การเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ นางสาวปลายฟ้า บุญลอด รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567
การเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ นางสาวปลายฟ้า บุญลอด รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วย การแสดงบทบาทสมมติ ผู้วิจัย นางสาวปลายฟ้า บุญลอด อาจารย์ที่ปรึกษา ดร. ศศิธร อมรินทร์แสงเพ็ญ ที่ปรึกษาร่วม คุณครูสินีนาฏ ดวงดี ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2567 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่างเป็น เด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 3–5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 (คละอายุ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหนองตุอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 14 คน ที่ได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวง ล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติและแบบประเมินความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วย การแสดงบทบาทสมมติมีความมีวินัยในตนเองหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก ดร.ศศิธร อมรินทร์แสงเพ็ญ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย และนางสินีนาฏ ดวงดีที่ปรึกษาร่วม ที่ได้กรุณา ให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทางต่าง ๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบ ขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการสถานศึกษาและคณะครูโรงเรียนบ้านหนองตุทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวก ให้ความร่วมมือช่วยเหลือและเป็นกำลังใจโดยตลอด ขอขอบใจนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 1-2 โรงเรียนบ้านหนองตุ ปีการศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวของผู้วิจัย ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แห่งความสำเร็จครั้งนี้คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้วิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่คุณบิดา มารดา ผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่าน สืบไป ปลายฟ้า บุญลอด
สารบัญ บทคัดย่อ............................................................................................................................. ก กิตติกรรมประกาศ.............................................................................................................. ข สารบัญ................................................................................................................................ สารบัญตาราง.................................................................................................................. ... สารบัญภาพ.................................................................................................................... .... ค ช ฌ บทที่ หน้า 1 บทนำ......……………………………………………………………..……….……………………….… 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา.…………………………………………...…………. 1 วัตถุประสงค์การวิจัย..………………………………………………...............………………….. 2 สมมติฐานของการวิจัย......…………………………………………………………………………. 2 ขอบเขตการวิจัย....…………………………………….…………………………………………….. 2 ประชากร........................................................................................................ กลุ่มเป้าหมาย................................................................................................. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัย............................................................................... ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย............................................................................... เนื้อหาการวิจัย…………………………………………………………………………………… นิยามศัพท์เฉพาะ......………………………………………….…………………………..………… 2 2 2 3 3 4 ประโยชน์ที่ได้รับ..………………………………………………………………………..…………… 5 กรอบแนวคิดในการวิจัย..………………………………………….……………..……………… 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง.....………………….………… ความหมายของความมีวินัยในตนเอง……………………………………………………. ความสำคัญของความมีวินัยในตนเอง…………………………………………………… คุณลักษณะของความมีวินัยในตนเอง............................................................. 6 7 8 9
สารบัญ (ต่อ) บทที่ 2 (ต่อ) การส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง.................................................................... ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง...................................................... เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน………………………………..……….. ความหมายของการเล่านิทาน………………………………………….…………….……… ความสำคัญของการเล่านิทาน......................................................................... ประเภทของของการเล่านิทาน...................................................................... ประโยชน์ของการเล่านิทาน……….………………………………………………………. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทสมมติ……………………………. ความหมายของการแสดงบทบาทสมมติ........................................................ ความสำคัญของการแสดงบทบาทสมมติ........................................................ ประเภทของของการแสดงบทบาทสมมติ……………………………………………… ขั้นตอนการนำกิจกรรมบทบาทสมมติไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน……. ประโยชน์ของการแสดงบทบาทสมมติ........................................................... งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................... งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง…………………………………………. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน………………………………………………………. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทสมมติ………………………………………… ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาท สมมติ………………………………………………………………………………………………………. 3 วิธีดำเนินการวิจัย...........…………….…….………….…………..…….…..…………….…… หน้า 10 12 14 14 15 17 19 21 21 22 24 26 29 30 30 33 36 39 41 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย......………….……..………………………….….…..…….. 41 แบบแผนการทดลอง.......………………..………..…..…..……………………..……….. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................ การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................... 41 42 42
สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 3 (ต่อ) การเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………………………………... 46 การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………….. 46 สถิติที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………….. 46 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................ 48 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………..…... 48 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................... 48 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………….………………………………..………. 51 วัตถุประสงค์ของการวิจัย................................................................................ 51 สมมติฐานของการวิจัย................................................................................... 51 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย.......................................................................... 51 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………………….…… 51 การดำเนินการจัดกิจกรรม…………………………………………………………….…….. 51 การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................... 52 สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………………………….………. 52 อภิปรายผลการวิจัย……………………………………………………………………….……… 55 ข้อเสนอแนะ..................................................................................................... 54 บรรณานุกรม................................................................................................................. 55
สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ภาคผนวก ภาคผนวก................................................................................................................. 62 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ................................................... 63 ภาคผนวก ข ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบแบบประเมินพฤติกรรมความมีวินัย ในตนเองของเด็กปฐมวัย............................................................................................ .. 65 ภาคผนวก ค ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย........................................................................... 68 ภาคผนวก ง ตัวอย่าง แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วย การแสดงบทบาทสมมติ…………………………………………………………………………………. 70 ภาคผนวก จ ตัวอย่าง แบบประเมินพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย 72 ภาคผนวก ฉ ตัวอย่าง ภาพการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วย การแสดงบทบาทสมมติ…………………………………………………………………………………. 75 ประวัติย่อผู้วิจัย…………………………………..……………………………………………………………… 78
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 หน่วยการจัดกิจกรรมที่ใช้ในการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ3 2 แบบแผนการวิจัย....................................................................................................... 41 3 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรมารเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ.. 49 4 การเปรียบเทียบคะแนนความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ......…….... 50 5 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของ เด็กปฐมวัย……………………………………………………………………………………………………… 66 6 ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินความมีวินัยในตนเองของ เด็กปฐมวัย………………………………………………………………………………………………………. 68
สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย............................................................................................... 5 2 แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน............................................................................... 40 3 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วย การแสดงบทบาทสมมติ…………………………………………………………….………………………… 44 4 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย…………. 46
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ความเจริญก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาอย่าง รวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลให้สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องวัตถุนิยม เห็นความสำคัญของสิ่งของ มากกว่าบุคคลในสังคม ส่งผลกระทบต่อความคิด ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนค่านิยมในสังคม (ทัศนียา แสนทิพย์: 2559) ทัศนคติของผู้คนในสังคมจะมีแนวโน้มที่จะก้าวเข้าสู่ลักษณะของผู้คนที่มอง แคบ คิดใกล้และขาดวินัยกันมากขึ้นมีค่านิยมทางวัตถุสูงมากขึ้น เกิดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ขาดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะขาดความสมดุลทั้งทางจิตใจ และวัตถุซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลให้สังคมไทยมีปัญหาสลับซับซ้อนมากขึ้น อันส่งผลกระทบต่อความ เป็นอยู่ของประชากรเป็นอย่างมากประชากรขาดคุณธรรมจริยธรรม สังคมขาดระเบียบวินัย ขาดความ รับผิดชอบ คนในสังคมขาดการยั้งคิด ขาดการคิดวิเคราะห์ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหามาจากการขาดความมีวินัยในตนเองทั้งนั้น (ชนิพรรณ จาติเสถียรและคณะ, 2560: 1) การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญเพื่ออบรมเลี้ยงดูและเตรียมความ พร้อมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาบนพื้นฐานของทฤษฎีจิตวิทยา พัฒนาการ ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการให้เด็กได้เรียนรู้ โดยใช้ประสาท สัมผัสทั้ง 5 ได้มีโอกาสริเริ่มตามความต้องการและความสนใจของตนเอง ซึ่งสอดคล้องและเหมาะสมกับ วัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จัดให้ เป็นประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง (กรมวิชาการ. 2540: 10-16) ความมีวินัยในตนเองนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจากการเรียนรู้ การเลียนแบบ และการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งช่วงวัยที่เหมาะแก่การปลูกฝัง หรือพัฒนา คือช่วงปฐมวัย เนื่องจากเด็กช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิด - 5 ขวบนับได้ว่าเป็นช่วงวัยทองของชีวิตและเป็นช่วง ระยะที่มีความสำคัญที่สุดในการหล่อหลอมบุคลิกภาพและการวางรากฐานคุณภาพชีวิตของเด็กเพื่อที่จะ พัฒนาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต หากเด็กได้รับการส่งเสริม และปลูกฝังความมีวินัยในตนเองตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ก็จะส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม
2 แห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีความสุขและสามารถพัฒนา ประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นได้ (จิตตินันท์ เดชะ คุปต์: 2556); (อรุณี หรดาล: 2558) จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาฝึกปฏิบัติการในสถานศึกษาจึงสนใจศึกษาว่า การจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติมีความมีวินัยสูงกว่าก่อนการ ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือไม่ โดยผลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของ เด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาท สมมติ สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาท สมมติมีความมีวินัยในตนเองหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 (คละอายุ) จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 3–5 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 (คละอายุ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหนองตุอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 14 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัย 1. ตัวแปรต้น คือ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วย การแสดงบทบาทสมมติ 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย
3 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาการทดลองจำนวน 18 แผน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 6 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันพุธ พฤหัสบดีและวันศุกร์วันละ 30 นาที เนื้อหาการวิจัย เนื้อหาในการทดลองเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการ แสดงบทบาทสมมติที่เหมาะสมกับวัยเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานกล่องวง ล้อจำนวน 18 แผน ที่สอดคล้องกับหน่วยการจัดประสบการณ์ที่ใช้ในการทดลองการจัดกิจกรรมเล่า นิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ ดังแสดง ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 หน่วยการจัดกิจกรรมที่ใช้ในการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ สัปดาห์ วัน หน่วยการเรียนรู้ ความมีวินัยในตนเอง 1 พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ กลางวัน กลางคืน ด้านความรับผิดชอบ ด้านการควบคุมตนเอง ด้านความรับผิดชอบ 2 พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ รักเมืองไทย ด้านการควบคุมตนเอง ด้านความรับผิดชอบ ด้านการควบคุมตนเอง 3 พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ วันลอยกระทง ด้านความรับผิดชอบ ด้านการควบคุมตนเอง ด้านความรับผิดชอบ 4 พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ ฤดูหนาว ด้านการควบคุมตนเอง ด้านความรับผิดชอบ ด้านการควบคุมตนเอง 5 พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ วันพ่อ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการควบคุมตนเอง ด้านความรับผิดชอบ 6 พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เศรษฐกิจพอเพียง ด้านการควบคุมตนเอง ด้านความรับผิดชอบ ด้านการควบคุมตนเอง
4 นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้มีความชัดเจน วิจัยได้กำหนดความหมายของคำศัพท์ที่ใช้ใน การวิจัย ดังนี้ 1. ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการควบคุมอารมณ์และ พฤติกรรมของตนเอง ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบ ด้วยความสมัครใจไม่มีการบังคับ โดยพฤติกรรมที่ปฏิบัติส่งผลดีต่อตนเองและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพื่อให้อยู่อย่างราบรื่น และมีความสุข โดยแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้ 1.1 ด้านความรับผิดชอบ หมายถึง การทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ และการยอมรับผลที่เกิดจากการกระทำของตนทั้งดีและไม่ดี ได้แก่ การเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อย การ ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ การรู้จักขอโทษเมื่อทำความผิด การส่งงานตามกำหนด การทิ้ง ขยะให้ถูกที่ 1.2 ด้านการควบคุมตนเอง หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกถึงความสามารถใน การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง ได้แก่ การรอคอยของเล่นของใช้จากเพื่อน การเข้าแถว ปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับ การไม่ทำร้ายเพื่อนเมื่อไม่พึงพอใจ การตั้งใจทำงานโดยไม่ว่อกแว่ก การเล่น หรือปฏิบัติกิจกรรมตามกฎกติกาได้ 2. การจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติหมายถึง การจัดกิจกรรมการถ่ายทอดเรื่องราวที่ผู้วิจัยแต่งขั้นโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านความมีวินัยใน ตนเอง โดยใช้นิทานกล่องวงล้อเป็นสื่อประกอบการเล่า และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงพฤติกรรมตาม สถานการณ์ในนิทาน ซึ่งเด็กสามารถสวมบทบาทได้ตามความรูสึกนึกคิด และประสบการณ์ของตน โดย มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นนำ 1.1 ครูนำเด็กเข้าสู่กิจกรรม โดยการสนทนา การร้องเพลง การท่องคำคล้องจอง 1.2 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการทำกิจกรรม 2. ขั้นสอน 2.1 ครูเล่านิทานกล่องวงล้อ 2.2 ครูและเด็กสนทนาเกี่ยวกับพฤติกรรมความมีวินัยของตัวละครในนิทาน 2.3 ครูและเด็กทบทวนสถานการณ์เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิทาน 2.4 ครูขออาสาสมัครเด็กออกมาแสดงบทบาทสมมติ 2.5 เมื่อใกล้หมดเวลาครูให้สัญญาณเด็กเก็บอุปกรณ์เข้าที่ 3. ขั้นสรุป 3.1 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม
5 ประโยชน์ที่ได้รับ ในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับประโยชน์จากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้ทราบผลการเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเล่า นิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ 2. ได้รับความรู้เกี่ยวกับความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ 3. ได้แนวทางในการจัดประสบการณ์สำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัยในการจัดกิจกรรม การเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ กรอบแนวคิดในการวิจัย ตันแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย - ด้านความรับผิดชอบ - ด้านการควบคุมตนเอง การจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อ เสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติผู้วิจัยได้ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อดังต่อไปดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง 1.1 ความหมายของความมีวินัยในตนเอง 1.2 ความสำคัญของความมีวินัยในตนเอง 1.3 คุณลักษณะของความมีวินัยในตนเอง 1.4 การส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง 1.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน 2.1 ความหมายของการเล่านิทาน 2.2 ความสำคัญของการเล่านิทาน 2.3 ประเภทของของการเล่านิทาน 2.4 ประโยชน์ของการเล่านิทาน 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทสมมติ 3.1 ความหมายของการแสดงบทบาทสมมติ 3.2 ความสำคัญของการแสดงบทบาทสมมติ 3.3 ประเภทของของการแสดงบทบาทสมมติ 3.4 ขั้นตอนการนำกิจกรรมบทบาทสมมติไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน 3.5 ประโยชน์ของการแสดงบทบาทสมมติ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง 4.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน 4.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทสมมติ 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ
7 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง 1.1 ความหมายของความมีวินัยในตนเอง ต้องจิตต จิตดี (2547: 29) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย หมายถึง การที่เด็กสามารถประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นไปในลักษณะที่สังคมยอมรับและเกิดความสำนึกว่าเป็น ค่านิยมที่ดีในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1. ความรับผิดชอบ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกในรูปของความตั้งใจทำงาน หรือกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย การดูแลเก็บรักษาของใช้ของตนเองและส่วนรวมให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย รวมทั้งการปฏิบัติตนตามกฎระเบียบข้อตกลงของห้องเรียน 2. การรู้จักเวลา หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกในรูปของการปฏิบัติกิจกรรม ได้ตามเวลาที่กำหนด การฟังสัญญาณ รวมทั้งการปฏิบัติตนได้เหมาะสมในเวลาทำกิจกรรม 3. ความอดทน อดกลั้น หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกในรูปของการรอคอย การควบคุมอารมณ์ตนเองในการทำกิจกรรม ความพากเพียรพยายามทำสิ่งที่ยากจนสำเร็จ 4. ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกในรูปของการกล้า แสดงออก ทั้งความคิดเห็น รวมถึงความพยายามในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง 5. ความเป็นผู้นำ ผู้ตาม หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกในรูปของความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์การแสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็น การให้ความช่วยเหลือ และ รับความช่วยเหลือจากเพื่อนตลอด จนความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักแบ่งปัน ปาจรีย์ เกตุสำเภา (2554: 45-46) กล่าวว่า ความหมายของความมีวินัย หมายถึง การยึดมั่นในระเบียบแบบแผนข้อบังคับ และข้อปฏิบัติซึ่งมีทั้งวินัยต่อตนเองและวินัยทางสังคม ผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา/สถาบัน/องค์กรสังคม และประเทศ โดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจ และตั้งใจ เช่น การแต่งกายที่ถูกต้อง ตามระเบียบ เข้าแถวรับ บริการตามลำดับ ฉันทนา ศรีภักดี (2555: 18) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง การที่บุคคล มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง ทั้งทางด้านการแสดงออก และความรู้สึกต่าง ๆ สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นไปในลักษณะที่สังคมยอมรับ โดยเกิดจาก ความสำนึกตัวขึ้นมาได้เอง มิได้เกิดจากข้อบังคับจากอำนาจภายนอกใด ๆ วารุณี นาวัลย์ (2555: 8) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง การควบคุมตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ได้เรียนรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นที่ยอมรับและละเว้นการปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดีไม่เป็น ที่ยอมรับโดยสมัครใจ โดยที่การประพฤติปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อตนเองและไม่ทำให้ผู้อื่น เดือดร้อน จารุวรรณ กำลังเหลือ (2556: 10) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง การกระทำ ที่ เด็กปฐมวัยแสดงออกในด้านการควบคุมอารมณ์ พฤติกรรมของตนเองถูกต้องเหมาะสมในการอยู่ร่วมกับ
8 ผู้อื่นตามกฎระเบียบของสังคมด้วยความสมัครใจไม่มีการบังคับ โดยพฤติกรรมที่ปฏิบัติส่งผลดีต่อตนเอง และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพื่อให้อยู่อย่างราบรื่นและมีความสุข ยาใจ เดชขันธ์(2556: 19) สรุปความหมายของความมีวินัยว่า หมายถึง คุณลักษณะ ของนักเรียนเกี่ยวกับการควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในกรอบ ระเบียบแบบแผน กฎหมาย ข้อบังคับและข้อปฏิบัติด้วยความสมัครใจ จากข้างต้นสรุปได้ว่า ความมีวินัยในตนเอง คือ การที่บุคคลมีความสามารถใน การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบ ด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ โดยพฤติกรรมที่ปฏิบัติส่งผลดีต่อตนเองและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพื่อให้อยู่ อย่างราบรื่นและมีความสุข 1.2 ความสำคัญของความมีวินัยในตนเอง บุญเหลือ มุ่งต่อม (2552: 18; อ้างถึงใน ยาใจ เดชขันธ์, 2556: 58) กล่าวว่า การเสริมสร้างวินัยแก่นักเรียนมีความสำคัญมากในการที่จะช่วยให้นักเรียนปกครองตนเองได้ สามารถ ดำรงชีวติอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน รู้จักเสียสละ ประโยชน์ ฉันทนา ศรีภักดี (2555: 16) กล่าวว่า เป็นสิ่งสำคัญเป็นปัจจัยในการพัฒนาบุคลิกภาพ ของเด็ก ช่วยทำให้สังคมมีความสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อย คนที่มีพฤติกรรมที่ดีงาม ประพฤติตนได้ เหมาะสมกับสถานการณ์ของส่วนรวมและปฏิบัติให้เกิดความเคยชินในการอยู่ร่วมกัน ในสังคม ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนและพัฒนาประเทศควรให้ความสำคัญและสนับสนุน ส่งเสริม สืบศักดิ์ น้อยดัด (2555: 20) กล่าวว่า เป็นสิ่งที่สำคัญต่อมนุษย์ทุก ๆ คน และเป็นเครื่องชี้วัดความดีของบุคคล รวมทั้งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก ให้มีความประพฤติดีมีเหตุผล ซึ่งเป็นฐานของความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิของผู้อื่น การเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน การรอคอย การแก้ปัญหาของส่วนรวม สามารถควบคุมตนเองให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องและเป็น พื้นฐานที่เอื้อต่อความสำเร็จของบุคคล และส่วนรวม ดังนั้น ผู้ใหญ่ทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญ ของความมีวินัย เพราะเป็นหัวใจของการแสดงออกซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมและยังเป็นแรงกำลังสำคัญ ในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ มีความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานของความสงบสุข จารุวรรณ กำลังเหลือ (2556: 10) กล่าวว่า ความสำคัญของวินัยในตนเอง เป็น ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพที่ต้องปลูกฝังให้กับเด็กปฐมวัย วินัยในตนเองส่งเสริม ให้เด็กมีความรับผิดชอบ ควบคุมตนเอง เข้าใจในกฎเกณฑ์ ระเบียบของสังคม ให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและเป็นที่ยอมรับของสังคม
9 ชุติมา ศิริกุลชยานนท์ (2558) กล่าวว่า การฝึกวินัยทำให้เด็กเกิดนิสัยในการควบคุมตนเอง จะช่วยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้โดยไม่ล่วงเกินสิทธิหรือประพฤติผิดมารยาทของ สังคม การฝึกวินัยให้เด็กจำเป็นต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ค่อยเป็นค่อยไปโดยมีการยืดหยุ่น ได้ตามสภาพของเด็ก และควรให้เด็กเข้าใจถึงเหตุผลของกฎระเบียบนั้น ๆ จากข้างต้นสรุปได้ว่า ความสำคัญของวินัยในตนเอง คือ ปัจจัยในการพัฒนาบุคลิกภาพที่ ต้องปลูกฝังให้กับเด็กปฐมวัย มีความรับผิดชอบ ควบคุมตนเอง เข้าใจในกฎเกณฑ์ ระเบียบ ของสังคม ช่วยทำให้สังคมมีความสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อย 1.3 คุณลักษณะของความมีวินัยในตนเอง นวลศิริ เปาโรหิตย (2540: 27) กล่าวว่า เด็กปฐมวัยควรมีวินัยในดานตาง ๆ ดังตอไปนี้ 1. วินัยในความประพฤติทั่วไปไดแกการตรงตอเวลา การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การรูจักกาลเทศะ การประพฤติตนเหมาะสมกับวัย 2. วินัยในกิจวัตรประจําวัน ไดแก การมีระเบียบในตนเอง การดูแลชวยเหลือตนเองได ตามวัย 3. วินัยในการเรียน ไดแก รับผิดชอบในการเรียนหรือกิจกรรมอื่น ๆ อยางเหมาะสม 4. วินัยในการทํางาน ไดแก ความรับผิดชอบในงานที่ไดรับมอบหมายทํางานอย่างเต็ม ความสามารถการรักษาคําพูดคําสัญญาที่ใหไวกับผูอื่น 5. วินัยในการควบคุมตนเอง ไดแก การควบคุมอารมณตนเองไดดีตามสมควร อดทนตอความยากลําบากไดตามวัย กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542: 61) กลาววา ผูมีวินัยในตนเองนั้นมีพฤติกรรม ดังนี้ 1. การปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม 2. ความเชื่อมั่นในตนเอง 3. ความรับผิดชอบ 4. ความตั้งใจจริง 5. ความเปนผูนํา 6. ความอดทน พักตร์วิภา บุญมาก (2553: 7) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ได้แก่ 1. ความรับผิดชอบ 2. ความอดทน 3. การปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน 4. การยอมรับผู้อื่น 5. ความเป็นประชาธิปไตย
10 วารุณี นาวัลย์ (2555: 6) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ได้แก่ 1. ความรับผิดขอบ 2. การตรงต่อเวลา 3. การรอคอย 4. ความซื่อสัตย์ จารุวรรณ กำลังเหลือ (2556: 7) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ได้แก่ 1. การตรงต่อเวลา 2. ความรับผิดชอบ 3. ความอดทน จากข้างต้นสรุปได้ว่า คุณลักษณะของความมีวินัยในตนเอง คือ เด็กปฐมวัยควรมีวินัยใน ดานตาง ๆ คือ การควบคุมอารมณตนเอง การตรงต่อเวลา การปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน การยอมรับผู้อื่น ความรับผิดชอบ ความตั้งใจจริง ความอดทน การรอคอย ความเป็นประชาธิปไตย ซึ่ง เป็นคุณลักษณะความมีวินัยในตนเองที่เด็กจะต้องมี 1.4 การส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542ก: 80–81) กลาวว่า หลักการสรางวินัยใหแกเด็ก ดังนี้ 1. มีเจตคติที่ดีกับเด็ก การสอนวินัยตองคอยเปนคอยไป ใสใจและพยายามใน การสรางดวยการใชสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก ใหคําแนะนําชี้แจงถึงการประพฤติปฏิบัติที่ถูกตอง ฝกเด็กใหรูจักการบังคับตนเองอยางมีเหตุผล ใหกําลังใจเมื่อเด็กทําถูกตองและชมเชย ใชวิธีการชักจูงใจใหมีสวนรวมในการปฏิบัติมากกวาการบังคับ โดยคํานึงถึงความรูสึกจิตใจของเด็ก และความสามารถของเด็กในการพัฒนาตามระดับอายุ การสอนวินัยเด็กดวยความรักและใหสิ่งที่ดีที่สุด กับเด็ก จะชวยใหเด็กมีความรูสึกที่ดีกับการมีวินัย 2. ใหอิสระแกเด็กในการมีความคิดเปนของตนเอง ดวยการใหคําแนะนําปรึกษา เมื่อเด็กเลนกับเพื่อนหรือมีปญหาในการเลน เด็กควรไดรูวาทําไมตองมีวินัย พฤติกรรมใดที่ยอมรับได และพฤติกรรมใดที่ผิด เมื่อผิดแลวตองแกไข เพราะหากเกิดซ้ำแลวไปแกไขจะทําใหเด็กคับของใจ 3. สรางใหเด็กมีความรับผิดชอบตอหนาที่และงานที่ไดรับหมอบหมายดวย การติดตามใหขอมูลยอนกลับ ชี้แนะ ไมติหรือวากลาวใหเด็กเสียใจ ไมเปรียบเทียบเด็กกับผูอื่นใหเด็ก รูสึกวาเปนปมดอย แตประเมินใหเด็กเห็นถึงการพัฒนาพฤติกรรมของตนเองและขอควรตองแกไข 4. ใหการยกยองชมเชยในทันทีที่เด็กกระทําหรือปฏิบัติดี อยาพูดถึงสิ่งที่ไกลตัวเด็กจะ ไมเขาใจ เชน ทําดีไปเถอะ โตขึ้นแลวจะดีเอง เด็กไมทราบ หรือใชคํายากเด็กไมเขาใจ เชน คนดี เปนคนเกง เปนตน ในขณะที่ฝกเด็กเด็กอาจจะดื้อรั้นบางเอาแตใจตนเองบางตองใหอภัยอยาเอาแตใจ
11 5. การฝกวินัยตองสม่ำเสมอเราไมสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กไดในทันทีทันใด ตองฝกซ้ำ ๆ อยางตอเนื่อง เพื่อใหเด็กซึมซับไปเปนนิสัย เมื่อผิดตองลงโทษทันทีเพื่อแกไขใหถูกตอง ถาเด็กทําดีตองชมเชย ณัฐธีรา สมบูรณ์ (2552: 12) กล่าวว่า การเสริมสร้างความมีระเบียบวินัยควรเริ่มตั้งแต่เด็ก ปฐมวัย เป็นภาระที่สำคัญยิ่งของครูปฐมวัยที่ต้องอบรมปลูกฝังวินัยในตนเอง ฝึกหัดให้เด็กปฐมวัย ที่อยู่ ในความดูแลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เด็กจะเรียนรู้ได้ดีจากคำชมเชยและรางวัลมากกว่า การลงโทษ ครูใช้วิธีจูงใจมากกว่าการบังคับและอาศัยเวลา เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระทำ ด้วยตนเอง รู้จักช่วยเหลือตนเอง รู้จักการอดทน รอคอย รู้จักการเรียนรู้การมีวินัย ทำตนเป็นสมาชิก ที่ดีของกลุ่ม จนเด็กคุ้นเคย ทำได้เองเป็นความมีวินัยในตนเองในเบื้องต้น ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพที่ดีของ เด็กจน เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ที่ดีมีความรับผิดชอบและมีวินัยในตนเอง เป็นบุคคลที่สังคมไทยต้องการที่ สำคัญ ครูปฐมวัยและผู้ที่ เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กด้วย บงกชรัตน์ ศุภเกสร (2554: 28) กล่าวว่า การส่งเสริมวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย เราสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยเริ่มจากการตอบสนองโดยให้ความรักความเข้าใจและเมื่อเด็ก โตขึ้นจึงค่อย ๆ เริ่มสอนเด็กโดยการใช้เหตุผล แล้วจึงค่อยสอนให้เด็กรู้จักขอบเขตความประพฤติ ของตนเอง เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้อยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถ ควบคุมพฤติกรรมของตนให้ทำในสิ่งที่ถูกได้ด้วยตัวเด็กเอง เกิดการสร้างวินัยในตนเอง ได้ในที่สุด ฉันทนา ศรีภักดี (2555: 22) กล่าวว่า การเสริมสร้างความมีวินัยในตนเองให้กับเด็กปฐมวัย นั้นควรใช้วิธีการจูงใจมากกว่าการบังคับ ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต้องมี ความสม่ำเสมอ จะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง สร้างบรรยากาศให้เด็กได้คิด และตัดสินใจ แก้ปัญหาด้วยตนเอง ครูควรจะต้องเสริมสร้างความมั่นใจ ใช้วิธีการเสริมแรงให้เด็กเรียนรู้ และปฏิบัติด้วยตนเองอย่างมั่นใจและที่สำคัญครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความมีวินัย ในตนเอง สืบศักดิ์ น้อยดัด (2555: 37) กล่าวว่า ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยนั้น สามารถส่งเสริมและพัฒนาได้ควรเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดย ใช้วิธีจูงใจ มากกว่าการบังคับ ควรปลูกฝังให้เกิดวินัยในตนเองโดยตั้งอยู่บนรากฐานของการใช้ เหตุผล และการมอบความรัก ควรกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต้องมีความสม่ำเสมอ มีการชมเชยให้ กำลังใจ เมื่อเด็กประพฤติดี ผู้ใหญ่หรือครูนับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญซึ่งต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี รวมถึงการ เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติในกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเอง
12 จากข้างต้นสรุปได้ว่า การส่งเสริมความมีวินัยในเด็กปฐมวัย คือ การเสริมสร้าง ความมีระเบียบวินัยควรเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย ควรใช้วิธีการจูงใจมากกว่าการบังคับ ควรทำอย่างค่อยเป็น ค่อยไปและต้องมีความสม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง รู้จักช่วยเหลือตนเอง รู้จัก การอดทน รอคอย รู้จักการเรียนรู้การมีวินัย 1.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง เมาเรอร์(Mowrer, 1950 อ้างถึงใน ดวงเดือน พันธุมนาวิน, 2529: 34) กล่าวว่า การเกิดวินัยในตนเองของบุคคลนั้น จะมีพื้นฐานมาตั้งแต่ระยะแรกเกิดจนกระทั่งโต โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างทารกกับบิดา มารดา หรือผู้เลี้ยงดูถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ที่จะทำให้เกิดความสามารถในการให้รางวัลตนเองหรือความสามารถในการควบคุมตนเองเมื่อโตขึ้น เด็ก จะเกิดการเรียนรู้จากบิดา มารดา หรือผู้เลี้ยงดูโดยที่การเรียนรู้นนี้จะเกิดในสภาพอันเหมาะสมเท่านั้น และได้รับการบำบัดความต้องการต่าง ๆ เช่น ความหิวและความสุขสบายต่าง ๆ ทำให้รู้สึกพึงพอใจ มีความสุข ซึ่งความรักความผูกพันของเด็กจะนำไปสู่การปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอน เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบการกรำ หรือคำพูด ทั้งในทางที่ดีและไม่ดีของผู้ที่ตนรักและพึงพอใจ กลายเป็นลักษณะที่เด่นชัดในจิตสำนึกของบุคคลนั้น เมาเรอร์เชื่อว่าลักษณะที่แสดงถึงการบรรลุวุฒิ ภาวะทางจิตใจของบุคคลนั้น จะปรากฎขึ้นในผู้ที่มีอายุประมาณ 8-10 ขวบ และจะพัฒนาต่อไปจน สมบูรณ์เมื่อเติบโตเป็นผู้ที่สามารถควบคุมการปฏิบัติตนอย่างสมเหตุสมผลในสถานการณ์ต่าง ๆ สำหรับ ผู้ที่ขาดวินัยในตนเองหรือขาดการควบคุมตนเองจะเป็นเพราะไม่ได้ผ่าน การเรียนรู้ตั้งแต่วัยทารก จึง กลายเป็นบุคคลที่ขาดความยับยั้งชั่งใจในการกระทำต่าง ๆ ฉันทนา ศรีภักดี (2555: 18) ไดสรุปทฤษฏีพัฒนาการทางจริยธรรมของ เพียเจท ดังนี้เพียเจท (Piaget.1977) เปนบุคคลแรกที่ศึกษาเรื่องจริยธรรมของเด็ก เขาอธิบายวา จริยธรรม จะแฝงอยูในกฎเกณฑตาง ๆ ทุกชนิด และในการเลนเกมสตาง ๆ ของเด็กจะตองมีกฎเกณฑที่เป็นระบบ ซับซอนแอบแฝงอยูในการเลนเกมสนั้นพัฒนาการทางจริยธรรมมี 2 ขั้นที่เปนพื้นฐานคือ 1. การฝกหัดตามกฎเกณฑ ซึ่งอยูในชวงอายุกอน 8 ป ระยะนี้เด็กจะยึดเกณฑ์ ภายนอกนั่นคือ พอ แม ผูมีสวนเกี่ยวของกับเด็ก จะมีอิทธิพลตอการพัฒนาการทางจริยธรรมของเด็ก กฎเกณฑจะมีลักษณะตายตัว เด็กจะไมคํานึงถึงแรงจูงใจตาง ๆ หรือเหตุของการกระทํา แบงได้เปนขั้นคือ ขั้นที่ 1 เด็กพยายามทําตามอยางคนอื่น เพราะยังไมรูกฎเกณฑการเลน ขั้นที่ 2 เด็กจะยึดตนเองเปนศูนยกลาง พฤติกรรมจะเกิดมาจากตนเองรวม กับการตามอยางคนอื่นที่เลนเปน การเลนจะมุงเอาชนะ ขั้นที่ 3 เด็กเกิดความรวมมือในระหวางผูเลน ความสนใจอยูที่การเลนตาม กฎ เกณฑไมมุงแตเอาชนะ
13 ขั้นที่ 4 เด็กนอกจากจะมีความรวมมือในการเลนตามกฎเกณฑแล้วยัง ทำตามกฎเกณฑดวยความรูสึกรับผิดชอบเฉพาะตนเอง 2. ความสํานึกในกฎเกณฑ เด็กเริ่มมีกฎเกณฑของตนเอง ระยะนี้พัฒนาการทางจริยธรรม เริ่มกาวไปสูระยะที่มีความคิดเปนของตนเอง ในลักษณะของการคิดถึงความยุติธรรม และผลของการกระทํา จารุวรรณ กำลังเหลือ (2556: 14) กล่าวว่า ทฤษฎีพัฒนาการเรียนรู้ทางสังคมเชิง พุทธิปัญญาของอีริคสัน (Erikson) ไว้ว่า อีริค อีริคสัน (Erik Erikson) เป็นจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ ได้ ศึกษาถึงความต้องการของมนุษย์และเชื่อว่าการกระทำของบุคคลจะขึ้นอยู่กับเหตุผล เขาให้ความสำคัญ ของวัยเด็กว่าเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่น่าตื่นเต้นสำหรับ เด็ก และบุคลิกภาพ สามารถพัฒนาได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงอายุของเด็ก และสิ่งที่พอใจตาม ขั้นพัฒนาการต่าง ๆ ตามวัย หากได้รับการตอบสนองสิ่งที่ตนพอใจในช่วงอายุนั้น เด็กก็จะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสม โดยอีริคสัน ได้แบ่งพัฒนาการทางสังคมของเด็ก ปฐมวัยเป็น 3 ระยะ คือ 1. ขั้นความไว้วางใจ - ความไม่ไว้วางใจ (Basic Trust & Basic Mistrust) อยู่ในวัย แรกเกิดถึง 1 ปี ถ้าเด็กมีประสบการณ์ที่ดีและได้รับความรักความอบอุ่นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เด็กจะรู้สึกว่า โลกนี้น่าอยู่ และเกิดความรู้สึกไว้วางใจผู้อื่น แต่ถ้าเด็กได้รับประสบการณ์ตรงกันข้ามก็จะเกิด ความรู้สึก ไม่ไว้วางใจผู้อื่นและอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่มีเหตุผลและท้อแท้ หรือสิ้นหวังในช่วงหลัง ของชีวิต 2. ขั้นความเป็นตัวของตัวเอง - ความละอายสงสัย (Autonomy & Shame and Doubt) อยู่ในวัย 1 - 3 ปี วัยนี้สามารถควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวได้ดีและเริ่มควบคุม การขับถ่ายได้ดี ซึ่งถ้าเด็กประสบความสำเร็จในการควบคุมกล้ามเนื้อต่าง ๆ ก็จะเกิดความภูมิใจ และเป็นตัวของตัวเอง ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็จะเกิดความละอายและสงสัยในตัวเอง 3. ขั้นความคิดริเริ่ม - ความรู้สึกผิด (Initiative vs. Guilt) อยู่ในช่วงอายุ 3 - 6 ปีการ ให้เด็กได้เรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ตามความคิดความต้องการของตน จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จ ความสามารถในการควบคุมตนเองของเด็กก็เป็นผลมาจากการให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่สนุกสนานง่าย ๆ การที่เด็กมีร่างกายและจิตใจที่ดีจะส่งผลให้เขาเป็นคนมีความคิดริเริ่ม แต่ถ้าเด็กประสบความล้มเหลว ไม่สมหวังก็จะเกิดความรู้สึกผิดและเกิดวิตกกังวล จากข้างต้นสรุปได้ว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับความมีวินัยในตนเอง คือ การเกิดวินัยในตนเองของ บุคคลนั้น จะมีพื้นฐานมาตั้งแต่ระยะแรกเกิดจนกระทั่งโต เด็กจะเกิดการเรียนรู้จากบิดา มารดา หรือผู้ เลี้ยงดูโดยที่การเรียนรู้นนี้จะเกิดในสภาพอันเหมาะสมเท่านั้น ถ้าเด็กมีประสบการณ์ที่ดีและได้รับความ รักความอบอุ่นอยู่อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถควบคุมการปฏิบัติตนอย่างสมเหตุสมผลในสถานการณ์ต่าง ๆ
14 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทาน 2.1 ความหมายของกิจกรรมเล่านิทาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546: 359) กล่าวว่า ความหมายของ นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่ากันมาเช่นนิทานชาดกนิทานอีสปและชาดกเป็นเรื่องแสดงให้เห็นตัวอย่าง ประคอง นิมมานเหมินทร์ (2551: 9) กล่าวว่า นิทานว่า หมายถึง เรื่องที่เล่ากันต่อ ๆ มา จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งโดยไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทอง ปลาบู่ทอง หรือโสนน้อย เรือนงาม มีการเล่าสู่กันฟังจากปู่ย่าตายายของเรา พ่อแม่ของเรารวมทั้งตัวเราเองไป จนถึงลูกหลาน เหลนโหลนของเรา เป็นทอด ๆ กันไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า บางครั้งก็แพร่กระจายจากท้องถิ่นหนึ่งไปสู่อีก ท้องถิ่นหนึ่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทองอาจมีหลายสำนวน นิตยา ดอกกระถิน (2552: 20) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือ แต่งขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและให้ความรู้ มีการสอดแทรกคติธรรมหรือคุณธรรม ลงไปเพื่อให้เด็กนำไปเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต จารุณี ศรีเผือก (2554: 17) กล่าวว่า นิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้เด็กเกิดความ สนุกสนานเพลิดเพลินและความบันเทิง ซึ่งนิทานอาจเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่สมมติขึ้น ทำให้เด็กเกิด จินตนาการจากเรื่อง ได้แง่คิดคติสอนใจ เด็กสามารถนำไปเป็นต้นแบบต่อการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน และใช้ในอนาคตได้ ชุติมา ประจวบสุข (2556: 31) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา เนื้อเรื่อง ของนิทานอาจเป็นเรื่องที่แสดงความคิด ความเชื่อ แฝงคุณธรรม ให้ความรู้ และสร้างจินตนาการ ให้กับ ผู้ฟังนิทานจึงนับเป็นสื่อที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา และการเรียนรู้ของเด็ก จากข้างต้นสรุปได้ว่า ความหมายของกิจกรรมเล่านิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้เด็ก เกิดความ สนุกสนานเพลิดเพลินและความบันเทิง อาจเป็นเรื่องที่แสดงความคิด ความเชื่อ แฝงคุณธรรม ให้ความรู้ และสร้างจินตนาการให้กับผู้ฟังนิทาน 2.2 ความสำคัญของการเล่านิทาน เกริก ยุ้นพันธ์ (2547: 55-56) กล่าวว่า ความสำคัญของการเล่านิทานไว้ดังนี้ 1. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิด เป็นกันเองกับผู้เล่า 2. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกร่วมในขณะฟัง ทำให้เขาเกิดความเพลิดเพลิน ผ่อน คลายและสดชื่นแจ่มใส 3. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะมีสมาธิหรือความตั้งใจที่มีระยะเวลานานขึ้นหรือยาวขึ้น โดยเฉพาะ ผู้เล่าที่มีความสามารถในการตรึงให้ผู้ฟังหรือเด็ก ๆ ใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ผู้เล่าเล่าขึ้น 4. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรม ทำให้เด็ก ๆ และผู้ฟังเข้าใจในความดีและความงามยิ่งขึ้น
15 5. นิทานจะทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังมีความละเอียดอ่อน รู้จักการรับและการให้ มองโลก ใน แง่ดี 6. นิทานจะทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังใช้กระบวนการคิดในการพิจารณาแก้ปัญหาได้ 7. นิทานสามารถสร้างความกล้าให้กล้าให้กับเด็ก ๆ หรือผู้ฟังโดยการแสดงออกที่ผ่าน กระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ 8. เด็ก ๆ และผู้ฟังจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้กับ ชีวิตประจำวัน 9. นิทานช่วยสร้างเสริมจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขตให้กับเด็กหรือผู้ฟัง 10. นิทานสามารถช่วยให้เด็ก ๆ และผู้ฟังได้รูจักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง การออกเสียง การกระดกลิ้นตัว ร เรือ และ ล ลิงได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2548: 33) กล่าวว่า ความสำคัญของนิทานว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญ ของ ครูปฐมวัยที่ใช้ในการสอนนิทานเป็นเครื่องมือการสอนที่มีประสิทธิภาพสามารถจูงใจให้ผู้เรียน คล้อย ตามกระตุ้นให้คิด กระตุ้นให้แสดงออกและเป็นตัวแบบหล่อหลอมพฤติกรรมต่อการเรียน การสอนนิทานจะช่วยการสอน ดังนี้ 1. เป็นสื่อนำเข้าสู่บทเรียน 2. ใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้วยการฟัง 3. ใช้เป็นเครื่องบันเทิงใจผ่อนคลายอารมณ์ 4. ใช้เป็นสื่อการสอนภาษา การคิด การแก้ปัญหา การศึกษาตามจุดประสงค์ของครู 5. ใช้เพื่อฝึกการควบคุมตนเองในด้านอารมณ์ สมาธิและการฟัง 6. ส่งเสริมการอ่าน 7. ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550: 11-16) กล่าวว่า นิทานเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้เด็ก ๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่ง จินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรัก ความฝันสานสัมพันธ์อันอบอุ่นความ ละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจและปรัชญาชีวิตอันล้ำลึก แก่ เด็ก นิทานมีความสำคัญต่อการพัฒนาการของเด็ก ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิตเด็กได้เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่านนิทาน ที่ปรารถนาให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี เช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้าหาญ มีความยุติธรรม 2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทาน ซึ่ง เด็กจะได้รับ รู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดี เช่น ความเชื่อมั่น การรักษาตน ความ สุภาพอ่อนน้อม ความมีมารยาทที่ดี ความเป็นผู้นำ
16 3. การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4. การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ 5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่กำหนดบทบาทในด้าน สุขภาพให้เกิดแก่เด็ก เพราะเมื่อเด็กได้อ่านหรือฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการที่จะรักษา สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของตน ปราณี ปริยวาที (2551: 29) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าและประโยชน์ คือ เป็นวิธีการให้ ความรู้ที่จะทำให้เด็กสนใจเรียนรู้ สามารถจดจำและกล้าแสดงออก ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน แก้ไข พฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์ของเด็กจากตัวแบบในนิทานที่เด็กประทับใจ สร้างสมาธิ ผ่อนคลายอารมณ์ สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผูเล่าและผู้ฟัง บวร งามศิริอุดม (2556) กล่าวว่า การเล่านิทาน มีความสำคัญดังนี้ 1. ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 2. ให้รู้จักคำเรียกชื่อสิ่งของต่าง ๆ จากรูปภาพในนิทาน 3. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก พัฒนาความคิด จินตนาการ 4. ให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก 5. มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนาน ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็ก เมื่อเปรียบเทียบตนเองกับตัวละคร จากข้างต้นสรุปได้ว่า ความสำคัญของการเล่านิทาน คือ เป็นอุปกรณ์สำคัญของครูปฐมวัยที่ใช้ ในการสอนนิทานเป็นเครื่องมือการสอน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็ก ๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจ และปรัชญาชีวิตอันล้ำลึกแก่เด็ก นิทานมีความสำคัญต่อการพัฒนาการของเด็ก 2.3 ประเภทของการเล่านิทาน วิไล เวียงวีระ (2526: 68-69) กล่าวว่า ประเภทของนิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กก่อนวัย เรียนได้6 ประเภท คือ 1. เรื่องจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 2. ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา 3. ปัญหาที่เกี่ยวกับศาสนา 4. นิทานที่แต่งเป็นโครงกลอน 5. นิทานประเภทส่งเสริมจินตนาการ 6. นิทานที่ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กจะเรียนรู้ วรรณี ศิริสุนทร (2542: 13-15) ได้แบ่งนิทานสำหรับเด็กออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน (Folk Tales) เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลานานแบ่ง
17 ออกเป็น 1.1 นิทานเกี่ยวกับสัตวพูดได้(Talking–beast Tales) 1.2 นิทานไม่รู้จบ (Commutative Tales) 1.3 นิทานตลกขบขัน (The Drools or Humorous Tales) 1.4 นิทานอธิบายเหตุ (Pour quoi Stories or Tales Tell Why) มีเนื้อเรื่อง ที่อธิบายหรือตอบคำถามของเด็ก ๆ ว่า “ทำไม...” เช่น ทำไมกระต่ายจึงหางสั้น ทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม 1.5 เทพนิยาย (Fairy Tales) ตัวละครจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือเป็นผู้วิเศษ สามารถสามารถทำสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำไม่ได้ 2. นิทานสอนคติธรรม (Fables) เป็นเรื่องสั้น ๆ ตวัละครมีทั้งคนและสัตว์ มีโครงเรื่อง ง่าย ๆ ใช้บทเรียนที่สอนใจ เช่น นิทานอีสป (Aesop’s Fables) นิทานประเภทนี้จะรวมนิทานเทียบ สุภาษิตและนิทานชาดกไว้ด้วย 3. เทพปกรณัม (Myth) เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ และเรื่องราว ในบรรพกาลเกี่ยวกับพื้นโลก และพฤติกรรมของมนุษย์ที่เทพเจ้าเป็นผู้ควบคุมปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ 4. มหากาพย์และนิทานวีรบุรุษ (Epic and Hero Tales) คลา้ยกับเทพปกรณัม ต่างกันว่า ตัวละครของนิทานประเภทนี้มนุษยไม่ใช่เทพเจ้ามีการกระทำที่กล้าหาญ ฟันผ่าอุปสรรค และ ประสบผลสำเร็จในที่สุด สัณหพัฒน์ อรุณธารี (2542: 17) กล่าวว่า นิทานมีหลายประเภทด้วยกัน การแยก ประเภทนิทานขึ้นอยู่กับลักษณะของเรื่องและที่มาของนิทานเป็นสำคัญ ซึ่งจะแบ่งประเภทของนิทาน ออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้ 1. นิทานปรัมปรา 2. นิทานท้องถิ่น 3. นิทานเทพนิยาย 4. นิทานตลกขบขัน 5. นิทานสร้างเสริมคุณธรรม 6. นิทานเรื่องเกี่ยวกบสัตว์ 7. นิทานที่ให้ความรู้เฉพาะเรื่อง เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 8. นิทานส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
18 กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2546: 95) กล่าวว่า นิทานมีหลายประเภทและหลาย ลักษณะแตกต่างกันทั้งที่เป็นนิทานที่แต่งเป็นโคลง/กลอนมีทั้งเรื่องสั้น เรื่องยาว ทั้งที่เป็นตำนานเล่า สืบ ต่อกันมาเป็นเทพนิยาย หรือเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ นิทานบางเรื่องสอดแทรกเนื้อหาในการส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรม บางเรื่องส่งเสริมจินตนาการ บางเรื่องเป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก ประคอง นิมมานเหมินทร์ (2550: 9-15) ได้แบ่งนิทานสำหรับเด็กออกเป็น 11 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานเทวปกรณ์หรือนิทานปรัมปรา 2. นิทานมหัศจรรย์ 3. นิทานชีวิต 4. นิทานประจำท้องถิ่น 5. นิทานคติสอนใจ 6. นิทานอธิบายสาเหตุ 7. นิทานเรื่องสัตว์ 8. นิทานเรื่องผี 9. นิทานมุขตลก 10. นิทานเรื่องโม้ 11. นิทานเข้าแบบมี 2 ประเภทคือนิทานไม่รู้จบและนิทานลูกโซ่ จากข้างต้นสรุปได้ว่า ประเภทของการเล่านิทาน คือ นิทานมีหลายประเภทและหลาย ลักษณะแตกต่างกัน ได้แก่ 1. เรื่องจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 2. ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา 3. ปัญหาที่เกี่ยวกับศาสนา 4. นิทานที่แต่งเป็นโครงกลอน 5. นิทานประเภทส่งเสริมจินตนาการ 6. นิทานที่ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กจะเรียนรู้ 2.4 ประโยชน์ของการเล่านิทาน วรรณี ศิริสุนทร (2542: 31) ได้สรุปถึง ประโยชน์ของการเล่านิทาน ไว้ดังนี้ 1. ฝึกให้เด็กเป็นผู้รู้จักฟัง มีสมาธิ รู้จักสำรวมอิริยาบถของตนเอง 2. ทำ ให้เด็กผ่อนคลายอารมณ์ ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเพิ่มพูน ความรู้จากการฟัง 3. ช่วยเพิ่มพนู ความรู้จากภาษา เด็กรู้จักคำ มากขึ้น รู้จักเก็บใจความและเนื้อเรื่อง 4. ช่วยให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น มีที่พึ่งทางใจรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
19 5. ทำใหเ้ด็กเกิดจินตนาการจากเรื่องที่ได้ฟัง 6. ช่วยให้เด็กรู้จักโลกจากแง่มุมเล็ก ๆ น้อย จากนิทานที่ได้ฟัง สามารถตัดสินใจ ในการแสดงออกและสนองตอบต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง เกริก ยุ้นพันธ์(2543: 55-56) กล่าวว่า ประโยชน์การเล่านิทาน คือ 1. เด็ก ๆ หรือผู้ฟัง จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นหรือใกล้ชิดกันเองกับผู้เล่า 2. เด็ก ๆ หรือผู้ฟัง จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นร่วมในขณะฟัง ทำให้เกิด ความ เพลิดเพลินผ่อนคลาย และสดชื่นแจ่มใส 3. เด็ก ๆ หรือผู้ฟัง จะมีสมาธิหรือตั้งใจในขณะที่มีระยะเวลานานขึ้นหรือยาวขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่ามีความสามารถในการตรึงให้ผู้ฟังหรือเด็ก ๆ จดจ่อกับเรื่องราวที่ผู้เล่า เล่าเรื่อง ที่มีขนาดยาว 4. เด็ก ๆ หรือผู้ฟัง จะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ทำให้เด็ก ๆ และผู้ฟังเข้าใจในความดีและความดียิ่งขึ้น 5. นิทานจะทำให้เด็ก ๆ และผู้ฟังมีความละเอียดอ่อน รู้จักการรับรู้ และการมอง โลกในแง่ดี 6. นิทานจะทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังสามารถใช้กระบวนการคิดในการพิจารณา แก้ปัญหา 7. นิทานสามารถสร้างความกล้าให้กับเด็ก ๆ หรือผู้ฟังได้โดยแสดงออกที่ผ่าน กระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ 8. เด็ก ๆ หรือผู้ฟัง จะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต ได้ 9. นิทานจะเสริมสร้างจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขตให้กับ เด็กหรือผู้ฟัง 10. นิทานสามารถช่วยให้เด็ก ๆ และผู้ฟัง ได้รู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้องการออก เสียงการกระดกลิ้นตัว ร เรือ และ ล ลิง ไดอ้ย่างถูกตอ้งและเป็นไปตามธรรมชาติ กรมวิชาการ (2546: 143-144) กล่าวว่า คุณค่าและประโยชน์ของนิทาน คือ 1. เป็นเรื่องราวของความเป็นมนุษย์ที่เข้าใจกันได้ทุกสมัย 2. เป็นเรื่องราวที่มีการขึ้นต้น ดำเนินเรื่อง และจบมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกัน ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ผลเป็นอย่างไร 3. สร้างความรู้สึกต่าง ๆ 4. ก่อให้เกิดคุณธรรมในจิตสำนึก 5. สนองความปรารถนาบางอย่างที่ไม่อาจมีได้ในชีวติจริง 6. ส่งเสริมจินตนาการอันเป็นความสุข ความพอใจอย่างหนึ่งของคนเรา
20 7. ทำให้มองเห็นภาพได้ดี นิตยา คชภักดี (2547: 29) กล่าวว่า ประโยชน์ของการเล่านิทานที่มีต่อการเรียน การสอนเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. ให้ความบันเทิงใจกับเด็ก ๆ ทำให้ผ่อนคลายอารมณ์ได้รับความสนุกเพลิดเพลิน ทำให้เด็กร่าเริงแจ่มใสสมวัย 2. ใช้นำเข้าสู่บทเรียน 3. ช่วยเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดี หรือผิดบางประการของเด็กเกี่ยวกับความเชื่อ ความกลัว และสอนจริยธรรมแก่เด็ก 4. เพื่อให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังสามารถใช้กระบวนการคิดพิจารณาแก้ปัญหาได้ 5. ใช้เป็นเครื่องมือฝึกทักษะทางภาษาและกระบวนการคิด 6. ฝึกให้เด็กเป็นผู้รู้จักฟังมีสมาธิ รู้จักสำรวจอิริยาบถของตนเอง 7. ใช้ส่งเสริมการอ่านหนังสือ 8. เพื่อสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเด็กซึ่งจะส่งผลไปถึงการปกครองเด็ก วิเชียร เกษประทุม (2550: 9-10) กล่าวว่า ประโยชน์ของนิทาน คือ ดังนี้ 1. นิทานช่วยให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วย ให้เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย 2. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว เด็กบางคนอาจมองผู้ใหญ่ ว่าเป็นบุคคลที่ขี้บ่นชอบดุด่าน่าเบื่อหน่ายหรือน่าเกรงขาม นิทานก็จะช่วยให้เด็กเบื่อหน่ายผู้ใหญ่น้อยลง 3. นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจิตนาการ 4. นิทานให้ข้อคิดและสติเตือนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่าง ๆ ที่สังคมพึงประสงค์ ให้แก่ผู้ฟัง เช่น ให้ซื่อสัตย์ ให้เชื่อผู้ใหญ่ ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ให้ขยันขันแข็ง เป็นต้น 5. นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลาย ๆ ด้าน เช่น ลักษณะ ของสังคมวีถีชีวิตของประชาชนในสังคมตลอดจนประเพณี ค่านิยมและความเชื่อ เป็นต้น จากข้างต้นสรุปได้ว่า ประโยชน์ของการเล่านิทาน คือ ประโยชน์ของการเล่านิทาน ไว้ดังนี้ 1. ฝึกให้เด็กเป็นผู้รู้จักฟัง มีสมาธิ รู้จักสำรวมอิริยาบถของตนเอง 2. ทำ ให้เด็กผ่อนคลายอารมณ์ ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเพิ่มพูน ความรู้จากการฟัง 3. ช่วยเพิ่มพนู ความรู้จากภาษา เด็กรู้จักคำ มากขึ้น รู้จักเก็บใจความและเนื้อเรื่อง 4. ช่วยให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น มีที่พึ่งทางใจรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 5. ทำใหเ้ด็กเกิดจินตนาการจากเรื่องที่ได้ฟัง 6. ช่วยให้เด็กรู้จักโลกจากแง่มุมเล็ก ๆ น้อย จากนิทานที่ได้ฟัง สามารถตัดสินใจใน
21 การแสดงออกและสนองตอบต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง 7. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว เด็กบางคนอาจมองผู้ใหญ่ว่าเป็น บุคคลที่ขี้บ่นชอบดุด่าน่าเบื่อหน่ายหรือน่าเกรงขาม นิทานก็จะช่วยให้เด็กเบื่อหน่ายผู้ใหญ่น้อยลง 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทสมมติ 3.1 ความหมายของการแสดงบทบาทสมมติ กรมวิชาการ (2540: 37) กล่าวว่า บทบาทสมมติ เป็นการให้เด็กเล่นสมมติตนเองเป็นตัว ละครต่าง ๆ อาจใช้สิ่งประกอบการเล่นสมมติเพื่อเร้าความสนใจและ ก่อให้เกิดความสนุกสนาน เช่น หุ่น สวมศีรษะรูปภาพและสัตวร์ูปแบบต่าง ๆ เครื่องแต่งกายและรูป อุปกรณ์ของจริงต่าง ๆ ศุภวรรณ เล็กวิไล (2548: 148) กลาววา การแสดงบทบาทสมมติเปนวิธีการที่มี การกําหนดบทบาทใหผูเรียนไดแสดงในสถานการณสมมติให โดยใหผูเรียนสวมบทบาทนั้นและแสดง ตามความรูสึกนึกคิด ประสบการณของตน ซึ่งจะชวยใหผูเรียนไดเรียนรู้เขาใจความรูสึกนึกคิด ทั้งของตนเองและผูอื่น ทั้งชวยใหผูเรียนเกิดความเขาใจในพฤติกรรมตาง ๆ ที่เกี่ยวกับบทบาทสมมติที่ แสดงดวย เกศสุดา ปงลังกา (2550) กล่าวว่า กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมการพูดที่ครู เป็นผู้กำหนดให้นักเรียนแสดงตามสถานการณ์และบทบาทซึ่งใกล้เคียงกับความจริง โดยนักเรียนแสดง บทบาท ความรู้สึก เจตคติที่มีต่อบทบาทนั้น เป็นการนำประสบการณ์การเรียนรู้มาใช้ในการฝึกทักษะ ซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ การเผชิญสถานการณ์ซึ่งเป็นการประยุกต์ความรู้ ของนักเรียน สุวิทย์และอรทัย มูลคำ (2551) กล่าวว่า บทบาทสมมติ หมายถึง กระบวนการที่ผู้สอน กำหนดหัวข้อเรื่องปัญหา หรือสร้างสถานการณ์ขึ้นมาใหคล้ายกับสภาพความ เป็นจริง แล้วให้ผู้เรียน สวมบทบาทหรือแสดงบทบาทนั้นตามความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์ของผู้เรียนที่คิดว่าควรจะเป็น ภายหลังของการแสดงบทบาทสมมติจะต้องมีการอภิปรายเกี่ยวกับ การแสดงออกทั้งด้านความรู้และ พฤติกรรมของผูแ้สดงเพื่อการเรียนรู้ตามวตัถุประสงค์ ผุสดี กุฏอินทร์ (2558) กล่าวว่า บทบาทสมมติ เป็นเครื่องมือและวิธีการอย่างหน่ึงที่ใช้ใน การสอนเพื่อให้ผูเ้รียนไดม้ีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เรียน โดยผู้สอนจะสร้างสถานการณ์สมมติ และบทบาทขึ้นมา ให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามที่ตนคิดว่าควรจะเป็นในบทบาทสมมติ ผู้สอนมักจะกำหนด ปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ แฝงมาด้วย การที่ผู้เรียนได้เลือกที่จะแสดงบทบาทต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องฝึก และเตรียมตัวก่อนนั้น ผู้แสดงจะต้องแสดงไปตามธรรมชาติโดยที่ไม่รู้ตัวว่าผู้แสดงคนอื่นจะมีปฏิกิริยา
22 โต้ตอบอย่างไรบ้าง นับว่าเป็นการฝึกให้ผู้แสดงได้เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมและหาแนวทางแก้ปัญหา อย่างเป็นธรรมชาติ จากข้างต้นสรุปได้ว่า การแสดงบทบาทสมมติ คือ กิจกรรมการพูดที่ครูเป็นผู้กำหนดให้ นักเรียนแสดงตามสถานการณ์และบทบาทซึ่งใกล้เคียงกับความจริง โดยใหผู้เรียนสวมบทบาทนั้น และ แสดงตามความรูสึกนึกคิด ประสบการณของตน 3.2 ความสำคัญของการแสดงบทบาทสมมติ ผุสดีกุฎอินทร์ (2526: 50-52) กล่าวว่า ความสำคัญของการแสดงบทบาทสมมติไว้ว่า เป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่น รู้จักร่วมมือแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น ยอมรับและเป็นมิตรกับ ผู้อื่น มีความคิดสร้างสรรค์ หรรษา นิลวิเชียร (2535: 86) กลาวว่า ความสําคัญของการแสดงบทบาทสมมติไววา ชวยใหเด็กฝกจินตนาการและความคิดสรางสรรคเด็กจะสรางภาพพจนเรื่องราวตาง ๆ แมแตเรื่อง ในใจของตนเอง เด็กจะเลียนเสียงธรรมชาติเลียนเสียงสัตวเสียงพูด ตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนและ สัตวในการเลนวัสดุสิ่งของเด็กก็อาจจะเปนใคร ไปไหน ทําอะไรก็ไดในจินตนาการของตน เด็กจะเรียนรูสิ่งแวดลอม และเรียนรูที่จะแยกออกวาอะไรเปนความจริงและอะไรเปนความฝน วันเพ็ญ ปุลพัฒน์ (2535: 86) กล่าวว่า ความสำคัญของการเล่นบทบาทสมมติไว้ดังนี้ ด้าน ภาษาและการสื่อสาร การเล่นบทบาทสมมติของเด็กเป็นการแสดงบทบาทสมมติของเด็ก เป็นการแสดงตามจินตนาการที่ได้พบเห็นในชีวิตประจำวัน มีการพูดจาสนทนาให้ข้อมูลข่าวสาร และการใช้คำถามมีการแสดงความคิดร่วมกัน เป็นการพัฒนาด้านการพูด การฟัง อาภรณ์ ใจเที่ยง (2540: 122) กล่าวว่า ประโยชน์ของวิธีการแสดงบทบาทสมมติ คือ ดังนี้ 1. ส่งเสริมให้บทเรียนน่าสนใจและผ่อนคลายความตึงเครียด 2. สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกอารมณ์และเจตคติของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 3. สร้างเสริมความสามัคคีและช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีขึ้น 4. ช่วยฝึกฝนแก้ปัญหาและความเข้าใจของผู้เรียน 5. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ลึกซึ้ง 6. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการปรับเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรมรวมทั้งปฏิบัติตนในสังคมได้ อย่างเหมาะสม ทิศนา แขมมณี (2550: 6) และสุจริต เพียรชอบ (2531: 230-232) กล่าวว่า ประโยชน์ของ การใช้บทบาทสมมติไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนลึกซึ้งขึ้น
23 2. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม รวมทั้งค่านิยม และการปฏิบัติตนในสังคมได้อยางเหมาะสม 3. ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ความรู้ในการเผชิญสภาพการณ์ต่าง ๆ ฝึกการแก้ปัญหา ประกอบการตัดสินใจ 4. ช่วยให้คนในกลุ่มเกิดความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นกนเองมีความสามัคคีปรองดองกัน มีความเข้าใจอันดีต่อกัน 5. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้ยิ่งขึ้น 6. ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ได้มากยิงขึ้น 7. ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและเรียนได้อย่างสนุกสนาน และช่วยผ่อน คลายความตึงเครียดทางอารมณ์ 8. ช่วยให้ผู้เรียนมีความมันใจตนเองมากยิ่งงขึ้น จากข้างต้นสรุปได้ว่า ความสำคัญของการแสดงบทบาทสมมติคือ ความสําคัญของการแสดง บทบาทสมมติไววา ชวยใหเด็กฝกจินตนาการและความคิดสรางสรรคเด็กจะสรางภาพพจนเรื่องราวตาง ๆ 3.3 ประเภทของการแสดงบทบาทสมมติ สุจิตรา บัวคําภา (2530: 20) กลาวว่า การนําบทบาทสมมติมาใชในการเรียนการสอน มี 2 วิธีดังนี้ 1. การใชบทบาทสมมติแบบเตรียมบทไวพรอม หมายถึงผูสอนไดเตรียมบทไวลวงหน้า ผู้แสดงอาจแสดงบทบาทเพิ่มขึ้นเองบาง ตัดบทขึ้นเองบางแตตองตรงกับเนื้อเรื่องที่กําหนด 2. การใชบทบาทสมมติแบบไมมีบทเตรียมมากอน หมายถึง ผูแสดงไมตองฝกซอมมา ก อนเมื่อเรื่องราวถึงตอนใดก็แสดงออกไดทันทีโดยแสดงไปตามความรูสึกนึกคิดของตนเอง สุจริต เพียรชอบ (2531: 33-34) กล่าวว่า ประเภทของการแสดงบทบาทสมมติออกเป็น 3 ประเภท สรุปไดดังนี้ 1. การแสดงแบบเตรียมบทมาแลว การใชบทบาทสมมติแบบมีบทเตรียมไวกอน หมายถึง การใชบทบาทสมมติเขามาชวยในการสอนโดยที่ผูสอนไดเตรียมบทมาลวงหนาหวังจะใหผูเรียน เรียนไปตามแบบแผนและขั้นตอนที่เตรียมไว เชน ครูเตรียมวาควรจะใชบทบาทสมมติชวยใน การสอนใหผูเรียนไดรูจักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ครูจะเตรียมสภาพการณลวงหนาและเตรียมบทบาท อยางเรียบรอย เมื่อเขาสอนครูจะสอน และใชบทบาทสมมติตามขั้นตอนที่เตรียมไว 2. การแสดงบทบาทโดยฉับพลัน การใชบทบาทสมมติแบบไมมีบทเตรียมไว หมายถึง การใชบทบาทสมมติเปนเครื่องมือชวยในการสอนตามวาระและโอกาสที่เอื้อตอครูโดยไมตองเตรียม
24 บทบาทมาใหผูเรียนลวงหนา เพื่อใหผูเรียนไดแสดงตอบโตในสภาพการณอยางอิสระตามความรูสึกนึก คิดของผูเรียนเองจากประเภทของบทบาทสมมติ 3. การแสดงบทบาทจากสถานการณที่กําหนดขึ้นนี้เปนการแสดงที่เกิดจากการนําวิธี ในขอที่ 1 และขอที่ 2 มารวมเขาดวยกัน นิพนธ์ ไทยพานิช (2535: 291) กล่าวว่า รูปแบบของกิจกรรมบทบาทสมมติสามารถ ดำเนินการได้ 2 ลักษณะ คือ 1. บทบาทสมมติแบบกำหนดโครงสร้าง เป็นการแสดงบทบาทสมมติตามที่กำหนดให้ คือ กำหนด จุดประสงค์ กำหนดบทบาท กำหนดเนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว มีการเตรียม เอกสารเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ผู้แสดงได้มีแนวทางชัดเจนที่จะแสดงบทบาท สมมตินั้น ๆ 2. บทบาทสมมติแบบไม่กำหนดโครงสร้าง จะเกิดขึ้นเองและเป็นไปโดยธรรมชาติของ การอภิปรายกลุ่ม เกิดขึ้นโดยไม่มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเป็นเรื่องอะไร ส่วนมากจะเกิดขึ้นเมื่อ สถานการณ์บางสิ่งบางอย่าง เหตุการณ์บางอย่างที่เป็นเรื่องราวประเด็นที่สำคัญค่อนข้างวิกฤต สมศิริ ปลื้มจิตต์ (2544: 32) กล่าวว่า การใช้กิจกรรมบทบาทสมมติมี2 รูปแบบ คือ 1. การใช้บทบาทสมมติที่เตรียมไว้ล่วงหน้า (Preplanned or Structure role playing) การใช้บทบาทสมมติแบบนี้มีรากฐานมาจากความคิดที่ว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นการ เรียนรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียนมากที่สุด ผู้เรียนเรียนรู้โดยการทดลองฝึกหัดและลองผิดลองถูก ผู้เรียน สามารถสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นแล้วเลียนแบบหรือเรียนรู้โดยการมีกฏิกิริยาโต้ตอบพฤติกรรมของผู้ เสนอบทบาท ผู้เรียนจะทำหน้าที่ตีความและตัดสินใจอย่างพินิจ พิเคราะห์ สมาชิกในกลุ่มจะเกิด ความคิดรวบยอดในหลักการเกี่ยวพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นโอกาสที่สมาชิกจะเพิ่ม ความรู้สึกเกี่ยวกับ การรับรู้ การมองเห็น และการแก้ปัญหา 2. การใช้บทบาทสมมติแบบอัตโนมัติ (Spontaneous role playing) รูปแบบการใช้ บทบาทสมมตินี้คล้าย ๆ กับแบบแรก คือ สมาชิกกลุ่มการเรียนรู้การสังเกตเลียนแบบ และการวิจารณ์ หรือติชม แต่ข้อมูลระหว่างทฤษฎีนี้กับทฤษฎีแรก คือ กระบวนการวิเคราะห์ใน สถานการณ์การเรียนรู้ ในแบบนี้ผู้เรียนจะได้รับการส่งเสริมให้คิดหารูปแบบพฤติกรรมของเขาเองมา ทดลอง และค้นคว้าหาแบบของพฤติกรรมใหม่ ๆ การใช้บทบาทสมมติแบบนี้มักใช้ปนกับแบบแรก ซึ่ง ขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายของกลุ่ม สมบูรณ์ ไชยเยชน์ (2544: 24) กล่าวว่า ประเภทของบทบาทสมมติไว้มี ดังนี้ 1. การแสดงบทบาทสมมติในทันที ไม่มีการซักซ้อมเตรียมตัวล่วงหน้า นักเรียน จะต้องรู้คำศัพท์ โครงสร้างมาล่วงหน้าในลักษณะความรู้เดิม หรือความรู้พื้นฐาน และความรู้เรื่อง คำศัพท์ โครงสร้างเสียงใหม่ที่ได้ยินในบทนั้น ๆ นำมาผสมผสานกันเข้า เพื่อแสดงออกทางการพูดโต้ตอบ
25 และกิริยาท่าทางประกอบ โดยครูเป็นผู้กำหนดและอธิบาย สถานการณ์นั้น ๆ อย่างละเอียด และอาจใช้ เอกสารประกอบเพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้เรียนด้วย พูดประโยคข้อความ หรือถ้อยคำออกมาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ในขณะเดียวกันครู เปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการพูดประโยคตามความรู้สึกนึกคิดของ ตนเองได้อันเป็น การส่งเสริมความคิดอิสระอีกด้วย 2. การแสดงบทบาทสมมติโดยกำหนดเรื่องราวและเตรียมตัวล่วงหน้า หมายถึง การที่ครูและนักเรียนช่วยกันกำหนดสถานการณ์ หรือเรื่องราวไว้ล่วงหน้ารวมทั้ง ได้ตกลงกันไว้ก่อนว่าให้ ใครแสดงบทบาทอะไร แล้วให้ไปเตรียมสิ่งที่จะพูดหรือจะแสดงมา ด้วยตนเองหรือร่วมกันปรึกษากับ เพื่อน ๆ ตามแนวทางที่ครูมอบหมายให้มีการกำหนดเวลาของการแสดงไว้พอเหมาะกับแต่ละเรื่องหรือ สถานการณ์ รวมทั้งมีการเตรียมอุปกรณ์ สถานที่ที่จำเป็นไว้ตามสมควร ให้นักเรียนที่เหลือทำหน้าที่ สังเกตการณ์แสดงบทบาทและ แสดงความคิดเห็นประกอบด้วย และได้ทดลองแสดงเองภายหลังตาม ความเหมาะสม 3. การแสดงบทบาทเป็นแบบละคร หมายถึง การแสดงที่มีการเตรียมและซักซ้อมไว้ ล่วงหน้า เช่นเดียวกันกับแบบที่สอง แต่การแสดงบทบาทในแบบนี้เน้นการแสดงที่เป็นเชิงละคร วรรณคดี นิทาน หรือเรื่องตลกขบขัน ซึ่งอาจมีเนื้อหาเรื่องราว มากกว่าสองแบบแรก จากข้างต้นสรุปได้ว่า ประเภทของการใช้บทบาทสมมติคือ ประเภทของบทบาทสมมติไว้มี ดังนี้ 1. การแสดงบทบาทสมมติในทันที 2. การแสดงบทบาทสมมติโดยกำหนดเรื่องราวและเตรียมตัวล่วงหน้า 3. การแสดงบทบาทเป็นแบบละคร 3.4 ขั้นตอนการนำกิจกรรมบทบาทสมมติไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน วิมลรัตน์ ชัยสิทธิ์ (2542: 27-29) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมบทบาทสมมติควรจัดให้ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ไม่ควรจัดเพื่อการบันเทิงเพียงอย่างเดียว ไม่ควรกำหนดเวลา ตายตัว เรื่องที่นำมาใช้ไม่ควรเป็นเรื่องที่ยากเกินไป การแสดงบทบาทสมมติจะได้ผลเต็มที่ เมื่อนำมาใช้ ติดต่อกันพอสมควร ไม่ใช่เป็นการคั่นการเรียนเพียงครั้งหรือสองครั้งเพื่อแก้ความเบื่อหน่ายของผู้เรียน เท่านั้น ดังนั้นควรจะใช้การแสดงบทบาทสมมติเมื่อต้องการให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และฝึกทักษะ ในการปฏิบัติในเรื่องของความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพื่อให้กิจกรรมบทบาทสมมติสัมฤทธ์ผลมากที่สุด ครูผู้สอนควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่มั่นใจว่า แต่ละขั้นได้รับการตรวจสอบและใช้ให้เหมาะสมที่สุด โดยนัก การศึกษาได้นำเสนอขั้นตอนการนำกิจกรรมบทบาทสมมติไปใช้ไว้ดังต่อไปนี้
26 Krish (2001) กล่าวว่า ขั้นตอนกิจกรรมบทบาทสมมติไว้ 3 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 คือ ขั้นเตรียมการ (Preparation stage) ในขั้นนี้ครูผู้สอนจะเป็นผู้สร้าง บรรยากาศในการเรียนและ เตรียมความพร้อมด้านภาษาแก่ผู้เรียน ขั้นตอนนี้ยังรวมถึงการคัดเลือก บทบาทของผู้แสดงในกลุ่มและการฝึกซ้อม ก่อนการแสดงจริง ขั้นที่ 2 ขั้นการแสดง (presentation stage) ผู้เรียนกลุ่มผู้แสดงจะนำเสนอ การแสดงหน้าชั้นเรียนอย่างมีชีวิตชีวา ในขณะที่กลุ่มผู้ชมจะต้องจดบันทึกการแสดงเกี่ยวกับจุดอ่อน จุดแข็งของการแสดงและการใช้ภาษาโดยไม่ ทำให้กลุ่มผู้แสดงกลัวต่อคำวิพากษ์วิจารย์ ขั้นที่ 3 คือ ขั้นหลังการแสดง (post presentation stage) ผู้เรียน แสดงความคิดเห็นต่อการแสดงของแต่ ละกลุ่มตามที่ได้จดบันทึกไว้ และให้ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็น เพื่อที่ครูผู้สอนจะได้นำข้อมูลไปปรับปรุงในการจัดกิจกรรมการเรียนต่อไป Livingstone (1985: 12-17) กล่าวว่า ขั้นตอนกิจกรรมบทบาทสมมติไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการของครูผู้สอน ในขั้นตอนนี้ครูผู้สอนจะคัดเลือกเนื้อหาการสอน ที่สอดคล้องกับวัตุประสงค์ของการเรียนและเหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน นอกจากนี้ยัง ต้องจัดเตรียมอุปกรณ์และสื่อการสอนให้พร้อมด้วย 2. ขั้นเตรียมความพร้อมในห้องเรียน ครูผู้สอนจัดเตรียมความพร้อมแก่ผู้เรียนในด้าน คำศัพท์ โครงสร้าง ไวยากรณ์ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจหน้าที่ทางภาษาและสถานการณ์การแสดง 3. ขั้นแสดงกิจกรรมบทบาทสมมติ ผู้เรียนออกมาแสดงตามบทบาทที่ได้เตรียมไว้อย่าง เป็นธรรมชาติ และ จะต้องเตรียมอุปกรณ์และจัดฉากการแสดงให้พร้อม 4. ขั้นติดตามผล ในขั้นนี้ครูผู้สอนจะแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการแสดง ไม่ว่าจะ เป็นด้านการใช้คำศัพท์ โครงสร้างไวยากรณ์ หรือการแสดงออกของผู้เรียนก็ตาม 5. ขั้นขยายผล หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาและแสดงกิจกรรมบทบาทสมมติไปแล้ว ครูผู้สอนสามารถขยายผลของกิจกรรมการเรียนออกไปได้อีก เช่น ให้แบบฝึกเพิ่มเติม สอนเนื้อหาหารเรียนที่เกี่ยวข้อง หรือให้ผู้เรียน ศึกษาตัวอย่างสถานการณ์ที่ต่อเนื่อง เป็นต้น Ments (1983: 16) กล่าวว่า ขั้นตอนการนำบทบาทสมมติไปใช้ไว้ 7 ขั้น ดังต่อไปนี้ 1. ตั้งจุดประสงค์และพิจารณาวิธีการใช้กิจกรรมในการสอน การตั้งจุดประสงค์ สามารถเขียนเป็นข้อความ เพื่อบอกประโยชน์ หรือข้อความที่เป็นปัญหาที่นำมาสู่การพิจารณาวางแผน 2. พิจารณาข้อจำกัดภายนอก การพิจารณาถึงปัจจัยที่ยับยั้งการดำเนินกิจกรรม บทบาทสมมติเบื้องต้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ข้อควรพิจารณาในเบื้องต้นคือ ห้องที่มีที่ว่างในการทำ กิจกรรมที่เหมาะสม และควรเป็นห้องเก็บ เสียง มีโต๊ะ เก้าอี้ ในห้องหลายแบบ และสามารถเลื่อนได้ เวลา ควรมีเวลาเพียงพอในการนำเข้าสู่กิจกรรม การให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้เรียน การดำเนินการแสดง การอภิปราย หลังจากพิจารณาข้อจำกัดแล้ว กลับไปทบทวน วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และสิ่งที่สามารถทำได้
27 3. รวบรวมปัจจัยสำคัญแห่งปัญญา การที่จะทำให้ปัญหาหรือสถานการณ์ชัดเจน จะต้องมองไปที่ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ จากนั้นร่างรายการของบทบาทที่เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้ มองเห็นขอบเขตทั้งหมดของกิจกรรม และบทบาทที่เลือกไว้ 4. เลือกแบบ หรือเขียนบทบาทโดยสรุป ในทางปฏิบัติกิจกรรมบทบาทสมมติหนึ่ง ๆ จะเขียนขึ้น เพื่อจุดประสงค์เฉพาะอย่าง ซึ่งการเขียนกิจกรรมบทบาทสมมติไม่ใช่เรื่องยาก อย่างไร ก็ตาม การปรับจากบทบาทที่มีผู้เขียนไว้ หรือเขียนขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง จะดีกว่าการตัดสินใจเลือกจาก บทบาทที่มีผู้เขียนไว้ 5. ดำเนินกิจกรรมหลังจากสิ่งต่าง ๆ ได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จึงปฏิบัติตามลำดับ ขั้นตอนของกิจกรรมบทบาทสมมติ 6. อภิปราย การอภิปรายมีประโยชน์ต่อครูผู้สอน เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนได้เรียน บทเรียนที่ถูกต้องแล้ว และผู้เรียนได้ป้อนข้อมูลนั้นกลับมาสู่ครูผู้สอน การอภิปรายควรเป็น การสะท้อนความคิดของรายบุคคลมากกว่ากลุ่ม ข้อผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดต่าง ๆ สามารถนำมา อภิปรายได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการอภิปราย คือการนำอภิปรายที่ดี 7. ติดตามผล การแสดงบทบาทสมมติซ้ำ ๆ จนกระทั่งบรรลุระดับความสามารถ นับว่า เป็นเหตุผลที่ดี ถ้ากิจกรรมบทบาทสมมตินั้นใช้เพื่อสอน หรือซักซ้อมสถานการณ์ใหม่ แต่ถ้าเป็นการยก ประเด็นปัญหามาให้แสดงกิจกรรมบทบาทสมมติควรมีกิจกรรมติดตามผล หากใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ เพื่อกระตุ้นความตระหนักของปัญหา ควรมีการอภิปรายกลุ่ม ไม่ว่ากิจกรรมบทบาทสมมตินั้นจะขึ้นเพื่อ วัตถุประสงค์ใด สิ่งที่ควรพิจารณา คือ การโยงสู่กิจกรรมต่อไป เช่น การเขียนเรียงความ การอ่าน การ แสดงบทบาทสมมติ หรือสถานการณ์จำลองต่อไป หรือแม้กระทั้งการฝึกฝนสิ่งที่เรียนไปแล้ว ทิศนา แขมมณี (2550: 359-360) กล่าวว่า การใช้วิธีการสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติ ดังนี้ 1. การเตรียมการผู้สอนต้องกาหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และสร้างสถานการณ์และ บทบาทสมมติที่จะช่วยสนองวัตถุประสงค์นั้น จะให้รายละเอียดมากเพียงใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ซึ่งผู้ สวมบทบาทจะใช้ข้อมูลนั้นในการแสดงออกและแก้ปัญหาตามความคิดของตน 2. การเริ่มบทเรียน ผู้สอนสามารถกระตุ้นความสนใจผู้เรียนได้หลายวิธี เช่น โยงประสบการณ์ใกล้ตัวผู้เรียน หรือใช้วิธีเล่าเรื่องราวหรือสถานการณ์ อาจใช้วิธีชี้แจงให้ผู้เรียนเห็น ประโยชน์จากการเข้าร่วมการแสดง 3. การเลือกผู้แสดง ควรเลือกให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการแสดง เช่น เลือกผู้แสดงที่เหมาะสมกับบทบาท เพื่อช่วยให้การแสดงเป็นไปอยางราบรื่น 4. การเตรียมผู้สังเกตการณ์ผู้สอนควรเตรียมผู้ชม และทำความเข้าใจกับผู้ชมว่า ควรสังเกตอะไร บันทึกข้อมูลอยางไร
28 5. การแสดงก่อนแสดงอาจมีการจัดฉากให้ดูสมจริง ควรสังเกตการณ์แสดงอย่าง ใกล้ชิด ไม่ควรขัดการแสดงกลางคัน นอกจากเกิดปัญหาหรือแสดงออกนอกทาง 6. การวิเคราะห์อภิปรายผลการแสดง เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเป็นขั้นที่ทำให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ที่ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ควรมีการสัมภาษณ์ความรู้สึกความคิดเห็นผู้แสดง จากข้างต้นสรุปได้ว่า ขั้นตอนการนำกิจกรรมบทบาทสมมติไปใช้ในการจัดการเรียน การสอน คือ ควรจัดให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ไม่ควรจัดเพื่อการบันเทิงเพียงอย่างเดียว ไม่ควรกำหนดเวลาตายตัว เรื่องที่นำมาใช้ไม่ควรเป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก 3.5 ประโยชน์ของการแสดงบทบาทสมมติ Al-Saadat, and Afifi (2007: 43) ให้ความเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของการใช้กิจกรรม บทบาทสมมติไว้ว่า เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนภาษาต่างประเทศได้สื่อสารอย่าง มีประสิทธิภาพ เน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน กับผู้เรียนเองและกับครูผู้สอน ในขณะเดียวกัน ก็ให้อิสระกับผู้เรียนในการใช้ภาษาสื่อสาร ผู้เรียนจะมีประสบการณ์กับบทบาทใหม่ ๆ ในสถานการณ์ที่ เป็นคล้ายคลึงกับความเป็นจริง และมีผลระยะยาว นอกจากนี้บทบาทสมมติยัง ช่วยให้ผู้เรียนรู้ และเข้าใจสังคมมากขึ้น Wachs (2007) ได้กล่าวว่า กิจกรรมบทบาทสมมติช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยขณะที่ใช้ ภาษาอังกฤษในสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ผู้เรียนมีโอกาสได้พัฒนาความคล่องแคล่วและความ มั่นใจในการพูด ผู้เรียนจะสนุกสนานกับการใช้ภาษาและค้นพบข้อผิดพลาดในการพูดของตนเอง ยิ่งกว่านั้นบทบาทสมมติเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในการใช้ภาษา และสามารถนำ หลักการนี้ไปใช้ในชีวิตจริงในอนาคตได้ Ments (2003: 25) กล่าวว่า การใช้กิจกรรมบทบาทสมมติว่ามีประโยชน์ ดังต่อไปนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนแสดงออกซึ่งความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ 2. ช่วยให้ผู้เรียนได้อธิบายถึงหัวข้อสนทนาและปัญหาส่วนตัว 3. ช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจผู้อื่นและเข้าใจตนเอง 4. ผู้เรียนได้ฝึกพฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ แสดงปัญหาสังคมโดยทั่วไป และปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 5. ให้โอกาสแก่ผู้เรียนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และให้ความสำคัญต่อ การสนองตอบทางอารมณ์ในการ แสดงและทางภาษาท่าทาง บุญชม ศรีสะอาด (2541) กล่าวว่า ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้การแสดงบทบาทสมมติ ซึ่งสรุปได้ว่า การแสดงบทบาทสมมติช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจว่าคนอื่น คิด รู้สึกและปฏิบัติอย่างไร มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น เปลี่ยนแปลงเจตคติ ได้รับการเตรียม ความพร้อมสำหรับการเผชิญสถานการณ์จริง เกิดความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาทักษะทางสังคม
29 ได้เรียนรู้การจัดระบบความคิด และการตอบสนองโดยฉับพลัน รวมทั้งได้ฝึกการใช้ระบบการสื่อสารจาก การปฏิบัติมากกว่าการใช้ถ้อยคำ ศศิภา ไชยวงค์ (2553) กล่าวว่า กิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติทำให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้และ เข้าใจ ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นและสามารถปรับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนในกลุ่มได้ ได้ฝึกการ แก้ปัญหาและการตัดสินใจจากบทบาทสมมติ รู้จักใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ และรู้จัก วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ได้เห็นแนวทางการนำความรู้และ ประสบการณ์ ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ได้สร้างความสามัคคีระหว่างกลุ่ม การทำงานร่วมกันจะทำให้ทุกคนมี ความเข้าใจกัน และรู้จักปรับตนเองให้เข้ากับผู้อื่น ได้เกิด การเรียนรู้ในการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับ เหตุการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ได้ฝึกความกล้า แสดงออก กล้าแสดงความสามารถ มีโอกาส นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนไปใช้ในการ สื่อสารได้อย่างแท้จริง ซึ่งผู้สอนสามารถจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุ วัตถุประสงค์ในการสื่อสารได้ และเกิด กระบวนการเรียนรู้ในการเรียนภาษาที่สอง อันส่งผลก่อให้เกิด แรงจูงใจในการเรียน มีความกระตือรือร้นในการเรียนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ กิจกรรมการแสดง บทบาทสมมติยังช่วยให้ผู้สอนได้รู้ความต้องการของผู้เรียนที่ได้เปิดเผย ความต้องการของตนเองออกมา อย่างไม่รู้ตัว รวมทั้งได้รู้ความสามารถ อุปนิสัยการทำงาน และการปรับ ตนเข้ากับผู้อื่นของผู้เรียน จากข้างต้นสรุปได้ว่า ประโยชน์ของการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติคือ การแสดงบทบาท สมมติช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจว่าคนอื่น คิด รู้สึกและปฏิบัติอย่างไร มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น สามารถปรับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนในกลุ่มได้ ได้ฝึกการแก้ปัญหาและการตัดสินใจจากบทบาท สมมติ รู้จักใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ และรู้จักวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อแก้ไข ปัญหาได้ตรงจุด ได้เห็นแนวทางการนำความรู้และประสบการณ์ ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความมีวินัยในตนเอง งานวิจัยในประเทศ ประภาพรรณ อิ่มกะดี (2556) ได้ศึกษา การพัฒนากิจกรรมการเสริมสร้างวินัย ในตนเองด้านความรับผิดชอบของนักเรียนโดยใช้วิธีสะท้อนความคิดแบบผสมผสาน พบว่า การเสริมสร้างวินัยในตนเองด้านความรับผิดชอบโดยใช้วิธีผสมผสาน ดำเนินการดังนี้(1) ใช้กิจกรรม 4 แบบ ได้แก่ โฮมรูม อบรมคุณธรรม พี่ต้นแบบ และรักษ์สะอาด (2) ใช้ความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองกับ ครูทำให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างปรับปรุงตัวดีขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีวินัยมากขึ้นร้อยละร้อย
30 สุรีพร มุ่งงา (2557: 1) ได้ศึกษา การพัฒนาวินัยนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ด้วย กิจกรรม การเล่านิทานประกอบภาพ ผลการศึกษา พบว่า 1) การมีวินัยในตนเองมีคะแนนเฉลี่ยรวมของความมี วินัยในตนเองของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนโคกสูงใหญ่วิทยา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาขอนแก่น ก่อนการจัดกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ทั้ง 4 ด้าน มีคะแนน เฉลี่ยโดยรวม คิดเป็นร้อยละ 52.79 เมื่อได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานก่อนนอน ปรากฏว่ามีคะแนน เฉลี่ยของการหลังเรียนโดยรวมคิดเป็นร้อยละ 91.54 โดยมีความก้าวหน้าของ ความมีวินัยในตนเอง เพิ่มขึ้นโดยรวมเท่ากับ 38.75 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมด้านวินัยของนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 2 ก่อน และหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพ การมีวินัยในตนเองก่อน การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพมีความสัมพันธ์กันทางบวกกับคะแนนการมีวินัยในตนเอง หลัง การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพทั้ง 4 สัปดาห์ อย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ .05 โดยที่ คะแนน หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพ ทั้งในภาพรวมและ แยก ตามรายด้านอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประยูรศรี กวานปรัชญา (2559) ได้ศึกษา การพัฒนารูปแบบกิจกรรมเสริมสร้าง คุณธรรมด้านความมีวินัยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการจัดกิจกรรม เสริมสร้างคุณธรรมด้านความมีวินัย มี 5 องค์ประกอบ คือ ทฤษฎีและแนวคิดพื้นฐาน หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดกิจกรรม และ การวัดและประเมินผล กิจกรรมการเสริมสร้างคุณธรรม ด้านความมีวินัย ประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ กิจกรรมเปิ ดใจรับ กิจกรรมความรู้คู่คุณธรรม กิจกรรม ค่ายคุณธรรม กิจกรรมศุกร์คุณธรรม และกิจกรรมกระจกคุณธรรม สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความรู้เชิงคุณธรรมด้านความมีวินัยและมีพฤติกรรมในการปฏิบัติตนตามคุณธรรม ด้าน ความมีวินัยดีขึ้น วัลลภา วงศ์ศักดิรินทร์ และวายุภักษ์ วงศ์ศักดิรินทร์ (2560) ได้ศึกษา การมีวินัยใน ตนเองของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากรในระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 263 คน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร จำแนกตามระดับชั้นมีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ศิริวรรณ มหามาต (2561: 455-459) ได้ศึกษา ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานที่มีต่อ พฤติกรรมความมีระเบียบวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 ผลการศึกษา พบว่า การจัดกิจกรรมการเล่านิทานที่มีต่อพฤติกรรมความมีระเบียบวินัยในตนเอง มีค่าร้อยละเฉลี่ยคะแนน ก่อน การจัดกิจกรรมเท่กับ 4.35 และหลังการจัดกิจกรรมเท่ากับ 8.05 โดยมีคะแนนหลัง การจัดกิจกรรมสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรม เมื่อเปรียบเทียบทั้งชั้นเรียน พบว่าคะแนนร้อยละ ความก้าวหน้าทั้งชั้นเรียนเท่ากับ 37
31 งานวิจัยต่างประเทศ เทิร์สสโตน (Thurston, 1998, pp. 71-79) ได้ศึกษาการรักษาคุณธรรม จริยธรรม โรงเรียนชุมชนชนบทอันสงบสุข การรักษาชุมชนชนบทได้มีการเสนอการดูแลจริยธรรมเป็นสิ่งจำเป็น ใน การส่งเสริมโรงเรียนให้ปลอดภัย และพัฒนานักเรียน และตนให้มีความรับผิดชอบในการทำความเคารพ และมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น ในบทวิจัยนี้ ได้อธิบายการเรียนการสอนสามแบบ สำหรับการพัฒนา คุณธรรมจริยธรรมในโรงเรียนให้เป็นแหล่งในการรักษาคุณธรรม จริยธรรมไว้ การสอนทักษะและการแก้ ปัญหาความขัดแย้งในชุมชน โดยการเน้นทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำหรับการจัดกิจกรร มให้ นักเรียนได้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ฮาเลน และมาร์ชา (Halen and Marsha, 1986 อ้างถึงใน กรมวิชาการ, 2542:95-96) ได้ศึกษาเรื่อง “Disciplinary Techniques Reported by Parents of Giffed Childen” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงเทคนิคการสร้างระเบียบวินัยของผู้ปกครองที่มีบุตรเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ วิธีการดำเนินการวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจใช้กลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือมารดา 55 คน ซึ่งจะแบ่งเป็น มารดาที่มีบุตรเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์จำนวน 28 คน และมารดาที่มีบุตรที่มีสติปัญญาในเกณฑ์ปกติ จำนวน 27 คน ซึ่งบุตรทั้งสองฝ่ายจะมีอายุระหว่าง 4-7 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์มารดาของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม และการสังเกตพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็ก ซึ่งผลจากการศึกษาสรุปได้ว่า มารดาของเด็กทั้งสองกลุ่มรายงานการว่าใช้การ อธิบายเหตุผล เป็นเทคนิคในการสร้างระเบียบวินัย เพียงแต่ว่ามารดาที่มีบุตรเป็นเด็กมีพรสวรรค์ จะใช้วิธีการอธิบายเหตุผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมีระเบียบวินัยแก่บุตรมากกว่ามารดาที่มีบุตร เป็นเด็กที่มีสติปัญญาในเกณฑ์ปกติ เอ็มบาลูกา (Mbaluka: 2017) ได้ศึกษา ผลกระทบของวินัยในตนเองของนักเรียน และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในกิจกรรมทางวิชาการของนักเรียนต่อผลการเรียนของนักเรียนผล การศึกษาพบว่า การมีวินัยในตนเองของนักเรียน และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเป็นปัจจัยสำคัญ ใน ผลการเรียน ความขยันหมันเพียรแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกสูงสุดกับผลการเรียน ในขณะที่ สิ่งรบกวนแสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงลบกับผลการเรียนสูงสุด การมีส่วนร่วม ของผู้ปกครองก็มีความสัมพันธ์อย่างมากกับ GPA และประสิทธิภาพของ ITBS การมีวินัยในตนเอง และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเมื่อรวมกันแล้ว พบว่า มีผลกระทบอย่างมากต่อผลการเรียน เด็กผู้ชาย มีแนวโน้มที่จะถูกรบกวนมากกว่า ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นถึงวินัยในตนเองน้อยกว่า เด็กผู้หญิง ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่าเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเกรดเฉลี่ย และ ITBS ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมอย่าง แข็งขันในกิจกรรมทางวิชาการของบุตรหลานรวมถึงการสื่อสารกับโรงเรียนการเลี้ยงดูการเป็ นอาสา สมัครการตัดสินใจการอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่บ้านและร่วมมือกับชุมชนในการจัดหา ทรัพยากรร่วมกันสนับสนุนโรงเรียน
32 เฮ็นสัน (Henson, 2000: 131 - A) ได้ศึกษา ความรับผิดชอบตามที่เข้าใจของผู้ที่เป็น ครูเพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนตนเอง มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา ว่าบทบาทของครู โรงเรียน ชุมชนและผู้ปกครอง ใครควรมีบทบาทความรับผิดชอบต่อการพัฒนาจริยธรรมของนักเรียน โดยมีกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามในวารสารทางวิชาการ 2 ข้อ จำนวน 30 คน ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าครูควรเป็นผู้นำทางจริยธรรม เนื่องจากครูสามารถสอดแทรก จริยธรรมใน กระบวนการเรียนการสอน ซึ่งควรจะรับผิดชอบต่อการพัฒนาระบบความเชื่อของนักเรียน ผู้ปกครองมี ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาจริยธรรมของนักเรียนรองลงมา ส่วนโรงเรียนมีความล้มเหลว ในด้านการ รับผิดชอบต่อการพัฒนาจริยธรรม แอดเลีย (Adlya, 2020) ได้การศึกษา การมีส่วนร่วมของนักเรียนในการควบคุมตนเอง ต่อระเบียบวินัยของนักเรียน ผลการศึกษาพบว่า การควบคุมตนเองต่อระเบียบวินัยของนักเรียน ดังนั้น การควบคุมตนเองจึงส่งผลอย่างมากต่อระเบียบวินัยของนักเรียน ระเบียบวินัยของนักเรียน โดยทัวไป เป็นสิ่งที่ดีซึ่งหมายความว่านักเรียนสามารถชี้นำตัวเองให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับที่ควรจะเป็น ตามกฎเกณฑ์ และบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ในทางกลับกันปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ส่งผลต่อระเบียบวินัย ของนักเรียน ได้แก่ ความแตกต่างทางเชื้อชาติชาติพันธุ์และเพศ การเปิดกว้างความสนใจของผู้ปกครอง การปรับตัว การสนับสนุนจากผู้ปกครอง อิทธิพลจากเพื่อน การเลี้ยงดูที่ไม่เพียงพอ 4.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับนิทาน งานวิจัยในประเทศ กันนภัค เพชรรัตน์ (2557: 98) ได้ศึกษา การใช้นิทานภาพเพื่อพัฒนาความสามารถ ด้านการฟังสำหรับเด็กปฐมวัยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการล่าช้ากลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 2 จำนวน 6 คน ผลการวิจัยพบว่า 1)ความสามารถด้านการฟังของเด็กปฐมวัยที่มีภาวะเสี่ยง ต่อการมีพัฒนาการล่าช้าโดยการใช้นิทานภาพอยู่ในระดับดี 2)ความสามารถด้านการฟังของเด็กปฐมวัย ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการล่าช้าหลังเรียนโดยใช้นิทานภาพสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 เบญญา เจริญเฉลิมศักดิ์ (2557: 55) ได้ศึกษา การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ ศิลปะเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนสำหรับเด็กปฐมวัยผลการวิจัยพบว่า คะแนน การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบศิลปะเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน สำหรับ เด็กปฐมวัยก่อนการทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 9.33 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.26 และมีคะแนน ต่ำสุด 4 คะแนนสูงสุด 13 คะแนน หลังการทดลองการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบศิลปะ เพื่อส่งเสริม ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนสำหรับเด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ย 16.27 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2.45 ต่ าสุด 11 คะแนน สูงสุด 19 คะแนน
33 ศิริรัตน์คอยเกษม (2557: 67) ได้ศึกษา การเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานโดยใช้สื่อวีดิทัศน์กับการเล่านิทานแบบปกติที่มีต่อความสามารถในการจับใจความของเด็กปฐมวัย โรงเรียนนิคมทับกวางสงเคราะห์ 2 จังหวัดสระบุรี ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานแบบปกติ มีความสามารถในการจับใจความหลังการทดลองสูงกว่าก่อน การทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ มีความสามารถในการจับใจความหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบปกติกับกิจกรรมการเล่านิทานโดยใช้สื่อ วีดิทัศน์มีความสามารถในการจับใจความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่ม ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบปกติมีความสามารถในการจับใจความสูงกว่า วัชราภรณ์ วงษ์จันทรา (2557: 84) ได้ศึกษา การพัฒนาชุดนิทานคุณธรรมเพื่อส่งเสริม พฤติกรรมร่วมมือของเด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านน้ำคำ จังหวัดศรีสะเกษ สรุปผลการวิจัย ชุดนิทานคุณธรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมร่วมมือของเด็กปฐมวัยมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวม 4.67 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.49 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การใช้ชุด นิทานคุณธรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมร่วมมือของเด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมร่วมมือ หลังการ ทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมการใช้ชุดนิทานคุณธรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมร่วมมือมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมด้านผู้นำ ผู้ตาม ด้านความรับผิดชอบและด้านการช่วยเหลือหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับที่ .05 สุทิตา จุลกนิษฐ์ (2558: 45) ได้ศึกษา การใช้สื่อประสมชุดส่งเสริมคุณธรรม ด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยที่สังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนางลาด จังหวัดพัทลุง ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของสื่อประสมและหนังสือนิทานเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ด้านความซื่อสัตย์ในเด็กปฐมวัยสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ โดยมีค่า 82.16/86.17 คะแนนจากแบบทดสอบวัด คุณธรรมจริยธรรม ด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยที่ท านิทานจากสื่อประสมและหนังสือนิทาน หลังจากฟังนิทานสูงกว่าก่อนฟังนิทานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ มีความสนใจต่อสื่อประสม และหนังสือนิทานเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ จากการสังเกตพบว่า เด็กปฐมวัยชื่นชม ชอบสื่อประสม เช่น เลียนแบบตัวละครในนิทาน ปรบมือ ตั้งใจ ฟัง ขอให้คุณครูเล่าให้ฟังอีก สื่อควรส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านสติปัญญา ร่างกาย สังคม อารมณ์และจิตใจ
34 งานวิจัยต่างประเทศ ดิกสันและคนอื่น ๆ (Dixon and others. 1977: 367 - 373) ไดศึกษา การเลา นิทานกับเด็กปฐมวัย ณ โรงเรียนในเมืองดีทรอยตจํานวน 146 คน โดยแบงเด็กออกเปน 4 กลุมกลุม ทดลองมี 3 กลุม กลุมที่ 1 หลังจากไดฟงนิทานแลวมีการสนทนา กลุมที่ 2 พาไปศึกษานอกสถานที่ กลุมที่ 3 แสดงบทบาทเลียนแบบตัวละคร สวนกลุมที่ 4 ซึ่งเปนกลุมควบคุมไดฟงนิทานเพียงอยางเดียว ผลการวิจัยพบวาเด็กกลุมที่ฟงนิทานแลวไดแสดงบทบาทเลียนแบบตัวละครในเรื่องไปดวยจะพัฒนา ความคิดตางๆ ไดดีที่สุดแสดงวาเมื่อเด็กฟงนิทานแลวเด็กยอมมีความต้องการที่จะเลียนแบบตัวละครที่ ตนชอบและตัวละครที่ประสบความสําเร็จ อมอริจจิ (Amoriggi. 1981: 1366A - 1367A) ไดศึกษา ความสามารถในการเลา นิทานของ เด็กปฐมวัย โดยผูวิจัยเลานิทานใหเด็กปฐมวัยฟง แลวใหเด็กยอนกลับและเลาเรื่องตอจากผู วิจัย เปนเวลา 2 สัปดาหเด็กสามารถเลานิทานไดถูกตองการเรียงลําดับเหตุการณตาง ๆ พัฒนามากขึ้น ในขณะทําการทดลอง เด็กสามารถนําเอานิทานที่ฟงไปประยุกตและเลาเรื่องตอไปหลังทดลอง ผาน ไป 3 สัปดาหจากเอกสารและงานวิจัยดังกลาวจะเห็นไดวาการเลานิทานเปนกิจกรรมที่มี ความสําคัญตอการจัดกิจกรรมของเด็กปฐมวัย เพราะนิทานจะเปนสิ่งที่จะโนมนาวใหเด็กมีความสนใจ และเกิดการเรียนรูโดยผานวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งจะชวยสงเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงคแกเด็กปฐมวัย ไดอย่างชัดเจน ซิมป์สัน (Simpson. 1989: 3262-A) ได้ศึกษา ลักษณะภาษาพูดของเด็กปฐมวัย 4 ปีที่ได้รับ การจัดประสบการณ์การเล่านิทานแบบเล่าซ้ำ ๆ ผลการวิจัยพบว่าการเล่าเรื่องซ้ำ ๆ ช่วย ส่งเสริม ความสามารถด้านการสื่อสารมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถ ในการ ถ่ายทอดภาษาให้ชัดเจนละเอียดลออครอบคลุมความหมายที่ต้องการสื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่ง ความสามารถนี้วัดได้เป็นจำนวนคำต่อประโยค (Length of a T-Unit) ไม่ได้วัดปริมาณคำ ฮาร์วี่ (Harvey. 2002: 1252-A) ได้ศึกษา เชิงผลกระทบของการใช้หนังสือนิทานที่ บันทึกเสียงไวที่มีต่อการรู้และแสดงออกเสียงคำศัพท์ของเด็กก่อนวัยเรียน จำนวน 80 คน จากโรงเรียน สำหรบเด็กก่อนวัยเรียนในชานเมืองโรงเรียนก่อนวัยเรียนในเขตเมืองชั้นในและจาก โรงเรียนขนาดเล็ก แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ โดยเด็กได้รับหนังสือ บันทึกเสียงหรืออุปกรณ์ทางศิลปะเป็นเวลานานกว่า 10 สัปดาห์เด็กทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ การศึกษาครั้งนี้ได้รับการทดสอบคำศัพท์ที่มีภาพประกอบ (แบบ ก. และแบบ ข. ) และแบบทดสอบ คำศัพท์การแสดงออกเพื่อวัดการพัฒนาคำศัพท์ที่รับรู้และที่แสดงออกนำรูปแบบก่อนและหลัง การทดลองไปใช้เพื่อตรวจสอบผลที่มีต่อความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์เมื่อเด็กฟังอ่านหนังสือบันทึกเสียงโดย อิสระ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าเด็กที่อยู่ในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับศัพท์เพิ่มขึ้นและที่แสดงออก อย่างมีนัยสำคัญ เด็กที่ทำคะแนนได้ต่ำที่สุดในระหว่างการทดสอบก่อนเรียนครั้งแรก
35 มีประสบการณ์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดหลังการทดลอง ถึงแม้ว่าความถี่ที่กลุ่มทดลองได้ฟังนิทาน บันทึกเสียง จะมีความสัมพันธ์กับจำนวนคำศัพท์ที่รับรู้เพิ่มขึ้นแต่ไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวเกี่ยวกับการ พัฒนาคำศัพท์ที่แสดงออกและผู้ปกครองของเด็กในกลุ่มทดลองรายงานเด็กของตนว่ามีความสุขในการ ฟังบันทึกเสียงอย่างมาก 4.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการแสดงบทบาทสมมติ งานวิจัยในประเทศ รัศมี บุญศิริ (2556) ได้ศึกษา การพัฒนาพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็ก อนุบาลที่ได้รับการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติตามวิถีชีวิตหมู่บ้านชวน อำเภอบำเหน็จณรงค์จังหวัด ชัยภูมิกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอนุบาลอายุ 4- 5 ปี จำนวน 25 คน ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการจัดกิจกรรม บทบาทสมมติตามวิถีชีวิตหมู่บ้านชวน เด็กอนุบาลมีคะแนนพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันในสังคมเฉลี่ย เท่ากับ 0.33 และหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติตามวิถีชีวิตหมู่บ้านชวนเด็กอนุบาล มีคะแนน พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันในสังคมเฉลี่ยเท่ากับ 8.21 โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม บทบาทสมมติตามวิถีชีวิตหมู่บ้านชวน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 สุพัสษา บุพศิริ (2560) ได้ศึกษา ผลการจัดประสบการณ์การแสดงบทบาทสมมติ ประกอบการเล่านิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางด้านภาษาและการกล้าแสดงออกของเด็กอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอนุบาลอายุ 4- 5 ปี จำนวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดประสบการณ์การ แสดงบทบาทสมมติประกอบการเล่านิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางด้านภาษาและการกล้า แสดงออกของเด็กอนุบาลความสามารถทางด้านภาษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และการกล้าแสดงออกของเด็กอนุบาลที่เรียนด้วยการจัดประสบการณ์การแสดง บทบาทสมมติประกอบการเล่านิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางด้านภาษาและการกล้าแสดงออก ของเด็กอนุบาล มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.77 มีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน เท่ากับ .43 อยู่ในระดับมาก จีรนะ ดวงภูเมฆ (2561) ได้ศึกษา การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาท สมมติเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กอนุบาล หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการ แสดงบทบาทสมมติพบว่า เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ การแสดงบทบาทสมมตมิีความเชื่อมนั่ ในตนเองหลงัการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สินีนาฎ แสงแพงและปัทมาวดี เล่ห์มงคล (2561) ได้ศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานประกอบบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองในเด็กอนุบาลผลพบว่าคะแนนเฉลี่ย ความเป็นพลเมืองของเด็กอนุบาลโดยรวม ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ บทบาทสมมติก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบบทบาทสมมติ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 6.96 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.65 และความเป็นพลเมืองของเด็กอนุบาลหลังได้รับ การจัดกิจกรรม
36 การเล่านิทานประกอบบทบาทสมมติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.23 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.61 โดยหลังการทดลองสูงกว่าการทดลอง สุรีย์ ดาลินดา (2564) ได้ศึกษา วิธีการแสดงบทบาทสมมติในการแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างบุคคลสำหรับนกัเรียนชั้นอนุบาลใน Bandar Lampung เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมความ รับผิดชอบ และความสามารถในการปรับตัวของเด็กอนุบาล อายุ 5- 6 ปี กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอนุบาลอายุ 5 - 6 ปี จำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า จากดำเนินการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ 4 ครั้ง ระยะเวลา 1 เดือน ครั้งที่ 1 ก่อนการทดลองเด็กอนุบาลมีพฤตกิรรมความขัดแย้ง 19.20% และ หลังจากที่ใช้วิธีการแสดง บทบาทสมมติ เด็กมีพฤติกรรมลดลงเหลือ 13.75% ครั้งที่ 2 ก่อน การทดลอง คือ 5.82% และหลังการทดลองลดลงเหลือ 4.50% ครั้งที่ 3 ก่อนการทดลองคือ 5.20% และ หลังการทดลองลดลงเหลือ 4.35% และครั้งที่ 4 ก่อนการทดลองคือ 3.83% หลังการทดลองลดลง เหลือ 2.10% ตามลำดับ งานวิจัยต่างประเทศ Sunardi (2013) นักศึกษามหาวิทยาลัย Tanjungpura Indonesia wfhศึกษา เรื่องการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้บทบาทสมมติสำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นนักเรียนใน SMA NEGERI 1 PESAGUANKETAPANG Indonesia โดยทำการ ทดสอบก่อนเรียน และหลังจากใช้บทบทบาทสมมติในการสอน หลังจากนั้นทำการทดสอบหลังเรียน พบว่ามีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 11.47 ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าการสอน โดยใช้บทบาทสมมติสามารถพัฒนาความสามารถในการพูดของนักเรียนได้ Lajooee and Barimani (2013) ได้ศึกษา เปรียบเทียบความสามารถใน การเรียนคำศัพท์โดยใช้บทบาทสมมติและการท่องจำของผู้เรียนที่เป็นเพศหญิงที่อยู่ในระดับ การเรียนรู้มากกว่าระดับกลางที่เรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศสำหรับผู้เรียนชาวอิหร่าน 75 คน โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวตัวอย่างจากผู้เรียนที่เรียนภาษาอังกฤษในทุก ๆ สถาบันในอิหร่าน โดย แบ่งผู้เรียนเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ซึ่งกลุ่มทดลองมีจำนวน 37 คน และกลุ่ม ควบคุม จากนั้น ได้ทำการทดสอบก่อนเรียนเปรียบเทียบกัน ซึ่งกลุ่มควบคุมได้เรียนรู้คำศัพท์ผ่านวิธีการ ท่องจำโดยในขณะเดียวกันกลุ่มทดลองได้เรียนรู้คำศัพท์ผ่านการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติ ผลการวิจัย พบว่าผล คะแนนการทดสอบหลังเรียนของกลุ่มทดลองซึ่งเป็นผู้เรียนที่เรียนรู้คำศัพท์โดยการใช้บทบาท สมมติมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งเรียนรู้โดยการท่องจำ ซึ่งสรุปได้ว่าการเทคนิคเรียนรู้แบบบทบาท สมมติสามารถพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ได้เป็นอย่างดี Havens (2019) ได้ศึกษา การใช้บทบาทสมมติเพื่อสอนทักษะทางสังคมใน การแสดงออกทางอารมณ์ของเด็กในห้องเรียนอนุบาล ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เด็กอนุบาล ในเมือง Midwest ประกอบด้วยเด็กอายุ 5- 6 ปีจำนวน 19 คน ในจำนวน 19 คน นั้ย อายุ5
37 ขวบ 7คน และอายุ 6 ขวบ 12 คน และมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเป็นชาวแอฟริกัน ดำเนินการศึกษา เป็นระยะเวลาห้าสัปดาห์ ทำการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในแต่ละสัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า ก่อนการใช้บทบาทสมมติ เด็กในห้องเรียนอนุบาลมีทักษะทางสังคมในการแสดงออกทางอารมณ์ มี ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 12.33 หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7 กล่าวได้ว่า เด็กอนุบาลมีทักษะทางสังคมใน การแสดงออกทางอารมณ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 Aleksander (2020) ได้ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบต่าง ๆ ของ การแสดงบทบาทสมมติและการพัฒนา EF ของเด็กก่อนวัยเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กจำนวน 56 คน อายุ 5 - 6 ปี (ชาย 29 คนและหญิง 27 คน) ทำการวิจัยโดยการสังเกตการณ์เล่น ผ่าน กิจกรรมบทบาทสมมติ โดยดำเนินการในกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีเด็กสองถึงสามคนในห้องจากการศึกษา พบว่ากิจกรรมบทบาทสมมติช่วยให้เด็กมีการพัฒนาความสามารถที่เกิดจากการทำงานของสมอง ส่วนหน้าอยู่ในระดับสูงและทำให้การแสดงบทบาทสมมติเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับ การพัฒนาหน้าที่ของสมองของเด็กอนุบาล Hidayah (2020) ได้ศึกษา การแสดงบทบาทสมมติในการสอนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่สองในการศึกษาปฐมวัย ซึ่งเป็นการศึกษาการจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติใน การ สอนของครูอนุบาลงานวิจัยนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพ โดยทำการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับครู อนุบาล 3 คน จากโรงเรียนเขตบาเจาะ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ใช้ชุดคำถาม 16 ข้อ เก็บข้อมูล โดยวิธีการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เฉพาะเรื่อง โดยเลือกหัวข้อจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าครูมีความรอบรู้ในการแสดงบทบาทสมมติและวิธีการแสดงบทบาทสมมติมีอิทธิพลใน การช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสังคม อารมณ์ ร่างกาย และความรู้ความเข้าใจของเด็กและเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดในการแนะแนวให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่สอง
38 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริมด้วยการแสดงบทบาทสมมติ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมการเล่านิทานกล่องวงล้อเสริม ด้วยการแสดงบทบาทสมมติที่มีต่อความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย โดยสร้างขั้นตอนของการจัด กิจกรรม ดังนี้ 1. ขั้นนำ . 1.1 ครูและเด็กร่วมกันร้องเพลง และสนทนาร่วมกันเกี่ยวกับเพลง . 1.2 ครูแนะนำนิทานกล่องวงล้อ . 1.3 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการทำกิจกรรม 2. ขั้นสอน . 2.1 ครูเล่านิทานกล่องวงล้อ ครูสนทนาเกี่ยวกับตัวละครในนิทาน . 2.2 ครูตั้งสถานการณ์เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิทานที่เล่า และให้เด็กออกมาแสดง 2 2 บาทสมมติ . . 2.3 ครูให้เด็กเก็บอุปกรณ์เข้าที่ 3. ขั้นสรุป 3.1 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม
39 ภาพที่ 2 แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ขั้น 1 ขั้นนำ 1.1 ครูและเด็กร่วมกันร้องเพลง และสนทนาร่วมกันเกี่ยวกับเพลง 1.2 ครูแนะนำนิทานกล่องวงล้อ 1.3 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงใน การทำกิจกรรม ขั้น 2 ขั้นสอน 2.1 ครูเล่านิทานกล่องวงล้อ ครูสนทนา เกี่ยวกับตัวละครในนิทาน 2.2 ครูตั้งสถานการณ์เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ในนิทานที่เล่า และให้เด็กออกมาแสดง บาทสมมติ 2.3 ครูให้เด็กเก็บอุปกรณ์เข้าที่ นิทานกล่องวงล้อเสริมด้วย การแสดงบทบาทสมมติ ขั้น 3 ขั้นสรุป 3.1 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม