The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สรุปเนื้อหาวิชาสังคมศึกษา ม.ปลาย

สังคม





เอกสารสรปุ เนือ้ หาที่ตอ งรู

รายวิชาสังคมศึกษา
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน

รหัส สค21001

หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551

สํานักงานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
สํานกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธกิ าร

หามจาํ หนาย
หนงั สือเรียนนจี้ ัดพมิ พดว ยเงนิ งบประมาณแผน ดนิ เพอื่ การศกึ ษาตลอดชวี ติ สําหรับประชาชน
ลิขสทิ ธเ์ิ ปน ของสาํ นกั งาน กศน.สาํ นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร



สารบญั ง

คาํ นาํ หนา
สารบญั
บทท่ี 1 ภมู ิศาสตรท างกายภาพทวปี เอเชยี 1
กจิ กรรมทายบทที่ 1 13
บทที่ 2 ประวตั ศิ าสตรท วปี เอเชีย 18
กิจกรรมทายบทที่ 2 35
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร 38
กิจกรรมทา ยบทท่ี 3 48
บทที่ 4 การเมืองการปกครอง 52
กิจกรรมทายบทที่ 4 57
คณะทํางาน 60

1

บทท่ี 1
ภมู ศิ าสตรทางกายภาพทวีปเอเชยี

ท่ีต้ังและอาณาเขตของทวปี เอเชยี

ทิศเหนือติดตอกับมหาสมุทรอารกติก ในทะเลคารา ทะเลลัฟเตฟ และทะเลไซีบีเรีย
ตะวันออก จุดเหนอื สดุ คือแหลมชิลยูสกินประเทศสหพันธรฐั รสั เซีย

ทิศตะวันออกติดตอกับมหาสมุทรแปซิฟค ในเขตทะเลเบริง ทะเลโอคอต ทะเลญ่ีปุน
ทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต โดยมีคาบสมุทรเบรองคาบสมุทรคามชัตกา
และคาบสมุทรเกาหลเี ปน สวนของแผน ดินดานนี้จุดตะวันออกสุดอยูท่ีแหลมเดชเนฟสหพันธรัฐ
รัสเซีย

ทศิ ใต ติดตอ กับมหาสมทุ รอินเดยี นา นน้าํ ทางตอนใต ไดแ ก อา วเบงกอล ทะเลอาหรับ
อาวเปอรเซีย และอาวเอเดน จุดใตสุดของภาคพื้นทวีปอยูท่ีแหลมปไอ ประเทศมาเลเซียเกาะ
ใหญทางทิศใตของทวีปเอเชียไดแก เกาะลังกา เกาะบอรเนียว เกาะสุมาตราเกาะชวาซึ่งเปน
เกาะทอี่ ยใู ตส ดุ

ทิศตะวันตกติดตอกับทะเลแดง คลองสุเอช ทะเลเมดิเตอรเรเนียนทะเลดํา
เทอื กเขาคอเคซัส ทะเลแคสเปย น และเทอื กเขาอูราล จุดตะวันตกสุดอยูที่แหลมบาบาประเทศ
ตุรกี

ลักษณะภูมปิ ระเทศ

ลักษณะภูมปิ ระเทศแบงออกเปน 6 เขตคอื
1. เขตทร่ี าบตาํ่ ทางเหนอื คือบรเิ วณตอนบนของทวปี ซงึ่ อยใู นเขตสหภาพโซเวียต(เดิม)

ในเขตไซบีเรยี สวนใหญเ ปน เขตโครงสรางหินเกา ที่เรยี กวา แองการาชีลดมีลักษณะภูมิประเทศ
เปนท่ีราบขนาดใหญ มีแมน้ําอ็อบ แมนํ้าเยนิเซ และแมน้ําลีนาไหลผานบริเวณมีอาณาเขต
กวา งขวางมากไมคอยมีผูค นอาศัยอยเู พราะอากาศหนาวเยน็ มาก

2. เขตทีร่ าบลุม แมน าํ้ ไดแกด ินแดนแถบลุมแมน้ําตางๆซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเปนท่ี
ราบและมกั มีดนิ อุดมสมบรู ณเหมาะแกก ารเพาะปลกู ไดแ ก

- ในเอเชียตะวันออกไดแกที่ราบลุมแมนํ้าฮวงโหท่ีราบลุมแมนํ้าแยงซีเกียงใน
ประเทศจนี

-ในเอเชียใต ไดแ ก ท่รี าบลุมแมนาํ้ สนิ ธใุ นประเทศปากสี ถาน ที่ราบลมุ แมน้ําคงคาใน
ประเทศอนิ เดยี และทีร่ าบลมุ แมน าํ้ พรหมบตุ ร ในบงั คลาเทศ

- เอเชียตะวันตกเฉียงใต ไดแกท่ีราบลุมแมนํ้าไทกรีส ท่ีราบลุมแมน้ํายูเฟรตีสใน
ประเทศอิรกั

2

- เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต ไดแ ก ทีร่ าบลุมแมนํา้ โขงตอนลา ง ในประเทศกัมพูชาและ
เวียดนามท่รี าบลุมแมน้าํ แดงในประเทศเวียดนาม ทีร่ าบลมุ แมน ้าํ เจา พระยาในประเทศไทย
ท่รี าบลุมแมน้าํ สาละวินตอนลา งท่ีราบลุม แมน า้ํ อิระวดใี นประเทศพมา

3. เขตเทือกเขาสูง เปนเขตหินใหม ตอนกลางประกอบดวยที่ราบสูงและเทือกเขา
มากมายสวนใหญเปนเทือกเขาท่ีแยกตัวไปจากจุดรวมเทือกเขาที่เรียกวาปามีรนอต จุดรวม
เทอื กเขาปารมีนอต ซึง่ แยกไปเปน เทือกเขามากมาย เชน เทอื กเขาหิมาลัย เทือกเขาอาระกันโย
มา เทอื กเขาคุนลุน เทอื กเขานานชาน เทือกเขาเทียนชาน เปนตน

4. เขตที่ราบสูงตอนกลางทวีป เปนท่ีราบสูงในเขตหินใหม ไดแก ที่ราบสูงทิเบตซ่ึงมี
ขนาดใหญและสูงท่ีสุดในโลก ทรี่ าบสงู ยนู าน ทางใตข องจนี และท่รี าบสูงท่มี ีลักษณะเหมือนแอง
คือ ท่ีราบสูงตากลามากัน ซ่ึงอยูระหวางเทือกเขาเทียนชาน กับเทือกเขาคุนลุนแตอยูสูงจาก
ระดับน้ําทะเลมาก และมอี ากาศแหง แลง เปน เขตทะเลทราย

5. เขตทร่ี าบสงู ทางตอนใตและตะวนั ตกเฉียงใต ไดแก ท่ีราบสงู ขนาดใหญท างตอนใต
ของทวีปเอเชียมีความสูงนอยกวาที่ราบสูงทางตอนกลางของทวีป ไดแก ที่ราบสูงเดคคานใน
อินเดีย ที่ราบสูงอิหรานในอิหรานและอัฟกานิสถาน ท่ีราบสูงอนาโตเลียในตุรกี ที่ราบสูง
อาหรบั ในซาอดุ อิ าระเบีย

6. เขตหมเู กาะภูเขาไฟเปน เขตหนิ ใหม คอื บรเิ วณหมเู กาะอนั เปน ท่ีตั้งของภเู ขาไฟ
ท้ังทดี่ บั แลวและที่ยงั คุกรุนอยใู นเอเชียตะวนั ออกและเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต

ลักษณะภูมอิ ากาศ

1. ภูมิอากาศแบบปาดิบช้ืนเขตภูมิอากาศแบบปาดิบชื้นไดแก ภาคใตของประเทศ
ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟลิปปนส มีความแตกตางของอุณหภูมิระหวางกลางวันและ
กลางคืนไมมากนกั มฝี นตกตลอดป

พชื พรรณธรรมชาติ เปนปาดงดิบซ่ึงไมมีฤดูท่ีผลัดใบและมีตนไมหนาแนนสวนบริเวณ
ปากแมนํา้ และชายฝง ทะเลมพี ืชพรรณธรรมชาติเปน ปา ชายเลน

2. ภูมิอากาศแบบมรสุมเขตรอ นหรอื รอ นช้ืนแถบมรสุม มีฤดูแลงและฤดูฝนสลับกัน
ไดแ ก บรเิ วณคาบสมุทรอินเดยี และคาบสมุทรอนิ โดจีน

พชื พรรณธรรมชาติ เปนปา มรสุม หรือปา ไมผ ลัดใบในเขตรอ น พันธุไมสวนใหญเปนไม
ใบกวาง และเปนไมเ นอื้ แข็งทมี่ ีคาในทางเศรษฐกจิ หรือปาเบญจพรรณ เชน ไมสกั ไมจ ันทน
ไมประดู เปนตน ปามรสุม มีลักษณะเปนปาโปรงมากกวาปาไมในเขตรอนชื้น บางแหงมีไม
ขนาดเลก็ ขึน้ ปกคลมุ บริเวณดนิ ชัน้ ลา ง และบางแหง เปน ปาไผ หรือ หญา ปะปนอยู

3

3. ภูมิอากาศแบบทงุ หญาเมืองรอ น มลี ักษณะอากาศคลายเขตมรสุม มีฤดูแลงกับฤดู
ฝน แตป ริมาณน้ําฝนนอยกวา อุณหภูมิกลางคืนเย็นกวากลางวัน ไดแก บริเวณตอนกลางของ
อนิ เดีย พมา และคาบสมุทรอินโดจีน

พชื พรรณธรรมชาติ เปน ปา โปรงแบบเบญจพรรณ ถดั เขา ไปตอนในจะเปนทงุ หญาสูง
4. ภมู อิ ากาศแบบมรสุมเขตอบอนุ อยูใ นเขตอบอุน แตไ ดรับอทิ ธพิ ลของลมมรสุม
มฝี นตกในฤดูรอ น ฤดูหนาวคอนขา งหนาว ไดแก บริเวณภาคตะวันตกของจีน ภาคใตของญ่ีปุน
คาบสมทุ รเกาหลฮี อ งกง ตอนเหนอื ของอินเดยี ในลาวและตอนเหนอื ของเวียดนาม
พชื พรรณธรรมชาติ เปน ไมผ ลัดใบหรือไมผสม มีทั้งไมใบใหญที่ผลัดใบ และไมสนท่ีไม
ผลัดใบในเขตจีน เกาหลที างใตข องเขตน้ีเปนปาไมผลัดใบ สวนทางเหนือมีอากาศหนาวกวาปา
ไมผ สมและปา ไมผลัดใบ เชน ตนโอก เมเปล ถา ขน้ึ ไปทางเหนืออากาศหนาวเยน็ จะเปนปาสนที่
มใี บเขียวตลอดป
5. ภมู ิอากาศแบบอบอุน ภาคพ้นื ทวีป ไดแ ก ทางเหนอื และตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศจีนเกาหลีเหนือ ภาคเหนือของญ่ีปุน และตะวันออกเฉียงใตของไซบีเรีย มีฤดูรอนท่ี
อากาศรอน กลางวันยาวกวา กลางคนื เปน เขตปลกู ขา วโพดไดดี เพราะมฝี นตกในฤดรู อน
พืชพรรณธรรมชาติ เปนปาผสมระหวางไมผลัดใบและปาสน ลึกเขาไปเปนทุงหญา
สามารถเพาะปลกู ขา วโพด ขา วสาลี และเลี้ยงสตั วพ วกโคนมได สว นแถบชายทะเลมีการทําปา
ไมบ างเลก็ นอ ย
6. ภมู อิ ากาศแบบทุงหญากง่ึ ทะเลทรายแถบอบอุน มอี ณุ หภูมสิ งู มากในฤดูรอน และ
อุณหภูมิตํ่ามากในฤดูหนาว มีฝนตกบางในฤดูใบไมผลิและฤดูรอน ไดแก ภาคตะวันตกของ
คาบสมทุ รอาหรบั ตอนกลางของประเทศตุรกี ตอนเหนือของภาคกลางของอหิ รา น
ในมองโกเลีย ทางตะวนั ตกเฉียงเหนือของจีน
พืชพรรณธรรมชาติ เปนทุงหญาสั้น ทุงหญาดังกลาวใชเพาะปลูก ขาวสาลี ขาวฟาง
ฝาย และเล้ยี งสตั วไดดี
7. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย มีความแตกตางระหวางอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืน
และฤดรู อ นกับฤดูหนาวมาก ไดแ ก ดนิ แดนท่ีอยูภายในทวีปท่ีมีเทือกเขาปดลอม ทําใหอิทธิพล
จากมหาสมุทรเขาไปไมถึง ปริมาณฝนตกนอยกวาปละ 250 มม.(10นิ้ว) ไดแกบริเวณ
คาบสมทุ รอาหรับ ทะเลทรายโกบี ทะเลทรายธาร และที่ราบสูงทิเบต ท่ีราบสูงอหิ รา น บริเวณที่
มีน้ําและตน ไมข น้ึ เรียกวา โอเอซสิ (Oasis)
พืชพรรณธรรมชาติ เปนอินทผลัม ตะบองเพชร และไมประเภทมีหนาม ชายขอบ
ทะเลทรายสวนใหญเปนทุงหญาสลับปาโปรง มีการเล้ียงสัตวประเภทท่ีเล้ียงไวใชเน้ือ และทํา
การเพาะปลูกตอ งอาศยั การชลประทานชวย
8. ภมู ิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนียน อากาศในฤดรู อ น รอนและแหง แลง
ในเลบานอน ซีเรยี อสิ ราเอลและตอนเหนอื ของอิรกั

4

พืชพรรณธรรมชาติเปนไมตนเตี้ย ไมพุมมีหนาม ตนไมเปลือกหนาที่ทนตอความแหง
แลง ในฤดูรอ นไดด ี พืชท่ีเพาะปลกู ไดแก สม องนุ และ มะกอก

9. ภูมอิ ากาศแบบไทกา (ก่ึงข้ัวโลก) มฤี ดหู นาวยาวนานและหนาวจัด ฤดูรอนสั้น
มีนํา้ คางแข็งไดท ุกเวลา และฝนตกในรปู ของหิมะ ไดแก ดินแดนทางภาคเหนือของทวีปบริเวณ
ไซบีเรยี

พืชพรรณธรรมชาติ เปน ปา สน เปนแนวยาวทางเหนอื ของทวีป ท่เี รยี กวาปาสนของไซ
บีเรีย

10. ภูมิอากาศแบบทุนดรา (ข้ัวโลก) เขตน้ีมีฤดูหนาวยาวนานมาก อากาศหนาวจัด
มหี ิมะปกคลุมตลอดป ไมมฤี ดรู อน

พชื พรรณธรรมชาติ เปน พวกตะไครน ้าํ และ มอสส
11. ภูมิอากาศแบบที่สูง ในเขตที่สูงอุณหภูมิจะลดลงตามระดับความสูงในอัตรา
ความสูงเฉลีย่ ประมาณ 1 องศาเซลเซียสตอความสงู 10 เมตร จึงปรากฏวายอดเขาสูงบางแหง
แมจะอยูในเขตรอน ก็มีหิมะปกคลุมทั้งปหรือเกือบตลอดป ไดแก ท่ีราบสูงทิเบต เทือกเขา
หิมาลัย เทือกเขาคุนลุน และเทอื กเขาเทยี นชาน ซ่ึงมีความสูงประมาณ 5,000-8,000 เมตร
จากระดบั นาํ้ ทะเล มีหิมะปกคลุมและมีอากาศหนาวเยน็ แบบขวั้ โลก
พชื พรรณธรรมชาติ เปน พวกตะไครน้าํ และ มอส

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตรก ายภาพ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตรกายภาพ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของ
สงิ่ แวดลอมทางกายภาพท่ีอยูรอบตัวมนุษย ทั้งสวนท่ีเปนธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศภาค
และชวี ภาค ตลอดจนความสมั พนั ธทางพนื้ ท่ีของสิ่งแวดลอมทางกายภาพตาง ๆ ดังกลาวขา งตน

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร กอใหเกิดความเปล่ียนแปลงทางกายภาพ ท้ังภูมิ
ประเทศและภมู ิอากาศในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชีย สว นมากเกิดจากปรากฏการณ
ตามธรรมชาติและเกิดผลกระทบตอประชาชนที่อาศัยอยู รวมท้ังส่ิงกอสราง ซ่ึงปรากฏการณที่
มกั เกิดข้ึน ไดแ ก

1.การเกิดแผนดินไหว
แผนดินไหว เปนภัยพิบัติทางธรรมชาติท่ีเกิดจากการส่ันสะเทือนของพ้ืนดิน

อันเนือ่ งมาจากการปลดปลอยพลงั งานเพอ่ื ลดความเครยี ดท่สี ะสมไวภ ายในโลกออกมาเพ่ือปรับ
สมดุลของเปลือกโลกใหคงท่ี ปจจุบันนักวิทยาศาสตรยังไมสามารถทํานายเวลา สถานที่ และ
ความรนุ แรงของแผนดินไหวทจ่ี ะเกดิ ขึน้ ในอนาคตได ดังน้ันจึงควรศึกษา เรียนรู เพ่ือใหเขาใจถึง
กระบวนการเกิดของแผน ดนิ ไหวท่ีแทจริง เพอ่ื เปนแนวทางในการลดความเสยี หายทเี่ กิดข้ึน

5

สาเหตุของการเกิดแผนดินไหว
การเกิดแผนดนิ ไหวมสี าเหตมุ าจาก 2 สาเหตุใหญ สาเหตุแรกเกิดจากการกระทําของ

มนุษย ไดแก การทดลองระเบิดปรมาณู การกักเก็บน้ําในเขื่อน และแรงระเบิดจากการทํา
เหมืองแร สวนสาเหตุท่ีสองเปนสาเหตุหลักของการเกิดแผนดินไหว โดยเปนการเกิดตาม
ธรรมชาตอิ นั เน่อื งมาจากการเคลอื่ นที่ของแผน เปลอื กโลก ทั้งน้ีทฤษฎีกลไกการเกิดแผนดินไหว
ทย่ี อมรับกนั ในปจ จบุ นั มี 2 ทฤษฎคี อื

ทฤษฎวี า ดว ยการขยายตัวของเปลอื กโลก โดยแผนดินไหวเกิดจากการท่ีเปลือกโลกเกิด
การคดโคง โกงตัวอยางฉับพลัน และเม่ือวัตถุขาดออกจากกันจึงปลดปลอยพลังงานออกมาใน
รปู คล่นื แผนดินไหว

ทฤษฎีวาดวยการคืนตัวของวัตถุ โดยแผนดินไหวมาจากการเคล่ือนตัวของรอยเลื่อน
กลา วคอื เม่ือรอยเล่อื นเกดิ การเคลื่อนตวั ถงึ จดุ หน่งึ วตั ถุจะขาดออกจากกันและเสียรูปอยางมาก
พรอมทั้งปลดปลอ ยพลงั งานมหาศาลออกมาในรปู ของคลนื่ แผน ดนิ ไหว และหลังจากนั้นวัตถุจะ
คนื ตวั กลบั สรู ปู เดมิ

2.การเกิดพายุ
พายุ คือ ลมที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศอยางรวดเร็วและรุนแรง อันเนื่องมาจาก

อากาศ 2 บริเวณ มีอุณหภูมิแตกตางกันอยางมาก อากาศรอนจะลอยตัวสูงข้ึน อากาศใน
แนวราบท่ีอณุ หภูมติ ํา่ กวา จึงเขา มาแทนท่ี ทาํ ใหเ กิดการหมนุ ของอากาศจนสงผลใหเ กดิ เปนพายุ
พายแุ บงเปน 3 ประเภท ไดด งั น้ี

2.1พายฝุ นฟาคะนองเปน พายทุ ่ีเกดิ ขนึ้ ไดในบริเวณทม่ี ีอากาศรอ น และมีความชื้นมาก
พอสมควร โดยมากเกิดในเขตรอนแถบเสนศูนยสูตร เม่ืออากาศไดรับความรอนและลอยตัว
สูงขึ้น และมี ไอนํ้าในปริมาณมากพอ ประกอบกับการลดลงของอุณหภูมิ จึงเกิดการกล่ันตัว
ควบแนน ของไอนาํ้ เกิดเปนพายุฝนฟาคะนอง มักจะมีทั้งลมแรง ฟาแลบ ฟารอง และมีฝนตก
หนัก เกดิ ข้ึนพรอ มกนั

2.2 พายุหมนุ เขตรอ นเปน พายุหมนุ ที่เริ่มกอตัวจากหยอมความกดอากาศตํ่าที่เกิดข้ึน
ในเขตรอนบริเวณเสนศูนยสูตร โดยมากมักเกิดบริเวณผิวน้ําทะเลและมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิ
ของน้ําสูงกวา 27 องศาเซลเซียส มีลักษณะเปนพายุหมุนขนาดใหญ ท่ีมีเสนผานศูนยกลาง
ประมาณ 100 กม. ขน้ึ ไป เกดิ ข้ึนพรอมกับลมท่ีพัดรุนแรงมาก ลมท่ีพัดเวียนเขาหาศูนยกลาง
จะมีทิศทางการหมุนทวนเข็มนาฬิกาหากเกิดเหนือเสนศูนยสูตร และจะหมุนตามเข็มนาฬิกา
หากเกิดใตเสนศูนยสูตร ย่ิงใกลศูนยกลางลมจะหมุนเกือบเปนวงกลมและมีความเร็วสูงท่ีสุด
อยูที่ประมาณ 120 – 200 กม. / ชม. ในการพิจารณาความรุนแรงของพายุ จะใชเกณฑ
ความเรว็ ลมสงู สดุ ที่บรเิ วณใกลศูนยกลางพายุ ไดแ ก

6

- พายุดีเปรสช่ัน เกิดขึ้นจากพายุโซนรอนท่ีมีความเร็วลดลง โดยมีความเร็วลมสูงสุด
ใกลศูนยกลางไมถึง 63 กม./ชม. กอใหเกิดพายุฝนฟาคะนองธรรมดาหรือฝนตกหนัก มีลม
กรรโชกแรงเปนครง้ั คราว แตถ ามฝี นตกหนกั มากๆ อาจจะทาํ ใหเกิดนาํ้ ทวมได

- พายุโซนรอน เกิดข้ึนเม่ือพายุหมุนเขตรอนขนาดใหญออนกําลังลงขณะเคลื่อนตัว
ในทะเล และความเร็วท่ีจุดศูนยกลางลดลงเม่ือเคล่ือนเขาหาฝง มีความเร็วลมสูงสุดใกล
ศูนยก ลาง 63 กม./ชม.ข้นึ ไป แตไมถงึ 118 กม./ชม. มีกําลังแรงพอที่จะทําลายบานเรือนที่มี
โครงสรางไมแ ขง็ แรงได ทําใหเกดิ น้ําทวม นา้ํ ปาและแผน ดนิ ถลม ได

- พายุไตฝุน หรือ เฮอริเคน มีความเร็วลมสูงสุดใกลศูนยกลางตั้งแต 118 กม./ชม.
ข้นึ ไปมีระดบั ความรนุ แรงมากท่สี ุด สามารถทาํ ใหเ กิดความเสียหายแกบานเรือน อาจทําใหเสา
ไฟฟา หักโคน เกิดไฟฟาชอ็ ตหรือเพลิงไหมได ในทะเลมีคลื่นลมแรงจัดมากเปนอันตรายตอการ
เดินเรอื โดยเฉพาะเรือเลก็ และอาจมคี ลื่นใหญซ ดั ชายฝงทําใหระดับนํ้าทะเลสูงขึ้นมากจนทวม
อาคารบา นเรอื นริมทะเลได

สําหรับพายุหมุนเขตรอนที่เคล่ือนเขาสูประเทศไทยสวนใหญเปนพายุดีเปรสชัน
เนอื่ งจากพายไุ ดอ อ นกาํ ลงั ลงกอ นถงึ ประเทศไทย สวนพายทุ ่ีมีกําลังแรงขนาดพายุโซนรอนหรือ
ไตฝุนมีโอกาสเคลื่อนเขาสูประเทศไทยนอยมาก พายุเร่ิมเคล่ือนเขาสูประเทศไทยต้ังแตเดือน
พฤษภาคมเปนตนไป และเดือนตุลาคมเปนเดือนที่พายุมีโอกาสเคลื่อนเขาสูประเทศไทยมาก
ท่สี ุด รองลงไปคอื เดือนกนั ยายน พายุหมุนเขตรอ นระดับ โซนรอน และไตฝุนนั้นจะมีช่ือเรียก
ตางกันตามบริเวณท่ีเกิดข้ึน เชน พายุไตฝุน เปนช่ือพายุหมุนท่ีเกิดทางทิศตะวันตกของ
มหาสมุทรแปซิฟกเหนือ เชน บริเวณทะเลจีนใต อาวไทย อาวตังเกี๋ย ประเทศญ่ีปุน พายุ
ไซโคลน เปนช่ือพายุหมนุ ทเี่ กิดในมหาสมทุ รอินเดยี เหนือ เชน บริเวณอา วเบงกอล ทะเลอาหรับ
เปนตน

2.3. พายทุ อรนาโด หรอื พายุงวงชาง เปน พายทุ เี่ กดิ ขึน้ จากลมรอนและลมเย็นมาเจอ
กนั และกอ ตัวใหเกดิ ลมหมนุ เกิดไดท้ังบนบกและทะเล สว นใหญเ กิดบนบกประมาณรอยละ 90
ทอรนาโดสามารถเกิดขึ้นไดใ นทกุ ทวีปและในหลายประเทศ แตท่ปี ระเทศสหรัฐอเมริกาพบบอย
กวาท่อี ่นื เนื่องจากสภาพภูมิประเทศท่สี ามารถกอใหเกิดลมรอนและไอเย็นปะทะกันบริเวณทุง
ราบ ทอรนาโดสามารถเกิดข้ึนไดในหลายลักษณะ โดยลักษณะท่ีพบไดบอยสุดคือลักษณะ
รปู ทรงกรวย นับเปนพายหุ มนุ ท่ีมคี วามรุนแรงท่ีสุดและอันตรายมาก
3.การเกิดสนึ ามิ

สึนามิ หรือ คลน่ื สึนามเิ ปนปรากฏการณธ รรมชาตทิ ม่ี ลี ักษณะเปนระลอกคล่ืนท่ีเกิดข้ึน
จากการท่ีนํา้ ในทะเลจํานวนมหาศาล เกดิ การเคลอ่ื นยา ยถายเทจากบรเิ วณหนงึ่ สูอกี บรเิ วณหน่ึง
อยา งรวดเร็ว อนั เนอ่ื งมาจากการเกิดแผน ดนิ ไหว แผน ดินเคล่อื นตัว ภูเขาไฟระเบดิ หรอื จากวัตถุ
นอกโลก เชน ดาวหาง หรอื อุกกาบาดตกสูพ ื้นทะเล โดยกอนท่ีจะเกิดคล่ืนสึนามินั้นมักจะมีการ
สงสัญญาณเตือนจากธรรมชาติมาสูมนุษยดวยการเกิดแผนดินไหวหรือจากการเคล่ือนตัวของ

7

แผนดินใตท ะเลทเ่ี กิดการเปล่ียนรปู รางอยางกะทันหัน จนทําใหน้ําทะเลเกิดการเคลื่อนตัวตาม
เพื่อปรบั ระดบั ใหเ ขา สูจดุ สมดุลและจะกอใหเกิดคล่นื สึนามิ

สนึ ามิกับผลกระทบตอ ประชาชน
สาํ หรบั คลื่นสึนามใิ นประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เกิดขึ้นเนื่องจาก

แผน ดินไหวที่บริเวณรองลึกซุนดรา เกิดการยุบตัวของเปลือกโลกบริเวณรอยตอของแผนธรณี
อินเดีย กับแผนธรณีพมา ทําใหเกิดแรงสั่นสะเทือน 9.1 ริกเตอร โดยมีจุดเหนือศูนยเกิด
แผน ดนิ ไหวอยูทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา ทําใหคนตายมากกวา 226,000
คน ตามชายฝงของมหาสมุทรอินเดีย ในจํานวนนี้เปนคนไทยไมนอยกวา 5,300 คน
ซ่ึงนบั เปนสึนามทิ ี่รุนแรงเปนอันดับสองของโลก และสึนามิที่มีความรุนแรงเปนอันดับหนึ่งของ
โลกเพ่ิงเกิดเมื่อวันท่ี 11 มีนาคม 2554 ไดเกิดแผนดินไหวคร้ังรุนแรงในประเทศญ่ีปุน
วัดความสั่นสะเทือนได 9 ริกเตอร หลังเกิดแผนดินไหวทําใหเกิดคลื่นยักษสึนามิซัดถลมเมือง
ชายฝงของญี่ปุน ทําใหบานเรือนพังพินาศ ประชาชนไดรับบาดเจ็บ ลมตาย และ สูญหายกัน
เปนจาํ นวนมาก แรงสั่นสะเทอื นในครง้ั นที้ ําใหโ รงไฟฟา นิวเคลียรมีปญหาในระบบหลอเย็นและ
เกิดระเบิด จนมีสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหล ทําใหทางการของญ่ีปุนตองอพยพประชาชน
ในพืน้ ที่โดยดวน นับเปนภัยพบิ ตั ิทรี่ ายแรงท่ีสุดครัง้ หนึง่ ของประเทศญปี่ ุน

เครอ่ื งมอื ทางภูมิศาสตร

เครื่องมือทางภูมิศาสตร คือ วัสดุ อุปกรณ ในรูปแบบตางๆ ท่ีนํามาใชเปนสื่อ
เพือ่ การศึกษา การสํารวจ การเกบ็ รวบรวม การบนั ทกึ การวเิ คราะหข อมูล ตลอดจนใชเปนสื่อ
ในการเผยแพรขอมูลทางภูมิศาสตร เครื่องมือทางภูมิศาสตรที่สําคัญ ไดแก แผนท่ี เข็มทิศ
รูปถายทางอากาศ ภาพถายดาวเทียมและเคร่ืองมือเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาภูมิศาสตร เชน
กลองสามมิติ เทอรโมมิเตอร ระบบพิกัดพ้ืนผิวโลก หรือเรียกวาจีพีเอส ระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร หรอื จีไอเอส เปนตน

1. แผนที่เปนส่ิงมนุษยสรางขึ้นเพ่ือแสดงลักษณะท่ีตั้งของสิ่งตาง ๆ ที่ปรากฏอยูบน
พื้นผวิ โลก ทง้ั ทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาตแิ ละสิ่งทมี่ นุษยส รางขน้ึ โยการยอสวนใหมีขนาดเล็กลง
ตามทตี่ องการพรอมทั้งใชเคร่ืองหมายหรือสญั ลักษณแสดงลักษณะแทนส่ิงตาง ๆ ลงในวัสดุพ้ืน
แบนราบ ชวยใหผูใชสามารถรูสิ่งที่ปรากฏบนโลกไดอยางกวางไกลโดยไมตองเดินทางไปเห็น
พ้นื ที่จรงิ

2. เข็มทิศเปนเคร่ืองมือสําหรับใชในการหาทิศทางของจุดหรือวัตถุโดยมีหนวยเปน
องศา เปรียบเทยี บกับจุดเร่ิมตน อาศัยแรงดึงดูดระหวางสนามแมเหล็กขั้วโลกกับเข็มแมเหล็ก
ซง่ึ เปนองคป ระกอบที่สําคัญท่ีสุด เข็มแมเหล็กจะแกวงไกวอิสระในแนวนอน เพ่ือใหแนวเข็มช้ี

8

อยูในแนวเหนือ ใตไปยังข้ัวแมเหล็กโลกตลอดเวลา เข็มทิศมีประโยชนในการเดินทาง ไดแก
การเดินเรือทะเล เครื่องบนิ การใชเ ขม็ ทศิ จะตอ งมีแผนที่ประกอบและตองหาทศิ เหนือกอ น

3. รปู ถา ยทางอากาศและภาพถายจากดาวเทียม เปนรูปหรือขอมูลตัวเลขท่ีไดจากการ
เก็บขอมูลภาคพ้ืนดินจากกลองที่ติดอยูกับยานพาหนะ เชน เครื่องบิน หรือ ดาวเทียม ซึ่งรูป
ถา ยทางอากาศและภาพถา ยจากดาวเทียมใหข อมลู พ้ืนผิวโลกไดอยางดี ทําใหเห็นภาพรวมของ
การใชพ น้ื ท่แี ละการเปล่ยี นแปลงตาง ๆ ตามทป่ี รากฏบนพ้ืนโลกเหมาะแกการศึกษาทรัพยากร
ผวิ ดนิ เชน ปา ไม การใชประโยชนจากดนิ หนิ แร

4. เคร่ืองมอื เทคโนโลยีเพอ่ื การศึกษาภมู ิศาสตร ท่สี าํ คญั ไดแ ก
4.1 ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร(GIS) หมายถึง การเกบ็ รวบรวมและบันทึกขอมูล

ทางภูมิศาสตรดวยระบบคอมพิวเตอรโดยขอมูลเหลาน้ีสามารถปรับปรุงแกไขถูกตองทันสมัย
และสามารถแสดงผลหรือนําผลออกมาเผยแพรเปนตัวเลข สถิติ รูปภาพ ตาราง แผนท่ีและ
ขอความทางหนาจอคอมพิวเตอรออกมาเปนเอกสารได ทําใหชวยประหยัดเวลาและ
งบประมาณ ชวยใหเห็นภาพจําลองพื้นที่ชัดเจนทําใหการตัดสินใจวางแผนจัดการและพัฒนา
พ้นื ท่ีมีความสะดวกยิ่งข้นึ

4.2 ระบบพิกัดพ้ืนผิวโลก(GPS) เปนเคร่ืองมือรับสัญญาณพิกัดพื้นผิวโลกอาศัย
ระยะทางระหวา งเคร่ืองรับดาวเทียม GPS บนพ้ืนผิวโลกกับดาวเทียมจํานวนหนึ่งที่โคจรอยูใน
อวกาศและระยะทางระหวางดาวเทียมแตละดวง ปจจุบันมีดาวเทียมชนิดน้ีอยูประมาณ
24 ดวง เครื่องมอื รบั สัญญาณมีขนาดและรูปรา งคลายโทรศัพทมอื ถือ

ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม

ส่ิงแวดลอมมีท้ังส่ิงท่ีมีชีวิตและไมมีชีวิตเกิดจากการกระทําของมนุษยหรือมีอยูตาม
ธรรมชาติ เชน อากาศ ดิน หิน แรธาตุ น้ํา หวย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร
พืชพรรณสัตวต าง ๆ ภาชนะเคร่ืองใชตาง ๆ ฯลฯ ส่งิ แวดลอมดังกลาวจะมีการเปล่ียนแปลงอยู
เสมอ โดยเฉพาะมนุษยเปนตัวการสําคญั ยิ่งทีท่ ําใหส ่งิ แวดลอมเปล่ียนแปลงทั้งในทางเสริมสราง
และทําลาย

นักภูมิศาสตรไดใชหลักเกณฑความแตกตางทางดานกายภาพ เชน ภูมิประเทศ
ภมู อิ ากาศทองถ่นิ มาใชแ บง ภาคภมู ิศาสตร จึงทาํ ใหประเทศไทยมีสภาพภูมิศาสตรท่ีแบงไดเปน
6 เขต คอื

1. เขตที่ราบลุม นา้ํ ภาคกลางสว นใหญเปนทรี่ าบที่มีความอุดมสมบูรณมากที่สุดเพราะ
เกิดการทับถมของตะกอน เชน ท่ีราบลุมแมนํ้าเจาพระยา เปนแหลงที่ทํานาท่ีใหญท่ีสุดของ
ประเทศ

9

2. เขตทิวเขาและหุบเขาภาคเหนือลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเปนภูเขาซึ่งมี
แนวขนานจากเหนือลงมาใต ทิวเขาทางภาคเหนือเปนตนกําเนิดของแมน้ําปง วัง ยม นาน
แมนาํ้ เหลา น้ไี หลผา นทร่ี าบแคบ ๆ ระหวา ง ภูเขา ทําใหเกิดแองแผนดินทรุดตํ่า หรือเปนท่ีราบ
ระหวางภูเขาดังที่กลาวมาแลว ทิวเขาทางภาคเหนือเปนตนกําเนิดของแมนํ้าสายสําคัญ ๆ
หลายสายจากลักษณะโครงสรางและภูมิประเทศทําใหทิวเขาผีปนน้ําแบงออกเปน 3 ทาง
ดวยกันคอื

1. ทางดานเหนือ มีแมน้ํากกและแมน้ําอิงไหลลงสูแมนํ้าโขงทางอําเภอ เชียงแสน
และอําเภอเชียงของในจงั หวดั เชยี งราย ตามลาํ ดบั

2. ทางดานใต มีแมนํ้าปง วัง ยม นานซึ่งถือเปนแมนํ้าสําคัญสาขาของ แมน้ํา
เจา พระยามีทิศทางการไหลลงสูอาวไทย

3. ทางตะวันตก มีแมน้ําปาย และแมนํ้ายวม ในจังหวัดแมฮองสอนไหลลงสูลุม
แมน้าํ สาละวินทางประเทศพมา ที่ราบลุมแมนํ้าทางภาคเหนือเปนที่ราบแคบๆ การทับถมของ
ตะกอนมีนอยกวาที่ราบภาคกลาง ช้ันดินบางแตดินมีความอุดมสมบูรณใชประโยชนในการ
เพาะปลูกไดดีเปนแหลงท่ีประชากรอาศัยตั้งถิ่นฐานอยูหนาแนนแตตามเขตท่ีสูงหรือภูเขา
ประชากรอาศยั อยูเบาบาง

3. เขตเทือกเขาภาคตะวันตกในเขตเทือกเขาภาคตะวันตกที่ราบระหวางภูเขาจะไม
กวางขวางเหมือนทางภาคเหนือ ลักษณะท่ีราบเปนที่ราบแคบ ๆ ของแมนํ้า เทือกเขาทาง
ตะวันตกจะแบง น้ําออกเปนสองทางคอื ทางตะวันออกแมนํ้าไหลลงสูที่ราบภาคกลาง สวนทาง
ตะวันตกไหลลงสูพมา โดยทิวเขาถนนธงชัยเปนตนกําเนิดของแมน้ําสะแกกรัง แมน้ําแควใหญ
(ศรีสวัสดิ์) และแมนํ้าเมย แมนํ้าสะแกกรังไหลลงทางตะวันออกเฉียงใตมารวมกับแมนํ้า
เจาพระยา แมน้ําแควใหญไหลลงทางใต รวมกับแมน้ําแควนอยเปนแมน้ําแมกลอง สวนแมน้ํา
เมยไหลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือลงสูแมนํ้าสาละวิน ใตทิวเขาถนนธงชัยลงมาจะเปนแนว
เทือกเขาตะนาวศรี ซ่ึงเปนตนกาํ เนดิ ของแมนํ้าแควนอ ย และแมน้ําเพชรบุรี ทางตะวันออกของ
เทือกเขาเขตนจ้ี ะเปนเขตที่ราบเชิงเขา ในเขตท่ีราบเชิงเขาจะเปนเขตท่ีมีหิน ดิน ท่ีน้ํากัดเซาะ
จากที่สูงมาทับถม ดินเปนดินดีเหมาะสมตอการปลูกพืชไรหลายชนิด เชน ออย มันสําปะหลัง
ขา วโพด เปนตน ลักษณะธรณีวิทยาประกอบดวยกลุมหินตะนาวศรี กลุมหินปูนราชบุรี แทรก
สลับดว ยหินแกรนิต ในแนวของหินแกรนิตจะพบแรธาตุท่ีมีคา เชน ดีบุก วุลแฟรม ฟลูออไรท
ตะกั่ว สงั กะสี เปนตน

4. ท่รี าบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่ราบสูงโคราชภูมิประเทศโดยทั่วไปเปน
แอง ที่ราบขนาดใหญ ซ่ึงมีทิวเขาก้ันเปนขอบอยูทางดานทิศตะวันตกและ ทิศใต และตะแคง
ลาดไปทางทิศตะวันออกสูแมน้ําโขง นักภูมิศาสตรเรียกชื่อลักษณะภูมิประเทศของภาคนี้โดย
รวม ๆ วา ท่ีราบสูงโคราช ภูมิประเทศของท่ีราบสูงโคราช มีลักษณะเหมือนกนกระทะโดยท่ี
บริเวณตอนกลางของเขตตํ่าลงไปเปนแอง ท่ีราบสูงโคราชแยกออกจากที่ราบลุมนํ้าภาคกลาง

10

โดยมีภูเขายกตัวขึน้ มาเปนขอบสูงชันสองดานทางดานตะวันตกมีทิวเขาเพชรบูรณ และทิวเขา
ดงพญาเย็นเปนแมน้ําที่สําคัญในภูมิภาคน้ี มีทิศทางการไหลจากทางตะวันตกไปตะวันออกไป
รวมกับแมนํ้าโขง เน่ืองจากโครงสรางตอนกลางเปนแองจึงทําใหชวงฤดูน้ําหลากน้ําไหลออกสู
แมน้ําโขงไมทัน เกิดสภาพนํ้าทวมตามริมฝงแมนํ้าแตเมื่อถึงฤดูแลงเขตนี้จะขาดนํ้า เพราะ
โครงสรางทางธรณีวิทยาของหินในเขตนี้เปนหินชั้นประเภทหินทรายสลับหินดินดานบาง และ
บางแหง มีช้ันเกลือแทรกอยู หนิ ทรายเหลานี้เมือ่ สึกกรอ นสลายตัวจะไดด ินปนทราย

5. เขตชายฝงภาคตะวนั ออกเฉียงใต หรอื ภาคตะวันออกลักษณะภูมิประเทศประกอบ
ไปดวยเขาและภูเขาเตี้ย ๆ พื้นท่ีสวนใหญเปนท่ีราบลูกคล่ืนลอนชัน ลักษณะทิวเขาวางตัวใน
แนวตะวันตกเฉียงเหนือ – ตะวันออกเฉียงใต ทิวเขาสูงในภูมิภาคน้ีคือ ทิวเขาจันทบุรี ซึ่งเปน
ทิวเขาหินแกรนิตท่ีมคี วามแข็งแกรง ทางตะวันออกมีทิวเขาบรรทัดเปนเขายอดตัดกั้นพรมแดน
ระหวางไทยกบั กัมพูชา ยอดเขาสูง ๆ ทสี่ าํ คญั ของทิวเขาจันทบรุ ี คอื เขาเขยี ว

ลักษณะภมู อิ ากาศในภาคตะวันออกเฉียงใตแตกตางไปจากภาคกลาง เพราะเขตน้ีอยู
ทางดา นหนา เขารบั ลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใตอยางเต็มที่ ทําใหมีฝนตกชุก ปริมาณฝนรวมเฉล่ีย
พอ ๆ กับภาคใต ภมู ิภาคน้ีจึงมีลักษณะอากาศคลา ยทางคาบสมุทรภาคใต มีปาไมขึ้นหนาแนน
โดยเฉพาะบริเวณต้ังแตทางตะวันออกของจังหวัดระยองไปจดจังหวัดตราด ประชากรมีอาชีพ
ทาํ สวนผลไม ปลกู ทุเรยี น เงาะ และทําสวนยางพารา สวนมะพราว แตเขตที่มีฝนนอยลงมาใน
พ้ืนทท่ี างตะวนั ตกของจังหวดั ระยอง จงั หวัดชลบรุ ี และฉะเชิงเทรา ประชากรจะปลูกพืชไรเพื่อ
การคา เชน ออ ย มันสาํ ปะหลัง ซง่ึ เปน พืชเศรษฐกจิ ท่ที าํ รายไดใ หป ระเทศเปนจํานวนไมน อ ย

6. เขตคาบสมุทรภาคใตแบงออกเปน 2 เขตยอยตามความแตกตางของลักษณะ
ภูมิประเทศ ภมู ิอากาศ และเศรษฐกจิ ดงั น้ี

6.1 ชายฝง ตะวันออกเปนชายฝงประเภทยกตัว ฝงทะเลราบเรียบมีอาวสําคัญอยู
เพียง 2 – 3 แหง คือ อาวสวี อาวบานดอน และอาวนครศรีธรรมราช แตมีชายหาดยาว
มากมายหลายแหง เชน ชายหาดทางจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปตตานี ท่ีราบชายฝง
ตะวนั ออกมคี วามกวา งประมาณ5 – 35 กิโลเมตร แมน้ําท่ีไหลเปนสายสั้น ๆ มีกําเนิดมาจาก
ทิวเขาตอนกลาง เชน แมนํ้าหลังสวน แมน้ําตาป แมนํ้าปตตานี เปนตน เกาะสําคัญทางภาค
ตะวนั ออกคอื เกาะสมยุ และเกาะพงัน โดยเฉพาะเกาะสมยุ เปนแหลงผลิตมะพราวเดนที่สุดทาง
ภาคใต ชายฝงตะวันออกไดร บั อิทธพิ ลของลมมรสมุ ทง้ั 2 ฤดู แตชวงที่มีฝนตกมากทส่ี ุดคือ
ฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงนําฝนมาตกตอนปลายปตอกับตนป (ฤดูหนาว) เน่ืองจาก
ชายฝง ตะวนั ออกมีที่ราบกวางขวางกวาฝง ตะวันตก ประชากรจึงทําอาชพี ทางการเกษตร
ปลกู ขา วเจา ทาํ สวนผลไม สวนยางพารา มะพราว และทาํ การประมง

6.2 ชายฝง ตะวนั ตก ติดกบั ทะเลอันดามนั มีเกาะแกงมากมายเหมาะสมทจ่ี ะพัฒนา
เปนทาเรือ ลักษณะชายฝงที่แสดงวาฝงทะเลดานน้ีกําลังจมตัว คือ บริเวณปากแมน้ํากระบุรี
จังหวดั ระนองมลี กั ษณะเปนรูปตัววีลึกเขาไปในแผนดิน เปนที่ราบแคบ ๆ แตจะพบปาโกงกาง

11

อยูทั่วไปลักษณะอากาศทางชายฝงตะวันตกแตกตางจากฝงตะวันออกคือฝงตะวันตกมีฝนชุก
ทสี่ ดุ ในชว งมรสมุ ตะวนั ตกเฉียงใต (ฤดูรอน)และเศรษฐกิจของประชากรทางชายฝงน้ีขึ้นอยูกับ
การทําเหมอื งแรเปน สําคญั โดยเฉพาะแรดีบุกและวุลแฟรมสําหรับการทําประมงในทะเลอันดา
มันกําลงั ทวีความสาํ คัญมากข้ึน

ประเภทของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม
ทรัพยากรธรรมชาติ แบงออกเปน3 ประเภท ดังน้ี

1. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีใชแ ลวไมหมด แบง ไดเ ปน 2 ชนดิ ดงั นี้
1.1 บรรยากาศ (atmosphere) ในบรรยากาศประกอบไปดวยอากาศซ่ึงเปน

สิง่ จาํ เปนสําหรับมีชีวิต
1.2 นํ้าที่อยูในวัฏจักร นํ้าท่ีอยูในวัฎจักรจะหมุนเวียนเปล่ียนไปจากสภาพหนึ่งไป

เปนอีกสภาพหนึ่งเร่ือยไปโดยไมมีสิ้นสุด เชน จากฝน หิมะ ลูกเห็บตกลงสูพื้นดิน บางสวน
ระเหยกลบั ไปสูบรรยากาศ บางสวนไหลซึมลกึ ลงไปเปนนํ้าใตดิน บางสวนไหลไปตามพ้ืนผิวดิน
ลงสแู มน าํ้ ลําคลองออกสทู ะเลมหาสมุทร และกลับระเหยกลายเปนไอน้ําอยูในบรรยากาศและ
จบั ตวั เปนกอ นเมฆตกลงมาเปนฝนอกี การหมนุ เวียนของนาํ้ แบบนจี้ งึ ไมม ีทส่ี ิน้ สดุ มอี ยตู ลอดไป

2. ทรัพยากรธรรมชาติที่ทดแทนไดทรัพยากรธรรมชาติท่ีทดแทนไดหรือรักษาไวได
ไดแ ก นา้ํ ดิน ปา ไม ทุงหญา สตั วป า

3. ทรัพยากรธรรมชาตทิ ี่ใชแ ลวหมดไป ทรพั ยากรธรรมชาติประเภทนี้จําเปนอยางย่ิง
ท่ี ต อ ง ศึ ก ษ า เ พื่ อ ห า แ น ว ท า ง ใ น ก า ร อ นุ รั ก ษ ใ ห ส า ม า ร ถ มี ใ ช ป ร ะ โ ย ช น ไ ด น า น ท่ี สุ ด
ซ่ึงทรัพยากรธรรมชาติประเภทน้ี ไดแก ทรัพยากรแรธาตุ ทรัพยากรพลังงาน ที่ดินในสภาพ
ธรรมชาติ เชน น้ําตก หนา ผา จดุ เดนตามธรรมชาตติ างๆ

ส่ิงแวดลอม
ส่งิ แวดลอมของมนุษยท ีอ่ ยรู อบ ๆ ตวั ทง้ั ส่งิ ทม่ี ชี ีวิตและไมม ีชีวิต ซึ่งเกิดจากการกระทํา

ของมนุษยแบงออกเปน 2 ประเภท คอื
1. ส่งิ แวดลอ มทางธรรมชาติ
2. สิ่งแวดลอ มทางวฒั นธรรม หรอื สิ่งแวดลอมประดิษฐ หรือมนุษยเสริมสรางกําหนด

ข้นึ

หลักของการใชทรพั ยากรอยา งคมุ คา
1.การใชอยางประหยัด คือ การใชเทาที่มีความจําเปน เพื่อใหมีทรัพยากรไวใชไดนาน

และเกดิ ประโยชนอ ยางคุมคามากท่สี ุด

12

2.การนํากลับมาใชซ้ําอีก สิ่งของบางอยางเม่ือมีการใชแลวครั้งหนึ่งสามารถที่จะ
นํามาใชซ้ําไดอีก

3.การบูรณซอมแซม สิ่งของบางอยางเมื่อใชเปนเวลานานอาจเกิดการชํารุดได
เพราะฉะน้นั ถามกี ารบรู ณะซอ มแซม ทาํ ใหสามารถยืดอายกุ ารใชงานตอไปได

4.การบําบัดและการฟนฟู เปนวิธีการท่ีจะชวยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดวย
การบาํ บัดกอ น เชน การบําบัดน้าํ เสียจากบานเรอื นหรือโรงงานอุตสาหกรรม เปนตน กอนท่ีจะ
ปลอยลงสูแหลงน้ําสาธารณะ สวนการฟนฟูเปนการร้ือฟนธรรมชาติใหกลับสูสภาพเดิม เชน
การปลกู ปาชายเลน เพ่ือฟน ฟคู วามสมดุลของปา ชายเลนใหกลบั มาอดุ มสมบูรณ เปน ตน

5.การใชส่งิ อืน่ ทดแทน เปนวิธีการที่จะชวยใหมีการใชทรัพยากรธรรมชาตินอยลงและ
ไมทาํ ลายสิง่ แวดลอ ม เชน การใชถ งุ ผาแทนถงุ พลาสติก การใชใบตองแทนโฟม การใชพลังงาน
แสงแดดแทนแรเชื้อเพลงิ การใชปยุ ชีวภาพแทนปุย เคมี เปน ตน

6.การเฝาระวังดูแลและปองกัน เปนวิธีการท่ีจะไมใหทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอ มถูกทาํ ลาย เชน การเฝาระวังการทิ้งขยะ ส่ิงปฏิกูลลงแมน้ํา คูคลอง การจัดทําแนว
ปองกันไฟปา

13

กิจกรรมทายบทที่ 1

คาํ สั่งใหนักศึกษาตอบคําถามตอไปน้ี

1.จงบอกทีต่ ัง้ และอาณาเขตของทวีปเอเชยี พอสงั เขป
แนวตอบ

ทิศเหนือ ติดตอกับมหาสมุทรอารกติก จุดเหนือสุดคือแหลมชิลยูสกิน ประเทศ
สหพนั ธรัฐรัสเซีย

ทิศตะวันออก ติดตอกับมหาสมุทรแปซิฟค จุดตะวันออกสุดอยูที่แหลมเดชเนฟ
สหพนั ธรัฐรัสเซีย

ทิศใต ตดิ ตอกบั มหาสมุทรอินเดีย จุดใตสุดของภาคพ้ืนทวีปอยูที่แหลมปไอ ประเทศ
มาเลเซีย

ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอกบั ทะเลแดง จุดตะวันตกสุด อยทู ีแ่ หลมบาบา ประเทศตุรกี

2.อธบิ ายลักษณะของภมู ิประเทศในทวปี เอเชยี มาพอสงั เขป
แนวตอบ

แบงออกเปน 6 เขตคือ
1. เขตท่รี าบตํา่ ทางเหนือ คือบรเิ วณตอนบนของทวีปซึ่งอยูในเขตสหภาพโซเวียต(เดิม)
ในเขตไซบีเรียสวนใหญเปนเขตโครงสรางหินเกา ที่เรียกวา แองการาชีลด มีลักษณะภูมิ
ประเทศเปนที่ราบขนาดใหญ
2. เขตท่ีราบลุมแมน้ํา ไดแกดินแดนแถบลุมแมนํ้าตางๆซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเปนที่
ราบและมกั มดี ินอุดมสมบรู ณเ หมาะแกการเพาะปลกู เชน ท่ีราบลุมแมน า้ํ ฮวงโห ท่รี าบลุม แมน ้ํา
แยงซเี กียงในประเทศจนี ทรี่ าบลมุ แมน ํา้ คงคาในประเทศอินเดียท่ีราบลุมแมน้ําไทกรีส ยูเฟรตีส
ในประเทศอิรักที่ราบลมุ แมน ้าํ เจาพระยาในประเทศไทย ท่ีราบลุมแมนํ้าสาละวินตอนลางที่ราบ
ลุมแมน า้ํ อริ ะวดี ในประเทศพมาเปน ตน
3. เขตเทือกเขาสูง เปนเขตหินใหม ตอนกลางประกอบดวยท่ีราบสูงและเทือกเขา
มากมายสวนใหญเปนเทือกเขาที่แยกตัวไปจากจุดรวมเทือกเขาท่ีเรียกวาปามีรนอต เชน
เทือกเขาหมิ าลัยเทือกเขาอาระกนั โยมา เทือกเขาคุนลุน เทือกเขานานชาน เทือกเขาเทียนชาน
เปน ตน
4. เขตท่ีราบสูงตอนกลางทวีป เปนท่ีราบสูงในเขตหินใหม ไดแก ท่ีราบสูงทิเบตซึ่งมี
ขนาดใหญแ ละสงู ทส่ี ดุ ในโลกท่ีราบสูงยนู าน ทางใตข องจีน และทร่ี าบสูงที่มีลักษณะเหมือนแอง
คือ ท่ีราบสูงตากลามากัน ซ่ึงอยูระหวางเทือกเขาเทียนชาน กับเทือกเขาคุนลุนแตอยูสูงจาก
ระดับนา้ํ ทะเลมาก

14

5. เขตที่ราบสูงทางตอนใตและตะวันตกเฉียงใต ไดแกท่ีราบสูงขนาดใหญทางตอนใต
ของทวีปเอเชียมีความสูงนอยกวาที่ราบสูงทางตอนกลางของทวีป ไดแก ที่ราบสูงเดคคานใน
อินเดีย ท่ีราบสูงอิหรานในอิหรานและอัฟกานิสถาน ที่ราบสูงอนาโตเลียในตุรกี ที่ราบสูง
อาหรับในซาอุดอิ าระเบยี

6. เขตหมูเกาะภเู ขาไฟเปนเขตหนิ ใหม คือบริเวณหมูเกาะอันเปนที่ต้ังของภูเขาไฟท้ังท่ี
ดับแลวและที่ยงั คกุ รนุ อยใู นเอเชียตะวนั ออกและเอเชียตะวันออกเฉยี งใต

3.จงอธิบายลกั ษณะภูมิอากาศของประเทศในทวีปเอเชีย
แนวตอบ

1. ภูมิอากาศแบบปาดิบช้ืน เขตภูมิอากาศแบบปาดิบช้ืน ไดแก ภาคใตของประเทศ
ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟลิปปนส มีความแตกตางของอุณหภูมิระหวางกลางวันและ
กลางคนื ไมมากนัก มีฝนตกตลอดป

2. ภูมิอากาศแบบมรสมุ เขตรอ น หรอื รอนช้ืนแถบมรสุม มฤี ดแู ลง และฤดูฝนสลับกัน
ไดแ ก บรเิ วณคาบสมทุ รอนิ เดียและคาบสมุทรอินโดจีน

3. ภูมิอากาศแบบทุง หญาเมืองรอน มลี กั ษณะอากาศคลายเขตมรสุม มีฤดูแลงกับฤดู
ฝน แตปริมาณนํ้าฝนนอยกวา อุณหภูมิกลางคืนเย็นกวากลางวัน ไดแก บริเวณตอนกลางของ
อนิ เดีย พมา และคาบสมทุ รอนิ โดจีน

4. ภมู อิ ากาศแบบมรสุมเขตอบอุน อยูในเขตอบอุนแตไ ดร ับอิทธิพลของลมมรสุม มีฝน
ตกในฤดูรอน ฤดูหนาวคอนขางหนาว ไดแก บริเวณภาคตะวันตกของจีน ภาคใตของญี่ปุน
คาบสมุทรเกาหลี ฮอ งกง ตอนเหนอื ของอินเดีย ในลาวและตอนเหนือของเวยี ดนาม

5. ภูมอิ ากาศแบบอบอุนภาคพ้ืนทวีป ไดแกทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศจีนเกาหลีเหนือ ภาคเหนือของญี่ปุน และตะวันออกเฉียงใตของไซบีเรีย มีฤดูรอนท่ี
อากาศรอ น กลางวันยาวกวา กลางคนื เปน เขตปลกู ขาวโพดไดด ี เพราะมีฝนตกในฤดรู อน

6. ภูมอิ ากาศแบบทุงหญา ก่ึงทะเลทรายแถบอบอนุ มีอณุ หภูมสิ งู มากในฤดูรอน และ
อุณหภูมิต่ํามากในฤดูหนาว มีฝนตกบางในฤดูใบไมผลิและฤดูรอน ไดแก ภาคตะวันตกของ
คาบสมุทรอาหรับ ตอนกลางของประเทศตุรกี ตอนเหนือของภาคกลางของอิหราน ใน
มองโกเลยี ทางตะวันตกเฉยี งเหนือของจนี

7. ภูมอิ ากาศแบบทะเลทราย มีความแตกตา งระหวางอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืน
และฤดูรอนกับฤดูหนาวมากไดแก ดินแดนท่ีอยูภายในทวีปที่มีเทือกเขาปดลอม บริเวณ
คาบสมทุ รอาหรับ ทะเลทรายโกบี ทะเลทรายธาร และท่ีราบสูงทเิ บต ที่ราบสูงอิหราน บริเวณ
ท่มี นี ้าํ และตน ไมข ้ึน เรยี กวา โอเอซสิ (Oasis)

8. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนียน มีอากาศในฤดูรอน รอนและแหงแลง ใน
เลบานอน ซเี รียอิสราเอลและตอนเหนอื ของอริ ัก

15

9. ภูมอิ ากาศแบบไทกา (กึ่งข้วั โลก)มฤี ดหู นาวยาวนานและหนาวจัด ฤดูรอ นสั้น มี
นา้ํ คา งแขง็ ไดท ุกเวลา และฝนตกในรปู ของหมิ ะ ไดแก ดินแดนทางภาคเหนอื ของทวีปบริเวณ
ไซบีเรยี

10. ภูมอิ ากาศแบบทนุ ดรา (ข้วั โลก) เขตน้มี ีฤดหู นาวยาวนานมาก อากาศหนาวจดั
มหี มิ ะปกคลุมตลอดป ไมม ีฤดูรอน

11. ภูมิอากาศแบบท่ีสูง ในเขตท่ีสูงอุณหภูมิจะลดลงตามระดับความสูงในอัตรา
ความสงู เฉลี่ยประมาณ 1 องศาเซลเซยี สตอความสงู 10 เมตร จงึ ปรากฏวายอดเขาสูงบางแหง
แมจะอยูในเขตรอน ก็มีหิมะปกคลุมทั้งปหรือเกือบตลอดป ไดแก ท่ีราบสูงทิเบต เทือกเขา
หมิ าลยั เทอื กเขาคนุ ลุน และเทอื กเขาเทียนชาน

4.จงอธิบายการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิศาสตรกายภาพในทวีปเอเชียพรอมยกตัวอยาง
ผลกระทบตอ วถิ ชี ีวิตความเปน อยขู องประชาชน
แนวตอบ

1.การเกิดแผนดินไหว
แผนดินไหว เปนภัยพบิ ตั ิทางธรรมชาติท่เี กิดจากการส่ันสะเทือนของพนื้ ดิน
อนั เน่อื งมาจากการปลดปลอยพลงั งานเพ่อื ลดความเครียดท่ีสะสมไวภ ายในโลกออกมาเพื่อปรับ
สมดุลของเปลือกโลกใหคงท่ี ปจจุบันนักวิทยาศาสตรยังไมสามารถทํานายเวลา สถานที่ และ
ความรนุ แรงของแผน ดนิ ไหวทจ่ี ะเกิดข้นึ ในอนาคตได ดังนั้นจงึ ควรศึกษา เรียนรู เพื่อใหเขาใจถึง
กระบวนการเกิดของแผนดินไหวทแี่ ทจรงิ เพอ่ื เปน แนวทางในการลดความเสยี หายที่เกิดข้นึ
2.การเกิดพายุ
พายุ คอื ลมทีเ่ กิดจากการเคลือ่ นท่ขี องอากาศอยางรวดเร็วและรุนแรง อันเน่ืองมาจาก
อากาศ 2 บริเวณ มีอุณหภูมิแตกตางกันอยางมาก อากาศรอนจะลอยตัวสูงข้ึน อากาศใน
แนวราบทอี่ ุณหภมู ติ ่าํ กวาจึงเขามาแทนที่ ทาํ ใหเ กดิ การหมนุ ของอากาศจนสง ผลใหเ กดิ เปนพายุ
พายแุ บงเปน 3 ประเภทไดแก พายุฟาคะนอง พายุหมุนเขตรอน และพายุทอรนาโด ซ่ึงพายุ
ฝนแตละประเภทจะสงผลกระทบตอประชาชนมากนอยข้ึนอยูกับความแรงของลม เชน ฝนตก
หนกั ทาํ ลายบานเรอื นทม่ี โี ครงสรา งไมแ ขง็ แรง ทาํ ใหเ กิดนา้ํ ทว ม น้ําปา และแผนดินถลมได
3.การเกิดสนึ ามิ
สึนามิ หรอื คล่ืนสนึ ามิ เปนปรากฏการณธ รรมชาติทีม่ ีลกั ษณะเปนระลอกคล่ืนที่เกิดขึ้น
จากการที่นํ้าในทะเลจํานวนมหาศาล เกิดการเคลื่อนยา ยถายเทจากบรเิ วณหน่งึ สอู ีกบริเวณหน่ึง
อยางรวดเร็ว อันเน่ืองมาจากการเกิดแผนดินไหว แผนดินเคลื่อนตัว ภูเขาไฟระเบิดหรือจาก
วัตถุนอกโลก โดยกอนท่ีจะเกิดคลื่นสึนามิน้ันมักจะมีการสงสัญญาณเตือนจากธรรมชาติมาสู
มนุษยดวยการเกิดแผนดินไหวหรือจากการเคลื่อนตัวของแผนดินใตทะเลท่ีเกิดการเปล่ียน

16

รูปรางอยางกะทันหัน จนทําใหนํ้าทะเลเกิดการเคล่ือนตัวตามเพื่อปรับระดับใหเขาสูจุดสมดุล
และจะกอใหเกดิ คล่นื สนึ ามิ

ผลกระทบตอ ประชาชน เชน การเกิดสึนามิในประเทศไทยเม่ือวันท่ี 26 ธันวาคม พ.ศ.
2547 ทําใหคนตายมากกวา 226,000 คน ตามชายฝงของมหาสมุทรอินเดีย ในจํานวนน้ี
เปนคนไทยไมนอยกวา 5,300 คนและสึนามิท่ีเกิดเม่ือวันท่ี 11 มีนาคม 2554 ในประเทศ
ญ่ปี นุ วัดความส่ันสะเทอื นได 9 ริกเตอร หลังเกิดแผนดินไหวทําใหเกิดคลื่นยักษสึนามิซัดถลม
เมอื งชายฝง ของญป่ี นุ ทําใหบา นเรอื นพังพินาศ ประชาชนไดรับบาดเจ็บ ลมตาย และ สูญหาย
กนั เปน จาํ นวนมาก แรงส่ันสะเทือนในคร้ังน้ีทําใหโรงไฟฟานิวเคลียรมีปญหาในระบบหลอเย็น
และเกิดระเบิด จนมสี ารกัมมนั ตภาพรงั สีร่ัวไหล ทาํ ใหทางการของญป่ี นุ ตอ งอพยพประชาชนใน
พ้นื ท่ีโดยดวน นบั เปนภัยพิบตั ทิ ่รี ายแรงทีส่ ดุ ครัง้ หนึง่ ของประเทศญ่ปี นุ

5.ทานสามารถนําเครื่องมือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาภูมิศาสตรมาใชในชีวิตประจําวันได
อยางไรบา ง
แนวตอบ

ชว ยใหเรารูระยะทางวาถาจะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งจะมีระยะทางเทาใด
ถา ทราบความเร็วของรถกจ็ ะทําใหท ราบวาจะใชเ วลานานเทาใดในการเดินทางคร้ังน้ัน จะทําให
ประหยัดเวลาในการเดินทาง ประหยัดนํ้ามันและสามารถเดินทางไปถึงเปาหมายตาม
กาํ หนดเวลา

6.เหตใุ ดทําใหน า้ํ ทว มในเขตที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่ราบสูงโคราชในหนา
ฝน และ ขาดนา้ํ ในหนา แลง
แนวตอบ

เน่อื งจากโครงสรางตอนกลางเปน แองจึงทําใหชวงฤดูนํา้ หลากนํ้าไหลออกสูแมน้ําโขงไม
ทันเกิดสภาพน้ําทวมตามริมฝงแมน้ําแตเม่ือถึงฤดูแลงเขตน้ีจะขาดนํ้าเพราะโครงสรางทาง
ธรณีวิทยาของหินในเขตน้ีเปนหินชั้นประเภทหินทรายสลับหินดินดานบางและบางแหงมีช้ัน
เกลือแทรกอยหู นิ ทรายเหลา นี้เมื่อสึกกรอ นสลายตัวจะไดดนิ ปนทรายซงึ่ ไมส ามารถเกบ็ น้ําไวไ ด

7. จงอธิบายหลักของการใชทรพั ยากรอยางคุม คา
แนวตอบ

1.การใชอยางประหยัด คือ การใชเทาท่ีมีความจําเปน เพ่ือใหมีทรัพยากรไวใชไดนาน
และเกดิ ประโยชนอยา งคุมคามากท่ีสดุ

2.การนํากลับมาใชซ้ําอีก ส่ิงของบางอยางเมื่อมีการใชแลวคร้ังหน่ึงสามารถที่จะ
นํามาใชซ ้ําไดอกี

17

3.การบูรณซอมแซม สิ่งของบางอยางเมื่อใชเปนเวลานานอาจเกิดการชํารุดได
เพราะฉะนน้ั ถามกี ารบรู ณะซอ มแซม ทาํ ใหส ามารถยดื อายุการใชง านตอ ไปได

4.การบําบัดและการฟนฟู เปนวิธีการท่ีจะชวยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดวย
การบาํ บดั กอน เชน การบาํ บัดนํ้าเสยี จากบา นเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรม เปนตน กอนที่จะ
ปลอยลงสูแหลงนํ้าสาธารณะ สวนการฟนฟูเปนการรื้อฟนธรรมชาติใหกลับสูสภาพเดิม เชน
การปลูกปาชายเลน เพือ่ ฟนฟูความสมดลุ ของปาชายเลนใหกลบั มาอุดมสมบูรณ เปนตน

5.การใชส งิ่ อน่ื ทดแทน เปนวิธีการที่จะชวยใหมีการใชทรัพยากรธรรมชาตินอยลงและ
ไมท ําลายสิ่งแวดลอม เชน การใชถ ุงผา แทนถุงพลาสติก การใชใบตองแทนโฟม การใชพลังงาน
แสงแดดแทนแรเ ชือ้ เพลงิ การใชปยุ ชวี ภาพแทนปุยเคมี เปน ตน

6.การเฝาระวังดูแลและปองกัน เปนวิธีการที่จะไมใหทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอ มถูกทําลาย เชน การเฝาระวังการท้ิงขยะ สิ่งปฏิกูลลงแมน้ํา คูคลอง การจัดทําแนว
ปอ งกันไฟปา

18

บทที่ 2
ประวัติศาสตรทวีปเอเชีย

ประวตั ศิ าสตรส งั เขปของประเทศในทวีปเอเชยี

ประวัติศาสตรส งั เขปของประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจีน
ประเทศจีนหรือสาธารณรัฐประชาชนจีน เปนประเทศท่ีมีความเจริญรุงเรือง และมี

อารยธรรมยาวนาน ประเทศจนี เปนประเทศทใ่ี หญทส่ี ดุ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีประชากร
มากท่ีสุดในโลก คอื ประมาณหน่งึ ในหาของประชากรโลก โดยประชากรสวนใหญเปนชาวจีนฮั่น
มพี ้นื ที่กวางใหญขนาดเปนอันดับ 3 ของโลก

ประเทศจีนมีพรหมแดนติดกับ 15 ประเทศ คือ เวียดนาม ลาว พมา อินเดีย ภูฎาน
สิกขิม เนปาล ปากีสถาน อัฟกานิสถาน ทากิจิสถาน คาซัคสถาน รัสเซีย มองโกเลีย และ
เกาหลีเหนือ ตง้ั แตก อ ตง้ั สาธารณรฐั เม่อื ป พ.ศ. 2492 ประเทศจนี อยูภายใตการปกครองของ
พรรคคอมมวิ นิสต ติดตอ สอื่ สารโดยใชภ าษาจีนกลาง เปน ภาษาประจาํ ชาติ

คําวา จีนแผนดินใหญ ใชเรียกสวนของจีน ท่ีอยูภายใตการปกครองของ
สาธารณรัฐประชาชนจีน (สวนใหญจะยกเวนเขตบริหารพิเศษ 2 แหง คือ ฮองกง และมาเกา)
ปจจุบนั สาธารณรฐั ประชาชนจีนและประเทศญ่ปี นุ เปนมหาอาํ นาจในภูมิภาคเอเชีย มีเศรษฐกิจ
และกําลังทางทหารใหญท่ีสุดในภูมิภาคเอเชีย สาธารณรัฐประชาชนจีนมีเมืองหลวงคือกรุง
ปกกง่ิ

การปฏิวตั คิ รงั้ แรก (พ.ศ. 2454)

การปฏิวัติคร้ังแรกของจีนเกิดขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2454 ซ่ึงเปนการโคนลมอํานาจการ
ปกครองของราชวงศช งิ โดยการนําของ ดร. ชุน ยัตเซน หัวหนาพรรคกกมินต๋ัง เปนผลทําใหจีน
เปล่ียนแปลงการปกครองเขาสูระบอบประชาธิปไตยในท่ีสุด สาเหตุที่กอใหเกิดการโคนลม
อํานาจคร้งั น้นี า จะมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจนี ผูนําประเทศจกั รพรรดิแมนจูไมมี
อาํ นาจกําลังพอที่จะปกครองประเทศได ซ่ึงตลอดระยะเวลาปกครอง 268 ป (พ.ศ. 2187 –
2455) มีแตก ารแยงชงิ อํานาจในหมูผูนําราชวงศ ดวยเหตุนี้ราษฎรสวนมากจึงตกอยูในสภาพ
ยากจน ชาวไร ชาวนาถกู ขูดรดี ภาษอี ยา งหนกั ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจาของท่ดี ิน ชาวตางชาติ
เขามากอบโกยผลประโยชน แผนดินจีนถูกคุกคามจากตางชาติ โดยเฉพาะชาติมหาอํานาจ
ตะวันตก และญ่ีปุน ซ่ึงจีนทําสงครามตอตานการรุกรานของกองกําลังตางชาติเปนฝายแพมา
โดยตลอด ทําใหคณะปฏิวัติไมพอใจระบอบการปกครองของราชวงศแมนจู

เพ่ือความสําเร็จในการแกปญหาของของประเทศชาติ ดร. ซุน ยัตเซ็น ผูนําฯ จึงได
ประกาศอดุ มการณของการปฏิวตั ิ 3 ประการ เรยี กวา “ลัทธไิ ตรราษฎร” มีหัวขอ ดงั น้ี

19

1. ประชาธิปไตย มกี ารปกครองในระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย และมีรัฐธรรมนูญ
เปนกฎหมายสงู สุดในการปกครองประเทศ

2.ชาตินิยม ตองขบั ไลอาํ นาจและอิทธิพลของตางชาติออกไปจากจีน
3.สงั คมนยิ ม มีการจัดสรรทด่ี ินใหแ กเ กษตรกร
การปฏวิ ัติครั้งท่ีสอง (พ.ศ. 2492)

การปฏิวัติของจีนครง้ั ที่สอง ในป พ.ศ. 2492 เปนการปฏวิ ัตภิ ายหลงั สงครามโลกครั้งท่ี
สองยุติลง ภายใตการนําของ เหมา เจอตุง ผูนําพรรคคอมมิวนิสตจีน เปนการปฏิวัติ
เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย เขาสูระบอบสังคมนิยม หรือ
คอมมิวนสิ ต โดยนบั วันท่ี 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ซง่ึ เปนวนั สถาปนาประเทศจีนใหมหรือท่ีเรียก
อยางเปนทางการวา "สาธารณรัฐประชาชนจีน" โดยการปฏวิ ตั ิมสี าเหตซุ งึ่ สรปุ ไดดงั น้ี

1.ปญ หาความเสอ่ื มโทรมทางเศรษฐกิจและความยากจนของประชาชน ซึ่งรัฐบาลของ
ประธานาธบิ ดี เจยี ง ไคเชค็ ไมสามารถแกปญหาได

2.การเผยแพรอุดมการณคอมมิวนิสตในประเทศจีน เพื่อมุงแกไขปญหาความยากจน
ของราษฎร โดยใหความสําคัญแกชนช้ันผูใชแรงงานและเกษตรกร และเปนศัตรูกับชนชั้น
นายทุน

ผลกระทบของการปฏิวตั ิจีนครั้งที่สอง คอื

1.การปฏิวัติของ เหมา เจอตง เปนแบบอยางในการปฏิวัติของกระบวนการ
คอมมิวนสิ ตในประเทศกําลงั พฒั นา ท้งั ในทวปี เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต โดยเฉพาะการใช
ยทุ ธศาสตร “ปาลอ มเมอื ง” โดยเร่ิมจากการปฏวิ ัตขิ องเกษตรในชนบทและคอ ยๆ ขยายเขาไปสู
เมอื ง

2.การปฏริ ปู เศรษฐกิจตามแนวของ เติ้ง เสี่ยวผิง โดยยอมรับระบบทุนนิยมของโลก
ตะวนั ตก เปน ตัวอยางความสําเรจ็ ของการแยกระบบการปกครองออกจากระบบเศรษฐกจิ

ประวตั ศิ าสตรสงั เขปของประเทศอินเดีย
ประเทศอนิ เดยี มีชือ่ เรยี กอยางเปน ทางการวา สาธารณรัฐอินเดีย ต้ังอยูในทวีปเอเชียใต

มีประชากรมากเปนอันดับท่ีสองของโลก เปนประเทศประชาธิปไตยท่ีมีประชากรมากท่ีสุดใน
โลก โดยมีประชากรมากกวาหนึ่งพันลา นคน มีภาษาพดู ประมาณ 800 ภาษา ในดานเศรษฐกิจ
อนิ เดียมีอํานาจการซ้อื มากเปนอันดบั ท่สี ีข่ องโลก

อินเดียเปนเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษมานาน จนกระท่ังมีการรวมพลังกันตอสู
เพ่ืออิสรภาพนําโดย ทานโมหันทาสการามจัน คานธี ซึ่งชาวอินเดียเรียกดวยความยกยองวา
มหาตมะ ผูใ ชวิธี อหิสาตอสูกับผูปกครองอังกฤษอยางเงียบ ๆ ในป ค.ศ. 1942 มีการกอการ
จลาจลกลางเมืองจนถึงขั้นนองเลือดเหตุการณเหลานี้บีบบังคับใหอังกฤษตองทําความตกลง

20

ยอมยกอํานาจการปกครองประเทศใหอนิ เดยี ในวันท่ี 15 สิงหาคม ค.ศ.1947 อินเดียไดเอก
ราชจากอังกฤษ แบงประเทศออกเปน 2 ประเทศคือ อินเดียที่มีประชากรมากเปนประเทศ
สาธารณรฐั อินเดีย อินเดียสวนนอยทมี่ ปี ระชาชนเปนมุสลิมแยกตวั ไปตั้งเปนประเทศใหมเปนรัฐ
อิสลามชื่อ ปากีสถาน

ประวตั ศิ าสตรส ังเขปของสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
ลาวหรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เปนประเทศหน่ึงที่สืบเชื่อสายบรรพ

บุรุษเดียวกับประเทศไทยสวนใหญอาศัยอยูริมนํ้าโขงบนที่ราบ สวนชาวเขานิยมอยูบน
เทอื กเขาตามหลักฐานทางประวัติศาสตรเมื่อประมาณ 4,000 - 5,000 ปกอน กลุมชนท่ีพูด
ภาษาไต ไดอพยพเขามาอยูในประเทศลาวและที่ราบสูงในภาคอีสาน พระเจาฟางุม ทรงทํา
สงครามตีเอานครเวียงจันทน หลวงพระบางหัวเมืองพวนทั้งหมด ตลอดจนหัวเมืองอีกหลาย
แหงในที่ราบสูงโคราชเขารวมเปนอาณาจักรเดียวกันภายใตการชวยเหลือของกษัตริยเขมร
กอ ตง้ั เปน อาณาจักรลา นชา งข้นึ บนดนิ แดนทต่ี ้ังอยกู ึง่ กลางระหวางลุมแมนาโขงกับเทือกเขาอัน
หนํา มศี นู ยกลางอยูทเ่ี มืองเชียงดง-เชยี งทองเปน อาณาจกั รทีร่ งุ เรอื งในทุกดาน

หลงั แผน ดนิ พระเจาไชยเชษฐาธิราช อาณาจักรลานชางมีกษัตริยปกครองสืบตอกันมา
หลายรชั กาล เจริญสูงสดุ ในรชั กาลพระเจาสรุ ิยวงศธ รรมกิ ราช ถือวาเปนยุคทองแหงอาณาจักร
ลานชางพระองคทรงเปนกษัตริยท่ีตั้งม่ันอยูในทศพิธราชธรรมและเปนที่นับถือของประชาชน
หลังสมเด็จพระเจาสุริยวงศธรรมิกราชสวรรคตแลว ลานชางแตกออกเปน 3 อาณาจักร คือ
อาณาจักรลานชางหลวงพระบาง อาณาจักรลานชางเวียงจันทนและอาณาจักรลานชางจําปา
ศักด์ิโดยตกอยูภายใตการยึดครองของประเทศเพื่อนบาน รวมท้ังจีน เวียดนาม และสยาม
กองทัพสยามพิชิตหัวเมืองลาวตอนเหนือลงได จึงไดผนวกหลวงพระบางเขาเปนดินแดนสวน
หนึ่งของตน ราชวงศเหวียนาของเวียดนามแผอํานาจยึดครองลาวทางตอนกลางของแมนาโขง
รอบ ๆ นครเวียงจันทนจนถึง พ.ศ. 2322 กองทัพสยามเขายึดครองแผนดิน ลานชางที่
แตกแยกออกเปน 3 อาณาจักรไดทั้งหมดครั้นถึงป พ.ศ. 2365 เจาอนุวงศ แหงเวียงจันทน
วางแผนกอ กบฏเพ่ือกอบกูเอกราช แตไมสําเร็จถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ลาวไดรับการยอม
รับเขาเปนสมาชิกอาเซียนในปพ.ศ. 2540 พ.ศ. 2548 ลาวครบรอบ 30 ป การสถาปนา
ประเทศใหมเปนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และในปเดียวกันนี้เอง
สะพานมิตรภาพไทย –ลาวกไ็ ดเปด ใชอีกเปน แหง ท่ีสองทจี่ ังหวดั เลย

ประวตั ิศาสตรสงั เขปของประเทศพมาหรือสาธารณรัฐแหงสหภาพเมียนมาร
ประวัติศาสตรของพมานั้นยาวนาน มีประชาชนหลายเผาพันธุเคยอาศัยอยูในดินแดน

แหงนี้เผา พันธุเกา แกที่สุดทปี่ รากฏไดแ ก มอญ ตอมาราวศตวรรษท่ี 13 ชาวพมาไดอพยพลงมา
จากบรเิ วณพรมแดนระหวางจนี และทเิ บต เขา สูทร่ี าบลมุ แมน้าํ อริ ะวดแี ละกลายเปนชนเผาสวน

21

ใหญที่ปกครองประเทศในเวลาตอมา ประวัติศาสตรของสาธารณรัฐแหงสหภาพพมา มีความ
เกี่ยวของกบั ชนชาตติ างๆ หลายเช้ือชาตไิ ดแ กมอญ พยรู วมถึงมีการเกีย่ วพันธกับอาณาจักรและ
ราชวงศต า งๆ เชน

มอญ เปนชนเผาแรกท่ีสามารถสรางอารยธรรมข้ึนเปนเอกลักษณของตนไดสถาปนา
อาณาจกั รสุวรรณภูมอิ นั เปนอาณาจกั รแหงแรกข้นึ วฒั นธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสม
เอาวัฒนธรรมจากอนิ เดยี จงึ เปนเอกลกั ษณข องตนเองจนกลายเปนวัฒนธรรมลกั ษณะลกู ผสม

อาณาจกั รพุกาม ชาวพมา เปนชนเผาจากทางตอนเหนือที่คอยๆ อพยพแทรกซึมเขามา
สัง่ สมอิทธพิ ลในดนิ แดนสาธารณรฐั แหงสหภาพพมา ทลี ะนอย กระทั่งปพ ทุ ธศกั ราช 1392 จงึ มี
หลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอํานาจ ซึ่งมีศูนยกลางอยูที่เมือง “พุกาม” ในรัชสมัยของพระ
เจา อโนรธา พระองคสามารถรวบรวมแผนดินพมาใหเปนอันหนึ่งอันเดียวกันสําเร็จอาณาจักร
พุกามกก็ ลายเปน อาณาจักรท่เี ขมแขง็ ทีส่ ดุ ในดนิ แดนพมา

อังวะและหงสาวดีหลงั จากการลมสลายของอาณาจักรพกุ าม พมาไดแตกแยกออกจาก
กันอีกครง้ั ราชวงศอ ังวะ ซ่งึ ไดรบั อทิ ธพิ ลทางวฒั นธรรมจากอาณาจกั รพกุ ามไดถกู สถาปนาขึ้นที่
เมืองอังวะในปพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามไดถูกฟนฟูจนยุคนี้
กลายเปน ยุคทองแหงวรรณกรรมของพมา

อาณาจกั รตองอู หลังจากอาณาจกั รพกุ ามถูกรุกรานจากไทใหญ ชาวอังวะไดอพยพลง
มาสถาปนาอาณาจกั รแหง ใหมโ ดยมีศนู ยกลางทเ่ี มอื งตองอูภายใตการนําของพระเจามิงคยินโย
ในปพุทธศักราช 2074 พระเจาตะเบงชะเวต้ีข้ึนครองราชย ไดมีการเปล่ียนแปลงขนาดใหญ
เกิดขึ้นในภูมิภาค ชาวไทใหญมีกําลังเขมแข็งเปนอยางมากทางตอนเหนือ การเมืองภายใน
อาณาจักรอยุธยาเกดิ ความไมมั่นคงในขณะท่ีโปรตุเกสไดเริ่มมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียง
ใตและสามารถเขาครอบครองมะละกาไดเกี่ยวกับการเขามาของบรรดาพอคาชาวยุโรป พมา
กลายเปนศูนยกลางทางการคาที่สําคัญอีกครั้งหนึ่ง การทําสงครามของพระองคทําใหพมามี
อาณาเขตกวา งใหญไ พศาลทส่ี ดุ

ราชวงศอลองพญาไดร ับการสถาปนาข้ึนและสรางความเขมแข็งจนถึงขีดสุดไดภายใน
เวลาอนั รวดเรว็ อลองพญาซ่งึ เปน ผนู ําทีไ่ ดรบั ความนิยมจากชาวพมา ไดขับไลชาวมอญท่ีเขามา
ครอบครองดินแดนของชาวพมาไดในปพ.ศ. 2296 จากนั้นก็สามารถเขายึดครองอาณาจักร
มอญไดอีกครั้งในปพ.ศ. 2302 ท้ังยังสามารถกลับเขายึดครองกรุงมณีปุระไดในชวงเวลา
เดยี วกนั พระองคส ถาปนาใหเมืองยางกงุ เปน เมอื งหลวง

อองซานไดกอต้ัง องคการสันนิบาตเสรีภาพแหงประชาชนตอตานฟาศซิสต
เพื่อตอตานญ่ีปุนอยางลับ ๆ และ ไดกลายเปนพรรคการเมืองช่ือพรรค AFPEL เม่ือญ่ีปุนแพ
สงครามโลกครั้งที่ 2 แลว พรรค AFPEL ไดเจรจากับอังกฤษโดยอังกฤษยืนยันที่จะใหพมามี
อิสรภาพปกครองตนเองภายใตเครือจักรภพ และมีขาหลวงใหญอังกฤษประจําพมาชวยให
คําปรึกษา แตพรรคการเมือง AFPEL ตองการเอกราชอยางสมบูรณ อังกฤษไดพยายาม

22

สนับบสนุนพรรคการเมืองอื่นๆ ขึ้นแขงอํานาจพรรค AFPEL ของอองซานแตไมเปนผลสําเร็จ
จงึ ยินยอมใหพรรค AFPEL ข้นึ บรหิ ารประเทศอองซานมีนโยบายสรา งความมน่ั คงทางเศรษฐกิจ
และตองการเจรจากับรัฐบาลอังกฤษโดยสันติวิธี จึงทําใหเกิดความขัดแยงกับฝายนิยม
คอมมิวนิสตในพรรค AFPEL อองซานและคณะรัฐมนตรีอีก 6 คน จึงถูกลอบสังหารเมื่อวันที่
19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ขณะเดินทางออกจากที่ประชุมสภา ตอมาตะข้ินนุหรืออูนุไดขึ้น
เปนนายกรัฐมนตรีแทนและมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญเม่ือวันท่ี 17 ตุลาคม 2490
โดยอังกฤษไดมอบเอกราชใหแกพมาแตยังรักษาสิทธิทางการทหารไว วันท่ี 4 มกราคม พ.ศ.
2491 องั กฤษจงึ ไดมอบเอกราชใหแ กพ มา อยางสมบูรณป จจบุ นั ประเทศพมาปกครองโดยคณะ
รฐั บาลที่มาจากการเลอื กตง้ั

สงครามกับอังกฤษและการลมสลายของราชอาณาจกั รพมาสงครามระหวางพมาและ
องั กฤษครงั้ ท่ีหนึ่ง (พ.ศ. 2367 2369) ยุตลิ งโดยองั กฤษเปน ฝายไดร บั ชยั ชนะฝายพมาจําตอง
ทําสนธิสัญญา ยันดาโบ กับอังกฤษ ทําใหพมาตองสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะไข
และตะนาวศรีไป ซ่ึงอังกฤษก็เริ่มตนตักตวงทรัพยากรตางๆ ของพมานับแตนั้นเพื่อเปน
หลักประกนั สําหรับวตั ถุดิบทจ่ี ะปอ นสูส งิ คโปรสรางความแคน เคืองใหกับทางพมาเปนอยางมาก
กษัตริยองคตอมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทําการโจมตีผลประโยชนของฝาย
อังกฤษ เปน ตนเหตุใหเ กดิ สงครามระหวางพมา และอังกฤษครัง้ ท่ีสอง ซ่ึงก็จบลงโดยชัยชนะเปน
ขององั กฤษอกี ครง้ั หลังสิ้นสุดสงครามครั้งน้ี อังกฤษไดผนวกหงสาวดีและพ้ืนที่ใกลเคียงเขาไว
กับตนโดยไดเรียกดินแดนดังกลาวเสียใหมวาพมาตอนใต สงครามครั้งน้ีกอใหเกิดการปฏิวัติ
ครัง้ ใหญ

อองซานไดกอต้ัง องคการสันนิบาตเสรีภาพแหงประชาชนตอตานฟาสซิสต
เพ่ือตอตานญ่ีปุนอยางลับๆ และไดกลายเปนพรรคการเมืองชื่อพรรค AFPEL เมื่อญ่ีปุนแพ
สงครามโลกครั้งที่2 แลว พรรค AFPEL ไดเจรจากับอังกฤษโดยอังกฤษยืนยันที่จะใหพมามี
อิสรภาพปกครองตนเองภายใตเครือจักรภพ และมีขาหลวงใหญอังกฤษประจําพมาชวยให
คําปรึกษา แตพรรคการเมือง AFPEL ตองการเอกราชอยางสมบูรณอังกฤษไดพยายาม
สนับบสนุนพรรคการเมืองอื่นๆ ข้ึนแขงอํานาจพรรค AFPEL ของอองซานแตไมเปนผลสําเร็จ
จงึ ยนิ ยอมใหพ รรค AFPEL ข้ึนบรหิ ารประเทศอองซานมนี โยบายสรา งความมนั่ คงทางเศรษฐกิจ
และตองการเจรจากับรัฐบาลอังกฤษโดยสันติวิธี จึงทําใหเกิดความขัดแยงกับฝายนิยม
คอมมิวนิสตในพรรค AFPEL อองซานและคณะรัฐมนตรีอีก6 คน จึงถูกลอบสังหารเมื่อวันท่ี
19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ขณะเดินทางออกจากที่ประชุมสภา ตอมาตะขิ้นนุหรืออูนุไดข้ึน
เปนนายกรัฐมนตรีแทนและมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่17 ตุลาคม 2490
โดยอังกฤษไดมอบเอกราชใหแกพมาแตยังรักษาสิทธิทางการทหารไว วันที่ 4 มกราคม พ.ศ.
2491 อังกฤษจงึ ไดม อบเอกราชใหแ กพมา อยางสมบรู ณปจจุบนั ประเทศพมา ปกครองโดยคณะ
รฐั บาลทมี่ าจากการเลือกตงั้

23

ประวตั ิศาสตรสงั เขปของประเทศอนิ โดนีเซยี
อินโดนีเซียหรือช่ือทางการคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เปนหมูเกาะที่ใหญที่สุดในโลก

ตั้งอยูระหวางคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใตและทวีปออสเตรเลียและระหวางมหาสมุทร
อนิ เดยี และ แปซฟิ ก มพี รมแดนติดกับประเทศมาเลเซียบนเกาะบอรเนียว ประเทศปาปว
นวิ กนิ ีบนเกาะนวิ กินีและประเทศติมอรตะวันออกบนเกาะติมอร อินโดนีเซียประกอบดวยหมู
เกาะที่มีความเจริญรุงเรืองมาชานาน แตตอมาตองตกอยูภายใตการปกครองของเนเธอรแลนด
อยนู านประมาณ 300 ป ในเดอื นมกราคม พ.ศ. 2485 ซึง่ เปนชว ง 62 ป สงครามโลกคร้ังที่
2 ญี่ปุน บุกอินโดนีเซีย และทําการขับไลเนเธอรแลนดเจาอาณานิคมของอินโดนีเซียออกไปได
สําเรจ็ จึงทําใหผ ูน าํ อนิ โดนเี ซียคนสําคัญ ๆ ในสมัยน้ันใหความรวมมือกับญี่ปุนแตไมไดใหความ
ไววางใจกับญ่ีปุนมากนักเพราะมีเหตุเคลือบแคลงคือเม่ือมีผูรักชาติชาวอินโดนีเซียจัดต้ัง
ขบวนการตางๆ ข้ึนมา ญ่ีปุนจะขอเขารวมควบคุมและดําเนินงานดวย เมื่อญี่ปุนแพสงคราม
และประกาศยอมจํานนตอฝายพันธมิตร อินโดนีเซียไดถือโอกาสประกาศเอกราชในวันท่ี 17
สิงหาคม พ.ศ. 2488 แตเนเธอรแลนดเจาอาณานิคมเดิมไมยอมรับการประกาศเอกราชของ
อินโดนีเซีย จึงยกกองทัพเขาปราบปราม ผลจากการสูรบปรากฏวาเนเธอรแลนดไมสามารถ
ปราบปรามกองทัพของชาวอินโดนีเซียได อังกฤษซึ่งเปนพันธมิตรกับเนเธอรแลนดจึงเขามา
ชวยไกลเกล่ีย เพื่อใหยุติความขัดแยงกัน โดยใหทั้งสองฝายลงนามในขอตกลงลิงกัดยาติ เมื่อ
พ.ศ.2489 โดยเนเธอรแลนดยอมรับอํานาจของรัฐบาลอินโดนีเซียในเกาะชวาและ สุมาตรา
ตอมาภายหลังเนเธอรแลนดไดละเมิดขอตกลง โดยไดนําทหารเขาโจมตีอินโดนีเซีย ทําให
ประเทศอื่นๆ เชน ออสเตรเลียและอินเดีย ไดยื่นเร่ืองใหคณะมนตรีความม่ันคงแหง
สหประชาชาติเขาจัดการ สหประชาชาติไดเขาระงับขอพิพาท โดยต้ังคณะกรรมการ
ประกอบดวยออสเตรเลีย เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา เพื่อทําหนาท่ีไกลเกล่ียประนีประนอม
และไดเ รียกรองใหมกี ารหยดุ ยิง แตเ นเธอรแลนดไดเขาจับกุมผูนําคนสําคัญของอินโดนีเซีย คือ
ซกู ารโนและฮัตตาไปกักขัง ตอมาทหารอินโดนีเซียนําตัวผูนําท้ังสองออกมาได ในระยะน้ีทุก
ประเทศทั่วโลกตางตําหนิการกระทําของเนเธอรแลนดอยางย่ิงและคณะมนตรีความม่ันคงได
กดดนั ใหเนเธอรแ ลนดม อบเอกราชแกอินโดนเี ซยี ในวนั ที่ 27 ธนั วาคม พ.ศ. 2492 อินโดนีเซีย
ไดรับ เอกราช และปกครองระบบประชาธิปไตยมีประธานาธิบดีเปนประมุขของประเทศแต
ความยงุ ยากยงั คงมอี ยู เน่ืองจากเนเธอรแลนดไมยินยอมใหรวมดินแดนอิเรียนตะวันตกเขากับ
อินโดนีเซยี ทงั้ สองฝา ยจึงตางเตรียมการจะสูรบกันอีก ผลที่สุดเนเธอรแลนดก็ยอมโอนอํานาจ
ใหสหประชาชาติควบคุมดูแลดินแดนอิเรียนตะวันตก และใหชาวอิเรียนตะวันตกแสดง
ประชามตวิ าจะรวมกับอินโดนีเซียหรือไม ผลการออกเสียงประชามติ ปรากฏวาชาวอิเรียน
ตะวันตกสวนใหญตองการรวมกบั อนิ โดนีเซียสหประชาชาตจิ งึ โอนอเิ รียนตะวนั ตกใหอยูในความ
ปกครองของอินโดนีเซยี เม่ือเดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2506

24

ประวตั ิศาสตรส งั เขปของประเทศฟล ิปปน ส
ฟลิปปนสเปนประเทศท่ีประกอบดวยเกาะจํานวน 7,107 เกาะตั้งอยูในมหาสมุทร

แปซิฟก หา งจากเอเชียแผนดินใหญทางตะวันออกเฉียงใตประมาณ 100 กม. และมีลักษณะ
พเิ ศษคือเปนประเทศเพยี งหนง่ึ เดยี วที่มีพรมแดนทางทะเลทตี่ ิดตอระหวางกันยาวมากทสี่ ุด

จากหลักฐานทางประวัติศาสตรฟลิปปนสเร่ิมขึ้นเม่ือนักเดินเรือชาวสเปน ช่ือ เฟอรดิ
นานดแม็กเจลแลน เดนิ ทางมาถึงหมูเกาะฟลิปปนสในป พ.ศ.2064 และประกาศยึดครองหมู
เกาะน้ีเปนอาณานิคมของราชอาณาจักร ชาวฟลิปปนสพยายามตอสูกับสเปนเพ่ือเอกราช
ตลอดเวลา แตไมเ ปน ผลสาํ เรจ็ จนถึงศตวรรษที่ 19 เกิดสงครามระหวางสหรฐั อเมริกากับสเปน
ฟล ปิ ปน สไ ดเขารว มรบกบั ฝายสหรฐั อเมรกิ าไดชยั ชนะ นายพลอากนี ลั โด ถือโอกาสนั้นประกาศ
อิสรภาพใหฟลิปปนสเปนประเทศเอกราช แตความจริงอํานาจอยูในมือของผูชนะสงคราม
สหรฐั อเมริกาชนะสงครามสเปนทั้งในคิวบาและฟลิปปนส แตติดที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา
เองที่หามการสรางอาณานิคมที่ไดจากการรุกรานทางทหาร สหรัฐอเมริกาจึงตองจายเงินซื้อ
ฟลิปปนสมาจากสเปนดวยเงิน 20 ลานเหรียญสหรัฐ และแมวาอเมริกาจะไดช่ือวาเปน
ผูปกครองใหมข องฟล ปิ ปน ส แตส หรัฐอเมรกิ ากต็ ระหนกั ดีวา ชาวฟลปิ ปนสตองการเปนประเทศ
เอกราช จึงผอนปรนใหฟลิปปนสมีการปกครองของตนเอง โดยสหรัฐอเมริกายังมีอํานาจ
อธิปไตยเหนือหมูเกาะอยู ในป พ.ศ.2478 มานูเอลกีซอน ไดเปนประธานาธิบดีคนแรกของ
เครือรัฐฟลิปปนส ซ่ึงเปนประเทศในอาณัติปกครองของสหรัฐอเมริกา นับวาเปนกาวแรกของ
การปลดปลอ ยฟล ปิ ปน สใ หเ ปนอสิ ระดว ยการปกครองตนเอง

เม่อื เกดิ สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ฟลิปปนสถูกกองทัพญ่ีปุนบุกเขายึดครอง ฟลิปปนสตอง
กลายเปนสมรภูมิรบระหวางกองทัพพันธมิตรกับกองทัพญี่ปุน ครั้งสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ยุติลง
สหรัฐอเมรกิ ากก็ ลบั เขามามอี ทิ ธิพลในฟลิปปนสอีกครั้ง จนกระท่ังป พ.ศ.2489 ฟลิปปนสจึง
ไดรับ เอกราชอยางแทจริง และมีประธานาธิบดีอีกหลายคนที่เดนๆ เชน ประธานาธิบดีรา
มอน แมกไซไซ เปนผูนําท่ีใจซื่อ มือสะอาด กลาหาญเขาถึงประชาชน ถึงแกอสัญกรรมจาก
เคร่ืองบินตก มีประชาชนเขารวมงานศพของประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ ถึง 2 ลานคน
และเพอื่ เปน เกยี รติแกทาน จงึ มีการต้งั "รางวัลแมกไซไซ” ทม่ี อบใหผ ทู าํ ความดใี นแถบเอเชยี

อีกหนึ่งประธานาธิบดีท่ีตองกลาวคือ ประธานาธิบดีเฟอรดินานดมารกอส เปนผูนําท่ี
ปกครองฟลปิ ปนสต ้งั แตป พ.ศ.2508 จนสิน้ สุดในป พ.ศ.2529 โดยในชวง 4 ปแรกของการ
ปกครองประธานาธิบดมี ารกอส นาํ ความเจริญมาสปู ระเทศเปนอยางมาก แตการเลือกต้ังครั้งที่
2 พบวา ประธานาธิบดีมารกอสใชเงินซื้อเสียงจํานวนมาก มีการกลาวหาวาประธานาธิบดี
มารกอสทุจริตคอรัปชั่นและโกงการเลือกตั้ง จากเหตุการณน้ีเองทําใหประชาชนออกมา
เดินขบวนประทวงขับไลใหออกจากตําแหนง จนประธานาธิบดีมารกอสถูกโคนลมอํานาจตอง
พาครอบครัวหนไี ปฮาวาย และตอมารัฐบาลฟลิปปนสไดแตงตั้ง "คณะกรรมการธรรมาภิบาล”
ติดตามทรัพยสินทีม่ ารก อสโกงประเทศไป ซึ่งจากการแถลงขา วของ ประธานกรรมาธิการ

25

ธ ร ร ม า ภิ บ า ล ว า ส า ม า ร ถ ติ ด ต า ม ยึ ด เ งิ น ข อ ง ป ร ะ ธ า น า ธิ บ ดี ม า ร ก อ ส ท่ี ฝ า ก ไ ว ที่ ป ร ะ เ ท ศ
สวสิ เซอรแลนดไ ด 870 ลา นบาท

ประธานิบดีเบนกิ โน เอส.อากีโน ท่ี 3 (พ.ศ.2553-2559) จากพรรคลิเบอรรัล ไดรับ
การเลือกต้ังเปนประธานาธิบดีคนท่ี 15 ของประเทศ ไดรับการเลือกต้ังเม่ือวันท่ี 10
พฤษภาคม 2553

โดยรัฐบาลภายใตการบริหารของนายเบนิกโนมุงใหความสําคัญกับการปฏิรูประบบ
บริหารประเทศ การปราบปรามคอรรัปชั่น และแกไขปญหาความยากจน ทําใหรัฐบาลชุดน้ี
ไดรบั ความนยิ มจากประชาชนคอนขางมาก นอกจากน้ี รัฐบาลยังมีนโยบายสงเสริมการลงทุน
จากตา งประเทศ การสรางกฎระเบียบดานงบประมาณและการปรับปรุงระบบการศกึ ษาดวย

ประธานาธบิ ดีคนปจจุบันโรดรีโก โรอา ดูแตรเต ดํารงตําแหนงเม่ือวันที่ 30 มิถุนายน
2559 เปนนักการเมืองและทนายความชาวฟลิปปนส ปจจุบันดํารงตําแหนงเปน
ประธานาธิบดฟี ล ปิ ปน สคนท่ี 16 เขาถือเปน ประธานาธบิ ดีคนแรกทีม่ าจากเกาะมินดาเนา ซึ่งท่ี
นั่นเขาเคยดํารงตําแหนงเปนนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาถึงกวา 22 ป ในขณะท่ีเปน
นายกเทศมนตรีเมืองดาเวาน้นั เขาใชน โยบายขนั้ รุนแรงในการปราบปรามอาชญากรจนเมืองดา
เวากลายเปน เมืองทม่ี ีอตั ราอาชญากรรมตํา่ ที่สุดในฟลปิ ปน ส

ประวัติศาสตรสงั เขปของประเทศญ่ปี ุน
ประเทศญ่ีปุน เปนประเทศหมูเกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยูในมหาสมุทร

แปซิฟกทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลีและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญ่ีปุนกั้น
สว นทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสกเปนเสนแบงแดน ตัวอักษรคันจิของ
ช่ือญี่ปุนแปลวาถ่ินกําเนิดของดวงอาทิตยจึงทําใหบางครั้งถูกเรียกวาดินแดนแหงอาทิตยอุทัย
ญ่ีปุนมีเน้ือท่ีกวา 377,835 ตารางกิโลเมตร นับเปนอันดับที่ 62 ของโลก หมูเกาะญ่ีปุน
ประกอบไปดวยเกาะนอยใหญกวา 3,000 เกาะ เกาะท่ีใหญท่ีสุดก็คือเกาะฮอนชู ฮอกไกโด
คิวชแู ละ ชโิ กกุ ตามลําดบั เกาะของญป่ี ุนสวนมากจะเปนหมูเกาะภูเขา ซ่ึงในนั้นมีจํานวนหน่ึง
เปนภเู ขาไฟ เชน ภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เปนตน ประชากรของญี่ปุนนั้นมีมาก
เปน อันดับที่ 10 ของโลก

ประวัตศิ าสตร แบง ออกเปน 2 ยุค 2 สมัย คอื
1. ยคุ กอ นประวตั ิศาสตร
2. ยคุ กลาง
3. สมัยกลางใหม
4. สมัยใหม – ปจจบุ นั

26

1. ยคุ กอนประวตั ิศาสตร และยคุ โบราณ ยุคนเ้ี รม่ิ จากการรวบรวมชนเผา เล็กๆ ข้นึ มา
เปน จกั รวรรดิ และปกครองโดยใชร ะบบของจีนที่เรียกวา รทิ สเึ รียว แตเกิดมีความขัดแยงข้ึนมา
จนลุกลามออกไปหัวเมืองท่ีอยูหางไกลแยกตัวจากรัฐบาลกลาง และกอต้ังเปนกลุมทหารกลุม
ตางๆ

สมัยโจมน เชอ่ื กันวาชนชาตญิ ่ีปนุ และตน กาํ เนดิ ของภาษาญี่ปุนไดเกิดข้ึนมาใน
สมยั โจมนกลาวกนั วา ผูค นในยุคน้นั จะขดุ หลุมเปน บา น ยังชพี โดยการลาสตั ว จับปลาหาอาหาร
อกี ทัง้ ไมมีความจนความรวยความเหลื่อมลา้ํ ในสงั คม

สมยั ยะโยะอิ การปลูกขา วกบั วิทยาการการใชเ คร่ืองใชโ ลหะไดถกู นําเขา มาทาง
ตอนเหนือของคิวชู โดยผา นคาบสมทุ รเกาหลี สิ่งเหลานี้นํามาซึ่งความเปล่ียนแปลงครั้งใหญใน
สังคม เชน การเพ่ิมผลผลิต ความแตกตางความรวยความจน การแบงชนชั้น การปรับกลุม
ชาวนาใหเ ปน กลุมนักปกครอง เปนตน

สมยั นะระ บา นเมอื งเจริญรุง เรอื งดวยหลักกฎหมาย และจริยธรรม ไดยายเมือง
หลวงมาท่ีเฮโจเคียว และมีการยายเมืองหลวงอีกครั้งในสมัยเฮอัน ไปที่ เฮอันเคียว หรือเมือง
เกยี วโตในปจจุบนั

2. ยุคกลาง เปน ยคุ ท่ชี นช้ันปกครอง ราชวงศแ ละเชอื้ พระวงศห มดอํานาจลง
การปกครองตกไปอยกู บั ชนชน้ั นกั รบซงึ่ เปน ผูสรางระบบศกั ดินาตอไป

3. สมัยกลางใหม เปนยุคท่โี ชกนุ และไดเมยี ว มอี าํ นาจปกครองสิทธิขาดเหนือท่ีดินและ
ประชาชนอันเรียกวา การปกครองแบบ บะคุฮัง ซึ่งระบบน้ีพึ่งพาเศรษฐกิจอันมาจากผลผลิต
ทางการเกษตร

สมัยเอะโดะโทะคุงะวะ อิเอะยะสุ ไดรวบอํานาจและต้ังรัฐบาลโชกุนข้ึนท่ี
เอะโดะ (ปจจบุ ันคอื โตเกียว) หลังจากนนั้ การปกครองทัง้ หลายก็ตกอยูในอาํ นาจของตระกูลโทะ
คงุ ะวะ รฐั บาลโทะคงุ ะวะไดล ดิ รอนอาํ นาจจากจกั รพรรดิ เชื้อพระวงศ และพระสงฆจนหมดสิ้น
ยคุ น้ีเปนยคุ ทวี่ ฒั นธรรมของราษฎรสามัญเจริญจนถึงท่ีสุด มีศูนยกลางอยูท่ีเมืองใหญ ๆ อยาง
เกียวโต โอซากา เอกลกั ษณค ือละครหนุ ละครคะบุขิและหัตถกรรมตางๆ ตอมาศูนยกลางของ
วัฒนธรรมไดยายไปอยูเอะโดะ เปนยุคของวัฒนธรรม คะเซ (Kasei) ซ่ึงเปนวัฒนธรรมของชน
ชาวเมือง การศึกษาและวิชาการก็เจรญิ รงุ เรือง มีการเปด โรงเรียนตามหวั เมืองตา งๆ
เพอื่ ลกู หลานของชนชน้ั นักรบ ราษฎรสามัญเองกน็ ยิ มสง ลกู หลานไปศึกษาวชิ าตา งๆ ทวี่ ัด

4. สมยั ใหม - สมยั ปจจุบัน ญี่ปุนใชเ วลาหลังจากเปด ประเทศเม่ือกลางศตวรรษท่ี 19
เพยี งครง่ึ ศตวรรษ ก็เขาสูค วามเจริญเทียบเทาตะวันตก

สมยั เมจิ เพอื่ พัฒนาประเทศใหเทา เทยี มกับอารยประเทศทางตะวันตก รัฐบาล
ไดก ําหนดนโยบายหลกั ไว 3 ประการ คือ รํ่ารวย เขมแข็ง สรางเสริมอุตสาหกรรม อารยธรรม
ทันสมัยใหม และไดปฏิบัติตามนโยบายเหลาน้ี วัฒนธรรมสมัยเมจินั้นเปนวัฒนธรรมท่ีหลอม
รวมวฒั นธรรมพื้นเมืองของญ่ีปุนกบั วฒั นธรรมตะวนั ตกซงึ่ ขดั กนั ใหเขากนั ไป

27

สมัยเทโช - โชวะ ญ่ีปุนหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 1 เปนยุคท่ีประชาธิปไตยเร่ิม
เบงบาน ภายใตกระแสของลัทธิจักรวรรดินิยมหรือชาตินิยม ดวยความแรงของกระแสหลังได
ผลักดันใหญ ี่ปนุ เขา สูส งครามเปน เวลา 15 ป นบั ตง้ั แตตอนตนของสมยั โชวะหรอื ต้ังแตทศวรรษ
ที่ 1930 หลังจากการพายในสงครามภาคพื้นแปซิฟกและเปนประเทศเดียวที่ถูกทิ้งปรมาณู
ญ่ปี นุ ไดม ุง พฒั นาใหเ ปนประเทศท่ีมีอิสระและสนั ติภาพ

ประวัตศิ าสตรส งั เขปของประเทศกมั พชู า
ประเทศกัมพูชามีหลักฐานทางโบราณคดีวามีมนุษยอาศัยอยูอยางตอเน่ืองมาตั้งแต

สมยั กอนประวตั ศิ าสตร เปนดนิ แดนตนกาํ เนิดของอาณาจักรโบราณหลายอาณาจักร ที่มีความ
เช่อื มโยงและมีความเปนมาในประวัติศาสตร โดยแบง ออกเปนสมัยทส่ี ําคญั คอื

สมยั ฟูนนั เปน หวงเวลาทไี่ ดรบั วัฒนธรรมจากศาสนาพราหมณฮินดู ประเทศอินเดีย เม่ือ
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 นับถือพระศิวะ และพระวิษณุ (พระนารายณ) มีการดัดแปลง
ตัวอักษรของอนิ เดียมาเปน ตวั อกั ษรเขมร ศูนยก ลางความเจริญอยูท่ีมณฑลไปรเวียงทางตอนใต
และลุมนํ้าทะเลสาบรวมดินแดนท่ีเปนของไทย สปป.ลาว และเวียดนาม ในปจจุบันบางสวน
สว นพลเมอื งมเี ผาฟนู ัน เขมร และจามซงึ่ มอี ยูท่วั ไปในบริเวณตอนใตข องลมุ แมนาํ้ โขง

สมยั เจนละ ในระหวางทีอ่ าณาจักรฟูนนั มคี วามเจรญิ รุงเรอื งอยนู ้ัน มดี ินแดนที่เปนเมือง
ข้นึ อยอู าณาจกั รหนง่ึ ซ่งึ ขอมเรียกวา อาณาจกั รเจนละ ช่ือ "กัมพชู า" เรมิ่ ในยุคน้ีเนอ่ื งจากกษัตริย
สมัยเจนละ ช่อื วา "กมั พ"ู อาณาจกั รเจนละแบงดนิ แดนออกเปนอาณาจักรยอยๆ คอื อาณาจักร
ตอนเหนือชอ่ื "กมุ พปู รุ ะ" อาณาจักรตอนใตชื่อ "วิชัยปุระ" ตอมากษัตริยของกัมพูปุระองคหน่ึง
ทําสงครามมชี ยั ชนะ แลวสง กองทพั ไปตอี าณาจกั รฟูนันไดสําเร็จ จึงรวมเขามาอยูในอาณาจักร
เจนละ ตอมาอาณาจักรศรีวิชัยไดแผอํานาจเขาไปในอินโดจีน อาณาจักรเจนละจึงตกเปน
เมอื งขึน้ ของอาณาจกั รศรีวชิ ยั

ครั้งถึง ป พ.ศ.2498 ทรงสละราชสมบัติ แตยังกุมอํานาจไวในฐานะนายกรัฐมนตรี
ประมุขของประเทศ และประธานาธิบดีในป พ.ศ.2513 นายพลลอนนอล กอรัฐประหาร
สมเดจ็ พระนโรดมสหี นตุ อ งเสด็จลีภ้ ัยไปยังปกก่ิง และไดรวมเปนพันธมิตรกับคอมมิวนิสตเขมร
แดง เม่ือรัฐบาลเขมรแดงยึดอํานาจไดในป พ.ศ.2518 จึงทรงเสด็จกลับคืนสูพนมเปญ แต
พระองคกลบั ถูกพนั ธมติ รกักตวั ไว หลังเวียดนามขบั ไลรัฐบาลเขมรแดงออกไปในป พ.ศ.2522
พระองคทรงต้ังตนเปนประธานาธิบดีพลัดถ่ินของแนวรวมตอตานเวียดนาม ทรงใชเวลาสวน
ใหญอ ยใู นประเทศจนี และเกาหลีเหนอื สงครามในกมั พูชาทเี่ รยี กวา "สงครามเขมรสามฝา ย"
ไดยุติลงจนสหประชาชาติเขาไปชวยเหลือจัดการเลือกต้ังในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2536
ซึ่งพรรคของสมเดจ็ พระนโรดม รณฤทธิ์ ชนะเลือกตั้งแตท างฝา ยสมเด็จฮุนเซน ไมย อมรบั แตใน
ที่สุดก็เกิดการประนีประนอมต้ังรัฐบาลรวมกัน ประเทศกัมพูชาจึงเปนประเทศแรกในโลกที่มี

28

หนึ่งรัฐบาลแตมีสองนายกรัฐมนตรี คือสมเด็จพระนโรดม รณฤทธิ์ และสมเด็จฮุนเซน
เปนนายกรัฐมนตรรี ว มกัน ซึง่ ปจจุบนั สมเดจ็ ฮุนเซน ยังคงเปน นายกรัฐมนตรีของกมั พชู า

ประวัตศิ าสตรส งั เขปประเทศเวียดนาม
เวยี ดนามเปนประเทศทมี่ ปี ระวัติศาสตรข องการตอสูอันยาวนาน เริ่มตั้งแตการกอต้ังขึ้น

เปนประเทศในนามของอาณาจักรวนั ลาง เม่ือประมาณ 3,000 ปก อนคริสตกาล ในบางคร้ังมี
การแบงแยกออกเปนอาณาจักรเล็ก ๆ และในบางคร้ังกลับมารวมกันไดอีก จนกระท่ังตกอยู
ภายใตก ารปกครองของจนี ต้ังแต 111 ปกอนคริสตกาล จนถึงป ค.ศ.938 จึงไดรับอิสรภาพ
จากจีน และมีการตั้งราชวงศตางๆ ขึ้นมาปกครองประเทศ แตก็ยังมีการรบพุงกันเองระหวาง
ตระกูลใหญ รบกับจีนเปนครั้งคราว รวมท้ังพวกจามปาและเขมรดวยพรอมกันไป จนกระท่ัง
เหงียนอั๋นหสามารถรวบรวมอาณาจักรเปนหน่ึงเดียวกันได และต้ังราชวงศเหงียนข้ึนปกครอง
เวียดนาม ใน ป ค.ศ.1802

ป ค.ศ.1862 ฝรั่งเศสบุกโจมตไี ซง อน จักรพรรดิตือด๊ึก เซ็นสัญญายอมแพและตกเปน
เมืองข้ึนของฝร่ังเศส ชวงป ค.ศ.1940 – 1954 โฮจิมินหนําประชาชนตอสูกับพวกฝร่ังเศส
และพยายามกลับมามีอิทธิพลทําใหเกิดสงครามระหวางฝร่ังเศสกับเวียดมินห ซึ่งในชวงเวลา
ดงั กลาวหลังจากสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 สน้ิ สุดลง กองกําลังเวียดมินหไดพามวลชนลุกขึ้นสูในทุก
หัวเมืองของเวียดนามในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 เรียกกันวา “การปฏิวัติเดือนสิงหาคม”
และไดรับชยั ชนะและ โฮจิมินหไดร ับตาํ แหนงประธานาธบิ ดีคนแรก ไดม กี ารเลือกตั้งทั่วประเทศ
รวมทงั้ การรางรฐั ธรรมนูญในปถดั มา

จนถึงป ค.ศ. 1954 ฝร่ังเศสพายแพแกกองกําลังเวียดมินหท่ีคายเดียนเบียนฟูและมี
การทาํ สนธสิ ญั ญาเจนวี า สงบศกึ ท่นี ครเจนวี า ประเทศสวติ เซอรแลนด ผลการเจรจาสงบศึกตก
ลงวา ฝร่งั เศสตอ งใหเ อกราชแกเ วยี ดนาม และประเทศเวยี ดนามจะตอ งแบง เปน 2 สวนดวยเสน
ขนานท่ี 17 องศาเหนอื โดยเวียดนามเหนอื อยภู ายใตการปกครองของโฮจิมินหและเวียดนาม
ใตอยูภายใตก ารปกครองของจกั รพรรดเิ บาได

วันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 เวียดนามเหนือและเวียดนามใตรวมเปนประเทศ
เดยี วกัน ในชอ่ื สาธารณรฐั สังคมนิยมเวียดนาม มกี ารปกครองแบบสงั คมนยิ ม โดยมีฮานอยเปน
เมืองหลวงและเปล่ียนชื่อเมืองไซงอนเปน โฮจิมินหซิตี้ ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต
เวยี ดนามจึงเปนอสิ ระจากการปกครองของตางชาติอยา งถาวรอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการตอสูมา
เปนระยะเวลายาวนาน

การเมืองการปกครองแบบสังคมนิยมน้ันทําใหระบบเศรษฐกิจของเวียดนามชะงักงัน
ขาดการลงทุนจากตางประเทศ เน่ืองจากประเทศคอมมิวนิสตดวยกันก็ลวนแตมีฐานะยากจน
อีกทั้งยังไมมีความรวมมือใด ๆในทางเศรษฐกิจรวมกัน ทําใหความเปนอยูแรนแคน และขาด

29

คุณภาพชวี ติ อีกทงั้ ยังมีชองโหวใหผูมีอํานาจ ฉอราษฎรบังหลวง ใชชองทางหาประโยชนสูตน
และพวกพอง

ภายหลังการลม สลายของสหภาพโซเวยี ตในป ค.ศ.1991 เวียดนามจงึ ตอ งพง่ึ พาตนเอง
มากขึ้น จึงมีการปฏิรูปการเมืองการปกครองเขาสูระบบเศรษฐกิจแบบเสรี มีการสถาปนา
ความสมั พนั ธทางการทตู กบั ประเทศตา งๆ รวมท้ังสหรฐั อเมริกา เริม่ ทาํ ใหมเี งินทนุ หลงั ไหลเขาสู
ประเทศมากขึ้น อุตสาหกรรมตางๆไดถูกพัฒนามากข้ึน ทําใหแนวโนมของคุณภาพชีวิต
ประชาชนสงู ข้ึนตามไปดวย

การเขารวมเปนสมาชิกอาเซียน เปนอีกกาวกระโดดหนึ่งท่ีเปลี่ยนแปลงประเทศ
เวียดนาม เขาสูยุคใหม มีการลงนามกรอบขอตกลงทางการคากับชาติตางๆ นอกจากนี้ยังได
พฒั นาความสมั พนั ธร ว มกับประเทศในกลุมอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟก เพื่อแกไขปญหาความ
ยากจนและคุณภาพชีวติ ของประชาชน อันเปน ความปรารถนาสูงสุดของประชาชนในประเทศ

ประวตั ศิ าสตรส งั เขปประเทศมาเลเซยี
มาเลเซียไดรับอิทธิพลจากทั้งอินเดียและจีน ศูนยกลางแหงอารยธรรมเกาแกท้ังสอง

ต้ังอยทู างตะวนั ตกและตะวันออก อิทธิพลนีร้ นุ แรงมากในบางยุคโดยเฉพาะ อิทธิพลจากอินเดีย
มาเลเซียไดรับอิทธิพลจากอินเดียมากในสวนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมสมัยตนและศาสนา ของตน
อิทธพิ ลจีนจะนอ ยกวา ดงั ท่เี ราจะเหน็ วา อทิ ธิพลของจักรวรรดจิ ีนสวนใหญม ักจะไมมีในทางตรง
นอกจากนี้ ที่ต้ังภูมิศาสตรก็เปนปจจัยหลักที่สงผลตอมาเลเซียในประวัติศาสตรสมัยตน ไมใช
เหตบุ ังเอิญ ท่ีมาเลเซียต้งั อยรู ะหวางอนิ เดยี และจนี เทา นนั้ ปจ จัยทางดา นภูมิศาสตรอ น่ื ๆ
ยังชวยเพ่ิมพูนความสําคัญ ของที่ตั้งของมาเลเซียอีกดวย ตางจากประเทศอ่ืน ๆ อีกหลาย
ประเทศท่ีอยูคร่ึงทางระหวางอินเดียและจีน แตนอยประเทศท่ีมีขอไดเปรียบเปนพิเศษแบบ
มาเลเซีย

มาเลเซียตะวันตกเปนสวนหนึง่ ของคาบสมุทรที่ยืน่ ออกไปทางใตจากผืนทวีปเอเชียและ
ลอมรอบดวยทะเลเกือบหมด ถาตองการแลนเรือออกจากเมืองจีนไปยังอินเดียก็จะตองแลน
เลียบฝง มาเลเซียทงั้ ทางตะวันออกและตะวันตก แตถาหากวาไมตองการแลนเรือไปตลอดทาง
คาบสมุทรมลายซู งึ่ แคบในตอนเหนอื ก็เปนสถานที่ท่อี ํานวยความสะดวกท่ีสุดสําหรับการถายเท
สนิ คา จากทะเลจนี ไปยงั มหาสมทุ รอนิ เดีย คาบสมุทรมลายูและชายฝงทะเลดานตะวันตกเฉียง
เหนือของบอรเ นยี วกม็ ีบทบาท สาํ คัญในแผนการเดินทาง ทั้งนี้เพราะลมมรสุมเปนปจจัยสําคัญ
ทงั้ ทางดานภมู ิศาสตรแ ละภูมิอากาศ เน่อื งจากมาเลเซยี เปนสถานท่ีท่ีลมมรสุมพัดมาบรรจบกัน
แตใ นสมยั ทีม่ ีการเดินเรอื ปจจยั ทางภมู ิศาสตร ขอน้เี ปน สงิ่ สาํ คัญอยางย่ิง ลมมรสุมเปนลมที่พัด
จากสองทศิ ทางตามเวลาตางกันในรอบป ลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใตพัดขามมหาสมุทรอินเดีย
จากเสน ศูนยสตู รระหวา งเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม สวนลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
พัดจากฝงทะเลจีนและขามทะเลจนี ระหวางเดือนพฤศจิกายนถึงเดือน เมษายน กลาวไดวาลม

30

มรสมุ ทั้งสองน้จี ะมาบรรจบกันทค่ี าบสมุทรมลายหู รือโดยทว่ั ๆ ไปก็ในบริเวณหมู เกาะมาเลเซีย
เรอื ที่แลน มาจากเมืองจนี ก็จะแลน ลงมาทางใตต ามลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ สวนเรือ ที่มา
จากอินเดียก็จะมาทางตะวันออกตามลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต เม่ือลมมรสุมเปล่ียน เรือก็
สามารถ เดินทางกลบั ได ฉะน้ันคาบสมุทรมลายูและฝงทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของบอรเนียว
จึงอยูใ นที่ตัง้ ท่ีไดเ ปรยี บในการอํานวยทจ่ี อดพักสาํ หรับผทู จี่ ะเดนิ ทางโดยตลอดจากอินเดียไปยัง
จนี หรือสําหรับผทู ่จี ะรอคอยลมมรสุมเปลี่ยนหรอื สาํ หรบั ผูท่ีจะเดินทางเพียงครึ่งทางเทานั้นแต
จะไดพบปะกับพวกพอคา ดวยกนั ณ“ทพ่ี ักครงึ่ ทาง” แหงนี้

ดวยเหตุนี้ มาเลเซียจึงกาวเขามามีความสําคัญในประวัติศาสตรโลก เพราะมี
ขอ ไดเปรยี บจากสภาพทางภูมิศาสตรเ อ้อื อาํ นวย อันทีจ่ รงิ ที่ต้ังทางภูมศิ าสตรข องมาเลเซยี นับวา
เปนปจจัย ท่ีสําคัญท่ีสุดท่ีจะตองคํานึงถึง ถาเราตองการจะเขาใจอดีตและแมแตปจจุบันหรือ
อนาคตของมาเลเซีย ภูมิศาสตรไดชักนํามาเลเซียใหเขามาสูเวทีประวัติศาสตรโลก และ
ภมู ิศาสตรท ไี่ มม ปี ระเทศอื่นขนาบแต เปด โลง ใหแกโ ลกภายนอก ดังนั้น มาเลเซียจึงไดสัมผัสกับ
อารยธรรมตา ง ๆ และคนชาติตาง ๆ มาก ใน ประวัติศาสตรสมัยแรก ๆ ของมาเลเซีย คนชาติ
ตาง ๆ เหลาน้ีนําเอาวัฒนธรรมและอารยธรรม การคาและ การพาณิชย ศาสนาตาง ๆ และ
ระบบการเมืองตาง ๆ มาใหม าเลเซีย ตอมาก็มีผูคนจากอินเดียและจีนเขามา ตั้งถิ่นฐาน ในช้ัน
แรกยังมีจํานวนเพยี งเล็กนอ ย แตตอมาในครสิ ตศ ตวรรษที่ 19 เม่ือแหลง แรและแหลง กสิกรรม
ของมาเลเซยี ถูกนาํ มาใชป ระโยชนอยางเปน กิจจะลกั ษณะแลว จงึ มีผเู ขามาตัง้ หลกั แหลงกันเปน
จํานวนมาก ทต่ี ้งั ทางภูมิศาสตรของมาเลเซยี ยงั ทําใหม าเลเซยี ไดรับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร
ประยุกต นับแตชวงตนของคริสตศตวรรษที่ 19 อีกดวย สิ่งเหลานี้ทําใหมาเลเซียกลายเปน
ประเทศที่มีมาตรฐาน การครองชีพสูงที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียทุกวันนี้ การท่ีที่ต้ังของ
มาเลเซียอยูใกลเสนทางการคาระหวาง ตะวันออกกับตะวันตก ยอมหมายถึงวามาเลเซียได
เรียนรสู ่ิงประดษิ ฐของยโุ รปสมยั ครสิ ตศตวรรษท่ี 19 อยา งรวดเร็ว ฉะนน้ั จากสภาพภูมิศาสตร
จงึ ทําใหมาเลเซียมีพลเมืองหลายชาติหลายภาษา และกลายเปนประเทศที่เศรษฐกิจกาวหนา
มากที่สดุ ประเทศหน่งึ ในเอเชยี

เหตกุ ารณส าํ คญั ทางประวัตศิ าสตรท ่เี กดิ ขน้ึ ในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชีย

ยคุ ลาอาณานคิ ม

ยุคลาอาณานิคมเกิดข้ึนเนื่องจากประเทศทางโลกตะวันตก ไดแก อังกฤษ ฝรั่งเศส
โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ พยายามขยายอาณานิคมของตนเองไปยังประเทศตางๆ ทั่วโลก
โดยเฉพาะประเทศในแถบทวปี เอเชีย เปนประเทศเปาหมายสําคัญท่ีประเทศมหาอํานาจเหลานี้
เดินทางมาเพ่ือลาเปนเมืองขึ้น ทั้งประเทศอินเดีย พมา อินโดนีเซีย ฟลิปปนส ลาว เวียดนาม
เปนตน

31

ยคุ สงครามเย็น

ยุโรปยุคสงครามเย็นสงครามเย็น (Cold war) เปนสงครามที่เกิดจากการปะทะกัน
ระหวางสหรัฐอเมริกา (เสรีประชาธิปไตย) และสหภาพโซเวียต (คอมมิวนิสต) ซึ่งจะขอรวม
เอาไวท้ังหนวยงานสําคัญ, สถานที่ตางๆ เปนตน สงครามเย็น เปนลักษณะการเผชิญหนา
ภายหลงั สงครามโลกครั้งท่ีสอง คําวา สงครามเย็น เปนคําใหม ที่เกิดขึ้นกอนสงครามยุติลง
และเรียกตอมาเปนการอธิบายลักษณะความตึงเครียดระหวางประเทศ หรือระหวางกลุมที่
ดําเนินไปอยางตอเนื่อง โดยไมมีการจับอาวุธขึ้นตอสูเพราะถามีการใชอาวุธ สถานการณจะ
เปลี่ยนไปเปนสงครามรอน (hot war) ซ่ึงจะมีขอบเขตกวางขวางและกออันตรายอยางใหญ
หลวงแกม นุษยชาติวธิ ีการทใ่ี ชม ากในสงครามเย็น คือการโฆษณาชวนเช่ือ สงครามจิตวิทยาการ
แขงขันกันทางกําลังอาวุธและการสรางความนิยมลัทธิของตน ในประเทศเล็กๆ ท่ีอาจถูก
รวมเขามาเปนประเทศบริวารของแตละฝา ย

การทาํ สนธสิ ญั ญาเบาวรงิ

การทําสนธิสัญญาเบาวริงกับอังกฤษเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลาเจาอยูหัว มีความสําคัญตอไทย คือ เปนการเปดกวางประเทศไทย ทําใหไทยเขาสู
สงั คมนานาชาติ มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศตางๆ ทําใหไทยเร่ิมการปรับปรุงประเทศ
ใหเ ปน แบบสากล สนธิสัญญาเบาวร งิ กอใหเกิดผลดีทางเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ แตทําใหไทยถูก
จํากัดในเรือ่ งสทิ ธกิ ารเก็บภาษขี าเขา เรื่องสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตและคนในบังคับตางชาติใน
สมยั รตั นโกสนิ ทรไ ทยเรมิ ทาํ สนธสิ ัญญาทางพระราชไมตรีกับชาติตะวันตก คือ อังกฤษ ในสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา เจาอยูหัว เม่ือพ.ศ.๒๓๖๙ โดยเปนสนธิสัญญาท่ีเทาเทียมกัน ไมมี
ชาติใดเสยี เปรยี บตอกัน ตอมาใน พ.ศ.๒๓๘๕ อังกฤษทําสนธิสัญญาหนานจิง (หรือนานกิง)กับ
จนี อังกฤษไดส ทิ ธพิ ิเศษเรือ่ งสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขต คือคนในบังคับอังกฤษเมื่อทําผิดไมตอง
ขึ้นศาลและถูกลงโทษตามกฎหมายจีน และขอกําหนดอัตราภาษีขาเขาที่ตํ่าและชัดเจน
ซ่งึ ตอ มากาํ หนดไวท่รี อ ยละ ๕ องั กฤษจงึ ตอ งการปรบั ปรงุ สนธิสัญญากับไทยใหเหมือนอยางจีน
สหรฐั อเมริกาซ่ึงไดท าํ สนธิสญั ญาทางพระราชไมตรีกับไทยเม่ือ พ.ศ.๒๓๗๕ ก็ตองการปรับปรุง
สนธิกับไทยเหมือนกัน จึงไดสงทูตเขามาเจรจาขอแกไขสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีในปลา
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเหลาเจาอยูหัว แตพระองคไมทรงยินยอมเพราะทรงเห็นวา
สนธสิ ญั ญาที่มกี ด็ ีอยแู ลว ตอมาองั กฤษไดสงทตู เขา มาขอแกไ ขสนธสิ ัญญาอกี แตพ ระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกลาเจาอยูหัวก็ทรงไมยินยอมเชนกันการท่ีไทยไมยินยอมแกไขสนธิสัญญาทําใหท้ัง
สหรัฐอเมรกิ าและอังกฤษไมพอใจ จนคดิ จะใชก าํ ลงั บบี บังคบั ไทยเชน เดียวกับท่ีสหรัฐอเมริกาใช
กําลังเรือไปบีบบังคับญี่ปุนจนสําเร็จมาแลว (สหรัฐอเมริกาใชกําลังทางเรือบังคับญ่ีปุนใหเปด
ประเทศ และทําสนธิสัญญาคํานากาวะเมื่อพ.ศ.๒๓๙๗)เม่ือพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา
เจาอยหู วั เสด็จขึ้นครองราชยส มบัติเมือ่ พ.ศ.๒๓๙๔ ทรงเห็นความจําเปนที่จะตองยินยอมตาม

32

ขอเรียกรองของชาติตะวันตก จึงติดตอกับเซอร จอหน เบาวริง ขอลวงอังกฤษประจําเกาะ
ฮอ งกงผูซ่ึงจะเปนทูตมาเจรจาแกไขสนธิสญั ญากับไทยวายินดีที่จะแกไขสนธิสัญญา แตขอเวลา
ใหง านถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวเสร็จสิ้นกอน และขอ
ทราบความตองการของอังกฤษในการแกไขสนธิสัญญา เพื่อไทยจะไดเปนการปรึกษาภายใน
กอน การแกไขสนธิสัญญาก็จะทําไดเร็วขึ้น เซอร จอหน เบาวริง เดินทางเขามาถึงเมืองไทย
ในปลายเดือนมีนาคม พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงใหการตอนรับเปนอยางดี
และทรงตงั้ คณะกรรมการเพอื่ เจรจาแกไ ขสนธิสญั ญา มีพระเจานองยาเธอกรมหลวงธิราชสนิท
เปนประธาน ทํากนั ทพ่ี ระราชวงั เดมิ คอื พระราชวงั เกาของพระเจาตากสินมหาราช การเจรจา
สําเร็จลุลวงไปดว ยดแี ละมีการลงนามในสนธิสัญญา ในตน เดอื นเมษายน พ.ศ.๒๓๙๘

การเขา รว มสงครามโลกครัง้ ที่ 1

สงครามโลกครั้งท่ี 1 เปนสงครามครั้งใหญคร้ังหนึ่งและคร้ังแรกของโลกท่ีทําลายชีวิต
มนษุ ย ทรัพยสนิ ทรพั ยากรธรรมชาติ และจิตใจของผูคนไปมากมาย

1. ประเทศที่เขารวมสงคราม แบงออกเปนสองฝาย ฝายพันธมิตรสามเสา หรือ
มหาอํานาจกลาง ไดแ ก เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และตุรกี ฝายสัมพันธมิตร ไดแก อังกฤษ
ฝรั่งเศส สหภาพ โซเวียต อิตาลี ญี่ปุน สหรัฐอเมริกาและไทย ในตอนแรกไทยรักษาความ
เปนกลางอยา งมัน่ คง แตเนื่องจากพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาอยูหัว ทรงใหความสนใจและ
ติดตามขาวการสงครามอยางใกลชิด พระองคทรงเล็งเห็นการณไกลในการใหประเทศไทย
ประกาศตวั เขารวมกบั ฝายสมั พันธมิตร เพราะถา ฝายสมั พันธมิตรไดรับชัยชนะ จะมีผลดีในการ
ท่ีประเทศไทยจะเรียกรองสิทธิตางๆ เชนขอแกไขสนธิสัญญาที่ไมเปนธรรมที่ทําไวกับนานา
ประเทศ จงึ ไดประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.
2460 โดยประกาศกระแสพระบรมราชโองการประณามวา “เยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี
เปนฝายละเมิดเมตตาธรรมของมวลมนุษย มิไดมีความนับถือตอประเทศเล็ก ไมปฏิบัติตาม
กฎหมายระหวา งประเทศ และเปน ผกู อ กวนความสขุ ของโลก” ซ่ึงเหตุการณก็เปนดังท่ีพระองค
ทรงคาดไว คือ ฝายสมั พันธมิตรไดรับชัยชนะ

2. ผลทไี่ ทยไดรับจากการเขา รว มสงครามโลกครง้ั ท่ี 1 มีดงั น้ี
- ทําใหประเทศไทยเปนทร่ี จู กั ของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในทวปี ยุโรป
- ทําใหไดรบั การยกยอ งวา มีฐานะและสทิ ธเิ ทาเทียมกับอารยประเทศ
- ทําใหไทยมีโอกาสเรียกรองขอแกสนธิสัญญาท่ีไมเปนธรรมไดสําเร็จ โดยไดรับ

ความชวยเหลอื จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งยอมยกเลิกสนธิสัญญาที่ไมเปนธรรมกับไทยเปนประเทศ
แรกจากประสบการณใ นการสงคราม

33

- ทําใหไทยสามารถนาํ มาปรับปรุงวชิ าการทหารใหเจรญิ กา วหนา มากข้ึนตั้งแตวันท่ี
22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 เยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ไดยกเลิกสนธิสัญญาท่ีทําไวกับ
ประเทศไทยและอาํ นาจศาลกงสลุ

- ทําใหไ ทยไดผ ลประโยชนจ ากการยึดทรัพยสินและหา งรานของเชลย
- ทาํ ใหไ ทยไดเ ขารวมเปนสมาชกิ ผรู เิ รม่ิ ในองคการสนั นิบาตชาติ

การเขา รว มสงครามโลกคร้ังท่ี 2

ทางดานเอเชีย ญี่ปุนประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.
2484 ตอ มา วนั ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทหารญ่ปี นุ กเ็ ขา เมืองไทยทางสงขลา ปตตานี
ประจวบคีรีขันธ นครศรีธรรมราช สุราษฎรธานี และสมุทรปราการ ขณะเดียวกันญ่ีปุนก็เขา
โจมตีเกาะฮาวาย, ฟลิปปนสและสงทหารขึ้นบกท่ีมลายูและโจมตีสิงคโปรทางเครื่องบิน
สงครามโลกคร้งั ทส่ี องเกิดขน้ึ ในเดอื นกันยายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939)ในรัชสมัยของรัชกาล
ท่ี 8 (ขณะน้นั เสดจ็ ประทับอยูในประเทศสวติ เซอรแ ลนด) หลวงพิบูลสงคราม(จอมพล ป. พิบูล
สงคราม)เปนนายกรัฐมนตรี เม่ือเร่ิมสงครามนั้นไทยประกาศตนเปนกลาง แตในวันท่ี 8
ธนั วาคม พ.ศ. 2484 ญป่ี นุ นาํ เรือรบบุกข้ึนชายทะเลภาคใตข องไทยโดยไมทันรูตัว รัฐบาลตอง
ยอมใหญี่ปุนผา น ทาํ พิธีเคารพเอกราชกนั และกันกลุมคนไทยบางสว นโดยเฉพาะในตางประเทศ
ไทยไดจดั ตงั้ ขบวนการเสรีไทย ดาํ เนนิ ชว ยเหลือฝายสัมพันธมิตร จึงชวยใหไทยรอดพนจากการ
แพสงคราม ซ่ึงในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ไทยไดประกาศสงครามกับอังกฤษและ
อเมริกา แตท ตู ไทยในสหรฐั อเมรกิ า ที่นําโดยหมอมราชวงศเสนีย ปราโมช ไมยอมรับทราบใน
การกระทําของรฐั บาล จึงไดรว มมอื กันต้ังเสรีไทยข้ึนติดตอกับ นายปรีดี พนมยงค ในเมืองไทย
เม่ือสงครามสงบในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยประกาศสงครามเปนโมฆะ
ซึ่งสหรัฐอเมริการบั รอง ตอ มาไทยไดเ จรจาเลกิ สถานะสงครามกับอังกฤษ เม่ือวันท่ี 1 มกราคม
พ.ศ. 2489 และกับฝร่ังเศสเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 ความมุงหวังที่ญี่ปุนจะ
อาศัยประเทศไทยเปนทางผานไปยังพมาเพื่อยึดครองอินเดีย กอใหเกิดโศกนาฏกรรมคร้ัง
ยิ่งใหญข้ึนเหนือแมน้ําแคว จังหวัดกาญจนบุรี เม่ือเร่ิมสรางทางรถไฟสายมรณะในเดือน
กันยายน พ.ศ. 2485 ทัง้ คนงานและเชลยศึกจํานวนหมน่ื ถูกเกณฑมาสรา งทางรถไฟยาว 415
กิโลเมตร ตอ งโหมทํางานตลอดวันตลอดคืน บุกเบิกเขาไปในปากวางที่เต็มไปดวยสัตวรายและ
โรคภัย คนงานและเชลยศึกเหลานั้นมีทง้ั พมา ชวา มลายู อังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด ตอง
ประสบความทุกขทรมาน เจ็บปวดลมตายเปนจํานวนมาก ทางรถไฟพังทลายเพราะน้ําเซาะคัน
ดนิ และสะพานขา มแมน ้ําแควถูกระเบิดครั้งแลวครั้งเลา จนถึงวันท่ี 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486
กองทพั ญป่ี ุนจงึ ไดท ําพิธีเปดทางรถไฟสายนีอ้ ยา งเปนทางการ

34

สาเหตุทีไ่ ทยเขารว มสงครามโลกคร้งั ทสี่ อง

เหตุเพราะเรามีกําลังนอยเม่ือญี่ปุนบุกจึงไมสามารถตอตานได และเพื่อปองกันมิใหตก
อยูใตอิทธิพลของญี่ปุนในดานเศรษฐกิจและการเมืองผลของสงครามตอไทย คือไทยตองสง
ทหารไปชว ยญป่ี ุนรบไดดินแดนเชยี งตงุ และส่จี งั หวดั ภาคใตท ีต่ อ งเสยี แกอ งั กฤษกลับมา แตตอง
คืนใหเจาของเมื่อสงครามสงบลงเกิดขบวนการเสรีไทย ซึ่งใหพนจากการยึดครองไทยไดรับ
เกียรติเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติ สําหรับประเทศไทยน้ัน เราไดเขารวมสงครามโลก
คร้ังท่ีสอง เปนเพียงประเทศเดียวในทวีปเอเชียและแปซิฟกไมนับรวมญ่ีปุน ที่เขารวมกับพวก
อกั ษะ สาเหตุการเขา รว มนนั้ สืบเน่ืองมาจากการลา อาณานิคมของชาติตะวันตกในสมัย รัชกาล
ท่ี 5 ทุกประเทศในฝงทะเลแปซิฟกและทะเลอันดามัน ถูกเปนเมืองข้ึนกันหมด เหลือแตไทย
และญี่ปนุ เทา น้ัน และจากการท่ีสยามโดนยึดดินแดนรอบนอกสวนตางๆ (ซึ่งเดิมเปนของไทย)
เชน เขมร ลาว บางสวนของพมา บางสวนของจีน และสวนเหนือของมาเลเซีย ท่ีคร้ังหน่ึงเคย
เปนของสยาม ทําใหเกิดความรูสึกชาตินิยมข้ึนมา ประกอบกับเผด็จการจอมพล ป. พิบูล
สงคราม ท่ตี องการนําสว นทีเ่ คยเสียไปกลับคนื มา จงึ ทาํ ใหเราโจมตีอินโดจีนของฝรั่งเศส เราจึง
รว มกบั ฝายญี่ปนุ มุมมองของญป่ี ุนตอไทยสมัยน้ัน ถือวา เราเปนเมอื งทีค่ อนขางเจริญ และไมเคย
ถกู ชาวตางชาติครอบงําเหมือนประเทศหลายๆประเทศในแถบน้ี จึงตองการใหไทยเขารวมกับ
ฝายอกั ษะ เพราะนโยบายของญ่ีปุนคือ ตอตานและขับไลชาวตะวันตก ใหออกไปจากแผนดิน
เอเชียใหห มด ประเทศตางๆทเี่ ปน เมืองข้ึนจึงถกู โจมตี

การเปลย่ี นแปลงการปกครองในป 2475
การเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 หรือท่ีเรียกในปจจุบันวาการปฏิวัติ พ.ศ.

2475 น้ันนาจะมีสาเหตุหลักมาจากความตองการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบ
สมบูรณาญาสิทธิราชยท่ีประเทศไทยมีมาชานานใหเปนแบบประชาธิปไตยตามแบบอยาง
ประเทศตะวันตก สวนความวิกฤติทางเศรษฐกิจและอื่น ๆ ลวนเปนสาเหตุรองเทาน้ัน
การศึกษาของกุลบุตรชั้นสูงของสังคมไทยคอย ๆ เปล่ียนไปสูแบบตะวันตกสืบเนื่องจากการ
ปรับปรุงบา นเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจา อยหู ัวอิทธิพลตอความรูสึกนึกคิด
เร่ืองระบอบประชาธปิ ไตยไดแพรเขามาสูประชาชนไทยดวย

ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเลาเจาอยหู ัวไดม กี ลุมขาราชการไทยที่รับราชการ
ในวงการทตู ยุโรปกราบบังคมทูลใหมีการเปล่ียนระบอบการปกครองใหเปนแบบมีรัฐธรรมนูญ
พ.ศ. 2454 เกิดกบฏ ร.ศ.130 เพ่ือใหเปล่ียนการปกครองเปนประชาธิปไตยตามประเทศ
ญ่ีปนุ ตุรกแี ละจนี แตการกบฏ ร.ศ.130 ไมเ ปนผลสําเร็จ

คร้ันมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว กลุมปญญาชนท่ีเคยศึกษา
วิทยาการแบบตะวันตกมีมากขึ้นคนรุนใหมไดรับทุนเลาเรียนหลวงไปศึกษาในยุโรปมากขึ้นคน
เหลา นี้ศกึ ษาลทั ธิประชาธิปไตยความเสมอภาค เสรีภาพ ศึกษาเร่ืองรัฐสภา รัฐธรรมนูญและวิธี

35

บริหารของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ทําใหเกิดความขัดแยงทางความคิดเก่ียวกับการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยข้นึ รัชกาลที่ 7 ทรงเลง็ เหน็ ความสําคัญของการมีรัฐธรรมนูญ
เปนกฎหมายสูงสดุ ในการปกครองประเทศ และทรงเต็มพระทัยท่ีจะสละพระราชอํานาจมาอยู
ภายใตรฐั ธรรมนูญเม่ือถงึ เวลาทเี่ หมาะสม แตเมอ่ื พระองคท รงมีกระแสรับสั่งใหพระยาศรีวิศาล
วาจาและนายเรยม อนด บี.สตีเวนสร างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพ่ือประกาศใช พระองคไดทรงนําเรื่อง
น้ีไปปรึกษาอภิรัฐมนตรีสภา แตอภิรัฐมนตรีสภากลับไมเห็นดวย โดยอางวาประชาชนยังขาด
ความพรอมและเกรงจะเปนผลเสียมากกวาผลดี ทั้งๆท่ีรัชกาลท่ี 7 ทรงเห็นดวยกับการ
ประกาศใชรัฐธรรมนูญ แตเม่ืออภิรัฐมนตรีสภาคัด คาน พระองคจึงมีนํ้าพระทัยเปน
ประชาธิปไตยโดยทรงฟงเสียงทดั ทานจากอภิรฐั มนตรี สภาสวนใหญ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงยังไม
มโี อกาสไดรับการประกาศใช เปนผลใหคณะผูกอ การชิงลงมือทําการเปล่ียนแปลงการปกครอง
ในวนั ที่ 24 มิถนุ ายน 2475 ไดใ นทีส่ ุด

กิจกรรมทายบทที่ 2

คําสงั่ ใหนักศึกษาตอบคาํ ถามตอไปนี้

1.ใหน กั ศกึ ษาอธิบายประวตั ศิ าสตรโ ดยสังเขปของประเทศอนิ เดีย
แนวตอบประเทศอินเดยี มีชื่อเรียกอยางเปนทางการวา สาธารณรัฐอินเดีย ต้ังอยูในทวีปเอเชีย
ใต
มีประชากรมากเปนอันดับท่ีสองของโลก เปนประเทศประชาธิปไตยท่ีมีประชากรมากที่สุดใน
โลก โดยมปี ระชากรมากกวาหนง่ึ พันลานคน มภี าษาพูดประมาณ 800 ภาษา

ประวัติศาสตรอินเดียเร่ิมตนเมื่อ 3,000 ปกอนคริสตกาล หลักฐานทางโบราณคดี
ท่ีพบในแควนปญจาบและแควน คุชราตของอินเดียบงบอกถึงความรุงเรือง ในศตวรรษท่ี 6 ชน
เผาอินโดอารยันที่ปกครองอินเดียอยูในสินธุในขณะน้ัน ไดต้ังอาณาจักรท่ีปกครองโดยกษัตริย
นกั รบขึน้ เปน ผปู กครองดินแดนท่รี าบลมุ แมนํ้าคงคา มชี นเผาตาง ๆ เปนบริวารอยูรอบ ตอมามี
การตอตานความมีอํานาจของพวกพราหมณท่ีมีอิทธิพลตอชีวิตความเปนอยูของชาวอินเดีย
สว นใหญพวกไมเ ห็นดว ยตางแสวงหาศาสนาใหม จึงทําใหเกิดศาสนาใหมข้ึนมา 2 ศาสนา คือ
ศาสนาพุทธ กับศาสนาเชน ในขณะที่ศาสนาฮินดูรุงเรืองและมีอิทธิพลอยางมากอยูในอินเดีย
พวกมคธ มีอํานาจปกครองอยูในแถบท่ีราบตอนเหนือ พระเจาจันทรคุปตแหงราชวงศโมริยะ
เปนกษัตริยสําคัญในประวัติศาสตรของอินเดีย ต้ังเมืองปาฎลีบุตร เปนเมืองหลวงของอินเดีย
ซ่ึงเมอื งปาฎลบี ุตรเปนเมืองใหญทสี่ ุดของโลกในสมยั น้ัน

36

2.เหตุการณทางประวัติศาสตรเหตุการณใดที่สงผลกระทบตอประเทศไทยและหลาย ๆ
ประเทศในเอเชีย จงอธิบาย
แนวตอบการเขารวมสงครามโลกครั้งที่ 2 เน่ืองจากมีประเทศหลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชีย
ไดรบั ผลกระทบ หลังจากท่ี ญี่ปนุ ประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร เม่ือวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.
2484 ตอมา วันที่ 8 ธนั วาคม พ.ศ. 2484 กองทหารญ่ีปุนกเ็ ขา เมืองไทย ทางสงขลา ปตตานี
ประจวบครี ขี นั ธ นครศรีธรรมราช สุราษฎร และ สมุทรปราการ ขณะเดียวกัน ญี่ปุนก็เขาโจมตี
เกาะฮาวาย, ฟลิปปนสและสงทหารขึ้นบกท่ีมลายูและโจมตีสิงคโปรทางเครื่องบิน ญ่ีปุนนํา
เรอื รบบุกขึน้ ชายทะเลภาคใตข องไทยโดยไมทันรูตัว รัฐบาลตองยอมใหญ่ีปุนผาน ความมุงหวัง
ที่ญปี่ นุ จะอาศยั ประเทศไทยเปนทางผา นไปยังพมาเพ่อื ยึดครองอินเดีย กอใหเกิดโศกนาฏกรรม
ครั้งยิ่งใหญข้ึนเหนือแมนํ้าแคว จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเริ่มสรางทางรถไฟสายมรณะในเดือน
กนั ยายน พ.ศ. 2485 ท้งั คนงานและเชลยศึกจาํ นวนหมื่นถกู เกณฑม าสรา งทางรถไฟยาว 415
กิโลเมตร ตองโหมทาํ งานตลอดวนั ตลอดคืน บุกเบิกเขาไปในปากวางท่ีเต็มไปดวยสัตวรายและ
โรคภยั คนงานและเชลยศึกเหลา น้ันมที ั้งพมา ชวา มลายู อังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด
ตองประสบความทุกขท รมาน เจ็บปวดลมตายเปน จาํ นวนมาก ทางรถไฟพังทลายเพราะน้ําเซาะ
คันดนิ และสะพานขามแมน า้ํ แควถกู ระเบดิ ครงั้ แลว คร้งั เลา

สาเหตทุ ไ่ี ทยเขารวมสงครามโลกคร้ังท่ีสองเหตุเพราะเรามีกําลังนอยเมื่อญี่ปุนบุกจึงไม
สามารถตอตา นได และเพ่ือปอ งกันมิใหตกอยใู ตอ ิทธพิ ลของญ่ีปุนในดา นเศรษฐกิจและการเมือง
ผลของสงครามตอไทย คือไทยตองสงทหารไปชวยญี่ปุนรบไดดินแดนเชียงตุง และส่ีจังหวัด
ภาคใตทต่ี อ งเสียแกอังกฤษกลับมา แตตองคืนใหเจาของเมื่อสงครามสงบลงเกิดขบวนการเสรี
ไทย ซึ่งใหพนจากการยึดครองไทยไดรับเกียรติเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติ สําหรับ
ประเทศไทยน้นั เราไดเ ขารว มสงครามโลกคร้ังท่ีสอง เปนเพียงประเทศเดียวในทวีปเอเชียและ
แปซิฟกไมนบั รวมญี่ปนุ ท่ีเขารวมกับพวกอักษะ สาเหตุการเขารวมนั้น สืบเนื่องมาจากการลา
อาณานิคมของชาติตะวันตกในสมัย รัชกาลที่ 5 ทุกประเทศในฝงทะเลแปซิฟกและทะเลอันดา
มนั ถกู เปน เมอื งข้ึนกนั หมด เหลือแตไทยและญี่ปุนเทานั้น และจากการท่ีสยามโดนยึดดินแดน
รอบนอกสวนตางๆ (ซ่งึ เดิมเปนของไทย)เชน เขมร ลาว บางสวนของพมา บางสวนของจีน และ
สวนเหนือของมาเลเซีย ท่ีคร้ังหน่ึงเคยเปนของสยาม ทําใหเกิดความรูสึกชาตินิยมข้ึนมา
ประกอบกบั เผดจ็ การจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ทต่ี อ งการนาํ สวนท่ีเคยเสียไปกลับคนื มา

37

3.ผลทไ่ี ทยไดร ับจากการเขา รว มสงครามโลกคร้งั ท่ี 1 มีอะไรบา ง
แนวตอบ- ทําใหประเทศไทยเปน ท่ีรูจกั ของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในทวีปยโุ รป

- ทําใหไดร บั การยกยอ งวา มีฐานะและสิทธเิ ทา เทียมกับอารยประเทศ
- ทําใหไ ทยมีโอกาสเรยี กนองขอแกสนธิสัญญาที่ไมเ ปนธรรมไดสําเร็จ โดยไดรับความ
ชวยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งยอมยกเลิกสนธิสัญญาที่ไมเปนธรรมกับไทยเปนประเทศแรก
จากประสบการณใ นการสงคราม
- ทําใหไทยสามารถนํามาปรับปรุงวิชาการทหารใหเจริญกาวหนามากขึ้น ต้ังแตวันท่ี
22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 เยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ไดยกเลิกสนธิสัญญาที่ทําไวกับ
ประเทศไทยและอาํ นาจศาลกงสลุ
- ทาํ ใหไ ทยไดผ ลประโยชนจ ากการยึดทรพั ยส ินและหางรา นของเชลย
- ทาํ ใหไทยไดเขา รว มเปน สมาชกิ ผูรเิ ร่มิ ในองคการสันนบิ าตชาติ

4.เหตกุ ารณส ําคัญทางประวัติศาสตรอ ะไรบา งที่เกดิ ขึ้นในประเทศไทยและทวีปเอเชีย
แนวตอบ1.การทําสนธสิ ัญญาเบาวริงกับอังกฤษ เมือ่ พ.ศ.๒๓๙๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลาเจา อยูห ัว มีความสาํ คัญตอ ไทย คือ เปนการเปดกวางประเทศไทย ทําใหไทยเขาสูสังคม
นานาชาติ มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศตางๆ ทําใหไทยเริ่มการปรับปรุงประเทศใหเปน
แบบสากล

2.การเขารวมสงครามโลกคร้ังที่ 1 ไทยรวมกับฝายสัมพันธมิตร ประกอบดวย
ประเทศอังกฤษ ฝรง่ั เศส สหภาพโซเวียต อติ าลี ญ่ีปนุ สหรฐั อเมริกาและไทย

3.การเขารวมสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 สาเหตทุ ี่ไทยเขารวมสงครามโลกครัง้ ทสี่ องเพราะเรา
มีกาํ ลังนอ ยเมอ่ื ญ่ปี ุนบุกจงึ ไมส ามารถตอตา นได และเพื่อปองกันมิใหตกอยูใตอิทธิพลของญี่ปุน
ในดานเศรษฐกิจและการเมอื ง

4.การเปลี่ยนการปกครองในป 2475 ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 กลุม
บุคคลกลมุ หนึง่ ท่ตี อมาเรียกตนเองวา "คณะราษฎร" ไดยดึ อํานาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก
ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยมาเปน ระบอบประชาธิปไตยภายใตก ารนาํ ของนายปรีดี พนมยงค
(หลวงประดิษฐมนูธรรม) วันท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ไดมีพระราชพิธีพระราชทาน
รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยาม ณ พระท่ีน่งั อนนั ตสมาคม พระราชวงั ดุสติ

38

บทที่ 3
เศรษฐศาสตร

ความหมายเศรษฐศาสตร

เศรษฐศาสตรจุลภาค เปน การศกึ ษาพฤตกิ รรมทางเศรษฐกิจของหนว ยเศรษฐกิจยอยๆ
ภายใตขอบเขตของทรัพยากรที่มีอยู โดยมีเปาหมายเพ่ือใหไดผลประโยชนสูงสุด เชน
พฤตกิ รรมการตดั สนิ ใจของผูผลิตวาจะผลิตสินคาและบริการอะไร ปริมาณเทาใด ควรกําหนด
ราคาเทาใด และจะจําหนายจายแจกอยางไร เปนตน รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคของบุคคล
ครัวเรอื นและหนว ยธุรกจิ อุปสงคข องผบู ริโภค กลไกของราคา การกําหนดราคาของปจจัยการ
ผลติ เชน คาแรงของคนงานคา เชาท่ีดนิ กาํ ไรของผูประกอบการ เปน ตน การศึกษาดังกลาวเปน
การศึกษาเก่ียวกับเรื่อง "ราคา" ของสินคาชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือของปจจัยการผลิตอยางใด
อยา งหน่ึง

เศรษฐศาสตรมหภาค เปนการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งระบบโดยรวม
ไดแก รายไดประชาชาติ ปริมาณเงิน ระดับราคาสินคาและบริการโดยทั่วไป ความสัมพันธ
ระหวางรายได การบริโภค การออมและการลงทุน การจา งงานโดยรวม การคา ระหวา งประเทศ
การหารายได และการใชจ ายของรัฐบาล การพัฒนาเศรษฐกิจ เปนตน ดังนั้น ในเศรษฐศาสตร
มหภาคจึงไมไดม งุ ที่ผบู ริโภคหรือผผู ลิตคนใดคนหนึ่งหรือกลุมใดกลุมหนึ่ง แตเปนการพิจารณา
ในภาครวม โดยเปา หมายท่ีสาํ คญั ของเศรษฐศาสตรมหภาคอยูที่เรอ่ื ง การจางงานเต็มท่ี
การรักษาเสถียรภาพทางดานราคาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ระบบเศรษฐกจิ ของไทย

ประเภทระบบเศรษฐกิจ แบง ระบบออกเปน 3 ประเภท
1. ระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมหรอื แบบบังคับ

- รัฐกาํ หนดควบคุม วางแผน ตัดสินใจเกีย่ วกับ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของประเทศ
- ทรัพยสิน ทรัพยากรและปจจัยการผลิตเปนของรัฐเชนในประเทศเวียดนาม เกาหลี
เหนือ ควิ บา
2. ระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นยิ มหรอื ระบบตลาด
- เอกชนหรอื หนวยธรุ กจิ ตาง ๆ มีอิสระในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- เนนการแขงขันของเอกชน เกิดการผลิตสินคาท่ีมีคุณภาพเพื่อแยงตลาดการขาย
เปน ไปตามกลไกราคา
- เอกชนมสี ทิ ธใ์ิ นทรัพยสินและปจจยั การผลิต เงนิ สหรฐั อเมริกา แคนาดา ญีป่ นุ

39

3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
- กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ บางอยางรัฐเปนผดู ําเนนิ การบางอยา งเอกชนดาํ เนนิ การ
- เอกชนมีสิทธิ์ในทรัพยสินมีเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมภายใตกฎหมาย มีการ

แขง ขนั ภายใตก ลไกราคา มีกําไร
- รัฐประกอบกจิ กรรมท่เี ปนสาธารณูปโภคพื้นฐานทจ่ี าํ เปน
- รัฐเขาแทรกแซงการผลิตของเอกชนเพื่อปองกนั การเอารัดเอาเปรยี บ

หลกั การและวธิ เี ลอื กใชทรพั ยากรเพอื่ การผลติ

การใชท รพั ยากรใหมีประสิทธภิ าพและเกดิ ความคุมคา มากทสี่ ดุ เพอื่ ใหมีใชตลอดไป ไดแก
- ใชเมือ่ มคี วามจาํ เปน
- เลอื กใชป รมิ าณท่เี หมาะสมและเกดิ ประโยชนสูงสุด
- เลือกใชทรัพยากรและพลังงานทดแทน
- หลีกเล่ยี งการสรา งมลภาวะใหกบั ส่ิงแวดลอ ม
- การนําความรูแ ละเทคโนโลยีใหม ๆ มาประยกุ ตใชใ หเกดิ ประโยชน

คณุ ธรรมและจริยธรรมของผปู ระกอบการ

1. ซ่ือสตั ยต อผูบริโภค ไมปลอมแปลงสารที่เปนอนั ตรายตอ ผูบรโิ ภค และจําหนา ย
ในราคาทยี่ ตุ ิธรรม

2. ตรงตอเวลาในการนดั หมายกบั ลูกคา
3. อดทนตอการทํางาน และยอมรับคาํ ตําหนขิ องผบู รโิ ภค
4. ขยนั ขนั แข็งและพากเพยี ร
5. รักอาชีพของตนเอง
6. หมั่นศึกษาคนควาวิธีการใหมๆ ใหกาวหนาและ รูจักปรับปรุงเปล่ียนแปลงรูปแบบ
การผลิตใหดีขึน้
7. มคี วามรบั ผิดชอบในสินคา ของตนเอง
8. รูจ ักประหยดั เวลาแรงงานและวัสดใุ นการผลติ
9. ไมท้งิ น้าํ ทเ่ี หลือจากการหมักแมงกะพรุนลงสูแหลงน้ําสาธารณะ

40

กฎหมายคุม ครองผูบ รโิ ภค
กฎหมายคุมครองผูบริโภค คือ กฎหมายท่ีเกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของผูคนในทุกๆ
สังคมโดยจะเกี่ยวของกการใชบริการ และการใชสินคา เชน มนุษยมีความตองการอาหารยา
รักษาโรค มนุษยจําเปนตองใชบริการรถโดยสาร รถประจําทาง เคร่ืองบิน เปนตน เพื่อ
เอ้ืออํานวยความสะดวกใหแกตนเอง เชน การใชโทรศัพทมือถือติดตอส่ือสาร การใชเอทีเอ็ม
ดังน้ันการใชบริการตางๆ หรือการบริโภค จําเปนตองไดมีคุณภาพอยางถูกตอง และได
มาตรฐานตามท่ีผูผลิตไดโฆษณาเอาไว จึงทําใหรัฐบาลซ่ึงอยูในฐานะเปนผูคุมครองดูแล
ประชาชนเมื่อไหรก็ตามท่ีพบวาประชาชนไดรับความเดือดรอนหรือความเสียหายจากการใช
สินคา และบริการจะตองรีบเขามาคุมครอง และแกไขปญหาเหลานั้นอยางทันทวงทีใหแก
ประชาชน

ขอ มูลการคมุ ครองผบู ริโภค
- สาํ นกั งานคณะกรรมการคุมครองสทิ ธผิ ูบริโภค (สคบ.)
- สาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
- สาํ นกั งานมาตรฐานผลติ ภัณฑอ ุตสาหกรรม (สมอ.)

สิทธิผบู ริโภค
- สทิ ธิทีจ่ ะไดร ับขา วสารรวมท้ังคําพรรณนาคณุ ภาพทีถ่ กู ตอ งและเพียงพอเกี่ยวกับสินคาหรือ

บรกิ าร
- สทิ ธทิ ่จี ะมีอสิ ระในการเลือกหาสินคา หรือบริการ
- สิทธทิ ี่จะไดรับความปลอดภัยจากการใชส ินคา หรือบริการ
- สิทธทิ จี่ ะไดรบั ความเปน ธรรมในการทําสญั ญา
- สทิ ธทิ จี่ ะไดรบั การพจิ ารณาและชดเชยความเสยี หาย

ประโยชนของการคมุ ครองสิทธผิ บู รโิ ภค
- ผบู ริโภคจะไดรับทราบขาวสาร เกีย่ วกับวธิ ีการเลือกซื้อสินคาและเลือกใชบริการที่ดีมี

คุณภาพทาํ ใหไ ดร บั ความปลอดภัย ความเปน ธรรม และประหยดั
- ชวยใหผูบริโภคไดรับรูสิทธิของตนเองและรูจักเรียกรอง เม่ือไดรับความเสียหายและ

ความเดือดรอ นจากการใชส ินคาและบริการเปนการสรางนิสัยในการบริโภคใหแกผูบริโภคเพ่ือ
สง เสรมิ พลานามัย ประหยัดและสามารถใชทรัพยากรของชาตใิ หเปนประโยชนมากที่สดุ

41

ความสาํ คญั ของการรวมกลุมทางเศรษฐกจิ ในเอเชยี

การรวมกลมุ ทางเศรษฐกิจ
หมายถงึ การท่ีประเทศต้ังแตส องประเทศข้ึนไปมารวมกลุม กันอยางเปนทางการ เพื่อมา

ทําความตกลงรวมมอื กนั เปดเสรีการคาหรอื ใหสิทธพิ ิเศษทางภาษีศลุ กากรระหวางกัน โดยยังคง
กดี กนั การคา กบั ประเทศนอกกลมุ ประเทศท่ีจะมารวมกลุมสว นใหญเปนประเทศที่อยูในภูมิภาค
เดยี วกัน หรือมีอาณาเขตติดตอกนั หรอื ประสบปญหาท่คี ลายคลึงกันการรวมกลุมทางเศรษฐกิจ
มคี วามสาํ คญั ดงั น้ี

1. ทําใหตลาดขยายตัว เม่ือประเทศในภูมิภาคมารวมกลุมกันก็จะมีขอตกลงเพ่ือลด
หรือยกเลกิ ขอจํากัดทางการคาระหวางกนั ในทุกดานเพ่ือใหการคาระหวางประเทศภายในกลุม
ไมถ กู จํากัดดว ยอุปสรรคทางการคา มีขอตกลงแบงงาน การผลิตมุงความรวมมือดาน สวนแบง
ตลาด ทําใหก ารคาภายในกลมุ ขยายตัวกวางขวางมากขนึ้

2. ปจจัยการผลิตเคล่ือนยายไดอยางเสรีมากข้ึน ซ่ึงไดแก แรงงาน ทุนและ
ผปู ระกอบการ สามารถเคลอ่ื นยายไดอ ยางเสรมี ากขึน้ ทําใหปจจัยการผลิตตาง ๆ ถูกนําไปใชได
อยางเต็มท่ีกอใหเกิดรายไดแกเจาของปจจัยการผลิตเพ่ิมมากข้ึน เชน แรงงานท่ีวางงานใน
ประเทศหน่ึง อาจเคลือ่ นยายไปทาํ งานในประเทศที่มคี วามตองการแรงงานมากก็ได

การรวมกลมุ ทางเศรษฐกิจของไทยในภมู ิเอเชยี

1. องคการความรว มมอื ทางเศรษฐกจิ เอเชีย-แปซฟิ ก หรือเอเปค (Asia-Pacific Economic
Cooperation : APEC)

เกิดจากการประชมุ รฐั มนตรีตา งประเทศ และรฐั มนตรีเศรษฐกิจของประเทศในประเทศ
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟก 12 ประเทศ เม่ือเดือนพฤศจิกายน 2532 สมาชิกกอตั้ง คือ
ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุน เกาหลีใต นิวซีแลนด สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย
ฟล ิปปน สแ ละไทย ประเทศทีส่ มคั รเขาเปน สมาชกิ ในเวลาตอ มาคอื จีน ฮองกง ไตหวัน เม็กซิโก
ปาปวนิวกีนี และชิลี ลาสุด คือเปรู สหพันธรัฐรัสเซีย และเวียดนาม เอเปคจึงมีสมาชิกทั้งส้ิน
21 ประเทศเปน องคก ารทางเศรษฐกิจทใี่ หญท่สี ุดในโลก

วตั ถุประสงคสาํ คัญของเอเปคเพือ่ ใหเ ปนเวทปี รกึ ษาหารือกันในดา นการสงเสริม และลด
อุปสรรคทางดานการคาและการลงทุน การรวมมือในดานการพัฒนาทรัพยากรมนุษยและ
ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก การถายทอดเทคโนโลยี ฯลฯ
เอเปคมีสาํ นกั งานใหญอยูทีป่ ระเทศสิงคโปร

42

2. สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใตหรืออาเซียน(Association of Southeast
Asian Nations : ASEAN)

กอ ต้งั เมื่อ 8 สงิ หาคม 2510 โดยลงนามกันท่ีกรุงเทพฯ โดยรัฐมนตรีตางประเทศของ
5 ประเทศ คอื ไทย อนิ โดนีเซีย สิงคโปร มาเลเซีย ประเทศที่มีบทบาทสําคัญในการผลักดันให
เกิดสมาคมนี้ คือประเทศไทย ปจจุบันสมาคมอาเซียนมีสมาชิก 10 ประเทศโดยรับบรูไนเขา
เปนสมาชิกเมอ่ื พ.ศ.2527 เวียดนามในพ.ศ.2538 ลาวและพมาในพ.ศ.2540 และกัมพูชา
ในพ.ศ. 2541

วัตถปุ ระสงคสําคญั ของสมาคมอาเซยี นคือ เพือ่ เรง รดั ความเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกจิ
ความกาวหนาทางสงั คม และการพฒั นาทางวัฒนธรรมในภูมิภาค เพอื่ สง เสรมิ สนั ตภิ าพและ
เสถียรภาพในภูมิภาค เพอื่ สงเสรมิ ใหม คี วามรว มมอื กันอยา งจริงจังในดานเศรษฐกิจ สังคม
วฒั นธรรม วิชาการ วทิ ยาศาสตร และการบริหารความรว มมอื ทางเศรษฐกจิ ของอาเซียนที่
สําคญั ไดแก

1. เขตการคาเสรอี าเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA)เปน ความรวมมือ
ทางการคา ที่เกดิ ขึ้นในพ.ศ. 2535 หลักการสาํ คัญคอื ลดภาษศี ุลกากรระหวางกนั เหลอื รอ ยละ
0-5 ภายใน 10 ป (พ.ศ. 2536-2544)

2. โครงการอุตสาหกรรมอาเซยี น (ASEAN Industrial Project : AIP)เปนโครงการ
ขนาดใหญต ั้งอยูในแตล ะประเทศ เพื่อผลิตสินคาอุตสาหกรรมท่ีอยูในความตองการ ไดรับสิทธิ
พิเศษทางภาษีไมต่ํากวารอยละ 50 โดยตกลงใหอินโดนีเซียและมาเลเซียผลิตปุยยูเรีย
ฟลิปปน สผ ลิตปยุ ฟอสเฟต สงิ คโปรผลติ เครอื่ งยนตดีเซล และไทยผลิตหนิ เกลอื โซดาแอช ตอมา
มกี ารเปล่ียนแปลงความตกลง คือ ฟล ิปปนสผลิตทองแดงแปรรูป สิงคโปรยกเลิกโครงการ ไทย
ทําเหมืองแรโพแทชทอี่ าํ เภอบําเหน็จณรงค จ.ชัยภูมิ โดยไดรับความเห็นชอบจากอาเซียนพ.ศ.
2534 สว นอนิ โดนเี ซียและมาเลเซยี ยงั คงผลิตปุยยูเรยี ตอไป

3. โครงการความรวมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนหรือไอโก (ASEAN
Industrial Cooperation Scheme : AICO)เปนโครงการแบงผลิตสินคาอุตสาหกรรมแลว
สงออกไปขายในอาเซียน โดยผูผลิตจะตองเปนภาคเอกชนอยางนอย 2 บริษัทจากประเทศ
สมาชิกอยางนอย 2 ประเทศ สินคาในโครงการจะไดรับการลดภาษีอากรเหลือรอยละ 0-5
ทนั ที ภาคเอกชนของไทยไดร ว มผลิตชิ้นสว นรถยนตเครือ่ งใชไ ฟฟา ฯลฯ

4. เขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN InvestimentArea : AIA)ตั้งขึ้นพ.ศ. 2533
เพื่อสงเสริมการลงทุนรวมกัน เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจกรรมดานการลงทุน สงเสริม
การไหลเวยี นของเงนิ ทนุ

3. เขตการคาเสรอี าเซียนหรืออาฟตา (ASEAN Free Trade Area: AFTA)
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนคร้ังท่ี 4 เมื่อเดือนมากราคม 2535 ที่ประเทศสิงคโปร

ประเทศสมาชกิ กลมุ อาเซยี น ซึ่งขณะน้ันประกอบดวยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร

43

บรู ไนและไทยไดล งนามในการตกลงทีจ่ ะจัดต้ังเขตการคาเสรีอาเซียน โดยกําหนดวัตถุประสงค
เพ่ือใหมีการคาสินคาภายในกลุมอาเซียนเปนไปโดยเสรี เพ่ือดึงดูดนักลงทุนตางชาติสูภูมิภาค
อาเซียน และเพื่อรองรับสถานการณเศรษฐกิจการคาโลกท่ีจะเสรีย่ิงขึ้นเน่ืองจากสถานการณ
เศรษฐกจิ และการคา โลกไดเ ปลีย่ นแปลงไปอยางรวดเรว็ มีการรวมกลุมเศรษฐกิจการคาเกิดข้ึน
ในภมู ภิ าคตา งๆทว่ั โลก และกลมุ ประเทศสังคมนิยมเรมิ่ มกี ารปรบั ตวั สรู ะบบเศรษฐกิจเสรี ทําให
การแขงขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะสงผลกระทบตอการขยายตัวทางดานการ
สงออกและการลงทนุ ของอาเซยี น ประเทศสมาชิกลมุ อาเซียนจึงไดจ ดั ตงั้ เขตการคาเสรีอาเซียน
ข้ึน โดยมีขอตกลงจะลดอัตราภาษีศุลกากรภายในกลุมประเทศอาเซียนใหอยูในระดับรอยละ
0-5 ภายใน 15 ปโดยเริ่มจากวันที่ 1 มกราคม 2536 ตอมาไดยนระยะเวลาลงเหลือ 10 ป
โดยใหสนิ้ สุดการลดภาษีในพ.ศ.2546 ยกเวนสมาชิกใหมของอาเซียนไดรับการผอนผันขยาย
เวลาออกไป

ประโยชนท่ไี ทยไดร บั จากการรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ

1. เพ่ิมอํานาจตอรอง การรวมกลุมเปนอันเหนึ่งอันเดียวกันยอมเปนการเพิ่มพลังทาง
เศรษฐกิจของประเทศสมาชกิ และเพ่มิ อํานาจตอรองกับประเทศคคู า ในอันท่ีจะติดตอคาขายให
เปน ประโยชนแ กป ระเทศสมาชิก

2. เพิ่มปริมาณการคา การที่ประเทศสมาชิกของกลุมผอนคลายกฎเกณฑทางการคา
การลดกําแพงภาษีและดานการตลาดใหแกกันและกัน ยอมเปนการสงเสริมใหปริมาณการคา
ของประเทศสมาชิกขยายตวั

3. เพมิ่ การผลติ สินคา เฉพาะอยา ง การตกลงใหประเทศสมาชกิ ทาํ การผลิตสินคาเฉพาะ
อยางทตี่ นถนดั และมีทรพั ยากรทเี่ หมาะสม จะชวยใหมีตนทุนต่ําผูผลิตมีกําไรดีข้ึนจากการผลิต
ปริมาณมากอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ

4. เพมิ่ ขนาดของตลาด การลดเง่อื นไขทางการคาและการลดหยอ นภาษใี หแกประเทศ
สมาชกิ ในกลุมและนอกกลมุ ชวยใหประเทศตาง ๆมีตลาดที่จะสงสินคาออกไปขายไดก วา งขวาง
มากขึน้ เชน กลุม อาเซียนและกลุมประเทศเศรษฐกจิ ประกาศลดหรือยกเลกิ ภาษีสําหรับสนิ คา
นําเขา จากประเทศสมาชิกในกลุมและนอกกลุมบางประเทศ ทําใหสนิ คาเกษตรของไทยมตี ลาด
กวางขวางมากขน้ึ

44

ประโยชนของการรวมกลุม ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สมาคมประชาชาตแิ หง เอเชยี ตะวันออกเฉียงไดกาํ หนดวัตถปุ ระสงคที่สําคัญ 7 ประการ
ในการจดั ตง้ั ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน ซึ่งกอใหเ กดิ ประโยชนแกประเทศสมาชิก ดังน้ี

1. สงเสริมความรวมมือและความชวยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม
วฒั นธรรม เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตร และการบริหาร

2. สงเสริมสนั ตภิ าพและความม่ันคงสว นภมู ิภาค
3. เสรมิ สรา งความเจริญรุงเรอื งทางเศรษฐกจิ พัฒนาการทางวฒั นธรรมในภูมภิ าค
4. สงเสรมิ ใหประชาชนในอาเซียนมคี วามเปน อยแู ละคณุ ภาพชีวิตที่ดี
5. ใหความชวยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝกอบรมและการวิจัย และสงเสริม
การศึกษาดานเอเชียตะวันออกเฉียงใต
6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการคา ตลอดจนการ
ปรบั ปรงุ การขนสง และการคมนาคม
7. เสริมสรางความรวมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องคการ ความรวมมือแหง
ภมู ภิ าคอนื่ ๆ และองคการระหวางประเทศ

ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศในทวปี เอเชีย

ทวีปเอเชยี เปน ทวีปท่ใี หญท ่สี ดุ ของโลกมีประชาชนคิดเปน รอ ยละ60 ของประชากรโลก
ภูมิประเทศมีทั้งที่เปนช้ันดินเย็นแข็งคงตัว ปาชัฎ ทะเลทรายมียอดเขาเอเวอเรสตซ่ึงเปน
จุดสูงสุดของโลก ทวีปเอเชียประกอบดวย 48 ประเทศ สามารถแบงออกเปนกลุมประเทศ
ตามสภาพทางภมู ศิ าสตรไ ด 5 กลมุ คือ

- เอเชยี ตะวันตกเฉยี งใต
- เอเชยี ใต
- เอเชียกลาง
- เอเชยี ตะวันออก
- เอเชียตะวะนออกเฉยี งใต

1.เอเชยี ตะวนั ตกเฉยี งใต
ประเทศในเอเชียตะวันตกเฉียงใตสวนใหญมีภูมิภาคคอนขางแหงแลงมีทะเลทราย

กวางขวาง โดยเฉพาะแถบคาบสมทุ รอาหรับและตอนเหนอื ของประเทศซีเรียสวนประเทศตุรกี
โดยเฉพาะสวนที่อยูดานตะวันตกและรอบทะเลเมดิเตอรเรเนียนเปนพ้ืนท่ีเพาะปลูกและปาไม
การเกษตรสวนใหญยังไมมีระบบชลประทานเพียงพอจึงตองอาศัยแมน้ําไทกริสยูเฟรทีสเปน
หลกั ประเทศทีม่ ีแหลง น้าํ มันดิบและกา ซธรรมชาติมาก เชน ซาอุดีอาระเบยี คเู วต กาตาร

45

ดว ยเหตนุ ้ี รายไดประชาชาติของประเทศดังกลา ว เชน อสิ ราเอล จงึ มาจากทรพั ยากรนํา้ มันและ
กา ซธรรมชาติเปนสว นใหญ นอกจากน้นั ก็เปนรายไดจากพืชผลผลติ

สินคานาํ เขาขาวและสง ออกของกลุมประเทศเอเชยี ตะวนั ตกเฉียงใตทน่ี าสนใจ เชน
1.1ประเทศซาอดุ ิอาระเบยี
สนิ คา นําเขา ไดแ ก เคร่อื งจกั ร เคมภี ณั ฑ รถยนต อาหารสาํ เร็จรปู สง่ิ ทอ
สินคา สง ออก ไดแ ก รองเทา นาํ้ มันดิบ ผลติ ภณั ฑป โ ตรเลยี ม
1.2 ประเทศอหิ รา น

สินคา นาํ เขา ไดแก อาหาร วสั ดุกอ สรา ง ยานพาหนะ อะไหล เครอ่ื งนงุ หม

สนิ คาสง ออก ไดแ ก นา้ํ มนั ผลิตภณั ฑ ปยุ

2. เอเชยี ใต
เอเชียใตแยกจากสวนอื่นของเอเชียดวยเทือกเขาหิมาลัย เอเชียใตประกอบดวย

ประเทศ 8 ประเทศ ไดแก เนปาล บังกลาเทศ ปากีสถาน ภูฏานมัลดีฟส ศรีลังกา
อัฟกานิสถาน และอินเดีย ประเทศกลุมน้ีจัดไดวาเปนประเทศที่กําลังพัฒนารายไดหรือ
ผลิตภัณฑมวลรวมเฉล่ียตอหัวของประชากรต่ําถึงคอนขางตํ่า ประเทศท่ีมีรายไดตอหัวสูงสุด
คือ ศรลี งั กา

3. เอเชียกลางและเอเชยี ตะวันออก
เอเชยี กลางและเอเชียตะวันออกครอบคลุมอาณาเขตตั้งแตเทือกเขาท่ีปกคลุมดวยหิมะ

ของทเิ บตทอดยาวขึ้นไปถึงทะเลทรายทางทิศเหนือ สวนทางทิศตะวันออกติดกับภูมิประเทศ
หลากรูปแบบของจีน และประเทศตางท่ีเปนเกาะประเทศที่อยูในเอเชียกลางและเอเชีย
ตะวนั ออก รวมทง้ั หมด 16 ประเทศญ่ีปนุ เปนประเทศท่ีใชร ะบบเศรษฐกจิ แบบทุนนิยม
มีผลิตภณั ฑมวลรวมภายในประเทศหรอื รายไดเฉลีย่ ตอ หวั ของประชากรสูงที่สุดในกลุมประเทศ
เอเชียกลางและเอเชียตะวันออกสาธารณรัฐประชาชนจีน เปนประเทศท่ีใชระบบเศรษฐกิจ
แบบสังคมนยิ ม แตใ นปจจุบนั ไดนําระบบทุนนยิ มเขา ไปใชใ นบางเขตของประเทศ ในบริเวณท่ี
เรียกกันวา เขตเศรษฐกิจพิเศษ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีถานหินมาก รวมทั้งยังมีแรเชื่อ
เพลิงและแรอุตสาหกรรมอน่ื ๆ คาดกนั วาสาธารณรัฐประชาชนจีนจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ
ของประเทศใหอยใู นระดับแนวหนา ของโลกได ดวยความอุดมสมบูรณของทรัพยากรท่ียังมีอยู
เปน จาํ นวนมากประกอบดวยนโยบายเศรษฐกิจทีม่ คี วามเปน เสรนี ิยมมากขึน้ ดังกลา ว

สินคา นําเขา ขา วและสง ออกของกลุมประเทศเอเชียกลางและเอเชียตะวนั ออกที่นาสนใจ
เชน

3.1 ประเทศจีน
สนิ คา นาํ เขา ไดแ ก แผงวงจรไฟฟา น้ํามันปโตรเล่ียมดิบและนํ้ามันดิบ ชิ้นสวน

วัสดุอุปกรณอ เิ ลก็ ทรอนิกส สนิ แร และเครื่องจกั รฯ

46

สินคาสงออก ไดแก ช้ินสวนและวัสดุอุปกรณอิเล็กทรอนิกส เส้ือผา รองเทา
เครอ่ื งกระเปา เดนิ ทางเฟอรน ิเจอรและสวนประกอบ

3.2 ประเทศญป่ี ุน
สนิ คานาํ เขา ไดแก นํ้ามนั ดบิ เคร่อื งใชไ ฟฟา เคร่ืองจักร เคร่ืองบริโภค วัตถุดิบในการ

ผลติ
สินคา สงออก ไดแ ก เคร่ืองจักรในการขนสง เครื่องใชไ ฟฟา สินคาอิเลก็ ทรอนิกส

เคมภี ณั ฑ เหล็กกลา ผลติ ภัณฑไ ฟฟา และอเิ ล็กทรอนิกส นาํ้ มันปาลม เคมีภณั ฑ

4. เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต
เอกลกั ษณที่ชัดเจนทางดานภูมิศาสตรของภูมิภาคน้ี คือ ดานในของภูมิภาคมีลักษณะ

ภูมิประเทศเปนภูเขา เอเชียตะวันออกเฉียงใตประกอบดวย 10 ประเทศ ไดแก กัมพูชา ไทย
พมา มาเลเซีย สงิ คโปร ลาว เวียดนาม ฟลิปปนส อินโดนีเซีย บรูไน ประเทศที่อยูในกลุมเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใตส วนใหญเปนประเทศท่ีกาํ ลงั พฒั นาและใชระบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยม

เศรษฐกจิ ของประเทศในภมู ิภาคน้ีโดยพ้ืนฐานดงั้ เดมิ ขันกับภาคเกษตรและการทําปาไม
แตปจจุบันไดเริ่มพัฒนาภาคอุตสาหกรรมจนสามารถสงเปนสินคาออกแขงขันในตลาดโลกได
นอกจากน้นั ประเทศในภมู ภิ าคนี้สว นใหญเปนมีแหลงทรัพยากรน้ํามันและกาซธรรมชาติ และ
แรธาตุที่สาํ คัญจาํ นวนมากหลายประเทศจงึ มรี ายไดจากการสงออกนา้ํ มันและกา ซธรรมชาติ

สนิ คานําเขา ขา วและสง ออกของกลุมประเทศเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตที่นา สนใจ เชน
4.1 ประเทศมาเลเซยี
สนิ คา นําเขา ไดแกไฟฟาและอิเล็กทรอนิกสเครื่องจักร และอุปกรณเคมีภัณฑ

อปุ กรณก ารคาขนสงผลติ ภณั ฑโลหะ
สินคา สงออก ไดแ กผลิตภัณฑไ ฟฟา และอิเลก็ ทรอนิกส นาํ้ มันปาลม เคมีภัณฑ

4.2 ประเทศสงิ คโปร
สนิ คานาํ เขา ไดแ กเ คร่อื งจกั ร เครอ่ื งใชไฟฟา เคมีภณั ฑ เสื้อผา
สินคาสงออก ไดแกเคร่ืองจักรกล ชิ้นสวนอุปกรณไฟฟา น้ํามันดิบ ผลิตภัณฑ

อาหาร
4.3 ประเทศบรไู น
สินคานําเขา ไดแก เครื่องจักรอุตสาหกรรม เคร่ืองยนต เครื่องใชไฟฟาสินคา

การเกษตร ประเภทขาวและผลไม
สินคา สงออก ไดแ กนา้ํ มนั ดิบกาซธรรมชาติ


Click to View FlipBook Version