รายงานวิจัยฉบับสมบรูณ์
เรอื่ ง
ตวั แบบพยากรณ์การออมและการลงทุนของคนกลมุ่ เจนเนอเรชันวาย
ในสถานการณโ์ รคระบาด
กรณีศึกษา : การออมและการลงทุนของคนทีค่ นกลุ่มเจนเนอเรชนั วาย
ในสถานการณ์การระบาด Covid-19 ในกรงุ เทพมหานครฯ
FORECASTING MODEL FOR SAVING AND INVESTMENT FOR GENERATION Y
IN THE PANDEMIC.
CASE STUDIES : SAVING AND INVESTMENT OF GENERATION Y IN THE
SITUATION OF THE COVID-19 VIRUS PANDEMIC IN BANGKOK
โดย
ดนยั กฤต อินทฤุ ทธ์ิ
พฤษภาคม 2565
กติ ตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยเร่ือง ตัวแบบพยากรณ์การออมและการลงทุนของคนกลุ่มเจนเนอเรชันวายใน
สถานการณ์โรคระบาด กรณีศึกษา : การออมและการลงทุนของคนที่คนกลุ่มเจนเนอเรชันวาย ใน
สถานการณ์การระบาด Covid-19 คนในกรุงเทพมหานครฯ สาเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยต้อง
ขอขอบพระคุณ ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ ศรีวิชัยลาพันธ์ รองศาสตราจารย์ ดร.
สุรชัย กังวล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกพร ภาคีภาย ท่ีได้ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยและให้
คาแนะนาการวิจัยจนงานวิจัยฉบับนี้สาเรจ็ ลุล่วงไปไดด้ ว้ ยดี
ขอขอบพระคุณ กลุ่มตัวอย่าง ทุกๆ ท่าน ที่ได้สนับสนุนการลงพ้ืนที่วิจัยและการให้ข้อมูลจน
ทาให้ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอขอบพระคุณคณาจารย์ และเจ้าหน้าท่ีสาขา
เศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภวู นารถ ทไี่ ด้ให้คาแนะนา และสนบั สนนุ การทางานวจิ ยั ในคร้ังน้ีสาเร็จ
ลุลว่ งด้วยดี
ดนยั กฤต อินทุฤทธิ์
พฤษภาคม 2565
(3)
ชือ่ เร่อื ง ตวั แบบพยากรณก์ ารออมและการลงทุนของคนกลมุ่ เจนเนอเรชนั วายในสถานการณ์
โรคระบาด กรณีศกึ ษา : การออมและการลงทุนของคนทคี่ นกลุ่มเจนเนอเรชันวาย
ผวู้ ิจยั ในสถานการณก์ ารระบาด Covid-19 คนในกรุงเทพมหานครฯ
คำสำคัญ ดร.ดนัยกฤต อนิ ทุฤทธ์ิ
โรคระบาด การออม การลงทนุ พฤติกรรม เจเนเรอชนั วาย
บทคดั ย่อ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยันและพยากรณ์แนวโน้มในการ
ออมเงินและการลงทุนเพื่อการออมเงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด
โดยใช้การออมและการลงทนุ ของคนที่เกิดระหวา่ งปี พ.ศ.2523-พ.ศ.2542 ในสถานการณ์การระบาด
Covid-19 ในเขตพื้นท่ีกรุงเทพฯ เป็นกรณีศึกษา งานวิจัยน้ีจะพิจารณาองค์ประกอบเชิงยืนยันผ่าน
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและพยากรณ์แนวโน้มโดยสมการการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบ
เส้นทางด้วยการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพมหานครฯ จานวน 400
คน ผลการวิจัยพบว่าจานวนผู้พ่ึงพิงรายได้ในครอบครัวและนโยบายหรือผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการออม
จากภาคเอกชนเป็นองค์ประกอบเชิงยืนยันต่อการออมที่มีค่าสัมประสิทธ์ิการพยากรณ์ สูงสุดเป็น 2
ลาดับแรก ขณะเดียวกันอุปสงค์ต่อการถือเงินเพ่ือใช้สอยในชีวิตประจาวันและความหลากหลายของ
แพลตฟอร์มการลงทุนในระบบออนไลน์เป็นองค์ประกอบเชิงยืนยันต่อการลงทุนท่ีมีค่าสัมประสิทธิ์
การพยากรณ์ สูงสุดเป็น 2 ลาดับแรก ในขณะท่ีการพยากรณ์แนวโน้มการออมพบว่าจานวนผู้พ่ึงพิง
รายได้ในครอบครัวและอุปสงค์ต่อการถือเงินเพื่อใช้ในชีวิตประจาวันเป็นตัวแปรพยากรณ์ที่มีค่า
สัมประสิทธ์ิสูงสุด 2 ลาดับแรก และการพยากรณ์แนวโน้มการลงทุนพบว่า อุปสงค์ต่อการถือเงินเพ่ือ
ใช้สอยในชีวิตประจาวนั และรายไดเ้ ป็นตัวแปรพยากรณท์ ่ีมคี า่ สมั ประสิทธ์ิสงู สุด 2 ลาดับแรก
(4)
Title FORECASTING MODEL FOR SAVING AND INVESTMENT FOR
GENERATION Y IN THE PANDEMIC. CASE STUDIES : SAVING AND
Author INVESTMENT OF GENERATION Y PEOPLE IN THE SITUATION OF THE
Keyword COVID-19 VIRUS PANDEMIC IN BANGKOK
Danaikrit Inthurit (Ph.D. in Applied Economic)
Pandemic, Saving, Investment, Behavior, Generation Y
ABSTRACT
This research aimed to study factors effecting and forecast trends in saving and
investing for saving and investing of Gen Y people in the epidemic situation by using
savings and investment of people born between 1980 - 1999 In the situation of the
Covid- 19 pandemic in Bangkok area as a case study. This research examines factors
effecting through Second- Confirmatory factor analysis and forecast trends by path
analysis with multiple regression analysis by collecting data from questionnaires with
a sample of 400 people in Bangkok. The results showed that the number of people
who depended on family income and long-term savings policies or products from the
private sector were the causal factors for savings with the highest multiple correlation
coefficient being the top two. At the same time, the demand for holding money for
daily living and the diversification of online investment platforms are the causal factors
for investments with the highest multiple correlation coefficients among the top two.
While forecasting the trend of savings, it was found that the number of people who
depended on family income and the demand for holding money for daily use were
the top two predictors with the highest coefficients. Percentage of holding money for
daily living and income was the first two predictors with the highest coefficients.
(5)
กติ ติกรรมประกำศ
งานวิจัยเร่ือง ตัวแบบพยากรณ์การออมและการลงทุนของคนกลุ่มเจนเนอเรชันวายใน
สถานการณ์โรคระบาด กรณีศึกษา : การออมและการลงทุนของคนที่คนกลุ่มเจนเนอเรชันวาย ใน
สถานการณ์การระบาด Covid-19 คนในกรุงเทพมหานครฯ สาเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยต้อง
ขอขอบพระคุณ ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ ศรีวิชัยลาพันธ์ รองศาสตราจารย์ ดร.
สุรชัย กังวล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกพร ภาคีภาย ที่ได้ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยและให้
คาแนะนาการวิจัยจนงานวิจยั ฉบบั นี้สาเรจ็ ลุลว่ งไปได้ด้วยดี
ขอขอบพระคุณ กลุ่มตัวอย่าง ทุกๆ ท่าน ท่ีได้สนับสนุนการลงพ้ืนที่วิจัยและการให้ข้อมูลจน
ทาให้ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอขอบพระคุณคณาจารย์ และเจ้าหน้าท่ีสาขา
เศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ตะวันออก วทิ ยาเขตจักรพงษภูวนารถ ทไี่ ด้ให้คาแนะนา และสนับสนุนการทางานวจิ ยั ในครง้ั นี้สาเร็จ
ลุลว่ งด้วยดี
ดนยั กฤต อินทฤุ ทธ์ิ
พฤษภาคม 2565
สำรบัญ (6)
บทคดั ย่อ หนา้
ABSTRACT (3)
กิตติกรรมประกาศ (4)
สารบญั (5)
สารบญั ตาราง (6)
สารบัญภาพ (9)
บทท่ี 1 บทนา (12)
1
ท่ีมาและความสาคัญของปัญหา 1
คาถามในการวิจัย 8
วัตถุประสงคใ์ นการวิจัย 8
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รบั จากการวจิ ยั 8
ขอบเขตของงานวจิ ัย 9
นยิ ามศัพท์ในการวจิ ยั 13
บทท่ี 2 แนวคิดทฤษฎีและผลงานวิจยั ท่เี ก่ียวข้อง 14
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการออมและการลงทนุ 14
แนวคดิ และทฤษฎเี กย่ี วกบั อปุ สงค์ 30
แนวคดิ และทฤษฎเี กย่ี วกับเศรษฐศาสตร์มหภาคที่มีผลตอ่ การออมและการ 33
ลงทุน
งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้อง 44
บทที่ 3 ระเบยี บวธิ ีวิจยั 54
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง 54
ระเบียบวิธวี จิ ยั 56
การสังเคราะหต์ วั แปรสาหรบั การวจิ ยั 59
สถิติที่นามาใช้ในการวจิ ัย 62
(7)
สำรบญั (ต่อ) หนา้
69
บทท่ี 4 ผลการวิจยั และอภิปรายผลการวิจยั 70
ขอ้ มูลทว่ั ไป ระดับทศั นคติและพฤติกรรมการออมและการลงทุนของกลุ่ม
ตัวอย่าง 86
ผลการวิจยั และวจิ ารณ์องค์ประกอบเชิงยนื ยันในการออมเงนิ ของคนกลุ่ม
Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด 110
ผลการวจิ ัยและวิจารณก์ ารพยากรณ์แนวโนม้ การออมเงินของคนกล่มุ Gen Y
ในสถานการณโ์ รคระบาด 115
ผลการวจิ ยั และวิจารณ์องคป์ ระกอบเชงิ ยืนยันในการลงทนุ เงินของคนกลุ่ม
Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด 139
ผลการวิจัยและวิจารณ์การพยากรณแ์ นวโน้มการลงทนุ ของคนกลมุ่ Gen Y
ในสถานการณ์โรคระบาด 145
145
บทที่ 5 สรปุ และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัยข้อมูลทวั่ ไปและข้อมลู ทัศนคตแิ ละพฤติกรรมตอ่ การออมและ 148
ลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาด
สรปุ ผลการวิจยั องคป์ ระกอบเชิงยนื ยันการออมเงนิ ของคนกลุ่ม Gen Y ใน 149
สถานการณโ์ รคระบาด
สรปุ ผลการวิจัยการพยากรณ์แนวโน้มการออมเงินของคนกลมุ่ Gen Y ใน 149
สถานการณโ์ รค ระบาด
สรปุ ผลการวิจัยองคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยนั การลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ใน 150
สถานการณโ์ รคระบาด
สรุปผลการวจิ ยั การพยากรณ์แนวโน้มการลงทนุ ของคนกลุ่ม Gen Y ใน 150
สถานการณโ์ รคระบาด 153
การสังเคราะห์ผลการวจิ ัย 155
ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย 156
ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยครั้งต่อไป 161
162
บรรณานุกรม 163
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก หลกั ฐานการรับรองการจริยธรรมการวิจยั ในมนษุ ย์
หลักฐานการรบั รองการจริยธรรมการวิจัยในมนษุ ย์ (ภาษาไทย)
หลักฐานการรับรองการจรยิ ธรรมการวิจยั ในมนษุ ย์ (ภาษาองั กฤษ) (8)
ภาคผนวก ข วารสารทไ่ี ดง้ านวิจยั น้ไี ดเ้ ผยแพร่
ประวัตผิ วู้ ิจยั 164
165
177
(9)
สำรบญั ตำรำง
ตารางที่ หนา้
2.1 วิธีการ ลักษณะการปฏบิ ัติในการควบคมุ ทางด้านคณุ ภาพนโยบายการเงิน 39
3.1 ประชากรและกลุม่ ตวั อย่างในการวิจยั 56
3.2 การสงั เคราะหต์ วั แปรจากแนวคิดทฤษฎีและงานวจิ ัยเกย่ี วขอ้ งในการวจิ ยั ด้านการ 60
ออม
3.3 การสังเคราะห์ตัวแปรจากแนวคิดทฤษฎแี ละงานวิจยั เกีย่ วข้องในการวจิ ัยด้านการ 61
ลงทนุ
3.4 เกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจสอบความสอดคล้องของตัวแบบกบั ข้อมลู เชงิ ประจักษ์ 66
4.1 เพศของกลมุ่ ตวั อย่าง 70
4.2 อายุ 70
4.3 สถานภาพ 71
4.4 จานวนสมาชิกท้ังหมดในครอบครวั 71
4.5 ระดบั การศกึ ษา 71
4.6 อาชีพ 72
4.7 รายได้ 72
4.8 สัดส่วนหน้ีสินตอ่ รายได้ (ต่อเดอื น) 73
4.9 จานวนสมาชกิ ท้ังหมดในครอบครวั 73
4.10 จานวนผูพ้ ่ึงพงิ รายได้ในครอบครัว 74
4.11 รปู แบบของการออม 74
4.12 รปู แบบของการลงทนุ 75
4.13 ระดับพฤตกิ รรมการออมท้งั ก่อนและหลังสถานการณโ์ ควิด 76
4.14 ปจั จัยสว่ นบุคคลท่สี ง่ ผลต่อทัศนคตแิ ละพฤติกรรมการออม 77
4.15 ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อทศั นคติและพฤติกรรมการออม 78
4.16 อปุ สงค์ถือต่อการถือเงินทสี่ ง่ ผลต่อทศั นคตแิ ละพฤตกิ รรมการออม 79
4.17 ระดับพฤติกรรมการลงทนุ ท้ังกอ่ นและหลังสถานการณโ์ ควิด 81
4.18 ปัจจัยสว่ นบคุ คลทสี่ ง่ ผลตอ่ ทัศนคติและพฤตกิ รรมการลงทุน 82
4.19 ปจั จยั ทางเศรษฐกิจทส่ี ่งผลตอ่ ทัศนคติและพฤติกรรมการลงทุน 82
4.20 อุปสงคถ์ ือต่อการถือเงินท่สี ง่ ผลตอ่ ทศั นคติและพฤตกิ รรมการลงทนุ 84
(10)
สำรบัญตำรำง (ตอ่ ) หนา้
88
ตารางที่
92
4.21 แสดงค่าสมั ประสิทธ์สหสมั พันธ์แบบเพียร์สนั ของปัจจยั เศรษฐกจิ ที่สง่ ผลตอ่ การ
ออมเงิน 95
4.22 คา่ สมั ประสิทธส์ หสัมพนั ธแ์ บบเพียร์สนั ของปจั จัยส่วนบคุ คลทส่ี ง่ ผลตอ่ การออม 98
เงิน 101
104
4.23 คา่ สมั ประสทิ ธส์ หสมั พนั ธแ์ บบเพยี ร์สนั ของอปุ สงคต์ ่อการถอื เงนิ ทีม่ ผี ลต่อการ 107
ออม 111
112
4.24 แสดงคา่ สัมประสทิ ธส์ หสัมพันธแ์ บบเพยี ร์สันของปจั จัยยอ่ ยท่สี ่งผลต่อการออมเงนิ
4.25 ผลการตรวจสอบความสอดคลอ้ งของโมเดล 112
4.26 การตรวจสอบความถูกต้องของโมเดล 117
4.27 ค่าน้าหนักองค์ประกอบและค่าสัมประสิทธิข์ องการพยากรณ์ 121
4.28 คา่ สมั ประสทิ ธ์สหสมั พนั ธแ์ บบเพียร์สนั ของปจั จยั ท่สี ง่ ผลต่อการออมเงิน 124
4.29 ความแปรปรวนในการพยากรณ์การออมของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รค
127
ระบาด 130
4.30 ค่าสัมประสิทธสิ์ หสมั พันธถ์ ดถอยพหคุ ูณแบบขนั้ ตอนของตัวแปรพยากรณ์ 133
4.31 ค่าสมั ประสิทธส์ หสมั พนั ธ์แบบเพยี รส์ ันของปัจจยั เศรษฐกิจท่สี ่งผลต่อการลงทุน 136
4.32 คา่ สัมประสทิ ธส์ หสมั พันธแ์ บบเพยี ร์สนั ของปัจจยั ส่วนบคุ คลท่สี ง่ ผลตอ่ การลงทุน 140
4.33 คา่ สมั ประสิทธส์ หสัมพนั ธแ์ บบเพียร์สันของอุปสงคต์ ่อการถือเงินที่มผี ลตอ่ การ 141
ลงทุน 141
4.34 คา่ สัมประสิทธส์ หสัมพนั ธ์แบบเพียร์สันของปัจจยั ย่อยทสี่ ่งผลตอ่ การการลงทนุ
4.35 ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดล
4.36 ผลการตรวจสอบความสอดคลอ้ งของโมเดล
4.37 ค่านา้ หนกั องค์ประกอบและค่าสมั ประสทิ ธิข์ องการพยากรณ์
4.38 คา่ สัมประสทิ ธ์สหสมั พันธแ์ บบเพยี ร์สันของปัจจยั ทีส่ ่งผลต่อการออมลงทุน
4.39 ความแปรปรวนการพยากรณ์การลงทนุ ของคนกลมุ่ Gen Y ในสถานการณ์โรค
ระบาด
4.40 คา่ สัมประสทิ ธิ์สหสมั พนั ธถ์ ดถอยพหุคณู แบบขัน้ ตอนของตัวแปรพยากรณ์
สำรบญั ตำรำง (ตอ่ ) (11)
ตารางที่ หนา้
4.23 การเงินดา้ นการส่งเงินกลับกับกลมุ่ ชว่ งอายุ 86
4.24 การสง่ เงนิ กลับกับจานวนปีทีเ่ ข้ามาทางานในประเทศไทย 87
4.25 ระดับแรงจงู ใจในการสง่ เงินกลบั 89
4.26 การตรวจสอบ Standardized Regression Weights ของแบบจาลอง 93
4.27 ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดล 94
4.28 ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลทีผ่ า่ นการปรบั โมเดล 97
4.29 ตรวจสอบ Standardized Regression Weights ของแบบจาลองท่ีแก้ไข 98
4.30 ปจั จยั ทม่ี ีอิทธพิ ลทางตรง 100
4.31 ปจั จยั ท่มี อี ิทธิพลทางอ้อม 100
4.32 อทิ ธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และผลรวมอิทธิพล 101
(12)
สำรบัญภำพ
ภาพท่ี หน้า
1.1 การใช้จ่ายของคนไทยในสถานการณโ์ ควดิ -19 3
1.2 ทศั นคติทางการเงินของคนไทยในสถานการณโ์ ควิด-19 4
1.3 ทศั นคติและพฤติกรรมการออม ของคนไทยในสถานการณโ์ ควดิ -19 5
1.4 จานวนผลู้ งทนุ หนา้ ใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2564 6
2.1 การลงทนุ ทางตรง 28
2.2 การลงทนุ แบบจงู ใจ 29
2.3 ฟงั ก์ชน่ั การลงทุนรวมและเสน้ การลงทนุ รวม 29
2.4 อุปสงค์ต่อเงนิ 40
2.5 อุปทานต่อเงนิ 41
2.6 ดุลยภาพของตลาดเงิน 41
4.1 โมเดลการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชงิ ยนื ยนั ดา้ นปจั จยั ดา้ นเศรษฐกิจในการออมเงิน 87
4.2 ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลปจั จัยยอ่ ยด้านเศรษฐกิจตอ่ การออมเงนิ 89
4.3 การตัดปจั จัยยอ่ ยด้านเศรษฐกิจต่อการออมไม่เกิดนยั ยะสาคญั ทางสถิตอิ อก 90
4.4 ปัจจัยยอ่ ยด้านเศรษฐกิจต่อการออมที่ตัดเสน้ ทางไม่เกิดนัยยะสาคญั ทางสถติ ิออก 90
4.5 โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยนื ยันดา้ นปจั จัยสว่ นบคุ คลในการออมเงิน 91
4.6 ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลปัจจัยสว่ นบคุ คลตอ่ การออมเงนิ 93
4.7 การตดั ปจั จยั สว่ นบคุ คลต่อการออมไม่เกิดนยั ยะสาคัญทางสถิติออก 94
4.8 ปัจจยั ส่วนบคุ คลต่อการออมท่ีตดั เสน้ ทางไมเ่ กดิ นัยยะสาคัญทางสถติ ิออกแลว้ 94
4.9 โมเดลการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชงิ ยืนยนั ดา้ นอุปสงค์ต่อการถอื เงินทมี่ ผี ลตอ่ การ 95
ออม 96
4.10 ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลปัจจัยส่วนบคุ คลตอ่ การออมเงิน 97
4.11 โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชงิ ยนื ยนั ของการออมเงินของคนกลุ่ม
99
Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาด 99
4.12 การกาหนดแบบจาลองปัจจยั เชิงสาเหตุ 100
4.13 การกาหนดแบบจาลองปัจจยั 102
4.14 การทดสอบความสอบคล้องของโมเดล
4.15 การปรับแบบจาลองการวิเคราะหเ์ ส้นทางความสัมพันธ์ของตวั แปรท่ศี ึกษา
(13)
สำรบญั ภำพ (ต่อ)
ภาพท่ี หนา้
4.16 การปรบั แตง่ โมเดลจากการตัดตัวแปรที่ไม่มีนยั ยะสาคัญ 103
4.17 องคป์ ระกอบเชิงยนื ยนั การออมเงินคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาด 105
4.18 โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยนื ยนั ด้านปจั จยั ดา้ นเศรษฐกจิ ในการลงทนุ 116
4.19 ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลปจั จยั ยอ่ ยด้านเศรษฐกิจตอ่ การลงทนุ 118
4.20 การตัดปจั จัยยอ่ ยดา้ นเศรษฐกิจตอ่ การลงทุนไม่เกิดนยั ยะสาคญั ทางสถิตอิ อก 119
4.21 ปัจจยั ยอ่ ยด้านเศรษฐกิจต่อการออมที่ตดั เสน้ ทางไม่เกดิ นยั ยะสาคญั ทางสถิติออก 119
4.22 โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยนื ยันดา้ นปัจจัยสว่ นบุคคลในการลงทุน 120
4.23 ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลปจั จยั สว่ นบคุ คลตอ่ การลงทนุ 122
4.24 การตดั ปจั จยั สว่ นบุคคลต่อการลงทุนไมเ่ กิดนยั ยะสาคัญทางสถิติออก 123
4.25 ปจั จยั ส่วนบุคคลต่อการลงทุนทต่ี ดั เสน้ ทางไม่เกดิ นยั ยะสาคัญทางสถติ ิออก 123
4.26 โมเดลการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชิงยนื ยันดา้ นอปุ สงค์ต่อการถือเงนิ ที่มผี ลต่อการ 124
ลงทุน 125
4.27 ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลปัจจัยส่วนบุคคลตอ่ การลงทุนเงิน 126
4.28 โมเดลการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชงิ ยนื ยนั ในการลงทุนของคนกลุม่ Gen Y
128
ในสถานการณโ์ รคระบาด 129
4.29 การกาหนดแบบจาลองปจั จัยเชงิ สาเหตุของการลงทุน 131
4.30 การทดสอบความสอบคล้องของโมเดล 132
4.31 การปรบั แบบจาลองการวเิ คราะห์เสน้ ทางความสมั พันธข์ องตวั แปรทศ่ี ึกษา 134
4.32 การปรบั แต่งโมเดลจากการตัดตัวแปรทีไ่ ม่มนี ยั ยะสาคัญ
4.33 ปัจจยั เชงิ สาเหตุการลงทนุ คนกล่มุ Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาด
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ท่มี ำและควำมสำคญั ของปัญหำ
เมื่อเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการระบาดใหญ่
(Pandemic) ไปทั่วโลก (ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก, 11 มีนาคม 2563) รัฐบาลไทย
ประกาศข้อกาหนดแห่งพระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่
1) ซึ่งส่งผลกบั การดาเนินชีวิตของประชาชน ได้ส่งผลกระทบทุกมิติทัง้ ทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นวง
กว้างอย่างชัดเจน โรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด 19 (COVID-19) เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ท่ี
แพร่กระจายจากคนสู่คนที่กาลังแพร่ระบาดในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก นับได้ว่าเป็นสถานการณ์ท่ี
ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อเทียบกับโรคระบาดอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกในช่วง
ระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยการระบาดเริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ในนครอู่ฮั่น
เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน (World Health Organization, 2020) องค์การอนามัยโลก
ได้ประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ในวันที่ 30 มกราคม
2563 และประกาศให้เป็นโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 (World Health
Organization, 2020) จากข้อมูลวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 มีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วมากกว่า
59,002,152 คนใน 210 ประเทศ มีผูเ้ สยี ชีวติ จากโรคระบาดแลว้ มากกว่า 1,393,879 คน และมผี ้หู าย
ป่วยแล้วมากกว่า 40,776,358 คน (COVID-19 Dashboard, 2020) การระบาดของโรคโควิด 19 นี้
ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนท่ัวโลกจานวนมาก และยังไม่นับรวมถึงมูลค่าความ
เสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเมื่อพิจารณาสถานการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคก่อน
การแพรร่ ะบาดของโควิด-19 ของประเทศมหาอานาจทางเศรษฐกจิ อยา่ งประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า
ผู้บริโภคชาวอเมริกันใช้จ่ายในส่วนของธุรกิจภาคบริการคิดเป็นเม็ดเงินราว ๆ 10 ล้านล้านดอลลาร์
สหรัฐ แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดหนัก ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่กับบ้านทางานเป็นหลัก
กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวทาให้ภาพแบบการจับจ่ายใช้สอยสินค้าหรือบริการเปลี่ยนแปลงอย่าง
กะทันหัน ค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว การเดินทาง และการกินข้าวนอกบ้านตามร้านอาหารหรือ
ภัตตาคารหายไป แต่หันมาซื้ออาหารตุนที่บ้าน ซื้ออุปกรณ์กีฬาเพื่อออกกาลังกายที่บ้าน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งอุปกรณ์ทาความสะอาด ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ สบู่ แอลกอฮอล์ มียอดขายพุ่งขึ้นกว่า 100
เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ วิตามิน อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ย้อมหรือทาสีผม และกาแฟ มียอดซื้อต่อเนื่อง
ไม่ลดลงทั้งในยุโรปและอเมริกา ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ชะลอการซื้อ ได้แก่ เครื่องสาอาง ผลิตภัณฑ์ป้องกัน
แสงแดด สาหรับวิธีการซื้อสินค้าคือ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (Online shopping) ทาให้ธุรกิจอี
2
คอมเมิร์ซและธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตอย่างก้าวกระโดด (สวนดุสิตโพล, 2564) จากข้อมูลนี้สามารถนิร
นัยได้วา่ โควิด-19 คอื ปจั จัยหลกั ท่สี ง่ ผลกระทบต่อพฤติกรรมและนสิ ัยการจับจ่ายใช้สอยของผคู้ น หรือ
ในอกี นัยยะหนง่ึ คือ ผคู้ นเร่มิ พิจารณาอุปสงค์ต่อการถือเงินมากขนึ้ ซ่ึงทาให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ว่า
จะเป็นการผลิต การบริโภค การกระจาย และการแลกเปลี่ยน ที่ต้องเผชิญหน้ากันเข้าสู่สภาวะชะงัก
งันหรือหยุดชะงัก ขณะเดียวกันผู้คนกลับตกงานนับล้าน ๆ คน สวนทางกลับค่าครองชี พที่เพิ่มขึ้น
ผู้คนต่างต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดทางการเงินกันในทุกวิถีทาง รวมถึงการยื่นมือเข้าช่วยเหลือทาง
การเงิน (Financial support) ของรัฐบาล ทั้งนี้เมื่ออ้างอิงจากผลการส ารวจของเว็บไซต์
Investopedia เปิดเผยว่า อตั ราการออมส่วนบุคคล (Personal saving rate) ของชาวอเมริกาในช่วง
ตน้ ปี 2021 สูงข้นึ 27.6% แมว้ า่ เปอรเ์ ซน็ ตก์ ารออมเงนิ เพ่ิมขึ้นแต่ตวั เลขการจบั จ่ายใชส้ อยชะลอตัวลง
และหลายคนกม็ หี นีส้ ินลน้ ทว่ มตวั แตก่ ็ยังมบี างคนสามารถออมเงนิ ไดภ้ ายใต้สถานการณช์ ่วงโควิด-19
เช่นกัน กล่าวโดยภาพรวมคือ สามารถแบ่งประชากรออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ อย่างชัดเจน คือ กลุ่มท่ี
สถานะทางเศรษฐกิจการเงินแกรง่ มากขึ้น และกลมุ่ ที่สถานะทางการเงินแยล่ งเร่ือย ๆ (Investopedia,
2021) เชน่ เดียวกบั ผลการวิจัยจาก Pew Research Center ทพี่ บวา่ การแพร่ระบาดของโควิด-19 มี
ผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของชาวอเมริกันโดยภาพรวม คือ สถานะทางการเงินของชาว
อเมริกันแย่ลงและต้องใช้เวลา 3 ปีขึ้นไปกว่าที่สถานะทางการเงินจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยมี
บางส่วนระบุว่าสถานะทางการเงินของตนเองจะไม่มีทางฟื้นตัวดีขึ้นเลย (Pew Research Center,
2564)
หากพจิ ารณาสถานการณ์ของประเทศไทยจากภาวะการณ์การระบาดของของไวรสั โควิด-19
หรอื ไวรัสโคโรน่าสายพันธใ์ หม่ ที่เกิดข้นึ ทว่ั โลกส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกจิ สังคม และวงการ
แพทย์ในระดับโลก โดยการระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเมื่อวันท่ี 28 กุมภาพันธ์ 2563
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) หรือ WHO ไดป้ ระกาศให้ยกระดับการเตือนภัย
ของไวรัสโควิด-19 จากเดิมที่อยู่ในระดับสูงมาเป็นระดับที่สูงมาก ต่อการแพร่ระบาดและเสีย่ งการติด
เชื้อไปทั่วโลก เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้กาลังเผชิญหน้ากบั ปัญหาในการจัดการกบั การ
ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มเกิดการระบาดใน
ประเทศไทยมาตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ.2563ซึ่งเกิดการระบาดหลายๆ ระลอกจนถึงปัจจุบันท่ี
ประเทศไทยต้องประสบกับสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งภาวะการณ์กล่าวส่งผลกระทบกับชีวิตของ
ประชาชนไทยทุกระดับในทุกๆมิติ ทั้งในมิติท้ังสังคมและเศรษฐกิจ โดยเมื่อพิจารณามิติทางเศรษฐกจิ
จะพบว่าพฤติกรรมทางด้านการใช้จ่าย การออมและการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก โดย
เมื่อพบว่าในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 การใช้จ่ายของคนไทยในยุคโควิด-19 มีการใช้จ่ายที่
เพิ่มขึ้นและประชาชนให้ความสาคัญกับการออมมากย่งิ ขึน้ ดงั ที่แสดงในภาพ 1.1 เม่อื พิจารณาการใช้
จ่ายของคนไทยในสถานการณ์โควิด-19 จะพบว่าในช่วงโควิด-19 ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ
3
40.22 นาเงินจากการทางานมาใชร้อยละ 83.57 เงินออมที่มีอยู่ใชไ้ ปบา้ งแล้วบางส่วน ร้อยละ 42.63
ภาพแบบการใช้จา่ ยในช่วงโควิด-19 คือ ลดการซื้อสนิ ค้าฟุ่มเฟือย ร้อยละ 80.44 โดยอยากให้รฐั บาล
ช่วยเรื่องลดคา่ น้า คา่ ไฟ คา่ อนิ เทอรเ์ นต็ คา่ นา้ มนั รอ้ ยละ 86.41 และจากสภาพการใช้จ่ายตอนนี้คิด
ว่าจะประคองตัวเองต่อไปได้อีกประมาณ 3 เดือน ร้อยละ 37.37 อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในช่วงโควิด-
19 ประชาชนจะประหยัดและวางแผนการใชจ้ า่ ยอย่างรัดกุม แต่ก็ยังต้องนาเงินออมออกมาใช้ เพราะ
โควิด-19 ทาให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ว่างงาน ตกงาน และเศรษฐกิจตกต่าก็ทาให้
ประชาชนไม่มีกาลังการบรโิ ภคภายในประเทศมากนัก ทั้งน้ีประชาชนมองว่าจะประคองตวั เองต่อไปได้
อกี ไมเ่ กิน 3 เดือนเท่าน้ัน รฐั บาลจงึ ตอ้ งเรง่ แก้ไขปัญหาดา้ นเศรษฐกิจ มมี าตรการชว่ ยเหลือคา่ ใช้จ่ายที่
จาเป็นและลดคา่ ครองชีพเพ่อื ชว่ ยเหลอื ประชาชนโดยเรว็ (สวนดสุ ติ โพล, 2564)
ภำพ 1.1 การใชจ้ า่ ยของคนไทยในสถานการณ์โควดิ -19
4
ท่ีมำ: สวนดสุ ิตโพล,2564
จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์
ใหม่โดยเมื่อพิจาณาการออมที่เกิดขึ้นในภาวะการณ์การระบาดจะพบว่าโรคโควิด-19 มีผลทาให้คน
ไทยตระหนักถึงการเก็บออมมากขึ้น เมื่ออ้างอิงและประมวลความรู้จากผลการสารวจทักษะทางการ
เงินปี 63 ที่จัดทาโดยธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุภาพรวมพบว่าคนไทยมีพัฒนาการระดับทักษะ
ทางการเงินดีขนึ้ อยู่ที่ 71% สงู กวา่ การสารวจครัง้ กอ่ นในปี 2561 เป็น 66.2% และสูงกวา่ ค่าเฉลี่ยการ
สารวจทักษะทางการเงินครั้งล่าสุดของ OECD ในปี 25631 เป็น 60.5% ส่วนการบริหารจัดการเงิน
เพอื่ หลีกเลี่ยงปัญหาเงินไม่พอใช้มีคะแนนลดลง ขณะทีท่ ศั นคตทิ างการเงินอยู่ท่ี 82% จากปี 2561 คดิ
เป็น 78% มีพฒั นาการดขี นึ้ โดยเฉพาะทศั นคติในเรื่องการวางแผนเพ่ืออนาคตในระยะยาว ท้งั นค้ี วาม
ไม่มั่นคงทางรายได้จาก COVID-19 น่าจะมีส่วนทาใหป้ ระชาชนตระหนกั ถึงความสาคัญในการเตรียม
รับมอื กบั เหตุการณ์ในอนาคตมากขน้ึ (ธนาคารแหง่ ประเทศไทย, 2564) ดังแสดงในภาพ 1.2
ภำพ 1.2 ทัศนคติทางการเงินของคนไทยในสถานการณ์โควิด-19
ที่มำ: ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2564
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงการออมจากการสารวจทัศนคติและพฤติกรรมการออม แม้ว่า
โดยพบว่าประชาชนให้ความสาคัญต่อการออมมากขึ้นเนื่องจากสัดส่วนผู้มีเงินออมในกลุ่มตัวอย่าง
5
เพิ่มขึ้นเป็น 74.7% และคนส่วนใหญ่มีความตระหนักเรื่องการออมเงนิ เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน การออม
เพื่อการเกษียณ ซึ่งอาจมาจาก COVID-19 ที่ทาให้ประชาชนตระหนักถึงความจาเป็นของการเก็บเงนิ
สารอง อย่างไรก็ตามพบวา่ มีเพยี ง 38% ทม่ี เี งนิ สารองได้แค่ 3 เดือนหากต้องหยดุ งานกะทันหันแสดง
ให้เห็นว่ายังมีความจาเป็นต้องส่งเสริมการออมให้บรรลุเป้าหมาย สอดคล้องกับภาพรวมของท้ัง
ประเทศ เมื่อพิจารณาการออมที่เกิดขึ้นในสถานการณ์โควิด-19 โดยพินิจจากทัศนคติและพฤติกรรม
การออม ของคนไทยในสถานการณ์โควิด-19 ในภาพ 1.3 เมื่อพิจารณาการออมของประชากรกลุ่ม
Gen Y พบว่าประชากรกลุ่มนี้มีทัศนคติและพฤติกรรมการออมที่สูงขึ้นเมื่อเกิดการระบาดในช่วงโค
วิด-19 แม้ว่ากลุ่ม Gen Z มีสัดส่วนของผู้ที่ไมท่ ราบสถานะเงินออมของตนเองสงู ที่สุด 43.1% สาเหตุ
ที่คนไทยไม่ทราบสถานะเงินออมของตนเอง ส่วนหนึ่งอาจมาจากพฤติกรรมไม่จัดสรรเงินก่อนใช้ ซ่ึง
เปน็ หน่ึงในจุดอ่อนดา้ นพฤติกรรมทางการเงนิ ของคนไทย ท่ีตอ้ งสง่ เสริมให้มีภูมิคุ้มกันทางการเงินเพ่ือ
รองรบั ความเสีย่ งหรอืความผนั ผวนในชีวิต ดังแสดงในภาพ 1.3
ภำพ 1.3 ทศั นคติและพฤติกรรมการออม ของคนไทยในสถานการณโ์ ควดิ -19
ท่มี ำ: ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2564
เมือ่ พิจารณาการลงทุนในลกั ษณะผลู้ งทุนรายย่อยของกล่มุ Gen Y พบว่าแมว้ า่ สถานการณ์
โควดิ -19 จะสง่ ผลตอ่ พฤติกรรมการเงินของคนไทยไมว่ ่าจะเป็นการอปุ โภคบรโิ ภคหรือการใช้จ่ายส่วน
อื่นๆ แต่เมือ่ พิจารณาถึงการลงทุนในลักษณะผลู้ งทุนรายย่อยของกลุ่ม Gen Y มแี นวโน้มที่สูงขึ้นมาก
โดยเฉพาะการลงทนุ ตลาดหุ้นและสนิ ทรัพย์ดจิ ิตลั โดยตลาดหลักทรัพย์แหง่ ประเทศไทย เปดิ เผยข้อมูล
นักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือน เม.ย. 64 พบว่าตลาดหุ้นไทยมผี ูล้ งทุนท่ีมบี ัญชีซื้อขายห้นุ รวม
4.38 ล้านบัญชี หรือ 1.84 ล้านคน โดยมีธุรกรรมซื้อขายหุ้นใน ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ 0.82 ล้าน
6
คน ดว้ ยมูลค่าซื้อขายเฉล่ียวันละ 46,394 ล้านบาท หรอื คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าซื้อขายหุ้นทั้ง
ตลาด โดยช่วง 4 เดือนแรกของปี 64 มีผู้ลงทุนบุคคลใหม่ที่เริ่มเข้าซื้อขายหุ้นเป็นครั้งแรกสูงถึง
151,653 คน คิดเป็นมากกว่า 1 เท่าตัวจากยอดรวมทั้งปีก่อนหน้า และเป็นเกือบ 20% ของผู้ลงทุน
บุคคลทั้งหมดที่ซื้อขายหุ้นในปีนี้ ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า 1 ใน 3 เป็นผู้ลงทุนบุคคลใหม่ที่เริ่มต้นจากการ
จองซื้อ IPO (initial public offering) หุ้น OR เมื่อต้นปี โดยผู้ลงทุน Gen Y เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูง
ที่สุด คิดเป็น 61% ของจานวนบุคคลใหม่ทั้งหมด และเป็น 54% ของมูลค่าซื้อขายของบุคคลใหม่
ทั้งหมด ทั้งน้ีในปี 2564 ถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่มผู้ลงทุน Gen Y มีสัดส่วนมูลค่าซื้อขายสูงเกินกว่า
ครึ่งหนง่ึ จากเดมิ ทอ่ี ยู่ระดับใกล้เคยี งหรือน้อยกวา่ Gen X (ตลาดหลักทรัพย์แหง่ ประเทศไทย, 2564)
ดงั แสดงในภาพ 1.4
ภำพ 1.4 จานวนผูล้ งทนุ หน้าใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2564
ที่มำ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, 2564
ขณะที่เมอ่ื พจิ ารณาการลงทนุ ในสนิ ทรัพย์ดิจิตลั ที่แมว้ ่าสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของไวรัส
โควิด -19 จะส่งผลต่อพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนให้เปลี่ยนไป โดยจะใช้อินเทอร์เน็ตในการสง่
7
คาสง่ั ซือ้ ขายมากข้นึ อีกหน่ึงประเภทการลงทนุ ที่กลุม่ Gen Y กาลังให้ความสนใจและเขา้ ไปลงทุนมาก
ขึ้น คือ คริปโทเคอรเ์ รนซี ด้วยความน่าสนใจของตลาดครปิ โทเคอรเ์ รนซีที่ให้อตั ราผลตอบแทนสูง ทา
ให้เป็นที่ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนรายใหม่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนือ่ ง โดยข้อมูลจากคณะกรรมการกากับ
หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ระบุว่านกั ลงทุนรายย่อยรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่
ในวงจากัด โดยปัจจุบัน มีจานวนบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยทั้งหมด 1,379,373 บัญชี 1 ซ่ึง
น้อยกว่าบัญชีซอื้ ขายในตลาดหลักทรัพย์ 2 ราว 2.1 เทา่ แตก่ ็มอี ตั ราการขยายตัวสูงอยทู่ ีร่ ้อยละ 27.6
ต่อเดือน ขณะที่บัญชีซื้อขายในตลาดหลักทรัพยม์ ีอัตราการเติบโตเพียงร้อยละ 2.9 ต่อเดือน สะท้อน
ให้เหน็ ถึงความนยิ มลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซใี นไทย (ตลาดหลกั ทรพั ย์แห่งประเทศไทย, 2564)
จากข้อมูลที่ได้นาเสนอมาทั้งจากทัศนคติทางการเงินของคนไทยในสถานการณ์โควิด-19
ทัศนคติและพฤติกรรมการออม ของคนไทยในสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบุชัดเจนว่าประชาชนไทย
โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ตระหนักถึงความสาคัญของการออมมากขึน้ หลังจากการเกิดโรคระบาด อีก
ทง้ั พจิ าณาการออมและการลงทุนท่ีเกดิ ข้ึนในกลุ่ม Gen Y พบวา่ ท่ีผา่ นมามงี านวจิ ัยท่ีระบุว่าการออม
ของคนกลมุ่ Gen Y เป็นการออมเพ่ือการความสะดวกสบายและความม่ันคง เช่น การออมเพ่ือการซ้ือ
อสงั หารมิ ทรัพย์ สงั หาริมทรพั ยเ์ พ่ือสร้างความมนั คงและสะดวกสบายในชีวติ ประจาวัน (พิจิตรา ก้อง
กิตติงาม และ บุษรา โพวาทอง, 139-144) อีกทั้งข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ
คณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ท่ีชี้ชดั วา่ Gen Y ให้ความสาคัญกับการลงทุนใน
หลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิตัลอย่างมาก เช่นเดียวกับงานวิจัยที่ระบุว่าประชากรกลุ่ม Gen Z เป็น
กลุม่ ทเี่ กดิ การลงทนุ และมหี น้สี นิ สูงทง้ั ทีอ่ ายุและรายไดย้ ังไม่สูงมาก โดยเกดิ การลงทนุ ในธรุกรรมแบบ
ดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกรรม Digital lending ที่ทาให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่าย (บริษัท ข้อมูลเครดิต
แห่งชาติ จากัด, 2564) ข้อมูลส่วนนี้ทาให้ทราบได้ว่าที่ผ่านมาประชากรกลุ่ม Gen Z ตื่นตัวเรื่องการ
ลงทุนอยา่ งมากโดยเฉพาะอย่างยงิ่ การลงทุนในสนิ ทรัพย์ดจิ ิตัล อยา่ งไรกต็ าม ในภาวะการณ์ปัจจุบันที่
เกดิ การระบาดของไวรสั Covid-19 ซึง่ สง่ ผลตอ่ คุณภาพชวี ติ ของคนไทยในทุกๆ มติ ิ โดยเฉพาะมิติทาง
เศรษฐกจิ
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะวิจัยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศีกษาปัจจัยเชิงสาเหตุและ
พยากรณ์แนวโน้มในการออมเงนิ และการลงทุนเพ่ือการออมเงินและการลงทนุ ของคนกลุ่ม Gen Y ใน
สถานการณ์โรคระบาด โดยกาหนดวัตถุประสงค์การวิจัยไว้เพื่อเพื่อศีกษาปัจจัยเชิงสาเหตใุ นการออม
เงินและการลงทนุ ของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด และเพื่อพยากรณ์แนวโน้มการออม
เงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งผลที่ได้จากการวิจัยนี้จะเป็น
ประโยชน์สาหรับหน่วยงานภาครัฐบาล สถาบันทางการเงิน ภาคธรุ กจิ ท่เี กีย่ วข้องกับการออมและการ
ลงทุนของประเทศไทยจะเข้าใจปัจจัยเชิงสาเหตุในการออมเงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ใน
สถานการณ์โรคระบาด เพื่อนามาปรับกลยุทธ์ในการดึงดูดเงินของประชากรกลุ่มนี้ให้อยู่ในระบบ
8
เศรษฐกิจ อีกทั้งหน่วยงานภาครฐั บาล สถาบันทางการเงินของประเทศไทยและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
กับการออมและการลงทุนจะเข้าใจแนวโน้มการออมเงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ใน
สถานการณ์โรคระบาดที่ได้รับจากการพยากรณ์จากผลการวิจัยเพื่อนาไปหาแนวทางป้องกัน
วิกฤตการณ์การเงิน หากในอนาคตเกิดโรคระบาดขึ้นอีก ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐบาล สถาบัน
ทางการเงิน และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการออมและการลงทุนของประเทศไทยสามารถพิจารณา
แนวโน้มการออมเงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาดที่ได้รับจากการ
พยากรณ์จากผลการวิจัยเพื่อนาไปวิเคราะห์แนวทางในการดึงดูดเงินของประชากรกลุ่มนี้ให้อยู่ใน
ระบบเศรษฐกจิ อีกคร้ังหากในอนาคตเกิดโรคระบาดขึ้นอีก
1.2 คำถำมในกำรวจิ ัย
การทาวิจัยเรื่อง “การออมและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด
กรณีศึกษา การออมและการลงทุนของคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-พ.ศ.2541 ในสถานการณ์การ
ระบาด Covid-19 คน ในเขตพ้ืนท่กี รุงเทพฯ” ไดก้ าหนดหัวขอ้ คาถามการวิจัยเพ่ือเป็นแนวทางในการ
ดาเนนิ การวิจยั ไว้ทั้งหมด 4 ประเดน็ ไดแ้ ก่
1) พฤติกรรมการออมเงินของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาดเปน็ อย่างไร
2) พฤติกรรมการลงทุนของคนกลมุ่ Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาดเปน็ อย่างไร
3) แนวโนม้ การออมเงนิ ของคนกล่มุ Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาดเป็นอย่างไร
4) แนวโน้มการลงทนุ ของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาดเป็นอยา่ งไร
1.3 วัตถุประสงคข์ องกำรวิจยั
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัยครัง้ นี้ ไดแ้ ก่
1) เพอื่ ศึกษาองค์ประกอบเชิงยนื ยันการออมเงนิ ของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รค
ระบาด
2) เพอ่ื พยากรณ์แนวโน้มการออมเงินของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาด
3) เพื่อศีกษาองคป์ ระกอบเชิงยนื ยนั การลงทนุ เงนิ ของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รค
ระบาด
4) เพื่อพยากรณ์แนวโนม้ การลงทนุ ของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาด
1.4 ประโยชนท์ คี่ ำดวำ่ ได้รบั จำกกำรวิจัย
การทาวิจัยในครั้งนี้สามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคมทั้งในส่วนวิชาการ ภาคส่วนธุรกิจ และ
หนว่ ยงานภาครฐั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการลงทุนของคนกล่มุ Gen Y ในสถานการณโ์ รคระบาด ดังต่อไปน้ี
9
1) หน่วยงานภาครัฐบาลและสถาบันทางการเงินของประเทศไทยจะเข้าใจปัจจัยเชิงสาเหตุ
ในการออมเงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด เพื่อนามาปรับกลยุทธ์ใน
การดึงดดู เงนิ ของประชากรกลุ่มนใี้ ห้อยูใ่ นระบบเศรษฐกจิ
2) ภาคธุรกิจทีเ่ ก่ยี วข้องกับการออมและการลงทุนจะเขา้ ใจปัจจัยเชิงสาเหตใุ นการออมเงิน
และการลงทนุ ของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด เพือ่ นามาปรับกลยุทธใ์ นการดึงดูดเงนิ
ของประชากรกลุ่มนี้ให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจ
3) หนว่ ยงานภาครฐั บาลและสถาบนั ทางการเงินของประเทศไทยจะเข้าใจแนวโน้มการออม
เงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาดที่ได้รับจากการพยากรณ์จาก
ผลการวิจัยเพ่ือนาไปหาแนวทางปอ้ งกันวิกฤตการณ์การเงิน หากในอนาคตเกดิ โรคระบาดขึ้นอีก
4) ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการออมและการลงทุนจะเข้าใจแนวโน้มการออมเงินและการ
ลงทุนของคนกลมุ่ Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาดท่ีไดร้ ับจากการพยากรณจ์ ากผลการวิจัยเพื่อนาไป
วิเคราะห์แนวทางในการป้องกันธุรกิจและรักษาฐานผู้บริโภคจาก ประชากรกลุ่มนี้หากในอนาคตเกิด
โรคระบาดข้ึนอีก
5) หน่วยงานภาครัฐบาลและสถาบันทางการเงินในประเทศไทยสามารถพิจารณาแนวโน้ม
การออมเงนิ และการลงทนุ ของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาดที่ไดร้ ับจากการพยากรณ์จาก
ผลการวิจัยเพอื่ นาไปวเิ คราะห์แนวทางในการดึงดดู เงินของประชากรกลุ่มน้ีให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจอีก
ครงั้ หากในอนาคตเกิดโรคระบาดข้ึนอีก
6) ภาคธุรกจิ ท่ีเก่ยี วข้องกับการออมและการลงทุนในประเทศไทยสามารถพจิ ารณาแนวโน้ม
การออมเงนิ และการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาดท่ีได้รับจากการพยากรณ์จาก
ผลการวิจยั เพอ่ื นาไปวิเคราะห์แนวทางในการดึงดดู เงนิ ของประชากรกลมุ่ นี้ให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจอีก
ครง้ั หากในอนาคตเกดิ โรคระบาดขน้ึ อีก
1.5 ขอบเขตของงำนวิจัย
ขอบเขตดำ้ นพนื้ ทท่ี ่ีใชใ้ นกำรศึกษำ
ประชากรที่ใชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี ได้แก่ ประชากรทเ่ี กดิ ระหว่างปี พ.ศ.2523 - พ.ศ.2542 หรือ
ประชากรอายุระหว่าง 22 – 41 ปี ในกรุงเทพฯ โดยสาเหตุที่เลือกประชากรที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.
2523 - พ.ศ.2542 เนื่องจากงานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาการออมและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ใน
สถานการณโ์ รคระบาด ผ้วู จิ ัยจงึ มุง่ เน้นที่ผ้มู ีรายได้จากทางใดทางหนึ่ง ผู้วจิ ยั พจิ ารณาว่าเปน็ ช่วงอายุที่
มคี วามสามารถหารายได้จากทางใดทางหนึง่ ดว้ ยตนเองแลว้
ขณะที่พื้นที่การศึกษาวิจัย คือ กรุงเทพมหานครใน 5 เขตพื้นท่ี ได้แก่ เขตบางเขน เขตจตุจักร
10
เขตบางกะปิ เขตสายไหม และเขตลาดกระบัง เป็นพืน้ ทศี่ ึกษาวจิ ัย เนื่องจากพ้นื ท่ีดังกล่าวมีประชากร
ชว่ งอายุ 22 – 41 ปีอยูม่ ากเป็น 5 ลาดบั แรกในกรุงเทพมหานครฯ (สานักงานสถิตแิ ห่งชาติ, 2564)
ขอบเขตดำ้ นเนอื้ หำ
ในการทาวิจัยเรื่อง “การออมและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y ในสถานการณ์โรคระบาด
กรณีศึกษา การออมและการลงทุนของคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-พ.ศ.2542 ในสถานการณ์การ
ระบาด Covid-19 คน ในเขตพนื้ ท่กี รงุ เทพฯ” ไดก้ าหนดขอบเขตทางด้านเนอื้ หาในการวจิ ยั
ข้อมลู ท่วั ไปของประชำกรกลุ่ม Gen Y ได้แก่ เพศ อายุ จานวนบคุ คลในครอบครวั จานวน
ผพู้ ง่ึ พิงรายได้ในครอบครวั ภาระหนี้สิน รายได้ อาชีพ พฤตกิ รรมการออม พฤตกิ รรมการลงทนุ
ทั้งนี้ สามารถแบ่งขอบเขตด้านเนื้อหาเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ขอบเขตด้านเนื้อหาของการวิจัย
ส่วนการออม และขอบเขตดา้ นเนื้อหาของการวจิ ยั ส่วนการลงทนุ โดยสามารถอธิบายรายละเอียดของ
ขอบเขตดา้ นเนือ้ หา ดังนี้
ขอบเขตด้ำนเนื้อหำของกำรวจิ ัยส่วนกำรออม
1) ตัวแปรนโยบายลดภาระคา่ ใช้จ่ายประชาชน หมายถงึ มาตรการเพื่อลดภาระใช้จ่าย
ของประชาชนท่ีมีทมี่ าจากหน่วยงานภาครฐั บาลทสี่ ่งผลต่อการออม
2) ตัวแปรนโยบายหรือผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการออมจากภาคเอกชน หมายถึง ระดับ
อทิ ธิพลผลิตภณั ฑ์ที่ส่งเสรมิ การออมระยะยาวทีม่ ีที่มาจากภาคเอกชน
3) ตัวแปรนโยบายหรือมาตรการส่งเสริมการออมจากภาครัฐ หมายถึง ระดับอิทธิพล
นโยบายหรือมาตรการกระตนุ้ การออมจากภาครฐั ทส่ี ง่ ผลต่อการออม
4) ตัวแปรอัตราดอกเบี้ย หมายถึง ระดับอิทธิพลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตรา
ดอกเบ้ยี ทส่ี ง่ ผลตอ่ การออม
5) ตวั แปรภาระหนสี้ ิน หมายถึง ระดบั อทิ ธพิ ลของหนสี้ นิ ท่ีสง่ ผลต่อการออม
6) ตวั แปรรายได้ หมายถึง ระดบั อิทธิพลของรายได้ท่สี ่งผลตอ่ การออม
7) ตัวแปรจานวนผู้พึ่งพิงรายได้ในครอบครัว หมายถึง ระดับอิทธิพลเกี่ยวกับจานวนผู้
พงึ พงิ รายไดใ้ นครอบครวั ท่ีส่งผลต่อการออม
8) ตัวแปรจานวนผู้ว่างงานในครอบครัว หมายถึง ระดับอิทธิพลเกี่ยวกับจานวนผู้
ว่างงานในครอบครวั ทส่ี ง่ ผลต่อการออม
9) ตัวแปรเพื่อใช้สอยในชีวิตประจาวัน หมายถึง ระดับอิทธิพลของอุปสงค์ต่อการถือ
เงนิ เพ่ือใช้สอยในชวี ติ ประจาวนั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การออม
10) ตัวแปรเพื่อสะสมทรัพย์ หมายถึง ระดับอิทธิพลของอุปสงค์ต่อการถือเงินเพ่ือ
สะสมทรัพยท์ สี่ ง่ ผลต่อการออม
11
11) เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน หมายถึง ระดับอิทธิพลของอุปสงค์ต่อการถือเงินเพื่อใช้
จ่ายในยามฉุกเฉนิ ท่สี ง่ ผลต่อการออม
12) ตัวแปรอายุ หมายถงึ ระดบั อทิ ธพิ ลของอายุทสี่ ่งผลตอ่ การออม
13) ตัวแปรการศึกษา หมายถึง ระดับอทิ ธพิ ลของการศึกษาทีส่ ่งผลต่อการออม
14) ตัวแปรประสบการณ์การทางาน หมายถึง ระดับอิทธิพลของประสบการณ์การ
ทางานทสี่ ่งผลต่อการออม
15) ตวั แปรประสบการณก์ ารออม หมายถึง ระดบั อิทธิพลของประสบการณ์การออม
ท่สี ง่ ผลต่อการออม
16) ตวั แปรอตั ราแลกเปลยี่ น หมายถงึ ระดับอิทธพิ ลของอัตราแลกเปลย่ี นที่ส่งผลต่อ
การออม
17) ตัวแปรภาวะเงินเฟ้อ หมายถึง ระดับอิทธิพลของภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อการ
ออม
18) ตัวแปรเสถียรภาพของรฐั บาล หมายถึง ระดบั อทิ ธพิ ลของเสถยี รภาพของรัฐบาล
ที่สง่ ผลต่อการออม
19) ตัวแปรนโยบายการจัดเก็บภาษี หมายถึง ระดับอิทธิพลของนโยบายการจัดเกบ็
ภาษที สี่ ง่ ผลต่อการออม
ขอบเขตด้ำนเนื้อหำของกำรวิจัยสว่ นกำรลงทนุ
1) ตวั แปรนโยบายลดภาระค่าใชจ้ า่ ยประชาชน หมายถึง มาตรการเพอ่ื ลดภาระใช้จ่าย
ของประชาชนท่ีมีทม่ี าจากหน่วยงานภาครฐั บาลท่ีสง่ ผลต่อการลงทุน
2) ตัวแปรนโยบายหรือผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน หมายถึง ระดับ
อิทธพิ ลผลิตภัณฑ์ทสี่ ง่ เสริมการออมระยะยาวทม่ี ีทีม่ าจากภาคเอกชน
3) ตัวแปรนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ หมายถึง ระดับอิทธิพลผลิตภัณฑ์ที่
สง่ เสรมิ การลงทนุ ท่ีมที ี่มาจากภาครฐั
4) ตัวแปรความหลากหลายของแพลตฟอร์มการลงทุนในระบบออนไลน์ หมายถึง
ระดบั อิทธิพลของความหลากหลายของแพลตฟอร์มการลงทนุ ในระบบออนไลน์ ทสี่ ่งผลตอ่ การลงทุน
5) ตวั แปรภาระหน้ีสนิ หมายถงึ ระดบั อิทธพิ ลของหน้ีสินท่ีส่งผลตอ่ การลงทนุ
6) ตัวแปรรายได้ หมายถงึ ระดับอิทธิพลของรายไดท้ ี่สง่ ผลตอ่ การลงทนุ
7) ตัวแปรจานวนผู้พึงพิงรายไดใ้ นครอบครวั หมายถึง ระดับอิทธิพลเกี่ยวกบั จานวนผู้
พงึ พิงรายได้ในครอบครวั ทส่ี ่งผลต่อการลงทนุ
12
8) ตัวแปรจานวนว่างงานในครอบครัว หมายถึง ระดับอิทธิพลเกี่ยวกับจานวนผู้
ว่างงานในครอบครวั ที่ส่งผลต่อการลงทนุ
9) ตัวแปรเพื่อใช้สอยในชีวิตประจาวัน หมายถึง ระดับอิทธิพลของอุปสงค์ต่อการถือ
เงนิ เพื่อใช้สอยในชีวิตประจาวนั ท่ีสง่ ผลตอ่ การลงทนุ
10) ตัวแปรเพื่อสะสมทรัพย์ หมายถึง ระดับอิทธิพลของอุปสงค์ต่อการถือเงินเพื่อ
สะสมทรัพย์ทีส่ ่งผลต่อการลงทุน
11) เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน หมายถึง ระดับอิทธิพลของอุปสงค์ต่อการถือเงินเพื่อใช้
จา่ ยในยามฉุกเฉนิ ท่สี ง่ ผลตอ่ การลงทุน
12) ตวั แปรอายุ หมายถึง ระดบั อิทธพิ ลของอายุทส่ี ่งผลตอ่ การลงทุน
13) ตวั แปรการศกึ ษา หมายถึง ระดบั อิทธพิ ลของการศึกษาทีส่ ่งผลตอ่ การลงทุน
14) ตัวแปรประสบการณ์การทางาน หมายถึง ระดับอิทธิพลของประสบการณ์การ
ทางานที่ส่งผลตอ่ การลงทนุ
15) ตัวแปรประสบการณ์การลงทุน หมายถึง ระดับอิทธิพลของประสบการณ์การ
ลงทุนท่สี ่งผลตอ่ การลงทุน
16) ตวั แปรอัตราแลกเปล่ยี น หมายถึง ระดบั อิทธิพลของอตั ราแลกเปลย่ี นท่ีส่งผลต่อ
การออม
17) ตัวแปรภาวะเงินเฟ้อ หมายถึง ระดับอิทธิพลของภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อการ
ลงทนุ
18) ตัวแปรเสถียรภาพของรัฐบาล หมายถึง ระดับอิทธิพลของเสถียรภาพของรฐั บาล
ทสี่ ง่ ผลตอ่ การลงทุน
19) ตัวแปรนโยบายการจัดเกบ็ ภาษี หมายถึง ระดับอิทธิพลของนโยบายการจัดเก็บ
ภาษที สี่ ่งผลตอ่ การลงทุน
ขอบเขตด้ำนประชำกร กลุ่มตวั อย่ำง
ประชากรที่นามาพิจารณา ประชากรที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523 - พ.ศ.2540 หรือประชากร
อายุระหว่าง 22 – 41 ปีที่เป็นข้อมูลทุติยภูมิที่ปรากฏในสานักงานสถิติแห่งชาติที่แสดงข้อมูล
ประชากรไว้ในปี 2563 จานวน 1,498,126 คน และทาการกาหนดกลุ่มตัวอย่างจานวน 400 คนมา
พจิ ารณาในการวจิ ัย
13
1.6 นยิ ำมศัพทใ์ นกำรวจิ ยั
ผวู้ จิ ยั ได้กาหนดนยิ ามปฏิบตั ิการ มีรายละเอียด ดังนี้
ประชำกรกลมุ่ Gen Y หมายถงึ ประชากรท่ีเกดิ ระหว่างปี พ.ศ.2523-2543
กำรลงทุนของกลุ่ม Gen Y หมายถงึ การลงทนุ ในลกั ษณะของการเป็นผูล้ งทนุ รายยอ่ ย
หรือผลู้ งทุนธรรมดาท่ีไมใ่ ชน่ ติ ิบคุ คลทเี่ กิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2539
บทท่ี 2
แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง
การวิจัยในครั้งนี้ได้อาศัยแนวอาศัยแนวคิดและทฤษฎี ตลอดจนผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องใน
หลากหลายศาสตร์เพ่ือให้สามารถอธบิ ายถึงการออมเงินและการลงทุนของคนกลุ่ม Gen Y และ Gen
Z ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนและเกิดความเข้าใจในองค์ความรู้นั้น โดยแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่
เกยี่ วข้องท่ีนามาใช้ประกอบในการวิเคราะหใ์ นงานวจิ ยั นี้ไว้ ดงั น้ี
2.1 แนวคดิ และทฤษฎีเกยี่ วกบั การออมและการลงทนุ
ความหมายการออม
คณะบัญชี มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพธนบรุ ี (2557 : 1) ไดใ้ ห้ความหมาย การออม ไวว้ ่า เป็น
การเสยี สละการบริโภคในปจั จุบนั เพื่อไวบ้ ริโภคในอนาคต
กองทนุบาเหน็จบานาญข้าราชการ(2554 : 18) ได้ให้ความหมาย การออม ไว้ว่า การออม
คือ การสะสมเงนิ เพ่อื ประโยชนใ์ นอนาคต และยามฉกุ เฉนิ ตาม “การออม ไมใ่ ช้ การอด” การออม คือ
การไดใ้ ชเ้ งนิ แน่นอน แตเ่ ปน็ การใช้เม่ือจาเป็นในอนาคต
มงคลชัย จารูญ (2560 : 19) กล่าวถึง การออม ไว้ว่า การที่บุคคลมีรายได้เมื่อหักรายจ่าย
แลว้ นน้ั ในสว่ นของเงินทีเ่ หลือที่ไม่ได้ถูกใช้สอยออกไปเรยี กว่าเงนิ ออม เป็นการสะสมเงนิ ทีละเล็กทีละ
นอ้ ยเพ่ือไว้ใช้จ่ายตามวตั ถปุ ระสงคต์ า่ ง ๆ ในอนาคต
จากความหมายข้างตน้ สามารถสรุปไดว้ า่ การออม หมายความว่า การทบี่ คุ คลได้มีการ
เสียสละการบรโิ ภคเพื่อสะสมเงินในการใชป้ ระโยชนใ์ นอนาคต และยามฉุกเฉิน
ทฤษฎเี กี่ยวกับการออม
1) สมมุตฐิ านรายได้สมบูรณ์
เป็นทฤษฎีตามแนวคิดของ John Maynard Keynes ได้อธิบายสมมตฐานที่อธิบายถึง
ความสัมพันธ์ของรายได้ (Income) กับการบริโภค โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์เชิง
บวก สรุปได้ว่า เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นการบริโภคจะเพิ่มขึ้นด้วยแต่การบริโภคจะเพิ่มขึ้นไม่เท่ากับการ
เพิ่มขึ้นของรายได้ ดังนั้น จึงมีผลทาให้ส่วนแตกต่างระหว่างรายได้กับการบริโภคจะยิ่งมากขึ้น หรือ
การออม และความโนมเอียงในการออมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อธิบายได้โดย (อมรทิพย์ แท้เที่ยงธรรม,
2544)
จากสูตร c = a + bY
เม่อื c = การบริโภคที่แทจ้ ริง
15
Y = รายได้สุทธทิ ส่ี ามารถใช้จา่ ยได้จริง
b = ความโน้มเอยี งในการบรโิ ภคหน่วยสุดท้ายและถูกสมมตว่าคงที่
ขณะใดขณะหนงึ่ ซึ่งเกดิ จาก หรอื มสี ัญลักษณ์อกี อยา่ งหนงึ่ ว่า MPC
a = คา่ intercept ที่แสดงว่าแม้ไมม่ รี ายได้ใด ๆ
และ Y = C + S
เมอ่ื S = การออม
ดังน้ัน S = Y - C
= Y – (a + bY)
รายจา่ ยของภาคครวั เรอื นหรือรายจา่ ยในการอุปโภคบรโิ ภคของภาคเอกชน
หมายถึง รายจ่ายเพื่อการบริโภค คือ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็น
รายจ่ายท่จี ่ายโดยเอกชน บคุ คลธรรมดา สถาบันต่างๆที่ไม่แสวงหากาไร ทงั้ นี้ รายจา่ ยเพ่ือการบริโภค
สามารถจาแนกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าถาวร เช่น รถยนต์ ตู้เย็น รายจ่ายเพื่อ
ซื้อสินค้าไม่ถาวร เช่น การบริโภค อาหาร และรายจ่ายสินค้าบริการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง
บริการต่าง ๆ เชน่ การชมภาพยนตร์
ท้งั นี้ ปจั จัยทก่ี าหนดรายจา่ ยเพื่อการบรโิ ภค (C) สามารถจาแนกได้ ดงั น้ี
1) รายได้สุทธิสว่ นบคุ คล (Yd) 2) สนิ ทรัพย์ของผบู้ ริโภค
3) ระดบั ราคาสินค้า 4) สินเช่ือผบู้ รโิ ภค
5) การคาดคะเนราคาสนิ ค้าในอนาคต 6) พฤติกรรมของผบู้ ริโภค
จากปัจจัยที่กาหนดรายจ่ายเพื่อการบริโภคที่ได้นาเสนอมานั้นจะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่สาคัญ
ที่สุด คือ รายได้ที่สามารถใช้จ่ายได้จริง (disposable income : Yd) หรือรายได้สุทธิส่วนบุคคลเป็น
รายได้ที่ถูกหักเงินได้ไว้ใช้แล้ว เมื่อรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ส่วนหนึ่งจะนาไปซื้อสินค้าหรือบริการซึ่งจะ
เรียกว่าการบริโภค (C) และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บออมไว้เรียกว่าการออม (S) ดังนั้นการบริโภคและการ
ออมจะมีความสัมพันธ์กัน ถ้าการบริโภคมากขึ้นก็จะทาให้เงินออมน้อยลงและในทางกลับกัน ถ้าการ
บรโิ ภคลดลงจะทาใหม้ ีเงินออมมากขน้ึ หรอื เขยี นในภาพสมการ (นราทิพย์ ชุติวงศ์. 2558) ได้ว่า
Yd = C + S
โดยท่ี Yd คอื รายได้ทใี่ ชจ้ ่ายไดจ้ รงิ (disposable income)
C คอื การใช้จ่ายในการบรโิ ภครวม (consumption)
S คือ การออม (saving)
16
การออมเป็นสว่ นของรายได้ทเี่ หลือหลังจากหักรายจ่ายบริโภคแลว้ หรือเปน็ สว่ นของรายได้ที่
ผู้บริโภคไม่นาไปซื้อสินค้าและบริการเพือ่ บรโิ ภคในงวดเวลาเดียวกัน ดังนั้นปัจจัยสาคัญท่ีกาหนดการ
ออมกค็ ือรายได้ท่ีใช้จ่ายได้จรงิ ถ้ารายได้ทีใ่ ช้จ่ายได้จรงิ มากขึน้ การออมก็จะมากข้นึ ด้วย ความสัมพนั ธ์
ระหว่างรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงกับการออมจึงมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน (นราทิพย์ ชุติวงศ์.
2558)
ฟงั ก์ชนั การบริโภคและการออม
1) ฟังก์ชั่นการบริโภค (Consumption Function) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรายจ่าย
เพื่อการบริโภค (C) กับปัจจัยทีม่ ีผลต่อการบริโภค ซึ่งมาจากจากแนวคิดของเคนสท์ ี่กลา่ วว่า รายได้ท่ี
ใช้จ่ายได้จริงในระยะส้ันเป็นตัวกาหนดทีส่ าคญั ที่สาคัญที่สุดในรายจ่ายเพ่ือการบริโภค ดังนั้นรายได้ที่
ใชจ้ ่ายไดจ้ ริงเป็นตัวกาหนดโดยตรง ส่วนปัจจัยอืน่ ๆเป็นตัวกาหนดทางออ้ ม ความสัมพนั ธ์ระหว่าง การ
บริโภค และ รายได้ เรียกว่า ฟังก์ชันการบริโภคเป็นความสัมพันธ์โดยตรง เมื่อ Yd เพิ่ม C จะเพิ่ม
ขณะเดยี วกันเมื่อ Yd ลด C ก็จะลด โดยมขี ้อสมมุติว่าปัจจยั อ่ืนท่ีกาหนดการบริโภคอยู่คงท่ี เขียนเป็น
ฟงั ก์ชนั ดังนี้
C = f (Yd)
โดยท่ี C = ระดับการบรโิ ภค
Yd = รายไดส้ ทุ ธสิ ว่ นบุคคล (รายได้ที่สามารถใช้จ่ายไดจ้ ริง)
จากฟงั ก์ชนั การบริโภค อธบิ ายไดว้ า่ การบรโิ ภคจะมากหรือนอ้ ยขึ้นอยู่กับรายได้ กล่าวคือ
เม่ือรายได้เพ่ิมขึ้น การบรโิ ภคเพ่ิมตาม แต่เม่อื รายได้ลดลงการบรโิ ภคก็ลดตาม แตม่ ีข้อสังเกตวา่ แมว้ า่
รายได้จะมคี า่ เท่ากบั ศนู ยก์ ็ยังคงมกี ารบริโภคอยูร่ ะดับหนง่ึ ตัวอยา่ งเช่น เม่ือโรงไฟฟา้ นวิ เคลยี รจ์ ะ
ระเบิด แม้ทรัพย์สนิ ทุกอย่างจะถูกทาลายแต่ประชาชนก็ยังจาเป็นตอ้ งบริโภคเพื่อประทงั ชวี ติ (โดย
อาศัยสนิ ค้าหรือบริการใดท่ีสังคมอน่ื ๆช่วยเหลือ) ปรากฏการณ์นี้ตรงกบั แนวความคิดของเคนส์ คอื แม้
รายไดจ้ ะน้อยลงจนเปน็ ศูนย์ การบริโภคยังคงมจี านวนหนง่ึ ดงั นั้นเขยี นเป็นสมการเส้นตรง (สปิ ปภาส
พรสุขสวา่ ง, 2557) ไดว้ ่า
C = Ca + bYb
โดยที่ C คอื ระดับการบริโภค
Ca คือ การบริโภคเมือ่ ระดบั รายไดท้ ่ีใช้ได้จริงเปน็ ศูนย์
17
b คือ ระดับการบริโภคท่ีเปล่ียนแปลงไปเมื่อรายไดส้ ุทธิเปลย่ี นแปลงไป 1
หนว่ ย
(หรอื คือค่า MPC)
Yd คอื รายไดท้ ใ่ี ช้จา่ ยไดจ้ ริง (disposable income)
2) ฟังก์ชนั การออม เม่ือทราบฟังก์ชนั ของการบรโิ ภคจะสามารถหาฟังกช์ ันการออมได้
เพราะการออมเปน็ สว่ นของรายไดท้ เ่ี หลือหลังหกั การบรโิ ภคแล้ว ในแง่ของบุคคล ถา้ บุคคลใชจ้ า่ ย
รายไดข้ องเขาไปในการบริโภคนอ้ ยกว่าท่ีไดร้ บั รายได้ส่วนทเี่ หลือจากการใชจ้ ่ายเรียกวา่ เงินออม ในแง่
ของประเทศก็เช่นเดียวกัน รายไดป้ ระชาชาติที่เหลือจาการบรโิ ภคของประเทศ คือ เงินออมของ
ประเทศในรอบระยะเวลาน้นั (สปิ ปภาส พรสุขสวา่ ง, 2557) เราสามารถเขยี นเป็นสมการไดว้ า่
S=Y-C
โดยให้ S = การออม
Y = ระดบั รายได้ประชาชาติ
C = ระดบั การบริโภค
และเม่ือเราแทนค่าสมการการบรโิ ภคลงในสมการขา้ งต้นจะได้
S = Yd - (Ca + b Yd)
S = Yd - Ca - b Yd
หรือ S = -Ca + (1 – b) Yd
โดย -Ca คอื การออมเม่ือระดับรายได้ทใ่ี ชไ้ ด้จริงเป็นศูนย์
1-b คอื ค่าความชันของสมการ การออม หรือความโน้มเอยี งหน่วย
สุดท้ายในการออม (marginal propensity to save:
MPS)
จากสมการออมจะเหน็ ไดว้ า่ การออมมีความสัมพนั ธ์ในทศิ ทางเดียวกับรายได้ประชาชาติ
กล่าวคอื เมอ่ื รายได้ประชาชาตเิ พ่มิ การออมก็เพ่ิมขึน้ ในสัดสว่ นเท่ากบั 1 – b และเมื่อรายได้
ประชาชาตเิ ท่ากับศูนย์ การออมจะเทา่ กับ -Ca
18
ความโน้มเอยี งในการบรโิ ภคและความโนม้ เอียงในการออม
1) ความโนม้ เอียงในการบริโภค คือ คา่ ท่วี ัดออกมาเป็นตัวเลขท่ีแสดงความสัมพันธ์
ระหว่างรายไดป้ ระชาชาติกบั การบริโภค แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื ความโนม้ เอยี งเฉล่ียในการ
บริโภค กบั ความโน้มเอียงหน่วยสุดทา้ ยในการบริโภค (อนุสรณ์ สรพรหม, 2550)
1.1) ความโนม้ เอียงเฉลยี่ ในการบรโิ ภค (average propensity to consume: APC)
คือ อัตราส่วนระหวา่ งคา่ ใช้จ่ายในการบริโภค กบั รายไดท้ ่ใี ช้จา่ ยจริง ซึง่ คานวณได้โดย
APC =
โดยท่ี APC = ความโน้มเอยี งเฉลยี่ ในการบริโภค
C = รายจา่ ยบริโภค
Y = รายจา่ ยที่ใช้จา่ ยได้จรงิ
1.2) ความโนม้ เอียงหน่วยสุดทา้ ยในการบรโิ ภค (marginal propensity to
consume: MPC) คือ อตั ราสว่ นระหวา่ งสว่ นทีเ่ ปลี่ยนแปลงของค่าใชจ้ ่ายในการบริโภค กบั ส่วนที่
เปลย่ี นแปลงรายได้ที่ใช้จา่ ยจรงิ ซงึ่ คานวณได้โดย
MPC = ∆
∆
โดยที่ MPC = ความโนม้ เอียงหนว่ ยสุดท้ายในการบริโภค
∆ = การเปลีย่ นแปลกงการบรโิ ภค
∆ = การเปลี่ยนแปลงรายจ่ายท่ีใชจ้ า่ ยได้จริง
2) ความโน้มเอียงในการออม คือ ค่าท่ีวดั ออกมาเป็นตัวเลขทแ่ี สดงความสัมพันธร์ ะหวา่ ง
รายได้ประชาชาติกบั การออม แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ ความโนม้ เอียงเฉลยี่ ในการออม กบั ความ
โน้มเอยี งหนว่ ยสดุ ทา้ ยในการออม (อนุสรณ์ สรพรหม, 2550)
2.1) ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการออม (average propensity to save: APS) คอื
อัตราส่วนระหวา่ งค่าใช้จ่ายในการออม กบั รายได้ทใ่ี ช้จ่ายจรงิ ซ่ึงคานวณไดโ้ ดย
APS =
โดยที่ APS = ความโน้มเอียงเฉลย่ี ในการบริโภค
19
S = รายจ่ายบริโภค
Y = รายจ่ายท่ใี ช้จ่ายไดจ้ ริง
2.2) ความโนม้ เอียงหนว่ ยสุดทา้ ยในการออม คอื (marginal propensity to save:
MPS) คือ อัตราสว่ นระหว่างส่วนท่เี ปลี่ยนแปลงของการออมกบั ส่วนทเี่ ปลี่ยนแปลงรายไดท้ ่ีใช้จ่ายจรงิ
คานวณไดโ้ ดย
MPS = ∆
∆
โดยที่ MPS = ความโนม้ เอยี งหน่วยสุดทา้ ยในการออม
∆ = การเปลย่ี นแปลงการออม
∆ = การเปลี่ยนแปลงรายจ่ายที่ใชจ้ ่ายได้จริง
เม่ือเกิดการเปลย่ี นแปลงในรายไดท้ ใ่ี ช้ได้จริง ครัวเรือนจะเปล่ยี นแปลงการบริโภคและการ
ออมเขียนเป็นสมการได้ ดงั นี้
∆ d = ∆ + ∆
กฎว่าดว้ ยการบริโภคของเคนส์ (นราทิพย์ ชุตวิ งศ์, 2558)
1) แมว้ ่าจะไม่มีรายได้เลย การบรโิ ภคกจ็ าเปน็ ต้องมเี พื่อใหอ้ ยรู่ อด อีกนัยยะหมายถึง ณ
ระดับรายได้ต่ากวา่ รายได้เสมอตวั (Y < C) จะทาให้ APC มีค่ามากกว่า 1 และ APS มีค่าตดิ ลบ
2) เมื่อรายได้เพ่ิม จะทาให้การบรโิ ภคเพ่มิ เมือ่ รายได้ลดจะทาให้การบรโิ ภคลด แสดงวา่
MPC หรอื Slope ของเส้นการบริโภคเป็นบวกเสมอ
3) อัตราการเปลย่ี นแปลงของค่าใชจ้ า่ ยเพ่ือการบรโิ ภคจะน้อยกว่าอัตราการเปล่ียนแปลง
ของรายได้ ย่อมทาให้ MPC มีค่าน้อยกว่า 1 เสมอ และคา่ APC จะลดลงเมอ่ื รายไดเ้ พิ่มขึ้น
4) รายได้ท่ใี ชจ้ า่ ยไดจ้ ริงของของบคุ คลจะถูกแบง่ ออกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือ คา่ ใชจ้ า่ ยเพื่อการ
บรโิ ภคและคา่ ใช้จ่ายเพ่อื การออม ดังนั้น APC + APS = 1 เสมอ
5) รายได้สว่ นทีเ่ พม่ิ ขึ้น ส่วนหนงึ่ จะใชเ้ พ่ือการบริโภค อกี ส่วนจะใชเ้ พ่ือการออม ดังน้ัน MPC
+ MPS = 1 เสมอ
6) MPC ณ ระดับรายไดส้ ูงจะมคี า่ ต่ากวา่ MPC ณ ระดับรายได้ต่า นี่แสดงว่า MPC ของ
ประเทศยากจนจะมีคา่ สูงกว่า MPC ของประเทศร่ารวย และ MPC ของคนจนจะสงู กวา่ คนรวย
20
ปจั จยั กาหนดคา่ ใช้จ่ายในการบรโิ ภคและการออม
เคนส์ได้แบ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคไว้เป็น 2 กลุ่ม คือ ปัจจัยทางด้านวัตถุ
(objective factor) ซึ่งสามารถจับต้องได้ สามารถวัดค่าออกมาเพื่อวิเคราะห์ได้ เช่น โครงสร้าง
ประชากรอายุ ลักษณะของทรัพยส์ ินทถ่ี อื ครอง เปน็ ตน้ และปัจจยั ทางดา้ นจติ ใจ (subjective factor)
ซึ่งเป็นความรู้สึกเฉพาะบุคคลไม่สามารถวัดได้ (เสาวลักษณ์ กู้เจริญประสิทธิ์, 2557) โดยมี
รายละเอียด ดังนี้
1) โครงสรา้ งอายุของประชากรและการเพ่ิมขนึ้ ของประชากร โครงสร้างอายุก็มีผล
ตอ่ การบรโิ ภคและการออม เชน่ วยั ทางานมแี นวโน้มจะเก็บออมมากกว่าวัยหนมุ่ สาว เปน็ ต้น
2) ปริมาณและลักษณะของทรัพย์สนิ ที่ถือครอง เช่น เงินสด เงนิ ฝากธนาคารท่ีมักจะ
มแี นวโน้มบรโิ ภคมากกวา่ ครวั เรอื นทเ่ี ป็นสินทรัพย์ที่ไมเ่ ป็นตวั เงินอย่าง ท่ดี ิน บ้าน เป็นตน้
3) การคาดคะเนถึงอนาคตของผู้บริโภคเกี่ยวกับราคาและรายได้ เช่น ถ้าผู้บริโภค
คาดว่าราคาสนิ คา้ จะสงู ขน้ึ ในอนาคต ณ เวลาปจั จุบันก็จะทาการใชจ้ ่ายเพ่อื สินค้านั้นๆมากข้นึ เป็นตน้
4) การกระจายรายได้และความรา่ รวยของชุมชน หากเกิดการกระจายรายได้แกช่ น
ชั้นล่างของสัมคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมก็จะทาให้การบริโภคโดยภาพรวมภายในประเทศสูงขึ้น
อยา่ งแนน่ อนหรอื อาจกลา่ วได้วา่ MPC ของคนจนจะสงู กว่า MPC ของคนรวย
5) การส่งเสริมการตลาด การส่งเสริมการตลาดในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการใช้จ่าย
ของผบู้ ริโภคเปน็ อย่างมาก โดยผา่ นสือ่ โฆษณาเพอื่ จงู ใจผบู้ ริโภคใหม้ กี ารจับจ่ายใชส้ อยมากข้นึ
6) สินเชื่อเพื่อการบริโภคและอัตราดอกเบี้ย เช่น ณ ระดับรายได้ที่ใช้จ่ายได้เท่ากัน
หากมนี โยบายใหส้ ินเช่อื โดยกาหนดดอกเบ้ยี อตั ราตา่ จะส่งผลใหผ้ ู้บริโภคมคี วามต้องการใช้จ่ายมากข้ึน
เปน็ ต้น
7) อัตราภาษี เช่น หากอัตราภาษีเพิ่มขึ้น รายได้ที่จ่ายได้จริงจะลดลง ทาให้การ
บริโภคลดลง เปน็ ต้น
8) คา่ นิยมหรอื ทศั นคติ เป็นปัจจัยทางดา้ นจติ ใจทีถ่ กู กาหนดโดยคนในสังคมว่าเป็นใด
เป็นสิ่งที่มีความนิยมชมชอบในสังคมก็จะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่น ประชาชนชาวเกาหลีใต้มี
ค่านิยมใชส้ ินคา้ อเิ ล็กทรอนิกสท์ ผี่ ลิตในประเทศเท่านั้น จึงทาให้การบริโภคสนิ คา้ ท่ีผลิตแบรนด์เกาหลี
ใตไ้ ด้รบั ความนิยมในประเทศบ้านเกดิ เป็นตน้
9) ปัจจัยอื่นๆ เช่น หน่วยธุรกิจมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาด หรือ
สภาพแวดล้อมตามธรรมชาตทิ ่ีมผี ลตอ่ จิตใจ เป็นตน้
21
ทฤษฎีการลงทุน
การลงทุน หมายถงึ การกันเงินไวจ้ านวนหนึง่ ในชว่ งระยะเวลาหนึง่ เพือ่ ก่อใหเ้ กดิ กระแสเงิน
สดรับในอนาคต ซ่งึ จะชดเชยให้แกผ่ กู้ นั เงิน โดยกระแสเงนิ สดรับน้ี ควรคุ้มกับอัตราเงนิ เฟ้อและคุ้มกับ
ความไม่แน่นอนทีจ่ ะเกิดแกก่ ระแสเงนิ สดรบั ในอนาคต (อมรทพิ ย์ แท้เท่ยี งธรรม, 2544)
การลงทนุ แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ
1. การลงทนุ เพื่อการบรโิ ภค (Consumer Investment) เป็นการลงทุนของผลู้ งทุนี้เป็นเร่ือง
เกี่ยวกับการซื้อหลักทรัพย์ประเภทคงทนถาวร เช่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ฯลฯ เป็นการ
ลงทุนท่มี ไิ ดห้ วงั กาไรในภาพของตัวเงนิ แตเ่ พื่อความพอใจในการใชส้ นิ ทรพั ย์เหลา่ น้ันมากกว่า
2. การลงทุนในธุรกิจ (Business or Economic Investment) เป็นการลงทุนซื้อทรัพย์สิน
เพื่อการประกอบธุรกจิ หารายได้ โดยหวงั ว่าอย่างน้อยทส่ี ดุ รายได้น้ี เพยี งพอที่จะชดเชยกับความเสี่ยง
ในการลงทุน การลงทุนประเภทน้ีมเปา้ หมายในการลงทนุ คอื กาไร
3. การลงทุนในหลักทรัพย์ (Financial or Securities Investment) การลงทุนตาม
ความหมายทางการเงิน หรือการลงทุนในหลักทรัพย์เป็นการซื้อสินทรัพย์ (Asset) ในภาพของ
หลักทรัพย์ (Securities) เช่น พันธบัตร (Bond) หุ้นกู้ หรือหุ้นทุน (Stock) การลงทุนลักษณะนี้เป็น
การลงทุนทางอ้อม ซึ่งแตกต่างจากการลงทนุ ของธรุ กิจ ผู้มีเงินออมเม่ือไมต่ ้องการทีจ่ ะเป็นผู้ประกอบ
ธุรกิจเองเนื่องจากความเสี่ยงหรือผู้ออมเองยังมีเงินไม่มากพอผู้ลงทุนอาจนาเงินที่ออมได้ไปซื้อ
หลักทรัพย์ที่ตนพอใจที่จะลงทุน นอกจากนี้ผู้ลงทุนอาจได้ผลตอบแทนอีกลักษณะหนึ่ง คือกาไรจาก
การซอ้ื ขายหลักทรพั ย์ (Capital gain) หรือขาดทุนจากการขายหลกั ทรัพย์ (Capital loss)
จดุ มุ่งหมายในการลงทนุ
ผลู้ งทนุ ต่างกม็ จี ดุ ม่งุ หมายในการลงทนุ ของตัวเองตามความต้องการและภาวะแวดล้อมของผู้
ลงทุนซึ่งแบ่งเป็นลักษณะดังต่อไปนี้ (อมรทิพย์ แท้เที่ยงธรรม, 2544) ความปลอดภัยของเงินทุน
(Security of principal) ความปลอดภัยของเงินลงทุน นอกจากจะหมายความถึงการรักษาเงินลงทนุ
เริ่มแรกให้คงไว้แล้ว และยังหมายรวมถึงการป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากอานาจซื้อลดลงอันเปันผล
จากภาวะเงนิ เฟ้ออีกด้วยเสถียรภาพของรายได้ (Stability of income) ผลู้ งทนุ มักจะลงในหลักทรัพย์
ที่ใหร้ ายไดท้ ส่ี มา่ เสมอทงั้ น้ีเน่ืองจากรายได้ที่สม่าเสมอ เชน่ ดอกเบี้ย หรือเงนิ ปนั ผลหุ้นบรุ ิมสิทธิ ความ
งอกเงยของเงินทุน (Capital growth) นักลงทุนมักจะตั้งจุดมุ่งหมายไว้ว่าพยายามจัดการให้เงินทุน
ของเขาเพิ่มพูนขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความงอกเงยจองเงินทุนจะเกิดขึ้นได้จากการลงทุนในหุ้น
ของบริษัทที่กาลังขยายตัวเท่านั้น ผู้ลงทุนส่วนมากเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน โดยการนาดอกเบี้ยและ
เงนิ ปันผลท่ไี ด้รบั ลงทนุ ใหม่ ความงอกเงยของเงนิ ทนุ นีใ้ หป้ ระโยชน์แก่ผ้ลู งทุนในดงั ต่อไปนี้
1) เพื่อปรบั ฐานะของผ้ลู งทุนในระยะยาวให้ดีขน้ึ
2) เพ่ือรกั ษาอานาจซอ้ื ให้คงไว้
22
3) เพ่ือใหก้ ารจัดการคล่องตวั ข้ึน
ความคล่องตัวของการซ้ือขาย (Marketability) หมายถงึ หลักทรพั ย์ที่สามารถซื้อหรือขายได้
ง่ายและรวดเรว็ ทัง้ นขี้ ้ึนอยูก่ ับราคา ขนาดของตลาดหลกั ทรพั ยท์ ี่หุ้นัน้ นจดทะเบยี นขนาดของบริษทั ผู้
ออกหลกั ทรัพย์ จานวนผูถ้ อื หุน้ และความสนใจท่ีประชาชนทัว่ ไปมตี อ่ หนุ้ นี้ ความสามารถในการ
เปล่ียนเปน็ เงินสดได้ทันท(่ี Liquidity) เม่อื หลักทรพั ย์ท่ลี งทุนมีความคล่องตัวสงู ความสามารถในการ
หากาไรยอ่ มลดลง ผลู้ งทนุ ตอ้ งการการลงทนุ ในหลักทรัพย์ทีม่ คี วามคลอ่ งตัวหรือหลักทรัพยท์ ีใ่ กล้เคียง
กบั เงนิ สด ก็ด้วยความหว่ งทีว่ ่า หากโอกาสลงทนุ ทีน่ ่าดึงดูดจูงใจมาถงึ นกั ลงทุนจะได้รับเงนิ พร้อมท่ีจะ
ลงทุนในทนั ทีการกระจายเงนิ ลงทุน (Diversification) วัตถุประสงค์กค็ ือต้องการกระจายความเสย่ี ง
และการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนในหลักทรัพยส์ ามารถกระทาได้ 4 วิธี คอื
1) ลงทุนผสมระหวางหลกั ทรัพยท์ มี่ หี ลักประกันในเงนิ ลงทุน และมีรายไดจ้ ากการลงทุน
แนน่ อนกับหลักทรัพยท์ ม่ี รี ายไดแ้ ละราคาเปลยี่ นแปลงขนึ้ ลงตามีภาวะธรุ กจิ
2) ลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ อย่างปนกันไป
3) ลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกจิ ที่มคี วามแตกตา่ งกนั ทางภูมศิ าสตร์
4) ลงทุนในหลกั ทรัพย์ของธุรกจิ ท่ีมีลักษณะการผลิตท่ีตา่ งกันแบบ Vertical หรือ
Horizontal โดยทถ่ี า้ เปน็ แบบ Vertical หมายถงึ การลงทุนในธุรกจิ ต่าง ๆ ต้งั แต่วตั ถดุ ิบไปถงึ
หลกั ทรพั ยส์ าเรจ็ ภาพ ถา้ เป็นแบบ Horizontal เปน็ การลงทุนในกจิ การที่ประกอบธรุ กจิ ในลักษณะ
เดยี วกัน
ความพอใจด้านภาษี (Favorable tax status) ฐานะการจ่ายภาษีของผ้ลู งทุนน้เี ปน็ ปัจจยั
สาคญั อย่างหน่ึงท่ผี ู้บรหิ ารเงินทุนตอ้ งใหค้ วามสนใจ เพราะผลู้ งทนุ อาจเล่ยี งการจา่ ยภาษีเงินได้พงึ
ประเมนิ โดยลงทนุ ในพนั ธบัตรทไ่ี ด้รบั การยกเว้นภาษหี รือซ้ือหลักทรพั ย์ทไี่ ม่มกี ารจา่ ยเงินปันผลใน
เวลาน้ี แตจ่ ะได้ในภาพกาไรจากการขายหลักทรัพย์ในอนาคต (อมรทิพย์ แท้เที่ยงธรรม, 2544)
ปจั จัยทก่ี าหนดการลงทุน
ประกอบดว้ ยปัจจยั ต่าง ๆ อันได้แก่ ปจั จยั ด้านเศรษฐกิจ การเมืองปจั จยั ดา้ นข้อมลู ข่าวสาร
รวมถึงตัวโบรกเกอร์ (สปิ ปภาส พรสุขสวา่ ง, 2557) โดยมีรายละเอยี ดมดี งั นี้
1) ปัจจยั ดา้ นเศรษฐกิจ หมายถงึ ภาพรวมทางเศรษฐกิจท่ีมีผลกระทบต่อการลงทนุ เนอ่ื งจาก
ปัญหาทางเศรษฐกิจอาจสง่ ผลกระทบต่อปัญหาด้านอนื่ ๆ ได้ โดยจะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบทางด้าน
จติ วทิ ยาของผู้ลงทุนได้มากที่สุด ได้แก่
1.1) ระดับรายได้ประชาชาติและการเปลย่ี นแปลงรายได้ประชาชาติ รายได้ประชาชาติ
เป็นสิ่งที่รองรับการลงทุนกล่าวคือการลงทุนจะอยู่ในระดับต่าหากรายได้ประชาชาติอยู่ในระดับต่า
ในทางตรงข้าม หากรายได้ประชาชาติอยู่ในระดับที่สูงหรือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นนักลงทุนสามารถ
คาดหวงั วา่ สามารถขายหลักทรพั ยไ์ ด้เพิม่ มากขึ้น การลงทุนจงึ เพ่ิมขนึ้ สูงตามไปดว้ ย หรือหากว่ารายได้
23
ประชาชาติมีอัตราการเพิ่มที่ลดลง ซึ่งแสดงว่าประชาชนมีอานาจซื้ออยู่ในระดับต่า ผู้ลงทุนจะชะลอ
การลงทุนตามไปด้วย
1.2) อัตราดอกเบี้ย (Rate of Interest) โดยทั่วไปในช่วงระยะเวลาที่อัตราดอกเบี้ยสูง
การลงทนุ จะมีน้อย และในชว่ งระยะเวลาท่ีอตั ราดอกเบยี้ ต่าการลงทุนจะเพ่ิมมากขึน้ ดว้ ย
1.3) กาไรที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Profit)เนื่องจากการลงทุนต้องมีการจ่าย
ค่าตอบแทนแก่เจา้ ของเงินทุน ดังนั้นผ้ลู งทนุ จึงต้องเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน
หากต้นทุนตา่ กวา่ ผลตอบแทนก็จะได้กาไร ซ่งึ อตั รากาไร คอื จานวนกาไรทีค่ ิดเป็นรอ้ ยละของเงินลงทุน
หากอัตรากาไรที่คาดว่าจะได้รับอยู่ในระดับที่สูงก็จะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนตัดสินใจที่จะลงทุน
ในทางตรงกันข้ามหากอัตรากาไรท่ีคาดว่าจะได้รับอยูใ่ นระดับที่ต่าก็จะทาให้นักลงทุนตัดสินใจไม่เพม่ิ
การลงทนุ
1.4) ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องพบกับการแข่งขันซ่ึง
นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การที่แต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ต่างจากคู่แข่งและมี
ความเป็นผู้นาทางด้านผลิตภณั ฑใ์ หม่ กจ็ ะถือว่าบรษิ ทั ไดเ้ ปรยี บคูแขง่ ขนั สง่ ผลให้มกี ารลงทนุ เพมิ่ ข้ึน
1.5) ราคาหลักทรัพย์ทุนและการบารุงรักษา นักลงทุนต้องนามาพิจารณาเพื่อประเมิน
อัตรากาไรที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุน ถ้า ค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูงมาก อัตรากาไรที่คาดว่าจะ
ไดร้ บั กจ็ ะต่า ในทางตรงข้าม ถา้ คา่ ใช้จา่ ยในการลงทนุ ต่าอัตรากาไรท่คี าดวา่ จะไดร้ ับกจ็ ะมีมาก
1.6) นโยบายของรัฐบาลและเสถยี รภาพทางการเมอื ง นโยบายของรัฐบาลท่มี ีผลต่อการ
ลงทุนมากท่ีสุด ได้แก่ การจัดเก็บภาษี มผี ลตอ่ การลงทุน กล่าวคือ การเกบ็ ภาษีจากภาคธรุ กิจในอัตรา
ทีส่ ูงและมกี ารจัดเก็บท่ีซ้าซ้อน จะสง่ ผลใหต้ ้นทุนหลักทรัพย์อยู่ในระดับทีส่ ูง เมื่อต้นทุนหลักทรัพย์อยู่
ในระดับท่ีสูงก็จะทาให้ราคาของหลักทรัพย์ที่ผลิตสูงขึ้นมากกว่าราคาหลักทรัพย์ที่นาเข้ามาจาก
ต่างประเทศ หลักทรัพย์ที่ขายในประเทศก็จะขายไม่ได้เพราะของราคาแพง หรือจะส่งหลักทรัพย์ไป
ขายที่ต่างประเทศก็ไม่ได้เพราะสู้ราคาที่สูงไม่ได้ ทาให้การผลิตและการลงทุนภายในประเทศอยู่ใน
ระดับต่า ตรงกันข้ามหากมีจัดเก็บภาษีจากภาคธุรกิจในอัตราต่าและการจัดเก็บไม่ซ้าซ้อน ราคา
หลักทรัพย์ก็จะถกู ลงและชว่ ยใหส้ ามารถแขง่ ขนั ได้ดีขน้ึ การลงทุนและการเพม่ิ ผลผลติ กจ็ ะเพิ่มมากขึ้น
ตามไปด้วย สาหรับเสถียรภาพทางการเมืองนัน้ นักลงทุนชาวต่างชาติจะให้ความสาคัญกบั เร่ืองน้ีมาก
เป็นพิเศษ กล่าวคือ ถ้าประเทศเป็นประชาธิปไตยซึ่งให้อานาจแก่นักลงทุน ผู้ลงทุนชาวต่างชาติก็จะ
ลงทนุ มากกว่าประเทศทปี่ กครองแบบเผดจ็ การ
2) ปัจจัยด้านการเมือง อันได้แก่ นโยบายของรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมืองนโยบาย
ของรัฐบาลที่มีผลต่อการลงทุนมากที่สุด เช่น การจัดเก็บภาษี มีผลต่อการลงทุน กล่าวคือ การเก็บ
ภาษีจากภาคธุรกิจในอัตราที่สงู และมีการจดั เก็บที่ซ้าซ้อน จะส่งผลให้ต้นทุนหลักทรัพย์อยู่ในระดับที่
สูง เมื่อต้นทุนหลักทรัพย์อยู่ในระดับที่สูงก็จะทาให้ราคาของหลักทรัพย์ที่ผลิตสูงขึ้นมากกว่าราคา
24
หลักทรัพย์ที่นาเข้ามาจากต่างประเทศ หลักทรัพย์ที่ขายในประเทศก็จะขายไม่ได้เพราะของราคาแพง
หรือจะส่งหลักทรัพย์ไปขายท่ีต่างประเทศก็ไม่ได้เพราะสู้ราคาทีส่ งู ไม่ได้ ทาให้การผลิตและการลงทนุ
ภายในประเทศอยู่ในระดับต่า ตรงกันข้าม หากมีจัดเก็บภาษีจากภาคธุรกิจในอัตราต่าและการจัดเก็บ
ไมซ่ ้าซอ้ น ราคาหลกั ทรัพยก์ จ็ ะถกู ลงและชว่ ยใหส้ ามารถแขง่ ขนั ได้ดีข้นึ การลงทนุ และการเพิ่มผลผลิต
ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สาหรับเสถียรภาพทางการเมืองนั้น นักลงทุนชาวต่างชาติจะให้
ความสาคัญกบั เร่ืองนี้มากเป็นพิเศษ กล่าวคือ ถา้ ประเทศเป็นประชาธิปไตย ซึ่งให้อานาจแก่นักลงทุน
ผลู้ งทุนชาวตา่ งชาตกิ จ็ ะลงทุนมากกว่าประเทศทปี่ กครองแบบเผดจ็ การ
3) ปัจจัยด้านแหล่งข้อมูลข่าวสาร หมายถึง การรับรู้ข่าวสารที่นักลงทุนได้รับ และใช้ในการ
ประกอบการตัดสินใจซื้อ/ขาย เช่น ข่าวสารทางการเมือง เศรษฐกิจ รายงานการซื้อขายราคา
หลกั ทรพั ย์ ซงึ่ ขอ้ มลู เหล่านีม้ ีการเปลยี่ นแปลงเคล่ือนไหวตลอดเวลา ซงึ่ มผี ลกระทบต่อพฤติกรรมการ
ตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุน ได้แก่ แหล่งข่าวจากสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์
วทิ ยุ คาแนะนาและข่าวสารจากเพื่อน / ญาติพี่นอ้ ง (สปิ ปภาส พรสขุ สวา่ ง, 2557)
ปจั จยั ทเี่ ปน็ ตัวกาหนดจุดมุ่งหมายของผู้ลงทุน
1) อายุของผู้ลงทุน (The Age of the Investor) ผู้ลงทุนที่มีอายุน้อยหรือระหว่าง 25-40
ปี มักจะกล้าเสี่ยงและสนใจลงทุนในหลักทรัพย์ที่ก่อให้เกิดความงอกเงยแก่เงินลงทุน แต่ผู้ลงทุนที่มี
อายรุ ะหว่าง 40-50 ปี อาจสนใจลงทุนในหลักทรัพย์ท่ใี ห้รายได้ประจา ทัง้ นอ้ี าจเนอ่ื งมาจากภาระทาง
ครอบครวั และผ้ลู งทุนท่มี อี ายุมากกวา่ 60 ปี ยงิ่ พอใจลงทุนในหลกั ทรัพย์ทใี่ หร้ ายได้แน่นอน
2) การมีครอบครัวและความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัว (Marital Status and Family
Responsibilities) ผู้ลงทุนที่มีครอบครัวแล้วต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัวต้องให้
การศึกษาแก่บุตร ทาใหเ้ ขาเกิดความจาเป็นที่จะต้องลงทุนในหลักทรัพยท์ ี่มั่นคงและให้รายได้แน่นอน
สว่ นคนโสดไม่มีภาระผูกพันยอ่ มลงทนุ ในหลักทรพั ยท์ ี่มีความเส่ียงได้
3) สุขภาพของผู้ลงทุน (The Health of the Investor) ปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้ลงทุน มี
ผลต่อการกาหนดนโยบายลงทุนของผู้ลงทุน โดยผู้ลงทุนที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ย่อมต้องการรายได้ ที่
เกิดข้นึ ในปจั จุบนั (Current Income) มากกว่าหวังผลประโยชนท์ ี่จะเกดิ ในอนาคต
4) นิสัยส่วนตัวของผู้ลงทุน (Personal Habit) ผู้ลงทุนที่มีนิสัยตระหนี่อาจไม่มีความ
จาเป็นต้องใช้รายได้ที่ได้รบั จากการลงทนุ ในหลักทรพั ย์ เขาอาจลงทุนในหลักทรัพย์ของธรุ กิจทีม่ ี การ
ขยายตวั ในอนาคตกไ็ ด้ ในทางตรงกนั ขา้ มผู้ลงทนุ ท่ีใช้จ่ายฟุ่มเฟือยยอ่ มต้องการได้รายไดท้ ี่แน่นอนเพื่อ
มาจนุ เจือรายจ่ายที่เกดิ ข้นึ
5) ความสมัครใจในการลงทุน (Willingness to Accept Risk of Investment) ผู้ลงทุน
บางท่านอาจต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงในที่นี้มีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น
25
ความเสี่ยงในธุรกิจ ความเสี่ยงในตลาด ความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงในอานาจซื้อ เป็น
ตน้ ผูล้ งทุนในลกั ษณะน้ีไดเ้ ตรยี มตัวเตรยี มใจท่จี ะเผชญิ กับความเสย่ี งท่ีอาจเกิดขน้ึ ในอนาคตแล้ว
6) ความจาเป็นของผ้ลู งทนุ (Investor’s Needs) ความจาเป็นของผู้ลงทุนอาจ แตกต่างกัน
บางท่านอาจมคี วามจาเปน็ ทางด้านการเงิน บางท่านอาจมคี วามจาเป็นในแง่ของความ รู้สึกและจติ ใจ
แน่นอนที่สุดสิ่งสาคัญที่เร่งเร้าใหเ้ กิดการลงทุนก็คือตัวกาไร ซึ่งอาจเก็บสะสมไว้เพื่อใช้ในยามชราเพ่ือ
การศึกษาหรือเพื่อปรบั ฐานะการครองชีพของตนเองให้ดีขน้ึ (เพชรี ขุมทรพั ย์, 2544)
ประเภทของการลงทุน
การลงทุนทางดา้ นสินทรพั ย์ประเภททุน
การลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุนที่มีอายุการใช้งานนาน (Business Fixed Investment)มี
ความสาคัญในแง่ที่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปริมาณสินค้าทุน ซึ่งจะมีผลต่อกาลังการผลิตสินค้าและ
บริการของประเทศ ท้งั น้เี พราะในงวดเวลาใด ถ้าประเทศมีการลงทุนเบอ้ื งตน้ สูงกวา่ การลงทุนทดแทน
การลงทุนสุทธิในงวดเวลานั้นจะมีค่าเป็นบวก และปริมาณทุน (Capital Stock) ในงวดเวลานั้นจะสูง
กวา่ ปรมิ าณทุนในงวดเวลากอ่ นด้วย (เพชรี ขุมทรัพย์, 2544)
int = igt - int
โดยที่ int = ลงทนุ สทุ ธใิ นงวดเวลา t
igt = การลงทุนเบอื้ งต้นในงวดเวลา t
irt = การลงทุนทดแทนในงวดเวลา t
งวดเวลา t ถา้ igt - irt จะมผี ลทาให้ int > 0 และจะมีผลทาใหส้ ินทรัพย์ ประเภททุนในงวด
เวลา t สูงกว่าในงวดเวลา (t - 1) ท้งั นี้เพราะ
int = kt - kt - 1
หรอื int = D k
kt = ปริมาณทุนในงวดเวลา t
ดังนั้น ถ้าประเทศมีสินทรัพย์ประเภททุนสูงขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า เพื่อให้การลงทุนสุทธิ
ในงวดเวลานั้นๆมีค่าเป็นบวก ประเทศจะต้องมีการลงทุนเบื้องต้นสูงกว่าค่าเสื่อมราคาหรือการลงทนุ
เพือ่ การทดแทน
1. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งการลงทุนสทุ ธิกับผลผลติ
การลงทุนสุทธิในงวดเวลานั้นๆมีค่าเป็นบวก ปริมาณทุนของประเทศจะเพิ่มขึ้นประเทศที่มี
กาลังการผลิตเพิ่ม จะทาให้สามารถผลิตผลผลิต หรือรายได้ประชาชาติที่แท้จริงเพิ่มขึ้นด้วย ดังน้ัน
การลงทนุ จึงมคี วามสมั พนั ธ์กับผลผลติ โดยตรง ดังภาพ
26
2. ต้นทนุ ของเงนิ ทุน
การตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ประเภททุน ผู้ผลิตจะต้องเปรียบเทียบระหว่าง อัตราผลตอบแทน
ที่จะได้รับจากการใช้สินทรัพย์นั้น กับต้นทุนของเงินทุน ว่าอย่างไหนจะมีมากกว่ากัน ถ้ามีการใช้
สินทรัพย์ประเภททุนสูงกว่าต้นทุนของเงินที่ต้องใช้จ่ายซื้อสินทรัพย์ ผู้ผลิตก็จะตัดสินใจลงทุนซื้อ
สินทรัพย์นั้น แต่ถ้าเป็นเป็นทางตรงกันข้าม คือ มีการใช้สินทรัพย์ประเภททุนต่ากว่าต้นทุนของเงินท่ี
ต้องใช้จ่ายซื้อสินทรัพย์ ผู้ผลิตก็จะตัดสินใจไม่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวสินทรัพย์ประเภททุนหน่วย
สุดท้ายที่ผู้ผลิตจะลงทุน ก็คือ สินทรัพย์หน่วยที่ให้ประสิทธิภาพของเงินลงทุนหน่วยสุดท้ายเท่ากับ
ต้นทุนของเงินพอดี เนอ่ื งจากต้นทุนของเงินน้ี เปน็ ตน้ ทนุ ท่ีเกิดแกผ่ ู้ใชส้ ินทรพั ยป์ ระเภททนุ จึงเรียกว่า
ต้นทุนของเงินทางด้านผู้ใช้ ( User Cost of Capital )สาหรับเงินที่นามาซื้อสินทรัพย์นั้น ไม่ว่าจะมา
จากแหล่งใด เช่น ด้วยการกู้ยืมเงิน (Nominal Rate of Interest) หรือเงินที่ได้มาจากการออมของ
กิจการเองก็ตาม เงินที่ได้มาต่างก็ล้วนแต่มีต้นทุนทั้งสิ้น กล่าวคือ ถ้าเป็นเงินทุนที่ได้มาจากการกู้ยืม
ตน้ ทนุ ของเงนิ ก็คือ อตั ราดอกเบี้ยทีต่ ้องจา่ ย แต่ถ้าเงินที่ไดม้ าจากการออมของกจิ การ ต้นทนุ ของเงินก็
คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสในภาพของอัตราดอกเบ้ียทีจ่ ะรับเมื่อกิจการนั้นนาเงินฝากไปฝากไวท้ ี่ธนาคาร
แต่เมอื่ กจิ การไมน่ าเงนิ ไปฝากจากธนาคาร กจิ การจึงไมไ่ ดร้ ับอตั ราดอกเบ้ยี จากธนาคาร เพราะกิจการ
นาเงินออมเหล่านั้นมาลงทุนในโครงการนั้นเอง ซึ่งสามารถกล่าวสรุปได้ว่า ต้นทุนของเงินทุน คือ
อัตราดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยที่กู้ยืมกันในท้องตลาด เป็นอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน ไม่ได้เป็นอัตรา
ดอกเบี้ยทีแ่ ทจ้ ริง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะหมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงนิ หักออกจากอัตรา
เงินเฟ้อ นนั่ เอง
การลงทนุ เปน็ ฟังกช์ ่ันกับต้นทุนของเงินทุนทแ่ี ท้จรงิ เพราะในการกอ่ หน้รี ะยะยาวเพ่ือจัดหา
เงินทุนมาใช้ในการซื้อสินทรัพย์ประเภททุน ถ้ากิจการต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี
เพราะฉะนั้นเงินกู้ทุกๆ 100 บาท กิจการต้องจ่ายดอกเบี้ย 20 บาท ทุกสิ้นปี แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อ
เท่ากับร้อยละ 8 ก็จะหมายความว่า เงิน 20 บาทนั้นจะมีอานาจซื้อสินค้าและบริการที่ลดลง เหลือ
เพียง 12 บาท และมีอานาจซื้อสิ้นค้า 12 บาท เท่านั้น จึงเท่ากับว่ากิจการจ่ายดอกเบี้ยที่แท้จริง
เทา่ กบั 12 บาท ต้นทุนของเงินทนุ นอกจากจะ หมายถึง อตั ราดอกเบย้ี ที่แทจ้ รงิ แลว้ ยงั รวมถงึ อตั รา
ค่าเสื่อมราคาของสนิ ทรัพย์ประเภททุนดว้ ย ถ้าสินทรัพย์ประเภททุนเสือ่ มราคาในอัตราท่สี ูง
ก็จะทาให้ ต้นทุนของเงินสงู ตามไปดว้ ย ถ้าตน้ ทุนของเงนิ ทก่ี จิ การตอ้ งจา่ ยออกไป คือ Ck ดังนั้น
Ck = r - + d
โดยท่ี Ck = อตั ราดอกเบีย้ ทีเ่ ป็นตวั เงิน
r = อัตราเงนิ เฟ้อ
d = อตั ราค่าเส่ือมราคา
27
ต้นทนุ ของเงินจึงประกอบไปด้วย อตั ราดอกเบ้ียที่แท้จริง และอตั ราค่าเสื่อมราคา ซ่ึงรัฐยอม
ให้กิจการถือเป็นรายจา่ ยของกิจการ ทาให้กิจการสามารถประหยัดภาษโี ดยการเสียภาษีต่าลง สมมุติ
ให้รัฐเก็บภาษีจากกาไรของกิจการในอัตราที่ t ย่อมหมายความว่า กาไรทุก 1 บาทที่กิจการก่อให้เกดิ
ขนึ้ นนั้ ภายหลังหกั ภาษีในอัตราท่ี t แล้ว กจิ การจะไดร้ ับเพยี ง ( 1 - t ) บาท
ภายหลังนารายจ่ายต้นทุนของเงินไปหักลดหย่อนภาษีแล้ว กิจการจะเสียต้นทุนเงินสุทธิ
เทา่ กับ
Cnk = ( 1 - t ) ( r - + d )
โดยที่ Cnk = ต้นทุนของเงินทนุ สุทธิ
การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษี จะทาให้ต้นทุนของเงินสุทธิลดลง ซึ่งอาจจะส่งผลให้การลงทุน
เพมิ่ ขนึ้ (เพชรี ขุมทรัพย์, 2544)
ฟังกช์ น่ั การลงทนุ
ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนสุทธิกับผลผลิต ทาให้ได้ทราบว่า การลงทุนในงวดเวลาใด
เป็นฟังก์ชั่นกับรายได้ประชาชาติที่แท้จริงในงวดเวลานั้น และปริมาณทุนในงวดก่อน สาหรับในส่วน
ของ ต้นทุนของเงินทาให้ เราทราบว่า การลงทุนสุทธิในงวดเวลาใดเป็นฟังก์ชั่นกับต้นทุนของเงินทุน
ดว้ ย ดงั นัน้ ฟังก์ชัน่ การลงทุนจะประกอบไปด้วย
int = i ( yt, Cnk, Kt-1)
เราสามารถเขียนฟังก์ชน่ั การลงทนุ ให้สัมพันธ์กบั ตัวแปรต่างๆ เนอ่ื งจาก Cnk = (1-t)(r- +d)
นั้น Cnk ขึ้นอยู่กับ r, , t และ d ดังนั้น เราสามารถเขียนฟังกช์ ั่นการลงทุนสุทธิ ให้สัมพันธ์กับตัวแปร
ตา่ งๆ ได้ดังน้ี
int = i ( yt , rt , , tt , dt , Kt-1 )
จากสมการเราสามารถบอกได้วา่ การลงทนุ สทุ ธใิ นงวดเวลา t จะขึน้ อยกู่ ับรายได้ในงวดเวลา
t , อตั ราดอกเบีย้ , อตั ราเงนิ เฟ้อ , อัตราภาษี , อัตราค่าเสอื่ มราคา , และปริมาณทุนในงวดเวลา t-1
โดยทีก่ ารเพ่ิมขนึ้ ของรายไดป้ ระชาชาติ และอตั ราเงินเฟ้อ จะมีผลทาให้การลงทนุ สุทธิเพ่มิ ขึ้น แตใ่ น
กรณีที่อตั ราดอกเบีย้ เพิ่มขึ้นจะไม่มผี ลทาให้การลงทุนสุทธิเพิ่มขนึ้ (สิปปภาส พรสขุ สวา่ ง, 2557)
การใชจ้ า่ ยในการลงทนุ (Investment Expenditure : I)
การลงทุน หมายถึง รายจ่ายหรือค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาหนึ่งเพื่อซื้อสินค้าประเภททุน
ถาวรใหม่ เช่น ที่อยู่อาศัย โรงงาน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์การผลิตใหม่ ๆ เป็นต้น อันจะ
เป็นผลต่อการเพิ่มผลผลิตสินค้าและบริการในอนาคต เป็นความหมายของการลงทุนโดยมวลรวม
(gross investment) ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเพื่อการชดเชยการเสื่อมสภาพ
ชองสินค้าประเภททนุ ที่มอี ยู่แลว้ (คา่ เส่ือมราคา) สินค้าประเภททุนทผี่ ลติ ขึ้นมาใหม่ประกอบดว้ ย
28
1) สินค้าทนุ ที่เกิดใหม่ (new capital good) ไดแ้ ก่ เคร่อื งจักร เครือ่ งมือ อุปกรณ์ เป็น
ตน้
2) ส่งิ กอ่ สร้างใหม่ (new construction) ไดแ้ ก่ อาคาร โรงงาน คลังสินคา้
3) ส่วนเปลยี่ นแปลงสนิ ค้าคงเหลือ (net inventory) คอื สนิ ค้าทีย่ ังไม่ถกู ซื้อไปในงวด
เวลา 1 ปี
การลงทุนในทางเศรษฐศาสตรจ์ ะไมร่ วมถึงการซอ้ื หนุ้ เกา่ ในตลาดหลกั ทรพั ย์ การซื้อ
เครื่องจักร และการซอ้ื เพื่อเก็งกาไร เพราะการซ้อื ทรพั ยส์ ินดังกล่าวมไิ ด้ทาให้ทรัพยส์ นิ ประเภททนุ ใน
ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ดงั น้นั จงึ ไมส่ ามารถทาใหผ้ ลผลิตในระบบเศรษฐกจิ เพิ่มขึน้ จากที่ควรเพม่ิ
ตามปกติ การซือ้ ทรัพยส์ ินเหลา่ น้ีเปน็ การลงทุนทางการเงิน (financial investment)
ปัจจัยทีก่ าหนดปริมาณการลงทนุ ได้แก่ รายได้ประชาชาติ อัตราดอกเบีย้ นโยบายของ
รฐั บาลและเสถียรภาพทางการเมอื ง ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี และอื่น ๆ เช่น จานวนเงินลงทนุ
การคาดคะเนรายไดท้ ่ีคาดว่าจะได้รบั ราคาสินค้าทนุ เปน็ ตน้ (สถาบนั พฒั นาความรู้ตลาดทุน ตลาด
หลกั ทรัพย์แห่งประเทศไทย, 2559)
ประเภทของการลงทุน (สุดารัตน์ พมิ ลรัตนกานต,์ 2556)
1) การลงทุนโดยอสิ ระ (Autonomous Investment : Ia) คือ การลงทุนของภาคเอกชน
ทไ่ี ม่ขึน้ อยู่กับรายได้ เชน่ การลงทุนในกจิ การสาธารณูปโภค เสน้ การลงทุนจึงเป็นเสน้ ตรงขนานกบั
แกนนอน ดงั ภาพ 2.1
ภาพ 2.1 การลงทุนทางตรง
2) การลงทนุ แบบจงู ใจ (Induced Investment : Ii) คือ การลงทุนท่ีเปล่ยี นแปลงใน
ทศิ ทางดยี วกนั กบั ระดับรายได้ประชาชาติ นนั่ คอื ถ้ารายได้เพ่มิ ขนึ้ การลงทุนจะเพิ่มขึน้ เส้นการลงทนุ
จะมลี ักษณะเปน็ เสน้ ตรงหรือเสน้ โค้งเฉียงข้นึ จากซา้ ยไปขวา ดงั ภาพ 2.2
29
ภาพ 2.2 การลงทนุ แบบจงู ใจ
3) ความโน้มเอียงในการลงทุนหนว่ ยสุดท้าย (Marginal Propensity to Invest :
MPI) คือ สดั ส่วนระหว่างการลงทุนท่ีเปลี่ยนแปลงไปตอ่ รายไดท้ เ่ี ปล่ยี นแปลงไป 1 หนว่ ย คานวณได้
จาก
MPI = ∆I
∆Y
โดยที่ MPI แทนความโนม้ เอยี งการลงทุนหนว่ ยสุดทา้ ย
∆I แทนการเปล่ียนแปลงของการลงทุน
∆Y แทนการเปล่ียนแปลงของรายได้
4) ฟังกช์ น่ั การลงทนุ รวมและเสน้ การลงทนุ รวม การพจิ ารณาฟังก์ชั่นการลงทนุ รวมและ
เสน้ การลงทุนรวมจะต้องนาเสน้ การลงทนุ โดยอิสระและเส้นการลงทุนโดยจงู ใจ มาพจิ ารณาดงั ภาพ
2.3
30
ภาพ 2.3 ฟังก์ชั่นการลงทุนรวมและเส้นการลงทนุ รวม
เส้นการลงทุนรวม หาไดจ้ ากการรวมการลงทุนอิสระกับการลงทุนแบบจูงใจ ณ ระดบั รายได้
เดียวกันเข้าดว้ ยกัน ฟงั ช่นั การลงทนุ รวม คอื
I = Ii + Ia
2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกย่ี วกบั อปุ สงค์
คาว่า “อุปสงค์” มีความหมายเฉพาะในวิชาเศรษฐศาสตร์ อาจให้คาจากัดความได้ว่า อุป
สงค์สาหรับสินค้าและบรกิ ารชนดิ ใดชนิดหนึ่ง หมายถึง จานวนต่างๆของสินค้าหรือบริการชนิดนั้น ที่
ผู้บริโภคต้องการซื้อในระยะเวลาหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆ ของสินค้าชนิดนั้น ในระยะเวลาที่กาหนด
คาว่า “ต้องการซื้อ” ที่ปรากฏในนิยามข้างต้นมิได้หมายถึง ความต้องการธรรมดา (Want) แต่เป็น
ความต้องการท่ีมีอานาจซ้ือ (Purchasing Power) กากบั อยดู่ ้วย กล่าวคือ ผบู้ รโิ ภคจะตอ้ งมีความเต็ม
ใจที่จะซื้อและมีเงินเพียงพอที่จะจ่ายซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆได้ด้วย (Ability and Willingness)
(ประพนั ธ์ เศวตนนั ทน,์ 2539)
1) ฟงั ก์ชนั อปุ สงค์ ( Demand Function)
ฟังก์ชันอุปสงค์ (Demand Function) คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณท่ี
ผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะซื้อและมีความสามารถที่จะจ่าย ( Qxd )ซึ่งเป็นตัวแปรตามกับระดับราคา
ต่างๆของสินค้านั้นๆ( Px ) ซึ่งเป็นตัวแปรอิสระ ทั้งนี้ถ้ากาหนดให้ปัจจัยอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อ
ปรมิ าณซ้ืออยู่คงทีห่ รือไม่เปล่ียนแปลง ก็อาจเขยี นเปน็ สัญลกั ษณ์ ได้ดงั น้ี
-Qxd = f( Px )
2) กฎแหง่ อปุ สงค์ (Law of Demand)
ระบุว่าปริมาณของสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อย่อม
แปรผกผัน (Inverse Relation) กับระดับราคาของสินค้าและบริการชนิดนั้นเสมอจากกฎของอุปสงค์
ดังกล่าว หมายความว่า เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าในปริมาณน้อยลง และเมื่อราคา
ลดลง ผู้บริโภคจะซ้อื สินค้าในปรมิ าณมากขน้ึ การท่ีปรมิ าณซอื้ แปรผนั ผกผันกับราคาสนิ ค้านั้นเกิดจาก
สาเหตุ 2 ประการ คือ
(1) ผลทางรายได้ (Income Effect) คือการเปลี่ยนแปลงรายได้ที่แท้จริง (Real
Income) รายได้ที่แท้จริง ได้แก่จานวนสินค้าที่ผู้บริโภคได้รับ ตามกฎของอุปสงค์ เมื่อราคาสินค้า
สงู ขน้ึ ดว้ ยรายได้ทเี่ ปน็ ตวั เงิน (Money Income) คงเดิม ผ้บู รโิ ภคสามารถซือ้ สนิ ค้าในปริมาณน้อยลง
ในทางตรงขา้ ม เมอ่ื ราคาสินค้าลดลง ผู้บรโิ ภคสามารถซอื้ สนิ ค้าในปริมาณมากข้นึ
31
(2) ผลทางการทดแทน (Substitution Effect ) เม่อื ราคาของสินค้าชนดิ หน่ึง
สงู ข้นึ ในขณะท่สี ินคา้ ชนดิ อื่นซ่ึงทดแทนสินคา้ น้ีได้มีราคาอยู่คงท่ี ผูบ้ ริโภคจะรสู้ ึกว่าสินค้าน้ีแพงข้ึนจึง
ซื้อสินค้านี้น้อยลง และหันไปซื้อสินค้าอื่นเพื่อใช้แทนสินค้านั้น ในทางตรงข้าม เมื่อราคาของสินค้า
ลดลง ผู้บริโภคจะซอื้ สินคา้ อน่ื น้อยลง และหนั มาซ้ือสนิ ค้านมี้ ากขน้ึ
3) ตัวกาหนดอุปสงค์ (Demand Determinants)
ตัวกาหนดอุปสงค์ หมายถึง ตัวแปร (Variables) หรือ ปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อ
จานวนสนิ ค้าท่ีผู้บรโิ ภคต้องการซ้ือ ปจั จยั เหลา่ นจ้ี ะมีอิทธิพลต่อปรมิ าณซ้ือ (Quantity Demanded)
มากน้อยไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละคนและกาลเวลา โดยปัจจัยเหล่านี้มี
หลายอย่าง ดังน้ี
(1) ราคาของสินค้านั้น ตามปกติเมื่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณซื้อจะมีน้อย
แตถ่ า้ ราคาสินคา้ ลดตา่ ลง ปรมิ าณซ้อื จะมีมาก
(2) รสนิยมของผู้บริโภคและความนิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม รสนิยมอาจ
เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนิยมชอบชัว่ ขณะหน่ึง ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เช่น แบบเสื้อสตรี ภาพยนตร์
และเทปเพลง เป็นต้น แต่บางกรณีความนิยมนั้นก็คงอยู่นาน เช่น ภาพแบบของสิ่งก่อสร้าง รถยนต์
และน้าอัดลม เป็นต้น สิ่งที่กาหนดรสนิยมของผู้บริโภคได้แก่ อายุ เพศ ความเชื่อ ค่านิยม การศึกษา
แฟชั่นและอิทธิพลของการโฆษณา รสนิยมเป็นสิ่งที่มีผลต่อธุรกิจการค้าดังนั้นหน่วยธุรกิจจึงยอมทุ่ม
เงินจานวนมหาศาลโฆษณาเพื่อหวังในการเปลี่ยนแปลงรสนิยม หรือมิฉะนั้นก็เพื่อรักษารสนิยมของ
ผู้บรโิ ภคให้คงเดมิ นัน่ เอง
(3) รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน โดยทั่วไปเมื่อประชากรมีรายได้โดยเฉลี่ยสูงขึ้น
ความต้องการสนิ ค้าและบรกิ ารจะเปล่ียนไป คือมกั จะลดการบรโิ ภคสินค้าราคาถูก และขณะเดียวกันก็
หนั ไปบริโภคสนิ ค้าราคาแพง
(4) ราคาสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามปกติความต้องการของผู้บริโภคอาจ
ตอบสนองได้ด้วยสินค้าหลายชนิด ถ้าสินค้าชนิดหนึ่งมีราคาสูงขึ้นผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้น
น้อยลงและหันไปซ้ือสินค้าอีกชนดิ หนึง่ ซึ่งใช้ทดแทนกันได้ สาหรับในกรณีของสินค้าทีต่ ้องใช้ประกอบ
กัน เช่น น้าตาลกับกาแฟ เมื่อผู้บริโภคต้องการบริโภคกาแฟมากขึ้น ก็จะต้องการบริโภคน้าตาลมาก
ขนึ้ ดว้ ย
(5) ฤดูกาล ยกตัวอย่างในประเทศที่อยู่ในเขตหนาว เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว
ประชาชนจาเป็นต้องจัดหาเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ทาให้ความต้องการสินค้าเครื่องกันหนาวต่างๆใน
ชว่ งเวลาดงั กลา่ วเพิม่ ขน้ึ เราสามารถแสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างปริมาณซื้อกบั ตัวกาหนดอุปสงค์เหล่านี้
ดว้ ยฟังก์ชนั อุปสงค์ ดงั น้ี
32
Qxd = f( Px , A1 , A2 , A3 , ……… )
จากฟังก์ชันอุปสงค์ดังกล่าวแสดงว่า ปริมาณซื้อสาหรับสินค้า X (หรือ Qx) เป็นตัวแปร
ตาม( dependent variable ) ส่วนตัวกาหนดต่างๆ เป็นตัวแปรอิสระ (independent variables)
และเน่อื งจากในบรรดาตัวกาหนดทง้ั หลาย Px เป็นตัวกาหนดทมี่ ีอิทธพิ ลต่อ Qxd มากทส่ี ดุ ดังน้ันเราจึง
ให้ Px เป็นตัวกาหนดโดยตรง (Direct Determinant) ส่วนตัวแปรอื่นๆที่เหลือให้เป็นตัวกาหนดโดย
อ้อม (Indirect Determinant) การแบ่งตัวกาหนดออกเป็น 2 กลุ่มเช่นนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจความ
แตกต่างระหว่าง“การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อ” และ “การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์” ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็น
หัวใจในการประยกุ ตใ์ ช้ทฤษฎอี ปุ สงค์
อนึ่ง ในกรณีของอุปสงค์ตลาด ตัวกาหนดโดยอ้อมจะมีมากกว่าที่ระบุข้างต้น
ตัวอย่างเชน่
(1) ประชากร ตามปกตเิ มอ่ื ประชากรเพ่ิมจานวนมากข้ึน ความต้องการสินค้าและ
บริการจะเพ่มิ ตาม อย่างไรก็ตามประชากรเหลา่ นีจ้ ะตอ้ งมีอานาจซื้อด้วยจงึ จะสามารถซ้ือสนิ ค้าได้มาก
ขึ้น
(2) สภาพการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจ ลองพิจารณาถึงสังคมบางแห่ง
เชน่ ประเทศที่มีบ่อน้ามนั ปรากฏวา่ รายไดส้ ่วนใหญต่ กอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ส่วนคนกลุม่ ใหญ่จะมี
รายได้ต่ามาก สังคมแบบนี้การบริโภคจะแตกต่างจากสังคมที่มีการกระจายรายได้ค่อนข้างทัดเทียม
ถงึ แมว้ า่ รายได้เฉล่ียของทั้งสองประเทศจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันก็ตาม เช่น ประเทศที่มีการกระจาย
รายได้ไม่เท่าเทียมกัน การบริโภคจะอยู่ในคนกลุ่มน้อยที่มีอานาจซื้อมาก แต่จะทาให้คนกลุ่มใหญ่ที่มี
อานาจซื้อน้อยไม่สามารถบริโภคสินค้าได้ หรือสามารถบริโภคสินค้าได้ในปริมาณน้อยและไม่มี
คุณภาพ สาหรับประเทศที่มีการกระจายรายได้ท่ีเทา่ เทียมกัน คนในประเทศจะสามารถบริโภคสินคา้
ไดใ้ นคุณภาพและปรมิ าณทใี่ กล้เคียงกัน (ประพันธ์ เศวตนันทน,์ 2539)
4) โมเดลพฤตกิ รรมผูบ้ รโิ ภค (A Model of Consumer Behavior)
จุดเริ่มต้นของการทาความเข้าใจกับพฤติกรรมของผู้ซื้อ คือ การศึกษาถึง “โมเดลสิ่ง
กระต้นุ และการตอบสนอง” (Stimulus-response Model)
งานของนักการตลาด คือ การทาความเข้าใจกับความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ (Buyer's
Consciousness) หรือที่เรียกกันว่ากล่องดา (Black Box) โมเดลนี้ถกู แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ (สุดา
ดวง เรืองจิระ, 2540)
ส่วนที่ 1 เรมิ่ ตน้ จากการมสี ่งิ กระตุ้นเข้ามากระทบกล่องดาหรือความร้สู ึกนกึ คดิ ของผู้ซ้ือ
โดยสง่ิ กระตุ้นจะแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื
33
(1) สิง่ กระตุ้นทางการตลาด ไดแ้ ก่ สว่ นประสมทางการตลาดท้ัง 4 คอื ผลิตภัณฑ์
ราคา สถานที่ และการสง่ เสรมิ การตลาด
(2) สิ่งกระตุ้นอื่น ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมระดับมหภาค ซึ่งอยู่ภายนอกองค์กร เช่น
สง่ิ แวดล้อมทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเมือง และวฒั นธรรม
สว่ นที่ 2 จากสง่ิ กระตนุ้ ดังกลา่ วข้างต้นจะกระทบกล่องดาหรือความรูส้ ึกนึกคิดของผู้ซ้ือ
ซงึ่ แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น คอื
(1) ลักษณะของผ้ซู ื้อ (Buyer Characteristics)
(2) กระบวนการตดั สนิ ใจซื้อ (Buyer Decision Process)
ส่วนที่ 3 เป็นขั้นของการตอบสนองของผูซ้ ื้อ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการตัดสินใจซื้อมาแลว้
โดยผซู้ ้อื จะมกี ารตอบสนอง 5 ประการดังน้ี
(1) การตัดสนิ ใจเลือกผลติ ภณั ฑ์ท่จี ะซ้อื (Product Choice)
(2) การตดั สนิ ใจเลือกตราสนิ คา้ ทีจ่ ะซอื้ (Brand Choice)
(3) การตดั สนิ ใจเลอื กร้านค้าที่จะซอื้ (Dealer Choice)
(4) การตัดสินใจในเวลาทีจ่ ะซื้อ (Purchase Timing)
(5) การตดั สนิ ใจในปรมิ าณทีจ่ ะซื้อ (Purchase Amount)
2.3 แนวคิดและทฤษฎีทเ่ี ก่ียวข้องกับเศรษฐศาสตร์มหภาคทม่ี ผี ลต่อการออมและการลงทุน
ปรมิ าณเงิน หรอื อปุ ทานของเงนิ (Money Supply : MS)
ปริมาณเงิน หรือ อุปทานของเงิน หมายถึง เงินที่หมุนเวียนอยู่ในมอื ของประชาชนในขณะ
ใดขณะหนง่ึ ประกอบด้วยสนิ ทรพั ยท์ ี่มสี ภาพคลอ่ งสูงสุด คอื
- ธนบัตร (paper currency) หน่วยงานที่รับผิดชอบในการผลิต คือ ธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ตัวอย่างเช่น การออกธนบัตรท่ีระลึก เหตุผลที่ต้องมีการออกในจานวนจากัด เพราะการ
ออกธนบัตรท่ีระลึกเปน็ การดึงเงนิ ออกจากระบบเศรษฐกจิ ทาใหเ้ งนิ หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหรือ
เงินในมือประชาชนลดลง
- เหรียญกษาปณ์ (coins) หน่วยงานที่รับผิดชอบในการผลิต คือ กรมธนารักษ์
กระทรวงการคลงั
- เงินฝากเผื่อเรียก (demand deposit) หรือเรียกว่า การออกเช็ค (check) ซึ่งเรา
จะต้องมีบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ถึงจะสามารถมีสมุดเช็คได้ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลเงนิ
ฝากเผ่ือเรียก คอื ธนาคารพาณชิ ย์
ซ่งึ ความหมายของปรมิ าณเงิน สามารถแยกออกเป็น 4 แบบคือ
34
1) ปริมาณเงิน M1 หรือปริมาณเงินตามความหมายแคบ (Narrow Money)
ประกอบด้วย ธนบัตร + เหรียญกษาปณ์ + เงนิ ฝากเผื่อเรียก
2) ปริมาณเงิน M2 หรือปริมาณเงินตามความหมายกว้าง ( Broad Money)
ประกอบด้วย
ปริมาณเงินตามความหมายแคบ + เงนิ ฝากออมทรัพย์ (ATM) + เงนิ ฝากประจา
3) ปริมาณเงิน M2a หมายถึง ปริมาณเงินที่อยูใ่ นมือประชาชน (Broad Money M2a)
ประกอบด้วย ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง + ตั๋วสัญญาใช้เงนิ หรือเงินที่บริษัทเงินทุนฯ รับฝาก
จากประชาชน
4) ปริมาณเงิน M3 หรือปริมาณเงินตามความหมายที่กว้างที่สุด (Broad Money M3)
ประกอบด้วย ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง + เงินฝากทุกประเภทของสถาบันการเงินที่รับฝาก
จากประชาชน + ตัว๋ สญั ญาใชเ้ งินของบริษัทเงินทุน (ประพนั ธ์ เศวตนนั ทน,์ 2539)
ตลาดการเงิน (Financial Market)
ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ศูนย์กลางหรือสถานที่ที่เกิดกิจกรรมการซ้ือ
ขายผลิตภัณฑ์หรือตราสารทางการเงินจากบุคคล (หรือหน่วยงาน) หนึ่งไปยังอีกบุคคล (หรือ
หน่วยงาน) หนึ่ง ซึ่งในตลาดการเงินจะมีการกาหนดราคาหรือคานวณมูลค่า ขั้นตอนการซื้อขาย การ
ส่งมอบ และการชาระราคาระหวา่ งกัน ท้งั นเี้ พื่อทจี่ ะอานวยความสะดวกในการเปลี่ยนมือด้านเงินทุน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางในการจัดหาเงินของผูต้ ้องการเงินทุน ขณะเดียวกันก็เพิ่มช่องทาง
และทางเลือกในการลงทนุ ให้กับผมู้ เี งินทุนเหลือดว้ ย
ตลาดการเงินเกิดขึ้นเมื่อผู้ต้องการเงินทุน กับผู้มีเงินทุนเหลือ (ผู้ออมหรือผู้ลงทุน) พบกัน
เพอ่ื ท าการซ้ือขายตราสารทางการเงนิ หรือกยู้ ืมเงินระหว่างกนั โดยการกู้ยืมดงั กลา่ วอาจเป็นการกู้ยืม
โดยตรง การทารายการผ่านตลาดการเงินหรือผ่านสถาบันการเงินก็ได้โดยที่ผู้ต้องการเงินทุนและผู้
ลงทุน อาจจะเป็นบุคคลธรรมดา หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ หรือสถาบันการเงิน ก็ได้
(อนสุ รณ์ สรพรหม, 2550)
บทบาทหน้าทีข่ องตลาดเงินและตลาดทนุ มีดังนี้
1) สง่ เสรมิ การลงทนุ และการผลิต เพื่อให้นกั ธุรกจิ มาลงทนุ ในประเทศเยอะๆ
2) ส่งเสรมิ การบรโิ ภค สามารถให้ผบู้ ริโภคกู้ยืมเงินเพื่อการบรโิ ภคได้
3) ส่งเสริมการค้าท้ังภายในและภายนอกประเทศ
4) ช่วยทาให้เศรษฐกิจขยายตัวและช่วยให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการลงทุน
และมกี ารบริโภคของผ้บู ริโภคเพิ่มมากขนึ้
ความหมายและหนา้ ที่ของตลาดเงิน
35
"ตลาดการเงิน" ประกอบไปด้วย ตลาดเงิน และตลาดเงนิ ทนุ หรือตลาดห้นุ ซ่ึงมีบทบาทหน้าที่
ในการระดุมเงินออมจกาบุคล หน่วยธุรกิจ หรือองค์กรที่มีเงินเหลือไปยังบุคคล หน่วยธุรกิจหรือ
องค์กรทมี่ ีเงนิ ขาดแคลนซง่ึ เปน็ ผตู้ ้องการกยู้ มื เงนิ
ตลาดเงิน หมายถึง ตลาดที่มีการกู้ยืมเงิน เป็นการกู้เงินระสั้น คือไม่เกิน 1 ปี สินทรัพย์กัน
ซื้อขายอายุการไถถ่ อนก็เชน่ กนั ไมเ่ กนิ 1ปี ตลาดนจี้ ึงมีความสาคัญเชน่ กันในระบบเศรษฐกิจ
ตลาดทุนหรือตลาดหุ้น หมายถึง ตลาดที่มีระยะเวลาการกู้เกิน 1 ปีขึ้นไป (ระยะยาว)
หลักทรัพย์ในตลาดแหล่งนี้ ก็คอื หุ้น เปน็ สว่ นใหญอ่ อกโดยบริษัท ผ้ถู ือหลกั ทรัพย์จะได้รับเป็นเงินปัน
ผล โดยแบง่ เปน็ ตลาดแรกและตลาดรอง
ตลาดแรก คือ ตลาดการเงินที่ซื้อขายหลักทรัพย์ออกใหม่ครั้งแรก หลักทรัพย์ที่ซื้อขายกนั
เชน่ หุ้น พันธบตั ร
ตลาดรอง คือ ตลาดการเงินที่ซื้อขายหลักทรัพย์เก่าที่เคยผ่านการซื้อขายมาแล้ว และได้
นามาซื้อขายเปล่ียนมือกันไปเรอื่ ยๆ (อนสุ รณ์ สรพรหม, 2550)
ลกั ษณะความสมั พนั ธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง
ตลาดการเงิน (Financial Markets) อยูในฐานะตัวกลางทางการเงิน ซึ่งเปนสถานที่ที่ใหผูต
องการเงินทุนในสินทรัพยทางการเงินนั้นสรางสินทรัพยทางการเงินออกขาย ตัวอยางสินทรัพยทาง
การเงิน เชน หุนสามัญ หุนบุริมสิทธิ์ หุนกู ปนตน เพื่อระดมเงินทุนจากผูมีเงินทุนทีต่ องการออมหรือ
ลงทุนเพื่อผลตอบแทน โดยทั่วไปหากแบงประเภทตลาดการเงินตามเกณฑการนาสินทรัพยออกขาย
การระดมเงินทุนผานตลาดการเงินนั้นสามารถทาไดโดยลงทนุ ผานตลาดแรกและการลงทุนผานตลาด
รอง
ตลาดแรก (Primary Market) การระดมทุนในตลาดแรกคือการที่ผูระดมทุนสรางสินทรัพย
ทางการเงนิ ออกขายสูตลาดการเงนิ เปนครั้งแรกใหกบั ผูมเี งนิ ทนุ โดยตรง กลาวคือ โดยไมไดผานบุคคล
อื่นใด ดังนั้น ในทางเศรษฐศาสตร จึงถือวาการซื้อขายในตลาดแรกเปนการลงทุนที่แทจริงเพราะผู
ระดมทุนเปนผูไดรับเงินและใชในการลงทุนทาธุรกรรมทางเศรษฐกิจจริง เชน การเสนอขายหุนใหม
(Initial Public Offering: IPO)
ตลาดรอง (Secondary Market) การระดมทุนในตลาดรองซึ่งเปนตลาดที่ซื้อขายสินทรัพย
ทางการเงินภายหลงั การซ้ือขายครง้ั แรกในตลาดแรกแลว ไมไดมีการสรางสินทรัพยทางการเงินขึ้นใหม
ที่ไดแสดงความเปนเจาหนี้หรือเจาของเงินทุน ดังนั้นการซื้อขายในตลาดรองจึงถือเปนการเปลี่ยนมือ
ระหวางผูถือสินทรัพยทางการเงิน และชวยในการเพิ่มสภาพคลองทางการเงินใหกับผูลงทุนในตลาด
แรกใหมีชองทางในการขายสินทรัพยที่ถือครองนั้น เปลี่ยนเปนเงินทุนเมื่อมีความตองการใชจายในอ
นาคต
36
ธุรกรรมในตลาดแรกเกิดขึ้นครั้งเดียว เมื่อผูระดมทุนสรางสินทรัพยทางการเงินเพื่อขายใน
ขณะทีธ่ รุ กรรมในตลาดรองนั้นสามารถเกิดข้ึนไดหลายคร้ง สงผลใหธุรกรรมในตลาดรองทางการเงินมี
สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ควบคูกับการที่ธุรกรรมนั้นเกิดขึ้นไดหลายครั้ง สงผลใหธุรกรรมในตลาดรองมี
มูลคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลใหความสาคัญของตลาดรองทางการเงินในระบบการเงินของไทยสูงขึ้น
ตัวอยางของตลาดรองทางการเงินในประเทศไทย อาทิเชน ตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทย (The
Stock Exchange of Thailand:SET) ศูนย ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (Thai Bond Dealer Club:
TBDC) และตลาดที่ผูซือ้ และผูขายติดตอซื้อขายกันเอง (Over-the-Counter:OTC) เปนตน (อนุสรณ์
สรพรหม, 2550)
นโยบายการเงนิ (Monetary Policy)
นโยบายการเงิน หมายถึง การกากับดูแลปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับท่ี
เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ อันได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางด้าน
ราคา ส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น รักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รักษาดุลยภาพของ
ดุลการชาระเงนิ ตลอดจนการกระจายรายได้ที่เปน็ ธรรม
นโยบายการเงนิ เป็นนโยบายท่เี กยี่ วข้องกับเครื่องมือทางการเงิน ไดแ้ ก่ ปรมิ าณเงนิ (Money
supply) อัตราแลกเปล่ียน (Exchange rate) และอตั ราดอกเบยี้ (Interest rate) ทาโดยการปรับลด-
เพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจทีจ่ ะมีผลต่อการกาหนดทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าหรอื
อ่อนค่า และการปรับลด-เพิ่มของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหน้าที่ของธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่ง
ประเทศไทยในการกาหนดทิศทางของการดาเนินนโยบายการเงิน โดยธนาคารกลางทั่วโลกต่างก็
ดาเนินนโยบายการเงินโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน กล่าวคือ ในยามที่เศรษฐกิจขาลง หรือตกต่า มีคนว่างงานจานวน
มาก การดาเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัว ก็จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นได้ ขณะท่ี
หากเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ๆ อันเนื่องมาจากขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงเกินไป จนการผลิตมีมากกว่า
ความต้องการบริโภคที่แท้จริง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจได้ในอนาคต เพราะสินค้าที่ผลิตมากเกิน
อาจจะขายไม่ออกในเวลาต่อมา นโยบายการเงินก็จะดาเนินไปในแนวทางที่ตึงตัวขึ้นหรือหดตัว เพ่ือ
ลดความรอ้ นแรงของภาวะเศรษฐกจิ
นโยบายการเงินแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1) นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Restrictive monetary policy) เป็นการใช้
เครื่องมือนโยบายการเงิน ที่ส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง และใช้เมื่อเกิดปัญหา
เศรษฐกิจ เชน่ ปัญหาเงินเฟอ้ เศรษฐกิจขยายตัวมากเกินไป เปน็ ตน้
นโยบายการเงนิ แบบเข้มงวด เปน็ นโยบายที่มีผลทาให้ปริมาณเงินลดลง มักใช้ในกรณีท่ี
ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหาสภาวะราคาสิ้นสูงขึ้นหรือเกิดปัญหา เงินเฟ้อ ประชานชนมีการจับจ่ายใช้
37
สอยหรือมคี วามต้องการบรโิ ภคส้ินค้าและบริการตา่ งๆ มากกว่าจานวนทีร่ ะบบเศรษฐกิจสามารถผลิต
ได้ เกดิ ปัญหาดุลการค้าและดุลการชาระเงินขาดดลุ เป็นต้น การใชน้ โยบายน้ีจะช่วยลดความร้อนแรง
ในระบบเศรษฐกิจ ประเทศที่ดาเนินนโยบายการเงินภาพใต้กรอบเงินเฟ้อ นโยบายการเงินแบบน้จี ะมี
ผลทาให้อตั ราดอกเบ้ียในตลาดปรับตัวเพ่ิมข้ึนจะสง่ ผล ใหก้ ิจกรรมตา่ งๆ ทางเศรษฐกิจลดลงและอัตรา
เงินเฟ้อลดลง
2) นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ( Expansion monetary policy) มี
วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในกรณีที่เกิดปัญหาเงินฝืด ภาวะการว่างงานสูง เศรษฐกิจชะลอ
ตวั หรอื ตกตา่ เปน็ ตน้ โดยการใชเ้ คร่ืองมือนโยบายการเงนิ ทส่ี ง่ ผลใหป้ ริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
มากขึน้
นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นนโยบายที่มีผลทาให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น มักใช้ใน
กรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดปัญหาเงินฝืด การใช้จ่ายของประชาชน และการลงทุนของ
ผปู้ ระกอบการมีน้อย เกิดการผลติ ตา่ กว่ากาลังการผลติ ท่ีสามารถผลติ ได้ ทาให้เกิดการวา่ งงาน การใช้
นโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ประเทศที่ดาเนินนโยบายการเงินภายในใต้กรอบเงนิ เฟอ้
นโยบายการเงินแบบนี้จะมีผลทาให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดลง จะส่งผลให้มีกิจกรรมต่างๆ
ทางเศรษฐกจิ เพ่ิมมากข้ึนและอตั ราเงนิ เฟ้อเพมิ่ ขึ้น (อมรทิพย์ แท้เทย่ี งธรรม., 2544)
เครอ่ื งมอื ของนโยบายการเงนิ
เครื่องมือของนโยบายการเงินสามารถจาแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ การควบคุมทาง
ปริมาณ (Quantitative Control) และโดยมรี ายละเอยี ดในแตล่ ะประเภท ดงั น้ี
1) การควบคุมทางปริมาณ (Quantitative Control) การควบคุมทางปริมาณหรือ
โดยทั่วไป(Quantitative or General Control) เป็นการควบคุมปริมาณเงินที่จะเกิดขึ้นในระบบ
เศรษฐกจิ ให้มเี สถยี รภาพโดยเคร่อื งมอี ทใ่ี ช้ในการควบคุมทางปรมิ าณ ได้แก่
1.1) การซื้อขายหลักทรัพย์ (open-market operation) จุดประสงค์ของการซ้ือ
ขายหลักทรัพย์คือ ควบคุมเงินสดสารองของธนาคารพาณิชย์ เงินสดสารองจะเพิ่มขึ้นเมื่อธนาคาร
กลางซื้อหลักทรพั ย์ ในทางตรงข้ามเงินสดสารองจะลดลงเมื่อธนาคารกลางขายหลกั ทรพั ย์ ในกรณีท่ี
ธนาคารกลางซื้อขายหลักทรัพย์กับผู้ประกอบการการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ไม่เพียงแต่จะมีผล
ทันทีต่อการเปลี่ยนแปลงเงินสดสารองของธนาคารพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
ปรมิ าณเงินทนั ทอี ีกดว้ ย โดยผลจากการซือ้ ขายหลักทรพั ยส์ ามารถแสดงได้ดงั ภาพที่ 8.7
1.2 อัตรารับชว่ งซ้ือลด (Rediscount Rate) อัตรารับช่วงซอ้ื ลด หมายถงึ ดอกเบย้ี
เงินก้ทู ่ีธนาคารกลางเก็บลว่ งหนา้ จากธนาคารพาณชิ ย์ เมื่อธนาคารพาณชิ ยน์ าต๋วั เงิน ทธี่ นาคาร
พาณิชยร์ ับซ้ือลด (Discounting) ไปขายต่อให้กับธนาคารกลาง