The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่21_compressed (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ppooppy24, 2022-12-20 22:12:17

แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่21_compressed (1)

แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่21_compressed (1)

แนวโน้มการพฒั นาหลกั สูตรในศตวรรษที่ ๒๑

จดั ทำโดย
นางสาวจฬุ าลกั ษณ์ เกดิ สมบตั ิ เลขท่ี ๙

รหสั นกั ศกึ ษา ๖๔๒๑๑๑๓๐๑๒
หม่เู รยี น D๕

เสนอ
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. พัชรีภรณ์ บางเขยี ว

รายงานเล่มน้ีเป็นสว่ นหน่ึงรายวชิ า การพฒั นาหลกั สูตร (๑๑๙๐๒๐๑ ) ลมุ่ วชิ าชพี ครู
หลกั สูตรครุศาสตรบ์ ัณฑิต สาขาชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภาคเรียนท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
มหาวิทยาลยั ราชภฏั บ้านสมเดจ็ เจ้าพระยา

คำนำ

รายงานเลม่ นี้จัดทำขนึ้ เพ่อื เปน็ สว่ นหนึ่งของวิชาการพฒั นาหลักสตู ร การศกึ ษาแนวโนม้ การพฒั นาหลักสูตรใน
ศตวรรษที่ ๒๑ เพ่อื ให้ได้ศกึ ษาหาความรู้ในเรีอ่ งราวแนวโน้มการพฒั นาหลกั สตู รในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยได้ศึกษาผ่านแหลง่
ความรู้ต่างๆ อาทิเชน่ ตำรา หนงั สือ ห้องสมดุ และแหลง่ ความรตู้ า่ งๆ โดยรายงานเล่มนม้ี ีเนอ้ื หาเกย่ี วกบั แนวโน้มการ
พัฒนาหลกั สูตรในศตวรรษที่ ๒๑ สภาพปัจจบุ ันของหลกั กสูตรไทย สภาพปัญหาหลกั สตู รในประเทศไทย แนวโนนม้ การ
พัฒนาหลักสตู รในทศตวรรษท่ี ๒๑ โดยแบ่งออกเป็น หลักสตู รปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา
ขัน้ พ้นื ฐาน ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ) หลักสูตรอาชีวศกึ ษา ประกาศนียบัตรวิชาชพี
(ปวช.) พทุ ธศักราช ๒๕๖๒ หลกั สูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชนั้ สงู (ปวส.) พทุ ะศักราช ๒๕๖๓ หลักสตู รปรญิ ญาตรสี าย
เทคโนโลยหี รอื สายปฏบิ ัติการ หลักสตู รอดุ มศึกษา (ภายใตก้ รอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา

ผจู้ ัดทำคาดหวังเป็นอยา่ งย่งิ วา่ การจัดทำเอกสารฉบบั นี้จะมีขอ้ มูลที่เปน็ ประโยชน์ต่อผู้ทสี่ นใจศกึ ษาการพฒั นา
หลกั สตู ร แนวโนม้ การพัฒนาหลกั สตู รในศตวรรษที่ ๒๑ เปน็ อยา่ งยิ่ง

นางสาวจฬุ าลกั ษณ์ เกดิ สมสมบตั ิ

สารบัญ

เน้ือเรอ่ื ง หนา้

๑. สภาพปัจจุบนั ของหลักสตูรไทย........................................................................................................................๒

๑.๑ หลักสูตรปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐......................................................................................................................๓

๑.๒ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พุทธศักราช ๒๕๖๐)....................๑๑

๑.๓ หลักสูตรการอาชีวศกึ ษา........................................................................................................................................๓๒

๑.๓.๑ ประกาศนียบตั รวิชาชพี (ปวช.) พทุ ธศักราช ๒๕๖๒..........................................................................................๓๒

๑.๓.๒ หลักสตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชั้นสูง(ปวส.) พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓....................................................................๔๒

๑.๓.๓ หลกั สูตรปริญญาตรสี ายเทคโนโลยีหรือสายปฏบิ ัติการ......................................................................................๔๙

๑.๔ หลักสตู รอดมุ ศึกษา(ภายใต้กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ิอดุ มศึกษา)...............................................................................๕๘

๒. สภาพปัญหาหลักสตู รในประเทศไทย...............................................................................................................๖๗

๒.๑ หลักสตู รปฐมวยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๐.....................................................................................................................๖๗

๒.๒ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรับปรงุ พุทธศักราช ๒๕๖๐).....................๖๙

๒.๓ หลักสตู รการอาชีวศึกษา.........................................................................................................................................๗๓

๒.๓.๑ ประกาศนียบตั รวิชาชพี (ปวช.) พทุ ธศักราช ๒๕๖๒...........................................................................................๗๓

๒.๓.๒ หลกั สตู รประกาศนยี บัตรวิชาชพี ชั้นสงู (ปวส.) พทุ ธศักราช ๒๕๖๓.....................................................................๗๕

๒.๓.๓ หลกั สูตรปริญญาตรสี ายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบตั ิการ.......................................................................................๗๗

๒.๔ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใตก้ รอบมาตรฐานคุณวฒุ ิอุดมศึกษา)..............................................................................๗๘

๓. แนวโน้มการพัฒนาหลกั สตรู ในศตวรรษท่ี ๒๑................................................................................................๗๙
๓.๑ หลักสูตรปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐.....................................................................................................................๗๙
๓.๒ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรงุ พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ )..................๘๕
๓.๓ หลักสตู รการอาชวี ศกึ ษา........................................................................................................................................๘๗
๓.๔ หลกั สูตรอดุมศกึ ษา(ภายใต้กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ อิ ดุ มศึกษา)..............................................................................๘๙
สรุป................................................................................................................................................................................๙๐
บรรณานุกรม..................................................................................................................................................................๙๓



บทนำ
โลกในศตวรรษที่ ๒๑มชี ่วงระยะเวลาระหวา่ ง ค.ศ. ๒๐๐๑ – ค.ศ. ๒๑๐๐หรือพ.ศ. ๒๕๔๔-พ.ศ.๒๖๔๓

ซึง่ เปน็ ยคุ โลกาภวิ ัฒน์ (Globalization) ทมี่ กี ารเปล่ียนแปลง และเจรญิ ก้าวหน้าอยา่ งรวดเรว็ อนั เป็นผลสบื
เนอื่ งมาจากการใช้เทคโนโลยีเชอ่ื มขอ้ มูลตา่ งๆ ของทุกภูมภิ าคและท่ัวโลกเข้าดว้ ยกัน ทงั้ ขอ้ มูลทางเศรษฐกจิ
และการลงทนุ ความมน่ั คงทางการเมืองการปกครอง ความมนั่ คงทางอาหารและพลังงาน ความก้าวหนา้ ทาง
วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติ การเปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งประชากรและสังคม
ซ่งึ การเปล่ียนแปลงดงั กลา่ วสง่ ผลกระทบต่อการจัดการศึกษาดงั นนั้ การจัดการศึกษาทัว่ โลกในศตวรรษที่ ๒๑
จงึ เปน็ การจัดการศึกษาท่ีต้องเตรยี มความพรอ้ มใหผ้ ู้เรียนกา้ วทนั การเปล่ียนแปลงของสังคมและโลกเพื่อใชใ้ การ
ดำรงชวี ิตได้อย่างเหมาะสมและมปี ระสิทธิภาพโดยให้ผู้เรยี นมี ความรู้ ทักษะ ความสามารถ และสมรรถนะทีเ่ กิด
ขึ้นกบั ผูเ้ รียน ซ่ึงทักษะสำหรับการดำรงชีวติ ในศตวรรษที่ ๒๑ ทส่ี ำคัญทสี่ ดุ คอื ทักษะการเรียนรู้(Learning Skill)
โดยอ้างถงึ รปู แบบ (Model) ทม่ี าจากเครือข่ายองค์กรความร่วมมอื (Partnership for ๒๑st Century Skills)หรือเรียกย่อ
วา่ เครอื ข่าย P๒๑ ทเ่ี กิดขน้ึ ในประเทศสหรฐั อเมริกาจากความร่วมมอื ของครูนกั การศึกษา ผู้นำทางธุรกจิ ของบริษทั เอกชน
ขนาดใหญแ่ ละองค์กรวิชาชีพระดับประเทศ รวมท้งั โรงเรียน และสำนักงานการศึกษาของรัฐทต่ี อ้ งการใหเ้ ยาวชนมคี วามรู้
ทกั ษะสำรบั ออกไปดำรงชวี ิตในโลกศตวรรษที่ ๒๑ (Rotherham,A., & Willingham,D.,๒๐๐๙)

ในการพฒั นาหลกั สูตร กระบวนการดำเนินงานท่ีจำเปน็ ตอ้ งมปี จั จัยเกื้อหนนุ ตา่ งๆ อกี ท้ังตอ้ งกำหนดกระบวนการ
ทำงานอย่างรดั กมุ ภายใต้การส่งเสรมิ สนับสนนุ จากทกุ ฝา่ ยท่เี ก่ยี วขอ้ งและจำเปน็ ต้องได้รับการประเมินผลอย่างเป็น
รูปธรรม ด้ังนัน้ หากการดำเนนิ การในส่วนใดขาดความสมบูรณย์ อ่ มสง่ ผลกระทบต่อเนือ่ งกันทั้งระบบของการพฒั นา
หลกั สตู ร สำหรบั เนอื้ หาสาระในรายงานฉบบั น้จี ึงนำเสนอเพื่อให้กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรมคี วามทันสมยั สอดดคลอ้ ง
กับความเปลย่ี นแปลงของโลกผเู้ ขียนได้นำเสนอแนวโน้มการพฒั นาหลักสูตรในศตวรรษที่ ๒๑ เพือ่ ให้เปน็ ขอ้ มูลและกรอบ
แนวทางในการพฒั นาหลักสตู ร ต่อไป



๑. สภาพปัจจุบนั ของหลกั สตู รไทย

การจดั การศึกษาตามบริบทของการจัดการศกึ ษาอนั เปน็ ปามแผนการศึกษาของชาติ คอื พัฒนาคน พฒั นาครู
อาจารย์พัฒนาสงั คม ในหลากหลายรูปแบบท่ีเนน้ การมีสว่ นร่วมขององคก์ รภาครัฐและเอกชน เปน็ การจดั การศึกษาทเ่ี น้น
ดา้ นอาชีวศึกษามากข้ึน การมงุ่ เน้นใหม้ ีการจัดการศึกษาข้นั พน้ื ฐานและระดบั ปริญญาตรเี พอ่ื เน้นการมีงานทำโดนอาศัย
ปจั จยั หลกั ในองคก์ รหลกั จากภายนอกหลายปจั จยั เชน่ ปัจจยั ดา้ นเทคโนโลยีดา้ นเศรษฐกจิ ด้านระบบราชการ ด้าการเมือง
การปกครอง ดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรมซ่ึงสง่ ผลใหจ้ ดั ระบบบรหิ ารจัดการกระทรวงศึกษาธกิ ารรูปแบบใหม่ โดยบรู ณาการ
องค์กรหลักของกระทรวงทงั้ ๕ องคก์ รหลกั โดยให้ปลดั กระทรวงศึกษาธกิ ารเป็นผ้มู ีอำนาจสงู สดุ กระจายอำนานไปสสู่ ว่ น
ภูมภิ าคไปยังศกึ ษาธิการภาค ๑ - ๑๘โดยแต่ระภาคจะประกอบไปด้วยกล่มุ จังหวัดในแต่ละจงั หวัดมีศึกษาธิการจังหวดั เปน็
ฝ่ายกำกบั ดแู ลหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัด เขตพน้ื ทีแ่ ละสถานศึกษาซง่ึ เปน็ การกระจายอำนาจโดยให้มกี ารกำกับ
ควบคุมดแู ลกันอยา่ งเปน็ ระบบมากข้นึ

๑.๑ หลักสตู รปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐

วสิ ัยทศั น์

หลกั สูตรการรศึกษาปฐมวัยม่งุ พัฒนาเด็กทกุ คนให้ไดร้ ับการพัฒนาดา้ นนร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คมและ
สตปิ ัญญา อยา่ งมคี ุณภาพและตอ่ เนือ่ งและได้รบั การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรอู้ ย่างมีความสขุ และเหมาะสมตามวัยมี
ทักษะชวี ติ และปฏบิ ัติตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดีมวี นิ ัยและสำนกึ ความเปน็ ไทยโดยความร่วมมอื
ระหว่างสถานศกึ ษาพ่อแม่ครอบครัวชมุ ชนและทุกฝ่ายทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการพฒั นาเด็ก

ปรชั ญาการศึกษาปฐมวัย

การศึกษาปฐมวยั เปน็ การพฒั นาเด็ก ตั้งแตแ่ รกเกิดถงึ ๖ ปบี ริบรู ณ์ อย่างเป็นองค์รวม บนพน้ื ฐานการอบรม เลี้ยง
ดูและการสง่ เสริมกระบวนการเรยี นรูท้ สี่ นองตอ่ ธรรมชาติและพฒั นาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เตม็ ตามศกั ยภาพ
ภายใตบ้ รบิ ทสงั คมและวัฒนธรรมทีเ่ ดก็ อาศยั อยดู่ ้วยความรักความเออ้ื อาทรและความเข้าใจของทุกคนเพอ่ื สรา้ งรากฐาน
คุณภาพชีวิตให้เด็กพฒั นาไปสู่ความเป็นมนุษย์ทส่ี มบรู ณ์เกดิ คณุ คา่ ตอ่ ตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ



โครงสรา้ งหลกั สูตรการปฐมวยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๐

ช่วงอายุ อายุ ๓ - ๖ ปี
สาระการเรียนรู้
ประสบการณส์ ำคัญ สาระทคี่ วรเรยี นรู้

-ด้านร่างกาย - เรือ่ งราวเกย่ี วกับตัวเล็ก

- ด้านอารมณ์ จิตใจ - เรอื่ งราวเก่ยี วกบั บคุ คลและสถานท่ี

- ดา้ นสงั คม แวดลอ้ มของเด็ก

- ด้านสตปิ ัญญา - ธรรมชาตริ อบตวั

-ส่งิ ต่าง ๆ รอบตัวของเด็ก

ระยะเวลาเรียน จดั การศกึ ษา ๒ ภาคเรยี น : ๑ ปกี ารศกึ ษา
ชน้ั อนบุ าลปีที่ ๑ อายุระหวา่ ง ๓ – ๔ ปี
ช้ันอนบุ าลปที ่ี ๒ อายุระหวา่ ง ๔ – ๕ ปี

ช้นั อนบุ าลปที ่ี ๓ อายรุ ะหวา่ ง ๕ – ๖ ปี
ไมน่ ้อยกวา่ ๑๘๐ วนั : ๑ ปี ใชเ้ วลา ๕ – ๖ ชวั่ โมง : ๑ วนั
๒๕ – ๓๐ ชัว่ โมง / สปั ดาห์

หมายเหตุ
๓ – ๔ ปมี คี วามสนใจ ๘ – ๑๒ นาที
๔ – ๕ ปมี คี วามสนใจ ๑๒ – ๑๕ นาที
๕ – ๖ ปมี คี วามสนใจ ๑๕ – ๒๐ นาที
* กจิ กรรมท่ีต้องใช้ความคิดในกล่มุ เล็กและกลมุ่ ใหญ่ ไม่ควรใชเ้ วลาต่อเนอ่ื งนานเกนิ กว่า ๒๐ นาที
* กิจกรรมทเ่ี ด็กมีอสิ ระเลอื กเสรี เช่น การเล่นตามมุม การเลน่ กลางแจง้ ใช้เวลา ๔๐ – ๖๐ นาท

หลักการ

เด็กทกุ คนมสี ทิ ธิทจี่ ะไดร้ บั การอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมพฒั นาการตามอนุสญั ญาวา่ ด้วยสิทธิเด็กตลอดจน
ไดร้ บั การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้อยา่ งเหมาะสมด้วยปฏิสัมพนั ธท์ ีด่ ีระหวา่ ง เด็กกบั พ่อแม่เด็กกับผสู้ อน เด็กกบั ผเู้ ล้ยี งดู
หรือผูท้ เ่ี กยี่ วข้องกับการอบรมเล้ียงดกู ารพัฒนาและให้การศกึ ษาแกเ่ ด็กปฐมวัยเพ่ือให้เด็กมโี อกาสพฒั นาตนเองตามลำดบั
ข้นั ของพัฒนาการทุกดา้ นอย่างเปน็ องค์รวมมีคุณภาพและเตม็ ตามศักยภาพโดยกำหนดหลักการดงั น้ี

๑. ส่งเสรมิ กระบวนการเรยี นร้แู ละพฒั นาการที่ครอบคลมุ เดก็ ปฐมวยั ทุกคน



๒. ยดึ หลกั การอบรมเลี้ยงดแู ละให้การศึกษาท่ีเน้นเด็กเปน็ สำคัญโดยคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลและวิถชี วี ิตของ
เด็กตามบริบทของชุมชนสงั คมและวัฒนธรรมไทย
๓. ยดึ พฒั นาการและการพฒั นาเด็กโดยองคร์ วมผ่านการเลน่ อยา่ งมคี วามหมายและมกี ิจกรรมท่ีหลากหลายไดล้ งมือ
กระทำในสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรยี นรเู้ หมาะสมกบั วัยและมีการพักผอ่ นเพียงพอ
๔. จดั ประสบการณ์การเรยี นรใู้ ห้เด็กมที ักษะชีวติ และสามารถปฏิบตั ติ นตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งเป็นคนดีมี
วินยั และมคี วามสขุ
๕. สรา้ งความรู้ความเขา้ ใจและประสานความรว่ มมือในการพฒั นาเดก็ ระหวา่ งสถานศึกษากับพอ่ แม่ครอบครวั ชุมชนและ
ทกุ ฝา่ ยที่เก่ยี วขอ้ งกบั การพัฒนาเดก็ ปฐมวยั

หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายตุ ำ่ กว่า ๓ ปี
จดุ มงุ่ หมาย

หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย สำหรับเดก็ อายตุ ำ่ กวา่ ๓ ปี มุ่งส่งเสรมิ ให้เดก็ มีพัฒนาการดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปญั ญาท่เี หมาะสมกบั วยั ความสามารถความสนใจและความแตกตา่ งระหว่างบุคคล ดงั น้ี
๑. รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย แขง็ แรง และมีสขุ ภาพดี
๒. สุขภาพจติ ดีและมีความสุข
๓. มีทักษะชวี ิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบคุ คลรอบตวั และอยู่รว่ มกับผู้อน่ื ไดอ้ ยา่ งมีความสุข
๔. มที กั ษะการใช้ภาษาส่อื สาร และสนใจเรียนรู้สง่ิ ต่างๆ

คณุ ลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั สำหรับเดก็ อายุต่ำกวา่ ๓ ปีกำหนดคุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ ดังนี้

๑. พฒั นาการดา้ นรา่ งกาย
๑.๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวยั และมสี ุขภาพดี
๒. ใช้อวัยวะของรา่ งกายไดป้ ระสานสัมพนั ธก์ นั
๒.๑ พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ
๓. มคี วามสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกบั วยั
๓.๑ พัฒนาการดา้ นสังค



๔. รบั รู้และสร้างปฏสิ มั พนั ธก์ ับบคุ คลและสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั

๕. ชว่ ยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวยั

๕.๑ พัฒนาการดา้ นสติปญั ญา

๖. สอ่ื ความหมายและใชภ้ าษาได้เหมาะสมกบั วัย

๗. สนใจเรยี นรู้สิง่ ตา่ งๆ รอบตวั

การอบรมเลี้ยงดแู ละการพัฒนาเดก็

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรบั เดก็ อายตุ ่ำกวา่ ๓ ปี แบ่งการอบรมเลี้ยงดูและการพฒั นาเดก็ ออกเป็น ๒ ช่วง
อายปุ ระกอบดว้ ย ชว่ งอายแุ รกเกิด - ๒ ปี เป็นแนวปฏิบัตกิ ารอบรมเลย้ี งดตู ามวิถชี วี ิตประจำวนั โดยพอ่ แมแ่ ละผู้เลีย้ งดู และ
ช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี เปน็ แนวปฏิบัตกิ ารอบรมเล้ียงดแู ละส่งเสรมิ พัฒนาการและการเรียนรโู้ ดยพอ่ แมแ่ ละผูเ้ ลี้ยงดู แต่ละชว่ ง
อายมุ ีรรายละเอยี ด ดังนี้

ช่วงอายุแรกเกิด - ๒ ปี

การอบรมเล้ียงดตู ามวิถชี ีวติ ประจำวนั สำหรบั เด็กช่วงอายแุ รกเกดิ - ๒ ปี มคี วามสำคญั อย่างย่ิงต่อ การวางรากก
ฐานชวี ติ ของเดก็ ทงั้ ทางรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสตปิ ัญญา การจดั กิจกรรมในแตล่ ะวัน ควรจดั ให้สอดคล้องกับ
ความต้องการ ความสนใจ และความสามารถตามวัยของเดก็ โดยผ่านการอบรมเลีย้ งดู ตามวิถชี วี ติ ประจำวนั และการเลน่
ตามธรรมชาตขิ องเดก็ โดยมแี นวปฏบิ ัตกิ ารอบรมเล้ยี งดตู ามวิถชี ีวติ ประจำวนั ดังนี้
๑. การฝกึ สขุ นสิ ัยและลกั ษณะนิสัยทีด่ ีเปน็ การสรา้ งเสรมิ สขุ นสิ ัยทดี่ ีในการรับประทานอาหาร การนอน การทำความ
สะอาดร่างกาย การขบั ถา่ ย ตลอดจนปลูกฝงั ลักษณะนิสยั ท่ีดใี นการดแู ลสขุ ภา พอนามัย ความปลอดภยั และการแสดง
มารยาททส่ี ุภาพ นมุ่ นวลแบบไทย
๒. การเคลอ่ื นไหวและการทรงตวั เป็นการส่งเสรมิ การใช้กล้ามเนอ้ื แขนกับขา มือกบั นิ้วมอื และสว่ นตต่ ่างๆ ของรา่ งกาย
ในการเคลอ่ื นไหวหรอื ออกกำลังกายทุกส่วน โดยการจัดใหเ้ ดก็ ไดเ้ คลอื่ นไหว ทง้ั กล้ามเน้อื ใหญ่ กล้ามเน้ือเล็ก และตาม
ความสามารถของวัย เชน่ ยืน เดนิ เล่นนิ้วมอื เคลอ่ื นไหว สว่ นต่างๆ ของรา่ งกายตามเสียงดนตรี ปีน ปา่ ยเคร่ืองเลน่
สนามเดก็ เลก็ เล่นมา้ โยก ลากจงู ของเลน่ มีล้อ ข่ีจักรยานทรงตวั ของเดก็ เลก็ โดยใช้เท้าชว่ ยไถ หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั
พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
๓. การฝึกการประสานสัมพนั ธ์ระหวา่ งมือ - ตา เปน็ การฝกึ ความแข็งแรงของกล้ามเนอ้ื มอื น้วิ มือ ใหพ้ ร้อมท่จี ะหยบิ จับ
ฝึกการทำงานอย่างสัมพนั ธก์ ันระหวา่ งมอื - ตา รวมทั้งฝึกให้เดก็ ร้จู กั คาดคะเน หรอื กะระยะทำงของสิ่งตา่ งๆ ทอ่ี ย่รู อบตวั
เทียบกับตนเองในลักษณะใกล้กบั ไกล เชน่ มองตามเครื่องแขวน หรือโมบายที่มเี สยี งและสี (สำหรับขวบปแี รก ควรเป็นโม
บายสขี าวดำ)รอ้ ยลูกปัดขนาดใหญ่ เล่นหยอดบล็อก รูปทรงลงกลอ่ ง ตอกหมุด โยนรับลูกบอล เล่นน้ำ เลน่ ปนั แปง้ ใชส้ ี
เทยี นแทง่ ใหญ่วาดเขียนขดี เข่ีย



๔. การสง่ เสริมด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการส่งเสรมิ การเลย้ี งดูในการตอบสนองความต้องการของเดก็ ด้านจติ ใจ โดยการจดั
สภาพแวดลอ้ มทส่ี ง่ เสรมิ ให้เดก็ เกิดความรู้สึกอบอุ่นและมคี วามสุข เช่น สบตาอุ้ม โอบกอด สมั ผัส การเป็นแบบอยา่ งทดี่ ีใน
ด้านการแสดงออกทางอารมณ์ ตอบสนองตอ่ ความร้สู ึกทีเ่ ดก็ แสดงออกอยา่ งนมุ่ นวล ออ่ นโยน ปลูกฝังการช่ืนชมธรรมชาติ
รอบตวั
๕. การส่งเสริมทักษะทางสงั คม เป็นการสง่ เสริมกำการสร้างความสมั พนั ธก์ ับพอ่ แม่ ผู้เลี้ยงดู และ บุคคลใกล้ชดิ โดยการ
พูดคยุ หยอกล้อหรือเลน่ กับเด็ก เช่น เล่นจะ๊ เอ๋ เล่นจ้ำจี้ เลน่ โยกเยก เล่นประกอบคำรอ้ ง เชน่ จนั ทร์เจา้ เอ๋ย แมงมมุ ตัง้ ไข่
ล้ม หรือพาเดก็ ไปเดนิ เลน่ นอกบา้ น พบปะเดก็ อื่นหรือผใู้ หญ่ ภายใต้การดูแล อยา่ งใกลช้ ดิ เชน่ พาไปบ้านญาติ พาไปรว่ ม
กิจกรรมท่ีศาสนสถาน
๖. การใชป้ ระสาทสมั ผสั ท้งั ห้า เปน็ การกระตนุ้ การรบั ร้ผู า่ นประสาทสมั ผัสทงั้ หา้ ในการมองเหน็ การไดย้ ินเสยี ง การล้มิ รส
การไดก้ ลิน่ และการสมั ผสั จบั ตอ้ งสิ่งต่างๆ ทแี่ ตกต่างกนั ในด้านขนาด รูปร่าง สี นำ้ หนกั และผวิ สมั ผัส เชน่ การเล่นมอง
ตนเองกับกระจกเงา การเลน่ ของเลน่ ที่มีพน้ื ผวิ แตกต่างกนั
๗. การส่งเสรมิ การสำรวจสง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรสู้ ิง่ รอบตัวผา่ นเหตุการณ์ และส่ือที่หลากหลายใน
โอกาสต่างๆ ร้จู ักสำรวจและทดลองสิง่ ทไ่ี ม่คุ้นเคย เช่น มองตามสง่ิ ของ หนั หาท่มี าของเสยี ง คน้ หาส่ิงของทป่ี ดซ่อนจาก
สายตา กิจกรรมการทดลองงา่ ยๆ
๘. การสง่ เสรมิ ทักษะทางภาษา เปน็ การฝึกใหเ้ ด็กไดเ้ ปลง่ เสยี ง เลยี นเสียงพูดของผูค้ น เสยี งสัตว์ ตา่ งๆ รจู้ กั ชอ่ื เรยี กของ
ตนเอง ชื่ออวัยวะสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย ช่อื พอ่ แมห่ รอื ผคู้ นใกลช้ ิดและชอื่ สิง่ ตา่ งๆ รอบตัว ตลอดจนฝกึ ให้เดก็ ร้จู กั ส่ือ
ความหมายด้วยคำพดู และท่าทาง ชชี้ วนและสอนใหร้ ู้จกั ชอ่ื เรียกสิง่ ต่างๆ จากของจรงิ อา่ นหนงั สอื นิทานภาพ หรอื รอ้ ง
เพลงง่ายๆ ให้เด็กฟัง
๙. การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการฝึกให้เดก็ ไดแ้ สดงออกทางความคิด ตามจินตนาการของตนเอง
เชน่ ขดี เขยี นวาดรูปอยา่ งอิสระ เลน่ บล็อก เลน่ ของเลน่ สรา้ งสรรค์ พดู เล่าเร่อื งตาม จินตนาการ เลน่ สมมติ

ชว่ งอายุ ๒ - ๓ ปี
แนวปฏบิ ัติการรอบรมเลยี้ งดแู ละสง่ เสริมพฒั นาการและการเรยี นร้โู ดยพอ่ แมแ่ ละผู้เลยี้ งดู สำหรับ เด็กช่วงอายุ ๒

- ๓ ปี เนน้ การจัดประสบการณผ์ ่านการเล่นตามธรรมชาติที่เหมาะสมกบั วยั อยา่ งเปน็ องค์รวม ทง้ั ทางดา้ นรา่ งกาย อารมณ์
จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยจัดกจิ กรรมให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความสามารถตามวยั ของเด็ก
ทงั้ นี้ เดก็ ในชว่ งวยั นีจ้ ะมีพฒั นาการเพมิ่ ข้ึนมากกว่าในชว่ งแรก เดก็ มีการพง่ึ พาตนเอง แสดงความเป็นตัวของตวั เอง จงึ
จำเป็นตอ้ งคำนงึ ถึงสาระการเรียนรทู้ ่ปี ระกอบด้วย ประสบกรรณ์สำคัญและสาระท่ีควรเรยี นรู้ ตลอดจนสง่ เสริมคุณธรรม
จริยธรรมเพือ่ เปน็ พ้นื ฐานการเรียนรู้ ในระดบั ทสี่ งู ขึน้ ไป

เนือ้ หา
เนอ้ื หาสาระการเรียนรสู้ าระการเรียนรูข้ องหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั สำหรับเดก็ ชว่ งอายุ ๒ - ๓ ปี เปน็ สือ่ กลาง

ในการจดั ประสบการณ์ เพอ่ื สง่ เสริมพัฒนาการทกุ ดา้ นทั้งดา้ นรา่ งกาย อามณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญั ญาซง่ึ จำเปน็ ตอ่ การ
พฒั นาเดก็ ใหเ้ ปน็ มนุษย์ทสี่ มบรู ณ์ โดยอาจจัดในรปู แบบหน่วยการเรียนรแู้ บบบูรณาการ หรือเลอื กใชร้ ูปแบบท่เี หมาะสม
กบั เด็กปฐมวยั สาระการเรยี นรู้ประกอบไปด้วย ๒ ส่วน คือ ประสบการณส์ ำคัญ และสาระทค่ี วรเรียนรู้ ดังน้ี



การใชห้ ลกั สตู ร
การใช้หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พอ่ แม่ ผเู้ ลยี้ งดหู รือผู้ที่เกย่ี วข้องกับการอบรมเลี้ยงดู และสถานพฒั นาเด็ก

ปฐมวัย จะนำหลกั สตู ร การศึกษาปฐมวยั สำหรบั เดก็ อายุตำ่ กวา่ ๓ ปี ไปใชอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ตรงตามเจตนารมณข์ อง
หลกั สตู ร ที่มงุ่ เนน้ การอบรมเลยี้ งดแู ละสง่ เสรมิ พฒั นาการและการเรียนรู้ ควรดำเนินการ ดังนี้

๑. การใชห้ ลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั
สำหรับพอ่ แม่หรือผู้เล้ยี งดู พ่อแม่หรือผู้เลยี้ งดูมีความเชือ่ และวิธีการในการอบรมเล้ียงดเู ด็กแตกต่างกันไปตาม

แนวความคิดและสภาพแวดล้อมของท้องถน่ิ ท่ตี นเองอยอู่ าศยั หลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั สำหรับเดก็ อายุตำ่ กวา่ ๓ ปี
ฉบับน้ีจะเปน็ แนวทางใหพ้ ่อแมห่ รอื ผู้เล้ยี งดูใช้ในการอบรมเลี้ยงดูและสง่ เสรมิ พัฒนาการทุกดา้ นของเดก็ ซ่ึงมขี อ้ แนะนำดังน้ี
๑.๑ ศกึ ษาปรชั ญาการศกึ ษา หลกั การ จดุ หมาย เพ่อื ทำความเขา้ ใจกับแนวทางการพฒั นาเดก็ อย่างมีคณุ ภาพ
๑.๒ ศกึ ษาคุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ เพื่อใชเ้ ปน็ แนวทางการอบรมเลีย้ งดแู ละสง่ เสริมพฒั นาการ เด็กปฐมวยั อย่าง
เหมาะสมกบั วัย ในกรณีการอบรมเลย้ี งดูเดก็ ชว่ งอายุแรกเกดิ - ๒ ปี ให้ใช้แนวปฏิบัตกิ ารอบรม เลีย้ งดูตามวิถี
ชีวิตประจำวนั เป็นกรอบการพฒั นาเด็ก และหากมกี ารอบรมเลี้ยงดูเดก็ ชว่ งอายุ ๒ - ๓ ปี ใหใ้ ชแ้ นวปฏบิ ตั ิการอบรมเลย้ี งดู
และสง่ เสริมพฒั นาการและการเรยี นรู้
๑.๓ ติดตามประเมนิ พฒั นาการทกุ ด้านของเดก็ โดยการสงั เกตและบนั ทกึ การเจริญเติบโต และพัฒนาการตามช่วงอายทุ ี่
กำหนด รวมถึงการเฝ้าระวังปญั หาพัฒนาการทล่ี า้ ชา้ หรือความผดิ ปกติ ทอี่ าจเกดิ ขนึ้ กับเด็ก หากพบว่าเดก็ มีพฒั นาการชา้
กวา่ ปกติ ควรปรกึ ษาแพทย์หรือเจ้าหน้าท่สี าธารณสุข เพ่อื ช่วยเหลอื เดก็ ตอ่ ไป
๑.๔ ยอมรบั ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลของเด็กเดก็ แต่ละคนมีพฒั นาการเรว็ ช้าตา่ งกัน พ่อแมห่ รือผเู้ ล้ยี งดูหลกี เล่ียงการ
เปรยี บเทยี บเดก็ หรือเลอื กปฏิบัตติ ่อเด็กเฉพาะคน แตค่ วรจัดกิจกรรม เพือ่ สง่ เสรมิ พัฒนาการดา้ นทบ่ี กพรอ่ งหรือด้านท่ี
เด็กขาดโอกาสในการพฒั นา หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐

๒. การใช้หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย
สำหรบั สถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั เด็กอายตุ ่ำกว่า ๓ ปี ควรได้รบั การอบรมเล้ียงดูจากพอ่ แม่หรือบุคคลในครอบครวั

แต่เน่อื งจาก สภาพเศรษฐกจิ และสงั คมทเี่ ปลย่ี นแปลงไป ทำใหต้ ้องออกไปทำงานนอกบา้ น ประกอบกบั ครอบครัวส่วน
ใหญ่ มกั จะเปน็ ครอบครวั เดีย่ ว พอ่ แม่จึงนำเดก็ ไปรบั การเล้ียงดใู นสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวัย ดงั นนั้ สถานพฒั นา เด็กปฐมวยั
แตล่ ะแหง่ ควรดำเนินการจัดทำหลกั สูตรสถานพฒั นาเด็กปฐมวยั โดยวางแผนหรือกำหนด แนวทางการอบรมเลี้ยงดแู ละ
สง่ เสรมิ พฒั นาการและการเรยี นรู้ เพือ่ ให้เดก็ ได้รบั การพฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพ ตรงตามปรัชญาการศึกษาและหลกั การ
ของหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย สถานพฒั นาเด็กปฐมวยั ควรดำเนินการจัดทำหลกั สตู รสถานพฒั นาเด็กปฐมวัยร่วมกับพ่อ
แม่ ครอบครัว บุคลากรทางสาธารณสขุ ผู้เลย้ี งดหู รอื ผู้สอน คณะกรรมการทมี่ สี ่วนเก่ียวข้อง และชมุ ชน เพ่ือพัฒนา เด็กให้
บรรลคุ ุณลักษณะทพ่ี ึงประสงคข์ องหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั
๒.๑ การจดั ทำหลกั สูตรสถานพฒั นาเด็กปฐมวยั หลกั สตู รสถานพัฒนาเด็กปฐมวยั ควรออกแบบและจัดทำบนพ้นื ฐานของ
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย โดยสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวัยกำหนดคุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์สอดคล้องกบั หลักสูตรการศกึ ษา
ปฐมวยั ท้งั น้ี กระบวนการจัดทำหลักสตู รสถานพฒั นาเด็กปฐมวัย มีดงั น้ี



๒.๑.๑ ศึกษา ทำความเข้าใจหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั และคูม่ อื หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย สำหรบั เดก็ อายตุ ำ่ กว่า ๓ ปี
รวมทั้งรวบรวมขอ้ มูลด้านต่างๆ เช่น วธิ กี ารอบรมเล้ยี งดู ความตอ้ งการของ พอ่ แม่ ผู้ปกครอง วัฒนธรรมความเช่อื ของ
ท้องถิน่ และความพร้อมของสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
๒.๑.๒ จัดทำหลักสตู รสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั โดยการกำหนดปรชั ญาการศึกษา วสิ ยั ทศั น์ ภารกิจหรอื พันธกจิ เป้าหมาย
คณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ และกำหนดสาระการเรียนรู้ในแต่ละชว่ งอายุ อย่างกว้างๆ ใหค้ รอบคลุมพัฒนำการทงั้ ๔ ดา้ น
ผ่านประสบการณ์สำคญั ทีเ่ ดก็ ใช้ในการเรียนรู้ตามหลกั สูตรการ ศกึ ษาปฐมวัยและสาระท่ีควรเรียนรู้ ซึ่งอาจต่างกนั ตาม
บรบิ ทหรือสภาพแวดล้อมของเดก็ การจดั ประสบการณ์ การสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้ สอ่ื และแหลง่ การเรยี นรู้ และการ
ประเมนิ พัฒนาการ โดยสถานพฒั นาเด็ก ปฐมวัยอาจกำหนดหัวขอ้ อนื่ ๆ ไดต้ ามความเหมาะสมและความจำเป็นของสถาน
พฒั นาเด็กปฐมวยั แตล่ ะแหง่
๒.๑.๓ ประเมินหลักสตู รสถานพฒั นาเด็กปฐมวยั เปน็ ขนั้ ตอนของการตรวจสอบหลกั สูตร สถานพฒั นาเด็กปฐมวัย แบง่
ออกเปน็ การประเมนิ กอ่ นนำหลกั สูตรไปใช้ เปน็ การประเมินเพ่ือตรวจสอบ คุณภาพของหลักสูตรหลังจากทไ่ี ด้จดั ทำแลว้
โดยอาศยั ความคิดเห็นจากผใู้ ชห้ ลกั สูตร ผ้มู สี ่วนรว่ มในการ ทำหลกั สตู ร ผเู้ ช่ยี วชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านตา่ งๆ การ
ประเมนิ ระหว่างการดำเนนิ การใชห้ ลักสูตร เป็นการประเมนิ เพอ่ื ตรวจสอบว่าหลกั สตู รสามารถนำไปใชไ้ ด้ดเี พยี งใด ควรมี
การปรบั ปรงุ แกไ้ ขในเรอ่ื งใด และ การประเมินหลังการใชห้ ลักสตู รเป็นการประเมนิ เพ่ือตรวจสอบหลกั สูตรทงั้ ระบบ
หลงั จากทใ่ี ชห้ ลักสตู รครบ แตล่ ะช่วงอายุเพื่อสรุปผลวา่ หลักสูตรทจ่ี ดั ทำควรมกี ารปรบั ปรุงหรือพัฒนาให้ดีขน้ึ อย่างไร

หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย สำหรับเดก็ อายุ ๓ - ๖ ปี
จุดหมงุ่ หมาย

หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย สำหรบั เดก็ อายุ ๓ - ๖ ปี มุ่งให้เด็กมพี ฒั นาการตามวัยเตม็ ตามศักยภาพ
และมคี วามพรอ้ ม ในการเรียนรตู้ อ่ ไปจงึ กำหนดจุดหมายเพ่อื ให้เกดิ กบั เดก็ เม่ือจบการศกึ ษาระดบั ปฐมวัย ดงั น้ี
๑. รา่ งกายเจริญเติบโตตามวยั แขง็ แรง และมีสขุ นิสยั ที่ดี
๒. สุขภาพจิตดีมีสนุ ทรยี ภาพ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และจิตใจท่ีดีงาม
๓. มีทักษะชีวิตและปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มีวินัย และอยู่รวมกบั ผ้อู ่นื ไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
๔. มีทักษะการคดิ การใชภ้ าษาสือ่ สาร และการเเสวงหาความร้ไู ด้เหมาะสมกบั วัย

คณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์
หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย สำหรบั เดก็ อายุ ๓ - ๖ ปี กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์
จำนวน ๑๒ มาตรฐานประกอบดว้ ย
๑. พัฒนาการดา้ นรา่ งกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจริญเตบิ โตตามวัยและมสี ขุ นสิ ยั ทด่ี ี
มาตรฐานท่ี ๒ กล้ามเนอ้ื ใหญแ่ ละกล้ามเนื้อเลก็ แข็งแรง ใช้ไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ และประสานสัมพนั ธ์กัน
๒. พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ ประกอบดว้ ย ๓ มาตรฐาน คอื
มาตรฐาน ที่ ๓ มีสขุ ภาพจติ ดแี ละมคี วามสขุ
มาตรฐานที่ ๔ ชน่ื ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ติ ใจที่ดงี าม



๓. พัฒนาการดา้ นสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๖ มีทกั ษะชวี ติ และปฏิบัติตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาตสิ ่งิ แวดล้อม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานท่ี ๘ อยูร่ ่วมกับผู้อ่ืนไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ และปฏบิ ัติตนเปน็ สมาชิกที่ดขี องสงั คมในระบอบประชาธิปไตย อนั มี
พระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ
๔. พฒั นาการดา้ นสตปิ ญั ญา ประกอบดว้ ย ๔ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี ๙ ใชภ้ าษาสอื่ สารไดเ้ หมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถในการคดิ ท่ีเปน็ พน้ื ฐานในการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี ๑๑ มจี ินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคตทิ ี่ดีตอ่ การเรียนรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความได้เหมาะสมกบั วยั

สาระการเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เปน็ สอื่ กลางในการจัดประสบการณ์การเรยี นรใู้ หก้ บั เดก็ เพ่ือสง่ เสริมพัฒนาการเดก็ ทกุ ดา้ น ให้

เป็นไปตามจุดหมายของหลกั สตู รทกี่ ำหนด สาระการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย ประสบการณส์ ำคญั และสาระท่คี วรเรยี นรู้ ดงั น้ี
๑. ประสบการณส์ ำคญั ประสบการณส์ ำคญั เปน็ แนวทางสำหรับผสู้ อนนำไปใช้ในการออกแบบการจดั ประสบการณใ์ ห้เดก็
เรยี นรู้ลงมอื ปฏบิ ัติและไดร้ บั การส่งเสรมิ พฒั นาการครอบคลุมทกุ ดา้ น ดงั น้ี
๑.๑ ประสบการณส์ ำคัญทสี่ ่งเสริมพัฒนาการด้านรา่ งกาย เปน็ การสนบั สนนุ ใหเ้ ด็กได้มโี อกาส พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่
กลา้ มเนอื้ เลก็ และการประสานสมั พนั ธร์ ะหว่างกลา้ มเน้อื และระบบประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวนั หรือทำกิจกรรม
ต่างๆ และสนบั สนนุ ใหเ้ ดก็ มโี อกาสดูแลสุขภาพและสขุ อนามยั สขุ นิสัย และการรักษาความปลอดภัย
๑.๒ ประสบการณส์ ำคัญทสี่ ง่ เสริมพัฒนาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ เป็นการสนบั สนนุ ให้เดก็ ไดแ้ สดงออกทางอารมณแ์ ละ
ความรสู้ ึกของตนเองท่เี หมาะสมกบั วยั ตระหนักถึงลักษณะพเิ ศษเฉพาะท่ีเป็น อตั ลักษณ์ ความเปน็ ตวั ของตวั เอง มี
ความสุข ร่าเรงิ แจ่มใส การเหน็ อกเห็นใจผู้อื่น ได้พัฒนาคุณธรรมจรยิ ธรรม สุนทรยี ภาพ ความรูส้ ึกทดี่ ีตอ่ ตนเอง และความ
เชือ่ มัน่ ในตนเองขณะปฎบิ ัติกิจกรรมตา่ งๆ
๑.๓ ประสบการณส์ ำคญั ทส่ี ง่ เสริมพฒั นาการด้านสังคม เปน็ การสนับสนนุ ใหเ้ ดก็ ไดม้ โี อกาสปฏสิ มั พันธก์ ับบุคคลและ
สิ่งแวดล้อมตา่ งๆ รอบตวั จากการปฏบิ ัติกิจกรรมตา่ งๆ ผา่ นการเรยี นรู้ทางสงั คม เชน่ การเล่น การทำงานกบั ผอู้ นื่ ฯลฯ
กราปฏิบตั กิ ิจวตั รประจำวนั การแกป้ ญั หาขอ้ ขัดแยง้ ต่างๆ
๑.๔ ประสบการณส์ ำคัญทส่ี ง่ เสริมพัฒนาการด้านสติปญั ญา เปน็ การสนบั สนุนให้เด็กไดร้ บั รู้ และเรยี นรสู้ ง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั
ผา่ นการมีปฏสิ มั พนั ธก์ บั สงิ่ แวดล้อม บคุ คล และส่ือตา่ งๆ ดว้ ยกระบวนการเรียนรูท้ ่หี ลากหลายเพื่อเปดิ โอกาสให้เดก็
พฒั นาการใชภ้ าษาจนิ ตนาการความคดิ สร้างสรรค์ การแก้ปญั หา การคดิ เชงิ เหตผุ ล การคดิ รวบยอดเกยี่ วกบั สิง่ ต่างๆ
รอบตวั และมคี วามคดิ รวบยอดทางคณติ ศาสตร์ ที่เปน็ พ้ืนฐานของการเรยี นรตู้ ่อไป ดงั น้ี

การจัดเวลาเรียน
หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย สําหรับเดก็ อายุ ๓ - ๖ ปี กําหนดกรอบโครงสรา้ งเวลาในการจดั ประสบการณ์ ให้กับ

เดก็ ๑ - ๓ ปีการศึกษา โดยประมาณ ทง้ั น้ี ขึน้ อยกู่ ับอายขุ องเด็กท่เี ร่มิ เขา้ สถานศึกษาหรือ สถานพฒั นา เดก็ ปฐมวยั เวลา

๑๐

เรยี นสาํ หรับเด็กจะขนึ้ อย่กู ับสถานศกึ ษาแตล่ ะแห่ง โดยมีเวลาเรยี นไม่นอ้ ยกวา่ ๑๘๐ วนั ต่อ ๑ ปีการศึกษา ในแตล่ ะวนั จะ
ใชเ้ วลาไมน่ อ้ ยกวา่ ๕ ชัว่ โมง โดยสามารถปรบั ใหเ้ หมาะสมตาม บรบิ ทของ สถานศกึ ษาและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

การกำกบั ตดิ ตาม ประเมินและรายงาน
การจดั การศึกษาปฐมวยั มหี ลักการสำคญั ในการให้สังคม ชมุ ชน มสี ่วนรว่ มในการจัดการศึกษาและกระจาย

อำนาจการศกึ ษาลงไปยงั ทอ้ งถ่นิ โดยตรง โดยเฉพาะสถานศกึ ษาหรอื สถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั ซง่ึ เป็นผจู้ ดั การศกึ ษาใน
ระดับนี้ ดงั นนั้ เพ่ือให้ผลผลิตทางการศึกษาปฐมวัยมคี ุณภาพตามมาตรฐานคณุ ลักษณะ ทพี่ ึงประสงค์และสอดคล้องกบั
ความต้องการของชมุ ชนและสังคม จำเป็นตอ้ งมรี ะบบการกำกบั ติดตาม ประเมนิ และรายงานท่มี ีประสิทธภิ าพ เพ่อื ให้ทกุ
กลุ่มทุกฝ่ายที่มสี ว่ นรว่ มรบั ผิดชอบในการจดั การศึกษาเหน็ ความกา้ วหนา้ ปญั หา อปุ สรรค ตลอดจนการใหค้ วามรว่ มมอื
ช่วยเหลอื ส่งเสรมิ สนบั สนุน วางแผน และดำเนนิ งานการจัดการศกึ ษาปฐมวัยให้มีคุณภาพอยา่ งแทจ้ รงิ การกำกบั
ตดิ ตาม ประเมนิ และรายงานผลการจดั การศกึ ษาปฐมวยั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของกระบวนการ บรหิ ารการศึกษา กระบวนการ
นเิ ทศ และระบบการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา ที่ต้องดำเนนิ การอย่างตอ่ เนอื่ ง เพอ่ื นำไปสู่การพฒั นาคุณภาพและ
มาตรฐานการศกึ ษาปฐมวยั สรา้ งความม่นั ใจใหผ้ ู้เก่ียวข้อง โดยตอ้ งมีการดำเนนิ การท่เี ปน็ ระบบเครอื ข่ายครอบคลมุ ทงั้
หนว่ ยงานภายในและภายนอก ในรูปแบบของคณะกรรมการ ทม่ี าจากบคุ คลทกุ ระดบั และทุกอาชีพ การกำกบั ติดตาม
และประเมนิ ตอ้ งมีการายงานผลจากทกุ ระดับ ใหท้ ุกฝา่ ย รวมทงั้ ประชาชนทวั่ ไปทราบเพ่ือนนำขอ้ มูลจากรายงานผลมา
จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา ของสถานศกึ ษาหรือสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวัยต่อไป

ตวั บ่งช้ี
ตวั บง่ ช้ี เปน็ เปา้ หมายในการพัฒนาเดก็ ที่มีความสมั พนั ธส์ อดคล้องกับมาตรฐานคณุ ลกั ษณะ ทีพ่ งึ ประสงค์

สภาพที่พึงประสงค์
สภาพที่พงึ ประสงค์ เปน็ พฤตกิ รรมหรอื ความสามารถตามวยั ที่คาดหวังให้เดก็ เกิด บนพน้ื ฐาน พฒั นาการตามวัย

หรอื ความสามารถตามธรรมชาติในแตล่ ะระดบั อายุ เพ่ือนาํ ไปใชใ้ นการกําหนด สาระการ เรยี นรู้ในการจดั ประสบการณ์
และประเมินพฒั นาการเดก็ โดยมรี ายละเอยี ดของมาตรฐานคุณลกั ษณะ ทพ่ี งึ ประสงค์ ตวั บง่ ช้ี และสภาพที่พงึ ประสงค

ข้อเสนอแนะ
๑. ข้อเสนอแนะเพอื่ การนำไปใช้
๑.๑ ด้านนโยบายของผ้บู ริหารสถานศึกษากบั การใชห้ ลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา
ต้องใหก้ ารสนับสนนุ ในการจดั ท ากจิ กรรมเสริมหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั มีแนวทางนโยบายในการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาปฐมวัยทสี่ อดคล้องกับหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มที ิศทางในการส่งเสรมิ สนบั สนุนครผู สู้ อน
ปฐมวยั ให้มีความเจรญิ ก้าวหน้าในหนา้ ท่ี ใหค้ วามสำคัญในการกำกบั ติดตามดแู ลครผู ูส้ อน และมวี สิ ัยทศั น์ เปา้ หมาย กล
ยุทธ์ในการจัดการเรยี น การสอนทีม่ คี ุณภาพ
๑.๒ ดา้ นการจดั ทำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรหู้ ลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ สถานศกึ ษาต้องมี
การดำเนนิ การประชุมวางแผนปรกึ ษาหารือเพือ่ เตรยี มการจดั ท าแผนการเรียน การสอนหลักสตู รสถานศึกษาให้สอดคล้อง
กบั หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดย ครูผสู้ อนตอ้ งรว่ มกนั จัดทำแผนฯ ตามความเหน็ ชอบและให้

๑๑

ขอ้ เสนอแนะแนวทางการพฒั นาของผบู้ ริหาร สถานศึกษา สถานศกึ ษาตอ้ งมกี ารแลกเปล่ียนเรยี นรู้ระหวา่ งสถานศึกษาทั้ง
สังกัดเดยี วกันและตา่ งสงั กดั เพอื่ ครผู สู้ อนจะได้รับความรู้ ความเขา้ ใจในการจดั การเรียนการสอนและการประเมินผลการ
เรยี นของ นกั เรยี นตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
๑.๓ ด้านการจัดการเรียนการสอนตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ผ้บู ริหารสถานศึกษาตอ้ งมีการ
วางแผนจดั สรรบคุ ลากรทีม่ คี วามรคู้ วามสามารถด้านปฐมวยั ครูผูส้ อนตอ้ ง ไดร้ บั การพัฒนาสถานศึกษามกี ารจดั ทำคมู่ ือ
การจดั ประสบการณก์ ารเรียนร้เู พอื่ ใช้ในการพัฒนาทงั้ ดา้ น รา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสตปิ ัญญา พรอ้ มท้งั สื่อ
อุปกรณ์เพียงพอต่อการเรยี นการสอน ห้องเรยี น และบริเวณพ้นื ทีส่ ภาพแวดล้อมท่เี ออ้ื อ อำนวยต่อการจัดการเรยี นการ
สอนทสี่ ง่ เสริมตอ่ การ พัฒนาการทางดา้ นรา่ งกายทเี่ หมาะสม พรอ้ มทั้งมกี ารเตรยี มการจัดทำแบบประเมินคณุ ลักษณะท่พี ึง
ประสงค์และติดตามประเมนิ พฒั นาการทกุ ด้านของเดก็ ปฐมวยั
๑.๔ ด้านการนเิ ทศ กำกับ ตดิ ตามการใชห้ ลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ สถานศกึ ษาต้องจดั ใหม้ กี ารนเิ ทศ
กำกับ ติดตามและประเมนิ ผล มกี ารจัดประชุมช้ีแจงให้ผู้ท่มี ีสว่ น เกีย่ วขอ้ งทราบในการเตรยี มการเพอ่ื รองรับการติดตาม
ประเมนิ ผลการจัดการเรียนการสอน ผูบ้ รหิ าร สถานศึกษา ครูผสู้ อน และผ้เู กีย่ วข้องทุกฝา่ ยใหค้ วามสำคัญตอ่ การนิเทศมี
การวเิ คราะห์ลำดบั ความสำคัญของปัญหาและความตอ้ งการในการนเิ ทศการศึกษา และจัดทำเอกสารรายงานผลการใช้
หลกั สูตร มกี ารบนั ทึกความกา้ วหนา้ ในการดำเนินงานตามหลกั สูตรสถานศึกษาฯอย่างต่อเนื่องเปน็ ปจั จุบัน

๑.๑ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน ปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรบั ปรุง พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ )

จุดมุ่งหมาย

๑. หลักสูตรสถานศึกษาควรพัฒนาผเู้ รียนใหม้ คี วามรอู้ ย่างมคี วามสขุ เพ่ือให้มคี วามร้คู วามสามารถมีทักษะการเรยี นท่ี
สำคญั มีกระบวนการคิดอยา่ งมีเหตผุ ลมโี อกาสใช้ขอ้ มูลสารสนเทศและเทคโนโลยสี ่ือสารหลักสตู รสถานศกึ ษาควรสง่ เสรมิ
กจิ กรรมใดทอ่ี ยากรูอ้ ยากเหน็ สรา้ งความม่นั ใจและให้กำลงั ใจในการเรียนร้แู ละเปน็ บคุ คลทสี่ ามารถเรียนรูไ้ ดต้ ลอดเวลา

๒.หลักสูตรสถานศึกษาควรส่งเสรมิ การพัฒนาด้านจิตวิญญาณจรยิ ธรรมสงั คมและวฒั นธรรมโดยเฉพาะพฒั นาผ้เู รยี นให้
เกิดความเขา้ ใจและศรทั ธาในความเชอ่ื ของตนความเช่ือและวฒั นธรรมทแี่ ตกตา่ งกนั มีอทิ ธพิ ลต่อบคุ คลและสงั คม
สถานศกึ ษาควรต้องพฒั นาหลักคณุ ธรรมความอิสระของผ้เู รียนมคี วามพร้อมในการเป็นผบู้ ริโภคทีต่ ัดสินใจแบบมขี อ้ มูล
และเป็นอิสระเข้าใจในความรบั ผิดชอบที่มีต่อสงั คมโดยรวมสามารถชว่ ยพัฒนาสงั คมใหค้ วามเป็นธรรมมีความเสมอภาคมี
ความตระหนักเขา้ ใจและยอมรับท่ตี นดำรงอย่ไู ด้ยดึ มั่นในข้อตกลงร่วมกนั ตอ่ การพัฒนาทีย่ ง่ั ยืนทงั้ ในระบบส่วนตนระดับ
ท้องถนิ่ ระดับชาติและระดบั โลกหลักสูตรทม่ี คี วามหลากหลายตามสภาพและบรบิ ทของทอ้ งถ่นิ ทแ่ี ตกตา่ งกันแต่ก็มีความ
เชื่อมโยงกบั สาระการเรยี นรู้จากหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน มงุ่ พฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ป็นคนดี มปี ญั ญา มีความสขุ มีศักยภาพในการศกึ ษา
ต่อ และประกอบอาชพี จึงกาํ หนดเปน็ จุดหมาย เพือ่ ใหเ้ กิดกับผู้เรยี นจบการศกึ ษาพน้ื ฐาน ดังน้ี

๑. มีคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพงึ ประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มวี ินัยและปฏบิ ัตติ นตามหลกั ธรรมของ
พระพุทธศาสนา หรือศาสนาทตี่ นนับถอื ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

๒. มคี วามรู้อันเป็นสากลและมคี วามสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทกั ษะชีวิต

๓. มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรกั การออกกําลงั กาย

๑๒

๔. มคี วามรักชาติ มีจติ สาํ นกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มัน่ ในวิถีชวี ติ และการปกครองตามระบอบ
ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ

๕. มีจติ สาํ นกึ ในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ิปญั ญาไทย การอนรุ กั ษ์และพฒั นาสง่ิ แวดล้อม มีจิตสาธารณะทม่ี ุง่ ทํา
ประโยชนแ์ ละสรา้ งสง่ิ ทดี่ ีงามในสังคม และอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมอย่างมคี วามสขุ

หลักการ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน มหี ลกั การทสี่ าํ คญั ดังน้ี

๑. เปน็ หลกั สตู รการศกึ ษาเพอื่ ความเป็นเอกภาพของชาติ มจี ดุ หมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เปน็ เป้าหมายสาํ หรบั
พฒั นาเด็กและเยาวชนให้มคี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพน้ื ฐานของความเปน็ ไทย ควบคู่กบั ความเปน็ สากล
๒. เปน็ หลกั สูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ บั การศกึ ษาอยา่ งเสมอภาคและมี คณุ ภาพ
๓. เป็นหลักสตู รการศกึ ษาที่สนองการกระจายอาํ นาจ ใหส้ งั คมมสี ว่ นร่วมในการจดั การศึกษาให้ สอดคลอ้ งกบั สภาพและ
ความตอ้ งการของทอ้ งถิ่น

๔. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาท่ีมโี ครงสร้างยดื หยุน่ ทัง้ ด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจดั การเรียนรู้
๕. เป็นหลักสูตรการศึกษาทีเ่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สําคญั
๖. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษาสาํ หรบั การศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั ครอบคลุมทุกกลุ่มเปา้ หมาย สามารถ
เทียบโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ

วิสยั ทัศน์
เพื่อมุ่งสวู่ ิสยั ทศั น์และทศิ ทางการพัฒนาประเทศความมน่ั คงยัง่ ยนื มงั่ คัง่ เปน็ ประเทศพฒั นาแล้วดว้ ยการพฒั นาตาม

หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงประเดน็ ทส่ี ำคญั เพื่อเปล่ยี นแผนไปสกู่ ารปฏิบัติใหเ้ กดิ ผลสมั ฤทธไิ์ ด้อยา่ งแท้จริงตาม
ยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาและเสรมิ สร้างศกั ยภาพคนคอื การเตรียมความพร้อมด้านกำลงั คนและการเสริมสรา้ งศกั ยภาพของ
ประชากรในทกุ ชว่ งวัยมงุ่ เน้นการยกระดับคณุ ภาพทนุ มนษุ ยข์ องประเทศโดยพฒั นาคนให้เหมาะสมตามช่วงวยั เพอื่ ให้
เตบิ โตอยา่ งมีคณุ ภาพการพฒั นาทกั ษะทสี่ อดคลอ้ งกับความตอ้ งการในตลาดแรงงานและทกั ษะที่จำเปน็ ต่อการดำรงชวี ติ
ในทศวรรษศตวรรษท่ี ๒๑ ของคนในแต่ละช่วงวยั ตามความเหมาะสมการเตรียมความพร้อมของกำลังคนดา้ นวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยจี ะเปล่ียนแปลงในอนาคตตลอดจนการยกระดบั คณุ ภาพการศกึ ษาสู่ความเป็นเลศิ ดังน้นั เพือ่ ให้การ
ขบั เคลือ่ นยทุ ธศาสตรช์ าติเกยี่ วกับการเตรยี มความพรอ้ มคนใหส้ ามารถปรบั ตัวรองรับผลกระทบจากการเปลีย่ นแปลงได้
อยา่ งเหมาะสม

๑๓

สมรรถนะสาํ คญั ของผู้เรียน

หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน มงุ่ พัฒนาผเู้ รียนใหม้ คี ุณภาพตามมาตรฐานการเรยี นรู้ ซึง่ การ พัฒนา
ผเู้ รียนใหบ้ รรลมุ าตรฐานการเรยี นร้ทู ก่ี ําหนดนนั้ จะช่วยให้ผูเ้ รียนเกดิ สมรรถนะสาํ คญั ๕ ประการ ดงั น้ี

๑. ความสามารถในการส่อื สาร เปน็ ความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวฒั นธรรมในการใชภ้ าษา ถ่ายทอดความคิด
ความรู้ความเข้าใจความรู้สึกและกรองคนขอ้ มูลข่าวสารและประสบการณอ์ นั จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการพัฒนาตนเองและ
สังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพ่ือขจดั และลดปัญหาความขัดแย้งตา่ งๆการเลือกรับหรอื ไม่รบั ข้อมูลข่าวสารดว้ ยหน้า
เหตผุ ล และความถกู ตอ้ งตลอดจนการเลอื กใช้วิธกี ารสอื่ สารทีม่ ปี ระสิทธิภาพโดยคาํ นงึ ถงึ ผลกระทบทม่ี ตี ่อตนเองและสงั คม

๒. ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคดิ สังเคราะห์การคิดอยา่ งสร้างสรรคก์ ารคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและการคิดเปน็ ระบบเพ่ือนาํ ไปสกู่ ารสร้างองคค์ วามรูห้ รือพัฒนาตนเองใจเก่ียวกับตนและสังคมไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสม

๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทีเ่ ผชญิ ได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม
บนพนื้ ฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เขา้ ใจความสมั พนั ธ์และการ เปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ
ในสังคมแสวงหาความรู้ ประยุกต์ความร้มู าใชใ้ นการป้องกนั และแก้ไขปญั หา และมกี ารตดั สนิ ใจท่มี ีประสทิ ธิภาพโดย
คาํ นงึ ถงึ ผลกระทบท่เี กิดข้ึนต่อตนเอง สังคมและสง่ิ แวดล้อม

๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ เปน็ ความสามารถในการนํากระบวนการตา่ งๆ ไปใชใ้ นการ ดาํ เนินชีวิตประจาํ วนั การ
เรยี นรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรอู้ ย่างต่อเนอื่ ง การทํางาน และการอยู่รว่ มกนั ในสังคม ด้วยการสรา้ งเสรมิ ความสมั พันธอ์ นั ดี
ระหวา่ งบุคคล การจัดการปัญหาและความขดั แย้งตา่ งๆ อยา่ งเหมาะสม การปรบั ตัวใหท้ ันกับการเปลยี่ นแปลงของสงั คม
และสภาพแวดลอ้ มและการรู้จักพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงคท์ ี่ สง่ ผลกระทบต่อดงละดนิ

๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลอื กและใช้เทคโนโลยีดา้ นตา่ งๆ และมี ทกั ษะกระบวนการ
ทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรียนรู้การสื่อสาร การทำงานการแกป้ อั ย่างสรา้ งสรรค์ ถกู ตอ้ ง
เหมาะสมและมคี ณุ ธรรม

คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน มงุ่ พัฒนาผูเ้ รยี นใหม้ คี ณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ เพอ่ื ให้ สามารถอยู่
รว่ มกบั ผ้อู ่ืนในสังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้

๑. รกั ชาติศาสน์กษตั รยิ ์

๒. ช่ือสัตย์สจุ ริต

๓. มวี นิ ัย

๔. ใฝเ่ รียนรู้

๑๔

๕.อยอู่ ยา่ งพอเพียง
๖. มงุ่ มั่นในการทํางาน
๗. รกั ความเป็นไทย
๘. มจี ติ สาธารณะ

มาตรฐานการเรียนรู้

การพฒั นาผู้เรียนให้เกดิ ความสมดุล ตอ้ งคํานงึ ถงึ หลกั พัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน จงึ กําหนดให้ผเู้ รียนเรียนรู้ ๘ กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ดงั น้ี

๑. ภาษาไทย

๒. คณิตศาสตร์

๓. วทิ ยาศาสตร์

๔. สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม

๕. สขุ ศึกษาและพลศึกษา

๖. ศิลปะ

๗. การงานอาชพี และเทคโนโลยี

๘. ภาษาต่างประเทศ

ในแตล่ ะกลมุ่ สาระการเรยี นรไู้ ดก้ าํ หนดมาตรฐานการเรียนรู้ เปน็ เปา้ หมายสาํ คัญของการพฒั นา

คณุ ภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรยี นรู้ ระบุสง่ิ ทผ่ี ู้เขียนจงึ รูแ้ ละปฏิบตั ิได้ มีคณุ ธรรมจริยธรรม และค่านิยมทพี่ งึ
ประสงค์ ทต่ี อ้ งการใหเ้ กิดแกผ่ ู้เรียนเมอ่ื จบการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานนอกจากนนั้ มาตรฐานการเรียนรู้ ยังเป็นกลไก สําคัญ ใน
การขบั เคลอื่ นพฒั นาการศึกษาท้งั ระบบเพราะมาตรฐาน การเรียนรจู้ ะสะทอ้ นให้ทราบวา่ ต้องการ อะไร ตอ้ งสอนอะไร
จะสอนอย่างไรและประเมินอย่างไร รวมทง้ั เป็นเคร่อื งมอื ในการตรวจสอบเพื่อการประกัน คุณภาพการศกึ ษาโดยใชร้ ะบบ
การประเมินคุณภาพภายใน และการประเมนิ คุณภาพภายนอกซง่ึ รวมถงึ การ ทดสอบระดบั เขตพื้นท่กี ารศกึ ษาและการ
ทดสอบระดบั ชาติ ระบบการตรวจสอบเพ่ือประกันคณุ ภาพดังกลา่ ว เปน็ สงิ่ สําคญั ทชี่ ว่ ยสะทอ้ นภาพการจัดการศกึ ษาวา่
สามารถพฒั นาผู้เรียนใหม้ ีคุณภาพตามท่มี าตรฐานการ เรยี นรู้กําหนดเพยี งใด

๑๕

ตวั ช้ีวดั

ตวั ช้ีวัดระบสุ ่ิงทผี่ ู้เรียนพงึ รแู้ ละปฏบิ ัติได้ รวมทง้ั คุณลักษณะของผู้เรยี นในแตล่ ะระดบั ชน้ั ซึง่ สะท้อน ถึงมาตรฐาน
การเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเปน็ รปู ธรรม นาํ ไปใชใ้ นการกําหนดเนอื้ หา จัดทาํ หน่วยการเรียนรู้ จดั การ
เรยี นการสอน และเปน็ เกณฑ์สาํ คญั สาํ หรับการวดั ประเมินผลเพ่อื ตรวจสอบคณุ ภาพ ผูเ้ รยี น

๑. ตัวชี้วดั ชน้ั ปี เปน็ เป้าหมายในการพฒั นาผเู้ รียนแตล่ ะชน้ั ปีในระดบั การศกึ ษาภาคบงั คับ ( ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ -
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ )

๒. ตวั ชี้วดั ชว่ งชนั้ เปน็ เปา้ หมายในการพฒั นาผูเ้ รียนในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๔ - ๖) หลกั สูตรไดม้ ี
การกําหนดมากบั มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชว้ี ดั เพอื่ ความเขา้ ใจและให้ส่ือสารตรงกันดังนี้

ว ๑.๑ ป.๑/๒

ว กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์
๑.๑ สาระที่ ๑ มาตรฐานท่ี ๑
ป.๑/๒ ตัวชีว้ ดั ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๑ ขอ้ ที่ ๒
ต ๒.๒ ม.๔-๖/๒

ต กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ
๒.๒ สาระที่ ๒ มาตรฐานท่ี ๒
ม.๔ - ๖/๒ ตวั ชวี้ ัดชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย ขอ้ ที่ ๒

โครงสรา้ งเวลาเรียน

ระดบั ประถมศึกษาปรบั เวลาเรียนพน้ื ฐานของแต่ละกล่มุ สาระการเรียนรู้ได้ตารมมความเหมาะสม สอดคล้องกบั
บรบิ ทจดุ เนน้ ของสถานศึกษาและศกั ยภาพของเรยี นโดยจดั เวลาเรยี นพน้ื ฐานสาระประวตั ศิ าสตตร์

ระดบั ประถมศึกษา

จัดเวลาเรยี นพืน้ ฐานสำหรับสาระประวัติศาสตร์ ๔๐ ชว่ั โมงต่อปี และต้องมีเวลาเรยี นพืน้ ฐานรวม จำนวน ๘๔๐
ชั่วโมงตอ่ ปปี และผเู้ รยี นตอ้ งมคี ณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีว้ ดั ที่กำหนด

ระดบั มธั ยมสึกษาตอนตน้

จดั เวลาเรยี นพื้นฐานสำหรบั สาระประวัติศาสตร์ ๔๐ ชวั่ โมงต่ออปี และตอ้ งมีเวลาเรยี นพืน้ ฐาน จำนวน ๔๘๐
ช่ัวโมงต่อปี หรือ ๒๒ หน่วยกติ ต่อปีและผูเ้ รียนตอ้ งมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชวี้ ัดทกี่ ำหนด และสอดคล้อง
กบั เกณฑก์ ารจบหลกั สตู ร

๑๖

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

จัดเวลาเรยี นพื้นฐานสำหรบั สาระประวัตศิ าสตร์ รวม ๓ ปี ๘๐ ชวั่ โมงต่อปี และมเี วลาเรยี นพน้ื ฐาน ๓ ปี จำนวน
๑๖๔๐ ชัว่ โมง หรอื ๔๑ หน่วยกติ และผเู้ รียนตอ้ งมีคุณภาพตามมาตรฐานกาเรียนร้แู ละตัวชี้วดั ทีก่ ำหนด และสอดคลอ้ ง
กบั เกณฑ์การจบหลกั สตู ร

จัดเวลาเพม่ิ เตมิ โดยจดั เปน็ รายวชิ าเพ่มิ เติม หรอื กจิ กรมเพ่ิมตมิ ให้สอดคลอ้ งกับ จดุ เนน้ และความพรอมของ
สถานศึกษา และเกณฑ์การจบหลกั สสตู ร

*เฉพาะระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑-๓ สถานศกึ ษาอาจจดั หะเป็นเวลาสำหรับสาระการเรียนรูพ้ ้ืนฐานในกลลุ่ม
สารถะการเรียนรภู้ าษาไทยและกลุม่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์

จดั เวลาสำหรับกิจกรมมพฒั นาผูเ้ รียน จำนวน ๑๒๐ ชว่ั โมงกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน รวม ๓ ปี จำนวน ๓๖๐ ชั่วโมง

จดั เวลาเรียนรวมท้ังหมด ใหเ้ ปน็ ไปตามความเหมาะสมของสถานศึกษา ทงั้ น้ีควรคำนึงถึง ศักยภาพและพฒั นาการ
ตามชว่ งวยั ของผูเ้ รียนและเกณฑ์การจบหลักสูตร

จากข้างต้นสรุปไดว้ ่า หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรุง พทุ ธศักราช
๒๕๖๐ ) มีการเปลย่ี นแปลงจากหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ดัง้ น้ี

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา
และวัฒนธรรม (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
ประกอบดว้ ยสาระ และมาตราฐานการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
และสาระภมู ศิ าสตร์ ในกลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

สาระการเรยี นรูท้ ีม่ ีการปรบั ปรงุ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสงั คมศึกษา ในสาระภูมศิ าสตร์ ส่วนกลลุม่
สาระการเรยี นรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี มกี ารยา้ ยสาระที่ ๒ การออกแบบและเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร
มาเปน็ สาระท่ี ๔ ของกล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

การเปล่ียนแปลงทเี่ กิดขึน้ ในแต่ละ่ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ยังคงมีรายวิชาพนื้ ฐานและเพ่ิมเติมเหมอื นเดมิ แต่ในสว่ น
ของรายวชิ าเพิ่มเตมิ มีการกำหนดผลการเรยี นรู้ในหลกั สูตร ให้มคี วามชัดเจนและงา่ ยสำหรับการนำไปใช้มากข้ึน โดยมี
รายละเอียดดังน้ี

กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์

กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตรแ์ บง่ รายวชิ าออกเปน็ ๒ รายวชิ าได้แกร่ ายวชิ าคณิตศาสตรพ์ ้ืนฐานท่ีกำหนดสาระ
การเรียนรแู้ กนกลางกำหนดมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ชว้ี ดั สำหรับผู้เรียนชั้น ป. ๑-๓ และ ม. ๔-๖ แผนการเรยี นอ่นื ๆ

๑๗

จำนวนสาระการเรยี นรไู้ ดแ้ กส่ าระที่ ๑ จำนวนและ พีชคณติ สาระท่ี ๒ การวดั และเรขาคณติ และสาระที่ ๓ สถิตแิ ละความ
น่าจะเปน็ รายวชิ าคณติ ศาสตรเ์ พิม่ เติมที่กำหนดสาระการเรียนรเู้ พม่ิ เติมกำหนดผลการเรียนรทู้ ่เี ชอื่ มโยงกบั มาตรฐานการ
เรียนรู้ในสาระที่ ๑-๓ และผลการเรยี นร้ใู นสาระแคลคลู ัสสำหรับผ้เู รยี นชนั้ ม ๔-๖ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์

กลุม่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

สาระท่ี ๑ จำนวนและพีชคณติ

มาตรฐาน ค๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของการแสดง
มาตรฐาน ค ๑.๒ จำนวน ระบบจำนวน การ
มาตรฐาน ค ๑.๓ ดำเนนิ การของจำนวน ผลทเ่ี กดิ ขึ้น

จากการดำเนนิ การ สมบตั ขิ องการ
ดำเนนิ การ และนำไปใช้
เขา้ ใจและวิเคราะห์แบบรปู
ความสัมพันธ์ ฟังก์ชน่ั ลำดับและ

อนุกรม และนำไปใช้
ใช้นพิ จน์ สมการ และอสมการ
อธบิ ายความสมั พันธห์ รอื ช่วยแก้ปที่
กำหนดให้

สาระที่ ๒ การวดั และเรขาคณิต เขา้ ใจพื้นฐานเกี่ยวกบั การวดั
มาตรฐาน ค ๒.๑ วดั เเละคาดคะเนขนาดของสิ่งท่ี
ต้องการวดั และนำไปใช้
มาตรฐาน ค ๒.๒ เข้าใจและวเิ คราะหร์ ูปเรขาคณิต

สมบัติของรปู เรขาคณติ
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรปู เรขาคณิต
เละทฤษฎีบท ทางเรขาคณิต และ
นำไปใช้

สาระท่ี ๓ สถติ ิและความนาจะเปน็ เข้าใจกระบวนการทางสถติ ิ และ
มาตรฐาน ค ๓.๑ ใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปญั หา
เขา้ ใจหลักการนบั เบื้องตน้ ความ
มาตรฐาน ค ๓.๒
นา่ จะเป็น และนำไปใช้

๑๘

ทงั้ นี้รายวชิ าเพ่ิมเตมิ อน่ื ๆสามารถเปิดสอนได้ตามความพร้อมและจุดเน้นของโรงเรยี นตามความต้องการและความ
ถนัดของผเู้ รยี นโดยโรงเรียนกำหนดผลการเรยี นรขู้ องรายวชิ าน้นั ๆ

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์แบ่งรายวิชาออกเป็น ๒ รายวิชาไดแ้ ก่

รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐานทก่ี ำหนดสาระการเรยี นรู้แกนกลางกำหนดมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวช้ีวดั สำหรบั
ผเู้ รยี นชั้น ป. ๑ ถึง ม. ๓ และ ม. ๔-๖ แผนการเรยี นอ่นื ๆ จำนวน ๔ สาระการเรียนรไู้ ด้แก่สาระท่ี ๑วทิ ยาศาสตรแ์ ละ
ชีวภาพสาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพสาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศและสาระท่ี ๔ เทคโนโลยีซงึ่ ประกอบไป
ดว้ ยการออกแบบและเทคโนโลยีวทิ ยาการคำนวณ

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบ
สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ นเิ วศ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง
มาตรฐาน ว ๑.๑ สงิ่ ไม่มชี วี ิตกบั สงิ่ มชี วี ติ และ

มาตรฐาน ว ๑.๒ ความสมั พันธร์ ะหว่างสิง่ มชี ีวติ กบั
ส่งิ มีชวี ิตตา่ งๆ ในระบบนิเวศ การ
ถ่ายทอดพลังงาน
การเปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบ
นิเวศ ความหมายของประชากร
ปัญหาและผลกระทบทีม่ ตี อ่
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
แนวทางในการอนรุ กั ษ์
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไข
ปญั หาสิง่ แวดลอ้ ม รวมทั้งนำความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์เข้าใจสมบัตขิ อง
สิง่ มีชวี ติ หนว่ ยพ้นื ฐานของสงิ่ มชี ีวิต
การลำเลยี งสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ความสมั พนั ธ์ระหว่าง
โครงสรา้ ง และหนา้ ท่ีของระบบ
ตา่ งๆ ของสตั ว์และมนษุ ย์ที่ทำงาน
สมั ผัสกนั ความสัมพนั ธ์ของ
โครงสรา้ งและหน้าทขี่ องอวัยวะ
ตา่ งๆของพชื ทท่ี ำงานสัมผสั กัน
รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๓ ๑๙

เข้าใจกระบวนการและความสำคญั
ของการถา่ ยทอดลักษณะทาง
พันธุกรรมสารพนั ธุกรรม การ
เปล่ียนแปลงทางพนั ธกุ รรมท่มี ผี ล
ตอ่ ส่งิ มชี ีวิต ความหลากหลายทาง
ชีวภาพและววิ ฒั นาการของ
สง่ิ มีชีวติ รวมทงั้ นำความรู้ไปใช้
ประโยชน์

สารท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ เข้าใจสมบัตขิ องสสาร
มาตรฐาน ว ๒.๑ องคป์ ระกอบของสสาร
ความสมั พันธร์ ะหว่างสมบัตขิ อง
มาตรฐาน ว ๒.๒ สสารกบั โครงสรา้ งและแรงยดึ
มาตรฐาน ว ๒.๓ เหน่ยี วระหวา่ งอนภุ าค หลกั และ
ธรรมชาตขิ องการเปลย่ี นแปลง
สถานะของสสาร การเกดิ
สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ า
เคมี
เข้าใจธรรมชาติของแรงใน
ชวี ิตประจำวนั ผลของแรงทกี่ ระทำ
ตอ่ วตั ถุ ลักษณะการเคลื่อนท่ีแบบ
ต่างๆ ของวัตถุ รวมท้งั นำความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์
เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การ
เปลีย่ นแปลงและการถ่ายโอน
พลงั งาน ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งสสาร
และพลงั งาน พลงั งานใน
ชวี ิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคล่ืน
ปวสการทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับแสง เสยี ง
และคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมท้งั นำ
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกา

มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองคป์ ระกอบลกั ษณะ

กระบวนการเกิดและวิวฒั นาการ

มาตรฐาน ว ๓.๒ ๒๐

สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี ของเอกภพกาแล็กซีดาวฤกษ์ และ
มาตรฐาน ว ๔.๑ ระบบสุรยิ ะ รวมทง้ั ปฏิสมั พนั ธ์
ภายในระบบสุริยะทส่ี ่งผลตอ่
มาตรฐาน ว ๔.๒ สง่ิ มชี วี ิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีอวกาศ
เข้าใจองคป์ ระกอบและ
ความสมั พนั ธ์ของระบบโลก
กระบวนการเปลยี่ นแปลงภายใน
โลก และบนผวิ โลก ธรณีพบิ ัตภิ ัย
กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟ้า
อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทัง้
ผลต่อส่งิ มชี วี ิตและส่งิ แวดล้อม

เขา้ ใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี
เพ่อื การดำรงชีวติ ในสงั คมที่มกี าร
เปลี่ยนแปลง อยา่ งรวดเรว็ ใช้
ความรู้และทกั ษะด้านวิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ เพ่ือ
แก้ปัญหาหรอื พัฒนางานอย่างมี
ความคิดสร้างสรรคด์ ว้ ย
กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม
เลอื กใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสม
โดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อสง่ิ มชี วี ิต
สังคมและสง่ิ แวดลอ้ ม
เขา้ ใจและใช้แนวคิดเชงิ คำนวณใน
การแกป้ ญั หาทพี่ บในชวี ติ จรงิ อย่าง
เปน็ ขน้ั ตอนและ เปน็ ระบบ ใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
สือ่ สารในการเรยี นรู้ การทำงาน
และการแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธภิ าพ รเู้ ท่าทนั และมี
จรยิ ธรรม

๒๑

วิทยาศาสตร์เพิ่มเตมิ ทีก่ ำหนดสาระการเรียนร้เู พม่ิ เตมิ และกำหนดผลการเรยี นรู้สำหรบั ผเู้ รยี นชนั้ ม ๔-๖ แผนการ
เรียนวทิ ยาศาสตร์จำนวน 4 สาระการเรียนร้ไู ด้แก่ ๑ สาระชวี วทิ ยา ๒ สาระเคมี ๓ สาระฟสิ กิ ส์ และ ๔ สาระโลกดารา
ศาสตร์ และอวกาศทง้ั นร้ี ายวิชาเพิม่ เติมอ่นื ๆ สามารถเปดิ สอนไดต้ ามความพรอ้ มและจดุ เน้นของโรงเรียนตามความ
ตอ้ งการ และความถนดั ของผเู้ รยี นโดยโรงเรยี นกำหนดผลการเรียนรู้ของรายวชิ านัน้ ๆ

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม

กลุม่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมมีการตัดเนอื้ หาเพมิ่ เนอ้ื หาเปล่ยี นคำและข้อความบางส่วน
และปรับสาระภมู ศิ าสตร์ที่ใหค้ วามสำคัญกบั การรู้เรือ่ งภูมศิ าสตร์ (Geo-Literacy )ซงึ่ เน้นความรู้ทางภมู ิศาสตร์
ความสามารถทางภูมิศาสตร์ทักษะทางภูมิศาสตรแ์ ละกระบวนการทางภูมิศาสตร์

สาระภูมศิ าสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรูส้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

สาระท่ี ๕ ภมู ศิ าสตร์ เข้าใจลกั ษณะทางกายภาพของโลก
มาตรฐาน ส ๕.๑ และความสมั พันธ์ ของสรรพสง่ิ ซง่ึ มี
ผลต่อกัน ใชแ้ ผนท่ีและเคร่ืองมอื
มาตรฐาน ส ๕.๒ ทางภมู ศิ าสตรใ์ นการค้นหา
วเิ คราะห์ และสรุปขอ้ มูล ตาม
กระบวนการทางภมู ิศาสตร์
ตลอดจนใชภ้ มู สิ ารสนเทศอยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ
เข้าใจปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งมนษุ ยก์ ับ
สงิ่ แวดล้อมทางกายภาพท่ีก่อให้เกดิ
การสร้างสรรค์วิถีการดำเนนิ ชวี ติ มี
จิตสำนกึ และมีส่วนรว่ มในการ
จดั การทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อม
เพอื่ การพฒั นาทย่ี งั่ ยืน

การจดั รายวชิ าตามโครงสรา้ งของหลกั สตู รและการปรับหลกั สตู รสถานศกึ ษายังคงมีรายวิชาพนื้ ฐานและเพมิ่ เติม
เหมอื นเดมิ แต่ตอ้ งมีการเปดิ รายวิชาใหม่ในกล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์เนื่องจากมีการยา้ ยสาระท่ี ๒ การออกแบบ
และเทคโนโลยแี ละสาระที่ ๓ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารจากกล่มุ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี
มาเปน็ สาระที่ ๔ ของกลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ซ่ึงประกอบดว้ ยมาตรฐาน ว ๔.๑ การออกแบบและเทคโนโลยีและ
มาตรฐาน ว ๔.๒ วทิ ยาการคำนวณโดยเฉพาะวชิ าคอมพวิ เตอร์เดมิ ทจี่ ะต้องเปลี่ยนรหัสวิชาจาก “ ง มาเปน็ ว”

๒๒

จากข้างต้นแสดงใหเ้ หน็ ว่าหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐ มีการ
ปรับปรงุ ขอ้ มลู ในบางกลมุ่ สาระการเรียนรู้เพ่อื ใหพ้ ฒั นาศกั ยภาพของผูเ้ รยี นให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงของสงั คมโลกและ
การปรบั ปรงุ ดงั กล่าวจงึ มีผลทำให้มีการเปล่ียนแปลงในหลักสูตรสถานศกึ ษาดว้ ย

หลักเกณฑ์การใช้หลกั สตู ร

จากมาตรา ๒๗ ระบขุ ้อความทม่ี สี ่วนเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าทีข่ องสถานศึกษาในการนำหลักสูตรไปใชโ้ ดยตรงซง่ึ
กำหนดไวว้ า่ ให้คณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐานกำหนดหลักสตู รแนวทางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานเพ่ือความเป็นไทยความ
เป็นพลเมอื งที่ดขี องชาตกิ ารดำรงชีวติ และการประกอบอาชีพตลอดจนเพือ่ การศึกษาต่อและใหส้ ถานศึกษาขน้ั พนื้ ฐานมี
หน้าท่ีจดั ทำสาระของหลกั สูตรตามวัตถุประสงคใ์ นวรรคหนง่ึ ในสว่ นท่เี กี่ยวกับปญั หาในชมุ ชนและสงั คมภูมิศาสตร์ปญั ญา
ทอ้ งถ่นิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์เพอ่ื เปน็ สมาชกิ ทด่ี ีของครอบครัวชมุ ชนสังคมและประเทศชาติ

จากข้างต้นเหน็ ได้วา่ สถานศึกษามีหนา้ ที่จัดทำสาระของหลกั สตู ร จากหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน
ในสว่ นทเี่ กี่ยวกบั ปัญหาในชมุ ชนและสงั คมภมู ศิ าสตรป์ ัญญาทอ้ งถน่ิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ เพือ่ เปน็ สมาชกิ ทดี่ ีของ
ครอบครวั ชมุ ชนและประเทศชาติ โดยมณนภิ า ชุติบุตร (๒๕๓๘ : ๕) ได้เสนอแนวทางการนำภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ไปใช้ใน
การจัดทำหลกั สตู รสถานศกึ ษาดังน้ี

๑.เนน้ การศกึ ษา วิเคราะห์ ทำความเขา้ ใจวธิ ีคิดและความคดิ ของภมู ปิ ัญญาทอ้ งถนิ่

๒.นำกระบวนการหรือแนวคดิ ของภูมิปญั ญาทอ้ งถนิ่ มาจัดทำหลกั สูตรสถานศึกษา

๓.นำกระบวนการคดิ ของภมู ิประเทศราชาบ้านมาเสริมสรา้ งกบั แนวคิดแบบวทิ ยาศาสตร์

๔.สรา้ งกระบวนการคดิ หลายมมุ โดยส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนได้คิดอยา่ งอสิ ระแลว้ เชือ่ โยงกับชวี ติ จริง

๕.ใหภ้ ูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ินมีส่วนรว่ มในการจัดทำหลกั สตู ร

กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน

กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งใหผ้ ู้เรียนได้พฒั นาตนเองตามศกั ยภาพ พฒั นาอย่างรอบดา้ นเพื่อความเปน็ มนษุ ยท์ ี่
สมบูรณ์ ท้งั รา่ งกาย สติปญั ญา อารมณ์ และสังคม เสรมิ สรา้ งใหเ้ ปน็ ผ้มู ศี ีลธรรม จรยิ ธรรม มรี ะเบยี บ วนิ ัย ปลูกฝงั และ
สร้างจิตสาํ นึกของการทาํ ประโยชน์เพ่ือสงั คมสามารถจัดการตนเองได้ และอยู่ร่วมกบั ผอู้ ่นื อย่างมคี วามสขุ กจิ กรรมพฒั นา
๓ ลักษณะดังนี้

๑. กิจกรรมแนะแนว เปน็ กิจกรรมที่ส่งเสรมิ และพฒั นาผเู้ รยี นใหร้ ูส่งิ แวดล้อม สามารถคิดตดั สนิ ใจ คิด แก้ปัญหา กําหนด
เป้าหมาย วา่ วางแผนชวี ิตทัง้ ดา้ นการเรยี นและอาชีพ สามารถปรบั ตนได้อยา่ งเหมาะสม

นอกจากนี้ยังชว่ ยใหค้ รูรจู้ กั และเข้าใจผเู้ รยี นทงั้ ยงั เปน็ กิจกรรม ช่วยเหลอื และใหค้ าํ ปรกึ ษาแก่ผปู้ กครองในการ มี
ส่วนรว่ มพฒั นาผเู้ รียน

๒๓

๒. กจิ กรรมนักเรียน เปน็ กจิ กรรมทม่ี งุ่ พฒั นาความมรี ะเบียบวนิ ยั ความเปน็ ผู้นาํ ผูต้ ามที่ดี ความ รบั ผดิ ชอบ การทาํ งาน
รว่ มกัน การร้จู ักแก้ปญั หา การตัดสินใจทเ่ี หมาะสม ความมีเหตผุ ลการช่วยเหลือแบง่ ปัน กนั เอือ้ อาทรและสมานฉนั ท์ โดย
จดั ใหส้ อดคล้องกับความสามารถ ความถนดั และความสนใจของผู้เรียน ให้ ผเู้ รียนได้ปฏบิ ตั ิในทุกขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ การศกึ ษา
วิเคราะห์วางแผน ปฏิบัตติ ามแผน ประเมนิ และปรบั ปรงุ การ ทาํ งาน เน้นการทํางานร่วมกันเปน็ กลุ่มตามความเหมาะสม
และสอดคล้องกับวฒุ ภิ าวะของผู้เรียน บรบิ ทของ สถานศกึ ษาและทอ้ งถิ่น กจิ กรรมนกั เรียนประกอบด้วย

๒.๑ กจิ กรรมลูกเสอื เนตรนารี ยวุ กาชาด ผู้บาํ เพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวชิ าทหาร

๒.๒ กิจกรรมชุมนมุ ชมรม

๓. กจิ กรรมเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชน์ เปน็ กจิ กรรมทีส่ ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียน บําเพญ็ ตนใหเ้ ป็น

ประโยชนต์ อ่ สงั คม ชมุ ชน และทอ้ งถ่นิ ตามความสนใจในลักษณะอาสาสมคั ร เพือ่ แสดงถงึ ความรบั ผิดชอบ ความดงี าม
ความเสยี สละต่อสงั คม มจี ิตสาธารณะ เช่น กจิ กรรมอาสาพฒั นาตา่ งๆกิจกรรมสรา้ งสรรค์สงั คม

ระดบั การศึกษา

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน จดั ระดบั การศกึ ษาเป็น ๓ ระดบั ดงั นี้

๑. ระดบั ประถมศกึ ษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๖ )

การศกึ ษาระดับน้เี ปน็ ชว่ งแรกของการศึกษาภาคบังคบั ม่งุ เน้นทักษะพ้นื ฐานดา้ นการอา่ น การ เขียน การคิดคํานวณ
ทกั ษะการคดิ พ้ืนฐาน การตดิ ต่อสอื่ สาร กระบวนการเรยี นรู้ทางสังคม และ พนื้ ฐานความเปน็ มนุษย์ การพฒั นาคุณภาพ
ชีวิตอย่างสมบูรณ์และสมดลุ ทง้ั ในด้านรา่ งกาย สติปญั ญา อารมณ์ สงั คมและวฒั นธรรมโดยเน้นจัดการเรียนร้แู บบบรู ณการ

๒. ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ (ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑-๓ )

เป็นช่วงสุดทา้ ยของการศึกษาภาคบังคับ มงุ่ เนน้ ให้ผ้เู รยี นไดส้ าํ รวจความถนัดและความสนใจของ ตนเอง ส่งเสรมิ การ
พฒั นาบคุ ลิกภาพส่วนตน มที ักษะในการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณคดิ สรา้ งสรรค์ และคดิ แก้ปญั หา มที กั ษะในการดาํ เนนิ ชีวติ
มที กั ษะการใชเ้ ทคโนโลยีเพอื่ เปน็ เครื่องมือในการ เรียนรู้ มีความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม มคี วามสมดลุ ทั้งดา้ นความรู้ ความคดิ
ความดงี าม และมคี วาม ภูมใิ จในความเปน็ ไทย ตลอดจนใช้เปน็ พ้นื ฐานในการประกอบอาชีพหรอื การศึกษาต่อ

๓. ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ๔่ี -๖ )

ความรแู้ ละทักษะเฉพาะดา้ น สนองตอบการศึกษาระดบั นี้เนน้ การเพิ่มพูนความสามารถ ความ ถนดั และความสนใจของ
ผู้เรยี นแตล่ ะคนท้งั ดา้ นวชิ าการและวิชาชีพมที ักษะในการใชว้ ทิ ยาการและเทคโนโลยี ทกั ษะกระบวนการคดิ ขัน้ สงู สามารถ
นาํ ความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้เกดิ ประโยชนใ์ น การศกึ ษาตอ่ และการประกอบอาชพี มุ่งพฒั นาตนและประเทศตามบทบาท
ของตน สามารถเป็น ผนู้ ํา และผใู้ หบ้ ริการชุมชนในดา้ นต่าง ๆ

๒๔

การจัดเวลาเรียน

หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ได้กําหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนพนื้ ฐานสาหรับกลุ่มสาระ การเรยี น
๓ กลุ่ม และกจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รียน ซ่งึ สถานศึกษาสามารถเพ่มิ เติมได้ตามความพร้อมและจดุ เน้น โดยสามารถปรบั ให้
เหมาะสมตามบรบิ ทของสถานศกึ ษาและสภาพของผเู้ รียน ดังนี้

๑. ระดบั ประถมศึกษา (ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๑ - ๖)

ใหจ้ ดั เวลาเรียนเป็นรายปี โดยมเี วลาเรียนวันละไมเ่ กนิ ๕ ชวั่ โมง

๒. ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ (ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓)

ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มเี วลาเรยี นวนั ละไม่เกนิ 5 ช่ัวโมง คดิ น้ำหนกั ของรายวิชาท่เี รียนเปน็ หน่วยกิต ใช้เกณฑ์ ๔๐
ชวั่ โมงตอ่ ภาคเรียน มีคา่ นาํ้ หนกั วชิ าเทา่ กบั 6 หน่วยกิต (นก)

๓. ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๔ - ๖)

ใหจ้ ัดเวลาเรียนเปน็ รายภาค มีเวลาเรยี นวนั ละไม่นอ้ ยกวา่ 5 ชว่ั โมง คดิ นาํ้ หนักของรายวชิ าท่เี รยี นเป็นหนว่ ยกติ ใชเ้ กณฑ์
๔๐ ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรียน มีค่านาํ้ หนกั วิชาเท่ากบั ๑ หน่วยกิต (นก.)

การจดั การศึกษาสาํ หรบั กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

การจัดการศกึ ษาบางประเภทสาํ หรับกล่มุ เปา้ หมายเฉพาะ

การจดั การศกึ ษาบางประเภทสาํ หรับกล่มุ เปา้ หมายเฉพาะ เชน่ การศกึ ษาเฉพาะทาง การศกึ ษา สําหรบั ผู้มี
ความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลอื ก การศึกษาสาํ หรับผู้ดอ้ ยโอกาส การศึกษาตามอธั ยาศยั สามารถนาํ หลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐานไปปรับใชไ้ ด้ ตามความเหมาะสมกบั สภาพและบรบิ ทของ แต่ละกลมุ่ เปา้ หมาย โดยให้มี
คณุ ภาพตาม มาตรฐานทก่ี ําหนด ท้งั นี้ใหเ้ ปน็ ไป ตามหลกั เกณฑ์ และวธิ กี ารที่ กระทรวงศกึ ษาธิการกาํ หนด

การจดั การเรียนรู้

การจดั การเรยี นรเู้ ป็นกระบวนการสาํ คัญในการนาํ หลกั สตู รสกู่ ารปฏบิ ตั หิ ลักสูตรแกนกลาง การศึกษา ขนั้ พ้นื ฐาน
เปน็ หลักสูตรทม่ี มี าตรฐานการเรียน สมรรถนะสาํ คัญของผ้เู รยี น และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เป็นเป้าหมายสําคัญ
สาํ หรบั พฒั นาเด็กและเยาวชนผสู้ อนต้องพยายามคัดสรรกระบวนการเรยี นรู้ จัดการเรยี นรู้ เพอ่ื พัฒนาผูเ้ รยี นใหม้ ี คุณภาพ
ตาม มาตรฐานการเรยี นรทู้ ั้ง ๘ กลุ่มสาระเรยี นรู้ รวมท้งั ปลูกฝงั เสริมสรา้ งคณุ ลกั ษณะ อนั พึงประสงค์ พัฒนาทักษะ ตา่ งๆ
อนั เป็นสมรรถนะสาํ คัญที่ตอ้ งการให้เกดิ แกผ่ ู้เรยี น

๑. หลกั การจัดการเรยี นรู้
การจัดการเรียนรเู้ พื่อให้ผเู้ รียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสาํ คญั และคณุ ลักษณะอนั พึง
ประสงคต์ ามทก่ี ําหนดไวใ้ นหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา ข้นั พน้ื ฐาน โดย ยึดหลักว่า ผูเ้ รยี นมีความสาํ คัญท่สี ดุ เชอื่ ว่าทุก
คนมคี วามสามารถเรยี นรู้ และพัฒนาตนเองได้ ยดึ ประโยชนท์ ีเ่ กดิ กบั ผู้เรยี น กระบวนการจดั การเรยี นรตู้ ้องส่งเสรมิ ให้

๒๕

ผู้เรยี น สามารถพัฒนาตาม ธรรมชาตแิ ละเต็มตามศักยภาพ คาํ นึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่าง บคุ คลและพัฒนาการทาง
สมอง เน้น ให้ความสาํ คัญทั้งความรู้ และคณุ ธรรม

๒. กระบวนการเรียนรู้

การจัดการเรยี นรู้ที่เนน้ ผเู้ รียนเปน็ สาํ คัญ ผ้เู รียนจะตอ้ งอาศัยกระบวนการเรยี นรู้ที่หลากหลาย เปน็ เครอ่ื งมือท่จี ะนําพา
ตนเองไปสู่เป้าหมายของหลกั สตู ร กระบวนการเรียนรู้ ทจ่ี าํ เปน็ สาํ หรับผู้เรยี น อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบรู ณาการ
กระบวนการสรา้ งความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชญิ สถานการณ์และแกป้ ัญหา
กระบวนการเรยี นรู้ จาก ประสบการณจ์ รงิ กระบวนการปฏบิ ตั ิ ลงมือทาํ จรงิ กระบวนการจัดการ กระบวนการวจิ ยั
กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพฒั นาลกั ษณะนสิ ัย

กระบวนการเหลา่ นเ้ี ปน็ แนวทางในการจดั การเรยี นรทู้ ผ่ี เู้ รยี นควรไดร้ ับการฝกึ ฝนพฒั นา เพราะจะสามารถช่วยให้
ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรไู้ ดด้ ี บรรลเุ ปา้ หมายของหลักสูตร ดังนน้ั ผสู้ อนจงึ จาํ เป็นตอ้ งศึกษาทาํ ความเข้าใจในกระบวนการ
เรียนรูต้ ่างๆ เพอ่ื ให้สามารถเลือกใชใ้ นการจดั กระบวนการ อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

๓. การออกแบบการจัดการเรยี นรู้

ผสู้ อนตอ้ งศกึ ษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เขา้ ใจถึงมาตรฐานการเรียนรสู้ มรรถนะสําคญั ของผเู้ รียนคณุ ลกั ษณะอนั พงึ
ประสงค์ แล้วจึงพจิ ารณาออกแบบการจัดการเรยี นรู้ โดยเลือกใชว้ ธิ สี อนและเทคนคิ การสอน สอื่ แหลง่ เรียนรู้ การวัดและ
ประเมนิ ผล เพื่อให้ผเู้ รยี น ได้พฒั นาเต็มตามศกั ยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรซู้ งึ่ เปน็ เป้าหมายที่กาํ หนด

๔. บทบาทของผู้สอนและผเู้ รยี น

การจดั การเรียนรเู้ พือ่ ใหผ้ ู้เรียนมีคณุ ภาพตามเปา้ หมายของหลกั สูตร ท้ังผู้สอนและ ผู้เรียน ควรมบี ทบาท ดังน้ี

บทบาทของผ้สู อน

๑) ศึกษาวิเคราะห์ผเู้ รยี นเป็นรายบคุ คล แลว้ นาํ ข้อมลู มาใชใ้ นการวางแผนการ จัดการเรยี นรทู้ ที่ า้ ทายความสามารถของ
ผู้เรยี น

๒) กําหนดเป้าหมายที่ตอ้ งการให้เกิดข้นึ กับผู้เรียน ด้านความร้แู ละทักษะ กระบวนการ ที่เป็นความคิดรวบยอด หลกั การ
และความสมั พนั ธ์ รวมทง้ั คณุ ลกั ษณะอนั พึง ประสงค์

๓) ออกแบบการเรียนร้แู ละจดั การเรยี นร้ทู ่ีตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล และพฒั นาการทางสมอง เพอ่ื นาํ ผู้เรยี น
ไปสู่เปา้ หมาย

๔) จดั บรรยากาศทีย่ งิ่ ต่อการเรยี นรู้ และดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นใหเ้ กดิ การเรียนรู้

๕) จดั เตรียมและเลอื กใชส้ อื่ ใหเ้ หมาะสมกบั กจิ กรรม นาํ ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน เทคโนโลยที เ่ี หมาะสมมาประยุกต์ใชใ้ นการ
จดั การเรียนการสอน

๒๖

๖) ประเมินความกา้ วหน้าของผเู้ รยี นด้วยวิธกี ารท่หี ลากหลาย เหมาะสมกบั ธรรมชาติของวชิ าและระดบั พฒั นาการของ
ผู้เรียน
๗) วเิ คราะห์ผลการประเมินมาใชใ้ นการซ่อมเสริมและพฒั นาผ้เู รยี น รวมทั้งปรับปรุง การจดั การเรียนการสอนของตนเอง
๔.๒ บทบาทของผู้เรียน
๑) กําหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง
๒) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหลง่ การเรยี นรู้ วเิ คราะห์ สงั เคราะหข์ อ้ ความรู้ ตั้ง คาํ ถาม คิดหาคําตอบหรือหาแนวทาง
แกป้ ญั หาด้วยวิธกี ารตา่ งๆ
๓) ลงมอื ปฏบิ ตั จิ ริง สรปุ ส่ิงทไ่ี ดเ้ รยี นรูด้ ว้ ยตนเอง และนาํ ความรไู้ ปประยกุ ต์ใช้ใน สถานการณต์ า่ ง ๆ
๔) มีปฏสิ มั พันธ์ ทาํ งาน ทาํ กจิ กรรมรว่ มกับกลุ่มและครู
๕) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรยี นรูข้ องตนเองอยา่ งตอ่ เนือ่ งสือ่ การเรยี นรู้
๑) ศึกษาวิเคราะหผ์ ู้เรยี นเปน็ รายบุคคล แลว้ นาํ ข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการ จดั การเรียนร้ทู ที่ ้าทายความสามารถของ
ผเู้ รียน
๒) กําหนดเปา้ หมายท่ีตอ้ งการใหเ้ กิดขน้ึ กับผูเ้ รียน ด้านความรู้และทกั ษะ กระบวนการ ทเี่ ป็นความคิดรวบยอด หลักการ
และความสมั พันธร์ วมทงั้ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
๓) ออกแบบการเรียนรแู้ ละจัดการเรยี นรทู้ ตี่ อบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และพัฒนาการทางสมอง เพอื่ นําผ้เู รยี น
ไปสเู่ ปา้ หมาย
๔) จดั บรรยากาศทย่ี ง่ิ ตอ่ การเรียนรู้ และดแู ลช่วยเหลอื ผ้เู รียนใหเ้ กดิ การเรยี นรู้
๕) จัดเตรยี มและเลอื กใช้สอื่ ให้เหมาะสมกับกิจกรรม นาํ ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ เทคโนโลยที ี่เหมาะสมมาประยุกตใ์ ชใ้ นการ
จดั การเรียนการสอน
๖) ประเมินความกา้ วหนา้ ของผเู้ รียนด้วยวิธีการท่หี ลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาและระดบั พฒั นาการของ
ผเู้ รยี น
๗) วเิ คราะหผ์ ลการประเมินมาใชใ้ นการซ่อมเสริมและพฒั นาผเู้ รยี น รวมท้ังปรับปรุง การจดั การเรยี นการสอนของตนเอง

บทบาทของผู้เรียน
๑) กําหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรียนร้ขู องตนเอง
๒) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถงึ แหลง่ การเรียนรู้ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ข้อความรู้ ต้งั คาํ ถาม คิดหาคําตอบหรอื หาแนวทาง
แก้ปญั หาด้วยวิธกี ารตา่ งๆ

๒๗

๓) ลงมือปฏบิ ัติจริง สรปุ สง่ิ ที่ไดเ้ รยี นร้ดู ว้ ยตนเอง และนาํ ความรู้ไปประยกุ ต์ใชใ้ น สถานการณต์ ่าง ๆ

๔) มปี ฏิสมั พนั ธ์ ทํางาน ทํากจิ กรรมร่วมกับกลมุ่ และครู

๕) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรยี นรูข้ องตนเองอย่างตอ่ เนอื่ ง

ส่ือการเรยี นรู้

สอื่ การเรียนร้เู ป็นเครื่องมอื สง่ เสริมสนบั สนนุ การจดั การ กระบวนการเรียนรู้ ใหผ้ เู้ รียนเขา้ ถงึ ความรู้ ทกั ษะ
กระบวนการ และ คณุ ลักษณะตามมาตรฐานการเรยี นรู้ของหลกั สูตรได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ สอ่ื การ เรียนรู้มหี ลากหลาย
ประเภท ทัง้ สอ่ื ธรรมชาติ ส่ือส่งิ พิมพ์ สอื่ เทคโนโลยี และเครือขา่ ยการเรียนรู้ตา่ ง ๆ ท่ีมีใน ทอ้ งถ่นิ การเลือกใชส้ อื่ ควรเลือก
ใหม้ ีความเหมาะสมกับระดับพฒั นาการ และลลี าการเรยี นรทู้ หี่ ลากหลายของผ้เู รยี น

การจดั หาสื่อการเรยี นรู้ ผเู้ รียนและผสู้ อนสามารถจัดทาํ และพฒั นาข้นึ เอง หรอื ปรบั ปรุงเลือกอยา่ งมี คุณภาพจาก
สอื่ ต่างๆ ที่มอี ยู่รอบตัวเพอื่ นํามาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ท่ีสามารถสง่ เสรมิ และสือ่ สารให้ ผูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้
โดยสถานศกึ ษา ควรจัดให้มอี ย่างพอเพียงเพ่อื พัฒนาให้ผเู้ รยี นเกิดการเรยี นรอู้ ย่างแทจ้ ริง สถานศกึ ษา เขตพนื้ ท่ี การศกึ ษา
หนว่ ยงานท่ีเกย่ี วขอ้ งและผู้มหี นา้ ทจ่ี ัดการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน ควรดําเนินการ ดงั น้ี

๑. จดั ใหม้ แี หลง่ การเรียนรู้ ศูนย์สอ่ื การเรยี นรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครอื ขา่ ยการเรียนรูท้ ่ี มีประสทิ ธภิ าพทงั้ ใน
สถานศึกษาและในชุมชน เพ่อื การศกึ ษาคน้ คว้าและการแลกเปล่ียนประสบการณก์ าร เรียนรู้ ระหว่างสถานศึกษา ท้องถ่นิ
ชมุ ชน สังคมโลก

๒. จดั ทาํ และจัดหาส่ือการเรียนรสู้ าํ หรับการศกึ ษาค้นควา้ ของผเู้ รยี น เสรมิ ความรู้ ให้ผสู้ อน รวมท้ัง จดั หาสง่ิ ที่มีอยใู่ น
ทอ้ งถนิ่ มาประยุกต์ใช้เปน็ การเรียนรู้

๓. เลือกและใช้สือ่ การเรียนรู้ทม่ี คี ุณภาพ มคี วามเหมาะสม มคี วามหลากหลาย สอดคล้อง กบั วธิ กี าร เรยี นรู้ ธรรมชาตขิ อง
สาระการเรียนรู้ และความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลของผูเ้ รยี น

๔. ประเมินคณุ ภาพของสอ่ื การเรียนรูท้ เ่ี ลือกใช้อย่างเปน็ ระบบ

๕. ศกึ ษาค้นคว้า วิจยั เพือ่ พฒั นาสื่อการเรียนรูใ้ ห้สอดคลอ้ งกับกระบวนการเรียนรูข้ องผ้เู รยี น

๖. จดั ให้มกี ารกาํ กบั ตดิ ตาม ประเมินคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพเก่ยี วกับส่ือและการใช้ สอ่ื การเรียนรู้เป็นระยะๆ และ
สม่ำเสมอ

ในการจดั ทาํ การเลือกใชแ้ ละการประเมนิ คณุ ภาพสือ่ การเรียนรทู้ ใี่ ช้ในสถานศึกษา ควรคาํ นงึ ถงึ หลักการสาํ คญั ของ
สอ่ื การเรียนรู้ เชน่ ความสอดคลอ้ งกับหลกั สูตร วัตถปุ ระสงค์ การเรยี นรู้ การออกแบบ กิจกรรมการเรยี นรู้ การจดั
ประสบการณ์ใหผ้ ้เู รียน เนื้อหามีความถกู ต้องและทนั สมัยไม่กระทบความมั่นคง ของชาติ ไมข่ ัดต่อศลี ธรรมมกี ารใชภ้ าษาท่ี
ถูกต้องรปู แบบการนาํ เสนอทเี่ ข้าใจงา่ ยและนา่ สนใจ

๒๘

การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ของผู้เรียนต้องอยบู่ นหลักการพ้ืนฐานสองประการ คือ การประเมิน เพอื่ พฒั นา
ผเู้ รยี นและเพ่ือตดั สินผลการเรยี น ในการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้ ของผูเ้ รยี นใหป้ ระสบผลสาํ เรจ็ นน้ั ผู้เรียนจะต้องไดร้ บั
การพัฒนาและประเมินตามตวั ชว้ี ัดเพ่ือให้ บรรจุตามมาตรฐานการเรยี นรู้ สะทอ้ น สมรรถนะสาํ คัญ และคณุ ลักษณะอันพึง
ประสงคข์ องผู้เรยี น ซ่งึ เปน็ เปา้ หมายหลักในการวัดและประเมินผลการ เรยี นรู้ในทุกระดบั ไมว่ า่ จะเปน็ ระดับช้นั เรยี น
ระดับสถานศกึ ษาระดบั เขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา และระดบั ชาติ การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ เปน็ กระบวนการพฒั นา
คณุ ภาพผเู้ รยี นโดยใช้ผลการประเมนิ เปน็ ขอ้ มูลและ สารสนเทศที่แสดงพัฒนาการความก้าวหน้าและความสําเร็จทางการ
เรยี นของผเู้ รียน ตลอดจนข้อมลู ทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ การสง่ เสริมให้ผู้เรยี นเกิดการพฒั นาและเรยี นรอู้ ยา่ งเต็มตามศักยภาพ

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ได้แก่ ระดบั ชัน้ เรียน ระดับสถานศกึ ษา ระดบั เขตพน้ื ที่
การศึกษา และระดบั ชาติมรี ายละเอียด ด้งนี้

๑. การประเมนิ ระดับชัน้ เรียน

เป็นการวดั และประเมนิ ผลที่อยใู่ นกระบวนการจัดการเรยี นรู้ ผสู้ อน เนินการเปน็ ปกตแิ ละสมาํ่ เสมอใน การจดั การเรียน
การสอน ใช้เทคนคิ การประเมนิ อย่างหลากหลาย เชน่ การซกั ถาม การสงั เกต การตรวจ การบา้ น การประเมินโครงงาน
การประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใชแ้ บบทดสอบ ฯลฯ โดย ผสู้ อนเปน็ ผปู้ ระเมินเองหรอื เปิดโอกาสให้
ผเู้ รียน ประเมินตนเอง เพอ่ื นประเมนิ เพ่ือน ผปู้ กครองรว่ มประเมนิ

การประเมนิ ระดบั ชน้ั เรยี นเป็นการตรวจสอบวา่ ผเู้ รยี นมพี ัฒนาการความก้าวหน้าในการเรยี นรู้ อนั เปน็ ผลมาจาก
การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื ไม่ และมากน้อยเพยี งใดมสี ่ิงท่ีจะตอ้ งได้รับการพฒั นา ปรบั ปรงุ และสง่ เสรมิ ในดา้ น
ใด นอกจากน้ยี งั เปน็ ข้อมูลใหผ้ ูส้ อนใชป้ รับปรุงการเรียนการสอนของตนดว้ ย ทง้ั น้ี โดยสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรู้
และด้วยวัด

๒. การประเมนิ ระดับสถานศึกษา

เปน็ การตรวจสอบผลการเรยี นของผ้เู รียนเปน็ รายปี รายภาค ผลการประเมนิ การอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น คุณลกั ษณะ
อันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น และ เป็นการประเมินเกย่ี วกับการจัด การศึกษาของสถานศึกษา วา่ สง่ ผลต่อ
การเรียนรขู้ องผู้เรียน ตามเปา้ หมายหรือไม่ ผเู้ รียนมีสิง่ ท่ตี อ้ งการพัฒนา ในด้านใด รวมทั้งสามารถนําผลการเรยี น ของ
ผ้เู รียนในสถานศึกษาเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ระดับชาติ และระดบั เขตพ้ืนที่การศึกษา ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะ
เป็นข้อมูลและสารสนเทศเพอื่ การปรบั ปรงุ นโยบาย หลักสตู ร โครงการ หรือวธิ กี ารจดั การเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการ
จัดทาํ แผนพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาของ สถานศึกษาตามแนวทางการประกนั คุณภาพการศกึ ษา และการรายงานผล การ
จดั การศึกษาตอ่ คณะกรรมการ สถานศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน สาํ นกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษา สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษา
ขัน้ พ้ืนฐาน ผปู้ กครอง และชมุ ชน

๓. การประเมินระดับเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษา

เป็นการประเมินคุณภาพผูเ้ รียนในระดบั เขตพื้นทกี่ ารศึกษาตามมาตรฐาน การเรยี นรู้ตามหลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาข้ัน
พื้นฐาน เพื่อใช้เป็นขอ้ มลู พ้นื ฐานในการพฒั นา คณุ ภาพการศกึ ษาของเขตพื้นที่ การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ

๒๙

สามารถดาํ เนินการ โดยประเมนิ คุณภาพผู้เรยี นดว้ ยวธิ กี ารและเคร่ืองมอื ที่เป็นมาตรฐานทจี่ ดั ทําและดาํ เนนิ การ โดยเขต
พืน้ ทก่ี ารศกึ ษา หรือดว้ ยความรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานต้นสงั กดั และหรือหน่วยงานทีเ่ กย่ี วข้อง นอกจากนย้ี งั ได้จากการ
ตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมนิ ระดบั สถานศึกษาในเขตพืน้ ท่ี การศกึ ษา

๔. การประเมินระดับชาติ

เปน็ การประเมนิ คุณภาพผูเ้ รียนในระดับชาตติ ามมาตรฐานการเรยี นร้ตู ามหลักสตู ร แกนกลาง การศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน
สถานศกึ ษาต้องจดั ให้ผูเ้ รียนทุกคนทเ่ี รียนในชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๓ และชนั้
มัธยมศึกษาปที ่ี 5 เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมนิ ใชเ้ ปน็ ข้อมลู ในการ เทียบเคยี งคณุ ภาพการศึกษาในระดบั ตา่ งๆ
เพ่ือนาํ ไปใช้ใน การวางแผนยกระดับคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา ตลอดจนเป็นขอ้ มลู สนบั สนนุ การตดั สินใจในระดบั นโยบาย
ของประเทศ

ข้อมลู การประเมินในระดบั ตา่ งๆ ข้างต้น เปน็ ประโยชนต์ อ่ สถานศกึ ษาในการตรวจสอบ ทบทวน พฒั นาคณุ ภาพ
ผเู้ รยี น ถือเปน็ ภาระความรบั ผดิ ชอบของสถานศึกษาท่ีจะตอ้ งจดั ระบบ ดแู ลชว่ ยเหลือ ปรับปรงุ แกไ้ ข สง่ เสริมสนบั สนุน
เพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพนื้ ฐาน ความแตกต่างระหวา่ งบุคคลท่ี จาํ แนกตามสภาพปัญหาและความ
ต้องการ ไดแ้ ก่ กลุ่มผเู้ รียนท่ัวไป กลมุ่ ผู้เรียนที่มีความสามารถพเิ ศษ กลมุ่ ผู้เรยี นท่มี ผี ลสัมฤทธิท์ างการเรยี นตา่ํ กลุม่ ผเู้ รียน
ท่ีมปี ญั หาดา้ นวนิ ัยและพฤตกิ รรม กลมุ่ ผเู้ รยี นที่ปฏเิ สธ โรงเรียน กลุ่มผู้เรยี นที่มปี ญั หาทางเศรษฐกจิ และสังคม กลุ่มพกิ าร
ทางร่างกายและสตปิ ญั ญา เปน็ ตน้ ข้อมลู จากการประเมนิ จงึ เป็นหวั ใจ ของสถานศึกษาในการดําเนนิ การชว่ ยเหลือผเู้ รียน
ไดท้ นั ท่วงที เปดิ โอกาสให้ ผเู้ รียนไดร้ ับ การพัฒนาและประสบความสําเรจ็ ในการเรยี น

สถานศกึ ษาในฐานะผู้รับผดิ ชอบจัดการศึกษา จะตอ้ งจดั ทําระเบยี บว่าดว้ ยการวดั และประเมนิ ผลการ เรียนของ
สถานศึกษาให้สอดคล้อง และเปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และแนวปฏิบัติ ท่เี ป็นข้อกาํ หนดของหลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาขนั้
พนื้ ฐาน เพือ่ ใหบ้ คุ ลากรที่เก่ียวข้องทกุ ฝา่ ยถอื ปฏิบัติร่วมกนั เกณฑ์การวัดและประเมนิ ผลการเรียน

การตัดสนิ การให้ระดับ และการรายงานผลการเรียน

การตดั สนิ ผลการเรียน

ในการตดั สนิ ผลการเรยี นของกลุม่ สาระการเรยี นรู้การอา่ น คิดวเิ คราะห์และเขียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ และ
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียนน้นั ผสู้ อนตอ้ งคํานงึ ถึงการพฒั นาผู้เรียน แตล่ ะ คนเปน็ หลัก และตอ้ งเก็บขอ้ มลู ของผเู้ รียนทกุ ดา้ น
อย่างสม่ําเสมอ และต่อเนอ่ื งในแต่ละ ภาคเรยี น รวมท้งั สอนซ่อมเสริมผเู้ รียนใหพ้ ฒั นาจนเตม็ ตามศกั ยภาพ

ระดบั ประถมศึกษา

๑) ผู้เรยี นตอ้ งมเี วลาเรียนไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนท้งั หมด

๒) ผู้เรยี นตอ้ งไดร้ ับการประเมินทกุ ตัวช้วี ดั และผ่านตามเกณฑท์ ่ีสถานศกึ ษากาํ หนด

๓๐

๓) ผ้เู รียนตอ้ งไดร้ บั การตดั สนิ ผลการเรยี นทุกรายวิชา
๔) ผู้เรียนต้องไดร้ ับการประเมิน และมีผลการประเมินผา่ นตามเกณฑ์ทส่ี ถานศึกษากาํ หนด ในการ
อ่าน คิดวเิ คราะห์และเขียน คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน
ระดบั มธั ยมศกึ ษา
๑) ตดั สินผลการเรียนเปน็ รายวชิ า ผ้เู รียนตอ้ งมีเวลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ ๘๐ ของ เวลาเรียนทง้ั หมดใน
รายวิชานน้ั ๆ
๒) ผเู้ รยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมนิ ทกุ ตัวชีว้ ัด และผา่ นตามเกณฑท์ ่ีสถานศึกษากาํ หนด
๓) ผู้เรียนต้องไดร้ บั การตดั สินผลการเรียนทุกรายวิชา
๔) ผู้เรียนตอ้ งไดร้ บั การประเมิน และมีผลการประเมินผา่ นตามเกณฑ์ ที่สถานศึกษากําหนด ในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์และ
เขยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น

การพิจารณาเลือ่ นชั้นทง้ั ระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา ถา้ ผู้เรียนมีขอ้ บกพรอ่ งเพียงเลก็ น้อยและสถานศึกษา
พจิ ารณาเหน็ ว่าสามารถพฒั นาและสอนซอ่ มเสริม ไดใ้ ห้อยู่ในดลุ พนิ ิจของสถานศึกษาทจ่ี ะผอ่ น ผันใหเ้ ลอ่ื นชนั้ ได้ แต่หาก
ผู้เรยี นไม่ผา่ นรายวชิ า จาํ นวนมาก และมแี นวโน้มวา่ จะเปน็ ปญั หาต่อการเรียนใน ระดับชนั้ ทสี่ งู ขนึ้ สถานศกึ ษาอาจต้ัง
คณะกรรมการพิจารณาใหเ้ รยี นซ่าช้นั ได้ ทง้ั น้ีใหค้ าํ นงึ ซึ่งภาวะและความรู้ ความสามารถของ ผู้เรียนเปน็ สาํ คญั

การให้ระดบั ผลการเรยี น
ระดบั ประถมศกึ ษา

ในการตัดสินเพื่อให้ระดบั ผลการเรียนรายวชิ า สถานศกึ ษาสามารถใหร้ ะดับ ผลการเรยี นหรือระดบั คณุ ภาพการ
ปฏิบตั ขิ องผูเ้ รียนเปน็ ระบบตัวเลข ระบบตัวอกั ษร ระบบร้อยละหรอื ระบบที่ใชค้ ่าสําคัญสะท้อน มาตรฐาน

การประเมินการอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขยี น และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคน์ ้นั ให้มีระดบั ผลการ ประเมินเปน็ ดี
เยี่ยม ดี ผา่ น และไมผ่ า่ น

การประเมินกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียนจะตอ้ งพจิ ารณา ทั้งเวลาการเข้ารว่ มกจิ กรรม การปฏิบัตกิ ิจกรรม และผลงาน
ของผูเ้ รียน ตามเกณฑ์ที่สถานศกึ ษากําหนด และให้ผลการเขา้ รว่ มกิจกรรมเปน็ ผ่าน และไมผ่ ่าน

ระดับมัธยมศกึ ษา
ในการตัดสนิ เพื่อใหร้ ะดับผลการเรียนรายวชิ า ใหใ้ ช้ตวั เลขแสดงระดับ ผลการเรียนเปน็ ๘ ระดบั การประเมนิ การ

อา่ น คดิ วิเคราะหแ์ ละเขยี น และคุณลักษณะอันพงึ ประสงคน์ นั้ ใหม้ ีระดับผลการประเมนิ เปน็ ดเี ย่ยี ม ดี ผ่าน และไมผ่ า่ น

๓๑

การประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี นจะต้องพจิ ารณา ทงั้ เวลาการเขา้ รว่ มกิจกรรม การปฏิบตั กิ จิ กรรมและผลงานของผเู้ รยี น
ตามเกณฑท์ ่สี ถานศกึ ษากําหนด และให้ผลการเข้าร่วม กิจกรรมเป็นผ่าน และไม่ผา่ น ๑.๓ การรายงานผลการเรยี น

การรายงานผลการเรยี นเปน็ การสือ่ สารใหผ้ ปู้ กครอง และผเู้ รียนทราบความก้าวหนา้ ในการเรยี นร้ขู อง ผ้เู รียน ซ่ึง
สถานศึกษาตอ้ งสรุปผลการประเมนิ และจัดทาํ เอกสาร รายงานใหผ้ ปู้ กครองทราบเปน็ ระยะๆ หรือ อย่างน้อยภาคเรียนละ
๑ คร้ัง

การรายงานผลการเรยี นสามารถรายงานเปน็ ระดับคุณภาพการปฏิบตั ิของผเู้ รียนทส่ี ะทอ้ นมาตรฐาน การเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้

เกณฑ์การจบการศึกษา
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน กาํ หนดเกณฑก์ ลางสาํ หรับการจบ การศกึ ษาเป็น ๓ ระดบั คือ ระดับ

ประถมศกึ ษา ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และระดับมัธยมศึกษาปลาย

เกณฑ์การจบระดับประถมศกึ ษา
๑) ผเู้ รียนเรยี นรายวิชาพนื้ ฐานและรายวชิ า กิจกรรมเพมิ่ เตมิ โดยเปน็ รายวชิ าพนื้ ฐานตามโครงสร้างเวลาเรยี นที่หลกั สตู ร
แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานกําหนด และ รายวิชา กิจกรรมเพม่ิ เติมตามทีส่ ถานศึกษากาํ หนด
๒) ผู้เรียนมผี ลการประเมินรายวชิ าพนื้ ฐาน ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน ตามท่ี สถานศกึ ษากาํ หนด
๓) ผเู้ รยี นมีผลการประเมินการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียน ในระดบั ผา่ นเกณฑก์ าร ประเมนิ ตาม สถานศึกษากําหนด
๔) ผูเ้ รยี นมีผลการประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคใ์ นระดับผ่านเกณฑก์ าร ประเมินตามทส่ี ถานศึกษากําหนด
๕) ผเู้ รียนเขา้ ร่วมกจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียนและมผี ลการประเมินผา่ นเกณฑ์การประเมิน ตามท่ีสถานศึกษากําหนด

เกณฑก์ ารจบระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
๑) ผู้เรยี นเรียนรายวชิ าพนื้ ฐานและเพ่มิ เตมิ โดยเป็นรายวิชาพนื้ ฐาน ๖๖ หนว่ ยกติ และรายวชิ าเพ่ิมเตมิ ตามท่ีสถานศึกษา
กําหนด
๒) ผเู้ รียนตอ้ งไดห้ นว่ ยกติ ตลอดหลักสูตรไม่นอ้ ยกว่า ๓๗ หนว่ ยกิต โดยเป็นรายวิชาพน้ื ฐาน ๖๖ หน่วยกติ และรายวชิ า
เพมิ่ เตมิ ไมน่ ้อยกว่า ๑๑ หนว่ ยกติ
๓) ผ้เู รียนมีผลการประเมินการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียนในระดับ ผา่ นเกณฑ์การประเมินตามท่สี ถานศึกษากําหนด
๔) ผเู้ รยี นมผี ลการประเมนิ คุณลักษณะนน้ั พงึ ประสงค์ ในระดบั ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ตามทสี่ ถานศึกษากาํ หนด

๓๒

๕) ผเู้ รยี นเขา้ รว่ มกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียนและมผี ลการประเมนิ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ตามทีส่ ถานศกึ ษากาํ หนด

เกณฑ์การจบระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

๑) ผเู้ รียนเรียนรายวิชาพน้ื ฐานและเพ่มิ เตมิ โดยเปน็ รายวิชาพนื้ ฐาน ๔๑ หนว่ ยกติ และรายวชิ าเพ่มิ เติมตามทส่ี ถานศกึ ษา
กําหนด

๒) ผู้เรียนตอ้ งได้หน่วยกิตตลอดหลกั สตู รไมน่ อ้ ยกว่า ๗๗ หนว่ ยกติ โดยเป็นรายวิชา พ้นื ฐาน ๔๑ หนว่ ยกติ และรายวชิ า
เพมิ่ เตมิ ไมน่ อ้ ยกว่า ๓๖ หน่วยกติ

๓) ผเู้ รยี นมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับ ผา่ นเกณฑก์ าร ประเมนิ ตามท่ีสถานศึกษากาํ หนด

๔) ผ้เู รยี นมผี ลการประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดบั ผา่ นเกณฑก์ าร ประเมินตามทสี่ ถานศึกษากาํ หนด

๕) ผูเ้ รยี นเขา้ ร่วมกิจกรรมพฒั นาผู้เรียนและมผี ลการประเมินผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ตามท่ีสถานศกึ ษากําหนด

สาํ หรับการจบการศึกษาสาํ หรับกลุ่มเปา้ หมายเฉพาะ เช่น การศกึ ษาเฉพาะทาง การศกึ ษาสําหรับผู้มี
ความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลอื ก การศึกษาสาํ หรับผดู้ อ้ ยโอกาส การศกึ ษาตามอธั ยาศยั ให้ คณะกรรมการของ
สถานศกึ ษา เขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ดาํ เนนิ การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ตามหลกั เกณฑ์ในแนว
ปฏิบัตกิ ารวดั และประเมนิ ผล การเรียนรขู้ องหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน สาํ หรับกลมุ่ เปา้ หมายเฉพาะ

๑.๓ หลักสูตรการอาชีวศึกษา
๑.๓.๑ ประกาศนียบัตรวชิ าชีพ (ปวช.) พุทธศักราช ๒๕๖๒

หลกั สตู รประกาศนียบตั รวิชาชพี พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๒ เปน็ หลกั สตู รหลงั มัธยมศกึ ษาตอนต้นหรอื เทยี บเทา่ เพอ่ื ใช้
ในการจดั การศึกษาดา้ นวชิ าชพี ระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชพี และเพือ่ ยกระดับการศึกษา วชิ าชพี ของบุคคลให้สงู ข้นึ
สอดคลอ้ งกับแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศกึ ษาแห่งชาติ เปน็ ไปตามกรอบคุณวฒุ แิ หง่ ชาติ มาตรฐาน
การศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศกึ ษาแหง่ ชาตติ ลอดจน ยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ โดยเน้นการเรยี นรู้สู่การ
ปฏบิ ตั ิ เพ่ือพัฒนาสมรรถนะกาลงั คนระดบั ฝมี ือ รวมทง้ั คณุ ธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และกิจนิสัยท่ีเหมาะสม
ในการทางาน ให้สอดคลอ้ งกับความต้องการ กาลงั คนของตลาดแรงงาน ชุมชน สงั คม และประกอบอาชพี อสิ ระได้ โดย
เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนเลอื กระบบและ วธิ กี ารเรยี นไดอ้ ยา่ งเหมาะสมตามศกั ยภาพ ตามความสนใจและโอกาสของตน
สง่ เสริมให้มีการประสานความ ร่วมมอื ในการจัดการศึกษาและพัฒนาหลกั สูตรรว่ มกนั ระหวา่ งสถาบนั สถานศกึ ษา
หน่วยงาน สถาน ประกอบการและองค์กรตา่ ง ๆ ทง้ั ในระดบั ชมุ ชน ระดบั ทอ้ งถนิ่ และระดับชาติ ทง้ั นีห้ ลักสตู ร
ประกาศนียบตั ร วิชาชพี พุทธศกั ราช ๒๕๖๒ ประกาศใชต้ ้งั แต่ วนั ท่ี ๑๐ เมษายน ๒๕๖๒ โดยรัฐมนตรีวา่ การ
กระทรวงศึกษาธิการ

๓๓

วัตถุประสงค์
เปน็ การจัดการศกึ ษาดา้ นวชิ าชีพและยกระดบั การศกึ ษาวชิ าชพี ของบุคคลใหส้ งู ขึ้น สอดคลอ้ งกบั แผนพัฒนา

เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ เปน็ ไป ตามกรอบคณุ วุฒิแหง่ ชาติ มาตรฐานการศกึ ษาของชาติ และ
กรอบคณุ วุฒอิ าชวี ศึกษา แห่งชาติ โดยเนน้ การเรยี นรู้สู่การปฏบิ ตั ิ เพื่อพฒั นาสมรรถนะกาํ ลังคนระดับฝมี ือ รวมทง้ั
คุณธรรมจริยธรรม จรรยาบรรณวชิ าชพี และกจิ นิสัยทีเ่ หมาะสมในการทาํ งาน ให้สอดคล้องกบั ความตอ้ งการกําลงั คนของ
ตลาดแรงงาน ชุมชน สังคม และสามารถ ประกอบอาชีพอสิ ระได้

หลกั การของหลักสตู ร
๑. เป็นหลกั สตู รระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชีพหลังมัธยมศกึ ษาตอนต้นหรอื เทยี บเทา่ ด้านวิชาชพี ที่สอดคลอ้ ง กบั
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติแผนการศกึ ษาแห่งชาติเป็นไปตามกรอบคุณวฒุ ิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของ
ชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแหง่ ชาติ เพ่ือผลิตและพัฒนากาํ ลังคนระดบั ฝมี ือให้ มสี มรรถนะ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม
และจรรยาบรรณวชิ าชพี สามารถประกอบอาชพี ได้ตรงตามความ ตอ้ งการของสถานประกอบการและการประกอบอาชีพ
อสิ ระ
๒. เปน็ หลกั สูตรที่เปดิ โอกาสใหเ้ ลอื กเรยี นไดอ้ ย่างกว้างขวาง เนน้ สมรรถนะเฉพาะดา้ นด้วยการปฏบิ ตั จิ รงิ สามารถเลือก
วธิ ีการเรยี นตามศักยภาพและโอกาสของผเู้ รียน เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นสามารถเทยี บโอนผล การเรยี น สะสมผลการเรยี น
เทียบโอนความร้แู ละประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ สถานประกอบการ และสถานประกอบอาชีพอสิ ระ
๓. เป็ นหลักสูตรท่ีสนบั สนุนการประสานความร่วมมือในการจดั การศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และองคก์ รที่
เกยี่ วขอ้ งท้ังภาครฐั และเอกชน
๔. เปน็ หลักสตู รท่ีเปดิ โอกาสใหส้ ถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชนและท้องถ่ิน มสี ่วนรว่ มในการพฒั นา หลกั สูตรให้
ตรงตามความต้องการโดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ และสอดคล้องกบั สภาพยทุ ธศาสตร์ของ ภูมิภาคเพอ่ื อเพม่ิ ขดี
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จุดหมายของหลกั สตู ร
๑. เพอ่ื ใหม้ คี วามร้ทู กั ษะและประสบการณใ์ นงานอาชพี สอดคลอ้ งกบั มาตรฐานวิชาชีพ สามารถนําไป ประยกุ ตใ์ ช้ในการ
ปฏิบตั งิ านอาชพี ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เลือกวิถีการดํารงชวี ิต และการประกอบ อาชพี ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกับตน
สร้างสรรคค์ วามเจรญิ ตอ่ ชมุ ชน ทอ้ งถิ่นและประเทศชาติ
๒. เพอ่ื ให้เป็นผมู้ ปี ญั ญา มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ใฝ่ เรยี นรเู้ พ่ือพัฒนาคณุ ภาพชีวติ และการประกอบ อาชีพ มีทกั ษะการ
ส่ือสารและเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทักษะการเรียนรูต้ ลอดชวี ติ ทักษะการคิด วิเคราะห์และการแกป้ ญั หา ทักษะดา้ นสขุ
ภาวะและความปลอดภยั ตลอดจนทกั ษะการจดั การสามารถสรา้ งอาชีพและพฒั นาอาชีพใหก้ า้ วหน้าอย่เู สมอ
๓. เพอ่ื ให้มเี จตคตทิ ่ีดีตอ่ อาชพี มคี วามม่ันใจและภาคภูมใิ จในวชิ าชพี ท่ีเรยี น รักงาน รกั หน่วยงาน สามารถ ทาํ งานเป็ นหมู่
คณะไดด้ โี ดยมคี วามเคารพในสทิ ธแิ ละหนา้ ท่ีของตนเองและผอู้ ่ืน
๔. เพอื่ ใหเ้ ป็นผู้มีพฤตกิ รรมทางสงั คมท่ีดงี าม ทั้งในการทํางาน การอยู่ร่วมกนั การต่อตา้ นความรุนแรงและ สารเสพติด มี
ความรับผดิ ชอบต่อครอบครวั หน่วยงาน ท้องถิ่นและประเทศชาตดิ ำรงตนตามหลัก ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าใจ
และเห็นคณุ ค่าของการอนุรกั ษ์ศิลปวฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น มีจิตสาธารณะและจิตสาํ นึกในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสรา้ งส่ิงแวดลอ้ มที่ดี

๓๔

๕. เพอื่ ให้มบี คุ ลิกภาพท่ีดีมีมนษุ ยสัมพนั ธ์มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และวนิ ัยในตนเอง มสี ุขภาพอนามัย ทสี่ มบรู ณ์ทง้ั ร่างกาย
และจิตใจเหมาะสมกับงานอาชพี
๖. เพอื่ ให้ตระหนกั และมีสว่ นร่วมในการแกไ้ ขปญั หาเศรษฐกิจ สงั คม การเมืองของประเทศและโลก มีความรักชาติสาํ นึก
ในความเป็นไทยเสยี สละเพ่ือสว่ นรวม ดํารงรกั ษาไว้ซ่ึงความม่ันคงของชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ แ์ ละการปกครอง
ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หลกั เกณฑ์การใช้หลักสตู ร
การเรียนการสอน

การเรยี นการสอนตามหลักสตู รน้ีผเู้ รยี นสามารถลงทะเบยี นเรยี นได้ทกุ วธิ ีเรียนที่กาํ หนด และ นาํ ผลการเรยี นแต่
ละวิธีมาประเมินผลรว่ มกนั ไดส้ ามารถขอเทียบโอนผลการเรยี น และขอเทยี บโอนความรแู้ ละประสบการณไ์ ด้
การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏบิ ตั จิ ริงสามารถจัดการเรียนการสอนไดห้ ลากหลาย รปู แบบ เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นมีความรู้
ความเข้าใจในหลกั การ วธิ กี ารและการดาํ เนนิ งาน มที ักษะการปฏิบัตงิ านตาม แบบแผนในขอบเขตสําคัญและบรบิ ทต่าง ๆ
ท่ีสมั พันธ์กนั ซึ่งสว่ นใหญ่เปน็ งานประจาํ ให้คําแนะนําพื้นฐาน ท่ีตอ้ งใช้ในการตัดสนิ ใจวางแผนและแกไ้ ขปัญหาโดยไม่อยู่
ภายใต้การควบคุมในบางเร่ืองสามารถ ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ทักษะทางวชิ าชพี เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการ
แกป้ ญั หาและการ ปฏบิ ัตงิ านในบริบทใหม่ รวมท้ังรับผิดชอบต่อตนเองและผ้อู ื่น ตลอดจนมคี ณุ ธรรม จริยธรรม
จรรยาบรรณ วชิ าชพี เจตคติและกิจนิสยั ที่เหมาะสมในการทาํ งาน

การจดั การศึกษาและเวลาเรยี น
การจัดการศึกษาในระบบปกตใิ ชร้ ะยะเวลา 3 ปี การศกึ ษา การจัดเวลาเรยี นใหด้ ําเนนิ การ ดังน้ี

๑. ในปี การศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบง่ ภาคเรียนออกเป็น ๒ ภาคเรียนปกติหรอื ระบบทวภิ าค ภาคเรยี นละ ๑๘ สปั ดาห์ รวม
เวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรยี นและจํานวนหนว่ ยกิตตามท่ีกาํ หนดและสถานศกึ ษา อาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบันอาจเปิ ดสอน
ภาคเรียนฤดรู ้อนไดอ้ กี ตามที่เหน็ สมควร
๒. การเรียนในระบบชนั่ เรยี น ใหส้ ถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบนั เปิดทําการสอนไมน่ ้อยกว่า สัปดาห์ละ ๕ วนั ๆ ละไม่
เกนิ ๗ ชั่วโมง โดยกําหนดให้จดั การเรียนการสอนคาบละ ๖๐ นาที

การคิดหน่วยกิต
ใหม้ ีจาํ นวนหนว่ ยกติ ตลอดหลักสูตรไม่นอ้ ยกวา่ ๓-๑๑๐ หน่วยกติ การคิดหน่วยกติ ถอื เกณฑ์ดังน้ี

๑. รายวิชาทฤษฎที ่ีใชเ้ วลาในการบรรยายหรืออภิปราย1 ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์ หรอื ๑๘ ชั่วโมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการ
วดั ผลมีค่าเทา่ กบั ๑ หนว่ ยกิต
๒. รายวชิ าปฏิบัตทิ ่ีใชเ้ วลาในการทดลองหรือฝึ กปฏบิ ตั ใิ นหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร ๒ ช่ัวโมงต่อสปั ดาหห์ รือ ๓๖ ชั่วโมงต่อภาค
เรียนรวมเวลาการวดั ผล มีคา่ เทา่ กับ ๑ หน่วยกติ
๓. รายวิชาปฏิบัติที่ใชเ้ วลาในการฝึกปฏบิ ตั ิในโรงฝึกงานหรอื ภาคสนาม ๓ ชั่วโมงต่อสัปดาหห์ รอื ๕๔ ช่ัวโมงต่อภาคเรียน
รวมเวลาการวดั ผลมคี า่ เทา่ กบั ๑ หน่วยกติ
๔. การฝกึ อาชพี ในการศกึ ษาระบบทวิภาคที ่ีใช้เวลาไม่น้อยกวา่ ๕๔ ชั่วโมงต่อภาคเรยี นรวมเวลาการวัดผลมคี ่าเทา่ กบั ๑
หนว่ ยกติ

๓๕

๕. การฝึกประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี ในสถานประกอบการที่ใช้เวลาไมน่ ้อยกว่า ๕๔ ชว่ั โมงตอ่ ภาคเรยี นรวมเวลาการ
วดั ผล มคี ่าเทา่ กับ ๑ หนว่ ยกติ
๖. การทําโครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชพี ที่ใชเ้ วลาไมน่ อ้ ยกวา่ ๕๔ ช่ัวโมงต่อภาคเรยี นรวมเวลาการวัดผลมคี ่าเทา่ กับ ๑
หนว่ ยกิต

การเรยี นการสอน
๑. การเรียนการสอนตามหลกั สตู รน้ี ผูเ้ รียนสามารถลงทะเบียนเรยี นไดท้ กุ วิธีเรียนท่ีกาํ หนด และ นํา ผลการเรยี นแต่ละวธิ ี
มาประเมนิ ผลรว่ มกนั ได้ สามารถขอเทยี บโอนผลการเรยี น และขอเทียบโอนความรู้ และ ประสบการณไ์ ด้
๒. การจัดเรียนสอนเนน้ การปฏบิ ัติจรงิ สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายรปู แบบ เพอื่ ให้ ผู้เรยี นมีความรู้ ความ
เขา้ ใจในหลกั การ วธิ ีการและการดาํ เนินงานให้ มีทักษะการปฏบิ ัติงานตามแบบแผน ใน ขอบเขตสาํ คญั และบริบทตา่ งๆ ที่
สัมพนั ธก์ ันซงึ่ สว่ นใหญ่เปน็ งานประจาํ ใหค้ ําแนะนาํ พนื้ ฐานท่ีตอ้ งใชใ้ นการ ตัดสนิ ใจ วามคมและแกไ้ ขปญั หาโดยไม่อยู่
ภายใตก้ ารควบคมุ ในบางเรอื่ ง สามารถประยุกต์ใชค้ วามรู้ ทักษะ ทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในการ
แก้ปัญหาและการปฏบิ ัติงานในบริบทใหม่ รวมท้ัง รับผดิ ชอบตอ่ ตนเอง และผอู้ ื่น ตลอดจนมคี ณุ ธรรม จริยธรรม
จรรยาบรรณวชิ าชีพ เขตคตแิ ละกจิ นิสยั ที่ เหมาะสมในการทาํ งาน

โครงสร้างหลกั สตู ร
โครงสร้างของหลกั สตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๒ แบ่งเป็น ๓ หมวดวิชา และ กจิ กรรมเสริม

หลักสตู ร ดงั น้ี

หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกว่า ๒๒ หนว่ ยกติ
๑. กลมุ่ วชิ าภาษาไทย
๒. กลมุ่ วชิ าภาษาตา่ งประเทศ ไม่นอ้ ยกว่า ๗๑ หนว่ ยกิต
๓. กลุ่มวชิ าวิทยาศาสตร์
๔. กลุม่ วชิ าคณิตศาสตร์ ไม่น้อยกว่า ๑๐ หน่วยกิต
๕. กลมุ่ วชิ าสงั คมศกึ ษา - หนว่ ยกิต
๖. กล่มุ วชิ าสขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
หมวดวชิ าสมรรถนะวิชาชีพ
๑. กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี พืÊนฐาน
๒. กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ
๓. กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เลอื ก
๔. ฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวิชาชีพ
๕. โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี
หมวดวชิ าเลือกเสรี
กิจกรรมเสริมหลักสูตร (๒ ช่ัวโมง/สปั ดาห์)
หมายเหตุ

๓๖

๑. จาํ นวนหนว่ ยกติ ของแตล่ ะหมวดวิชาและกลมุ่ วชิ าในหลักสตู ร ใหเ้ ป็ นไปตามที่กาํ หนดไว้ ในโครงสรา้ งของแต่ละ
ประเภทวชิ าและสาขาวชิ า

๒. การพฒั นารายวชิ าในกล่มุ สมรรถนะวชิ าชพี พ้ืนฐานและกลมุ่ สมรรถนะวิชาชีพเฉพาะจะเปน็ รายวชิ าบงั คับที่สะทอ้ น
ความเปน็ สาขาวชิ าตามมาตรฐานการศกึ ษาวชิ าชพี ด้านสมรรถนะวชิ าชีพของสาขาวิชาซึ่งยึดโยงกบั มาตรฐานอาชีพ จงึ ตอ้ ง
พัฒนากลมุ่ รายวชิ าให้ครบจาํ นวนหนว่ ยกิตที่กําหนดและผเู้ รยี นต้องเรยี นทกุ รายวิชา
๓. สถานศึกษาอาชีวศกึ ษาหรอื สถาบนั สามารถจัดรายวชิ าตามท่ีกําหนดไวใ้ นหลักสูตรและหรือ พฒั นาเพมิ่ ตามความ
ต้องการเฉพาะดา้ นของสถานประกอบการหรอื ตามยุทธศาสตรภ์ ูมภิ าค เพ่ือเพม่ิ ขดี ความสามารถในการแข่งขนั ของ
ประเทศท้ังนี้ ตอ้ งเปน็ ไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานการศึกษาวชิ าชพี ประเภทวชิ า สาขาวชิ าและสาขางานกาํ หนด

คุณสมบัตขิ องผเู้ รียนและคณุสมบัติของผู้สอน

คุณสมบัตขิ องผเู้ รียน เปน็ ผูส้ าํ เรจก็ ารศึกษาไมต่ ่ำกว่าระดบั
คณุ สมบัติของผู้สอน มธั ยมศึกษาตอนตน้ หรอื เทียบเท่า

เป็นผทู้ ม่ี คี ณุธรรมจรยิธรรมมีคณุวฒุ ิ
การศึกษามคี วามรู้ ความสามารถ ที่
ตรงหรือเหมาะสมกบั วชิ าทส่ี อน

กิจกรรมเสรมิ หลกั สตู ร
๑.สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั ตอ้ งจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสตู รไมน่ อ้ ยกวา่ ๒ ชวั่ โมงตอ่ สปั ดาหท์ ุกภาคเรยี น
เพอ่ื สง่ เสรมิ สมรรถนะแกนกลางและหรอื สมรรถนะวชิ าชีพ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม ระเบยี บวินยั การตอ่ ต้าน
ความรุนแรงสารเสพตดิ และการทจุ ริตเสรมิ สรา้ งการเป็นพลเมืองไทยและพลโลกในดา้ นการรักชาตเิ ทดิ ทนู พระมหากษตั ริย์
ส่งเสรมิ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุขทะนบุ าํ รงุ ศาสนา ศลิ ปะวฒั นธรรมภูมิ
ปญั ญาไทยปลกู ฝังจติ สาํ นกึ และจติ อาสาในการอนุรักษ์ส่ิงแวดลอ้ มและทาํ ประโยชน์ต่อชมุ ชนและทอ้ งถ่ิน ทง้ั น้ีโดยใช้
กระบวนการกลุ่มในการวางแผน ลงมือปฏบิ ตั ิประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ การทาํ งานสาํ หรบั นกั เรียนอาชวี ศึกษาระบบทวิภาคี
ใหเ้ ขา้ รว่ มกจิ กรรมท่ีสถานประกอบการจัดขึ้น
๒. การประเมนิ ผลกิจกรรมเสรมิ หลักสูตร ให้เปน็ ไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวา่ ด้วยการจัด การศกึ ษาและการ
ประเมนิ ผลการเรียนตามหลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชีพ การจัดแผนการเรียนเปน็ การกาํ หนดรายวชิ าตามโครงสร้าง
หลักสตู รท่จี ะดําเนนิ การเรียนการสอนในแต่ละภาค เรยี นโดยจดั อัตราส่วนการเรียนรภู้ าคทฤษฎีต่อภาคปฏบิ ัตใิ นหมวดวชิ า
สมรรถนะวิชาชีพ ประมาณ ๒๐ : ๘๐ ทัง้ น้ี ขนึ้ อยู่กบั ลักษณะหรอื กระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวชิ า ซึง่ มี
ขอ้ เสนอแนะดังน้ี
๑. จดั รายวิชาในแต่ละภาคเรียน โดยคาํ นงึ ถงึ รายวชิ าที่ตอ้ งเรียนตามลาํ ดบั ก่อน-หลังความงา่ ย-ขาด ของรายวชิ า ความ
ต่อเน่อื งและเช่อื มโยงสัมพนั ธก์ นั ของรายวิชา รวมท้งั รายวชิ าทส่ี ามารถบรู ณาการจัดการ เรียนรู้ร่วมกนั ในลักษณะของงาน
โครงงานและหรอื ชนิ้ งานในแต่ละภาคเรยี น

๓๗

๒. จัดให้ผูเ้ รียนเรยี นรายวชิ าบงั คบั ในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะวชิ าชพี ใน กลุ่มสมรรถนะวชิ าชีพ
พนื้ ฐานและกลุ่มสมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะ และกจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู รใหค้ รบตามที่ กาํ หนดในโครงสรา้ งหลกั สูตร
๒.๑ การจัดรายวิชาในหมวดวชิ าสมรรถนะแบบกลาง ควรจดั กระจายทกุ ภาคเรียน
๒.๒ การจดั รายวชิ าในกลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี พนื้ ฐาน โดยเฉพาะรายวิชาที่เปน็ พน้ื ฐานของการเรยี น วิชา ทหารโตให้เรยี น
ในภาคเรียนที่ ๑
๒.๓ การจดั รายวชิ าในกลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ ควรจดั ให้เรียนก่อนรายวิชาในกล่มุ สมรรถนะ วชิ าชพี เลือกและ
รายวิชาในหมวดวิชาเลอื กรี
๓. จดั ใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ รียนรายวิชาในกลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เลอื กและหมวดวิชาเลือกเสรี ตามความถนดั ความสนใจ เพอื่
สนับสนนุ การประกอบอาชีพหรือศึกษาตอ่
๔. จดั รายวิชาทวิภาษที ีน่ าํ ไปเรยี นและฝกึ ในสถานประกอบการ รัฐวสิ าหกจิ หรอื หนว่ ยงานของรัฐ โดยประสานงาน
รว่ มกบั สถานประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ หรอื หน่วยงานของรฐั เพ่อื พจิ ารณากําหนดภาคเรียน จดั ฝกึ อาชีพ รวมทัง้ กาํ หนด
รายวชิ าหรอื กลุ่มวชิ าที่ตรงกบั ลกั ษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกจิ หรือ หนว่ ยงานของรฐั ท่ีนาํ ไปรว่ มฝกึ อาชพี
ในภาคเรียนนน้ั ๆ
๕. จดั รายวิชาฝกึ งานในภาคเรียนที่ ๕ หรือ ๖ ครง้ั เดยี ว จํานวน ๔ หน่วยกิต ๓๒๐ ชัว่ โมง (เฉลย่ี ๒๐ ช่ัวโมง ต่อสปั ดาห์
ตอ่ ภาคเรียน) หรอื จดั ให้ลงทะเบยี นเรียนเปน็ ๒ ครัง้ คือ ภาคเรียนที่ ๕ จํานวน ๒ หน่วยกติ และ ภาพเรียนที่ ๖ จาํ นวน
๒ หนว่ ยกติ รายวิชาละ ๑๐๐ ชวั่ โมง (เฉลี่ย ๑๐ ช่วั โมงต่อสปั ดาหต์ ่อภาคเรยี น) ตามเงอ่ื นไข ของหลกั สูตรสาขาวชิ านัน้ ๆ
ในภาคเรยี นทจ่ี ดั ฝกึ งานนี้ ให้สถานศกึ ษาพจิ ารณากาํ หนดรายวชิ าหรือกลมุ่ วิชาทต่ี รงกบั ลักษณะงาน ของสถาน
ประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรอื หน่วยงานของรัฐ เพ่อื นําไปเรียนและฝกึ ปฏิบัตใิ นภาคเรยี นทีฝ่ กึ งาน ด้วย
การจัดฝึกงานในภาคเรียนฤดรู อ้ นสามารถทําได้โดยต้องพจิ ารณาระยะเวลาในการฝกึ ให้ครบตาม หลกั สตู รกาํ หนด
๖. จดั รายวชิ าโครงงานในภาคเรียนท่ี ๕ หรือ ๖ คร้งั เดยี ว จาํ นวน ๔ หนว่ ยกิต (๑๒ ช่ัวโมงต่อสัปดาห์ ตอ่ ภาคเรียน) หรอื
จดั ให้ลงทะเบยี นเรยี นเปน็ ๒ คร้ัง คือ ภาคเรยี นที่ ๕ และภาคเรยี นท่ี ๖ รวม ๔ หนว่ ยคิด ๑๖ ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์ต่อภาค
เรียน) ตามเงอ่ื นไขของหลักสตู ร สาขาวชิ านน้ั ๆ
๗. จดั กิจกรรมเสริมหลกั สตู ร ในแตล่ ะภาคเรียน ภาคเรยี นละไมน่ ้อยกวา่ ๒ ชั่วโมงต่อสปั ดาห์
๘. จดั จํานวนหน่วยกิตรวมในแต่ละภาคเรียน ไมเ่ กนิ ๒๒ หน่วยกิต สาํ หรับการเรียนแบบเต็มเวลา และไม่เกิน ๑๒ หนว่ ย
กิต สําหรบั การเรียนแบบไม่เต็มเวลา ส่วนภาคเรียนฤดรู ้อน จัดไดไ้ มเ่ กนิ ๑๒ หนว่ ยกิต
ทง้ั น้ี เวลาในการจัดการเรยี นการสอนในภาคเรยี นปกติและภาคเรยี นฤดรู อ้ นโดยเฉลี่ยไมค่ วรเกนิ ๓๕ ชว่ั โมง สัปดาห์ ส่วน
การเรียนแบบไมเ่ ตมิ เวลาไมค่ วรเกิน ๒๕ ช่ัวโมงตอ่ สปั ดาห์

ทง้ั น้ี หากสถานศึกษาอาชีวศกึ ษาหรอื สถาบนั มเี หตุผลและความจําเปน็ ในการจดั หนว่ ยกติ และเวลาใน การจดั การ
เรยี นการสอนแต่ละภาคเรียนทแ่ี ตกต่างไปจากเกณฑข์ า้ งตน้ อาจทําไดแ้ ต่ต้องไมก่ ระทบต่อ มาตรฐานและคุณภาพ
การศกึ ษา

การศกึ ษาระบบทวภิ าคี
เปน็ รูปแบบการจดั การศึกษาทเี่ กิดจากขอ้ ตกลงร่วมกันระหวา่ งสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบัน กับสถาน

ประกอบการ รฐั วิสาหกจิ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหน่งึ ในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา หรอื สถาบนั และ

๓๘

เรยี นภาคปฏบิ ัติในสถานประกอบการ รฐั วิสาหกิจ หรือหนว่ ยงานของรัฐ เพอื่ ให้การจดั การศึกษาระบบทวิภาคสี ามารถ
เพิ่มขดี ความสามารถดา้ นการผลติ และพฒั นากําลงั คนตรงตามความตอ้ งการ ของ ผใู้ ชแ้ ละเปน็ ไปตามจดุ หมายของ
หลกั สูตร ท้งั น้ี สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบันตอ้ งดาํ เนนิ การดงั น้ี
๑. นํารายวชิ าทวภิ าคีในกล่มุ สมรรถนะวิชาชพี เลกิ กรรมไม่นอ้ ยกวา่ ๑๘ หนว่ ยกติ ไปรว่ มกําหนด รายละเอียดของรายวชิ า
กับสถานประกอบการ รฐั วิสาหกิจ หรอื หน่วยงานของรัฐทีร่ ่วมจัดการศึกษาระบบทวิ ภาคี ไดแ้ ก่ จุดประสงคร์ ายวชิ า
สมรรถนะรายวชิ า คําอธบิ ายรายวิชา เวลาท่ีใชฝ้ ่าและจํานวนหนว่ ยคิดให้ สอดคล้องกับ ลกั ษณะงานของสถาน
ประกอบการ รฐั วสิ าหกจิ หรือหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสมรรถนะวชิ าชพี ของสาขางาน ท้ังนี้ การกําหนดจาํ นวนหนว่ ยกติ
และจํานวนชัว่ โมงทีใ่ ชฝ้ ึกอาชพี ของแตล่ ะรายวิชาทวภิ าคใี ห้ เป็นไปตามท่ี หลกั สตู รกาํ หนด และให้รายงานการพฒั นา
รายวชิ าดังกล่าวใหส้ าํ นกั งานคณะกรรมการการ อาชีวศกึ ษาทราบด้วย
๒. ร่วมจัดความพรอ้ มทางการวดั และประเมนิ ผลในแตล่ ะรายวชิ ากับสถานประกอบการรฐั วสิ าหกจิ หรือหนว่ ยงานของรฐั
ทร่ี ว่ มจัดการศกึ ษาระบบทวภิ าคี เพ่ือนําไปใช้ในการฝกึ อาชพี และดาํ เนนิ การวดั และ ประเมินผลเป็นรายวชิ า
๓. แผนการเรียนระบบทอนความพร้อมของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกจิ หรือหน่วยงานของรัฐ ท่ีจัด การศึกษาระบบทวิ
ภาครี ่วมกนั โดยการนาํ รายวชิ าอื่นที่สอดคล้องกับลกั ษณะงานของสถานประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ หรอื หนว่ ยงานของรฐั
นั้น ๆ ไปคดิ ร่วมดว้ ยกไ็ ด้
การเขา้ เรียน
ผเู้ ขา้ เรยี นตอ้ งสําเรจ็ การศึกษาไมต่ าํ่ กวา่ ระดบั มัธยมศึกษาปที ี่ ๓ หรือเทยี บเท่า และมคี ุณสมบตั ิ เปน็ ไปตามระเบียบ
กระทรวงศึกษาธกิ ารว่าดว้ ยการจัดการศกึ ษาและการประเมินผลการเรยี นตามหลักสตู ร ประกาศนียบัตรวิชาชพี

การประเมินผลกิจกรรมเสรมิ หลักสูตร
เน้นการประเมินสภาพจรงิ ทั้งนี้ ให้เปน็ ไปตามระเบยี บกระทรวงศึกษาธกิ ารว่าดว้ ยการจัดการศึกษา และการ

ประเมินผลการเรยี นตามหลกั สตู รประกาศนียบัตรวิชาชีพ
การสําเรจ็ การศกึ ษาตามหลักสตู ร
๑. ได้รายวชิ าและจาํ นวนหน่วยกติ สะสมในทกุ หมวดวชิ า ครบถว้ นตามท่กี าํ หนดไวใ้ นหลกั สูตรแตล่ ะ ประเภทวชิ าและ
สาขาวชิ า และตามแผนการเรียนท่ีสถานศึกษากาํ หนด
๒. ไดค้ ่าระดบั คะแนนเฉล่ียสะสมไม่ตํ่ากว่า ๒.๐๐
๓. ผ่านเกณฑ์การประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ
๔. ได้เขา้ ร่วมปฏบิ ัติกจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู รตามแผนการเรียนท่ีสถานศกึ ษากาํ หนด และ " ผ่าน "ทกุ
ภาคเรียน

การจัดแผนการเรียน
เป็นการกําหนดรายวิชาตามโครงสร้างหลกั สตู รท่ีจะดาํ เนินการเรียนการสอนในแตล่ ะภาคเรยี น โดยจดั อัตราสว่ น

การเรยี นรู้ภาคทฤษฎีต่อภาคปฏบิ ตั ใิ นหมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชพี ประมาณ ๒๐ : ๘๐ ทั้งน้ีขน้ึ อยู่กับลกั ษณะหรือ
กระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวชิ าซึ่งมีขอ้ เสนอแนะ ดงั น้ี

๓๙

๑. จดั รายวิชาในแตล่ ะภาคเรยี น โดยคาํ นึงถึงรายวิชาที่ต้องเรียนตามลาํ ดบั ก่อน-หลังความงา่ ย-ยาก ของรายวชิ า ความ
ต่อเน่ืองและเชื่อมโยงสัมพนั ธก์ นั ของรายวิชา รวมท้ังรายวชิ าทสี่ ามารถบรู ณาการจดั การเรยี นรรู้ ว่ มกันในลกั ษณะของงาน
โครงงานและหรอื ชิ้นงานในแตล่ ะภาคเรยี น
๒. จัดใหผ้ เู้ รียนเรยี นรายวิชาบังคบั ในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชพี ในกลุม่ สมรรถนะวชิ าชีพ
พ้ืนฐานและกล่มุ สมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะและกจิ กรรมเสริมหลกั สตู รใหค้ รบ ตามท่ีกําหนดในโครงสรา้ งหลักสตู ร
๓. จดั ให้ผเู้ รียนไดเ้ ลือกเรยี นรายวชิ าชีพเลือกและวชิ าเลือกเสรี ตามความถนดั ความสนใจ เพÉื อสนับสนุนการประกอบ
อาชพี หรอื ศกึ ษาตอ่
๔. จัดรายวิชาทวภิ าคี และรายวชิ าท่ีนาํ ไปเรยี นและฝึกในสถานประกอบการรัฐวสิ าหกจิ หรอื หน่วยงานของรฐั โดย
ประสานงานรว่ มกับสถานประกอบการรัฐวสิ าหกิจหรอื หน่วยงานของรัฐเพอื พิจารณากําหนดรายวชิ าหรอื กลมุ่ วชิ าท่ีตรงกบั
ลักษณะงานของสถานประกอบการรัฐวิสาหกิจหรอื หน่วยงานของรัฐในภาคเรยี นนั้น ๆ ทงั้ ๗ หลักสตู รประกาศนยี บัตร
วชิ าชีพ พุทธศักราช ๒๕๖๒
๕. จดั รายวิชาฝึกงานในภาคเรยี นที่ ๕ หรือ ๖ คร้งั เดียว จํานวน ๔ หน่วยกติ (เฉล่ีย ๒๐ ช่ัวโมงต่อ สปั ดาห์ตอ่ ภาคเรียน)
หรือจดั ใหล้ งทะเบยี นเรยี นเป็น ๒ ครง้ั คือ ภาคเรยี นท่ี ๕ จาํ นวน ๒ หนว่ ยกิต และภาคเรียน ที่ ๖ จาํ นวน ๒ หนว่ ยกิต
(เฉล่ีย ๑๐ ชั่วโมงต่อสปั ดาห์ตอ่ ภาคเรยี น) ตามเงื่อนไขของหลกั สตู รสาขาวชิ าน้ัน ๆ
๖. จดั รายวชิ าโครงงานในภาคเรียนที่ ๕ หรือ ๖ คร้ังเดยี วจํานวน ๔ หน่วยกติ หรอื จัดให้ลงทะเบียน เรียนเปน็ ๒ คร้งั คือ
ภาคเรยี นที ๕ และภาคเรียนที่ ๖ รวม ๔ หน่วยกิต ตามเงื่อนไขของหลกั สตู รสาขาวิชานน้ั ๆ
๗. จดั กิจกรรมเสรมิ หลักสูตรในแต่ละภาคเรียน ภาคเรียนละไมน่ อ้ ยกว่า ๒ ชั่วโมงต่อสปั ดาห์
๘. จัดจาํ นวนหนว่ ยกติ รวมในแต่ละภาคเรียนไมเ่ กนิ ๒๒ หนว่ ยกติ สาํ หรบั การเรียนแบบเต็มเวลาและไมเ่ กนิ ๑๒ หนว่ ย
กติ สาํ หรบั การเรยี นแบบไมเ่ ต็มเวลาส่วนภาคเรียนฤดูร้อนจัดไดไ้ มเ่ กนิ ๑๒ หน่วยกิต ท้ังน้ี เวลาในการจดั การเรยี นการ
สอนโดยเฉล่ียไม่ควรเกนิ ๓๕ ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์

หากสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั มเี หตุผลและความจาํ เปน็ ในการจัดหนว่ ยกิตและเวลา ในการจดั การเรยี น
การสอนแต่ละภาคเรยี นที่แตกตา่ งไปจากเกณฑข์ า้ งตน้ อาจทาํ ได้แต่ต้องไมก่ ระทบต่อมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา

การเขา้ เรยี น
ผเู้ ข้าเรยี นตอ้ งสําเรจ็ การศึกษาไม่ต่ำกวา่ ระดบั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ ๓ หรอื เทียบเทา่ และมคี ุณสมบัติเปน็ ไปตาม

ระเบียบสาํ นกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาว่าดว้ ยการจัดการศกึ ษาและการประเมินผลการเรียน ตามหลกั สูตร
ประกาศนียบัตรวชิ าชีพ

การประเมินผลการเรียน
เนน้ การประเมนิ สภาพจรงิ ท้ังนี้ให้เป็นไปตามระเบียบสํานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา วา่ ดว้ ยการจัด

การศกึ ษาและการประเมนิ ผลการเรียนตามหลกั สตู รประกาศนยี บัตรวิชาชพี

๔๐

การสําเรจ็ การศึกษาตามหลักสตู ร
๑. ประเมินผา่ นรายวชิ าในหมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ และหมวดวชิ าเลอื กเสรี ตามที่
กําหนดไว้ในหลกั สตู ร

๒. ได้จํานวนหนว่ ยกิตสะสมครบตามโครงสรา้ งของหลักสูตร
๓.ไดค้ ่าระดบั คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกวา่ ๒.๐๐ และผ่านเกณฑก์ ารประเมินมาตรฐานวิชาชีพ
๔. เขา้ รว่ มกิจกรรมและประเมนิ ผา่ นทกุ ภาคเรยี น

การพัฒนารายวชิ าในหลักสูตร
๑. หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบนั สามารถพัฒนารายวิชาเพ่ิมเติม ในแตล่ ะกลุ่มวชิ า
เพอื่ เลอื กเรียนนอกเหนอื จากรายวิชาที่กาํ หนดให้เป็นวชิ าบงั คบั ได้โดยสามารถพัฒนาเป็นรายวชิ าหรื อลกั ษณะบรู ณาการ
ผสมผสานเนื่อหาวิชาที่ครอบคลมุ สาระของกลุ่มวชิ าภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาตา่ งประเทศ กลุม่ วชิ าวทิ ยาศาสตรก์ ล่มุ วชิ า
คณติ ศาสตร์ กลุ่มวิชาสงั คมศึกษากลุ่มวชิ าสขุ ศึกษาและ พลศึกษาในสัดส่วนที่เหมาะสมโดยพจิ ารณาจากมาตรฐานการ
เรยี นร้ขู องกลมุ่ วชิ านนั้ ๆ เพื่อให้บรรลุจดุ ประสงค์ของหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง
๒. หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชีพ สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษาหรือสถาบันสามารถเพิ่มเติมรายละเอียด ของรายวิชาในแตล่ ะกลมุ่
วิชาในการจัดทาํ แผนการจัดการเรียนรู้และสามารถพฒั นารายวชิ าเพิ่มเตมิ ในกลมุ่ สมรรถนะวชิ าชพี เลือกได้ตามความ
ตอ้ งการของสถานประกอบการหรอื ยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพ่ือเพม่ิ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศ ท้ังน้ีต้อง
พจิ ารณาให้สอดคล้องกับจุดประสงค์สาขาวชิ าและ สมรรถนะวชิ าชพี สาขางานด้วย
๓. หมวดวชิ าเลือกเสรี สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบันสามารถพฒั นารายวิชาเพ่ิมเตมิ ได้ตามความตอ้ งการของสถาน
ประกอบการ ชุมชน ทอ้ งถ่ิน หรอื ยุทธศาสตร์ของภมู ภิ าคเพ่ือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและหรือเพ่ือ
การศกึ ษาตอ่ ท้ังนี้ การกําหนดรหสั วชิ า จาํ นวนหนว่ ยกิตและจาํ นวนช่ัวโมงเรียนใหเ้ ป็นไปตามทหี่ ลกั สตู รกาํ หนด

การปรับปรงุ แก้ไข พฒั นารายวิชา กล่มุ วิชาและการอนุมัติหลักสตู ร
๑. การพฒั นาหลกั สูตรหรือการปรับปรงุ สาระสําคัญของหลักสตู รตามเกณฑ์มาตรฐานคณุ วุฒิอาชีวศกึ ษาระดบั
ประกาศนียบตั รวชิ าชีพ ใหเ้ ป็ นหน้าท่ีของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา สถาบนั การอาชวี ศึกษาและ
สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
๒. การอนุมตั หิ ลกั สตู ร ใหเ้ ปน็ หนา้ ที่ของสาํ นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษา
๓. การประกาศใชห้ ลักสูตรให้ทําเป็นประกาศกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
๔. การพัฒนารายวชิ าหรื อกลมุ่ วิชาเพิ่มเตมิ สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษาหรอื สถาบนั สามารถดาํ เนนิ การไดโ้ ดยต้องรายงานให้
สาํ นักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษาทราบ

๔๑

คณุ ภาพของผูส้ ําเรจ็ การศึกษา
ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม และ คุณลกั ษณะ ท่ีพงึ ประสงค์

มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ วชิ าชพี เจตคติและกิจนสิ ยั ทดี่ ภี มู ิใจและรกั ษาเอกลกั ษณ์ของชาตไิ ทย เคารพ
กฎหมาย เคารพสิทธิของผู้อื่นมคี วามรบั ผิดชอบตามบทบาทหนา้ ทีข่ องตนเองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุขมจี ติ สาธารณะและมจี ิตสาํ นึกรกั ษ์สง่ิ แวดลอ้ ม

ดา้ นความรู้
ความรู้ในหลกั การทั่วไปของงานอาชีพเฉพาะและการวเิ คราะหเ์ บอื้ งตน้ รวมทั้งมคี วามรูภ้ าษาองั กฤษและ

เทคโนโลยี สารสนเทศท่สี ามารถใช้ในการสือ่ สารเบ้ืองต้นได้

ดา้ นทักษะ
ทักษะการเลอื กและประยกุ ต์ใช้วิธีการ เคร่อื งมือและวสั ดขุ ัน้ พ้ืนฐานในการปฏบิ ัตงิ านทักษะการสื่อสารและ

เทคโนโลยสี ารสนเทศทักษะการเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ ทกั ษะการคิดวเิ คราะหแ์ ละการแก้ปัญหาและทกั ษะด้านสขุ ภาวะ และ
ความปลอดภยั

จํานวนหน่วยกิตรวมและระยะเวลาการศึกษา
จาํ นวนหนว่ ยกติ รวมและระยะเวลาการศึกษา ใหม้ จี ํานวนหน่วยกติ รวมระหวา่ ง ๑๐๐-๑๑๐ หนว่ ยกติ ใช้

ระยะเวลาการศกึ ษา ๖ ภาคเรียน ทัง้ น้ี ใหเ้ รียนไดไ้ มเ่ กนิ ๑๒ ภาคเรยี นสําหรับการลงทะเบียนเรยี นแบบเตม็ เวลาและไม่
เกิน ๑๖ ภาคเรยี นสําหรบั การลงทะเบยี นเรียนแบบไมเ่ ตม็ เวลา
กรณีหลักสูตรสาขาวชิ าทม่ี ีความจาํ เป็นต้องกาํ หนดจาํ นวนหนว่ ยกติ รวมและระยะเวลาการศกึ ษาเกินกวา่ ทีก่ าํ หนดให้
นําเสนอขออนุมัตติ อ่ คณะกรรมการการอาชวี ศึกษาเปน็ กรณไี ป

การฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวิชาชพี
เป็นการจัดกระบวนการร่อนรู้ โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวหรือสถาบนั กบั ภาคการผลติ และหรือ

ภาคบริการ หลงั จ่ายที่ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้ภาคทฤษฎแี ละการฝึกหดั หรือฝกึ ปฏบิ ัติเบือ้ งตน้ ในสถานศกึ ษา อาชีวศึกษาหรือ
สถาบนั แก้วระยะเวลาหนง่ึ ทงั้ น้ี เพ่อื เปิดโอกาสให้ผู้เรียนไดเ้ รียนรจู้ ากประสบการณจ์ ริง ได้ สมั ผัสกับการปฏบิ ตั ิงานอาชีพ
เครอ่ื งมอื เคร่อื งจักร อปุ กรณท์ ี่ทันสมยั และบรรยากาศการทาํ งานรว่ มกัน ส่งเสรมิ การฝึกทักษะ กระบวนการคดิ การ
จัดการ การเผชญิ สถานการณ์ ซง่ึ จะชว่ ยให้ผู้เรียนทาํ ได้ คิดเป็น ทํา เป็นและเกิดการใฝร่ อู้ ยา่ งตอ่ เน่อื ง ตลอดจนเกดิ ความ
มั่นใจและเจตคตทิ ่ดี ีในการทํางานและการประกอบ อาชพี อิสระ โดยการจัดฝึกประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี ตอ้ ง
ดําเนินการ ดงั น้ี
๑.สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบันตอ้ งจัดใหม้ กี ารฝึกประสบการณ์ สมรรถนะวิชาชีพ ในรปู ของ การฝึกงานในสถาน
ประกอบการ แหล่งวิทยาการ รฐั วสิ าหกิจหรือหน่วยงานของรฐั ในภาคเรียนที่ 5 และหรือ ภาคเรียนท่ี 6 โดยใชเ้ วลารวม
ไมน่ อ้ ยกว่า 320 ช่ัวโมง กาํ หนดใหม้ คี ่าเท่ากบั 4 หนว่ ยกิต

๔๒

กรณสี ถานศึกษาอาชีวศกึ ษาหรอื สถาบันตอ้ งการเพิม่ พนู ประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชพี สามารถนาํ รายวิชาทตี่ รงหรอื
สัมพันธ์กบั ลักษณะงานไปเรียนหรือฝึกในสถานประกอบการ รฐั วิสาหกจิ หรอื หนว่ ยงานของ รฐั ในภาคเรยี นที่จัดฝกึ
ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชีพให้ รวมไมน่ อ้ ยกวา่ ๑ ภาคเรียน
๒. การตดั สนิ ผลการเรียนและใหร้ ะดับผลการเรียน ให้ปฏิบตั ิเชน่ เดยี วกบั รายวชิ าอ่ืน โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี เป็น
รายวชิ าท่ีเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนไดศ้ กึ ษาคน้ ควา้ บรู ณาการความรู้ ทักษะและประสบการณ์ จากส่งิ ทไ่ี ดเ้ รียนรู้ ลงมือปฏบิ ตั ิ
ดว้ ยตนเองตามความถนัดและความสนใจ ตง้ั แต่การเลือกหัวข้อหรือเร่อื ง ทีจ่ ะศึกษา ทดลอง พฒั นาและหรือประดิษฐ์
คดิ ค้น โดยการวางแผน กําหนดขั้นตอนกระบวนการ ดาํ เนนิ การ ประเมนิ ผล สรุปและจดั ทาํ รายงานเพ่ือนาํ เสนอ ซ่ึงอาจ
ทําเปน็ รายบคุ คลหรอื กลุ่มกไ็ ด้ ทงั้ น้ี ขน้ึ อยกู่ ับ ลกั ษณะของ โครงงานนัน้ ๆ โดยการจัดทาํ โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี
ดังกล่าวตอ้ งดาํ เนนิ การ ดงั น้ี
๒.๑ สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบันตอ้ งจดั ใหผ้ ้เู รียนจัดทาํ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชพี ที่ สมั พันธห์ รอื สอดคล้อง
กับสาขาวชิ า ในภาคเรียนที่ ๕ และหรือภาคเรยี นที่ ๖ รวมจาํ นวน ๔ หน่วยกิต ใชเ้ วลา ไมน่ อ้ ยกว่า ๒๑๖ ชั่วโมง ทงั้ นี้
สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั ต้องจดั ให้มชี ั่วโมงเรยี น ๔ ช่วั โมงต่อสปั ดาห์ กรณี กําหนดใหเ้ รยี นรายวชิ าโครงงาน ๔
หนว่ ยกิต
หากจัดใหเ้ รยี นรายวชิ าโครงงาน ๒ หนว่ ยกติ คือ โครงงาน ๑ และโครงงาน ๒ ใหส้ ถานศึกษา หรอื สถาบันจัดให้มีช่ัวโมง
เรยี นตอ่ สัปดาห์ทเ่ี ทยี บเคยี งกบั เกณฑด์ ังกลา่ วขา้ งต้น
๒.๒ การตดั สินผลการเรยี นและให้ระดบั ผลการเรยี น ให้ปฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกับรายวิชาอืน่

หลักสตู รประกาศนยี บตั รวชิ าชีพช้ันสงู (ปวส.) พุทธศกั ราช ๒๕๖๓
หลักสตู รประกาศนียบตั รวิชาชพี ชั้นสงู พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓ เปน็ หลักสูตรทพ่ี ัฒนาขึ้นเพือ่ ใชใ้ นการจัดการศึกษา

ดา้ นวชิ าชีพระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชั้นสูงและเพอ่ื ยกระดับการศกึ ษาวิชาชพี ของบคุ คลใหส้ ูงขึ้น สอดคล้องกบั
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตแิ ผนการศกึ ษาแห่งชาติเป็นไปตามกรอบคุณวฒุ แิ หง่ ชาติมาตรฐานการศกึ ษาของ
ชาตแิ ละกรอบคณุ วฒุ ิอาชวี ศึกษาแหง่ ชาติตลอดจนยดึ โยงกับมาตรฐานอาชพี โดยเนน้ การเรยี นรสู้ ู่การปฏิบัตเิ พอื่ พัฒนา
สมรรถนะกำลังคนระดับเทคนคิ รวมท้ังคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณวิชาชพี และกจิ นสิ ัยท่เี หมาะสมในการทำงาน ให้
สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการกำลงั คนของตลาดแรงงาน ชุมชน สงั คม และสามารถประกอบอาชพี อิสระไดโ้ ดยเปดิ โอกาส
ใหผ้ ู้เรียนเลอื กระบบและวธิ ีการเรยี นได้อยา่ งเหมาะสมตามศกั ยภาพ ตามความสนใจและโอกาสของตนสง่ เสริมใหม้ ีการ
ประสานความรว่ มมอื เพ่ือจดั การศึกษาและพฒั นาหลกั สตู รร่วมกันระหว่างสถาบันสถานศกึ ษา หนว่ ยงาน สถาน
ประกอบการและองคก์ รต่าง ๆ ท้ังในระดบั ชมุ ชน ระดบั ท้ัองถน่ิ และระดบั ชาติ

หลักการของหลักสตู ร
๑. เปน็ หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวชิ าชีพช้ันสูง เพอ่ื พัฒนากำลังคนระดับเทคนิคใหม้ ีสมรรถนะ
มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณวิชาชพี สามารถประกอบอาชพี ได้ตรงตามความต้องการของ
ตลาดแรงงานและการประกอบอาชพี อิสระ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตแิ ละ
แผนการศึกษาแห่งชาตเิ ปน็ ไปตามกรอบคุณวุฒแิ ห่งชาตมิ าตรฐานการศกึ ษาของชาติและกรอบคุณวุฒิ
อาชีวศกึ ษาแห่งชาติ
๒. เปน็ หลักสูตรทเ่ี ปดิ โอกาสใหเ้ ลือกเรยี นไดอ้ย่างกว้างขวางเนน้ สมรรถนะเฉพาะดา้ นดว้ ยการปฏบิ ัติจรงิ

๔๓

สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศกั ยภาพและโอกาสของผูเ้ รยี น เปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนสามารถเทยี บโอนผลการเรียน
สะสมผลการเรียน เทยี บโอนความร้แู ละประสบการณจ์ ากแหลง่ วิทยาการ สถานประกอบการและสถานประกอบอาชพี
อสิ ระ
๓. เป็นหลักสูตรที่มุง่ เน้นให้ผู้สำเรจ็ การศกึ ษามสี มรรถนะในการประกอบอาชพี มีความรู้เตม็ ภูมิปฏบิ ัติได้จริง
มีความเปน็ ผนู้ ำและสามารถทำงานเปน็ หมูค่ ณะไดด้ ี
๓. เป็นหลักสตู รท่ีสนบั สนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศกึ ษารว่ มกันระหว่างหนว่ ยงานและองค์กร
ทเ่ี กย่ี วขอ้ งทั้งภาครฐั และเอกชน
๔. เปน็ หลกั สตู รทีเ่ ปิดโอกาสใหส้ ถานศึกษาสถานประกอบการชมุ ชนและทอ้ งถิน่ มสี ่วนร่วมในการพัฒนาหลกสั ตู ร
ให้ตรงตามความต้องการและสอดคลอ้ งกบสภาพยุทธศาสตรข์ องภมู ภิ าคเพือ่ เพิ่มขดี ความสามารถ
ในการแข่งขนั ของประเทศ

จดุ มุ่งหมายของหลักสตู ร
๑. เพอ่ื ให้มีความรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชงิ ลกึ ภายใต้ขอบเขตของงานอาชพี มีทกั ษะด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการ
สอื่ สารเพอื่ ใชใ้ นการดำรงชวี ติ และงานอาชพี สามารถศกึ ษาค้นคว้าเพ่มิ เตมิ หรือ ศึกษาต่อในระดับ ท่ีสงู ขน้ึ
๒. เพอ่ื ใหม้ ีทักษะและสมรรถนะในงานอาชพี ตามมาตรฐานวชิ าชพี สามารถบูรณาการความรู้ ทักษะจาก ศาสตรต์ า่ ง ๆ
ประยุกต์ใช้ในงานอาชีพ สอดคลอง้ กบัการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
๓. เพอื่ ให้มปี ัญญา มคี วามคิดสร้างสรรคม์ ีความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ วางแผน บรหิ ารจดั การ ตัดสนิ ใจ แกป้ ัญหา
ประสานงานและประเมนิ ผลการปฏิบัติงานอาชพี มที ักษะการเรยี นรูแ้ สวงหา ความรูแ้ ละแนวทางใหม่ ๆ มาพฒั นาตนเอง
และประยุกต์ใชใ้ นการสร้างงานให้สอดคล้องกับวชิ าชพี และ การพฒั นางานอาชีพอยา่ งต่อเนือ่ ง
๔. เพ่ือให้มีเจตคติทด่ี ตี ่ออาชพี มีความม่ันใจและภาคภูมใิ จในงานอาชพี รักงาน รกั หน่วยงาน สามารถทำงาน เป็นหม่คู ณะ
ได้ดีมีความภาคภูมิใจในตนเองตอ่ การเรยี นวิชาชีพ
๕. เพอ่ื ให้มบี คุ ลิกภาพท่ีดีมคี ุณธรรม จริยธรรม ซื่อสตั ย์ มวี ินยั มสี ุขภาพสมบรู ณแ์ ขง็ แรงท้ังรา่ งกายและจิตใจ เหมาะสม
กบัการปฏิบัตงิ านในอาชีพน้ัน ๆ
๖. เพื่อใหเ้ ปน็ ผ้มู พี ฤตกิ รรมทางสงั คมท่ีดงี าม ตอ่ ต้านความรนุ แรงและสารเสพตดิ ท้ังในการทำงาน การอยรู่ วมกัน มีความ
รับผดิ ชอบตอ่ ครอบครัวองค์กร ท้องถนิ่ และประเทศชาติอุทศิ ตนเพ่อื สังคม เข้าใจและเหน็ คณุ คา่ ของศลิ ปะ
วัฒนธรรมไทย ภูมิปญั ญาท้องถน่ิ ตระหนักในปัญหาและความสำคญั ของสิ่งแวดล้อม
๗. เพอ่ื ใหต้ ระหนักและมสี ่วนร่วมในการพฒั นาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกจิ ของประเทศโดยเปน็ กำลงั สำคญั ในดา้ นการผลิต
และใหบ้ รกิ าร
๘. เพอื่ ใหเ้ หน็ คณุ ค่าและดำรงไวซึ่งสถาบนั ชาตศิ าสนาและพระมหากษตั ริย์ปฏิบตั ิตนในฐานะพลเมอื งดตี ามระบอบ
ประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข

หลกั เกณฑก์ ารใชห้ ลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชั้นสงู พทุ ธศกั ราช 2563
การเรยี นการสอน
๑. การเรยี นการสอนตามหลักสตู รน้ีผู้เรยี นสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทกุ วธิ เี รียนท่ีกำหนด และ นำผลการเรยี นแตล่ ะวธิ ี
มาประเมนิ ผลรว่ มกันไดส้ ามารถขอเทียบโอนผลการเรยี น และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้

๔๔

๒. การจดั การเรยี นการสอนเน้นการปฏบิ ัตจิ รงิ สามารถจัดการเรียนการสอนไดห้ ลากหลายรูปแบบเพอื่ ให้ผู้เรยี นมีความรู้
ความเขา้ ใจในหลกั การ วิธกี ารและการดำเนนิ งาน มีทักษะการปฏิบตั งิ านตามแบบแผนและปรับตัวไดภ้ ายใตค้ วาม
เปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้ความรแู้ ละทกั ษะทางวิชาการทส่ี มั พันธก์ บั วชิ าชพี เทคโนโลยสี ารสนเทศ
และการส่อื สารในการตัดสนิ ใจวางแผนแกป้ ญั หาบริหารจัดการประสานงานและประเมนิ ผลการดำเนนิ งานไดอย้ ่าง
เหมาะสมมสี ว่ นร่วมในการวางแผนและพัฒนารเิ รมิ่ ส่ิงใหมม่ คี วามรบั ผิดชอบต่อตนเองผู้อ่ืนและหมคู่ ณะ รวมทั้งมีคณุ ธรรม
จริยธรรม จรรยาบรรณวชิ าชพี เจตคติและกจิ นิสยั ทเี่ หมาะสมในการทำงาน

การจดั การศกึ ษาและเวลาเรยี น
การจัดการศกึ ษาในระบบปกตสิ ำหรับผู้เขา้ เรยี นทสี่ ำเรจ็ การศกึ ษาระดับประกาศนยี บตั รวิชาชพี (ปวช.) หรอื

เทียบเทา่ ในประเภทวชิ าและสาขาวิชาตามทหี่ ลักสูตรกำหนดใชร้ ะยะเวลา ๒ ปกี ารศึกษาส่วนผู้เขา้ เรยี นที่สำเร็จ
การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทยี บเท่าและผู้เข้าเรยี นทส่ี ำเร็จการศึกษาระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ (ปวช.)
หรือเทียบเทา่ ต่างประเภทวชิ าและสาขาวิชาท่กี ำหนดใช้ระยะเวลา ไมน่ ้อยกวา่ ๒ ปีการศกึ ษาและเป็นไปตามเงอ่ื นไขท่ี
หลักสูตรกำหนด

การจัดเวลาเรยี นใหดำเนนิ การ ดังนี้
๑.ในปกี ารศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเปน็ ๒ ภาคเรยี นปกติหรอื ระบบทวภิ าคภาคเรียนละ ๑๘ สปั ดาห์รวมเวลา
การวัดผลโดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตามทก่ี ำหนดและสถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรอื สถาบันอาจ
เปิดสอนภาคเรยี นฤดูร้อนไดอ้ กี ตามทเี่ หน็ สมควร
๒.การเรียนในระบบชน้ั เรียนให้สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบันเปดิ ทำการสอนไมน่ ้อยกวา่ สปั ดาห์ละ ๕ วัน ๆ ละไม่
เกนิ ๗ ชั่วโมงโดยกำหนดให้จดั การเรยี นการสอนคาบละ ๖๐ นาที

โครงสรา้ งหลักสูตร

โครงสร้างของหลกั สูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชั้นสูงพทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓ แบง่ เปน็ ๓ หมวดวิชาและกจิ กรรมเสริม
หลกัสูตรดงั น้ี

หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไม่นอ้ยกว่า ๒๑ หน่วยกิต

๑. กลุ่มวชาิ ภาษาไทย

๒. กลมุ่ วชาิ ภาษาตา่ งประเทศ

๓. กลุ่มวชาิ วทยิ าศาสตร์

๔. กลุ่มวชาิ คณิตศาสตร์

๕. กลุ่มวชาิ สังคมศาสตร์

๖. กล่มุ วชิามนษุ ยศาสตร์

หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชีพ ๔๕
๑. กลุม่ สมรรถนะวชาิ ชพี พนื้ ฐาน ไมน่ อ้ยกว่า ๕๖ หนว่ ยกิต
๒. กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ
๓. กลมุ่ สมรรถนะวชาิ ชีพเลอื ก ไมน่ อ้ยกว่า ๖ หน่วยกติ
๔. ฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวิชาชพี – หน่วยกิต
๕.โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี
หมวดวิชาเลอื กเสรี
๑.กิจกรรมเสริมหลกัสตู ร (๒ช่ัวโมง/สปั ดาห)์

การฝึกประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชีพ

เปน็ การจัดกระบวนการเรยี นรโู้ ดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาการศึกษาหรือสถาบนั กับภาคการ ผลติ และ
หรอื ภาคบริการ หลังจากท่ผี เู้ รยี นได้เรยี นรูภ้ าคทฤษฎแี ละการฝกึ หดั หรือฝกึ ปฏบิ ัติเบื้องต้นใน สถานศกึ ษา อาชวี ศกึ ษา
หรือสถาบนั แลว้ ระยะเวลาหนงึ่ ท้ังนี้ เพอ่ื เปิดโอกาสให้ผู้เรียนไดเ้ รียนรูจ้ าก ประสบการณจ์ ริง ได้สัมผัสกับการปฏิบัตงิ าน
อาชีพ เครอ่ื งมอื เคร่ืองจกั ร อุปกรณ์ท่ที นั สมยั และบรรยากาศ การทํางานร่วมกัน สง่ เสริมการฝึกทักษะกระบวนการคดิ
การจดั การ การเผชิญสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยใหผ้ ู้เรยี น ทําได้ คดิ เป็น ทําเป็นและเกิดการไมร่ ู้อยา่ งตอ่ เนอื่ ง ตลอดจนเกิด
ความม่ันใจและเจตคตทิ ่ดี ีในการทาํ งานและ การประกอบ อาชพี อสิ ระ โดยการจดั ฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชพี ต้อง
ดําเนินการ ดงั นี้

๑. สถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบนั ตอ้ งจัดให้มกี ารฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชีพ ในรูปของ การฝกึ งานในสถาน
ประกอบการ แหล่งวทิ ยาการ รัฐวิสาหกจิ หรือหน่วยงานของรฐั ในการเรยี นที่ ๓ และหรอื ภาคเรียนท่ี ๔ โดยใชเ้ วลารวม
ไม่น้อยกว่า ๒๒๐ ชว่ั โมง กาํ หนดใหม้ ีคา่ เท่ากบั ๔ หนว่ ยกติ

กรณีสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบันตอ้ งการเพม่ิ พนู ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี สามารถนาํ รายวชิ าท่ีตรง
หรอื สัมพันธ์กับลักษณะงานไปเรยี นหรอื ฝกึ ในสถานประกอบการ รัฐวสิ าหกจิ หรอื หนว่ ยงานของ รัฐในภาคเรยี นทจี่ ัดฝึก
ประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชพี ได้ รวมไม่น้อยกวา่ ๑ ภาคเรยี น

๒. การตดั สนิ ผลการเรยี นและให้ระดับผลการเรยี น ให้ปฏบิ ตั ิเชน่ เดียวกบั รายวชิ าอน่ื โครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชพี

เป็นรายวชิ าทีเ่ ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดศ้ กึ ษาค้นควา้ บรู ณาการความรู้ ทกั ษะและประสบการณ์ จากสงิ่ ทไ่ี ดเ้ รียนรู้ ลงมือ
ปฏิบตั ดิ ว้ ยตนเองตามความถนดั และความสนใจ ตั้งแตก่ ารเลือกหวั ข้อหรือเรอื่ ง ที่จะศกึ ษา ทดลอง พฒั นาและหรอื
ประดษิ ฐ์คดิ ค้น โดยการวางแผน กาํ หนดขน้ั ตอนกระบวนการ ดําเนินการ ประเมนิ ผล สรปุ และจดั ทาํ รายงานเพ่ือนาํ เสนอ
ซ่ึงอาจทําเปน็ รายบุคคลหรอื กลุ่มที่ได้ ทัง้ นี้ ขึ้นอยู่กบั ลกั ษณะของ โครงงานน้นั ๆ โดยการจัดทําโครงงานพฒั นาสมรรถนะ
วชิ าชีพดังกลา่ วต้องดําเนินการ ดังน้ี

๔๖

๑. สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบันต้องจดั ให้ผู้เรียนจดั ทําโครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี ท่ี สัมพันธห์ รือสอดคล้องกบั
สาขาวชิ า ในภาคเรยี นท่ี ๓ และหรือภาคเรยี นท่ี ๔ รวมจาํ นวน ๔ หนว่ ยกิต ใชเ้ วลา ไมน่ อ้ ยกวา่ ๒๑๖ ช่ัวโมง ท้งั น้ี
สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษาหรอื สถาบันตอ้ งจดั ให้มีชั่วโมงเรียน4ชวั่ โมงต่อสปั ดาห์ กรณี กาํ หนดใหเ้ รยี นรายวิชาโครงงาน ๔
หนว่ ยกติ
หากจดั ให้เรียนรายวิชาโครงงาน ๒ หนว่ ยกิต คือ โครงงาน ๑ และโครงงาน ๒ ใหส้ ถานศกึ ษา อาชวี ศึกษาหรอื
สถาบนั จัดให้มีชว่ั โมงเรียนตอ่ สปั ดาหท์ เี่ ทยี บเคยี งกบั เกณฑ์ดงั กล่าวขา้ งตน้

๒. การตัดสนิ ผลการเรียนและให้ระดับผลการเรยี น ใหป้ ฏิบัตเิ ชน่ เดยี วกับรายวชิ าอืน่

การจดั แผนการเรียน

เป็นการกำหนดรายวชิ าตามโครงสรา้ งหลกั สูตรทจี่ ะดำเนนิ การเรยี นการสอนในแตล่ ะภาคเรยี น โดยจัดอัตราสว่ น
การเรยี นรภู้ าคทฤษฎีต่อภาคปฏบิ ัติในหมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชีพประมาณ ๔๐ : ๖๐ ท้ังนี้ขน้ึ อยู่กับลักษณะหรอื
กระบวนการจดัการเรยี นรขู้ องแตล่ ะสาขาวชิา ซง่ึ มีขอเ้ สนอแนะดังน้ี

๑.จัดรายวิชาในแตล่ ะภาคเรียนโดยคำนงึ ถงึ รายวชิ าทตี่ อ้งเรียนตามลำดบั ก่อน-หลัง ความงา่ ย-ยาก ของรายวชิ าความ
ต่อเนื่องและเชอ่ื มโยงสมั พนั ธ์กนั ของรายวชิ ารวมทั้งรายวชาิ ท่สี ามารถบรู ณาการจัดการเรียนรู้รว่ มกันในลกัษณะของงาน
โครงงานและหรอื ช้ินงานในแต่ละภาคเรยี น

๒. จัดให้ผู้เรยี นเรียนรายวชิ าบังคบั ในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะวชิ าชพี ในกลุม่ สมรรถนะวชิ าชีพ
พ้ืนฐานและกลุ่มสมรรถนะวชิ าชีพเฉพาะและกจิ กรรมเสริมหลักสูตรให้ครบตามกำหนดในโครงสรา้ งหลกสั ตู ร

๒.๑ การจัดรายวชิ าในหมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ควรจดั กระจายทกุ ภาคเรยี น

๒.๒ การจดัรายวิชาในกลมุ่ สมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานโดยเฉพาะรายวิชาที่เป็นพ้ืนฐานของการเรยี นวชิ าชีพควรจดั ใหเ้ รียน
ในภาคเรยี นท่ี ๑

๒.๓ การจดรั ายวชิาในกลุม่ สมรรถนะวชิ าชีพเฉพาะควรจดัใหเ้ รียนกอ่ นรายวิชาในกล่มุ สมรรถนะ วชิ าชีพเลอื กและรายวชิ า
ในหมวดวชิ าเลือกเสรี

๓.จัดใหผ้ ูเ้ รยี นได้เลือกเรียนรายวิชาในกลุม่ สมรรถนะวชิ าชพี เลอื กและหมวดวชิ าเลอื กเสรี ตามความถนัดความสนใจเพ่ือ
สนับสนนุ การประกอบอาชีพหรือศกึ ษาตอ่ โดยคำนึงถงึ ความสอดคล้องกบั มาตรฐานการศกึ ษาวชิ าชพี ด้านสมรรถนะ
วิชาชพี ของสาขาวิชาและสาขางาน

๔. จัดรายวชิาทวิภาคีทน่ี ำไปเรยี นและฝกึ ในสถานประกอบการรัฐวสาิ หกจิ หรือหน่วยงานของรฐั โดยประสานงานรว่ มกับ
สถานประกอบการรฐั วสิาหกจิ หรือหน่วยงานของรัฐเพ่อื พิจารณากำหนดภาคเรยี น ทจี่ ัดฝึกอาชพี รวมท้ังกำหนดรายวชิ า
หรอื กลมุ่ วชาิ ทตี่ รงกับลกั ษณะงานของสถานประกอบการรัฐวสิ าหกจิ หรือหนว่ ยงานของรฐั ท่ีนำไปร่วมฝึกอาชพี ในภาค
เรียนนั้น ๆ


Click to View FlipBook Version