The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มที่ 2 นักบริหารยุคดิจิทัล
1. การเป็นผู้ใฝ่รู้และมีวิสัยทัศน์
2. หลักธรรมาภิบาล และความซื่อสัตย์สุจริต
3. สมรรถนะด้านการใช้เครื่องมือการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yongyutt.tha, 2021-07-03 02:45:38

รายงานกลุ่ม 2 นักบริหารยุคดิจิทัล

กลุ่มที่ 2 นักบริหารยุคดิจิทัล
1. การเป็นผู้ใฝ่รู้และมีวิสัยทัศน์
2. หลักธรรมาภิบาล และความซื่อสัตย์สุจริต
3. สมรรถนะด้านการใช้เครื่องมือการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

1

2

การเปน็ ผู้ใฝ่รู้และมวี สิ ยั ทัศน์ หลักธรรมาภบิ าล ความซอ่ื สัตยส์ ุจริต

และสมรรถนะดา้ นการใช้เครื่องมอื การเรยี นรใู้ นยุคดจิ ิทัล

จดั ทําโดย

นางสาวจันทร์ประภา คาํ ย้มิ 63221278037

นางปรุ ิมปรัชญ์ ธูปหอม 63221278038

นางสาวสุฑารัตน์ วเิ ศษพานิช 63221278039

นายยงยุทธ ธวัชวงษ์ 63221278040

นางอรวรรณ ธวชั วงษ์ 63221278041

หลักสตู รครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา แผน ก ห้อง 2

เสนอ

ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ทปี พพิ ฒั น์ สนั ตะวนั

รายงานนี้เปน็ ส่วนหนึง่ ของการเรยี นรายวชิ า 1165301 นักบรหิ ารยุคดิจทิ ัล
หลกั สูตรครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา รุ่นท่ี 22
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์

3



คาํ นาํ

รายงานการศึกษาค้นคว้าฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชานักบริหารยุคดิจิทัล รหัสวิชา 1165301
โดยกลมุ่ ผศู้ กึ ษาไดร้ ับมอบหมายให้ศึกษาคน้ ควา้ ข้อมูลในหัวข้อ การเปน็ ผ้ใู ฝ่รู้และมีวสิ ยั ทศั น์ หลกั ธรรมาภบิ าล
และความซ่ือสัตย์สุจริตและสมรรถนะด้านการใช้เคร่ืองมือการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ท่ีได้ศึกษาค้นคว้ามาสรุป
และเผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจ ในการนาข้อมูลไปใช้เพื่อการศึกษา หรือใช้ประกอบการทางานต่าง ๆ โดยกลุ่ม
ผู้ศึกษาได้สืบค้นข้อมูลเนื้อหา จากแหล่งที่มาท่ีหลากหลาย อาทิ วิทยานิพนธ์ งานวิจัย บทความ วิจัยจาก
มหาวทิ ยาลัยต่าง ๆ ผา่ นสื่อออนไลน์ และได้อา้ งอิงขอ้ มลู สาหรับผ้ทู ่ีสนใจต้องการสืบคน้ เพมิ่ เติม

กลุ่มผู้ศึกษาขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทีปพิพัฒน์ สันตะวัน อาจารย์ประจาวิชานักบริหาร
ยุคดิจิทัล ที่ให้ข้อเสนอในการทารายงานการศึกษาค้นคว้า รวมถึงสนับสนุนและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีย่ิง
ทาให้รายงานการศึกษาค้นคว้านบี้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์ดว้ ยความเรียบร้อย กลุม่ ผศู้ กึ ษาหวังเป็นอย่างย่ิงวา่ รายงาน
การศึกษาค้นคว้าเร่ืองนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านการเรียนรู้ให้มี
ประสิทธภิ าพมากย่งิ ขึน้

คณะผู้จัดทา

สารบัญ 4

เร่ือง ข
คํานาํ
สารบญั หนา้
สารบญั ภาพ ก
บทที่ 1 การเปน็ ผู้ใฝเ่ รยี นรแู้ ละมวี ิสัยทศั น์ ข

1.1 การเปน็ ผใู้ ฝ่รู้ 1
- นยิ ามของการใฝร่ ู้ 1
- แหล่งเรียนรู้ของผูบ้ รหิ ารมืออาชพี 1
- หวั ใจสาคญั ของผู้ใฝร่ ู้ 1
1.2 วสิ ัยทัศน์ 3
- ความหมายของวิสัยทัศน์ 5
- การสร้างวิสยั ทัศน์ 5
- ลักษณะของวสิ ัยทศั นท์ ดี่ ี 7
บทท่ี 2 หลักธรรมาภิบาล และความซื่อสัตย์สุจรติ 10
- ความหมายของ ธรรมมาภบิ าล 11
- ความสาคญั ของหลักธรรมาภิบาล 11
- องคป์ ระกอบของหลักธรรมภิบาล 14
- เป้าหมายของหลักธรรมาภบิ าล 19
บทท่ี 3 สมรรถนะด้านการใช้เคร่ืองมือการเรยี นรใู้ นยุคดิจิทลั 24
- ความหมายเครื่องมือการเรยี นรูใ้ นยุคดิจิทลั 26
- ประเภทของเคร่ืองมือการเรียนรู้ในยคุ ดิจิทัล 26
- แหล่งสบื คน้ และการใชเ้ คร่ืองมือการเรยี นรใู้ นยุคดิจิทลั 26
- การประมวลผลข้อมลู และการนาเสนอ 37
- การตดิ ต่อสื่อสารและการประสานงาน 42
48
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
- ภาพกิจกรรม

สารบัญภาพ 5

เรื่อง ค
บทท่ี 1 การเปน็ ผใู้ ฝเ่ รยี นรแู้ ละมีวสิ ัยทศั น์
หนา้
ภาพท่ี 1.1 ภาพแสดงขอ้ มลู แหลง่ เรียนรู้ของผู้บริหารมืออาชีพ
ภาพท่ี 1.2 ภาพแสดงขอ้ มลู “หัวใจนกั ปราชญ์” 2
ภาพท่ี 1.3 แผนภาพแสดงองคป์ ระกอบของวสิ ยั ทัศนท์ ่ดี ี 4
ภาพที่ 1.4 แผนภาพแสดงข้ันตอนสาคญั ในกระบวนการสรา้ งวิสัยทศั น์ 5
9
ประกอบด้วยองค์ประกอบหลกั 5 ประการ
ภาพท่ี 1.5 รูปแบบวสิ ัยทศั น์ 10
บทท่ี 2 หลักธรรมาภบิ าลและความซอ่ื สตั ย์สุจรติ
ภาพท่ี 2.1 องค์ประกอบของหลักธรรมาภบิ าล 23
บทที่ 3 สมรรถนะดา้ นการใชเ้ ครอ่ื งมือการเรยี นรูใ้ นยุคดิจิทัล
ภาพที่ 3.1 ประเภทเครือ่ งมือดิจทิ ัลเพ่ือการเรียนรู้ 27
ภาพที่ 3.2 ภาพแบบจาลองการส่อื สารยุคดจิ ิทัล 49
ภาพท่ี 3.3 ภาพการสอื่ สารยุคดิจทิ ัล 50

11

การเป็นผ้ใู ฝ่เรียนรแู้ ละมวี ิสัยทศั น์

1.1 การเป็นผใู้ ฝเ่ รยี นรู้

1.1.1 นยิ ามของการใฝ่เรยี นรู้
พิเชษฐ ยศปัญญา (2552:6) กล่าวว่า ใฝ่รู้ใฝ่เรียน หมายถึง การท่ีนักเรียนมีความกระตือรือร้น ต้ังใจ
มุ่งมั่นในการเรียน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยการแสวงหาความรู้การสืบค้นข้อมูล จากแหล่งเรียนรู้ท้ัง
ภายในและภายนอกโรงเรียน การจดบันทึกสรุปความรู้ ประสบการณ์ และถ่ายทอด เผยแพร่องค์ความรู้ท่ีได้
จากการศึกษาค้นคว้าใหแ้ ก่ผู้อ่ืน
กระทรวงศึกษาธิการ (2555:22) กล่าวว่า ใฝ่เรียนรู้ หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความต้ังใจ
เพยี รพยายามในการเรยี น แสวงหาความรู้ จากแหลง่ เรียนรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ใฝ่เรียนรู้ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความต้ังใจ มุ่งมั่น กระตือรือร้น
อยากรู้อยากเหน็ สนใจ พอใจท่ีแสวงหาความรูด้ ้วยตนเองทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
1.1.2 แหล่งเรียนรูข้ องผู้บริหารมืออาชพี
คากล่าวท่ีว่า "ผู้ใดมีข้อมูล ผู้นั้นมีอานาจ" นับว่าเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะต่อการแข่งขันใน
สังคมสารสนเทศท่ีแต่ละองค์การต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและการพลวัตรของ
สิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและทันเวลา ดังน้ันผู้บริหารจึงต้องการการตอบสนองของข้อมูลที่ รวดเร็ว ชัดเจน
ทันสมัย สมบูรณ์ ถูกต้องและเชื่อได้ เทคโนโลยีสารสนเทศถูกนามาใช้เป็นเครื่องเชิงกลยุทธ์ เพ่ือสร้างความ
ได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์การ โดยเทคโนโลยีสารสนเทศถูกนามาประยุกต์ เพ่ือให้การปฏิบัติงานและ
การตัดสินใจของผู้บริหารมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด การเข้าถึงแหล่งข้อมูลเป็นปัจจัยสาคัญ
ในการจัดการสารเสนเทศให้มีความถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจง่าย และรวดเร็ว โดดทั่วไปแล้วผู้บริหารจะได้รับ
ขอ้ มูลจาก 3 แหล่ง ดังตอ่ ไปนี้

22

1) ข้อมูลที่ได้จากกระบวนการดาเนินงาน (Transaction Processing Data) เป็นข้อมูลท่ี
แสดงผลการปฏิบัติงานขององค์การ หน่วยงาน หรือระบบที่สนใจ ข้อมูลจากการดาเนินงานช่วยสร้างความ
เข้าใจและสะท้อนปัญหาท่ีเกิดข้ึนจากการดาเนินงานที่ผ่านในอดีต โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการ
ตรวจสอบ การควบคุม และการแก้ปัญหาการดาเนินงานโดยท่ัวไป ตลอดจนสามารถนามาประกอบการ
วางแผนท้ังในระยะส้ันและระยะยาว

2) ขอ้ มลู จากภายในองคก์ าร (Internal Data) เป็นข้อมูลที่จดั ทาขนึ้ ภายในองค์การ เพ่ือแสดงใหเ้ หน็
ถึงเป้าหมายหรือผลการดาเนินงานของกิจกรรม และ/หรือโครงการในด้านต่าง ๆ ขององค์การได้แก่
งบประมาณ แผนรายจ่าย การคาดการณ์ยอดขายและรายได้ และแผนทางการเงิน เป็นต้น ซ่ึงข้อมูลส่วนใหญ่
จะครอบคลุมช่วงเวลาต้ังแต่ 6 เดือนจนถึงหลายปี โดยข้อมูลจะแสดงอดีต ปัจจุบัน และทิศทางในอนาคตของ
องคก์ าร เพือ่ กาหนดแนวทางและจดั สว่ นผสมของทรพั ยากรในการดาเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3) ข้อมลู จากภายนอกองค์การ (External Data) ปจั จยั ภายนอกมผี ลกระทบตอ่ องค์การ

โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่การเปล่ียนแปลงปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวิทยาการใน
ประเทศหน่ึงจะมีเก่ียวเน่ืองไปทั่วโลก ผู้บริหารระดับสูงมักใช้ข้อมูลที่มาจากแหล่งภายนอกมาประกอบในการ
ตัดสินใจของผู้บริหารในด้านต่าง ๆ เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการตัดสินใจที่จะ
ดาเนินธรุ กจิ หรือล้มเลกิ เปน็ ตน้

แหล่งข้อมูลท่ีมีประสิทธิภาพจะเป็น ภาพท่ี 1.1 ภาพแสดงข้อมลู แหล่งเรียนรู้
ประโยชน์ต่อการจัดการสารสนเทศขององค์การ ของผู้บรหิ ารมืออาชีพ
ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน
ข อ ง อ ง ค์ ก า ร ดั ง น้ั น อ ง ค์ ก า ร ที่ จ ะ ป ร ะสบ
ความสาเรจ็ ในอนาคตต้องสามารถจัดการข้อมูลให้
เกิดประโยชน์สูงสดุ ในการแขง่ ขันทางธรุ กจิ
โดยเฉพาะข้อมูลสาหรับผู้บริหารที่ต้องตอบสนอง
ต่อความต้องการอย่างถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็ว
และตามความต้องการ ตลอดจนสามารถปรับตัว
เข้ากบั รูปแบบของปญั หาทเ่ี กดิ ขึ้นอยา่ งเหมาะสม

33

1.1.3 หัวใจสาํ คัญของผใู้ ฝ่รู้

ความสามารถในการอ่าน การคิด และการเขียน เป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญของความเป็นผู้ใฝ่รู้
โดยเฉพาะการเขียนซึ่งเป็นการแสดงผลของการอ่าน การใช้ความคิด การตั้งคาถาม ผลงานการเขียนจึงเปน็
การสะท้อนความเปน็ นักปราชญ์

พระยาอุปกิตศิลปะสาร (2546) ได้แสดงถึงความสาคัญของการอ่าน การคิด และการเขียน ไว้ใน
หวั ใจนักปราชญ์ ดงั น้ี

หัวใจนักปราชญ์ "สุ. จิ. ปุ. ลิ." ท่ีข้าพเจ้าจะนามาอธิบายให้ท่านฟัง บัดนี้ท่านคงทราบกันมาแล้วว่า
สุ. คือ การฟงั จ.ิ ได้แก่ จนิ ตะ คอื การคิด ป.ุ ไดแ้ ก่ ปจุ ฉา คอื การถาม และ ลิ. ไดแ้ ก่ ลิขติ คือ การเขยี น

1. สุ. คือ สุต การฟัง ได้แก่ การแสวงหาความรู้ เพราะการเล่าเรยี นในสมัยโบราณต้องอาศัยการฟัง
เป็นพ้ืน เพราะการใช้หนังสือยังไม่แพร่หลาย จึงจัดเอาการฟังเป็นหัวข้อสาคัญ คนท่ีจะเป็นนักปราชญ์ได้ตอ้ ง
ฟังมามาก ซึ่งเรียกว่า "พหูสูตร" คือ ผู้ฟังมาก แต่สมัยนี้วิชาหนงั สือแพรห่ ลายทัว่ ไป จึงควรนับ การอ่านเข้าไป
ในข้อพหูสตู รน้ดี ว้ ย คอื รวมความว่าผ้มู เี่ ป็นนกั ปราชญ์จะต้องฟังมากและอ่านมากด้วย

2. จิ. คอื จนิ ตนะ แปลว่า ความคดิ เป็นศพั ท์พวกเดียวกบั "จิต" ว่าเคร่ืองคิด คอื ใจเรา

น้ีเอง คาว่า จิ. คือความคิด ในท่ีน้ีท่านหมายความว่า "ให้ใช้ความคิด" ซ่ึงเป็นขั้นที่ ๒ รองจากการฟังหรือ
การอา่ น กล่าวคือ เมือ่ เราฟงั หรืออา่ นเร่ืองราวใดๆ เราต้องคดิ ตามไปด้วย ไม่ใช่ปลอ่ ยจติ ไปตามยถากรรมอย่าง
ฟังเสียงนกเสียงกา ถ้าพบข้อความแม้จนคาพูดท่ีไม่เข้าใจหรือสงสัย ก็ผูกจิตไว้ตรึกตรองภายหลัง เพราะถ้า
จะเอามาตรึกตรองเวลานั้น กจ็ ะไม่ไดฟ้ ังเรื่องต่อไปหรอื จะจดย่อๆก็ได้... เพราะฉะน้นั เราจงึ ควรใช้ความคิด

ในการอ่านให้เหมาะสมแก่ฐานะที่เราเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาจึงจะเหมาะ กล่าวคือ ต้องใช้ จิ. ไปด้วยให้ได้รับ
ความรสู้ มค่าท่ีลงทุนอา่ น

3. ปุ. คือ ปุจฉา การถาม เป็นข้อสาคัญไม่แพ้ข้อต้นๆ ผู้ท่ีจะเป็นนักปราชญ์ต้องพยายามแสวงหา
ความรู้ในการถาม กลา่ วคือเมอ่ื เราฟังหรืออ่าน ถ้าพบข้อความหรือถ้อยคาทส่ี งสัยหรือไม่เข้าใจ ก็ผกู จิตไว้ตรึก
ตรองและค้นคว้าหาความเข้าใจ โดยการสอบถามผู้ที่เรามั่นใจวา่ เขารู้ดี ไม่กระดากอายในการไต่ถามสง่ิ ท่ีเรา
ไม่รู้ เพราะการทนงตัวว่าเรารู้มาก ดูถูกผู้อ่ืนว่าไม่รู้และการถือเกียรติว่าไม่ควรถามผู้ที่ต่าต้อย กว่าตน ท้ัง 3
ประการนี้เป็นมารท่จี ะรง้ั เราใหล้ งจากฐานะเป็นนักปราชญ์ แต่ตอ้ งรกั ษาจริยวัตรในการถามใหม้ ากๆ คือ

44

แสดงให้เขาทราบว่า ถามเพื่อต้องการความรู้จริง ด้วยความเคารพจริงๆไม่ใช่การถามเพื่อสอบไล่เขา
หรอื ถามเพ่ือขดั คอเขาหรือเพื่อขม่ เขาให้อาย

4. ลิ. คอื ลิขิต แปลวา่ เขยี นไว้ กล่าวคอื ทา่ นได้บันทึกขอ้ ทีค่ วรรู้ควรจา ล.ิ นสี้ าคญั กว่าอ่ืน เพราะ
เป็นการแสดงผลของการฟัง การอ่าน การใช้ความคิด การถาม ในสมัยโบราณการบันทึกข้อความนับว่า
สาคัญมาก เพราะมีผู้รู้หนังสือน้อย ท่านจึงต้ังไว้เป็นหัวใจข้อสุดท้ายของนักปราชญ์ เพราะสาคัญที่สุดและ
สาคญั จริง ๆ

ภาพที่ 1.2 ภาพแสดงข้อมูล “หัวใจนักปราชญ์”

55

1.2 วสิ ัยทัศน์

1.2.1 ความหมายของวิสยั ทัศน์
คอตเตอร์ (John P. Kotter) (2539) ได้กล่าวถึง วิสัยทัศน์ว่า เป็นภาพอนาคตที่นามาทาให้กระจ่าง
ว่าทาไมบุคคลต้องสร้างขึ้นในอนาคตซ่ึงสิ่งที่สร้างข้ึนนั้น สามารถกระตุ้นให้บุคคลมุ่งมั่นและดาเนินการไปสู่ใน
ทิศทางการเปลี่ยนแปลงและทิศทางท่ีถูกต้อง ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดการประสานการปฏิบัติในความแตกต่าง
ระหวา่ งบุคคล แม้ว่าจะมีบคุ คลจานวนมากกส็ ามารถดาเนนิ การไปด้วยดแี ละรวดเร็ว
อนุพงศ์ อวิรุทธ. (2556 :209) การกาหนดอนาคตขององค์การอย่างเป็นรูปธรรม ท้ังในด้านการ
ปรับเปล่ียนภารกิจใหม่ การใช้ประโยชน์จากบุคลากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด และการพัฒนาระบบการให้บริการ
ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เกิดประสิทธิภาพมากสุด เพื่อขับเคล่ือนให้องค์การก้าวไปสู่องค์กรแนวหน้าอยู่
ตลอดเวลา ผ่านการกรองด้วยเหตุและผลแล้ว ว่าเป็นไปได้หรือความคาดหวังของผู้บริหารระดับสูงเพ่ือให้ทุก
คนในองคก์ รเห็นเปา้ หมายรว่ มกัน
จากท่ีกล่าวมาสรุปได้ว่า วิสัยทัศน์ หมายถึงภาพอนาคตของผู้บรหิ ารและสมาชิกในองค์กรท่ีเป็นความ
ใฝ่ฝัน ความต้องการในอนาคตสะท้อนความคิดเชิงรุกและเช่ือม่ันว่ามีความเป็นไปได้ มีการกาหนดจุดหมาย
ปลายทางที่เชื่อมโยงกับภารกิจ ค่านิยม และความเชื่อเข้าด้วยกัน และมุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ
ซ่ึงชัดเจน ท้าทายมพี ลงั และมีความเป็นไปได้

มติ วิ สิ ัยทัศน์ของผู้บรหิ ารกบั การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา

66

วสิ ยั ทัศน์ คืออะไร
วสิ ยั ทศั น์ (Vision) คือ เปา้ หมายขององค์กรในช่วงเวลาระยะกลางถึงระยะยาว (ประมาณ 3-10 ปี)

โดยปกติวิสยั ทศั น์ทดี่ จี ะประกอบดว้ ย
1. เป้าหมายระยะยาว (Stretch goal) เป้าหมายขององค์กรควรเป็นตาแหน่งขององค์กรที่แตกต่างจาก
ปจั จบุ นั แสดงถึงความทะเยอทะยานขององค์กร
2. ตาแหนง่ ขององค์กรในตลาด (Definition of niche) ตาแหน่งขององคก์ รเชงิ ธรุ กจิ ในตลาด
3. ชว่ งเวลา (Time horizon) ช่วงเวลาทีเ่ ปา้ หมายตามวิสยั ทัศนบ์ รรลุผลสาเร็จ

ภาพท่ี 1.3 แผนภาพแสดงองคป์ ระกอบของวิสัยทัศนท์ ่ีดี

77

1.2.2 การสร้างวิสัยทัศน์

การสร้างวิสัยทัศน์ (Visioning) คือ กระบวนการกลั่นกรองค่านิยม ให้เกิดความชัดเจน มุ่งเน้นใน
พันธกิจ และมุ่งมั่นให้บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ ข้ันตอนสาคัญในกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย
องคป์ ระกอบหลกั 5 ประการ โดยเริ่มต้นจากการสรา้ งความชดั เจนใหก้ บั ค่านยิ ม การตรวจสอบสถานการณ์

ปัจจุบัน การกาหนดพันธกิจ การสร้างวิสัยทัศน์ และการลงมือปฏิบัติ ซ่ึงแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียด
ดงั น้ี

1) ค่านิยม คือ ปณิธานของหน่วยงานเพื่อการไปสู่ความสาเร็จ เป็นพ้ืนฐานสาคัญของวัฒนธรรม
หน่วยงานซ่ึงทาให้ทิศทางการดาเนินงานของบุคลากรมีทิศทางเดียวกัน และเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน
ระบบราชการใหม่ตามแผนการปฏิรูประบบบริหารภาครฐั เน้นการเป็นระบบราชการที่มสี มรรถนะสูงมีคุณภาพ
และคุณธรรม เป็นทเี่ ชือ่ ถือศรทั ธาของประชาชน เจ้าหนา้ ท่ขี องรัฐจงึ ตอ้ งเป็นผทู้ ่มี ีทัศนคติและค่านยิ มในการทา
งานทส่ี อดคลอ้ งกบั ระบบราชการแนวใหม่ โดยมวี ัฒนธรรมการทา งานใหมท่ เ่ี น้นความสามารถและผลงาน เนน้
ความสุจริต ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ“ค่านิยมเป็นเร่ืองของจิตใจ ใจจะชื่นชอบ ซาบซึ้งและเห็นคุณค่าใน
ส่ิงใดขนึ้ กับเหตุ ปัจจยั ท้ังภายในและภายนอก”

รวมนา้ ใจ ใฝค่ ณุ ธรรม นาสู่ความเป็นเลิศ

เหตุปัจจัยภายใน ก็คือ “ใจ” ของเราเพียงการรับรู้ว่าเป็นสิ่งท่ีถูกต้องดีงาม อาจไม่เพียงพอ แต่หากได้
คิดพิจารณาไตร่ตรองจนเข้าใจในคุณค่า และทดลองนาไปปฏิบัติ อย่างมากพอและต่อเน่ือง ใจจะซาบซ้ึงใน
คณุ คา่ ของส่ิงน้นั เพิ่มข้นึ โดยลาดับ ถ้าบคุ ลากรของหน่วยงานทุกคนศึกษาและพิจารณาไตร่ตรองถึงความสาคัญ
ของค่านยิ มตั้งใจยึดมั่นในความถูกต้อง อดทนอดกลั้นต่อปัญหาอุปสรรคท้ังปวง และเพยี รพยายามปฏิบัติอย่าง
ต่อเน่ือง คา่ นิยมจะเจรญิ งอกงามขนึ้ ในใจของทุกคน และทาใหย้ ดึ มน่ั ในคา่ นิยมของหนว่ ยงานไดต้ ลอดไป

เหตุปัจจัยภายนอก คือ สภาพแวดล้อม ได้แก่ ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน กฎระเบียบและ
บรรยากาศในการทางาน รวมทั้งสภาพของสังคมรอบข้าง ถ้าเหตุปัจจัยภายนอกดี ให้ความสาคัญและปกป้อง
เชิดชผู ทู้ ่ียึดมัน่ ในคา่ นยิ มอย่างจริงจัง กจ็ ะส่งผลให้ผู้ปฏบิ ตั ิมขี วญั มกี าลงั ใจ และเชื่อมน่ั ทจ่ี ะยึดถือคา่ นยิ มตอ่ ไป

88

2) การตรวจสอบ (Scanning) คือ การวินิจฉัยสิ่งแวดล้อมท้ังภายใน และภายนอกองค์กรการสร้าง
ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมที่หน่วยงานอยู่เป็นส่วนท่ีสาคัญอย่างยิ่งในการสร้างวิสัยทัศน์ ซึ่งการสารวจ
สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ปัจจุบันประกอบด้วย การพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันของหน่วยงานการ
พิจารณาสถานการณ์ในอดีตท่ีผ่านมา การประเมินโอกาสและอุปสรรค การทาการตรวจสอบสภาวะแวดล้อม
การประเมนิ จุดแข็ง จุดอ่อนของตน และการระบปุ ัญหาวิกฤติ หรอื ทางเลือกท่ีจะตอ้ งเผชิญในอนาคต

3) พันธกิจ (Mission) คือ จุดประสงค์หลักที่หน่วยงานได้สร้างข้ึนมา โดยมีการระบุไว้อย่างชัดเจน
กะทัดรัด และสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งมุ่งเน้นไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่ง พันธกิจของหน่วยงานน้ัน คือ การรวม
เอาพันธกิจส่วยตัวของบุคลากรทั้งหน่วยงานเข้าไว้ด้วยกันโดยการพิจารณาจากโครงสร้างของหน่วยงาน และ
ภาระหน้าท่ีที่แต่ละบุคคลรับผิดชอบ โดยอิงกับพื้นฐานความเป็นมาในอดีต และการคาดการณ์ไปในอนาคต
และควรมีการเปรียบเทียบระหว่างมุมมองภายในหน่วยงานและมุมมองจากหน่วยงานภายนอก ซึ่งจะช่วยให้
พันธกจิ ทีไ่ ดม้ ีความสอดคลอ้ งกบั สิง่ ที่หน่วยงานตัง้ ใจไว้

4) การสร้างวิสัยทัศน์ (Visioning) คือ วิถีสู่ความเป็นเลิศซึ่งหน่วยงานต้องการสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อ
สร้างโอกาสท่ีเป็นไปได้ท่ีดีท่ีสดุ สาหรับอนาคต ด้วยการสร้างภาพท่ีต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคต เพ่ือให้เกิดการ
กระทาของบุคคล อันนาไปสู่ความเปน็ ไปได้น้นั ๆ

วิสัยทัศน์ท่ีทรงพลังจะต้องแสดงถึงจุดหมายปลายทาง ง่ายแก่การสื่อสารและสร้างความเข้าใจ เข้าถึง
จิตวิญญาณขององค์กร แสดงถึงความขาดหายท่ีบุคลากรจะต้องหาสิ่งนั้นให้พบ กระชับและสามารถใช้เป็น
แนวทางในการตัดสินใจได้ ทาให้เกิดความมุ่งมั่น อธิบายถึงอนาคตท่ีต้องการและมีความหมายสามารถสร้าง
ความรู้สึก/ประสบการณ์/ทาให้ทุกคนกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติเม่ือได้ยินได้เห็น ทาให้ทุกคนเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นถึง
สง่ิ ทีต่ นจะกระทาวา่ มคี วามหมายตอ่ องคก์ ารอยา่ งไร กอ่ ใหเ้ กิดแรงกระตนุ้ แม้ในยามทที่ อ้ แท้เปน็ สิ่งท่ดี ูแล้วเห็น
วา่ เปน็ ไปได้ เปน็ ส่ิงทที่ า้ ทาย และต้องมกี ารขยายขีดความสามารถ จงึ จะสามารถทาใหส้ าเร็จได้

5) จากวสิ ัยทัศน์สูก่ ารปฏิบตั ิ (Implementation) ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการสรา้ ง
วิสัยทัศน์แล้ว การวางแผนเพ่ือการปฏิบัติจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการในการวิเคราะห์หาว่าหน่วยงาน
จะต้องดาเนินการอย่างไรบ้างจงึ จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์นั้น ซง่ึ จะเปน็ สิง่ ที่ช่วยชห้ี นทางทีด่ ีทสี่ ดุ ทจ่ี ะนาเราไปสู่
เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ สิ่งที่หน่วยงานจะต้องคานึงถึงในการนาวิสัยทัศน์ไปปฏิบัติ คือ วิธีการในการก้าวไปสู่
สถานะทตี่ ้องการ สิ่งที่ทาให้เราทราบวา่ เราได้ถึงเป้าหมายนน้ั แลว้ ส่งิ ทีช่ ว่ ยเหลือและขดั ขวางเราจากเป้าหมาย

99

กลยุทธ์และวิธีการท่ีจาเป็น สิ่งที่เราควรทาต่อหรือหยุดปฏิบัติการ สิ่งท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต ส่ิงท่ีจะ
ทาใหเ้ กิดความพยายามในการปฏบิ ัติ และระยะเวลาในการปฏบิ ัติ สิง่ ที่เราไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์ทผี่ ่านมา
กระบวนการในการสร้างความชัดเจนให้กับค่านิยม พันธกิจ และวิสัยทัศน์ถือเป็นภารกิจของท้ังส่วนตัวและ
หน่วยงาน คงไม่จาเป็นท่ีจะต้องรอให้ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเป็นผู้เร่ิมต้น คาตอบอยู่ท่ีตัวเราว่า สิ่งที่
เราต้องการให้หนว่ ยงานของเราเป็น ใหเ้ ป็นแรงผลักดนั ไปสกู่ ารเร่ิมตน้ ในการสร้างวิสัยทศั นใ์ หแ้ ก่หนว่ ยงาน

ภาพท่ี 1.4 แผนภาพแสดงขั้นตอนสําคญั ในกระบวนการสร้างวสิ ยั ทัศน์
ประกอบดว้ ยองค์ประกอบหลัก 5 ประการ

10 10

1.2.3 ลักษณะของวิสัยทศั น์ที่ดี

นักวิชาการหลายท่านได้กาหนดกรอบแนวคิดเก่ียวกับมิติวิสัยทัศน์ไว้หลายท่าน ได้แก่วีรวัฒน์ ปันนิตา
มยั (2551) ไดเ้ สนอแนวคดิ วสิ ยั ทศั น์ท่ีดคี วรมีลกั ษณะดงั น้ี

- บรรลผุ ลได้

- เห็นได้เชิงพฤติกรรม

- น่าท้าทาย

- พึงปรารถนา

- เน้นการปฏิบัติล่วงหนา้

- มคี วามเป็นกลยุทธ์

- คุ้มคา่ ภาพที่ 1.5 รปู แบบวิสัยทศั น์

วรนชุ แสงนิ่มนวล (2554) แบง่ วิสยั ทัศน์ออกเป็น 2 รูปแบบ คอื

1) วิสัยทัศน์ส่วนตน (personal vision) หมายถึง วิสัยทัศน์เฉพาะตนของปัจเจกบุคคล ท่ีมีต่อตนเอง
ตอ่ สงั คม ตอ่ ประเทศชาตหิ รือตอ่ โลก

2)วิสัยทัศน์องค์กร(corporate vision) หมายถึง วิสัยทัศน์ท่ีมุ่งประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักเป็นการ
กาหนดความก้าวหน้าขององค์กรว่าควรอยู่ในระดับใดและวางแผนกลยุทธ์ ต้องมีเทคนิคการบริหารงานเป็น
หลัก รูปแบบต้องชัดเจนและตรวจสอบได้ต้องปรับให้เข้ากับโลกยุคข้อมูลข่าวสาร มีความเป็นสากล
การกาหนดวสิ ยั ทศั น์องคก์ รตอ้ งระบุเป็นลายลกั ษณ์อักษรชดั เจนเพื่อความเข้าใจร่วมกัน

สรุปได้ว่า ผนู้ าจะตอ้ งมนี ิสัยในการใฝ่เรียนรู้ ใชป้ ระโยชนจ์ ากแหลง่ ข้อมลู นามาสร้างวสิ ยั ทัศน์ที่

ดี มกี ารกาหนดจุดหมายปลายทางทเ่ี ชือ่ มโยงกบั ภารกจิ ค่านิยม และความเชื่อเข้าดว้ ยกัน และมงุ่ สจู่ ุดหมาย
ปลายทางท่ตี ้องการ ซงึ่ ชัดเจน ท้าทายมีพลงั และมคี วามเป็นไปได้ ก่อให้เกิดผลต่อองคก์ ร

11
11

2 หลกั ธรรมาภบิ าลและความซือ่ สตั ยส์ ุจริต

2.1 ความหมายของธรรมมาภบิ าล

ธรรมาภิบาลเป็นส่ิงสาคัญที่องค์การต้องตระหนักและให้ความสาคัญ เพราะการบริหารงานไม่ว่าจะ
เป็นเร่ืองใด เป้าหมายสาคัญคือคาดหวังเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์การดังนั้นการที่แต่ละ
องค์การจะเดินทางไปถึงเป้าหมายท่ีต้ังไว้ได้น้ันได้ต้องเร่ิมต้นจากการวางระบบบริหารภายในองค์การให้ม่ันคง
ก่อน ซ่ึงธรรมาภิบาลถือเป็นหัวใจสาคัญของการบริหารงานในทุกประเภท จึงได้มีผู้ให้ความหมายของ
ธรรมาภบิ าล ดังน้ี

ธรรมาภบิ าลสามารถแบง่ ออกเปน็ เรื่องของธรรมะกับคาวา่ อภบิ าล คาวา่ อภิบาล หมายถึง วธิ ีการทีใ่ ช้
อานาจเพ่ือบริหารทรัพยากรขององค์กร ธรรมาภิบาลเป็นหลักการบริหาร ซึ่งมิใช่เป็นหลักการแบบทฤษฎีการ
บริหารแต่เป็นหลักการทางานซ่ึงเม่ือนาไปใช้ก็จะเชื่อว่านามาซ่ึงผลลัพธ์ท่ีดีท่ีสุด ธรรมาภิบาลจึงเป็นทั้ง
กระบวนการและกลยุทธท์ ีจ่ ะช่วยใหก้ ารบรหิ ารงานประสบความสาเร็จ

พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน (2556:597) ไดใ้ หค้ วามหมายของธรรมาภิบาล มาจากคาวา่ ธรรม
ซ่ึงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า คุณความดี ความยุติธรรม ความถูกต้องและ
อภิบาล หมายความว่า บารุงรักษา, ปกครอง ดังนั้นธรรมาภบิ าล ตามศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง
วธิ ีการปกครองทด่ี ี (Good Governance)

ธรรมาภบิ าล หมายถงึ การบริหารกจิ การบา้ นเมืองและสังคมที่ดี เปน็ แนวทางสาคัญในการจดั ระเบียบ
ให้สังคมท้ังภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและประชาชน ซึ่งครอบคลุมถึงฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายราชการ
และฝ่ายธุรกิจ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความรู้รักสามัคคีและร่วมกันเป็นพลังก่อให้เกิดการพัฒนา
อย่างย่ังยืน และเป็นส่วนเสริมความเข้มแข็งหรือสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประเทศ เพื่อบรรเทา ป้องกัน หรือแก้ไข
เยียวยาภาวะวิกฤตภยันตรายที่หากจะมีมาในอนาคตเพราะสังคมจะรู้สึกถึงความยุติธรรม ความโปร่งใส และ
การมีส่วนร่วมอันเป็นคุณลักษณะสาคัญของศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์และการปกคร องแบบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ สอดคล้องกบั ความเปน็ ไทย รัฐธรรมนูญ และกระแสโลกยคุ ปัจจบุ นั

12 12

เสน่ห์ จ้ยุ โต (2557:5) ได้ให้ความหมายของคาว่า ธรรมาภิบาล หมายถึง แนวคดิ การบริหารจัดการที่ดี
เพ่ือให้การบริหารองค์การภาครัฐมีความสอดคล้องต่อวิสัยทัศน์ทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยได้แก่ มีการ
เลือกต้ังที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีความเสมอภาคในการรณรงค์หาเสียง มีฝ่ายค้านท่ีเข้มแข็งมีอิสระในการตัดสินใจ
ปลอดภัยจากการคุกคาม มีเสรีภาพของส่ือมวลชน มีเสรีภาพในการประชุมประท้วง มีเสรีภาพในการต้ังกลุ่ม
การเมืองและสมาคม มีเสรีภาพทางศาสนา ปลอดความกลัวจากภัยคุกคามทางการเมือง มีความเสมอภาพใน
กฎหมาย และมรี ัฐบาลท่ีซอ่ื สัตยย์ ดึ ถอื ประโยชนข์ องประชาชนเป็นสาคัญ จึงนบั ได้วา่ ธรรมาภิบาลทาหนา้ ท่ีเป็น
กลไก เคร่ืองมอื และแนวทางการดาเนนิ งานทเ่ี ช่ือมโยงกันของภาคเศรษฐกจิ สังคม และการเมือง โดยเนน้ ความ
จาเป็นของการสรา้ งความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อย่างแท้จริงและต่อเน่ือง เพ่ือให้
ประเทศมีพื้นฐานระบบประชาธิปไตยท่ีเข้มแข็ง มีความชอบธรรมของกฎหมาย มีเสถียรภาพ มีโครงสร้างและ
กระบวนการการบริหารท่ีมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ อันจะนาไปสู่การพัฒนา
ประเทศที่ย่ังยนื

ปธาน สุวรรณมงคล (2558:3) ได้ให้ความหมายคาว่า ธรรมาภิบาล หรือ Good governance
ในความหมายกว้างๆ หมายถึงการปกครองหรือการบริหารที่ดี ที่มุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสังคม
ประเทศชาติหรอื องค์การน้ัน แต่หากพิจารณาให้แคบเข้า คาวา่ ธรรมาภบิ าล หรอื การบรหิ ารกิจการบา้ นเมือง
ท่ีดี หรือธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล มาจากคาว่า ธรรม รวมกับ อภิบาล หมายถึงวิธีการท่ีดีในการใช้อานาจเพื่อ
บรหิ ารจดั การทรพั ยากรขององคก์ าร

สรุปได้ว่า ธรรมาภิบาลเป็นการจัดระเบียบให้สังคมท้ังภาครัฐภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน

สามารถแสดงออกซ่ึงผลประโยชน์ที่จะปกป้องสิทธิของตนเองตามกฎหมาย และแสดงความเห็นที่แตกต่างกัน
บนหลักการมีส่วนร่วมมีความโปร่งใสท่ีสามารถตรวจสอบได้มีความรับผิดชอบต่อผลท่ีกระทา และมีคุณธรรม
จริยธรรมที่ดีในการปฏิบัติงานภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือ ตอบสนองความต้องการของคนในสังคมมีระบบบริหารราชการท่ีดีมีประสิทธิภาพ
ก่อให้เกดิ การพฒั นาที่ย่งั ยืน และสามารถแกไ้ ขปญั หาความขัดแย้งทอี่ าจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

13 13

ความหมายของความซือ่ สัตยส์ ุจริต
รุ่งอรุณ เขียวพุ่มพวง (2557:35) ให้ความหมายว่า ความซ่ือสัตย์ หมายถึงประพฤติชอบ ไม่คิดคด
หลอกลวง ตรงไปตรงมาถูกตอ้ งตามทานองคลองธรรมและกฎหมายของบ้านเมือง
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2560:15) ให้ความหมายว่า ความซ่ือสัตย์สุจริต หมายถึง
การประพฤติตรงตามความจริงท้ังกาย วาจา ใจ ตัวอย่างพฤติกรรมคือ พูดความจริง ปฏิบัติตามคาสัญญา
ไม่นาสิง่ ของหรอื ผลงานของผู้อน่ื มาเป็นของตนเอง ไมห่ าประโยชนใ์ นทางท่ีไมถ่ ูกตอ้ ง
สรุปได้ว่า ความซื่อสัตย์สุจริตหมายถึง การประพฤติตรงไม่เอนเอียง ไม่มีเล่ห์เหล่ียม มีความจริงใจ
ปลอดจากความรู้สึกลาเอียงหรืออคติ ประพฤติอย่างเหมาะสม ดีงาม ตรงกับความเป็นจริง ทั้งกาย วาจา ใจ
ตอ่ ตนเองและผู้อ่นื
ประเภทของความซือ่ สัตยส์ ุจริต
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545:147) ได้แบ่งประเภทของความซื่อสัตย์สุจริตไว้ 4 ประเภท
ดังนี้
1. ความซ่ือสัตย์ต่อตนเอง มีลักษณะพฤติกรรม เช่น การมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี การมีความละอาย
เกรงกลัวต่อความผิด การไม่พูดปดสับปลับหลอกลวง การไม่คิดโลภในของผูอ้ ื่น การยอมรับผิดจากการกระทา
ของตน
2. ความซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่น มีลักษณะพฤติกรรม เช่น การมีความจริงใจต่อผู้อ่ืนการไม่กล่าวคาเท็จ
ต่อผู้อ่ืน การรักษาคามั่นสัญญาท่ีให้ไว้ต่อผู้อ่ืน การไม่เอาเปรียบผู้อื่น การไม่ถือเอาของผู้อ่ืนมาเป็นของตนเอง
โดยไมไ่ ด้รบั อนุญาต การไม่ทจุ ริต คอื ควรมีความประพฤตดิ ที ้ังต่อหน้าและลบั หลงั ผู้อ่ืน
3. ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ มีลักษณะพฤติกรรม เช่น มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ตนทา หรือได้รับ
มอบหมายและทาให้ดีที่สุด มีความตรงต่อเวลา การไม่ใช้อานาจหน้าที่ไปในทางที่หาผลประโยชน์ส่วนตน
การรกั ษาและปฏิบัตหิ น้าที่ตามกฎหมายหรือระเบยี บข้อบงั คับ

14 14

สมรื่น สิทธิยา (2559:91) ทาการสังเคราะห์ตัวบ่งช้ีด้านความซ่ือสัตย์สุจริต สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษา โดยศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง ได้องคป์ ระกอบทั้งหมด 4 องคป์ ระกอบ ได้แก่

ความซ่ือสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ ความซ่ือสัตย์สุจริตต่อตนเอง ความซื่อสัตย์สุจริตต่อบุคคลอ่ืน และความ
ซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ตอ่ ชมุ ชนและสังคม

กล่าวโดยสรุป ความซ่ือสัตย์สุจริตจาแนกได้ 4 ประเภท ได้แก่ ความซ่ือสัตย์สุจริตต่อตนเองความ
ซอ่ื สัตยส์ ุจรติ ตอ่ บุคคลอ่ืน ความซ่อื สัตยส์ จุ ริตตอ่ หน้าท่ี และความซอ่ื สัตย์สุจริตตอ่ ชุมชนและสังคม

2.2 ความสําคัญของหลกั ธรรมาภิบาล

ปัจจุบันธรรมาภิบาลมีความสาคัญต่อการบริหารจัดการในทุกองค์การ เป็นส่วนหนึ่งในการกาหนด
นโยบายของหลายประเทศ จึงมีนักวิชาการนาหลักธรรมาภิบาลไปขยายผลปรบั โครงสร้างและ กระบวนการทั้ง
ในองค์การของรัฐและธุรกิจ ธรรมาภิบาล ถือได้ว่ามีความสาคัญ เพราะเป็นหลักเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง
ตามวิถีทางธรรมาธิปไตย เป็นการปกครองบ้านเมืองท่ีมีความเป็นธรรม มีกฎเกณฑ์ท่ีดีในการบารุงรักษา
บ้านเมืองและสังคมให้มีการพัฒนาครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคม รวมท้ังมีการจัดระบบองค์การและกลไก
ต่างๆ ในส่วนราชการ องค์การของรัฐ รัฐบาล การบริหารราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ตลอดจนองค์การ
อิสระ องค์การเอกชน กลุ่มชมรมและสมาคมต่างๆ ท้ังที่เป็นนิติบุคคล ภาคเอกชนและภาคประชาสงั คม (Civil
Society) ดังน้ัน ธรรมาภิบาลจึงเป็นแนวทางในการจัดระเบียบ เพ่ือให้สังคมของประเทศท้ังภาครัฐภาคธุรกิจ
เอกชน และภาคประชาชนของท้ังประเทศ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และต้ังอยู่ในความถูกต้องเป็น
ธรรม หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักการบริหารจัดการที่ดีเพราะมีการปรับวิธีคิด วิธีการบริหารราชการของ
ประเทศไทยใหม่ท้ังระบบ โดยกาหนดเจตนารมณ์ของแผ่นดินข้ึนมาเพ่ือทุกคนทุกฝ่ายในประเทศร่วมกันคิด
ร่วมกันทา ร่วมกันจัดการ ร่วมกันรับผิดชอบ แก้ปัญหา พัฒนานาพาแผ่นดินน้ีไปส่คู วามม่ันคง ความสงบ สันติ
สุข มีการพัฒนาที่ย่ังยืนและก้าวไกล นักวิชาการได้กล่าวถึงความสาคัญของการบริหารโดยใช้หลกั ธรรมาภบิ าล
ไวอ้ ยา่ งหลากหลายซึง่ ผวู้ ิจัยได้รวบรวมและนาเสนอ ดังน้ี

สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2559: 49) ได้กล่าวถึงความสาคัญ
ของหลักธรรมาภิบาลไว้ว่า หลักธรรมาภิบาลมีบทบาทในการสนับสนุนให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ
ประเทศเปน็ ไปอย่างแข็งแกรง่ เน่ืองจากระบบโครงสร้างตา่ งๆ ภายในประเทศจะสามารถพึ่งตนเอง

15 15

ได้มากขึ้น สร้างภูมิคุ้มกันท่ีดีของประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการบริหารการ
พัฒนาประเทศให้อยู่บนหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย เพ่ือนามาซ่ึงความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของ
สังคมไทยและความย่งั ยนื ของการพฒั นา

สถาบันพระปกเกลา้ (2558: 246) ไดก้ ล่าวถึงความสาคญั ของหลักธรรมาภิบาลไว้วา่ หลักธรรมาภบิ าล
เป็นเคร่ืองกระตุ้นให้กระบวนการประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์และเกิดความยั่งยนื เพราะเป็นส่ิงที่เป็นผลจาก
การเป็นประชาธปิ ไตย คือ การจัดสรรอานาจท่ีเป็นธรรม ทาใหท้ ุกคนปฏิบตั หิ น้าที่อย่างมปี ระสิทธิภาพและเกิด
ประสทิ ธิผล เกิดการใชท้ รพั ยากรอย่างค้มุ คา่ ไม่มีการทุจริต มคี วามซอื่ สตั ยส์ ุจริต เกิดกระบวนการประชาสังคม
ที่ทาให้ประชาชนรวมตัวกนั ทากิจกรรมเพ่อื ประโยชน์สาธารณะผลทเี่ กดิ ข้ึนคือสังคมมคี ุณภาพ

สมคดิ เลิศไพฑูรยแ์ ละคณะ (2556: 31) ไดก้ ลา่ วถงึ ความสาคญั ของธรรมาภิบาลไว้ว่า มคี วามสาคญั ใน
เรื่องของโครงสร้างและกระบวนการ และความสัมพันธ์ของภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคมใน
การบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของรฐั ซึง่ เป็นการบรหิ ารจัดการท่ดี ี

ปธาน สุวรรณมงคล (2558:28) ได้กล่าวถึงความสาคัญของหลักธรรมมาภิบาล โดยแบ่งออกเป็น
3 มิติ ไดแ้ ก่ มติ ขิ องภาครฐั มิติของประชาชน และมติ ิของภาคธรุ กจิ เอกชน ดงั นี้

1. มิติของภาครัฐ

1.1 ช่วยสง่ เสริมให้บุคลากรในภาครัฐมีเป้าหมายอยทู่ ี่การยดึ ประโยชนส์ ุขของประชาชนและ

ประเทศชาติ ให้ความสาคัญกับประสิทธิภาพในการบริหารภาครัฐอย่างจริงจังมากขึ้นโดยมีการ
ปรับปรุงกระบวนการทางานให้มีความรวดเร็ว และประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ มีความคุ้มค่ามากขึ้นซ่ึง
วัดไดจ้ ากความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบรกิ าร

1.2 ชว่ ยสง่ เสริมใหบ้ ุคลากรภาครัฐใหค้ วามสาคัญกับผลสาเร็จหรอื ผลงานมากกว่าการทา

เสร็จเหมือนเช่นท่ีผา่ นมาในอดีตการใหค้ วามสาคัญกับผลสาเรจ็ หรือผลงานทาใหม้ ีความคุ้มค่ามากขึ้น
โดยมีการประเมินผลการปฏิบัติท่ีเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีตัวชี้วัด ( key performance indicator, KPI) ท่ีถูก
กาหนดไว้ก่อนการปฏิบัติงานซ่ึงสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และพันธกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพึงพอใจของ
ประชาชนนับเป็นตัวประเมนิ ผลท่ีสาคัญ

16 16

1.3 ช่วยให้ระบบการบริหารภาครัฐมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้นโดยมีการปรับปรุงกฎหมาย
กฎ ระเบียบของภาครัฐให้รัดกุมและเปิดเผยต่อสาธารณะให้รับรู้กันท่ัวไป เช่น การมีกฎหมายเก่ียวกับข้อมูล
ข่าวสารของภาครฐั การมกี ฎหมายเกยี่ วกับการห้ามฮั้วประมูลงานของภาครัฐ เป็นตน้ รวมถงึ มอี งคก์ ารอิสระใน
การกากับ ตรวจสอบการปฏิบัติงานของภาครัฐ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เปน็ ตน้

1.4 ช่วยส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐมีความตระหนักถึงความสานึกรับผิดชอบ (accountability) ต่อ
ประชาชนและองค์การมากขึ้น ซ่ึงความสานึกรับผิดชอบมีส่วนทาให้การกระทาของเจ้าหน้าที่รัฐมีการ
ระมัดระวังการกระทาท่ีมีผลต่อสาธารณะหรือประชาชนมากข้ึน และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ต้องพร้อมที่จะ
รับผลของการกระทานั้นโดยไม่หลบเลี่ยง หรอื โยนความผิดใหบ้ ุคคลอนื่ หรือนงิ่ เฉย

1.5 ช่วยทาให้ระบบราชการเป็นระบบเปิดและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีช่องทางมีส่วนร่วมในการ
บริหารภาครัฐอย่างหลากหลายและเป็นรูปธรรมมากข้ึน ท้ังนี้ ระบบบริหารภาครัฐในอดีตมักเป็นระบบที่ปิด
โดยประชาชนไม่รู้ข้อมูลข่าวสารในการบริหารงานของภาครัฐมากนักและข้อมูลส่วนใหญ่ถูกพิจารณาว่า ไม่
เปิดเผยหรือเป็นความลับ แต่เม่ือมีการนาแนวคิดธรรมาภบิ าลมาใช้ทาใหม้ ีกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล
ข่าวสารของภาครัฐ และให้สิทธิแก่ประชาชนในการย่ืนขอข้อมูลข่าวสารจากหน่วยภาครัฐได้ นอกจากนี้ยังมี
การกาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารท่ีจาเป็นต่อสาธารณะผ่านช่องทางต่างๆ เช่น
เอกสารหรือเว็ปไซต์ของหน่วยงาน เป็นต้น และประชาชนยังมีช่องทางในการร้องเรียนการเสนอความคิดเห็น
ผา่ นทางช่องทางตา่ งๆ ของรฐั อีกดว้ ย

1.6 ช่วยส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐยึดกฎหมายเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่าการใช้ดุลพินิจ
หรือตามอาเภอใจ โดยมีการวางมาตรฐานการปฏิบัติงานในแต่ละภารกิจหรือแต่ละงานไว้ชัดทาให้การใช้
กฎหมายเพือ่ แสวงหาผลประโยชนส์ ่วนตนอาจลดลงไป

1.7 ทาให้ระบบบริหารภาครัฐเป็นตัวขับเคล่ือนนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้
อยา่ งมีประสิทธิภาพประสิทธผิ ลมากข้นึ ส่งผลใหป้ ระเทศมขี ีดความสามารถในการแขง่ ขนั มากขึ้นโดยมภี าคส่วน
ที่เก่ยี วขอ้ งมีส่วนร่วมอยา่ งจรงิ จงั

1.8 ทาให้บุคลากรภาครัฐตระหนักถึงความสาคัญของคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าท่ีของตน
ในฐานะเป็นผใู้ หบ้ ริการประชาชนมิใชเ่ จ้านายของประชาชนหรอื ผู้มสี ถานภาพท่เี หนอื กว่าประชาชน

17 17

2. มติ ขิ องประชาชน

2.1 ทาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้มากข้ึนเน่ืองจากระบบราชการได้เปิด
กวา้ งมากข้ึนอันเป็นผลมาจากการปรับปรงุ แก้ไขกฎหมายเกย่ี วกับข้อมูลข่าวสารของทางราชการ

2.2 ทาให้ประชาชนมีความตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ของพลเมืองมากขึ้นหลังจากได้รับข้อมูลข่าวสาร
จากภาครฐั และแหลง่ อ่ืนๆมากข้นึ และเขา้ มามีสว่ นรว่ มในการบริหารภาครฐั อย่างเปน็ รูปธรรม

2.3 ทาให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการปรับรื้อกฎหมาย กฎระเบียบ
ต่าง (deregulation) ทาให้มีการลดข้ันตอนและระยะเวลาการดาเนินการลงไปมาก และภาครัฐได้ตอบสนอง
ความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น การจัดตั้งศูนย์บริการ
เบ็ดเสรจ็ การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารประชาชนไดอ้ ย่างสะดวก รวดเรว็ ตลอดเวลา

2.4 ทาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของระบบบริหารภาครัฐโดยเฉพาะประเด็น
การคอรัปชั่น การใช้อานาจไม่เป็นธรรม เน่ืองจากประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและความตระหนักมากขึ้น
รวมถึงมีการใชส้ ิทธพิ ลเมืองในการเรยี กรอ้ ง รอ้ งเรียน และฟ้องรอ้ งต่อศาลในกรณีท่ีถูกละเมดิ สทิ ธิ

3. มิตขิ องภาคธรุ กิจเอกชน

3.1 ทาให้การบรหิ ารกิจการธุรกจิ ได้รบั ความสะดวกรวดเรว็ มากขน้ึ สง่ ผลให้การแข่งขันเชิงธุรกิจดาเนิน
ไปไดด้ ้วยดี

3.2 ทาให้ต้นทนุ ทางธุรกิจเปน็ ไปตามต้นทุนทแ่ี ท้จริง เนอื่ งจากภาครัฐมคี วามโปร่งใสในการดาเนินงาน
มากขึน้ มีการเรยี กรบั ผลประโยชนน์ อ้ ยลง

3.3 ทาให้ประเทศชาติสามารถแข่งขันทางธุรกิจในเวทีการค้าโลกได้อย่างไม่เสียเปรียบโดยมีการ
บรหิ ารภาครฐั เป็นตวั สนับสนนุ เอ้อื อานวยเคยี งคู่กบั ภาคธุรกิจเอกชน

จากความสาคญั ของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลข้างต้นจะเหน็ ว่า ธรรมาภิบาลเป็นแนวปฏิบัติใน
การจดั ระเบียบสังคมทม่ี ีความสาคัญครอบคลุมทุกภาคส่วน เป็นกฎเกณฑ์การปกครองท่ีมีความเป็นธรรมทาให้
ไม่เกิดการฉ้อโกง ไม่มีการทุจริต ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขเกิดความสันติสุขในสังคม
เพราะบุคคลในภาครัฐตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนและองค์การมากขึ้น นอกจากน้ี
หลกั ธรรมาภิบาลยังช่วยกระตนุ้ ใหก้ ระบวนการประชาธปิ ไตยเกดิ ความสมบรู ณ์ ระบบการบรหิ ารงานของรัฐ

18
18

มคี วามยตุ ธิ รรม นา่ เชือ่ ถือ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครฐั ได้มากขึ้น และทุกคน
ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ทาให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สร้างสังคมให้
เข้มแข็งในทุกด้าน เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของประเทศลดปัญหาความรุนแรงในสังคมช่วยให้ประเทศพัฒนาอย่าง
ยั่งยืน เป็นวิธีการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งยังช่วยสร้างคุณธรรมและจิตสานึกทางปัญญา ส่งผลให้
ประชาชนมคี ณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ี และสังคมอยรู่ ่วมกันอย่างสนั ตสิ ุข

ธรรมาภิบาลในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในมิติของพ้ืนท่ี (area-based) หรือมิติของประเด็นเฉพาะ
(issues-based) หรอื ในมิตทิ เ่ี ป็นเร่ืองของบุคคลหรือกลุ่มคนหรือองค์กร (organizations-based, personals-
based, groups-based) เม่อื พจิ ารณาในเชิงพน้ื ท่ี

ตาราง 1 มติ ติ า่ ง ๆของธรรมาภบิ าล

ตัวอย่างมติ ิของธรรมาภบิ าล (Good Governance)

พนื้ ที่ ประเด็น บุคคล/องคก์ ร
(area) (issues) (person/organization)
Global Environment Individual
Region Energy Civil society
National Corporate
Local, community Organization,

ทีม่ า: พัฒนาจาก Graham, et.al. 2003 p. 2

19

19

2.3 องคป์ ระกอบของหลักธรรมภบิ าล

นกั วิชาการได้กลา่ วถงึ องค์ประกอบทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับหลักธรรมาภบิ าลไว้อยา่ งหลากหลาย ดังน้ี
กระทรวงมหาดไทย ได้กาหนดองค์ประกอบในการเสริมสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีของ
กระทรวงมหาดไทย 11 องคป์ ระกอบ ดงั น้ี

1. การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นการมีส่วนร่วมของทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐในการ
บรหิ ารงาน เพ่ือใหเ้ กดิ ความคดิ ริเร่มิ และพลังการทางานที่สอดประสานกัน เพื่อบรรลเุ ป้าหมายในการใหบ้ ริการ
ประชาชน

2. ความยั่งยืน (Sustainability) มีการบริหารงานท่ีอยู่บนหลักการของความสมดุลท้ังในเมืองและ
ชนบท ระบบนเิ วศ และทรพั ยากรธรรมชาติ

3. ประชนชนมีความรู้สึกวา่ เป็นส่ิงที่ชอบธรรม (Legitimacy) และให้การยอมรับ(Acceptance) การ
ดาเนินงานของแต่ละหน่วยงานสอดคลอ้ งกับความต้องการของประชาชนพร้อมท่ีจะยอมสูญเสียประโยชนส์ ่วน
ตนเพ่อื ประโยชนส์ ว่ นรวมทตี่ อ้ งรบั ผิดชอบร่วมกนั

4. มีความโปร่งใส (Transparency) ข้อมูลต่างๆ ต้องตรงกับข้อเท็จจริงของการดาเนินการและ
สามารถตรวจสอบได้ มกี ารดาเนินการท่เี ปดิ เผย ชัดเจนและเปน็ ไปตามที่กาหนดไว้

5. ส่งเสริมความเป็นธรรม (Equity) และความเสมอภาค (Equality) มีการกระจายการพัฒนาอย่าง
ทวั่ ถงึ เทา่ เทียมกนั ไมม่ กี ารเลอื กปฏิบัตแิ ละมีระบบการรับเร่ืองราวรอ้ งทุกขช์ ดั เจน

6. มีความสามารถท่ีจะพัฒนาทรัพยากรและวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี(Resource
Development) เจา้ หนา้ ท่ีของทุกหน่วยงานจะตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาความรู้และทักษะเพอ่ื ให้สามารถนาไปปรับ
ใช้กับการทางานได้ และมกี ารกาหนดข้ันตอนการดาเนินงานทช่ี ัดเจนเพื่อให้ทุกหน่วยงานยดึ ถือเป็นแนวปฏิบัติ
ร่วมกนั

7. ส่งเสรมิ ความเสมอภาคทางเพศ (Promoting Gender Balance) เปดิ โอกาสให้สตรีทั้งในเมืองและ
ชนบทเขา้ มามีส่วนรว่ มในการพัฒนาชุมชนและสงั คมในทุกๆ ดา้ น โดยเฉพาะอย่างย่ิงใหเ้ ขา้ มามสี ่วนร่วมในการ
ปกครองทอ้ งถน่ิ มากขึ้น

20
20

8. การอดทนอดกลั้น (Tolerance) และการยอมรับ (Acceptance) ต่อทัศนะที่หลากหลายรวมทั้ง
ต้องยุติขอ้ ขดั แย้งด้วยเหตผุ ล หาจดุ รว่ มทท่ี กุ ฝ่ายยอมรบั ร่วมกันได้

9. การดาเนนิ การตามหลกั นติ ิธรรม (Operating) by Rule of Law พัฒนาปรับปรงุ แก้ไขและเพ่ิมเติม
กฎหมายใหม้ คี วามทนั สมัยและเป็นธรรม

10. ความรับผิดชอบ (Accountability) เจ้าหน้าท่ีจะต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชนความพึง
พอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติงานจะเป็นตัวชี้วัดสาคัญในการประเมินความสาเร็จของหน่วยงานและ
เจ้าหน้าที่

11. การเป็นผู้กากับดูแล (Regulator) แทนการควบคุม โอนงานบางอย่างไปให้องค์การปกครองส่วน
ท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนที่สดุ หรือบางอย่างก็ต้องแปรรูปให้เอกชนดาเนินการแทน (เสน่ห์ จุ้ยโต. 2557:
50-51)

จอห์น กราแฮม และคณะ (John Graham and others) (2003:3) ได้จาแนกองค์ประกอบของ
ธรรมาภิบาลไว้ 5 ประการ ดงั นี้

1. ความชอบธรรม และการแสดงความคดิ เหน็ (Legitimacy and Voice) หมายถึง การมสี ว่ นร่วมและ
การจดั ทาข้อตกลงร่วมกนั ของประชาชน ทุกคนควรมีสิทธมิ์ เี สียงในการตัดสนิ ใจโดยตรงหรือผา่ นสถาบันกลางที่
ถูกต้องตามกฎหมาย การมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจะทาให้เกิดเสรีภาพในการรวมกลุ่ม และยังก่อให้เกิดการ
จัดทาข้อตกลงร่วมกัน ประกอบด้วย การมีส่วนร่วม(Participation) หมายถึง ทุกคนควรมีสิทธิมีเสียงในการ
ตัดสินทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมผ่านทางสถาบันตัวแทนอันชอบธรรมของตน การมีส่วนร่วมท่ีเปิดกว้างน้ัน
ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีเสรภี าพในการรวมกล่มุ และการแสดงความคิดเหน็ รวมถงึ สามารถเขา้ มามสี ว่ นร่วม
อย่างมีเหตุผลในเชิงสร้างสรรค์ และการมุ่งเน้นฉันทามติ (Consensus - Oriented) มีการประสานความ
แตกต่างในผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ เพอ่ื หาข้อยุติร่วมกันอันจะเปน็ ประโยชน์ต่อทุกฝ่ายไมว่ ่าจะเป็นนโยบาย
และกระบวนการขัน้ ตอนใดๆ ให้มากทสี่ ดุ เทา่ ท่จี ะเป็นไปได้

2. ทิศทาง (Direction) หมายถึง การมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของผู้นาและประชาชน โดยมีมุมมองใน
วงกว้างและระยะยาวในการกากับดูแลท่ีดีและการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ นอกจากน้ียังต้องมีความเข้าใจ
เกยี่ วกบั ความซับซอ้ นทางประวัตศิ าสตร์ วัฒนธรรม และสงั คม

21 21

3. การดาเนินการ (Performance) หมายถึง การตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด โดยการ
ดาเนินการต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สร้างผลลัพธ์ท่ีตรงตามความต้องการในขณะท่ีใช้ทรัพยาก ร
อย่างคุ้มค่าที่สุด ประกอบด้วยการตอบสนอง (Responsiveness) หมายถึง กระบวนการดาเนินงานต้อง
พยายามดูแลเอาใจใส่ผู้มีส่วนได้เสยี ทุกฝ่าย นอกจากนยี้ งั ต้องมปี ระสิทธิภาพและประสิทธผิ ล (Efficiency and
Effectiveness) หมายถึง กระบวนการต้องสร้างผลสัมฤทธ์ิท่ีตรงต่อความต้องการและขณะเดียวกันก็ต้องใช้
ทรัพยากรให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ

4. ความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง ภาครัฐต้องมีความรับผิดชอบต่อสาธารณชนรวมถึงผู้
มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยต้องดาเนินงานด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ประกอบด้วย
ภาระรับผิดชอบ (Accountability) ผู้มีอานาจตัดสินใจไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชนหรือองค์การภาค
ประชาสงั คม ต้องมีภาระรับผดิ ชอบต่อสาธารณชนท่ัวไปและผู้มีส่วนไดเ้ สียในสถาบนั ของตน ส่วนความโปร่งใส
(Transparency) ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารโดยบุคคลท่ีมีความสนใจจะต้อง
สามารถเข้าถึงสถาบนั กระบวนการและข้อมูลข่าวสารได้โดยตรง

5. ความเป็นธรรม (Fairness) หมายถึง ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคตามกรอกฎหมายอย่าง
ยุติธรรมตามสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย ความเสมอภาค (Equity) หมายถึง ผู้ชายและผู้หญิงทุกคนต้องมี
โอกาสในการปรับปรุงสถานะหรือรักษาระดับชีวติ ความเป็นอยู่ของตน และนิติธรรม (Rule of Law) หมายถึง
กรอบตัวบทกฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับเร่ืองของ
สทิ ธิมนษุ ยชน

สานักนายกรัฐมนตรี ได้กาหนดองค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาลในระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่า
ด้วยการสร้างระบบบรหิ ารกิจการบ้านเมืองและสังคมท่ีดี พ.ศ. 2542 โดยทกุ สว่ นราชการต้องถือปฏิบัติ มหี ลัก
พ้นื ฐานของการบริหารกิจการบา้ นเมอื งและสงั คมทดี่ ี 6 ประการ ไดแ้ ก่

1. หลกั นิติธรรม คือ การตรากฎหมาย กฎข้อบังคับตา่ ง ๆ ให้ทนั สมัยและเป็นธรรม เป็นทีย่ อมรับของ
สังคมและสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับเหล่าน้ี โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้
กฎหมายมิใช่ตามอาเภอใจหรอื อานาจของตัวบุคคล

22 22

2. หลกั คุณธรรม คอื การยึดมั่นในความถกู ต้องดงี าม โดยรณรงค์ให้เจ้าหนา้ ทขี่ องรัฐยึดหลกั นใี้ น
การปฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี ห้เป็นตวั อย่างแกส่ งั คมและส่งเสรมิ สนับสนนุ ใหป้ ระชาชนพฒั นาตนเองไปพร้อมกนั เพื่อใหค้ น
ไทยมีความซื่อสัตย์ จรงิ ใจ ขยัน อดทน มรี ะเบยี บวินยั ประกอบอาชีพสุจรติ เปน็ นิสยั ประจาชาติ

3. หลกั ความโปรง่ ใส คอื การสรา้ งความไวว้ างใจซ่ึงกนั และกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทา
งานขององค์กรทุกวงการใหม้ ีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารทเ่ี ป็นประโยชน์อยา่ งตรงไปตรงมาดว้ ย
ภาษาทเ่ี ขา้ ใจง่ายประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและมกี ระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความ
ถูกต้องชดั เจนได้

4. หลักความมีสว่ นร่วม คือ การเปดิ โอกาสให้ประชาชนมีสว่ นร่วมรบั รแู้ ละเสนอความเหน็ ในการ
ตดั สินใจปัญหาสาคัญของประเทศ ไม่วา่ ด้วยการแจ้งความเหน็ การไตส่ วนสาธารณะ การแสดงประชามติ หรือ
อ่ืนๆ

5. หลกั ความรบั ผดิ ชอบ คือ การตระหนกั ในสิทธหิ นา้ ที่ ความสานึกในความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม การใส่
ใจปญั หาสาธารณะของบา้ นเมอื งและกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความเหน็ ท่แี ตกตา่ ง
และความกล้าทจี่ ะยอมรับผลจากการกระทาของตน

6. หลกั ความคุม้ ค่า คือ การบริหารจดั การและใชท้ รัพยากรท่ีมีจากดั เพอ่ื ใหเ้ ป็นประโยชน์สูงสดุ แก่
ส่วนรวม โดยรณรงคใ์ หค้ นไทยมคี วามประหยดั ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรคส์ นิ คา้ และบรกิ ารทม่ี ีคุณภาพ
สามารถแข่งขันได้ในเวทโี ลก และรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ย่งั ยืน

สานักงานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ (2559,ไดจ้ าแนกองคป์ ระกอบของธรรมาภิบาล ไว้ 6 ประการ
ดังน้ี

1. หลกั นิตธิ รรม (Rule of Law) หมายถึง การมกี ฎระเบียบท่เี ปน็ ธรรมกบั ทุกฝา่ ย มีการบงั คบั ใช้กนั
อย่างเสมอภาค และไม่มีการเลอื กปฏบิ ัตแิ บบสองมาตรฐาน (Double Standard) มกี ารปฏบิ ัติเป็นไปตาม
กฎระเบียบ ข้อบังคับ ไมแ่ สวงหาประโยชนโ์ ดยมิชอบ เคารพสิทธแิ ละเสรภี าพตามกฎหมาย

2. หลักคุณธรรม (Virtue) หมายถงึ การยดึ มั่นในความถูกต้องดีงามในการปฏบิ ัติหนา้ ที่ร่วมสรา้ ง
สงั คมไทยให้เปน็ สังคมแหง่ ความซอื่ สตั ย์สจุ ริต มรี ะเบยี บวินัย มคี วามอดทน และร่วมกนั ป้องกันการคอรปั ชั่นใน
องค์การ

23
23

3. หลักความโปรง่ ใส (Transparency) หมายถงึ การบริหารจัดการตรวจสอบได้ เชน่ การทางานที่
เปดิ เผย การจดั ระบบงานที่ชัดเจน มกี ระบวนการทต่ี รวจสอบได้ทุกข้ันตอน และมีการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารที่
เปน็ ประโยชน์ตอ่ สาธารณะ ถูกตอ้ ง โปร่งใส

4. หลกั การมสี ่วนร่วม (Participation) หมายถึง การกระจายอานาจในการจัดการการบริหาร และรับ
ฟังความคิดเห็นของบคุ ลากร การใหค้ าปรกึ ษา การรว่ มวางแผนการทางานและร่วมปฏิบตั ิงาน

5. หลักความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ (Accountability) หมายถึง ความตระหนักในหน้าท่ี
รับผิดชอบ ความสานึกในความรับผิดชอบ การเอาใจใส่ การกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาการเปิดโอกาส
และพรอ้ มที่จะให้ตรวจสอบประเมนิ ผลทีส่ ะท้อนถงึ ความรับผิดชอบ และการยอมรับผลทเี่ กิดขึ้นจากการปฏิบัติ
หนา้ ท่แี ละจากการดาเนนิ งาน

6. หลักความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness) หมายถึงการบริหาร
จัดการอย่างมีประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล การใช้ทรัพยากรอย่างคมุ้ ค่าเพ่อื ประโยชนส์ งู สดุ แกส่ ว่ นรวม

ภาพท่ี 2.1 องค์ประกอบของหลกั ธรรมาภบิ าล
ที่มา
https://ggde.nacc.go.th/storage/ebook/files/EQY4rmsxeouhUAyHdGsEXL2kKzqnJ
FFNGIvp2pTo.pdf

24

24

จากการศกึ ษาองค์ประกอบของการบรหิ ารตามหลักธรรมาภบิ าลจากหลายๆ องคป์ ระกอบทาให้พบว่า
หลักการท่ีสาคัญของธรรมภิบาล คือ การให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ
ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมให้มกี ารดาเนนิ งานร่วมกนั มีปฏสิ ัมพันธซ์ ่ึงกนั และกัน แต่หากมองในหลกั การ
อื่นจะพบว่าความเห็นจากองค์การระหว่างประเทศ นักวิชาการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างก็ให้
แนวคดิ ในองคป์ ระกอบของธรรมาภบิ าลไมเ่ หมือนกนั ทกุ ประการ นั่นเปน็ เพราะการดาเนินงานแต่ละภาคส่วนมี
ความแตกต่างกัน จึงทาให้หลักธรรมาภิบาลแต่ละท่ีแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลักการซึ่งเป็นหัวใจสาคัญ
ของการบริหารตามหลักธรรมาภบิ าล คอื การมสี ่วนร่วม ความรบั ผิดชอบ ความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้

หลักนิติธรรม เพราะทุกองค์การมีแนวคิดหลักประชาธิปไตยอยู่เบ้ืองหลังการดาเนินงาน สนับสนุนให้
ประชาชนมีส่วนรว่ มในการบริหาร ทาให้เกดิ การบริหารที่มีความโปรง่ ใส มีความรับผิดชอบ และบริหารโดยอยู่
บนฐานของการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงการดาเนินงานด้วยความคุ้มค่ามีประสิทธิภาพในการบริหารและ
เกดิ ประสิทธผิ ลทีด่ ี

2.4 เปา้ หมายของหลกั ธรรมาภบิ าล

ประการแรก การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เพ่ือให้การบริหารงานภาครัฐมีคุณภาพได้มาตรฐานตามที่
ประชาชนต้อง มีความโปร่งใสในการตัดสินใจและในกระบวนการทางานให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร ร่วม
แสดงความคิดเห็นและมีสว่ นรว่ มในการทางาน รวมท้ังการประหยดั มีประสิทธิภาพต่อผลงานนั้นแทนการเนน้
ทาใหถ้ กู ตอ้ งตามกฎระเบยี บและวิธกี ารเพยี งอย่างเดยี ว

ประการท่ีสอง การปรับเปล่ียนบทบาทของการทางานของภาครัฐ โดยเน้นงานในหน้าที่หลักของ
ภาครัฐซึ่งได้แก่ การกาหนดนโยบายท่ีมองการณ์ไกลการมีบังคับใช้กฎหมายที่ให้ความเสมอภาคเป็นธรรมและ
องคก์ ารบริหารอยา่ งเปน็ อสิ ระ มสี ว่ นรว่ มของภาคประชาชนในการดาเนนิ การ

ประการที่สาม การบริหารแบบพหุภาคี ได้แก่ การบริหารท่ีให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการ
กาหนดเปา้ หมายตัดสินใจ หรือรว่ มปฏบิ ตั งิ านโดยไม่ผูกขาดหรอื รวมศนู ย์อานาจ

25 25

เป้าหมายสาคัญของธรรมาภิบาล ก็คือการเกิดความเป็นธรรม ความสุจริต ความมีประสิทธิภาพ
ความซ่ือสัตย์ (honesty) ซ่ือตรง (integrity) และการคุ้มค่า (value for money) ทาอย่างไรถึงจะไปถึง
เป้าหมายนัน้ ได้ วธิ ีการทีส่ าคญั ทท่ี าให้เกดิ เป้าหมายท่พี ึงปรารถนา กค็ อื ความโปร่งใส (transparency) การมี
สานึกรบั ผดิ ชอบ ( accountability) การตรวจสอบได้ ตอบคาถามได้ (answerability) และการมสี ว่ นร่วมของ
ประชาชน (public participation) สภาพแวดล้อม ท่ีจะให้การทางานตามโครงสร้างหรือวิธีการประสบ
ความสาเร็จก็คือสภาพแวดล้อมท่ีเน้นในเร่ืองของประมวลจริยธรรม (Code of Ethics) ประมวลการปฏิบัติที่
เป็นเลิศ (Best Practices) และวัฒนธรรมธรรมาภิบาล (Culture of Governance) (ถวิลวดี บุรีกุล,
2559:239-249)

ภาพท่ี 2.2 ภาพหลักธรรมาภบิ าล

ที่มา : https://www.google.com/search

26 26

3 สมรรถนะด้านการใชเ้ ครอ่ื งมอื
การเรยี นรู้ในยคุ ดจิ ิทลั

3.1 ความหมายเคร่ืองมือการเรยี นรู้ในยคุ ดจิ ิทัล

เครื่องมือการเรยี นร้ใู นยุคดจิ ิทัล หรือ Digital Learning Tools หมายถึง เครือ่ งมือการเรียนรู้ออนไลน์
แบบโปรแกรมแอพลเิ คช่นั หรือเทคโนโลยใี ดๆ ทสี่ ามารถเข้าถึงได้ผ่านการเชื่อมต่อเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตและ
เพิม่ ความสามารถของผูส้ อนในการนาเสนอข้อมลู และความสามารถในการเข้าถงึ ข้อมลู นัน้ ของผู้เรียน
(Study.com,2017)

เครอ่ื งมอื การเรยี นรใู้ นยคุ ดจิ ิทัล หมายถึง ซอฟตแ์ วรแ์ ละแพลตฟอรม์ สาหรับการเรียนการสอนท่ี
สามารถใช้กบั คอมพวิ เตอรห์ รือโทรศพั ทส์ มารท์ โฟนเพ่ือทางานรว่ มกบั ข้อความ รปู ภาพ เสียงและวดิ โี อ เปน็
โปรแกรมสาหรับแก้ไขเนื้อหาดจิ ิทลั และการทางานร่วมกันและแบ่งปนั ทรพั ยากรรว่ มกบั ผ้อู ่ืน (Interactive
Teaching in Languages with Technology, 2017)

สรุปได้ว่า “เครอ่ื งมือการเรยี นรใู้ นยคุ ดิจิทัล” หมายถงึ โปรแกรมหรอื แอพลเิ คชน่ั สาหรับการเรยี นรู้
ของบุคคลทง้ั แบบเรยี นรู้ส่วนบุคคลหรือเรยี นรู้แบบกลุม่ ซงึ่ ผใู้ ช้งานสามารถเขา้ ถึงด้วยการเชอื่ มต่ออินเทอร์เน็ต
ผ่านคอมพิวเตอร์ แทบเลต็ หรือสมารท์ โฟน

3.2 ประเภทของเครื่องมอื การเรยี นรู้ในยคุ ดจิ ทิ ลั

เครื่องมือการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลท่ีมีใช้อยู่ในปัจจุบันมีจานวนมากมายมหาศาลท่ีใช้งานท้ังการเรียนรู้
ส่วนบุคคลและพัฒนางาน (Personal & Professional Learning) ส่วนการจัดศึกษา (Education) และส่วน
สถานท่ีทางาน (Workplace Learning) จากการศึกษาวิจัยของ Hart (2017) ผู้ก่อตั้ง Centre for Learning
and Performance Technologies ในประเทศสหราชอาณาจักร ไดท้ าการวิจัยสารวจความนิยมในการใช้งาน
เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้จากบุคคล หน่วยงานและองค์กรต่างๆ จาก 52 ประเทศท่ัวโลก ตั้งแต่ปี 2007
จนถึงปจั จบุ นั พบวา่ ในโลกของเราน้ีมีเคร่ืองมือดิจทิ ลั เพอ่ื การเรียนรทู้ เี่ ป็นยอมรับและใชง้ านหลายชนิด

27 27

ผลจากการสารวจอย่างตอ่ เน่ืองนเี้ อง ทาใหม้ ีการจัดหมวดหมู่ประเภทของเคร่ืองมือดิจิทัลเพ่ือ
การเรียนรู้ที่แบ่งตามลักษณะการใช้งานของเครื่องมือแต่ละชนิดที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการเรียนรู้
ของผู้ใช้งาน ดังน้ัน หากจะจาแนกประเภทเครื่องมือดิจิทัลเพ่ือการเรียนรู้ สามารถแบ่งตามลักษณะ
การใช้งานตามกิจกรรมการเรียนการสอน ออกเป็น 5 ประเภท (Hart,2017; Poore, 2013) ได้แก่
1) เครื่องมือการจัดการเรียนการสอน 2) เคร่ืองมือพัฒนาเน้ือหา 3) เคร่ืองมือทรัพยากรบนเว็บไซต์
4) เคร่ืองมอื ทางสงั คม และ 5) เคร่ืองมอื ส่วนบคุ คลและพัฒนางาน มรี ายละเอียด ดังน้ี

ภาพท่ี 3.1 ประเภทเคร่อื งมือดจิ ิทลั เพื่อการเรยี นรู้

28 28

1. เครอ่ื งมือการจัดการเรียนการสอน (Instructional tools) เป็นเครือ่ งมือทใี่ ช้สาหรบั จัดการเรียน
การสอนแบบออนไลน์ ใชอ้ อกแบบและสร้างกิจกรรมการเรียนรู้บนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ตผ่านทางแอพลิเคช่นั
ตา่ งๆ ทั้งรปู แบบเรียนเป็นหลกั สตู รเปน็ รายวชิ า เป็นเนอื้ หาเฉพาะเรอื่ งจัดการเรียนรู้ได้ท้ังแบบสว่ นบคุ คลหรือ
แบบหอ้ งเรยี นเสมือน ซงึ่ รองรับการนาเสนอเน้ือหาแก่ผ้เู รียนในลกั ษณะที่หลากหลาย อาทิเช่น ขอ้ มลู ตวั อักษร
เสยี ง ภาพ แอนเิ มชัน่ วดิ ีโอ เกมส์ แบบทดสอบ หรอื มัลติมีเดีย เป็นต้น การใชเ้ ครื่องมือการจดั การเรยี นการ
สอนน้ีจะใชเ้ พือ่ สรา้ งกิจกรรมการเรียนการสอน การทางานรว่ มกัน การสอื่ สารระหว่างผู้เรยี นและผู้สอน

การควบคุมและจัดลาดับการเรียนรู้ และการอานวยความสะดวกในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ผู้ที่ใช้
เคร่ืองมือการจัดการเรียนการสอน นี้อาจเป็นผู้สอนในสถาบันการศึกษา นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร
ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ นักออกแบบระบบหรือนักดูแลระบบ และผู้เรียนเคร่ืองมือการจัดการเรียน
การสอน

แบ่งออกเปน็ 3 ประเภทยอ่ ย ดงั น้ี

1.1 เครื่องมือช่วยสร้างการเรียนรู้ (Authoring tools) เป็นเคร่ืองมือที่ใช้สร้างบทเรียนออนไลน์หรือ
หลักสูตรออนไลน์ที่ทางานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเรียนผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน
(smartphone) หรือแทบเล็ต (tablet) เคร่ืองมือน้ีจะใช้สร้างเน้ือหาของบทเรียน ท้ังแบบข้อความ ภาพ
ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือแอนิเมชั่น ทาการรวบรวมทรัพยากรการเรียนรู้มาถ่ายทอดเป็นบทเรียนในลักษณะ
มลั ตมิ เี ดียและสามารถสรา้ งปฏิสัมพันธก์ ับผเู้ รยี นได้

1.2 ระบบการจัดการเรียนรู้ (Learning Management Systems and Learning platforms)เรียก
สั้น ๆ ว่า LMS เป็นเครื่องมือที่ใช้เพ่ือสร้างระบบบริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทุก
ขั้นตอน ตั้งแต่การลงทะเบียน การนาเสนอบทเรียน การทากิจกรรม การเก็บคะแนน การทดสอบการให้
การบ้านหรือภารงาน รวมทั้งการสื่อสารระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เครื่องมือระบบการจัดการเรียนรู้น้ีจะใช้
อานวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยที่ผู้สอนนาเนือ้ หาและส่ือการสอนข้ึนเว็บไซต์รายวชิ า
ตามท่ีได้ขอให้ระบบจัดไว้ให้ได้โดยสะดวก ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยผ่านเว็บไซต์ ผู้สอนและ
ผู้เรียนติดต่อส่อื สารได้ผ่านทางเครอ่ื งมือส่ือสารทีร่ ะบบจัดไวใ้ ห้

29
29

1.3 เคร่ืองมือโต้ตอบในช้ันเรียน (Classroom response tools) เป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างการ
ตอบสนองและการโต้ตอบ (interaction) กนั ในชนั้ เรยี นระหว่างผู้เรียนกับเคร่ืองมือต่างๆ และเปน็ เครื่องมือใน
การให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) แก่ผู้เรียนเครื่องมือโต้ตอบในช้ันเรียนนี้สามารถสร้างการสารวจความ
คิดเห็น (polling) การถามตอบและการสอบ (quizzing & testing) และเกมส์ (game)

2. เคร่ืองมือพัฒนาเนื้อหา (Content development tools) เป็นเครื่องมือท่ีใช้สาหรับสร้างสรรค์
เนือ้ หาหลากหลายรูปแบบ เนอ่ื งจากเนื้อหาถือเป็นหัวใจสาคัญในการเรียนรจู้ ึงต้องมีการออกแบบ พัฒนา และ
นาเสนอเนื้อหาใหม้ ีความชัดเจน ความถูกต้อง และต้องมีความสนใจ กระตุ้นและส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้
เนื้อหานั้นๆ เครื่องมือพัฒนาเน้ือหาน้ีจะสามารถสร้างเน้ือหาได้ทั้งเป็นข้อความ ภาพ กราฟิก เสียง
ภาพเคล่ือนไหว แอนนิเมชั่น วิดีโอ มัลติมีเดีย แบบฟอร์ม Augmented Reality (AR) Virtual Reality (VR)
หรือแบบอ่ืน ๆ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกใชไ้ ด้ตามความต้องการของตนเคร่ืองมือพัฒนาเน้ือหา แบ่งออกเป็น 3
ประเภทยอ่ ย ดงั น้ี

2.1 เครอื่ งมือพฒั นาเน้ือหา (Content development tools) ใชเ้ ปน็ เครื่องมือสาหรับสร้างตกแตง่
และดดั แปลงเน้ือหาให้อยู่ในลักษณะตรงตามความต้องการของผ้ผู ลิตและผู้ใช้งาน เน้ือหาทีส่ รา้ งน้ีจะอยู่ใน
รูปแบบของข้อความ ภาพ เสียง กราฟิก แอนเิ มชน่ั วิดีโอ HTML5, PDF file, Augmented Reality (AR)
หรือ Virtual Reality (VR) แลว้ จะถกู นาไปใช้เพ่ือการเรียนรู้ โดยผู้สอนจะใชส้ อนถา่ ยทอดความร้สู ู้ผูเ้ รยี น หรอื
ผูเ้ รยี นจะใชใ้ นการสรา้ งสรรค์ผลงานทส่ี ะท้อนถงึ ผลการเรียนรู้ของตนเอง เคร่ืองมือประเภทน้ีมีจานวนมากมาย
มหาศาลอยู่บนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตใหส้ ามารถเลอื กใช้ไดต้ ามความต้องการ

2.2 เครอื่ งมือจับภาพหนา้ จอและจบั ภาพเคลอ่ื นไหวบนหน้าจอ (Screen capture and screen
casting tools) เปน็ เครอ่ื งมือท่ใี ชบ้ ันทึกภาพหนา้ จอคอมพิวเตอรห์ รอื บันทึกการเคลื่อนไหวทก่ี าลงั ปรากฏอยู่
บนหนา้ จอคอมพวิ เตอร์ เพ่ือสรา้ งเป็นวิดีโอมาประกอบเสยี งบรรยายหรือสรา้ งเป็นแอนิเมช่ันในลักษณะไฟล์
วิดีโอ WMV ที่เปิดใชง้ านได้ในอุปกรณ์ทกุ ประเภทหรือจะอพั โหลด (upload) ขนึ้ บนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็

2.3 เครอ่ื งมือแบบฟอรม์ สารวจ (Survey forms tools) เปน็ เครอ่ื งมือท่ีใชส้ ร้างแบบสารวจ
แบบสอบถามได้หลายรูปแบบ มีลกั ษณะเปน็ แบบฟอร์มออนไลนท์ ีส่ ามารถเกบ็ รวบรวมข้อมลู แล้ววิเคราะหผ์ ล
ข้อมลู จากการสารวจไดเ้ สร็จสมบรู ณ์

30
30

3. เคร่ืองมือทรัพยากรบนเว็บไซต์ (Web resources tools) เปน็ เคร่อื งมือที่อยบู่ นเครือข่าย
อนิ เทอรเ์ น็ตในลกั ษณะเว็บไซตจ์ ัดเปน็ ทรัพยากรแบบออนไลน์ท่ีผู้เรียนแต่ละบุคคลสามารถเลอื กศกึ ษาเรียนรู้
ด้วยตัวเอง (Self-Learning) เพื่อสืบค้นขอ้ มูล เข้าถึงแหลง่ ข้อมูลศึกษาดว้ ยตนเอง จัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ
นาเสนอและเผยแพร่ความรู้ของตนเองออกมาสู่สาธารณะไดน้ อกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถใชเ้ คร่อื งมือน้ีนาเสนอ

ความรู้แก่ผู้เรียนในลักษณะของแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ได้อีกด้วย เครื่องมือทรัพยากรบนเว็บไซต์
แบง่ ออกเปน็ 5 ประเภทยอ่ ย ดังน้ี

3.1 เครื่องมือสืบค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต (Web browsers and search engines tools) เป็น
เครื่องมือที่ช่วยสืบค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีการค้นหาจากคาสาคัญ (Keyword) หรือค้นหาจาก
หมวดหมู่ (Directories)

3.2 เครือ่ งมือแหลง่ ทรพั ยากรบนเว็บไซต์ (Web resources tools) เป็นเครือ่ งมือที่เป็นแหลง่ ความรู้ท่ี
มีเน้ือหาบรรจุอยู่ในน้ัน ถูกใช้เพื่อการแก้ปัญหา การค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างแรงบันดาลใจทางการ
เรียนรู้ เครื่องมือชนิดนี้ถูกสร้างไว้เป็นจานวนมากมายมหาศาลและได้รับความนิยมเป็นอย่างย่ิงในการเรียนรู้
ส่วนบคุ คล ทง้ั วิดีโอคลปิ ใน YouTube สารานกุ รมออนไลนอ์ ยา่ ง Wikipedia เสยี ง หนังสอื หนงั สือเสยี ง สไลด์
ออนไลน์

3.3 เครือ่ งมอื หลกั สตู รออนไลน์บนเว็บไซต์ (Web course platforms tools) เปน็ เคร่ืองมือที่ผูใ้ ช้งาน
สามารถเขา้ เรียนในหลักสูตรออนไลน์ที่อย่บู นเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต เข้าถึงได้ง่ายโดยการเรียนผ่านเว็บไซต์ของ
สถาบันทเี่ ปน็ ผูผ้ ลติ หลกั สูตรหรือบทเรียนออนไลนน์ ้ัน ผู้เรยี นทีเ่ ปน็ ผ้ใู ช้งานสามารถเขา้ ถึงหลักสูตร ลงทะเบียน
เรียน ศึกษาด้วยตนเองผ่านบทเรียนท่ีถูกสร้างไว้ และเมื่อจบหลักสูตรก็จะได้รับประกาศนียบัตรหรือใบรับรอง
จากบางสถาบนั ดว้ ย

3.4 เครื่องมือข่าวและจัดการเนื้อหา (News and curation tools) เป็นเคร่ืองมือท่ีมีลักษณะเป็น
เว็บไซต์บริการออนไลน์ท่ีทาการเก็บรวบรวมและแบ่งปันข่าวสารหรือเน้ือหาที่น่าสนใจอยู่บนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตเครื่องมือนี้จะทาการควบคุมเนื้อหาสาหรับนาเสนอแก่ผู้ใช้งาน ทาการรวบรวมข้อมูล จัดการกับ
ข้อมูล เนื้อหา ข่าวสาร หัวข้อและประเด็นท่ีน่าสนใจมาจัดเป็นหมวดหมู่ ข่าว ภาพ บุ๊คมาร์ก นิตยสาร เว็บ
มอนเิ ตอร์

31 31

3.5 เครื่องมือบล็อกและเว็บไซต์ (Blogging and website tools) เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะเป็น
เวบ็ ไซตท์ ีผ่ ู้ใช้งานสามารถเรียนรไู้ ดจ้ ากบล็อกและเวบ็ ไซต์ท่ีมกี ารเผยแพร่ไวอ้ ยู่แลว้ บนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต
เคร่ืองมือนี้ผู้ใช้งานจะศึกษาเน้ือหาที่มีการเผยแพร่ไว้แล้ว หรือจะใช้เป็นสร้างสรรค์และเผยแพร่ข้อมูลของ
ผู้ใช้งานเองให้ผู้อื่นเข้ามาเรียนรู้ได้ด้วยเช่นกัน เครื่องมือบล็อกมีการนาเสนอเน้ือหาท่ีหลากหลายเรื่องราว
ตามแตเ่ จา้ ของบล็อกไดเ้ ขยี นไว้ ผู้ใช้งานสามารถเปิดเขา้ ไปอ่านแลว้ แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั เน้ือหาท่ีได้

เรียนรู้จากบล็อกนั้นได้นอกจากน้ี ผู้ใช้งานยังสามารถเขียนเร่ืองราวท่ีตนเองสนใจเล่าผา่ นบล็อกได้อีก
ด้วย ส่วนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือท่ีมีการเผยแพร่เนื้อหาไว้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกัน แต่แตกต่างกัน
ตรงท่ีผู้ใช้งานท่ีเป็นผู้เรียนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ท้ังนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถใช้เคร่ืองมือเว็บไซต์สรา้ ง
และเผยแพรผ่ ลงานของตนเองเพือ่ ในรปู แบบเวบ็ ไซต์ไดด้ ้วยเช่นกนั

4. เคร่ืองมือทางสังคม (Social tools) เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้ปฏิบัติการกันทางสังคมเพื่อสื่อสารระหว่าง
กันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ในลักษณะการมีปฏิสัมพันธ์แบบสังคมออนไลน์ผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต สามารถสร้างการส่ือสารถ่ายทอด เผยแพร่ แลกเปลี่ยน เนื้อหาหรือเร่ืองราวที่ต้องการสื่อสารกัน
ระหว่างคนในสังคม ผ่านส่ือกลางท่ีคนท่ัวไป มีส่วนร่วมในการสร้างและแลกเปล่ียนความคิดเห็นต่างๆ ผ่านสื่อ
สงั คม ทีเ่ รียกกนั วา่ โซเชียลมเี ดยี (Social Media) เคร่ืองมือทางสงั คม แบ่งออกเปน็ 4 ประเภทย่อย ดังน้ี

4.1 เคร่ืองมือเครือข่ายทางสังคมและส่งข้อความ (Social networks and messaging tools) เป็น
เคร่ืองมอื ท่ีมลี ักษณะเปน็ เว็บไซตท์ ่ีใช้ตดิ ต่อส่ือสารปฏสิ ัมพนั ธ์กันของคนในสังคม ผใู้ ชง้ านเปน็ ทั้งผู้รับสารและผู้
ส่งสาร เครอื่ งมอื นม้ี อี ิทธิพลมากในสังคมไทยและสังคมโลก มอี ัตราการเข้าใช้งานสงู สุดในอนิ เทอรเ์ นต็ ถกู ใชก้ ัน
อย่างแพร่หลายในทุกวงการ ผู้ใช้งานสามารถเขียนเล่าเร่ืองราว ความรู้สึก ความรู้ สาระต่างๆ นาเสนอรูปภาพ
วิดีโอภาพเคล่ือนไหว เล่นเกมส์ ทั้งยังสามารถส่งข้อความส่ือสารระหว่างบุคคลหรือกลุ่มได้ด้วยเคร่ืองมือการ
ส่งข้อความ (messaging tools) มักจะเป็นส่วนหน่ึงของเคร่ืองมือเครือข่ายทางสังคมซ่ึงสามารถใช้เป็น
เครื่องมือเพ่อื การเรยี นรู้ดว้ ยตนเองของคนในยุคปัจจุบนั

32 32

4.2 เครื่องมือการประชุมผ่านวิดีโอ (Video meeting tools) เป็นเคร่ืองมือส่ือสารที่ทาให้ผู้ใช้งานท้ัง
สองฝา่ ยพูดคุยกนั มองเหน็ หนา้ ไดย้ ินเสยี งกนั ในเวลาเดียวกนั และยังสามารถพูดคยุ ประชุมกันแบบกลุ่มหลาย
คนได้ เครื่องมือน้ียังใช้จัดประชุมและจัดสัมมนาออนไลน์ได้อีกด้วย เคร่ืองมือสัมมนาออนไลน์ หรือ Webinar
tools ย่อมาจาก Web-based seminar เป็นเครื่องมือท่ีใช้เพ่ือการจัดสัมมนาหรือจัดอบรม สามารถเห็นหน้า
ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน อีกทั้งยังสามารถพูดคุย ตอบโต้ ซักถาม แชร์เอกสาร ภาพ วีดีโอ ให้ทุกคนได้เห็นไป
พร้อม ๆ กันโดยผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น โต้ตอบกับวิทยากรได้ สามารถตั้งคาถาม
อธิบายอภิปรายและมีกิจกรรมในการเรียนรูร้ ่วมกันระหว่างผู้เข้ารว่ มสัมมนาและวิทยากร ทั้งแบบ Real Time
(Live Webinar) ทีส่ ัมมนาพร้อมกันได้ทุกทห่ี รอื แบบ On-demand ท่ดี ูจากการบันทกึ การสมั มนาย้อนหลงั

4.3 เคร่ืองมือการใช้แฟ้มข้อมูลร่วมกัน (File sharing tools) เป็นเครื่องมือท่ีใช้สาหรับเก็บสารอง
ข้อมูลบนคลาวด์คอมพิวติ้ง สามารถเรียกใช้ไฟล์งานของตนเองได้ทุกท่ีทุกเวลาผ่านการใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์
แทบเล็ต หรือสมาร์ทโฟน สามารถเพ่ิม ลด แก้ไข โยกย้าย จัดเก็บ สารองข้อมูลของผู้ใช้งานในรูปแบบไฟล์บน
คลาวดค์ อมพิวตง้ิ และแบ่งปันไฟล์ต่างๆ กบั ผู้อืน่ ได้

4.4 เคร่อื งมือการทางานเปน็ ทมี และร่วมมือกนั (Team and enterprise collaboration tools) เป็น
เครื่องมือเครือข่ายสังคมสาหรับองค์กร ใช้ในการส่ือสารและทางานร่วมกันเป็นทีมของบคุ ลากรในองค์องค์จาก
สถานท่ีต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และมีความปลอดภัยสูงสุด บุคลากรในองค์กรจะใช้เคร่ืองมือน้ีส่ง
ข่าวสาร ความรู้ สาระ ทางานร่วมกัน พูดคุยสื่อสารกันภายในองค์กรของตนเอง สนับสนุนการทางานร่วมกัน
เป็นทมี

5. เครอ่ื งมือสว่ นบคุ คลและพัฒนางาน (Personal & Professional tools) เป็นเครือ่ งมือที่ใช้สาหรับ
การเรียนรู้ดว้ ยตนเองตามวิธีท่ีหลากหลาย ท้งั ในรปู แบบการเรยี นร้อู ยา่ งเปน็ ทางการหรือไมเ่ ปน็ ทางการ ใชเ้ ปน็
เคร่ืองมือในการสร้างชิ้นงาน การพัฒนางานของตนเอง การดารงชีวิตผ่านอุปกรณ์ส่ือสารพกพาแบบไร้สายทั้ง
สมาร์ทโฟน (smartphone) แทปเล็ต (tablet) และเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องมือส่วนบุคคลและพัฒนางาน
แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภทยอ่ ย ดังน้ี

5.1 เคร่ืองมือสานักงาน (Office tools) เป็นเครื่องมือที่ใช้สร้าง แก้ไข และนาเสนอ เอกสารแบบ
โปรแกรมประมวลผลคา งานนาเสนอ ตารางงาน (spreadsheets) ฐานขอ้ มูล (Database) ใชจ้ ดั การข้อมูลท้ัง
แบบสว่ นตัวหรือใชง้ านระบบกลมุ่ ทางานรว่ มกนั ในลักษณะโปรแกรมบนระบบคลาวน์

33
33

5.2 เครือ่ งมืออีเมล์ (email tools) เปน็ เครอื่ งมอื รับสง่ อีเมล์ที่ผู้เรียนควร มีประจาตัวของตนเองเพ่ือใช้
สาหรับการแสดงตัวตนเข้าถึงเคร่ืองมือดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้อื่นๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เน่ืองจาก
เคร่ืองมือดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้และโปรแกรมต่างๆ ในปัจจุบันอยู่ในระบบคลาวน์การเข้าใช้งานทาได้ง่ายและ
สะดวกอย่างยิ่ง เพียงผู้เรียนร้องขอเข้าใช้งานเครื่องมือต่างๆ ด้วยการล็อกอินแสดงตัวตนด้วยอีเมล์แล้วต้ัง
รหัสผา่ นสว่ นบุคคล เพือ่ ระบุการเข้าใชง้ าน

5.3 เคร่ืองมือเพ่ิมผลผลิตส่วนบุคคล (personal productivity tools) เป็นเคร่ืองมือที่ใช้สนับสนุน
การเรยี นรู้ การทางานของตนเองเฉพาะบุคคล จะเปน็ เครื่องมือทอ่ี านวยความสะดวกรวดเร็วในการทางาน

การเรียนรู้ การดารงชีวิตประจาวัน ทั้งการบันทึก จัดเก็บ สร้างเน้ือหา เขียนผังงาน ผังความคิด สร้าง
การนดั หมาย ปฏิทิน แผนท่ี แปลภาษา ตรวจสอบไวยากรณภ์ าษา ตัวอ่าน QR Code/PDF File เป็นต้น

เคร่ืองมอื ดจิ ิทัลเพอ่ื การเรียนรทู้ ่นี ยิ มใช้

เคร่ืองมือดิจิทัลเพื่อการเรยี นรู้มีอยู่มากมายมหาศาลท่ีใหผ้ ู้ใช้งานสามารถเลอื กใช้ได้ตามความตอ้ งการ
ไมว่ ่าจะเปน็ ผู้สอนหรือผู้เรยี น ไมว่ า่ จะใช้เพื่อการจัดการศึกษา การเรยี นรู้ การพฒั นางานของตนเอง ผู้เขยี นจะ
ขอยกตัวอย่างเครื่องมือดิจิทัลเพ่ือการเรยี นรู้ทนี่ ิยมใช้ในปัจจบุ นั ตามประเภทของเครื่องมือดิจิทัลเพ่อื การเรียนรู้
ทีไ่ ด้กลา่ วมาข้างตน้ ดังนี้

1. เครื่องมือการจัดการเรียนการสอน (Instructional tools) เป็นเครื่องมือท่ีใช้สาหรับการจัดการ
เรียนการสอนแบบออนไลน์หรืออีเลิรน์ น่งิ ใชเ้ พอ่ื สรา้ ง นาเสนอเนอ้ื หา บรหิ ารจัดการระบบการเรียนแบบอีเลิร์
นน่ิง และสร้างปฏิสัมพันธโ์ ตต้ อบระหว่างกนั มเี ครอื่ งมอื ทนี่ ยิ มใช้ ดังน้ี

1.1 เครื่องมือช่วยสร้างการเรียนรู้ท่ีได้รับความนิยม ได้แก่ Powtoon, Articulate, Adobe
Captivate, iSpring, Office Mix, Sway, Easy Generator, GoAnimate, Udutu, Videoscribe, Adapt,
Moovly eLearning Brothers, Branchtrack, Lectora และ Explain Everything เป็นตน้

1.2 ระบบการจัดการเรียนรู้ท่ีได้รับความนิยม ได้แก่ aNewSpring, Canvas, Moodle, Google
Classroom, Edmodo, Canvas, Curatr, Blackboard Learn, Degreed, Desire2Learn (D2L), Go Conqr,
Lessonly, Thinkific, Totara Learn, Schoology, PebblePad และ Smarthup เป็นต้น

34 34

1.3 เคร่ืองมอื โต้ตอบในชัน้ เรยี นที่ไดร้ บั ความนยิ ม ได้แก่ Quizlet, Quizizz, Quiz Maker,One-Click,
Kahoot, ExamJet, Plickers, Socrative, Mentimete, Poll Everywhere และ TodaysMeet เปน็ ต้น

2. เคร่ืองมือพัฒนาเน้ือหา (Content development tools) เคร่ืองมือพัฒนาเนื้อหาใช้สร้างและ
ดดั แปลงเนอื้ หาในลักษณะของข้อความ ภาพ เสียง แอนิเมชน่ั วิดโี อ HTML5 AR และ VR มเี ครอ่ื งมือท่ีนิยมใช้
ดงั น้ี

2.1 เคร่อื งมอื พัฒนาเนื้อหาทไ่ี ดร้ ับความนิยม ได้แก่
2.1.1 เครอ่ื งมือสร้างเอกสาร (Documentation tools): Google Docs, Word,Adobe Acrobat
Pro, LibreOffice (Writer), Adobe InDesign, Pixton, Scrivener, Pages, iBooks Author และ
Flipbuilder เป็นต้น
2.1.2 เครื่องมือสร้างงานนา เสนอ (Presentation tools): Prezi, PowerPoint,
Google Slides, Slideshare, office Mix, Sway, Keynote, Haiku Deck, Voicethread, และ Presenter
Media เป็นต้น
2.1.3 เคร่ืองมือการคานวณ (Spreadsheet tools): Google Sheets, Excel
และLibreOffice (Calc) เปน็ ตน้
2.1.4 เครือ่ งมือสรา้ งรูปภาพ (Photo/imaging tools): Adobe Photoshop, Adobe
Illustrator และ Paintshop Pro เป็นต้น
2.1.5 เครอ่ื งมือสรา้ งกราฟิกและกราฟ (Graphic and diagrams tools): Canva, Piktochart,
Infogram, Omnigraffle, Lucidchart, GIMP, Inkscape, Pixabay, Typorama และ Unsplash เปน็ ตน้
2.1.6 เครอ่ื งมือสร้างแอนิเมชั่น (Animation tools): Powtoon, Videoscribe, GoAnimate,
Explain Everything, Adobe Animate, Moovly เป็นตน้
2.1.7 เคร่ืองมือสร้างตกแต่งเสียง (Audio editing tools): Audacity, SoundCloud, และAdobe
Audition เปน็ ตน้

35 35

2.1.8 เครื่องมือสร้างวิดโี อภาพเคลอื่ นไหว ภาพยนตร์ (Video/Movie making/editing tools) :
YouTube, iMovie, Vimeo, Movie Maker, Animoto, Adobe Premiere Pro, Adobe AfterEffects,
Kaltura และ WeVideo เปน็ ต้น

2.1.9 เครือ่ งมือสรา้ ง AR and VR (Augmented Reality and Virtual Reality tools):
Aurasma, ENTiTi, Vrideo และ YouVisit เป็นต้น

2.2 เครื่องมือจบั ภาพหน้าจอและจบั ภาพเคล่ือนไหวบนหน้าจอที่ไดร้ บั ความนิยม ไดแ้ ก่ Camtasia,
Snagit, Screencast-O-matic, Clarify, Jing, Screenflow และ LICEcap เปน็ ต้น

2.3 เครื่องมือแบบฟอรม์ สารวจทไี่ ดร้ บั ความนิยม ได้แก่ Google Forms, SurveyMonkey และ
Type form

3. เครื่องมอื ทรพั ยากรบนเว็บไซต์ (Web resources tools) เคร่ืองมือทมี่ ผี ู้ใหบ้ ริการและผูส้ รา้ ง
หลากหลายท่วั โลก ถูกจดั เกบ็ และเผยแพรบ่ นเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตผู้ใช้งานหรือผู้เรียนสบื คน้ เขา้ ถงึ เลือก
ศกึ ษาไดต้ ามความต้องการ มเี ครอื่ งมือที่นิยมใช้ ดงั น้ี

3.1 เครื่องมือสืบคน้ ข้อมูลในอินเทอรเ์ น็ตท่นี ยิ มใช้ ไดแ้ ก่ Google Chrome, FireFox, Vivaldi,
Internet Explore, Google Search, Google Scholar, Bing และ Wolfram Alpha เป็นตน้

3.2 เครอื่ งมือแหล่งทรพั ยากรบนเว็บไซต์ท่นี ิยมใช้ ไดแ้ ก่ Youtube, Wikipedia, Slideshare,TED
Talks & TED ED, Vimeo, SoundCloud, Audible, Blinkist และ Stitcher เปน็ ต้น

3.3 เคร่อื งมือหลกั สตู รออนไลนบ์ นเว็บไซต์ (Web course platforms tools) ที่นยิ มใช้ ไดแ้ ก่
Coursera, Lynda, Udemy, Khan Academy, FutureLearn, edX, Alison, Codecademy และ MOOCs
เปน็ ต้น

3.4 เครอ่ื งมือข่าวและจดั การเน้ือหาท่นี ิยมใช้ ไดแ้ ก่ Feedly, Pinterest, Diigo, Pocket,Scoopit,
Flipboard, Nuzzel, Google Alerts, Anders Pink, Inoreader, Reader3 และ Talkwalker เป็นตน้

36 36

3.5 เคร่อื งมือบล็อกและเว็บไซต์ทน่ี ิยมใช้ ได้แก่ WordPress, Blogger, Weebly, Google Sites,
Wix, Tumblr, Medium และ Adobe Dreamweaver เปน็ ต้น

4. เคร่ืองมือทางสังคม (Social tools) เครื่องมอื ท่ีสรา้ งสรรค์เน้ือหาท่สี ามารถแบ่งปนั แลกเปลี่ยนกัน
ได้ และใชส้ รา้ งปฏิสัมพันธก์ บั ผูอ้ ่นื อีกดว้ ย มีเคร่อื งมือที่นิยมใช้ ดังนี้

4.1 เครื่องมือเครือข่ายทางสังคมและส่งข้อความที่นิยมใช้ ได้แก่ Twitter, Facebook, LinkedIn,
Google Plus, Instagram, Snapchat, Line, Skype, WhatsApp, Slack, Trello, Pinterest และ HipChat
เปน็ ต้น

4.2 เครื่องมือการประชุมผ่านวิดีโอท่ีนิยมใช้ ได้แก่ WebEx, Skype, Zoom, Google Hangouts,
Teamviewer, Appear.In, Join.Me, SharePoint, GoToMeeting, Confluence, Adobe Connect แ ล ะ
Blackboard Collaborate เป็นตน้

4.3 เครื่องมือการใช้แฟ้มข้อมูลร่วมกันที่นิยมใช้ ได้แก่ Google Drive, Dropbox, OneDrive และ
own Cloud เปน็ ต้น

4.4 เครื่องมือการทางานเป็นทีมและร่วมมือกันที่ นิยมใช้ ได้แก่ Team and enterprise
collaboration tools: Slack, Yammer, Trello, Padlet, SharePoint, Google Suite, Microsoft Teams,
Confluence, Basecamp, Jive และ Asana เป็นตน้

5. เครื่องมือส่วนบุคคลและพัฒนางาน (Personal & Professional tools) เคร่ืองมือท่ีใช้สร้าง
ผลงานและตอบสนองการทางานการเรียนรู้ส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่ออานวยความสะดวกใน
ชีวติ ประจาวันของผใู้ ช้งานในหลายมติ ิ มเี ครือ่ งมอื ที่นิยมใช้ ดงั นี้

5.1 เครื่องมือสานักงานท่ีนิยมใช้ ได้แก่ PowerPoint Google Docs/Drive, Word, Excel, Prezi,
Apple Keynote, Scrivener และ Apple Pages เป็นต้น

5.2 เครอื่ งมอื อีเมล์ทน่ี ิยมใช้ ได้แก่ Gmail, Outlook และ Mailchimp
5.3 เครอ่ื งมอื เพ่มิ ผลผลติ ส่วนบคุ คลทีน่ ยิ มใช้ ไดแ้ ก่ ActExs, Everenote, OneNote, Google Keep,
PebblePad, Mind Manager, MindMeister, Wisemapping, Freemind, Google Maps,

37 37

Grammarly,Google Calendar, Cite This for Me, Threema, Google Translate, Office Lens,
iTunes, Google Reader,Quick Scan, Zeef, Talkbook, My Student Life, Zapier แ ล ะ
DeepLTranslator
เป็นต้น

3.3 แหลง่ สืบค้นและการใชเ้ ครอื่ งมือการเรยี นรใู้ นยุคดจิ ทิ ัล

เทคนิคการสืบค้นข้อมลู หมายถงึ วธิ ีการตา่ ง ๆ ท่ีใชป้ ระกอบในการสร้างประโยคการค้นหา เพือ่ ให้ได้
สารสนเทศทีต่ รงกบั ความต้องการมากทส่ี ดุ เทคนคิ ในการสบื ค้นขอ้ มลู นนั้ สามารถแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ
การค้นหาพน้ื ฐานหรอื อย่างง่าย (basic search) และการคน้ หาแบบซับซอ้ นหรือขัน้ สงู (advanced search)

การค้นหาแบบพ้ืนฐาน (basic search) เป็นการค้นหาสารสนเทศอย่างง่าย ไม่ซับซ้อน โดยใช้คาโดด
ๆ หรือคาผสมเพียง 1 คา ในการสืบค้นข้อมูล ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลจากช่ือผู้แต่ง ช่ือเรื่อง หัวเร่ือง และคา
สาคัญ

การค้นหาแบบข้ันสูง (advanced search) เป็นการค้นหาที่ซับซ้อนมากกว่าแบบพ้ืนฐาน ซึ่งมีเทคนิค
หรือรูปแบบการค้นที่จะช่วยให้ผู้ค้นสามารถจากัดขอบเขตการค้นหาหรือค้นแบบเจาะจงได้มากข้ึน เพื่อให้
สามารถคน้ หาขอ้ มลู ไดท้ ต่ี รงกับความต้องการมากทส่ี ุด ไดแ้ ก่

1) Boolean Logic หรือการค้นหาโดยใช้ operator เป็นการค้นหา โดยใช้คาเชื่อม 3 ตัว คือ AND,
OR และ NOT ดงั นี้

- AND ใช้เชื่อมคาค้น เพื่อจากัดขอบเขตการค้นหาให้แคบลง เช่นต้องการค้นหาคาว่า ส้มตาท่ีเป็น
อาหาร มีรูปแบบการค้นดังน้ี คือ “ส้มตา AND อาหาร” หมายถึง ต้องการค้นหาคาว่า “ส้มตา” และคาว่า
“อาหาร”

- OR ใช้เช่ือมคาค้น เพ่ือขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น เช่น “ส้มตาไทย OR ส้มตาปูปลาร้า” หมายถึง
ตอ้ งการคน้ หาคาว่า “สม้ ตาไทย” และ “ส้มตาปปู ลารา้ ” หรอื ค้นหาคาใดคาหน่งึ กไ็ ด้

38 38

- NOT ใช้เช่ือมคาค้น เพ่ือจากัดขอบเขตให้แคบลง เช่น ต้องการค้นหาคาว่า “ส้มตา AND อาหาร
NOT เพลง” หมายถึง ต้องการค้นหา คาว่า “สม้ ตา” ท่ีเป็น “อาหาร” ไม่เอา “สม้ ตา” ท่ีเป็น “เพลง” เปน็ ตน้

2) เทคนคิ การตดั คา
3) เทคนคิ การจากัดคา
การสืบค้นสารสนเทศ หมายถึง ความพยายามของบุคคลในการค้นหาให้ได้มาซึ่งสารสนเทศท่ีตอ้ งการ
โดยใชเ้ คร่ืองมอื สบื คน้ ดว้ ยมือ หรอื เทคโนโลยี ความสาเร็จในการสบื ค้น โดยทวั่ ไป ขน้ึ อยกู่ ับกลยุทธแ์ ละเทคนิค
การสบื ค้นที่ใชท้ ักษะในการใชเ้ ครื่องมือสืบคน้ ต่าง ๆ รวมท้ังความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกับประเภทของสารสนเทศ
ท่ีได้จากการสืบค้นอนั จะนาผสู้ ืบคน้ ให้ เข้าถงึ แหล่งท่จี ัดเก็บและใหบ้ ริการสารสนเทศและทรัพยากรสารสนเทศ
ทีต่ อ้ งการไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และตรงตามความต้องการ

เครื่องมือสืบค้นบนอินเทอร์เน็ต (internet) จะช่วยให้การเข้าถึงสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้
ตรงต่อความต้องการอยา่ งง่ายและสะดวก ทงั้ นี้ ผ้ใู ช้ตอ้ งทราบ URL (Uniform Resource Locator) หรือท่ีอยู่
ทาง Internet ของเว็บ (web) ที่ต้องการสืบค้น เพื่อใช้ในการเข้าถึง web นั้นๆ ได้ รวมท้ังให้ข้อมูลสื่อประสม
(multimedia) ด้วย โดยเฉพาะการสืบค้นข้อมูลพจนานุกรม สารานุกรม และดรรชนีวารสาร การรวบรวม
ข้อมูลจาก แหล่งสารสนเทศต่าง ๆ ปัจจุบันแหล่งสารสนเทศมีการให้บริการสารสนเทศหลายรูปแบบ
ซ่งึ สามารถจาแนกได้ 4 ประเภท คอื

1) สือ่ ส่ิงพิมพ์ หรือวัสดตุ พี มิ พ์ (printed materials)
2) สือ่ โสตทัศน์ หรือโสตทศั นวัสดุ (audiovisual materials, audiovisual aids, audiovisual media)
3) สือ่ อิเลก็ ทรอนิกส์ (electronic media)
4) สอ่ื บคุ คล (นฤมล ตันธสุรเศรษฐ์ และคณะ, 2553)

39
39

การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอรเ์ นต็ การคน้ หาข้อมลู ทางอนิ เทอร์เน็ตมดี ้วยกนั 2 วธิ ี ไดแ้ ก่ การค้นหาใน
รปู แบบ index directory และ การคน้ หาในรูปแบบ search engine

1) การคน้ หาในรูปแบบ index directory
วิธกี ารคน้ หาข้อมลู แบบ index ข้อมูลจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าการค้นหาข้อมลู ด้วยวิธี
ของ search engine โดยข้อมูลถูกคัดแยกออกมาเป็นหมวดหมู่ และจัดแบ่งแยกไซต์ (site) ต่างๆ ออกเป็น
ประเภทสาหรบั วิธใี ชง้ าน เราสามารถที่จะคลิกเลอื กข้อมลู ท่ีต้องการได้ใน web browser จากนั้นท่หี นา้ จอก็จะ
แสดงรายละเอยี ดของหัวข้อปลีกย่อยลึกลงมาอีกระดับหนึ่งปรากฏขนึ้ มาให้เราเลือกอีก ส่วนจะแสดงออกมาให้
เลอื กมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กบั ขนาดของฐานข้อมลู ใน index วา่ ในแตล่ ะประเภทจัดรวบรวมเก็บเอาไว้มากน้อย
เพียงใด เม่ือเข้าไปถึงประเภทย่อยที่สนใจแล้วที่เว็บเพจจะแสดงรายชื่อของเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับประเภทของ
ข้อมูลน้ันๆ ออกมา เอกสารใดน่าสนใจหรือต้องการอยากทีจ่ ะดสู ามารถคลิกลงไปยัง link เพ่อื ขอเชือ่ มต่อ ทาง
ไซต์ก็จะนาเอาผลของข้อมูลดังกล่าวออกมาแสดงผลทันที นอกเหนือไปจากนี้ไซต์ท่ีแสดงออกมานั้นทางผู้
ใหบ้ รกิ ารยงั ได้เรยี บเรียงโดยนาเอาไซตท์ ่มี ีความเก่ียวข้องมากที่สุดเอามาไว้ตอนบนสดุ ของรายชื่อทแ่ี สดง
2) การค้นหาในรปู แบบ search engine
วิธีการอีกอย่างท่ีนิยมใช้การค้นหาข้อมูลคือการใช้ search engine ซ่ึงผู้ใช้ส่วนใหญ่กว่า 70% ใช้
วิธีการค้นหาแบบน้ี หลักการทางานของ search engine แตกต่างจากการใช้ index โดยลักษณะของ search
engine เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่มหาศาลท่ีกระจัดกระจายอยู่ท่ัวไปบนอินเทอร์เน็ต ไม่มีการแสดงข้อมูล
ออกมาเป็นลาดับขั้นของความสาคัญ การใช้งานเหมือนการสืบค้นฐานข้อมูลอ่ืนๆ คือ ต้องพิมพ์คาสาคัญ
(keyword) ซ่ึงเป็นการอธิบายถึงข้อมูลท่ีต้องการเข้าไปค้นหาน้ันๆ เข้าไป จากนั้น search engine ก็แสดง
ข้อมูลและไซตต์ ่างๆ ท่ีเกยี่ วขอ้ งออกมา

40 40

หลกั การค้นหาข้อมูลของ search engine

(1) การค้นหาจากช่ือของตาแหน่ง URL ใน เว็บไซต์ตา่ งๆ
(2) การค้นหาจากคาท่ีมีอยู่ใน title (สว่ นท่ี browser ใช้แสดงช่ือของเว็บเพจอยู่ทางดา้ นซ้ายบนของหนา้ ต่างท่ี

แสดง
(3) การคน้ หาจากคาสาคญั หรือคาสั่ง keyword (อยู่ใน tag คาส่ังใน html ทม่ี ีช่อื วา่ meta)
(4) การค้นหาจากสว่ นท่ใี ช้อธิบายหรือบอกลกั ษณะ site
(5) การค้นหาคาในหน้าเว็บเพจด้วย browser ซ่ึงการค้นหาคาในหน้าเว็บเพจนั้นใช้สาหรับกรณีท่ีเข้าไปค้นหา
ข้อมูลที่เว็บเพจใดเว็บเพจหน่ึง แล้วภายในมีข้อความปรากฏอยู่มาก โดยต้องพิจารณาทีละบรรทัด ซ่ึงคงไม่
สะดวกในลักษณะน้ีใช้ browser ช่วยค้นหาโดยขั้นแรก ให้นาเมาส์(mouse) ไปคลิก ที่ menu Edit แล้วเลือก
บรรทัดคาสงั่ find in page หรอื กดปุม่ Ctrl + F ท่ี keyboard จากนัน้ ใสค่ าทีต่ ้องการคน้ หาลงไปก็กดปุ่ม find
next โปรแกรมคน้ หาคาดงั กล่าว หากพบกจ็ ะไปแสดงที่คาน้นั ๆ ซึ่งสามารถกดปุม่ find next เพ่อื ค้นหาต่อได้
อกี จนกวา่ พบขอ้ มลู ทีต่ อ้ งการ (หอสมุดมหาวิทยาลยั เชียงใหม่, 2556)
เคร่อื งมือเทคโนโลยใี นการสืบค้นข้อมลู

การเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่หลากหลายประเภทบนโลกออนไลน์ จาเป็นจะต้องอาศัยเคร่ืองมือที่ช่วยในการ
สบื ค้นขอ้ มลู เพือ่ ให้ไดข้ อ้ มูลทตี่ รงตามความตอ้ งการของผูใ้ ช้ การค้นหาขอ้ มูลทเ่ี รยี กวา่ Search Engine ชว่ ยให้
การค้นหาข้อมูลสะดวกและรวดเร็ว ซ่ึงทาหน้าที่รวบรวมรายช่ือเว็บไซต์ต่าง ๆ ท้ังในประเทศและต่างประเทศ
โดยจัดแยกออกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหวั เรื่องที่ต้องการค้นหาแลว้ ป้อนคาหรือข้อความนั้น ๆ ลง
ไปในช่องทกี่ าหนดคลกิ ปมุ่ ค้นหาเพียงเท่านั้น จะปรากฏข้อมูลและรายชื่อเวบ็ ไซต์ท่เี กี่ยวข้องได้ทันที ทั้งนีข้ ้อมูล
ท่ีปรากฏมีท้ังท่ีเป็นไฟล์ เว็บไซต์ ภาพ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความสนใจ ตัวอย่าง Search Engine ท่ีมี
ช่ือเสียงท้ังในประเทศและต่างประเทศ เช่น Google, Yahoo, Google Scholar เป็นต้น (ไชยยศ ไพวิทยศิริ
ธรรม : 2562)

การคน้ หาดว้ ย search engine ท่ไี ดร้ บั ความนิยม

41 41

การใช้เคร่อื งมอื การเรยี นรูใ้ นยุคดจิ ิทลั
หลักการพืน้ ฐานของการนาเคร่ืองมือดจิ ิทัลเพ่ือการเรยี นรู้ไปใช้ในการเรยี นการสอนมีขัน้ ตอน ดังนี้

1. ข้ันวิเคราะห์ เป็นการศึกษาลักษณะของผู้เรียนว่ากลุ่มเป้าหมายท่ีจะใช้เคร่ืองมือดิจิทัลเพ่ือการ
เรยี นรู้นั้นเปน็ ใคร ตอ้ งมที กั ษะหรอื ความร้เู นอื้ หาใดก่อนทจ่ี ะใชเ้ คร่ืองมือเพ่ือการเรียนรนู้ ้ัน

2. ขั้นกาหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เป็นขั้นตอนกาหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนซ่ึงเป็นได้
ทั้งด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัยแล้วจึงกาหนดวัตถุประสงค์ของการใช้งานเครื่องมือดิจิทัล
เพอ่ื การเรยี นรใู้ ห้สอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์การเรยี นร้นู น้ั

3. ขั้นเลือกเคร่ืองมือดิจิทัล เพื่อการเรียนรู้หลังจากกาหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้แล้ว จะต้องทา
การคัดเลือกเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมกับผู้เรียนและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้
ข้ันตอนน้ีต้องเลือกเคร่ืองมือดิจิทัลเพ่ือการเรียนรู้พร้อมกับกาหนดเทคนิคหรือกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะ
ใชร้ ว่ มกัน ทัง้ นตี้ อ้ งคานึงถงึ สภาพ คณุ ลกั ษณะและขอ้ จากดั ของเครื่องมอื ดจิ ทิ ลั เพ่ือการเรยี นรู้แต่ละชนิดว่าเป็น
เช่นใดด้วย เพอ่ื จะนาไปสกู่ ารใชร้ ว่ มกนั อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

4. ข้นั ใช้เคร่ืองมือดิจิทัลเพ่ือการเรียนรู้ เปน็ ข้นั การนาเคร่ืองมือดิจิทลั เพ่ือการเรียนรู้ไปใช้ในการเรียน
การสอน ผู้สอนจะออกแบบวิธีการใช้งานเคร่ืองมือดิจิทัล เพื่อการเรียนรู้กับกระบวนการเรียนการสอนหรือ
กิจกรรม ออกแบบการประเมินผลการใช้เครื่องมือและประเมินผลการเรียนรู้ จากน้ันจึงนาไปใช้จัดการเรียน
การสอนให้แก่ผู้เรียนโดยผู้สอนจะต้องเป็นผู้แนะนาวิธีการใช้งานเคร่ืองมือ ทาหน้าที่เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ
ติดตาม เป็นท่ีปรึกษาให้กับผู้เรียนตามที่ได้วางแผนการสอนไว้ สาหรับผู้เรียนในข้ันตอนน้จี ะใช้เคร่อื งมือดิจิทลั
เพ่อื การเรียนรู้ ค้นคว้า สรา้ งผลงาน ทากิจกรรม และตอบสนองการเรยี นรู้ของตนเอง

5. ข้ันประเมินผลการใช้ เปน็ ข้ันตอนทป่ี ระเมินผลกระบวนการในการใช้เครื่องมือดจิ ทิ ลั เพอ่ื การเรียนรู้
เพ่ือดูว่าการใช้ในแต่ละข้ันตอนมีผลเป็นอย่างไร ประสบปัญหาหรืออุปสรรคใด เพื่อหาสาเหตุและปรับปรุง
การช้งานเครื่องมือดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ในกิจกรรมการเรียนการสอนให้ดีย่ิงข้ึน นอกจากนี้ ยังต้องมีก าร
ประเมินผลท่ีได้จากการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพ่ือการเรียนรู้ซ่ึงวัดจากผลการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าสามารถบรรลุ
ตามวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้หรือไม่ และผลท่ีได้นั้นเป็นไปตามเกณฑ์หรือต่ากว่าเกณฑ์ หากผ่านเกณฑ์ถือว่าการใช้
เครื่องมือเพ่ือการเรียนรู้น้ันประสบความสาเร็จ หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็ทาการหาสาเหตุและปรับปรุงต่อไป (กอบ
สขุ คงมนสั : 2561)

42 42

เป้าหมายของการใช้เครื่องมือดจิ ทิ ลั เพอื่ การเรยี นรู้
1. ใชเ้ พอ่ื การสืบคน้ ขอ้ มูลบนเวบ็ ไซต์และแหล่งขอ้ มลู ออนไลนบ์ นเครือข่าย
2. ใช้เพ่ือการเรียนผ่านหลกั สูตรออนไลน์ (online courses)
3 ใชเ้ พอ่ื การเรียนจากแหล่งทรัพยากรการเรียนร้อู อนไลน์
4. ใชเ้ พื่อการเรยี นจากเครอื ขา่ ยสังคมออนไลน์ท้ังเรยี นรรู้ ว่ มกันแบบกลุ่มหรือเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
5. ใช้เพ่อื รวบรวมข่าวสารและแบง่ ปันข่าวสารและแบ่งปันส่ผู ู้อนื่ ได้
6. ใชเ้ พือ่ สรา้ งงานเอกสารและงานนาเสนอ
7. ใช้เพือ่ สรา้ งสรรคเ์ น้ือหา ความรู้ หลายลกั ษณะอย่างข้อความ กราฟฟิก ภาพนงิ่ ภาพเคลือ่ นไหววิดโี อ แอน
นิเมชน่ั มลั ติมีเดยี แล้วเผยแพรแ่ บง่ ปันแกผ่ อู้ ่ืนได้
8. ใช้เพอื่ เป็นเครื่องมือในการสรุปความคดิ รวบยอดหรือนาเสนอแผนผงั ความคดิ
9. ใชเ้ พอ่ื เขียนเลา่ เรอื่ งราวด้วยการสรา้ งบลอ็ กสว่ นตวั
10. ใช้เพ่ือรับส่งจดหมายอิเลก็ ทรอนิคส์ (email)
11. ใชเ้ พอ่ื การจดั เก็บ สารองขอ้ มูลในรูปแบบไฟลบ์ นคลาวด์คอมพิวต้ิง
12. ใช้เพื่อจัดการงานสว่ นบุคคล พฒั นางานของตน และใช้อานวยความสะดวกในการดารงชวี ติ ประจาวันของ
ตนเอง

3.4 การประมวลผลขอ้ มลู และการนาํ เสนอ

การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) หมายถึง การประมวลผลข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมได้มาผ่าน
กระบวนการต่างๆ เพื่อแปรสภาพข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบท่ีต้องการเรียกว่าข้อสนเทศหรือสารสนเทศ
(Information)
วิธกี ารประมวลผลข้อมูล อาจจาแนกได้ 3 วธิ โี ดยจาแนกตามอุปกรณท์ ีใ่ ช้ในการประมวลผล ไดแ้ ก่

1.การประมวลผลด้วยมือ (Manual Data Processing) เป็นวิธีการที่ใช้มาต้ังแต่อดีตโดยใช้อุปกรณ์
งา่ ย ๆ สามารถจาแนกตามอุปกรณท์ ี่ใชไ้ ดเ้ ปน็ 3 ประการ คอื

– อุปกรณ์ทีอ่ านวยความสะดวกในการเกบ็ รักษา และค้นหาข้อมลู ไดแ้ ก่ บตั รแขง็ แฟม้ ตู้เกบ็ เอกสาร
– อุปกรณ์ที่ช่วยในการนับและคิดคานวณเป็นอุปกรณ์ท่ีง่ายต่อการใช้ ได้แก่ ลูกคิด เคร่ืองคิดเลข
เป็นตน้

43 43

– อปุ กรณท์ ีใ่ ช้ในการคดั ลอกข้อมูล ได้แก่ กระดาษ ปากกา ดินสอ เครอ่ื งอัดสาเนา เปน็ ตน้
การประมวลผลแบบนเ้ี หมาะกับธรุ กจิ ขนาดเล็กทีม่ ีข้อมูลปริมาณไมม่ ากนัก และการคานวณไม่ยุ่งยากซบั ซ้อน

2. การประมวลผลข้อมูลด้วยเคร่ืองจักรกล (Mechanical Data Processing) เป็นวิวัฒนาการมาจาก
การประมวลผลด้วยมือ แต่ยังต้องอาศัยแรงคนบ้าง เพื่อทางานร่วมกับเครื่องจักรกล ในการประมวลผลทาง
ธุรกิจ เครื่องท่ีใช้กันมากท่ีสุด คือ เครื่องทาบัญชี (Accounting Machine) และเคร่ืองท่ีใช้ในการประมวลผล
ท่วั ไปเป็นเครอ่ื งกงึ่ อเิ ล็กทรอนิกส์ เรียกว่า เครือ่ ง Unit Record

3. การประมวลผลข้อมูลด้วยเคร่ืองอิเล็กทรอนิกส์ (EDP : Electronic Data Processing) หมายถึง
การประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ นั้นเอง ลักษณะงานที่เหมาะสมต่อการประมวลผลด้วยเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ คือ

– งานท่ีมีปริมาณมาก ๆ
– ตอ้ งการความถูกตอ้ งรวดเร็ว
– มขี ั้นตอนในการทางานซ้า ๆ กนั เชน่ งานบญั ชี งานการเงิน งานทะเบียนประวตั ิและงานสถติ ิ เป็นตน้
– มกี ารคานวณท่ยี งุ่ ยากและสลับซบั ซ้อน เชน่ งานวจิ ัยและวางแผน งานดา้ นวิศวกรรมศาสตร์ เปน็ ตน้

การประมวลผลข้อมูล สามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดงั น้ี
1. ขน้ั เตรยี มข้อมูล (lnput) เปน็ การจัดเตรยี มข้อมูลที่รวบรวมมาแลว้ ให้อยู่ในลักษณะทีส่ ะดวกต่อการ

ประมวลผล แบง่ เปน็ ขั้นตอนยอ่ ย ๆ ดังนี้
ก. การลงรหัส (Coding) คือ การใช้รหัสแทนข้อมูลจริง ทาให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบท่ีสะดวกแก่การประมวลผล
ทาใหป้ ระหยดั เวลาและเนื้อท่ี รหสั อาจเป็นตัวเลขหรือตวั อกั ษรก็ได้ เชน่ ขอ้ มลู เกยี่ วกับเพศ ใหร้ หัส 1 แทนเพศ
ชาย รหัส 2 แทนเพศหญงิ เปน็ ต้น
ข. การตรวจสอบแก้ไขข้อมูล (Editing) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นไปได้ของข้อมูล และ
ปรับปรุงแกไ้ ขเท่าทจ่ี ะทาไดห้ รือคดั ข้อมูลท่ีไมต่ ้องการออกไป เชน่ คาตอบบางคาตอบขัดแยง้ กันก็อาจดูคาตอบ
จากคาถามข้ออืน่ ๆ ประกอบ แลว้ แกไ้ ขตามความเหมาะสม
ค. การแยกประเภทข้อมูล (Classifying) คือการแยกประเภทข้อมูลออกตามลักษณะงานเพ่ือสะดวกในการ
ประมวลผลตอ่ ไป เช่น แยกตามคณะวิชา แยกตามเพศ แยกตามอายุ เปน็ ตน้

44 44

ง. การบันทึกข้อมูลลงส่ือ (Media) ที่เหมาะสม หมายถึง การจัดเตรียมข้อมูลให้อยู่ในส่ือ หรืออุปกรณ์ท่ีอยู่ใน
รูปที่เคร่ืองคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจ และนาไปประมวลได้ เช่น บันทึกข้อมูลลงในจานแม่เหล็ก หรือเทป
แม่เหล็ก เพอ่ื นาไปประมวลผลด้วยเคร่อื งคอมพิวเตอร์ต่อไป

2. ข้ันตอนการประมวลผล (Processing) เป็นวิธีการจัดการกับข้อมูล โดยนาข้อมูลท่ีเตรียมไวแ้ ล้วเข้า
เครื่อง แต่ก่อนที่เคร่ืองจะทางานต้องมีโปรแกรมสั่งงาน ซึ่งโปรแกรมเมอร์(Processing) เป็นผู้เขียน เคร่ือง
คอมพิวเตอร์จะทาการประมวลผลจนกระทัง่ ไดผ้ ลลัพธ์ออกมาและยังคงเกบ็ ไว้ในเคร่ืองขั้นตอนตา่ ง ๆ อาจเป็น
ดงั นี้
ก. การคานวณ (Calculation) ได้แก่ การคานวณทางคณิตศาสตร์ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร และทาง
ตรรกศาสตร์ เช่น การเปรียบเทยี บคา่ ต่าง ๆ
ข. การเรียงลาดบั ข้อมูล(Sorting) เชน่ เรียงขอ้ มูลจากนอ้ ยไปมาก หรือมากไปนอ้ ยหรือเรียงตามตวั อักษร A ถงึ
Z เป็นต้น
ค. การดึงข้อมูลมาใช้(Retrieving) เป็นการค้นหาข้อมูลที่ต้องการเพ่ือนามาใช้งาน เช่น ต้องการทราบยอดหน้ี
ของลกู ค้าคนหนง่ึ หรอื ต้องการทราบยอดขายของพนักงานคนหนงึ่ เปน็ ตน้
ง. การรวมข้อมูล (Merging) เป็นการนาข้อมูลต้ังแต่ 2 ชุด ข้ึนไปมารวมเป็นชุดเดียวกัน เช่น การนาเอา
เงินเดอื นพนักงาน รวมกับเงินค่าลว่ งเวลา จะไดเ้ ปน็ เงนิ ทต่ี ้องจา่ ยให้แกพ่ นกั งาน
จ. การสรุป (Summarizing) เป็นการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ท้ังหมดให้อยู่ในรปู แบบสั้น ๆ กะทัดรัดตามต้องการ
เชน่ การสรุปรายรับรายจา่ ย หรอื กาไรขาดทนุ
ฉ. การสรา้ งข้อมูลชดุ ใหม่ (Reproducing) เป็นการสรา้ งข้อมลู ชุดใหมข่ ้นึ มาจากข้อมลู เดมิ
ช. การปรับปรุงข้อมูล (Updating) คือ การเพ่ิมข้อมูล (Add) การลบข้อมูล (Delete) และการเปล่ียนค่า
(change) ข้อมลู ท่ีมอี ยู่ใหท้ นั สมัยอยเู่ สมอ

3. ข้ันตอนการแสดงผลลัพธ์ (Output) เป็นงานท่ีได้หลังจากผ่านการประมวลผลแล้วเป็นข้ันตอนใน
การแปลผลลัพธ์ทเ่ี ก็บอยู่ในเครื่อง ให้ออกมาอยูใ่ นรูปท่ีสามารถเข้าใจง่ายได้แก่ การนาเสนอในรูปแบบรายงาน
เช่น แสดงผลสรุปตารางรายงานการบัญชี รายงานทางสถิติ รายงานการวิเคราะห์ต่าง ๆ หรืออาจแสดงด้วย
กราฟ เชน่ แผนภมู ิ หรอื รปู ภาพสรุปข้ันตอนการประมวลผลด้วยเคร่อื งคอมพวิ เตอร์

45 45

การนาเสนอขอ้ มูลดว้ ยเคร่อื งมอื การเรยี นร้ใู นยุคดจิ ิทัล
การนาเสนอข้อมูล เป็นกระบวนการทางานเพื่อให้ผู้อ่ืนรู้และเข้าใจในส่ิงท่ีผู้นาเสนอต้องการให้ผู้รับข้อมูลรู้
การเสนองานสามารถปฏิบตั ิได้อยา่ งหลายรปู แบบ ดังต่อไปน้ี

1. เอกสารส่ิงพมิ พ์
2. มัลติมีเดยี
3. เว็บไซต์

เอกสารสงิ่ พิมพ์
เอกสารส่งิ พิมพ์เป็นการนาเสนองานที่มีผู้นยิ มใช้มากท่ีสุด เนอ่ื งจากทาง่าย สมั ผสั ได้ และใช้เปน็ หลักฐาน

ในการนาเสนอขอ้ มูลได้ ปจั จุบันมกี ารนาเทคโนโลยมี าใชส้ ่งเสรมิ การทางานด้านเอกสารสิ่งพมิ พ์ ในรูปแบบ บน
ส่ือต่างๆ และ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ไม่จาเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ท่ีมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างเอกสาร
สิ่งพิมพ์

ขอ้ ดขี องการนาํ เสนองานด้วยเอกสารสิง่ พมิ พ์
1.เสนอข้อมลู ไดท้ ัง้ รูปแบบตวั อักษร รูปภาพ ภาพนง่ิ แผนภมู ิ แผนผงั และกราฟ
2.สรา้ งได้ง่าย ตน้ ทุนตา่ และใช้เวลาในการสร้างน้อย
3.สามารถนาเสนอได้ทกุ ที่ ทุกเวลา
4.ไมต่ ้องใช้เทคโนโลยอี ่ืนๆ มาช่วยในการนาเสนอ
5.เป็นพนื้ ฐานของการนาเสนอในรูปแบบอื่น
6.ประยุกตใ์ ช้กับการนาเสนองานในรปู แบบอ่นื ได้หลากหลาย

มัลติมีเดยี (Multimedia)
การนาเสนอข้อมูลหลายๆรูปแบบพร้อมๆกันเพื่อส่งเสริมความรู้และความเข้าใจของผู้รับข้อมูล ปัจจุบันมี

การพัฒนามัลติมีเดียอย่างต่อเน่ืองทาให้มีความสวยงามสมจริงตลอดจนสามารถพัฒนาให้ใช้งานบน
อินเทอร์เน็ตได้ การสร้างงานนาเสนอประเภทนี้จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี ต้องใช้
คอมพวิ เตอรท์ มี่ ีคุณภาพมากกว่างานเอกสารส่ิงพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การด์ จอ การด์ เสียง และลาโพง


Click to View FlipBook Version