The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มที่ 5 ผู้บริหารการศึกษา
ศึกษานิเทศก์
ค่านิยมที่พึงประสงค์
มีจิตอาสา
และจิตประชาธิปไตย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yongyutt.tha, 2021-09-23 06:33:05

ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ค่านิยมที่พึงประสงค์ มีจิตอาสา และจิตประชาธิปไตย

กลุ่มที่ 5 ผู้บริหารการศึกษา
ศึกษานิเทศก์
ค่านิยมที่พึงประสงค์
มีจิตอาสา
และจิตประชาธิปไตย

คำนำ

คำนำ

รายงานการศึกษาค้นควา้ ฉบบั นเ้ี ป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ านกั บรหิ ารยคุ ดิจทิ ัล รหสั วิชา 1165301 โดยกลุ่ม
ผศู้ ึกษาได้รบั มอบหมายใหศ้ กึ ษาค้นควา้ ข้อมลู ในหวั ข้อ ผูบ้ รหิ ารการศกึ ษา ศกึ ษานิเทศก์ คา่ นิยมทพ่ี ึงประสงค์ มีจิต
อาสา และจติ ใจประชาธิปไตย ได้ศกึ ษาค้นควา้ มาสรปุ และเผยแพรใ่ หแ้ กผ่ สู้ นใจ ในการนำขอ้ มูลไปใชเ้ พอ่ื การศึกษา
หรือใช้ประกอบการทำงานต่าง ๆ โดยกลุ่มผู้ศึกษาได้สืบค้นข้อมูลเนื้อหา จากแหล่งที่มาที่หลากหลาย อาทิ
วิทยานิพนธ์ งานวิจัย บทความ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผ่านสื่อออนไลน์ และได้อ้างอิงข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ
ตอ้ งการสบื คน้ เพิม่ เติม

กลุ่มผู้ศึกษาขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทีปพิพัฒน์ สันตะวัน อาจารย์ประจำวิชานักบริหารยุค
ดิจทิ ัล ที่ใหข้ ้อเสนอในการทำงานการศึกษาคน้ ควา้ รวมถงึ สนบั สนุนและใหค้ วามร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการทำให้
รายงานการศึกษาค้นคว้านี้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความเรียบร้อย กลุ่มผู้ศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งรายงานการศึกษา
คน้ คว้าเรือ่ งนี้จะเป็นประโยชน์ตอ่ ผูส้ นใจ เพือ่ เป็นแนวทางในการพฒั นาด้านการเรยี นรู้ให้มีประสทิ ธิภาพมากยง่ิ ขนึ้

คณะผจู้ ดั ทำ

สารบญั หนา้

เรอื่ ง 1
คำนำ 2
สารบัญ 2
ผ้บู ริหารการศกึ ษาและศกึ ษานิเทศก์ 3
4
1. ความหมายของผู้บรหิ ารการศกึ ษาและศึกษานเิ ทศก์ 5
- ความหมายของการบรหิ าร 6
-. ความหมายของการบรหิ ารการศึกษา
-. ความหมายของผบู้ รหิ าร 7
- ความหมายของผบู้ ริหารการศกึ ษา 7
-. ความหมายของผู้บริหารสถานศกึ ษา 7
-. ความหมายของการนิเทศการศึกษา 8
- ความหมายของศึกษานเิ ทศก์ 14
15
2. บทบาทของผบู้ รหิ ารการศึกษาและศึกษานิเทศก์ 17
- บทบาทของผบู้ รหิ ารสถานศึกษาและศึกษานิเทศ 17
- บทบาทของผู้บริหารการศึกษา
-. บทบาทหนา้ ที่ของผอู้ ำนวยการสำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา 31
-. บทบาทหนา้ ทขี่ องผู้อำนวยการสถานศึกษาขน้ั พื้นฐาน 34
-. บทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน 38
-. บทบาทหน้าทขี่ องศึกษานเิ ทศก์ 39
- คุณลกั ษณะของผู้บริหารการศึกษาและศึกษานิเทศก์
- คณุ ลักษณะของผ้บู ริหารการศึกษา 40
43
3. คณุ ลกั ษณะของผบู้ ริหารการศึกษาและศกึ ษานิเทศก์
- คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา
- คุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษายุคดิจิทัล
- คณุ ลักษณะของศกึ ษานเิ ทศก์
- คณุ ลักษณะและพฤตกิ รรมท่ีศึกษานิเทศกพ์ งึ มี

4. หลักการและแนวคดิ เกี่ยวกับการบรหิ ารการศกึ ษาและศกึ ษานิเทศก์
- หลักการและแนวคิดเกย่ี วกับการบริหารการศกึ ษา
- หลักการและแนวคิดเก่ียวกับศึกษานิเทศก์

สารบัญ(ต่อ)

เรอ่ื ง หน้า

คา่ นยิ มท่ีพ่ึงประสงค์ มจี ิตอาสา และจติ ใจประชาธปิ ไตย

1. ความหมายของค่านิยมทพี่ ่งึ ประสงค์ จิตอาสา และจิตประชาธิปไตย

- ค่านิยมท่พี ึงประสงค์ 47

- จิตอาสา 50

- ประชาธปิ ไตย 51

2. แนวคดิ เกยี่ วกบั คา่ นิยมทพ่ี ง่ึ ประสงค์ มจี ิตอาสา และจติ ใจประชาธิปไตย

- แนวคิดเก่ยี วกบั คา่ นยิ มที่พึงประสงค์ 53

- แนวคดิ เกีย่ วกับจติ อาสา 54

- แนวคดิ เกีย่ วกบั จติ ใจประชาธิปไตย 55

3. การปลกู ฝังสรา้ งเสรมิ คุณธรรมจริยธรรมค่านิยมที่พงึ ประสงค์ มจี ติ อาสา และจติ ใจประชาธิปไตย

- ความรู้ทว่ั ไปเกยี่ วกบั คุณธรรม 59

- ความรทู้ ว่ั ไปเกย่ี วกับจริยธรรม 62

- ความรู้ทวั่ ไปเกีย่ วกบั ค่านิยม 65

- การปลูกฝังและสร้างเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมท่ีพงึ ประสงค์ มีจิตอาสา

และจติ ใจ ประชาธิปไตย 69

4. การประเมินผลคณุ ลกั ษณะของผเู้ รยี น ตามคา่ นิยมที่พึงประสงค์ มีจติ อาสา และจิตใจประชาธปิ ไตย

- การวดั ประเมินผลคุณลักษณะของผเู้ รยี นตามคา่ นิยมท่พี ึงประสงค์มีจิตอาสาและจิตใจประชาธิปไตย 71

บรรณานกุ รม 78

1

ผบู้ รหิ ารการศกึ ษา และศกึ ษานิเทศก์

1 ความหมายของการบริหารการศกึ ษา
ศกึ ษานเิ ทศก์

 ความหมายของผู้บริหารการศึกษาและศกึ ษานเิ ทศก์
การบริหารการศึกษา การบริหารเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานขององค์การท่ี

มุ่งไปสู่ความ สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพตามเปา้ หมายและเพื่อความอยู่รอดขององค์การ ในที่นี้ได้กลา่ วถึงแนวคดิ
เกี่ยวกบั การบริหารไวด้ ังนี้

ความหมายของการบรหิ าร
ความหมายของการบริหาร และการบริหารการศึกษา คำว่า “การบริหาร” (Administration) ใช้ใน
ความหมายกว้างๆ เช่น การบริหารราชการ อีกคำหนึ่งคือ “การจัดการ” (Management) ใช้แทนกันได้คำว่าการ
บรหิ ารมนี กั วชิ าการทางการบริหารหลายทา่ นได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้
Simon A. Herbert (1950) ไดใ้ ห้ความหมายของการบริหารไว้ว่าการบริหาร คือ กิจกรรมทีบ่ คุ คลตงั้ แต่ 2
คนขนึ้ ไปรว่ มมอื กันดำเนินการใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงคอ์ ย่างใดอยา่ งหน่ึงหรือหลายอย่างร่วมกัน
Bamard Chester (1962) การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึน้ ไปทรี่ ่วมปฏบิ ตั ิการให้
บรรลุเป้าหมายร่วมกนั
Sergiovanni (1992) การบริหาร คือ กระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย
อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ธาราศรีสุทธิและวิบูลย์ โตวณะบุตร (2542) การบริหาร หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคลหลายคนร่วมกัน
ดำเนินการ เพื่อพัฒนาสมาชิกของสังคมในทุก ๆ ด้าน นับแต่บุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถ เจตคติพฤติกรรม
คุณธรรม เพือ่ ให้มคี า่ นยิ มตรงกนั กบั ความต้องการของสงั คม โดยกระบวนการตา่ ง ๆ ที่อาศยั ควบคุมสิ่งแวดล้อมให้
มผี ลตอ่ บคุ คลและอาศยั ทรัพยากรตลอดจนเทคนคิ ตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสม เพอ่ื ให้บุคคลพฒั นาไปตรงตามเป้าหมาย
ของสังคมท่ตี นดำเนนิ ชีวติ อยู่
สมศักดิ์ คงเที่ยง (2542) การบริหาร หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมมือกัน
ดำเนินการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างหนึง่ อย่างใดหรือหลาย ๆ อย่างที่บุคคลร่วมกันกำหนด โดยใช้กระบวน
อยา่ งมีระบบและใหท้ รพั ยากรตลอดจนเทคนคิ ตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม
พะยอม วงศ์สารศรี (2544) ให้ความหมายของการบริหารการศึกษาว่าหมายถึง กระบวนการที่ผู้บริหารใช้
ศิลป์และกลยุทธ์ดำเนินการ เพื่อให้องค์การบรรลุเป้าหมาย สามารถดำรงตนอยู่ในองค์กรของสังคมได้อย่างมี
ความสุข
ชาญชัย อาจินสมาจาร (2545) กล่าวว่า การบริหารการศึกษาเป็นการใช้อิทธิพล (Influencing) ต่อคนอีก
กลุ่มหนึ่ง คือ นักเรียน เพื่อให้มีความเจริญงอกงาม บรรลุสู่วัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดโดยการใช้กลุ่มคนกลุ่มที่สอง
ได้แก่ ครูในฐานะตวั แทน (Agent) ดำเนินการเพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์

2

วิโรจน์ สารรัตนะ (2546) กล่าวถึง การบริหารว่าเป็นกระบวนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุ จุดหมายของ
องค์การโดยอาศัยหลักการในการบริหารอย่างน้อย 4 ประกา รคือ การวางแผน การจัดองค์ การการนำและการ
ควบคุม ซง่ึ กระบวนการดังกลา่ วมีผู้บริหารเป็นผู้รับผิดชอบทีจ่ ะให้มีการปฏิบัตงิ านเปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธิผล

สรุปได้ว่า การบริหาร เป็นกระบวนการหรือกิจกรรมที่บุคคลหลายคนร่วมมือกันดำเนินการอย่างมีระบบ
ระเบียบ กฎเกณฑโ์ ดยใช้ทรัพยากรและเทคนคิ ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมเพือ่ ให้บรรลุวตั ถุประสงค์ ทก่ี ำหนดไวร้ ่วมกนั

ความหมายของการบริหารการศกึ ษา
การบริหารการศกึ ษา มีนักวชิ าการทางการบริหารและหน่วยงานทางการศกึ ษา ได้ใหค้ วามหมายไว้ดงั น้ี
ภาวิดา ธาราศรีสุทธิและวิบูลย์โตวณะบุตร (2542) กล่าวถึงการบริหารการศึกษาไว้ว่าหมายถึง กิจกรรม
ต่างๆ ที่บุคคลหลายคนร่วมกันดำเนินการเพื่อพัฒนาสมาชิกของสังคมในทุก ๆ ด้าน นับแต่บุคลิกภาพ ความรู้
ความสามารถ เจตคตพิ ฤติกรรม คุณธรรม เพ่ือใหม้ ีค่านิยมตรงกับความต้องการของสังคม โดยกระบวนการต่าง ๆ
ที่อาศัยควบคุมสิ่งแวดล้อมให้มีผลต่อบุคคลและอาศัยทรัพยากร ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้
บคุ คลพฒั นาไปตรงตามเปา้ หมายของสังคมทต่ี นดำเนนิ ชีวติ อยโู่ ดยอาศยั ปจั จัย สำคัญการบริหารทส่ี ำคญั มี 4 อยา่ ง
ทีเ่ รียกว่า 4 Ms ได้แก่ 1) คน (Man) 2) เงนิ (Money) 3) วสั ดสุ ่ิงของ (Materials) 4) การจัดการ (Management)
การบริหารการศึกษาจึงเป็นสาขาวิชาที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ระเบียบ คือ มีหลักเกณฑ์และทฤษฎีที่พึง
เชื่อถือได้อันเกิดจากการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการบริหาร โดยลักษณะนี้การบริหารจึงเป็น
ศาสตร์ (Science) เป็นศาสตร์สังคม ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกันกับวิชาจติ วิทยา สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์แต่ถา้ พิจารณา
การบริหารในลักษณะของการปฏิบัติที่ต้องอาศยั ความรูค้ วามสามารถ ประสบการณ์และทักษะของผู้บรหิ ารแต่ละ
คนที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาความรู้หลักการและทฤษฎีไปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
เพื่อให้เหมาะสมกบั สถานการณแ์ ละสง่ิ แวดล้อม การบรหิ ารกจ็ ะมลี ักษณะเป็นศลิ ป์ (Arts)
สำนักงานปฏิรูปการศึกษา (2545) ได้ให้ความหมายของการศึกษาไว้ว่าการบริหารการศึกษา หมายถึง
กระบวนการบริหารจัดการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถา่ ยทอด ความรู้อันเกิดจาก
การจัดสภาพแวดล้อมสงั คม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนใหบ้ ุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สรุปได้ว่า การ
บริหารการศึกษาเป็นกระบวนการหรือกิจกรรมที่บุคคลหลายคนร่วมมือกัน ดำเนินการอย่างมีระบบระเบียบ
กฎเกณฑ์มีการประสานความร่วมมือกันภายในองค์การโดยใช้ทรัพยากร และเทคนิคต่างๆอย่างเหมาะสม เพื่อให้
บรรลุวัตถุประสงคท์ ี่กำหนดไวร้ ่วมกัน เปน็ การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ระเบียบ โดยใช้ปัจจัยหรอื ทรัพยากรการ
บริหารเพ่ือให้บรรลุวตั ถุประสงค์และเปา้ หมายที่วางไว้
ความหมายของผู้บรหิ าร
สุนทรายุทธ (ม.ป.ป.: 97) ได้ให้ความหมายของผู้บริหารไว้ว่า ผู้ท่ีมีอํานาจตามที่ตนได้รับมอบหมายจากผู้
ที่มีอํานาจเหนือข้ึนไปโดยรับผิดชอบในหน่วยงานตามระเบียบแบบแผน มีอํานาจหน้าท่ีตามระเบียบ ข้อบังคับ
หรือกฎหมายทเ่ี กยี่ วข้องกบองคก์ ารนั้นได้บัญญตั ิไว้
ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (ออนไลน์. 2545) ได้ให้ความหมายของผู้บริหารไว้ว่า สมาชิกในองค์กรทีมีหน้าท่ีในการ
จดั สรรทรัพยากร และประสานภารกิจของบุคคลอื่นในองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพ่ือบรรลวุ ตั ถุประสงค์ทีวาง
ไว้ เป็นผู้แก้ปัญหาอุปสรรค ขจัดความยุ่งยากซับซ้อนด้วยการปฏิบัติตามหลักการบริหารงานทีดี โดยเน้นที่การ
วางแผน การจัดระเบียบ การควบคุม การรักษาระบบ และโครงสร้างองค์กรให้เป็นไปตามปกตซิ ึ่งมีชื่อเรียกต่าง ๆ

3

กัน ได้แก่ ผู้ควบคุมงาน หัวหน้าแผนก หัวหน้าฝ่าย ผู้จัดการสาขา รองประธาน ประธานกรรมการ กรรมการ
ผู้จัดการ เป็นต้น แต่ผู้นําให้ความสําคัญต่อการเปล่ียนแปลงมุ่งสร้างส่ิงใหม่ ๆ พัฒนาปรับเปล่ียนมองการไกล
ท้าทายสิ่งเดิม ๆ มุ่งทําในส่ิงทีถูกต้องและทําให้องค์กรสามารถดําเนินงานไปได้ในทิศทางทีถูกต้อง โดยคํานึงถึง
พน้ื ฐานความเปน็ มนุษย์ คุณคา่ และใส่ใจในเรื่องของอารมณด์ ้วยอยางไรก็ตามผ้บู รหิ ารท่ีดตี ้องมีคุณสมบัติของผู้นํา
ดว้ ย ในการกลา่ วถงึ เร่ืองการบริหาร จงึ มีการใชค้ าํ ว่าผ้นู ําและผ้บู รหิ ารไปดว้ ยกัน

นิพนธ์ อนันตชาติ (2550: 21) ได้ให้ความหมายของผู้บริหารไว้ว่า ในการบริหารเป็นกระบวนการ
ดําเนนิ งานประกอบด้วย การวางแผน การจดั รปู งาน และระบบกำลังคน การจงู ใจ และการควบคุมการดําเนินงาน
ของบุคคลภายในหน่วยงานหรือองค์กรเพ่ือให้การดําเนินงาน บรรลุเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ในการจัดหน่วยงานหรอื
องค์กรน้ัน ผบู้ รหิ ารจะต้องมที ้ังทักษะ วิธีการ ปัจจยั หรอื ทรัพยากรเป็นวตั ถุดิบสาํ หรับการดาํ เนนิ งาน

พบิ ลู ทปี ะปาล (ออนไลน.์ 2550) ไดใ้ ห้ความหมายของผู้บริหารไวว้ ่า ความสามารถทจี่ ะใชศ้ ิลปะความเป็น
ผูน้ ําโนม้ นา้ วบุคคลซ่ึงเปน็ ผตู้ าม ให้เกดิ การคลอ้ ยตามยอมรับทจ่ี ะทุ่มเท ความพยายามอยางเตม็ ทใี ห้การปฏิบัติงาน
บรรลผุ ลสาํ เรจ็ ตามเปา้ หมายท่ีวางไว้

เสริมศกั ด์ิ วิศาลาภรณ์ (ออนไลน์. 2550) ได้ให้ความหมายของผูบ้ ริหารไวว้ ่า ผ้บู ริหารสามารถใช้บคุ คลหรือ
ตาํ แหนง่ ใหผ้ ูอ้ ื่นยนิ ดีปฏบิ ตั ิตามเพือทจี ะนําไปสู่การบรรลเุ ป้าหมายของกลุ่มตามทีกำหนดไว้

อนันท์ งามสะอาด (ออนไลน์. 2550) ได้ให้ความหมายของผู้บริหารไว้ว่า ผู้ท่ีสามารถจัดการกระบวนการ
ของการทํางานและการใช้ทรัพยากรเพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงค์ขององค์กรที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการ
วางแผน การจัดองค์กร การสังการและการควบคุมเพื่อเป็นเคร่ืองมือในการบริหาร ความสามารถของผู้บริหาร
สามารถวัดได้จากประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงานทีเกิดข้ึนผู้บริหารต้องเห็นภาพความเชื่อมโยงของ
หน่วยงานย่อย ๆ ภายในองค์กรว่าจะมีผลกระทบกนอย่างไร เพ่ือให้การบริหารจัดการมีความราบร่ืนมีเป้าหมาย
ทจ่ี ะไปจดุ ทรี่ ่วมกันทเ่ี รียกว่า วิสยั ทศั น์

ภารดี อนันต์นาวี (ออนไลน์. 2551) ได้ให้ความหมายของผู้บริหารไว้ว่า กระบวนการและสถานการณ์
ทีบุคคลหนึ่งได้เป็นทียอมรับให้เป็นผู้นําในกลุม่ และมีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของสมาชิกในกลุ่มบุคคลน้ัน สมาชิก
ในกล่มุ เชื่อว่ามคี วามสามารถในการแกปญั หาต่าง ๆ ทกี ลุม่ เผชญิ อยู่ได้ โดยอาศยั อํานาจหนา้ ทีหรือการกระทําของ
ผู้นําในการชักจูง หรือช้ีนําบุคคลอื่นให้ปฏิบัติงานสําเร็จตามวัตถุประสงค์ทีวางไว้ สรุปได้ว่า ผู้บริหารเป็นผู้ทีมี
อํานาจหน้าทีทีได้รับมอบหมายตามกฎหมายในการทีใช้ ความรู้ความสามารถของตนนําบุคลากรในองค์กรให้
ปฏิบัติหน้าทีตามแผน และนโยบายทีได้วางไว้ใหบ้ รรลผุ ลสาํ เรจ็ หรือในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้บริหารต้องเป็นผู้บริหาร
ทมี คี ณุ ภาพ ที่สามารถจัดการบรหิ ารการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธิผล

ความหมายของผ้บู ริหารการศึกษา
ผบู้ รหิ าร ตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ มี 2 ความหมาย คือ

1. ผบู้ รหิ ารการศึกษา หมายถงึ บุคลากรวิชาชีพท่รี ับผิดชอบการบรหิ ารการศึกษานอกสถานศกึ ษาตั้งแต่
ระดับเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาขนึ้ ไป

2. ผบู้ รหิ ารการศึกษา หมายถงึ บคุ ลากรวชิ าชพี ที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแตล่ ะแห่งทั้งของรัฐ
และเอกชน

4

สรุปได้ว่า ผู้บริหารการศึกษา หมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รบั ผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษา
ตั้งแต่ระดับเขตพื้นทีก่ ารศึกษาขึ้นไป มีอำนาจในการบริการและจดั การศึกษาของสถานศึกษา กำกับ ดูแล ติดตาม
และประเมินผลสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและในเขตพื้นที่การศึกษา ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงาน
ของหนว่ ยงานอน่ื ที่เกีย่ วขอ้ งหรอื ไดร้ ับมอบหมาย
ความหมายของผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา

ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเป็นผู้ทีมบี ทบาทสําคัญในการบรหิ ารสถานศึกษา การบริหารจะดําเนินไปได้
ด้วยดี บรรลุจุดประสงคแ์ ละประสบผลสําเร็จไดม้ ักขนึ้ อยู่กับคุณลักษณะหลายประการของผู้บริหารเน่ืองจากสังคม
ได้เปล่ียนแปลงไป ผ้บู รหิ ารจําเป็นต้องพัฒนาตนเอง กาวใหท้ ันกบั ยคุ สมยั ปรับปรงุ ั ตนเองใหเ้ ข้ากับสถานการณ์

สํานักงานเลขาธิการคุรุสภา (2540 : 2) ได้กล่าวถึง ผู้บริหารสถานศึกษาวา ผู้บริหาร การศึกษาหรือ
“ผู้จัดการ” ทางการศึกษาเพื่อให้ครู และบุคลากรอื่น ๆ ดําเนินการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นไปตาม
จดุ ม่งุ หมายของการศึกษา และตามความคาดหวงั ของสงั คม

จําลอง นกั ฟ้อน (2543: 60) ไดใ้ หค้ วามหมายผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาไว้ว่า ผ้บู ริหารสถานศกึ ษาจะต้องเป็นผู้มี
ความรู้ ความสามารถในการบริหารการศึกษาได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถทําให้เป้าหมายหรืออุดมการณ์ทาง
การศึกษาขององค์กรที่กำหนดไว้ บรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 23 ต้องเป็นผู้มีทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์ ”
ในการปฏิบัติงานอยางสูงสุด จนเป็นแบบอย่างและเป็นตัวแบบท่ีดีแก่ผู้บริหารสถานศึกษาอืน่ ๆ และองค์กรอื่น ๆ
ตอ่ ไปได้

ถวิล อรัญเวศ (2545: 17) ได้ให้ความหมายผู้บริหารสถานศึกษาไว้ว่า บุคคลที่เป็นการบริหารจริง ๆ เช่น
มีประวัติผลงานการบรหิ ารมาอย่างโดดเด่นเป็นทยี อมรบั ของสังคม สามารถบรหิ ารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธผิ ล จนไดร้ บั การยอมรบั ทง้ั ระดบั หนว่ ยงาน ระดบั อาํ เภอ ระดับจงั หวดั หรอื แม้กระทงั ระดับชาติ

สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2549: 8) ได้กล่าวว่าผู้บริหารการศึกษา หมายถึง บุคลากร
วิชาชพี ทีรบั ผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแตล่ ะแหง่ ทัง้ ของรฐั และเอกชน สรปุ ได้วา่ ผู้บริหารสถานศกึ ษา หมายถึง
ผู้อํานวยการสถานศึกษาทีมีคุณลักษณะด้านวิชาชีพและคุณลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งมีความสามารถในการบริหาร
จัดการการปฏบิ ตั ิงาน ให้บรรลเุ ปา้ หมายตามนโยบายทีไดร้ ับมอบหมายหรอื ตามแผนปฏิบตั กิ ารทีได้วางไว้

ธีระ รุญเจริญ และคณะ (2552: 244) ให้ความหมายผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น
หวั หน้าของครู อาจารย์ และใชค้ วามรูค้ วามสามารถดำเนินงานของสถานศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2553: 45) ให้ความหมายผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง
บคุ ลากรท่ีรบั ผดิ ชอบในการบริหารสถานศึกษาแตล่ ะแหง่ ท้ังของรฐั และเอกชนในการดำเนินงานตามแนวปฏิรูปการ
เรียนรู้ในสถานศึกษาจะมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลได้เพียงใดนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสำคัญที่จะ
ผลกั ดันใหเ้ กดิ การขบั เคลอ่ื นและสร้างพลงั แหง่ การร่วมแรงร่วมใจ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553: 5) ให้ความหมายผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง
บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาข้ึ นไปจาก
ความหมายขา้ งตน้ กลา่ วโดย

สรุปไดว้ า่ ผู้บรหิ ารสถานศึกษา คอื บคุ ลากรที่มีบทบาทรบั ผิดชอบในการบริหารสถานศึกษาท้ังของรัฐและ
เอกชนให้มกี ารปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน โครงการให้เปน็ ไปตามวตั ถุประสงคภ์ ายใต้หลักนิตธิ รรมและคุณธรรม
จริยธรรม

5

 ความหมายของการนเิ ทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษา มีนักการศึกษาทั้งชาวไทยและชาวตา่ งประเทศ ให้ความหมายของ การนิเทศแตกต่าง
กนั ไปตามแนวความคดิ ความเช่อื ของแตล่ ะคน สรุปเปน็ แนวคดิ
แนวคิดที่ 1 การนิเทศการศึกษา หมายถึง กระบวนการทา งานร่วมกันของผู้นิเทศ การศึกษาครูและ
บุคลากรทางการศึกษา โดยมจี ดุ ประสงค์เพอ่ื ปรับปรงุ การเรียนการสอนให้ไดด้ ียิ่งขนึ้
Speer (Speer; อ้างใน เสถียร เที่ยงธรรม, 2551: 35) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการท่ีทำ
ให้เกิดการปรบั ปรุงการสอนของครู โดยการทำงานรว่ มกับบุคลากรท่ีเกีย่ วข้อง
Haris (Haris; ใน เสถียร เที่ยงธรรม, 2551: 35) กล่าวโดยสรุปได้ว่าการนิเทศการศึกษา คือ การกระทำ
ใดใด ที่บุคลากรในโรงเรียนกระทำต่อการเรียนและสิ่งต่าง ๆ ในโรงเรียนเพื่อรักษามาตรฐาน หรือเปลี่ยน
กระบวนการเรียนการสอนภายใต้ระเบียบแบบแผนอำนวยความสะดวกแก่การสอนให้พัฒนาดีขึ้นและมุ่งให้เกิด
ประสทิ ธผิ ลในการสอนเป็นสำคญั
McNerne (McNerne; ในสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2545: 38) กล่าวว่า
การนิเทศการศึกษาเป็นวิธีแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนและจัดให้วิธีประเมินผล กระบวนการนั้น
ตอนสุดทา้ ยของการนิเทศ คอื จัดใหผ้ ู้เรียนทกุ ระดบั รับบรกิ ารทางการศึกษาดขี น้ึ
Desire (Desire ; ใน วรี ะยทุ ธ ใจชื่น, 2552: 12) กลา่ วว่าการนิเทศการศึกษา คือ การศึกษาสภาพปัจจุบัน
ปญั หาการศกึ ษาของแต่ละโรงเรยี นความเขา้ ใจกระบวนการศกึ ษาทุกระบบอย่างเป็นธรรม เพ่อื เสนอแนะชว่ ยเหลือ
ครูและผบู้ ริหารการศกึ ษา
สนั ต์ ธรรมบำรุง (2549: 60 – 61) กลา่ ววา่ การนเิ ทศการศึกษา หมายถึง การชว่ ยเหลอื แนะนำ การช้ีแจง
บริหาร การปรับปรงุ ที่เกย่ี วข้องกับการเรียนการสอนในการท่จี ะสง่ เริ่มใหค้ รปู รบั ปรงุ การสอนให้ดขี ึ้น
แนวคิดที่ 2 การนิเทศการศึกษา หมายถึง ความพยายามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาใน การพัฒนา
การศกึ ษาใหม้ ีคุณภาพในแนวคดิ
Good (Good ; อ้างถึงในเสถียร เที่ยงธรรม, 2551: 15) ได้ให้ความหมายว่าการนิเทศการศึกษา หมายถึง
ความพยายามทุกวิถีทางของเจ้าหน้าที่นิเทศการศึกษา คือ ความพยายามในทุกวิถีของผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยเหลือ
พฒั นา ทำหน้าท่ีใหก้ ารศึกษาใหไ้ ด้รู้จกั ปรบั ปรงุ การสอน
นพพงษ์ บญุ จิตราดลุ (2549: 9) กลา่ วโดยสรุปว่าการนเิ ทศการศึกษา หมายถงึ ความพยายามในทุกวิถีทาง
ของผู้เช่ียวชาญที่จะช่วยเหลอื พฒั นา ผู้ทำหนา้ ทใ่ี ห้การศึกษาเปน็ ไปตามเป้าหมายท่กี ำหนดท่ีจะใหเ้ กิดขึน้ กบั ผู้เรียน
เปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ปรารถนา หน้าที่ของการศึกษานิเทศก์จำเป็นต้องศึกษาองค์ประกอบหรือปัจจัยต่าง ๆ
ท่ีทำใหเ้ กิดผลดีต่อการเจรญิ ของนักเรียนและปรับปรุงทักษะของครู
แนวคิดที่ 3 การนิเทศการศึกษา หมายถึง กิจกรรมหรือการกระทำเพื่อแนะนำ ช่วยเหลือ สนับสนุนให้
สภาพการเรียนการสอนดีขึ้นจากหลายๆท่านที่กล่าวมาแล้วจึงสรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษา คือ กระบวนการ
ปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศ และผู้รับการนิเทศเพื่อปรับปรุงแบละเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้รับ
การนิเทศในการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา
สรปุ ไดว้ า่ การนเิ ทศการศึกษา หมายถงึ กระบวนการในการทํางานรว่ มกนั ระหว่างครแู ละบุคลากรทางการ
ศึกษา ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อเพ่ิม
ประสิทธิภาพของครอู นั เป็นเป้าหมายสูงสดุ ในดา้ นการพฒั นา การเรยี นรูข้ องนักเรยี นให้ดียิ่งขน้ึ

6

ความหมายของศกึ ษานเิ ทศก์
มีนกั วิชาการและหน่วยงานตา่ ง ๆ ได้ใหค้ วามหมายของศึกษานิเทศก์ไว้ ดงั นี้
สพุ ักตร์ พบิ ูลย์ (ออนไลน์. 2560 ศกึ ษานิเทศก์ (Supervisor) คือ ผูท้ ำหน้าท่นี ิเทศ แนะนำ ช้นี ำ กระตุ้นให้

ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ให้เกิดความรู้ ความตระหนักและมีทักษะในการบริหารจัดการและการจัดการเรียน
การสอน รวมทั้งสามารถเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการสำหรับนักบริหารระดับสูงในองค์กรที่สังกัด เช่น ผู้อำนวยการ
สำนกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา รองผู้อำนวยการสำนกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา ผ้อู ำนวยการกลุ่มงานต่าง ๆ เป็นตน้

พจนานุกรมไทย (ออนไลน์. 2564) ให้ความหมายไว้ว่า ผู้ชี้แจงแนะนําทางการศึกษาแก่ครูอาจารย์ใน
โรงเรยี นหรอื วิทยาลยั

มูลนิธิแผ่นดิน (ออนไลน์. 2564) ให้ความหมายไว้ว่า ศึกษานิเทศก์ (Supervisor) คือ ผู้ทำหน้าที่แนะนำ
ชี้แนะแนวทางให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาเกิดความตระหนักรู้ มีทักษะในการบริหารจัดการ และการจัดการ
เรียนการสอนอย่างเป็นระบบ รวมท้ังสามารถเป็นท่ปี รึกษาทางวิชาการสำหรับนักบริหารระดบั สูงในองค์กรท่ีสังกัด
เช่น ศึกษาธกิ ารจังหวดั ผูอ้ ำนวยการสำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษา ผ้อู ำนวยการกลมุ่ งานต่าง ๆ เปน็ ต้น

เคอารย์ สู มารท์ (ออนไลน.์ 2564) กล่าวว่าบคุ คลท่ีทำหนา้ ที่นิเทศการศึกษา ไม่จำเป็นต้องเปน็ ศกึ ษานิเทศก์
แต่ผู้เดยี ว ใครก็ได้ที่ทำหน้าท่ีชว่ ยเหลือ แนะนำ ปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึ้นโดย
เน้นในเรอื่ งของกระบวนการเรยี นการสอน ในปัจจบุ นั บคุ คลผู้ทำหนา้ ท่นี ิเทศการศกึ ษาได้มหี ลายกล่มุ ดงั น้ี

1. ศกึ ษานเิ ทศก์ คอื บคุ คลท่มี หี นา้ ที่ในการนิเทศการศึกษาโดยตำแหน่ง
2. ผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา
3. ครู อาจให้ความช่วยเหลือแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่เพื่อนครูด้วยกัน
4. ผู้เชี่ยวชาญ คือบุคคลที่สถานศึกษาเชิญมาเป็นวิทยากร เพื่อช่วยเหลือแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
5. ผู้บรหิ ารการศกึ ษา
กิตติศักดิ์ อังคะนาวิน, อภิสรรค์ ภาชนะวรรณ (2561) บุคคลที่ทำหน้าที่นิเทศการศึกษา มีหลายฝ่าย
คงเฉพาะศึกษานิเทศก์เท่านั้น ใครก็ได้ที่ทำหน้าท่ี ช่วยเหลือ แนะนำปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการ สอนให้มี
ประสทิ ธิภาพย่ิงข้ึน โดยเน้นในเรือ่ งของ กระบวนการเรียนการสอน ในปัจจุบันบุคคลผู้ทำหน้าที่นิเทศการศึกษาได้
มีหลายกลุ่ม ดงั นี้ ศกึ ษานิเทศกบ์ ริหารสถานศกึ ษา ครฝู ่ายวิชาการ และบรหิ ารการศกึ ษา
สรุปได้ว่า ศึกษานิเทศก์ หมายถึง บุคคลที่มีความรอบรู้ในงานของศึกษานิเทศก์ในการศึกษาและทันต่อ
ความเปลี่ยนแปลง มีภาวะความเป็นผูน้ ำและสง่ เสริมให้ผูร้ ว่ มทีมงานพัฒนาตนเองเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในการ
ปฏิบัติงานให้สูงข้นึ ทำหน้าท่ชี ว่ ยเหลอื แนะนำปรบั ปรุงและพฒั นาการการจดั การศึกษาให้กับสถานศึกษา

7

2 บทบาทของผู้บรหิ ารการศกึ ษา
ศกึ ษานเิ ทศก์

 บทบาทของผู้บรหิ ารการศึกษาและศกึ ษานเิ ทศก์
บทบาทหน้าท่ีของสถานศึกษาขั้นพ้นื ฐานตามเจตนารมณ์ของ พรบ. การศึกษาแหง่ ชาติ มีดงั น้ี
1) จัดทำนโยบายแผนพัฒนาการศกึ ษาดา้ นวิชาการ บุคคล งบประมาณ บรหิ ารท่ัวไป
2) จัดตงั้ /รับผิดชอบการใช้จา่ ยงบประมาณ
3) พฒั นาหลกั สูตร/จดั การเรียนการสอน
4) ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ แนวปฏบิ ตั ิ
5) กำกับ ตดิ ตาม ประเมนิ ผลตามแผนงานโครงการ
6) ระดมทรัพยากร ปกครอง ดูแลบำรุงรักษาทรพั ยส์ ินฯ
7) จัดระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
8) สง่ เสริมความเขม้ แขง็ ชุมชน สร้างความสัมพนั ธ์
บทบาทของผู้บรหิ ารการศึกษา
คณะผู้จัดทำได้ศึกษาบทบาทหน้าที่ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ทำหน้าที่เป็น

ผูบ้ รหิ ารการศึกษาตามเจตนารมณข์ อง พรบ. การศกึ ษาแห่งชาติ ดงั น้ี
1. บทบาทหนา้ ทขี่ องผ้อู ำนวยการสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
2. บทบาทหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
3. บทบาทหน้าทีข่ องผอู้ ำนวยการสถานศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน

บทบาทหนา้ ทขี่ องผู้อำนวยการสำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา
บทบาทหน้าท่ีของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาตามเจตนารมณ์ของ พรบ. การศึกษาแหง่ ชาติ
มดี ังน้ี
1. บทบาทหน้าที่ตาม พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 37 วรรค 2 ได้ กำหนด
อำนาจหนา้ ทขี่ องผอู้ ำนวยการสำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา ดงั นี้

1) เป็นผู้บงั คบั บัญชาขา้ ราชการในเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา
2) รบั ผดิ ชอบ ในการปฏิบัติราชการของสำนักงานให้เป็นไปตามนโยบาย แนวทาง และ แผนการปฏิบัติ
ราชการของกระทรวง
3) ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ผู้อำนวยการไว้เป็น
การเฉพาะการใช้อำนาจ และการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวให้คำนึงถึง นโยบาย ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
หรอื อนมุ ตั แิ นวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวงด้วย
2. บทบาทหน้าที่ตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 24 ของ พรบ.
ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็น

8

ผู้บริหารราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเป็นผู้บังคับบั ญชาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษาใน เขตพน้ื ทีก่ ารศึกษา และมีอำนาจหนา้ ท่ดี ังต่อไปน้ี

1) รับผิดชอบในการปฏิบัติงานราชการที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่ี การศึกษา
และตามที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามอบหมาย

2) เสนอแนะการบรรจุและแต่งตั้ง และการบริหารงานบุคคลในเรื่องอื่นที่อยู่ในอำนาจและ หน้าที่ของ
อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นทก่ี ารศึกษา

3) พจิ ารณาเสนอความดีความชอบของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ผบู้ ริหารการศกึ ษาในหน่วยงาน การศึกษา
ในเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษา และข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษา

4) จดั ทำแผนและส่งเสรมิ การพฒั นาข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาในหนว่ ยงาน การศึกษาใน
เขตพ้นื ที่การศึกษา

5) จดั ทำทะเบยี นประวัติขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาในเขตพื้นที่การศึกษา
6) จัดทำมาตรฐานคุณภาพงาน กำหนดภาระงานขั้นต่ำ และเกณฑ์การประเมินผลงาน สำหรับ
ขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษา
7) ประเมินคุณภาพการบริหารงานบุคคลและจัดทำรายงานการบริหารงานบุคคลเสนอ อ. ก.ค.ศ. เขต
พ้ืนท่ีการศึกษาเพ่ือเสนอ ก.ค.ศ. ต่อไป
8) ปฏบิ ตั ิหนา้ ท่อี ื่นตามทบี่ ญั ญัติไวใ้ นพระราชบญั ญัตนิ ี้ กฎหมายอน่ื หรือตามท่ี ก.ค.ศ. มอบหมาย
3. หน้าที่เป็นคณะกรรมการ คณะอนกุ รรมการ เลขานกุ ารในคณะกรรมการตา่ ง ๆ
4. อำนาจหน้าท่ีตามทไ่ี ด้มอบอำนาจ (คำส่งั ให้ปฏิบตั ริ าชการแทน) และตามกฎหมายอื่น
บทบาทหนา้ ท่ขี องผูอ้ ำนวยการสถานศึกษาข้นั พื้นฐาน
บทบาทหน้าท่ีของผ้อู ำนวยการสถานศกึ ษาข้นั พ้ืนฐานตามเจตนารมณ์ของ พรบ. การศกึ ษาแหง่ ชาติ มดี ังน้ี
1. อำนาจหนา้ ที่ของผู้บริหารสถานศกึ ษาตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ
1) จัดรูปแบบการศกึ ษา ม.15
2) จัดกระบวนการศกึ ษา ม.24-30
3) บรหิ ารจดั การศกึ ษา 4 ดา้ น ม.39
4) เป็นคณะกรรมการสถานศกึ ษา ม.40
5) จดั ระบบประกันคณุ ภาพการศกึ ษา ม.48-50
6) ปกครองดแู ลบำรุงรักษาทรพั ย์สนิ ฯ ม.59
7) พัฒนาบคุ ลากร นกั เรียนด้านเทคโนโลยีฯ ม.65-66
2. อำนาจหนา้ ที่ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาตาม พรบ. การศกึ ษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545
1) ผอ่ นผนั การสง่ เด็กเข้าเรียน ม.6
2) เป็นเจ้าพนกั งานเจา้ หน้าที่
3) จัดการศกึ ษาเด็กบกพรอ่ ง พิการ ดอ้ ยโอกาสในรูปแบบเหมาะสม ม.12
4) ดำเนนิ การอืน่ ๆ ตามกฎหมายกำหนด

9

3. อำนาจหนา้ ที่ของผบู้ ริหารสถานศกึ ษาตาม พรบ. ระเบียบบริหาร ศธ. 2546 (ม.39)
1) เป็นผบู้ ังคบั บัญชาขา้ ราชการครู และบคุ ลากรในสถานศึกษา
2) บริหารกจิ การสถานศึกษา
3) ประสานระดมทรพั ยากร
4) เป็นผูแ้ ทนสถานศกึ ษา
5) จดั ทำรายงานประจำปีตอ่ กก.เขตพื้นท่ี
6) อนุมัตปิ ระกาศนียบตั ร วุฒบิ ัตร
7) อ่ืน ๆ ตามทผี่ บู้ งั คบั บญั ชาทกุ ระดบั มอบหมาย
8) ตามที่ได้รับการกระจาย มอบอำนาจ(ปฏิบัติราชการแทน) ม.44-45 - ปลัดศธ. เลขาฯ ถึง ผอ.

สถานศึกษา - ผอ.สำนกั ฯในกรม ถึง ผอ.สถานศกึ ษา - ผอ.สพท. ถงึ ผอ.สถานศกึ ษา
4. อำนาจหน้าที่ของผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาตามกฎ ศธ. แบง่ ส่วนราชการในสถานศกึ ษา 2546
1) วิเคราะห์ จดั ทำนโยบาย แผนสถานศึกษา
2) วางระเบียบ ประกาศ ขอ้ บังคบั
3) เสนอขอจดั ต้ังเงินอุดหนนุ ทวั่ ไป
4) แต่งต้งั อนกุ รรมการ คณะทำงานตา่ ง ๆ
5. อำนาจหนา้ ทข่ี องผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาตาม พรบ.รบ.ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
1) ควบคุมดแู ลการบรหิ ารงานบุคคล ม.27 (1)
2) พิจารณาความดคี วามชอบ ม.27(2) 3) ส่งเสรมิ สนบั สนุนพฒั นาบุคลากร ม.27(3)
4) จดั ทำมาตรฐานภาระงานครู ม.27 (4)
5) ประเมนิ ผลการปฏิบัติงานครู ม.27 (5)
6) ปฏบิ ตั ิหน้าทตี่ าม อ.ก.ค.ศ. กก.รร.มอบหมาย ม.27(6)
7) สั่งใหค้ รูฯออกจากราชการกรณขี าดคุณสมบตั ิ ม.49
8) สง่ั บรรจแุ ตง่ ตงั้ ครูผูช้ ว่ ย ครู บคุ ลากร ม.53(4)
9) สัง่ ครทู ท่ี ดลองปฏบิ ัติราชการออก ม.56 วรรคสอง
10) สั่งให้ครพู ้นทดลองทำงานต่อไป ม.56 วรรคสอง
11) ส่งั ครูที่ออกไปแล้วกลับเข้ามาตาม มติ อ.ก.ค.ศ ม.64
12) ส่ังให้ครูรักษาการในตำแหนง่ (ตำแหน่งวา่ ง) ม.68
13) สั่งเล่ือนขัน้ เงินเดือนข้าราชการครู ม.73
14) ยกย่องเชดิ ชูเกยี รติครูดีเด่น ม.75
15) แจ้งภาระงาน เกณฑ์ประเมินผลงาน มาตรฐานวิชาชีพจรรยาบรรณวิชาชีพ ระเบียบแบบแผนฯ

ม.78
16) ปฏบิ ตั ติ นเปน็ แบบอย่างท่ีดี ม.79
17) ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ใหไ้ ปศึกษาดูงาน ม.81
18) รกั ษาวนิ ยั อยา่ งเครง่ ครัด ม.82
19) เสริมสร้างพฒั นาผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา ม.95 - 98

10

0

20) อนญุ าต ยับยั้งอนญุ าตลาออก ม.108
21) ส่ังแตง่ ตงั้ กก.สอบสวนกรณกี ล่าวหาไม่เล่อื มใสปกครองฯ ม.110(4)
22) ส่ังให้ครูออกจากราชการ ในกรณีต่าง ๆ เช่น เจ็บป่วย ยุบตำแหน่ง ไรป้ ระสิทธิภาพ จำคุก
6. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวา่ ดว้ ยการบรหิ ารจดั การและขอบเขตการปฏิบตั ิหน้าท่ีของสถานศึกษาข้ัน
พน้ื ฐานท่เี ป็นนิติบุคคลสงั กดั สพท. พ.ศ.2546 กำหนดบทบาทหน้าที่ของผบู้ ริหารสถานศึกษา ดงั น้ี
1) ผู้อำนวยการฯเป็นผแู้ ทนของนิตบิ ุคคลสถานศึกษา
2) นติ บิ คุ คลสถานศึกษาถูกฟอ้ งร้อง ให้รายงาน สพท. แจง้ สพฐ. แตง่ ตง้ั ผ้รู ับผิดชอบดำเนินคดี
3) การบริหารบคุ คลตามกฎหมาย พรบ. ข้าราชการครู และบคุ ลากรทางการศกึ ษา
4) ยบุ รวม เลกิ ล้มรร. สพท. ตรวจสอบบญั ชี ทรัพยส์ นิ โอน จำหน่ายตามหลกั เกณฑ์ สพฐ. กำหนด
5) รร. มีอำนาจปกครอง ดูแล บำรุง รักษา ใช้ จัดหา ผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
แต่จำหน่ายอสังหารมิ ทรัพย์ กก.รร. ต้องเหน็ ชอบรายงาน สพท.
6) รร. มีอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณ พัสดุตามวงเงิน อำนาจที่เลขา กพฐ. มอบ หรือ ผอ.
สพท. มอบตามหลักเกณฑท์ ่ี สพฐ. กำหนดยกเวน้ เงินเดอื น
7) จัดทำระบบการเงิน บญั ชี ตาม สพฐ. กำหนดและทรัพยส์ ินฯ ผอู้ ุทิศทำหลักฐานการรับ บัญชีรับจ่าย
ฯ รายงาน ผอ.สพท. ทุกส้ินปงี บประมาณ ผอ.สพท. ตรวจสอบและรายงานเลขา กพฐ. โดยเรว็
7. อำนาจหนา้ ทีข่ องผบู้ ริหารสถานศกึ ษาตามระเบียบ กฎหมายอนื่ เชน่
- รบ.ศธ. วา่ ด้วยการลงโทษนักเรยี นนักศกึ ษา พ.ศ. 2548
- กฎกระทรวง ว่าดว้ ยความประพฤตขิ องนกั เรยี นนกั ศึกษา
- รบ.ศธ. ว่าด้วยการปฏบิ ตั หิ นา้ ทีพ่ นกั งานเจ้าหน้าทีส่ ่งเสรมิ ความประพฤตนิ กั เรียนฯ พ.ศ. 2548
- รบ.ศธ. วา่ ดว้ ยการกำหนดเวลาทำงานและวันหยดุ ราชการของสถานศกึ ษา พ.ศ. 2547
- รบ.ศธ. วา่ ด้วยการชักธงชาติในสถานศกึ ษา พ.ศ. 2547
- รบ.ศธ. วา่ ด้วยการต้งั ชอื่ สถานศกึ ษา พ.ศ. 2547
- รบ.ศธ. วา่ ด้วยการขอบคณุ หรืออนโุ มทนา พ.ศ. 2547
- รบ.ศธ. วา่ ด้วยการแกไ้ ขวนั เดือนปีเกดิ ของนักเรยี นนกั ศกึ ษา 2547
- รบ.ศธ. ว่าด้วยใบสทุ ธแิ ละหนงั สือรบั รองของสถานศึกษา พ.ศ. 2547
- รบ.ศธ. วา่ ดว้ ยการยกเลิกเงนิ บำรงุ การศกึ ษา พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2547
- รบ.ศธ. วา่ ดว้ ยการให้ขา้ ราชการไปศึกษา ฝึกอบรมฯ (ฉ.2) พ.ศ. 2547
บทบาทและหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2542: 64 – 65) ได้กล่าวถึงบทบาท
หนา้ ที่ของผู้บรหิ าร สถานศกึ ษาไว้ ดังนี้
1. บทบาทเปน็ ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการในสถานศึกษาทีดูแลรับผิดชอบ บทบาทเปน็ ผู้ดูแลรับผิดชอบ
การจัดการศกึ ษาของสถานศึกษา
2. บทบาทเป็นผู้กำกับตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการดําเนินงานของบุคลากร ในสถานศึกษาให้
ดําเนนิ งานเป็นไปตามนโยบาย คุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาของกระทรวง
3. บทบาทเป็นผู้ระดมสรรพกาลัง และทรัพยากรตา่ ง ๆ จากท้องถิ่นมาใช้ในการจัด และพัฒนาการศึกษา
ของสถานศกึ ษา

11

0

สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2549: 32) ได้กล่าวถึงบทบาทหน้าที ของผู้บริหาร
สถานศึกษาในแบบการบรหิ ารทีใช้สถานศกึ ษาวาจะต้องมีบทบาท ดงั น้ี

1. เป็นผูน้ าํ การพัฒนาไปสเู่ ป้าหมาย
2. เปน็ ผกู้ ระต้นุ และชกั นาํ การใช้กำลังคน
3. เป็นผูพ้ ัฒนาทรพั ยากร
4. เป็นผ้พู ัฒนาเป้ าหมายใหม่ ๆ ของสถานศกึ ษาโดยรว่ มมอื และเก่ียวข้องกับฝา่ ยต่าง ๆ
5. เปน็ ผแู้ สวงหาทรัพยากรในการพัฒนาสถานศึกษา
สมหวงั พิธยิ านุวัฒน์ (2543: 42) ไดก้ ล่าวถงึ บทบาทผบู้ ริหารสถานศึกษาจะตอ้ งรู้ และเขา้ ใจหัวใจของการ
เรียนรู้ของนักเรยี น ดังนั้นผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาจึงตอ้ งมีบทบาทการเป็นผนู้ าํ ในการดาํ เนนิ งาน ดังนี้
1. เป็นผู้วางนโยบายชดั เจนเก่ียวกบั การเรียนรู้ทยี ึดผู้เรยี นเปน็ สำคญั ท่สี ุด
2. เป็นผวู้ างแนวการปฏิบตั ใิ หช้ ัดเจนให้สอดคลอ้ งกบหลักนโยบายที่วางไว้
3. เป็นผู้สร้างกลไกในการจัดระบบการเรียนรู้ทีครบวงจร คือ มีการจัดวิธีการเรียนการสอนของครู
แนวทางการจัดหลักสูตรใหม่ระบบการวัดผลและประเมินผลการจัดสภาพแวดล้อม การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
และชุมชน
4. เป็นผวู้ างระบบมาตรฐานการจดั การศกึ ษา
5. เป็นผู้วางระบบการตรวจสอบคุณภาพการเรียนรู้ท่ีชัดเจน เกี่ยวกับคุณภาพการเรียนรู้กระบวนการ
เรียนรู้ ทง้ั สิ่งทเี ป็นทกั ษะพื้นฐานสำคัญ และส่ิงทเ่ี ป็นความตอ้ งการทางการศึกษาของนักเรยี น ท้ังจากภายนอกและ
ภายในสถานศึกษา
ธีระ รุญเจริญ (2544 ก: 37 – 38) ได้กล่าวไว้วา ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีบทบาทในการบริหาร
สถานศกึ ษาดังต่อไปนี้
1. การเป็นผูน้ ําทางวิชาการ ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา ควรปฏิบตั ิตนเป็นแบบอยา่ งของผูน้ าํ การเปลย่ี นแปลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นําทางวิชาการ โดยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริม และสนับสนุนการเปล่ียนแปลงรูปแบบการ
จัดการเรียนการสอนทีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามหมวด 4 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ
ทแี่ กไขเพมิ่ เติม (ฉบบั ที 2) พ.ศ. 2545 และมีการวางแผนนโยบายและยทุ ธศาสตร์ เพ่ือการเรยี นรู้ของสถานศึกษาอ
ยางชัดเจนและสะดวกต่อ การนําไปปฏิบัติให้คำปรึกษาแนะนําและสร้างพลังความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง
เพอื่ การเรยี นรู้ ซึ่งจะนําไปสู่การศึกษา
2. การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ผู้บรหิ ารสถานศึกษามกี ารบรหิ ารงานอยา่ งอิสระให้เกิดความคล่องตัว
ในการบรหิ าร และบริหารงานในรปู แบบของคณะกรรมการสถานศึกษา โดยเนน้ การมสี ว่ นรว่ มทั้งครู และบุคลากร
ภายในสถานศึกษา บุคคลและหน่วยงานภายนอก สถานศึกษาทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน อาทิ ครู
บุคลากร พ่อแม่ ผูป้ กครองชุมชนและองคก์ รตา่ ง ๆ
3. การเป็นผู้อํานวยความสะดวก ผู้บริหารสถานศึกษา เป็นผู้อํานวยความสะดวก ให้แก่บุคลากรใน
สถานศึกษา และผู้เก่ียวข้องทั้งทางด้านวิชาการ อาทิ การจัดส่ือต่าง ๆ เช่น หนังสือตําราเกม เทคโนโลยีช่วยการ
เรียนการสอน และอุปกรณ์ส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจน การให้บริการและการจัดสภาพแวดล้อมแห่งการ
เรียนรู้ เช่น แหล่งเรียนรู้และศูนย์การเรียน ทีผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และจัดบรรยากาศของ
สถานศกึ ษาใหอ้ บอนุ่ เพือ่ ให้ผู้เรยี น มคี วามรกั ทีจะเรียนรู้ และรู้จกั แสวงหาความรู้

12

4. การประสานความสัมพันธ์ ผู้บริหารสถานศึกษามีการประสานงานและสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับ
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา เพื่อสร้างเครือข่าย สนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ได้แก่
ทรพั ยากรงบประมาณ ทรัพยากรบุคคล อาทิ ผเู้ ชีย่ วชาญ ผมู้ คี วามร้แู ละประสบการณ์พเิ ศษทีสถานศึกษาต้องการ
ให้มาช่วยพัฒนาสถานศึกษาทรัพยากรด้าน การเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์การเรียนการสอน
อุปกรณก์ ีฬา สื่อ เกมและเทคโนโลยที ีทนั สมัย

5. การส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีการพัฒนาครูและ บุคลากรใน
สถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ๆ โดยส่งเสริมให้ครูเข้ารับการฝึกอบรม เข้าร่วมประชุม สัมมนาและไปทัศนศึกษา
เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ให้ทันต่อสถานการณ์ความเจริญ กาวหน้าและความเปลี่ยนแปลงของโลก
และเพื่อสามารถนํามาประยุกต์ และปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร
ในสถานศกึ ษาแหง่ อนื่ ๆ ตามความเหมาะสม

6. การสรา้ งแรงจงู ใจ ผูบ้ ริหารสถานศึกษาเปน็ ผู้มที ศั นคตใิ นเชงิ บวกกบผรู้ ่วมงาน มคี วามยืดหยนุ่ ในการ
ทํางาน สร้างความเชื่อมัน และเข้าใจในความต้องการของฝ่ายต่าง ๆ ให้ความสำคัญในความพยายามของทีมงาน
และการยกย่องให้รางวลั

7. การประเมินผล ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องจัดให้มีการประเมินผล โดยส่งเสริมการประเมินผล
ภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ เพื่อรองรับการประเมินภายนอก มีการนําผลการประเมิน
ผู้เรียนมาใชก้ าหนดนโยบายของสถานศึกษา เพอ่ื ใหเ้ ป็นกระบวนการ ดำเนินงานอยางเป็นระบบครบวงจร

8. การสง่ เสริมสนับสนนุ การวจิ ยั และพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญ กบการวจิ ัยและพัฒนา
โดยส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ ในสถานศึกษาของครู และทีมงาน
รวมทงั้ ผู้บริหารสถานศึกษาอาจเขา้ มามีสว่ นร่วมในการทำวิจัยดว้ ย

9. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกบงานด้านการเผยแพร่ข้อมูล
ข่าวสารสถานศึกษาให้ชุมชน และสาธารณชนทราบโดยวิธีการทีหลากหลาย เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน
และสรา้ งการมสี ่วนร่วมเพ่ิมข้ึน

10. การส่งเสริมเทคโนโลยี ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้ทันต่อความ
เจริญก้าวหน้าทั้งในและต่างประเทศให้สอดคล้องกบยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ เกณฑ์คุณลักษณะผู้บริหาร
สถานศึกษา ผู้บริหารสถานศกึ ษาตอ้ งมีคุณลกั ษณะทางวิชาชพี และคุณลักษณะส่วนบคุ คล ดงั นี้

➢ คณุ ลกั ษณะทางวิชาชพี ผู้บรหิ ารสถานศึกษาควรมีลักษณะความเปน็ ผู้นําทีเขม้ แขง็
โดยเฉพาะการเป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึง สามารถชักนําหรือสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ร่วมงานเกิดการ
เปลี่ยนแปลง การปฏิบัติงานทางการศึกษาให้เป็นไปตามเป้าหมายเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมายทางการศึกษา

มีการวางแผนการทาํ งาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มคี วามสามารถ มีทกั ษะการบรหิ ารดีเยย่ี ม มีการประเมินการ

ทํางานอยางครบวงจร มีประสบการณ์ดา้ นการบรหิ ารเป็นอยา่ งดีและความตั้งใจจริงในการบริหารงานสถานศึกษา
ด้วยความเชี่ยวชาญในวิชาชีพของตน สามารถปฏิบัติงานในรูปแบบของการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วมและ

บริหารงานโดยมุ่งเน้น ประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนา การเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้บริหารสถานศึกษาจําเป็นต้องเป็น
ผู้นําทีมี ความรู้ และรู้จักแสวงหาความรู้ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม ผู้บริหารสถานศึกษาจําเป็นต้องมี

ความรู้เกียวกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทีแกไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที 2) พ.ศ. 2545 เป็น

อย่างดี ให้การสนับสนุนและอํานวยความสะดวก ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ สนับสนุน

13
0

การพัฒนาบุคลากรและการพัฒนาตนเอง นอกจากนั้น ยังต้องส่งเสริมให้ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และชุมชนมีส่วนรว่ ม

ในกิจกรรมของสถานศกึ ษา

➢ คณุ ลกั ษณะสว่ นบุคคล ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา ควรเปน็ แบบอยางทีดขี องบุคลากรใน
สถานศกึ ษา มีปฏภิ าณไหวพริบดี มีการตดั สนิ ใจ และแกปญั หาไดด้ ี มมี นุษยสัมพันธ์ดี มีความรบั ผิดชอบสงู มีใจเปิด

กวา้ ง พร้อมทจี ะรับฟังความคิดเหน็ ของผู้อ่ืน มคี วามซ่ือสัตยส์ ุจริต ยตุ ิธรรม มีคณุ ธรรม จริยธรรม มีความอุตสาหะ

วริ ยิ ะ มีความเสียสละมคี วามสม่ำเสมอ มน่ั คง มีความเชื่อม่ันในตนเอง มีความสามารถในการส่ือสาร มีความกล้าใน

การพูดและการปฏิบัติ มีความต่ืนตัวอยูเสมอมีสุขภาพดี เป็นนักพัฒนาและนักบริหารสังคม รู้จักพัฒนาตนเอง

และสังคม มีความเป็นประชาธิปไตย มีความรักในสถาบันของชาติ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม และควรเปน็ ผู้ทีได้รบั การยอมรบั จากบคุ ลากรในสถานศกึ ษาและชุมชนดว้ ย

สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (2548: 11) ได้กำหนดบทบาทหน้า
ทขี องผูบ้ ริหารสถานศึกษาไว้ 6 ประการ คือ

1. บทบาทหน้าทใี นการกำหนดวัตถปุ ระสงคน์ โยบายและเป้าหมายของสถานศึกษา
2. บทบาทหน้าทีในการจัดกิจกรรมในการบริหารต่าง ๆ เพื่อให้สถานศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ตาม
นโยบายและเป้าหมายทีกำหนดไว้
3. บทบาทหน้าทใี นการนาํ การปฏบิ ัติงานของบุคลากรในสถานศึกษาใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพ
4. บทบาทหน้าทีในการสร้างขวัญและกาลังใจและสร้างความสุขในการทํางานให้กับบุคลากรใน
สถานศึกษา
5. บทบาทหน้าทีในการสร้างความร่วมมือ ระดมมันสมอง และสติปัญญาของบุคลากรในสถานศึกษา
และชมุ ชนเพอ่ื การบรหิ าร
6. บทบาทหน้าทีในการจัดหาทรัพยากร ควบคุมกำกับ และติดตามบุคลากรในการใช้ทรัพยากรให้เปน็
ประโยชนอ์ ยางเหมาะสมและมปี ระสทิ ธิภาพ
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ (2543: 29 – 30) ไดก้ ำหนดบทบาทของ ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
ตามแนวปฏิรูปการศึกษาไว้ ดังน้ี
1. บริหารจัดการด้านการศึกษา ด้วยการให้บุคลากรในสถานศึกษาทุกคนและบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องใน
การจัดการศึกษามสี ว่ นรว่ ม เพื่อใหส้ อดคล้องกบนโยบายและมาตรฐานการศึกษา
2. ส่งเสริม สนับสนนุ และรว่ มดำเนนิ การพฒั นาคณุ ภาพของครู และนักเรยี นให้ได้ มาตรฐานการศึกษา
3. ส่งเสริม สนับสนุน และร่วมดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและ กิจกรรมอื่น ๆ ใน
สถานศกึ ษาและชมุ ชน
4. สง่ เสริมให้ครูสามารถวิจยั เพื่อพัฒนาการเรียนรทู้ ีเหมาะสมกบั นักเรียน
5. สร้างความสัมพันธก์ บชมุ ชนและร่วมมอื กับชมุ ชน
6. จัดระบบการนิเทศภายในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาครูให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่าง
ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ได้มาตรฐานการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทีแก้ไข
เพม่ิ เตมิ (ฉบับที 2) พ.ศ. 2545

14

0

7. สง่ เสรมิ สนับสนุนการจัดการศึกษา เพ่ือพฒั นานักเรียนใหเ้ ป็นมนุษย์ทีสมบูรณ์ ทง้ั ทางร่างกาย จิตใจ
สตปิ ัญญา ความรู้ มคี ุณธรรมจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำเนนิ ชีวติ สามารถอยู่ร่วมกับผอู้ ืน่ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข

8. ส่งเสริมการจัดการศึกษา โดยยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิตให้สังคมมีส่วนร่วม ครอบครัว องค์กร
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ
และสถาบนั สงั คมอืน่ ๆ และพฒั นาสาระ กระบวนการเรยี นร้ใู ห้เปน็ ไป อยา่ งต่อเนื่อง

9. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอํานวยความ
สะดวก เพอื ใหน้ กั เรียนเกิดการเรยี นรู้ และมคี วามรอบรู้

10. ร่วมกบบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชนองค์กรวิชาชีพ
สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ๆ ส่งเสริมความเข้มแข็ง ของชุมชนโดยจัดกิจกรรมการ
เรียนรภู้ ายในชุมชน

สรุปได้ว่า บทบาทหน้าท่ีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสำคัญที่พัฒนาองค์กร งานบุคคลเพื่อให้เกิดการ
ดําเนินงานของสถานศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมาย วัตถุประสงค์เป็นตัวจักรสำคัญในการ
เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน อันมีผลต่อคุณภาพของเด็กและเยาวชนซ่ึงเป็นอนาคตของชาติ ฉะนั้นผู้บริหารพึง
ตระหนกั ในความสำคัญของภาระและบทบาท หนา้ ทีของตนให้มากและทำให้ดีทีสุดสมกบทีสังคมให้ความไว้วางใจ
ยกย่องและให้เกียรติ

บทบาทหน้าทขี่ องคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามเจตนารมณ์ของ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ
มีดงั น้ี
1. อำนาจหน้าที่ตาม พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตราที่ 38 ของพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา ให้กำกับและ
ส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 40 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพ่ิมเติม ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2545
2. อำนาจหน้าที่ตาม พรบ. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตราที่ 26 ของพระราชบัญญัติ
ระเบยี บข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดอำนาจหน้าที่จของคณะกรรมการสถานศึกษา เกี่ยวกับ
การบรหิ ารงานบุคคล สำหรบั ข้าราชการครู และบคุ ลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา ดังตอ่ ไปน้ี

1) กำกับ ดูแลบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ
หลกั เกณฑ์และวิธีการตามท่ี ก.ค.ศ. และ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนทก่ี ารศึกษากำหนด

2) เสนอความคิดต้องการจำนวนและอัตราตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษา
ในสถานศึกษาเพื่อเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาพิจารณา

3) ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคากรทางการศึกษา ใน
สถานศึกษาตอ่ ผบู้ ริหารสถานศึกษา

4) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่นหรือตามที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่
การศึกษามอบหมาย

15
0

ศกึ ษาขอ้ มูลเพ่ิมเตมิ เกย่ี วกบั : บทบาทหน้าที่ของบุคลคลท่ีทำหน้าทเ่ี ก่ียวข้องกบั สถานศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน
บทบาทหน้าท่ีของศึกษานเิ ทศก์
นกั การศึกษานำเสนอบทบาทของศึกษานิเทศก์ ดงั นี้
ศ.ดร.สายหยดุ จำปาทอง (2564) กล่าวว่า บทบาทของศกึ ษานเิ ทศก์ในงานวชิ าการ มดี ังนี้
1. ประสานงาน/ชี้แนะหลักสูตร มีความสามารถในการนำสาระของหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ ในการ

จัดการเรียนการสอน และตอบข้อสงสัยของผรู้ ่วมงานเก่ยี วกบั หลักสูตรไดต้ ลอดเวลา
2. การจัดการเรียนการสอน เชน่ การแบง่ เวลาของสาระการเรยี นรู้ การจัดกจิ กรรมในชน้ั เรยี น แผนการ

จดั การเรยี นรู้ และการนำนวัตกรรมมาใช้
3. ส่งเสริมการสอนการเรียนให้มีคุณภาพสูงขึ้น เช่น การนำนวัตกรรมมาให้ความรู้และเสริมกิจกรรม

การเรยี น นเิ ทศการสอน และประเมนิ การสอน
4. ส่งเสริม/เปลี่ยนแปลงสาระการเรียนรู้ให้เข้ากับเหตุการณ์สถานการณ์ปัจจุบัน ช่วยเหลือแนะนำ

สง่ เสรมิ ความเจรญิ กา้ วหน้าทางการเรยี นของนกั เรียน
5. เป็นผู้นำของการสอนการเรียนตลอดเวลา ช่วยเหลือโรงเรียนเพื่อสร้างความคาดหวังของนักเรียน

ในการเรยี นรใู้ ห้สงู ขน้ึ
6. สรา้ งความสัมพันธก์ ับโรงเรยี น: ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผ้ปู กครอง มคี วามรู้ความเขา้ ใจ และความ

พร้อมท่ีจะเผชญิ กบั ส่งิ ที่ท้าทาย
ชารี มณีศรี (2538, อ้างถึงใน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน, 2555: 15) ได้สรุปบทบาท

หน้าทข่ี องศกึ ษานิเทศก์ ดังน้ี
1) ชว่ ยเหลอื แนะนำโรงเรยี นในดา้ นวชิ าการ และการบริหาร
2) เสนอแนะข้อคดิ เห็นต่อกรมในดา้ นวิชาการและ การบริหาร
3) ทำหน้าท่ีเปน็ สือ่ สมั พนั ธ์ระหวา่ งฝ่ายวิชาการกับฝา่ ยบรหิ าร
4) ตรวจโรงเรียน ในฐานะพนกั งานเจ้าหนา้ ที่
5) ดำเนนิ การนเิ ทศและอบรมครโู รงเรียนในสังกดั
6) ผลติ และ เผยแพร่เอกสารทางวชิ าการและ อุปกรณ์การศกึ ษา
7) ค้นคว้า ทดลอง วจิ ยั งานทางการศกึ ษา
8) ประสานงานระหวา่ งศกึ ษานเิ ทศก์ ครูเจ้าหนา้ ที่บริหารการศึกษาและหนว่ ยงานอ่นื ๆ
9) ประเมนิ ผลการศกึ ษาของโรงเรยี นท่ี เกี่ยวข้อง

16
0

สุทธนู ศรีไสย์ (2555 : 11) กล่าวว่า ภารกิจของผู้นิเทศที่จะต้องปฏิบัติช่วยพัฒนาครูเป็นดังนี้ ให้ความ
ช่วยเหลือโดยตรงกับครูวิชาการช่วยพัฒนากลุ่ม และสนับสนุนให้ครูทำ วิจัยเชิงปฏิบัติการที่จะต้องสอดคล้องกับ
เปา้ หมายขององค์การและความต้องการของครูผู้สอนเพื่อการปรบั ปรุงการเรียนร้ขู องนักเรยี นและจะชว่ ยสนับสนุน
ในดา้ นความร้แู ละทักษะให้กบั ครูนำไปปรบั ปรุงการสอนใหม้ ีประสทิ ธิภาพมากย่งิ ข้ึน 30 ศูนย์พฒั นาการนิเทศและ
เร่งรดั คณุ ภาพการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน (2555: 9-11) นำเสนอบทบาทของศกึ ษานเิ ทศกด์ งั นี้
1) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องนิเทศระบบโดยเอาโรงเรียนเป็นฐาน นำผลการประเมินคุณภาพ

การศกึ ษามาพฒั นาโรงเรยี น
2) เป็นนกั ปฏริ ปู ต้องสรา้ งความเข้าใจ ทำใหเ้ กดิ การปฏิรปู ในโรงเรียน ตอ้ งร้วู ่าการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

เปน็ อย่างไร ตอ้ งร้วู า่ ครูไม่เปล่ียนการสอนเพราะอะไร ทำวจิ ยั ต้องรู้จกั หาทรัพยากรสนับสนนุ คน หน่วยงาน ให้กับ
โรงเรยี น ทำใหเ้ หน็ วา่ โรงเรียนควรพัฒนาจุดไหน อยา่ งไร ศกึ ษานเิ ทศก์ทำงานร่วมกับครูผู้บรหิ าร ผเู้ รยี น ผู้ปกครอง

สรปุ บทบาทของศึกษานิเทศก์ ผูน้ เิ ทศทางการศึกษาจะต้องมีลักษณะพิเศษบางประการท่ีจะเกี่ยวข้องกับ
บทบาทและหน้าท่ที ่จี ะต้องรับผิดชอบต่องาน การให้ความชว่ ยเหลือแก่ครู เพือ่ ปรับปรงุ การสอนให้มคี ุณภาพโดยมี
ลักษณะพื้นฐานของผู้นเิ ทศ ที่ควรจะมี คือ พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าท่ี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบคุ คล
และทักษะเฉพาะในการนิเทศการศึกษา กระบวนการนิเทศการศึกษา การนิเทศการศึกษาเพื่อให้เกิดผลสำเร็จมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องกัน ซึ่งนักการ
ศกึ ษา ได้นำเสนอกระบวนการนิเทศ ดงั นี้

ศึกษาขอ้ มูลเพ่ิมเติมเกยี่ วกับ : บทบาทหนา้ ที่ของศึกษานเิ ทศก์

คุณลกั ษณะของผบู้ รหิ ารการศึกษาและศึกษานเิ ทศก์ 17
คุณลักษณะของผู้บรหิ ารการศึกษา 0

การดําเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผู้มีส่วนสําคัญในการดําเนินการให้ประสบความสําเร็จได้ ก็คือ
ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีบทบาทสําคัญในการกําหนดทิศทางของสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ
ให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่กําหนดไว้และการที่ผู้บริหารจะสามารถพัฒนางานของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ
ไดเ้ น้น จาํ เปน็ ตอ้ งอาศัยปัจจยั ซึ่ง หมายถึง คณุ ลกั ษณะของผู้บรหิ ารทีแ่ สดงออกถึงความสาํ เร็จของการบริหารงาน
ดังนั้นผบู้ ริหารสถานศึกษาควรมคี ุณลักษณะบางประการที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไปจึงถอื ได้วา่ ผู้บริหารสถานศึกษา
ที่มีคุณลักษณะและพฤติกรรมการนําที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะส่งผลต่อการปฏิบัติงานของผู้บริหารที่จะนําพา
สถานศึกษาไปสู่ความสําเร็จและบรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้ มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงคุณลักษณะของ
ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาไว้อย่างหลากหลาย ดงั นี้

สุรศักด์ิ ปาเฮ (2543) กล่าวถึงผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพในยุคแห่งการปฏิรูปการศึกษาที่มีการ
เปล่ียนแปลงบรบิ ทต่าง ๆ ไปอยา่ งมากในปัจจุบันนี้ควรมคี ุณลกั ษณะพ้ืนฐานท่สี ําคัญ ดังน้ี

1. มองการณ์ไกลอยา่ งต่อเนื่องและพร้อมท่ีจะเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ สามารถที่จะกําหนด
กลยุทธ์ในการบริหารได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังน้ัน ผู้บริหารการศึกษา
มืออาชีพต้องมีทกั ษะสําคัญในการกําหนดเป้าหมายในการทาํ งาน กาํ หนดนโยบายและวธิ ีการทํางานที่ชดั เจน

2. สามารถที่จะวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อกําหนดแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัตงิ านให้บรรลุเปา้ หมายและ
นโยบายไดเ้ หมาะสม

3. ไวต่อการรับรูข้ ้อมลู ข่าวสารต่าง ๆ ทเี่ กิดขึ้น ทง้ั ในสังคมภายนอกและภายในองค์กรทั้งในและนอกเขต
พน้ื ท่ีการศกึ ษา รวมทง้ั รู้จกั วิเคราะหค์ วามนา่ เช่ือถอื ของข้อมลู ข่าวสารทไี่ ด้รบั มาอีกด้วย

4. ความสามารถในการจดั ระบบการสื่อสารให้ไดผ้ ล เพื่อเชอ่ื มโยงข้อมลู ขา่ วสารต่าง ๆ ไดท้ ว่ั ถึงทุกระดับ
ขององค์กร หน่วยงาน/สถานศึกษา ผู้บริหารมืออาชีพต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเป็น
อยา่ งดี

5. ความสามารถในการบริหารงานบุคคล ต้องวางแผนบุคลากร การสรรหา คัดเลือก กําหนดระบบ
การงบประมาณ ความก้าวหน้าในอาชีพ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการวิเคราะห์ ปัจจัยเกี่ยวกับบุคคลใน
หนว่ ยงานเพอื่ ให้ทราบแนวคดิ ทศั นคตติ า่ ง ๆ ทีอ่ าจเกิดขึ้นเพอื่ นาํ มาเปน็ ขอ้ มลู ในการบริหารทรพั ยากรบคุ คล

6. มีคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงาน สามารถที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติปฏิบัติ
เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้เป็นแบบอย่าง ไม่ใช้ตําแหน่งหน้าที่การงานแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ไม่ว่าจะ
ทางตรงหรอื ทางออ้ ม

ดนยั เทยี นพฒุ ิ (2545) กล่าววา่ ผ้บู ริหารจะตอ้ งมีคุณลกั ษณะทส่ี าํ คัญ 6 ประการ ดงั นี้
1. การมองการณ์ไกล ได้แก่ สามารถวาดภาพกฎเกณฑ์ในอนาคตได้สมจริงและมีการวางแผนและการ

เตรียมการสาํ หรบั งานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
2. มีความเป็นผู้นํา ได้แก่ กล้าตัดสินใจ มีความอดทน มีความสามารถในการแก้ปัญหาและสามารถโน้ม

นา้ วผู้อ่นื ให้ทํางานอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
3. มีความคิดรเิ รมิ่ สร้างสรรค์ ไดแ้ กม่ ีความคดิ ริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ ๆ สามารถยดื หย่นุ วิธกี ารเพ่อื ความสําเร็จ

ของงานและคน้ คว้าวิธีทาํ งานทมี่ ีประสทิ ธิภาพ

18

0

4. มีความสามารถในการเจรจาจูงใจหรือเป็นนักล็อบบี้ ได้แก่ มีความสามารถในการเจรจาต่อรองและ
เปน็ นักมนุษยสมั พนั ธ์ช้ันสงู

5. มคี วามคดิ เชิงธุรกิจและความรบั ผิดชอบ ได้แก่ นกั การตลาดไมเ่ อาเปรยี บผู้อ่นื มีความรับผดิ ชอบ
6. มีการประนีประนอม ได้แก่สามารถยืดหยุ่นวิธีการเพื่อความสําเร็จและมีความสามารถ ในการ
ประสานประโยชน์
สมชาย เทพแสง (2547) ได้นําเสนอคุณลักษณะสําหรบั ผ้บู ริหารการศกึ ษาที่ควรจะมี ดงั น้ี
1. ผนู้ าํ ควรมวี ิสยั ทศั น์ โดยเน้นเทคโนโลยีในการส่งเสรมิ ระบบโรงเรียน โดยม่งุ สู่โรงเรียนแห่งการเรยี นรู้
2. ผู้นําสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ ให้เกิดขึ้นโดยเปลี่ยนความรู้สึก ความนึกคิด พฤติกรรมการเรียนรู้สู่
โลกดิจติ อล ตระหนกั ถงึ ความสาํ คัญของเทคโนโลยี
3. ผนู้ าํ การศึกษามีความเต็มใจทีจ่ ะเปล่ยี นแปลงโดยนาํ คอมพวิ เตอร์มาใช้ประโยชน์ต่อการศึกษา
4. มีการถ่ายโอน เปลยี่ นแปลง โดยยดึ ประเพณีวฒั นธรรมแนวใหม่ อาศัยการมีสว่ นร่วมของบุคลากร
5. ผู้นํามีความสําคัญต่อการเรียนรู้ โดยพัฒนาศักยภาพของตนเองและองค์กร ตระหนักถึงความสําคัญ
ของการเรียนร้วู า่ เปน็ หัวใจในการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์
6. ผู้นําจะต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง องค์กรและบุคลากรโรงเรียน โดยตั้งเป้าหมายในการ
ทํางานไวส้ งู
7. ผู้นําควรให้การศึกษา ฝึกอบรมแก่บุคลากรทุกระดับชั้นโดยพึงระลึกอยู่เสมอว่ามนุษย์ทุกคนมี
ศกั ยภาพเท่าเทยี มกนั
8. สนับสนุนบรรยากาศในชั้นเรียนและโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ครูตระหนักถึงความสําคัญของ
เทคโนโลยี บูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนการสอนในช้ันเรยี น
9. ผนู้ ําการศกึ ษาต้องสนบั สนนุ งบประมาณในการจัดเตรียมการอย่างเพียงพอ
10. ผูน้ าํ การศึกษาควรให้ความชว่ ยเหลือ รว่ มมือแก่บุคลากรในการพฒั นาผลงาน
11. ผูน้ ําการศึกษาเปน็ ผู้มีอารมณ์ดี มีความคิด จินตนาการสร้างสรรค์และมงุ่ ผลสาํ เร็จของงาน
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2553) กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียน
ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ดงั นี้
1. มวี ิสยั ทศั น์และสามารถนําโรงเรียนสูก่ ารเปน็ มาตรฐานสากล
2. บรหิ ารจดั การดว้ ยระบบคุณภาพ
3. เปน็ ผู้นาํ ทางวชิ าการทม่ี ีผลงานปรากฏเปน็ ท่ียอมรบั
4. สามารถใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและบริหารจดั การ
5. สามารถใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสาร
6. มีประสบการณอ์ บรม ศึกษาดงู าน แลกเปล่ยี นเรียนรู้ในการจดั การศกึ ษานานาชาติ

19

0

จากการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ตามแนวคิดของ
นักวิชาการ นักการศึกษา สามารถสรุปและสังเคราะห์เป็นคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาได้ 4 ด้าน ได้แก่
ความฉลาดทางอารมณ์ ความเป็นผู้นําทางวิชาการ ความสามารถในการสื่อสาร และความสามารถในการใช้
เทคโนโลยี ดงั น้ี

1. ความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ตรงกับคําภาษาอังกฤษว่า Emotional Quotient
หรือEmotional Intelligence มีผู้ใช้เรียกกันโดยทั่วไปวา่ EQ ซ่ึงมีการใช้ภาษาไทยอยู่หลายคําเช่นเชาวน์อารมณ์
สติ อารมณ์ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์สติปัญญาทางอารมณ์ความสามารถทางอารมณ์วุฒิภาวะทางอารมณ์
มีนกั วชิ าการได้ให้ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ ดังน้ี

ทศพร ประเสริฐสุข (2542) กล่าวถึงความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึงความสามารถของบุคคลที่จะ
ตระหนักถึงความรู้สึกความคิดและอารมณ์ของตนเองและของผู้อืน่ สามารถควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้นภายใน
ตลอดจนสามารถรอคอยการตอบสนองความต้องการของตนเองได้อยา่ งเหมาะสมถูกกาลเทศะสามารถให้กําลังใจ
ตนเองในการที่จะเผชิญกับอุปสรรคและข้อขัดแย้งต่าง ๆ ได้อย่างไม่คับข้องใจรู้จักขจัดความเครียดที่จะขัดขวาง
ความคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์อนั มีคา่ ของตนได้สามารถใช้นําความคิดและการกระทาํ ของตนในการทาํ งานรว่ มกบั ผู้อ่นื

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2543) ที่กล่าวว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นรากฐานสําคัญประการหน่ึง
ของการประสบความสําเร็จในชีวิตของแต่ละคนซึ่งเกิดมาจากความสามารถเรียนรู้จากสภาวะอารมณ์ของตนเอง
อย่างถูกต้องสามารถจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถควบคุมอารมณ์ให้มีความ
มั่นคงไม่แปรปรวนง่ายและมีความสามารถรื้อฟ้ืนอารมณ์ของตนเองให้อยู่ในสภาพที่ดีด้วยตนเองตลอดจนความ
เข้าใจสภาวะอารมณ์ของผู้อื่นจนสามารถท่จี ะมีความสมั พนั ธ์ทีด่ ีต่อคนอนื่ ในสังคมได้

รัตติกรณ์ จงวิศาล (2543) ให้ความหมายว่าเชาวน์อารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการตระหนักรู้
และเขา้ ใจอารมณ์หรือความรูส้ ึกของตนเองสามารถจัดการกับอารมณข์ องตนเองสามารถกระตุ้นจูงใจตนเองได้และ
เป็นความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นและสามารถจัดการควบคุม
อารมณ์ทง้ั ของตนเองและบคุ คลอื่นได้

วีระวัฒน์ ปนั นิตามัย (2544) ไดก้ ล่าวถงึ เชาวน์อารมณ์ถือเป็นการเรียนรู้จกั อารมณ์ความรู้สึกของตนมี
สติรู้เท่าทันสาเหตุและความแปรผันด้านอารมณ์ของตนเป็นการบริหารจัดการอารมณ์อุปนิสัยใจคอของตนไป
ในทางที่สร้างประโยชน์แก่ทุกฝ่ายสร้างแรงจูงใจที่ดีให้แก่ตนเองในทางที่สร้างสรรค์เชาวน์อารมณ์เป็นการติดต่อ
สัมพันธ์กับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการสื่อสารความเข้าอกเข้าใจคนเอาใจเขามาใส่ใจเราและบริหารจัดกา ร
ความสัมพันธง์ านในหน้าทขี่ องตนกบั ผอู้ ืน่ ได้เป็นอย่างดี

ช่อเพชร เบา้ เงนิ (2549) กลา่ ววา่ ความฉลาดทางอารมณ์เป็นความสามารถในการจัดการกับตนเองทั้ง
ความคิดความรู้สึกอารมณ์และพฤติกรรมให้ถูกกาลเทศะตามสถานภาพและสถานการณ์เพื่อนําไปสู่ ความสําเร็จ
ของงาน

เมเยอร์และสโลเวย์ (Mayer & Salovey, 1997) กล่าวถึงความฉลาดทางอารมณ์ว่า หมายถึง
ความสามารถในการรบั รู้และการประเมินอารมณ์อย่างแม่นยาํ แสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเหมาะสมสรา้ งอารมณ์
ความรู้สึกทเี่ อ้ือต่อการคดิ ได้เข้าใจอารมณ์และวิเคราะห์อารมณ์ทเี่ กดิ ข้ึนไดแ้ ละควบคมุ และปรับอารมณ์ไปในทางท่ี
ส่งเสริมสขุ ภาพจติ และเชาวนป์ ัญญาได้

20

โกลแมน (Goleman, 1998) ให้ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ว่า เป็นความสามารถในการ 0
ตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและของผู้อื่นจนสามารถจัดการอารมณ์ของตนเองเพื่อสร้างแรงจูงใจตนเองให้
สรา้ งความสมั พันธก์ บั ผู้อ่นื ได้เป็นอยา่ งดี

สรุปได้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการเรียนรู้จักอารมณ์ความรู้สึก
ของตนให้ตระหนักรู้มีสติรู้เท่าทันสาเหตุและความแปรผันด้านอารมณ์ของตนและสามารถควบคุมพฤติกรรมการ
แสดงออกที่เหมาะสมถูกกาลเทศะและสามารถในการเรียนรู้จักอารมณ์ของผู้อื่นการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อ่ืน
แกป้ ญั หาและเผชญิ ปัญหาไดอ้ ย่างมีสติบรหิ ารจดั การความสมั พนั ธ์ได้เป็นอยา่ งดี

องค์ประกอบของความฉลาดทางอารมณ์ ได้มีนักวิชาการกล่าวถึงองค์ประกอบของความฉลาดทาง
อารมณไ์ วด้ ังนี้

ทศพร ประเสริฐสุข (2542) ได้สรุปถึงองค์ประกอบของความฉลาดทางอารมณ์ตามแนวคิดของสโลเวย์
และเมเยอร์ (Salovey & Mayer) และโกลแมน (Goleman) แบง่ ได้เปน็ 5 องคป์ ระกอบใหญ่ ดังต่อไปน้ี

1. การตระหนักรู้ในตนเองหรือเป็นความสามารถที่จะรับรู้และเข้าใจความรู้สึกความคิดและอารมณ์
ของตนเองได้ตามความเป็นจริงสามารถประเมินตนเองได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมามีความเชื่อมั่นรู้จักจุดเด่นจุด
ด้อยของตนเปน็ คนซ่ือตรงพดู แล้วรกั ษาคําพดู มจี รรยาบรรณมสี ติเขา้ ใจตน

2. การบริหารจัดการกับอารมณ์ของตนหรืออาจเรียกว่าการกําหนดตนเองเป็นความสามารถที่จะ
จัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนได้อย่างเหมาะสมประกอบด้วยความสามารถในการควบคุมตนเองเป็นคนที่น่า
ไว้วางใจได้มีคุณธรรมมีความสามารถในการปรับตัวและมีความสามารถในการสร้า งแนวคิดใหม่ๆที่เป็นประโยชน์
ต่อการดาํ เนนิ ชวี ิต

3. การจงู ใจตนเองเป็นความสามารถที่จะจูงใจตนเองท่ีเรียกว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์
มองโลกในแง่ดีสามารถนําอารมณ์และความรู้สึกของตนเองมาสร้างพลังงานในการกระทําสิ่งต่าง ๆ และเป็น
พลังงานในการให้กําลังใจตนเองในการคิดและกระทาํ อย่างสร้างสรรค์

4. การรู้จักสงั เกตความรู้สึกของผู้อื่นหมายถึงความสามารถที่เข้าใจความรู้สกึ ของผูอ้ ื่นมีความเห็นอก
เห็นใจเอาใจเขามาใส่ใจเรามจี ติ ใจให้บริการสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อยา่ งเหมาะสม

5. การดําเนินการดา้ นความสัมพนั ธ์กับผู้อ่นื ซ่ึงเป็นลักษณะที่เปน็ ทักษะทางสังคมเปน็ ความสามารถที่
จะรู้เท่าทันอารมณ์ของผู้อื่นเป็นทักษะทางสังคมที่จะมีสัมพันธ์ภาพที่ดีกับผู้อื่นอันจะส่งผลให้เกิดความเป็นผู้นํา
ความสามารถลกั ษณะนี้จะประกอบไปดว้ ยการสื่อความหมายทด่ี กี ารบรหิ ารความขัดแยง้

เมเยอร์และสโลเวย์ (Mayer & Salovey, 1997) ได้กล่าวถึงความฉลาดทางอารมณ์ว่าน่าจ ะ
ประกอบดว้ ย 4 ข้ันตอนดงั น้ี

1. การรับร้กู ารตคี วามการแสดงออกของภาวะอารมณ์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
1.1 ความสามารถในการระบุภาวะอารมณค์ วามรู้สกึ นึกคิดของตนเองได้
1.2 ความสนใจในการระบภุ าวะอารมณ์ของผู้อน่ื ได้
1.3 ความสามารถในการแสดงอารมณ์ได้อย่างถูกต้องแสดงความต้องการได้ตรงกับความรู้สึกได้

อยา่ งเหมาะสมถูกกาลเทศะ
1.4 ความสามารถในการจําแนกความรู้สึกตา่ ง ๆ ออกได้วา่ ถูกต้องไม่ถูกต้อง

21

0

2. การเก้ือหนุนการคิดของอารมณ์
2.1 ความรสู้ กึ หรอื อารมณช์ ่วยจัดลาํ ดับความสาํ คญั
2.2 อารมณ์ทชี่ ดั เจนพร้อมทีจ่ ะเก้ือหนนุ ต่อการตัดสินใจและจดจําความรสู้ กึ ตา่ ง ๆ ไดด้ ี
2.3 อารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปทําให้ความคิดและจุดยืนเปลี่ยนไปจากแง่บวก เป็นลบจากการ

คดิ แง่เดยี วมุมเดียวเป็นคิดได้หลากหลาย
2.4 ภาวะอารมณ์ตา่ ง ๆ ทาํ ให้คิดหาแนวทางแกไ้ ขปัญหาตา่ ง ๆ ไดด้ ขี นึ้ รู้สึกเป็นสขุ ทาํ ใหจ้ ิตใจเปิด

กวา้ งรับฟังเหตผุ ลมคี วามคดิ สร้างสรรค์
3. การเขา้ ใจการวิเคราะห์และการใชค้ วามรสู้ ึกเก่ียวกับอารมณ์
3.1 ระบุความรู้สึกอารมณ์เหน็ ความเช่ือมโยงระหว่างอารมณ์กับถ้อยคาํ ตา่ ง ๆ ได้เช่น ความชอบ

พอกับความรกั ความรสู้ ึกไมช่ อบกับเกลยี ดความสมหวังกับการดใี จ
3.2 ตีความหมายของอารมณ์ท่ีเกิดขึ้นได้อันสืบเนื่องจากอารมณห์ น่ึง ๆ ไดเ้ ช่นการพลัดพรากการ

สญู เสียทาํ ใหเ้ กิดความเศรา้ ใจ
3.3 เข้าใจอารมณ์ที่ซับซ้อนได้เกิดความรู้สึกหลายอย่างในเวลาไล่เลี่ยกันท้ังรักทั้งเกลียดอาการ

ขยะแขยงที่เป็นผลร่วมของความโกรธและความกลัว
3.4 เข้าใจความผันแปรของภาวะอารมณ์ต่างๆการแปรเปลี่ยนจากความโกรธมาเป็นความพึง

พอใจหรอื จากความโกรธมาเป็นความละอายใจ
4. อารมณ์สง่ เสรมิ ความงอกงามของสตปิ ัญญา
4.1 เปดิ ใจรบั กบั ความรู้สกึ ทางบวกและลบทร่ี นื่ รมย์และทไ่ี ม่นา่ รื่นรมย์ได้
4.2 เมื่อคิดใคร่ครวญให้ดีแล้วสามารถยึดถือและปลดปล่อยตนจากภาวะอารมณ์ความรู้สึกอันใด

อันหนึ่งได้โดยพิจารณาจากข้อมลู ทไ่ี ดร้ บั และความเป็นประโยชน์
4.3 คิดอย่างพินิจพิเคราะห์ถึงภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองและผู้อื่นเล็งเห็นได้ว่า

ความรสู้ ึกเหลา่ นี้ชัดเจนคงอยู่มเี หตุผลและส่งผลต่อการปฏบิ ัตขิ องตนเช่นไร
4.4 บริหารจัดการภาวะอารมณ์ของตนและคนอื่นได้ลดความรุนแรงของอารมณ์ทางลบได้

แสดงออกอารมณท์ างบวกโดยไม่บดิ เบือนหรือมกี ลวิธใี นการป้องกนั ตัวเองมากเกินไป
5. ความสามารถเกยี่ วกบั ภาวะอารมณท์ วั่ ๆไปคือมองโลกในแงด่ ีมีความสุขใจ

โกลแมน (Goleman ,1998) ได้เสนอกรอบแนวคิดของความฉลาดทางอารมณ์ (The Emotional
Competence Framework) ไวด้ งั น้ี

1. ความสามารถส่วนบุคคล (Personal Competence) เป็นความสามารถเก่ยี วกับการตดั สินใจในการ
บริหารจดั การกบั ตนเองประกอบดว้ ย

1.1) การตระหนักรู้ตนเอง (Self-awareness) เป็นความสามารถภายในของตนเองเป็นการหยั่งรู้
ความเป็นไปได้ของตนและความพร้อมของตนประกอบด้วย

1) การตระหนักรู้ด้านอารมณ์ (Emotional awareness) รู้เท่าทันในอารมณ์ของตนและรู้ว่า
ทาํ ไมถึงเกดิ อารมณน์ ั้น

2) การประเมินตนเองตามความเป็นจริง (Accurate Selfassessment) ประเมินตนเองได้
อยา่ งแมน่ ยํารูจ้ ดุ เดน่ จดุ ดอ้ ยของตน

22

3) การมั่นใจในตนเอง (Self-confidence) มีความมั่นใจในคุณค่าของตนเองและ 0
ความสามารถของตน

1.2) การมีวินยั ในการควบคุมตนเอง (Self-Regulation) เปน็ การจดั การกับอารมณ์แรงกระตุ้นและ
สาเหตุที่เกิดประกอบด้วย

1) การควบคุมตนเอง (Self-control) สามารถจัดการควบคุมอารมณ์ที่แปรปรวนและ
แรงผลักดนั ตา่ ง ๆ ได้

2) ความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) ความเชื่อถือได้รักษาความเป็นคนซื่อสัตย์และคุณ
งามความดีเปน็ มาตรฐานไว้

3) การมมี โนธรรม (Conscientiousness) รับผดิ ชอบในการกระทําของตน
4) การปรบั ตัวได้ (Adaptability)มกี ารยดื หยนุ่ ในการจัดการกบั ความเปลย่ี นแปลง
5) การเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ (Innovation)ความสามารถในการสร้างสรรคส์ ิ่งใหม่ ๆ การเข้าถึงส่ิง
ใหมแ่ ละได้ขอ้ มูลใหม่
1.3) การสร้างแรงจูงใจในตนเอง (Motivation) หมายถึงความโน้มเอียงของอารมณ์ที่จะช้ีนําหรือ
เอื้ออํานวยไปสู่จดุ มงุ่ หมายประกอบด้วย
1) มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Drive) ความพยายามที่จะปรบั ปรุงหรือพฒั นาให้ได้
มาตรฐานทด่ี ี
2) การยึดม่นั ในขอ้ ตกลง (Commitment) การยดึ มน่ั กับเป้าหมายของกลุ่มและองค์การ
3) มีความคิดรเิ ร่มิ (Initiative) มคี วามพรอ้ มทจี่ ะปฏิบตั เิ ม่อื มโี อกาสท่เี หมาะสม
4) การมองโลกในแง่ดี (Optimism) มีความเพียรพยายามท่จี ะปฏิบัติเพ่ือบรรลุจดุ มุ่งหมายแม้
มอี ปุ สรรคโดยไมพ่ า่ ยแพ้
2. ความสามารถทางสังคม (Social Competence) เป็นความสามารถการสร้างความสัมพันธ์
ประกอบด้วย
2.1) การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) การตระหนักรู้ถึงความรู้สึกความต้องการและความ
หว่ งใยของผู้อ่นื ประกอบด้วย
1) การเข้าใจผู้อื่น (Understanding others) รู้ถึงความรู้สึกมุมมองมีความสนใจในข้อวิตก
กงั วลของผอู้ ื่น
2) การพัฒนาผู้อื่น (Developing others ) ทราบความต้องการและช่วยพัฒนาผู้อื่นและ
ส่งเสริมความสามารถของผูอ้ นื่
3) การมีจิตมุ่งบริการ (Service Orientation ) การคาดหมายรับรู้และตอบสนองความ
ตอ้ งการของลูกคา้
4) การพิจารณาทางเลอื กทีห่ ลากหลาย (Leveraging Diversity) เลง็ เหน็ โอกาสทเ่ี ปน็ ไปได้
5) การตระหนักรู้อารมณ์ของกลมุ่ (Political Awareness) สามารถอา่ นสถานการณ์ของกลุ่ม
ในสภาพปจั จบุ นั และพลงั ความสมั พันธข์ องกลุม่

23

2.2) ทกั ษะทางสงั คม (Social Skill) การปรับปรงุ เปลีย่ นแปลงโดยโน้มน้าวผอู้ ่นื ใหค้ วามรว่ มมือเป็น 0
อย่างดีประกอบด้วย

1) การมอี ํานาจโนม้ น้าวผู้อื่น (Influence) สามารถใชเ้ ทคนคิ ที่มปี ระสิทธภิ าพโน้มน้าวผู้อ่ืนให้
ปฏบิ ตั ติ าม

2) การส่ือความหมาย (Communication) รับฟงั อยา่ งเปิดเผยและสอ่ื ขา่ วที่ชัดเจนน่าเชือ่ ถอื
3) การจัดการกับความขัดแย้ง (Conflict Management) สามารถประนีประนอมและ
แกป้ ัญหาในความเหน็ ทไ่ี ม่ตรงกนั ได้
4) มีความเป็นผนู้ ํา (Leadership) สามารถดลใจและแนะแนวทางบคุ คลไดด้ ี
5) การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change Catalyst ) มีความคิดริเริ่มจัดการกับความ
เปลย่ี นแปลงได้
6) การสร้างสายสัมพันธ์ (Building Bonds ) เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อความร่วมมือใน
การปฏิบัติงาน
7) การสร้างความร่วมมือร่วมใจ (Collaboration and Cooperation) การทํางานกับผู้อ่ืน
เพอ่ื สู่เปา้ หมายเดยี วกัน
8) การทํางานเป็นทีม (abilitiesTeam Cap) การสร้างพลังของกลุ่มในการปฏิบัติเพื่อบรรลุ
เปา้ หมาย
บาร์ออน (Bar-on, 2000) ได้นําแนวความคิดของโกลแมนมาปรับปรุงแล้วเสนอองค์ประกอบของความ
ฉลาดทางอารมณไ์ ว้ใหม่ดังนี้
1. ความสามารถภายในตนคือตระหนักรู้ในอารมณ์และยอมรับอารมณ์ของตนเองแสดงพฤติกรรมท่ี
เหมาะสมด้วยความม่นั ใจหนกั แน่นประจกั ษ์แล้วว่ามีความสาํ เร็จแห่งตน
2. ความสามารถระหว่างบุคคลคือเอาใจเขามาใส่ใจเรารับผดิ ชอบทางสงั คม
3. ความสามารถในการปรบั ตวั คอื เข้าใจสถานการณต์ ่าง ๆ ได้และตรวจสอบอารมณท์ แี่ ท้จริงได้มีความ
ยืดหยนุ่ แกไ้ ขปัญหาตา่ ง ๆ ได้
4. ความสามารถในการจัดการกับความเครียดคืออดทนต่อความเครียดได้ดีควบคุมอารมณ์รุนแรงของ
ตนได้ดี
สรุปได้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงถึงความตระหนักรู้ถึงความรู้สึก
ความคิดอารมณ์ของตนเองเชื่อมั่นตนเองพร้อมท้ังการจัดการและควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสมสามารถ
สร้างแรงจูงใจกระตนุ้ ตวั เองอย่างสร้างสรรค์สามารถใช้นาํ ความคิดและการกระทาํ ของตนในการทํางานรว่ มกับผู้อ่ืน
มีความรับรู้และเข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นมีอารมณ์ขันสามารถแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าต่าง ๆ ได้เป็น
อย่างดีมีไหวพริบเข้าใจสถานการณ์สามารถโน้มน้าวผู้อื่นให้ปฏิบัติตามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคล ากรใน
หน่วยงาน
2. ความเป็นผู้นําทางวิชาการ ผู้บริหารอยู่ในฐานะที่ต้องเป็นผู้นําขององค์การจะต้องมีบทบาทในการนํา
ทางและสามารถใช้ศิลปะในการจูงใจกระตุ้นในผู้ใต้บังคับบัญชาทํางานด้วยความพอใจและรวมพลังกันปฏิบัติให้
ประสบความสาํ เร็จตามจุดมงุ่ หมาย ดังนั้นความเปน็ ผู้นําจึงเปน็ ลกั ษณะที่สําคญั ย่งิ ของผู้บรหิ ารซ่ึงได้รับการแต่งต้ัง

24

หรือได้รบั การยอมรับจากผู้คนใหเ้ ป็นผู้นําและมีอิทธิพลต่อผู้ตาม สามารถเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมหรือชักจูงให้ผู้อ่ืน
ทําตามเพอ่ื ใหบ้ รรลุเป้าหมาย ได้มนี กั วิชาการให้ความหมายของการเปน็ ผูน้ ําทางวิชาการ ดังน้ี

ฉัตรชัย อรุณนันท์ (2545) ได้กล่าวว่างานวชิ าการ เป็นการดําเนินงานที่เกี่ยวขอ้ งกับการสอนโดยตรงโดย
ครอบคลุมถึงการใช้หลักสูตรการจัดการเรียนการสอนการวัดผลและประเมินผลการศึกษางานวิชาการดังกล่าวนี้
ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องรับผิดชอบเป็นอันดับแรกเพราะภารกิจของสถานศึกษาคือการให้บริการทางวิชาการโดย
ผู้บริหารโรงเรยี นมีหน้าที่เปน็ ผูน้ ําทางวชิ าการการทํางานรว่ มกบั ครใู ห้คาํ แนะนาํ ครูในด้านการเรียนการสอนอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพสูงสดุ

ทสั นี วงศย์ นื (2546) กล่าวว่าการบรหิ ารงานวชิ าการ คือ การบรหิ ารเพอื่ พฒั นาผูเ้ รียนให้มีคุณสมบัติที่พึง
ประสงค์ ตามความคาดหวังของหลักสูตรชุมชนสังคม ผู้เรียนและสถานศึกษาเป็นงานหลักที่สําคัญของผู้บริหาร
สถานศึกษา ซงึ่ ต้องการวสิ ัยทศั น์ที่กว้างไกล ความร่วมมอื ของครูและบุคลากรท่ีเก่ียวข้องบนพ้ืนฐานความถนัดและ
ความต้องการของผู้เรียนและความจําเป็นของท้องถิ่นสังคมและประเทศชาติ และจะมีผลสําเร็จสูงได้จะต้องเกิด
จากการมีส่วนร่วมของทีมงานที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีคุณลักษณะของความเป็นผู้นําทาง
วิชาการและดําเนินไปอย่างสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ความสําเร็จในการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนของผู้บริหารโรงเรียน ขึ้นอยู่กับประเด็น
ต่อไปน้ี

1. ความรู้ความสามารถ ทักษะของผูบ้ ริหาร ท้ัง 3 ดา้ น คือ ทักษะทางการจดั การ (Managerial skills)
ทักษะทางมนุษย์ (Human skills) ทักษะทางเทคนิค (Technical skills) และคุณลักษณะพื้นฐานสําคัญที่เอ้ือต่อ
การเปน็ นกั บรหิ ารสถานศึกษามืออาชพี

2. ความร้คู วามสามารถ ความเชยี่ วชาญและคณุ ลักษณะพ้ืนฐานที่เอื้อตอ่ วชิ าชพี ครู
3. ความร่วมมือของนักเรยี นผูป้ กครอง ศิษยเ์ ก่า และชุมชนโดยรอบโรงเรียน
4. วิสัยทัศน์ แผนงาน/โครงการของโรงเรียนที่มีเป้าหมายและทิศทางการดําเนินงานที่ชัดเจนและ
บุคลากรภายนอกโรงเรยี นท่ีมีสว่ นเก่ยี วขอ้ งกับโรงเรียนแตล่ ะแห่ง
ธีระ รุญเจริญ (2548) ได้กล่าวว่า การที่จะดําเนินการบริหารและจัดการศึกษาประสบความสําเร็จบรรลุ
เป้าหมายได้คุณภาพที่พึงประสงค์จําเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นําของผู้บรหิ ารสถานศึกษาที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
และคณุ ภาพงานวชิ าการกเ็ ปน็ ปัจจยั หนึ่งท่จี ะทาํ ให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ
วิรุณ ต้ังเจริญ (2548) ที่กล่าวว่า คุณลักษณะที่ดีของผู้บริหารจะต้องเป็นผู้นําทางวิชาการคือเป็นผู้สร้าง
องคค์ วามรใู้ หม่ เปน็ ผสู้ รา้ งสรรค์วชิ าการมากกว่าเปน็ ผบู้ ริโภควชิ าการ มคี วามสาํ นกึ ในวิชาการ เน้นการค้นคว้าวจิ ยั
เพื่อสร้างความรู้ แล้วนําความรู้ที่เกิดขึ้นไปสอนไปบริการวิชาการแก่สังคมต้องเป็นผู้นํา และต้องปกครองดูแล
นักวิชาการ เป็นต้น
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553) ซ่ึงได้กล่าวว่า การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพเน้นปัจจัยสําคัญต้องมีการ
พฒั นาคุณภาพงานวิชาการของสถานศึกษาเปน็ หลักไมว่ ่าสถานศึกษาจะเป็นประเภทใดมาตรฐานและคุณภาพของ
สถานศึกษาจะพจิ ารณาได้จากผลงานด้านวิชาการ
สรุปได้วา่ ผู้บริหารโรงเรียนในฐานะผูน้ ําทางวิชาการ จึงต้องมีหน้าที่ในการสง่ เสริมและสร้างความเช่ือม่นั
ให้เพอ่ื นครปู ฏิบตั ิหน้าที่ด้านวิชาการไปในทิศทางทถ่ี ูกต้องตามเป้าหมาย ร่วมวางแผนและใหก้ ารสนบั สนุนเพ่ือนครู
ในการปฏบิ ัติงานวชิ าการ รวมท้ังการให้ความรว่ มมือกับผูเ้ รียนบรหิ ารกจิ การผู้เรียนแบบมสี ่วนร่วม

25

สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (2550) ได้กําหนดเกณฑ์ใน
การพจิ ารณาประเมนิ คณุ ภาพของผู้บริหารดา้ นความสามารถเปน็ ผนู้ าํ ทางวชิ าการไว้ 10 ประเดน็ คอื

1. ผู้บริหารมีความรอบรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและการประเมินผลการเรียนการ
สอน

2. ผู้บริหารเห็นและให้ความสําคัญกับบทบาทประธานในการแต่งต้ังกรรมการและการประชุม
คณะกรรมการหลกั สตู รของสถานศกึ ษา

3. ผู้บริหารมีการสง่ เสริมและสนบั สนุนการพัฒนาหลกั สตู รท้องถนิ่ ของสถานศึกษา
4. ผูบ้ ริหารมกี ารสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ การพัฒนาการเรียนการสอนอย่างตอ่ เนื่อง
5. ผู้บริหารมีการสง่ เสริมและพฒั นาครใู นการผลิต/ใช้สื่ออย่างหลากหลายและเหมาะสมกบั ผู้เรยี น
6. ผบู้ รหิ ารสนับสนุนใหม้ ีการจดั หาและจัดเกบ็ สือ่ การสอนอยา่ งเปน็ ระบบ
7. ผู้บริหารมีความเป็นผูน้ ําในการพฒั นาวชิ าการของโรงเรยี น ชมุ ชน
8. ผู้บรหิ ารมีการสนับสนนุ การพัฒนาและประเมินครูใหเ้ ป็นวชิ าชพี ชั้นสงู อยา่ งเปน็ ระบบและต่อเน่ือง
9. ผู้บรหิ ารมกี ารติดตามความกา้ วหนา้ ทางวชิ าการอยู่เสมอ
10. ผู้บริหารมีการวางระบบและกลไกที่ดีในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยความร่วมมือ
กบั ชมุ ชนและไดร้ บั การสนบั สนนุ จากตน้ สังกดั
องค์ประกอบของพฤติกรรมความเป็นผูน้ าํ ทางวิชาการของผู้บรหิ าร ฮอลลิงเจอร์และเมอร์ฟี (Hallinger&
Murphy, 1985) ได้เสนอองค์ประกอบของพฤติกรรมความเป็นผู้นําทางวิชาการของ ผู้บริหารไว้ 3 องค์ประกอบ
ใหญ่ คือ
1. การกําหนดภารกจิ ของโรงเรียน (Definingthe school mission) เป็นการกําหนดขอบเขตของงาน
ที่โรงเรียนต้องรับผิดชอบ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการและสร้างความเข้าใจในภารกิจดังกล่าวให้ผู้เกี่ยวข้อง
ทราบ ซึ่งประกอบดว้ ย 2 องคป์ ระกอบ คอื

1.1 การกําหนดเป้าหมายของโรงเรียน (Framing school goal) จะต้องมีความชัดเจนโดยเน้นท่ี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนโดยมีทีมงานมีส่วนร่วมในการกําหนดเป้าหมายทางวิชาการของโรงเรียนซึ่ ง
จะต้องรวมถึงความรับผิดชอบของคณะครูเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด เป้าหมายในด้านการปฏิบัติงาน จะต้อง
แสดงออกเปน็ พฤตกิ รรมทส่ี ามารถวัดได้ และงา่ ยต่อครูในการท่ีจะนําไปสอนได้ตรงตามจดุ ประสงค์ในห้องเรียน

1.2 การสื่อเป้าหมายของโรงเรียน (Communicating school goal) ผู้บริหารจะต้องจัดให้มีข้ึน
เพ่อื ให้ครู ผ้ปู กครองและนกั เรยี นทราบโดยทั่วกนั

2. การจัดการดา้ นการเรียนการสอน (Managingof instructional program) หมายถึง กระบวนการท่ี
เกี่ยวข้องกับการดูแลส่งเสริมและสนับสนุนการสอนของครู การเรียนของนักเรียน และการประสานการจัดการ
เรยี นการสอน ซ่ึงจําแนกออกเป็น 3 องคป์ ระกอบ คอื

2.1 การนิเทศและการประเมินผลด้านการสอน (Supervising and evaluation instruction)
ซ่ึงจะต้องทํางานร่วมกบั ครใู นดา้ นหลักสูตรและการสอน

2.2 การประสานงานด้านการใช้หลักสูตร (Coordinating curriculum) หมายถึง พฤติกรรมการ
ประสานงานกบั ครใู นด้านการนาํ หลักสตู รไปปฏบิ ตั ิใหเ้ กดิ ผลจริง

2.3 การตรวจสอบความกา้ วหน้าของนักเรียน (Monitoring student progress)

26

0

3. การส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการของโรงเรียน (Promote school climate) ซ่ึงมี 6 องค์ประกอบ
คือ

3.1 การควบคมุ การใช้เวลาในการสอนของครู (Protecting instructional time)
3.2 การเอาใจใส่ดูแลครูและนักเรียนอย่างใกล้ชิด (Maintaining high visibility) เป็นการช่วยเพิ่ม
ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างผ้บู ริหารกับนักเรียนและกับครู ซ่ึงปฏสิ มั พนั ธ์อย่างไม่เปน็ ทางการแบบนี้ผบู้ รหิ ารจะได้รับข้อมูล
มากมายในด้านความต้องการของนักเรียนและครู ผู้บริหารจะมีโอกาสสื่อสารเป้าหมายระดับต่าง ๆ ของโรงเรียน
ใหน้ กั เรยี นและครทู ราบ
3.3 การจัดให้มีสิ่งจูงใจให้กับครู (Providin incentives for teachers) การสร้างบรรยากาศเชิงบวก
ด้านการเรียนรู้ รวมท้ังการให้รางวัลและการยอมรับการทํางานของครู นับเป็นบทบาทที่สําคัญส่วนหนึ่งของ
ผู้บริหารในการที่จะทําให้โครงสร้างของการทํางานดขี ึ้น รางวัลที่สามารถสร้างแรงจูงใจในการทํางานให้กับครูอาจ
ไม่ใช่เงนิ เพียงอยา่ งเดยี ว แตอ่ าจจะเป็นคาํ ชมเชยทั้งโดยส่วนตวั หรือการใหส้ งั คมยอมรับ เป็นตน้
3.4 การสง่ เสรมิ ใหม้ ีการพฒั นาวิชาชีพ (Promoting professional development)
3.5 การพัฒนาและสร้างมาตรฐานด้านวิชาการ ( Developing and enforcing academic
standards) มาตรฐานทางวิชาการท่ีสงู ข้ึนจะเปน็ สง่ิ จูงใจให้เกิดความคาดหวังแสดงให้เห็นได้จากจาํ นวนนักเรียนท่ี
เพิ่มขึ้นในโอกาสตอ่ ไป
3.6 การจดั ให้มสี ่งิ ท่ีส่งเสรมิ สภาพการเรยี นรู้ (Providing incentives for learning)
สรุปได้ว่า คุณลักษณะของผู้บริหารด้านความเป็นผู้นําทางวิชาการนั้น ผู้บริหารจะต้องมีคุณลักษณะหรือ
พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความรอบรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลมุ่งส่งเสริม
สนับสนุน การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของสถานศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนอย่าง
ตอ่ เนือ่ ง ส่งเสริมและพฒั นาครูในการผลิตใช้สอื่ และนวัตกรรมอย่างหลากหลาย เปน็ ผู้นําในการพฒั นาวิชาการของ
โรงเรียน กลุ่มโรงเรียน และชุมชน พัฒนาและประเมินครูให้เป็นวิชาชีพช้ันสูงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีการ
ติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการอยู่เสมอวางระบบและกลไกที่ดีในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
โดยร่วมมือกับชมุ ชนและหน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้อง
3. ความสามารถในการสื่อสาร การสื่อสาร (Communication) มาจากภาษาละตินว่า “Communis”
ซ่ึงหมายถึงร่วมกันคล้ายคลึงกัน (Common) ถ้าแปลกันตามรากศัพท์เดิมหมายถึงสิ่งที่มุ่งสร้างให้เกิด
“ความร่วมกัน” ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง (ณรงค์ สมพงษ์, 2543) ได้มีนักวิชาการให้ความหมายของการสื่อสาร
ดงั น้ี
เสนาะ ติเยาว์ (2541) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการส่ือสาร หมายถึง กระบวนการที่เกีย่ วกับการส่งและรับ
สญั ลกั ษณ์ทก่ี อ่ ให้เกิดความหมายขนึ้ ในใจของผู้ท่ีเกย่ี วข้องโดยที่บคุ คลเหล่าน้ันมปี ระสบการณใ์ นชวี ติ อยา่ งเดยี วกนั
ปริญ ลักษิตานนท์ (2544) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการสื่อสาร หมายถึง กระบวนการในการถ่ายทอด
ความคดิ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความคิดร่วมกนั และแสดงพฤติกรรมตามวตั ถุประสงค์ของผู้ส่งสาร
พีรวัฒน์ ภู่พชร (2548) ได้ให้ความหมายของการส่ือสารว่า หมายถึง การสร้างความเข้าใจอันดีระหวา่ ง
บุคคลในการปฏิบัติงานดําเนินงานให้บรรลุเป้าหมายโดยการแลกเปลี่ยนหรือถ่ ายทอดข้อมูลข่าวสารความคิดเห็น
ขอ้ เทจ็ จริงความร้คู วามเข้าใจซึ่งกนั และกนั ด้วยวธิ ีการแสดงออกทางกิริยาทา่ ทางคําพูดสญั ลกั ษณล์ ายลักษณ์อักษร
ทงั้ ท่เี ป็นทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ

27

0

สรุปไดว้ ่า การสอ่ื สารหมายถึงวิธีการในการส่งหรือแลกเปล่ียนขา่ วสารความคดิ และทัศนคติจากบุคคลหน่ึง
ไปยังอีกบุคคลหน่ึงหรือหลายคนเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันความคิดร่วมกันและแสดงพฤติกรรมตาม
วตั ถปุ ระสงคข์ องผสู้ ง่ สารโดยใชส้ ่ือหรือชอ่ งทางตา่ ง ๆ อยา่ งมีวัตถปุ ระสงคช์ ัดเจน

บทบาทของผู้บรหิ ารในการสือ่ สาร
พะยอม วงศ์สารศรี (2542) กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารในการสื่อสารไว้ ดังนี้ 1) ควรใช้การสื่อสารเป็น
ลายลกั ษณอ์ ักษรในเรื่องที่มีความสําคัญ 2) การชี้แจงให้ความเห็นแก่ผ้บู ังคับบญั ชาควรพูดใหช้ ัดเจน 3) การส่ังงาน
มอบหมายงานจะต้องดําเนินการให้ชัดเจน 4) พยายามใช้การติดต่อสองทางมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารท้ังผู้ส่งและ
ผู้รบั 5) ให้ความสําคัญในการคดิ กอ่ นพูดมีศลิ ปะการพูดที่ดี
ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์ (2543) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้นําว่า ผู้นําที่ดีต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถในเรื่องใดเรื่องหน่ึงหรือรอบรู้งานในหน้าที่ และสามารถใช้ศาสตร์และศิลป์ในการจูงใจให้คนอื่นๆ
คล้อยตามทําตามและร่วมมือกนั อยา่ งศรัทธานบั ถือตามแนวทางท่ีใหก้ ระทําดว้ ยความเตม็ ใจ อย่างประสานสัมพันธ์
กัน จนงานสาํ เร็จบรรลุเปา้ หมายของกลุม่ ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพย่งิ
เมธี ปิยะคุณ (2550) กล่าวถึงลักษณะการสื่อสารของผู้บริหารไว้ ดังนี้ 1) ต้องมีความเข้าใจอยู่กับเรื่อง
ต่าง ๆ ที่จะพูด เรื่องที่จะสื่อสารคืออะไร มีความเข้าใจเรื่องนั้นลึกซ้ึงเพียงใด การสื่อสารต้องมุ่งเน้นไปทางใดบ้าง
แล้วก็ลําดับความนึกคิดในเรื่องที่จะสื่อสารให้ต่อเนือ่ งกัน 2) มีทักษะในการสื่อสาร การสื่อสารด้วยการพูดเป็นวิธี
สื่อสารวิธีหนึ่งที่ต้องอาศัยบุคลิกภาพในการแสดงออกอย่างมากต้ังแต่การใช้ภาษา น้ำเสียง การยืน ท่าทาง
อากัปกิริยาต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ตอ้ งมีความสมั พันธ์กัน 3) ต้องเป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ได้เร็วและมีความจําดี ในการ
สือ่ สารผูบ้ รหิ ารจะต้องคาํ นึงถึงสถานการณ์กาลเทศะและตวั บคุ คลดว้ ย 4) ตอ้ งมีความสขุ ุมรอบคอบ ทําใหผ้ ูร้ ับสาร
ได้เข้าใจสารของผู้บริหารอย่างแท้จริง มีการยอมรับและทําตามที่ผู้บริหารต้องการ 5) ในการสื่อสารแต่ละคร้ัง
ผู้บริหารควรจะเตรียมตัวหรือวางแผนล่วงหน้าในการเสนอข่าวสารให้ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและมี
ประสิทธภิ าพ 6) ต้องมศี ิลปะในการจูงใจคน ทําใหผ้ ู้ฟังเกิดความสนใจและติดตามฟงั 7) เป็นผู้ฟงั ที่ดี อย่าพยายาม
ให้ผู้อืน่ เข้าใจทา่ นฝ่ายเดียวแต่ท่านต้องเข้าใจผูอ้ ่นื ดว้ ย
การด์เนอร์ (Gardner, 1989) กล่าวว่า ผู้นําเป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญในการสร้างเสริมให้เกิดความคิด
สร้างสรรค์เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของสังคมเป็นผู้ที่จะนํากลุ่มให้พ้นจากความทุกข์ยาก
ขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกลุ่มและฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆจนสามารถบรรลุผลตามเป้าหมายของสังคมที่วางไว้
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพและมีประสิทธผิ ล
สรุปได้ว่า คุณลักษณะด้านการสื่อสาร หมายถึง พฤติกรรมที่ผู้ส่งสารใช้ในการส่งหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสารข้อเท็จจริงดว้ ยการแสดงออกทางกริยาท่าทางคําพูดลายลกั ษณ์อักษรท้ังท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
เพื่อการสั่งงานการมอบหมายงานรวมทั้งชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุเป้าหมายของหน่วยงานได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพกอ่ ให้เกดิ ความเขา้ ใจทีถ่ ูกต้องตรงกนั กระตนุ้ ใหเ้ กิดกิจกรรมหรือความร่วมมือในการปฏิบตั งิ าน
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งมีความจําเป็นในการ
บริหารงานโดยเฉพาะยุคที่มีนวัตกรรม ทางด้านเทคโนโลยีก้าวหน้าเทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้การทํางานเกิด
ประสิทธิภาพมีความถูกต้องแม่นยําประหยัดและมีคุณภาพสูงได้มีนักวิชาการให้ความหมายของเทคโนโลยี
สารสนเทศไว้ ดงั นี้

28

ครรชิต มาลัยวงศ์ (2541) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นที่องค์ประกอบท่ี 0
ก่อให้เกิดเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศคือเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีสื่อสาร
โทรคมนาคมเพ่ือให้เกดิ ประโยชนใ์ นการจดั ทาํ สารสนเทศและส่งสารสนเทศนั้นให้ถงึ มือผรู้ บั

ณัฐพันธ์ เขจรนันท์ (2545) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศว่า เป็นเทคโนโลยีที่ประกอขึ้น
ด้วยระบบจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลระบบสื่อสารโทรคมนาคมและอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานด้าน
สารสนเทศทม่ี กี ารวางแผนจัดการและใช้งานร่วมกนั อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

สมเจตน์ รัตนสุวรรณ (2545) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศไว้ว่า หมายถึง การประยุกต์
นําเอาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นคอมพิวเตอร์เครื่องใช้สํานักงานและอุปกรณ์โทรคมนาคมมาใช้ให้เป็น
ประโยชน์ทั้งน้ีเพ่ืออํานวยความสะดวกสบายและความคล่องตวั ในการทํางานทุก ๆ ดา้ นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการทํางานใหด้ ยี ่ิงขน้ึ

สํานักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (2545) ได้ให้ความหมายของ
เทคโนโลยีสารสนเทศไว้ว่า เป็นความรู้ผลิตภัณฑ์หรือในกระบวนการการดําเนินการใดๆที่ได้อาศัยเทคโนโลยีทาง
คอมพวิ เตอร์ซอฟต์แวร์ (software) คอมพิวเตอร์ทางฮาร์ดแวร์ (hardware) การติดต่อส่ือสารการรวบรวมและนํา
ข้อมูลมาใช้อย่างทันการเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพท้ังทางการผลิตการบริหารการบริการและการดําเนินงาน
รวมทั้งการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะส่งผลถึงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจการค้าและที่สําคัญคือการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ และคุณภาพของประชาชน

สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546) ไดใ้ หค้ วามหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีและสารสนเทศว่าเทคโนโลยีนั้น หมายถึง การประยุกต์เอาความรูท้ างวิทยาศาสตรม์ าใช้
ให้เกิดประโยชน์และเป็นการศึกษาพัฒนาองค์ความรู้เพ่ือให้เข้าใจธรรมชาตสิ ว่ นคําวา่ สารสนเทศน้ันหมายถึงข้อมูล
ท่เี ป็นประโยชนต์ อ่ การดาํ เนินชวี ิตของมนษุ ย์ท่มี นษุ ยน์ าํ มาใชเ้ พอ่ื ใหเ้ กิดเปน็ ความรู้

สรุปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีและข้อมูล
สารสนเทศเช่นคอมพิวเตอร์เครื่องใช้สํานักงานและอุปกรณ์โทรคมนาคมมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่ออํานวยความ
สะดวกสบายและความคลอ่ งตวั ในการทาํ งานทกุ ๆ ด้านและเพอ่ื เพ่มิ ประสทิ ธิภาพในการทํางานใหด้ ีย่งิ ขึ้น

ความสาํ คัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศไดม้ นี กั วิชาการกล่าวถึงความสาํ คัญของเทคโนโลยีสารสนเทศดังนี้
ครรชติ มาลัยวงศ์ (2540) ได้กล่าวถึงความสําคญั ของระบบสารสนเทศต่อการบริหารวา่ เป็นระบบทช่ี ว่ ยให้
ผู้บริหารสามารถเข้าใจสถานการณ์และการดําเนินการขององค์การได้อย่างถูกต้องตรงกับความเ ป็นจริงมากที่สุด
สามารถมองเห็นปัญหาที่กาํ ลังจะเกิดขึ้นไดส้ ามารถคิดหาวธิ ีแก้ไขปัญหาและคาดคะเนผลท่จี ะเกิดข้ึนจากการแก้ไข
ปัญหาด้วยวิธีนั้น ๆ ผู้บริหารต้องรอบรู้ข้อมูลข่าวสารนานาประเภททั้งภายในและภายนอกองค์การด้วยเหตุน้ี
ผู้บรหิ ารยคุ ใหมจ่ ึงเปน็ ตอ้ งมีระบบสารสนเทศเพือ่ การบรหิ ารเพอ่ื จะไดน้ าํ ข้อมูลนั้นไปใช้ในการตดั สินใจ
ถาวร อินทะแสง (2547) กล่าวถึงสารสนเทศต่อการบริหารว่า มีความจําเป็นและสําคัญมีลักษณะเป็น
กระบวนการมีวัตถุประสงค์เป็นสิ่งช่วยผู้บริหารในด้านการวางแผนและตัดสินใจใช้ทรัพยากรในการบริหารดังน้ั น
ต้องมีการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีคุณภาพมีความเพียงพอต่อการตัดสินใจและที่สําคญั ทีส่ ดุ สารสนเทศที่ไดร้ ับ
น้ันจะต้องมีความสอดคล้องความสัมพันธ์ (Relevant) ความถูกต้อง (Accurate) และทันต่อเหตุการณ์
(Timeliness) ทันต่อความตอ้ งการในขณะนั้น

29

สมชาย เทพแสง (2547) กลา่ วถงึ ประโยชน์ของเทคโนโลยีไวว้ ่า มีความสําคญั ต่อการบรหิ ารการจดั การและ 0
การส่งเสรมิ การเรยี นรูเ้ ปน็ อย่างยิ่งรวมท้ังใชป้ ระโยชน์ในการวางแผนนโยบายในสถานศึกษาส่งเสริมการปฏิบัติงาน
การบรกิ ารในดา้ นงานวิชาการงานทะเบียนการวัดผลและการประเมนิ ผลทส่ี าํ คญั ช่วยปรบั ปรงุ ระบบการสื่อสารให้มี
ความทันสมัยสะดวกรวดเรว็ ส่งเสริมการจัดการความรูม้ ีการรวบรวมข้อมลู ความรู้ต่าง ๆ เป็นระบบสง่ เสริมการจดั
สภาพการเรียนรูใ้ นช้ันเรียน

สรุปได้ว่า ความสําคัญเทคโลยีสารสนเทศ คือ เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าใจสถานการณ์และ
การดําเนินการขององค์การได้อย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดสามารถมองเห็นปัญหาที่กําลังจะเกิดขึ้ น
ได้รวมท้ังใช้ประโยชน์ในการวางแผนนโยบายในสถานศึกษาส่งเสริมการปฏิบัติงานการบริการในด้านงานวิชาการ
งานทะเบยี นการวัดผลและการประเมนิ ผล

กรมวชิ าการ (2544) กลา่ วถงึ ผูบ้ ริหารโรงเรียนไดเ้ สนอแนวทางในการนาํ เทคโนโลยสี ารสนเทศการศึกษาไป
พฒั นาคณุ ภาพการศึกษาไว้ 4 ด้าน ดงั น้ี

1. ดา้ นนโยบาย
1.1 สง่ เสรมิ สนับสนุนและจดั สรรงบประมาณเพ่ือการพัฒนาเทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งต่อเนือ่ ง
1.2 พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้สามารถใช้งานในโรงเรียนไดอ้ ยา่ งเหมาะสมเพยี งพอและมีคุณภาพ
1.3 ส่งเสริมส่วนตา่ งๆในองค์กรใหม้ ีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศควบคู่ไปกับการจดั การเรียนการสอน
1.4 ส่งเสริมสนับสนุนใหน้ ักเรยี นและครูอาจารยท์ ุกคนใช้คอมพิวเตอร์เพอื่ พฒั นาตนเอง
1.5 มกี ารต้ังบุคลากรท่ีทําหน้าทีด่ ูแลโดยตรง

2. ด้านการพัฒนาบุคลากร
2.1 สง่ เสริมใหน้ กั เรยี นและบุคลากรทกุ คนมีความรูค้ วามสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้

โดยเปิดสอนท้ังในเวลาและนอกเวลา
2.2 สง่ เสรมิ / ฝึกอบรมให้ครูสามารถนําสื่อเทคโนโลยสี ารสนเทศไปใชใ้ นการเรยี นการสอนได้
2.3 จดั ใหม้ ีครแู กนนาํ ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ

3. ดา้ นการส่งเสริมและสนับสนุน
3.1 ขอความรว่ มมือจากชมุ ชนสนับสนุนงบประมาณ
3.2 สง่ เสรมิ ครูและนักเรยี นใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการเรียนการสอน
3.3 จัดหาวสั ดุอุปกรณเ์ ทคโนโลยีใชอ้ ย่างเพียงพอ
3.4 จดั ให้มเี ครือขา่ ยข้อมลู ด้านการบริหารใหส้ ามารถเชอ่ื มโยงตดิ ต่อส่ือสารกันไดท้ กุ ระดับ
3.5 พัฒนารูปแบบ/การใช้เทคโนโลยีท่ีทันสมัยเข้ามาใช้ในการพัฒนางานให้เป็นไปอยา่ งประหยัดและมี

ประสทิ ธิภาพ
3.6 ส่งเสรมิ การแข่งขันทักษะความสามารถทางคอมพวิ เตอร์

4. ดา้ นการนําไปใช้
4.1 ใช้ในระบบบรหิ ารจดั การและการจัดการเรียนการสอน
4.2 จดั บรกิ ารเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศใหค้ รูและนกั เรียนท้ังในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
4.3 จดั ให้มีการสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศโดยผ่านระบบอนิ เทอร์เนต็
4.4 ใชใ้ นการเผยแพร่ขา่ วสารและประชาสมั พันธ์ข้อมลู

30

0

หวน พินธุพันธ์ (2548) กล่าววา่ คุณลักษณะของผู้บริหารมืออาชพี ที่สําคญั ประการหนึ่ง คือ ผู้บริหารจะตอ้ ง
นาํ นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ นการบรหิ าร ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษามืออาชพี ในยุคปัจจบุ ัน จะต้องรู้จัก
นํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒ นาผู้เรียน
ประสบความสําเร็จมีคุณภาพสมบูรณ์ ท้ังเป็นคนเก่งเป็นคนดี และมีความสุขในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสําหรับผู้บริหาร (Executive Information Technology System) ได้ถูก
นาํ มาใชใ้ นการดําเนินงานขององค์กรเพื่อเพิ่มประสทิ ธิภาพในการดําเนินงานให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดเน่ืองจากระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศสําหรับผู้บริหารน้ันสามารถนํามาใช้แก้ไขปญั หาท่ีเกิดขึ้นภายในองค์กรได้สําหรับคุณสมบัติท่ี
ดีของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสําหรับผู้บริหารที่สามารถนํามาใช้ในการดําเนินงานขององค์กรน้ั นมี ดังน้ี
(ปิยธิดา บนุ นาค, 2549)

1. สนับสนุนการวางแผนทางยุทธศาสตร์ผูบ้ ริหารระดับสูงส่วนใหญจ่ ะให้ความสําคัญและสนับสนุนต่อการ
วางแผนทางยุทธศาสตร์ขององค์กรดังน้ันจึงควรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
วางแผนงานให้ดีข้ึนและสามารถดึงขอ้ มูลออกมาใช้ได้อย่างรวดเรว็

2. เช่อื มโยงกบั สภาพแวดลอ้ มภายนอกองค์กรข้อมลู และข่าวสารท่ีมาจากภายนอกองคก์ รเปน็ ส่ิงทผ่ี ู้บริหาร
มีความต้องการและเป็นสิ่งจําเป็นในการตัดสินใจดังนั้นระบบสารสนเทศสําหรับผู้บริหารควรจะมีการเชื่อมโยงกับ
แหล่งขอ้ มูลทอ่ี ยู่ภายนอกองคก์ รเพื่อนําข้อมูลและขา่ วสารท่จี าํ เป็นในการตัดสนิ ใจของผ้บู ริหารมาใช้

3. ความสามารถในการคํานวณอย่างกว้าง ๆไมซ่ ับซอ้ นและมีความชดั เจนเชน่ การสรา้ งรปู กราฟการจําลอง
ภาพเหตุการณ์

สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2552) กล่าวว่าผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมและสนับสนุนให้
บุคลากรในสถานศึกษาพฒั นาส่ือการเรยี นรแู้ ละเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา

สรุปได้ว่า คุณลักษณะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหาร ซ่ึงประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกบั เทคโนโลยที างการศึกษา สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์แก่สถานศึกษา สามารถนําเทคโนโลยี
มาใช้เพ่อื การบริหาร สามารถส่งเสริมและพฒั นาครูในการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา สนับสนนุ ครูใหใ้ ช้เทคโนโลยี
เพื่อการจัดการเรียนรู้ สนับสนุนให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากหลาย
ช่องทาง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารได้ท่ัวถึงในโรงเรียน สามารถประเมินการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาและ
ปรบั ปรุงให้เกดิ ความคล่องตัวในการทาํ งานและเพื่อเพิม่ ประสิทธิภาพในการทาํ งาน

31

3 คณุ ลกั ษณะของผู้บริหารการศกึ ษา
ศึกษานเิ ทศก์

คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา

ผู้บริหารหรือผู้นำหรือผู้จัดองค์การ หรือหัวหน้างาน ไม่ว่าหน่วยงานเล็กหรือหน่วยงานใหญ่ หน่วยงาน
ราชการหรอื เอกชนก็ตาม ย่อมมีบทบาทท่ีเป็นผลต่อการสำเร็จหรือประสิทธิภาพของงานเปน็ อย่างยิ่ง บางครั้งการ
จัดองค์การ แม้จะไม่เรียบร้อยถูกต้องอยู่บ้าง ก็อาจได้รับผลงานสูงได้ หากผู้บริหารมีคุณลักษณะที่ดี แต่ถ้า
คุณลักษณะหรือพฤติกรรมในการนำของผู้บริหารไม่ดี แม้การจดั องค์การถูกต้องหรือดีเพยี งใดก็ตาม ผลงาที่เกิดขึ้น
ของหน่วยงานนั้น ๆ ย่อมสมบูรณ์ได้ยาก ดังนั้นผู้บริหารหรือผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม มีพฤติกรรมในการ
นำที่ถูกต้องเหมาะสมเพราะความสำเร็จของงานทุกด้านขององค์การ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารหรือผู้นำ ซึ่งจะวินิจฉัยส่ัง
การ หรือตัดสนิ ใจแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้งานเกิดประสิทธภิ าพ ซึ่งคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารหรือผูน้ ำ
นั้น ควรที่จะประกอบด้วยเรื่องที่สำคัญ ได้แก่ คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ คุณลักษณะด้านความเป็นผู้นำ
คณุ ลกั ษณะดา้ นความร้ทู างวชิ าการ และคุณลักษณะด้านความสามารถในการบริหาร

1. คุณลกั ษณะดา้ นบุคลกิ ลกั ษณะ อรุณ รักธรรม (2527: 198-202) ได้กลา่ วถงึ บคุ ลิกภาพของผู้นำหรอื
ผูบ้ รหิ ารทด่ี ี

1) เปน็ ผ้มู ีความรู้
2) เป็นผ้มู คี วามคิดรเิ ริ่มสร้างสรรค์
3) เป็นผูม้ คี วามกลา้ หาร
4) เปน็ ผมู้ คี วามเดด็ ขาด
5) เป็นผมู้ คี วามแนบเนยี น มกี ริ ิยาวาจาทถ่ี ูกต้องเหมาะสม
6) เปน็ ผ้มู ีความยุตธิ รรม
7) เปน็ ผู้มลี กั ษณะทา่ ทางการแสดงออกท่ีดี
8) เป็นผู้ที่มคี วามอดทน
9) เปน็ ผู้ท่มี ีความกระตือรือร้น
10) เป็นผู้ทไ่ี ม่เห็นแก่ตัว
11) เป็นผมู้ ีความต่นื ตวั หรือระมัดระวงั อย่เู สมอ
12) เปน็ ผ้มู คี วามพินิจพจิ ารณาสงิ่ ต่าง ๆ อย่างมเี หตุผล
13) เปน็ ผมู้ ีความสงบเสงยี่ ม
14) เปน็ ผมู้ ีความสงรกั ภกั ดี
15) เป็นผมู้ มี นุษย์สมั พนั ธท์ ี่ดี
16) เป็นผู้มีความสามารถควบคมุ อารมณ์ไดด้ ี

32

2. คุณลักษณะดา้ นความเปน็ ผู้นำ
1) ความมีชวี ติ ชีวาและทนทาน (Vitality and Endurance) จะตอ้ งมีความคล่องแคลว่ ว่องไว ตื่นตัวอยู่

เสมอ พร้อมอยู่เสมอที่จะรับสถานการณ์ทุกชนิด ปรับตัวได้ เปลี่ยนแปลงได้ และร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ มีความ
อดทนต่อการทำงานหนกั และนาน ๆ ทนตอ่ ความลำบากเจ็บชำ้ ได้ โดยไมป่ ริปากหรือแสดงอาการท้อแท้ใหพ้ บเห็น

2) ความสามารถในการตัดสินใจ (Decisiveness) จะต้องตัดสินใจถูกต้อง ตัดสินใจได้เร็วและเต็มใจ
เสมอที่จะเป็นผตู้ ัดสนิ ใจดว้ ยตัวเอง ในเมื่อมปี ญั หาใด ๆ เกิดขนึ้

3) ความสามารถในการจงู ใจคน (Persuasiveness) ผูน้ ำทสี่ ามารถชกั จงู ใหผ้ ู้อนื่ รว่ มมือกับตนได้เท่าน้ัน
ท่ีจะไดร้ ับความสำเรจ็

4) ความรบั ผิดชอบ (Respensibility)
5) ความฉลาดไหวพริบ (Intellectual Capacity) ความฉลาดไหวพริบจำเป็นที่สุด สำหรับผู้บริหาร
หรอื ผนู้ ำ ทจี่ ะใช้ในการบริหารงาน หรือใช้ในการวินิจฉัยสงั่ การ
3. คุณลกั ษณะดา้ นความรู้ทางวิชาการ
ความรู้ทางวิชาการได้แก่ การศึกษาวิชาการทั่วไป การศึกษาด้านวิชาชีพ และการศึกษาให้เกิดความ
รอบรู้ เชี่ยวชาญในแขนงวิชาทีค่ นสนใจ สำหรับใชจ้ ดั ระดบั ความรู้และประสบการณ์ ในการทำงานของบุคคลท่มี า
ทำงาน ในการเปน็ ผู้บริหาร
4. คุณลักษณะดา้ นความสามารถในการบรหิ าร
1) ใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารโรงเรียน อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การจัดระบบข้อมูล
สารสนเทศให้ถูกต้อง การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน การมอบหมายงานให้บุคลากรทำตามความรู้
ความสามารถ การควบคมุ กำกบั ติดตาม นิเทศงาน
2) สนับสนุนให้บุคลากรเกิดความมุ่งม่ันในการพัฒนา ได้แก่ การส่งเสริมให้ บุคลากรพัฒนาตนเองและ
พฒั นางาน การจดั สวัสดกิ าร สิง่ อำนวยความสะดวก และประโยชน์ ตอบแทน
3) จัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ได้แก่ การจัดกิจกรรม ทางวิชาการ
การจัดบริการแนะแนว บริการสุขภาพ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศิลปวัฒนธรรมการจัดสภาพแวดล้ อม
ภายในโรงเรยี นให้มบี รรยากาศสง่ เสรมิ การเรยี นรู้
4) ประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพอ่ื พัฒนางาน
5) ประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงาน อย่างต่อเนื่อง
ใช้วิธีการที่หลากหลาย ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม นำผลการประเมินไปนิเทศ และพัฒนางานการบริหารเพื่อให้บรรลุ
เป้าหมาย
บรุ ัญชยั จงกลนี (ม.ป.ป.: 11 - 12) กล่าวถึงคุณลักษณะของนักบรหิ ารทีด่ ีควรมลี กั ษณะ ดังตอ่ ไปนี้
1. เฉลยี วฉลาด แต่ไมอ่ วดฉลาด
2. มีความสามารถรอบด้าน (Well rounder)
3. มีพลังผลกั ดันภายใน (Inner drive) ใหก้ ระตือรือร้นอยู่เสมอ
4. ทำตนใหเ้ ป็นที่เชอ่ื ถือ (Integrity)
5. กล้าหาญทัง้ กายและใจ (Courage physically and morally)
6. มคี วามคดิ รเิ รมิ่ (Innitiative)

33

7. รจู้ กั วิธสี ง่ เสริมและบำรงุ ขวัญผใู้ ต้บงั คับบัญชา
8. การเสยี สละปราศจากการเหน็ แกต่ ัว
9. มีความยุตธิ รรม (Justice)
10. วางตวั ดี (Bearing)
11. กระตุ้นใหผ้ ู้นอ้ ยมีความภมู ใิ จในงานของตน
12. ให้เกยี รติในผลงานท่ผี ู้น้อยไดป้ ฏบิ ัติ
13. ปฏบิ ตั งิ านอย่างเป็นทีม ใหท้ ำงานแทนกันได้
14. ใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาใหเ้ หมาะสมกบั ความสามารถ และมกี ารพฒั นาฝีมอื ผใู้ ต้บังคับบัญชาอยู่
เสมอ
(สุรศักดิ์ ปาเฮ. 2543: 72 – 73) กลา่ วถึงคุณลกั ษณะของนักบริหารทีด่ ีควรมีลักษณะ ดังตอ่ ไปน้ี
1. มีความพร้อมทางด้านข้อมูลข่าวสารสารสนเทศ (Command of Basic Facts) ต้องรู้ความ
เคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งภายในและนอกองค์กร โดยมีข้อมูลและสารสนเทศ ช่วยในการดำเนินการและบริหารงาน
ใหบ้ งั เกิดประสิทธิภาพสูงสดุ
2. มคี วามรูท้ างวชิ าชพี (Relevant Professional Knowledge) เปน็ ความร้ทู ี่รวมถึงความรู้ทางเทคนิค
เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ทางการบริหาร เช่น หลักการทฤษฎีการบริหาร
การวางแผน การจัดองค์กร หลักสูตร การสอน การวัดผลประเมนิ ผล เหลา่ น้ีเป็นตน้
3. มีความรู้เท่าทันในสถานการณ์ (Continuing Sensitivity to Events) สามารถปรับตัวและสนองได้
ฉับไวและต่อเนื่องกับสถานการณ์รอบด้าน และดำเนินบทบาทได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ว และเข้าใจความรู้สึกของ
คนรอบข้าง
4. มีทักษะในการเข้าสังคม (Social Skills and Abilities) โดยการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ เช่น
การสื่อสาร การกระจายอำนาจ การเจรจาต่อรอง การมอบหมายงาน การสมาคม การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
ให้เกิดขน้ึ ท้ังภายในและภายนอกองคก์ ร
5. มีทักษะในการวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหา และการตัดสินใจ (Analytical, Problem Solving,
Decision Making Skills) อาศัยหลักตรรกศาสตร์การใช้เหตุผลและวิจารณญาณเข้าช่วย เพื่อรักษาความสมดลุ ให้
เกิดขึ้นทุก ๆ ด้านในองคก์ ร
6. การควบคุมอารมณ์ (Emotion Resilience) ผู้บริหารต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง มั่นคงในอารมณ์
ไมห่ วน่ั ไหวง่าย จะต้องรู้จกั ควบคมุ อารมณ์ ความร้สู ึกมจี ติ ระลึกเสมอ และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม
7. มพี ฤตกิ รรมกลา้ เส่ียง (Pro activity inclination to Respond Purposefully to events) ผู้บริหาร
การศึกษา มืออาชีพต้องมองงานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รู้ระบบการทำงานอย่างดี รู้ภารกิจหน้าที่ความรั บผิดชอบ
ทั้งตนเองและสมาชิกในองค์กร และรู้รับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอ คำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวและเป้าหมาย
โดยรวม
8. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) ริเริ่มโครงการใหม่ ๆ และทำให้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับของ
บุคคลทั่วไป ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นวิธีการที่เกิดการยอมรับว่าเป็นแนวคิดที่ดี มีความละเอียดรอบคอบ
และยดื หยนุ่ ได้ตามความเหมาะสม

34

9. มีความรู้สึกไวต่อบุคคลอื่น (Mental Agility) เกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญา สามารถค้นหาทางเลือก
ไดห้ ลากหลายเพือ่ การแกไ้ ขปัญหา ร้จู กั เอาใจเขามาใสใ่ จเรา ให้เกยี รติและสนใจในความรสู้ ึก ของคนอน่ื

10. มีความรู้และฝึกฝนการเรียน (Balanced Leaning Habits and Skills) ต้องรู้ว่าจะรู้ต้องรู้อะไร
และต้องรู้ให้จริง ต้องคิดเป็นคิดได้ และสามารถบูรณาการความรู้ได้ ประยุกต์ ใช้ได้ สามารถสร้างทฤษฎี
หรือกฎเกณฑ์ ได้จากการปฏบิ ตั งิ าน สามารถพัฒนางานวิชาการ และรปู แบบวิธีการจากทฤษฎไี ด้

สุพล วงั สินธ์ (2545: 29 – 30) ไดส้ รุปคุณลกั ษณะที่สำคัญของผู้บรหิ ารสถานศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษา
ไว้ว่า

1. มีวสิ ยั ทศั นก์ ว้างไกล
2. มีบคุ ลกิ ภาพประชาธปิ ไตย ใชห้ ลกั เหตุผลในการบริหารงาน
3. มจี ติ สำนึกในความมุ่งมนั่
4. ใจกวา้ ง เปิดโอกาสใหค้ รูมเี สรภี าพในการคดิ
5. ปฏบิ ตั ิการเปล่ยี นแปลงการจดั การเรียนรูใ้ ห้เกดิ ตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา
6. มศี ักยภาพในการจดั การระบบบรหิ ารโรงเรียน โดยการนำระบบคุณธรรมมาใช้ใน โรงเรียน
7. สรา้ งขวญั กำลงั ใจใหค้ รู มกี ำลังใจทจ่ี ะเป็นครูดี ครูเก่ง ครูทีป่ รกึ ษา
จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า โรงเรียนเป็นองค์ที่สำคัญมากองค์กรหนึ่ง ผู้บริหารสถานศึกษาจึงจำเป็นต้อง
มีคุณลักษณะที่ดีเหมาะสม มีพฤติกรรมที่ดี มีความเป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์ที่ดี เพื่อที่จะได้พัฒนาสถานศึกษาให้มี
ประสิทธสิ ูงสดุ

คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจทิ ัล

องค์กรที่ก้าวหน้าอย่างยอดเยี่ยมนั้นมักจะมีผู้นำที่ดีเป็นหัวเรือองค์กรเสมอ ตลอดจนใส่ใจในผู้นำระดับ
ล่าง ๆ ลงมาที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพในการบริหารงานและบริหารคนได้อย่างดีเยี่ยมไปพร้อม ๆ กัน ผู้นำในยุคเก่า
นั้นอาจต้องเชี่ยวชาญในการใช้อำนาจสั่งการ บริหารคนให้อยู่ในระบบระเบียบ ตลอดจนควบคุมการทำงานใน
รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้มีความสม่ำเสมอ และเกิดผลลัพธ์ที่ดีให้คงที่มากที่สุด แต่สำหรับผู้นำในยุคใหม่ในยุค
ดิจิตอลที่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย ในยุคโลกไร้พรมแดนที่ทั่วทั้งโลกหลอมกลายเป็นวัฒนธรรมเดียวกัน
เชื่อมต่อกันได้รวดเร็ว ต่างก็ทำให้ระบบการทำงานนั้นเปล่ียนไปมากมาย เราเลยอยากนำเสนอวิธกี ารเป็นผู้นำที่ดี
ในยคุ ดิจติ อลเพื่อให้เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ในทุกวันน้ี

1. ควรอัพเดทเทคโนโลยีอยา่ งสม่ำเสมอ

ในยคุ น้ปี ฎิเสธไมไ่ ด้วา่ เทคโนโลยีเข้ามามีสว่ นเกย่ี วข้องตัง้ แตช่ ีวติ ส่วนตวั ไปจนถึงชวี ิตการทำงานเลยทีเดียว
หลายเทคโนโลยีเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเป็นอย่างมาก ผู้นำที่ดีจึงควรที่จะอัพเดทความรู้ในเรื่องนี้ตลอดจน
พัฒนาการใช้งานตลอดเวลา โดยเฉพาะเทคโนโลยที ี่เกี่ยวข้องกับงานของเราโดยตรง ในชณะเดียวกันก็สามารถนำ
ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ตลอดจนแนะนำองค์กรให้นำเอาเทคโนโลยีเช้ามาใช้กับองค์กรให้
ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย แล้วการที่ผู้นำที่ดีมีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีนี้ก็จะทำให้สามารถ

35

ถ่ายทอดตลอดจนสอนให้ลูกน้องได้รับความรู้ที่ก้าวหน้าไปตาม และสามารถส่งเสริมให้ทุกคนสามารถนำเอา
เทคโนโลยมี าใช้กบั การทำงานตลอดจนชวี ิตประจำวนั ไดอ้ ีกด้วย

2.มีทักษะในการคดิ วเิ คราะห์ที่ดี

โลกทุกวนั นี้เป็นโลกแห่งข้อมลู โดยเฉพาะข้อมลู ระบบ Big Data ทีม่ ีประโยชน์มหาศาลขึน้ อยู่กับว่าใครจะ
นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกันขององค์กรต่างๆ ทั่วโลกที่ยิ่งทำให้โลกทุกวันน้ี
เตม็ ไปด้วยข้อมูล มคี ำกล่าวทว่ี า่ ใครเป็นเจ้าของข้อมูลเยอะที่สดุ บรหิ ารขอ้ มูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากท่ีสุด นั่น
ล่ะคือผู้นำในโลกยุคดิจิตอล ในส่วนขององค์กรเองผู้นำควรมีทักษะในการเสาะหาข้อมูล รวมถึงนำข้อมูลมา
วเิ คราะหใ์ หเ้ กดิ ประสิทธิภาพตอ่ การทำงานและธรุ กจิ ให้มากท่สี ดุ เพราะหากผ้นู ำที่ขาดทกั ษะในการคิดวิเคราะห์ท่ี
ดี ถงึ แม้จะได้ข้อมลู ที่ยอดเยย่ี มมามากมายขนาดไหน หากนำไปใชป้ ระโยชนไ์ มเ่ ปน็ กส็ ญู เปลา่ ได้เช่นกนั

3.รับฟังความคิดเห็นผอู้ ื่นอย่างเปิดใจ

ในด้านของการทำงานนั้นความคิดเห็นถือเป็นข้อมูลหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน ผู้นำควรเป็นคนไม่มีอีโก้ รับฟัง
ความคิดเหน็ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกนั และเปดิ ใจกบั ทุกความคิดเห็น การตั้งใจฟังความคดิ เห็นอย่างแท้จริงนอกจาก
จะเป็นการให้เกียรติผูฟ้ ังซึ่งเป็นลกู น้องแล้ว ยังทำให้ลูกน้องกล้าที่จะแชร์ข้อมูลในทุกรูปแบบโดยไม่กลัวทีจ่ ะโดนดู
ถูกในเรื่องความรู้หรือการเสนอแนวความคิดที่ไม่ดี ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เราได้ข้อมูลที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน การรับ
ฟังความคิดเห็นนั้นยังรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ตลอดจนเรื่องส่วนตัวที่ไม่เก่ียวกับงานด้วย ซึ่งนั่นจะช่วยสร้าง
ความสมั พันธ์กับลกู นอ้ งท่ีเป็นผ้ใู ตบ้ ังคับบัญชาไดด้ ี ตลอดจนสามารถแนะนำสง่ิ ที่ดใี ห้กบั ลูกน้องของตนนำไปปฎิบัติ
ถอื เปน็ กัลยาณมติ รทดี่ ี และสง่ เสรมิ ใหอ้ งค์กรทำงานได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพดว้ ย

4.เปน็ ทีป่ รึกษาท่ดี ี

การเปน็ ท่ีปรกึ ษาที่ดีจะทำใหช้ ่วยเพม่ิ ศักยภาพในการเป็นผู้นำที่ดีข้นึ ได้ ท่ปี รึกษาทด่ี ีในทนี่ ้ีรวมท้ังเรื่องงาน
และเรอ่ื งส่วนตัว ทกุ วนั น้ีคนเราตา่ งมปี ญั หาไปจนถึงความเครียดมากมาย และบางครัง้ กอ็ าจส่งผลกับการทำงานได้
การเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับลูกน้องนั้นจะช่วยลดความเครียด ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกน้องได้ ทำให้การ
ทำงานมีประสิทธิภาพด้วย คุณสมบัติของการเป็นที่ปรึกษาที่ดีอีกอย่างก็คือการรู้จักสังเกตและใส่ใจ สังเกตเห็น
ความผิดปกตขิ องงานและพฤติกรรม ซึง่ บางครงั้ ลกู นอ้ งอาจไมร่ ู้ตวั หรือไม่กล้าทจี่ ะมาปรึกษา ผ้นู ำที่เหน็ ตรงจุดน้ีได้
ไวก็อาจชว่ ยแก้ปัญหาไดท้ ันทว่ งทีเชน่ กนั

5.เปิดโอกาสใหล้ กู น้องไดแ้ สดงศักยภาพ และสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดความกา้ วหน้า

การควบคุมลูกน้องสมัยก่อนอาจจะต้องทำให้ลูกต้องอยู่ใต้อำนาจการบริหารงาน แต่สำหรับผู้นำยุคใหม่
ควรส่งเสริมให้ลูกน้องได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของตน เพราะคนในยุคนี้ต่างก็มีความสามารถมากมาย เพียงแต่
หากมีการหยิบยื่นโอกาสที่ดีให้ เขาก็พร้อมจะใช้โอกาสในการแสดงศักยภาพที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้ รวมถึง
รู้จัการส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้า โดยเฉพาะการก้าวหน้าในอาชีพการงานซึ่งจะช่วยทำให้ลูกน้องมีเป้าหมายท่ี
ชดั เจนและร้สู ึกพฒั นาตนเอง ใช้ศกั ยภาพให้เกิดประสทิ ธภิ าพได้สูงสุด

36

6. หาความรู้มาอัพเดท แชร์คอรส์ ท่ีชว่ ยพัฒนาศักยภาพ

หนึ่งในเทคนิคพัฒนาศักยภาพการทำงานให้กับลูกน้องของตนก็คือการรู้จักอัพเดทความรู้ที่เหมาะสม
ให้กับลูกน้องอย่างสม่ำเสมอ หลายองค์กรมีระบบการแชร์ข้อมูลตลอดจนประสบการณ์ในรูปแบบนี้ หลายองค์กร
อาจไม่มีแต่ผู้นำแต่ละคนสามารถสร้างระบบขึ้นเองได้ อาจเป็นการมอบหมายให้ทุกคนหาความรู้มา แชร์กัน
หรอื หวั หนา้ งานแชร์ความรใู้ หก้ บั ลูกน้อง เพื่อพฒั นาศักยภาพซึง่ กันและกันได้ดว้ ย

บางองค์กรอาจใหห้ ัวหน้ามสี ทิ ธใิ์ นการหาคอรส์ ต่าง ๆ มาให้ลูกน้องไดพ้ ฒั นาตนเอง หรอื บางองค์กรอาจไม่
มีตรงนี้หัวหน้างานก็สามารถแนะนำลกู น้องให้หาวิธีพัฒนาตนเองได้เช่นกัน คอร์สส่งเสริมศักยภาพนี้เป็นได้ทัง้ ที่มี
ประโยชนต์ ่อการทำงานโดยตรง หรอื เปน็ คอร์สลกั ษณะอืน่ ๆ ท่พี นกั งานจะไดป้ ระโยชนท์ เ่ี หมาะสมกับตน

7. พัฒนาการทำงานระบบทีมให้มปี ระสทิ ธภิ าพ

การทำงานระบบทีมในยุคดิจิตอลอาจไม่ใช่แค่การสร้างสัมพันธ์ร่วมกัน การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
หรือแม้กระทั่งการทำงานร่วมกันให้ได้เท่านั้นแล้ว ยุคดิจิตอลนี้เราอาจนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสร้าง
ความสัมพันธ์ตลอดจนเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานระบบทีมให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างเช่น การนำ App ที่มี
ประโยชน์ตอ่ ระบบการส่งั งานและพดู คยุ กนั มาใช้กับการทำงาน, การหาเทคโนโลยใี หมๆ่ ทเ่ี ข้ามาช่วยให้การทำงาน
มีประสิทธิภาพและประหยัดเวลาในการทำงานขึ้นหรือการหาระบบคำนวนโดยคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อลดความ
ผิดพลาดจากมนุษย์ เป็นต้น แล้วให้ทุกคนทำงานไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานระบบทีมได้อย่างคล่องตัว
ยง่ิ ขน้ึ ดว้ ย และสร้างผลงานใหท้ ีมได้อยา่ งประสบความสำเรจ็

8. สอื่ สารได้หลากหลายภาษา

เมื่อโลกไร้พรมแดนมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งติดต่อกันข้ามเชื้อชาติ ข้ามภาษา ข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น ผู้นำที่รู้
หลายภาษาในยุคนี้จึงย่อมได้เปรียบ การพัฒนาศักยภาพภาษาในยุคปัจจุบันจึงมีความจำเป็นสำหรับผู้นำ ในการ
ตดิ ต่อสอื่ สารการทำงาน ตลอดจนหาแหลง่ ความรตู้ ่างๆ ทั่วโลกได้เพ่ิมข้นึ อีกด้วย นอกจากนห้ี าผู้นำมีความสามารถ
หลากหลายภาษา องค์กรก็ยังสามารถจ้างงานลูกน้องที่เป็นเชื้อชาติอื่น พูดภาษาอื่น แต่มีศักยภาพในการทำงาน
เข้ามาทำงานกับองค์กรไดด้ ว้ ย ทำให้การทำงานเป็นระดับสากลขนึ้ ได้ และสรา้ งศกั ยภาพให้กับองคก์ รในที่สดุ

9. มที ักษะในการแก้ไขปัญหา

การทำงานในทุกวันนี้มีปัญหาเกิดขึ้นมากมายและมีอยู่ทุกวัน การมีทักษะการแก้ไขปัญหาที่ดีจะทำให้
องค์กรสามารถก้าวข้ามผ่านปัญหาไปได้ไว และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้นำในยุคดิจิตอลควรมีทักษะใน
การแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช่แต่เรื่องคนเท่านั้นแต่เรื่องเทคโนโลยีก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเข้าใจเทคโนโลยี
และเรียนรใู้ นการแก้ไขปัญหาให้เป็น หรือหากเทคโนโลยีแก้ไขไม่ได้จรงิ ๆ กต็ อ้ งรูจ้ กั มไี หวพริบในการหาวิธีทางอื่น
ในการแกป้ ัญหาแทน เพราะองคก์ รทีจ่ ดั การปัญหาได้ไวนนั้ ย่อมสามารถพฒั นาไปไดก้ า้ วไกลและไวกว่า

37

รศ. ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ กล่าวไว้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ
เทคโนโลยีการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (ICT) และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการบริหารจัดการสถานศกึ ษา
เพ่ือการใช้ ICT ให้เหมาะสม เกดิ ประโยชน์สูงสุด อยา่ งคมุ้ ค่าแทจ้ ริง ดงั นนั้ คณุ ลกั ษณะของผู้บรหิ ารสถานศึกษายุค
ดิจิทลั จึงควรเปน็ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. กำหนดวิสัยทัศน์ด้าน ICT ของสถานศึกษาให้ชัดเจนว่าต้องการไปในทิศทางใด และจะนำมาใช้กับ
การบรหิ ารสถานศึกษาในเรอ่ื งใดบา้ ง

2. การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ Hardware,
Software, Network และเครือข่ายไร้สายต่าง ๆ ของสถานศึกษาให้ครู อาจารย์ บุคลากรและนักเรียนทุกคน
สามารถใช้และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว สะดวกต่อการใช้งาน พร้อมทั้งจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนอย่าง
เพยี งพอ

3. การสร้างวัฒนธรรมการทำงานและบรรยากาศสถานศึกษาให้มีการใช้ ICT อย่างแพร่หลายไม่ว่าจะ
เป็นการจัดการเรียนการสอนของครู การบริหารงานสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ ตลอดจนการให้นักเรียนสามารถใช้
และเข้าถงึ แหลง่ ขอ้ มลู ความรตู้ า่ งๆผา่ น Internet ได้ตลอดเวลา

4. การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรทุกคนของสถานศึกษาให้มีความรู้ความสามารถด้าน ICT อย่างต่อเน่ือง
สมำ่ เสมอ

5. ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาต้องทำตนใหเ้ ปน็ ตัวอย่างท่ดี สี ามารถใช้ ICT ในการปฏบิ ตั ิงานอยา่ งได้เหมาะสม

6. ส่งเสริมสนับสนุนสร้างแรงจูงใจครูอาจารยบ์ ุคลากรทุคนของสถานศึกษาให้นำความรู้ความสามารถ
ด้านICT และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สถานศึกษาจัดให้มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการจัดการเรียนการสอนหรือการ
ปฏิบัตงิ าน

7. จัดให้มีระบบการกำกับติดตามและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ ICT ของสถานศึกษาทั้งครู
อาจารย์ บุคลากรทุกคนและนักเรียนว่าสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายอย่างถูกต้อง
เหมาะสมหรอื ไม่

คณุ ลกั ษณะของผบู้ รหิ ารสถานศึกษายุคดิจิทัล จะต้องมีทักษะในการบรหิ ารงานที่ทนั ต่อเหตุการณ์ เรียนรู้
และปรับตวั เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดี สามารถคดิ วเิ คราะห์ เปดิ ใจรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นกลาง
เพอื่ นำพาองคก์ รไปสเู่ ปา้ หมาย

38

 คุณลกั ษณะของศกึ ษานิเทศก์

คุณลักษณะส่วนตวั ของผู้นิเทศ คณุ ลักษณะส่วนตัวของผนู้ เิ ทศเป็น คุณลักษณะเฉพาะตัว ท้ังทางกายภาพ
และจิตวิทยา ของศึกษานิเทศก์ซึ่งติดตัวมาแต่กำ เนิดและพัฒนา ขึ้นซึ่งส่งผลต่อการปฏิบตั ิงานในการช่วยสง่ เสริม
ใหก้ ารนิเทศประสบผลสำเร็จ

 คุณลกั ษณะส่วนตัวของผู้นเิ ทศ ประกอบด้วย

1) การมีบุคลิกภาพที่ดี คุณลักษณะของผู้นิเทศที่มีบุคลิกภาพที่ดี คือ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ใจกว้าง
มคี วามมนั่ คงทาง อารมณ์ มคี วามอดทน อดกลั้น มคี วามอตุ สาหะ พยายาม มคี วามคิดสร้างสรรค์ มีการแสดงออก
ทางสหี นา้ ท่าทางสง่างาม พดู จาสภุ าพเรียบร้อยมี เหตมุ ีผล เป็นผฟู้ งั ทดี่ ี แตง่ กายเหมาะสม สะอาด สภุ าพเรียบร้อย
สุขภาพกาย สุขภาพจติ ดี อารมณด์ ี จิตใจแจม่ ใส (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน, 2559: 33 - 39)

2) การมีคุณธรรม จริยธรรม คุณธรรมจริยธรรมเป็นคุณงามความดี ที่บุคคลพึงยึด ถือและนำไป
ปฏบิ ัตงิ านในหนา้ ทแ่ี ละการปฏบิ ัติตนซึ่งจะทำ ใหบ้ ุคคลได้รับความศรัทธา และเกิดการยอมรับของสังคม คณุ ธรรม
จริยธรรม ของศึกษานิเทศก์หรือผู้นิเทศ ได้แก่ มีความซื่อสัตย์ สุจริต ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีอยู่ในกรอบของ
กฎหมาย ระเบยี บ ประเพณี รักษาคำ มัน่ สัญญาและรกั ษาคำพูด มีความเป็นมติ ร มีความปรารถนาทจ่ี ะช่วยคนอ่ืน
ยึดหลักธรรมาภบิ าลในการปฏิบตั งิ าน ปฏบิ ัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ (คุรสุ ภา, 2556)

3) เจตคติที่ดีต่อการนิเทศ การมีเจตคติที่ ดีต่อการนิเทศ เป็นความรู้สึก ความคิด และความเชื่อของ
ศึกษานิเทศก์ที่มีต่อวิชาชีพและเป็นสิ่งชี้นำแนวโน้มการกระทำ ของศึกษานิเทศก์ให้พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่าง
แข็งขันและทุ่มเท ลักษณะของเจตคติ ที่ดีต่อการนิเทศ คือ การมีความรักและศรทั ธาต่อวิชาชีพ มีความภาคภูมใิ จ
ในวิชาชีพ เป็นสมาชิกที่ดขี ององคก์ รวิชาชพี ศึกษานเิ ทศกท์ ี่มเี จตคติที่ดีตอ่ การนเิ ทศมีลกั ษณะ ดงั นี้

1) แสดงความชืน่ ชม และศรทั ธาในคณุ ค่าของวชิ าชพี
2) รักษาชื่อเสยี ง และปกป้องศักด์ศิ รแี ห่งวชิ าชีพ
3) ยกย่องและ เชิดชเู กยี รตผิ มู้ ผี ลงานในวชิ าชพี ใหส้ าธารณชนรับรู้
4) ปฏบิ ตั ิหนา้ ทด่ี ้วยความรับผิดชอบ ซอ่ื สตั ยส์ ุจริต ตามกฎระเบียบ และแบบแผนของทางราชการ
5) เลือกใชห้ ลกั การ วิธีการท่ถี กู ต้อง ไดผ้ ลดี ทันสมัย และสอดรบั กบั ผูร้ บั การนเิ ทศ
6) อทุ ศิ ตน เพือ่ ประโยชนข์ องผ้รู ับการนเิ ทศและความกา้ วหนา้ ของวชิ าชีพ
7) สรา้ งสรรคเ์ ทคนคิ วิธกี ารใหม่ ๆ ทางการศึกษา เพอื่ พัฒนาวชิ าชพี เป็นสมาชิกท่ีดี ขององค์กร
วิชาชพี
8) แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิก ในองค์การหรือวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ใช้ศาสตร์องค์ ความรู้ในการ
ปฏิบัตงิ าน
9) เข้าร่วม ส่งเสริม และประชาสัมพันธ์กิจกรรมของวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพ อย่างสร้างสรรค์
(ครุ ุสภา, 2550)

39

 คุณลักษณะและพฤตกิ รรมทีศ่ ึกษานิเทศก์พึงมี

1. ความรอบรู้ในงานของศกึ ษานเิ ทศก์: ความรอบรู้ในเชิงกว้างและลึก

2. ความรอบรู้ในการศึกษา และทันต่อความเปลี่ยน: นโยบายของการจัดการศึกษา ปัญหาและอุปสรรค
การเปลีย่ นแปลงท่เี กิดขน้ึ ภายในและต่างประเทศ

3. วิสัยทศั น์อันยาวไกล: ผูน้ ำทางการศึกษาจำต้องสร้าง กำหนด และถ่ายทอดวิสยั ทศั น์อยา่ งมีความหมาย
ความเขา้ ใจ และความตระหนกั ว่าส่ิงท่จี ะต้องทำในปจั จบุ นั อนาคตน้ันมีความจำเปน็ และความสำคัญอยา่ งไร แท้ท่ี
จรงิ ในอดุ มการณ์การสรา้ งวิสัยทัศนค์ วรเกดิ จากบคุ คลทุกคนในทมี งานนน้ั

4. ภาวะผู้นำ ภาวะผนู้ ำจะเปน็ สงิ่ ทหี่ ลกี เล่ยี งไม่ได้สำหรบั ศึกษานิเทศก์ เพราะเปน็ ผู้นำทีมงานอยเู่ สมอ

5. สร้างวัฒนธรรมของความร่วมมือ ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อ่นื เป็นตน้

6. สง่ เสริมใหเ้ พอื่ นร่วมทมี งาน พฒั นาตนเองเพื่อเสรมิ สรา้ งสมรรถนะในการปฏบิ ตั ิงานใหส้ ูงข้ึน

7. สร้างชอ่ งทางใหม้ ีความมุ่งมัน่ และปฏบิ ัติงานเป็นอนั หนง่ึ อันเดียวกนั

8. มอี ารมณ์มน่ั คงและมวี ุฒภิ าวะ

9. ยอมรับจุดเดน่ และจุดอ่อนของตนเองและผ้อู ืน่

10. สร้างความศรัทธาที่ผู้อื่นให้กับตน ความศรัทธานี้จะส่งเสริมความยอมรับ ความเชื่อถือ และความ
เชอื่ ม่นั ท่ีทกุ คนให้กับศึกษานเิ ทศก์

คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมของศึกษานิเทศก์ ซึ่งเป็นผลมาจากความรู้ในการนิเทศทักษะการนิเทศและ
คุณลักษณะส่วนตัวของผู้นิเทศ อย่างไรก็ตามคุณลักษณะดังกล่าวนี้ จะต้องผสมผสานกันในการนำไปใช้ในการ
ปฏิบัติงานจึงจะเกิดผลสำเร็จ แต่โดยทั่วไปแล้วบทบาทหน้าที่ของศึกษานิเทศก์จะเป็นในลักษณะการช่วยเหลือ
สนับสนนุ ส่งเสริม แนะนำ ใหค้ ำปรกึ ษาและกระตุ้น ติดตาม ปรับปรุง การทำงานของผูบ้ รหิ าร ครู และผู้เกี่ยวข้อง
ในจัดการการศึกษาให้สามารถปฏบิ ัตงิ านไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ

40

4 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับ
การบริหารการศกึ ษาและศกึ ษานเิ ทศก์

 หลกั การและแนวคิดเกยี่ วกบั การบรหิ ารการศึกษา

ระยะที่ 1 ยคุ นักทฤษฎกี ารบรหิ ารสมัยด้งั เดิม (The Classical organization theory) ระหวา่ ง ค.ศ. 1887
– 1945 (ภาวิดา ธาราศรีสทุ ธิ, 2542: 10 ) แบ่งยอ่ ยเปน็ 3 กล่มุ ดงั น้ี

1. กลุ่มการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ของ เทย์เลอร์ (Scientific Management) ของ เฟรดเดอริก
เทย์เลอร์ (Frederick Taylor) ความมุ่งหมายสูงสุดของแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือ จัดการบริหารธุรกิจหรือ
โรงงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด Taylor มองคนงานแต่ละคนเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่สามารถ
ปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิตขององค์การได้ เจ้าของตำรับ“The one best way” คือ ประสิทธิภาพของการทำงาน
สงู สดุ จะเกิดขึ้นได้ต้องข้ึนอยกู่ ับส่งิ สำคัญ 3 อยา่ ง คือ

1.1 เลือกคนที่มคี วามสามารถสงู สดุ (Selection)
1.2 ฝึกอบบรมคนงานใหถ้ ูกวธิ ี (Training)
1.3 หาสงิ่ จูงใจใหเ้ กิดกำลงั ใจในการทำงาน (Motivation)
เทย์เลอร์ กค็ อื ผลผลติ ของยุคอุตสาหกรรมในงานวิจยั เรื่อง “Time and Motion Studies” เวลาและการ
เคลื่อนไหว เชื่อว่ามีวธิ กี ารการทางวิทยาศาสตร์ที่จะบรรลุวัตถปุ ระสงค์เพียงวธิ เี ดียวท่ีดีท่ีสุด เขาเชื่อในวิธีแบ่งงาน
กันทำ ผู้ปฏิบัติระดับล่างต้องรับผิดชอบต่อระดับบน เทย์เลอร์ เสนอระบบการจ้างงาน(จ่ายเงิน)บนพื้นฐานการ
สรา้ งแรงจูงใจ สรปุ หลักวทิ ยาศาสตรข์ องเทยเลอรส์ รปุ ง่าย ๆ ประกอบดว้ ย 3 หลกั การ ดังน้ี
1. การแบง่ งาน ( Division of Labors)
2. การควบคุมดูแลบังคบั บัญชาตามสายงาน (Hierarchy)
3. การจา่ ยค่าจ้างเพ่ือสรา้ งแรงจงู ใจ (Incentive payment)
2. กลุ่มการบริหารจัดการ(Administration Management) หรือ ทฤษฎีบริหารองค์การอย่างเป็น
ทางการ(Formal Organization Theory ) ของ อังรี ฟาโยล ( Henri Fayol ) บิดาของทฤษฎีการปฏิบัติการและ
การจัดการตามหลกั บริหาร ทั้ง Fayol และ Taylor จะเน้นตัวบุคลปฏิบตั ิงาน และวิธีการทำงาน ได้ประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลแตก่ ็ไม่มองดา้ น “จติ วทิ ยา” (ภาวิดา ธาราศรสี ทุ ธิ, 2542: 17 ) Fayol ไดเ้ สนอแนวคิดในเร่อื งหลัก
เกยี่ วกบั การบรหิ ารทัว่ ไป 14 ประการ แต่ลกั ษณะทส่ี ำคญั มีดังน้ี
2.1 หลกั การทำงานเฉพาะทาง (Specialization) คอื การแบง่ งานใหเ้ กดิ ความชำนาญเฉพาะ ทาง
2.2 หลักสายบังคับบญั ชา เร่มิ จากบงั คับบญั ชาสูงสุดสู่ระดับต่ำสดุ
2.3 หลกั เอกภาพของบังคับบญั ชา (Unity of Command)
2.4 หลักขอบข่ายของการควบคุมดูแล (Span of control) ผู้ดูแลหนึ่งคนต่อ 6 คน ที่จะอยู่ใต้การ
ดูแลจงึ จะเหมาะสมและมปี ระสทิ ธิภาพท่สี ุด
2.5 การส่อื สารแนวดิ่ง (Vertical Communication) การส่อื สารโดยตรงจากเบ้ืองบนสู่เบื้องล่าง

41

2.6 หลักการแบ่งระดับการบังคับบัญชาให้น้อยที่สุด คือ ไม่ควรมีสายบังคับบัญชายืดยาว
หลายระดับมากเกนิ ไป

2.7 หลักการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างสายบังคับบัญชาและสายเสนาธิการ (Line and Staff
Division)

3. ทฤษฎีบริหารองค์การในระบบราชการ(Bureaucracy) มาจากแนวคิดของ แมกซ์ เวเบอร์ (Max
Weber) ทก่ี ล่าวถึงหลกั การบริหารราชการประกอบด้วย

3.1 หลักของฐานอำนาจจากกฎหมาย
3.2 การแบง่ หน้าทแี่ ละความรับผดิ ชอบ ทต่ี ้องยดึ ระเบียบกฎเกณฑ์
3.3 การแบง่ งานตามความชำนาญการเฉพาะทาง
3.4 การแบ่งงานไม่เก่ยี วกับผลประโยชนส์ ว่ นตวั
3.5 มรี ะบบความมน่ั คงในอาชีพ
จะอย่างไรก็ตามระบบราชการก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งในด้าน ข้อเสีย คือ สายบังคับบัญชายืดยาวการ
ทำงานต้องอ้างอิงกฎระเบียบ จึงชักช้าไม่ทันการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน เรียกว่า ระบบ “Red tape” ในด้านข้อดี
คือ ยึดประโยชน์สาธารณะเปน็ หลกั การบังคับบัญชา การเลื่อนข้ันตำแหน่งท่ีมีระบบระเบียบ แต่ในปัจจุบนั ระบบ
ราชการกำลงั ถกู แทรกแซงทางการเมืองและทางเศรษฐกจิ ทำใหเ้ ร่ิมมีปัญหา
ระยะที่ 2 ยุคทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation) ระหว่าง ค.ศ. 1945 – 1958 (ภาวิดา ธาราศรี
สุทธิ, 2542: 10) Follette ได้นำเอาจิตวิทยามาใช้และได้เสนอการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict) ไว้ 3
แนวทาง ดงั น้ี
1. Domination คอื ใชอ้ ำนาจอกี ฝ่ายสยบลง คือให้อกี ฝ่ายแพใ้ ห้ได้ ไม่ดีนกั
2. Compromise คือ คนละครึง่ ทาง เพ่ือให้เหตุการณส์ งบโดยประนปี ระนอม
3. Integration คือ การหาแนวทางที่ไม่มีใครเสียหน้า ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง (ชนะ ชนะ) นอกจากน้ี
Follette ให้ทัศนะน่าฟังว่า “การเกิดความขัดแย้งในหน่วยงานเปน็ ความพกพร่องของการบริหาร” (ภาวิดา ธารา
ศรีสุทธิ, 2542: 25)
การวิจัยหรือการทดลองฮอร์ทอร์น (Hawthon Experiment ) ที่ เมโย ( Mayo ) กับคณะทำการวิจัยเร่มิ
ที่ข้อสมมติฐานว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนงาน มีการค้นพบจากการทดลองคือมีการ
สร้างกลุ่มแบบไม่เป็นทางการในองค์การ ทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ที่ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์ มีความสำคัญ
มาก ซงึ่ ผลการศกึ ษาทดลองของเมโยและคณะ พอสรปุ ไดด้ งั น้ี
1. คนเป็นสิ่งมีชวี ติ จิตใจ ขวัญ กำลงั ใจ และความพงึ พอใจเป็นเร่ืองสำคัญในการทำงาน
2. เงินไม่ใช่ สิ่งล่อใจที่สำคัญแต่เพียงอย่างเดียว รางวัลทางจิตใจมีผลต่อการจงู ใจในการทำงานไม่น้อย
กว่าเงนิ
3. การทำงานขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางสังคมมากกว่าสภาพแวดล้อมทางกายภาพคับที่อยู่ได้คับใจ
อยอู่ ยาก
ข้อคิดที่สำคัญ การตอบสนองคน ด้านความต้องการศักดิ์ศรี การยกย่อง จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ลในการทำงานจากแนวคิด “มนษุ ยสัมพันธ์”*

42

ระยะที่ 3 ยุคการใช้ทฤษฎีการบริหาร(Administrative Theory)หรือการศึกษาเชิงพฤติกรรมศาสตร์
(Behavioral Science Approach)ตง้ั แต่ ค.ศ. 1958 – ปจั จบุ ัน (ภาวดิ า ธาราศรีสุทธิ, 2542: 11) หลักระบบงาน
+ ความสมั พันธ์ของคน + พฤตกิ รรมขององคก์ าร ซ่งึ มแี นวคิด หลักการ ทฤษฎีท่ีหลายๆคนได้แสดงไว้ ดังต่อไปนี้

1. เชสเตอร์ ไอ บาร์นารด์ (Chester I Barnard ) เขียนหนงั สือช่ือ The Function of The Executive
ที่กล่าวถงึ งานในหนา้ ท่ขี องผบู้ รหิ ารโดยใหค้ วามสำคญั ต่อบุคคลระบบของความร่วมมือองค์การ และเป้าหมายของ
องคก์ าร กบั ความต้องการของบคุ คลในองค์การต้องสมดุลกัน

2. ทฤษฎีของมาสโลว์ วา่ ด้วยการจดั อันดบั ขัน้ ของความตอ้ งการของมนุษย์ (Maslow – Hierarchy of
needs) เป็นเรื่องแรงจูงใจแบ่งความต้องการของมนุษย์ตัง้ แต่ความต้องการด้านกายภาพ ความต้องการด้านความ
ปลอดภัยความต้องการด้านสังคม ความต้องการด้านการเคารพ – นับถือ และประการสุดท้าย คือ การบรรลุ
ศักยภาพของตนเอง (Self actualization) คือมีโอกาสได้พัฒนาตนเองถึงขั้นสูงสุดจากการทำงาน แต่ความ
ตอ้ งการเหล่านนั้ ต้องไดร้ บั การสนองตอบตามลำดบั ข้นั

3. ทฤษฎี X ทฤษฎี Y ของแมคกรีกอร์ (Douglas MC Gregor Theory X, Theory Y ) เ ขาได้เสนอ
แนวคิดการบริหารอยู่บนพื้นฐานของข้อสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ต่างกัน ทฤษฎี X (The
Traditional View of Direction and Control) ทฤษฎนี ้เี กดิ ข้อสมติฐาน ดังนี้

1. คนไม่อยากทำงาน และหลกี เลย่ี งความรบั ผดิ ชอบ
2. คนไม่ทะเยอทะยาน และไม่คดิ รเิ ริ่ม ชอบให้การสงั่
3. คนเห็นแก่ตนเองมากกวา่ องค์การ
4. คนมกั ตอ่ ตา้ นการเปลีย่ นแปลง
5. คนมักโง่ และหลอกง่าย
ผลการมองธรรมชาติของมนุษย์เช่นนี้ การบริหารจัดการจึงเน้นการใช้เงิน วัตถุ เป็นเครื่องล่อใจ เน้นการ
ควบคุม การสั่งการ เปน็ ตน้
ทฤษฎี Y (The integration of Individual and Organization Goal) ทฤษฎีข้อนี้เกิดจากข้อสมติฐาน
ดังนี้
1. คนจะใหค้ วามร่วมมือ สนับสนุน รับผดิ ชอบ ขยัน
2. คนไมเ่ กียจคร้านและไว้วางใจได้
3. คนมคี วามคิดริเรมิ่ ทำงานถา้ ได้รับการจงู ใจอยา่ งถูกต้อง
4. คนมกั จะพฒั นาวิธกี ารทำงาน และพัฒนาตนเองอยเู่ สมอ
ผู้บังคับบัญชาจะไม่ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาอยา่ งเข้มงวด แตจ่ ะส่งเสรมิ ใหร้ ูจ้ ักควบคุมตนเองหรือของกลุ่ม
มากขึ้น ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันจากความเชื่อที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดระบบการบริหารที่แตกต่างกันระหว่าง
ระบบท่ีเน้นการควบคมุ กบั ระบบท่ีคอ่ นข้างให้อสิ ระภาพ
4. อูชิ (Ouchi ) ชาวญี่ปุ่นได้เสนอทฤษฎี Z (Z Theory) (William G. Ouchi) ศาสตราจารย์แห่ง
มหาวิทยาลัย UXLA (I of California Los Angeles) ทฤษฎีนี้รวมเอาหลักการของทฤษฎี X, Y เข้าด้วยกัน
แนวความคิดก็คือ องค์การต้องมีหลักเกณฑ์ที่ควบคุมมนุษย์ แต่มนุษย์ก็รักความเป็นอิสระและมีความต้องการ
หนา้ ทีข่ องผ้บู ริหารจึงต้องปรบั เปา้ หมายขององค์การให้สอดคล้องกบั เป้าหมายของบุคคลในองค์การ

43

สรปุ สองทฤษฎี มีองค์ประกอบท่สี ำคญั 4 ประการ คอื
1. การทำให้ปรชั ญาทก่ี ำหนดไว้บรรลุ
2. การพฒั นาผูใ้ ตบ้ งั คับบัญชาใหท้ ำงานอย่างมีประสิทธภิ าพ
3. การใหค้ วามไว้วางใจแกผ่ ใู้ ต้บงั คบั บัญชา
4. การให้ผู้ใต้บังคับบญั ชามีสว่ นรว่ มในการตดั สินใจ

จากแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าการบริหารการศึกษาเป็นศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากการศึกษาเป็น
การทำงานร่วมกับคนหมู่มากที่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับที่จะนำพาไปสู่ประสิทธิภาพสูง ผู้บริหารจะต้องมี
ความรู้ ความเข้าใจด้านการบริหารและเข้าใจบริบทของโรงเรียน เพื่อการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึด
หลกั ทฤษฎตี า่ ง ๆ เพื่อเปน็ แนวทาง

 หลักการและแนวคดิ เก่ยี วกบั ศกึ ษานิเทศก์
บรกิ ส์ และจสั ท์แมน (Briggs and Justman) ได้เสนอหลักการนิเทศสำหรบั ผู้บริหารไว้ ดงั นี้
1) การนเิ ทศการศึกษาต้องเปน็ ประชาธปิ ไตย
2) การนเิ ทศการศึกษาจะต้องเปน็ การสง่ เสรมิ และการสรา้ งสรรค์
3) การนิเทศการศึกษาควรจะต้องอาศัยความร่วมมือของวิทยากรหลายคนมากกว่าที่จะแบ่งผู้นิเทศ

ออกเปน็ รายบคุ คล
4) การนิเทศการศึกษา ควรตั้งอยู่บนรากฐานของการพัฒนาวิชาชีพมากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ส่วน

บุคคล
5) การนเิ ทศการศึกษา จะตอ้ งคำนึงถงึ ความถนดั ของแต่ละบุคคล
6) จุดมุ่งหมายสูงสุดของการนิเทศการศึกษา คือหาทางช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความสามารถตาม

ความมุ่งหมายของการศึกษา
7) การนเิ ทศการศึกษาจะต้องเกีย่ วขอ้ งอยู่กบั การสง่ เสริมความรสู้ ึกอบอุ่นให้แก่ครู และการสร้างมนุษย

สัมพนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งหม่คู ณะ
8 ) การนิเทศการศกึ ษาควรเริม่ ต้นจากสภาพการณ์ปัจจุบันทก่ี ำลงั ประสบอยู่
9) การนิเทศการศึกษาควรเปน็ การสง่ เสริมความก้าวหน้า และความพยายามของครูให้สงู ขึน้
10) การนเิ ทศการศึกษาควรเปน็ การส่งเสริมและปรบั ปรุงสมรรถวสิ ัย ทัศนคติ และข้อคิดเห็นของครูให้

ถกู ต้อง
11) การนเิ ทศการศึกษา พยายามหลกี เล่ยี งการกระทำอยา่ งเปน็ พิธกี ารมาก ๆ
12) การนเิ ทศการศึกษาควรใช้เคร่ืองมือ และกลวธิ งี า่ ย ๆ
13) การนิเทศการศึกษาควรตัง้ อยู่บนหลกั การและเหตุผล
14) การนิเทศการศึกษาควรมจี ุดมุ่งหมายทีแ่ นน่ อน และสามารถประเมินผลไดด้ ว้ ยตนเอง



44

บอรต์ ัน และบรุคเนอร์ (Burton and Brueckner) ได้สรปุ หลักการนเิ ทศการศึกษาไว้ 4 ประการ คอื
1) การนิเทศการศึกษาควรมีความถูกต้องตามหลักวิชา การนิเทศการศึกษาที่ดีควรจะเป็นไปตาม

วตั ถปุ ระสงค์ และนโยบายที่วางไว้ ควรเป็นไปตามความจริงและกฎเกณฑ์ที่แนน่ อน
2) การนิเทศการศึกษาควรเป็นวิทยาศาสตร์ การนิเทศการศึกษาควรเป็นไปอย่างมีระเบียบมีการ

ปรับปรุงและประเมินผล การนิเทศควรจะมาจากการรวบรวมข้อมูล และการสรุปผลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นท่ี
เช่อื ถอื ได้

3) การนิเทศการศึกษาควรเป็นประชาธิปไตย การนิเทศการศึกษาจะต้องเคารพในความแตกต่างของ
บุคคล เน้นความรว่ มมือร่วมใจกันในการดำเนินงาน และใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานเพือ่ ให้งานนั้น
ไปสู่เป้าหมายทต่ี ้องการ

4) การนิเทศการศึกษาควรจะเป็นการสร้างสรรค์ การนิเทศการศึกษาควรเป็นการแสวงหา
ความสามารถพิเศษของบคุ คล แล้วเปดิ โอกาสให้ไดแ้ สดงออกและพัฒนาความสามารถเหลา่ นน้ั อยา่ งเต็มท่ี

ไวลส์ (Wiles) ไดเ้ สนอแนะหลกั การนิเทศการศึกษาไว้ดังน้ี
1) ให้ความสำคญั กับครทู ุกคนและทำให้เหน็ ว่าต้องการความช่วยเหลอื จากเขา
2) แผนงานหรือความเจรญิ กา้ วหนา้ เปน็ ผลจากการทำงานเปน็ ทีม
3) หาโอกาสพบปะสังสรรค์เปน็ กนั เองกบั ครูโดยสมำ่ เสมอ
4) เปิดโอกาสใหส้ มาชกิ ได้แสดงความคิดเหน็ และส่งเสริมให้มคี วามคิดรเิ ร่มิ
5) เป็นมติ รไมตรีกบั บคุ คลทัว่ ไป
6) ปรกึ ษากบั หม่คู ณะเกย่ี วกบั การเปลี่ยนแปลงใด ๆ อนั จะพึงมี
7) พิจารณาสภาพที่เป็นปัญหาของสมาชิก อาจจะซักถามสัมภาษณ์หรือให้คณะครูเสนอปัญหาที่อยู่ใน

ความสนใจรว่ มกัน
8) หากศกึ ษานิเทศก์กระฉับกระเฉงมชี วี ิตชีวา หมู่คณะย่อมจะเปน็ เช่นกนั
9) บทบาทการนำของศึกษานเิ ทศก์คือ การประสานงานและการชว่ ยเหลือทางวิชาการ
10) ฟงั มากกวา่ พดู
11) การปฏบิ ัติงานเร่ิมดว้ ยปัญหาของสมาชกิ
12) วางแผนปฏบิ ตั ิงานของหมคู่ ณะไว้
13) ตำแหน่งหน้าที่มิได้ทำให้ศึกษานิเทศก์ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือความเป็นมิตรไมตรีกับหมู่

คณะต้องชะงักงนั
14) พยายามใช้ประสบการณ์ด้านความสามารถต่าง ๆ ของครูอาวุโสให้เกิดประโยชน์ในการนิเทศมาก

ท่ีสุด
15) ตัดสนิ ใจแนว่ แน่ทนั ต่อเหตกุ ารณ์
16) เอาใจใส่รูง้ านในหน้าที่ดี
17) สำรวจและปรบั ปรุงตนเองอยู่เสมอ
18) สนใจในสวสั ดภิ าพของสมาชกิ
19) มคี วามรับผิดชอบ ปลูกฝังความรบั ผิดชอบใหแ้ กห่ มู่คณะ
20) สนใจในสวัสดภิ าพของสมาชิก

45

มาร์ค และคณะ (Marks) ไดใ้ ห้หลกั เบอื้ งต้นของการนเิ ทศการศึกษาไว้ดงั นี้
1) การนิเทศการศึกษา ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝา่ ย
2) การนเิ ทศการศึกษา ต้องถือหลกั ว่าเป็นการบริการ ซง่ึ ครเู ปน็ ผู้ใชบ้ รกิ าร
3) การนิเทศการศึกษา ควรสอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของครู
4) การนิเทศการศึกษา ควรเปน็ การสรา้ งสรรค์ทัศนคติ และความสมั พนั ธ์ระหว่างผนู้ เิ ทศกบั ผูร้ บั การ

นิเทศ
5) การนิเทศการศึกษา ควรเน้นให้เห็นความสำคัญของงานวิจัย และพยายามหาทางให้ครูศึกษา

งานวิจยั แล้วนำมาปฏิบัตติ ามน้ัน
6) การนิเทศการศึกษา ควรยดึ หลกั การประเมินผลการนิเทศทง้ั ผนู้ เิ ทศและผู้รับการนิเทศ

วิจิตร วรตุ บางกูร และคณะ ไดเ้ สนอแนะหลักสำคญั ในการนเิ ทศการศึกษาไว้ ดงั นี้
1) หาทางให้ครูรจู้ กั ชว่ ยและพึ่งตวั เอง ไม่ใชค่ อยจะอาศัยและหวงั พึง่ ศกึ ษานเิ ทศก์หรอื คนอื่นตลอดเวลา
2) ชว่ ยใหค้ รูมีความเช่ือม่นั ในตนเอง สามารถทจี่ ะวเิ คราะห์และแยกแยะปัญหาตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเองได้
3) ตอ้ งทราบความต้องการของครู แลว้ วางแผนการนิเทศเพ่ือตอบสนองความตอ้ งการนน้ั ๆ
4) ศึกษาปัญหาตา่ ง ๆ ของครู และทำความเข้าใจกับปัญหานน้ั ๆ แล้วพิจารณาหาทางชว่ ยแกไ้ ข
5) ชกั จงู ใหค้ รูชว่ ยกนั แยกแยะและวเิ คราะห์ปัญหารว่ มกัน
6) การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน ควรเปิดโอกาสให้ครูได้ใช้ความคิดและลงมือกระทำเองให้
มากทีส่ ุด
7) รบั ฟังความคดิ เหน็ และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของครู แลว้ นำมาพจิ ารณาร่วมกนั
8 ) ชว่ ยจดั หาแหล่งวทิ ยากร อุปกรณ์การสอน ตลอดจนเครอื่ งมือเครื่องใช้ตา่ ง ๆ ให้แก่ครู
9) ชว่ ยจดั หาเอกสาร หนังสือ และตำราตา่ ง ๆ ให้แกค่ รู
10) ช่วยให้ครูรู้จักจัดหาหรือจดั ทำวัสดุอุปกรณ์การสอนที่ขาดแคลนด้วยตนเอง โดยใช้วัสดุในท้องถิ่นที่มี
อยู่
11) หาทางให้สถานศึกษา ชุมนุมชน และหน่วยงานทีใ่ กลเ้ คียง มีความสมั พนั ธ์กนั และชว่ ยเหลอื ซงึ่ กันและ
กนั
12) ต้องยอมรับนับถือบุคลากรที่ร่วมงานในโรงเรียนนั้น ๆ และแสดงให้เขาเห็นว่าเขามีความสำคัญใน
สถานศึกษานั้น ๆ ด้วย
13) ช่วยใหค้ รไู ด้แถลงกจิ กรรม และผลงานต่าง ๆ ของสถานศึกษาใหช้ ุมชนทราบโดยสม่ำเสมอ
14) ตอ้ งทำความเข้าใจกับผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาในส่วนทเี่ ป็นหนา้ ทีแ่ ละความรบั ผดิ ชอบของกนั และกัน
15) ชว่ ยประสานงานระหวา่ งสถานศึกษากับองคก์ ารหรือหน่วยงานทเี่ กย่ี วข้อง
16) รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทเ่ี ห็นวา่ เป็นประโยชน์มาทำการวเิ คราะห์และวจิ ยั
17) ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ของการศึกษาอย่างแจ่มแจ้ง เพื่อจะได้ดำเนินการให้บรรลุ
เป้าหมาย

46

สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ (2543ข) กลา่ วถงึ หลักการนเิ ทศการศึกษาไว้ 10
ประการ ดงั น้ี

1) หลักสภาพผู้นำ (Leadership) คือ การใช้อิทธิพลของบุคคลที่จะทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มเป็นไป
ตามประสงค์

2) หลักความร่วมมือ (Co-operation) คือ การกระทำร่วมกันและรวมพลังทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาด้วยกัน
โดยยอมรับและยกย่องผลของความร่วมมือในการปรับปรุงการเรียนการสอนจากหลายฝ่าย และทำหน้าที่และ
ความรบั ผิดชอบชัดแจง้ ในการจัดองค์การ การประเมนิ ผล ตลอดจนการประสานงาน

3) หลักการเห็นใจ (Considerateness) คือ การนิเทศการศึกษาจะต้องคำนึงถึงตัวบุคคลที่ร่วมงานด้วย
การเห็นใจ จะทำให้ตระหนักในคณุ คา่ ของมนษุ ยส์ มั พนั ธ์

4) หลักการสร้างสรรค์ (Creativity) คือ การนิเทศการศึกษาจะต้องทำให้ครูเกิดพลังงานที่จะคิดริเริ่มส่ิง
ใหม่ ๆ แปลก ๆ หรือทำงานดว้ ยตนเองได้

5) หลกั การบรู ณาการ (Integration) เปน็ กระบวนการซ่ึงรวมส่ิงกระจัดกระจายให้สมบรู ณ์ มองเหน็ ได้
6) หลักการมุ่งชมุ ชน (Community) เป็นการแสวงหาปจั จัยในชุมชนและการปรับปรุงปัจจัยเหล่านั้นเพ่อื
ส่งเสรมิ ความเปน็ อยู่ในชมุ ชนใหด้ ีข้นึ
7) หลักการวางแผน (Planning) หมายถึง กระบวนการวิเคราะห์ซึ่งเกี่ยวกับการแสวงหาผลในอนาคต
การกำหนดจุดประสงคท์ ่ีต้องการลว่ งหน้า การพัฒนาทางเลือกเพ่ือปฏิบัติให้บรรลุถึงจุดประสงค์และการเลือกทาง
ปฏิบตั ใิ หเ้ หมาะสมทสี่ ดุ
8) หลักการยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง ความสามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงได้และพร้อมอยู่เสมอที่จะ
สนองความต้องการสภาพทีเ่ ปลย่ี นแปลงไปตามสภาพความจริงมากกว่าความเป็นบุคคล
9) หลักวัตถุวิสยั (Objectivity) หมายถึง คณุ ภาพท่เี ปน็ ผลจากหลกั ฐานตามสภาพความจริงมากกว่าความ
เปน็ บคุ คล
10) หลักการประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การหาความจริงโดยการวัดที่แน่นอนและหลายอย่าง
หลักการนเิ ทศการศึกษาท่ีกล่าวไว้ข้างต้น ความมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา เพื่อสนับสนุนส่งเสริม กระตุ้นให้
ครู และผมู้ สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี จากการจดั การศกึ ษาทุกฝ่ายเปน็ รายบคุ คลหรือหลายคน ร่วมมอื ร่วมใจกนั ปฏริ ูปวิธีการ
จัดการเรียน การสอน วิธีการบริหารจัดการศึกษาที่มุ่งสู่ความสำเร็จตามมาตรฐานใด ๆ ของโรงเรียนและของ
บคุ ลากรของโรงเรยี นใหส้ งู ข้ึน


Click to View FlipBook Version