The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สรุปเนื้อหาวิชาสังคมศึกษา ม.ปลาย

สังคม

47

4.4 ประเทศลาว
สนิ คานําเขา ไดแ ก ไฟฟาและอิเลก็ ทรอนิกสเครื่องจักร และอุปกรณเคมีภัณฑ

อปุ กรณการคาขนสง ผลติ ภณั ฑโ ลหะเครอ่ื งอุปโภคบริโภค
สินคาสงออก ไดแกไมซุง ไมแปรรูปผลิตภัณฑไม สินแรโลหะ ถานหินเสื้อผา

สําเร็จรปู
4.5 ประเทศกมั พชู า
สนิ คานําเขา ไดแก ผลิตภัณฑปโตรเลียมวัสดุกอสราง เครื่องจักรยานพาหนะ

เครอ่ื งใชไ ฟฟาเครอ่ื งดืม่ ผาผนื ผลติ ภัณฑย าง
สินคาสง ออก ไดแ กเสอื้ ผา สง่ิ ทอ รองเทา ปลา ไม ยางพาราบุหร่ี ขาว ขา วโพด

4.6 ประเทศเวยี ดนาม
สินคานําเขา ไดแกนํ้ามันสําเร็จรูปเหล็กและเหล็กกลาเสนใย สิ่งทอ

เครอื่ งใชไฟฟา
สนิ คาสง ออก ไดแ กเ สอื้ ผา สงิ่ ทอ น้ํามนั ดบิ อาหารทะเลขาว ยางพารา กาแฟ

4.7 ประเทศไทย
สินคานาํ เขา ไดแ กเคร่อื งใชไฟฟา อเิ ล็กทรอนิกสน ้ํามนั กาซยานยนต
สินคาสงออก ไดแกขาว ยางพารา มันสําปะหลัง ผลิตภัณฑเนื้อไก ไขไก อัญญมณี

สิง่ ทอ
4.8 ประเทศพมา
สนิ คา นาํ เขา ไดแก เครื่องจกั ร ใยสงั เคราะห นาํ้ มนั สําเร็จรูป
สนิ คา สงออก ไดแกกา ซธรรมชาติส่ิงทอ ไมซ ุง
4.9 ประเทศอินโดนเี ซยี
สินคานําเขา ไดแกนํ้ามัน เหล็กทอเหล็ก ผลิตภัณฑเหล็กส่ิงทอ เคมีภัณฑ

เคมภี ัณฑ เส้อื ผา
สินคาสงออก ไดแ กก า ซธรรมชาติ แรธ าตุ ถา นหิน ผลิตภัณฑจากไม สิ่งทอ

4.10 ประเทศฟลปิ ปนส
สนิ คานําเขา ไดแก นํ้ามันเชื้อเพลิง ช้ินสวนอิเล็กทรอนิกส เครื่องจักรกลและ

เครื่องมอื เครื่องใชในการขนสง เหล็กและเหล็กกลา เสนใยส่ิงทอ ธัญพืช เคมีภัณฑผลิตภัณฑ
พลาสติก

สินคาสงออก ไดแก ผลิตภัณฑอิเล็กทรอนิกส และอุปกรณกึ่งตัวนํา
เครอื่ งจักรกล เคร่ืองมอื เคร่อื งใชใ นการขนสง เส้อื ผา ผลิตภัณฑทองแดง ผลิตภัณฑปโตรเลียม
น้ํามันมะพรา ว และผลไม

48

กิจกรรมทายบทท่ี 3

คําสง่ั ใหนักศกึ ษาตอบคําถามตอ ไปน้ี

1. เศรษฐศาสตรจ ุลภาค และเศรษฐศาสตรม หภาคหมายถงึ อะไร
แนวตอบ

เศรษฐศาสตรจุลภาค เปนการศกึ ษาพฤติกรรมทางเศรษฐกจิ ของหนว ยเศรษฐกิจยอ ยๆ
ภายใตขอบเขตของทรัพยากรทมี่ อี ยู โดยมีเปา หมายเพ่ือใหไ ดผ ลประโยชนสงู สุด เชน
พฤตกิ รรมการตดั สนิ ใจของผูผลิตวาจะผลติ สนิ คาและบรกิ ารอะไร ปริมาณเทาใด ควรกําหนด
ราคาเทา ใด และจะจาํ หนา ยจา ยแจกอยางไร เปน ตน รวมถงึ พฤติกรรมการบริโภคของบคุ คล
ครวั เรอื นและหนว ยธรุ กจิ อปุ สงคข องผบู ริโภค กลไกของราคา การกําหนดราคาของปจ จัยการ
ผลิต เชน คาแรงของคนงานคา เชา ท่ีดิน กําไรของผปู ระกอบการ เปนตน การศึกษาดงั กลา วเปน
การศึกษาเก่ยี วกบั เร่ือง "ราคา" ของสินคา ชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือของปจจยั การผลติ อยา งใดอยาง
หนงึ่

เศรษฐศาสตรม หภาค เปน การศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกจิ ของท้ังระบบโดยรวม
ไดแก รายไดป ระชาชาติ ปรมิ าณเงิน ระดับราคาสินคาและบริการโดยทวั่ ไป ความสัมพันธ
ระหวางรายได การบริโภค การออมและการลงทุน การจางงานโดยรวม การคาระหวา งประเทศ
การหารายได และการใชจายของรัฐบาล การพฒั นาเศรษฐกิจ เปน ตน ดงั น้ัน ในเศรษฐศาสตร
มหภาค จึงไมไ ดมงุ ที่ผบู รโิ ภคหรือผผู ลิตคนใดคนหนง่ึ หรือกลุม ใดกลมุ หนึง่ แตเ ปนการพิจารณา
ในภาครวม โดยเปาหมายทส่ี าํ คัญของเศรษฐศาสตรม หภาคอยูทีเ่ ร่อื ง การจางงานเต็มท่ี
การรักษาเสถียรภาพทางดานราคาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ

2. ประโยชนของการคมุ ครองสทิ ธิผบู ริโภค มปี ระโยชนอ ยางไร
แนวตอบ- ผบู รโิ ภคจะไดร บั ทราบขา วสาร เกยี่ วกับวธิ ีการเลือกซ้ือสนิ คาและเลือกใชบรกิ ารที่ดี
มีคณุ ภาพทาํ ใหไ ดรบั ความปลอดภัย ความเปนธรรม และประหยดั

-ชว ยใหผ บู ริโภคไดรบั รูสทิ ธิของตนเองและรูจักเรียกรอง เมื่อไดรับความเสียหายและ
ความเดอื ดรอนจากการใชสินคาและบรกิ ารเปน การสรา งนิสัยในการบรโิ ภคใหแกผูบรโิ ภค
เพ่อื สงเสริมพลานามยั ประหยัดและสามารถใชท รัพยากรของชาตใิ หเ ปน ประโยชนม ากที่สุด

3.จงอธิบายความสําคัญของการรวมกลุม ทางเศรษฐกิจในทวปี เอเชยี
แนวตอบการรวมกลุม ทางเศรษฐกจิ มีความสาํ คญั ดังนี้

1. ทําใหตลาดขยายตัว เม่ือประเทศในภูมิภาคมารวมกลุมกันก็จะมีขอตกลงเพื่อลด
หรอื ยกเลิกขอ จาํ กัดทางการคาระหวางกนั ในทุกดาน เพ่อื ใหก ารคา ระหวางประเทศภายในกลุม

49

ไมถ ูกจาํ กัดดวยอปุ สรรคทางการคา มีขอ ตกลงแบง งาน การผลติ มุงความรวมมือดาน สวนแบง
ตลาด ทาํ ใหการคา ภายในกลมุ ขยายตัวกวางขวางมากข้ึน

2. ปจจัยการผลิตเคล่ือนยายไดอยางเสรีมากขึ้น ซ่ึงไดแก แรงงาน ทุนและ
ผูประกอบการ สามารถเคล่อื นยายไดอ ยางเสรมี ากข้นึ ทําใหปจ จยั การผลิตตาง ๆ ถูกนําไปใชได
อยางเต็มที่กอใหเกิดรายไดแกเจาของปจจัยการผลิตเพ่ิมมากขึ้น เชน แรงงานท่ีวางงานใน
ประเทศหนงึ่ อาจเคลื่อนยายไปทํางานในประเทศท่มี ีความตอ งการแรงงานมากก็ได

4. จงอธบิ ายการรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ ตาง ๆ ในทวีปเอเชีย มาโดยสงั เขป
แนวตอบในทวปี เอเชียมกี ารรวมกลุมทางเศรษฐกจิ กลมุ สาํ คญั ๆ ดังนี้

1. องคการความรวมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟกหรือเอเปค (Asia-Pacific
Economic Cooperation : APEC)

เกิดจากการประชมุ รฐั มนตรตี า งประเทศ และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศในประเทศ
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟก 12 ประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2532 สมาชิกกอต้ัง คือ
ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุน เกาหลีใต นิวซีแลนด สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย
ฟลิปปน สและไทย ประเทศท่ีสมคั รเขาเปนสมาชิกในเวลาตอ มาคอื จีน ฮองกง ไตหวัน เม็กซิโก
ปาปวนิวกีนี และชิลี ลาสุด คือเปรู สหพันธรัฐรัสเซีย และเวียดนาม เอเปคจึงมีสมาชิกทั้งสิ้น
21 ประเทศเปนองคการทางเศรษฐกจิ ท่ีใหญท่สี ุดในโลก

วตั ถปุ ระสงคสําคญั ของเอเปคเพื่อใหเ ปนเวทปี รึกษาหารือกันในดา นการสงเสริม และลด
อุปสรรคทางดานการคาและการลงทุน การรวมมือในดานการพัฒนาทรัพยากรมนุษยและ
ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก การถายทอดเทคโนโลยี ฯลฯ
เอเปคมสี ํานักงานใหญอ ยทู ป่ี ระเทศสงิ คโปร

2. สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใตหรืออาเซียน (Association of
Southeast Asian Nations : ASEAN)

กอต้งั เมอื่ 8 สงิ หาคม 2510 โดยลงนามกันที่กรุงเทพฯ โดยรัฐมนตรีตางประเทศของ
5 ประเทศ คือไทย อนิ โดนีเซีย สิงคโปร มาเลเซีย ประเทศที่มีบทบาทสําคัญในการผลักดันให
เกดิ สมาคมนี้ คือประเทศไทย ปจจุบนั สมาคมอาเซียนมสี มาชิก 10 ประเทศ

วัตถุประสงคสําคัญของสมาคมอาเซียนคือ เพ่ือเรงรัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ความกาวหนาทางสังคม และการพัฒนาทางวัฒนธรรมในภูมิภาค เพ่ือสงเสริมสันติภาพและ
เสถียรภาพในภูมิภาค เพ่ือสงเสริมใหมีความรวมมือกันอยางจริงจังในดานเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร และการบริหารความรวมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนที่
สาํ คญั ไดแก

1. เขตการคา เสรีอาเซยี น (ASEAN Free Trade Area : AFTA) หลักการสาํ คัญคอื
ลดภาษีศลุ กากรระหวา งกนั เหลือรอยละ 0-5 ภายใน 10 ป (พ.ศ. 2536-2544)

50

2. โครงการอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Industrial Project : AIP) เปนโครงการ
ขนาดใหญตง้ั อยใู นแตละประเทศ เพ่ือผลิตสินคาอุตสาหกรรมที่อยูในความตองการ ไดรับสิทธิ
พิเศษทางภาษีไมต่ํากวารอยละ 50 โดยตกลงใหอินโดนีเซียและมาเลเซียผลิตปุยยูเรีย
ฟล ิปปน สผลติ ปุยฟอสเฟต สิงคโปรผลติ เครื่องยนตดีเซล และไทยผลติ หินเกลอื โซดาแอช ตอมา
มีการเปลีย่ นแปลงความตกลง คอื ฟล ิปปนสผลิตทองแดงแปรรูป สิงคโปรยกเลิกโครงการ
ไทยทําเหมอื งแรโพแทชท่ีอําเภอบําเหน็จณรงค จ.ชัยภูมิ โดยไดรับความเห็นชอบจากอาเซียน
พ.ศ.2534 สว นอินโดนีเซยี และมาเลเซียยงั คงผลิตปุยยเู รยี ตอไป

3. โครงการความรวมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนหรือไอโก (ASEAN Industrial
Cooperation Scheme : AICO) เปนโครงการแบงผลิตสินคาอุตสาหกรรมแลวสงออกไปขาย
ในอาเซยี น โดยผผู ลติ จะตอ งเปน ภาคเอกชนอยางนอย 2 บริษัทจากประเทศสมาชิกอยางนอย
2 ประเทศ สินคาในโครงการจะไดรับการลดภาษีอากรเหลือรอยละ 0-5 ทันที ภาคเอกชนของ
ไทยไดร ว มผลิตช้ินสวนรถยนตเคร่ืองใชไ ฟฟา ฯลฯ

4. เขตการลงทนุ อาเซยี น (ASEAN InvestimentArea : AIA) ต้ังขน้ึ พ.ศ. 2533
เพ่ือสงเสริมการลงทุนรวมกัน เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจกรรมดานการลงทุน สงเสริม
การไหลเวยี นของเงนิ ทุน

3. เขตการคาเสรีอาเซียนหรืออาฟตา (ASEAN Free Trade Area: AFTA)
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 เมื่อเดือนมากราคม 2535 ท่ีประเทศสิงคโปร
ประเทศสมาชกิ กลุม อาเซียน ซ่งึ ขณะนนั้ ประกอบดวยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร
บรู ไนและไทยไดล งนามในการตกลงทีจ่ ะจัดตั้งเขตการคาเสรีอาเซียน โดยกําหนดวัตถุประสงค
เพ่ือใหมีการคาสินคาภายในกลุมอาเซียนเปนไปโดยเสรี เพ่ือดึงดูดนักลงทุนตางชาติสูภูมิภาค
อาเซียน และเพื่อรองรับสถานการณเศรษฐกิจการคาโลกท่ีจะเสรียิ่งขึ้นเน่ืองจากสถานการณ
เศรษฐกิจและการคา โลกไดเปล่ียนแปลงไปอยางรวดเร็ว มีการรวมกลุมเศรษฐกิจการคาเกิดข้ึน
ในภูมภิ าคตา งๆท่วั โลก และกลมุ ประเทศสังคมนิยมเริ่มมีการปรบั ตวั สูระบบเศรษฐกิจเสรี ทําให
การแขงขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะสงผลกระทบตอการขยายตัวทางดานการ
สง ออกและการลงทนุ ของอาเซยี น ประเทศสมาชิกลุมอาเซยี นจึงไดจ ดั ตัง้ เขตการคาเสรีอาเซียน
ข้ึน โดยมีขอตกลงจะลดอัตราภาษีศุลกากรภายในกลุมประเทศอาเซียนใหอยูในระดับรอยละ
0-5 ภายใน 15 ปโ ดยเริ่มจากวันที่ 1 มกราคม 2536 ตอมาไดยนระยะเวลาลงเหลือ 10 ป
โดยใหสน้ิ สดุ การลดภาษีใน พ.ศ.2546 ยกเวนสมาชิกใหมของอาเซียนไดรับการผอนผันขยาย
เวลาออกไป

5.จงอธิบายประโยชนข องการรวมกลมุ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
แนวตอบ ประโยชนข องการรวมกลมุ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน มดี ังน้ี

51

1. สงเสริมความรวมมือและความชวยเหลือซ่ึงกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตร และการบรหิ าร

2. สง เสริมสนั ติภาพและความม่นั คงสวนภูมิภาค
3. เสรมิ สรางความเจรญิ รุง เรอื งทางเศรษฐกจิ พัฒนาการทางวัฒนธรรมในภมู ิภาค
4. สงเสรมิ ใหป ระชาชนในอาเซยี นมีความเปน อยแู ละคุณภาพชีวิตท่ดี ี
5. ใหความชวยเหลือซ่ึงกันและกัน ในรูปของการฝกอบรมและการวิจัย และสงเสริม
การศึกษาดา นเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต
6. เพ่ิมประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการคา ตลอดจนการ
ปรบั ปรงุ การขนสงและการคมนาคม
7. เสริมสรางความรวมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องคการ ความรวมมือแหง
ภูมภิ าคอ่นื ๆ และองคการระหวางประเทศ

52

บทท่ี 4
การเมืองการปกครอง

ท่ีการเมืองเปนเรื่องเกี่ยวกับวิธีการไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองและการบริหาร
ราชการแผนดิน และการใชอํานาจท่ีไดมาเพ่ือสรางความผาสุกใหแกประชาชน สวนการ
ปกครองเปนการทํางานของ เจาหนาที่ของรัฐ ซ่ึงจะดําเนินการตามกฎหมายและนโยบายท่ีรัฐ
มอบใหดําเนินการ โดยมุงที่จะสราง ความผาสุก ความเปนระเบียบ ความสงบเรียบรอยให
เกดิ ขึ้นในสังคมภายใตรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยและแบบเผด็จการ

รปู แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ในประเทศประชาธิปไตยนั้น ไมไดมีรูปแบบการปกครองเหมือนๆ กันทั้งหมด
นักวิชาการไดพยายามเสนอหลักเกณฑตางๆ ที่อาจใชแบงรูปแบบการปกครองของประเทศ
ประชาธิปไตยมากมายดว ยกัน สรุปไดเ ปน 2 หลักเกณฑ ดงั น้ี

1. หลกั ประมขุ ของประเทศ แบงรปู แบบประชาธิปไตยได 2 ลกั ษณะ คอื
1)มีพระมหากษตั ริยเปน ประมขุ พระมหากษตั รยิ จ ะทรงใชอ ํานาจอธปิ ไตย ซงึ่ เปนของ

ปวงชนโดยใชองคกรแยกกันเปน 3 ทางคือ ทรงใชอ าํ นาจนิติบญั ญัตโิ ดยผา นทางรฐั สภา อํานาจ
บริหารโดยผานทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการโดยผานทางศาล สวนองค
พระมหากษัตริยจ ะทรงเปนกลางในทางการเมอื ง เชน ไทย องั กฤษ กัมพชู า ซาอุดีอาระเบีย
เลโซโท โมร็อกโก เบลเยียม ลกิ เตนสไตน เปน ตน

2) มีประธานาธบิ ดเี ปนประมุข ผดู าํ รงตําแหนงประธานาธิบดีมาจากการเลือกต้ังของ
ประชาชนเชน เบลารุส ตุรกี อารเมเนีย สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฟลิปปนส
สงิ คโปร อินเดีย

2.หลกั การรวมและการแยกอาํ นาจ แบงออกเปน 3 ลกั ษณะ
1)แบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไดแ ก การมีเฉพาะผแู ทนราษฎรเพียง

สภาเดียวหรืออาจมี 2 สภาก็ได มีทั้งสภาผูแทนราษฎร ซ่ึงตัวแทนหรือสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรทป่ี ระชาชนเปนผลู งคะแนนเสยี งเลือกตั้ง ซ่งึ มาจากการเลอื กตง้ั และวุฒิสภาซึ่งเปนสภา
ของผูทรงคุณวุฒิ สวนมากสมาชิกไดมาจากการแตงตั้ง แตสมาชิกวุฒิสภาในบางประเทศก็มา
จากการเลอื กตั้ง ชอื่ สภาอาจเรยี กตางกนั ได เชน ในอังกฤษเรียกสภาผูแทนราษฎรวา สภาลาง
และวุฒสิ ภาวา สภาสูงหรือสภาขุนนาง แตโดยหลักการสภาท้ังสองตองประชุมรวมกันรวมกัน
เปน รัฐสภา ผูใชอํานาจนิติบัญญัติและอํานายบริหาร คือมีอํานาจในการออกกฎหมายเพื่อใช
ปกครองประเทศ และมีอํานาจบริหารในการใหความเห็นชอบหรือจัดต้ังรัฐบาล และควบคุม
การบรหิ ารของรฐั บาลดว ย คือ รฐั บาลบรหิ ารดว ยความไวว างใจของรัฐสภา ในทางปฏิบัติถือกัน

53

เปนหลกั เกณฑวา สมาชิกสภากลุมหรือพรรคการเองท่ีมเี สียงขางมากสนับสนนุ จะไดสิทธิในการ
จัดต้ังรัฐบาล เพ่ือทําหนาท่ีบริหารบานเมือง แตรัฐบาลจะตองอยูในความควบคุมของสมาชิก
รัฐสภา ลักษณะดังกลาวนี้ รัฐสภาและรัฐบาลตางทําหนาท่ีของตน แตรัฐสภาควบคุมรัฐบาล
ดว ยกระบวนการตามรฐั ธรรมนูญ และอาจลงมตไิ มไวว างใจเพือ่ ใหร ัฐบาลลาออกได สวนรัฐบาล
กอ็ าจยบุ สภาได

2) แบบประธานาธิบดี ระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีมีลักษณะคลายคลึง
กับแบบรัฐสภา การมีรัฐสภาเหมือนกัน แตมีลักษณะท่ีแตกตางกัน คือ การมีประธานาธิบดี
เปน ผูใชอ ํานาจบรหิ าร โดยประธานาธิบดมี ีสิทธิและหนาที่ในการจะแตงต้ังคณะรัฐมนตรีข้ึนมา
ชุดหน่ึง เพ่ือบริหารประเทศและรับผิดชอบรวมกัน สวนอํานาจนิติบัญญัติน้ันก็ยังคงตกอยูท่ี
รัฐสภา การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีนี้ ท้ังประธานาธิบดีและ
สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรตางก็ไดร ับเลอื กจากประชาชน ทั้งสองฝาย จึงตองรับผิดชอบโดยตรง
ตอระชาชน สวนอํานาจตุลาการยังคงเปนอิสระ ฉะน้ันอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และ
อํานาจตุลาการ ตางก็เปนอิสระและแยกกัน สถาบันผูใชอํานาจท้ังสามจะเปนตัวที่คอยยับย้ัง
และถวงดุลกันและกัน ไมใหฝายหนึ่งฝายใดใชอํานาจเกินขอบเขต เชน การปกครองของ
สหรัฐอเมรกิ า เปนตน

3) แบบก่งึ รัฐสภากงึ่ ประธานาธบิ ดี ระบอบประชาธปิ ไตยแบบน้ีประธานาธิบดีเปนทั้ง
ประมุขของรัฐและบริหารราชการแผนดินรวมกับนายรัฐมนตรี ในดานการบริหารนั้น
นายกรัฐมนตรี เปนผูลงนามประกาศใชกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเปนผูใชอํานาจ
บริหาร แตตองรับผิดชอบตอรัฐสภา สวนรัฐสภาเองก็ยังคงทําหนาท่ีสําคัญ คือ ออกกฎหมาย
และควบคุมการบริหารราชการแผนดิน ประธานาธิบดีในระบอบประชาธิปไตย แบบนี้เปนผู
กาํ หนดนโยบายตา งประเทศและการเมอื งโดยท่ัวๆ ไปทั้งยังทําหนาท่ีอนุญาโตตุลาการระหวาง
รัฐสภากับคณะรัฐมนตรี นอกจากน้ียังมีอํานายยุบสภาไดดวย จึงมีอํานาจมาก เชน อินเดีย
ฝร่ังเศส

รูปแบบการปกครองแบบเผดจ็ การ

ลทั ธิเผดจ็ การมอี ยูคกู ับสงั คมโลกมาต้ังแตมนุษยรวมกันเปนสังคมยุคแรก ๆ เชน สังคม
เผาทมี่ ีหัวหนา เผาที่เปนผูท่มี ีอํานาจเบด็ เสรจ็ ปจจบุ ัน สังคมไดวิวัฒนาการไปมาก รูปแบบการ
ปกครองของลัทธิเผด็จการก็มีหลากหลาย ท้ังน้ีเนื่องจากประเทศน้ัน ๆ ได พยายามที่จะเอา
ลัทธิน้ีมาเสริมแตงใหสอดคลองกับสถานการณทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของ
ตน เนื่องจากผูนําเหลาน้ีมีจุดประสงคเพื่อใหตนอยูในอํานาจนานมากที่สุดแบงออกเปน 2
รูปแบบ ไดแก

54

1.เผด็จการอํานาจนิยม
หมายถึง การปกครองท่ีใชอํานาจเปนหลักเกณฑสําคัญ โดยมีอํานาจเปนวิธีทางและ

จดุ หมายปลายทาง รฐั บาลจะเขาคมุ สิทธิและเสรีภาพทางการเมอื งของประชาชน และไมยอม
ใหประชาชนเขา ไปมีสว นรว มทางการเมอื งมีการตรวจสอบหรือใชอํานาจสั่งปดหนังสือพิมพโดย
อางลัทธิชาตินิยมมาสรางความ ชอบธรรมมาใชกับอํานาจของตน แตรัฐจะยังคงใหเสรีภาพ
ในทางเศรษฐกิจและสงั คม กลา วคือ ประชาชนสามารถเลอื กนับถือศาสนา ดําเนินชีวิตสวนตัว
และ ธุรกิจอยางเปนอิสระพอเหมาะสมเผด็จการอํานาจนิยมจะมีการลงโทษผูกระทําผิดตอ
เกณฑของบานเมืองอยางรุนแรง ทั้งนี้เพื่อใหประชาชนเคารพเช่ือฟง และปฏิบัติตามอยาง
เครง ครัด ผูนําอํานาจนิยมนั้นจะพยายามแสวงหาอํานาจ และเม่ือไดอํานาจจะใชอํานาจบีบ
บงั คับและกาํ จัดฝายตรงขามหรอื ศตั รูทางการเมือง หรอื แมแตกลุม ทางการเมืองอ่นื ๆ ที่ดําเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมที่ไมเก่ียวของกับการเมืองหรืออาจไดรับผลกระทบ
แตเ พียงเล็กนอ ยเนอื่ งจากกลุมดังกลาวไมถ อื วาเปนศตั รูทางการเมอื งโดยตรง

2.เผด็จการเบ็ดเสรจ็
หมายถึง การปกครองท่ีมีผูนําซึ่งมีอํานาจสูงสุดเปนผูใชอํานาจเด็ดขาดแตเพียงผู

เดยี ว และอาํ นาจยังสามารถกําหนดจุดหมายปลายทางและวิธีการตาง ๆ ไดโดยไมมีขอบเขต
จํากัดโดยพยายามสรางอุดมการณขึ้นมาเพื่อใหเกิดความชอบธรรมใหกับการใชอํานาจน้ัน
ๆ เชน การจัดต้ังพรรคการเมืองข้ึนมา แตผูพรรคเพียงคนเดียวเทาน้ันท่ีสามารถเขาควบคุม
อํานาจ พยายามสรางความสํานึกใหประชาชนเคารพเช่ือฟง และปฏิบัติตามอํานาจรัฐหรือ
คําส่ังผิดอยางรุนแรง เผด็จการประเภทนี้ใชความรุนแรงสังคมท่ีปกครองโดยลัทธิเผด็จการ
เบ็ดเสร็จ จึงมีสภาพเปน อาณาจักรแหงความกลัวประชาชนไมแนใจในสภาพของตนเอง
ประชาชนจึงไมว พิ ากษว จิ ารณหรอื คัดคา นผนู าํ จะวาเปน อาชญากรท่ีตอ ตา นรัฐ และจะถูกกําจัด
ออกไป

หลกั การของระบอบเผด็จการ
การเมืองการปกครองระบอบเผด็จการมีลักษณะเดนอยูท่ีการรวมอํานาจในทาง

การเมอื งการปกครองไวท ่บี คุ คลเพยี งคนเดยี ว คณะเดยี ว หรือพวกเดียว โดยบุคคล คณะบุคคล
หรือดังกลาวสารถใชอํานาจน้ันควบคุมบังคับประชาชนไดโดยเด็ดขาด หากประชาชนคนใด
คดั คา นผูนําหรอื คณะผนู าํ ก็จะถูกลงโทษดว ยมาตรการตางๆ อาจสรุปหลักการของระบอบเผด็จ
การพอสังเขปได ดงั น้ี

1.ผูนาํ คนเดียว หรือคณะผูน าํ ของกองทพั หรือพรรคการเมืองเพียงกลุมเดียว มีอํานาจ
สูงสุดในการปกครองและสามารถใชอํานาจน้ันไดอยางเต็มท่ี โดยไมตองฟงเสียงของคนสวน
ใหญในประเทศ

2.การรกั ษาความม่นั คงของผูนาํ หรอื คณะผูนําสําคัญกวาการคุมครองสิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชน ประชาชนไมสามารถจะวิพากษว จิ ารณก ารกระทาํ ของผูนาํ อยา งเปดเผยได

55

3.ผูนําหรือคณะผูนําสามารถที่จะอยูในอํานาจไดตลอดชีวิต หรือนานเทาที่กลุม
ผูรว มงานหรอื กองทัพยงั ใหการสนับสนุน ประชาชนท่วั ไปไมม สี ทิ ธทิ จ่ี ะเปลยี่ นผูนําได

4.รฐั ธรรมนูญและการเลือกต้งั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรที่ไดจัดข้ึนตามรัฐธรรมนูญและ
รัฐสภา ไมมีความสําคัญตอกระบวนการทางการปกครองเหมือนในระบอบประชาธิปไตย
กลา วคือ รฐั ธรรมนูญเปน เพยี งแคร ากฐานอํานาจของผูนําหรอื คณะผูนาํ เทานน้ั

ขอ ดี ขอ เสยี ของการปกครองแตละรปู แบบ

ระบอบการปกครองแตล ะรูปแบบยอ มมสี วนดีและสว นดอ ย ท้งั นขี้ น้ึ อยูกับองคประกอบ
หลายประการ เชน ความรูความเขาใจและระดับการศึกษาของคนในชาติ รวมถึงภาวะ
เศรษฐกิจ และสภาพสังคม วฒั นธรรม ตลอดจนปญหาตางๆ ภายในสังคม เชน ความอดอยาก
ความแตกตางทางเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิความเชื่อและอุดมการณทางการเมือง เปนมูล
เหตุการณสําคัญท่ีทําใหมีการจัดระบบการปกครอง เปน 2 ระบบใหญๆ คือระบบ
ประชาธิปไตยกับระบบเผด็จการ

ขอ ดีของการปกครองแบบประชาธิปไตย
1. ชวยใหประชาชนมสี ว นในการปกครองตนเองได
2. ชวยใหร ฐั บาลทเี่ ปนตัวแทนของประชาชนสามารถสนองความตอ งการของประชาชน

สว นรวมได
3. ชวยใหป ระชาชนมสี ิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคตามกฎหมายรัฐธรรมนญู
4. ชว ยใหบ คุ คลสามารถสาํ นึกในผลประโยชนอันชอบธรรมของตนเอง และสวนรวม
5. ชวยใหบุคคลเปนผูท ี่ยึดในหลักการทีถ่ ูกตอง มีระเบียบวินัย
6. ชวยใหเกิดการเรียนรูในจริยธรรมและคุณธรรมที่จะใชชีวิตรวมกันกับผูอื่นในสังคม

เดยี วกันดวยดี
7. ชวยใหก ารปกครองมเี สถยี รภาพมัน่ คง เปนท่ียอมรบั ของประชาคมโลก
8. ชวยใหประเทศมคี วามเปน ระเบียบเรียบรอ ยและสงบสุข
9. ชว ยพัฒนาประเทศใหเ กิดความเจรญิ กาวหนา ประชาชนกนิ ดอี ยูด ี

ขอ เสียของการปกครองแบบประชาธิปไตย
1.แมว า หลกั การดี แตก ารบรรลุเปา หมายนั้นคอ นขา งยากทฤษฏกี บั ปฏบิ ัติอาจ

ไมสอดคลอ งกัน
2. รฐั บาลทีม่ าจากการเลือกตง้ั ของประชาชนอาจจะออ นแอและไมม ีประสิทธภิ าพ
3. พรรคการเมืองทมี่ ีอํานาจและอทิ ธิพลในการปกครองบางพรรคอาจจะผกู ขาดอํานาจ

หรอื ทาํ ไปเพ่อื ประโยชนตน

56

4. อาจจะมีการปลกุ ระดมชนี้ าํ ประชาชนในทางทม่ี ชิ อบ
5. เปน การปกครองทต่ี องเสยี คา ใชจ ายมากเชน คาใชจ า ย ในการเลอื กตง้ั ระดับตา งๆ
6. ผูแทนราษฎรอาจจะเห็นแกประโยชนของทองถ่ินของตนมากกวาของประเทศโดย
สวนรวม
7. อาจมีการใชเ สยี งขา งมากกดี กันการใชสิทธิเสรีภาพของบุคคล
8. อาจมีการใชกระบวนการทางประชาธปิ ไตยบางประการไปในทางทีม่ ชิ อบ
9. อาจจะเปน การปกครองแบบประชาธิปไตยแตภ ายนอก สวนภายในเปนการปกครอง
โดยคนเพยี งบางกลมุ บางพวก
10. ขาดความเขา ใจในการใชสทิ ธิและหนา ท่ี
11. อาํ นาจและอิทธิพลของระบบราชการที่มีมากขึ้น อาจจะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน

ขอ ดีของการปกครองแบบเผดจ็ การ
1. ชว ยใหก ารปกครองมีประสทิ ธภิ าพและบรรลเุ ปาหมายอยางรวดเรว็
2. สามารถแกไขวกิ ฤตการณหรอื ภาวะฉุกเฉินไดอ ยางรวดเร็ว
3.ยกยอ งผูท มี่ ีความรคู วามสามารถสูงเพื่อชว ยปรับปรุงประเทศใหกาวหนา สรางความ

เจริญกาวหนาและพัฒนาในดานตางๆ อยางรวดเร็ว โดยเฉพาะในดานเทคโนโลยีและ
อตุ สาหกรรม ตัวอยางเชน

-ประเทศเยอรมนั ในสมัยรฐั บาลนาซภี ายใตฮติ เลอร
-ประเทศอติ าลใี นสมยั รัฐบาลฟาสซิสมภ ายใตม ุสโสลนิ ี
-ประเทศโซเวยี ต ภายใตก ารนําพรรคคอมมวิ นิสต
-ประเทศจีน ภายใตก ารปกครองระบอบคอมมิวนิสต

ขอเสียของการปกครองแบบเผด็จการ
1. จํากดั และขัดขวางสิทธเิ สรภี าพของประชาชน
2. สกัดกั้นมิใหผูมีความสามารถเขามามีสวนรวมในการสรางความเจริญกาวหนาของ

ประเทศ
3. ผูปกครองและพรรคพวกอาจใชอ าํ นาจเขามาแสวงหาผลประโยชน
4. กอใหเ กิดการตอตาน ประเทศชาตขิ าดความสงบสขุ
5. กอ ใหเ กดิ การถดถอยทางเศรษฐกิจและสังคม อันเน่ืองมาจากการผูกขาดอํานาจและ

ผลประโยชนข องชนช้นั ผูนําและพวกพอ ง

57

กจิ กรรมทา ยบทท่ี 4

1. รูปแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยมอี ะไรบา งจงอธิบาย
แนวตอบนักวิชาการไดพยายามเสนอหลักเกณฑตางๆ ที่อาจใชแบงรูปแบบการปกครองของ
ประเทศประชาธปิ ไตยมากมายดวยกนั สรปุ ไดเ ปน 2 หลกั เกณฑ ดังน้ี

1. หลักประมุขของประเทศแบงรปู แบบประชาธปิ ไตยได 2 ลักษณะ คือ
1) มีพระมหากษตั รยิ เปนประมขุ พระมหากษตั ริยจ ะทรงใชอาํ นาจอธิปไตย

ซ่ึงเปน ของปวงชนโดยใชอ งคกรแยกกันเปน 3 ทางคือ ทรงใชอาํ นาจนิตบิ ัญญตั โิ ดยผานทาง
รฐั สภา อาํ นาจบรหิ ารโดยผานทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการโดยผา นทางศาล สวนองค
พระมหากษตั รยิ จ ะทรงเปนกลางในทางการเมือง เชน ไทย อังกฤษ กมั พูชา ซาอดุ อี าระเบยี
เปนตน

2) มีประธานาธิบดีเปนประมุข ผูดํารงตําแหนงประธานาธิบดีมาจากการ
เลอื กตั้งของประชาชนเชน อนิ โดนเี ซยี ฟล ปิ ปน ส สงิ คโปร อนิ เดีย เปน ตน

2.หลกั การรวมและการแยกอาํ นาจ แบงออกเปน 3 ลักษณะ
1)แบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไดแก การมีเฉพาะ

ผูแทนราษฎรเพียงสภาเดียวหรืออาจมี 2 สภาก็ได มีทั้งสภาผูแทนราษฎร ซึ่งตัวแทนหรือ
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรท่ีประชาชนเปนผูลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มาจากการเลือกต้ัง และ
วฒุ สิ ภาซง่ึ เปนสภาของผทู รงคณุ วุฒิ สวนมากสมาชกิ ไดม าจากการแตงตั้ง แตสมาชิกวุฒิสภาใน
บางประเทศก็มาจากการเลือกต้ัง ช่ือสภาอาจเรียกตางกันได เชน ในอังกฤษเรียกสภา
ผูแทนราษฎรวา สภาลางและวุฒิสภาวา สภาสูงหรือสภาขุนนาง แตโดยหลักการสภาทั้งสอง
ตองประชมุ รว มกันรวมกนั เปน รัฐสภา ผูใชอํานาจนติ ิบัญญัติและอํานายบริหาร คือมีอํานาจใน
การออกกฎหมายเพื่อใชปกครองประเทศ และมีอํานาจบริหารในการใหความเห็นชอบหรือ
จัดต้ังรัฐบาล

2) แบบประธานาธิบดี ระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีมีลักษณะ
คลายคลึงกับแบบรัฐสภา การมีรัฐสภาเหมือนกัน แตมีลักษณะท่ีแตกตางกัน คือ การมี
ประธานาธิบดีเปนผูใชอํานาจบริหาร โดยประธานาธิบดีมีสิทธิและหนาที่ในการจะแตงต้ัง
คณะรฐั มนตรีข้ึนมาชุดหน่ึง เพ่ือบริหารประเทศและรับผิดชอบรวมกัน สวนอํานาจนิติบัญญัติ
นั้นก็ยังคงตกอยูท่ีรัฐสภา การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีน้ี
ท้ังประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตางก็ไดรับเลือกจากประชาชน ทั้งสองฝาย
จึงตองรับผิดชอบโดยตรงตอประชาชน สวนอํานาจตุลาการยังคงเปนอิสระ ฉะน้ันอํานาจนิติ
บญั ญัติ อํานาจบริหาร และอาํ นาจตลุ าการ ตางก็เปนอิสระและแยกกัน เชน การปกครองของ
สหรฐั อเมริกา เปนตน

58

3) แบบก่ึงรฐั สภากึง่ ประธานาธิบดี ระบอบประชาธปิ ไตยแบบนป้ี ระธานาธิบดี
เปนท้ังประมุขของรัฐและบริหารราชการแผนดินรวมกับนายรัฐมนตรี ในดานการบริหารนั้น
นายกรัฐมนตรี เปนผูลงนามประกาศใชกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเปนผูใชอํานาจ
บริหาร แตตองรับผิดชอบตอรัฐสภา สวนรัฐสภาเองก็ยังคงทําหนาที่สําคัญ คือ ออกกฎหมาย
และควบคุมการบริหารราชการแผนดิน ประธานาธิบดีในระบอบประชาธิปไตย แบบน้ีเปนผู
กําหนดนโยบายตางประเทศและการเมืองโดยทั่วๆ ไปท้ังยังทําหนาท่ีอนุญาโตตุลาการระหวาง
รัฐสภากับคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีอํานายยุบสภาไดดวย จึงมีอํานาจมาก เชน อินเดีย
ฝร่งั เศส
2.รูปแบบการปกครองแบบเผดจ็ การแบงออกเปนกีร่ ปู แบบ อะไรบาง จงอธิบาย
แนวตอบแบงออกเปน 2 รูปแบบ ไดแก

1.เผด็จการอํานาจนิยม หมายถึง การปกครองที่ใชอํานาจเปนหลักเกณฑ
สาํ คญั รฐั บาลจะเขา คุมสทิ ธิและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน และไมยอมใหประชาชน
เขาไปมีสวนรวมทางการเมือง แตรัฐจะยังคงใหเสรีภาพในทางเศรษฐกิจและสังคม กลาวคือ
ประชาชนสามารถเลือกนับถือศาสนา ดําเนินชีวิตสวนตัวและ ธุรกิจอยางเปนอิสระพอ
เหมาะสม เผดจ็ การอาํ นาจนิยมจะมกี ารลงโทษผูกระทําผิดตอเกณฑข องบา นเมืองอยางรุนแรง
ท้ังนี้เพ่ือใหประชาชนเคารพเช่ือฟง และปฏิบัติตามอยางเครงครัด ผูนําอํานาจนิยมน้ันจะ
พยายามแสวงหาอํานาจ และเม่ือไดอํานาจจะใชอํานาจบีบบังคับและกําจัดฝายตรงขามหรือ
ศตั รูทางการเมอื ง

2.เผดจ็ การเบ็ดเสร็จ หมายถงึ การปกครองท่ีมีผูนําซ่ึงมีอํานาจสูงสุดเปนผูใชอํานาจ
เด็ดขาดแตเพยี งผเู ดียว และอํานาจยังสามารถกําหนดจุดหมายปลายทางและวิธีการตาง ๆ ได
โดยไมมขี อบเขตจาํ กดั โดยพยายามสรา งอุดมการณข น้ึ มาเพ่ือใหเ กดิ ความชอบธรรมใหกับการใช
อํานาจน้ัน ๆ เชน การจัดตั้งพรรคการเมืองข้ึนมา แตผูพรรคเพียงคนเดียวเทาน้ันที่สามารถ
เขา ควบคมุ อาํ นาจ พยายามสรา งความสํานึกใหป ระชาชนเคารพเชื่อฟง และปฏิบัติตามอํานาจ
รัฐหรอื คาํ ส่งั ผดิ อยา งรุนแรง เผดจ็ การประเภทน้ีใชความรุนแรงสังคมท่ีปกครองโดยลัทธิเผด็จ
การ เบด็ เสรจ็ จึงมสี ภาพเปน อาณาจักรแหงความกลัวประชาชนไมแนใจในสภาพของตนเอง
ประชาชนจงึ ไมว พิ ากษว จิ ารณหรอื คดั คา นผูน าํ จะวาเปน อาชญากรที่ตอ ตา นรัฐ และจะถูกกําจัด
ออกไป

3.หลกั การของระบอบเผด็จการมลี ักษณะอยางไรบา งจงอธิบาย
แนวตอบ การเมืองการปกครองระบอบเผด็จการมีลักษณะเดนอยูที่การรวมอํานาจในทาง
การเมืองการปกครองไวท บ่ี คุ คลเพียงคนเดยี ว คณะเดยี ว หรือพวกเดียว โดยบุคคล คณะบุคคล
หรือดังกลาวสารถใชอํานาจน้ันควบคุมบังคับประชาชนไดโดยเด็ดขาด หากประชาชนคนใด

59

คัดคานผูนําหรือคณะผูนํา ก็จะถูกลงโทษดวยมาตรการตางๆ อาจสรุปหลักการของระบอบ
เผด็จการพอสังเขปได ดงั น้ี

1.ผูนําคนเดียว หรอื คณะผูนาํ ของกองทัพ หรือพรรคการเมืองเพียงกลุมเดียว มีอํานาจ
สูงสุดในการปกครองและสามารถใชอํานาจน้ันไดอยางเต็มที่ โดยไมตองฟงเสียงของคนสวน
ใหญในประเทศ

2.การรักษาความม่ันคงของผนู าํ หรอื คณะผนู าํ สาํ คัญกวาการคุมครองสิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชน ประชาชนไมส ามารถจะวิพากษว ิจารณก ารกระทําของผนู ําอยางเปด เผยได

3.ผูนําหรือคณะผูนําสามารถที่จะอยูในอํานาจไดตลอดชีวิต หรือนานเทาที่กลุม
ผูร วมงานหรอื กองทพั ยงั ใหก ารสนับสนนุ ประชาชนทั่วไปไมมสี ทิ ธิที่จะเปลย่ี นผนู าํ ได

4.รฐั ธรรมนญู และการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรท่ีไดจัดข้ึนตามรัฐธรรมนูญและ
รัฐสภา ไมมีความสําคัญตอกระบวนการทางการปกครองเหมือนในระบอบประชาธิปไตย
กลา วคอื รฐั ธรรมนูญเปนเพยี งแครากฐานอาํ นาจของผูน าํ หรอื คณะผนู าํ เทา น้นั

60

คณะทํางาน

ที่ปรกึ ษา จาํ จด เลขาธิการ กศน.
นายสรุ พงษ หอมดี รองเลขาธกิ าร กศน.
นายประเสริฐ ผูอาํ นวยการกลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบ
นางตรนี ุช สขุ สเุ ดช และการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
ผอู าํ นวยการ สถาบัน กศน.ภาคใต
นายอรญั คงนวลใย

ผูสรปุ เนอื้ หา ครู กศน.อาํ เภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
นางสาวกาญจนา สิงหาด ครู กศน.อาํ เภอสงิ หนคร จังหวดั สงขลา
นางสทุ ธิพร ศสิธร ครู กศน.อําเภอระโนด จงั หวัดสงขลา
นางลักษมณ ไทยรตั น ครู กศน.อําเภอระโนด จงั หวัดสงขลา
นางเพียงจันทร สันหนู ครู กศน.อาํ เภอสะเดา จังหวดั สงขลา
นางสาววันเพ็ญ ชวยนกุ ลู ครู กศน.อาํ เภอสะเดา จังหวัดสงขลา
นางสาวจติ ประภา ทองแกมแกว

ผตู รวจและบรรณาธกิ าร ครู สถาบัน กศน.ภาคใต
นางจุฑาทิพย ถาวรประสิทธิ์
นางสายชล จักรเจริญ ครู สถาบัน กศน.ภาคใต
นางสาวณฐั ภัสสร แดงมณี ครู สถาบัน กศน.ภาคใต

ผพู มิ พต น ฉบบั เจาหนา ท่ี สถาบัน กศน.ภาคใต
นางสาวกง่ิ กาญจน ประสมสขุ

ผูออกแบบปก กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบ
นายศุภโชค ศรีรตั นศิลป และการศกึ ษาตามอธั ยาศัย

61


Click to View FlipBook Version