The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nathapak Rattanawijit, 2023-03-20 03:09:20

เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

Keywords: เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น,รหัสวิชา 20204 -2005

รหัสวิชา 20204 -2005 เครือข่าย คอมพิวเตอร์ เบื้องต้น


พื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล และเครือข่าย บทที่1


ความหมายของการสื่อสารข้อมูล การสื่อสารข้อมูล หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนหรือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยผ่านช่องทางสื่อสาร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลาง ในการส่ง ข้อมูล เพื่อให้ส่งและผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน


ส่วนประกอบพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล 1. ผู้ส่งข้อมูล คือ สิ่งที่ท าหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังจุดที่ต้องการ 2. ผู้รับข้อมูล คือ สิ่งที่ท าหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาจากผู้ส่ง 3. ข้อมูล คือ สิ่งที่ผู้ส่งต้องการส่งไปยังผู้รับ 4. สื่อน าข้อมูลหรือตัวกลาง คือ สิ่งที่ท าหน้าที่เป็นตัวกลางในการน า ข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ 5. โปรโตคอล คือ กฎเกณฑ์ ข้อตกลง หรือวิธีการในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งผู้ส่งและผู้รับจะต้องตกลงวิธีการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน เพื่อที่จะส่ง และรับข้อมูลได้ถูกต้อง


รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล “ การติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางการส่งสัญญาณ สามารถ ท าได้ 3 ลักษณะ คือ ” 1. การสื่อสารแบบทางเดียว การสื่อสารแบบทางเดียว เป็นการส่งโดยใช้ช่องทางการส่งสัญญาณเพียงช่องเดียว ข้อมูลจะถูก ส่งไปในทิศทางเดียวเสมอจากฝ่ายส่งไปยังฝ่ายรับ โดยไม่มีการ สับเปลี่ยนหน้าที่ของแต่ละฝ่าย


2. การสื่อสารแบบสลับหรือกึ่งสองทาง เป็นการสื่อสาร แบบ 2 ทางแบบสลับหน้าที่กัน โดยใช้ช่องทาง การส่งสัญญาณเพียง ช่องเดียว 3. การสื่อสารแบบสองทาง ไปและกลับในเวลาเดียวกันได้ โดยใช้ช่องทางการส่งสัญญาณ 2 ช่อง


คุณสมบัติพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล “การสื่อสารข้อมูลจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติพื้นฐาน 3 ประการด้วยกัน คือ” 1. การส่งมอบ ระบบจะต้องสามารถส่งมอบข้อมูลไปยังจุดหมาย ปลายทางได้อย่างถูกต้อง 2. ความถูกต้องแน่นอน ระบบจะต้องส่งมอบข้อมูลได้ถูกต้อง และแน่นอน 3. ระยะเวลา ระบบจะต้องส่งมอบข้อมูลในช่วงที่เหมาะสม


ความหมายของระบบเครือข่าย เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ กลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ที่ถูกน ามาเชื่อมต่อกันผ่านอุปกรณ์ด้านการสื่อสารหรือ สื่ออื่นใด ท าให้ผู้ใช้ในระบบเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยน และใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครือข่ายร่วมกันได้


องค์ประกอบของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ “ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งองค์ประกอบที่ส าคัญ ๆ ได้แก่” 1 คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง 2 เน็ตเวิร์กการ์ด 3 สื่อกลางและอุปกรณ์ส าหรับการรับส่งข้อมูล 4 โปรโตคอล


หลักการท างานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ “ การใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้น มีหลักการท างานต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย ” 1 การสื่อสาร เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกันเอง 2 การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทรัพยากรในที่นี้ คือ อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย 3 การใช้ข้อมูลและแฟ้มข้อมูล เป็นการท างานที่มีผู้ ให้บริการเป็นศูนย์กลาง ข้อมูลและแฟ้มข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ศูนย์กลาง เมื่อผู้ใช้บริการต้องการใช้ข้อมูล สามารถติดต่อผู้ให้บริการเพื่อรับ ข้อมูลได้


4 การเข้าใช้งานระยะไกล ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้ ทรัพยากรได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ภายใด้เงื่อนไขที่ว่า เครื่อง คอมพิวเตอร์ของเขาจะต้องเชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย 5 ความเชื่อถือได้ในการใช้งานเครือข่ายในปัจจุบันนั้น ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ส าคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการด าเนิน ธุรกิจ 6 การลดค่าใช้จ่าย การใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้น ผู้ใช้งานไม่จ าเป็นต้องเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อท าการ รวบรวมข้อมูล เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง


การสื่อสารข้อมูล หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนเรือแลกเปลี่ยน ข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยอาศัยรูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูลแบบต่าง ๆ คือ การสื่อสารแบบทางเดียว การสื่อสารแบบสลับหรือการสื่อสารกึ่งสองทาง และการสื่อสารแบบสองทาง ทั้งนี้การสื่อสารที่จะให้ความสะดวกและรวดเร็ว ต้องอาศัยระบบเครือข่าย ด้วยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบให้สูงขึ้น จนถึงเครือข่ายระดับโลกที่ ครอบคลุมไปเกือบทุกประเทศ ที่เรียกกันว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต สรุป


แบบทดสอบหลังเรียน บทที่ 1


ประเภทของเครือข่าย คอมพิวเตอร์ บทที่2


เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีหลายประเภทสามารถใช้หลักเกณฑ์ ในการแบ่งได้หลายวิธี แต่ถ้าหากแบ่งประเภทของเครื่อข่ายตามขนาด และระยะทางที่เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์การสื่อสาร “ เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด ดังนี้” 1 เครือข่ายท้องถิ่น หรือเครือข่ายแลน 2. เครือข่ายระดับเมือง หรือเครือข่ายแมน 3. เครือข่ายระดับประเทศ หรือเครือข่ายแวน 4. เครือข่ายไร้สาย ประเภทของเครือข่าย คอมพิวเตอร์


1. เครือข่ายท้องถิ่น เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็กที่ใช้ใน การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ในบริเวณใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ซึ่งระยะ ทางไกลสุดที่สามารถรับ - ส่งข้อมูล ได้แบบไม่ติดขัดประมาณ 100 เมตร มีการเชื่อมต่อแบบ Client - Server ระหว่างเครื่องลูกข่ายกับ เครื่องบริการกลางที่ให้บริการกับผู้ใช้จ านวนไม่มาก ประเภทของเครือข่าย คอมพิวเตอร์


2. เครือข่ายระดับเมือง เป็นเครือข่ายที่สื่อสารได้ระยะไกลกว่า เครือข่ายท้องถิ่น และระยะไกลน้อยกว่าเครือข่ายระดับประเทศ สามารถ รับ- ส่งข้อมูลได้ไม่เกิน 60 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเครือข่ายในเขตเมืองครอบคลุม


3. เครือข่ายระดับประเทศ เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างองค์กร ระหว่างเมืองหรือระหว่าง ประเทศ ซึ่งเครื่อข่ายระดับประเทศจะเชื่อมต่อระยะทางไกลมาก จึงมี ความสื่อสารไม่สูงมากนัก เครือข่ายระดับประเทศจะท าให้ทุกบริษัท ทุก องค์กร ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของตนเองเข้าสู่ เครือข่ายกลาง


4. ระบบเครือข่ายไร้สาย เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ซึ่งท า ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและวิธีการจัดการทางด้านเครือข่าย คอมพิวเตอร์ขององค์กรต่าง ทั้งในองค์กรเดิมที่มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อยู่แล้วและองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ที่ก าลังวางแผนติดตั้งระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ซึ่ง Wireless LAN ไม่ใช่เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มาทดแทนเครือข่ายแบบใช้สัญญาณ แต่เป็นเทคโนโลยีที่สามารถขยาย เครือข่ายแบบใช้สัญญาณได้


1 Peer - to - Peer (ad hoc mode) รูปแบบการเชื่อมต่อ เครือข่ายไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นการเชื่อมต่อแบบโครงข่าย โดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องนั้น จะมีความเท่าเทียมกัน สามารถท างานของตนเองได้ และขอใช้บริการ เครื่องอื่นได้ รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายไร้สาย


2 Client / Server (Infrastructure Mode) ระบบ เครือข่ายไร้สายแบบ Client / Server (Infrastructure Mode) มี ลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือเรียกว่า "Hot Spot" ท าหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครื่อข่ายแบบใช้สาย กับคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Client) โดยจะกระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ รับ - ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ ซึ่ง AP 1 จุด


3 Multiple Access Points and Roaming โดยทั่วไปแล้ว การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องตอมพิวเตอร์กับ Access Point ของ เครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคาร และ 1,000 ฟุต ภายนอกอาคาร หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้างมาก ๆ เช่น คลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน


4 Use of an Extension Point กรณีที่โครงสร้างของ สถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหา ผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้ Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้อง ผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สายเป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ


5 The Use of Directional Antennas ระบบแลนไร้สาย แบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่าง กันโดยการติดตั้งเสาอากาศแต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่าง กัน


สรุป ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ เครือข่ายท้องถิ่น เครือข่ายระดับเมืองเครือข่ายระดับประเทศ และ เครือยไร้สายซึ่งแต่ละประเกทจะมีชื่อเรียก คือ LAN เครือข่าย MAN เครือข่าย WAN และเครือข่าย WLAN ทั้ง 4 ประเกทนี้ จะเชื่อมโยงโดย ระยะทางไม่เท่ากัน แต่มีประโยซนในการสื่อสารข้อมูล โดยเฉพาะระบบ เครือข่ายไร้สาย จะมีความคล่องตัวสูงติดตั้งได้ง่าย รวดเร็ว และสามารถ ขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย


แบบทดสอบหลังเรียน บทที่ 2


มาตรฐานการเชื อ ่ มตอ ่ ระบบเครือข่าย บทที่3


มาตรฐาน OSI Model การที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์อีก เครื่องหนึ่งได้นั้น จะต้องอาศัยกลไกหลาย ๆ อย่างร่วมกัน ท างานต่าง หน้าที่กัน และเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายเข้าด้วยกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการ เชื่อมต่อมีความแตกต่างระหว่างระบบและอุปกรณ์หรือเป็นผู้ผลิตคนละ รายกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ท าให้การสร้างเครือข่ายเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจาก ขาดมาตรฐานกลางที่จ าเป็นในการเชื่อมต่อ


โปรโตคอล คือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ใน เครือข่าย ดังนั้นคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เครือข่ายจะติดต่อสื่อสาร กันได้ต้องใช้โปรโตคอลตัวเดียวกัน โปรโตคอลในการสื่อสารข้อมูล


1 จัดแบ่งข้อมูลจากระดับแอปพลิเคชันเลเยอร์ให้มีขนาด พอเหมาะที่จะส่งไปบนเน็ตเวิร์ก หน่วยของข้อมูลในระดับนี้เรียกว่า TCP Segment 2 เริ่มต้นสร้างคอนเน็กชันระหว่างต้นทางและปลายทางให้ ส าเร็จก่อน ก่อนที่ทั้งต้นทางและปลายทางจะมีการรับส่งข้อมูลกันจริง 3 มีการใส่หมายเลข Sequence Number (SEQ) ลงไปใน TCP Segment ที่ส่งไปเพื่อจัดล าดับการส่งข้อมูล เมื่อปลายทางได้รับ TCP Segment นั้นแล้วจะต้องมีการส่งยืนยัน (Acknowledgement: ACK) กลับมาให้เครื่องต้นทางทราบว่าได้รับ TCP Segment แล้ว โปรโตคอล TCP


4 ในกรณีที่ไม่ได้รับ ACK ยืนยันกลับมาภายในเวลารอคอยที่ เหมาะสมค่าหนึ่ง 5 การส่ง ACK เพื่อยืนยันว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนนั้น เครื่อง ปลายทางไม่จ าเป็นต้องส่ง ACK กลับTCP Segment ทั้งหมดที่ใด้รับ แต่ สามารถส่ง ACK เมื่อได้รับข้อมูลหลาย ๆ TCP Segment ตามที่ตกลงกัน ไว้ก่อนได้ 6 ควบคุมล าดับขั้นตอนของการส่งแพ็คเกจของโปรโตคอล IP ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยจัดสรรขนาดบัฟเฟอร์ข้อมูลที่เหมาะสมไว้ ทั้งในขณะรับและส่งข้อมูล


เป็นกระบวนการในการสร้างคอนเน็กชันระหว่างต้นทางกับ ปลายทาง โฮสต์ต้นทางจะเริ่มตันขอสร้างคอนเน็กชันด้วยการส่งแพ็คเกจ TCP ที่มีการเซตฟิลด์ SYN ไว้ (ฟิลด์ SYN = Syn-chronize) และรอให้ ปลายทางส่งแพ็คเกจ TCP ที่มีฟิลด์ SYN และ ACK กลับมาก่อน จากนั้นตัน ทางจึงตอบยืนยันว่าต้องการการรับส่งข้อมูลด้วยอีกครั้ง เป็นอันจบ หลังจาก ผ่านกระบวนการข้างต้นนี้ไป โฮสต์ดันทางและโฮสด์ปลายทางก็พร้อมที่จะ เริ่มรับส่งข้อมูลกัน กระบวนการ Three Way Handshake


โปรโตคอล UDP เป็นโปรโตคอลในระดับ Transport Layer ที่มี ความแตกต่างไปจากโปรโตคอล TCP เกือบทุกด้านโปรโตคอล UDP ท า การส่งข้อมูลโดยไม่มีการสร้างคอนเน็กชั่นก่อน การยืนยันว่าได้รับข้อมูล แล้วไม่มีการจัดเตรียมขนาดของบัฟเฟอร์ส าหรับการรับส่งข้อมูการจัดล าดับ ของข้อมูลที่ได้รับ หน้าที่ของการยืนยันว่าได้รับข้อมูลแล้วอาจถูกผลักภาระ ให้กับแอปพลิเคชั่นในเลเยอร์บนต่อไป และยังไม่สนใจในการควบคุมโฟล์ ของการรับส่งข้อมูลด้วย ด้วยหลักการท านี้จึงท าให้ UDP เป็นโปรโตคอลที่ ไม่มีความ โปรโตคอล UCP


“โปรโตคอล IP ที่อยู่ใน Network Layer จะมีหน้าที่ 3 อย่างต่อไปนี้ คือ” 1. Addressing หน้าที่นี้หมายถึงการให้บริการในการติดตั้ง "ลอจิ คัลแอดเดรส (Logical Address)" ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรโตคอล IP เนื่องจาก ลอจิคัลแอดเดรสนี้จะไม่ได้ถูกก าหนดมาตายตัว 2. Packaging เป็นการจัดเตรียมแพ็ดเกจ IP ให้อยู่ในสภาพที่ พร้อมส่งไปยังเครื่องปลายทาง โดยการน าเอา TOP Segment หรือ UDP Segment จากในเลเยอร์บนมาบรจุไว้ในฟิลด์ Data ของแพ็กเกจ IP จากนั้น ใส่ค่าฟิลด์ Destination IP Address และ Source IP Address ให้เป็น หมายเลข IP Address ปลายทางและต้นทางตามล าดับ 3. Routing คือ การหาเส้นทางในการส่งแพ็คเกจไปให้ถึงเครื่อง ปลายทางให้ได้ หลักความส าคัญของการส่งแพ็คเกจโดยโปรโตคอล IP คือ จะ ส่งให้ดีที่สุด โปรโตคอล IP


สรุป มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายตามมาตรฐาน OSI Mode! จะมีทั้งหมด 7 เลเยอร์ แต่ละเลเยอร์จะมีลักษณะการท างานที่แตกต่างกันไป เช่น Appication Layer เป็นเลเยอร์ที่ก าหนดอินเตอร์เฟซระหว่างแอป พลิเคชันที่ท างานบนเครื่องคอมพิวเตอร์กับซอฟต์แวสื่อสารต่าง ๆ ที่ท างาน อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ ยังมีโปรโตคอลในการสื่อสาข้อมูล ซึ่ง หมายถึงข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครือข่าย


แบบทดสอบหลังเรียน บทที่ 3


รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย บทที่ 4


คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์รับ - ส่งข้อมูลที่ประกอบกันเป็นเครือข่าย มีการเชื่อมโยงถึงกันในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เทคโนโลยีการ ออกแบบเชื่อมโยงนี้เรียกว่า รูปร่างเตรือข่าย โทโปโลยี คือ ลักษณะทาง กายภาพ ของเตรือข่าย ซึ่งหมายถึงลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้า กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในเครือข่ายเข้าด้วยกันนั่นเอง “ลักษณะการเชื่อมโยงเครือข่ายมี 2 แบบ คือ” 1. การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (Point - to - Point) 2. การเชื่อมต่อแบบหลายจุด (Multipoint), ลักษณะการเชื่อมโยงเครือข่าย


เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสาร สองเครื่อง โดยใช้สื่อกลางหรือช่องทางในการสื่อสารช่องทางเดียวเป็นการ จองสายในการส่งข้อมูลระหว่างกัน โดยไม่มีการใช้งานสื่อกลางนั้นร่วมกับ อุปกรณ์ชิ้นอื่น การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (Point - to - Point)


เป็นการใช้งานช่องทางการสื่อสารเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นโตยการ เชื่อมต่อลักษณะนี้จะใช้ท่องทางการสื่อสารหนึ่งช่องทาง เชื่อมต่อเข้ากับ เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารหลายขึ้น การเชื่อมต่อแบบหลายจุด (Multpoint)


ในระบบเครือข่าย โทโปโลยีแบบ BUS นับว่าเป็นโทโปโลยีที่ใด้รับ ความนิยมใช้กันมากในอดีตคือการน าอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครื่อข่ายเชื่อมต่อกับ สายสื่อสารหลักที่เรียกว่า "บัส" โทโปโลยีแบบ BUS


เหตุที่เรียกการสื่อสารแบบนี้ว่าเป็นแบบ RING เพราะข่าวสารที่ ส่งผ่านไปในเครือข่ายจะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปในทิศทางเดียวเหมือนวง แหวน หรือ RING นั่นเอง โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์แบบ BUS ใน แต่ละโหนดจะมีรีพีตเตอร์ประจ าโหนด 1 เครื่อง โทโปโลยีแบบ RING


จากการเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายกับรูปดาวหลาย แฉกโดยมีศูนย์กลางของดาว หรือฮับเป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุก โหนดในเครือช่ายศูนย์กลางจึงมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด ทั้งภายในและภายนอกเครือข่าย โทโปโลยีแบบ STAR


หมายเลข IP Address เป็นแอดเตรสที่ผู้ติดตั้งระบบเครือข่าย จ าเป็นต้องก าหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รันโปรโตคอล TCP / IP ไอพีแอดเดรส (IP Address)


ลักษณะการเชื่อมโยงเครือข่ายมี 2 แบบ คือ การเชื่อมต่อแบบ จุดต่อจุด (Point - to - Poirt) และแบบการเชื่อมต่อแบบหลายจุด (mutpairt) โดยมีรูปแบบในการเชื่อมโยงเครือข่าย 3 แบบ คือแบบ BUS แบบ RING และแบบ STAR นอกจากนี้ สิ่งที่ควรจะเรียนรู้ในการเชื่อมโยง เครือข่าย คือไอทีนอดเดรส (IP Address) ซึ่งผู้ติดตั้งระบบเครือข่าย จ าเป็นต้องก าหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รันโปรโตคอล TCP / IP เพื่อใช้บ่งบอกต าแน่งที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเมื่อเครื่อง คอมพิวเตอร์ต้องการส่งข้อมูลไปให้เครื่องปลายทาง สรุป


แบบทดสอบหลังเรียน บทที่ 4


อุปกรณ์ในระบบเครือข่าย บทที่5


เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้สายส่งสัญญาณ ซึ่งการเลือกใช้สายส่ง สัญญาณขึ้นอยู่กับรูปแบบการเชื่อมต่อ ส่วนใหญ่การเชื่อมต่อแบบ Bus จะใช้สายเคเบิล Coaxial, แบบ Star จะใช้สายเคเบิล UTP หรือ STP ช่องทางการสื่อสารแบบใช้สาย


1. สายคู่บิดเกลียว (Twisted Pair Cable) เป็นสายทองแดง แบ่งเป็นชุด แต่ละชุดมีทองแดง 2 เส้นที่ถูกพันกันเป็นเกลียวดูให้เป็นไปตาม มาตรฐานที่ก าหนด เพื่อลดการรบกวน Twisted pair จากคู่สายข้างเคียง ภายในท่อเคเบิลเดียวกันสามารถน าสัญญาณไฟฟ้าความถี่สูงได้ ทั้งสัญญาณ Analog และ Digital เช่น Analog ที่ใช้ส่งสัญญาณในระบบโทรศัพท์ ซึ่ง Twisted Pair มีขนาดประมาณ 0.016 - 0.036 นิ้วจะมีน้ าหนักเบา และ ราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับช่องทางสัญญาณประเภทอื่น ๆ และเป็นที่นิยมใช้ กัน


“Twisted Pair สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ” 1) สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวนหุ้ม (Unshielded Twisted Pair: UTP) หรือสาย CAT(Category) เป็นสายที่ไม่มีฉนวนหุ้ม ภายในประกอบด้วยลวดตัวน า ที่หุ้มด้วยฉนวน 8 เส้นตีเกลียวคู่ มีอยู่ 4 ดู่ ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกพลาสติกและจะไม่มีชีลด์ห่อหุ้มสายสัญญาณส่งผลให้ สายชนิดนี้ถูกสัญญาณรบกวนได้ง่าย แต่ก็เป็นสายที่ถูกน ามาใช้งานมาก ที่สุด


Click to View FlipBook Version