๔๗
๕.จัดรายวชิ าฝกึ งานในภาคเรียนที่ ๓ หรอื ๔ ครั้งเดียวจำนวน ๔ หนว่ ยกติ ๓๒๐ ช่ัวโมง (เฉลี่ย ๒๐ ช่ัวโมงตอ่ สปั ดาหต์ ่อ
ภาคเรียน) หรือจัดใหล้ งทะเบยี นเรยี นเป็น ๒ คร้งั คือ ภาคเรยี นที่ ๓ จำนวน 2 หน่วยกติ และภาคเรยี นท่ี ๔ จำนวน ๒
หนว่ ยกิต รายวชาิ ละ ๑๖๐ ชั่วโมง (เฉลีย่ ๑๐ ช่ัวโมงต่อสัปดาห์ตอ่ ภาคเรียน) ตามเง่อื นไขของหลักสูตรสาขาวิชานั้นๆ
ในภาคเรยี นทจ่ี ัดฝึกงานนี้ให้สถานศึกษาพจิ ารณากำหนดรายวชิ าหรือกลมุ่ วิชาท่ีตรงกับลกั ษณะงาน ของสถาน
ประกอบการรัฐวสิาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐเพอ่ื นำไปเรยี นและฝึกปฏบิ ัติในภาคเรยี นท่จี ัดฝกึ งานด้วย
การจัดฝกึ งานในภาคเรยี นฤดูรอ้ นสามารถทำไดโ้ ดยต้องพจิ ารณาระยะเวลาในการฝกึ ใหค้ รบตามทหี่ ลักสตู ร
กำหนด
๖.จัดรายวิชาโครงงานในภาคเรยี นท่ี ๓ หรอื ๔ ครง้ั เดียว จำนวน ๔ หน่วยกติ (๑๒ ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์ตอ่ ภาคเรยี น) หรอื
จดั ให้ลงทะเบยี นเรียนเปน็ ๒ ครงั้ คือ ภาคเรียนท่ี ๓ และภาคเรยี นท่ี ๔ รวม ๔ หนว่ ยกติ (๖ ช่ัวโมงต่อสัปดาห์ตอ่ ภาค
เรียน) ตามเง่อื นไขของหลกัสูตรสาขาวชาิ นั้นๆ
๗. จัดกจิ กรรมเสริมหลกสั ูตรในแตล่ ะภาคเรียนภาคเรยี นละไมน่ อ้ยกว่า ๒ ชวั่ โมงต่อสปั ดาห์
๘. จัดจำนวนหนว่ ยกติ รวมในแตล่ ะภาคเรียน ไมเ่ กิน ๒๒ หน่วยกติ สำหรบั การเรยี นแบบเตม็ เวลา และไมเ่ กนิ ๑๒ หน่วย
กติ สำหรับการเรยี นแบบไม่เต็มเวลาสว่ นภาคเรยี นฤดรู ้อนจดั ไดไ้ มเ่ กิน ๑๒ หน่วยกิต ท้ังน้ีเวลาในการจัดการเรยี นการสอน
ในภาคเรยี นปกติและภาคเรยี นฤดรู ้อนโดยเฉลยี่ ไม่ควรเกนิ ๓๕ ชั่วโมงต่อสปั ดาหส์ ว่ นการเรียนแบบไม่เต็มเวลาไมค่ วรเกิน
๒๕ ช่ัวโมงตอ่ สปั ดาห์
หากสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษาหรือสถาบนั มีเหตผุ ลและความจำเปน็ ในการจดหั นว่ ยกติ และเวลาในการจดกั ารเรียน
การสอนแต่ละภาคเรยี นท่แี ตกตา่ งไปจากเกณฑ์ขา้ งต้นอาจทำไดแ้ ต่ตอ้ งไม่กระทบตอ่ มาตรฐานและคุณภาพการศกึ ษา
การเขา้ เรยี น
ผู้เขา้ เรียนตอ้ งสำเรจ็ การศกึ ษาไมต่ ่ำกวา่ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลายหรอื เทยี บเทา่ หรอื ระดบั ประกาศนียบตัร
วิชาชีพหรือเทียบเท่าและมีคุณสมบัตเิ ปน็ ไปตามระเบยี บกระทรวงศึกษาธกิ ารวา่ ดว้ ยการจัดการศกึ ษาและการประเมินผล
การเรียนตามหลักสตู รประกาศนียบตัรวชิ าชพี ชน้ั สูง
การประเมินผลการเรียน
เนน้ การประเมินสภาพจริง ท้ังนี้ใหเ้ ป็นไปตามระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธิการวา่ ดว้ ยการจดัการศึกษา และการ
ประเมินผลการเรียนตามหลกั สตู รประกาศนยี บตัรวชาิ ชีพชั้นสงู
การสำเร็จการศกึ ษาตามหลกสั ตู ร
๑.ได้รายวชิ าและจำนวนหน่วยกติ สะสมในทกุ หมวดวชาิ ครบถ้วนตามทก่ี ำหนดไว้ในหลักสตู รแต่ละประเภทวชาิ และสา
ขาวชาิ และตามแผนการเรียนทส่ี ถานศึกษากำหนด
๒.ได้ค่าระดับคะแนนเฉล่ียสะสมไม่ตา่ กวา่ ๒.๐๐
๓.ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ มาตรฐานวชาิ ชพี
๔.ได้เขา้ ร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสรมิ หลักสตู รตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ผา่ น” ทุกภาคเรยี น
๔๘
การพฒั นารายวชิ าในหลักสูตร
๑.หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบนั สามารถพฒั นารายวชิ าเพิ่มเติม ในแต่ละกลุ่มวชิา
เพอื่ เลอื กเรยี นนอกเหนอื จากรายวชาิ ทก่ี า หนดให้เปน็ วชิาบังคบั ไดโ้ ดยสามารถพัฒนาเปน็ รายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ
ผสมผสานเน้ือหาวชิ าทีค่ รอบคลมุ สาระของกลุ่มวิชาภาษาไทยกลุ่มวชิาภาษาตา่ งประเทศ กลุ่มวชิ าวิทยาศาสตร์กลุ่มวชิ า
คณิตศาสตร์กลุ่มวิชาสงั คมศาสตรก์ ลุ่มวิชามนษุ ยศาสตรใ์ นสัดสว่ นทเ่ี หมาะสม โดยพิจารณาจากมาตรฐานการเรียนรูข้ อง
กลุ่มวชิานั้น ๆ เพือ่ ใหบ้ รรลุจดุ ประสงค์ของหมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง
๒.หมวดวิชาสมรรถนะวชิ าชีพ สถานศึกษาอาชีวศกึ ษาหรอื สถาบันสามารถเพม่ิ เติมรายละเอยี ดของรายวิชาในแตล่ ะกลุ่ม
วิชาในการจัดทำแผนการจดัการเรียนรู้และสามารถพฒั นารายวชิ าเพมิ่ เตมิ ในกลุ่มสมรรถนะ วชิ าชพี เลอื กได้ ตามความ
ต้องการของสถานประกอบการหรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพอื่ เพ่มิ ขดี ความสามารถ ในการแขง่ ขนขั องประเทศ ท้ังนต้ี ้อง
พิจารณาให้สอดคล้องกบั จดุ ประสงคสข์ องวชิ าและสมรรถนะวชิ าชพี สาขางานด้วย
๓. หมวดวชิ าเลอื กเสรีสถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบันสามารถพัฒนารายวชิ าเพ่ิมเติมได้ ตามความต้องการของสถาน
ประกอบการ ชมุ ชน ท้องถ่ิน หรือยทุ ธศาสตรข์ องภูมิภาคเพอื่ เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขนั ของประเทศและหรือ
เพ่ือการศกึ ษาตอ่ ท้ังน้ีการกำหนดรหสั วิชา จำนวนหนว่ ยกติ และจำนวนช่ัวโมงเรียนของรายวชิ าท่พี ัฒนาเพิ่มเติมให้เป็นไป
ตามที่หลักสูตรกำหนด ๑๐ หลกัสูตรประกาศนียบตัรวชาิ ชีพชั้นสูง พทุ ธศักราช 2563 ประเภทวิชาอตุ สาหกรรม สาขาวชาิ
ช่างก่อสรา้ ง
การปรบั ปรงุ แก้ไข พฒั นารายวิชากลุ่มวิชาาและการอนุมัติหลักสตู ร
๑. การพฒั นาหลักสตู รหรือการปรับปรงุ สาระสำคญั ของหลักสตู รตามเกณฑ์มาตรฐานคณุ วฒุ อิ าชีวศึกษาระดับ
ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ช้ันสงู ให้เปน็ หนา้ ท่ีของสำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษาสถาบนั การอาชีวศึกษาและ
สถานศกึ ษาโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
๒. การอนมุ ัตหิ ลกั สตู รใหเ้ ปน็ หนา้ ท่ขี องสำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษาโดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการการ
อาชวี ศึกษา
๓. การประกาศใช้หลักสตู รให้ทำเปน็ ประกาศกระทรวงศึกษาธกิ าร
๔. การพัฒนารายวชิ าหรือกลมุ่ วชิ าเพ่ิมเตมิ สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบันสามารถดำเนินการไดโ้ ดยต้องรายงานให้
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษาทราบ
กิจกรรมเสรมิ หลกั สูตร
๑. สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาหรอื สถาบนั ต้องจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลกั สูตร ไมน่ ้อยกวา่ ๒ ชวั่ โมงต่อ สปั ดาห์ ทกุ ภาคเรยี น
เพอื่ สง่ เสริมสมรรถนะแกนกลางและหรอื สมรรถนะวิชาชพี ปลกู ฝังคุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม ระเบียบวนิ ยั การต่อต้าน
ความรุนแรง สารเสพตดิ และการทุจริต เสริมสร้างการเปน็ พลเมืองไทยและ พลโลก ในดา้ นการรกั ชาติ เทดิ ทนู
พระมหากษัตรยิ ์ ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมี พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ทะนบุ ํารงุ ศาสนา
ศิลปะ วฒั นธรรมภูมปิ ัญญาไทย ปลกู ฝงั จิตสาํ นกึ และจดั เราสาในการอนุรักษ์ สง่ิ แวดล้อมและทาํ ประโยชน์ตอ่ ชุมชนและ
ท้องถ่นิ ทั้งนี้ โดยใชก้ ระบวนการกลุ่ม ในการ วางแผน ลงมือปฏิบัตปิ ระเมนิ ผล และปรับปรุงการทาํ งานสาํ หรบั นกั เรียน
อาชวี ศกึ ษาระบบทวภิ าคี ให้เขา้ รว่ ม กิจกรรมท่สี ถานประกอบการจดั ขนึ้
๔๙
๒ การประเมินผลกิจกรรมเสรมิ หลักสตู ร ใหเ้ ป็นไปตามระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธกิ ารวา่ ดว้ ยการ จัด การศกึ ษาและการ
ประเมนิ ผลการเรยี นตามหลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ช้ันสงู
การปรบั พ้ืนฐานวิชาชพี
๑. สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรอื สถาบนั ตอ้ งจัดให้ผ้เู ข้าเรียนหลักสตู รประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชน้ั สงู ที่ สําเรจ็ การศึกษา
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลายหรอื เทียบเทา่ และผู้เขา้ เรียนท่สี าํ เร็จการศึกษาระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชพี (ปวช.) หรือ
เทียบเท่าตา่ งประเภทวชิ าและสาขาวชิ าทีก่ าํ หนดเรียนรายวชิ าปรับ พน้ื ฐาน วิชาชพี ที่กาํ หนดไว้ในหลกั สตู รแต่ละประเภท
วิชา สาขาวชิ า เพอ่ื ให้มคี วามร้แู ละทักษะพนื้ ฐานทีจ่ าํ เปน็ สําหรบั การเรียนในสาขาวชิ านนั้
๒. การจัดการเรยี นการสอนและการประเมินผลการเรียนรายวชิ าปรบั พ้ืนฐานวชิ าชีพ ใหเ้ ปน็ ไปตาม ระเบียบ
กระทรวงศกึ ษาธิการว่าดว้ ยการจดั การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสตู ร ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชน้ั สูง
๓. กรณผี ู้เขา้ เรียนทม่ี คี วามร้แู ละประสบการณ์ในรายวชิ าปรับพนื้ ฐานวิชาชพี ทหี่ ลกั สตู รกําหนด มา กอ่ นเข้าเรยี น สามารถ
ขอเทียบโอนผลการเรยี นรไู้ ด้ โดยปฏิบตั ิตามระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธกิ ารวา่ ดว้ ย การ จัดการศกึ ษาและการประเมนิ ผล
การเรยี นตามหลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชนั้ สงู
การประกนั คณุ ภาพของหลกั สตู รและการจดั การเรยี นการสอน
ให้ทกุ หลกั สตู รกาํ หนดระบบประกันคุณภาพของหลกั สูตรและการจัดการเรยี นการสอน ไวใ้ ห้ชัดเจน อยา่ งน้อย
ประกอบด้วย ๔ ด้าน คอื
๑ หลกั สตู รทย่ี ดึ โยงกบั มาตรฐานอาชีพ
๒ ครู ทรัพยากรและการสนบั สนนุ
๓ วธิ ีการจดั การเรยี นรู้ การวัดและประเมินผล
๔ ผู้สาํ เรจ็ การศกึ ษา
ใหส้ าํ นักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา สถาบนั การอาชีวศกึ ษาและสถานศกึ ษาขดั ให้มกี ารประ
พันและรายงานผลการดาํ เนนิ การหลกั สตู ร เพอ่ื พัฒนาหรอื ปรับปรุงหลกั สตู รที่อยู่ในความรับผดิ ชอบอยา่ ง ต่อเน่อื งอยา่ ง
นอ้ ยทุก ๕ ปี
๑.๓.๓ หลักสตู รปรญิ ญาตรีสายเทคโนโลยหี รือสายปฏิบัติการ
การจดั การอาชวี ศึกษา
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารเปน็ ไป อยา่ งรวดเร็ว สง่ ผลต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพสงั คม เศรษฐกจิ วัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อมของ ประเทศ การพฒั นาประเทศ ให้มีเจรญิ กา้ วหนา้ พรอ้ ม
ท่ีจะแข่งขนั กบั นานาประเทศได้ การศกึ ษา เปน็ เครื่องมือในการพัฒนาคนให้มี คุณภาพ เนน้ กระบวนการมีส่วนรว่ มของทกุ
ภาคีการพัฒนา ให้ความสาํ คัญกับการพฒั นาคณุ ภาพคนและ สงั คมไทยสสู่ งั คมแหง่ ภูมิปัญญาและการเรยี นรู้ เพือ่ สรา้ ง
ความเขม้ แขง็ แกช่ มุ ชนและสังคมใหเ้ ปน็ รากฐานที่ มนั่ คงของประเทศ พัฒนาคนใหม้ ี คณุ ธรรมนาํ ความรู้ เกิดภูมคิ ุ้มกันต่อ
ตนเองและสังคม รวมทง้ั การพฒั นา สมรรถนะและทกั ษะ แรงงานเพอื่ รองรบั การแข่งขันของประเทศ
๕๐
ในการดําเนนิ การดงั กล่าว กระทรวงศกึ ษาธกิ ารได้กาํ หนดแนวนโยบายในการจัด การศกึ ษาเพอ่ื ให้ สอดคล้องกับ
พระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แกไ้ ขเพม่ิ เติม ซ่งึ เน้นการปฏริ ปู การศกึ ษา ทั้งดา้ นการบริหารและ
การจัดการเรียนการสอน เพ่ือให้ผ้เู รยี นมีโอกาส เรียนรู้ตลอดชวี ติ ตามความถนดั ตาม ความสนใจ และไดร้ บั การบริการ
ด้านการศึกษาจากรฐั อยา่ งมี คณุ ภาพ โดยคาํ นึงถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ ง บุคคล เนน้ การฝึกทกั ษะกระบวนการคดิ การ
จัดการ การเผชญิ สถานการณ์ และการประยกุ ต์ความรู้มาใช้เพอ่ื ปอ้ งกันและแกป้ ัญหา จัดกจิ กรรมให้ ผ้เู รียนได้เรยี นร้จู าก
ประสบการณจ์ ริง ฝึกการปฏบิ ตั ใิ ห้ทาํ ได้ คิดเป็น ทาํ เปน็ รกั การอา่ นและเกดิ การใฝ่รูอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื ง ใหม้ กี ารจดั การเรียน
การสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้าน ตา่ ง ๆ อยา่ งได้ สดั สว่ นสมดุลกนั รวมทัง้ ให้มกี ารปลูกฝงั คุณธรรม ค่านิยมทด่ี งี าม
และคณุ ลักษณะอนั พึง ประสงคไ์ วใ้ นทุกวชิ า
พระราชบญั ญัตกิ ารอาชวี ศึกษา พ.ศ.๒๕๕๑ เนน้ ความสาํ คัญของการจดั การ อาชวี ศึกษาและการ ฝึกอบรมวชิ าชพี
ให้สอดคลอ้ งกับแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติและ แผนการศึกษาแห่งชาติ เพื่อ พฒั นากาํ ลงั คนดา้ นวชิ าชพี
ระดับฝมี ือ ระดบั เทคนคิ และระดบั เทคโนโลยี รวมท้งั เพอ่ื ยกระดบั การศึกษา วชิ าชีพใหส้ ูงขนึ้ และสอดคลอ้ งกบั ความ
ตอ้ งการของ ตลาดแรงงาน รวมไปถึงการเตรยี มความพร้อมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการ
พฒั นาศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถเข้าสู่การเปิดเสรีทง้ั ทางดา้ นเศรษฐกิจและสงั คม ใน อนาคต จงึ ได้
กาํ หนดนโยบายในการยกระดบั ทกั ษะฝีมือและเตรียมความพร้อมแก่ กลุ่มเปา้ หมายให้มี สมรรถนะทไ่ี ดม้ าตรฐานสากล
สอดคลอ้ งกับการปรบั โครงสรา้ งเศรษฐกจิ อตุ สาหกรรมและการผลิตสนิ คา้ และ บริการท่ีมีการแขง่ ขันทงั้ ดา้ นคณุ ภาพ
ปริมาณและระยะเวลา ในการผลิต โดยพฒั นาระบบการจัดการ อาชวี ศกึ ษาตามแรงขับจากผู้ใช้ “Demand Driven
ภายใต้ความร่วมมือกันระหว่างสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา หรือสถาบนั กบั สถานประกอบการซงึ่ เปน็ หน่วยท่ใี ชผ้ ลผลติ ของ
อาชวี ศึกษา เพอื่ ผลติ กาํ ลงั คนตามความ ต้องการของตลาดแรงงาน นําความรู้ในทางทฤษฎีอันเปน็ สากลและภูมิปญั ญาไทย
มาพัฒนาผรู้ บั การศึกษาและ
ฝกึ อบรมวชิ าชพี ให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏบิ ตั ิ และมสี มรรถนะจนสามารถนําไปประกอบอาชพี ใน
ลักษณะผปู้ ฏิบตั ิหรือประกอบอาชีพโดยอสิ ระได้
เนือ่ งจากจดั การอาชีวศกึ ษาเปน็ กลไกสาํ คัญในการขับเคลือ่ นและการพฒั นาคณุ ภาพ การศึกษาให้ สอดคล้องกับ
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ ประกอบกบั พระราชบญั ญัติ การศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.
๒๕๔๒ และพระราชบญั ญตั กิ ารอาชีวศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ตอ้ งการใหม้ กี ารกระจาย อํานาจทางวิชาการสสู่ ถานศึกษาและ
สถาบนั การอาชีวศึกษา เพือ่ ให้เกิดความคลอ่ งตัวในการบรหิ ารจัด การศึกษา สํานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึง
กาํ หนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒอิ าชีวศึกษาแห่งชาติ เพ่ือ เปิดโอกาสใหส้ ถาบนั การอาชวี ศึกษา ในแต่ละแห่งสามารถพัฒนา
หลักสูตรได้เอง โดยยดึ กรอบคณุ วฒุ ิ การศกึ ษาวชิ าชีพ ตามสาขาวิชา ในการพฒั นาหลักสตู รการอาชวี ศึกษา ในรูปแบบ
อาศัยแรงขบั จากผู้ใช้ หลกั สตู รท่ีจะพฒั นา จะตอ้ งเป็นหลักสตู รแบบฐานสมรรถนะ “Competency Based
Curriculum” ซึ่งนํา สมรรถนะ ของผูป้ ระกอบอาชพี ทปี่ ฏิบัตงิ านอาชพี มาตรฐานอาชพี หรือมาตรฐานสมรรถนะมาเปน็
ปัจจยั ใน การพฒั นาหลกั สตู รการอาชีวศกึ ษา เพอ่ื ทาํ ใหผ้ สู้ าํ เร็จการศึกษามสี มรรถนะวชิ าชีพท่ีตรงกับ สมรรถนะอาชีพ
สามารถประกอบอาชีพได้ทนั ทตี ง้ั ท่แี ผนภาพท่ี ๑.๒ การพฒั นาคณุ ภาพตาม กรอบมาตรฐานคณุ วุฒิ อาชวี ศึกษา
โครงสร้างหลกั สตู ร
โครงสร้างหลกั สูตรเปน็ ข้นั ตอนทีผ่ พู้ ฒั นาหลักสูตรต้องตดั สนิ ใจว่าสมรรถนะที่ต้องการใหเ้ กดิ ข้ึนกับผ้สู ำเร็จการศกึ ษาตามที่
ไตว้ ิเคราะห์ สังเคราะห์มาเปน็ สมรรถนะประจำสาขาวิชา หรือ มาตรฐานการศกึ ษาวิชาชพี เพื่อมากำหนดเปน็ โครงสรา้ ง
๕๑
หลกั สูตรในแตล่ ะหมวดวชิ าตลอด หลกั สตู รจะจดั วางไว้ในตำ่ แหนง่ ใด ต้องใช้เวลาเรยี นรแู้ ละฝกึ หดั มากนอ้ ยเทา่ ไรท้ังน้ี ใน
การกำหนดกรอบโครงสรา้ งหลกั สูตรจะต้องเป็นไปตามกรอบมาตรฐานหลักสูตรของกระทรวง ศกึ ษาธิการ แลว้ พจิ ารณา
สมรรถนะทตี่ ้องการคูก่ นั ไปว่าตอ้ งใชเ้ วลาหรือหน่วยกติ เท่าไร จงึ จะตอบสนองสมรรถนะท่ี
กำหนดไวโ้ ดยมีขน้ั ตอนดำเนินการ ดังนี้
๑.ศกึ ษากรอบมาตรฐานหลกั สตู รเก่ยี วกบั หัวข้อโครงสร้างหลกั สูตรซง่ึ ในทกุ หมวดวชิ าจะกำหนดสมรรถนะของแตล่ ะหมวด
ไว้ เพ่อื เป็นกรอบในการจดั การเรยี นการสอนและ พัฒนาผเู้ รยี นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของหลกั สตู ร
๒.กำหนดสมรรถนะสาขาวชิ า ซง่ึ ถือเปน็ การประกันคณุ ภาพของผ้สู ำเร็จการศกึ ษาโดยครอบคลมุ อย่างน้อย ๓ ด้าน ดังนี้
๒.๑ด้านคณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค์ ไดแ้ ก่ คณุ ธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ วชิ าชีพ พฤตกิ รรมลกั ษณะนสิ ยั และทกั ษะทาง
ปญั ญา
๒.๒ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทวั่ ไป ไดแ้ ก่ ความรู้และทกั ษะการ ส่ือสาร การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ การ
พฒั นาการเรยี นรู้และการปฏบิ ตั ิงาน การทำงานร่วมกับผู้อ่ืนการใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การประยุกตใ์ ช้ตัวเลข
การจัดการและการพัฒนางาน
๒.๓ด้านสมรรถนะวชิ าชพี ได้แกค่ วามสามารถในการประยุกต์ใชค้ วามรู้และทกั ษะในสาขาวิชาชพี สู่การปฏบิ ัตจิ รงิ รวมท้ัง
ประยกุ ตส์ ู่อาชพี
คณุ ภาพของผสู้ ำเร็จการศึกษาทกุ ประเภทวชิ าและสาขาวิชา ต้องมคี ุณภาพอยา่ งน้อย ๔ ด้าน ได้แก่
๑. ดา้ นคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคุณลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์
๒.ดา้ นความรู้
๓.ด้านทักษะ
๔.ด้านความสามารถในการประยกุ ตใ์ ช้และความรบั ผดิ ชอบ
หลกั เกณฑ์การใช้หลักสตู ร
การนำหลกั สตู รไปใช้ถอื เปน็ ขน้ั ตอนสำคญั ท่จี ะส่งผลใหก้ ารจดั การศกึ ษาเป็นไปอยา่ งมีคณุ ภาพและบรรลผุ ลตาม
และหลกั การของหลักสตู รมีแนวปฏิบตั ิดังนี้
แนวปฏิบัตขิ องสถานศึกษาสถาบันการอาชวี ศกึ ษา
๑. วางแผนการเปิดสอนหลักสตู ร โดยจัดประชมุ ครูในสถานศกึ ษาหรอื คณาจารย์ ในสถาบนั การอาชีวศึกษาเพ่ือช้แี จง
รายละเอยี ดเกี่ยวกบั หลักสูตร รูปแบบการจัด การศกึ ษาและ ระเบยี บตา่ งๆทเ่ี กยี่ วขอ้ งกนั รวมท้ังจดั ประชาสัมพันธ์เพื่อ
แนะแนวทางการศึกษาและการประกอบอาชพี แกผู้เรยี นผปู้ กครองและผูส้ นใจ
๒.จัดเตรยี มเอกสารทีเ่ กี่ยวข้องกบั การจัดการศึกษาเพ่ือให้ผู้สอนและผูร้ บั ผดิ ชอบงานทเี่ กย่ี วขอ้ งได้ศึกษาคน้ ควา้ และใช้เปน็
แนวทางในการปฏบิ ตั ิงานได้แก เอกสารหลักสูตร ระเบียบ ต่างๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องเอกสารแนะนำการใช้หลักสตู ร และเอกสาร
๕๒
แนะนำการจดั การเรียนการสอนเอกสารแนะนำการจดั ทำแผนการจัดการเรียนรู้เอกสารชว่ ยสอนและ การวัดผล
ประเมินผลรวมทั้งเอกสารสงิ่ พมิ พอ์ ่ืนๆ ท่เี กี่ยวกับการจัดการศกึ ษา ฯลฯ
๓.จดั ทำสมรรถนะชนั้ ปีและแผนการเรียนเพื่อกำหนดรายวิชาในแตล่ ะภาคการศกึ ษาตามโครงสร้างหลกั สตู รแต่ละ
สาขาวชิ าสาขางานตลอดหลักสตู รโดยเปน็ ไปตามเงอื่ นไขการจดั การศกึ ษาตามกรอบมาตรฐานหลักสตู ร ศกั ยภาพและ
ความตอ้ งการของผู้เรียน
๔.กำหนดผู้สอนโดยมอบใหแ้ ต่ละคณะวชิ าพิจารณากำหนดผสู้ อนรายวชิ า ตา่ งๆในแตล่ ะภาคการศกึ ษาตามแผนการเรียน
ที่กำหนด พรอมทัง้ แต่งตั้งคณะทำงาน จากแผนกคณะวชิ าตา่ งๆรว่ มกนั พจิ ารณาจดั ทำตารางเรยี นตารางสอน และตาราง
การใชเ้ รียนห้องปฏิบัติการ ประจำภาคการศกึ ษา ๑๔
๕. จัดเตรียมสถานท่ี วสั ดุครภุ ณั ฑแ์ ละสอื่ การเรยี นการสอนเพือ่ สนบั สนนุ โครงการสอนของแผนกวิชาคณะวชิ า และการ
จดั การเรียนการสอนภาคทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ัติตามแผนการจดั การเรียนรขู้ องผูส้ อน
๖.จัดเตรียมและดำเนินการประเมินมาตรฐานวชิ าชพี
๗.จดั เตรียมและดำเนนิ การประเมินหลกั สตู ร โดยพจิ ารณาประเด็นการประเมนิ อยา่ งนอ้ ย ๔ ประเดน็ ตามกรอบมาตรฐาน
หลกั สูตร ได้แก ผลลัพธ์การเรียนของผเู้ รียนตามมาตรฐาน อาชพี มาตรฐานสมรรถนะทเ่ี กย่ี วขอ้ งการบริหารหลักสูตรความ
พรอ้ มของทรพั ยากรประกอบการ เรยี นการสอนความต้องการและความพึงพอใจของตลาดแรงงาน สงั คมและชุมชน
การจัดทำแผนการเรียนรู้
การเตรยี มการของสถานศึกษาสถาบนั การอาชวี ศกึ ษา
เพือ่ ให้การจดั การเรยี นการสอนของสถานศกึ ษาสถาบนั การอาชวี ศึกษาเปน็ ไปตาม หลกั การ จดุ หมาย เกณฑ์การ
จดั การศกึ ษา ตลอดจนมาตรฐานการศึกษาวชิ าชพี สาขาวชิ าและสาขางานควรดำเนินการในเรอื่ งตา่ งๆ ดังนี้
๑.จดั ประชมุ ครคู ณาจารย์เพ่ือชแ้ี จงรายละเอียดเกี่ยวกบั เอกสารหลักสตู ร และระเบียบตา่ งๆ ทเี่ กีย่ วข้องได้แก หลักการ
และจดุ หมายของหลักสตู รปรัชญาและหรือวตั ถปุ ระสงค์ ๑๕ ของหลักสูตรหลกั เกณฑ์การใช้หลกั สตู รการกำหนดรหสั วิชา
โครงสร้างหลกั สูตรจุดประสงคร์ ายวชิ ามาตรฐานรายวิชา คำอธบิ ายรายวชิ ารูปแบบการจดั การศึกษาเงอ่ื นไข การจัดการ
เรยี นรรู้ ะเบยี บการจัดการศกึ ษาระเบยี บการวัดผลประเมนิ ผล เปน็ ตน้
๒. จดั เตรยี มเอกสารที่เกีย่ วขอ้ งกับการจดั การศึกษา เพอื่ ให้ผ้สู อนและผู้รับผิดชอบงานท่ีเกีย่ วข้องได้ศึกษาคน้ ควา้ และใช้
เปน็ แนวทางในการปฏิบตั งิ าน ได้แก เอกสาร หลกั สูตร ระเบียบ ต่างๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งเอกสารแนะนำการใช้หลักสตู ร เอกสาร
แนะนำการจัดการเรยี นการสอน เอกสาร แนะนำการจดั ทำแผนการเรยี นรู้ ใบช่วยสอนและการวดั ผล ประเมนิ ผลรวมทงั้
เอกสารสิง่ พิมพ์อนื่ ๆ ท่ีเก่ยี วกบั การจัดการศึกษา ฯลฯ
๓. จัดทำสรรถนะชน้ั ปี เพอ่ื กำหนดสมรรถนะและผลลพั ธการเรียนรู้ท่ีควร เกิดข้ึนกับผูเ้ รยี นในแต่ละชน้ั ปีตามกรอบคณุ วุฒิ
การศึกษาวชิ าชีพหลกั สูตรแต่ละสาขาวิชา สาขางาน
๔.จดั ทำแผนการเรียน เพอ่ื กำหนดรายวชิ าในแตล่ ะภาคการศึกษาตาม โครงสร้าง หลกั สูตรแตล่ ะสาขาวชิ าสาขางาน
๕.กำหนดผสู้ อน โดยมอบใหแ้ ตล่ ะแผนกวชิ าพจิ ารณากำหนดผสู อนรายวชิ ต่างๆ ในแต่ละภาคการศึกษาตามแผนการเรยี น
ท่ีกำหนด พรอมท้งั แตง่ ตัง้ คณะทำงาน จากแผนกวชิ าตา่ งๆ ร่วมกนั พิจารณาจดั ทำตารางเรียน ตารางสอน และตารางการ
ใช้หอ้ งเรยี น ห้องปฏบิ ตั กิ ารประจำภาคการศกึ ษา
๕๓
6) จดั ทำโครงการสอนและแผนการจดั การเรียนรู้โดยผู้สอนทกุ คนมหี นา้ ทที่ ่ี จะตอ้ งจัดทำโครงการสอน และแผนการ
จัดการเรียนรู้รายวชิ าทร่ี บั ผดิ ชอบในแต่ละภาค การศกึ ษา พรอ้ มทั้งงบประมาณคา่ ใช้จา่ ยท่ีใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน
ตามแบบฟอร์มท่กี ำหนด และนำเสนอผู้บรหิ ารสถานศึกษาพิจารณาอนุมตั ิการเรยี นการสอนภาคทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ัติ
ตามแผนการจดั การเรียน
แผนการจดั การเรียนรู้
เปน็ เอกสารท่ไี ด้จากการวเิ คราะหจ์ ดุ ประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวชิ าและคำอธิบายรายวิชา ว่าตอ้ งการให้
ผ้เู รยี นเกิดการเปลี่ยนแปลงดา้ นใดเรือ่ งอะไร และอยา่ งไรเพื่อนำมา วางแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้และการวดั ผล
ประเมินผล ในแต่ละหน่วยการเรยี นรู้ และแตล่ ะ หน่วยการเรยี นรู้แตล่ ะครงั้ ท่จี ัดการเรยี นรู้เพื่อให้ผู้สอนมองเหน็
ความสัมพนั ธ์ ของกระบวนการ จัดการเรียนร้ทู ่ตี อ่ เน่ืองกนั ในรายวิชาของตน และรายวชิ าทบ่ี รู ณาการรว่ มกัน ตลอดจน
ผลสมั ฤทธิท์ ่ี คาดวา่ จะเกิดข้นึ กบั ผู้เรยี น ขน้ั ตอนในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ควรดำเนนิ การ ดังน้ี
๑. ศึกษาจุดประสงค์และมาตรฐานรายวชิ าเพอื่ นำมากำหนดเปน็ จดุ ประสงค์การเรียนรใู้ นแตล่ ะหน่วยการเรยี นรู
๒. ศึกษาการอธิบายรายวชิ าเพอ่ื นำมากำหนดขอบข่ายเน้อื หาสาระในแต่ละหนว่ ย การเรยี นรูค้ ำอธบิ าย รวมทง้ั เวลาที่ใชใ้ น
การจัดการเรียนรู้
๓.ศึกษาคุณสมบัตขิ องผู้เรยี น เพื่อวางแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ให้ เหมาะสมกับพืน้ ฐานความรู้ทักษะและประสบกา
รณเดิมรวมทั้งศกั ยภาพของผู้เรียน
๔.ศกึ ษาสภาพแวดลอ้ มของการเรียนรู้เพ่ือจัดบรรยากาศการเรียนรใู หเ้ หมาะสม กบั กิจกรรมการเรียนรู้
๕. กำหนดกิจกรรมการเรยี นรู้เพ่อื ให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ตามจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ทก่ี ำหนด โดยควรเปน็ กจิ กรรมการ
เรียนรู้ทห่ี ลากหลายและเนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญซง่ึ อาจมีท้ังกิจกรรมในช้นั เรียนและงานมอบหมาย
๖. กำหนดส่ือสื่อการเรยี นรู้เพอื่ ใชป้ ระกอบการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้และหรือศกึ ษาเพ่มิ เตมิ ตนเอง
๗. กำหนดวิธีการวดั ผลประเมินผลเพือ่ ทราบผลการเรียนรทู ่เี กดิ ขึน้ กับผู้เรยี น ทั้งดา้ นความรทู้ ักษะเจตคติและกิจนสิ ยั เพื่อ
เป็นข้อมูลในการสง่ เสรมิ และพฒั นาผูเ้ รียนโดยควรเลอื กใช้วิธกี ารประเมนิท่หี ลากหลายประเมนิ ตามสภาพจรงิ และมีเกณฑ์
การประเมนิ ทช่ี ดั เจน
๘.จดั ทำบนั ทึกหลงั การสอน เพอื่ การปรับปรุงแก้ไขและพฒั นากาจดั การเรียนรู้ใน ครั้งตอไปสวนประกอบของแผนการ
จัดการเรียนรู้ควรประกอบด้วยสว่ นสำคญั ดงั น้ี
๑.สาระสำคัญ
๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู
๓. สาระการเรียนรู
๔. กิจกรรมการเรยี นรู
๕. สื่อการเรียนรู
๖.การประเมนิ ผลการเรียนรู
๗.บันทึกหลังการสอน
๕๔
การจัดการเรยี นรู้
พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และท่ีแกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นพระราชบัญญตั ิ
ทีเ่ น้นการปฏริ ปู การศกึ ษาของประเทศ ทั้งดา้ นการบริหาร การจดั การเรยี น การสอนโดยมีจดุ เนน้ ที่ใหผ้ ู้เรยี นไดมโี อกาส
เรยี นรูตลอดชวี ติ ได้เรยี นตามความถนัดความสนใจและไดร้ บั การบริการศกึ ษาจากรฐั อย่างมีคณุ ภาพสำหรับในเร่อื งของการ
จัดการเรยี นการสอนนน้ั ในพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กลา่ วถึงไว้ในหมวด ๔ แนวการจดั การศกึ ษา
ดงั นมี้ าตรา ๒๒ การจัดการศึกษาตอ้ งยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมคี วามสามารถเรยี นรู้และพฒั นาตนเองได้ และถอื ว่าผเู้ รียนมี
ความสำคัญทส่ี ดุ กระบวนการจดั การศกึ ษาตอ้ งสง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รียนสามารถพัฒนา ๑๙ ตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศักยภาพ
มาตรา ๒๓ การจดั การศกึ ษาทงั้ การศึกษาในระบบการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั ตอ้ งเน้นความส าคญั
ทัง้ ความรคู ุณธรรม กระบวนการเรยี นรู และ บรู ณาการตามความเหมาะสมของแตละระดับการศึกษาในเร่ืองต่อไปน้ี
๑.ความรูเรอ่ื งเกี่ยวกบั ตนเองและความสมั พนั ธ์ของตนเองกับสงั คม ไดแ้ ก่ ครอบครวั ชมุ ชน ชาติและสงั คมโลก รวมถงึ
ความรเู้ กย่ี วกบั ประวตั ิศาสตรค์ วามเป็นมาของ สังคมไทยและระบบการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มี
พระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ
๒.ความรแู้ ละทักษะดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เร่อื งการจัดการ
การบำรุงรกั ษาและการใชป้ ระโยชนจากทรพั ยากร- ธรรมชาตแิ ละ สิง่ แวดลอ้ มอยา่ งสมดลุ ยั่งยนื
๓. ความรูเกย่ี วกับศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรม การกีฬา ภมู ปิ ัญญาไทยและการประยกุ ตใ์ ชภ้ มู ิปัญญา
๔.ความรแู้ ละทักษะดา้ นคณติ ศาสตร์และดา้ นภาษา เนน้ การใชภ้ าษาไทยอยา่ งถูกต้อง
๕. ความรแู้ ละทกั ษะในการประกอบอาชพี และการดำรงชวี ติ อยา่ งมีความสขุ มาตรา ๒๔ การจดั กระบวนการเรยี นรใู้ ห้
สถานศึกษาและหนวยงานที่เกีย่ วขอ้ งดำเนินการ ดังตอ่ ไปนี้
๕.๑จดั เนอื้ หาสาระและกจิ กรรมให้สอดคลองกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกตา่ งระหว่าง
บคุ คล
๕.๒ฝึกทกั ษะระบวนการคดิ การจดั การการเผชิญสถานการณ์และการประยกุ ต์ความรู้มาใชป้ ้องกันและแกปัญหา
๕.๓จัดกิจกรรมให้ผเู้ รยี นไดเรยี นรูจากประสบการณจรงิ ฝกึ การปฏบิ ตั ใิ หท้ ำไดค้ ดิ เป็น ทำเปน็ รักการอ่านและเกดิ การใฝร่ ู้
อย่างต่อเนอ่ื ง
๕.๔จดั การเรยี นการสอนโดยผสมผสานสาระความรดู า้ นตา่ งๆ อยา่ งไดส้ ดั สว่ นสมดลุ กนั รวมทั้งปลูกฝังคณุ ธรรม คานยิ มทีด่ ี
งามและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ไวใ้ นทกุ วชิ า
๕.๕ ส่งเสริมสนับสนนุ ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดลอ้ ม สอื่ การเรียนและอำนวยความสะดวกเพอื่ ใหผ้ ู้เรยี น
เกดิ การเรียนรู้และมคี วามรอบรู้รวมท้งั สามารถใช้เป็นสว่ นหน่งึ ของกระบวนการเรยี นรู้ทั้งนผ้ี สู้ อนและผู้เรียนอาจเรยี นรไู้ ป
พรอ้ มกนั จากสอื่ การเรียนการสอนและแหล่งวทิ ยาการประเภทต่างๆ
๕.๖จัดการเรียนรใู้ ห้เกดิ ขึ้นได้ทกุ เวลาทกุ สถานท่มี ีการประสานความร่วมมอื กบั บิดา มารดา ผปู้ กครองและบุคคลในชุมชน
ทุกฝา่ ย เพือ่ รว่ มกันพฒั นาผู้เรียนตามศักยภาพ ๒๐ ทงั้ นี้ การจดั การเรียนรู้ในแตล่ ะเรื่องหรอื แต่ละหนว่ ยการเรยี นรู้ มี
กระบวนการและวธิ กี ารทหี่ ลากหลาย ซง่ึ ผสู้ อนจะต้องเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมโดยเนน้ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเองการเรียนรู้ร่วมกนั
การเรียนรจู้ ากการปฏบิ ตั ิจรงิ การเรยี นรู้แบบบรู ณาการและเน้นคุณธรรมจรยิ ธรรมควบคู่ไปกับการ จัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ ี
วัดผลประเมินผลตามสภาพจรงิ สำหรับการจัดการศึกษาทวภิ าคีการจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอธั ยาศยั
สามารถยดื หยุน่ วธิ ีการจดั การเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสมกับผู้เรียนสถานศึกษาสถาบันการอาชศี กึ ษาสถานประกอบการ
แหล่งวิทยาการและความต้องการของทอ้ งถ่ิน
๕๕
สอื่ การเรียนรู้
การจดั การอาชวี ศกึ ษามงุ่ เนน้ การปฏบิ ัตจิ รงิ เพ่ือการเรียนรู้สู่ภาคทฤษฎเี ปน็ หลัก รวมทั้งมกี ารสง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รียน
เรยี นรดู้ ้วยตนเอง เรียนรู้อยา่ งตอ่ เนือ่ งตลอดชีวิตและใชเ้ วลาอยา่ งสร้างสรรค์ผู้เรยี นสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาและทุก
สถานท่จี ากสอื่ และแหลงการเรยี นรตู้ า่ งๆ สอื่ การเรียนรู้ทฤษฎีการจัดการจัดการอาชีวศกึ ษาสว่ นใหญ่ จงึ มีทงั้ ส่ือสงิ่ พมิ พ์สอื่
เทคโนโลยี สอ่ื โสตทศั น์สือ่ กิจกรรมและอื่นๆรวมทงั้ เคร่ืองมอื อปุ กรณ์สำหรับใช้ในการฝึกปฏบิ ตั ขิ น้ั พน้ื ฐาน ขัน้ ทมี่ กี ารนำ
เทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชไ้ ปจนถึงขนั้ พัฒนากา้ วหนา้ ซง่ึ สถานศึกษาสถาบนั และผสู้ อนสามารถเลือกผลิตใชแ้ ละหรือ
ประยกุ ตใ์ ชไ้ ดอ้ ยา่ งหลากหลายตามความเหมาะสมสอดคลองกบั วิธกี ารเรยี น รธู้ รรมชาติของสาระการเรยี นรูและศักยภาพ
ของ ผู้เรยี นรวมทั้งสามารถประสานความร่วมมอื กบั สถานประกอบการหรือแหลง่ วิทยาการ เพอ่ื ขอรับการสนบั สนนุ ส่ือการ
เรยี นรเู้ ทา่ ทนั สมยั และมปี ระสิทธิภาพสำหรบั พฒั นาผสู้ อนและผเู้ รียน นอกจากนค้ี วรจัดให้มแี หล่งการเรียนรู้หรือการ
เรียนรทู้ ม่ี ปี ระสิทธภิ าพในสถานศกึ ษาสถาบนั และในชมุ ชน สนบั สนนุ ให้มีการศกึ ษาคน้ ควา้ วจิ ยั เกีย่ วกบั ส่อื และเครือขา่ ย
การเรียนรเู้ ช่ือมโยงแลกเปล่ียนระหว่างสถานศกึ ษาสถาบนั ชุมชนและสงั คมอืน่ ตลอดจนจดั ใหม้ กี ารกำกับ ดูแล ตดิ ตามและ
ประเมนิ ผลการดำเนนิ งานเกี่ยวกบั การผลติ และใชส้ ื่อการเรียนรอู้ ย่างเนื่อง
การดำเนินการจดั ทำแผนการเรียน
แผนการเรยี นเปน็ การกำหนดรายวชิ าในโครงสร้างหลกั สูตรลงในแตล่ ะภาคการศกึ ษาและปการศึกษาของ
หลักสตู รทเ่ี ปดิ สอน ซ่งึ มขี ้อเสนอแนะในการปฏบิ ตั ิดังน้ี
๑. หมวดวชิ าพื้นฐานประยกุ ต์ควรจัดรายวชิ ากระจายทกุ ภาคเรยี นโดยกำหนดรายวชิ าที่เป็นความรู้พื้นฐานไวในภาค
การศึกษาที่ ๑ และภาคการศึกษาท่ี ๒ เรยี งตามลำดบั รายวชิ าท่ตี อ้ งเรยี น ก่อน-หลงั
๒.หมวดวชิ าชพี ควรจดั รายวิชาชพี ท่ีเป็นความรหู รอื ทักษะพ้นื ฐานไวใน ภาคเรยี น ที่ ๑ หรือ ๒ เพอื่ ให้ผู้เรียนมคี วามรู้และ
ทกั ษะพน้ื ฐานทางวชิ าชีพที่จำเป็นสำหรับ การเรยี นหรือเลือก เรยี นรายวชิ าชีพเฉพาะทางในสาขาวิชาสาขางานทสี่ นใจใน
ภาคการศึกษาตอ่ ไปทง้ั น้จี ะต้องพจิ ารณารายวิชาทบ่ี งั คบั ให้เรียนก่อนหรือรายวิชาทม่ี คี วามสัมพนั ธ์ตอ่ เนอื่ งกัน รวมทง้ั
รายวชิ าท่ีสามารถ ๑๖ บูรณาการจัดการเรยี นรูร่วมกันเพ่อื เรยี นเปน็ เรือ่ งเป็นชน้ิ งานและหรือเปน็ โครงการในแตล่ ะภาค
การศึกษาด้วยอนง่ึ สำหรบั รายวิชาชพี สาขางาน ควรจัดใหผ้ ้เู รยี นได้เลอื กเรียนตามความถนดั ความสนใจเพอ่ื การประกอบ
อาชีพหรือศกึ ษาตอ่
๓.รายวิชาฝกึ งาน หรอื การนำรายวชิ าไปเรียนในสถานประกอบการ ใหส้ ถานศึกษาประสานงานร่วมกบั สถานประกอบการ
แหลง่ วิทยาการเพือ่ พจิ ารณา กำหนดรายวชิ าหรือกลมุ วิชาท่ีตรงกบั ลักษณะงานของสถานประกอบการแหล่งวิทยาการ
น้ันๆ โดย ควรกำหนดการให้มีการฝึกงานในสถานประกอบการเพือ่ ใหผ้ ้เู รียนมีความพรอมทง้ั งานวิชาการและ ทักษะ
วิชาชีพพอสมควร
๔.รายวชิ าโครงการควรจัดในภาคการศกึ ษาท้ายเพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ความสามารถจากการเรยี นรใู้ นภาค
การศกึ ษาท่ผี ่านมามาบูรณาการในการดำเนินงาน
๕๖
๕.หมวดวิชาเลือกเสรีโดยควรจดั ใหผ้ ้เู รยี นได้มีโอกาสเลอื กรายวชิ าตามศักยภาพความถนัดและความสนใจเพ่ือการศึกษา
ต่อและหรอื การประกอบอาชีพ
๖.กจิ กรรมเสริมหลกั สตู รกำหนดใหม้ ที ุกภาคการศึกษาจำนวน ๒ ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์
๗.ตรวจสอบรายวิชาและจำนวนหนว่ ยกติ รวมในแต่ละหมวดวชิ าให้ครบตาม โครงสรา้ งหลกั สตู รทงั้ รายวชิ าบงั คับและวิชา
เลือก พรอ้ มทง้ั ตรวจสอบรหัสวิชา ชื่อวชิ าจำนวนหน่วยกิตและเวลาเรยี นต่อสปั ดาหข์ องทุกรายวิชาใหถ้ กู ตอ้ ง
๘.ระยะเวลาในการจัดการเรยี นการสอนโดยเฉล่ยี ไมค่ วรเกนิ ๓๕ ช่วั โมงตรอสัปดาห์ สำหรบั การจดั การศกึ ษาทวภิ าคี ให้
สถานศึกษาและสถานประกอบการแหล่งวทิ ยาการ รว่ มกนั จดั แผนการเรยี นโดยพจิ ารณาตามขอเสนอแนะ
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรทู ำใหผ้ สู้ อนได้รบั ขอ้ มูลเก่ยี วกบั พฒั นาการและ ผลสมั ฤทธิ์ในการเรยี นร้ขู อง
ผู้เรยี น เพือ่ นำไปใชป้ ระโยชน์ในการส่งเสรมิ และพฒั นาศกั ยภาพของ ผเู้ รยี นเป็นรายบคุ คลหรือรายกลมุ ดังนั้นผสู อนจงึ
ควรดำเนินการวดั และประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ ดว้ ยวธิ ีการที่หลากหลาย ครอบคลุมจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูท่ตี ้องการ ให้
เกิดข้ึนกับผเู้ รยี นดา้ นความรู้ ทกั ษะและพฤตกิ รรม ลักษณะนิสยั ที่พึงประสงค์ รวมทัง้ ตองสอดคลองกบั สาระและกิจกรรม
การ เรยี นรใู้ นแตล่ ะหนว่ ยการเรียนรูดว้ ย ทง้ั นโี้ ดยเปน็ ไปตามระเบยี บการวดั ผลประเมนิ ผลของหลักสตู ร นอกจากน้ีควร
เปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนและผู้ปกครองได้มสี ่วนรว่ มในการวดั ผล ประเมนิ ผลเพ่ือรับทราบ ผลสำเรจ็ ของการเรยี นร้ดู ว้ ย
การกำหนดเกณฑ์ระดบั วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมและตารางแผนผังขอ้ สอบ
การประเมินทัง้ ภาคทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ัตจิ ำเปน็ จะตอ้ งมีการกำหนดกรอบในการประเมินหรอื หนว่ ยสมรรรถนะ
หลักในการประเมินพร้อมทง้ั การกำหนดเกณฑ์นำ้ หนักความสำคัญของระดับพฤตกิ รรมการเรยี นรทู้ ั้ง ๓ ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ น
พทุ ธพิ ิสยั ดา้ นทกั ษะพิสัยและจติ พิสัย มกี ารกำหนดระดบั วัตถปุ ระสงค์ เชงิ พฤตกิ รรมด้านพุทธิพิสยั ๑๐๐% ภาคปฏิบัตมิ ี
การการกำหนดระดบั วัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมด้านทกั ษะพสิ ัยและจติ พสิ ยั รวม ๑๐๐% โดยในทางปฏบิ ัตใิ นการกำหนด
เกณฑค์ ่ารอ้ ยละของแต่ละระดบั วตั ถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรมให้อยกู่ บั ความเหมาะสมกบั มาตรฐานผลการเรยี นรทู้ ีร่ ะบไุ ว้ใน
เล่มหลกั สตู ร นอกจากนี้กรอบหรือหนว่ ยสมรรถนะหลักในการประเมนิ เปน็ หน้าทีข่ องกรรมการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี ท่ี
จะตอ้ งพิจารณากำหนดมาตรฐานวิชาชีพของหลกั สูตรให้ สอดคล้องกบั มาตรฐานอาชพี หรือยดึ โยงกบั มาตรฐานอาชีพ ทำ
ให้การประเมินตามเกณฑผ์ ่านรอ้ ยละ ๘๐ นน้ั สามารถสะทอ้ นไดถ้ งึ เกณฑค์ ุณภาพและบอกระดบั ความสามารถหรือ
สมรรถนะท่ีทำการทดสอบของนกั ศกึ ษา ในหลกั สูตรไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์
การกำกบั ตดิ ตามและประเมินผลหลักสูตร
หลักสูตรอาชวี ศกึ ษามหี ลักการสำคัญ คอื สนับสนนุ การประสานความร่วมมอื ในการจดั การศกึ ษาร่วมกันระหว่าง
หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งทัง้ ภาครฐั และเอกชนรวมทง้ั เปน็ หลกั สูตรทีเ่ ปิดโอกาสใหส้ ถานศกึ ษาชุมชนและทอ้ งถน่ิ มีส่วนร่วมใน
การพฒั นาหลกั สูตรให้ตรงตามความตอ้ งการและสอดคลองกบั สภาพของชุมชนและท้องถนิ่ ดงั นน้ั จึงจำเปน็ ต้องมรี ะบบ
การกำกับ ติดตาม ประเมิน และรายงานผลการจดั การอาชีวศึกษาทีม่ ปี ระสิทธภิ าพเพือ่ รบั ทราบความกา้ วหนา้ ปญั หา
๕๗
อปุ สรรค รวมทงั้ ขอ้ คิดเหน็ เสนอแนะเป็นแนวทางในการสง่ เสรมิ และพัฒนาการบรหิ ารจดั การ อาชวี ศึกษา ใหผ้ ู้เรยี นมี
คณุ ภาพตามมาตรฐานทกี่ ำหนดและสอดคลองกบั ความต้องการของชุมชน และสังคมอยา่ งแท้จริง
การกำกับ ตดิ ตามและประเมินผลการจดั การอาชีวศึกษาถอื เปน็ กระบวนการ สำคญั ของการประกันคณุ ภาพการศกึ ษาให้
เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จงึ จำเปน็ ตอ้ งมีการดำเนนิ การจดั ทำระบบเครือขา่ ย เร่มิ จากการนิเทศภายในสถานศกึ ษา
สถาบนั ภายในกล่มุ สถานศกึ ษาสถาบนั ระดบั จงั หวดั ระดับภาคและระดับประเทศในรปู คณะกรรมการทมี่ าจากบุคคลทกุ
ระดับและทุกอาชพี และต้องมกี ารสรปุ รายงานใหท้ ุกฝา่ ยรบั ทราบเพอ่ื เป็นแนวทางในการรว่ มกนั พัฒนาคณุ ภาพการ
จัดการอาชวี ศกึ ษาตอ่ ไป
ขั้นตอนการพัฒนาหลกั สูตรการอาชีวศกึ ษา
จากการที่สภาพเศรษฐกิจ สงั คมและเทคโนโลยีมีการเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ อันเนอื่ งมาจากการ แขง่ ขันใน
สงั คมโลก สง่ ผลกระทบต่อการดาํ เนนิ ชีวิตทงั้ ในสงั คมเมืองและชนบท ทกุ ภาคสว่ นเรมิ่ ตระหนกั และ เหน็ ร่วมกันว่าปญั หาท่ี
เกิดข้นึ สามารถบรรเทาใหเ้ บาบางไดด้ ว้ ยการจดั การศึกษา จงึ ไดม้ ีการทบทวนและ ปรบั เปลยี่ นแนวทางการจัดการศกึ ษา
ใหม่ ในด้านหลักสตู ร การอาชีวศกึ ษา รฐั มนี โยบายสง่ เสริมใหส้ ถาบันการ อาชวี ศกึ ษาแตล่ ะแหง่ สามารถจดั ทาํ หลกั สูตร
ของตนเองได้ โดยนาํ กรอบคณุ วฒุ ิการศึกษาวชิ าชพี (คอศ. ๑) ของแต่และสาขาวชิ า มาดาํ เนนิ การ พฒั นาหลักสูตรการ
อาชวี ศกึ ษา ในแบบเสนอหลกั สตู รการอาชีวศกึ ษา (คอศ. ๒) โดยการพฒั นา หลักสตู รไดเ้ ปดิ โอกาสให้สถานประกอบการ
ชุมชนและท้องถ่นิ เขา้ มามสี ว่ นรว่ มใน การพฒั นา เพอ่ื ใหส้ อดคล้องกับวิถชี ีวิตและความต้องการของชมุ ชน ศักยภาพของ
พืน้ ทีแ่ ละภมู ภิ าค เพ่อื เพ่มิ ขีดความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ หลักสตู รที่จัดทําขึน้ ต้องเปน็ ไปตามสภาพแวดลอ้ ม
สังคม เศรษฐกจิ และความต้องการของท้องถ่ิน อันจะทาํ ใหผ้ เู้ รยี นรจู้ ักตนเอง สังคมและสิ่งแวดลอ้ ม รอบตวั เกิดความ รกั
ความผกู พนั และความภาคภูมใิ จในทอ้ งถิน่ ของตน สามารถนาํ ความรู้และ ประสบการณไ์ ปใชใ้ นการพฒั นา
ตนเอง ครอบครัวและทอ้ งถนิ่ จากการบูรณาการทรัพยากรและภูมิปัญญาทอ้ งถนิ่ มาใชใ้ นการจดั การศกึ ษา โดย
กระบวนการพฒั นาหลกั สูตรการศกึ ษา จะใช้ เคร่ืองมือทีเ่ รียกว่า คุณวุฒิอาชีวศึกษา ๑-๖ (คอศ. ๑-๖) ตามขน้ั ตอน
ดงั ต่อไปน้ี
ขน้ั ตอนท่ี ๑ สถาบันการอาชวี ศกึ ษาแต่งต้งั คณะทํางานเพอื่ พัฒนาหลักสูตร โดยการ คดั เลือกจาก คณาจารย์ ผู้เชีย่ วชาญ
รวมท้งั บคุ คลทม่ี คี วามรู้ ความสามารถและประสบการณ์ตาม สารจาก เพ่ือกําหนดแนว ทางการดําเนนิ งานพฒั นาหลักสตู ร
ร่วมกัน
ขน้ั ตอนท่ี ๒ ศกึ ษาและประเมนิ ความจาํ เปน็ รวมท้ังความต้องการในการพัฒนา หลักสูตร โดย พจิ ารณาข้อมลู พืน้ ฐานของ
ชุมชน จงั หวัด และภมู ภิ าค ใหห้ ลักสูตรทพ่ี ัฒนาขึ้น เหมาะสมกบั การเปลีย่ นแปลง และความตอ้ งการของทอ้ งถิ่น โดยการ
วิเคราะหง์ านจากขอ้ มูลและ เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องตา่ ง ๆ หรือผู้เช่ียวชาญ ในอาชพี เพอ่ื กําหนดสมรรถนะอันเปน็ คณุ ลกั ษณะ
ของ ผู้สําเรจ็ การศึกษาทต่ี ลาดงานต้องการ ขอ้ มลู พ้ืนฐานท่ี เก่ยี วขอ้ งกับศักยภาพของสถาบันการ อาชวี ศึกษาในส่วนท่ี
เกย่ี วข้องกับความพร้อม ทัง้ ด้านอาคารสถานท่ี วสั ดุ ครภุ ณั ฑ์ ความรู้ ความสามารถของบคุ ลากร ระบบความร่วมมอื และ
ความสัมพันธก์ ับภาคเอกชนและชมุ ชน รวม ตลอดจนถึงความตอ้ งการของผู้เรียนเพื่อพฒั นาหลักสตู รใหเ้ หมาะสมกบั ความ
ตอ้ งการ ความสนใจ ความ ถนดั ศกั ยภาพของผเู้ รยี น และความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
๕๘
ขนั้ ตอนที่ ๓ กาํ หนดจุดมงุ่ หมายและคุณลกั ษณะอันพึงประสง นกั สตู รเปน็ การ ตกท่ี การเกิดผเู้ รียน และผสู้ าํ เรจ็ การศกึ ษา
ตามหลกั สตู ร
ขั้นตอนท่ี ๔ ศกึ ษากรอบคุณวฒุ กิ ารศึกษาวิชาชีพ (คอศ. ๑) ตามสาขาวชิ าเพือ่ การ กาํ หนดขอบข่าย เนอ้ื ของหลกั สูตรให้
สอดคลอ้ งครอบคลมุ กับคุณภาพของผู้สาํ เร็จการศกึ ษาตามระดับคุณวฒุ ิ
ขนั้ ตอนที่ ๕ กาํ หนดเวลาเรยี นและหน่วยกติ ตามโครงสรา้ งหลักสูตรให้สอดคล้องกบั กรอบคณุ วฒุ ิ การศึกษาวิชาชพี
กรอบมาตรฐานหลกั สตู รและเงอื่ นไขการจัดการเรยี นรู้ตามระดบั ของหลักสตู ร
ข้นั ตอนที่ ๖ จดั ทาํ เอกสารหลักสตู รสถาบนั การอาชวี ศึกษาโดยการนํากรอบคุณวุฒิการศึกษาวชิ าชพี (คอศ. ๑) มาใช้เปน็
แนวทางในการพฒั นาหลกั สตู รพรอ้ มจัดทําลงในแบบการเสนอหลกั การอาชวี ศกึ ษา (คอศ. ๒)
ขน้ั ตอนท่ี ๗ ตรวจสอบคณุ ภาพหลกั สูตร โดยคณะทาํ งานอาจประชมุ พจิ ารณารว่ มกัน หรือให้ ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ
องค์ประกอบของหลักสูตรวา่ มคี วามสอดคลอ้ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร ทง้ั ในสว่ นของ จดุ มงุ่ หมาย โครงสรา้ ง เน้อื หาคําอธิบาย
รายวชิ า เวลาเรียนและความชดั เจนของภาษาทใ่ี ช้
ขน้ั ตอนท่ี ๘ เสนอขอความเห็นชอบหลกั สตู ร เมอ่ื ไดด้ าํ เนนิ การตรวจสอบคุณภาพ หลกั สูตรจนเป็นท่ี เรียบรอ้ ยแล้ว
คณะทาํ งานต้องนาํ หลักสตู รทพี่ ฒั นาขน้ึ น้ีเสนอขอความเหน็ ชอบ ตามลาํ ดบั ต่อสภาสถาบนั หลงั จากได้รับความเหน็ ชอบ
แล้วต้องแจ้งให้สาํ นกั งานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาทราบ พรอ้ มจดั ทาํ แบบ รายงานข้อมลู เพือ่ การพจิ ารณาหลักสตู ร
(คอศ. ๓) และแบบเทยี บหลักสตู รเพือ่ คุณภาพการศกึ ษา (คอศ. ๔)
ภายใน ๓๐ วนั นบั จากวนั ทไ่ี ดร้ บั ความเหน็ ชอบเพอื่ นําเขา้ สกู่ ระบวนการรับรองคณุ วฒุ จิ ากสํานกั งาน ก.พ. ต่อไป
ขน้ั ตอนที่ ๙ นาํ หลกั สตู รไปใช้ สถาบนั การอาชีวศึกษาและผ้เู กย่ี วข้องตอ้ งจัดเตรียม คณาจารย์ และ บุคลากรทีเ่ ก่ยี วขอ้ งให้
มคี วามรู้ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั หลักสตู รและการนาํ ไปใช้ ตลอดจนวางแผนการนิเทศ ตดิ ตามผลการใช้หลกั สูตรและทาํ ความ
เขา้ ใจกับคณาจารย์ผสู้ อน ร่วมกนั วเิ คราะหห์ าขอ้ บกพรอ่ งเพ่อื การ ปรบั ปรุงและหรอื พฒั นาใหก้ ารนําหลกั สตู รไปใชบ้ รรลุ
ตามจุดมงุ่ หมายของหลักสูตร
ข้นั ตอนท่ี ๑๐ ประเมนิ ผลหลักสตู รและรายงานผล เมอื่ สถาบนั การอาชีวศกึ ษาได้ พัฒนาการ และ หลักสูตรดงั กลา่ วนนั้ ได้
ถูกนาํ ไปใชใ้ นการจัดการศึกษาได้ในระยะเวลาหนง่ึ ปี การศกึ ษา สถาบนั การอาชีวศึกษา ต้องรายงานผลการดาํ เนนิ งานดว้ ย
แบบรายงานผลการ ดาํ เนินการหลักสตู ร (คอศ. 5) รวมทัง้ เม่ือดําเนินการจดั การศกึ ษาตลอดหลักสตู รแล้ว ควรได้มีการ
ประเมินผลหลกั สตู รเพอ่ื ใหห้ ลกั สตู รนัน้ มคี วามเหมาะสม ทนั สมยั และประโยชนต์ ่อสงั คม และประเทศชาตติ อ่ ไป
๑.๔หลกั สตู รอดุ มศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวตุ ิอดุ มศกึ ษา)
หลกั การสำคญั ของกรอบมาตรฐานคุณวฒุ ริ ะดบั อดุ มศกึ ษาแหง่ ชาติ
๑. เปน็ เคร่ืองมือในการนำแนวนโยบายการพฒั นาคณุ ภาพและมาตรฐาน การจดั การศึกษาตามทีก่ ำหนดใน พ.ร.บ.
การศกึ ษาแหง่ ชาตฯิ ในสว่ นท่เี กีย่ วกบั มาตรฐานการอุดมศกึ ษาและการประกนั คณุ ภาพการศึกษาสู่การปฏบิ ัตใิ น
สถาบนั อุดมศกึ ษาอยา่ งเปน็ รูปธรรม
๒. มุ่งเนน้ ท่ผี ลการเรยี นร้(ู Learning Outcomes) ๕ ดา้ น ซงึ่ เปน็ มาตรฐานขนั้ ตำ่ เชงิ คณุ ภาพเพอื่ ประกนั คณุ ภาพบณั ฑติ
๓. มุง่ ประมวลกฎเกณฑ์และประกาศตา่ งๆ ที่เก่ยี วกับเร่อื งหลักสตู รและการจัดการเรยี นการสอนเขา้ ไวด้ ้วยกนั และ
เชอื่ มโยงให้เปน็ เร่อื งเดยี วกนั
๕๙
๔. เปน็ เคร่อื งมือการสื่อสารทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพในการสรา้ งความเข้าใจและ ความมน่ั ใจในกลมุ่ ผทู้ เี่ ก่ยี วขอ้ งมีสว่ นได้ส่วนเสยี
เช่น นักศกึ ษา ผปู้ กครอง ผู้ประกอบการ ชุมชน สงั คมและสถาบนั อื่นๆ ทงั้ ในและตา่ งประเทศเกย่ี วกบั คณุ ลักษณะของ
บณั ฑติ ท่คี าดวา่ จะพึงมี
๕. มงุ่ ให้คณุ วุฒิหรอื ปรญิ ญาของสถาบนั ใดๆของประเทศไทย เป็นทย่ี อมรบั และเทยี บเคยี งกนั ไดก้ บั สถาบนั อุดมศึกษา
ทดี่ ที งั้ ใน และต่างประเทศ โดยเปดิ โอกาสใหส้ ถาบันอดุ มศกึ ษาสามารถจดั หลักสูตรตลอดจนกระบวนการเรียนการ
สอนได้อย่างหลากหลาย โดยมน่ั ใจถึงคุณภาพของบณั ฑติ ซึ่งจะมมี าตรฐานผลการเรยี นรู้ ตามทมี่ งุ่ หวงั สามารถ
ประกอบอาชพี ได้อย่างมีความสขุ และภาคภมู ใิ จเป็นท่ีพงึ พอใจของนายจา้ ง
๖. ส่งเสรมิ การเรยี นรตู้ ลอดชวี ิต
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่อื ง มาตรฐานการอดุ มศึกษา
ตามที่ พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แกไ้ ขเพิม่ เติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕ มาตรา
๓๔ กาํ หนดให้คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษาจดั ทาํ มาตรฐานการอดุ มศกึ ษา ที่สอดคลอ้ งกับความต้องการตาม
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ และสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการศึกษาของชาติ โดยคาํ นงึ ถึงความเปน็ อิสระ
และความเปน็ เลิศทางวชิ าการ
ของสถาบนั อดุ มศกึ ษา
คณะกรรมการการศึกษาจึงไดด้ าํ เนนิ การจดั การฐานการอดุ มศึกษาเพ่อื ใช้เปน็ กลไกระดบั กระทรวง ระดบั
คณะกรรมการการอดุ มศึกษา และระดับหนว่ ยงาน เพอ่ื นาํ ไปสกู่ ารกําหนดนโยบายของ สถาบนั อดุ มศึกษาในการ
พฒั นาการอุดมศกึ ษาตอ่ ไป
อาศยั อํานาจตามความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ.
๒๕๔๖ รฐั มนตรีว่าการกระทรวงศกึ ษาธิการ โดยคาํ แนะนํา ของคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา ในคราว ประชมุ ครั้งที่
๗/๒๕๕๙ เม่ือวนั ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ จึงประกาศมาตรฐานการอดุ มศกึ ษาไวด้ งั ตอ่ ไปนี้
มาตรฐานการอดุ มศกึ ษา ประกอบด้วย มาตรฐาน ๓ ด้าน ๑๒ ตวั บง่ ชี้ ดังนี้
๑. มาตรฐานดา้ นคุณภาพบณั ฑติ
บณั ฑิตระดบั อุดมศึกษาเปน็ ผ้มู คี วามรู้ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม มีความสามารถ ในการเรียนรู้ และ
พัฒนาตนเอง สามารถประยกุ ต์ ความรู้เพอ่ื การดาํ รงชีวิตในสังคม อย่างมคี วามสุขท้ังทางรา่ งกายและจติ ใจ มี ความ
สํานกึ จรดวาบ อบในฐานะพลเมอื งและพลโลก
๑.๑. บัณฑิตมคี วามรู้ ครามเชีย่ วชาญในศาสตรข์ องตน สามารถเรียนรู้ สรา้ ง และประยกุ ตใ์ ช้ความรู้ เพื่อนพฒั นา
ตนเอง สามารถปฏบิ ัติงานและสร้างงานเพือ่ พฒั นาสงั คม ใหส้ ามารถแข่งขันไดใ้ นระดบั สากล
๑.๒ บัณฑิตมีจติ สาํ นึก ดาํ รงชวี ติ และปฏบิ ัตหิ นา้ ที่ตามความรับผิดชอบ โดยยดึ หลกั คุณธรรม จรยิ ธรรม
๑.๓ บณั ฑติ มีสุขภาพร่างกายและจติ ใจ มีการดูแล เอาใจใส่ รักษา สขุ ภาพของตนเองอยา่ งถกู ต้อง เหมาะสม
๒. มาตรฐานดา้ นการบริหารจดั การการอดุ มศึกษา
มีการบรหิ ารจัดการการอุดมศึกษาตามหลกั ธรรมาภบิ าล และพนั ธกจิ ของ การอดุ มศึกษาอยา่ งมดี ุลย ภาพ
ก. มาตรฐานดา้ นธรรมาภบิ าลของการบริหารการศึกษา
๖๐
มิการบริหารจดั การการอุดมศกึ ษาตามหลกั ธรรมาภบิ าล โดยคาํ นงึ ถงึ ความหลากหลายและความเปน็ อิสระทาง
วชิ าการมีการบรหิ ารจัดการบคุ ลากรที่มีประสิทธภิ าพและประสิทธิผลมคี วามยดื หย่นุ สอดคลอ้ งกับความ ตอ้ งการท่ี
หลากหลายของประเภทสถาบนั และสงั คม เพอื่ เพ่ิมศกั ยภาพในการปฏิบัตงิ านอาสา ทางวชิ าการ
มกี ารบริหารจัดการทรพั ยากรและเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารท่ีมีประสทิ ธภิ าพและ ประสิทธิผล คล่องตัว
โปร่งใสและตรวจสอบได้ มีการจดั การศกึ ษาผา่ นระบบและวิธกี ารตา่ ง ๆ อย่าง เหมาะสมและคุม้ ค่าคุ้มทุนมีระบบการ
ประกนั คณุ ภาพเพื่อนาํ ไปส่กู ารพัฒนาคณุ ภาพและมาตรฐาน การอดุ มศึกษาอยา่ ง ต่อเนือ่ ง
ข. มาตรฐานดา้ นพนั ธกิจของการบรหิ ารการอุดมศึกษา
การดาํ เนนิ งานการพันของการอดุ มศกึ ษาทั้ง ๔ ด้าน อย่างมดี ลุ ยภาพ โดยมกี ารประสานความรว่ มมอื รวม
พลงั จากทุกภาคสว่ นของชมุ ชน และสงั คมในการจัดการความรู้
ตัวบง่ ชี้
๑. มหี ลกั สตู รและการเรียน การสอนทีท่ นั สมยั ยดื หยุน่ สอดคล้องกับความต้องการทห่ี ลากหลายของ ประเภทสถาบัน
และสังคม โดยให้ความสาํ คญั กบั การพัฒนา คุณภาพผูเ้ รียนแบบผูเ้ รียนเปน็ สําคญั เนน้ การ เรยี นร้แู ละการสรา้ งงาน
ด้วยตนเอง สามAT จรงิ ใชก้ ารวจิ ยั เป็นฐาน มีการประเมินและใหผ้ ลการประเมินเพ่ือ พฒั นาผเู้ รยี น และการบริหาร
จัดการหลักสูตร ตลอดจนมกี ารบริหารกิจการนสิ ิตนักศกึ ษาท่เี หมาะสม สอดคลอ้ งกับหลกั สตู รและการเรียน การสอน
๒. มีการวิจยั เพอ่ื สรา้ งและประยกุ ตใ์ ช้องคค์ วามรู้ใหมท่ ่เี ปน็ การขยาย พรมแดนความรู้และทรัพย์สนิ ทางปญั ญาที่
เชือ่ มโยงกบั สภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และส่ิงแวดล้อมตามศักยภาพของประเภทสถาบนั มีการสร้างเครือข่าย
ความร่วมมอื ระหวา่ งสถาบนั อุดมศึกษาทง้ั ในและต่างประเทศ เพอื่ พฒั นาความสามารถใน การแข่งขนั ได้ในระดบั
นานาชาตขิ องสังคมและประเทศชาติ
๓. มกี ารใหบ้ รกิ ารวิชาการที่ทันสมยั เหมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความต้องการ ของสังคมตามระดบั ความเช่ียวชาญของ
ประเภทสถาบนั มีการประสาน ความร่วมมอื ระหวา่ งสถาบนั ศึกษากับภาคธรุ กิจ อตุ สาหกรรมทงั้ ในและตา่ งประเทศ
เพื่อเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ และความย่ังยนื ของสงั คมและประเทศชาติ
๔. มกี ารอนุรกั ษ์ ฟ้นื ฟู สบื สาน พฒั นา เผยแพร่ วฒั นธรรม ภมู ปิ ัญญา ท้องถนิ่ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและความ
ภาคภมู ใิ จในความเปน็ ไทย มกี ารปรบั ใช้ศิลปะ วฒั นธรรมต่างประเทศอย่างเหมาะสม เพ่ือประโยชน์ในการพัฒนา
สงั คมและประเทศชาติ
๓. มาตรฐานดา้ นการสรา้ งและพัฒนาสังคมฐานความรู้ และสงั คมแห่งการเรยี นรู้
การแสวงหา การสรา้ งและจดั การความร้ตู ามแนวทาง/หลักการอันนา่ ไปสู่ ฐานความรู้ และสังคมแห่ง การเรยี นรู้
ตัวบง่ ช้ี
๓.๑ มีการแสวงหา การสรา้ ง และการใช้ประโยชนค์ วามรู้ ท้ังสว่ นทเ่ี ปน็ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ และเทศ เพ่อื เสริมสรา้ ง
สงั คมฐานความรู้
๓.๒ มีการบริหารจดั การความรอู้ ย่างเปน็ ระบบ โดยใช้หลกั การวิจยั แบบบรู ณาการ หลักการ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้
หลกั การสรา้ งเครอื ขา่ ย และหลักการ ประสานความร่วมมือรวมพลงั อนั นาํ ไปสสู่ ังคมแห่ง การเรียนรู้
ประกาศกระทรวงศึกษาธกิ าร เรือ่ ง มาตรฐานสถาบนั อุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๔
๖๑
ตามที่มาตรา ๓๔ แห่งพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึง่ แกไ้ ข เพ่มิ เติมโดย พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษา
แหง่ ชาติ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ กําหนดให้ คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษาเสนอ มาตรฐานการอุดมศึกษาท่ีสอดคล้อง
กบั ความต้องการ ตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาตแิ ละ แผนการศึกษาแห่งชาติ โดยคํานงึ ถงึ ความเปน็
อิสระและความเปน็ เลศิ ทางวชิ าการของสถาบันอดุ มศึกษา ระดบั ปรญิ ญา ตามกฎหมายวา่ ด้วยการจัดตัง้ สถานศึกษา
แต่ละแห่งและกฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
คณะกรรมการการอุดมศกึ ษา จงึ ได้ดาํ เนนิ การจัดทาํ มาตรฐานสถาบนั อดุ มศกึ ษา เพอื่ นาํ ไปสกู่ าร พฒั นา
สถาบนั อุดมศกึ ษาจากสถาบนั ทมี่ ีปรัชญา วตั ถุประสงค์ และ พนั ธกิจในการจัดตั้งที่แตกต่างกนั เพอื่ ให้
สถาบนั อดุ มศกึ ษาสามารถจัดการศึกษาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล
อาศยั อาํ นาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๖ แหง่ พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ. ๒๕๔๖ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธิการ โดยคาํ แนะนาํ กองคณะกรรมการ การศึกษา
ประกาศมาตรฐานกา ไว้ ตอ่ ไปน้ี
มาตรฐานสถาบนั อดุ มศกึ ษาประกอบด้วยมาตรฐาน ๒ ด้าน ดงั นี้
๑.๑ มาตรฐานดา้ นศักยภาพและความพรอ้ มในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย มาตรฐานยอ่ ยด้าน ตา่ ง ๆ ๔ ดา้ น
๑. ด้านกายภาพ
สถาบนั อุดมศกึ ษา อาคารทป่ี ระกอบด้วยลกั ษณะสาํ คัญของ อาคารเรยี นทดี่ ี มีห้องครบทกุ ประเภท พืน้ ท่ีใชส้ อยทีใ่ ชใ้ น
การเรียนการสอนและการจดั กจิ กรรม ทกุ ประเภทมีจาํ นวนเพยี งพอ และเหมาะสมกบั จาํ นวนอาจารยป์ ระจาํ จาํ นวน
นกั ศึกษา ในแต่ละหลักสูตร และจาํ นวนนกั ศึกษาตามแผนการรบั นักศึกษา ตาม เกณฑ์พืน้ ทใี่ ชส้ อย อาคาร
โดยประมาณ รวมทงั้ ต้องจดั ใหม้ ีหอ้ งสมุดตามเกณฑม์ าตรฐาน มีครุภณั ฑป์ ระจาํ อาคารครุภัณฑก์ ารศกึ ษา และ
คอมพวิ เตอร์จํานวนเพยี งพอตอ่ การจดั การศกึ ษา
ทง้ั น้ี อาคารและบรเิ วณอาคารจะต้องมีความมน่ั คง ปลอดภัยถกู สุขลกั ษณะ หรือความจําเปน็ อยา่ งอ่นื ๆ ตามท่ี
กฎหมายกาํ หนด
๒. ด้านวชิ าการ
สถาบนั อดุ มศึกษาลกั การและความพร้อมในการปฏบิ ตั ภิ ารกิจ ด้านวชิ าการ สอดคลอ้ งกับวสิ ัยทศั น์ พันธกิจ ของ
สถาบนั อุดมศกึ ษาและแผนการผลติ บณั ฑติ ตอบสนองความตอ้ งการของประเทศและผ้ใู ชบ้ ัณฑิต
โดยรวม มหี ลักประกันวา่ ผู้เรียนจะไดร้ ับการบรกิ ารการศึกษาท่ดี ี สามารถแสวงหาความรไู้ ด้อย่างมีคณุ ภาพ สถาบนั
ต้องมีการบรหิ ารวชิ าการทีม่ คี ุณภาพ ประสทิ ธิภาพ ประสทิ ธิผลท้ังในดา้ นการวางแผนรบั นกั ศกึ ษา และการผลติ
บณั ฑิต การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนการประเมินผลการเรียนรู้ การประกันคุณภาพการเรยี น การสอน และการ
นาปรบั ปรุงการบริหารวชิ าการ
๓. ด้านการเงนิ
สถาบนั อดุ มศกึ ษา ความพรอ้ มด้านการเงินท้ังงบการเงนิ รวมปละงบทีจ่ าํ แนกตามกองทุน มีแผนการ เงินมนั่ คงเป็น
หลกั ประกันได้วา่ สถาบันจะสามารถจดั การศึกษาได้ตามพันธกจิ และเป้าหมายที่กาํ หนดไว้ รวมทั้ง สอดคล้องกบั
แผนการพัฒนา ในอนาคต เพอ่ื ให้เกิดประโยชน์สงู สดุ แก่ผเู้ ขียนและผูใ้ ชบ้ รกิ ารศกึ ษา สถาบนั มี การจัดทาํ รายงาน
การเงนิ ทแี่ สดงถงึ การได้มาของรายได้ รายรบั การจัดสรร การใช้จา่ ย ทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพ และ ทว่ั ถงึ เป็นธรรมอย่าง
ชัดเจน รวมทั้งการนาํ รายไดไ้ ปลงทุนภายใต้ การประเมินและวเิ คราะห์ความเสี่ยง มีระบบ การตดิ ตามตรวจสอบ
๖๒
ประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ าน ควบคู่ไปกบั การใชเ้ งนิ ทกุ ประเภท และมรี ะบบการติดตาม ตรวจสอบผลประโยชนท์ ับซอ้ น
ของบคุ ลากรทกุ ระดับ
๔. ด้านการบรหิ ารจัดการ
สถาบนั อดุ มศึกษามรี ะบบการบริหารจัดการท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ ในการถา่ ยทอดวสิ ัยทศั น์ ค่านิยมไปสู่ การปฏิบัติ รอ้ งไป
ในแนวทางเดยี วกนั เพือ่ ให้ บรรลุวตั ถปุ ระสงคแ์ ละพนั ธกจิ ทกี่ ําหนดไว้ โดยมสี ภาสถาบนั ทาํ หน้าท่กี าํ กบั นโยบาย การ
ดําเนนิ การตามแผนการบรหิ ารบคุ คล การบรหิ ารงบประมาณและทรพั ย์สนิ การ บรหิ าร สวสั ดกิ ารที่จดั ใหก้ ับนักศกึ ษา
และบคุ ลากรทุกระดับ รวมท้ังกาํ กับ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการ ดาํ เนนิ งานใหเ้ ป็นไปตามกฎระเบียบ ขอ้ บงั คบั
และกฎหมายท่กี าํ หนดไวม้ กี ารเผยแพรผ่ ลการกํากบั การ ดาํ เนนิ งานของสภาสถาบนั และการบริหารจดั การของ
ผู้บริหารทุกระดบั สู่ประชาคมภายในสถาบนั และ ภายนอกสถาบนั ภายใต้หลักธรรมาภบิ าลทปี่ ระกอบด้วยหลักความ
โปร่งใส หลักความรบั ผดิ ชอบ หลกั การตรวจสอบได้ หลกั การ มสี วนร่วมถะ พกควรคมุ้ คา่
๑.๒ มาตรฐานดา้ นการดาํ เนนิ การตามภารกจิ ของสถาบันอุดมศกึ ษาประกอบดว้ ยมาตรฐานย่อยดา้ น ต่าง ๆ ๔ ดา้ น
๑. ดา้ นการผลติ บณั ฑิต
สถาบนั อดุ มศกึ ษาเนินการรับนกั ศึกษาเข้าเรียนทมี่ คี ุณสมบตั ิ และจํานวนตรงตามแผนการรับ นกั ศกึ ษาและสอดคลอ้ ง
กับเป้าหมายการผลติ บณั ฑติ อย่างมคี ุณภาพ สถาบนั ผลติ บัณฑติ ได้ตามคณุ ลกั ษณะ จดุ เนน้ ของสถาบันตรงตาม
เป้าหมายทกี่ าํ หนด และจัดให้มขี อ้ สนเทศที่ชัดเจนเผยแพร่ต่อสาธารณะในเรอื่ ง หลกั สูตรการจดั การเรยี นการสอน
คณาจารย์ ทสี่ ่งเสริมการจดั กจิ กรรมการพฒั นาการเรียนรู้ ท้งั ในและนอก หลักสตู ร และตอบสนองความต้องการของ
นักศึกษา
๒. ดา้ นการวจิ ยั
ประสทิ ธภิ าพ และภายใต้จดุ เนน้ เฉพาะ โดยมกี ารดาํ เนนิ การตามนโยบาย แผนงบประมาณ มกี าร บริหารจัดการ
ส่งเสรมิ และสนบั สนนุ คณาจารย์ นกั วิจัย บคุ ลากรสถาบนั อดุ มศกึ ษามีการดําเนนิ พนั ธกิจดา้ น การวจิ ัยอย่างมคี ุณภาพ
ในการทําวิจยั สง่ เสรมิ และสรา้ งเครอื ข่ายการทาํ วิจยั กบั หนว่ ยงานภายนอกสถาบนั เพือ่ ใหไ้ ด้ผลงานวจิ ยั ผลงาน
ประดษิ ฐแ์ ละงานรเิ ริ่มสรา้ งสรรคท์ ่มี ีคณุ ภาพ มปี ระโยชน์ สนองยทุ ธศาสตรก์ าร พฒั นาประเทศ สามารถตอบสนอง
ความตอ้ งการของสังคม ได้ในวงกวา้ งและก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ สาธารณชน
๓. ด้านการใหบ้ รกิ ารทางวชิ าการแกส่ ังคม
สถาบนั อุดมศึกษา การใหบ้ รกิ ารทางวชิ าการท่คี รอบคลมุ กลมุ่ เปา้ หมายทง้ั ในวงกวา้ งและ กลุ่มเปา้ หมายท่ี
เฉพาะเจาะจงท้ังในและตา่ งประเทศ ซึ่งอาจใหบ้ ริการโดยการใช้ทรพั ยากรรว่ มกนั ทง้ั ในวะกับ สถาบนั และระดบั บุคคล
ได้ในหลายลักษณะ อาทิ การใหค้ ําปรึกษา การศกึ ษาวจิ ยั การคน้ คว้าเพอ่ื แสวงหา คําตอบให้กับสังคม การใหบ้ ริการ
บรมหลกั สตู รระยะสน้ั ต่าง ๆ การจดั ให้มีการศกึ ษาต่อเนือ่ ง บริการแก่ ประชาชนทั่วไป การให้บรกิ ารทางรายการน้ี
สามารถจดั ในรปู แบบของการใหบ้ ริการแบบให้เปลา่ หรือเปน็ การ ให้ บริการเชิงพาณชิ ย์ ผลตอบแทนเปน็ รายไดห้ รอื
เปน็ ข้อมูลยอ้ นกลบั มาพัฒนาและ ปรบั ปรุงเพอื่ ใหเ้ กดิ องค์ ความรใู้ หม่
๔. ด้านการทา่ นบุ าํ รุงศลิ ปะและวัฒนธรรม
สถาบนั อดุ มศกึ ษามกี ารดําเนนิ การทํานบุ ํารุงศลิ ปะและวฒั นธรรมของชาติ ท้งั ในระดบั หน่วยงานและ ระดบั สถาบนั มี
ระบบและกลไกในการสง่ เสรมิ และ สนบั สนุนให้ศลิ ปะและวฒั นธรรมเปน็ ส่วนหนง่ึ ของการ จดั การเรยี นการสอน
โดยตรงหรื โยน เทให้ผู้เรียนและบคุ ลากรของสถาบันรบั การปลกู ฝงั ให้มคี วามรูร้ ะหนักถงึ คุณค่า เกิดความชาย และมี
๖๓
สุนทรียะต่อศลิ ปะและวัฒนธรรมของชาติ สามารถนาํ ไปใช้ เปน็ เครอื่ งจรรโลง ความดีงามในการดาํ รงชีวติ และ
ประกอบอาชีพ มีวิถชี ีวติ ทป่ี รารถนา และเรียนรู้ การจดั การธรรมะ 5 ไม่พงึ ปรารถนาได้ สถาบนั การควบคมุ การ
ดําเนินงานด้านนีอ้ ย่างมีคณุ ภาพและประสิทธิภาพ เปา้ หมายของแผน ยุทธศาสตร์ การดาํ เนนิ งานดา้ นการทํานุบาํ รงุ
ศิลปะและวฒั นธรรมของสถาบนั
๒. ประเภทหรือกลมุ่ สถาบนั ทกี่ าํ หนดไว้ภายใตม้ าตรฐานสถาบนั อุดมศกึ ษา แบ่งเปน็ ๔ กลุ่ม ดงั นี้ กลุ่ม ก วทิ ยาลยั
ชมุ ชน
กล่มุ ข สถาบนั ปริญญาตรี
กล่มุ ค สถาบนั เฉพาะทาง
กลุ่ม ง สถาบนั ท่ีเนนิ การวิจัยขนั้ สูงและผลติ บัณฑติ ระดบั บัณฑติ ศกึ ษาโดยเฉพาะระดับปริญญาเอก
สถาบนั อุดมศึกษาแค่ละแห่งจะเป็นผ้เู ลือกประเภทหรือกล่มุ ลาบนิ เอง ตามปรัชญา วัตถปุ ระสงค์ และ พันธกิจทไี่ ด้
กําหนดไว้ ทงั้ นี้ สถาบนั อุดมศกึ ษาอาจเปลย่ี นแปลงกลุ่มที่เลอื กไวไ้ ด
กลมุ่ สถาบนั ตา่ ง ๆ จะเนน้ หนกั ในมาตรฐานหลกั และมาตรฐานย่อยทัง้ ๑.๑ และ ๑.๒ ทีแ่ ตกตา่ งกนั ใน ดา้ น
ปรัชญา วตั ถุประสงค์ และพนั ธกจิ ท่ีกาํ หนด
ประเภทหรือกล่มุ สถาบันอุดมศกึ ษา
กลมุ่ สถาบนั ทีก่ าํ หนดตามมาตรฐานสถาบนั อุดมศกึ ษา แบง่ เปน็ ๔ กลุ่ม ดงั นี้
กล่มุ ก วิทยาลยั ชมุ ชน
หมายความถงึ สถาบนั ทเ่ี น้นการผลติ บัณฑิตระดับต่ํากวา่ ปรญิ ญาตรี จัดฝึกอบรม สนองตอบความ
ต้องการของทอ้ งถน่ิ เพอ่ื เตรยี มกําลงั คนที่มคี วามรู้เขา้ สภู่ าคการผลิตจรงิ ในชุมชน สถาบนั สนบั สนนุ รองรบั การ เรยี น
พนื้ ฐาน เชน่ แรงงาน จร เปน็ แหลง่ เรียนรทู้ ่ีส่งเสริมให้ประชาชนได้มโี อกาสเรียนรู้คลอด ตนจะนาํ ไปสู่ ความเข้มแขง็
จอ จนและการพฒั นาย่ังยนื
กลมุ่ ช สถานทีน่ นั่ ระดบั ปรญิ ญาตรี
หมายความถึง สถาบนั ทเี่ นน้ การผลติ บณั ฑิตระดบั ปรญิ ญาตรี เพ่ือใหไ้ ดบ้ ณั ฑติ ทม่ี ี ความรู้ ความสามารถเปน็ หลกั ใน
การขับเคล่ือนการพฒั นาและการเปลย่ี นแปลงในระดบั ภมู ภิ าค สถาบนั มบี ทบาทใน การสร้างความเข้มแขง็ ให้กบั
หนว่ ยงาน ธรุ กิจและบคุ คล ในภมู ภิ าคเพ่อื รองรบั การดาํ รงชพี สถาบนั อาจมีการ จดั การเรียนการสอนในระดบั
บณั ฑติ ศกึ ษา โดยเฉพาะระดับปริญญาโทด้วยก็ได้
กลมุ่ ค สถาบนั เฉพาะทาง
หมายความถงึ สถาบนั ท่ีเน้นการผลิตบัณฑติ เฉพาะทางหรือเฉพาะกลุม่ สาขาวชิ า ทงั้ สาขาวชิ าทาง วิทยาศาสตร์
กายภาพ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ สงั คมศาสตรห์ รอื มนุษยศาสตร์ รวมทง้ั สาขาวิชาชีพเฉพาะทาง สถาบนั อาจเน้นการทาํ
วทิ ยานพิ นธ์หรือการวิจัย หรอื เนน้ การผลิตบัณฑิตท่มี ีความรู้ ความสามารถ ทักษะและ สมรรถนะในการประกอบ
อาชพี ระดบั สูง หรือเน้นทั้งสองดา้ น รวมทั้งสถาบนั มบี ทบาทในการพัฒนาการลดจริง ทงั้ อตุ สาหกรรมและบรกิ าร
สถาบนั ในกลุม่ นี้ จาํ แนกไดเ้ ป็น ๒ ลกั ษณะ
ลกั ษณะที่ ๑ เปน็ สถาบันที่เน้นระดบั บณั ฑิตศึกษา
ลักษณะที่ ๒ เปน็ สถาบันที่เน้นระดบั ปรญิ ญาตรี
๖๔
กลมุ่ ง สถาบนั ท่ีเนนิ การวจิ ัยขนั้ สูงและผลติ บณั ฑิตระดบั บัณฑติ ศึกษา โดยเฉพาะระดับปริญญาเอก หมายความถึง
สถาบนั ทเี่ น้นการผลิตบณั ฑิตระดบั บณั ฑติ ศึกษาโดยเฉพาะระดบั ปรญิ ญาเอก และเนน้ การทําวิทยานพิ นธ์และการวจิ ยั
รวมถึงการวิจัยหลงั ปรญิ ญาเอก สถาบนั เนน้ การผลติ บัณฑิตที่เป็นผนู้ าํ ทาง ความคิดของประเทศ สถาบนั มศี กั ยภาพ
ในการขับเคลื่อนอดุ มศึกษาไทยใหอ้ ยู่ในแนวหนา้ ระดบั สากล มงุ่ สรา้ ง องค์ความรู้ ทฤษฎแี ละขอ้ คน้ พบใหมท่ าง
วชิ าการประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการเรื่อง เกณฑม์ าตรฐานหลกั สตู รระดับอนปุ ริญญา พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยทีเ่ ป็นการ
สมควรปรบั ปรงุ เกณฑม์ าตรฐานหลักสูตรระดับอนปุ ริญญาทใ่ี ช้ ในปัจจบุ นั มคี วาม เหมาะสมยงิ่ ขึ้น เพือ่ ประโยชนใ์ น
การรักษามาตรฐานวชิ าการและ วิชาชพี เพ่อื เปน็ สว่ นหนีของเกณฑก์ าร
รบั รองฐานะและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อให้การบรหิ ารงานดา้ นวชิ าการดาํ เนนิ ไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
ฉะน้นั อาศัยอํานาจ ตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ.
๒๕๔๖ รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงศึกษาธิการ จึงให้แกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรือ่ ง "เกณฑ์ มาตรฐานหลกั สตู ร
ระนอนุปริญญา พ.ศ. ๒๕๕๘” ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการนีเ้ รยี กว่า “เกณฑม์ าตรฐานหลกั สตู รระดับอนปุ รญิ ญา พ.ศ. ๒๕๔๘"
๒. ให้ใชป้ ระกาศกระทรวงนีส้ าํ หรับหลกั สูตรระดับอนปุ รญิ ญาทุกสาขาวชิ า ที่มรี ะยะเวลาการศึกษา ๖ ภาคการศึกษา
ปกติ (๓ ป)ี ตามระบบทวิภาค หรอื หลกั สตู ร เบาทุกสาขา สาํ หรับหลักสูตรทจี่ ะเปดิ ใหมแ่ ละ หลกั สตู รเกา่ เพอื่ ปรบั ปรงุ
ใหม่ รองสถาบนั มองรฐั และเอกชน และใหใ้ ช้บงั คับตง้ั แต่วันถัดจากวันประกาศในราช กิจจานเุ บกษาเปน็ ต้นไป
๓. ให้ยกเลิกประกาศพวงมหาวทิ ยาลัย "เกณฑ์มาตรฐานหลักสตู รอนุปรญิ ญา พ.ศ. ๒๕๓๒” ลงวันท่ี ๒๙ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๕๓๒
๔. ปรัชญาและวตั ถปุ ระสงคข์ องหลกั สูตร ม่งุ ให้มคี วามสัมพันธส์ อดคล้องกบั แผนพฒั นาการศกึ ษา ระดับอุดมศกึ ษา
ของชาติ ปรัชญาลองการ ดมศกึ ษา ปรัชญาของ ถาบนั อุดมศึกษามาตรฐานวชิ าการและ วชิ าชพี ของสาขาวิชานนั้ ๆ
โดยมุ่งเนน้ การผลติ บคุ ลากรให้มีความรอบรูท้ ัง้ เกทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ัติใน สาขาวชิ าทมี่ ีความจาํ เป็น สามารถนาํ
ความรู้ไปประยุกตใ์ ชไ้ ดอ้ ย่างเหมาะสม และสดคล้องกับความตอ้ งการ ของสงั คม รวมท้ังใหเ้ ป็นผมู้ คี ุณธรรมและ
จริยธรรม
๕. ระบบการจัดการศึกษา ใชร้ ะบบทวิภาค โดย ๑ ปีการศกึ ษา แบ่งออกเป็น 5 ภาคการศึกษาปกติ 6 ภาคการศึกษา
ปกติมรี ะยะเวลาศึกษาไมน่ ้อยกว่า ๑๕ สปั ดาห์ สถาบันอุดม กษาทเ่ี ปดิ การศกึ ษาภาคฤดูร้อน ให้กาํ หนดระยะเวลา
และจาํ นวนหนว่ ยกิต โดยมสี ัดสว่ นเทยี บเคียงกันไดก้ บั การศกึ ษาภาคปกติ
สถาบนั อุดมศึกษา จดั การศึกษาในระบบไตรภาค หรือระบบจตรุ ภาคใหถ้ ือแนวทางดังน้ี
ระบบไตรภาค ๑ ปกี ารศกึ ษาแบ่งออกเปน็ ๓ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติมีระยะเวลา ศกึ ษาไมน่ ้อยกวา่
๓๒ สัปดาห์
ระบบจตรุ ภาค ๑ ปีการศกึ ษาแบ่งออกเปน็ ๔ ภาคการศกึ ษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกตมิ รี ะยะเวลา ศกึ ษาไมน่ อ้ ยกว่า
๑๐ สปั ดาห์
สถาบนั อุดมศึกษาทจ่ี ดั การศึกษาระบบอืน่ ให้แสดงรายละเอยี ดเกีย่ วกบั ระบบการศกึ ษานัน้ รวมทง้ั รายละเอียดการ
เทียบเคยี งหน่วยกิตกับระบบทวภิ าค ไวใ้ นหลกั สตู รให้ชดั เจนดว้ ย
๖. การคิดหนว่ ยกิต
๖.๑. รายวชิ าภาคทฤษฎี เวลาบรรยาย หรือปรายปัญหาไมน่ อ้ ยกวา่ ๑๕ ชว่ั โมงตอ่ ภาคการศึกษาปกติ ให้มคี ่าเทา่ กบั ๑
หน่วยกิตระบบทวิภาค
๖๕
๖.๒ รายวชิ าภาคปฏบิ ตั ิ ทใี่ ชเ้ วลาฝกึ หรอื ทดลองไมน่ อ้ ยกว่า ๓๐ ช่วั โมงต่อภาคการศึกษาปกติ ใหม้ ีค่า เทา่ กับ ๑
หน่วยกิตระบบทวภิ าค
๖.๓ การฝึกงานหรอื การฝกึ ภาคสนาม ท่ใี ช้เวลาฝึกไมน่ อ้ ยกวา่ ๔๕ ชว่ั โมงต่อภาคการศกึ ษาปกติ ให้มี ค่าเทา่ กับ ๑
หนว่ ยกิตระบบทวภิ าค
๖.๔ การทาํ โครงงานหรอื กจิ กรรมการเรยี นอืน่ ใดตามท่ีไดร้ ับมอบหมาย ที่ใชเ้ วลาทําโครงงานหรอื กิจกรรมนนั้ ๆ ไม่
น้อยกวา่ ๔๕ ช่วั โมงต่อภาคการศึกษาปกติใหม้ ีค่าเท่ากบั ๑ หนว่ ยกิตระบบทวภิ าค
๗. จาํ นวนหนว่ ยกิตรวมและระยะเวลาการศกึ ษา ให้มีจาํ นวนหนว่ ยกิตรวมไมน่ อ้ ยกวา่ ๔๐ หนว่ ยกติ ใช้เวลาศกึ ษาไม่
เกนิ ๕ ปีการศึกษา สาํ หรับการลงทะเบียนเรยี น เตม็ เวลาและไมเ่ กิน ๙ ปีการศึกษา สาํ หรับ การลงทะเบียนเรียนไม่
เต็มเวลาทั้งนี้ ใหน้ บั เวลาศกึ ษาจากวนั ที่เปิดภาคการศกึ ษาแรกที่รบั เขา้ ศกึ ษาในหลักสตุ รนน้ั
๘. โครงสร้างหลักสตู ร ประกอบดว้ ยหมวดวชิ าศกึ ษาทวั่ ไป หมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวชิ าเลอื กเสรี โดยมสี ัดส่วน
จาํ นวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวชิ า ดงั นี้
๘.๑ หมวดวชิ าศกึ ษาท่ัวไป หมายถึง วิชาทมี่ ุ่งพฒั นาผู้เรียนใหม้ คี วามรอบรู้ อย่างกว้างขวาง มโี ลก ทัศนท์ ี่กวา้ งไกล มี
ความเขา้ ใจธรรมชาติ ตนเอง ผอู้ นื่ และสงั คม เปน็ ผ้ใู ฝ่รู้ สามารถคดิ อย่างมีเหตุผล สามารถ ใช้ภาษาในการติดตอ่ สอ่ื
ความหมายได้ดี มคี ุณธรรมตระหนกั ในคณุ ค่าของศลิ ปะวฒั นธรรมทัง้ ของไทยและของประชาคมนานาชาติ สามารถ
ความรไู้ ปใช้ ในการ เนิน และ วนอยูใ่ นสังคมไดเ้ ป็นอยา่ งดี
สถาบนั อดุ มศกึ ษาอาจจดั วชิ าศกึ ษาทั่วไปในลักษณะจาํ แนกเป็นรายวชิ า หรือ ลกั ษณะบรู ณาการใด ๆ กไิ ด้ โดย
ผสานเนอ้ื หาวชิ าที่ครอบคลมุ สาระของกลมุ่ วิชาสงั คมศาสตร์ มนษุ ยศาสตร์ ภาษา และกลุ่มวชิ า วิทยาศาสตร์กับ
คณิตศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงคข์ องวิชาศกึ ษาท่ัวไป โดยใหม้ ี จาํ นวนหน่วยกิตรวม ไมน่ ้อย
กว่า ๓๐ หนว่ ยกติ
๘.๒ หมวดวชิ าเฉพาะ หมายถึง วชิ าแกน วชิ าเฉพาะด้าน วชิ าพนื้ ฐานวิชาชพี และวชิ าชพี ทม่ี งุ่ หมาย ใหผ้ ู้เรียนมคี วามรู้
ความเขา้ ใจ และปฏบิ ัตงิ านไดโ้ ดยให้มจี ํานวน หนว่ ยกิตรวมไมน่ อ้ ยกวา่ ๔๕ หน่วยกติ หาก จดั หมวดวิชาเฉพาะใน
ลกั ษณะวิชาเอกและ วิชาโท วชิ าเอกต้องมจี ํานวนหนว่ ยกติ ไม่นอ้ ยกวา่ ๓๐ หนว่ ยกติ และวิชาโทต้องมีจาํ นวน หนว่ ย
กติ ไมน่ ้อยกว่า ๑๕ หนว่ ยกิต
๘.๓. หมวดวชิ าเลือกเสรี หมายถงึ วิชาที่มงุ่ ให้ผเู้ รยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจตามทต่ี นเองถนัดหรือสนใจ โดยเปดิ โอกาส
ใหผ้ ูเ้ รยี นเกรยี นรายวชิ าใด ๆ ในหลักสตู ร ระดับอนปุ ริญญาตามท่ีสถาบนั อดุ มศึกษากําหนด และมจี าํ นวนหนว่ ย
กิตรวมไมน่ ้อยกว่า ๓ หน่วยกิต
สถาบนั อดุ มศกึ ษาอาจยกเวน้ หรือเทียบโอนหน่วยกติ รายวิชาในหมวดวชิ า ศกึ ษาท่วั ไป หมวดวิชา เฉพาะ และ
หมวดวิชาเลือกเสรี ใหก้ บั นักศึกษาท่ีมีความรู้ความสามารถ ทส่ี ามารถวดั มาตรฐานได้ ทงั้ นี้
นักศกึ ษาต้องศกึ ษาใหค้ รบตามจาํ นวนหนว่ ยกติ ทก่ี าํ หนดไว้ ในเกณฑม์ าตรฐานหลักสตู ร และเปน็ ไปตาม
หลักเกณฑก์ ารเทียบโอนผลการเรยี นระดบั ปรญิ ญาเข้าสกู่ ารศกึ ษาในระบบและแนวปฏบิ ตั ทิ ี่ดเี กย่ี วกบั การ เทียบโอน
ของสาํ นักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๙. จาํ นวนและคุณวฒุ อิ าจารย์ ตอ้ งมอี าจารย์ประจาํ หลักสตู รตลอดระยะเวลา จดั การศึกษาตาม หลักสตู ร คุณวุฒิ
หรือสมั พนั ธก์ บั สาขาทีเ่ ปดิ สอน ไม่นอ้ ยกวา่ ๓ คน และในจาํ นวนนั้นตอ้ งเปน็ ผ้มู ีคณุ วุฒไิ ม่ต่ํา กว่าปริญญาโทหรอื
เทียบเท่า หรอื เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางวชิ าการไมต่ า่ํ กว่าผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ จาํ นวนอยา่ ง น้อย ๑ คน ท้งั น้ี อาจารย์
ประจําในแตล่ ะหลักสตู รจะเป็นอาจารยป์ ระจาํ เกนิ กว่า ๑ หลักสูตร ในเวลาเดยี วกนั ไมไ่ ด้
๖๖
๑๐. คุณสมบตั ิของผูเ้ ขา้ ศึกษา ต้องเปน็ ผู้สาํ เร็จการศึกษาระดับมธั ยมศกึ ษา ตอนปลายหรือเทียบเท่า ๑๑. การ
ลงทะเบียนเรียน
๑๑.๑ การลงทะเบียนเรยี นเต็มเวลา ให้ลงทะเบยี นเรยี นได้ไมน่ อ้ ยกวา่ ๙ หนว่ ยกิต และไม่เกนิ ๒๒
หน่วยกิต ในแต่ละภาคการศกึ ษาปกติ และจะสาํ เร็จการศึกษาไดไ้ มก่ อ่ น ๕ ภาคการศึกษาปกติ
๑๑.๒ การลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา ใหล้ งทะเบยี นเรียนได้ไม่เกิน 4 หนว่ ยกิตในแตล่ ะภาค
การศึกษาปกติ และจะสาํ เรจ็ การศึกษาไดไ้ ม่กอ่ น ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ สาํ หรับการลงทะเบยี นเรียนในภาคฤดูรอ้ น
ให้ลงทะเบยี นเรียน ไมเ่ กนิ ๙ หน่วยกิต หากสถาบนั อดุ มศกึ ษาโทนผุ ลและลามาเป็นพเิ ศษ การลงทะเบยี นเรยี นที่มี
จาํ นวนหนว่ ยกติ แตกตา่ ง
ไปจากเกณฑ์ข้างตน้ ก็อาจทาํ ได้ แต่ท้ังนีต้ อ้ งไม่กระทบกระเทือนตอ่ มาตรฐานและคุณภาพการศกึ ษา
๑๒. เกณฑ์การวดั ผลและการสาํ เร็จการศึกษา ตอ้ งเรยี นครบตามจาํ นวนหน่วยกิต ทีก่ าํ หนดไวใ้ น หลักสูตร เกณฑ์ขัน้
ตา่ํ ของแตล่ ะรายวชิ า และตอ้ งไดร้ ะดับคะแนนเฉล่ยี ไมต่ า่ํ กวา่ ๒.๐๐ จากระบบ ๔ ระดับ
คะแนนหรือเทียบเท่า จึงถอื วา่ เรยี นจบหลักสตู รอนปุ ริญญา สถาบันอุดมศกึ ษาทีใ่ ชร้ ะบบการวดั ผลและการสาํ เร็จ
การศกึ ษาทแี่ ตกตา่ งจากนี้ จะตอ้ งกาํ หนดให้มคี า่
เทยี บเคียงกันได้
๑๓. ชอื่ ปรญิ ญา ใหใ้ ชช้ อ่ื วา่ “อนุปริญญา” อักษรย่อ “อ.” แล้วตามดว้ ยสาขาวชิ า ต่อทา้ ยหลกั สูตร
ปรญิ ญาตรที ี่มกี ารให้อนุปริญญาเป็นสว่ นหนง่ึ ของหลักสูตรปรญิ ญาตรี หรือหลักสตู รทเ่ี ทียบเท่าอนุปรญิ ญา และมี
ระบบการศึกษาแตกตา่ งไปจากที่กําหนด ไว้ขา้ งตน้ ให้ใชเ้ กณฑม์ าตรฐานนี้โดยอนุโลม และหลกั สูตร อนุปรญิ ญาท่มี ี
ระยะเวลา การศกึ ษาแตกตา่ งไปจากเกณฑ์มาตรฐานนใี้ ห้ใชเ้ กณฑ์มาตรฐานนพี้ จิ ารณาโดยใหอ้ ยู่ ใน มาตรฐานที
เทยี บเคียงกนั ได้ ตามความเหมาะสม
๑๔. การประกันคณุ ภาพของหลักสูตร ใหท้ กุ หลกั สตู รกําหนดระบบการประกนั คณุ ภาพของหลกั สตู ร ไวใ้ หช้ ัดเจน ซึง่
อยา่ งน้อยประกอบด้วยประเดน็ หลัก 4 ประเดน็ คอื
๑๔.๑ การบรหิ ารหลกั สตู ร
๑๔.๒ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน
๑๔.๓ การสนบั สนุนและการใหค้ าํ แนะนาํ นักศกึ ษา
๑๔.๔ ความตอ้ งการของตลาดแรงงาน สังคม และ/หรอื ความพึงพอใจของผ้ใู ช้บัณฑิต
๑๕. การพฒั นาหลกั สตู ร ทกุ หลกั สตู ร การพัฒนาหลักสตู รให้พ้นสมัย แสดงการปรับปรงุ ดัชนีดา้ น
มาตรฐานและคุณภาพการศกึ ษาเป็นระยะ ๆ อยา่ งนอ้ ยทกุ ๆ ๕ ปี และมกี ารประเมินเพือ่ พฒั นาหลกั สตู รอย่าง
ต่อเนือ่ งทุก ๕ ปี
๑๖. ในกรณที ี่ไม่สามารถปฏบิ ัตติ ามแนวทางดงั กลา่ วได้ หรือมคี วามจําเปน็ ตอ้ ง ปฏบิ ัตินอกเหนอื จาก ท่กี าํ หนดไว้ใน
ประกาศนี้ ให้อยใู่ นดุลยพนิ จิ ของคณะกรรมการ การศกึ ษาที่จะพิจารณา และให้ถือคําวนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการการ
อดุ มศกึ ษานนั้ เปน็ ทส่ี ดุ
๖๗
๒. สภาพปญั หาหลกั สูตรในประเทศไทย
๒.๑ หลักสตู รปฐมวัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
ขอบเขตของเนื้อหา
ในการศึกษาค้นคว้าครง้ั น้ีมงุ่ ศกึ ษาปญั หาและแนวทางการพัฒนาการจดั การศึกษาระดับ ปฐมวัยในสถานศึกษาใน
๕ ด้านประกอบด้วย
๑. ด้านการสร้างหลกั สตู รที่เหมาะสม
๒. ด้านการสรา้ งสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรยี นรู้ของเด็ก
๓. ด้านจัดกจิ กรรมท่สี ง่ เสริมพฒั นาการและการเรียนร้ขู องเด็ก
๔. ดา้ นประเมินพัฒนาการและการเรียนรูข้ องเดก็
๕. ด้านความสัมพันธร์ ะหวา่ งบา้ น และสถานศึกษาโดยศกึ ษาปญั หาและแนวทางการพัฒนาการจัดการศกึ ษาระดับปฐมวยั
ในสถานศึกษากำหนดขอบเขตที่จะทำการศกึ ษาการบรหิ ารจดั การการศึกษาปฐมวัยโดย การมสี ว่ นร่วมของผู้ปกครองตาม
แนวทาง ของหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน โดยใหท้ กุ ฝ่าย
ท่ีเกย่ี วขอ้ งทง้ั ในระดับชาตชิ ุมชน และครอบครวั เขา้ มามีส่วนรว่ ม ดังน้ี
๑. สว่ นร่วมในการจัดประสบการณ์
๒. สว่ นรว่ มในการจดั สภาพแวดลอ้ ม
๓. สว่ นร่วมในการติดต่อสือ่ สาร
๔. สว่ นรว่ มในการตดั สนิ ใจ
สว่ นร่วมปรับปรุงแกไ้ ข
คอื ผ้ปู กครองเขา้ มามสี ว่ นร่วมในการให้ความรว่ มมือประสานงาน ร่วมกบั ครแู ละผูเ้ ก่ียวขอ้ งป้องกนั และแก้ไข
ปญั หาเกี่ยวกับพฤตกิ รรมทไ่ี ม่พงึ ประสงค์ของผ้เู รียน และร่วมแก้ไขปญั หาของนกั เรียนร่วมกนั
ประโยชนข์ องการมีสว่ นร่วม ได้แก่
๑. ทำให้การบรหิ ารหรอื การพจิ ารณาแนวทางใน การแก้ปญั หามีความหลากหลาย รอบคอบ เพราะเป็ นการระดมแนวคดิ
จากบุคคลทม่ี ีความ หลากหลายท้งคั วามรอบรแู้ ละประสบการณ์
๒.ทำใหม้ กี ารถว่ งดลุ อำนาจซงึ่ กนั และกันโดย มใิ หบ้ ุคคลใดบคุ คลหนง่ึ มอี ำนาจมากเกินไป ซ่ึงอาจนำไปสู่การใช้
อำนาจในทางทไ่ี ม่ถูกต้องอันเกดิ ผลเสียหายแก่องค์การได้
๓.เป็นการขจดั ปัญหามิใหก้ ารดำเนนิ นโยบายใด ๆ มผี ลต่อกลุ่มใดกลุ่มหนง่ึ มากหรือนอ้ ยเกนิ ไปซึ่งจะก่อใหเ้ กดิ ความ
ยตุ ธิ รรมในการดำเนนิ การต่อทกุ ฝา่ ยได้
๔.ก่อใหเ้ กิดการประสานงานท่ีดี ทำให้การบริหารเปน็ ไปอย่างราบรน่ื และมปี ระสิทธิภาพ
๕.การรวมตัวกันของบุคคลเปน็ เครือขา่ ยจะกอ่ ให้เกิดพลงั ทเี่ ข้มแข็งสามารถขบั เคลอื่ นกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตาม
วัตถปุ ระสงค์ และตรงเป้าหมาย
ปัญหาของการจัดการศกึ ษาปฐมวยั ปัจจบุ ันเปน็ ทน่ี า่ วติ กและถือเป็นวิกฤตของเด็กปฐมวัย เนอื่ งจากขอ้ เทจ็ จริง
จากการ ประเมินสถานการณแ์ ละทดสอบพฒั นาการอย่างคัดกรองในเด็กปฐมวัย (อายุ ๐-๕ ป)ี พบวา่ โดยภาพรวมเด็ก
๖๘
ปฐมวัยมีแนวโน้มพฒั นาการลา่ ชา้ ในดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม สตปิ ัญญา และ จริยธรรม เมอ่ื พิจารณาจาก
ประเดน็ ต่าง ๆ แลว้ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษาสรปุ ปัญหาของการจดั การศกึ ษาปฐมวัยไดด้ ังน้ี
๑. ขาดการวจิ ยั ความรู้เชงิ สงั เคราะหท์ จี่ ะเออื้ ตอ่ การเรียนร้แู ละพัฒนาการของเด็ มกี ารศึกษาวจิ ยั องคค์ วามร้ใู หม่ ๆ องค์
ความรเู้ รอื่ งพัฒนาการของเด็ก องคค์ วามรู้เรอ่ื งการอบรมเลี้ยงดเู ด็กอย่างเหมาะสมและทฤษฎกี ารเรียนรูเ้ พ่ือการดูแลเดก็
ปฐมวัยในตา่ งประเทศมากมาย แต่การนำองคค์ วามรูเ้ หล่านม้ี าศึกษาและนำมาปรับใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ การบริการและ
การศกึ ษาปฐมวยั ในบริบทของประเทศไทยมนี อ้ ย ขาดการกระตนุ้ ให้เกิดการวจิ ยั และพฒั นารวมทั้งการเผยแพร่ทจ่ี ะนำสู่
การส่งเสริมให้ มคี วามเช่ียวชาญแก่ผู้ท่สี อนและผวู้ จิ ยั ระดบั อดุ มศกึ ษาในอนั ที่จะนำมาใชฝ้ ึกอบรมใหไ้ ดป้ ระโยชนแ์ กเ่ ด็ก
ปฐมวัยในระยะยาว
๒. ขาดวิธบี ริหารจัดการท่ีมีคณุ ภาพประสทิ ธิภาพผบู้ รหิ ารจัดการด้านการบริการและการศกึ ษา เดก็ ปฐมวัย ส่วนใหญไ่ มไ่ ด้
รบั ความรูเ้ ฉพาะทางที่จะชว่ ยใหก้ ารบรกิ ารแก่เด็กปฐมวยั เปน็ ไปอยา่ งมี คุณภาพรวมท้งั การจัดหาและการใชท้ รพั ยากรที่
เหมาะสมแกเ่ ด็กตามวัยการจดั ทำฐานข้อมูลที่เปน็ ภาพรวมของการพฒั นาเด็กปฐมวัยทุกดา้ นตลอดจนการใชข้ ้อมลู ทีม่ อี ยู่
ในการบรหิ ารจัดการ
๓. ขาดการบรู ณาการท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ การพัฒนาเด็กปฐมวัยอยา่ งเปน็ องคร์ วม ต้องมบี รู ณาการของงานดา้ นตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
สขุ ภาพ การศึกษา การปกปอ้ งคุม้ ครอง ความมัน่ คงทางสงั คม สวสั ดิการ โดยมีการประสานกบั ครอบครวั ชมุ ชน สังคม
อย่างมีประสทิ ธิภาพและจำเปน็ ต้องมกี ารปรับเปลยี่ นใหท้ นั เหตกุ ารณ์มีบคุ ลากรพอเพียงกบั การประสานความร้แู ละทกั ษะ
ในทุกระดบั ท้ังในระดบั ทอ้ งถ่นิ ระดบั ประเทศและระดบั นานาชาติ
๔. ขาดการประสานงานระหวา่ งหนว่ ยงานจัดบรกิ ารพฒั นา หน่วยงานทด่ี ำเนินการจัดบรกิ ารเกีย่ วกบั การพัฒนาเด็ก
ปฐมวยั (๐-๕ป)ี และการให้ความรพู้ อ่ แมผ่ ู้ปกครองเกยี่ วกับการอบรมเลยี้ งดูลูก ทงั้ ภาครฐั และเอกชนมีไมน่ ้อยกว่า ๘
กระทรวง ๓๕ หน่วยงานแต่กย็ ังไม่สามารถจดั บริการเสริมกำลงั ครอบครวั เพอ่ื พฒั นาเด็กปฐมวยั ได้ครอบคลุมทั่วถึงทงั้ ใน
เชิงปรมิ าณและคุณภาพ ขาดการประสานงานและไมม่ เี อกภาพของนโยบายตลอดจนทศิ ทางในการจัดการศึกษา
๕. ขาดการมสี ว่ นรว่ มของชุมชน ประชาชนประชาชนและชุมชนตอ้ งมสี ่วนรว่ มและใส่ใจในการพฒั นาเด็กปฐมวัยใหม้ ากขึ้น
เพื่อให้พลงั ชุมชนและท้องถนิ่ เปน็ ขุมกำลังทชี่ ว่ ยดูแลเด็กไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่ืองและ มคี ณุ ภาพ
๖. ขาดการทอนแผนระยะสนั้ และระยะยาวไปสู่การปฏบิ ตั ิ ประเทศไทยมนี โยบายและแผนการ พฒั นาเดก็ มาเปน็ เวลากวา่
๒๐ ปี แต่ไมไ่ ดก้ ำหนดผูร้ ับผิดชอบโดยตรงของการนำแผนไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ ขาดกลไกการดำเนนิ งานทงั้ ในระดบั ชาติ และ
ระดบั ท้องถนิ่ นอกจากน้ยี งั ไม่มกี ารตดิ ตามและประเมนิ ผลให้สามารถดำเนนิ การใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายและแผนต่าง ๆ
๗. ขาดการระดมทรัพยากร ทกุ ภาคส่วนของสงั คมโดยเฉพาะภาครฐั ยังไมไ่ ด้ “ลงทนุ ” เพอ่ื การ พฒั นาเดก็ ปฐมวัยให้
ชัดเจนเหมาะสมและตอ่ เนือ่ ง
นอกจากน้ี สิรมิ า ภิญโญอนนั ตพงษ์ ยังกลา่ วถงึ ปัญหาของการ จัดการศึกษาปฐมวยั ไวด้ ังน้ี
๑.การขาดคณุ ภาพ ผลการประเมินการจัดบรกิ ารพฒั นาเดก็ ๓-๕ ปี พบวา่ ด้อยคุณภาพทัง้ ในดา้ นการบริหารและจัดการ
ขาดคุณภาพในเรื่องวิธีการเรยี นรู้ของเดก็ เชน่ การเรียนรู้โดยการใหเ้ ดก็ ท่องจำอย่างเดยี ว ไมส่ ง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ ใช้ความคดิ
ต้งั แต่เลก็ ๆ การให้เดก็ นง่ั อยูก่ ับท่ที ง้ั วนั การจดั หลักสตู รตายตวั การเร่งสอนอา่ น เขยี น คดิ เลข เพ่อื ใหส้ อบเขา้ ชน้ั
๖๙
ประถมศกึ ษาปีที่ ๑ ได้ ไม่ใหอ้ ิสระในการแสดงออก หา้ มเดก็ พูด ใหน้ งั่ เงยี บ ๆ บงั คบั ใหท้ ำการบา้ นทกุ วนั ความเขา้ ใจผดิ
เก่ียวกบั วิธีการเรียนรู้ที่ ยดึ ผเู้ รียนเปน็ สำคัญ
๒.ขาดการใหค้ วามรูแ้ ก่ พ่อแม่ผู้ปกครองอยา่ งทั่วถงึ พอ่ แมไ่ มม่ โี อกาสเรยี นรู้วิธกี ารเป็นพ่อแม่ทดี่ ีและวธิ ีรักลกู ในทางทีถ่ กู ที่
ควร พ่อแม่จำนวนหนึง่ ยังมีความเขา้ ใจผดิ ในเรอ่ื งการเล้ียงดลู ูก เชน่ ใหค้ วามรกั ด้วยวิธีการใหส้ ง่ิ ของเปน็ รางวัลตเี ดก็ ทุกครัง้
ท่ีทำผิด ขู่เด็กว่า จะไม่รักถ้าไมเ่ ชื่อฟงั เดก็ ไม่มี สิทธิพูดเวลารบั ประทานอาหารให้เด็กกลัวในตัวบคุ คลทผี่ ิด ๆ เชน่ หมอ
ตำรวจ
๓. ขาดการฝกึ อบรมบุคลากรท่เี กย่ี วขอ้ ง กระบวนการผลติ ครูและการเตรยี มบคุ ลากร เช่น ผูด้ แู ลเดก็ ที่จะท างานกบั
ปฐมวยั จะต้องเนน้ การเสริมสรา้ งใหบ้ คุ ลากรมีคุณสมบัตทิ เ่ี หมาะสม มคี วามรู้ ความเข้าใจ โดยเฉพาะด้านจิตวทิ ยาเด็ก
ปัจจบุ นั ยงั ขาดการฝึกอบรม ทัง้ กอ่ นประจ าการ และระหว่าง ประจ าการอยา่ งเป็นระบบ ควรจัดฝึกอบรมไดท้ ง้ั ในระบบ
โรงเรยี น นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศยั ในสถานที่ ๆ บุคคลนั้นจะเข้าท างาน
๔. ขาดการกำหนดมาตรฐานการจดั บรกิ ารสำหรับเด็กปฐมวัยทม่ี ีอายุต่ำกว่า ๓ ปี และบรกิ าร สำหรบั เด็กอายุ ๓-๕ ปี ไม่มี
การกำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานอยา่ งต่อเนื่องรวมทัง้ ไมม่ กี ารกำหนดมาตรฐานคณุ ภาพท่ีเหมาะสม เช่น ขาดการกำหนด
ตัวบง่ ชค้ี ุณภาพขาดระบบใหก้ ารรับรองคณุ ภา
ดว้ ยความตระหนักถงึ สถานการณป์ ญั หาของเด็กปฐมวัยท่กี ำลงั เกิดขึ้นในขณะน้ี รวมทง้ั เจตนารมณข์ องรฐั บาลท่ี
จะแก้ไขปญั หาท่ีเกดิ ข้ึน กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย์
ตลอดจนผ้แู ทนวิชาชพี องค์กรต่าง ๆ ทีเ่ กี่ยวข้องกบั การพัฒนาเดก็ จึงร่วมระดมสมองจดั ทำนโยบายและยุทธศาสตรก์ าร
พฒั นาเดก็ ปฐมวัยข้นึ
๒.๒ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรบั ปรุง พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ )
ความเปน็ มาและความสําคัญของปญั หา
ความเจรญิ ก้าวหนา้ ทางด้านวทิ ยาการต่าง ๆ ในยุคโลกาภวิ ัตน์ มผี ลต่อการเปลย่ี นแปลงท้ังทางดา้ น สงั คม
เศรษฐกิจ การเมอื งและเทคโนโลยี อย่างรวดเร็ว การศึกษาเป็นสงิ่ หน่งึ ทก่ี าํ หนดทศิ ทางความเปน็ ไปให้ มนษุ ย์รเู้ ทา่ ทนั
วทิ ยาการใหม่ ๆ ทเ่ี กิดขน้ึ ด้วยเหตุนี้จึง เปน็ หนา้ ท่ขี องรฐั ทตี่ อ้ งยกระดบั และพฒั นาการศึกษา ของประชากรในประเทศให้
สูงข้ึน ซ่งึ ตามรัฐธรรมนญู ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ ในมาตรา ๔๙ จงึ ไดก้ าํ หนดใหบ้ คุ คลยอ่ มมีสทิ ธเิ สมอกัน
ในการรบั การศกึ ษา ไมน่ ้อยกวา่ สบิ สองปีทีร่ ัฐจะต้องจัดใหอ้ ยา่ งทวั่ ถงึ และ มีคณุ ภาพโดยไม่เกบ็ คา่ ใชจ้ ่าย ในการจัด
การศึกษาให้
บรรลุตามจดุ ม่งุ หมายนน้ั จาํ เปน็ ตอ้ งมหี ลักสตู รการศกึ ษา เป็นแนวทางในการจดั การศกึ ษา โดยใน มาตรา ๒๗ ได้
ให้ คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานกาํ หนดหลกั สูตร แกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐานเพ่อื ความเป็นไทย ความเปน็
พลเมืองทด่ี ีของชาติ การดาํ รงชวี ติ และ การประกอบอาชีพตลอดจนเพอ่ื การศึกษาตอ่ ใหส้ ถานศกึ ษา ขั้นพน้ื ฐาน มีหน้าที่
จดั ทาํ สาระของหลกั สตู รตามวัตถปุ ระสงค์ - ในสว่ นทเี่ ก่ยี วกับสภาพปัญหา ในชุมชนและสังคม ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน
คุณลักษณะอันพึงประสงคเ์ พอ่ื เปน็ สมาชิกทดี่ ขี องครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ ดงั น้ันจงึ กล่าวไดว้ า่ หลกั สูตร
คอื สง่ิ ท่นี าํ เอาความมุง่ หมายและนโยบายการศกึ ษาไป แปลงเปน็ การกระทาํ ข้ันพน้ื ฐาน
๗๐
ในโรงเรียนหรอื สถานศึกษา (ธาํ รง บวั ศรี, ๒๕๓๒) ปจั จยั ท่ี สาํ คญั ท่ีเปน็ ส่วนหนึง่ ของการใช้หลกั สตู ร ใหป้ ระสบความ
สําเร็จ คอื การดาํ เนินการวางแผนใหม้ กี ารสง่ เสรมิ และ สนบั สนุนอย่าง มปี ระสทิ ธภิ าพ ดงั นนั้ ผ้ทู ม่ี ีส่วนเกี่ยวขอ้ ง ทส่ี ําคัญ
ในการนาํ หลกั สตู รไปใชใ้ นโรงเรยี นไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ าร และครูผสู้ อนจะตอ้ งมกี ารวาง แผนการนาํ
หลกั สตู รไปใช้ ร่วมกัน จงึ จะทาํ ใหก้ ารใช้หลักสตู รในโรงเรยี นบรรลผุ ล สาํ เรจ็ ตามจดุ มงุ่ หมายได้
จากหลกั สตู รท่ผี า่ นมาคอื หลกั สตู รการศึกษา ข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๔๔ สาํ นักงานคณะกรรมการ การศกึ ษา
ขนั้ พืน้ ฐาน รวมถงึ หน่วยงานต่าง ๆ ท่รี บั ผิดชอบ โดยตรงและมสี ว่ นเกยี่ วข้องในการใชห้ ลกั สูตร ได้ ติดตาม และ
ประเมินผลการใชห้ ลกั สตู รเป็นระยะต่อเนือ่ ง พบวา่ มจี ุดดีหลายประการ เช่น หลกั สตู ร ชว่ ย
สง่ เสรมิ การกระจายอํานาจการศึกษา ทําให้ท้องถนิ่ และสถานศึกษา มีสว่ นร่วมและมีบทบาทสาํ คญั ในการ พฒั นา
หลกั สตู รให้ สอดคล้องกับความตอ้ งการของตนเอง มแี นวคดิ และ หลกั การในการสง่ เสริม การพฒั นา ผเู้ รียนแบบองคร์ วม
อยา่ งชดั เจน อยา่ งไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกลา่ วได้ สะทอ้ นให้เห็นถึงประเดน็ ทีเ่ ปน็ ปัญหาความไม่ชดั เจนของ หลกั สูตร
หลายประการ ทงั้ ในสว่ นของเอกสารหลกั สูตร กระบวนการ นําหลกั สูตรสู่ การปฏบิ ตั ิ และผลทเี่ กิดจาก การใชห้ ลักสูตร
ได้แก่ ปัญหาความสับสนของผปู้ ฏบิ ตั ิ ในระดบั สถานศึกษา ใน การพฒั นาหลักสตู รสถานศกึ ษา สถานศกึ ษาสว่ นใหญ่
กําหนดสาระและผลการเรยี นรู้ ทคี่ าดหวงั ไว้มาก ทาํ ให้ เกดิ ปญั หาหลักสตู รไมแ่ นน่ การวดั และประเมนิ ผลไมส่ ะทอ้ น
มาตรฐาน สง่ ผลตอ่ ปญั หา การจดั ทาํ เอกสาร หลกั ฐานทางการศึกษาและเทียบโอน ผลการเรียน รวมทง้ั ปญั หาคณุ ภาพ
ของผู้เรยี นในดา้ น ความรูท้ กั ษะ ความสามารถและคณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ ซงึ่ ยังไม่เป็นท่ีนา่ พอใจ
จากสภาพปัญหาท่ีเกดิ ข้นึ คณะกรรมการ การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานได้ดาํ เนินการทบทวนหลักสตู ร การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช ๒๕๔๔ เพื่อพัฒนา หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ โดยนาํ ข้อมูลทไ่ี ดจ้ ากการ
ศึกษาวิจยั และตดิ ตาม การใช้หลกั สูตรการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๔
ทผ่ี ่านมา ประกอบกบั ข้อมูลจากแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และ สงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี ๑๐ เกย่ี วกับ แนวทางในการพัฒนา คน
ในสงั คมและจดุ เน้นของกระทรวงศกึ ษาธิการ ในการพฒั นาเยาวชนสศู่ ตวรรษท่ี ๒๑ เพื่อนาํ ไปส่กู ารพัฒนา หลกั สูตร
แกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ทม่ี ีความเหมาะสม มี ประสทิ ธิภาพ มคี วามชัดเจน ทง้ั เปา้ หมายของ
หลกั สตู รในการพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น และกระบวนการจดั ทาํ หลกั สตู รไปสู่การปฏิบตั ทิ ม่ี ีความ ชัดเจน เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ ง
กับสภาวะการเปลย่ี นแปลงของ สังคมท่เี กดิ ข้นึ อยา่ ง รวดเร็วและเปน็ ไปตามเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษา
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ได้มีคาํ สัง่ ท่ี สพฐ. ๒๙๓/๒๕๕๑
เร่อื งให้ใช้หลักสตู รแกน กลาง การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ลงวันท่ี ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ แทนหลักสตู ร
การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๔ โดยมเี งอ่ื นไขและเวลาการใช้หลักสูตร แกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐานวา่ ตัง้ แตป่ ี
การศึกษา ๒๕๕๕ เปน็ ต้นไปใหใ้ ชห้ ลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ทกุ ชน้ั เรยี น
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, ๒๕๕๑) จึงจําเปน็ อย่างยง่ิ ที่สถานศกึ ษาจะต้องเตรยี ม ความพร้อม โดยการวางแผน กําหนด
แนวทางการดาํ เนนิ งานพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาใหเ้ ปน็ ระบบ
ในส่วนของหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา ขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ เปน็ หลักสตู รท่ีมี ความ เหมาะสม ชัดเจน
ท้งั เป้าหมายของหลักสตู รใน การพัฒนาคุณภาพผู้เรยี น และกระบวนการนาํ หลักสูตร ไปสู่ การปฏิบัติในระดบั เขตพื้นท่ี
การศึกษาและสถานศึกษา โดยไดม้ ีการกาํ หนดวิสัยทศั น์ จดุ หมาย สมรรถนะ สาํ คญั ของผเู้ รยี น คณุ ลักษณะอันพึง
ประสงค์ มาตรฐาน การเรยี นรแู้ ละตัวชว้ี ัดที่ชดั เจน เพ่ือใชเ้ ป็นทศิ ทางใน การจดั ทําหลกั สตู รการเรียนการสอนในแต่ละ
ระดบั นอกจากนน้ั ได้กาํ หนดโครงสร้างเวลาเรยี นขนั้ ตํ่าของ แต
๗๑
ละกล่มุ สาระการเรียนรใู้ นแต่ละชนั้ ปไี ว้ในหลักสตู ร แกนกลาง และเปดิ โอกาสใหส้ ถานศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เวลา เรียนไดต้ าม
ความพร้อมและจุดเน้น อีกท้งั ไดป้ รับกระบวน การวดั และประเมนิ ผลผูเ้ รียน เกณฑ์การจบ การศึกษา แตล่ ะระดบั และ
เอกสารแสดงหลกั ฐานทางการศกึ ษาให้มีความสอดคล้องกบั มาตรฐานการเรยี นรู้ และมีความ ชัดเจนต่อการนาํ ไปปฏบิ ตั ิ
ผู้วิจยั จงึ มคี วามสนใจทีจ่ ะศกึ ษาสภาพ การดําเนนิ งานวา่ เม่ือนาํ หลักสตู รแกนกลางการศึกษา ขนั้ พ้นื ฐาน
พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ไปใชใ้ นโรงเรยี นสงั กดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแก่น เขต 4 จํานวน ๑๘๒
โรงเรียนในระยะหนง่ึ ผูบ้ รหิ ารและครูผสู้ อน มวี ธิ ีการดาํ เนนิ งานอยา่ งไร ประสบปญั หาและ อุปสรรค มากนอ้ ยเพียงใด ใน
การใชห้ ลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา ข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ อนั จะ นําไปส่กู ารปรบั ปรงุ แก้ไข และในการปรบั ปรุง
หลกั สตู รในโอกาสตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ของ
๑. ศึกษาสภาพและปญั หาการใชห้ ลักสตู ร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ของ ผบู้ ริหารและครู ใน
โรงเรียนสงั กัดสาํ นักงานเขตพ้นื ที่ การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต ๔
๒. เปรยี บเทียบสภาพและปญั หาการใช้ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ของผบู้ ริหารและครู
ในโรงเรียนสงั กดั สาํ นกั งาน เขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแก่น เขต ๔ จาํ แนก ตามขนาดของโรงเรยี น
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ไปใช้ของผบู้ ริหารและครผู ู้สอน ประกอบดว้ ย
๑) สภาพและปัญหาการใช้หลกั สูตร สําหรับผบู้ ริหาร ในดา้ น การวางแผนงานดา้ นวชิ าการ การจดั ครู เข้าสอน การจัดทํา
จัดหาส่ือการเรียนการสอน และเอกสารหลักสูตร การบริการหลกั สูตรภายในโรงเรียน การ
วางแผนใหค้ รจู ดั ทาํ แผนการสอน การนเิ ทศและ ตดิ ตามการใชห้ ลักสูตร
๒) สภาพและปัญหาการใชห้ ลกั สตู ร สําหรบั ครูผูส้ อน ในดา้ น การเตรยี มการสอน การจัด กจิ กรรม
การเรียนการสอน การใชส้ อื่ การเรยี นการสอน ประเภทวสั ดอุ ปุ กรณ์ การวดั และประเมนิ ผล วิธดี าํ เนนิ การวจิ ยั
การวจิ ัยคร้งั น้เี ปน็ การวิจัยเชงิ สาํ รวจ ซง่ึ เป็น การศึกษาทม่ี ุ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกบั สภาพและปญั หา การใช้
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพ้นื ท่ี การศกึ ษา ประถมศกึ ษา
ขอนแกน่ เขต ๔ ซ่งึ มแี นวทางในการวจิ ยั และเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัยดงั น้ี ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจยั ครั้งนี้ ไดแ้ ก่ ผบู้ ริหาร โรงเรยี นและครูผูส้ อน ของโรงเรยี นในสงั กดั สาํ นักงาน เขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต ๔ คอื ปีการศกึ ษา ๒๕๕๔ จํานวน ๑๘๐๒ คน จาํ แนกเปน็ ผบู้ รหิ าร ๒๐๕ คน
ครผู ้สู อน ๑๕๙๗ คน จากจํานวนโรงเรียนทั้งหมด ๑๘๒ โรงเรียน กลุ่มตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการวิจยั
กลมุ่ ตัวอย่างทัง้ หมด ๗๗๐ คน ไดจ้ ากสุม่ ตัวอย่าง แบบแบ่งชนั้ (Stratified Random Sampling) และเปดิ
ตารางของเครจซแี่ ละมอร์และสมุ่ อยา่ งงา่ ยโดยวิธีการ จบั สลาก (Simple random sampling)
ตวั แปรทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
๑) ตัวแปรอสิ ระ ไดแ้ ก่ ขนาดของโรงเรียน
๒) ตวั แปรตาม คือ ความคดิ เหน็ เกีย่ วกับสภาพ และปญั หาการใช้หลกั สตู รแกนกลางการศึกษา ขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช
๒๕๕๑ ของผู้บริหาร ๖ ด้าน คอื การวางแผน งานดา้ นวิชาการ, การจัดครเู ขา้ สอน, การ จัดทําจดั หาสื่อ การเรยี นการสอน
๗๒
และเอกสารหลกั สูตร, การบริการ หลกั สูตรภายในโรงเรียน, การวางแผนให้ ครจู ดั ทาํ แผน การสอน, การนเิ ทศและติดตาม
การใช้หลักสตู ร สว่ นของ ครูผสู้ อน ๔ ด้าน คอื การเตรียม การ สอน, การจดั กจิ กรรม การเรยี นการสอน, การใช้สือ่ การ
เรยี นการสอนประเภท วัสดุอปุ กรณ์, การวัดและ ประเมินผล
เครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
แบบสอบถาม แบง่ เปน็ ๒ ฉบับ คือ ฉบบั ท่ี ๑ สาํ หรบั ผบู้ ริหาร จํานวน ๖ ดา้ น ฉบบั ที่ ๒ สําหรบั ครูผู้สอน ๔ ดา้ น
เปน็ แบบตรวจสอบรายการ (Check List) และวธิ ี มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของ Likert ดงั น้ี
ระดับ ๕ หมายความวา่ สภาพการใชห้ รือปญั หา อยู่ในระดับ มากท่สี ดุ
ระดับ ๔ หมายความวา่ สภาพการใช้หรอื ปญั หา อย่ใู นระดับ มาก
ระดับ ๓ หมายความวา่ สภาพการใช้หรือปัญหา อย่ใู นระดบั ปานกลาง
ระดับ ๒ หมายความวา่ สภาพการใชห้ รอื ปัญหา อยู่ในระดับ นอ้ ย
ระดบั ๑ หมายความวา่ สภาพการใชห้ รือปญั หา อยูใ่ นระดบั นอ้ ยท่สี ุด
การเก็บรวมรวบและวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผวู้ จิ ยั สง่ แบบสอบถามฉบบั ผบู้ ริหาร และฉบับ ครู ให้แก่ผูใ้ หข้ อ้ มูลพรอ้ มรับคืนด้วยตนเองและ บางสว่ น รับคนื จาก
สาํ นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น เขต ๔
การวเิ คราะห์ข้อมลู
การวิจยั ครัง้ นวี้ เิ คราะหข์ อ้ มูลโดยใช้โปรแกรม สําเร็จรปู SPSS for Windows โดยการนาํ มาหา คา่ รอ้ ยละ
คา่ เฉลี่ย ค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และ One-Way ANOVA โดยการแปลความหมายของ คา่ เฉล่ีย ใช้ เกณฑ์ดังนี้
๔.๕๐ – ๕.๐๐ สภาพการใช้หรือปญั หาอยู่ใน ระดับ มากทสี่ ดุ
๓.๕๐ – ๔.๔๙ สภาพการใชห้ รือปัญหาอยูใ่ น ระดบั มาก
๒.๕๐ – ๓.๔๙ สภาพการใชห้ รือปัญหาอยใู่ น ระดับ ปานกลาง
๑.๕๐ – ๒.๔๙ สภาพการใชห้ รือปญั หาอย่ใู น ระดับ น้อย
๑.๐๐ – ๑.๔๙ สภาพการใช้หรือปัญหาอยู่ใน ระดบั น้อยทสี่ ุด
จากน้นั ใช้ F- test เพ่ือทดสอบนัยสาํ คญั ของ ความแตกต่างระหวา่ งคา่ เฉลี่ยของโรงเรยี นขนาดใหญ่ ขนาด กลาง ขนาด
เลก็ และถ้าพบความแตกต่างทดสอบ รายคู่ด้วยวธิ กี ารของเชฟเฟ่ (Scheffe) ตอ่ ไป
- เป็นบุคคลท่มี คี วามสามารถในการใชภ้ าษา เพ่อื การสอ่ื สาร
- มคี วามสามารถใช้เทคโนโลยมี าชว่ ยสง่ เสริมทักษะการทาํ งานและการดาํ เนนิ ชวี ิต
- มีความสามารถปรับตัวอย่รู ว่ มกบั คนอืน่ ได้
- มแี นวทางท่จี ะเลือกดําเนนิ ชวี ติ
- มีความสามารถพฒั นาศกั ยภาพการเรียนรขู้ องตนเองให้เจริญถงึ ขีดสดุ - มคี วามสามารถท่ีจะนําตนเองได้ การควบคุม
ตนเองได้
- มีโลกทัศน์ท่กี วา้ งและมนี า้ํ ใจแบบนานาชาตริ วมทัง้ มีคา่ นยิ มและความสํานกึ ในความเปน็ ชาตไิ ทยของตน - มคี า่ นยิ ม
คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
- มสี นุ ทรยี ภาพในการดําเนนิ ชวี ติ
๗๓
๒.๓ หลักสูตรการอาชวี ศึกษา
ผเู้ ข้าเรียนในการอาชีวศึกษาไม่มคี ณุ ภาพเทา่ ทค่ี วรหลกั สูตรกอ่ นถงึ ระดบั ปวช. คอื ระดับมธั ยมต้น หรือ การศึกษา
ผ้ใู หญเ่ ปน็ การปพู นื้ ฐานความรูร้ ะดบั ตาํ่ เชน่ อ่าน สะกดคาํ ไมไ่ ด้ ขาดความสามารถในการใช้ ภาษาองั กฤษ เมื่อมาเรียนต่อ
ในระดับอาชวี ศกึ ษาจึงเกิดปญั หา แมค้ รูจะเตรยี มการสอนดอี ย่างไร ผู้เรียนไม่ สามารถต่อยอดความรู้ได้ เพราะพน้ื
ฐานความรไู้ ม่ดเี พียงพอ
๒.๓.๑ ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ (ปวช.) พทุ ธศักราช ๒๕๖๒
วัตถุประสงคกา์ รวจิ ยั
เพื่อศกึ ษาสาเหตกุ ารออกกลางคนั ของนกั เรียน นักศึกษา วทิ ยาลัยเทคนิคบงึ กาฬ ๒ เพ่ือหาแนวทางแกไ้ ขปัญหา
การออกกลางคันของผู้เรยี นของวิทยาลยั เทคนิคบงึ กาฬ
ขอบเขตการวจิ ยั
ขอบเขตด้านเน้ือหา ไดแ้ ก่ การออกกลางคนั , เดก็ และเยาวชน, จติ วทิ ยา
กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรยี น นักศกึ ษาทีอ่ อกกลางคนื วิทยาลยั เทคนิคบึงกาฬ ปกี ารศึกษา ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ จํานวน ๕๐ คน
ใชว้ ิธีเลอื กแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
ทบทวนวรรณกรรม
การศกึ ษาสภาพปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขปญั หาการออกกลางคัน นกั เรียน นักศึกษา วทิ ยาลยั เทคนคิ บงึ กาฬผู้วิจยั ได้
ศึกษาเอกสาร ตํารา บทความ และงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้องดงั น้ี
Sanit Karnjanapradit (๒๐๐๐) ได้ศกึ ษาการออกกลางคันของนกั เรยี นหลกั สตู รการศกึ ษานอก โรงเรยี น พบว่า
การตดั สินใจหยดุ เรยี นและการออกกลางคนั ของนกั ศึกษามีผลมาจาก การเข้าร่วมกจิ กรรมและ การเรยี นไม่ ต่อเนอื่ งกนั
เขา้ มาเรยี นในช่วงระยะเวลาหนงึ่ แล้วกห็ ายไปมกี ารขาดเรียนบอ่ ยครั้ง มาสายเปน็ ประจาํ ขาดความ รบั ผดิ ชอบตอ่ งานท่ี
อาจารย์มอบหมาย ชอบแยกตัวอยูค่ นเดียว ไมช่ อบพูดกบั เพ่อื น ๆ ทําผดิ บอ่ ยคร้งั และมคี วามวติ ก กงั วลสงู
Nimnuan Bunin (๒๐๑๑) ไดศ้ ึกษาการศกึ ษาสภาพปญั หาและแนวทางการแกไ้ ขปญั หาการออก กลางคันของ
นักศกึ ษาสงั กัดสาํ นักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษาโดยการมสี ่วนร่วมของบุคคลทเี่ กย่ี วขอ้ ง: กรณีศึกษา
วทิ ยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ พบว่า ปญั หาระดับรนุ แรงและค่อนขา้ งรุนแรง ๑๐ รายการ ตามลาํ ดบั
ดงั น้ี คอื นกั ศกึ ษาสามารถเขา้ ออกวิทยาลัยไดต้ ลอดเวลา เนอื่ งจากจดั ตารางเรียนไม่ตอ่ เนือ่ งมชี ัว่ โมงวา่ ง ระหวา่ งวนั
รองลงมา คอื วทิ ยาลยั ไดต้ งั้ อยใู่ กลก้ บั แหลง่ ทีไ่ ม่เหมาะสม หอ้ งนาํ้ ไมส่ ะอาด การบริการนา้ํ ดม่ื ไม่ เพียงพอระเบยี บการไว้
ทรงผม เข้มงวดเกนิ ไป การแจง้ ขา่ วสารของนกั ศึกษาลา่ ช้า นักศึกษาไม่กล้าถาม ครูผสู้ อนในเรอ่ื งท่ีไม่เข้าใจ นักศึกษาไม่มี
สมาธิ ในการเรียน และไม่คะแนนเฉลยี่ ตํ่ากว่าเกณฑ์
Kanop Petcson (๑๙๙๗) ไดศ้ ึกษาการออกกลางคนั ของนักเรียนชา่ งอสุ าหกรรมในวทิ ยาลยั เทคนิคส่ี จงั หวดั
ภาคใตใ้ นปี พ.ศ.2540 โดยใชก้ ลุม่ ประชากรจาํ นวน 515 คน จากผลการศึกษาพบวา่ นกั ศึกษาเลอื ก เรยี นในวิชาทไ่ี ม่ ถนดั
ขาดแคลนทนุ ทรพั ยเ์ พือ่ การเรยี น มีภาระรับผิดชอบในการชว่ ยเหลอื ครอบครัวในการ ประกอบอาชีพ ผปู้ กครอง ไม่
สนบั สนนุ ใหเ้ รียน ขัดแยง้ กบั ครู-อาจารย์ ผสู้ อน ครู-อาจารย์ทปี่ รึกษาระหน้าที่ มากเกนิ ไป
๗๔
Kosol Srisuphan (๒๐๐๓) ได้ทาํ การศึกษาวิจยั เรอื่ งการออกกลางคนั ของนักเรียน: กรณศี ึกษา นักเรียนวชิ าชา่ ง
อสุ าหกรรมโรงเรยี นเทคโนโลยีเอเชยี พบวา่ ดา้ นการคบเพอื่ น ไดพ้ บประเดน็ สําคัญทเี่ ปน็ สาเหตขุ องการออกกลางคนั คอื
เพ่ือนของกรณศี กึ ษาชวนใหห้ นกี ารเรียนเพ่อื ไปเทีย่ วจนขาดการเรียนบอ่ ยครั้ง จงึ ตดั สินใจออกเรียนกลางคันและตัดสนิ ใจ
มาเรียนท่โี รงเรยี นเพราะเพื่อนแตเ่ มอื่ เพ่อื นต้องออกกลางคัน เนอื่ งจากสาเหตสุ ว่ นตัวก็ออกตามเพื่อน
Komol Chartowong (๒๐๑๕) ได้ศึกษาปจั จัยสาเหตกุ ารออกกลางคันของนักศกึ ษามหาวิทยาลยั ราชภัฏ วไลยอ
ลงกรณใ์ นพระบรมราชูปถัมภ์ ศนู ย์สระแก้ว พบว่า ๑) ปจั จัยสาเหตุการออกกลางตน้ ของ นักศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏว
ไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ศนู ยส์ ระแกว้ พบวา่ ปจั จยั ด้านหลักสูตร และการเรยี นการ สอนเปน็ สาเหตกุ ารออก
กลางคันมากทส่ี ดุ รองลงมาไดแ้ ก่ ดา้ นสถานศกึ ษา และดา้ น สภาพแวดล้อม ตามลําดบั ๒ ทาทางแก้ปญั หา ยกกลางอ
นกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลหนใี นพระบรม ราชปู ถัมภ์ ศนู ย์ สระแกว้ พบวา่ ดา้ นสถานศึกษาไดแ้ ก่ ควรมกี าร
ผอ่ นชาํ ระคา่ เทอม การบริหารจดั การศึกษา ควรมคี วามชัดเจนมี ระบบดแู ลช่วยเหลือนักศึกษาทม่ี ีประสิทธิภาพเปิดโอกาส
ให้ชมุ ชนและหนว่ ยงานอื่นเขา้ มา มีสว่ นรว่ ม ดา้ นอาจารย์ ผสู้ อนได้แก่ ไม่ควรสอนเน้ือหาที่ยากเกนิ ไป เตรียมการสอนและ
มเี นอื้ หาใหม่ ๆ มี จิตวทิ ยาการสอน ใชภ้ าษาทเี่ ขา้ ใจ งา่ ย เน้นความรใู้ ห้สามารถส่อื สารกบั โลกภายนอกได้ ดา้ นหลกั สูตร
และการ เรยี นการสอน ได้แก่ ควรเปิดหลกั สตู ร
Chamnan Panawong (๒๐๑๓) ได้ศกึ ษาปจั จัยท่มี ีความสัมพนั ธ์กบั การออกกลางต้นของนิสิตระดบั ปรญิ ญาตรี
มหาวทิ ยาลยั นเรศวร มนี ิสติ เพศชายทีอ่ อกกลางคัน จํานวน ๓๕๒ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๕.๙๓ เพศ หญิง จาํ นวน ๖๐๒ คน
คิดเป็นรอ้ ยละ ๕.๐๘ คณะทมี่ ีนสิ ิตออกกลางคันมากทส่ี ุด คือ วิทยาลัยนานาชาติ มี นสิ ติ ออกกลางคัน ๕๕ คน คิดเป็น
ร้อยละ ๑๒.๒๒ รองลงมา ได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์มีนิสติ ออกกลางคนั ๙๔ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๗.๕๔ และ คณะ
วทิ ยาศาสตร์การแพทย์ มนี สิ ิตออกกลางคัน จํานวน ๔๗ คน คดิ เป็นรอ้ ย ละ ๗.๐๗ วธิ ีการรบั เข้าทีม่ นี สิ ิตออกกลางคนั
มากทสี่ ุด ได้แก่วิธีการท่ีรบั เข้าโดยวธิ ีการตามโครงการต่าง ๆ คดิ เป็นรอ้ ยละ ๗.๖๕ รองลงมา คอื วธิ ีการ Admission รอ้ ย
ละ ๕.๓๕ และวธิ กี ารรับตรงมนี สิ ติ ออกกลางคนั น้อย ทส่ี ุด คดิ เป็นร้อยละ ๔.๙๖ นิสติ ท่มี ีผลการเรยี นกอ่ นเขา้ ๑.๐๑ –
๒.๐๐ มีรอ้ ยละของการออกกลางคันมาก ทสี่ ุด คอื ๑๘.๑๘ รองลงมา คือ ผลการเรยี นกอ่ นเขา้ ๒.๐๑ ๓.๐๐ รอ้ ยละ
๗.๑๙ และผลการเรยี น ๓.๐๑ – ๔.๐๐ มีรอ้ ยละของการออกกลางคนั นอ้ ยทสี่ ดุ คือ ๔.๕๔ผลการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์
ระหว่าง ปจั จัยตา่ ง ๆ กบั การออกกลางคนั ของนสิ ิต พบวา่ เพศ คณะวชิ า กลมุ่ สาขาวิชา วธิ ีการรับเข้าและผลการเรยี น
ก่อน เขา้ ศกึ ษาล้วนมคี วามสมั พันธ์กับการออกกลางคนั ของนสิ ิตในระดบั ปรญิ ญาตรีอยา่ งมนี ยั สําคญั ทางสถิติทงั้ สน้ิ
Phutthachat Soison (๒๐๑๒) ไดศ้ กึ ษาสภาพปญั หาและแนวทางการลดปญั หาการออกกลางคัน ของนักเรยี น
ในระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ ในสถานศึกษาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการตอ่ เรือ หนองคาย พบวา่ สภาพ
ปัญหาของการออกกลางคันของนกั เรยี น นกั ศึกษา ไดแ้ ก่ ปญั หาจากเรื่องสว่ นตัว ครอบครัว สภาพแวดล้อมภายใน
สถานศึกษา และภายนอกสถานศกึ ษา สําหรบั แนวทางการลดปญั หาการ ออกกลางคนั คือ การทค่ี รแู ละผ้ปู กครองให้
คาํ ปรึกษาและการดแู ลอย่างใกล้ชดิ มรี ะบบดแู ลนักเรียนการอบรม พฒั นาครูท่ปี รกึ ษาและกจิ กรรมเสรมิ หลักสตู รการ
เรยี นการสอน
Wachiraphon Oanthaisong (๒๐๑๕) ได้ศึกษาปจั จัยท่ีสง่ ผลต่อการออกกลางคนั ของนักเรยี น ใน โรงเรยี น
สงั กดั สาํ นักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ พบวา่ ๑) ผ้บู รหิ ารโรงเรยี นและครู โรงเรยี น สงั กัดสํานักงานเขต
พ้ืนที่ การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ มีความคิดเห็นต่อปจั จัยทส่ี ง่ ผลตอ่ การออกกลางคนั ของนกั เรียนโดยรวมเหน็ ด้วยอยู่
ใน ระดบั มากเมอ่ื พิจารณาเป็นรายด้านพบวา่ ดา้ นครอบครวั ด้านพฤติกรรม นกั เรยี น และด้านโรงเรยี นและสภาพแวดลอ้ ม
๗๕
อย่ใู นระดับมาก สว่ นดา้ นการจดั การเรยี นการสอนอยูใ่ นระดบั ปานกลาง ๒) ผูบ้ ริหารโรงเรยี นและครู โรงเรียนสังกัด
สาํ นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ ที่มี สถานภาพตาํ แหนง่ และปฏิบตั หิ น้าทใ่ี นโรงเรียนขนาดต่างกนั มี
ความคดิ เหน็ ตอ่ ปจั จยั ที่สง่ ผลตอ่ การออก กลางคันของนักเรยี นโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ๓) ความคดิ เห็น และ
ขอ้ เสนอแนะของผ้บู รหิ าร โรงเรียนและครูที่มีต่อการออกกลางคนั ของนักเรยี นในโรงเรียนในโรงเรียนสังกดั สาํ นักงานเขต
พ้นื ทก่ี ารศึกษา มัธยมศึกษา เขต ๓๒ ในแตล่ ะดา้ นมดี ังน้ี ด้านโรงเรียนและสภาพแวดล้อม คือ โรงเรียน ควรตดิ ตาม
นักเรียน อย่างต่อเนอื่ งและเปน็ ระบบเพ่ือจะไดแ้ ก้ปญั หาไดร้ วดเร็ว ทนั การณ์ดา้ นการจัดการเรยี นการสอน คอื ครไู ม่ ควร
มอบหมายชิ้นงานมากจนเกนิ ไป เพ่ือไม่ให้นักเรยี นเกิดความท้อถอย ดา้ นพฤตกิ รรมนักเรยี น คือ นักเรยี น มกั ขาดเรียน หนี
เรยี น ไมป่ ฏิบตั ติ ามกฎของโรงเรยี นบอ่ ยคร้งั จึงต้องออกกลางคันและดา้ น ครอบครวั คอื นกั เรียนชาย หญิง บดิ ามารดา
ในการแลการจนหาทีควร
Prangthip Soeykrathoke (๒๐๑๒) ได้ศกึ ษาสาเหตุการออกกลางคนั ของนักศึกษามหาวิทยาลัย เทคโนโลยรี าช
มงคลกรุงเทพ พบว่า ปัจจัยทม่ี ผี ลต่อการออกกลางคนั ของนักศึกษาวิทยาลยั ธาตุพนม มหาวทิ ยาลยั นครพนมโดย ภาพรวม
ทั้ง ๖ ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายด้าน พบว่าปจั จยั ท่ี มีผลต่อการออกกลางคนั ของ นักศึกษาท่อี ยใู่ น
ระดับมาก คอื ด้านส่วนตัวของนักศกึ ษา รองลงมา คือ
ด้านครอบครวั ผลการทดสอบสมมตฐิ าน พบวา่ นกั ศึกษาท่ีมเี พศระดบั การศึกษาทสี่ มคั รเรยี นและสาขาวชิ าท่ี
แตกต่างกัน มีปัจจัยที่มีผลต่อการออกกลางคัน แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาํ คัญทางสถิตทิ ี่ ๐.๐๕ ซงึ่ สอดคล้องกบั สมมติฐาน
การวจิ ัย ในขณะที่เม่ือพิจารณาจากตัวแปร ด้านอาชพี ของผ้ปู กครองรายได้ต่อเดอื นในครอบครัว ระยะทางจากบ้านถงึ
วิทยาลัย และการพกั อาศยั ทแ่ี ตกต่างกนั มี ปัจจยั ที่มผี ลตอ่ การออกกลางคนั ไมแ่ ตกต่าง กนั ซึง่ ไม่สอดคล้องกบั สมมติฐาน
การวจิ ัย
วิธดี าํ เนินการวจิ ยั
งานวิจยั นีเ้ ปน็ งานวจิ ยั เชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ พนื้ ทวี่ ิจยั คือ วทิ ยาลยั เทคนิคบึงกาฬ จงั หวดั บงึ กาฬ
ประชากร คือ นักเรยี น นักศึกษาทอ่ี อกกลางคันวิทยาลัยเทคนคิ บึงกาฬปกี ารศึกษา ๒๕๕๕-๒๕๕๗ จาํ นวน ๑๕๔ คน และ
ผบู้ รหิ าร ครู ผู้ปกครอง นกั เรียนนักศึกษาของวทิ ยาลยั เทคนิคบึงกาฬ จาํ นวน ๕๐ คน กลุ่ม ตวั อย่าง คอื นักเรียน
นกั ศกึ ษา ทีอ่ อกกลางตนั วทิ ยาลัยเทคนคิ บงึ กาฬ ปีการศึกษา ๒๕๕๕-๒๕๕๗ จาํ นวน ๕๐ คน และผู้บรหิ าร ผปู้ กครอง
และครผู สู้ อนหรอื ครทู ี่ปรึกษา จาํ นวน ๒๐ คน ที่ได้จากการเลอื กแบบเฉาะ เจาะจง (Purposive sarnpling) เครอ่ื งมือทใี่ ช้
ในการวจิ ัย ไดแ้ ก่ ๑) แบบสอบถามเกย่ี วข้องกับสภาพปญั หา และสาเหตุการออกกลางคันของนักเรยี นนกั ศึกษาทอ่ี อก
กลางตน้ วิทยาลยั เทคนิคบึงกาฬ ทผี่ ู้ศึกษาไดส้ รา้ งขน้ึ แบง่ ออกเปน็ ๒ ตอน คอื ตอนที่ ๑ เปน็ แบบสอบถามเกีย่ วกบั
สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม เปน็ แบบ สาํ รวจรายการ (Check List) ตอนท่ี ๒ เปน็ แบบสอบถามความคดิ เหน็
๒.๓.๒ หลกั สตู รประกาศนยี บตั รวิชาชีพชน้ั สงู (ปวส.) พุทธศักราช ๒๕๖๓
ความเปน็ มาและความสาํ คัญของปัญหาปญั หา
บทบัญญตั ิในรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๔๙ โดยบญั ญัติ ไว้วา่
“บุคคลย่อมมสี ทิ ธเิ สมอภาคกันในการรับการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน ไม่น้อยกวา่ ๒ ปี ทีร่ ฐั จดั ให้ อยา่ งทั่วถงึ และมี คุณภาพโดย
ไม่เกบ็ คา่ ใช้จา่ ยรฐั บาลมนี โยบายในการพฒั นาการศกึ ษาของรัฐบาล เนน้ ปรชั ญาความเทา่ เทยี ม โดยมุ่งคณุ ภาพให้เกดิ ขนึ้
ในเยาวชนทกุ คน ทุกพน้ื ที่ โดยเฉพาะในระดบั อาชวี ศกึ ษา ได้วางเป้าหมายในการปน่ั นกั ศกึ ษาไทยให้เปน็ มืออาชพี โดย
ให้สถานศึกษามีความพรอ้ ม เพอ่ื สนบั สนุนโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร โอกาสในการเขา้ ถงึ แหลง่ ทนุ โอกาสในการ
๗๖
เพ่ิมพูน และฝึกฝนทักษะ รวมทงั้ โอกาสในการเรียนรูต้ ลอดชวี ติ โดยกําหนดยุทธศาสตร์ เพ่อื ให้สถานศกึ ษา ในทกุ พื้นที ทุก
ขนาดสามารถใหบ้ ริการทางการศกึ ษามุ่งเน้นการ พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาทุกระดับ ทกุ ประเภท มุ่งเน้นเขา้ ถึงนักเรียน
เป็นศนู ย์กลา
รายงานประจาํ ปีพ.ศ. ๒๕๕๙ (สาํ นักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา, ๒๕๕๙, หนา้ ๑๘๙-๑๙๑) สํานกั งาน
คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษามวี ิสัยทัศน์เปน็ ผนู้ าํ ในการจัดการศึกษาสายอาชพี เพ่อื เปน็ พลัง ขับเคลอ่ื นเศรษฐกิจ เพิม่ ขีด
ความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศและภมู ภิ าค โดยมีพันธกจิ จดั และสง่ เสริม และพัฒนาการอาชวี ศึกษา และ
ฝึกอบรมวิชาชพี ใหม้ ีคณุ ภาพและได้มาตรฐาน ยกระดับคณุ ภาพและมาตรฐาน กําลงั คนสายอาชพี อยา่ งทว่ั ถงึ ตอ่ เน่อื ง
เสมอภาคและเป็นธรรม เป็นแกนกลางในการจัดการอาชวี ศกึ ษาและฝกึ อบรมวชิ าชพี ระดบั ฝีมอื เทคนิค และเทคโนโลยี
ของ ประเทศ สร้างเครอื ขา่ ยความรว่ มมือใหท้ กุ ภาคสว่ นมี ส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการอาชีวศกึ ษา และการฝกึ อบรม
วชิ าชพี วิจัย สรา้ งนวตั กรรม จัดการองคค์ วามรู้ เพื่อการพฒั นาอาชพี และคุณภาพ ชีวิตของประชาชน สง่ เสริม พฒั นาครู
และบุคลากรอาชีวศึกษาเพื่อความเปน็ เลิศ มนั่ คงและกา้ วหนา้ ในวิชาชพี และรัฐบาลได้กาํ หนดนโยบายเฉพาะดา้ นการ
เพ่ิมปริมาณผ้เู รยี นสายอาชพี สาํ นักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษากาํ หนดเปา้ หมายสําคญั ไวใ้ นดา้ นการรักษา
เปา้ หมายผ้เู รียนในระดบั ปวช. การเพ่มิ ปริมาณผเู้ รียนในระดบั ปวส, ลดปัญหาการออกกลางคนั มหี นา้ ทพี่ จิ ารณาเสนอ
นโยบาย แผนพัฒนามาตรฐาน และหลกั สตู รการอาชีวศึกษาทกุ ระดบั ทสี่ อดคลอ้ งกบั ความต้องการตาม แผนพฒั นา
เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ การส่งเสริมประสานงาน การจดั การอาชีวศกึ ษาของ รฐั และ
เอกชนการสนบั สนนุ ทรพั ยากรการติดตามตรวจสอบและ ประเมนิ ผลการจัดการอาชวี ศึกษา โดย คาํ นึงถงึ คุณภาพ และ
ความเป็นเลิศทางวชิ าชีพ เพ่ือใหโ้ อกาส ทางการศกึ ษาแกป่ ระชาชนใหม้ ากขน้ึ จงึ ได้ ขยายสถานศกึ ษาไปส่ภู มู ิภาคโดยเนน้
ให้เปิดทําการสอนไดท้ ุกหลกั สูตรทัง้ ในระบบ และนอกระบบสามารถเปิด ทําการสอนไดห้ ลากหลายวชิ าชีพ เพอ่ื ให้
สอดคล้องต่อความตอ้ งการของตลาดแรงงาน และทาํ ให้ผ้เู รยี นได้รับ การพฒั นาอยา่ งเต็มท่ี สามารถท่ีจะประสบ
ความสาํ เรจ็ ในการเรียนตามระดบั ขนั ความสามารถ ปัจจุบนั สถานศกึ ษาสนอง นโยบายในเรอื่ งการรับนักศกึ ษาอยา่ งไม่
จํากัดจาํ นวนและนักศึกษาอยากเรยี นสาขาอะไรต้อง ได้ เรียนสาขานั่น ไม่ตอ้ งสอบแขง่ ขนั สามารถเขา้ เรียนไดเ้ ลย จงึ เปน็
การพัฒนาศกั ยภาพของบคุ คล ให้ทํางาน ได้ อันจะนาํ ไปสกู่ ารผลิตกําลงั คนทมี่ ีคุณภาพทัง้ ระดบั ถึงฝมี อื ระดับฝีมือ ระดบั
เทคนคิ และระดบั เทคนคิ ชนั่ สงู โดยมงุ่ เน้นการประกอบอาชีพอสิ ระ เทือกระดบั คณุ ภาพชวี ิตใหด้ ีข้ึน หากผูเ้ รียนเกดิ ความ
ลม้ เหลวทาง การศกึ ษาโดยการสอบตกหรอื การออกกลางคันก่อนท่จี ะสาํ เรจ็ การศกึ ษาไม่สาํ เรจ็ การศกึ ษาตามหลักสูตรท่ี
กําหนดไวไ้ ด้นนั่ ถือว่าเป็นความสญู เสยี ทางการศึกษา ที่ทาํ ให้การลงทนุ ของรฐั บาลสญู เปลา่ ทไี่ ม่สามารถจะ ผลติ ผเู้ รยี นได้
ตามความตอ้ งการจึงเปน็ การสญู เสยี ทรพั ยากรท่ีมีคณุ ค่ายงิ่ ทําใหส้ ่งผลกระทบดา้ นเศรษฐกจิ ของประเทศ และเศรษฐกิจ
ของ ครอบครวั ซึง่ ตอ้ งสน้ิ เปลืองค่าใชจ้ ่ายไปโดยไมไ่ ด้รับประโยชน์ที่คุ้มค่า นอกจากนน้ั ยงั สรา้ งปญั หา อกี หลายดา้ น เชน่
ชือ่ เสียงของสถานศึกษา ปญั หาการวา่ งงาน การก่ออาชญากรรม การท่ผี ู้เรียน ประสบความลม้ เหลวในการเรยี นน่าจะใช้
เป็นเคร่อื งพจิ ารณาถึงประสิทธภิ าพของสถานศึกษาวา่ สามารถส่งเสรมิ ให้ผเู้ รยี นไดพ้ ัฒนาตามทค่ี วรจะเปน็ หรือไม
สถานศกึ ษาในสงั กัดสํานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษามี ๔๒๖ แห่ง กาํ หนดเปน็ วิทยาลยั เทคนคิ วิทยาลัย
อาชวี ศกึ ษา วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยสารพดั ช่าง วทิ ยาลัย การอาชพี รวมท้ังวทิ ยาลัยทีเ่ ปดิ สอนเฉพาะ
สาขาวชิ า (สาํ นกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา, ๒๕๕๙, หน้า ๒๑) สถานศึกษาสามารถผลติ บุคลากรออกสู่
ตลาดแรงงานหรอื สถานประกอบการ ไดป้ ีละจาํ นวนมาก แต่ ขณะเดยี วกันผลกระทบจากนโยบายการรับผู้เรียน โดยไม่
จาํ กดั จาํ นวน ทาํ ให้ผ้เู รยี นสว่ นหน่งึ ประสบความ ลม้ เหลว เชน่ มีปญั หากบั การเรยี นทไี่ มถ่ นดั ในสาขาวชิ าท่เี รยี น ไมส่ ามารถ
ปรับตัวเขา้ กบั สภาพแวดล้อมและสงั คมเพ่อื นใหมไ่ ด้ ทาํ ให้เกิดความเบื่อหน่าย ไมอ่ ยากเรยี น ขาดเรยี นบอ่ ย ทําให้ผลการ
๗๗
เรยี นไม่ผ่านเกณฑท์ ่ี กาํ หนด ในเรื่องค่านยิ มความรักสบาย มีฐานะยากจน ต้องช่วยพอ่ แม่ทํางานไม่มเี วลาไปเรยี น ทาํ ให้
เวลาเรยี น ไม่พอ ทาํ ให้เกิดสภาวะ การออกกลางคนั หรือออกก่อนท่จี ะสาํ เรจ็ การศกึ ษา ซง่ึ ถือวา่ เปน็ การสญู เสยี ทางการ
ศกึ ษาและ เกิดความเสียหายอยา่ งสงู ตอ่ การพฒั นากาํ ลงั คนทาํ ใหก้ ารลงทุนของรฐั บาลสูญเปล่าท่ไี มส่ ามารถ ผลติ กาํ ลงั คน
ออกมาได้ตามทตี่ ้องการ สง่ ผลกระทบตอ่ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และครอบครวั ของผู้เรียน
วตั ถุประสงค์
๑. เพอ่ื ศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนกั เรียนนักศึกษาในวทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาชลบรุ ีจงั หวดั ชลบุรี
๒. เพอ่ื เปรยี บเทียบปัญหาการออกกลางคันของนกั เรยี น นกั ศึกษา วิทยาลยั อาชีวศึกษา ชลบรุ ี จังหวัดชลบรุ ตี ามระดบั ชนั้
ปที ีศึกษาและประเภทวชิ า
๓. เพ่อื ศึกษาแนวทางการแกป้ ญั หาการออกกลางคนั ของนกั เรียนนักศกึ ษาวทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษาชลบรุ ี จังหวัดชลบรุ ี
คําถามของการวิจยั
๑. ปัญหาการออกกลางคันของนกั เรียนนกั ศึกษาวิทยาลยั อาชวี ศึกษาชลบุรีเปน็ อยา่ งไร
๒. เปรียบเทียบปญั หาการออกกลางคนั ของนักเรียน นกั ศกึ ษา วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรจี ําแนกตาม
ระดับชน้ั และประเภทวชิ าแตกต่างกันหรอื ไม่
๓. แนวทางการแกป้ ญั หาการออกกลางคนั ของนักเรยี น นักศึกษา วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาชลบรุ เี ปน็
อยา่ งไร
สมมติฐาน
๑. ปัญหาการออกกลางคนั ของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลยั อาชีวศกึ ษาชลบุรี จงั หวดั ชลบรุ ี ตาม ระดบั ช้ันปที ีศึกษา
แตกต่างกัน
๒. ปญั หาการออกกลางคันของนกั เรยี น นักศกึ ษา วิทยาลยั อาชีวศึกษาชลบรุ ี จังหวดั ชลบุรี ตาม ประเภทวิชาวชิ าไม่
แตกต่างกัน
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั
๓. ผลจากการวจิ ยั จะได้ทราบถงึ สาเหตขุ องการออกกลางคันและแนวทางการแก้ไขปัญหาการออก
กลางคนั ของนกั เรียน นักศกึ ษา วิทยาลยั อาชวี ศึกษาชลบุรี
๔. นาํ ผลการศกึ ษามาใช้ในการปอ้ งกันและแก้ไขปญั หา การออกกลางคนั ของนักเรยี น นกั ศึกษา
วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาชลบรุ ี ในแต่ละปลี ดนอ้ ยลง
๒.๓.๓. หลักสตู รปรญิ ญาตรีสายเทคโนโลยหี รือสายปฏิบตั ิ
วัตถุประสงคข์ องการศึกษาในการศึกษาครงั้ น้มี ีวัตถุประสงคข์ องการศึกษา คือ
๑. ศกึ ษาสภาพปญั หาของนกั ศกึ ษาทีม่ ผี ลการเรยี นตา่ํ กวา่ เกณฑ์และมสี ภาพรอพินจิ
๒. ศึกษาปัจจยั พ้ืนฐานสว่ นบคุ คล ปัจจยั ลักษณะเฉพาะบคุ คล ปจั จยั ด้านการจัดการศกึ ษาและปัจจัยด้าน
ครอบครวั และเพือ่ นทท่ี ําให้ผลการเรียนของนกั ศกึ ษามีสภาพรอพินจิ
๓. เพื่อเสนอแนวทางในการปรบั ปรงุ แกไ้ ขและส่งเสริมให้นักศกึ ษามผี ลการเรียนทส่ี ูงข้นึ
ความสําคัญของงานวจิ ยั /ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รับ
๗๘
๑. ทราบถึงปัจจัยดา้ นท่ที าํ ใหผ้ ลการเรียนของนักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี มหาวิทยาลัยอบุ ลราชธานมี ี
สภาพรอพนิ ิจ
๒. เป็นแนวทางในการปรบั ปรุงแกไ้ ขนกั ศึกษาทมี่ ีผลการเรียนตา่ํ กวา่ เกณฑ์จนถูกถอนชอ่ื และพฒั นา
ระบบการจัดการเรยี นการสอนระดบั ปรญิ ญาตรี ระบบอาจารยท์ ่ปี รกึ ษา สง่ิ สนบั สนนุ การเรยี นรู้และการ บรกิ ารการศกึ ษา
ให้มีคุณภาพ มหาวทิ ยาลยั สามารถนาํ ผลการศกึ ษาและขอ้ มลู ทเี่ กีย่ วข้องมาเป็นแนวทางใน
การวางแผนพัฒนาการศกึ ษา เพือ่ สง่ เสรมิ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นให้นักศึกษาสามารถสําเรจ็ การศึกษาไดต้ าม
ระยะเวลาท่ีหลักสตู รกาํ หนด
๓. คณะ/สาขาวชิ าสามารถนํารายงาน ผลการศึกษาไปใชป้ ระโยชน์ในการศกึ ษาวิจยั หรอื ทําวจิ ยั ชัน้ เรียน เพื่อวางแผนแกไ้ ข
ปรับปรุงปัญหานักศกึ ษามีผลการเรียนตํา่ กว่าเกณฑ์ให้เหมาะสมตามธรรมชาติและบรบิ ทของ คณะ/สาขาวิชา
ขอบเขตของการศกึ ษา
กลมุ่ เปา้ หมาย: นักศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรที ี่กาํ ลังศกึ ษาชน้ั ปีที่ ๑ – ๔ (หลกั สตู ร ๔ ป)ี และนักศึกษา ชนั้ ปีที่ ๑ –
๖ (หลกั สตู ร ๖ ปี) ประจาํ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๑ ทไี่ ด้คะแนนเฉล่ียตา่ํ กว่า ๒.๐๐ เมอื่ สน้ิ ภาค การศึกษาและนกั ศึกษามสี ภาพ
รอพินิจ โดยทําการศึกษาความสัมพันธข์ องปัจจยั ร่วมท่ีทาํ ให้นกั ศึกษามผี ลการ เรยี นตํา่ กวา่ เกณฑ์และมีสภาพรอพนิ ิจ
ได้แก่ ๑. ปัจจัยพนื้ ฐานสว่ นบคุ คลและลักษณะเฉพาะบุคคลของ นักศกึ ษา ๒. ปจั จัยดา้ นการจดั การศึกษา ๓. ปัจจัยดา้ น
ครอบครวั และเพือ่ น
๒.๔ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใตก้ รอบมาตรฐานคุณวฒุ อิ ดุ มศกึ ษา)
คุณภาพอดุ มศึกษาไทยในปจั จุบนั ไดม้ ีการพัฒนาอยา่ งต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพือ่ สง่ เสริมและ พฒั นาผูเ้ รียนให้
มกี ารพัฒนาความรรู้ ะดบั สูงเพอ่ื นาํ ไปใชป้ ระโยชน์ต่อสงั คมในอนาคต การศึกษาใน ระดบั อดุ มศกึ ษานนั้ ยงั รวมถึงการให้
ผ้เู รยี นคน้ ควา้ หาความรูด้ ว้ ยตนเอง เพือ่ ให้ผลผลิตของอุดมศกึ ษาซึ่งเป็น บัณฑติ ทส่ี าํ เรจ็ การศึกษาออกไปนนั้ มคี วาม
สมบรู ณท์ ้งั ดา้ นรา่ งกาย จิตใจ และสตปิ ญั ญาควบคู่ไปกับความรู้ ทางวชิ าการ แม้วา่ การพฒั นาคณุ ภาพของการอุดมศึกษา
ไทยมกี ารดําเนนิ การมาอยา่ งตอ่ เนือ่ ง แตใ่ นปจั จบุ นั ก็ ยงั พบว่าคณุ ภาพอดุ มศกึ ษายังไม่มคี ุณภาพเทา่ ที่ควรในหลาย
ประเดน็ สาเหตุหลักมหี ลายประการ ( มติชน ออนไลน์ , ๒๕๔๘ ) ประกอบด้วย
๑. สถาบนั อดุ มศึกษาปรับตวั ไมท่ ันต่อการเปล่ยี นแปลง โดยเฉพาะในเร่อื งการสร้างและพัฒนาคณุ ภาพ มาตรฐานการเรียน
การสอนและการวิจยั เปิดหลักสตู รตามความพอใจ โดยไม่คาํ นงึ ถงึ คุณภาพและมาตรฐาน การศึกษา ขาดการวางแผน
พัฒนาสถาบันในระยะยาว รวมถึงคณะกรรมการบริหารสถาบัน/สภา สถาบนั อุดมศกึ ษาทงั้ ของรัฐและเอกชนหลายแห่งไม่
มีการบริหารจัดการที่ดี
๒. มหาวิทยาลยั ไทยโดยภาพรวมยังมจี ดุ ออ่ นเรื่องการบรหิ ารจัดการเชงิ คณุ ภาพ โดยเฉพาะการเปน็ มหาวทิ ยาลัยวิจัย ซง่ึ
จะสังเกตได้วา่ มหาวิทยาลัยทตี่ ดิ อันดบั มหาวทิ ยาลัยช้ันนาํ ของโลกล้วนเปน็ มหาวทิ ยาลัย วิจยั ทง้ั สิ้น
๓. ทิศทางการพฒั นาสถาบนั อุดมศึกษาในภาพรวมไมช่ ดั เจน เกดิ ความซา้ํ ซอ้ นในเรอื่ งการให้บรกิ าร บคุ ลากรที่ จะเขา้ มา
ในมหาวิทยาลยั เชน่ ผู้บรหิ าร ส่วนหนึง่ ไมม่ คี วามรูท้ างดา้ นการบรหิ าร แตจ่ ะมคี วามรู้เฉพาะดา้ นงาน วชิ าการเท่านนั้
รัฐบาลควรมกี ารจดั อบรมการเป็นผบู้ ริหารขน้ึ มาเหมอื นกบั ขา้ ราชการสายอื่น
๔. บณั ฑิตทจ่ี บการศึกษาออกมาบางส่วนไมไ่ ดค้ ุณภาพ และมีปญั หาในด้านภาษาอังกฤษ สถาบนั การศึกษา ควรดึง
ผปู้ ระกอบการเข้าไปรว่ มพฒั นาหลกั สูตรและพฒั นาบคุ ลากร และเปิดโอกาสใหน้ ักศกึ ษาเข้าไปฝึกงาน ในสถาน
ประกอบการต้งั แตย่ งั เรียนอยู่ รวมถงึ วกิ ฤติอุดมศกึ ษาไทยชว่ ง ๗ ปีทีผ่ ่านมา ท้ังมหาวทิ ยาลยั รัฐและ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ
๗๙
๓๐๐ แห่ง และเปดิ หลักระดบั ปริญญาตรแี ละโท บางแห่งใช้กลยุทธ์ "จบง่าย" ในการ ดงึ ดูดผูเ้ รยี น ขณะทีผ่ เู้ รยี นเข้ามา
เรียนเพื่อหวงั ใบปริญญาตามสโลแกนจา่ ยครบจบแน่ ซง่ึ เป็นการทาํ ลาย คุณภาพอดุ มศกึ ษาไทย และทาํ ใหบ้ ัณฑติ ทส่ี าํ เรจ็
การศึกษาออกมาไม่มคี ุณภาพตามทส่ี งั คมคาดหวังไว
๕. การจดั ตัง้ สถาบนั อุดมศกึ ษาส่วนใหญเ่ ปน็ การจดั ตง้ั ดว้ ยเหตุผลทางการเมอื ง ไมไ่ ดค้ าํ นึงถึงคณุ ภาพและ ความพร้อมของ
การเปน็ สถาบนั อุดมศกึ ษา รวมถึงไมม่ ีการจัดระบบความหลากหลายของสถาบนั อดุ มศกึ ษา ทาํ ใหท้ ศิ ทางการสง่ เสรมิ
พัฒนาและกํากบั มาตรฐานไม่ชดั เจนและไมต่ อ่ เน่อื ง อกี ทง้ั สถาบันอดุ มศึกษาไทยใน ปจั จบุ นั สว่ นมากมงุ่ เข้าสู่ธรุ กจิ
อุดมศึกษา มกี ารขายปริญญาบตั ร เปดิ หลักสูตรจํานวนมาก การถ่ายทอด ความรู้แบบสําเรจ็ รูปตามแบบตะวนั ตก
เนื่องจากมหาวทิ ยาลยั ไทยกา้ วเข้าสกู่ ับดกั ทางธุรกจิ การศกึ ษา
๖. รัฐบาลไมม่ กี ารควบคุมการเปดิ สาขาวชิ าของแต่ละมหาวทิ ยาลยั ให้ตรงตามความต้องการของประเทศและ
ตลาดแรงงาน ดงั นนั้ ควรสง่ เสรมิ ให้นสิ ติ นกั ศึกษากเู้ งินเพ่อื ศึกษาในสาขาวชิ าทต่ี ลาดแรงงานต้องการ เพือ่ ให้ บณั ฑิตท่ีจบ
ออกมามงี านทํา
๗. จาก พรบ. การศึกษา ๑๕ ปรี ะหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๔๗ ท่ผี า่ นมาได้มีการกาํ หนดสดั สว่ นผู้เรยี นสาย วทิ ยาศาสตร์
และสายสังคมท่ี ๕๐ : ๕๐ และกําหนดให้แตล่ ะมหาวิทยาลัยมสี ดั ส่วนอาจารยท์ จ่ี บปรญิ ญาเอก ปริญญาโท และปรญิ ญา
ตรี อยูท่ ี่ ๓ : ๖ : ๑ ทส่ี ําคญั ตอ้ งการให้ผู้เรียนรบั ภาระค่าเรยี นเพิม่ ข้นึ เมอื่ สนิ้ แผนฯ สามารถดาํ เนนิ การตามเปา้ หมายได้
หลายเรอ่ื ง แต่ทยี่ ังทําไม่ไดค้ ือ สดั ส่วนผเู้ รียนสายวทิ ย์และสายสงั คม ๕๐ : ๕๐ นั้นทําไดเ้ ฉพาะในมหาวิทยาลยั ปิด สัดส่วน
อาจารยท์ ่จี บปริญญาเอก ปริญญาโท และปรญิ ญาตรี นน้ั ทําได้ เฉพาะในมหาวิทยาลัยรฐั เพยี ง ๒๔ แหง่ เทา่ นน้ั
- ขาดแคลนอาจารยป์ ระจาํ ทีม่ ีคณุ วฒุ ิและประสบการณ์โดยเฉพาะสาขาวชิ าท่มี คี วามต้องการมากทางด้าน วทิ ยาศาสตร์
วศิ วกรรมศาสตร์ และเกษตรกรรม
- อดุ มศกึ ษาม่งุ ความเป็นเลศิ ทางวิชาการ ละเลยคุณธรรม จรยิ ธรรม การบรกิ ารวิชาการแกส่ ังคม
- มหาวทิ ยาลยั มกั เลยี นแบบตา่ งประเทศโดยไม่เข้าใจ หลกั การและเปา้ หมายที่แทจ้ รงิ ของหลักการที่ เลยี นแบบ
- การเรยี นการสอนยังเน้นทฤษฎมี ากกวา่ ปฏบิ ตั ิเนน้ ความรมู้ ากกวา่ การนําไปใช้
- การตื่นตัวทางการวิจยั มุ่งการกาํ หนดใหเ้ ลอ่ื นตาํ แหน่งทางวิชาการซง่ึ เน้นการวจิ ยั มากเกินไปจนทําให้ลด ความสาํ คญั ด้าน
การสอน
- กลมุ่ ผู้บรหิ ารอดุ มศึกษามลี ักษณะอนรุ ักษน์ ิยมสงู
- งบประมาณในการพฒั นาการศกึ ษาระดบั นี้กย็ งั มีไมเ่ พยี งพอ
๓. แนวโน้มการพฒั นาหลักสูตรในศตวรรษท่ี ๒๑
๓.๑ หลกั สูตรปฐมวยั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
การจัดการศึกษาศตวรรษท่ี ๒๑
การจดั การศกึ ษาของไทยกำลังมงุ่ สกู่ ารพฒั นาผู้เรยี นให้มีความพร้อมทางด้านเศรษฐกจิ แรงงานและความเปน็
พลเมอื งซึ่งประเสรฐิ ผลติ ผลการพิมพ์กลา่ ววา่ ความสามารถในการทำงานมไิ ดข้ ้ึนกบั รูม้ ากหรือรู้น้อยแต่ขึน้ กับทกั ษะการ
เรียนรู้ พรอ้ มเรยี นรู้ใฝเ่ รียนรอู้ ยากเรียนรู้สนุกกับการเรียนรู้เรียนรไู้ ดต้ ลอดเวลาจากทกุ สถานทมี่ ที ักษะชีวติ ที่ดปี รับตวั ได้
ทกุ ครงั้ เมอื่ พบอปุ สรรคยืดหยุ่นตัวเองไดท้ กุ รูปแบบเมอ่ื พบปญั หาชวี ติ นอกจากน้ียงั มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศซ่ึงเปน็ ปรากฏการณใ์ หม่แหง่ ศตวรรษที่ ๒๑
๘๐
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ ๒๑
กรอบแนวคิดเชงิ มโนทศั น์สำหรับทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี ๒๑ เป็นทย่ี อมรับในการสรา้ งทกั ษะการ เรยี นรู้ในศตวรรษ
ท่ี ๒๑ (Model of ๒๑ st Century Outcomes and Support Systems) ซง่ึ เปน็ ท่ี ยอมรบั อย่างกวา้ งขวางเนื่องดว้ ย
เป็นกรอบแนวคิดทีเ่ นน้ ผลลพั ธท์ ี่เกดิ กบั ผ้เู รียน (Student Outcomes) ท้งั ในด้านความรู้สาระวิชาหลกั (Core Subjects)
และทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ท่จี ะช่วยผู้เรียนไดเ้ ตรียม ความพรอ้ มในหลากหลายดา้ น รวมทง้ั ระบบสนบั สนุนการเรยี นรู้
ได้แกม่ าตรฐานและการประเมินหลักสูตรและการเรยี นการสอนการพัฒนาครสู ภาพแวดลอ้ มทีเ่ หมาะสมตอ่ การเรยี นใน
ศตวรรษที่ ๒๑
วจิ ารณ์ พานชิ ได้กลา่ ววา่ การศึกษาในศตวรรษท่ี ๒๑ ทค่ี นทุกคนตอ้ งเรียนรตู้ ง้ั แตช่ นั้ อนบุ าลไปจนถึงมหาวทิ ยาลยั
และตลอดชวี ติ คือ ๓R x ๗C กลา่ วคือ ๓R ไดแ้ ก่
๑. Reading (อา่ นออก)
๒. (W)Riting (เขยี นได้)
๓. (A)Rithmetics (คดิ เลขเปน็ ) และ ๗C ไดแ้ ก่
๑. Critical thinking & problem solving (ทกั ษะด้านการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณและทักษะในการแกป้ ัญหา)
๒. Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรคแ์ ละนวัตกรรม)
๓. Cross-cultural understanding (ทกั ษะดา้ นความเข้าใจตา่ งวฒั นธรรมตา่ งกระบวนทศั น)์
๔. Collaboration, teamwork & leadership (ทกั ษะดา้ นความรว่ มมือการทางานเปน็ ทีมและภาวะผนู้ า)
๕. Communications, information & media literacy (ทกั ษะด้านการสอื่ สารสารสนเทศและรเู้ ทา่ ทันส่อื )
๖. Computing & ICT literacy (ทกั ษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร)
๗. Career & learning skills (ทักษะอาชีพและทกั ษะการเรียนร้)ู ครูเพ่ือศิษยเ์ องต้องเรียนรู้ ๓R x ๗C และต้องเรยี นรู้
ตลอดชวี ติ แม้เกษียณอายุจากการเป็นครูประจาการไปแล้วเพราะเปน็ การเรียนรเู้ พื่อชวี ิตของตนเองระหว่างเป็นครูประจา
การกเ็ รียนร้สู าหรับเปน็ ครูเพอื่ ศษิ ย์และเพือ่ การดารงชวี ติ ของตนเองโดยย้ำวา่ ครตู อ้ งเลิกเปน็ “ผูส้ อน” ผันตัวเองมาเป็น
โคช้ หรอื Facilitator ของการเรียนของศษิ ยท์ ส่ี ว่ นใหญ่เรยี นแบบ PBL คอื โรงเรียนในศตวรรษท่ี ๒๑ ตอ้ งเลกิ เนน้ สอนหนั
มาเน้นเรียนเนน้ ทง้ั การเรยี นของศษิ ยแ์ ละของครู
ปัจจยั สำคัญต่อการเรียนรู้
วิจารณ์ พานิช กลา่ วถงึ หลักการหรอื ปัจจัยสำคัญดา้ นการเรียนร้ใู นศตวรรษที่ ๒๑ ไว้ ๕ ประการคือ
๑.Authentic learning การเรียนรูท้ แ่ี ทจ้ ริงอยใู่ นโลกจริงหรอื ชีวติ จรงิ การเรียนวชิ าในห้องเรยี นยังไม่ใชก่ ารเรียนรู้ท่ี
แทจ้ ริงยงั เปน็ การเรยี นแบบสมมติ ดงั นั้น ครูเพ่อื ศิษยจ์ งึ ต้องออกแบบการเรยี นร้ใู ห้ศิษยไ์ ด้เรยี นในสภาพท่ี ใกล้เคยี ง
ชวี ิตจริงทส่ี ดุ กล่าวในเชงิ ทฤษฎไี ด้วา่ การเรียนรู้ขน้ึ อยกู่ บั บริบทหรอื สภาพแวดลอ้ มในขณะเรียนรู้ ห้องเรียนไมใ่ ช่
บรบิ ททจ่ี ะทำให้เกดิ การเรยี นรู้ในมิติทล่ี กึ เพราะห้องเรยี นไม่เหมอื นสภาพในชวี ติ จรงิ การสมมติโจทย์ที่คลา้ ยจะเกิดใน
ชวี ิตจรงิ ก็ได้ความสมจริงเพยี งบางส่วน แต่หากไปเรยี นในสภาพจรงิ ก็จะได้การเรียนรใู้ นมิตทิ ลี่ ึกและกวา้ งขวางกว่า
สภาพสมมติการออกแบบการเรียนรูใ้ หศ้ ษิ ยเ์ กิด “การเรยี นรู้ทแ่ี ท้” (authenticlearning) เป็นความท้าทายต่อครเู พ่อื
ศิษย์ ในสภาพทม่ี ีข้อจำกดั ด้านเวลาและทรพั ยากรอ่นื ๆ รวมทั้งจากความเป็นจริงวา่ เด็กนักเรยี นในเมอื งกับในชนบท
มสี ภาพแวดลอ้ มและชวี ิตจรงิ ทแ่ี ตกตา่ งกันมาก
๘๑
๒. Mental Model Building การเรียนรู้ในระดบั สรา้ งกระบวนทัศน์อาจมองอีกมุมหน่ึงวา่ เปน็ authentic learning
แนวหน่งึ ผมมองวา่ นี่คือ การอบรมบ่มนสิ ยั หรือการปลูกฝงั ความเช่อื หรือค่านยิ มในถอ้ ยคำเดิมของเรา แต่ใน
ความหมายข้อน้ีเป็นการเรยี นรวู้ ธิ ีการนำเอาประสบการณม์ าสงั่ สมจนเกดิ เป็นกระบวนทศั น์ (หรอื ความ เชอ่ื ค่านยิ ม)
และท่ีสำคัญกวา่ นัน้ คือ สง่ั สมประสบการณ์ใหม่ เอามาโต้แย้งความเชือ่ หรอื ค่านยิ มเดิม
ทำใหล้ ะจากความเช่อื เดมิ หนั มายึดถอื ความเชอ่ื หรือกระบวนทศั นใ์ หม่นนั่ คือ เปน็ การเรียนรู้ (how to learn, how
to unlearn/ delearn, how to relean) ไปพร้อม ๆ กนั ทำใหเ้ ป็นคนที่มีความคดิ เชงิ กระบวนทัศนช์ ัดเจน และ
เกิดการเรียนรูเ้ ชงิ กระบวนทัศนใ์ หม่ได้ แต่การจะมที กั ษะหรอื ความสามารถขนาดนี้ จำต้องมีความสามารถรบั ร้ขู ้อมูล
หลกั ฐานใหม่ ๆและนำมาสงั เคราะหเ์ ปน็ ความร้เู ชงิ กระบวนทัศน์ใหมไ่ ด้
๓. Internal Motivation การเรียนรู้ท่ีแท้จริงขบั ดนั ดว้ ยฉันทะ ซ่งึ เป็นสิ่งทอ่ี ยภู่ ายในตวั คนไม่ใชข่ ับดันด้วย
อำนาจของครู หรอื พอ่ แม่ เด็กท่ีเรยี นเพราะไม่อยากขัดใจครูหรือพ่อแมจ่ ะเรยี นได้ไมด่ เี ท่าเด็กทเี่ รียนเพราะอยากเรยี น
เมอื่ เดก็ มีฉันทะและไดร้ บั การสง่ เสรมิ ทถี่ กู ต้องจากครู วริ ยิ ะ จิตตะและวมิ ังสา (อิทธบิ าทสี)่ ก็จะตามมา
ทำใหเ้ กดิ การเรียนรใู้ นมติ ิทล่ี กึ ซึ้งและเชอ่ื มโยง
๔. Multiple Intelligence เวลานีเ้ ปน็ ทีเ่ ชอื่ กนั ทัว่ ไปแลว้ วา่ มนษุ ย์เรามีพหุปัญญา (MultipleIntelligence) และเด็ก
แต่ละ คนมีความถนัดหรอื ปญั ญาท่ตี ดิ ตวั มาแตก่ ำเนิดตา่ งกัน รวมทง้ั สไตล์การเรยี นร้กู ็ตา่ งกัน ดงั นัน้ จงึ เป็นความ ทา้
ทายตอ่ ครเู พ่ือศิษย์ในการจดั การเรียนรู้โดยคำนงึ ถึงความแตกตา่ งของเดก็ แต่ละคน และจัดใหก้ าร เรียนร้สู ่วนหน่งึ เปน็
การเรยี นรูเ้ ฉพาะตัว (personalized learning)
๕. Social Learning การเรยี นรูเ้ ป็นกิจกรรมทางสังคม หากยดึ หลักการน้ี ครูเพอ่ื ศษิ ยก์ ็จะสามารถออกแบบ
กระบวนการทางสงั คมเพ่อื ใหศ้ ิษย์เรยี นสนุก และเกิดนสิ ยั รกั การเรียน เพราะการเรียนจะไมใ่ ชก่ ิจกรรม ส่วนบุคคลท่ี
หงอยเหงาน่าเบ่อื โฮวารด์ การด์ เนอร์ (Howard Gardner) ไดก้ ลา่ วถึงพลงั สมอง ๕ ด้าน หรอื จรติ ๕ ไว้ดงั น้ี
ผเู้ รยี นในศตวรรษที่ ๒๑
วิจารณ์ พานชิ กลา่ วถึงลักษณะ ๘ ประการของเด็กสมยั ใหมไ่ ว้ดงั นี้
๑. มอี ิสระทจ่ี ะเลอื กส่ิงท่ีตนพอใจ แสดงความเห็น และลกั ษณะเฉพาะของตน
๒. ตอ้ งการดดั แปลงส่ิงตา่ ง ๆ ใหต้ รงตามความพอใจและความต้องการของตน (customization &
personalization)
๓. ตรวจสอบหาความจริงเบือ้ งหลงั (scrutiny)
๔. เปน็ ตัวของตวั เองและสร้างปฏิสัมพันธ์กบั ผอู้ ่ืน เพือ่ รวมตัวกันเป็นองค์กร เช่น ธรุ กจิ รัฐบาล และสถาบนั การศึกษา
๕. ความสนกุ สนานและการเลน่ เปน็ ส่วนหนึ่งของงาน การเรยี นร้แู ละชีวิตทางสงั คม
๖. การร่วมมือ และความสัมพนั ธ์เปน็ ส่วนหนงึ่ ของทุกกิจกรรม
๗. ตอ้ งการความเร็วในการส่ือสาร การหาขอ้ มลู และตอบค าถาม
๘. สร้างนวตั กรรมตอ่ ทุกสงิ่ ทุกอย่างในชวี ติ
การเรียนร้ทู ักษะในการเรยี นรู้ (learning how to learn หรือ learning skills) และเรยี นรูท้ ักษะ ในการสรา้ ง
การเปลยี่ นแปลงไปในทางดขี นึ้ (นวตั กรรม) ประกอบด้วยทกั ษะย่อย ๆ ดงั ต่อไปนี้
๘๒
๑.การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ (critical thinking) และการแก้ปัญหา (problem solving) ซง่ึ หมายถงึ การคิดอย่าง
ผู้เช่ยี วชาญ (expert thinking) การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ัญหาการออกแบบ
การเรยี นรู้ทกั ษะการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณและการแก้ปัญหา ควรมีเปา้ หมายและวิธีการดงั ตอ่ ไปน้ี
เป้าหมาย : นักเรียนสามารถใช้เหตุผล
- คิดไดอ้ ยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผลหลากหลายแบบ ไดแ้ ก่ คิดแบบอุปนยั (inductive) คิด แบอนมุ าน (deductive) เปน็ ตน้
แลว้ แตส่ ถานการณ์
เป้าหมาย : นกั เรยี นสามารถใชก้ ารคิดกระบวนระบบ (systems thinking)
- วิเคราะห์ได้ว่าปัจจัยย่อยมปี ฏสิ มั พนั ธก์ ันอยา่ งไร จนเกิดผลในภาพรวม
เปา้ หมาย : นกั เรียนสามารถใชว้ ิจารณญาณและตัดสนิ ใจ
- วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ ข้อมูลหลักฐาน การโตแ้ ยง้ การกลา่ วอา้ งและความเชอ่ื
- วิเคราะห์เปรยี บเทยี บและประเมนิ ความเหน็ หลัก ๆ
- สงั เคราะหแ์ ละเช่ือมโยงระหว่างสารสนเทศกับขอ้ โตแ้ ย้ง
- แปลความหมายของสารสนเทศและสรุปบนฐานของการวิเคราะห์
- ตีความและทบทวนอยา่ งจริงจงั (critical reflection) ในด้านการเรยี นรูแ้ ละกระบวนการ
เป้าหมาย : นักเรียนสามารถแก้ปญั หาได้
- ฝกึ แกป้ ญั หาทไ่ี ม่คนุ้ เคยหลากหลายแบบ ทงั้ โดยแนวทางทย่ี อมรับกนั ทั่วไป และแนวทางทแี่ หวกแนว
- ตัง้ คำถามสำคญั ทช่ี ่วยทำความกระจ่างใหแ้ กม่ ุมมองตา่ ง ๆเพื่อนำไปสูท่ างออกที่ดกี ว่า
๒. การสอ่ื สาร (communication) และความร่วมมือ (collaboration)ซง่ึ หมายถงึ การสื่อสารอย่างซบั ซ้อน (complex
communicating)
การออกแบบการเรียนร้ทู กั ษะการส่อื สารและความร่วมมอื ควรมีเป้าหมายและวิธีการ ดังต่อไปนี้ เป้าหมาย :
ทกั ษะในการส่อื สารอยา่ งชดั เจน
- เรยี บเรยี งความคิดและมมุ มอง (idea) ไดเ้ ปน็ อย่างดีส่อื สารออกมาใหเ้ ขา้ ใจง่ายและงดงามและมคี วามสามารถส่ือสารได้
หลายแบบทง้ั ด้วยวาจา ข้อเขยี น และภาษาทไ่ี มใ่ ชภ่ าษาพดู และเขียน (เชน่ ทา่ ทาง สหี นา้ )
- ฟงั อยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล เกดิ การสอื่ สารจากการตงั้ ใจฟงั ใหเ้ หน็ ความหมายท้งั ดา้ นความรู้ คุณค่า ทศั นคติ และความตง้ั ใจใช้
การสื่อสารเพื่อบรรลเุ ป้าหมายหลายด้าน เช่น แจง้ ให้ทราบบอกใหท้ ำจูงใจ และชักชวน
- ส่ือสารอย่างไดผ้ ลในสภาพแวดลอ้ มท่ีหลากหลาย รวมทงั้ ในสภาพท่สี อ่ื สารกันด้วย หลายภาษา เปา้ หมาย : ทกั ษะในการ
ร่วมมือกับผูอ้ ่ืน
- แสดงความสามารถในการทำงานอยา่ งไดผ้ ล และแสดงความเคารพใหเ้ กยี รติทมี งานทีม่ ีความ หลากหลาย
- แสดงความยืดหยนุ่ และช่วยประนปี ระนอมเพื่อบรรลุเปา้ หมายร่วมกัน
- แสดงความรับผดิ ชอบร่วมกนั ในงานทต่ี ้องทำรว่ มกนั เปน็ ทมี และเหน็ คุณค่าของบทบาท ของผรู้ ว่ มทีมคนอน่ื ๆ
๓. ความริเรม่ิ สร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation) ซ่งึ หมายถึงการประยกุ ตใ์ ชจ้ ินตนาการและการ
ประดิษฐ์
๘๓
การออกแบบการเรยี นรู้ทักษะการสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม ควรมเี ปา้ หมายและวิธกี าร ดังต่อไปน้ี
เปา้ หมาย : ทักษะการคิดอยา่ งสร้างสรรค์
- ใช้เทคนคิ สร้างมุมมองหลากหลายเทคนิค เชน่ การระดมความคิด (brainstorming)
- สร้างมุมมองแปลกใหม่ ทงั้ ที่เป็นการปรบั ปรุงเล็กนอ้ ยจากของเดิมหรือเปน็ หลักการท่ีแหวกแนวโดยส้ินเชิง
- ชักชวนกนั ทำความเขา้ ใจ ปรบั ปรงุ วเิ คราะห์และประเมนิ มุมมองของตนเองเพื่อพัฒนาความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การคิดอยา่ ง
สร้างสรรค์
เปา้ หมาย : ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อ่นื อย่างสรา้ งสรรค์
- พัฒนา ลงมอื ปฏบิ ตั ิ และสื่อสารมุมมองใหม่กบั ผู้อ่นื อยู่เสมอ
- เปิดใจรบั และตอบสนองตอ่ มมุ มองใหม่ ๆ หาทางได้ขอ้ คิดเห็นจากกลุ่มรวมทั้งการประเมนิ ผลงานจากกลุม่ เพอ่ื นำไป
ปรับปรุง
- ทำงานดว้ ยแนวคดิ หรอื วธิ กี ารใหม่ ๆ และเขา้ ใจข้อจำกดั ของโลกในการยอมรบั มุมมองใหม่
- มองความล้มเหลวเปน็ โอกาสเรียนรู้ เข้าใจวา่ ความสรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรมเปน็ เรอ่ื งระยะยาวเข้าใจวฏั จักรของความ
สำเรจ็ เล็ก ๆ และความผิดพลาดท่ีเกิดขนึ้ บ่อย ๆ ว่าจะนำไปสกู่ ารสร้างสรรค์และนวตั กรรม
เป้าหมาย : ประยกุ ตส์ ู่นวัตกรรม
- ลงมือปฏบิ ตั ติ ามความคิดสร้างสรรคเ์ พื่อนำไปสูผ่ ลสำเร็จทีเ่ ปน็ รูปธรรม ทักษะดา้ นการเรียนรแู้ ละนวตั กรรมเป็นหวั ใจ
สำรบั ทกั ษะเพอื่ การด ารงชวี ติ ในศตวรรษท่ี ๒๑ แต่ทักษะนยี้ งั ต้องมีทกั ษะอน่ื มาประกอบและสง่ เสรมิ อันไดแ้ กท่ กั ษะอกี ๓
ดา้ น คอื ดา้ นสารสนเทศ (information) ดา้ นสื่อ (media) และด้านดจิ ิตอล (digital literacy)
บทบาทของการศึกษาเปรียบเทียบยคุ เกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรมและยุคปัจจุบนั ทีเ่ รียกวา่ ยุคความรู้ ไว้ใน ๔
บทบาท อันได้แก่ (๑) เพื่อการทำงานและเพื่อสังคม (๒) เพ่ือฝกึ ฝนสตปิ ญั ญาของตน (๓) เพ่อื ทำหน้าท่ีพลเมือง และ (๔)
เพ่ือสืบทอดจารีตและคณุ คา่
ครใู นศตวรรษท่ี ๒๑
วจิ ารณ์ พานชิ กลา่ ววา่ ครูตอ้ งยดึ หลกั สอนน้อยเรียนมาก การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ตอ้ งกา้ วขา้ มสาระวิชาไปสู่
การเรยี นรู้ “ทกั ษะเพ่ือการดารงชีวติ ในศตวรรษท่ี ๒๑ ” (๒๑st Century Skills) ทค่ี รู สอนไมไ่ ดน้ ักเรยี นตอ้ งเรยี นเอง
หรอื พดู ใหม่ว่าครตู อ้ งไม่สอนแต่ตอ้ งออกแบบการเรยี นรู้ และอำนวยความสะดวก (Facilitate) ในการเรียนรใู้ ห้นักเรียน
เรียนรจู้ ากการเรยี นแบบลงมือทำแล้วการเรียนรกู้ ็จะเกิดจากภายในใจและสมองของตนเองซ่งึ การเรยี นรู้แบบน้ีเรยี กว่า
PBL (Project-Based Learning)
ทักษะเพอื่ การดำรงชีวติ ในศตวรรษท่ี ๒๑
ไดแ้ ก่ สาระวชิ าหลกั ภาษาแมแ่ ละภาษาโลก ศลิ ปะ วิทยาศาสตร์ ภมู ิศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ คณติ ศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ รัฐและความเปน็ พลเมืองดี
๘๔
หวั ขอ้ สำหรบั ศตวรรษท่ี ๒๑ ไดแ้ ก่ ความรู้เกีย่ วกับโลกความรดู้ า้ นการเงินเศรษฐศาสตร์ธุรกจิ และการเปน็ ผปู้ ระกอบการ
ความรู้ด้านการเปน็ พลเมอื งดคี วามรู้ดา้ นสขุ ภาพความรดู้ า้ นสิ่งแวดล้อมทักษะด้านการเรยี นรู้และนวัตกรรมความริเรมิ่
สร้างสรรค์และนวตั กรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแกป้ ญั หาการส่ือสารและการรว่ มมือ
ทกั ษะดา้ นสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี ได้แก่ ความรู้ดา้ นสารสนเทศ ความร้เู กีย่ วกบั ส่ือความรู้ ดา้ นเทคโนโลยี
ทกั ษะชวี ิตและอาชพี ได้แก่ ความยืดหยนุ่ และปรับตวั การริเริ่มสรา้ งสรรคแ์ ละเปน็ ตวั ของตวั เองทักษะสงั คมและสงั คมข้าม
วัฒนธรรมการเป็นผสู้ ร้างหรอื ผลติ (Productivity) และความรับผิดรับชอบเช่อื ถอื ได้ (Accountability) ภาวะผูน้ ำและ
ความรับผิดชอบ (Responsibility)
นอกจากน้ีวจิ ารณ์พานชิ ยังไดก้ ลา่ วถงึ ทกั ษะท่คี วรเพ่มิ เติมในศตวรรษท่ี ๒๑
๑.ความรับผดิ ชอบในหน้าที่ และความสามารถในการปรบั ตัว (ความสามารถในการดัดแปลงให้ เหมาะสมได)้
(Accountability and Adaptability) การฝึกความรับผิดชอบสว่ นตวั และความยดื หยุน่ ในบรบิ ทสว่ นตวั ท่ที ำงาน และ
ชุมชนกำหนดและบรรลตุ ามมาตรฐานและเป้าหมายท่ีสูงสาหรบั ตนเองและผอู้ น่ื อดทนต่อสภาวะท่ีคลุมเครอื
๒. ทักษะการส่ือสาร (Communication Skills) ความเขา้ ใจการจดั การและการสร้างการสื่อสารทางการพดู การเขียนท่มี ี
ประสิทธิภาพและผา่ นทางมลั ตมิ เี ดียในรปู แบบและบรบิ ททหี่ ลากหลาย
๓. ความคิดสร้างสรรค์และความกระตือรือรน้ (ความอยากรอู้ ยากเห็น) ทางปญั ญา (Creativity and Intellectual
Curiosity) การพฒั นาการนำไปใชแ้ ละการสอ่ื สารข้อคิดเห็นไปสผู่ ู้อื่นเปิดรบั และโตต้ อบแง่มมุ ทใี่ หมแ่ ละหลากหลาย
๔. การคิดเชิงวพิ ากษ์และการคดิ อย่างเปน็ ระบบ (Critical Thinking and Systems Thinking) ฝึกการให้เหตผุ ลในการ
ทำความเข้าใจและการสร้างทางเลอื กท่ีซบั ซอ้ นการเข้าใจในความสมั พนั ธ์ระหวา่ งระบบตา่ ง ๆ
๕. ขอ้ มลู และทกั ษะการอ่านเขยี นส่ือ (Information and Media Literacy Skills) การวเิ คราะห์การเขา้ ถึงการจัดการ
การบรู ณาการการประเมนิ และการจดั ทาข้อมลู ในรปู แบบและส่ือท่หี ลากหลาย
๖. ทกั ษะระหวา่ งบคุ คลและการรว่ มมือประสานกนั (Interpersonal and Collaborative Skills) รจู้ กั การทำงานเปน็ ทีม
และภาวะผูน้ ำการปรบั ตัวในบทบาทและความรบั ผิดชอบทแ่ี ตกต่างการทำงานอยา่ งมผี ลติ ภาพ (Productivity) กบั ผู้อน่ื
การเห็นอกเห็นใจ การเคารพในมมุ มองทีแ่ ตกตา่ งกัน
๗. การระบปุ ัญหาการกำหนดและการแก้ปัญหา (Problem Identification, Formulation and Solution)
ความสามารถในการกำหนดขอบขา่ ยของปญั หาวเิ คราะหแ์ ละแกป้ ญั หา
๘. การกำกับตนเอง (Self-direction) กำกบั ดแู ลความเข้าใจของตนเองและเรียนรูค้ วามตอ้ งการระบุแหล่งเรียนรูท้ ่ี
เหมาะสม การถ่ายโอนสิ่งทีเ่ รยี นร้จู ากท่ีหนงึ่ ไปยงั อกี ท่ีหนงึ่
๙. ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม (Social Responsibility) ใสใ่ จตอ่ ชุมชนขนาดใหญ่อยา่ งมคี วามรบั ผดิ ชอบตระหนักใน
พฤตกิ รรมทางเช้ือชาติในบรบิ ทของชมุ ชนทท่ี ำงานและรายบคุ คล
โรงเรยี นและครูตอ้ งจัดระบบสนับสนนุ การเรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานและการประเมนิ ในยคุ ศตวรรษ ที่ 21 หลกั สูตร
และการเรยี นการสอนสาหรบั ศตวรรษที่ ๒๑ การพฒั นาครูในศตวรรษที่ ๒๑ สภาพแวดล้อมทเี่ หมาะสมต่อการเรียนใน
ศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งยังเป็นแนวทางในการกำหนดเป็นวสิ ยั ทศั นส์ กู่ ารปรบั แนวคิดสกู่ ารปฏริ ปู การศึกษาไทย การสร้างความ
เขม้ แข็งทางการศึกษาของไทยภายใต้บรบิ ทแห่งการเปล่ียนแปลงทีเ่ กดิ ข้ึนย่อมเป็นสิ่งทท่ี กุ ฝ่ายควรตระหนักและมองเห็น
๘๕
ความสำคญั ในการกำหนดยุทธศาสตรข์ องการ พฒั นาคนสกู่ ารพฒั นาชาตเิ พอ่ื ก้าวส่สู งั คมโลกทา่ มกลางสภาพการณ์แหง่
การแข่งขันในปจั จบุ นั การสรา้ งความเขม้ แขง็ ของคนในชาตใิ นการจัดการศึกษาจะเปน็ ปจั จยั สำคัญทท่ี ุกฝ่ายตอ้ งรว่ มกนั ทา
งานอยา่ งเป็นองคร์ วมโดยเฉพาะอย่างย่ิงภายใต้ยทุ ธศาสตร์ของการปฏริ ปู การศกึ ษา (Educational Reform) นน้ั ยอ่ มมี
ความสำคัญและจาเปน็ ทต่ี ้องร่วมกันกำหนดยทุ ธศาสตรเ์ พอื่ สร้างความรู้แก่คนในชาติอย่างมีคุณคา่ และเกดิ ประสทิ ธิภาพ
สูงสุดสง่ ผลตอ่ การปฏริ ูปและเกดิ การพัฒนาอย่างยงั่ ยนื (Sustainable Development
๓.๒ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานปีพุทธศักราช ๒๕๕๑
(ฉบบั ปรับปรงุ พทุ ธศักราช ๒๕๖๐)
จุดมงุ่ หมาย
๑.มีคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคา่ นิยม ท่ีพงึ ประสงค์เห็นคณุ คา่ ของตนเองมวี นิ ยั และปฏบิ ัตติ นตามหลกั ธรรม ของ
พระพุทธศาสนา และศาสนาทต่ี นนบั ถือ ยึดหลกั การดำเนนิ ชวี ติ ตามปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
๒. มคี วามรคู้ วามเข้าใจในการสอ่ื สาร การคดิ การแกป้ ญั หา
การใช้เทคโนโลยแี ละมที กั ษะชวี ติ
๓.มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตที่ดีมสี ุขนสิ ยั และรกั การออกกำลังกาย
๔. มีความรักชาติ มีจิตสำนกึ ในความเป็นพลเมอื งไทย และ พลเมอื งโลก ต้งั ม่ันในวิถีชวี ติ และการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ พระประมุข
๕. มจี ติ สำนกึ ในการอนรุ กั ษ์วฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนรุ กั ษ์และพฒั นาสง่ิ แวดลอ้ ม มีิจิตสาธารณะ
สมรรถนะและคุณลกั ษณะพนื้ ฐาน ศตวรรษที่ ๒๑
นักเรียนต้องมีสมรรถนะ ๓R
๑. สามารถอา่ นสบื ค้นขอ้ มลู ความรจู้ ากสารสนเทศทกุ รปู แบบ (Reading)
๒. สามารถเขยี นสื่อสาร การนำเสนอองค์ความรู้ (Writing)
๓. สามารถคดิ คำนวณ การใช้เหตุผล(Reasoning, Numeracy)
นักเรยี นต้องมีสมรรถนะ 8C
๑.ทักษะด้านการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ ปญั หา (Critical Thinking and Problem Solving)
๒.ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
๓. ทกั ษะด้านความเขา้ ใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural Understanding)
๔.ทกั ษะดา้ นความรว่ มมือ การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผู้นำ(Collaboration, Teamwork and Leadership)
๕.ทักษะด้านการสอ่ื สารสารสนเทศ และรเู้ ท่าทนั ส่ือ (Communications, Information, and Media Literacy)
๖.ทกั ษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสอื่ สาร (Computing and ICT Literacy)
๗.ทกั ษะอาชีพ และทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and Learning Skills)
๘.ความมเี มตตา (วนิ ัย, คุณธรรม, จริยธรรม ฯลฯ) (Compassion)
ผเู้ รียนสามารถสรา้ งนวตั กรรมได”้
ขนั้ ท่ี ๑ Community
ขน้ั ท่ื ๒ Practice
๘๖
ขน้ั ที่ ๓ Refiection
ขนั้ ที่ ๔ Evaluation
Desired Qutcomes
ขน้ั ท่ี ๕Network Development
PLC ขนั้ Practice ครูจัดการเรียนรู้ ๖ ข้ันตอนของ STEM
ขน้ั ตอนที่ ๑ ระบปุ ัญหาในชีวิตจรงิ ที่พบหรือนวัตกรรมที่ต้องการพฒันา
ขั้นตอนท่ี ๒ รวบรวมข้อมลู และแนวคดิท่เี ก่ียวขอ้ งกบั ปญั หาหรอื นำไปสู่การพฒั นานวัตกรรมนนั้
ขน้ั ตอนที่ ๓ ออกแบบวธิ ีการแก้ปญั หาโดยเช่ือมโยงความรู้ดา้ น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวศิ วกรรม และ
คณติ ศาสตร์
ขนั้ ตอนที่ ๔ วางแผนและดำเนนิ การแกป้ ัญหา หรอื พฒั นานวัตกรรม
ขั้นตอนที่ ๕ ทดสอบประเมนิ ผลและปรบั ปรงุ แก้ไขวิธีการแก้ปญั หาหรอื นวัตกรรมท่ีพฒั นาได้
ขนั้ ตอนท่ี ๖ นำเสนอวธิ ีการแกป้ ัญหา ผลการแกป้ ัญหาหรือผลของนวัตกรรมทีพ่ ฒั นาได้
Active Learning ลงมอื ปฏบิ ตั จิ ากการใช้ กระบวนการคิดของตนจากธรรมชาติและลีลาในการเรียนรขู้ องตน
เปา้ หมาย ๔ เสาหลักของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑
๑. ฝกึ ผเู้ รียนใหศ้ ึกษาค้นควา้ อย่างอิสระด้วยตนเองสามารถคิดวิเคราะหแ์ กป้ ัญหารจู้ ักตวั เองอย่างถอ่ งแทค้ ้นพบความถนัด
และสนใจของตนเอง
๒. ฝึกผู้เรยี นใหเ้ ข้าใจยอมรับวถิ ิการดำรงชีวติ ความเชือ่ และแนวคดิ ทแี่ ตกตา่ งกนั ของมวลมนุษยช์ าติ
๓. ฝึกผูเ้ รียนใหส้ ามารถปรบั ตวั ทำงาน และดำเนนิ ชีวติ ร่วมกันกับผู้อืน่ อยา่ งรเู้ ทา่ ทันมคี วามสขุ สงบสนั ติ
๔. ฝึกผเู้ รยี นให้เป็นพลเมอื งไทยและพลเมืองโลกทีม่ คี ณุ ภาพ และประสทิ ธิภาพสอดคลอ้ งกับกระแสเศรษฐกิจประเทศไทย
๔.๐ และโลกศตวรรษที่ ๒๑
แนวทางการจัดสัดส่วนหลักสตู รและกระบวนการเรยี นรู้ ๓ มิติ
สาระพน้ื ฐาน สาระทอ้ งถ่ิน สาระเพ่มิ เติม
รายวิชาพนื้ ฐานบงั คับ
หนว่ ยการเรียนรบู้ รู ณาการโครงงาน แผนการเรยี นตามความถนัดเฉพาะ
บรู ณาการกจิ กรรมอา่ น คิดวเิ คราะห์ ทาง
เขยี น
การใช้ ICT เพื่อการสืบค้นและการเรยี นรู้ห้องสมดุ มชี ีวิต
๘๗
กิจกรรมเสรมิ สร้างศักยภาพการเรียนร้ขู องผู้เรียนในศตวรรษท่ี ๒๑
วฏั จกั ร การเรยี นรู้ ๕ E บันได ๕ ขน้ั Project Based STEM Based Rescarch
Based
๑. กระต้นุ จงู ใจ ๑. ต้ังคำถาม/ขอ้ มูล ๑. กำหนดปญั หา/ ๑. ระบุปญั หา ๑. ระบุปญั หา
๒. ลงมอื สืบค้นขอ้ มูล ๒. ลงมอื สบื คน้ ขอ้ มลู หวั ข้อ
๓. วเิ คราะห์สังเคราะห์ ความรู้ ๒. วางแผนศึกษา ๒. รวบรวมข้อมูล ๒. ตั้งสมมติฐาน
ความรคู้ วามเขา้ ใจ ๓. วิเคราะหส์ งั เคราะห์ ค้นคว้า
๔. ประยกุ ต์ใช้ ความรู้ ความเขา้ ใจ ๓. ประชมุ กลุ่มระดม และแนวคดิ ๓. พิสจู น์สมติ
๕. ประเมินผลงาน ๔. นำเสนอความรู้ ที่ สมอง/อภปิ ราย
ร่วมกนั คน้ คว้าเปน็ ช้ินงาน (coaching) ๓. ออกแบบ วิธี ฐาน
๕. นำชน้ิ งานแลก ๔. ลงมอื สบื คน้ ขอ้ มูล
เปลยี่ นเรียนรู้ ความรู้ แก้ปัญหา ๔. รวบรวมขอ้ มลู
ประเมินผล รว่ มกั ๕. รายงานสอื่ สาร
นำเสนอ ๔. วางแผนและ ๕. วเิ คราะห์
ดำเนินการ ขอ้ มลู
แก้ปญั หา ๖. สรปุ ผล
๕. ทดสอบ การศึกษา
ประเมินผล และ
ปรับปรงุ แก้ไข
วิธกี ารแกป้ ัญหา
๖. นำเสนอวิธี
แกป้ ญั หาทดี่ ที ีส่ ุด
๓.๓ หลักสตู รการอาชีวศกึ ษา
ปรบั หลกั สตู รให้มคี วามยดื หยุ่นและเชอ่ื มโยงการสําเร็จการศกึ ษา และการมงี านทาํ โดยปรบั ลด รายวิชาสามญั
เพม่ิ รายวิชาชพี ทสี่ รา้ งสมรรถนะให้แกผ่ ้เู รยี น และบูรณาการวชิ าสามญั และวชิ าชีพในชดุ วชิ า เดยี วกนั ทเ่ี รียกวา่ การจดั
หลกั สูตรแบบโมดลู (Modular System) เพื่อส่งเสรมิ ผู้เรยี นในดา้ นสมรรถนะของ งานอาชพี และจดั การเรียนรแู้ บบสะสม
หนว่ ยการเรียนรู้ หรือเรยี กวา่ ธนาคารหนว่ ยกติ หรือเครดิตแบงก์ (Credit Bank) ทจ่ี ะเปน็ การเพิม่ โอกาสการเรยี นรู้ โดย
กําหนดรปู แบบการจดั การศึกษาทยี่ ดื หยุ่นตามความ ตอ้ งการของผู้เรยี น สามารถสะสมผลการเรียนรใู้ นแต่ละวิชา แต่ละ
ทกั ษะ องค์ความร้ทู ีต่ ้องการ และนาํ ม า สะสมไว้เพือ่ การศึกษาต่อในระดับตา่ ง ๆ พร้อมท้ังสง่ เสรมิ จดั การเรียนรู้
แบบต่อเน่อื ง Block Course และ พัฒนาหลักสตู รเพือ่ รองรบั ให้กับกลมุ่ ผ้ทู ี่สําเรจ็ การศกึ ษาและยงั ไม่มงี านทํา กลุม่ ผเู้ รยี น
ท่ตี กหลน่ จากระบบ การศกึ ษา และคนวยั ทาํ งาน หรอื ผ้ทู ต่ี ้องการ Up-Skill, Re-Skill รวมถึงการเรยี นรใู้ นห้องเรียน และ
การ เรยี นรูแ้ บบออนไลน์ เพือ่ ตอบโจทยก์ ารเรยี นรขู้ องคนรนุ่ ใหม่ ใหส้ อดคล้องกบั สถานะการณท์ างเศรษฐกิจทม่ี ี การ
เปลย่ี นแปลงทร่ี วดเรว็ มคี วามซบั ซ้อน โดยการเพ่ิมทักษะใหม่ทจ่ี าํ เป็น และการทบทวนทักษะความ ชาํ นาญ ใหม้ ีมิติใน
ห่วงโซค่ ณุ ค่าของสาขาอาชพี ทงั้ ดา้ นตาํ แหน่งงาน งานวิกฤติ สมรรถนะกาํ ลังคนและ ความสามารถทางดา้ นเทคโนโลยี
ฯลฯ เพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
๘๘
๓.๔ หลกั สูตรอดุ มศกึ ษา(ภายใตก้ รอบมาตรฐานคณุ วฒุ ิอุดมศึกษา)
แนวโนม้ การพฒั นาหลกั สตู รระดบั อุดมศึกษาทีส่ อดคลอ้ งกบั การพัฒนาประเทศสู่ Thailand ๔.๐ มี ดังต่อไปน้ี
๑. หลกั สตู รด้านเทคโนโลยกี ารเกษตรและเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม
๑.๑) ด้านจดุ ประสงคข์ องหลกั สตู ร ควรมงุ่ เน้นการผลิต บณั ฑติ ให้มีสมรรถนะ และ คุณลักษณะสําคญั เช่น มีความใน การ
คิดวิเคราะห์ (Critical) คิดสรา้ งสรรค์ (Creative) นวตั กรรม ทางการเกษตรและเทคโนโลยีการอาหาร และสามารถใช้
เทคโนโลยี เพืRอการเกษตรและ อตุ สาหกรรมการเกษตร เป็นต้น
๑.๒) รูปแบบของหลักสตู ร ควรมีลกั ษณะเปน็ หลักสตู รแบบบูรณาการ (Integrated Curriculum) ขา้ มศาสตร์หรือ
สาขาวชิ า รวมทงั้ การออกแบบหลักสตู ร เน้นการบรู ณาการการทาํ งาน รว่ มกับการเรยี นเพ่อื ให้นกั ศึกษามีประสบการณ์
การทาํ งานในสถานประกอบการณจ์ ริง
๑.๓) การจัดการเรยี นการสอนเน้นการเรยี นภาคปฏิบตั ิ โครงงาน การฝึกฝน ประสบการณ์ ชวี ติ สหกจิ ศกึ ษาในสถาน
ประกอบการมีการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ทไี่ ดเ้ รยี นมาแกป้ ญั หาหรือสร้าง นวตั กรรมท่สี ามารถนาํ ไปใช้ประโยชนไ์ ด้ เนน้ ให้
ผู้เรียนได้พบสถานการณ์ปญั หาโดยร่วมกับสถาน ประกอบการณห์ รือศกึ ษาจากกรณศี ึกษาตา่ งๆ
๒. หลักสตู รดา้ นครศุ าสตร์
๒.๑) ด้านจุดประสงคข์ อง หลกั สตู ร ควรมุ่งเนน้ การผลิตบณั ฑติ ให้มีสมรรถนะ และ คณุ ลกั ษณะสาํ คัญ เชน่ มีทกั ษะและ
ความเชย่ี วชาญในการจดั การเรยี นรู้ในสาขาวิชามที กั ษะและ ความสามารถในการใช้ปญั ญาประดิษฐ์ (AI) ในการจดั การ
เรยี นการสอนสามารถใชภ้ าษาทส่ี องเพือ่ การจัดการเรยี นรู้ เช่น ภาษาองั กฤษ หรือจนี
๒.๒) รปู แบบของหลักสตู รควรมีลกั ษณะเปน็ หลักสตู รแบบบรู ณาการ (Integrated Curriculum) ความรูใ้ นสาขาวชิ าตา่ ง
ๆ เน้นการบูรณาการการทาํ งานร่วมกับการเรยี น เพือ่ ให้ นักศึกษามปี ระสบการณก์ ารทํางานในสถานประกอบการณ์จริง
และเปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นในการเรียนรู้ ในศาสตร์เก่ยี วกบั การสรา้ งอาชพี เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถประกอบอาชีพอนื่ ได้
นอกจากการประกอบ วิชาชพี ครู
๒.๓) การจดั การเรยี นการสอนเนน้ สง่ เสรมิ การพฒั นาทกั ษะของบณั ฑิตสอดคล้องกับศตวรรษ ท่ี ๒๑ เชน่ การทาํ งาน
รว่ มกนั (Collaboration) ความคิดสรา้ งสรรค์ (Creativity) การแก้ปญั หา(Problem - solving) และการสื่อสารท่ีดี
(Effective Communication) กระบวนการเรียนการสอน สรา้ งทกั ษะท่ีจาํ เปน็ โดยเรียนดว้ ยการลงมอื ทาํ Active
Learning เน้นการทํางานแบบเป็นกล่มุ หรือ ทีมเพอื่ ให้มีปฏิสมั พันธก์ ับสงั คม (Society Interaction)
๓. หลกั สูตรด้านมนษุ ยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
๓.๑) ด้านจดุ ประสงค์ของหลกั สตู ร ควรมุ่งเนน้ การผลิตบัณฑิตให้มี สมรรถนะ และ คุณลกั ษณะทสี่ ําคัญ เช่น
ความสามารถในการสร้างงานให้เปน็ รปู ธรรม (Product-Oriented, Productive) เปน็ นักบรู ณาการ (Integrator) องค์
ความรู้หรอื ศาสตรใ์ นสาขาตา่ ง ๆ เพือ่ แก้ไขปัญหา ในท้องถน่ิ สามารถคิด ตัดสนิ ใจ และแก้ปัญหา อยา่ งรวดเร็ว มีทกั ษะ
การทํางานเปน็ ทมี และทักษะ การส่อื สารได้ ผ่านงานเขยี นหรือการนาํ เสนอแบบพหภุ าษามที กั ษะการสร้างสรรค์
นวตั กรรมการ จดั การเชงิ พนื้ ท่ี หรอื นวัตกรรมเพ่ือการพกั ผอ่ นของผูส้ ูงวยั เปน็ ต้น
๓.๒) รปู แบบของหลกั สตู รควรมลี ักษณะเปน็ หลักสูตรแบบบูรณาการ (Integrated Curriculum) โดยเนน้ การบูรณาการ
ทาํ งานในสถานประกอบการรว่ มกับการเรียนใน รายวชิ า รวมทงั้ ควรจัดทําหลักสตู รเปน็ หลกั สตู รแบบโมดลุ (Module)
รว่ มกับหลกั สตู รปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้ บคุ ลากรในสถานประกอบการไดพ้ ัฒนาทักษะที่จาํ เปน็ ในยคุ ปัจจบุ ัน
๘๙
๓.๓) การจัดการเรยี นการสอนต้องสอดแทรกการพัฒนาทักษะอนั พึงประสงค์ สาํ หรับบัณฑติ ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยใช้
โครงงานเปน็ ฐาน (Project Based Learning) และการจดั การเรยี นการสอน แบบการเรยี นรู้ และการฝกึ ปฏบิ ัติ
(Performance) โดยมกี ารบรู ณาการศลิ ปวฒั นธรรม งานวิจยั และ การบริการวชิ าการสู่การเรียนการสอน
๔. หลักสูตรด้านวิทยาการการจดั การ
๔.๑) ดา้ นจดุ ประสงค์ ของหลักสตู ร ควรมงุ่ เน้นการผลิตบณั ฑิตใหม้ ีสมรรถนะ ความสามารถ และคุณลกั ษณะสาํ คญั เช่น
ความสามารถในการคิดประกอบการ และทักษะการสร้างงาน การ ประกอบอาชพี และเปน็ นกั จดั การในยุคดิจติ ัลสามารถ
แกป้ ัญหาและตัดสินใจ มีทักษะการใชด้ ิจทิ ลั เพ่อื การประกอบอาชีพหรอื การสร้างรายได้ และสนับสนุนสง่ เสรมิ งาน ของ
SME's เป็นตน้
๔.๒) รูปแบบของหลักสตู ร ควรเปน็ หลักสตู รแบบบูรณาการ (Integrated Curriculum) ร่วมกบั การมคี อร์ส online ดา้ น
ทกั ษะวชิ าชีพ ในระหว่างการศกึ ษาให้นักศกึ ษาใชเ้ วลาวา่ งเรยี นปิด ภาคเรียนสามารถเรียนรดู้ ้วยตนเอง
๔.๓) การจดั การเรียนการสอนต้องสง่ เสรมิ และปลูกฝงั แนวความคิดใหก้ ับ พลเมืองและ เยาวชนของชาติ ซง่ึ เปน็ ตัวแปร
สําคญั ของสมรรถนะ ความสามารถในการแขง่ ขนั ระยะยาว (LongTerms Competitiveness)เนน้ การสอนใหม้ รี ปู แบบ
Interactive learning รวมท้ัง การนาํ สอ่ื สงั คม ออนไลน์ (Social Media) เขา้ มาเปน็ เคร่อื งมือช่วยใน การพฒั นาการ
เรียนการสอน
๕. หลกั สูตรด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
๕.๑) ด้านจดุ ประสงคข์ องหลกั สตู ร ควรม่งุ เนน้ การผลติ บณั ฑติ ให้มีสมรรถนะ ความสามารถ และคุณลกั ษณะทสี่ ําคัญ เชน่
สามารถเรยี นรู้ใน รูปแบบของคนรนุ่ ใหมใ่ นยุคดจิ ิทัลสามารถส่ือสารทง้ั การใช้ภาษาอังกฤษ หรอื ภาษาไทย มี
ความสามารถในการสร้างสรรคน์ วตั กรรมการจัดการ (Management Output) ที่ตอบโจทยส์ ังคมอตุ สาหกรรม ทงั้
นวัตกรรมยาสมนุ ไพรท้งั สมนุ ไพรเสรมิ สุขภาพและเสริมความงาม และนวัตกรรมอาหารเสริมสขุ ภาพ เปน็ ต้น
๕.๒) รูปแบบของหลกั สูตร ควรเปน็ หลักสตู รแบบบรู ณาการ (Integrated Curriculum) ร่วมกบั การมคี อร์สออนไลนด์ า้ น
ทักษะวชิ าชพี และควรมีหลกั สตู ร เปน็ หลกั สูตรแบบโมดุลรว่ มกบั หลักสตู รปกติ เพ่อื ใหผ้ ูเ้ รียนได้เลือกเรียนตามความสนใจ
และเปิดโอกาสใหบ้ คุ ลากรในสถาน ประกอบการได้พฒั นาทกั ษะทจ่ี าํ เปน็
๕.๓) การจดั การเรยี นการสอน ต้องประยุกตใ์ ช้ความรูใ้ นการแก้ปญั หาหรือ มาสรา้ งเปน็ นวตั กรรมทสีา่ มารถนาํ ไปใช้
ประโยชนไ์ ด้โดยมกี ารจัดหอ้ งเรียนเป็นแบบSmartClassroom
บทสรปุ
ทศิ ทางการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ ควรพัฒนาผเู้ รียนใหเ้ ป็นบุคคลที่มีคุณภาพดว้ ยกระบวนการ
เรยี นรู้ โดยการถา่ ยทอดความรกู้ ารฝกึ อบรม การสืบสานทางวฒั นธรรม การสรา้ งสรรค์จรรโลงความกา้ วหนา้ ทาง
วิชาการ การสรา้ งองค์ความรู้อนั เกดิ จากการจัดสภาพแวดล้อม สงั คมแหง่ การเรียนรู้และปจั จยั เกื้อหนุนใหบ้ ุคคล
ได้เรียนรู้อยา่ งต่อเน่อื งตลอดชีวติ โดยเฉพาะในยคุ ศตวรรษท2่ี 1เป็นทักษะแห่งอนาคตใหมท่ ต่ี ้องพฒั นาผูเ้ รียนทใี่ ห้
เป็นยาวชนยคุ ใหมใ่ นยคุ ดจิ ติ ลั ได้อยา่ งตอ่ เนอื่ งและยง่ั ยนื เพอ่ื ความเจริญงอกงามของบุคคลและสงั คม ควรดำเนนิ การดงั น้ี
๑. รฐั กำหนดนโยบายในการจดั การศกึ ษาเพอื่ ทกั ษะการดำรงชวี ิตในศตวรรษที่ ๒๑
๙๐
๒. พัฒนาหลักสตู ร
๓. พัฒนาคุณภาพครู
๔. พัฒนาผเู้ รียนให้มีความรู้ และทักษะท่ีจะประสบความสำเรจ็ ในการทำงานและการดำรงชีวิต
๕. พัฒนาส่อื และเทคโนโลยสี ารสนเทศ
๖. วารสนับสนนุ เครือข่ายความรว่ มมอื ในการจัดการศึกษาเพอ่ื ทกั ษะสำหรบั การดำรงชวี ิตในศตวรรษท่ี ๒๑
สรปุ
ปัญหาการพัฒนาหลกั สตู รไทย
๑. ปญั หาการขาดครทู ม่ี คี ุณสมบัตเิ หมาะสม
๒. ปญั หาการไม่ยอมรบั และไมเ่ ปลยี่ นแปลงบทบาทการสอนของครู ๓. ปัญหาการจดั อบรมครู
๔. ศูนย์การพฒั นาหลักสตู ร ไม่เข้าใจบทบาทหนา้ ทข่ี องตน
๕. ขาดการประสานงานทดี่ ีระหวา่ งหนว่ ยงานตา่ งๆ
๖. ผ้บู รหิ ารตา่ งๆ ไม่สนใจเกย่ี วกับการเปลยี่ นแปลงหลักสูตร
๗. ปัญหาการขาดแคลนเอกสาร
ปญั หาหลักสูตรในการศกึ ษาปฐมวัย
๑. การเรียนการสอนจะเน้นสอนเนอ้ื หาวิชาตามหลักสูตรมากกวา่ การพัฒนาการเดก็ ทาํ ใหเ้ ดก็ เกิดความเครียด ๒. การ
ไม่ไดใ้ ชป้ ระโยชนจ์ ากหลักสตู รอย่างเต็มที่
๓. แนวทางการปฏิบตั เิ ก่ียวกบั การใช้หลักสูตรยงั ขาดความเปน็ เอกภาพ
ปัญหาหลักสตู รในการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน
๑. การจดั โครงสรา้ งหลกั สตู รใหมท่ ําใหค้ รูต้องสอนเน้ือหาหนักมากข้ึน และผเู้ รยี นตอ้ งเรยี นหนักมากขนึ้
๒. สถานศกึ ษาจดั ทําเองไมม่ ีความชัดเจกรมวชิ าการและกรมเจ้าสงั กัดมจี ุดเนน้ ทไ่ี มต่ รงกนั
๓. มเี สียงสะท้อนวา่ นโยบายการจัดทาํ หลักสตู รการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พ.ศ.๒๕๔๔ ท่ีให้โรงเรยี นจัดทาํ เองไมม่ ี ความชดั เจน
๔. ทาํ ให้ครเู กดิ ความสบั สน
ปัญหาหลกั สตู รการอาชีวศึกษา
๙๑
ผ้เู ขา้ เรยี นในการอาชวี ศกึ ษาไมม่ คี ุณภาพเทา่ ทค่ี วรหลักสูตรก่อนถึงระดบั ปวช. คือระดบั มธั ยมต้น หรือการศกึ ษาผู้ใหญ่
เป็นการปพู นื้ ฐานความรูร้ ะดบั ตา่ํ เช่น อา่ น สะกดคาํ ไมไ่ ด้ ขาดความสามารถในการใช้
ภาษาอังกฤษ เมอ่ื มาเรียนต่อในระดับอาชวี ศึกษาจงึ เกิดปัญหา แม้ครจู ะเตรียมการสอนดอี ยา่ งไร ผเู้ รยี นไม่ สามารถต่อ
ยอดความรูไ้ ด้ เพราะพนื้ ฐานความร้ไู มด่ เี พียงพอ
ปญั หาหลักสูตรของอดุ มศึกษา
๑. ขาดแคลนอาจารยป์ ระจําทมี่ คี ณุ วุฒแิ ละประสบการณโ์ ดยเฉพาะสาขาวชิ าท่ีมีความต้องการมากทางดา้ น วทิ ยาศาสตร์
วิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรกรรม
๒. อุดมศกึ ษามุ่งความเปน็ เลศิ ทางวชิ าการ ละเลยคุณธรรม จรยิ ธรรม การบรกิ ารวิชาการแก่สงั คม
๓. มหาวิทยาลัยมักเลียนแบบตา่ งประเทศโดยไม่เข้าใจ หลักการและเปา้ หมายที่แทจ้ ริงของหลักการที่ เลยี นแบบ
๔. การเรยี นการสอนยังเนน้ ทฤษฎีมากกวา่ ปฏบิ ัตเิ น้นความร้มู ากกว่าการนาํ ไปใช้
๕. การต่ืนตัวทางการวจิ ยั มุ่งการกาํ หนดให้เลอื่ นตาํ แหน่งทางวชิ าการซึง่ เนน้ การวิจัยมากเกินไปจนทาํ ให้ลด ความสาํ คัญ
ดา้ นการสอน
๖. กลุ่มผู้บรหิ ารอุดมศึกษามีลักษณะอนรุ กั ษ์นยิ มสูง
๗. งบประมาณในการพัฒนาการศึกษาระดบั นี้ก็ยังมไี ม่เพียงพอ
แนวโน้มการพฒั นาหลักสตู ร
๑. มุ่งพฒั นาหลักสูตรใหม่ ๆ อาทิ หลกั สตู รท่ีบรู ณาการระหวา่ งสองศาสตร์ข้นึ ไป เชน่ ระดับอาชีวศึกษา หลักสูตรเดยี วจะ
มหี ลายสาขาวชิ าเรียนชา่ งยนต์ จะผนวกการตลาดและการบญั ชเี ข้าไปดว้ ย เปน็ ตน้ หลกั สูตร ที่ใหป้ ริญญาบัตร ๒ ใบ และ
มีการพฒั นาหลกั สตู รใหท้ นั สมัยตลอดเวลา
๒. หลกั สตู รนานาชาติมีแนวโนม้ มากขึน้ เน่ืองจากสภาพยุคโลกาภวิ ตั นท์ มี่ ีการเช่ือมโยงดา้ นการคา้ และการ ลงทนุ
๓. การจัดการศกึ ษามีความเป็นสากลมากข้ึนสภาพโลกาภวิ ฒั นท์ มี่ กี ารเชือ่ มโยงในทกุ ดา้ นรว่ มกนั ทวั่ โลก
๔. ความเหลอ่ื มล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาลดลง
๕. โอกาสรับบริการทางการศกึ ษาท่ีมีคณุ ภาพเพ่ิมข้ึน
๙๒
บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๖๓). การพฒั นาหลักสตู ร (Curriculum Development) พุทธศกั ราช
๒๕๖๓. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบา้ นสมเดจ็ เจ้าพระยา : โรงพิมพ์ หจก.วรา นนท์ เอน็ เตอร์
ไพรส์
ฆนัท ธาตทุ อง. (๒๕๕๖). การพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลกั สูตรแกนกลางข้นั พื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ : เพชรเกษมการพิมพ์
บญุ เลี้ยง ทมุ ทอง. (๒๕๕๓). การพัฒนาหลักสตู ร. พิมพ์ครงั้ ที่ ๒ กรุงเทพฯ : โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๑). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์
ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทยจํากัด.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๖๐). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๑ กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจาํ กดั .
สาํ นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๖๒). หลักสตู รประกาศนียบัตรวชิ าชีพ
พุทธศักราช ๒๕๖๒. พมิ พค์ รั้งท่ี ๑ กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จาํ กัด.
สํานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๖๓). หลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชพี
ชั้นสงู พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓. พมิ พ์ครั้งท่ี ๑ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศ
ไทย จาํ กัด.
สํานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๕). หลกั สูตรการอาชีวศกึ ษาระดบั
ปริญญาตรสี านเทคโนโลยีหรอื สายปฏิบตั ิการ. พิมพ์ครงั้ ที่ ๑ กรงุ เทพฯ : โรงพิมพช์ ุมนมุ สหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จํากัด.
สาํ นักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา สาํ นกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
(๒๕๕๘). เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดบั อดุ มศึกษา พ.ศ. 2558 และเกณฑ์มาตรฐานทเี่ กย่ี วขอ้ ง.
พมิ พ์คร้งั ท่ี ๑ กรงุ เทพฯ : บริษัท วงศ์สวา่ งพบั ลชิ ชง่ิ แอนด์ พรน้ิ ตง้ิ จํากดั .
การจดั การความรู้ มหาวิทยาลัยราชภฎั อุบลราชธานี. (๒๕๖๓). การศึกษาปัจจยั ทท่ี าํ ใหน้ กั ศกึ ษาระดบั
ปริญญาตรี มสี ภาพรอพินิจ. : มหาวิทยาลยั ราชภัฎอุบลราชธานี.
๙๓
การศึกษามหาบัณฑติ มหาวิทยาลัยบรู พา. (๒๕๖๒). การศกึ ษาสภาพปญั หาและแนวทางแก้ไขการออก
กลางคันของนักเรยี นนกั ศึกษา วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาชลบรุ .ี : มหาวทิ ยาลัยบรู พา
เกรยี งศักดิ์ เจรญิ วงศศ์ กั ด.์ิ ทิศทางการอดุ มศึกษาไทย [ออนไลน]์ . ๒๕๕๐.
แหล่งท่มี า: http://www.kriengsak.com
เทอ้ื น ทองแกว้ . การบริหารเพอื่ ม่งุ คุณภาพอุดมศึกษาไทยในยุคเศรษฐกิจเสรี [ออนไลน]์ . ๒๕๕๑.
แหล่งที่มา: http://dusithost.dusit.ac.th/~ei/tuan/file21122005007.doc
มตชิ นออนไลน.์ สมศ.เผยปญั หาอุดมศึกษาไทยมีเพียบ [ออนไลน์]. ๒๕๔๘.
แหลง่ ที่มา: http://www. matichon.co.th
Orathaieducation. ปัญหาแนวโนม้ ในการพัฒนาหลกั สตู ร [ออนไลน์].
แหล่งท่ีมา: https://sites.google.com/site
๙๔