใช้แผน การจัดประสบการณ์ ประกอบบัตรภาพ และบัตรคำ สามารถส่งเสริมความสามารถทักษะทางภาษา ด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ของเด็กอนุบาลปีที่ 2 สูงขึ้น รวมทั้งครูก็มีส่วนสำ คัญที่ช่วยกระตุ้น เสริมแรง โน้มน้าวให้เด็กอยาก ร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถทักษะทางภาษามากยิ่งขึ้น 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 30
2.4.2 สื่อประดิษฐ์ ณัฐชิมากรณ์ หนูส่ง(2562) ศึกษาเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านคำ พื้นฐานของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้บัตรคำ และบัตรภาพ. โดยวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านคำ พื้น ฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการศึกษาพบว่า จากการทดสอบผลสัมฤทธิ์การอ่านค่า พื้นฐานที่สอน โดยใช้บัตรคำ และบัตรภาพ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถสรุปผล การ วิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้ จากการเปรียบเทียบผลคะแนนการ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านคำ พื้นฐานของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้ บัตรค้าและบัตรภาพระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นเองเป็นสื่อ จำ นวน 10 เรื่อง จากแผนการจัดการเรียนรู้วัดผลสัมฤทธิ์การอ่านคำ พื้นฐานของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บัตร และบัตร ภาพ ก่อน-หลัง ผลการศึกษาพบว่าการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ การอ่านคำ พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บัตรคำ และบัตรภาพ หลังการฝึกอ่านสูงกว่าก่อน การฝึกอ่านออกเสียง ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้ ทั้งนี้เพราะการใช้ชุดฝึกการอ่านคำ พื้นฐานที่สอนโดยใช้ บัตรคำ และบัตรภาพนี้สามารถแก้ปัญหาการอ่านได้ เพราะเป็นการเรียนรู้จากสื่อที่นักเรียนสนใจ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งบัตรคำ และบัตรภาพที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นสื่อการสอนบัตรคำ และบัตรภาพ เรื่องราวเกี่ยวเรื่องมาตราตัว สะกดในภาษาไทย สอดแทรกข้อคิด เนื้อหา ความรู้ ของคํายากในบทเรียน ค่าใหม่ในบทเรียน คติ สอนใจและสั่ง สอนอบรมความดีงาม บัตรคำ และบัตรภาพเหมาะกับการนํามาเป็นสื่อใน ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่ามี คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำ คัญทาง สถิติที่ระดับ .05 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 31
2.4.2 สื่อประดิษฐ์ ฉัตรวรรณ์ ลัญฉวรรธนะกร (2560) ศึกษาเรื่องสอนอ่านสะกดคำ ด้วยสื่อทำ มือ. โดยวัตถุประสงค์เพื่อ ช่วยให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ ผลการศึกษาพบว่าสื่อการสอนอ่านในลักษณะต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นต่างเป็นสื่อที่ มีลักษณะที่นักเรียนสามารถ จับต้อง สัมผัสได้ นักเรียนใช้สื่อได้ด้วยตนเองตามที่ต้องการ มีสีสันและการใช้ สิ่งชี้แนะ (cueing) ที่ช่วยในการสังเกต เรียนรู้ ทำ ความเข้าใจ และช่วยให้จดจำ ได้ดี เพราะฉะนั้นครูสามารถ สร้างสรรค์สื่อ การเรียนการสอนที่ครูผลิตขึ้นเองในลักษณะต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาหรืออาจปรับ ประยุกต์ให้มีรูป แบบต่าง ๆ ที่น่าสนใจและสอดคล้องกับทักษะการอ่านที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียน ได้ ซึ่งครูอาจหาแนวทางในการ สร้างสื่อได้จากแหล่งทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากครูจะเป็นผู้ผลิตสื่อการสอนอ่านต่าง ๆ เองแล้ว ยังสามารถให้นักเรียนได้ มีโอกาสสร้างสื่อการเรียนรู้ง่าย ๆ ด้วยตนเองได้ นอกจากนักเรียนจะได้เรียนรู้ การอ่านสะกดคำ แล้วยังช่วยให้น้าเรียนเกิดความสนุกสนาน และจดจำ เนื้อหาความรู้ได้ดีขึ้นจากเดิมอีกด้วย 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเรื่องสื่อประดิษฐ์ 3 ฉบับที่คณะผู้จัดทำ เลือกศึกษาได้แก่การพัฒนาการพูดเล่าเรื่องโดยใช้ แผนการจัดประสบการณ์ประกอบบัตรภาพและบัตรคำ สำ หรับเด็กอนุบาล โรงเรียนบ้านดอนสำ ราญ ตำ บล แม่รำ พึง อำ เภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การสอนอ่านสะกดคำ ด้วยสื่อทำ มือ และการพัฒนาผล สัมฤทธิ์การอ่านคำ พื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้บัตรคำ และบัตรภาพ เหตุผลเพราะ งานวิจัยทั้ง 3 ฉบับเป็นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้สื่อประดิษฐ์เพื่อพัฒนานักเรียนใช้แก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ โดยผล ศึกษาของทั้ง 3 ฉบับนั้นแสดงให้เห็นว่าสื่อประดิษฐ์มีประสิทธิภาพในการนำ มาจัดการเรียนการสอน 32
บทที่ที่ ที่ที่3 วิวิ วิ ธีวิ ธี ธี กธี การดำดำดำดำเนินิ นิ นนิ นการสอน ในการจัด จั การเรีย รี นการสอน เรื่อ รื่ ง คำ ควบกล้ำ ชั้น ชั้ ประถมศึก ศึ ษาปีที่ ปีที่ 2 การจัด จั การเรีย รี นการสอนในชั้น ชั้ เรีย รี น เนื่อ นื่ งจากการจัด จั การเรีย รี นการสอนรูป รู แบบเดิม ดิ คือ คื การใช้ผู้ ช้ สผู้อนบรรยายเป็น ป็ หลัก ลั และมีสื่ มี อ สื่ กิจ กิ กรรมต่า ต่ งๆไม่เ ม่ พีย พี งพอส่ง ส่ ผล ให้ก ห้ ารเรีย รี นรู้ขรู้องผู้เผู้รีย รี นนั้น นั้ ไม่เ ม่ กิด กิประสิท สิ ธิภ ธิ าพสูง สู สุด สุ และไม่ต ม่ รงตามวัต วั ถุป ถุ ระสงค์ที่ ค์ ผู้ ที่ สผู้อนได้ตั้ ด้ ง ตั้ไว้ เพื่อ พื่ ให้ก ห้ ารเรีย รี การสอน ดำ เนิน นิ ต่อ ต่ ไปและส่ง ส่ ผลให้ก ห้ ารเรีย รี รู้ขรู้องผู้เผู้รีย รี นมีปมี ระสิท สิ ธิภ ธิ าพสูง สู สุด สุ ผู้สผู้อนจึง จึ มีก มี าวางแผนการจัด จั การเรีย รี นรู้ใรู้ห้ส ห้ อดคล้อ ล้ งกับ กั พฤติก ติ รรมการเรีย รี นรู้ขรู้องผู้เผู้รีย รี น คือ คื การจัด จั การเรีย รี นการสอนโดยใช้สื่ ช้ อ สื่ ประดิษ ดิ ฐ์สื่อ สื่ บัต บั รคำ และกิจ กิ กรรมเกมต่า ต่ งๆเพื่อ พื่ รองรับ รั รูป รู แบบการจัด จั การเรีย รี นการสอนในชั้น ชั้ เรีย รี น ดัง ดั นั้น นั้ คณะผู้จัผู้ด จั ทำ รายงานจึง จึ มีวิ มี ธี วิ ก ธี ารดำ เนิน นิ งานตามขั้น ขั้ ตอนตามหลัก ลั การออกแบบกระบวนการเรีย รี นรู้ขรู้อง ADDIE Model โดยมีก มี ารจัด จั การเรีย รี น การสอน 1รูป รู แบบ ดัง ดั ต่อ ต่ ไปนี้ 33
ขั้น ขั้ ที่ 1 การวิเ วิ คราะห์กิ ห์ จ กิ กรรมที่ปที่ ฏิบั ฏิ ติ บัใติ นขั้น ขั้ นี้ ได้แ ด้ ก่ 1)การวิเ วิ คราะห์ปัห์ ญ ปั หาและความต้อ ต้ งการในการเรีย รี นการสอน เนื่อ นื่ งจากการจัด จั การเรีย รี นการสอนรูป รู แบบเดิม ดิ คือ คื การใช้ผู้ ช้ สผู้อนบรรยายเป็น ป็ หลัก ลั และมีสื่ มี อ สื่ กิจ กิ กรรมต่า ต่ ง ๆ ไม่เ ม่ พีย พี งพอส่ง ส่ ผลให้ก ห้ ารเรีย รี นรู้ขรู้องผู้เผู้รีย รี นนั้น นั้ ไม่เ ม่ กิด กิประสิท สิ ธิภ ธิ าพสูง สู สุด สุ และไม่ต ม่ รงตามวัต วั ถุป ถุ ระสงค์ที่ ค์ ผู้ ที่ สผู้อนได้ตั้ ด้ ง ตั้ไว้ 2)การวิเ วิ คราะห์ร ห์ ะบบ สิ่ง สิ่ แวดล้อ ล้ ม และสภาพองค์ก ค์ ร เพื่อ พื่ พิจ พิ ารณาถึง ถึ ทรัพ รั ยากรและอุป อุ สรรคต่า ต่ งๆ เนื่อ นื่ งจากการจัด จั การเรีย รี นการสอนรูป รู แบบเดิม ดิ คือ คื การใช้ผู้ ช้ สผู้อนบรรยายเป็น ป็ หลัก ลั ส่ง ส่ ผลให้ก ห้ ารเรีย รี นรู้ขรู้องผู้เผู้รีย รี น นั้น นั้ ไม่เ ม่ กิด กิประสิท สิ ธิภ ธิ าพสูง สู สุด สุ และไม่ต ม่ รงตามวัต วั ถุป ถุ ระสงค์ที่ ค์ ผู้ ที่ สผู้อนได้ตั้ ด้ ง ตั้ไว้ จึง จึ ต้อ ต้ งมีก มี ารจัด จั การเรีย รี นการสอนโดยใช้ สื่อ สื่ ประดิษ ดิ ฐ์ สื่อ สื่ บัต บั รคำ และกิจ กิ กรรมเกมต่า ต่ ง ๆ เพื่อ พื่ ให้ส ห้ อดคล้อ ล้ งกับ กั พฤติก ติ รรมการเรีย รี นรู้ขรู้องผู้เผู้รีย รี นและรองรับ รั รูป รู แบบการจัด จั การเรีย รี นการสอนในชั้น ชั้ เรีย รี น 3)การศึก ศึ ษาลัก ลั ษณะของกลุ่มลุ่ ประชากร เนื่องจากเนื้อหาที่จะนำ มาสอนเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำ ควบกล้ำ ดังนั้นจึงต้องศึกษาหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 วิชาภาษาไทย เพื่อพิจารณาเนื้อหาว่าเรื่องคำ ควบกล้ำ อยู่ใน มาตรฐานและตัวชี้วัดใดจากการพิจารณาพบว่าเนื้อหาเรื่องคำ ควบกล้ำ อยู่ใน มาตรฐาน ท 4.1 คือ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทาง ภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 4)การวิเ วิ คราะห์เ ห์ป้า ป้ หมายและจุด จุ ประสงค์ว่ ค์ า ว่ เป็น ป็ การเรีย รี นรู้ใรู้นลัก ลั ษณะใด - การจัด จั การเรีย รี นรู้โรู้ดยยึด ยึ ผู้เผู้รีย รี นเป็น ป็ สำ คัญ คั - การเรีย รี นรู้แรู้บบระดมสมอง - การจัด จั การเรีย รี นรู้โรู้ดยใช้ก ช้ ารเรีย รี นรู้เรู้ชิง ชิประสบการณ์ การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยใช้หลักการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของ ADDIE Model มีขั้นตอนดังนี้ 34
ขั้นที่ 2 การออกแบบกิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้แก่ 1) การกำ หนดเป้าหมาย/จุดประสงค์ที่สามารถสังเกตได้วัดได้ 1.1 ผู้เรียนบอกลักษณะของคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้อง (K) 1.2 ผู้เรียนสามารถจำ แนกคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้อง (P) 1.3 ผู้เรียนเห็นความสำ คัญของการจำ แนกและเขียนคำ ควบกล้ำ (A) 35
2) การกำ หนดเป้าหมาย/จุดประสงค์ที่สามารถสังเกตได้วัดได้จากจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ 2.1 ผู้เรียนบอกลักษณะของคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้อง (K) 2.2 ผู้เรียนสามารถจำ แนกคำ ควบกล้ำ ได้ถูกต้อง (P) 2.3 ผู้เรียนเห็นความสำ คัญของการจำ แนกและเขียนคำ ควบกล้ำ (A) การเรียนเรื่องคำ ควบกล้ำ จะต้องเริ่มจากการสอนความหมายของคำ ควบกล้ำ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ ลักษณะของคำ ควบกล้ำ และจึงสามารถจำ แนกคำ ควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ได้ 3) การวางแผนการสอน ขั้นที่ 1 ขั้นนำ เข้าสู่บทเรียน ( 15 นาที) 1. ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมของผู้เรียนโดยใช้เกมจับพยัญชนะชนสระ โดยผู้สอนจะกำ หนดพยัญชนะ และสระในรูปแบบของสื่อประดิษฐ์ (บัตรคำ ) โดยมีวิธีการเล่น ดังนี้ 1.1 ผู้สอนแจกบัตรคำ ให้ผู้เรียนโดยผู้เรียนจะได้รับพยัญชนะและสระ เมื่อนำ มารวมกันจะเป็น 1 พยางค์ เช่น คำ ว่า กา ผู้เรียนจะได้บัตรพยัญชนะ ก และบัตรพยัญชนะสระ า 1.2 ผู้สอนให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงพยางค์ที่ได้รับ พร้อมทั้งบอกว่าตัวใดคือพยัญชนะหรือสระ เช่น คำ ว่า กา พยัญชนะคือ ก สระคือ สระ า 2. ผู้สอนสรุปเกมจับพยัญชนะชนสระ และชี้แจงเรื่องที่จะเรียนคือเรื่องคำ ควบกล้ำ ขั้นที่ 2 ขั้นสอน ( 30 นาที) 1. ผู้สอนสอนเรื่องคำ ควบกล้ำ โดยใช้สื่อประดิษฐ์กล่องงานวัด (คำ ควบกล้ำ ) มหาสนุก โดยสื่อมี องค์ประกอบดังนี้ 1.1 คำ ควบกล้ำ แท้ ได้แก่พยัญชนะ ก ข ค ต ป พ และ ผ ควบกับ ร ล ว 1.2 คำ ควบกล้ำ ไม่แท้ ได้แก่ พยัญชนะ จ ซ ส ศ ควบกับ ร และ ทร ออกเสียง ซ 1.3 ชิงช้าสวรรค์คำ ควบกล้ำ แท้และไม่แท้ 1.4 ร้านค้าในงานวัด (ตัวอย่างคำ ควบกล้ำ ที่เจอในงานวัด) 2. ผู้สอนให้ผู้เรียนฟังเพลงคำ ควบกล้ำ พ่อกลับบ้าน จากแอปพลิเคชัน YouTube เป็นเพลงช่วยจำ เพื่อ ให้ผู้เรียนได้รับความรู้และทบทวนเพื่อนำ ความรู้ที่ได้รับ 36
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน จากนั้น ให้ผู้เรียนทำ กิจกรรมเกมแท้ไม่แท้แยกยังไง โดยมี วิธีการเล่นดังนี้ 3.1 ผู้เรียนทั้ง 4 กลุ่มจะได้รับบัตรคำ ควบกล้ำ แท้ 10 คำ และความกล้ำ ไม่แท้ 10 คำ คละกัน รวม 20 คำ พร้อมกล่องใส่คำ ควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ 3.2 ผู้เรียนทั้ง 4 กลุ่ม จะเริ่มเล่นพร้อมกัน โดยมีเวลากำ หนด 2 นาที 3.3 เมื่อครบเวลา 2 นาที ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละกลุ่ม เช่น ผู้ สอนตรวจสอบคำ ควบกล้ำ ของกลุ่มที่ 1 ผู้สอนจะหยิบคำ ศัพท์จากกล่องคำ ควบกล้ำ แท้หรือคำ ควบกล้ำ ไม่แท้และ ให้ผู้เรียนช่วยกันตอบว่าเพื่อนกลุ่มที่ 1 ตอบถูกหรือไม่ 3.4 ผู้สอนสรุปคะแนนของแต่ละกลุ่ม กลุ่มใดที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะและได้รับรางวัล ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป ( 15 นาที) 1. ผู้สอนให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดและยกตัวอย่างคำ ควบกล้ำ แท้ 1 คำ และคำ คำ ควบกล้ำ ไม่แท้ 1 คำ พร้อมทั้งบอกว่าพยัญชนะใดที่เป็นพยัญชนะควบกล้ำ เช่น คำ ควบกล้ำ แท้ คำ ว่า กล้า พยัญชนะควบกล้ำ คือ กล และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ คำ ว่า ไทร พยัญควบกล้ำ คือ ทร 2. ผู้สอนสรุปความรู้เรื่องคำ ควบกล้ำ คำ ควบกล้ำ กล ทร คร ขว 37
สื่อที่ใช้ในชั้นเรียน กิจกรรมเกมจับพยัญชนะชนสระ (สื่อบัตรคำ ) วิธีใช้สื่อ กิจกรรมเกมจับพยัญชนะชนสระ (สื่อบัตรคำ ) เป็นสื่อที่ใช้ทบทวนความรู้เดิมนำ สู่ความรู้ใหม่ ผู้สอนแจกบัตรคำ ให้ผู้เรียนโดยผู้เรียนจะได้รับพยัญชนะและสระ เมื่อนำ มารวมกันจะเป็น 1 พยางค์ เช่น คำ ว่า กา ผู้เรียนจะได้บัตรพยัญชนะ ก และบัตรพยัญชนะสระ า ผู้สอนให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงพยางค์ที่ได้รับ พร้อมทั้งบอกว่าตัวใดคือพยัญชนะหรือสระ เช่น คำ ว่า กา พยัญชนะคือ ก สระคือ สระ า 1. 2. 3. 38
สื่อกล่องงานวัด (คำ ควบกล้ำ ) มหาสนุก วิธีใช้สื่อ ผู้สอนใช้สื่อประดิษฐ์ กล่องงานวัด (คำ ควบกล้ำ ) มหาสนุกประกอบการสอนเรื่องคำ ควบกล้ำ เนื่องจาก สื่อมีการระบุพยัญชนะควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้เพื่อเป็นข้อสังเกตให้ผู้เรียนจำ แนกคำ ควบ กล้ำ ได้ถูกต้อง ร้านค้าที่ปรากกฎอยู่ในสื่อเป็นตัวอย่างคำ ควบกล้ำ ที่สามารถพบเจอในงานวัด ผู้สอนยกตัวอย่างให้ ผู้เรียนเข้าใจคำ ควบกล้ำ มากยิ่งขึ้น เมื่อผู้สอนจบแล้วเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน สามารถใช้ชิงช้าสวรรค์คำ ควบกล้ำ ที่ มีทั้งคำ ควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้หมุนเพื่อสุ่มคำ ควบกล้ำ ให้นักเรียนตอบว่าคำ ที่ได้นั้นเป็น คำ ควบกล้ำ แท้หรือไม่แท้ 1. 2. 3. 39
สื่อกิจกรรมเกมแท้ไม่แท้แยกยังไง (สื่อบัตรคำ ) วิธีใช้สื่อ ผู้สอนให้ผู้เรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน จากนั้น ให้ผู้เรียนทำ กิจกรรมเกมแท้ไม่แท้แยกยังไง โดยมี วิธีการเล่นดังนี้ ผู้เรียนทั้ง 4 กลุ่มจะได้รับบัตรคำ ควบกล้ำ แท้ 10 คำ และความกล้ำ ไม่แท้ 10 คำ คละกันรวม 20 คำ พร้อมกล่องใส่คำ ควบกล้ำ แท้และคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ ผู้เรียนทั้ง 4 กลุ่ม จะเริ่มเล่นพร้อมกัน โดยมีเวลากำ หนด 2 นาที เมื่อครบเวลา 2 นาที ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละกลุ่ม เช่น ผู้สอนตรวจ สอบคำ ควบกล้ำ ของกลุ่มที่ 1 ผู้สอนจะหยิบคำ ศัพท์จากกล่องคำ ควบกล้ำ แท้หรือคำ ควบกล้ำ ไม่แท้และ ให้ผู้เรียนช่วยกันตอบว่าเพื่อนกลุ่มที่ 1 ตอบถูกหรือไม่ ผู้สอนสรุปคะแนนของแต่ละกลุ่ม กลุ่มใดที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะและได้รับรางวัล 1. 2. 3. 4. 5. 40
ขั้นที่ 3 การพัฒนากิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้แก่ 1) การสร้างสื่อ/กิจกรรมการเรียนการสอนตามที่ได้ออกแบบไว้ 2) การทดสอบสื่อ/กิจกรรมการเรียนการสอนกับกลุ่มเป้าหมาย 3) การปรับปรุงสอ/กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อประดิษฐ์ กล่องงานวัด (คำ ควบกล้ำ ) มหาสนุก สื่อประดิษฐ์ (บัตรคำ ) กิจกรรมจับพยัญชนะชนสระ สื่อประดิษฐ์ (บัตรคำ ) กิจกรรมเกมแท้ไม่แท้แยกยังไง สื่อเพลงคำ ควบกล้ำ พ่อกลับบ้าน จากแอปพลิเคชัน YouTube ขั้นที่ 4 การนำ ไปใช้ กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ คือ การนำ สื่อ/กิจกรรมการเรียนการสอนที่สร้างขึ้น ได้แก่ 1. 2. 3. 4. ขั้นที่ 5 การประเมินกิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้แก่ 1) การสร้างเครื่องมือเพื่อประเมินกิจกรรมการเรียนการสอนตามจุดประสงค์ที่กำ หนดไว้ - สร้างแบบสังเกตผู้เรียนระหว่างทำ กิจกรรมการเรียนการสอน - สร้างแบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทำ งานระบบกลุ่ม - สร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู และ ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง 41
- แบบสังเกตผู้เรียนระหว่างทำ กิจกรรมการเรียนการสอน 42
- แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทำ งานระบบกลุ่ม 43
- แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ของครู และให้ผู้เรียนประเมินตนเอง 44