47
ค่านยิ มทพ่ี งึ ประสงค์ มีจิตอาสา
และจิตใจประชาธปิ ไตย
1 ความหมายของค่านิยมทีพ่ งึ ประสงค์
จติ อาสา และจิตประชาธปิ ไตย
ค่านยิ มท่พี ึงประสงค์
ค่านิยม คือ ความเชื่ออย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะถาวร เชื่อว่าวิถีปฏิบัติบางอย่างหรือเป้าหมายของชีวิต
บางอย่างนนั้ เป็นสงิ่ ทตี่ วั เองหรือสังคมเห็นดเี ห็นชอบสมควรทีจ่ ะยึดถือหรือปฏิบตั ิมากกว่าวิถีปฏิบัติหรือเป้าหมาย
ชวี ิตอยา่ งอ่ืน (สนุ ทรี โคมินและสนิท สมัครการ, 2522)
ค่านิยม คือ ทัศนะของคนหรือสังคมที่มีต่อสิ่งของ ความคิด และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนา
คณุ ค่าและความถกู ต้องของสังคมนนั้ ๆ (สำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ, 2551)
ค่านยิ ม หมายถึง ส่ิงทีบ่ คุ คลพอใจหรือเห็นวา่ เป็นส่ิงทม่ี ีคุณค่า แล้วยอมรบั ไว้เป็นความเช่ือหรือความรู้สึก
นึกคิดของตนเอง ค่านิยมจะอยู่ในตัวบุคคลในรูปของความเชื่อตลอดไป จนกว่าจะพบกับคำนิยมใหม่ ซึ่งตนพอใจ
กว่าก็จะยอมรับไว้ เมื่อบุคคลประสบกับการเลือกหรือเผชิญกับเหตุการณ์ที่ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง บุคคล
นั้นจะนำค่านิยมมาประกอบการตัดสินใจทุกครั้งไป คำานิยมจึงเป็นเสมือนพื้นฐานแห่งการประพฤติ ปฏิบัติของ
บุคคลโดยตรง (Fraenkel J, 1837)
ค่านิยม คอื สิ่งทีส่ ังคมหนึ่ง ๆ เหน็ วา่ เป็นสิ่งมคี ่า นา่ ยกย่อง น่ากระทำหรอื เห็นว่าถูกต้องและเป็นแนวทาง
ที่คนในสังคมยดึ ถือไว้เพือ่ ประพฤติปฏบิ ตั ิ (สมบัติ มหารศและคณะ, 2540)
จากนิยามของค่านิยมข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าค่านิยมที่แท้นั้นเป็นคำนิยามที่ผ่านการเลือกมาอย่างดีและ
เมื่อเลือกแลว้ ก็ถือปฏิบัติอยา่ งสม่ำเสมอ นำไปสู่คุณลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ (สุนทรี โคมินและสนิท สมัครการ, 2524)
คอื
1) คา่ นิยมมลี ักษณะเป็นความเช่ือ
2) ค่านิยมมีลักษณะเป็นความระลึกรู้ในความหมายที่ว่าบุคคลหนึ่งรู้ในทางที่ถูกของการประพฤติงาน
หรือรใู้ นเป้าหมายท่ถี ูกในชวี ิตของเขาพยายามจะไฝ่หา
3) คา่ นยิ มมีลกั ษณะเปน็ ความรู้สึกสมั พนั ธ์ ในความหมายทีว่ า่ บุคคลน้นั มอี ารมณอ์ ่อนไหว เก่ยี วข้องกับ
คา่ นยิ มน้ัน คือ ชอบคา่ นยิ มน้ันหรือเกลยี ดไปเลย เหน็ ดว้ ยหรือสนบั สนนุ หรือไม่เหน็ ด้วยและคดั คา้ นค่านิยมนน้ั
4) ค่านิยมเป็นองค์ประกอบของพฤติกรรม โดยเป็นสิ่งที่นำไปสู่พฤติกรรม ดังนั้นค่นิยมจึงเป็นสิ่งที่
กระต้นุ ให้มีการกระทำเกดิ ขนึ้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วค่านิยมจึงมีหน้าที่และความสำคัญต่อสังคมเป็นอย่างมาก (สำนักงานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ, 2551) อนั ไดแ้ ก่
48
1) ค่านิยมนั้นเป็นหมือนเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานซึ่งเป็นตัวนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติ อันทำหน้าท่ี
เปรียบเสมือนเปน็ ทั้งบรรทัดฐาน สิง่ ทช่ี ้นี ำคนในสังคม
2) คา่ นิยมเป็นตัวกำหนดพฤตกิ รรมของคนในสังคม
3) คา่ นยิ มมีผลกระทบต่อความเจริญและความเสือ่ มของสงั คม ตลอดจนความม่นั คงของชาติ
4) ค่านยิ มมีความเกีย่ วพันกับวัฒนธรรมอยา่ งใกล้ชิด โดยคา่ นิยมบางอยา่ งเปน็ แกนของวัฒนธรรม
5) ค่านยิ มบางอยา่ งมีผลมาจากสภาพแวดลอ้ มของสังคม ค่านยิ มเปลยี่ นแปลงไปตามสภาพสังคม
เมื่อเราได้ศึกษาถึง "ค่านิยม" ย่อมทำให้เราเข้าใจได้ว่าค่านิยมนั้น คือ ฐานความเชื่ออย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะ
ถูกยึดถือไว้เพียงส่วนบุคคลหรืออาจจะเป็นค่านิยมที่ยึดถือของสมาชิกในสังคม อันเป็นการแสดงออกให้เห็นถึง
จดุ ยืนทีช่ ดั เจนทม่ี ีต่อสิ่งใด ๆ ว่าดหี รอื ไม่ดี ชอบหรอื ไม่ซอบ เหน็ ด้วยหรือไม่เหน็ ด้วยและนำเอามาเป็นบรรทัดฐาน
ในการประพฤติปฏิบัติตน ซึ่งแน่นอนว่าค่านิยมของทุกคนที่เป็นปัจเจกบุคคลนั้นย่อมไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับการ
ตัดสินใจและความปรารถนาส่วนบุคคล แต่หากว่าสิง่ ทีย่ ืดถือน้ันถกู มองว่าเปน็ สิง่ ที่ดีหรือมคี วามเป็นทีย่ อมรับและ
นิยมกันโดยทั่วไป ก็จะกลายมาเป็นค่านิยมของสังคมได้ ซึ่งทำให้คนทั่วไปนำมาปฏิบัติยึดถือ จนค่านิยมบางอย่าง
นั้นอาจได้กลายกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมได้เช่นกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ
ก็ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อค่านิยมบางอย่างได้ อาจจะมีค่านิยมใหม่ ๆ เข้ามา ส่วนค่านิยมเก่าที่มีมาแต่
เดิมนั้นอาจเลือนหายไป อย่างไรก็ตามค่านิยมเป็นสิ่งที่ส่งผลให้เกิดได้ทั้งการขับเคลื่อนให้สังคมเจริญก้าวหน้าไป
รวมไปถงึ สามารถทำใหส้ งั คมถดถอยลงได้เชน่ เดียวกนั
สำหรับคำนิยมของสังคมไทยเรานั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายและยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดตาม
กาลเวลาและสภาพแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสัมพันธ์กับนานาชาติ การศึกษากระแส
โลกาภิวัตน์ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ค่านิยมเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือถูกหลอมรวมและเสื่อมไป ทั้งนี้ค่านิยม
ตา่ ง ๆ ของสงั คมไทยจากการรวบรวมงานคน้ ควา้ และงานวิจัยต่างๆ สามารถสรปุ ได้ดังน้ี (วลิ เลยี ม เจ. คลอสเนอร์,
2539: รัชนกี ร เศรษโฐ, 2532; สุนทรี โคมินและสนทิ สมคั รการ, 2522; สนิท สมคั รการ, 2519) คอื
1) ยืดม่ันในพระพทุ ธศาสนา
2) เคารพเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมไทยต่างกับสังคมชาติอื่น กษัตริย์ไทย เปรียบเสมือน
สมมตเิ ทพ คอยดแู ลทกุ ขส์ ุขของประชาชน ทำนบุ ำรุงประเทศชาตใิ หเ้ จริญรงุ่ เรอื งในทุกๆดา้ น จึงเป็นศนู ย์รวมจิตใจ
พระองค์เปน็ ทุกส่งิ ทกุ อย่างในชวี ิตคนไทย เป็นท่เี คารพเทดิ ทนู ของคนไทยเป็นอย่างยิง่
3) นิยมความร่ำรวยและมีเกียรติ สังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญเรื่องความร่ำรวยและเงินทอง
เพราะมคี วามเชอื่ ที่วา่ เงินทองสามารถบนั ดาลความสุขตอบสนองความต้องการของคนได้ (สนิท สมัครการ)
4) นิยมอำนาจ สังคมไทยยกย่องผู้มีอำนาจ ให้ความเคารพ และเกรงกลัวบารมี คนไม่มีอำนาจ คนใน
สังคมจะไม่เกรงใจ ดังนั้นคนไทยอยากจะเป็นคนที่มอี ำนาจ เพื่อให้ได้รับการยกย่อง และเกรงกลัวจากคนในสังคม
ซึง่ การแสวงหาอำนาจอาจจะทำในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง เช่น การใช้เงินซื้อเสียง และตำแหน่งต่างๆ เปน็ ตน้
5) เคารพผู้อาวุโส ผู้อาวุโส หมายถึง ความอาวุโสด้านอายุ ตำแหน่งหน้าที่การงาน คุณวุฒิชาติสกุล
การเคารพผู้อาวุโสได้รับการปลูกฝังสืบต่อกันมาจนเป็นวิถีชีวิตที่พึงปฏิบัติในสังคมไทย เช่น สถาบันครอบครัวจะ
อบรมสั่งสอนให้เคารพพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย สถาบันการศึกษาจะอบรมให้เคารพครู อาจารย์ รุ่นน้องเคารพรุ่นพี่
เป็นต้น
49
6) รักสนุก กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชวี ิตประจำวันของสังคมไทย มักสอดแทรกความ สนุกสนาน
แฝงไว้ เช่น ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีโกนจุก ประเพณีรับน้องใหม่ งานฉลองวันเกดิ
เป็นต้น
7) นยิ มความหรูหรา คนไทยนิยมแสดงออกที่ความหรหู รา มหี น้ามีตาในสงั คม เพอื่ แสดงใหผ้ ู้อ่ืนเห็นว่า
ตนมีสถานภาพทางสงั คมสูง เชน่ จัดงานใหญ่ แตง่ กายดว้ ยของมีค่า มเี ครอ่ื งใช้ท่ที นั สมยั และราคาแพง เปน็ ต้น
8) นิยมเครื่องรางและโซคลาง เป็นคำานิยมเรื่องความเชื่อ และการนับถือผีสางเทวดามักนิยมทำ
เคร่ืองราง ปะพรมนำ้ มนต์เพ่ือขจดั ภัยต่าง ๆ เพ่ือความสบายใจ และเปน็ เคร่ืองยืดเหนี่ยวจติ ใจ เมื่อประสบภัยจะมี
การสะเดาะเคราะห์ และขอให้สิ่งศกั ดิ์สิทธิ์ช่วยในการทำกิจกรรมตา่ ง ๆ โดยการดูฤกษ์ยาม เช่น การเดินทาง การ
ข้ึนบา้ นใหม่ เปน็ ต้น
9) นิยมการทำบุญสร้างวัด ปีดทองฝง่ั ลกู นิมติ คนไทยส่วนใหญ่เช่อื ว่าการทำบุญจะสง่ ผลดีใหต้ นท้ังชาติ
นี้ และชาติหน้า ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไป คนทำบุญลดน้อยลง และการทำบุญเริ่มนิยมทำกัน
หลายรูปแบบ เช่น การเลีย้ งเด็กพิการ การสงเคราะห์เด็กกำพร้า การสรา้ งโรงเรียน เป็นตน้
10) นยิ มพดู หรือบอกเล่าเกินความเปน็ จริง เป็นการสร้างบรรยากาศใหต้ น่ื เตน้ มีรสชาติสนุกสนาน และ
ยกตนเองใหม้ คี า่ ข้ึนเพ่ือให้อีกฝ่ายหน่งึ เสียหาย ดงั นัน้ สภุ าษิตไทยจึงกล่าวไว้ว่า สิบปากวา่ ไม่เทา่ ตาเหน็ ฟังหู ไว้หู
เพือ่ เตือนใจให้เห็นขอ้ เทจ็ จริงด้วยตนเอง
11) มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยทุกคนกล้าตัดสินใจและกล้าแสดงออกทาง
ความคดิ และการกระทำ มีบคุ ลิกภาพท่ีเหมาะสมทจี่ ะเป็นผู้นำทดี่ ีได้
12) ชอบแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ลักษณะกลัวการเสียเปรียบ กลัวสู้เพื่อนไม่ได้ เพื่อการอยู่รอดจึงต้องทำ
การแย่งชิงแสวงหาผลประโยชนใ์ ห้ตนเอง
13) นิยมการบริโภค นิยมบริโภคของแพง เลียนแบบอย่างตะวันตก รักความสะดวกสบายใช้จ่ายเกิน
ตวั เปน็ การนำไปสกู่ ารมหี นี้สนิ มากขึ้น
14) ชอบอิสระไม่ชอบอยู่ภายใต้อำนาจของใคร ไม่ชอบการมีเจ้านายหลายคน ในการทำงานมัก
ประกอบอาชีพอิสระ เปดิ กจิ การเปน็ ของตนเอง
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้บัญญัติค่านิยมพื้นฐาน 5 ประการ เมื่อปี พ.ศ.2525
เพ่ือเป็นหลักในการดำเนินชีวติ และพฒั นาประเทศ (สำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ, 2526) คือ
1) การพึ่งตนเอง การขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ การพึ่งตนเองคือการรู้จักหารายได้
หาทรัพย์สนิ ไวเ้ ลีย้ งตัวเองได้ โดยไม่เปน็ ภาระแก่คนอื่น ไม่ทอ้ ถอยต่ออปุ สรรคต่อความยากลำบาก ซึ่งจะทำให้เกิด
การขยันหมั่นเพียรมีมานะอดทนสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ขวางกั้น อันเป็นบ่อเกิดของความสำเร็จหรือปรับปรุง
ตนเองใหด้ ยี ่ิงขน้ึ ซง่ึ ก็เท่ากับสรา้ งคนให้มคี วามรบั ผดิ ชอบคือรจู้ ักหนา้ ที่ท่ีตนเองต้องกระทำต้องปฏิบัติ เช่น เป็นครู
ความรับผิดชอบคือ การสอนนกั เรยี นให้มีความรู้และดแู ลนักเรียนให้ดีทีส่ ุด ความรบั ผิดชอบนี้รวมถึงการเคารพใน
กฎเกณฑ์ มีใจเปน็ นักกีฬา กลา้ รบั ผดิ ชอบ
2) การประหยดั และการออม การประหยดั คือ การรจู้ กั ใช้จ่ายในทางทีถ่ ูกท่ีควรการประหยัด เป็นการ
สอนคนให้มีความละเอียดรอบคอบ มีระเบียบวินัย มีความระมัดระวัง เช่นเสื้อผ้าเก่าขาดก็รู้จักนำมาปะชุนกิน
อาหารไมห่ มดก็รูจ้ กั อุ่นเก็บไว้กนิ ในมื้อต่อไป เป็นตน้ การประหยดั จงึ เป็นการรูจ้ กั ใชเ้ งนิ และสิ่งของให้เป็นประโยชน์
50
ให้มากท่สี ุดเท่าท่ีจะเปน็ ได้ การประหยดั จงึ ช่วยให้รจู้ ักวางแผนในการใช้เงินและส่ิงของให้คุ้มค่าและเหมาะสม ซ่ึงก็
เทา่ กับเปน็ การ ออม คือการรจู้ กั ถนอม สงวน เก็บงำ เพือ่ จะไดม้ ีโอกาสเกบ็ สะสมให้มมี ากข้ึน
3) การมรี ะเบยี บวนิ ัยและการเคารพกฎหมาย "การมีระเบยี บวนิ ยั " ไดแ้ ก่ การรจู้ กั ทำตามกฎเกณฑ์ ไม่
ฝ่าฝืนไม่เห็นแก่ความสบายเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือผลประโยชน์ของตนเองเปน็ หลักจนขาดระเบียบ เช่น ทิ้งสิ่งของลง
บนท้องถนนข้ามถนนในทางที่เขาไม่ให้ข้าม เป็นต้น ระเบียบวินัยจึงสร้างคนให้มีความประพฤติปฏิบัติไปตาม
กฎเกณฑท์ ีส่ ังคมต้องการ ซึ่งกฎเกณฑน์ ใี้ นสงั คมใหญเ่ รยี กว่า "กฎหมาย" ซงึ่ เปน็ สง่ิ จำเปน็ สำหรับในสังคมท่ีมีคนอยู่
เป็นจำนวนมากและมาจากท่ีต่างๆ กัน
4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของทางศาสนา ทุกศาสนาสอนคนให้มีเมตากรุณาต่อกันและทำความดี
มีจิตใจทีง่ ดงามพฤตกิ รรมที่ประกอบด้วยคุณธรรมสุจรติ ทั้งกายวาจาและใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธสอนให้
บุคคลละเว้นความชั่ว ประพฤติดี ทำใจให้บริสุทธ์ิ ไม่ประมาท สอนในเรื่องชีวิตที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการ
เปลี่ยนแปลง และความแตกดับของสังขาร ซึ่งช่วยให้คนเราเกิดความเข้าใจเรื่องของชวี ิต การปฏิบัติตามคุณธรรม
ของศาสนานอกจากจะเป็นประโยชนแ์ ก่ชีวิตของแต่ละบุคคลแลว้ ยังเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวม ความรัก
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ชาติ หมายถึงกลุ่มคนที่มีเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและความเป็นมาในประวัติศาสตร์อย่าง
เดียวกันชาติจึงเป็นสมบัติของส่วนรวม เราจึงต้องรักและยกย่องเทิดทูน เพราะความเสื่อมสลายของชาติหมายถึง
ความเสื่อมสลายของคนไทยทุกคน ความเจริญก้าวหน้าของชาติ หมายถึงความเจริญก้าวหน้าของทุกคน ศาสนา
เป็นสถาบันทีที่สอนคนให้เป็นคนดีโดยเฉพาะในสังคมไทยนี้เปิดโอกาสให้คนไทยเลือกนับถือศาสนาได้ตามความ
ศรทั ธาของคน มไิ ดม้ ีความรังเกียจเดยี ดฉันท์ พระมหากษัตรยิ ์ เป็นสถาบันสงู สดุ ที่ทำให้คนไทยมีทย่ี ืดเหน่ียวทางใจ
เป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทยเป็นอยา่ งยิง่ พระมหากษัตริย์ไทยจึงทรงเป็นม่ิงขวญั และที่รักเคารพเทิดทูนของคน
ทัง้ ชาติ ฉะน้นั เราจงึ ควรจะรกั เคารพยกย่องเทดิ ทนู ปกป้องสถาบันพระมหากษัตรยิ ไ์ ม่ให้ใครมาทำลาย
จติ อาสา
จติ อาสา แยกคำศัพท์ คอื จิต + อาสา ท่แี ปลไดว้ า่ จติ หมายถึง ใจ สง่ิ ท่ีมหี น้าทรี่ ู้ คดิ และนึก ธรรมชาติท่ีรู้
อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด อาสา หมายถึง ความหวัง ความต้องการ การรับทำโดยเต็มใจ สมัครใจ แสดงตัว
ขอรับทำการน้ัน
ความหมายของจติ อาสา
พระไพศาล วิสาโล (2550) กล่าวถึงความหมายของ "จิตอาสา" ว่าเป็นจิตใจทีพ่ ร้อมจะสละเวลา แรงกาย
และสติปัญญาเพื่อสาธารณประ โยชน์ เป็นจิตที่ไม่น่ิงดูดายเม่ือพบเหน็ ปัญหาหรือทกุ ข์ขากเกิดกบั ผู้คน เป็นจิตที่มี
ความสุขเมื่อ ไส้ทำความดี และเห็นน้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม เป็นจิตที่เปี่ยมด้วยบุญ คือความสงบและพลังแห่ง
ความดี
ณัฐณิชากร ศรีบริบูรณ์ (2550) ให้ความหมายว่า "จิตอาสา" คือ ความสำนึกของบุคคลที่มีต่อสังคม
ส่วนรวม โดยการเอาใจใส่และการช่วยเหลือ ผู้ที่มีจิตอาสาจะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่อาสาทำประโยชน์เพ่ือ
ส่วนรวม เช่น การเสยี สละเงินทอง ส่ิงของ เวลา แรงกายและสตปิ ญั ญาเพือ่ ชว่ ยเหลอื ผู้อนื่ โดยไมห่ วังผลตอบแทน
ปียะนาก สรวิสูตร (2552) กล่าวถึง "จิตอาสา" ว่าหมายถึง บุคคลที่มีจิตที่พร้อมจะให้หรือเสียสละเวลา
แรงกาย และสติปญั ญา เพ่อื ช่วยเหลือผู้อ่นื และสงั คมโดยไมห่ วงั ผลตอบแทน
51
มิชติ า จำปาเทศ รอดสทุ ธิ (2550) กลา่ วถึงความหมายของ "จิตอาสา" ว่าคือ การให้ เมือ่ คนตา่ ง ๆ เร่ิมรัก
และมีมดดากับบุคคลอื่นมากขึ้น เข้าใงผู้อื่นมากยิ่งขึ้นว่าต้องการอะไร กำลังอยู่ในสภาพใด สามารถให้ความ
ช่วยเหลืออะไรได้บ้าง จนนำมาสู่การให้ สละสิ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวลาแรงงาน แรงสมอง เงิน สิ่งของ อวัยวะ
เพอื่ ช่วยเหลือใหผ้ ้อู นื่ และสังคมมคี วามสขุ มากยิง่ ขน้ึ
กรรณิกา มาโน (2554) กล่าวถึงจิตอาสาว่าหมายถึง จิตที่พร้อมสละเวลา แรงกาย แรงใจและสติปัญญา
เพ่อื ประ โยชนเ์ กอื้ กลู ตอ่ ผอู้ ่ืนหรือสงั คม เปน็ การกระทำด้วยความสมัครใจ ไมห่ วงั ผลตอบแทน และเปน็ การกระทำ
ที่ไม่ใชภ่ าระหน้าท่ที ต่ี อ้ งรบั ผดิ ชอบ
โดยสรุป จิตอาสา หมายถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่การเสียสละเวลา สิ่งของ เงินทอง แรงกายสติปัญญา
เพื่อสาธารณประโยชน์เป็นจิตใจที่มีความสุขเมื่อได้ทำความดีการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมเพื่อให้ผู้อื่ นมีความสุข
ด้วยความสมัครใจและไม่หวังผลตอบแทน เข้ารว่ มกจิ กรรมท่เี ปน็ สาธารณประโยชนส์ ำนึกของบคุ คลท่ีมตี ่อส่วนรวม
เอาใจใส่ป้องกันแกไ้ ขปญั หาสังคม
ท่มี า : https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=thongphuttha17
ประชาธปิ ไตย
ประชาธิปไตย ประกอบด้วยคำว่า "ประชา" หมายถึง "หมู่คนคือปวงชน" กับคำว่า "อธิปไตย" หมายถึง
"ความเป็นใหญ่" คำว่า "ประชาธิปไตย" จึงหมายถึง "ความเป็นใหญ่ของปวงชน" ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมาย
ของคำวา่ "ประชาธปิ ไตย " ไว้ในหนงั สอื พจนานกุ รมของทางราชการว่า "แบบการปกครองทถ่ี ือมตปิ วงชนเปน็ ใหญ่"
ความหมายของประชาธปิ ไตย
อับราฮัม ลินคอสัน (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าว
สนุ ทรพจนไ์ ว้ ณ เมืองเกตติสเบอร์ก ไนมลรฐั เพนซิลวาเนยี ในวันท่ี 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) ตอน
หนึ่งความว่า "รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่มีวันสูญสลายไปจากผืนพิภพน้ี"
( Government of the people, by the people, for the people, shall not perish from the Earth.)
วสีนี้ได้ถูกอ้างถึงหลายครั้งโดยนักวิชาการว่า "เป็นความหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" ที่กระชับ
และคมคาย
52
ฮาโรลด์ ลาสก้ี (Harold Lask) "เนื้อแท้ของประชาธิปไตยก็คือ ความปรารถนาชองมนุษย์ที่จะยอมรบั นบั
ถือและรักษาไว้ซึ่งความสำคัญของตนเอง รวมตลอดถึงความเสมอภาคระหว่างบุคคลในทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง"
ชาลส์ อีเมอเรี่ยม (Charles Meriam) "ประชาธิปไตยเป็นแนวความคิด และเป็นการปฏิบัติที่มุ่งไปสู่ความ
ผาสุกรว่ มกนั ของประชาชน โดยมีเจตนารมณร์ ว่ มกันของประชาชนน้ันเองเปน็ เคร่ือง
ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้ให้ความหมายของ "ประชาธิปไตย"'ว่า หมายถึง ระบอบการปกครองประเทศ
ระบอบหนึ่ง ซึ่งเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน คำว่า "ประชาชน" ในที่น้ี
หมายถงึ ปวงชนเหล่านีย้ ่อมมีสิทธิ หนา้ ที่ และความรบั ผดิ ชอบ ในการปกครองแผ่นดินอย่างเสมอภาคกัน ระบอบ
ประชาธิปไตย มีรากฐานเคารพในด้านการเคารพในความเป็นธรรม (Justice) เหตุผล (Reason) เมตตาธรรม
(Compassion) ความศรัทธาในมนุษยชาติ (faith in man) และเคารพในเกียรติภูมิแห่งมนุษยชน (Human
dignity) นำทาง"
สำนกั งานอยั การสูงสดุ ให้ความหมายของประชาธิปไตยไวว้ ่า "ประชาธปิ ไตย" หมายถึง การปกครองท่ีเป็น
ของประชาชน และเพื่อประชาชน ตลอดจนเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของคนในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ภายใต้
ความเชื่อมั่นว่า คนเราเกิดมาเท่าเทียมกัน คือ ได้รับการคุ้มครองจากรัฐตามกฎหมายและโอกาสทีจ่ ะได้รับบริการ
ตา่ งๆ โดยเสมอภาคกนั มสี ทิ ธแิ ละเสรีภาพในการดำเนินชีวิตภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึง่ จะกำหนดไว้แน่นอน
ในกฎหมายรฐั ธรรมนูญ
สุขุม นวลสกุลและวศิ ิษฐ์ ทวีเศรษฐ ได้ให้ความหมายไวด้ งั นี้ การปกครองที่เป็นประชาธปิ ไตย คือ รูปการ
ปกครองที่ยึดอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี
(Parliamentary Democracy) ถ้าอำนาจสูงสุดในการกำหนดการปกครองอยู่ที่ประชาชนแล้วก็เป็นการปกครอง
แบบประชาธิปไตยท้ังส้ิน ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญซ่ึงอาจเปน็ รัฐธรรมนูญแบบลาย
ลักษณ์อักษรหรือไม่ลายลักษณ์อักษรก็ได้ เพราะประชาธิปไตยถือการปกครองโดยกฎหมาย (Rule by law)
อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงกติกาการปกครองไม่ ใช่เครื่องหมายแสดงความเป็นประชาธิป ไตย
เพราะฉะนั้นการที่ประเทศใดมรี ัฐธรรมนูญจึงมไิ ด้หมายความว่ารูปการปกครองของประเทศน้ันเป็นประชาธิปไตย
เพราะบางประเทศ เช่น สหภาพโซเวียต สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีระบบการปกครองแบบ
เบ็ดเสร็จต่างก็มีรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประเทศเสรีนิยมอื่นๆ เหมือนกัน การที่จะพิจารณาว่าประเทศใดเป็น
ประชาธิปไตยหรอื ไมจ่ งึ ตอ้ งดวู า่ รฐั ธรรมนญู ของประเทศนน้ั กำหนดใหป้ ระชาชนเป็นเจา้ ของอำนาจอธปิ ไตยหรือไม่
ท่มี า https://fatsuwan.wordpress.com/
53
2 แนวคดิ เกีย่ วกับคา่ นิยมทพี่ ึงประสงค์
มจี ิตอาสาและจติ ใจประชาธปิ ไตย
แนวคิดเกีย่ วกับคา่ นยิ มทพี่ ึงประสงค์
แนวคดิ คา่ นยิ มของ Milton Rokeach
แนวคิดเกี่ยวกับค่านิยมที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางและมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยเป็นกรอบ
แนวคิดด้านค่านิยมที่ดีและสมบูรณ์แบบมากที่สุดเป็นแนวคิดของนักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน ชื่อ Milton
Rokeach นอกจากเป็นนักคิดคนสำคัญด้านค่านิยมแล้ว Rokeach ได้สร้างเครื่องมือในการวัดค่านิยม ชื่อว่า The
Rokeach Value Survey (RVS) เพื่อใช้ในการศึกษาค่านิยมทางวัฒนธรรมในระดับปัจเจกบุคคล โดยในประเทศ
ไทยมีการนำมาใช้ครั้งแรกในงานศึกษาของสนุ ทรีย์ โคมนิ และสนิท สมัครการ
ตามความคิดเห็นของ Rokeach ค่านิยม (Value) เป็นความเชื่อที่มีลักษณะค่อนข้างถาวร รวมถึงการมี
ความเชื่อว่าวิถีปฏิบัติบางอย่างหรือเป้าหมายบางอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ตัวเองหรือสังคมเห็นสมควรที่จะยึดถือหรือ
ปฏิบตั ิ ค่านิยมจงึ เป็นสิ่งทบี่ คุ คลนั้นได้ให้ความสำคัญกับสง่ิ ใดส่ิงหนึ่ง และสิ่งนนั้ มคี ณุ คา่ พรอ้ มท่ีจะปฏิบัติตามความ
เช่ือนน้ั
คา่ นยิ มของแตล่ ะบุคคลขนึ้ อยู่กับประสบการณ์ที่แตล่ ะบุคคลได้รบั ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลน้ันย่อม
มคี วามแตกต่างกัน ดังน้นั ค่านิยมทเ่ี รายืดถอื จงึ แตกตา่ งกนั ไป แม้จะอย่ใู นสังคมเดยี วกัน อยา่ งไรก็ดีคำนิยมสามารถ
มีการเลียนแบบได้ เห็นไดจ้ ากการท่มี ีบางคนมีค่านยิ มทค่ี ล้อยตาม โดยเฉพาะบคุ คลที่สำคญั และมีอิทธิพลต่อความ
เชื่อ ความศรัทธาของเขา นอกจากนี้แล้วคา่ นิยมมลี กั ษณะของการเปล่ียนแปลงไปตามวุฒิภาวะและประสบการณ์
ของแต่ละบุคคล ในขณะที่ระบบค่านิยม (Value System) คือ การรวมกันของความเชื่อที่เกี่ยวกับวิถีทางในการ
ประพฤติปฏิบัติ หรือจุดหมายปลายของชีวิตให้เข้าเป็นระบบความเชื่อที่มีลักษณะคงทนถาวร ลดหลั่นกันไป
ตามลำดับความสำคญั (Rokeach, 1973)
ในดา้ นธรรมชาตขิ องค่านิยม Rokeach (1979) มีการสรุปลักษณะธรรมชาตขิ องคา่ ประการ ดงั ตอ่ ไปนี้ คอื
1. คา่ นยิ มมลี ักษณะยืนยงถาวร (Completely Stable)
โดยส่วนใหญค่ ่านยิ มมลี ักษณะคงทีแ่ ละไมม่ ีการเปลีย่ นแปลง ทำใหม้ คี วามตอ่ เนื่องของวฒั นธรรม
สงั คมหรือบุคลกิ ภาพของกล่มุ คนในสังคม และทำใหค้ นกล่มุ หนง่ึ แตกต่างไปจากกลุ่มคนในอีกสงั คมหนงึ่ จนในที่สุด
เกิดลักษณะประจำกลุ่มหรือประจำชาตเิ กิดขึ้น สาเหตุที่ค่านิยมมีลักษณะยืนยงเพราะตามกระบวนการเรยี นรู้ของ
มนุษย์นั้น มนุษย์ได้ถูกสอนมาแต่เด็กเกี่ยวกับคำนิยมต่างๆ ในรูปของความแน่นอนอย่างเต็มที่ (Absolute, All-r-
None Manner) เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีน้ำใจ ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้มาเป็นเวลานาน จะช่วยตอกย้ำให้
ค่านิยมมีลักษณะคงทนถาวร ค่านิยมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ประสบการณ์ในช่วงชีวิตของคนที่ผ่านมา ไม่ใช่การ
เกดิ ขึ้นตามอารมณข์ นึ้ ลงของมนุษย์ ในลักษณะชวั่ คร่ชู ว่ั ยาม
2. คา่ นิยมมลี ักษณะเปรยี บเทียบระดับความสำคัญ (Relative Conception)
เม่ือเด็กโตขึ้นและมปี ระสบการณ์การเรยี นรู้ทางสงั คม (Socialization) มากข้นึ เขาจะเรยี นรู้
ว่าสถานการณ์ที่เขาประสบไม่ได้มีเฉพาะค่นิยมที่พ่อแม่ได้สั่งสอนไว้แต่ยังมีค่านิยมอื่นๆ อีกที่ปรากฎอยู่และกลุ่ม
อื่นๆ ในสังคมให้ความสำคัญแก่ค่านิยมบางอย่างมากกว่า ซึ่งเด็กจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ผ่านการสั่งสอนประกอบกับ
54
การสังเกตจากการกระทำที่เป็นบรรทัดฐาน (Norm) ของคนในสังคมนั้นๆ และเมื่อเขามีประสบกับคำว่าคำนยิ มที่
ไมส่ อดคลอ้ งกนั เขาก็จะจัดลำดบั คา่ นิยมโดยอยา่ งไรตามจะไม่แตกต่างจากคนในกลุ่มมากนัก
3. ค่านยิ มมีลกั ษณะเปน็ ความเชื่อ
ความเชือ่ นั้นแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คือ ประเภทแรกเปน็ ความเช่อื แบบพรรณนาสถานการณ์
(Descriptive or Existential Beliefs) ซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกทดสอบได้จริง หรือ เท็จ เช่น ฉันเชื่อว่าข้างนอกฝน
กำลังตก ประเภทที่สอง คือ ความเชื่อแบบประเมนิ สถานการณ์ (Evaluative Beliefs) ซึ่งเป็นความเชื่อที่ประเมิน
สถานการณต์ า่ งๆ ว่าดหี รอื ไมด่ ี เชน่ ฉันช่ือวา่ การออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ประเภททีส่ าม เป็นความ
เชื่อแบบพรรณนากำหนด (Desciptive or Perspective) เป็นความเชื่อที่บ่งบอกถึงวิถีทางปฏิบัติ (Means of
Action) หรือจุดหมายปลายทาง (End of Action) อันเป็นที่ปรารถาด้วยและเป็นความเชื่อที่มีทิศทางและ
เป้าหมายของการกระทำมากกวา่ เช่อื อกี ชนิดแรก
นอกจากนี้แล้วตามความเห็นของ Rokeach ค่านิยมมีองค์ประกอบสำคัญอีก 3 ประการ ดังนี้ คือ
(Rokeach, 1973)
1) ค่านิยมมีลักษณะเป็นความระลึกรู้ (Cognitive) ในความหมายที่วา่ บุคคลหนึ่งรู้ในทางท่ีถูกของการ
ประพฤติ หรอื รับรูใ้ นเปา้ หมายทีถ่ กู ในชีวิตของเขา
2) ค่านิยมมีลักษณะเป็นความรู้สึกสัมพันธ์ (Affective) ในความหมายที่บุคคลนั้นมีอารมณ์อ่อนไหว
เก่ยี วข้องกับคา่ นยิ มนั้น ๆ คือ ชอบ เหน็ ด้วย สนบั สนุน คา่ นิยมหนงึ่ ๆ หรือเกลียด ไมเ่ หน็ ดว้ ย คัดค้าน อีกค่านิยม
หนงึ่
3) ค่านิยมเป็นองค์ประกอบของพฤติกรรม (Behavioral) ในความหมายที่เป็นตัวแทรกซ้อนที่นำไปสู่
พฤติกรรม เมือ่ ถูกกระตนุ้ ให้เกดิ การกระทำขน้ึ
แนวคิดเกย่ี วกับจิตอาสา
สำหรับในประเทศไทย เรื่องของ "จิตอาสา" หรือการให้เพื่อสังคม มีมาตั้งแต่ครั้งก่อนกรุงสุโขทัย
(ทีมวิจัย TRN, น.3) เมื่อเข้าสู่ยุดพุทธศาสนาการให้เพื่อสังคมก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ทาน นั่นเอง ซึ่งการให้ทาน
ในทางพทุ ธศาสนา ประกอบไปดว้ ย อามสิ ทาน คือการให้ข้าวของเงินทองและธรรมทาน ซง่ึ เป็นทานชั้นเลิศ เพราะ
เป็นการให้ความรู้ ปัญญา และการแนะนำสั่งสอน ซึ่งในทางพุทธศาสนาการให้หรือทาน จะต้องประกอบด้วยท้ัง
อามิสทานและธรรมทานจึงจะเป็นการให้ที่สมบูรณ์เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากค้านศาสนาแล้ว การให้ใ น
เมอื งไทยคร้ังโบราณในด้านอนื่ ๆ ก็มีอยู่ในวถิ ีชีวติ และพฤติกรรมของคนไทยตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการที่จะมีโอ่งน้ำ
เตรียมพร้อมไว้หน้าบ้านสำหรับผู้คนที่ผ่านไปมา หรือการที่เรามีคำว่า ลงแขก ที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมี
น้ำใจ ความรักใคร่ เอื้อเนื้อเผื่อแผ่กันของสังคมชนบทในสมัยก่อน โดยมีความเกี่ยวพันกับอาชีพด้านเกษตรกรรม
ไม่ว่าจะเป็นการทำนา การทำไร่ ทำสวน นั่นคือมีการแลกเปลี่ยนแรงงานเพื่อช่วยเหลือกัน ไม่มีค่าจ้างตอบแทน มี
เพียงน้ำใจเลี้ยงอาหารข้าวปลาตามแต่จะหาได้ในท้องถิ่น หมุนเวียนกันไปจากครอบครัวหนึ่งสู่อีกครอบครัวหน่ึง
ทำให้กิจการงานสำเร็จลุถ่วงไปได้ด้วยดี จะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นมีสิ่งที่เรียกได้ว่าเข้าข่ายโดยทั่วไปของการให้
ภายใต้กรอบของการให้เพื่อสังคมอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบการให้เพื่อที่จะหวังให้ชีวิตผู้อื่นดีขึ้น และการไห้
เพื่อทหี่ วังวา่ จะได้ส่งิ น้นั คนื อย่างเงียบ ๆ
55
พระไพศาล วสิ าโล (2550) ได้กลา่ วในหนังสือ "เมื่อคอกไม้บานสะพรง่ั ท้ังแผ่นดนิ " ว่า จิตอาสานั้นมีอยู่ใน
ทุกคนอยู่แล้ว เพราะทุกคนล้วนมีความปรารถนาที่จะทำความดี แต่บางครั้งความดีนั้นอาจถูกสกัดกั้นด้วยความ
กลัว เชน่ กลัววา่ จะทำไมไ่ ด้ กลวั คนหัวเราะเยาะ กลวั พ่อแมไ่ ม่เข้าใจ หรือกลัววา่ จะทำมาหากินสู้คนอ่นื ไมไ่ ด้ แต่ถา้
คนเรายอมให้ความกลัวครอบงำก็จะไม่มีวนั เติบโตหรือกา้ วสู่ชีวิตใหม่ได้ ซึ่งการมีจิตอาสานัน้ เกดิ จากสาเหตหุ ลักๆ
(ปยี ะนาถ สรวิสูตร, 2552, น.37 อา้ งถึงใน พระไพศาล วิสาโล, 2550) ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. เกิดจากความรู้สึกสงสาร เนื่องจากพบเห็นผู้ที่มีความเดือดร้อนมากกว่าตนเองและอยากที่จะหาทาง
ชว่ ยเหลือผอู้ ืน่ ในรูปแบบต่าง ๆ เชน่ ความรู้สึกสงสารเม่ือเห็นเด็กขอทานและอยากบริจาคเงิน เมื่อรู้ข่าวน้ำท่วมใน
ภาคอีสานและอยากบรจิ าคส่งิ ของเพื่อชว่ ยเหลอื เป็นต้น
2. เกิดจากประสบการณท์ ไี่ ดช้ ่วยเหลือผอู้ ื่นด้วยตนเอง และได้รบั ความสุขจึงอยากชว่ ยเหลอื ผู้อ่ืนอีก
3. เป็นความรูส้ กึ ต่อเน่ือง เม่ือบุดคลไดร้ ับการช่วยเหลอื และรู้สึกประทบั ใจ จึงอยากทำสิ่งดีๆ เพ่ือผูอ้ ่ืนบ้าง
สำหรบั ประเทศไทย ไดถ้ อื เอาวนั ท่ี 27 ธนั วาคม เปน็ วัน "จิตอาสา" หลังจากความสูญเสียเมอ่ื 26 ธันวาคม
2547 จากเหตุการณ์ "สึนามิ" (มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ, 2550) แม้ด้านมืดของเหตุการณ์จะสร้างความเสียหาย
แก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนอย่างมหาศาล แต่ด้านสว่างของเหตุการณ์ดังกล่าวกลับเผยให้หลายคนมี โอกาสได้
รู้จักคำว่า "จิตอาสา" อันเกิดจากการไม่อาจทนเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ เมื่อน้ำทะเลลค สิ่งที่ไหลมาแทนที่คือน้ำใจ
อาสาสมัครจำนวนมากต่างสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแข็งขัน แม้จะต่างถ่ิน
ฐาน ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ทว่าได้ก่อเกิดคลืน่ "จิตอาสา" หลั่งไหลลงพื้นที่ประสบภัย ช่วยเหลอื ผู้ประสบเคราะห์
ครัง้ นนั้ จงึ ได้ถือเอาวนั ถัดจาก วนั ที่ 26 ธันวาคม เปน็ วนั "จติ อาสา" นัน่ เอง (อสิ ระพร บารเกิด, ม.ป.ป.)
จะเห็นได้ว่าความเมตตา กรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์และมีความสุข ความมีน้ำใจ การช่วยเหลือ
เกื้อกลู ซึง่ กันและกันของบรรดาเหลา่ อาสาสมัครลว้ นมีความเชื่อมโยงกับ "จิตอาสา" ทั้งสนิ้ งานท่ีเกิดจากผูท้ มี่ ีจิตอา
สามีความหมายอย่างมากกับสังคมส่วนรวม เพราะเป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือ
ผู้อื่น หรือสังคมให้เกิดประโยชน์และความสุขมากขึ้น การเป็น"อาสาสมัคร" ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆก็แล้วแต่ที่ทำให้
เกิดประโยชนใ์ นทางบวก ลว้ นแตเ่ ปน็ สิง่ ท่ีเราควรทำท้งั ส้นิ คนทีจ่ ะเป็นอาสาสมัครไดน้ ั้นไมไ่ ด้จำกดั ที่ วัย การศึกษา
เพศ อาชีพ ฐานะ หรือข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ต้องมีจิตใจเปน็ "จิตอาสา" ที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นหรือสังคม
เทา่ นัน้ (ประวิตร พิสทุ ธิโสภณ, ม.ป.ป.)
แนวคดิ เก่ยี วกบั จิตใจประชาธิปไตย
การปกครองระบอบประชาธิปไตยถ้าจะเป็นเพียงอุดมการณ์ อุดมคติหรือรูปแบบทางการเมืองการ
ปกครอง ย่อมจะไมบ่ รรลุเป้าหมาย หากขาดองค์ประกอบท่ีสามคือ ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นวิถีชวี ิต ซ่ึงหมายถงึ
ประชาธิปไตยที่สมาชิกในชาติทกุ คนจะต้องประพฤตปิ ฏิบัติใหเ้ ปน็ นิสัยในชีวติ ประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่ทีไ่ หน ในบ้าน
ในสถานศึกษา ในหน่วยงาน หรืออยู่ในกลุ่มเพื่อนจะต้องยึดหลักของประชาธิปไตยเท่านั้นในการปฏิบัติต่อบุคคล
อนื่ ประชาธิปไตยจงึ จะเกดิ ขึน้ ในบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์
สมพงษ์ เกษมสิน และจรูญ สุภาพ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิได้อธิบายคำว่า ประชาธิปไตยนอกจากจะ
หมายถงึ การปกครองแล้ว ยังเปน็ วถิ ีชวี ิตที่บคุ คลอาจจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีเหตุผล และอยา่ งยุติธรรม วิถีชีวิต
ในระบอบประชาธิปไตยน้นั เป็นส่ิงที่พบเห็นได้ในประเทศที่ประชาธิปไตยได้หยั่งรากไว้อย่างม่ันคง และอาจจะแยก
กล่าวถงึ วิถชี ีวิตแบบประชาธปิ ไตยได้ ดังนี้
57
1. การใช้เหตุผลด้วยการทดลองหรือทดสอบจากสภาพความเป็นจริง ประชาชนในประเทศ
ประชาธิปไตยเชื่อมั่นว่า เหตุผลเป็นสิ่งที่ดีงามและสามารถใช้เหตุผลประยุกต์ได้ในสภาพการณ์ต่าง ๆ ของโลก
และความสมั พันธร์ ะหว่างมนษุ ย์
2. การให้ความสำคัญแก่บุคคล หลักข้อนี้ทำให้วิถีชีวิตแบบเสรีประชาธิปไตยแตกต่างจากระบบเผด็จ
การอืน่ ๆ นั่นคอื สถาบันทางการเมอื งในสงั คม เชน่ กลุ่มชนหรือพรรคการเมืองจะตอ้ งจดั ตั้งขึ้นเพื่อรับใช้บคุ คล
3. ความเชื่อที่ว่ารัฐเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ความเชื่อเช่นนี้ถือว่ารัฐเป็นกลไกที่จะต้องใช้เพื่อ
วตั ถุประสงค์ทสี่ ำคญั กวา่ รฐั
4. การยึดถือหลักของความสมัครใจ วิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยนั้นต้องการให้บุคคลทำกิจต่าง ๆ
ดว้ ยความสมคั รใจ ดังนนั้ การปฏบิ ตั ิกจิ การตา่ ง ๆ ของบุคคลจงึ ควรจะเปน็ ไปตามความรสู้ ึก ความต้องการไม่มีการ
บังคับ
5. หลกั ทเี่ ช่อื กนั ว่า มกี ฎหมายสงู สุดอย่เู หนอื กฎหมายแห่งรฐั นน่ั คืออำนาจของรฐั มาจากความยินยอม
ของประซาชนทอี่ ยู่
6. การยึดถือหรือให้ความสำคัญในเรื่องวิธีการ ระบบประชาธิปไตยเชื่อว่าชีวิตของบุคคลนั้น แม้จะมี
จุดหมายปลายทาง แต่จะต้องอาศัยวิธีการหรือวิถีทางด้วยเพื่อที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์เหล่านั้น วิธีการหรือ
วิถีทางจะมีอทิ ธพิ ลในการปรบั ปรุงตกแตง่ วตั ถปุ ระสงค์หรือจุดหมายปลายทางด้วย
7. ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับหลักของการอภิปรายและความยินยอม ประชาธิปไตยนั้นไม่เชื่อว่าผู้ใดจะ
สามารถผูกขาด"ความจริง" ไว้แต่เพียงผู้เดียว หรือมิฉะนั้นก็เชื่อว่าในทางการปกครองการเมืองยังไม่มีสิ่งใดท่ี
เรียกวา่ เป็นสจั ธรรม ดงั นนั้ จงึ จะต้องมกี ารอภปิ รายถกเถียง แสดงเหตุผล เพอื่ หาข้อยุตทิ ่ถี กู ตอ้ งทเ่ี ปน็ ความคิดเห็น
ของคนส่วนใหญแ่ ละชอบธรรมดว้ ยหลกั ฐานข้อเท็จจรงิ
8. น้ำใจประชาธิปไตย คือ ความสำานึกและความยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ด้วยการยึดถือว่า เป็นการปกครองที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคลและส่วนรวมมากกว่าระบอบอื่น ดังนั้นจะต้องฝึกหัด
ตวั เองใหม้ จี ิตเป็นประชาธิปไตย เชน่ จติ ใจกวา้ งขวาง ยอมรับฟงั เหตผุ ลแนวคิดของคนอื่น เปน็ ตน้
9. ความสำนกึ เกี่ยวกบั คุณคา่ และศกั ดิ์ศรีของบคุ คล
10. เคารพกฎเกณฑ์และกติกาของการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้แก่ เคารพเสียงข้างมากของ
ประชาชน การป้องกันสิทธิของฝ่ายข้างน้อย ความเสมอภาคระหว่างบุคคล การวิพากษ์วิจารณ์ การปฏิบัติตาม
กฎหมายทไี่ ด้บัญญัตขิ ้นึ ตามวิถีทางประชาธปิ ไตยและขจัดเสียซึ่งความเห็นแก่ตวั หรือการลแุ ก่อำนาจใด ๆ
11. ความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ต้องสร้างนิสัยเกี่ยวกับการหาความรู้ในกิจการ
บ้านเมือง ฝึกหัดใช้ความคิดเห็นในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นกิจการสาธารณะ และควรเข้ามีส่วนร่วมในกลุ่ม
การเมอื งหรอื กิจกรรมทางการเมอื ง
12. ความเป็นพลเมืองดี ซึ่งหมายถึง การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในระบบการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย เชน่ การแสวงหาความรู้ ปฏบิ ตั ิตามนโยบายของชาติ ไมล่ ะเมิดกฎหมายและการเสยี ภาษอี ากรให้รัฐ
เป็นตัน
13. การฝึกมองโลกในทางที่ดีและคิดในแง่ดี เช่น มีความหวังและมีศรัทธาว่าระบบประชาธิปไตยน้ัน
เป็นการปกครองทสี่ ามารถไดป้ ระโยชน์
58
14. รู้จักการให้เหตุผล ทง้ั ในการคิด วิพากษ์วจิ ารณแ์ ละปฏบิ ัติ ทัง้ นี้เพื่อจะทำให้การปกครองเป็นไปได้
ด้วยดี เพราะการแสดงออกเช่นนั้นย่อมมีความหนักแนน่ มั่นคงในตัวเอง มีน้ำหนักและก่อให้เกิดการกระทำในทาง
สร้างสรรค์ และเปน็ การช่วยยับยั้งการกระทำทใ่ี ช้อำนาจอันมิชอบของผู้ที่ทำหน้าที่ในการปกครอง
ทม่ี า : https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=34927
59
3 การปลูกฝังสรา้ งเสริมคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
ค่านิยมที่พงึ ประสงค์ มจี ิตอาสา
และจิตใจประชาธิปไตย
ความรทู้ ั่วไปเกี่ยวกับคุณธรรม
ความหมายของคุณธรรม
“คุณธรรม” มาจากคำว่า คุณธรรมะ แปลว่า คุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติก่อให้เกิดประโยชน์
ต่อตนเองและสงั คม
มีผู้ให้ความหมายไว้หลายประการ เช่น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2530: 190 ได้ให้
ความหมายของคณุ ธรรมไว้ว่า สภาพคุณงามความดีหรือหนา้ ท่ีอนั พึงมีอยใู่ นตวั
คุณธรรม (อังกฤษ: virtue) มีความหมายตามพจนานุกรมว่า “สภาพคุณงามความดีเป็นลักษณะ
หรือคุณสมบัติทางบวกที่ถือกันว่าดีงามทางศีลธรรม จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นรากฐานของหลักการ
และศลี ธรรม คุณธรรมส่วนบคุ คลเป็นลักษณะเฉพาะทเี่ ปน็ คา่ นยิ มว่าส่งเสรมิ ความย่ิงใหญโ่ ดยรวมและปจั เจกบุคคล
ตรงขา้ มกับคณุ ธรรม คือ ความช่วั ร้าย (Vice)
ลิขิต ธีรเวคิน (2548) กล่าวไว้ว่า คุณธรรม คือ จิตวิญญาณของปัจเจกบุคคลศาสนาและ
อุดมการณ์ เป็นดวงวิญญาณของปจั เจกบุคคลและสังคมด้วย ปัจเจกบุคคลต้องมีวิญญาณ สังคมต้องมีจิตวิญญาณ
คุณธรรมของปัจเจกบุคคลอยู่ที่การกล่อมเกลาเรียนรู้โดยพ่อแม่ สถาบันการศึกษา ศาสนา พรรคการเมือง
และองคก์ รของรัฐ
สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2527: 387) ได้ให้ความหมายของคุณธรรมไว้ว่า หมายถึง ความดี ความ
งาม ความซือ่ สัตย์ ความพอดี ความขยนั หม่นั เพียร ความอดทน
รองศาสตราจารย์ ดร. ทศิ นา แขมมณี (2546: 4) ให้ความหมายคุณธรรมว่า หมายถงึ คณุ ลกั ษณะ
หรอื สภาวะภายในจิตใจของมนุษย์ท่ีเปน็ ไปในทางท่ถี ูกต้องดีงามซ่ึงเปน็ ภาวะนามธรรมอยใู่ นจติ ใจ
วศิน อินทสระ (2541: 106, 113) คุณธรรม คือ อุปนิสัยอันดีงามซึ่งสั่งสมอง อุปนิสัยอันนี้ได้มา
จากความพยายามและความประพฤติติดต่อกันมาเป็นเวลานาน คุณธรรมสัมพันธ์กับหน้าที่เป็นอย่างมาก
เพราะการทำหนา้ ทจ่ี นเป็นนสิ ัยจะกลายเปน็ อุปนิสยั อันดงี ามที่สั่งสมในดวงจติ เป็นบารมี
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต 2540 : 14) ได้กล่าวว่า คุณธรรมเป็นภาพของจิตใจกล่าวคือ
เสรมิ สร้างจติ ใจใหด้ งี ามให้เปน็ จติ ใจท่สี งู ประณตี และประเสริฐ
จากความหมายของคุณธรรมดังกล่าวมาพอสรุปได้ว่า คุณธรรม หมายถึง คุณสมบัติภายในใด ๆ
ที่เป็นคุณสมบัติที่ไม่เป็นโทษ เป็นความล้ำเลิศแห่งอุปนิสัยซึ่งเป็นผลของการกระทำหน้าที่จนกลายเป็นนิสัย หรือ
เป็นหลักแห่งความดีความงาม ความถูกต้อง ที่แสดงออกด้วยการกระทำ ๆ ทางร่างกาย ทางวาจา และทางจิตใจ
ของแต่ละบุคคล ทเี่ ปน็ หลกั ในการประพฤติปฏิบตั ติ นจนเป็นกิจนสิ ยั อันเปน็ ประโยชน์ทง้ั ตอ่ ตนเอง ผอู้ นื่ และสงั คม
ความสำคญั ของคณุ ธรรม 60
มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญและมีคุณค่าที่สุด เพราะมนุษย์สามารถเรียนรู้อบรม ฝึกฝน
จนสามารถนำความรู้มาสร้างสรรค์สิ่งตา่ ง ๆ ได้มากมาย ก่อให้เกิดประโยชนม์ หาศาลต่อมวลมนุษย์และโลก ทำให้
การดำเนินชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น การเรียนรู้ทำให้มนุษย์มีการสะสมประสบการณ์ชีวิต มนุษย์จึงควร
ไดร้ ับการปลูกฝงั คณุ ธรรมจรยิ ธรรมไปดว้ ยกัน คณุ ธรรมจงึ มคี วามสำคัญต่อมนษุ ย์ ดงั น้ี
1. ช่วยให้การดำเนนิ ชีวิตราบรื่น สงบสขุ ไมม่ ีอุปสรรค
2. ชว่ ยสรา้ งระเบียบวินยั ใหแ้ กม่ นษุ ย์
3. ช่วยสรา้ งความมั่นคงทางจิตใจใหแ้ ก่มนษุ ย์
4. ชว่ ยให้มนุษย์มีสติสัมปชัญญะรตู้ วั มีความระมดั ระวงั ในการดำเนนิ ชวี ิต
5. เปน็ กลไกในการควบคุมตนเองและกำกับพฤตกิ รรมของบุคคลในองค์กร
6. ช่วยให้มนษุ ยน์ ำความรแู้ ละประสบการณ์ในด้านดมี าสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แก่ตนเองและสังคม
7. ชว่ ยควบคมุ ไม่ใหค้ นช่วั เพ่ิมขนึ้ โดยการประพฤติปฏบิ ัตติ นเป็นตัวอยา่ งท่ีดีแก่บุคคลอนื่
ครอบครัวสขุ สนั ต์ การมีจติ อาสา การทำบุญตักบาตร
รปู คุณธรรมท่ีสำคัญในไทย
ลกั ษณะของคุณธรรม
คุณธรรม คือ ลักษณะของความดีงามในจิตใจ ที่ทำให้บุคคลประพฤติดีปฏิบัติชอบที่เรียกได้
ว่าเป็น “คนดี” และจะกระทำแต่สิ่งที่ดีงาม ซึ่งจะตรงกันข้ามกับคนไม่ดี คนเลวย่อมจะกระทำแต่ความชั่ว ความ
เลว กอ่ ใหเ้ กดิ ความเดอื ดร้อนท้งั ตอ่ ตนเองและสงั คม
คุณธรรมตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เม่ือ
กล่าวถึงคุณธรรมโดยทัว่ ไปจะระบชุ ื่อคณุ ธรรมว่า ความละอายแก่ใจ ความเมตตากรุณา ความหวังดี ความซื่อสัตย์
สุจริต ความเห็นอกเห็นใจ ความจริงใจ ความยุติธรรม ความเที่ยงตรง ความเสียสละ ความ สามัคคี ความอดทน
ความอดกลั้น ความขยัน การให้อภัย ความเกรงใจและอื่น ๆ การฝึกฝนและปฏิบัติตน ให้มีคุณธรรม
ไม่จำเป็นต้องพะวงในการเรียกชื่อคุณธรรม เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนสามารถยึดถือปฏิบัติได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่า
เป็นของลัทธิใด การฝึกฝนคุณธรรมควรฝึกตามความต้องการและสภาพแวดล้อม” ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง
ปลกู ฝงั คุณธรรมสำหรบั ประชาชน เพ่อื ความสงบร่มเยน็ ของชาตบิ ้านเมอื ง 4 ประการ ได้แก่
61
1. การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และ
เปน็ ธรรม
2. การรู้จักขม่ ใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบตั ิอยู่ในความสตั ยค์ วามดีน้ัน
3. การอดทน อดกล้นั และอดออม ท่ีจะไมป่ ระพฤติลว่ งความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยประการใด
4. การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์
ส่วนใหญข่ องบา้ นเมอื ง
ส่วนคุณธรรมตามแนวคิดของอริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก ได้ให้แนวทางของคุณธรรมไว้ 4
ประการ คอื
1. ความรอบคอบ คอื ร้วู ่าอะไรควรประพฤติปฏิบัติ อะไรไม่ควรประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
2. ความกลา้ หาญ คือ ความกลา้ ท่จี ะเผชิญต่อความเป็นจรงิ
3. การรู้จักประมาณ คือ รู้จักควบคุมความต้องการและการกระทำให้เหมาะสมกับสภาพ
และฐานะของตนเอง
4. ความยุตธิ รรม คอื การใหแ้ กท่ ุกคนตามความเหมาะสม
ดังนั้น คุณธรรม จงึ เป็นสิง่ ที่ดีงามทที่ ุก ๆ คนควรประพฤติปฏิบัตฝิ ึกฝนจนเปน็ กิจนิสัย แล้วส่งต่อ
ความดีงามเหล่านี้ไปสู่อนุชนรุ่นหลัง ปลูกจิตสำนึกคุณธรรมอันดีงามนี้ให้เกิดขึ้นแก่บุตรหลานด้วยการปฏิบัติตน
เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน การพัฒนาบุคคลจึงต้องอาศัยคุณธรรมคนดีมีคุณธรรม
คือคนที่พัฒนาแล้วทั้งความคิดและการกระทำคนที่พัฒนาคือคนที่มีคุณภาพเมื่อคนมี คุณภาพ ประเทศชาติ
กจ็ ะพฒั นาตามไปด้วยอย่างแนน่ อน
การชว่ ยเหลอื ผูป้ ระสบภัยน้ำทว่ ม ความซอื่ สตั ย์
รปู คณุ ธรรมที่ควรยดึ มั่นในสงั คมไทย
62
ความรู้ท่วั ไปเก่ียวกับจริยธรรม
ความหมายของจริยธรรม
“จริยธรรม” มาจากคำ 2 คำ คือ จริย บวกกับ ธรรม ซึ่งแปลตามศัพท์ จริยะ แปลว่า ความ
ประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ คำว่า ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบตั ิทางศาสนา ความ
ถูกต้อง เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกัน จริยธรรม จึงมีความหมายว่า หลักแห่งความประพฤติหรือหลัก
ความจรงิ ท่ีเปน็ แนวทางแหง่ การประพฤตปิ ฏิบัติ
มีผู้ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ( 2546)
ให้ความหมายของจรยิ ธรรมไวว้ า่ หมายถงึ ธรรมท่เี ปน็ ขอ้ ประพฤติปฏิบัติ
พระธรรมญาณมุนี (2531: 103) ได้ให้ความหมายของจริยธรรมว่า หมายถึง พฤติกรรม
ที่ เป็นรูปแบบของการปฏิบัติตน การดำเนินตนที่มีความเหมาะสมแก่ ภาวะ ฐานะ กาลเทศะและเหตุการณ์
ในปัจจบุ ัน
พระมหาอดิศร ถิรสีโล (2540) ได้ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่า หมายถึง คุณธรรม
ที่แสดงออกทางร่างกายในลักษณะที่ดีงามอันเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ของสังคม จริยธรรมจะมีได้ต้องปลูกฝึกหัด
โดยเร่ิมจากการปลกู ฝังคณุ ธรรม
จากความหมายดงั กล่าวสรุปไดว้ า่ จรยิ ธรรม หมายถึง ธรรมท่ีเปน็ ข้อประพฤติปฏิบตั ิ ศีลธรรมอัน
ดีงามสิ่งที่ควรประพฤติเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติซึ่งจะต้องได้รับการพัฒนามาจากหลักคำสอน
ของศาสนา ได้แก่ พฤติกรรมที่เป็นการกระทำ ทางกาย วาจา ใจที่ดีงามที่ควรปฏิบัติ จริยธรรม
เป็นพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนในสิ่งที่ควรปฏิบัติ ในสิ่งที่ดีงามเหมาะสม น่ายกย่อง น่าชื่นชม เป็นที่
ยอมรบั ของสังคมเพอื่ ความสันติสุขแห่งตนเอง และความสงบเรยี บรอ้ ยของสังคมสว่ นรวม
ความสำคัญของจริยธรรม
จริยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในสังคมที่จะนำความสงบสุขความเจริญรุ่งเรือง สังคมใด
ที่มีแต่คนประพฤติดีปฏิบัติชอบเป็นผู้มีจิตใจผ่องใสโอบอ้อมอารีช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น สังคมนั้นจะมีความสงบสุข
ปราศจากคนเลวคนเห็นแก่ตัว บ้านเมืองย่อมเจริญรุ่งเรอื ง วศิน อินทสระ กล่าวถึงความสำคญั และ ประโยชน์ของ
จริยธรรมไว้ ดงั นี้
1. จริยธรรมเป็นรากฐานของความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงและความสงบสุขของปัจเจก
บคุ คล สังคม และประเทศชาติ
2. บ้านเมืองจะพัฒนาไดต้ ้องพัฒนาจิตใจของคนก่อนแล้วจึงพฒั นาไปพร้อม ๆ กับการพัฒนา
เศรษฐกจิ สงั คม การศึกษาและด้านอ่ืนควบคู่ไปดว้ ยกนั เพราะการพัฒนาที่ไม่มจี ริยธรรมมากำกบั ย่อมสูญเปล่าและ
ส่งผลเสียตอ่ บ้านเมืองเพราะประชาชนที่ไม่มีจริยธรรมยอ่ มมีแต่ความเห็นแก่ตัว เอารดั เอาเปรยี บเหน็ แก่ประโยชน์
ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม ขาดความเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ ทุกคนย่อมได้รับความเดือดร้อน
อย่างแน่นอน
63
รูปจริยธรรมทีค่ วรยกย่องในสงั คมไทย
( ท่มี า : sites.google.com )
3. จริยธรรมยังหมายรวมถึงความคิดที่ถูกต้องมีเหตุผล รู้ผิดชอบชั่วดี สิ่งใดควรหรือไม่ควร
กระทำ รู้กาลเทศะรูจ้ กั ตนและหน้าท่ีของตน และปฏิบัตหิ น้าที่ของตนอย่างถกู ต้องเหมาะสมไม่กา้ วกายหนา้ ที่ของ
บุคคลอืน่ ๆ
4. บุคคลในสังคมใดที่ขาดจริยธรรมย่อมเป็นที่มาแห่งการทุจริตคดโกง การเบียดเบียนแย่งชิง
ผลประโยชนก์ ัน การฉ้อราษฎรบ์ ังหลวง การติดสินบน บา้ นเมอื งนัน้ ยอ่ มประสบกบั ความวบิ ตั ลิ ม่ สลาย
5. จริยธรรมเป็นเครื่องมือในการอบรมกล่อมเกลาสิ่งดีงามให้แก่สมาชิกของสังคม
เช่น ความกตัญญูรู้คุณบิดามารดา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และผู้มีพระคุณ การเคารพผู้อาวุโส
ครู อาจารย์ มีความซื่อสัตย์ซื่อตรง มีความขยันหมั่นเพียรรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม เหล่านี้คือสิ่ งที่ทำให้
สงั คมและประเทศชาติเจรญิ รุง่ เรอื งวัฒนาถาวรได้อย่างม่ันคงและยัง่ ยืน
ความสำคญั ของจริยธรรม จึงเปน็ เคร่ืองมือยุทธศาสตร์ของชาติและสังคม เป็นตัวช้ีวัดความเจริญ
และความเสื่อมของสังคม จริยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ สังคมจะอยู่รอดและ
เป็นสขุ ไดก้ ็ดว้ ยจริยธรรมของประชาชนนัน้ เอง
ลกั ษณะของจริยธรรม
โดยทั่วไปจริยธรรมจะยึดโยงกับหลักศาสนาเพราะคำสอนทางศาสนามีส่วนในการสร้างระบบ
จริยธรรมให้สังคม แต่มิได้หมายความว่าจริยธรรมจะเกี่ยวข้องกับศาสนาเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วจริยธรรม
ยังเก่ียวข้องกับขนบประเพณี วิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์อันเป็นหลักแห่งการปฏิบัติที่ดีตามหลักคำสอนทาง
ศาสนา จริยธรรมยังใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจเลือกความประพฤติ การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม
ในแตล่ ะสถานการณ์อกี ดว้ ย ท้ังน้ีมีหนว่ ยงานที่เกย่ี วขอ้ งกบั การจดั ด้านการศึกษาหลายหนว่ ยงาน ได้รว่ มกนั กำหนด
คุณลักษณะของจริยธรรมไว้ ดงั นี้
1. ความรับผิดชอบ หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่อย่างตั้งใจ มีความรอบคอบ มีความเพียร
พยายามเพ่ือให้ภาระงานท่รี บั ผิดชอบบรรลผุ ลสำเร็จตามเป้าหมาย
2. ความซื่อสัตย์ หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนอย่างตรงไปตรงมาทัง้ ทางกาย วาจา และใจ
ท้ังตอ่ ตนเองและผอู้ ืน่
3. ความมีเหตุผลการรู้จักใช้ปัญญาไตร่ตรองใคร่ครวญ พิสูจน์ให้ประจักษ์โดยไม่ผูกกับ
ความร้สู กึ ส่วนตัว
64
4. ความกตัญญูกตเวที หมายถึง ความรู้สึกสำนึกในบุญคุณของบุคคลผู้มีพระคุณต่อเราและ
แสดงออกถงึ ความสำนกึ ในบญุ คณุ ด้วยการตอบแทนคณุ ดว้ ยสง่ิ ของหรือการกระทำทน่ี อบนอ้ ม
5. ความอุตสาหะ หมายถึง ความพยายามอย่างมากเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในงานหรือกิจกรรม
ตา่ ง ๆ ด้วยความขยันขันแขง็ อดทน ถงึ แมม้ ีอปุ สรรคก็ไมย่ อ่ ทอ้
6. ความสามัคคี หมายถงึ ความพรอ้ มเพรียงเปน็ น้ำหนึ่งใจเดียวกัน การใหค้ วามร่วมมือในการ
กระทำสง่ิ ใดส่งิ หน่งึ ให้สำเร็จลุลว่ ง โดยคำนงึ ถงึ ประโยชนส์ ่วนรวม
7. ความมีระเบียบวนิ ยั หมายถงึ การควบคุมความประพฤตขิ องตนเองใหป้ ฏิบตั ไิ ด้อย่างถูกต้อง
เหมาะสมกบั จรรยามารยาททางสงั คม กฎ ระเบยี บ ขอ้ บงั คับกฎหมายและกฎศลี ธรรม
8. ความเสียสละ หมายถึง การลดละความเห็นแก่ตัวการแบ่งปันแก่คนที่ควรได้ด้วยทรัพย์สิน
กำลังกายและกำลงั ปญั ญา
9. ความประหยดั หมายถงึ การใชส้ ิ่งของหรอื ใชจ้ ่ายอย่างระมดั ระวังและเหมาะสม
10. ความยุติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตนด้วยความเที่ยงตรงการพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ
ต้องอยู่บนพืน้ ฐานของความจริง ไม่ลำเอียงเข้าขา้ งฝ่ายใดฝ่ายหนงึ่
11. ความเมตตากรุณา หมายถึง ความรักใคร่ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสขุ มีความสงสารเหน็ ใจ
ตอ้ งการให้เขาพน้ จากความทกุ ข์
รปู ความเสยี สละของบุคคลในสังคมไทย
(ท่ีมา : www.bloggang.com,utumpornpolice)
65
ความรทู้ ว่ั ไปเกี่ยวกับคา่ นิยม
ความหมายของคา่ นยิ ม
“ค่านิยม” (Value) นักวิชาการหลายทา่ นไดใ้ ห้ความหมายของคา่ นยิ มไว้ ดงั น้ี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
“ค่านิยม” เป็นความเชื่อหรือความรู้สึกนกึ คิดของบคุ คล มี พ.ศ. 2542 ค่านิยม น. สิ่งที่บุคคล
หรือสังคมยึดถือเป็นเครื่องช่วยตัดสินใจและกำหนดการกระทำช่วงระยะเวลาใ นการสร้างและดำเนิน
จนกลายเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคลให้แสดงออก โดยบุคคลที่มีค่านิยมท่ี
เหมอื นกันหรอื คลา้ ยกนั กจ็ ะรวมตวั กันเปน็ กลมุ่
“ค่านิยม” เป็นความคิดและพฤติกรรมของบุคคลในสังคมที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายอมรับ
มาปฏิบัติตามและหวงแหนไว้ระยะหนึ่ง ค่านิยมจึงเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ การประเมิน การเลือกและการ
ตัดสินใจของบุคคลว่าควรทำหรือไม่ควรทำ
ฤกษ์ชัย คณปการ (2539) ได้ให้ความหมายค่านิยม หมายถึง ความเชื่อของบุคคลส่วนใหญ่
ซึ่งเชื่อว่าสิ่งหนึ่งมีค่า มีความสำคัญและเป็นสิ่งท่ีปรารถนา การประพฤติปฏิบัติที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับน้ัน
ย่อมมีค่านิยมของสังคมแฝงอยู่ภายในหรือการประพฤติปฏิบัติที่บุคคลใดมีความพึงพอใจย่อมมีค่านิยม
ของบุคคลนั้นแฝงอย่ภู ายในเชน่ กนั
Rokeach ได้ให้ความหมายค่านิยมไว้ว่า “คือ รูปแบบของความเชื่อที่แต่ละคนยึดถือ
ว่าแต่ละคนควรจะปฏิบัติตนอย่างไรหรือสิ่งใดที่มีคุณค่าไม่มีคุณค่า ค่านิยมจะสัมพันธ์กับทุกสิงโดยทั่วไป
และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคล ค่านิยมเป็นมาตรฐานในการตัดสินใจว่าส่ิงใดเลวหรือดีและใช้ในการ ตัดสิน
พฤติกรรมของแตล่ ะบคุ คลด้วย”
Good ได้ให้ความหมายของค่านิยมว่า “เป็นเรื่องของความสนใจ เช่น ค่านิยมในศิลปะ
ก็เปน็ ความสนใจของผนู้ น้ั ซงึ่ ได้กล่ันกรองรสนิยมและพัฒนาอำนาจในตวั ของเขาต่องานศิลปะต่าง ๆ หรือผู้ที่ สนใจ
เกีย่ วกบั ช่างไมก้ ็กำหนดคุณคา่ ในดา้ นการใช้ประโยชนจ์ ากไม้” เปน็ ต้น
ค่านิยม หมายถึง ทัศนะของคนหรือสังคมที่มีต่อสิ่งของความคิดและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับความปรารถนา คุณค่าและความถกู ต้องของสังคมนัน้ ๆ เช่น ค่านิยมของคนไทยที่ถอื วา่ ความสงบสุขทางจติ ใจ
และการทำบุญให้ทานเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา การเคารพเชื่อฟังบิดามารดาและการกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่ ง
ท่คี วรยกย่อ
จากความหมายดังกล่าวพอสรุปได้ว่า ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่บุคคลพอใจ เป็นความเชื่อหรือ
ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ของบุคคลในสังคมที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าควรแก่การประพฤติปฏิบัติเพื่อให้
บรรลุเป้าหมายของตัวเองและสังคมโดยค่านิยมของบุคคลจะแฝงอยู่ภายในความคิด อารมณ์ ความรู้สึก
และเจตคติหรือพึงปรารถนาต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมายของสังคมและปลูกฝังให้สมาชิกของสังคมยึดถือ
เป็นเปา้ หมายในการดำเนินชีวติ
66
ทำบญุ ตักบาตร การใหท้ าน สำเร็จการศกึ ษา
รูปค่านิยมทดี่ ีในสงั คมไทย
(ท่ีมา : www.banmuang.co.th,www.bloggang.com,www.mind56.com)
ความสำคัญของคา่ นิยม
ค่านยิ มเปน็ ส่งิ สำคัญเพราะมีอิทธพิ ลตอ่ บุคคล ดงั นี้
1. ชว่ ยเสรมิ สร้างหลักศีลธรรม ซ่งึ บคุ คลจะใชใ้ นการพิจารณาการกระทำของตนอย่างมเี หตผุ ล
2. มีอิทธิพลเหนือบุคคลในการเลือกคบหาสมาคมกับบุคคลอื่น และเลือกกิจกรรมทางสังคมซึ่งตน
จะต้องเข้าไปร่วมด้วย
3. เป็นพื้นฐานของความเข้าใจเกี่ยวกับทัศนคติและแรงจูงใจของบคุ คลในสังคม
4. มีอิทธิพลต่อการรับรู้โดยทั่วไปค่านิยมจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทัศนคติ และมีอิทธิพลต่อการ
แสดงออก เป็นกระบวนการทางความคิดของบุคคลเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจและชี่นำให้บุคคลปฏิบัติอย่างใด
อยา่ งหนึง่
5. ทำหน้าที่เปน็ มาตรฐานหรือแนวทางใหบ้ ุคคลประพฤติปฏิบัติตามความสนใจกระตุ้นให้เกิดแรงจงู ใจ
ซง่ึ นำไปส่กู ารแสดงพฤติกรรมทส่ี อดคล้องกบั ค่านิยม
6. ชว่ ยให้บคุ คลกำหนดความคิดและแนวทางปฏบิ ัติตนไดอ้ ยา่ งถูกต้องเหมาะ
7. ชว่ ยใหบ้ คุ คลตัดสินใจวา่ ส่ิงใดผิดสิ่งใดถูก ดหี รอื ไมด่ ี มีคณุ ค่าหรือไม่มคี ุณคา่ ควรทำหรอื ไม่ควรทำ
8. ชว่ ยสร้างมาตรฐานและแบบฉบับจากการประพฤตปิ ฏิบตั ิของบุคคล
ค่านิยมย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาบางอย่างเสื่อมไปหรืออาจมีค่านิยมใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ซึ่งเกิด
จากการปรับสมดุลให้เหมาะสมกับสภาพสงั คม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครองที่เปลี่ยนไปค่านิยมไทยสมัยใหม่มี
ความเป็นสากลมากขึ้น เช่น นิยมยกย่องวัตถุ ชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ความเป็น อิสระ เชื่อมั่นตัวเองสูงชื่นชม
วฒั นธรรมตา่ งชาติ ละเลยวัฒนธรรมประเพณีของไทย
67
รูปคา่ นยิ มที่ควรแก้ไข
(ที่มา : fanthai.com)
ลกั ษณะของค่านยิ ม
แต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างด้านสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ค่านิยมของแต่ละประเทศจึงแตกต่างกันตามไปด้วย ค่านิยม
โดยทว่ั ไปจะมลี กั ษณะ ดังต่อไปนี้
1. เป็นค่านิยมที่บุคคลเลือกหรือยอมรับโดยไม่ได้ถูกบังคับ บุคคลมีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกหรือ
ยอมรบั คา่ นยิ มใดก็ไดท้ ีเ่ หน็ วา่ เหมาะสมควรคา่ แกก่ ารปฏบิ ัติ
2. เป็นค่านิยมทบ่ี ุคคลมีโอกาสเลอื กจากหลาย ๆ ตวั เลอื กไม่ใชเ่ พยี งตัวเลอื กเดยี ว
3. เป็นค่านิยมที่ได้รับการพิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบมีการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียและสร้างความ
พอใจให้มากท่ีสดุ แล้วจึงตดั สนิ ใจเลือกค่านยิ มนนั้
4. เป็นค่านิยมทบ่ี คุ คลยกย่องเทดิ ทูนและภาคภมู ใิ จ
5. เป็นค่านิยมทบ่ี ุคคลสามารถยอมรับได้อย่างเปิดเผยและพร้อมทจ่ี ะสนบั สนุนค่านยิ มน้นั
6. เป็นค่านยิ มทบี่ คุ คลยดึ ถือปฏิบตั ติ ามอยูเ่ สมอ ๆ โดยท่วั ไปคา่ นิยมแบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื
1. คา่ นิยมส่วนบคุ คล หมายถึง สง่ิ ท่ีตนสนใจ สง่ิ ทต่ี นปรารถนาจะได้เห็นหรือกลับกลายมาเป็นสิ่ง
ที่คนถือว่าเป็นสิ่งที่บังคับให้ต้องทำต้องปฏิบัติ หรือเป็นสิ่งที่คนบูชายกย่องและมีความสุขที่ได้เห็นได้ฟัง ได้เป็น
เจ้าของ
2. ค่านิยมของสังคม หมายถึง สิ่งที่บุคคลพอใจและคนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งดีงาม
เป็นระบบความชอบพิเศษที่คนในสังคมมีอยู่ เกิดจากการเรียนรู้จากสังคมในระดับต่าง ๆ
และมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมที่ควรค่าแก่การประพฤติปฏิบัติในสิ่งหรือสถานการณ์
ขณะน้ันซึง่ ก็จะกลายเปน็ ค่านิยมของสงั คมน้นั ๆ ต่อไป
เห็นได้ว่าค่านิยมมีลักษณะสำคัญ คือ เป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้เป็นความพอใจที่บุคคลสังคม
มีโอกาสเลือกและตัดสินใจว่าเป็นสิ่งที่ดี ควรค่าแก่การยอมรับและประพฤติปฏิบัติตามโดยคนส่วนใหญ่
ของสังคม
รปู ค่านิยมในสงั คมไทยสมัยใหม่
68
คา่ นิยมหลักของคนไทย 12 ประการ
นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำการยึดอำนาจและบริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22
พฤษภาคม 2557 ได้มมี ติเหน็ ชอบใหป้ ระกาศค่านิยมหลัก 12 ประการ เพ่อื เปน็ แนวทางการดำเนินชวี ิตโดยเฉพาะ
ในหมู่นักเรียน นักศึกษา เยาวชนและคนไทยทุกคน เพื่อปลูกฝังและกระตุ้นเตื อนให้ยึดถือ
และปฏบิ ตั ติ ามค่านยิ มที่ดีของสังคมไทย ดังต่อไปน้ี
1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ซอื่ สัตย์ เสียสละ อดทน
3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หม่ันศกึ ษาเลา่ เรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. รกั ษาวัฒนธรรมประเพณีไทย
6. มศี ลี ธรรม รักษาความสัตย์
7. เข้าใจเรยี นร้กู ารเป็นประชาธิปไตย
8. มีระเบยี บวนิ ยั เคารพกฎหมาย ผูน้ ้อยรู้จกั การเคารพผ้ใู หญ่
9. มีสตริ ้ตู วั รูค้ ดิ รู้ทำ
10. รูจ้ ักดำรงตนอย่โู ดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
11. มีความเขม้ แข็งทงั้ ร่างกายและจติ ใจ ไม่ยอมแพ้ตอ่ อำนาจฝ่ายต่ำ
12. คำนงึ ถึงผลประโยชนข์ องสว่ นรวม และของชาติมากกวา่ ผลประโยชน์ของตนเอง
ค่านิยมหลักหลัก 12 ประการ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ทุกหน่วยงานทุกครอบครัวและ
คนไทยทุกคน ยึดถือและปฏิบัติตามเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามให้กับ สังคม โดยบรรจุไว้ใน
หลักสูตรการเรียนการสอนในทุกระดับการศึกษา เป็นค่านิยมที่สอดคล้องกับหลักธรรมทางศาสนา
และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่การปฏิบัติ
อย่างเป็นรูปธรรม
กวาดลานวดั สรา้ งฝายชะลอน้ำ
รูปกิจกรรมจิตอาสา
69
การปลกู ฝงั และสรา้ งเสรมิ คุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มท่ีพงึ ประสงค์ มจี ติ อาสา และจิตใจ
ประชาธิปไตย
คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพงึ ประสงค์เปน็ สงิ่ สำคัญและจำเปน็ ต่อสังคมไทย เพราะสภาวการณ์ของ
โลกมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง มนุษย์ทุกคนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อความอยู่รอดกับการ
เปลี่ยนแปลงนั้น ๆ อย่างเหมาะสม รวมทั้งการดำเนินชีวิตการทำงานต้องมีการปรับเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดเวลา
คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์จึงเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังและเสริมสร้างให้เกิดขึ้น
ในสังคมไทย ไดแ้ ก่
ระดบั บุคคล ไดแ้ ก่
1. พ่อแม่ ควรทำหน้าที่ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ ให้แก่ลูก ๆ
เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวทีแก่ผู้มีพระคุณ ความเมตตากรุณาความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ความมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ เป็นต้น คุณธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้บุ คคลเป็นคนดี
ของสังคม ชว่ ยทำใหส้ งั คมและบ้านเมอื งมคี วามสงบสขุ และเจรญิ กา้ วหน้าอย่างยัง่ ยืน
2. ครูอาจารย์ ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีและทำหน้าที่อบรมสั่งสอนนักเรียนนักศึกษา
ปฏิบัติตนเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม ไม่ลักขโมยของผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ฯลฯ เพื่อให้ เด็กและ
เยาวชนเปน็ คนดีของสังคมตอ่ ไป
3. พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งในการอบรมส่ังสอนเผยแผ่ หลักธรรม
คำสอนของพระศาสดาทุกศาสนา ที่มีจุดมุ่งหมายให้ทุกคนเป็นคนดีของสังคม เมื่อสังคมมีแต่คนดีบ้านเมืองก็สงบ
สขุ มคี วามเจริญกา้ วหนา้ สบื ไป
4. ชนช้ันนำ บคุ คลสาธารณะ ไดแ้ ก่ บคุ คลท่สี งั คมให้การยอมรับนับถือ มีความประพฤติดีปฏิบัติ
ชอบบุคคลกลุ่มนี้ควรมีบทบาทสำคัญในการช่วยประชาสัมพันธ์หรือกระทำตนเป็นตัวอย่างที่ ดี
เช่น ดารานักแสดง นักร้องที่มีชื่อเสียงควรออกมา ช่วยกันรณรงค์ต่อต้านการใช้ยาเสพติด การระดมทุนบริจาค
ช่วยเหลือผปู้ ระสบภัย ฯลฯ อนั เปน็ การแสดงถงึ การมจี ิตท่เี ป็นกศุ ลและอาสาช่วยเหลอื สงั คม
ระดับชมุ ชนทอ้ งถ่ิน
ผู้นำชุมชนทุกคน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกเทศมนตรี ฯลฯ บุคคลกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญ
ในการปลูกฝัง ส่งเสริมให้สมาชิกในท้องถิ่นทุกคนเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ จัดหาทุน
สนับสนุนให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี เช่น เป็นเด็กกตัญญูดูแลพ่อแม่ มีความ ซื่อสัตย์สุจริตเก็บ
สง่ิ ของมคี ่าแล้วนำส่งคนื เจา้ ของ เปน็ ต้น
ระดับองค์กรและประเทศชาติ ไดแ้ ก่
1. องค์กรภาคเอกชน ควรมบี ทบาทสำคญั ในการส่งเสริมและรณรงค์ ให้พนกั งานและบุคลากรใน
หน่วยงานและองค์กรทุกคนเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์ เช่น มีการ
คัดเลือกบุคลากรที่ทำงานด้วยความขยันอดทนวิริยะอุตสาหะหรอื การคัดเลือกบุคคลทีค่ วามดีเพื่อเป็นตัวอย่างแก่
บุคคลอื่น ๆ ต่อไป มีความซื่อสัตย์เป็นพนักงานดีเด่นขององค์กร เป็นต้น มีการให้รางวลั และเกียรติบัตรยกย่องแก่
ผกู้ ระทำ
2. องค์กรสื่อมวลชน ควรมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์ นำเสนอข้อมูลประวัติของบุคคล
ที่กระทำความดีต่าง ๆ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ในการทำความดีนัน้ ๆ เพื่อให้ผู้อื่นเกิดความตระหนักและภาพของการ
ทำความดีนั่นเอง มีทัศนคติที่ดีในการเป็นคนดีของสังคมในโอกาสต่อไป โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน
เมื่อเขาไดร้ ับรแู้ ละเหน็
3. องค์กรภาครฐั จะต้องเปน็ หนว่ ยงานหลักในการกำหนดนโยบายการสร้างบุคลากรท่ีเป็นคนดีมี
คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมทีพ่ ึงประสงค์ใหแ้ ก่สงั คม เช่น จัดงบประมาณให้แก่องค์กร หน่วยงานภาครัฐนำไป
จัดทำโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษาทุกแห่ง หรือโครงการพัฒนาสังคมด้วยการปลูกจิตสำนึก
โครงการจิตอาสาตา่ ง ๆ อกี มากมาย ซึง่ จะตอ้ งมีการดำเนนิ งานอยา่ งตอ่ เน่ือง
(1) พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น คือ การยกระดับรายได้ส่วนบุคคลให้มากขึ้น
ใหส้ ามารถมเี งินซื้อเครื่องอปโภคบรโิ ภคที่ดขี ้ึน ยอ่ มส่งผลถงึ สขุ ภาพอนามัยและความเปน็ อยู่ท่ดี ีของประชาชนตาม
ไปดว้ ย
(2) ส่งเสริมค่านิยมความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมเห็น
ความสำคัญของทั้งสามสถาบัน เช่น การปลูกฝังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ความสำคัญของศาสนาและพระ
ราชกรณียกิจของมหากษัตริยาธิราชย์ทุกพระองค์ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทท่ี รงพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยตลอดมาจนถึง ปจั จุบนั เพอ่ื ให้คนไทยตระหนักและเกิด
จิตสำนกึ ในพระมหากรณุ าธคิ ุณของพระองค์อย่างหาทสี่ ดุ มิได้
(3) จัดกิจกรรมส่งเสริมและเผยแพร่พระบรมราโชวาทที่เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม
และค่านิยมที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ชาวไทยเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี
หรือการเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ตลอดเวลาท่ีผ่านมา เพื่อให้คน ไทย
ศึกษา เกิดความเข้าใจและประพฤติปฏิบัติตนตามพระบรมราโชวาท ที่ทรงเตือนสติให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตท่ี
ควรยดึ ถือเป็นแบบอย่างที่ดใี นการใช้ชีวติ อย่างมีความสุข เกิดความสงบรม่ เย็นท้ังต่อตนเองและสังคมประเทศชาติ
สบื ไป
(4) ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง ให้ความรู้แก่พ่อแม่มือใหม่เพื่อเตรียม
ความพรอ้ มก่อนการมีบุตรและเลย้ี งดูบุตรได้อยา่ งมคี ุณภาพ ซ่งึ จะทำใหส้ ถาบันครอบครัวทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
โดยพ่อแม่ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี รู้หน้าที่ มีศีลธรรม มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคมส่วนรวม
เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็นและปฏิบัติตาม ถ้าลูกกระทำความผิดก็ต้องลงโทษ และอบรมสั่งสอนให้ลูกรู้ผิด
ชอบชว่ั ดีเพอ่ื จะไดไ้ มก่ ระทำผดิ ซำ้ อีก
(5) ปลูกฝังและส่งเสริมการนำหลักธรรมทางศาสนาลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
และจริงจังในทุกองค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านความและ
ค่านิยมที่ดีให้เกิดขึน้ ในคนไทยอย่างชัดเจน เช่น ความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ และผู้มีพระคณุ
ความมัธยัสถ์ ประหยัดและอดออม เหล่านี้ล้วนเป็นคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ที่ควรส่งเสรมิ ให้
เกดิ ข้ึนในสงั คมไทยตลอดไป
70
(6) ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนด้วยการนำหลักธรรมทางศาสนา หลักคุณธรรม
จรยิ ธรรมเป็นยุทธศาสตรส์ ำคญั ในการสร้างคนดีมีคณุ ธรรม มากกวา่ การสรา้ งบุคคลทีม่ ุ่งเน้นวตั ถุนยิ ม เชน่ ทุกวันนี้
ทำใหท้ ุกคนมุ่งแต่จะแข่งขันกันแย่งชิงโหยหาวัตถุสิ่งของทรัพย์สนิ เงินทอง ความร่ำรวยกันอย่าง บ้าคลังไม่คำนึงถึง
วิธีการและความถูกต้องของการได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการสอนใหม่อย่าง
เร่งดว่ น
(7) สร้างแรงจูงใจและสนับสนุนให้คนทำความดีมากข้ึน เช่น บุคคลใดกระทำความดีกค็ วรยก
ยอ่ งประกาศเกียรติคณุ และมอบรางวลั เพ่ือเปน็ ขวัญและกำลังใจในการกระทำความดีตอ่ ๆ ไป และยังสามารถเป็น
แบบอย่างทด่ี แี ก่บคุ คลอืน่ ๆ ได้อกี ดว้ ย
(8) จัดกิจกรรมส่งเสริมการทำความดีทั้งภายในครอบครัว ชุมชน สังคมและระดับประเทศ
เช่น เมื่อลูกกระทำความดีพ่อแม่ก็ควรแสดงความชื่นชม และให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ลูก เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
ใหแ้ ก่ลูก รวมท้ังในสถานศึกษา ในหน่วยงานองค์กรตา่ งๆ กเ็ ช่นเดียวกนั เพอ่ื ร่วมกนั สร้างสรรค์และเพิ่มจำนวนคน
ดี ๆ ใหแ้ กส่ ังคมและประเทศชาติต่อไป
จะเห็นได้ว่าการปลูกฝังและสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ มีจิตอาสาและจิตใจ
ประชาธปิ ไตย ให้เกิดข้ึนในสังคมไทยนั้น เปน็ หนา้ ทขี่ องทกุ ภาคส่วนท่ีเก่ยี วข้องไมว่ ่าจะเปน็ ครอบครัว สถานศึกษา
ครูอาจารย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและคนไทยทุกคน ที่จะต้อง
ร่วมมือ ร่วมใจรวมพลังกันทุกวิถีทางที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติ และรณรงค์ทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและ
ทั่วถึง ทุกคนและทุกระดับ เพราะคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์นั้นจะมีส่วนสำคัญในการช่วย
เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่คนไทยทุกคน สถาบันครอบครัวและทุกสถาบันของสังคม เพื่อให้ประเทศไทย เกิด
ความเข้มแข็งมั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง เพราะสังคมไทยมีแต่คนดีที่สร้างแต่ความดี
งามและความดีงามเหล่านั้นจะสร้างความสุขความเจริญให้แก่สังคมและประเทศชาติอย่าง มั่นคง
และย่งั ยนื สบื ไป
71
4 การวัดประเมินผลคุณลักษณะของผ้เู รียน
ตามค่านิยมท่ีพึงประสงค์ มีจิตอาสา
และจิตใจประชาธิปไตย
การวัดประเมนิ ผลคุณลักษณะของผู้เรยี น
ตามคา่ นยิ มท่ีพึงประสงค์ มจี ิตอาสาและจติ ใจประชาธปิ ไตย
การวัดประเมินผลคณุ ลักษณะของผ้เู รยี นตามค่านยิ มหลัก 12 ประการ
➢ 1. มคี วามรักชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์
การประพฤติปฏิบัตติ นทแ่ี สดงถงึ ความสำนกึ และภาคภูมิใจความเปน็ ไทยปฏบิ ัตติ ามหลกั ศาสนา
ท่ตี นนบั ถือ และจงรักภกั ดีต่อสถาบันพระมหากษัตรยิ ์
แนวทางดำเนนิ การกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้เกดิ ค่านยิ ม
1. จัดกจิ กรรมวนั สำคญั ของชาติ ร่วมรอ้ งเพลงชาติ หนา้ เสาธงทกุ เชา้ ด้วยความภาคภูมิใจ
2. การการปฏิบัติตนตามหลักธรรมศาสนาที่ตนนับถือ, การสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย (เพื่อระลึกถึง
พระคุณ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ)์ สวดดุอารต์ ามหลักศาสนาอสิ ลาม (เพ่ือรำลกึ ถงึ พระเจ้า)
3. เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ เข้าร่วมกิจกรรมวันสำคัญเกี่ยวกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์ เชน่ วันเฉลมิ พระชนมพรรษา วนั จกั รี วันปิยมหาราชเป็นตน้
4. การเข้าคา่ ยคุณธรรม
5. จดั กิจกรรมอืน่ ๆ หรือส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนเข้ารว่ มกจิ กรรม ท่ี กอ่ ให้ เกดิ ความภาคภู มใิ จในสถาบัชาติ
ศาสนา พระมหากษตั ริย์
พฤติกรรมที่พงึ ประสงค์/ตัวช้ีวดั ความสำเรจ็
1. เข้าร่วมกิจกรรมที่แสดงความรักชาติ - ร้องเพลงชาติหน้าเสาธง - หยุดยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ -
ร่วมกิจกรรมปฏญิ าณตน
2. เข้าร่วมกิจกรรมที่แสดงออกถึงการเป็นศาสนิกชนที่ดี - สวดมนต์ - ดุอาร์ - ละหมาด - ประพฤติ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนศาสนาที่ตน นบั ถอื - เขา้ ร่วมกิจกรรมทีเ่ ก่ยี วเนื่องกับวนั สำคัญทาง ศาสนาที่ตนนับ
ถอื
3. เข้าร่วมกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ - เข้าร่วมกิจกรรมวันพ่อ วันแม่ - เข้าร่วมกิจกรรม
วันอ่นื ๆ ท่เี ก่ยี วข้องกับสถาบัน พระมหากษตั ริย์ - จัดนิทรรศการ
4. เข้ารว่ มกิจกรรมคา่ ยคณุ ธรรมทีจ่ ดั โดยสถานศึกษา หรือหนว่ ยงานอื่น ๆ
5. ประพฤตติ นเป็นคนดีของโรงเรียน ชมุ ชน สังคมและ ประเทศชาติ
72
➢ 2. ซอ่ื สัตย์ เสยี สละ อดทน มี อดุ มการณ์ในสงิ่ ทีด่ งี ามเพ่ือ ส่วนรวม
การประพฤติปฏิบัติตนที่แสดงถึงการยึดมั่นในความถูกต้อง ประพฤติตรงตามความเป็นจริงต่อ
ตนเองและผู้อื่น ละความเห็นแก่ตัว รู้จักแบ่งปันช่วยเหลือสงั คมและบุคคลที่ควรให้ รู้จักควบคุมตัวเองเมื่อประสบ
กบั ความยากลำบากและสิง่ ทีก่ ่อใหเ้ กดิ ความเสียหาย
แนวทางดำเนนิ การกิจกรรมที่สง่ เสริมให้เกดิ ค่านิยม
1. การกลา่ วคำปฏิญาณตนหน้าเสาธง
2. จัดกิจกรรมส่งเสริมการนำหลักธรรมมาบูรณาการกับ ชีวิตประจำวัน เน้นความซื่อสัตย์ อดทน
ความเสยี สละ ผ่านพฤตกิ รรมทางกาย วาจา ใจ ต่อตนเอง เชน่ การไม่ ถอื เอาของคนอ่ืนเปน็ ของตน การปฏิบัติต่อ
ผอู้ ืน่ ด้วย ความซอื่ ตรง ไมห่ าผลประโยชน์
3. กจิ กรรมจติ อาสา
4. กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี
5. การยกย่อง เชิดชูเกยี รติบุคคลท่ีทำความดี
พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค/์ ตัวช้ีวดั ความสำเร็จ
1. ไมล่ กั ขโมย คดโกง เอาสิ่งของและทรัพยส์ นิ ของผูอ้ นื่ และของสว่ นรวม
2. ไมพ่ ดู จาโกหก หลอกลวงผอู้ ่นื
3. เสียสละทรัพย์สิน แรงงาน เพอื่ คนอ่ืนและสว่ นรวม
4. มีความอดทด อดกลน้ั ต่อสิง่ ยั่วยทุ ีผ่ ิด
5. ไม่เป็นนักเลง อนั ธพาล ก่อกวนผอู้ น่ื
➢ 3. กตัญญตู ่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
การประพฤติที่แสดงถงึ การรู้จักบุญคุณ ปฏบิ ัติตามคำสง่ั สอน แสดงความรัก ความเคารพ ความเอา
ใจใส่ รกั ษาช่ือเสียง และตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ ผปู้ กครอง และครอู าจารย์
แนวทางดำเนินการกจิ กรรมท่ีส่งเสริมใหเ้ กิดค่านยิ ม
1. การจัดกิจกรรมวนั สำคัญทแี่ สดงถงึ ความกตญั ญตู ่อบคุ คล เชน่ วันไหวค้ รู วนั แม่ วนั พ่อ วนั ครอบครัว
ฯลฯ
2. การจัดกจิ กรรมส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี น/นกั ศกึ ษา ไดป้ ฏิบัติและทำกจิ กรรมปลูกฝงั ค่านยิ มความกตัญญูใน
วถิ ชี ีวติ เชน่
2.1 การสอนให้นักเรียน/นกั ศึกษา ยกน้ำด่ืมให้พ่อแม่ ครูอาจารย์ แขกผู้ใหญ่
2.2 มีนำ้ ใจช่วยถอื ของ สิ่งของ สมั ภาระ
2.3 การช่วยทำงานบ้านตามกำลังของนักเรยี น/นักศกึ ษา
2.4 การชนื่ ชมให้กำลงั ใจนักเรยี น/นกั ศึกษา
2.5 การแสดงความรสู้ ึก การแสดงความคดิ เหน็
3. จัดกิจกรรมการเรียน รู้จากนิทาน เพลง สื่อ สถานการณ์การเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อปลูกฝังค่านิยม
ความกตัญญู
4. จัดกิจกรรมเสริมสร้างความกตัญญู เช่น การจัดป้าย นิเทศ การมอบเกียรติบัตร ยกย่องเชิดชูเกียรติ
คนดี ของเรา
73
5. การสังเกตพฤติกรรม การปฏบิ ตั ิตนเป็นลูกท่ดี ี นักเรียนทด่ี ี คนดีของสังคม
พฤติกรรมที่พงึ ประสงค/์ ตัวชว้ี ดั ความสำเร็จ
1. แสดงความเคารพต่อพ่อแมแ่ ละผู้ปกครองอย่าง เหมาะสม
2. แสดงความเคารพต่อครูอาจารย์และผใู้ หญอ่ ย่าง เหมาะสม
3. แสดงออกถึงความมนี ้ำใจ ช่วยเหลืองานพ่อแม่ ผปู้ กครอง ครอู าจารย์เหมาะสมตามวยั
4. ไมแ่ สดงความก้าวรา้ ว เกลียดชังตอ่ พอ่ แม่ ผปู้ กครองและญาตผิ ู้ใหญ่
5. ไม่แสดงความก้าวร้าว เกลยี ดชังต่อครูอาจารย์
➢ 4. ใฝห่ าความรู้ หม่นั ศกึ ษา เลา่ เรียนทัง้ ทางตรงและทางอ้อม
การประพฤติปฏบิ ตั ติ นทีแ่ สดงถึงความตงั้ ใจเพยี รพยายามในการศกึ ษาเล่าเรียน แสวงหาความรู้ทั้ง
ทางตรงและทางออ้ ม
แนวทางดำเนนิ การกจิ กรรมที่ส่งเสริมให้เกดิ ค่านยิ ม
จดั กิจกรรมการเรียนรูใ้ นและนอกห้องเรียน โดยเนน้ กิจกรรมการรกั การอา่ น กิจกรรมห้องสมดุ มีชวี ิต
1. การมอบหมายงาน/หน้าทท่ี ไ่ี ด้รบั มอบหมาย
2. การใชเ้ วลาว่างให้เกิดประโยชน์
3. การศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรใู้ นและนอก ห้องเรียนในรูปแบบทห่ี ลากหลาย
4. การเลือกใช้สอ่ื ท่ีเหมาะสมกับวยั เช่น หนังสือ สอ่ื สงิ่ ตีพิมพ์ เอกสาร วดี ที ัศน์ อนิ เทอร์เน็ต
5. การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ระหวา่ งเพื่อน
พฤติกรรมที่พึงประสงค/์ ตวั ชีว้ ัดความสำเรจ็
1. ทำงานทีค่ รูมอบหมายจนสำเรจ็ ตามเวลาท่ีกำหนด
2. ใชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์ ศกึ ษาคน้ คว้าหรืออ่าน หนังสอื อย่างสม่ำเสมอ
3. สามารถสืบค้น แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ ในและนอกห้องเรียน ในรปู แบบที่หลากหลาย
4. เลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับวัย เช่น หนงั สอื สง่ิ พิมพ์ เอกสาร วดี ิทศั น์ อนิ เตอร์เน็ต
5. เอาใจใส่การเรยี น ทบทวนบทเรียน หรอื แลกเปลีย่ น เรียนรูร้ ะหวา่ งเพ่ือน
➢ 5. รักษาวัฒนธรรมประเพณไี ทย อันงดงาม
การปฏิบัติตนที่แสดงถึงการเห็นคุณค่า ความสำคัญ ภาคภูมใจ อนุรักษ์ สืบทอดวัฒนธรรมและ
ประเพณไี ทยอันดงี าม
แนวทางดำเนนิ การกิจกรรมที่สง่ เสริมใหเ้ กิดค่านยิ ม
1. กำหนดให้บุคลากรในสถานศกึ ษาแต่งกายชดุ นยิ มไทย สปั ดาหล์ ะ 1 วัน
2. จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ท้องถิ่นและของชาติไทย เน้นการมีส่วนร่วมในการทำ
กิจกรรม เชน่ วันเขา้ พรรษา วนั ลอยกระทง กวนอาซูรอ เมาลิด การละศีลอด
3. การฝึกมารยาทไทยแก่นักเรียน/นักศึกษาเช่น การรับประทาน อาหาร การแสดงความเคารพบุคคล
ตา่ ง ๆ การมสี มั มาคารวะ
4. จัดกิจกรรมวันภาษาไทย ทปี่ ลกู ฝงั การใชภ้ าษาไทย ทถี่ ูกต้อง การใชเ้ ลขไทยท่ีถูกต้อง
5. มสี ่วนร่วมในการสบื ทอดภูมปิ ญั ญาไทย เช่น การนำความรู้ไปใชแ้ ละขยายผลแกค่ นอน่ื
74
พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค/์ ตัวช้ีวัดความสำเรจ็
1. เขา้ ร่วมกิจกรรมทางวฒั นธรรม ประเพณีท้องถ่นิ และประเพณีไทยอย่างสม่ำเสมอ
2. รว่ มอนรุ ักษ์ สืบสานตอ่ วฒั นธรรมประเพณีตาม ความสนใจไดเ้ หมาะสมตามวยั
3. มกี รยิ ามารยาท ทเ่ี รยี บร้อย เหมาะสม
4. ใชภ้ าษาไทยในการสอื่ สารได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม
5. สามารถแสดงออก เข้าใจ หรือร่วมสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น/ภูมิปัญญาไทย
ตลอดจนนำ ความรไู้ ปใช้และขยายผลแกผ่ ูอ้ ่นื
➢ 6. มีศลี ธรรม รักษาความสตั ย์ หวงั ดีต่อผู้อน่ื เผ่อื แผแ่ ละแบ่งปนั
การประพฤติปฏิบัติตน โดยยึดมั่นในคำสัญญา มีจิตใจโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ช่วยได้
ทัง้ กำลงั ทรัพย์ กำลังกาย และกำลังสตปิ ญั ญา
แนวทางดำเนนิ การกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้เกดิ ค่านิยม
1. จัดกิจกรรมสง่ เสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เน้นการนำหลกั ธรรมบูรณาการกบั การจัดการ
เรยี น การสอนให้เป็นวถิ ีชวี ติ เชน่ กิจกรรมตามแนวทาง โรงเรยี นวถิ พี ุทธ เนน้ การน าหลักธรรมไปใชใ้ นการ ปฏิบัติ
ตนที่เหมาะสม เช่น การสวดมนต์ การทำสมาธิ การปฏิบัติตนตามศีล 5 กิจกรรมตามแนวทางหลัก ศาสนาอิสลาม
เช่น การละหมาด ถือศีลอด
2. การอบรมบ่มเพาะนิสัยที่ดีแก่นักเรียน/นักศึกษา หน้าเสาธง ในและนอกห้องเรียน ผ่านเพลง นิทาน
คณุ ธรรม สื่อตา่ ง ๆ
3. กจิ กรรมบนั ทกึ ความดี, กจิ กรรมของหายได้คืน
4. การปฏิบตั ิตนตามขอ้ ตกลงของสถานศึกษาชมุ ชน สงั คม
5. การจดั คา่ ยคณุ ธรรม/จริยธรรม
พฤติกรรมที่พงึ ประสงค์/ตวั ชว้ี ัดความสำเรจ็
1. ปฏบิ ตั ิตนตามศลี ธรรมอนั ดงี าม เหมาะสมตามวยั
2. รักษาความสตั ยแ์ ละเกยี รติยศศกั ดิ์ศรขี องตนเอง ครอบครัว และสถาบนั ได้เหมาะสมตามวัย
3. ใหค้ วามช่วยเหลือ แบง่ ปนั สิ่งของเคร่อื งใชต้ อ่ เพื่อน และผู้อน่ื เหมาะสมตามวยั
4. ปฏิบตั ติ นตามกฎระเบียบของสถานศึกษา ชุมชน สงั คม
5. ร่วมกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ในสถานศึกษา เช่น กิจกรรมสถานศึกษา วิถีพุทธ
คา่ ยจรยิ ธรรม
➢ 7. เขา้ ใจเรียนร้กู ารเป็น ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ ทรงเป็นประมุขทถ่ี ูกต้อง
การแสดงถึงการมีความรู้ ความเขา้ ใจ ปฏิบตั ิตนตามหน้าทแ่ี ละสิทธิของตนเอง เคารพสทิ ธิของผู้อ่ืน
ภายใตก้ ารปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
แนวทางดำเนนิ การกิจกรรมที่สง่ เสริมใหเ้ กดิ ค่านิยม
1. จัดกจิ กรรมส่งเสรมิ ความเปน็ พลเมืองในวิถีประชาธปิ ไตย
- การเคารพสิทธขิ องตนเองและผู้อน่ื
- การปฏบิ ัตหิ นา้ ทต่ี ามบทบาทของตน
- การแสดงความรบั ผิดชอบต่อสว่ นรว่ ม
75
- กจิ กรรมสภานักเรียน/นกั ศึกษากิจกรรมลูกเสือเนตรนารี ยวุ กาชาด ผบู้ ำเพญ็ ประโยชน์
2. การส่งเสริมให้นักเรียน/นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริม ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็น
ประมขุ
3. จดั กิจกรรมคา่ ยบรู ณาการ เน้นการอยรู่ ่วมกัน การปฏิบตั ิ ตนตามบทบาทหนา้ ที่การทำงานกลุ่ม การ
นำเสนอผลงาน
4. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาหน้าที่พลเมอื ง ตามจุดเน้น 5 ข้อ ได้แก่ ความเป็นไทย รักชาติยึด
มั่นศาสนา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ พลเมืองดีในระบอบ ประชาธิปไตย ความปรองดองสมานฉันท์ และมี
วินัยในตนเองให้ครอบคลุมและเน้นการฝกึ ปฏบิ ัติ
5. การสง่ เสริมให้นักเรยี นเขา้ ร่วมกจิ กรรมทสี่ ง่ เสรมิ ความสามัคคี ปรองดอง
พฤติกรรมท่ีพึงประสงค์/ตัวชว้ี ดั ความสำเร็จ
1. รว่ มกิจกรรมสง่ เสรมิ ประชาธิปไตยในระดบั โรงเรยี น /สถาบัน เชน่ สภานกั เรยี น/สภานกั ศึกษา
2. เขา้ ร่วมกจิ กรรมการรณรงค์/จดั นิทรรศการ สง่ เสรมิ ประชาธปิ ไตย ในระดับสถานศึกษาและสังคม
3. แสดงความคดิ เห็นอยา่ งมีเหตผุ ลและยอมรับความ คิดเหน็ ของผู้อน่ื
4. ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎ กติกา และระเบียบของ สถานศึกษา ห้องเรียน หมู่คณะ และองค์กรได้
เหมาะสมตามวยั
5. เขา้ รว่ มกจิ กรรมที่สง่ เสริมความสามัคคี
➢ 8. มรี ะเบียบวนิ ยั เคารพกฎหมาย ผู้นอ้ ยร้จู กั เคารพผใู้ หญ่
การปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายไทย มีความเคารพและ
นอบนอ้ มตอ่ ผใู้ หญ่
แนวทางดำเนินการกจิ กรรมที่ส่งเสรมิ ให้เกดิ ค่านิยม
1. จัดกิจกรรมเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ ตัวอย่าง เช่น การเข้าแถวตามลำดับ การแสดง
กิริยาที่ เหมาะสมต่อบุคคลและสถานที่ การตรงต่อเวลา ปฏิบัติกิจกรรม การแสดงความเคารพบุคคลในระดับ
ตา่ งๆ อย่างถกู วธิ ี
2. สง่ เสริมใหม้ ีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกา ข้อตกลงรว่ มกนั ของครอบครวั หอ้ งเรียน สถานศึกษา
สังคม เช่น ทิง้ ขยะในถัง การแตง่ กายใหถ้ ูกตอ้ งตาม ระเบียบ
3. กจิ กรรมย้ิมไหว้ ทกั ทาย นอ้ งไหวพ้ ่ี พ่ีรับไหว้น้อง
4. จดั กจิ กรรมลกู เสือ เนตรนารีอย่างต่อเนอ่ื งเพ่ือ บ่มเพาะระเบยี บวนิ ยั
5. กจิ กรรมบรู ณาการความมีวินยั ผ่านหนังสอื อ่าน เพ่ิมเติม เพลงคณุ ธรรม นิทานคุณธรรมเพื่อปลูกฝัง
จิตสำนกึ
พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์/ตัวชี้วดั ความสำเรจ็
1. จัดเก็บสิง่ ของเคร่ืองใชส้ ่วนตนและส่วนรวม เป็นระเบียบเรียบรอ้ ยเสมอ
2. แตง่ กายสะอาดเปน็ ระเบียบเรียบร้อย และเหมาะสม ถูกต้อง ตามกาลเทศะ
3. แสดงกริยามารยาท และวาจา ทเ่ี หมาะสมต่อบคุ คล และสถานท่ี
4. ปฏิบัตติ ามข้อตกลง ระเบียบและกฎหมายได้ เหมาะสมตามวัย
5. เคารพเชอ่ื ฟังพอ่ แม่ ครอู าจารย์ และผใู้ หญ่
76
➢ 9. มีสติ รตู้ วั รคู้ ิด รู้ทำ ปฏิบตั ิตาม พระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั
การประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำอย่างรอบคอบ ถูกต้องเหมาะสม และน้อมนำพระ
ราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวมาเป็นหลักปฏบิ ัตใิ นการดำเนนิ ชีวิต
แนวทางดำเนินการกจิ กรรมที่สง่ เสริมให้เกิดค่านิยม
1. กิจกรรมฝกึ สมาธิแก่นักเรียน/นกั ศกึ ษา
2. การน้อมนำหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงสู่การปฏิบัติ จนเป็นวถิ ีชวี ติ
3. การจดั คา่ ยคุณธรรม
4. การมอบหมายงานให้นกั เรียนรับผิดชอบและทำงาน ด้วยความตัง้ ใจ ใส่ใจ และมีการปรับปรุงพัฒนา
งาน
5.การอบรมนกั เรียน/นักศึกษา หรอื นำเขา้ สู่บทเรยี น ก่อนจัดกระบวนการเรียนรู้ทุกวัน
พฤติกรรมที่พงึ ประสงค/์ ตัวชว้ี ดั ความสำเรจ็
1. น้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบตั ิในชวี ิตประจำวนั
2. มีสติ ควบคุมอารมณ์ตนเองได้อยา่ งเหมาะสม
3. คิดและแกป้ ญั หาได้ด้วยเหตผุ ล
4. ทำงานดว้ ยความตงั้ ใจ ใส่ใจ มกี ารปรับปรงุ พฒั นางาน
5. ปฏบิ ตั ิตนเปน็ คนดสี ม่ำเสมอ
➢ 10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง ตาม พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยหู่ วั รจู้ กั อดออมไว้ใช้ เม่ือยามจ าเปน็ มไี วพ้ อกินพอใช้ ถา้ เหลอื กแ็ จกจา่ ยจำหนา่ ย และ
พรอ้ มท่ีจะขยายกิจการเมอ่ื มคี วาม พรอ้ ม เมื่อมีภูมคิ ุ้มกันทีด่ ี
การดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มีความรู้ มีคุณธรรม และปรับตัว
เพือ่ อยู่ในสงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสุข ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั
แนวทางดำเนินการกจิ กรรมท่ีสง่ เสรมิ ให้เกดิ ค่านยิ ม
1. จดั ให้มมี ุม ป้ายนเิ ทศ แหลง่ เรียนรู้เก่ียวกับหลัก ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
2. สถานศึกษามกี ารน้อมนำหลกั 3 ห่วง 2 เงื่อนไขสู่ การปฏบิ ัตทิ ั้ง 5 ดา้ น คอื ด้านบรหิ ารจดั กาด้าน
การจดั กระบวนการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ ดา้ นกจิ กรรม พัฒนาผเู้ รียน ดา้ นการพฒั นาบุคลากร และดา้ นผลที่ เกิดกบั
สถานศกึ ษา นกั เรียน/นักศกึ ษา
3. การปฏบิ ตั ิตนท่ีเหมาะสมกับบทบาท หน้าท่ี มีความ พอประมาณ มีความรู้ เช่น การใช้ทรัพย์สิของ
ใช้ อย่างประหยดั คมุ้ ค่า การใชเ้ วลาทเี่ หมาะสม
4. จดั กจิ กรรมเสริมรายได้ระหวา่ งเรยี น
5. ฝึกให้นักเรียน/นักศึกษา ถอดบทเรียน โดยนำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไขจากการได้ร่วมกิจกรรมการ
เรียนรู้
พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์/ตวั ชว้ี ัดความสำเรจ็
1. ปฏบิ ัตติ นตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2. เปน็ คนมเี หตุมีผล ไมใ่ ช้อารมณ์ตดั สนิ ปญั หา
3. เป็นคนมคี วามพอประมาณแกต่ นเองในการใชจ้ า่ ย ไม่ฟุม่ เฟอื ย ประหยดั อดออม
77
4. วางแผนการใช้จา่ ย และการหารายไดเ้ หมาะสม ตามวัย
5. เข้ารว่ มกจิ กรรมของสถานศกึ ษาที่สง่ เสรมิ การนำปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง เชน่ สหกรณ์ ธนาคาร
➢ 11. มีความเขม้ แขง็ ทง้ั ทางรา่ งกาย และจติ ใจ ไมย่ อมแพต้ ่ออ านาจ ใฝต่ ่ำหรอื กิเลส มคี วาม
ละอาย เกรงกลัวต่อบาปตามหลักของ ศาสนา
การปฏบิ ัติตนใหม้ ีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคภยั และมจี ิตใจทีเ่ ขม้ แขง็ มีความละอาย
แนวทางดำเนินการกจิ กรรมที่ส่งเสรมิ ให้เกิดค่านยิ ม
1. สง่ เสริมจัดกิจกรรม กฬี า นนั ทนาการ อย่างเหมาะสม
2. จดั กิจกรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จริยธรรม การปฏบิ ัติ ตนตามหลักศาสนาทต่ี นนับถือ
3. ส่งเสริมการปฏิบตั ิตนตามกฎระเบียบของสถานศึกษา และสถาบนั ทางสังคม
4. จัดกิจกรรมรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเดิน รณรงค์ ต่อต้านยาเสพติด การจัดป้ายนิเทศ
ประชาสัมพนั ธ์
5. การเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย เช่น เพลง นิทาน วีดีทัศน์ สถานการณ์ เพื่อพัฒนากระบวนการคิด
อยา่ ง มเี หตุผล บนพน้ื ฐานความถกู ตอ้ ง
พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์/ตวั ช้ีวดั ความสำเรจ็
1. มนี ำ้ หนกั สว่ นสงู และสมรรถภาพทางกายผา่ นเกณฑ์ มาตรฐานเด็กไทย
2. ไมก่ ระทำผดิ กฎระเบียบของสถานศกึ ษาและกฎหมาย
3. ประพฤติตามหลักศาสนาท่ตี นนับถือ
4. ไม่ยุ่งเกยี่ วกบั สิ่งเสพตดิ ทุกชนดิ
5. เขา้ รว่ มกิจกรรมกีฬา/นันทนาการ ท่ีโรงเรยี น/ สถานศึกษาจดั
➢ 12. คำนงึ ถงึ ผลประโยชน์ของ ส่วนรวม และของชาติมากกวา่ ผลประโยชน์ของตนเอง
การปฏิบัติตนและให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และประเทศชาติยอม
เสยี สละประโยชน์สว่ นตนเพอื่ รักษาประโยชนข์ องส่วนรวม
แนวทางดำเนนิ การกจิ กรรมที่สง่ เสริมใหเ้ กิดค่านิยม
การจัดกจิ กรรมสรา้ งจิตสำนึกใหน้ กั เรยี นทำความดี ดังน้ี
1. การรว่ มกันทำความสะอาดบรเิ วณสถานศึกษา, ศาสนสถาน,กิจกรรม 5ส., Big Cleaning Day
2. จดั กจิ กรรมเรยี นรูผ้ ่านโครงงานคุณธรรมสำนึกดี
3. กิจกรรมอนุรกั ษพ์ ลงั งานและสงิ่ แวดล้อม, ปลูกต้นไม้ ลดภาวะโลกรอ้ น
4. กิจกรรมคา่ ย อาสาสมัคร
5. กจิ กรรมรณรงค์ในรูปแบบตา่ ง ๆ เช่น รณรงค์ป้องนั ไขเ้ ลือดออก ต้านยาเสพติด การเลือกต้งั ฯลฯ
พฤติกรรมที่พงึ ประสงค์/ตัวชี้วัดความสำเรจ็
1. เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพ่อื ประโยชน์ส่วนรวม เช่น ร่วมกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชนต์ ่างๆ
2. ไม่ทำลายสิ่งของ เครือ่ งใชท้ ีเ่ ป็นของสว่ นรวม
3. เข้ารว่ มกิจกรรมในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อม
4. ร่วมกจิ กรรมจติ อาสาตา่ งๆ
5. รว่ มกจิ กรรมรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ เช่น รณรงค์ ป้องกันไข้เลือดออก ต่อต้านยาเสพติด ฯ
78
บรรณานุกรม
กรรณิกา มาโน. (2553). ความหมายของชีวิตกับจติ อาสา = Meaning of life through volunteer
spirit. เชยี งใหม่: มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่
จําลอง นักฟ้อน. (2543). “เส้นทางสู่มืออาชีพ” สถาบันพัฒนาผู้บริหาร. 1(5) : 3 – 4.
ชาญชัย อาจนิ สมาจาร. (2545). กระบวนการพัฒนาและปรับปรุงโรงเรยี นเพอ่ื การประกนั คณุ ภาพการศึกษา.
ศนู ย์วิชาการ: ปตั ตานี.
ชารี มณศี รี. (2538). การนิเทศการศึกษา. พิมพคร้ังที่ 3. กรงุ เทพฯ : โสภณการพมพิมพ์.
ณฐั ณิชากร ศรบี รบิ รู ณ.์ (2550) การพัฒนาโมเดลเชงิ สาเหตขุ องจติ อาสา ของนักเรียนมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ในโรงเรียนสังกัดสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน. จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั /กรงุ เทพฯ.
ถาวร อนิ ทะแสง. (2547). การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษาสังกดอาชีวศกึ ษาจงั หวัดขอนแกน่ .
วิทยานิพนธศ์ ึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษามหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
ธานนิ ทร์ กรัยวเิ ชยี ร. "ระบอบประชาธปิ ไตย", กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรม หนา้ ๑.
ปิยะนาถ สรวสิ ตู ร. (2552) แรงจูงใจของผูน้ ำเยาวชนทมี่ ีจิตอาสาในการทำกจิ กรรมเพ่อื สังคม : กรณีศึกษา สภา
เยาวชนกรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/กรุงเทพฯ.
พระไพศาล วิสาโล. (2550) สร้างสนั ตดิ ้วยมือเรา.นครปฐม:ศนู ย์ศึกษาและพฒั นาสนั ตวิ ิธี(ศพส.)มหาวิทยาลยั
มหิดล.
มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ. (2551) การทำงานเชิงอาสาสมัคร. ศนู ย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผน่ ดนิ เชิงคณุ ธรรม
สำนกั งานบรหิ ารและพฒั นาองคค์ วามรู้ (องคก์ ารมหาชน). กรงุ เทพฯ.
รชั นกี ร เศรษโฐ. (2532). โครงสรา้ งสังคมและวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: พิมพลักษณ.
วโิ รจน์ สารรตั นะ. (2546). การบริหารการศกึ ษา : หลักการ ทฤษฏี หนา้ ท่ี ประเดน็ และบทวเิ คราะห์. พมิ พ์ครง้ั ที่
4. กรุงเทพฯ : ทิพยว์ ิสุจน.์
สมศักดิ์ คงเทยี่ ง. 2542. หลกั การบรหิ ารการศกึ ษา. พมิ พครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง.
สมบัติ มหารศและคณะ. (2540). ค่านิยมทคี่ วรคงไว้ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ. ฝา่ ยวิชาการ(ศนู ย์เอกสารและ
ตำรา) มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒมหาสารคาม.
สมหวัง พิธยิ านวุ ัฒน์. (2543). การจัดต้งั กองทุนพฒั นาครู คณาจารย์ และบคุ ลากรทางการศึกษา.สำนักงาน
ปฏริ ูปวิชาชีพครู: กรงุ เทพฯ
สนทิ สมคั รการ. (2519). มเี งินกน็ ับว่าน้อง มที องก็นับว่าพ่ี ระบบครอบครวั และเครือญาติของไทย. กรงุ เทพฯ:
สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบริหารศาสตร์.
สนั ต์ ธรรมบารุง. (2527). หลักสูตรและการบริหารหลกั สตู ร. กรุงเทพฯ: การศาสนา.
สุขุม นวลสกุล. วิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ์."การเมืองและการปกครองไทย = Thai government and poltics,"
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, b๕to๔
สนุ ทรี โคมิน และสนทิ สมคั รการ. (2522). ค่านิยมและระบบค่านิยมไทย. สำนักวิจัยสถาบนั บณั ฑิตพฒั นบรหิ าร
ศาสตร์.
79
บรรณานกุ รม(ตอ่ )
ชาญชยั อาจนิ สมาจาร. (2545). การบรหิ ารการศกึ ษา .กรุงเทพฯ: พิมพ ด.ี
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2546). การบริหารการศึกษา : หลกั การ ทฤษฏี หน้าที่ ประเดน็ และบทวเิ คราะห.์ พมิ พค์ รั้ง
ท่ี 4. กรุงเทพฯ : ทพิ ยว์ สิ จุ น์.
สมศกั ดิ์ คงเท่ียง. 2542. หลักการบรหิ ารการศึกษา. พมิ พ์คร้งั ที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั . รามคาํ แหง
สุนทรี โคมนิ และสนทิ สมัครการ. (2522). รายงานวิจัยค่านิยมและระบบคา่ นยิ มไทย.กรงุ เทพฯ: สำนักวจิ ยั
สถาบันบัณฑติ พฒั นบริหารศาสตร.์
สนุ ทรี โคมนิ และสนิท สมคั รการ. (2524). คา่ นยิ มและระบบคา่ นยิ มในสงั คมไทย: เคร่อื งมือในการสำรวจวดั .
กรงุ เทพฯ: สำนกั วิจัยสถาบันบัณฑิตพฒั นบริหารศาสตร์.
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2551). วารสารวฒั นธรรมไทย. กรงุ เทพฯ:สำนักพมิ พก์ ระทรวง
วัฒนธรรม.
Barnard, Chester Irving. (1962). Organization and Management: Selected Papers. Cambridge,
MA: arvard University Press
Rokeach, M. (1973). The nature of human values. New York: The Free. Press.
Simon, Herbert A. (1950). Administrative Behavior New York: McMillan.