The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่ม (OBECQA) โรงเรียนปทุมธานี นันทมุนีบำรุง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharin253611, 2023-09-03 03:28:47

เล่ม (OBECQA) โรงเรียนปทุมธานี นันทมุนีบำรุง

เล่ม (OBECQA) โรงเรียนปทุมธานี นันทมุนีบำรุง

39 แผนภาพที่ 3- 2 แสดงกระบวนการประเมินความพึงพอใจและความผูกพันของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (2) ความพึงพอใจเปรียบเทียบกับคู่แข่ง (Satisfaction Relative to Competitors) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”มีวิธีการในการเสาะหาสารสนเทศด้านความพึงพอใจของนักเรียนและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย ต่อโรงเรียนคู่แข่งที่มีบริบทและสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน คือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ปทุมธานี ดังนี้ 1. แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการ และวางแผนในการแสวงหาข้อมูลของโรงเรียนคู่แข่ง 2. กำหนดประเด็นที่จะใช้ในการเปรียบเทียบกับโรงเรียนคู่แข่งและแหล่งข้อมูลที่จะได้มา 3. ติดต่อประสานงานกับโรงเรียนคู่แข่ง เพื่อสอบถาม สัมภาษณ์ หาข้อมูลตามประเด็นที่จะใช้ในการ เปรียบเทียบ ดังนี้ อัตราการสำเร็จการศึกษา ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการ ใช้หลักสูตรสถานศึกษา และผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 4. นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ เปรียบเทียบค่าร้อยละของอัตราการสำเร็จการศึกษา เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจ เปรียบเทียบอันดับที่ของคะแนนเฉลี่ยนของผลคะแนน O-NET และนำเสนอในที่ ประชุมเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการของโรงเรียนโดยเทียบเคียงกับโรงเรียนคู่แข่ง 5. นำข้อมูลสารสนเทศไปนำเสนอต่อที่ประชุม วางแผนการดำเนินงาน เพื่อร่วมหาแนวทางในการ ปรับปรุงและพัฒนาต่อไป ฝ่ายวิชาการโรงเรียนได้จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศของนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่บริการของโรงเรียน มีข้อมูล สารสนเทศของนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่บริการของโรงเรียน สำรวจความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองชุมชนได้วาง แผนการจัดการเรียนการสอน มีเอกสารสำรวจความต้องการของนักเรียนผู้ปกครองและได้มีการจัดกิจกรรมเปิดบ้าน วิชาการ (Open House) ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนในละแวกใกล้เคียง ได้เข้าร่วมกิจกรรม ของทางโรงเรียน ทำให้โรงเรียนได้มีจำนวนนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพิ่มมากขึ้น ใช้การวางแผนการจัดการเรียนการสอน จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่มุ่งพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให้เต็ม ตามศักยภาพ ตอบสนองความต้องการของนักเรียน และทิศทางของโรงเรียน มีการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด โรงเรียนมีหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล หลักสูตรโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทาง คณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ จัดการเรียนการสอนกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะตามกำหนด มี วางแผน ปฏิบัติตาม แผน ตรวจสอบ ปรับปรุง และพัฒนา ข้อมูล ย้อนกลับ 1.กำหนดเป้าหมาย (นักเรียนปัจจุบัน, นักเรียนในอนาคต) 2.กำหนดแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล (ประเภทข้อมูล, วิธีการจัดเก็บข้อมูล, ระยะเวลาการเก็บข้อมูล) 3. กำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล (การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิต, การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ข้อมูลสรุป) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการดังนี้ -สอบถาม/สัมภาษณ์ -รับฟังความเห็นผ่านกล่องรับฟังความคิดเห็น -รับฟังความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ -สำรวจความพึงพอใจจากแบบประเมินความพึงพอใจ ติดตาม ประเมินผล สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล และรายงานผล นำผลการวิเคราะห์มาเป็นฐานข้อมูลในการปรับปรุงการทำงาน กระบวนการประเมิน ความพึงพอใจ และความผูกพันของ นักเรียนและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย


40 ขอบข่ายรายวิชา และแผนการจัดการเรียนรู้ ที่สามารถพัฒนานักเรียนให้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดจัดสภาพแวดล้อม บรรยากาศ และบริการแหล่งเรียนรู้ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของนักเรียนตอบสนองต่อการพัฒนาคุณภาพการจัด การศึกษาของโรงเรียน มีห้องเรียนคุณภาพ มุมความรู้ บอร์ดความรู้ ห้องสมุดมีชีวิต ห้องสืบค้น และแหล่งเรียนรู้ ภายนอกที่ตอบสนองต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อย่างหลากหลายรูปแบบต่อเนื่อง จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบรอบด้าน มีกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีแบบแผนขั้นตอนชัดเจน ดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จัดโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียนในทุกระดับชั้น ชุมชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมตัดสินใจ และพัฒนานักเรียนจัดบริการแนะแนวเชิงรุกที่มุ่งอนาคตและสัมฤทธิ์ผลของนักเรียน จัดสอนเสริมความรู้ในวิชาต่าง ๆ ให้นักเรียนโดยผู้เชี่ยวชาญผู้มีความรู้ที่มีความสามารถและความถนัดในแต่ละวิชา และเชิญมาแนะแนวความรู้ชีวิตใน มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งแนะแนวการศึกษาต่อและอาชีพ นักเรียนส่วนมากศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน และมีสถิติสอบเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จึงทำให้ผู้ปกครองมีความสัมพันธ์ที่ดีให้ความร่วมมือในการดูแลนักเรียน จัดระบบบริการรับฟังข้อเสนอแนะ สำรวจ ความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนที่มีต่อการดำเนินงานของโรงเรียนมีการประชุมชี้แจงการดำเนินงาน แนวทางพัฒนาของโรงเรียนต่อนักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐานได้แสดงความคิดเห็นและความต้องการในการพัฒนาโรงเรียน มีการประกาศให้นักเรียน และผู้มีส่วนได้ส่วน เสียได้รับทราบ ฝ่ายแนะแนวโรงเรียนมีการจัดหาทุน และมีการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อในระดับ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยการคัดจากผลการเรียนเฉลี่ยสะสมและผลการทดสอบระดับชาติ เพื่อให้เกิดขวัญกำลังใจ แก่นักเรียนในการศึกษาต่อ ฝ่ายกิจการนักเรียนโรงเรียนได้มีการจัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศ กิจกรรมวันปฐมนิเทศ กิจกรรมประดับเข็มตรา สัญลักษณ์โรงเรียน เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกัน ค. การใช้ข้อมูลเสียงของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่วนตลาด (Use of VOICE – OF – THE – STUDENT Stakeholder and Market Data) (1) โรงเรียนมีวิธีการอย่างไรในการเลือกและใช้ข้อมูลสารสนเทศจากเสียงของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย และส่วนตลาด โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการแลกเปลี่ยนและมีการเลือกใช้สื่อสารสนเทศจากเสียงของนักเรียน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการสร้าง เฟซบุ๊กประจำโรงเรียนเพื่อแจ้งข่าวสารและรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา รับฟังเสียง ของนักเรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำมาเผยแพร่ในที่ประชุมและผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของโรงเรียน โดยมี การประเมินผลและเผยแพร่วิธีปฏิบัติของโรงเรียน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวัฒธรรมที่มุ่งเน้น โรงเรียนจึงได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อได้มาซึ้งข้อมูลสารสนเทศจากการฟังเสียงของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ ส่วนตลาด


41 หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (Measurement, Analysis and Knowledge Management) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้นำนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL เข้ามามีส่วนร่วมใน การบริหารของโรงเรียนเพื่อให้บรรลุทิศทางการบริหารงานตาม (วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์) ซึ่งอยู่ภายใต้ งานตามโครงสร้างการบริหารสำหรับแผนกลยุทธ์โรงเรียนได้อธิบายไว้ในข้อที่ 2.1 และ 2.2 ทั้งงานภายใต้โครงสร้าง การบริหาร และกิจกรรม/โครงการภายใต้แผนกลยุทธ์ของโรงเรียนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2564 – 2567) โดยมีการนำข้อมูลสารสนเทศที่ผ่านการวิเคราะห์ ซึ่งโรงเรียนได้ดำเนินการตามแผนภาพ ที่ 4-1 แผนภาพที่ 4- 1 แสดงความสัมพันธ์ของระบบงานตามโครงสร้างการบริหาร และแผนกลยุทธ์ ทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของโรงเรียนปทุมธานี”นันทมุนีบำรุง” โรงเรียนมาตรฐานสากล มาตรฐานการศึกษา วิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ เป้าประสงค์ การจัดการระบบสารสนเทศและองค์ความรู้ ซอฟแวร์ ข้อมูล ฮาร์ดแวร์ ข้อมูลสารสนเทศ งานประจำตามโครงสร้าง กิจกรรมตามแผนกลยุทธ์ ฝ่ายบริหารวิชาการ ฝ่ายบริหารงบประมาณและแผนงาน ฝ่ายบริหารบุคคล ฝ่ายบริหารทั่วไป แผนงาน โครงการ กิจกรรม นิเทศ ติดตาม ทบทวน การดำเนินงาน ปรับปรุงการดำเนินงาน ผลดำเนินงาน เป็นไปตามกลยุทธ์ รายงานผลการดำเนินงาน การวัด มาตรฐานการปฏิบัติงาน ตัวชี้วัด ระดับแผนงาน


42 4.1 การวัด การวิเคราะห์ และการปรับปรุงผลการดำเนินการของโรงเรียน (Measurement, Analysis, and Improvement of Organization Performance) ก. การวัดผลการดำเนินการ (PERFORMANCE MEASUREMENT) (1) ตัววัดผลการดำเนินการ (PERFORMANCE MEASURE) โรงเรียนให้ความสำคัญกับข้อมูลสารสนเทศ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบาย การวินิจฉัยสั่งการ การ แก้ปัญหา และการพัฒนา รวมถึงการกำหนดพันธกิจ และกลยุทธ์ของโรงเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สนองความต้องการของนักเรียน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน โดยกำหนดเป็นนโยบายของโรงเรียน กำหนดให้มีงานสารสนเทศของโรงเรียนสังกัดกลุ่มบริหารงานทั่วไป และ กำหนดให้งานสารสนเทศเป็นโครงสร้างบังคับที่จะต้องจัดตั้งให้มีในทุกส่วนงานของโรงเรียนเพื่อมีหน้าที่จัดเก็บ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลในฝ่ายงานของตนเอง และส่งผ่านการประมวลผลไปยังส่วนงานสารสนเทศของโรงเรียนเพื่อ เผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลของฝ่ายงานต่าง ๆ แล้วผู้บริหารยังเน้นการ มีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริหารของโรงเรียนเสนอข้อมูลทั้งการรายงานด้วยวาจา การแสดงความ คิดเห็นเพิ่มเติม รวมถึงการสังเกตการณ์ของฝ่ายบริหาร นำข้อมูลทุกมิติมาประมวลผลเป็นสารสนเทศประกอบการ ตัดสินใจของฝ่ายบริหาร โรงเรียนให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงาน และการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์เป็นหลัก ข้อมูล สารสนเทศที่ได้จากการดำเนินการจะต้องตอบสนองตัวชี้วัดตามแผนเชิงกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติงานของโรงเรียน ผู้นำ ระดับสูงของโรงเรียนเป็นผู้กำหนด และทบทวนตัวชี้วัดร่วมกับบุคลากรของโรงเรียนมีคณะกรรมการติดตาม สรุป และ ประเมินผลงาน เมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี เพื่อให้ข้อเสนอแนะ การปรับปรุงและการเพิ่ม ศักยภาพตามแผนการปฏิบัติงานประจำปี และแผนกลยุทธ์ของโรงเรียน ผู้นำระดับสูงใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการวางแผนการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ เพื่อกำหนดทิศ ทางการทำงานของบุคลากร ให้มีความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และสังคม และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการประจำปีที่ได้กำหนดไว้ แผนภาพที่ 4- 2 แสดงกระบวนการวัดผลและการจัดการจัดการความรู้ แผนพัฒนาฯ วิเคราะห์ความต้องการใช้ข้อมูลและสารสนเทศ แผนปฏิบัติการ มาตรฐานการศึกษา ผู้รับผิดชอบออกแบบเครื่องมือการจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ ตรวจสอบ ประมวลผล ข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน ครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน จัดทำเป็นสารสนเทศ ปรับปรุง/พัฒนา ไม่ถูกต้อง ถูกต้อง แต่งตั้งคณะกรรมการ สรุปผล/น ำผลไปใช้/เผยแพร่


43 โรงเรียนใช้หลักการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม (School - Based management) ควบคู่กับหลัก ธรรมาภิบาล (Good Governance) โดยใช้นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL เป็นกลไกในการ ขับเคลื่อน เน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยึดมั่นในความดีงาม มีความโปร่งใส รับผิดชอบต่อนักเรียน และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เน้นความคุ้มค่า และความประหยัดของทรัพยากรการบริหารในการจัดสรรงบประมาณประจำปี ตามงบประมาณเงินรายได้งบประมาณแผ่นดิน การกำหนดกิจกรรม โครงการ ตามแผนการดำเนินงานให้สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ พันธกิจ จุดเน้นของโรงเรียน โดยมีหัวหน้างานแผนงานโรงเรียน เจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้ควบคุม มีการ จัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันรายงานต่อคณะผู้บริหาร และรายงานต่อต้นสังกัดทุก 1 เดือน มีการนิเทศติดตาม ผลการดำเนินการเป็นระยะ จัดระบบควบคุมความเสี่ยง ตามกฎข้อบังคับของหน่วยงานต้นสังกัด ส่วนรายรับที่ได้มา จากการจัดกิจกรรม การบริจาค การให้บริการทางวิชาการ การให้บริการด้านอาคารสถานที่จากแหล่งทุนภายนอก สะสมอยู่ในบัญชีรายได้สถานศึกษา ตารางที่ 4- 1 แสดงรูปแบบการทบทวนปรังปรุงข้อมูลและสารสนเทศ รายการ หน่วยงาน การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน รายรับ รายจ่าย ของสถานศึกษา งานการเงินและบัญชี ฝ่ายงบประมาณ และแผนงาน รายวัน รายเดือน รายภาคเรียน รายปี ตัวบ่งชี้ตามมาตรฐานการศึกษาของ โรงเรียน งานประกันคุณภาพภายใน ฝ่ายบริหารงานวิชาการ รายภาคเรียน รายปี คะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน งานทะเบียน - วัดผล ฝ่ายบริหารงานวิชาการ รายภาคเรียน รายปี ข้อมูลด้านสุขภาพ งานอนามัย ฝ่ายบริหารงานทั่วไป รายวัน รายเดือน รายภาคเรียน ข้อมูลด้านพฤติกรรมนักเรียน งานกิจการนักเรียน ฝ่ายบริหารงานทั่วไป รายวัน รายเดือน รายภาคเรียน รายปี ผลงานวิชาการของครู ทุกฝ่ายงาน รายเดือน รายภาคเรียน รายปี ทดสอบระดับชาติของนักเรียน งานวัดผล ฝ่ายบริหารงานวิชาการ รายปี ข้อมูลความพึงพอใจ ทุกฝ่ายงาน รายปี จดหมายข่าว งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป รายวัน รายเดือน รายภาคเรียน รายปี (2) ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Data) โรงเรียนปทุมธานี“นันทมุนีบำรุง” ใช้ข้อมูลสารสนเทศ สนับสนุนการตัดสินใจโดยเลือกใช้ข้อมูลสารสนเทศที่ มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งโรงเรียนพิจารณาจากความถูกต้องแม่นยำ มีความสมบูรณ์ครบถ้วน สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย มี ความยืดหยุ่น ทันต่อเหตุการณ์แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์คุณภาพ และองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์ บริบทที่ ใกล้เคียงกัน นำผลจากการศึกษาสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก (SWOT Analysis) รายงานประจำปีของ สถานศึกษา (SAR) และรายงานการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สมศ.) รวมถึง ผลการทดสอบระดับชาติของทุกระดับชั้น มาสนับสนุนการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ และระดับกลยุทธ์เช่น การใช้ ข้อมูลสรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอก และภายใน มากำหนดการวางแผนปฏิบัติการประจำปีของโรงเรียนซึ่ง ส่งผลให้ผลการประเมินคุณภาพภายนอก และภายในของโรงเรียนในแต่ละรอบการประเมินนั้นอยู่ในระดับดีขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง นอกจากนี้โรงเรียนยังใช้ข้อมูลของคู่เทียบ และวัตถุประสงค์ของการนำผลการเทียบเคียงไปใช้นำเสนอข้อมูล ที่ได้จากโรงเรียนปทุมวิไล มาทำการวิเคราะห์ผล และเปรียบเทียบข้อมูล ได้แก่ ลำดับคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบ ระดับชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 อัตราการสำเร็จการศึกษา ความพึง พอใจ ที่มีต่อหลักสูตรสถานศึกษา จำนวนเหรียญทอง ที่ชนะเลิศในการแข่งขันระดับประเทศ ในงานศิลปหัตถกรรม


44 นักเรียนและจัดทำรายงานผลการเทียบเคียง ติดตามและประเมินผลเพื่อสะท้อนผลระหว่างการดำเนินงาน และการ เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเทียบเคียงกับโรงเรียนปทุมวิไล เพื่อทราบความแตกต่าง วิเคราะห์ จุดเด่นและจุดด้อย ความได้เปรียบและเสียเปรียบของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ที่เป็นโรงเรียนคู่เทียบ มีการ ใช้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ และระดับกลยุทธ์ที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาให้บรรลุเป้าหมายทั้ง 5 ประเด็น คือ 1) พัฒนาศักยภาพผู้เรียนสู่วิถีในศตวรรษที่ 21 2) ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ 3) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4) พัฒนาประสิทธิภาพ ของบริหารจัดการ (3) ความคล่องตัวของการวัดผล (Measurement Agility) โรงเรียนมีการวัดผลการดำเนินงานใช้หลักวงจรคุณภาพ PDCA ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ พันธกิจ และวิสัยทัศน์ โรงเรียน ผู้นำระดับสูงและหัวหน้างานมีการติดตามประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของผู้ปฏิบัติงานโดยใช้กระบวนการ นิเทศภายใน กำหนดเกณฑ์ และเครื่องมือวัดในการจัดเก็บข้อมูลที่สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียน เน้นการ ประเมินที่เชื่อมโยงทุกระดับตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับกลยุทธ์ของโรงเรียน พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลให้มี ความถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำและสร้างระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการรายงานผลอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ในการบริหาร จัดการแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และสภาพการดำเนินงานของโรงเรียนได้ทันท่วงทีส่งผลให้เกิด ความยั่งยืนของการบริหารงานในโรงเรียน และทำให้โรงเรียนได้แนวปฏิบัติที่ดี ข. การวิเคราะห์และทบทวนผลการดำเนินการ (PERFORMANCE ANALYSIS and Review) โรงเรียนได้ทบทวนการดำเนินการ และขีดความสามารถของโรงเรียนภาคเรียนละ 1 ครั้งเพื่อตรวจสอบ ประสิทธิภาพในเชิงบริหาร สามารถตอบสนองวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ของโรงเรียนมากน้อยเพียงใด และมี ประเด็นเร่งด่วนใดที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายหน่วยเหนือหรือสภาพบริบทแวดล้อมโรงเรียนที่ เปลี่ยนไป โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การรวบรวมข้อมูล ดำเนินการรวบรวมข้อมูล จากผลการดำเนินงานตามโครงการที่ผ่านมาจาก รายงานผลการประเมินคุณภาพภายใน (SAR) และผลการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐาน และ ประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ผลการประเมินโครงการ ผลการประเมินความพึงพอใจของบุคลากรในโรงเรียน ความคิดเห็นของผู้ปกครอง สถิติและความคิดเห็นผู้เข้ามาเยี่ยมชม สมุดตรวจเยี่ยม และผลการประเมินโครงการ/ กิจกรรมประจำปี ขั้นตอนที่ 2 ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลและความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ มาสรุปประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารโรงเรียนในกลุ่มงาน ฝ่ายต่าง ๆ และวิเคราะห์ประเด็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจเป้าประสงค์ และกลยุทธ์ของโรงเรียน ขั้นตอนที่ 3 ประชุมคณะกรรมการแผนงานโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายบริหาร หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อระดมพลังสมอง ทบทวน แก้ไข ปรับปรุง เสนอแนวทางแก้ไข โดยพิจารณาจาก ข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากการรวบรวม เทียบเคียงกับเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาของโรงเรียน ทั้งนี้มีการพิจารณา ร่วมกับสภาพบริบทแวดล้อมของโรงเรียนที่เปลี่ยนแปลงไป โรงเรียนปรับเปลี่ยนวิธีการ กลยุทธ์ เป้าประสงค์ของ โรงเรียนให้สอดคล้องกับข้อบังคับ นโยบายและมติขององค์คณะกรรมการแผนงานของโรงเรียน ขั้นตอนที่ 4 นำเสนอผลการทบทวน ต่อที่ประชุมในระดับโรงเรียนเพื่อขอรับความคิดเห็นเพิ่มเติม นำเสนอ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้ความเห็นชอบนำสู่การปฏิบัติ ดังแผนภาพที่ 4-2


45 แผนภาพที่ 4- 3 แสดงขั้นตอนในการดำเนินการสรุปทบทวนโครงการ การดำเนินการทบทวนผลการดำเนินงานตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ใช้ใน การปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา การปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านงบประมาณ การเงิน และพัสดุ รวมถึงการปรับปรุง กฎระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ใช้กับครู บุคลากร และนักเรียน เป็นต้น โรงเรียนประเมินผลความสำเร็จของการดำเนินการโดยใช้เครื่องมือวัดผลความสำเร็จการดำเนินงานตาม แผนพัฒนาคุณภาพ และแผนปฏิบัติการประจำปีจากผลการประเมินภาระงานของบุคลากร ตามระบบประกัน คุณภาพ โดยกำหนดเป้าหมายความสำเร็จตามตัวชี้วัดของโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนใช้การประชุมบุคลากร ประจำเดือน เพื่อนิเทศกำกับ ติดตาม และกำหนดทิศทางการบริหารงานของโรงเรียนไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะการ ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกลยุทธ์ของโรงเรียน ฝ่ายบริหารของโรงเรียนทำหน้าที่ในการกระตุ้น เสริมแรง สร้างความตระหนัก นิเทศแนะนำการดำเนินงาน ของบุคลากรเพื่อให้บรรลุความสำเร็จตามตัวชี้วัดแต่ละฝ่ายงานและเกณฑ์โดยรวมของโรงเรียนตามแผนการปฏิบัติงาน โดยบุคลากรต้องเพิ่มศักยภาพของตนเองตามแผนการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนโดยวิธีการศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานของโรงเรียนคู่เปรียบเทียบหรือโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเฉพาะด้านในการเพิ่มขีด ความสามารถ ศักยภาพ เพื่อจะได้ปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ ทิศทางการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายของโรงเรียน ค. การปรับปรุงผลการดำเนินการ (PERFORMANCE Improvement) (1) ผลการดำเนินงานในอนาคต (Future PERFORMANCE) โรงเรียนวางแผนในอนาคตเกี่ยวกับการดำเนินงานจากการวิเคราะห์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาสู่การ ปรับปรุงผลการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ของโรงเรียนในอนาคต โดยหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย หัวหน้ากลุ่มสาระการ เรียนรู้ได้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้ปฏิบัติการแต่ละกลุ่มงาน เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันตามภารกิจ แผนกลยุทธ์ของโรงเรียน ทั้ง 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหารวิชาการ ฝ่ายบริหารงบประมาณและแผนงาน ฝ่ายบริหารบุคคล และฝ่ายบริหารงานทั่วไป ปัจจุบันโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการกำหนดนโยบายแผนการดำเนินงานเชิงเปรียบเทียบ และ การแข่งขันกับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี และจัดทำ MOU กับ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อจะได้วางแผนการดำเนินงานเชิงเปรียบเทียบ และพร้อมที่จะพัฒนาให้เป็นโรงเรียนชั้นนำ ของจังหวัดปทุมธานีในอนาคต (2) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและนวัตกรรม (Continuous Improvement and INNOVATION) โรงเรียนใช้วงจรคุณภาพ PDCA ในการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องนำไปปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยใช้ นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL เป็นกลไกในการขับเคลื่อน เน้นให้บุคลากรแต่ละกลุ่มงานใช้หลักการ


46 วงจรคุณภาพในการดำเนินงานโดยแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินกิจกรรม/โครงการ และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่าง เป็นระบบ ทำให้การทำงาน และการวัดผลความสำเร็จมีความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน นำผลงานความสำเร็จ แต่ละโครงการ/กิจกรรม, ผลงานทางวิชาการ งานวิจัย และข้อมูลสารสนเทศ เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ นอกจากนี้โรงเรียนได้ดำเนินการบูรณาการข้อมูลด้านเอกสารและข้อมูลข่าวสารสนเทศ ในการปฏิบัติงานเข้า มาเป็นตัววัดความสำเร็จและความก้าวหน้าขององค์กรเมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการของ โรงเรียน ตรวจสอบตัวชี้วัดด้านการเงิน มีการสรุปเพื่อการวางแผนการดำเนินงานทุกภาคเรียน จากนั้นสรุปผลการ ดำเนินการงานโดยรวมของโรงเรียนเป็นประจำทุกปี ในส่วนของนวัตกรรมผู้ส่งมอบพันธมิตร และคู่ความร่วมมือ มีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมให้แก่โรงเรียน ผู้ส่งมอบพันธมิตรและผู้ให้ส่วนร่วมทำให้เกิดนวัตกรรมมีหลักสูตรและแบบการเรียนที่หลากหลายเกิดความร่วมมือทาง วิชาการ และ การพัฒนาด้านศึกษา นักเรียน และบุคลากร ได้มีการพัฒนาตนเองโดยให้การสนับสนุนด้า นวิทยากร งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ การฝึกอบรมประชุม สัมมนา การเข้าร่วมกิจกรรม การศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น 4.2 การจัดการสารสนเทศ และการจัดการเรียนรู้(Information, and Knowledge Management) ก. ข้อมูล และสารสนเทศ (Data and Information) (1) คุณภาพ (Quality) โรงเรียนได้มีการพัฒนาระบบเว็บไซต์สารสนเทศของตนเอง โดยมีบุคลากรภายในโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบคอมพิวเตอร์เป็นผู้แลโดยตรง และแต่งตั้งบุคลากรตามฝ่ายงาน เพื่อดูแลและ ตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ให้ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ (2) ความพร้อมใช้งาน (Availability) โรงเรียนได้มีการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และจัดแยกหมวดหมู่ของ แหล่งข้อมูลไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทั้งบุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน หรือภาคีเครือข่าย สามารถเข้าถึงข้อมูล ต่าง ๆ ของโรงเรียน ทั้งนี้เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล ก่อนการเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นข้อมูลทุกส่วนจะต้องผ่าน การตรวจสอบโดยหัวหน้างาน ผู้บริหารสถานศึกษา ข. ความรู้ขององค์กร (Organization Knowledge) (1) การจัดความรู้(Knowledge Management) โรงเรียนมีวิธีการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ของโรงเรียนให้มีความแม่นยำ ถูกต้อง และ เชื่อถือได้โดยกำหนดให้มีงานสารสนเทศของโรงเรียนสังกัดกลุ่มบริหารงานทั่วไป กำหนดให้งานสารสนเทศเป็น โครงสร้างบังคับที่จะต้องจัดตั้งให้มีในทุกส่วนงานของโรงเรียนเพื่อมีหน้าที่จัดเก็บ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลใน ฝ่ายงานของตนเอง และส่งผ่านการประมวลผลไปยังส่วนงานสารสนเทศของโรงเรียนเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน และ เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเชิงบริหาร การเก็บข้อมูลทุกครั้งกำหนดให้บันทึกแหล่งที่มา วันที่เก็บข้อมูลไว้ท้าย ข้อมูล และดำเนินการตรวจสอบข้อมูล และองค์ความรู้ของโรงเรียน จากแหล่งที่มาของข้อมูลอยู่เสมอทำให้ข้อมูลเป็น ปัจจุบัน สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ทันทีตามความต้องการของผู้ใช้เช่น ข้อมูลด้านผลการเรียนของ นักเรียน ข้อมูลการเข้าศึกษาต่อ ข้อมูลนักเรียนจากด้านสุขภาพอนามัยจากการตรวจสุขภาพ การจัดเก็บฐานข้อมูล ประจำตัวนักเรียนด้วยระบบสารสนเทศนักเรียน (DMC) เป็นต้น อนึ่งได้สร้างระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยมีรหัสผ่านสำหรับผู้ดูแลข้อมูลสารสนเทศ มีการจัดเก็บข้อมูลเป็นระบบ เป็นหมวดหมู่ มีระบบรักษาอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ชอฟแวร์ ให้สามารถทำงานได้คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ โดยมีการดำเนินการจัดการความรู้ใน โรงเรียนโดยใช้วิธีการดังนี้


47 1. ประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างกระบวนการจัดการความรู้ (KM) ในโรงเรียน ซึ่งเป็นการสร้างความ ตระหนักให้บุคลากรได้เห็นความสำคัญของการบริหารจัดการความรู้ภายในโรงเรียน เพื่อสร้างให้เกิดเป็นองค์กรแห่ง การเรียนรู้ (LO) 2. แต่งตั้งคณะทำงานในการวางแผน ขับเคลื่อน และประเมินผล การจัดการความรู้ในโรงเรียน 3. สนับสนุนให้มีการรวบรวมและถ่ายทอดความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน โดยผู้บริหาร และครูจัดทำ Best Practice หรืองานวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อพัฒนางานในหน้าที่ ที่รับผิดชอบและ เผยแพร่ผลงานแก่ บุคลากรในองค์กร และบุคลากรภายนอกที่เข้ามาศึกษาดูงาน และผ่านทางการประชาสัมพันธ์ด้านอื่น ๆ ของโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีการจัดคาบ PLC ในการประชุมกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ปรึกษาหารือถึงปัญหาต่าง ๆ ที่พบขณะจัดกิจกรรมการเรียนเรียนการสอน และร่วมกันหา แนวทางในการแก้ปัญหา (2) วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ผู้นำระดับสูง หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และบุคลากร นำข้อมูลจาก การทบทวน วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน และแผนการปรับปรุงมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อกำหนดการวางแผนการ ดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามแผนกลยุทธ์ของโรงเรียนโดยใช้กระบวนการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) ผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Google meet, Zoom, Microsoft Teams เป็นต้น จากกระบวนการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) สู่การต่อยอดเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ซึ่งในปี พ.ศ. 2563 – 2565 โรงเรียนได้สนับสนุนและส่งเสริมให้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้จัดทำ Best Practices เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีความทันสมัย ทัน ต่อเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงของสังคมเพื่อพัฒนาและยกระดับผลการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น ผู้บริหารได้วางรากฐาน และกำหนดทิศทางในการดำเนินงานร่วมกับสถาบันการศึกษาอื่น องค์กรที่มีความ เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และภาคเอกชนที่มีความตั้งใจสนับสนุนงานด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็น พันธมิตรทางการศึกษา ร่วมกันพัฒนาโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โดยโรงเรียนวางเป้าหมาย 5 ประเด็น คือ 1) พัฒนา ศักยภาพผู้เรียนสู่วิถีในศตวรรษที่ 21 2) ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ 3) พัฒนากระบวนการ เรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4) พัฒนาประสิทธิภาพของบริหารจัดการ (3) การเรียนรู้ระดับองค์กร (Organizational LEARNING) โรงเรียนดำเนินการเรียนรู้ระดับองค์กร ตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์วิสัยทัศน์ และเป้าหมายการจัดการศึกษาของโรงเรียนในส่วนของการจัดการความรู้ 2. ระบุองค์ความรู้ที่ต้องการใช้เป็นฐานในการพัฒนาสู่เป้าหมาย 3. กำหนดแหล่งความรู้แสวงหาความรู้โดยการศึกษาต่อ ศึกษาดูงาน เข้ารับการอบรม และนำความรู้ที่ได้ ถ่ายทอดให้กับบุคลากรในโรงเรียน และโรงเรียนใกล้เคียง 4. จัดระบบองค์ความรู้ในรูปแบบเอกสาร เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ของโรงเรียน 5. นำระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัย มาใช้ประโยชน์ในการสร้างการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรในโรงเรียน เช่น การนำความรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผ่านช่องทางเว็บบอร์ด/เฟซบุ๊กโรงเรียน ผ่านทางกลุ่มไลน์ ของโรงเรียน ทำให้บุคลากรของโรงเรียนได้รับความรู้ที่รวดเร็ว และถูกต้อง สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงาน ของตนเอง พัฒนาคุณภาพการจัดการความรู้ให้กับนักเรียน


48 หมวด 5 บุคลากร (Workforce) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการวิเคราะห์วางแผนดำเนินการ และทบทวนด้านบุคลากร โดยนำ นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL มาพิจารณา ดังภาพที่ 5-1 แผนภาพที่ 5- 1 แสดงการดำเนินงานด้านบุคลากรโรงเรียนปทุมธานี”นันทมุนีบำรุง” 5.1 สภาพแวดล้อมของบุคลากร (WORKFORCE Environment) ก. ขีดความสามารถและอัตรากำลังบุคลากร (WORKFORCE CAPABILITY and CAPACITY) (1) ความต้องการด้านขีดความสามารถและอัตรากำลัง (CAPABILITY and CAPACITY) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีวิธีการในการประเมินความต้องการด้านขีด ความสามารถและอัตรา บุคลากร ดังนี้ 1) ประชุม วางแผน แต่งตั้งคณะดำเนินงานเพื่อพิจารณาข้อมูลอัตรากำลังที่มีอยู่ให้ปฏิบัติงานได้ตาม โครงสร้างการบริหารงานของโรงเรียน มีความสอดคล้องเหมาะสม กับความรู้ความสามารถ และจัดทำแผนอัตรากำลัง ระยะ 5 ปี 2) สำรวจความต้องการของบุคลากรของแต่ละฝ่ายงาน/กลุ่มสาระการเรียนรู้ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ รวบรวมเป็นข้อมูลสารสนเทศ 3) นำข้อมูลสารสนเทศมาวิเคราะห์อัตรากำลัง แนวโน้มเปลี่ยนแปลงอัตรากำลัง การปฏิบัติงานตามผังองค์กร และด้านขีดความสามารถ ความรู้ และทักษะของบุคลากร 4) ประเมินผลการปฏิบัติงานด้านขีดความสามารถ ทักษะ สมรรถนะ จากรูปแบบรายงานผลการประเมิน ตนเองรายบุคคลประจำปี (SAR) 5) นำผลการประเมินด้านขีดความสามารถ ทักษะ สมรรถนะของบุคลากรมาปรับปรุงพัฒนา และ จัดทำ แผนพัฒนาตนเองรายบุคคล (ID Plan) เพื่อให้บุคลากรมีความเชี่ยวชาญเป็นไปตามพันธกิจของโรงเรียน


49 แผนภาพที่ 5- 2 แสดงการดำเนินงานด้านขีดความสามารถและอัตรากำลังบุคลากร (2) บุคลากรใหม่ (New WORKFORCE Members) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีวิธีการในการสรรหา ว่าจ้าง บรรจุ และรักษาบุคลากรใหม่ไว้ดังนี้ 1) วิเคราะห์อัตรากำลัง และสมรรถนะของบุคคลโดยวิเคราะห์จากข้อมูลสารสนเทศงานอัตรากำลังและแผน รองรับการเปลี่ยนแปลงของอัตรากำลัง 2) เสนออัตรากำลังที่ขาดเกินต่อคณะกรรมการบริหารโรงเรียนเพื่อขอความเห็นชอบ 3) สรรหา จัดตั้งคณะกรรมการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อสรรหาบุคลากรใหม่พิจารณา คุณสมบัติตามความ ถนัด ความสามารถให้ตรงกับงาน 3.1) กรณีเรียกบรรจุแต่งตั้ง หรือรับย้ายบุคลากร เสนอความต้องการด้านอัตรากำลังไปยังสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี เพื่อดำเนินการ บรรจุแต่งตั้งหรือรับย้ายบุคลากรใหม่ 3.2) กรณีว่าจ้างครูอัตราจ้าง ทำหนังสือขออนุญาตสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี เพื่อจัด จ้างครูอัตราจ้าง และดำเนินการจัดสอบคัดเลือก 4) เมื่อได้บุคลากรใหม่แล้ว อันดับแรกโรงเรียนจัดให้มีการปฐมนิเทศโดยผู้นำระดับสูง หรือหัวหน้างาน/หัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้มีการแนะนำตัวต่อผู้ร่วมงาน 5) ในด้านการพัฒนาและรักษาบุคลากรนั้น โรงเรียนมีการนิเทศติดตามบุคลากรแบบกัลยาณมิตร การประเมินครูผู้ช่วยอย่างเข้ม ทั้งโดยฝ่ายงาน ฝ่ายบริหาร และส่งเสริมให้ได้รับการอบรมพัฒนาทั้งภายใน และ ภายนอกสถานศึกษา ให้มีความมั่นคงในชีวิตและวิชาชีพของตนเอง 6) ประเมินผลว่าวิธีการทำให้บุคลากรใหม่มีอัตราความพึงพอใจ ประสิทธิภาพในการทำงานและ มีการพัฒนามากน้อยเพียงใด เช่น ประเมินจากการสังเกตการพัฒนาตนเองและการรายงานผล 7) นำผลการประเมินมาปรับใช้ในการจัดการบุคลากร ทำให้ได้บุคลากรใหม่ที่มีคุณภาพตรงตามเป้าประสงค์ที่ ได้วางไว้ดังภาพที่ 5-3


50 แผนภาพที่ 5- 3 แสดงการดำเนินงานด้านบุคลากรใหม่ (3) การจัดการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากร (WORKFORCE Change Management) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีวิธีการในการเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับต่อ การเปลี่ยนแปลงความ ต้องการด้านขีดความสามารถและอัตรากำลังบุคลากร ดังนี้ 1) วางแผนพัฒนาบุคลากรประจำปีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรโดยจัดทำแผนอัตรากำลัง 5 ปี 2) วิเคราะห์ข้อมูลบุคลากรและอัตรากำลัง เพื่อลดความเสี่ยงอันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บุคลากรโดย พิจารณาจากข้อมูลสารสนเทศบุคลากร โดยให้แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้สำรวจอัตรากำลังโดย ใช้เกณฑ์ตาม ก.ค.ศ. กำหนด และเสนอจัดสรรอัตรากำลังตามวิชาที่ต้องการ 3) เตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยง เช่น การพัฒนาบุคลากรไว้ล่วงหน้า การส่งบุคลากรเข้ารับการ ฝึกอบรมในสาขาวิชาหรือฝ่ายงานที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือฝึกงานในลักษณะเรียนรู้งาน จากรุ่นสู่รุ่นและ พัฒนาเชิงรุก (พัฒนาบุคลากร) 4) ประเมินผลการดำเนินการ แล้วนำผลไปปรับปรุงพัฒนาตลอดจนวางแผนอัตรากำลังให้ สามารถ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง 5) โรงเรียนมีบุคลากรที่มีคุณภาพเพียงพอต่อภาระงานและได้บุคลากรมีความรู้ความสามารถตรงตามความ ต้องการในแต่ละแผนการเรียนที่ทางโรงเรียนเปิดสอน ดังภาพที่ 5-4


51 แผนภาพที่ 5- 4 แสดงการดำเนินงานการจัดการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากร (4) ความสำเร็จของงาน (Work Accomplishment) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้บริหารงานบุคคล ดังต่อไปนี้ 1) ประชุมเพื่อวางแผนการจัดโครงสร้างการบริหารงานที่ชัดเจน เหมาะสมกับงานตามหลักการ บริหารโดยกระจายอำนาจให้กลุ่มบริหารทั้ง 4 ฝ่าย และกำหนดค่าเป้าหมายในการดำเนินงาน 2) จัดทำแผนงาน โครงการ ตามแผนปฏิบัติการและขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละฝ่ายงาน แต่งตั้ง ผู้รับผิดชอบงานตามความรู้ ความสามารถและความสนใจของแต่ละบุคคล โดยออกเป็นคำสั่งปฏิบัติหน้าที่พร้อมจัดทำ คู่มือการพรรณนางานและบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบตามโครงสร้างบริหาร 3) ดำเนินงานตามแผนงาน โครงการ และขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละฝ่ายงานที่ได้วางไว้โดยยึด หลักตามแนวทางในการบริหารของผู้นำระดับสูง ครูและบุคลากร 4) นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน โดยมีการประชุมผู้นำระดับสูง ประชุมคณะกรรมการ บริหารโรงเรียน ประชุมกลุ่มสาระการเรียนรู้ และประชุมครูประจำเดือน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานที่เป็นเลิศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภายในองค์กรโดยใช้สมรรถนะหลักทั้งสอง สมรรถนะ ซึ่งทางโรงเรียนมีความเชี่ยวชาญ บรรลุพันธกิจของโรงเรียน เชื่อมโยงมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานและการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลใน 3 ด้าน คือ คุณภาพผู้เรียน คุณภาพครู และคุณภาพบริหารจัดการ 5) วิเคราะห์ ทบทวน และปรับปรุงผลการดำเนินงานเพื่อข้อมูลมาใช้ปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร ให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้มาตรฐานทางการศึกษาและสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 6) รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังภาพที่ 5-5


52 แผนภาพที่ 5- 5 แสดงการดำเนินงานการจัดการความสำเร็จของงาน ข. บรรยากาศการทำงานของบุคลากร (WORKFORCE Climate) (1) สภาพแวดล้อมของการทำงาน (Workplace Environment) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีวิธีการดำเนินการ ในการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและเอื้อต่อการ ทำงาน สร้างความมั่นใจด้านสุขอนามัย ด้านความปลอดภัย และด้านสวัสดิการ โดยวางแผนในการดำเนินการตั้ง เป้าประสงค์ และดำเนินการให้บรรลุผล ดังนี้ 1) สำรวจความต้องการของบุคลากรเกี่ยวกับความต้องการสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมและเอื้อ ต่อการทำงาน ได้แก่ด้านสุขอนามัย ด้านความปลอดภัย และด้านสวัสดิการ 2) ประชุม วางแผน วิเคราะห์ความต้องการของบุคลากรโดยจำแนกความต้องการของบุคลากรดังนี้ 2.1 ด้านสุขอนามัย มีโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ได้ตรวจสุขภาพประจำปีให้แก่ นักเรียนและ บุคลากร ส่งผลให้นักเรียนและบุคลากรมีโภชนาการมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี 2.2 ด้านความปลอดภัย มีกิจกรรมประกันอุบัติเหตุให้กับนักเรียน และบุคลากร 2.3 ด้านสวัสดิการ มีการให้บริการด้านยานพาหนะในการเดินทางไปราชการ มีแม่บ้านนักการทำ ความสะอาด จัดให้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการทำงานที่เพียงพอ จัดอบรมและศึกษาดูงานเพื่อส่งเสริมพัฒนา บุคลากร ส่งผลให้บุคลากรมีสุขภาวะและมีความสะดวกในการทำงาน มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต จัดยาเวชภัณฑ์ ATK และการฉีดวัคซีน 2.4 ส่งเสริมขวัญกำลังใจแก่บุคลากรและครอบครัวในโอกาสต่าง ๆ เช่น การเจ็บป่วย การเสียชีวิต การอวยพรวันคล้ายวันเกิด การมอบเสื้อโรงเรียน การมอบของขวัญช่อดอกไม้แสดงความยินดี การขอมีและเลื่อนวิทย ฐานะ


53 3) แต่งตั้งคณะกรรมการในการรับผิดชอบ จัดทำแผนโครงการและมาตรการต่างๆ 4) ดำเนินการตามแผนและมาตรการที่กำหนด เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของบุคลากร 5) กำกับ ติดตาม ประเมินความพึงพอใจของบุคลากร รายงานผลต่อผู้นำระดับสูงต่อไป 6) นำข้อมูลที่ได้มาวางแผนเพื่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงานในปีการศึกษาต่อไป ดังภาพที่ 5-6 แผนภาพที่ 5- 6 แสดงการดำเนินงานการจัดการสภาพแวดล้อมในการทำงาน (2) นโยบาย และสิทธิประโยชน์สำหรับบุคลากร (WORKFORCE Benefits and Policies) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้มีการวางแผนและดำเนินการการให้บริการและสิทธิประโยชน์แก่ บุคลากร ดังนี้ 1) สำรวจความต้องการของบุคลากรเกี่ยวกับการให้บริการและสิทธิประโยชน์แก่บุคลากร ได้แก่ นโยบายด้าน สิทธิประโยชน์ให้แก่บุคลากร นโยบายด้านจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน และ นโยบายด้านสวัสดิการและ ความปลอดภัย 2) ประชุม วางแผน วิเคราะห์ความต้องการของบุคลากร โดยกำหนดเป็น 3 นโยบาย ดังนี้ 2.1 นโยบายด้านสิทธิประโยชน์ให้แก่บุคลากร เช่น การเบิกค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ ค่าการศึกษาบุตร สวัสดิการคู่สมรสและบุตรตามสิทธิ การเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการการรับเงินเดือนและ เงินวิทยฐานะ และการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2.2 นโยบายด้านจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับสำนักงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร โทรศัพท์ โทรสาร อุปกรณ์การเรียนการสอนประจำห้องเรียน ตลอดจนการบริการเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต


54 2.3 นโยบายด้านสวัสดิการและความปลอดภัย ประสานงานให้บริการตรวจสุขภาพประจำปี และ การทำประกันอุบัติเหตุ ส่งเสริมพัฒนาบุคลากร การศึกษาดูงาน การสนับสนุนครูในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น การ มอบสูทของโรงเรียนให้ครู จัดบริการห้องอาหารสำหรับครู การมอบของขวัญ ช่อดอกไม้ แสดงความยินดีในวันสำคัญ ต่าง ๆ มีการจัดโครงการสร้างขวัญและกำลังใจ เพื่อมอบให้กับบุคลากรในโรงเรียน 3) แต่งตั้งคณะกรรมการในการรับผิดชอบ จัดทำแผนโครงการต่าง ๆ 4) ดำเนินการตามแผนกับนโยบายที่กำหนด เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของบุคลากร 5) กำกับ ติดตาม ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรให้บุคลากรได้รับสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึงรายงานผล ต่อผู้นำระดับสูงต่อไป 6) นำข้อมูลที่ ่ได้มาวางแผนเพื่อการพัฒนาการให้บริการและสิทธิประโยชน์แก่บุคลากรในปีการศึกษาต่อไป ดังภาพที่ 5-7 แผนภาพที่ 5- 7 แสดงการดำเนินงานด้านนโยบายและสิทธิประโยชน์สำหรับบุคลากร 5.2 ความผูกพันของบุคลากร (Workforce Engagement) ก. การประเมินความผูกพันของบุคลากร (Assessment of WORKFORCE ENGAGMENT) (1) ปัจจัยขับเคลื่อนความผูกพัน (Drivers of ENGAGMENT) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีวิธีการในการกำหนดปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความผูกพันของ บุคลากร ดังนี้


55 1) ประชุม วางแผน และแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ศึกษา วิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนความ ผูกพันของบุคลากร 2) ดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมความผูกพันในองค์กร เช่น กิจกรรมวันครบรอบวันก่อตั้งโรงเรียน กิจกรรมมอบการ์ดอวยพรในวันคล้ายวันเกิด กิจกรรมมุทิตาจิตเกษียณอายุราชการ กิจกรรมศึกษาดูงาน กิจกรรมอบรม/สัมมนา กิจกรรมวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กิจกรรมส่งครูเก่าต้อนรับครูใหม่ การนิเทศติดตามและ ประเมินการจัดการเรียนการสอนของครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น 3) นิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินความพึงพอใจ เพื่อนำสารสนเทศที่ได้มาใช้ในการพัฒนาและ ปรับปรุงให้เกิดความสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กร เกิดความผูกพันและส่งผลให้การปฏิบัติงานของบุคลากร มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังภาพที่ 5-8 แผนภาพที่ 5- 8 แสดงการดำเนินงานด้านปัจจัยขับเคลื่อนความผูกพัน (2) การประเมินความผูกพัน (Assessment of ENGAGMENT) โรงเรียนปทุมธานี “นันทุนีบำรุง” มีวิธีการประเมินความผูกพันของบุคลากร ดังนี้ 1) ประชุม วางแผน และแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรม การใช้แบบสอบถาม การใช้แบบประเมินความพึงพอใจ 2) ดำเนินการประเมินความผูกพันตามแผนที่ได้วางไว้ 3) วิเคราะห์ผลการประเมิน และจัดทำรายงานผล และการให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการ พัฒนาการ ปฏิบัติงานในอนาคต ดังภาพที่ 5-9


56 แผนภาพที่ 5- 9 แสดงการดำเนินงานการประเมินความผูกพัน ข. วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้สร้างวัฒนธรรมที่ดีงามในองค์กร ทุกคนมีส่วนร่วมเสริมสร้างวัฒนธรรม องค์กร และบุคลากรมีความผูกพันต่อโรงเรียน ดังนี้ 1) ประชุมระดมความเห็นของบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อจัดทำวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน บน ความคิดเห็นที่แตกต่าง เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม โดยให้มีความสอดคล้องกับพันธกิจและค่านิยมขององค์กร 2) ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการจัดทำวัฒนธรรมองค์กร มีการปลูกฝังวัฒนธรรมขององค์กรกับบุคลากร และจัด กิจกรรมที่ส่งเสริมวัฒนธรรมขององค์กร เช่น จัดโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร การปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ โครงการ และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์กร 3) มีการประเมินความสำเร็จของกระบวนการ เพื่อพัฒนา และปรับปรุงให้เกิดความสอดคล้องกับค่านิยมของ องค์กร ให้เกิดความผูกพันและส่งผลให้การปฏิบัติงานของบุคลากรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แผนภาพที่ 5- 10 แสดงการดำเนินงานการประเมินความผูกพัน ค. การจัดการผลการปฏิบัติงานและการพัฒนา (PERFORMANCE Management and Development) (1) การจัดการผลการปฏิบัติงาน (PERFORMANCE Management) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีระบบการจัดการผลการปฏิบัติงานของบุคลากรคณะกรรมการ ประเมินอย่างเป็นระบบ ยุติธรรม โปร่งใส ดังนี้ ประชุม วางแผน แต่งตั้ง คณะกรรมการ ดําเนินการ ประเมินความ ผูกพัน วิเคราะห์ผล การประเมิน รายงานผล เสนอแนะ แนวทางใน อนาคต ประชุม/ระดม ความคิด ใช้ช่องทางการสื่อสารที่ หลากหลาย ปลูกฝังวัฒนธรรม ขององค์กร นิเทศ/อบรม/พัฒนา ประเมินความสําเร็จ ปรับปรุงแก้ไข


57 1) ประชุม วางแผน แต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน โดยออกเป็นคำสั่ง ใช้รูปแบบการประเมินแบบมีส่วนร่วม มีวิธีการประเมินอย่างเป็นระบบ มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อสรุป วิธีการประเมิน การจัดเตรียมเอกสารหลักฐาน นำเสนอแก่ที่ประชุมประจำเดือน เพื่อปรับปรุงและพัฒนา 2) ดำเนินการพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงาน ค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับตามปริมาณงานและคุณภาพ ของบุคลากร 3) มีการพิจารณายกย่อง ชมเชย และมอบเกียรติบัตร การส่งผลงานเข้าประกวด 4) สรุปผลการประเมิน เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาของข้าราชการครูและบุคลากรในครั้งต่อไป 5) รายงานผลการดำเนินงานต่อผู้นำระดับสูง (2) การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน (PERFORMANCE Development) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้พัฒนาผลการปฏิบัติงานของผู้นำระดับสูงและบุคลากร โดยดำเนินการ ดังนี้ 1) งานบริหารงานบุคคลสำรวจความต้องการบุคลากร จัดทำข้อมูล จำนวนสาขาวิชา วุฒิการศึกษาที่ ตรงต่อความต้องการของโรงเรียน โดยอัตรากำลังเป็นไปตามนโยบายของสพฐ. ศึกษาข้อมูลปัจจุบันของบุคลากร นำข้อมูลมาเป็นข้อมูลพื้นฐานโรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลความสามารถและสมรรถนะหลักของบุคลากรจากวุฒิการศึกษา วิทยฐานะ ประสบการณ์ทำงาน และความสามารถพิเศษ นำผลการวิเคราะห์มาจัดทำภาพรวมของบุคลากรในอนาคต 2) วิเคราะห์ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากรจากสภาพปัจจุบัน เช่น การศึกษาต่อในระดับที่ สูงขึ้น การพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการเรียนการสอน การเข้าอบรมเพื่อสร้างสื่อและนวัตกรรมเพื่อการ เรียนการสอนของแต่ละบุคคล โดยโรงเรียนจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีเพื่อพัฒนาบุคลากรตามความต้องการ 3) โรงเรียนมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียน เพื่อนำผลการดำเนินการมาปรับปรุงการ ปฎิบัติงานเช่นการจัดทำ SAR ของคุณครูและภาพรวมของโรงเรียนเมื่อได้ผลการดำเนินงานแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่ จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต 4) โรงเรียนสนับสนุนการดำเนินการโครงการสนับสนุนด้านจริยธรรม โดยน้อมนำบรมราโชบายของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาบรรจุไว้ในการจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษา การดำเนินการกิจกรรมในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น วันสำคัญต่างๆทางศาสนา และวัน สำคัญทางราชการ (3) ประสิทธิผลของการเรียนรู้และการพัฒนา (LEARNING and Development EFFECTIVENESS) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมนีบำรุง” มีการประเมินประสิทธิผลประสิทธิภาพการเรียนรู้และพัฒนา ดังนี้ 1) ประชุม วางแผน แต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน โดยออกเป็นคำสั่งปฏิบัติหน้าที่ 2) ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยกำหนดให้ครูและบุคลากรมีการเข้ารับการอบรมและพัฒนา โดยกำหนดจำนวนชั่วโมงการอบรม ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา 3) ประเมินผลการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียน 4) สรุปผลการทำงานปัญหาอุปสรรคพร้อมทั้งหาแนวทางในการปรัปบรุงพัฒนา 5) โรงเรียนได้บุคลกรที่มีคุณภาพสอดคล้องกับพันธกิจของโรงเรียน ดังภาพที่ 5-11


58 แผนภาพที่ 5- 11 แสดงการดำเนินงานด้านประสิทธิผลของการเรียนรู้และการพัฒนา (4) การพัฒนาหน้าที่การงาน (Career Development) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมนีบำรุง” มีกระบวนการพัฒนาหน้าที่การงานของบุคลากรและผู้นำในอนาคตของ โรงเรียน ดังนี้ 1) สำรวจข้อมูลของข้าราชการครูและบุคลากรทุกคน 2) กำหนดเป้าหมายร่วมกับขององค์กร วางแผนพัฒนาตามกรอบความสนใจของบุคลากร และวางตำแหน่งใน โครงสร้างบุคลากรอย่างเหมาะสม 3) ดำเนินการพัฒนาศักยภาพ และกระตุ้นให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความเต็มใจ และเสียสละ 4) มีการประเมินผลการดำเนินงานจากคณะกรรมการและผู้นำระดับสูงเป็นระยะ 5) สรุปข้อมูลเพื่อนำผลไปปรับปรุง พัฒนาและสนับสนุนให้ผู้ที่มีคุณสมบัติ มีความก้าวหน้าและสามารถเลื่อน ตำแหน่งได้ 6) บุคลากรมีประสิทธิภาพ ตรงตามเป้าประสงค์และแผนกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ดังภาพที่ 5-12 แผนภาพที่ 5- 12 แสดงการดำเนินงานด้านประสิทธิผลของการเรียนรู้และการพัฒนา (5) ความก้าวหน้าในวิชาชีพของบุคลากร (Career Advancement) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการจัดระบบการบริหารความก้าวหน้าในวิชาชีพของบุคลากร ดังนี้ สํารวจข้อมูลของ บุคลากร วางแผนพัฒนา ดําเนินการพัฒนา ประเมินผลการ ดําเนินงาน สรุปข้อมูล/ปรับปรุง และพัฒนา บุคลากรมี ประสิทธิภาพ ประชุม วางแผน ดําเนินการ ประเมิน ประเมินผล การพัฒนา สรุปผล ปรับปรุง พัฒนา บุคลกรที่มี คุณภาพ


59 1) สำรวจข้อมูลความต้องการของบุคลากรในโรงเรียนในด้านของความก้าวหน้าในวิชาชีพตาม แผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล (Individual plan : ID Plan) และความต้องการในการพัฒนาของบุคลากรตามความ สนใจ 2) วิเคราะห์เพื่อวางแผนความก้าวหน้าในวิชาชีพ กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากร ด้วยการจัดตั้ง คณะกรรมการเพื่อทำงาน และคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ 3) ดำเนินการพัฒนา สนับสนุนให้ครูศึกษาต่อ การศึกษาดูงาน การอบรมสัมมนา การขอมีขอเลื่อน วิทยฐานะที่เป็นไปตามเกณฑ์และความสนใจ เช่น มีการสนับสนุนให้ครูศึกษาต่อ การศึกษาดูงาน การอบรมสัมมนา การขอมีขอเลื่อนวิทยฐานะ เป็นต้น 4) ตรวจสอบประเมินผลการดำเนินงานในรอบปี 5) สรุปข้อมูลเพื่อนำผลไปปรับปรุงพัฒนางานบุคลากรให้ตรงตามสมรรถนะของบุคลากร 6) บุคลากรมีประสิทธิภาพ ตรงตามเป้าประสงค์และแผนกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ดังภาพที่ 5-13 แผนภาพที่ 5- 13 แสดงการดำเนินงานความก้าวหน้าในวิชาชีพของบุคลากร สํารวจข้อมูลความ ต้องการ ของบุคลากร วิเคราะห์เพื่อวางแผน ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ดําเนินการพัฒนา ประเมินผลการ ดําเนินงาน สรุปข้อมูล/ปรับปรุง และพัฒนา บุคลากรมีประสิทธิภาพ


60 หมวด 6 การปฏิบัติการ (Operations) การดำเนินงานของโรงเรียนปทุมธานี“นันทมุนีบำรุง” มีรูปแบบบริหารความเป็นเลิศโดยใช้นวัตกรรม การบริหารสถานศึกษา ระบบบริหารคุณภาพ PTN MODEL และระบบวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA ในการกำหนดกระบวนการที่สร้างคุณค่าก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อ การบริหารหลักสูตร การเรียนรู้ และความสำเร็จของนักเรียนโดยการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อให้สนองต่อความต้องการของนักเรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบรรลุทิศทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ ซึ่งอธิบายไว้ในการนำองค์กร มีองค์ประกอบที่สำคัญ อีกประการหนึ่ง คือ กระบวนการทำงานและประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน ซึ่งถือว่าเป็นตัว ขับเคลื่อนการดำเนินการของงานภายใต้โครงสร้างการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและปรับปรุง กระบวนการอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นนวัตกรรมส่งผลให้โรงเรียนประสบความสำเร็จและยั่งยืนแม้ในภาวะฉุกเฉิน ดัง รายละเอียดที่ปรากฏใน 6.1, 6.2 , 6.3 และปรากฏผลลัพธ์ 7.1 6.1 กระบวนการทำงาน (Work Processes) ก. การออกแบบหลักสูตรและกระบวนการ (Product and PROCESS Design) (1) การจัดทำข้อกำหนดของหลักสูตร และกระบวนการทำงาน (Determination of Product and PROCESS Requirements) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” จัดทำรูปแบบการบริหารเพื่อความเป็นเลิศที่ยั่งยืนโดยใช้นวัตกรรมการ บริหารสถานศึกษา ภายใต้ ระบบบริหารคุณภาพ PTN MODEL และระบบวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนา และด้านผลลัพธ์ที่ดี ซึ่ง เกิดจากการบริหารจัดการดี เพื่อส่งผลต่อคุณภาพนักเรียน ครูผู้บริหารและสถานศึกษา นวัตกรรมการบริหาร สถานศึกษา ทางด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบหลักสูตร โรงเรียนได้ดำเนินการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของ ทุกฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ครู นักเรียน และผู้มีส่วนได้เสีย โดยผ่านความ เห็นชอบและกำกับติดตามของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ก่อนนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ซึ่งเป็นไปตาม ข้อกำหนดของหลักสูตรสถานศึกษา จากการดำเนินการข้อกำหนดของหลักสูตรและกระบวนการดำเนินการสรุปเป็น แผนภาพที่ 6-1


61 แผนภาพที่ 6 - 1 การจัดทำข้อกำหนดที่สำคัญของหลักสูตรและกระบวนการทำงาน (2) กระบวนการทำงานที่สำคัญ (KEY WORK PROCESSES) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้จัดทำข้อกำหนดของหลักสูตรและกระบวนการทำงานเพื่อมุ่งเน้นให้ การจัดการศึกษาบรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าประสงค์ ภายใต้ ระบบบริหารคุณภาพ PTN MODEL และ ระบบวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA ดังนี้ แผนภาพที่ 6 - 2 กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา


62 ขั้นวางแผน (Plan) 1) การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา สร้างความตระหนักให้แก่บุคลากรของสถานศึกษาเพื่อให้ เห็นความสำคัญหรือความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันบริหารจัดการหลักสูตรของสถานศึกษา ดำเนินการแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารหลักสูตรของสถานศึกษา 2) การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา วางแผนการพัฒนาแนวการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การจัดการ เรียนรู้ในห้องเรียน และนอกห้องเรียน การจัดการเรียนการสอนสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ( Independent Study : IS) ขั้นปฏิบัติตามแผน (Do) 3) การวางแผนดำเนินการใช้หลักสูตร การบริหารจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ การบริหารจัดการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในและ นอกสถานศึกษา การส่งเสริมให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน 4) การดำเนินการบริหารหลักสูตร ปฏิบัติการบริหารจัดการหลักสูตร การดำเนินการบริหารจัดการ หลักสูตรให้เป็นไปตามภารกิจ ซึ่งสถานศึกษาได้กำหนดไว้ ขั้นตรวจสอบประเมินผล (Check) 5) การนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล ประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาและภายนอก สถานศึกษา 6) การสรุปผลการดำเนินงานของสถานศึกษา รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานบริหารจัดการ หลักสูตรของสถานศึกษา สรุปและเขียนรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและนำผลการรายงานเผยแพร่ ให้ชุมชนหรือสาธารณชนได้รับทราบ ผ่านช่องทางประชําสัมพันธ์ของโรงเรียน ขั้นปรับปรุงแก้ไข (Act) 7) การปรับปรุงพัฒนากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรผลการดำเนินงานบริหารจัดการหลักสูตร สถานศึกษา ปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานและข้อมูลจากการติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรทั้งหมด จะเป็น ประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาในปีต่อๆ ไปส่งผลดีต่อ กระบวนการการทำงานเป็นไปตามเป้าหมาย (3) แนวคิดในการออกแบบ (Design Concepts) โรงเรียนปทุมธานี“นันทมุนีบำรุง” มีแนวคิดในการออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ได้ศึกษาความต้องการของนักเรียนและผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย ศึกษาทิศทางนโยบายจุดเน้น และการจัดการศึกษาตามมาตรฐานสากล และผลการประเมินหลักสูตรในปีที่ ผ่านมานำผลการดำเนินงานด้านการพัฒนา หลักสูตรการเรียนการสอนในปีการศึกษาที่ผ่านมาวิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจุบัน และคาดการณ์แนวโน้มที่จะเป็นไปได้เพื่อการเตรียมการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ระบบการพัฒนาคุณภาพ วิชาการ มีความเข้มแข็งยั่งยืน เช่น การปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมปรับสภาพให้กับนักเรียนที่เข้ามาเรียนใหม่ในชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากที่เคยปฏิบัติให้มีความเข้าใจและรู้จักโรงเรียนใหม่ในด้านต่างๆ โดย การออกแนะแนวโรงเรียน โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆมาปรับประยุกต์ใช้ เช่น สร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) เว็บไซต์โรงเรียน http://www.pathumnun.ac.th กลุ่มเฟซบุ๊ก ไลน์ ในการทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ จัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการใช้ ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารในสถานการณ์จำลองต่างๆ กับครูต่างชาติ เจ้าของภาษาในทุกระดับชั้น เช่น การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เป็นต้น สรุปเป็นแผนภาพที่ 6-3 ดังนี้


63 แผนภาพที่ 6- 3 แสดงแนวคิดในการออกแบบระบบบริหารจัดการโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ข. การจัดการและการปรับปรุงกระบวนการ (PROCESS Management and Improvement) (1) กระบวนการการจัดการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน โรงเรียนได้จัดการประกันคุณภาพภานในโรงเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ผู้เรียนทุกคนจะ ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากสถานศึกษา เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตาม มาตรฐานการศึกษาและตัวบ่งชี้ ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1) จัดทำโครงสร้างการบริหารที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ภายในสถานศึกษา 2) จัดการแต่งตั้งคณะกรรมการการประกันคุณภาพ เพื่อกำหนดแนวทาง กำกับติดตาม และทบทวนและ รายงานคุณภาพการศึกษา 3) จัดระบบสารสนเทศข้อมูลต่างๆ อย่างเพียงพอต่อการดำเนินงาน 4) กำหนดมาตรฐานการศึกษาให้ครอบคลุมสาระเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ และผลการเรียนที่เหมาะสมแก่ สภาพการเรียนรู้ 5) จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา โดยคำนึงถึง แผนยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย บทบาทหน้าที่และแนวทางของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 6) จัดทำรายงานคุณภาพการศึกษาประจำทุกปี โดยระบุความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดในแบบ แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนพร้อมหลักฐานข้อมูลและผลการประเมินผลสัมฤทธิ์


64 (2) การนำกระบวนการปฏิบัติ (PROCESS Implementation) จากแนวคิดและข้อกำหนดของกลุ่มงานตามโครงสร้างการบริหารงานโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”แบ่ง ออกเป็น 4 ฝ่าย ดังนี้ ฝ่ายบริหารวิชาการ ฝ่ายบริหารงบประมาณ ฝ่ายบริหารงานบุคคล และฝ่ายบริหารทั่วไป ได้จัด กระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิมให้มีความเหมาะสม ตามขีดความสามารถของบุคลากร และความต้องการของนักเรียน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ภายใต้ระบบบริหารคุณภาพ PTN MODEL และระบบ วงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA นำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหาร จัดการในส่วนของการติดตามการทำงานของครูและบุคลากรในโรงเรียนรายบุคคลนั้น มีการจัดทำแบบข้อตกลงในการ พัฒนางาน (PA) และรายงานผลการประเมินตนเองรายบุคคล (Self-Assessment Report : SAR) โดยโรงเรียนใช้ ตัวชี้วัดผลการดำเนินการที่สำคัญซึ่งเชื่อมโยงกับระบบบริหารคุณภาพ PTN MODEL ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญในการ พัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลใน 3 ด้าน คือ คุณภาพผู้เรียน (Student Quality) คุณภาพครู (Teacher Quality) คุณภาพการบริหารจัดการ (Management Quality) ดังนี้ ตารางที่ 6- 1 แสดงวิธีการนำกระบวนการไปปฏิบัติให้บรรลุตามข้อกำหนด การบริหารจัดการตามระบบงาน ตัวชี้วัดในการ ดำเนินงาน วิธีการนำกระบวนการไปปฏิบัติให้บรรลุ ตามข้อกำหนด กระบวนการพัฒนาผู้เรียนด้วย ระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ด้วย การจัดกิจกรรมที่หลากหลายตาม ความถนัดและความสนใจ เพื่อให้ ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ คุณภาพผู้เรียน จัดหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ ตามหลักสูตร มีการพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ มีแบบแผนการคิดในเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นกระบวนการ และรู้จักสร้างความคิดในทางสร้างสรรค์หรือการคิดนอกกรอบทั้งใน ด้านการเรียนและการดำรงชีวิตประจำวัน ผู้เรียนทุกคนได้เลือก ศึกษาในแผนการเรียนตามความถนัดได้รับการพัฒนา ตาม กระบวนการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนมีสมรรถนะและมี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ กระบวนการส่งเสริมสนับสนุนครู ในการพัฒนาตนเองและวิชาชีพให้ มีจรรยาบรรณวิชาชีพตลอดจนมี สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผ่าน กิจกรรมชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ โดยใช้เทคโนโลยีที่ หลากหลาย คุณภาพครู ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาให้ครูมีสมรรถนะในการปฏิบัติงานตาม มาตรฐานตำแหน่ง และมาตรฐานวิทยฐานะ โดยการพัฒนาตนเอง และวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ ใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยให้ ทุกคนได้ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมตัดสินใจและร่วมแก้ปัญหาเพื่อ เป้าหมายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนเป็นสำคัญ กระบวนการบริหารจัดการด้วย ระบบคุณภาพ มีส่วนร่วม ใช้ เทคโนโลยี ธรรมาภิบาล เศรษฐกิจ พอเพียง เชื่อมโยงการประกัน คุณภาพภายใน คุณภาพการบริหาร จัดการ ใช้นวัตกรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์ โรงเรียนมาตรฐานสากล และเป็นไปตามค่าเป้าหมายของงาน ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ส่งผลให้โรงเรียนมีมาตรฐานและ ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภายนอก ผู้ปกครอง และชุมชน (3) การจัดการเรียนการสอนสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) โรงเรียนได้มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง “Independent Study : IS” ในเรื่องประเด็นปัญหาที่นักเรียนมีความสนใจและดำเนินการค้นคว้าแสวงหาความรู้ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสรุป องค์ความรู้ โดยในรายวิชาค้นคว้าอิสระ (IS 1 และ IS 2) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพรับผิดชอบดำเนินการสอน


65 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับดำเนินการสอนในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 และการนำองค์ความรู้ไปบริการสังคม (IS 3) บูรณาการกับกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในระดับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 5 (4) กระบวนการสนับสนุน (Support Process) โรงเรียนมีวิธีการในการควบคุมต้นทุนโดยระบบการตรวจสอบภายในของโรงเรียนในการป้องกันไม่ให้เกิด ความบกพร่องหรือการทำงานซ้ำซ้อนของระบบงานโรงเรียนใช้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษารวมทั้งการลด ต้นทุนค่าประกันความเสียหายหรือการลดความสูญเสียมีกระบวนการดังนี้ 1) ทุกระบบงานมีการจัดทำโครงสร้างการทำงานและคู่มือการปฏิบัติงานกำหนดผู้รับผิดชอบและบทบาท หน้าที่ 2) โรงเรียนได้มีการประชุมแจ้งให้บุคลากรในโรงเรียนได้ทราบขอบข่ายงานในแต่ละกลุ่มงานและร่วม ปรึกษาหารือในการกำหนดขอบข่ายงานที่อาจซ้ำซ้อนเพื่อให้เกิดความชัดเจนรวมถึงการกำหนดขั้นตอนในการ ดำเนินงานร่วมกัน 3) ทุกระบบงานมีการวางแผนการทำงานที่เป็นระบบมีการจัดการด้านอาคารสถานที่และงบประมาณการ บำรุงรักษาเครื่องมือ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน 4) มีข้อกำหนดการทำงานที่ชัดเจน ในทุกระบบงาน 5) การจัดสรรงบประมาณยึดหลักธรรมาภิบาล (5) การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการทำงาน (Product and PROCESS Improvement) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”มีกระบวนการในการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาได้ดำเนินการโดยมี คณะกรรมการสถานศึกษาคอยกำกับดูแล พิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อนำหลักสูตรลงสู่ระดับชั้นเรียน จะมี คณะกรรมการกำกับดูแลการใช้หลักสูตร มีการวิจัยและติดตามการใช้หลักสูตร โดยกำกับดูแลคุณภาพในทุกขั้นตอน และมีการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ค. การจัดการเครือข่ายอุปทาน (Supply - Network Management) ภายใต้นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL โรงเรียนได้ดำเนินการในการเลือกผู้ส่งมอบ ในการช่วยยกระดับผลการดำเนินการของโรงเรียนในด้านการเรียนการสอน สนับสนุนการสอน โดยคำนึงถึงความ ต้องการของ ครู บุคลากร นักเรียนและผู้มีส่วนได้เสียเป็นหลัก ในการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตผ่าน บริษัท ทรู อินเตอร์เน็ตคอปเปอร์เรชั่น โดยให้นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนสามารถเข้าถึงระบบ อินเตอร์เน็ต โดยโรงเรียนดำเนินการ ตามระเบียบข้อกฎหมายพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พ.ศ. 2560 ใน การคัดเลือกผู้ส่งมอบและจัดทำข้อกำหนดและขอบเขตการจ้าง (TOR) และ ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ส่งมอบ โดย ผ่านคณะกรรมการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรืองานจ้าง และแจ้งผลการตรวจสอบแก่ผู้ส่ง มอบ หากมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงจะมีการแจ้งข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้ส่งมอบทันที เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่าง ทันท่วงที และหากผลการดำเนินงานไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงทางโรงเรียนจะมีการยกเลิกและทำ การคัดเลือกผู้ส่งมอบที่เหมาะสมรายอื่นต่อไป


66 แผนภาพที่ 6- 4 การจัดการเครือข่ายอุปทาน ง. การจัดการนำวัตกรรม (INNOVATION Management) โรงเรียนมีกระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ที่คำนึงถึงผลของการ SWOT มากำหนดโอกาสเชิงกลยุทธ์ใน หมวด 2 นำไปสู่นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL คณะกรรมการฝ่ายบริหารวิชาการประชุมร่วมกับหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้และครูผู้สอนเพื่อสำรวจปัญหาที่เกิดจาก การเรียนการสอน โดยการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาพัฒนาครูโดยการจัด อบรม ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาการจัดกิจกรรมการจัดการความรู้ (KM) นำเสนอผลงานที่ปฏิบัติเป็นเลิศด้านการเรียนการสอนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเมินผลและเกิดผลลัพธ์ที่ดีซึ่งเกิดจาก การบริหารจัดการดี ส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพขยายผล เผยแพร่ผลงาน และต่อยอดเป็นผลงานทาง วิชาการ กระบวนการสร้างนวัตกรรมดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้1 ) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา (SWOT) 2) แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน 3) ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเน้นการระดมสมอง 4) วางแผนพัฒนากำหนด รูปแบบกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาดำเนินงานลงสู่การปฏิบัติ 5) ประเมินผลระหว่างการดำเนินงานปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และประเมินผลสิ้นสุดการดำเนินงาน 6) สรุปผลและนำเสนอผลการดำเนินงานกำหนดเป็นนวัตกรรมขององค์กร 6.2 ประสิทธิผลของการปฏิบัติการ (Operational Effectiveness) ก. ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการ (PROCESS Efficiency and EFFECTIVENESS) ในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการในแต่ละรอบปีการศึกษา จะดำเนินการด้วยความ รวดเร็วคล่องตัวลำดับความสำคัญก่อนหลังบรรลุเป้าหมายทันเวลา โดยใช้ทรัพยากรด้านต่างๆอย่างคุ้มค่าและเกิด ประโยชน์สูงสุดป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเปล่าหรือผิดพลาดของการให้บริการหรือการทำงานที่ซับซ้อนโดยจัดทำคู่มือ แนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนพร้อมกันนี้ โรงเรียนได้วัดประสิทธิภาพและดูแลนักเรียนให้จบหลักสูตรการศึกษา


67 เพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อลดความสูญเสียในด้านทรัพยากรของโรงเรียนซึ่งแนวทางในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ในยุคปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนี้การสื่อสารภายในโรงเรียนใช้ระบบอินเตอร์เน็ตและแอพ พลิเคชัน ไลน์บนเว็บและสมาร์ทโฟนช่วยในการปฏิบัติงานในโรงเรียนที่สามารถลดต้นทุนและรวดเร็วเกิดการ ประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงเรียนช่วยในเรื่องการบริหารจัดการและมีเวลามากพอที่จะใช้ทบทวนกลยุทธ์ในการ ดำเนินงานอื่นๆต่อไปซึ่งประโยชน์ที่เห็นได้ชัดอีกประการ คือ ครูและบุคลากรสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการได้ ทุกที่ทุกเวลาสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้ เช่น การมอบหมายงาน แจ้งข่าวสาร การศึกษาเรียนรู้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้การใช้งบประมาณน้อยกว่าการออกไปประชุมอบรมนอกสถานที่และในกรณีที่บุคลากรทางการ ศึกษาไม่สามารถเข้าประชุมหรืออบรมได้ สามารถอบรมผ่านทางเว็บในภายหลังได้ในเวลาที่ว่าง ซึ่งการควบคุมต้นทุน โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ดำเนินการควบคุมต้นทุน เพื่อลดค่าใช้จ่ายลดการใช้ทรัพยากรโดยมีวิธีการควบคุม ต้นทุนโดยรวมของระบบงานทั้งนี้โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”มีการวางแผนปรับปรุงการลดต้นทุนอย่างเป็น ระบบโดยรวบรวมและรายละเอียดต่างๆที่เป็นต้นทุนในกระบวนการผลิต ทั้งต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร เช่น ค่าจ้าง ค่าวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับองค์กรภาคีเครือข่ายของโรงเรียนในการ จัดทำโครงการต่างๆ เพื่อควบคุมต้นทุนและลดต้นทุนการผลิตที่ซ้ำซ้อนจัดหาแหล่งทุนภายนอกเพื่อสนับสนุนการ ดำเนินงานของโรงเรียน และเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาและด้านการบริหารจัดการของโรงเรียนต่อไป ข. ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ (Security and Cybersecurity) โรงเรียนได้จัดการกระบวนการในความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร ที่เกี่ยวข้องในการใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเพิ่ม ความตระหนักให้กับนักเรียนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ด้วย วิธีการที่โรงเรียนสามารถปฏิบัติด้วย การฝึกอบรมและเสริมสร้างความรู้ สร้างโครงการฝึกอบรมให้กับนักเรียนและบุคลากรเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่าง ปลอดภัยและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ การใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตต้องระบุตัวตน รหัสผู้ใช้ และ รหัสผ่าน โดยผ่านผู้ควบคุม admin ตรวจสอบ ติดตามเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่นักเรียนใช้ในการประกอบการ เรียนรู้ ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภัยความเสี่ยงในโลกไซเบอร์ และวางแผนสำรองที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยง ให้คำแนะนำ และแสดงความสำคัญในการปฏิบัติในโลกไซเบอร์ และเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความ รับผิดชอบและปลอดภัย รวมทั้งตรวจสอบและติดตามการใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตในสถานที่โรงเรียนเพื่อเตือน ข้อบ่งชี้ที่เป็นอันตราย ค. การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและต่อภาวะฉุกเฉิน (Safety and Emergency Preparedness) 1. ความปลอดภัย (Safety) ด้านความปลอดภัยในโรงเรียน โรงเรียน ภายใต้นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL มีแนวทาง การวางแผนรักษาความปลอดภัย เน้นการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่าย โดยร่วมกัน วางแผนป้องกัน แก้ไข ควบคุม กำกับ ติดตาม ตรวจสอบประเมินผล และรายงานผลโดยใช้หลัก 4R สำหรับความ ปลอดภัยสรุปเป็นแผนภาพที่ 6-6 ดังนี้ แผนภาพที่ 6- 5 แสดงหลัก 4R สำหรับความปลอดภัยของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”


68 Reduction การลดความเสี่ยงโดยจัดให้มีการป้องกันเตรียมการดำเนินการโดยสถานศึกษาประชุม วางแผน ร่วมมือกับกับผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่าย Readiness การเตรียมความพร้อมรับฟัง ให้คำแนะนำ ปรึกษาในการจัดทำแผนตอบโต้สถานการณ์ ฉุกเฉิน โดยให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจกับปัญหาและเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในการที่จะหามาตรการป้องกันและลด ความสูญเสียให้น้อยที่สุดแก่ชีวิตและทรัพย์สิน Response การตอบต้นเหตุการณ์ฉุกเฉินจัดให้มีการจัดทำแผนฉุกเฉินในการบริหารเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น Recovery การฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมจัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือหาข้อสรุป ข้อแก้ไข ข้อชี้แนะ หากว่า แผนที่เขียนไม่สามารถที่จะแก้ไขได้หลังจากการฝึกซ้อมก็สามารถแก้ไขได้เพื่อทดสอบในการฝึกครั้งต่อไปรวมทั้งการ แก้ไขเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหลักการ 4R นี้จะเกิดประสิทธิภาพสูง ต้องได้รับความร่วมมือจากบุคคลทั้งในและ นอกสถานศึกษาจึงจะทำให้สถานศึกษามีความปลอดภัย 2. ความต่อเนื่องในการเรียนรู้ (Learning Continuity) ภายใต้นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือต่อภาวะฉุกเฉิน และภัยพิบัติ โรงเรียนมีการให้ความรู้ในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของตัวเองจากโรคไข้เลือดออกมีการฉีด พ่นยากำจัดลูกน้ำยุงลายจากเทศบาลบางหลวง การให้ความรู้และป้องกัน COVID -19 อุทกภัย อัคคีภัยวาตภัย แผ่นดินไหว โรคระบาดและโจรภัย มีการทำประกันอุบัติเหตุประจำปี ทั้งนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา มีการ กำหนดมาตรการป้องกันดูแลรักษาด้านสุขภาพให้ความสะดวกในการดูแลรักษาสุขภาพมีการจัดเวรยามรักษาความ ปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืนตลอด 24 ชั่วโมง มีการจัดกรรมการตรวจเวรยาม เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยใน ด้านวัสดุอุปกรณ์ครุภัณฑ์ต่างๆ มีการจัดซื้อและจัดหาเครื่องมือป้องกันภัย ได้แก่ มีการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย มีอุปกรณ์ดับเพลิงทุกอาคารและตรวจสอบประสิทธิภาพเป็นประจำทุกปี มีการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อายุการใช้งาน และอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นประจำทุกปี มีระบบติดต่อสื่อสาร ที่สะดวก รวดเร็วด้วยระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ ระบบโทรศัพท์ที่ทั่วถึงและทันต่อเหตุการณ์ ในด้านสถานที่ปฏิบัติงานมีการจัดเป็นสัดส่วนมีบริเวณรั้วรอบขอบชิด มี บ้านพักครูที่อยู่อาศัยมั่นคงและปลอดภัยมีบุคลากรพักอาศัยและปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลา มีสภาพแวดล้อมที่โปร่งร่ม รื่น สวยงาม ปลอดภัย ปราศจากจุดอับอันตราย มีการกำหนดตัวชี้วัดในการสำรวจความพึงพอใจต่ออาคารสถานที่ และบรรยากาศภายในโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการทำงานเป็นประจำมี การตรวจสอบความมั่นคงของอาคารเรียน อาคารประกอบบ้านพักครูเป็นประจำทุกปีมีการกำหนดเครื่องหมายจราจร ถนนภายในโรงเรียนมีสถานที่จัดเก็บยานพาหนะของบุคคลให้ปลอดภัย มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการดูแลด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. คณะกรรมการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการควบคุม ภายในเพื่อประเมินความเสี่ยงในเขตพื้นที่รับผิดชอบรายงานผลการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกเดือน 2. คณะกรรมการดำเนินงานในกลุ่มบริหาร/กลุ่มงาน/งาน/กลุ่มสาระการเรียนรู้ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการ ควบคุมภายใน เพื่อประเมินความเสี่ยงในเขตพื้นที่รับผิดชอบรายงานผลการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกเดือน 3. ผู้รับผิดชอบตามมาตรการป้องกันการเกิดภัยในสถานศึกษาและสถานที่ราชการ ทั้งนี้คณะกรรมการ ประสานงานและการจัดทำรายงานการตรวจสอบความพร้อมของบุคคล อาคาร สถานที่ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ ฉุกเฉินและประสานงานกับงานอาคารสถานที่ตลอดเวลา ทั้งนี้จะต้องนำผลการประเมินความเสี่ยงแจ้งให้โรงเรียน ทราบในทุกภาคเรียนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับการปฏิบัติงานใน ทุก ๆ ด้าน สรุปเป็นแผนภาพที่ 6-6 ดังนี้


69 แผนภาพที่ 6- 6 แสดงการออกแบบระบบการเตรียมความพร้อมต่อภาวะฉุกเฉินโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”


70 หมวด 7 ผลลัพธ์ (RESULTS) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” บริหารสถานศึกษาและจัดการเรียนการสอน โดยใช้หลักการกระจาย อำนาจให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อปฏิบัติหน้าที่สนองต่อวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ขององค์กร ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน ทุกคนให้เป็นมนุษย์ที่มีความดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลก โดยใช้นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL ร่วมกับระบบวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA เพื่อให้การจัดการศึกษาของโรงเรียนมีคุณภาพ เป็นไปตามที่คาดหวังของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดย ผ่านงานประจำตามโครงสร้างการบริหารกิจกรรม/โครงการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียน ปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ระยะ 4 ปี และแผนปฏิบัติการประจำปี ที่มีระบบนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นที่ผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และกระบวนการปฏิบัติอย่างเป็น ระบบ ตลอดจนมีการสร้างนวัตกรรมที่เป็นเครื่องมือสำหรับขับเคลื่อนการบริหารงานในกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ แบบเฉพาะเจาะจงเพื่อให้งานมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการจัดการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม โครงการโรงเรียนคุณธรรม ด้วยนวัตกรรม PTN NICE MODEL มีการนิเทศจัดการเรียนการสอนด้วยนวัตกรรม PTN SUPER MOEL มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยนวัตกรรม PTN SAFE MODEL มีการขับเคลื่อนพระบรมราโชบาย รัชกาลที่ 10 ด้วยนวัตกรรม PTN GOOD MODEL และมีการส่งเสริมสนับสนุนงานสภานักเรียน ด้วยนวัตกรรม PTN LEADER MODEL ซึ่งผลลัพธ์ของการดำเนินการแสดงดังต่อไปนี้ 7.1 ผลลัพธ์ด้านหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ และกระบวนการทำงานที่สำคัญ (Product and Process Resuits) ก. ผลลัพธ์ด้านหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ กระบวนการทำงานที่สำคัญ และการบริการที่มุ่งเน้น นักเรียและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Student and Stakeholders – Focused Product and Service RESULTS) (1) หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการทำงานที่สำคัญ โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้พัฒนาคุณภาพหลักสูตรสถานศึกษา การจัดกระบวนการเรียน การสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ภายใต้กรอบโครงสร้างของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ความต้องการของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูล จากผลการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน ซึ่งแบบติดตามและประเมินผลเป็นแบบ ประเมินค่า 3 ระดับ มีการแปลผลค่าระหว่าง 2.01 – 3.00 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ค่าระหว่าง 1.01 – 2.00 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง และค่าระหว่าง 0.00 – 1.00 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อย ผลการประเมินสำหรับปีการศึกษา 2563 – 2565 มีผลลัพธ์ดังนี้ ตารางที่ 7-1 แสดงค่าเฉลี่ยและผลของการประเมินองค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2563 - 2565 รายการ ค่าเฉลี่ยแต่ละปีการศึกษา ค่าเฉลี่ย รวม การแปลผล 2563 2564 2565 1. ส่วนนำ 1.1 ความนำ แสดงความเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กรอบหลักสูตรระดับ ท้องถิ่นจุดเน้น และความต้องการของโรงเรียน 2.55 2.46 2.8 2.60 มาก 1.2 วิสัยทัศน์ แสดงภาพอนาคตที่พึงประสงค์ของผู้เรียนที่ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 อย่างชัดเจน สอดคล้องกับกรอบ หลักสูตรระดับท้องถิ่นครอบคลุมสภาพความต้องการของ โรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น มีความชัดเจนสามารถปฏิบัติได้ 2.58 2.52 2.73 2.61 มาก 1.3 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน มีความสอดคล้องกับหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 2.52 2.52 2.73 2.59 มาก


71 รายการ ค่าเฉลี่ยแต่ละปีการศึกษา ค่าเฉลี่ย รวม การแปลผล 2563 2564 2565 1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีความสอดคล้องกับหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สอดคล้องกับ เป้าหมาย จุดเน้น กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ ของโรงเรียน 2.53 2.56 2.73 2.61 มาก 2. โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 2.1 โครงสร้างเวลาเรียน มีการระบุเวลาเรียนตลอดหลักสูตร จำนวน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่เป็นเวลาเรียนพื้นฐาน และ เพิ่มเติมจำแนกแต่ละชั้นปีอย่างชัดเจน ระบุเวลาการจัดกิจกรรม พัฒนาผู้เรียนจำแนกแต่ละชั้นปีอย่างชัดเจน เวลาเรียนรวมของ หลักสูตรสถานศึกษาสอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 2.48 2.66 2.8 2.65 มาก 2.2 โครงสร้างหลักสูตร มีการระบุรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา เพิ่มเติม ระบุรหัสวิชา ชื่อรายวิชา พร้อมทั้งระบุเวลาเรียน และ/ หรือหน่วยกิต มีการระบุกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พร้อมทั้งระบุ เวลาเรียนไว้อย่างถูกต้อง ชัดเจนรายวิชาเพิ่มเติม / กิจกรรม เพิ่มเติมที่กำหนดสอดคล้องกับวิสัยทัศน์จุดเน้นของโรงเรียน 2.53 2.78 2.8 2.70 มาก 3. คำอธิบายรายวิชา มีการระบุรหัสวิชา ชื่อรายวิชา และชื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ขั้นปี ที่สอน จำนวนเวลาเรียน และ/หรือหน่วยกิต ไว้อย่างถูกต้อง ชัดเจน การเขียนคำอธิบายรายวิชาได้เขียนเป็นความเรียงโดย ระบุองค์ความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะหรือเจตคติ ที่ต้องการและครอบคลุมตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ระบุ รหัสตัวชี้วัด ในรายวิชาพื้นฐานและจำนวนรวมของตัวชี้วัดและ ระบุผลการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติมและจำนวนรวมของผลการ เรียนรู้ถูกต้อง มีการกำหนดสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น สอดแทรก อยู่ในคำอธิบายรายวิชาพื้นฐานหรือรายวิชาเพิ่มเติม 2.72 2.85 2.70 2.72 มาก 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ในโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาและโครงสร้างหลักสูตรชั้น ปีได้ระบุกิจกรรม และจัดเวลา สอน ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและสอดคล้องกับบริบทของ โรงเรียนมีการจัดทำโครงสร้างและแนวการจัดกิจกรรม แนว ทางการวัดและประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทั้ง ๓ กิจกรรมที่ ชัดเจน 2.64 2.8 2.67 2.64 มาก 5. เกณฑ์การจบการศึกษา ระบุเวลาเรียน/หน่วยกิต ทั้งรายวิชาพื้นฐานและรายวิชา เพิ่มเติมตามเกณฑ์การจบการศึกษาของโรงเรียน ชัดเจนระบุ เกณฑ์การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนไว้อย่าง ชัดเจนระบุเกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้อย่าง ชัดเจนระบุเกณฑ์การผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้อย่างชัดเจน 2.7 2.83 2.70 2.7 มาก รวม 2.54 2.62 2.79 2.65 มาก จากตารางที่ 7-1 พบว่า ในปีการศึกษา 2563 – 2565 ผลการประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตอนที่ 1 องค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษา มีผลประเมินเฉลี่ยรวม 3 ปี อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.65 และค่าเฉลี่ยความพึงพอใจภาพรวมในแต่ละปีการศึกษาอยู่ในระดับมาก และสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


72 ตารางที่ 7-2 แสดงร้อยละ ค่าเฉลี่ย และผลของการประเมินการนำหลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2563 - 2565 รายการ ค่าเฉลี่ยแต่ละปีการศึกษา ค่าเฉลี่ย การแปรผล 2563 2564 2565 1. โครงสร้างรายวิชา 1.1 การจัดกลุ่มมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด จัดกลุ่มมาตรฐาน การเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่มีความสัมพันธ์กันและเวลา ในแต่ละหน่วย การเรียนรู้ เหมาะสม 2.57 2.8 2.9 2.76 มาก 1.2 การจัดทำสาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด ได้วิเคราะห์แก่น ความรู้ของทุกตัวชี้วัดในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ มาจัดทำ สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด ชัดเจนเหมาะสมและครบทุก หน่วยการเรียนรู้ 2.51 2.62 2.78 2.64 มาก 1.3 การตั้งชื่อหน่วยการเรียนรู้ของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ สะท้อนให้เห็นสาระสำคัญ หรือประเด็นหลักในหน่วยการเรียนรู้ นั้นๆ น่าสนใจเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ความสามารถของ ผู้เรียน 2.48 2.78 2.75 2.67 มาก 1.4 การกำหนดสัดส่วนเวลาเรียน กำหนดสัดส่วนเวลาเรียนแต่ ละหน่วยการเรียนรู้ เหมาะสมและรวมทุกหน่วยต้องเท่ากับเวลา เรียนตามหลักสูตร 2.53 2.66 2.78 2.66 มาก 1.5 การกำหนดสัดส่วนน้ำหนักคะแนน กำหนดสัดส่วนน้ำหนัก คะแนนแต่ละหน่วยการเรียนรู้เหมาะสมและรวมตลอดปี/ภาค เรียนเท่ากับ 100 คะแนน 2.57 2.6 2.89 2.69 มาก 2. หน่วยการเรียนรู้ 2.1 การวางแผนจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีการวางแผนออกแบบ หน่วยการเรียนรู้ครบทุกหน่วยการเรียนรู้ และทุกกลุ่มสาระการ เรียนรู้ 2.58 2.78 2.83 2.73 มาก 2.2 การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ : การกำหนดเป้าหมาย กำหนด มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด สาระการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ถูกต้อง เหมาะสมมีความสอดคล้องกัน 2.53 2.68 2.8 2.67 มาก 2.3 การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ : การกำหนดหลักฐานการเรียนรู้ กำหนดชิ้นงาน /ภาระงาน การวัดและประเมินผลสอดคล้องกับ ตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้ 2.47 2.64 2.8 2.64 มาก 2.4 การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ : ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ได้สอดคล้องกับตัวชี้วัด/มาตรฐาน และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2.48 2.7 2.83 2.67 มาก 3. แผนการจัดการเรียนรู้ 3.1 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครบตามองค์ประกอบที่สำคัญ ทุกหน่วยการเรียนรู้ 2.55 2.7 2.7 2.65 มาก 3.2 มีการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาในการจัดกระบวนการ เรียนรู้ 2.52 2.7 2.65 2.62 มาก 3.3 สอดคล้องจุดเน้นสู่การพัฒนานักเรียน ความสามารถและ ทักษะของผู้เรียนศตวรรษที่ 21 (3Rs x8Cs x2Ls) 2.41 2.58 2.68 2.56 มาก


73 รายการ ค่าเฉลี่ยแต่ละปีการศึกษา ค่าเฉลี่ย การแปรผล 2563 2564 2565 3.4 สอดคล้องการบูรณาการตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับบที่ 3) พ.ศ. 2553 บูรณาการหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐาน สาก (World Class Standard School) บูรณาการกับหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บูรณาการกับประชาคมอาเซียน บูรณาการกับค่านิยม 12 ประการ บูรณาการโรงเรียนวิถีพุทธ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.44 2.7 2.78 2.64 มาก 3.5 ใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ในการจัดกระบวนการ เรียนรู้ของครู แก้ไขปัญหาและพัฒนาผู้เรียน 2.42 2.62 2.68 2.57 มาก 3.6 การประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ ทุกแผนก่อนการนำไปใช้ จริง 2.45 2.64 2.75 2.61 มาก 3.7 มีการนำเอาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้ใน การจัดการเรียนรู้จริง 2.48 2.6 2.73 2.60 มาก 4. พัฒนาหลักสูตรการศึกษาอย่างยั่งยืน 4.1 มีการนิเทศการใช้หลักสูตรสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2.51 2.62 2.78 2.64 มาก 4.2 มีการประเมินการใช้หลักสูตรสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2.51 2.7 2.75 2.65 มาก 4.3 นำผลการประเมินการใช้หลักสูตรสถานศึกษามาวางแผนใน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2.57 2.78 2.7 2.68 มาก รวม 2.50 2.68 2.77 2.65 มาก จากตารางที่ 7-2 พบว่า ในปีการศึกษา 2563 – 2565 ผลการประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตอนที่ 2 การนำหลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ มีผลประเมินเฉลี่ยรวม 3 ปี อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.65 และค่าเฉลี่ยความพึงพอใจภาพรวมในแต่ละปีการศึกษาอยู่ในระดับมาก และสูงขึ้นทุกอย่างต่อเนื่อง จากตารางแสดงค่าเฉลี่ยและผลของการประเมินองค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษาผลของการ ประเมินการนำหลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2563 - 2565 แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนมีหลักสูตร ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดีสอดคล้องกับพันธกิจของ สถานศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรตามมาตรฐานสากลที่เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนและพัฒนาคุณภาพ โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และสอดคล้องตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนสู่ความ เป็นเลิศ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพ เพื่อมุ่งพัฒนา คุณภาพของผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมาย ภายใต้วิสัยทัศน์ของโรงเรียน คือ “ภายในปี 2567 โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนี บำรุง” มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีความเป็นไทย พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 สู่มาตรฐานสากล” นอกจากการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่รับฟังเสียงของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มุ่งพัฒนา คุณภาพของผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายแล้ว โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ยังมีการจัดทำหลักสูตรการเรียนการ สอนในแต่ละระดับอย่างหลากหลาย ตามศักยภาพของผู้เรียน โดยมีกรอบแกนกลางเป็นแนวทางที่ชัดเจน ตอบสนอง นโยบายไทยแลนด์ 4.0 มีความพร้อมในการก้าวสู่สังคมคุณภาพ มีความรู้อย่างแท้จริง และมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งปรากฏผลด้านหลักสูตร และกระบวนการดังแผนภาพต่อไปนี้ 1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามค่าเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนที่สถานศึกษากำหนด


74 ตารางที่ 7–3 ร้อยละของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ตามค่าเป้าหมาย ปีการศึกษา 2563 – 2565 แผนภาพที่ 7-1 ค่าเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ตามค่าเป้าหมาย ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากตารางที่ 7-3 และแผนภาพที่ 7-1 พบว่า ในภาพรวมร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนผ่าน เกณฑ์ตามค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด ปีการศึกษา 2563 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 90.25 ปีการศึกษา 2564 มีค่าเฉลี่ย ม.1 ม.2 ม.3 ม.4 ม.5 ม.6 ภาษาไทย 2.00 67.08 86.95 80.22 87.83 96.30 100.00 86.40 คณิตศาสตร์ 2.00 93.30 90.83 89.80 76.91 94.78 84.06 88.28 วทิยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.00 92.16 96.63 93.67 86.46 95.76 98.65 93.89 สังคมศึกษา 2.00 90.49 78.51 92.94 94.12 94.18 100.00 91.71 ภาษาต่างประเทศ 2.00 83.27 86.32 85.05 88.88 88.90 96.43 88.14 ศิลปะ 3.00 81.80 81.11 87.32 97.09 84.97 87.39 86.61 สุขศึกษา และพลศึกษา 3.00 85.02 90.24 91.38 96.02 98.35 100.00 93.50 การงานอาชพี 2.50 99.57 94.18 79.93 99.77 93.74 93.44 ค่าเฉลี่ยรวม 2.31 86.59 88.10 87.54 90.89 93.37 95.22 90.25 ปีการศึกษา 2563 กลุ่มสาระการเรียนรู้ค่าเป้าหมาย ระดับชั้น ค่าเฉลี่ยรวม ม.1 ม.2 ม.3 ม.4 ม.5 ม.6 ภาษาไทย 2.00 81.85 95.88 78.91 83.58 91.79 96.06 88.01 คณิตศาสตร์ 2.00 84.28 88.71 85.38 87.18 93.41 82.11 86.84 วทิยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.00 95.48 97.56 90.63 94.31 95.19 96.92 95.02 สังคมศึกษา 2.00 84.15 81.36 84.93 84.98 91.93 97.40 87.46 ภาษาต่างประเทศ 2.00 92.50 82.22 84.59 84.54 91.13 92.58 87.93 ศิลปะ 3.00 94.27 72.99 83.79 76.32 82.34 87.62 82.89 สุขศึกษา และพลศึกษา 3.00 92.14 93.69 90.68 97.06 94.41 100.00 94.66 การงานอาชพี 2.50 84.55 83.15 80.69 94.66 98.16 50.00 81.87 ค่าเฉลี่ยรวม 2.31 88.65 86.95 84.95 87.83 92.29 87.84 88.08 ระดับชั้น ค่าเฉลี่ยรวม ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ค่าเป้าหมาย 90.25 79.91 88.08 70.00 80.00 90.00 100.00 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565


75 เท่ากับ 88.08 มีค่าเฉลี่ยลดลง ซึ่งได้สังเคราะห์สาเหตุของผลลัพธ์ที่ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากการระบาด ของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้ระบบการศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างฉับพลันจนปรับตัวไม่ทัน จึงมีการนำมาตรการ ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงทางฝ่ายบริหารต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใน การติดตามความก้าวหน้าการเรียนรู้และประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณะผู้บริหาร ครูและนักเรียนจะต้องปรับตัว กับการบริหารการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ โรงเรียนจึงมีรูปแบบการนิเทศภายใน ภายใต้นวัตกรรม PTN SUPER MODELเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน พัฒนาการจัดกระบวนการเรียนการสอนของครู พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งทำให้ในปีการศึกษา 2565 นั้น ร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนผ่าน เกณฑ์ตามค่าเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 88.08 ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น แผนภาพที่ 7–2 แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ ตามค่าเป้าหมายที่กำหนด ปีการศึกษา 2563 – 2565 จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ แผนภาพที่ 7–3 แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ ตามค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด ปีการศึกษา 2563 – 2565 จำแนกตามระดับชั้น จากแผนภาพที่ 7-2 และแผนภาพที่ 7-3 แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยร้อยละของจำนวนนักเรียนที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ตามค่าเป้าหมายของสถานศึกษา จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ และจำแนก ตามระดับชั้น พบว่า ในปีการศึกษา 2564 นักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่าน เกณฑ์ตามค่าเป้าหมายของสถานศึกษาลดลงทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และทุกระดับชั้น สาเหตุมาจากนักเรียนเกิด ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 นำไปสู่การนำมาตรการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และมีการเพิ่มการทำความ เข้าใจในเนื้อหาบทเรียนให้กับนักเรียน ภายใต้นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL ร่วมกับ ระบบวงจร 0.00 20.00 40.00 60.00 80.00 100.00 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 0.00 20.00 40.00 60.00 80.00 100.00 ม.1 ม.2 ม.3 ม.4 ม.5 ม.6 86.59 87.54 90.89 93.37 95.22 90.25 74.21 70.7081.17 81.36 83.75 88.65 86.95 89.16 84.95 87.83 92.29 87.84 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565


76 คุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA นอกจากนี้โรงเรียนมีระบบการนิเทศจัดการเรียนการสอนด้วย นวัตกรรม PTN SUPER MOEL เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน พัฒนาการจัดกระบวนการ เรียนการสอนของครู พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วย นวัตกรรม PTN SAFE MODEL ระบบ PTN CAREสำหรับตรวจสอบ กำกับ ติดตาม และวิเคราะห์นักเรียนเป็น รายบุคคล ตลอดจนเป็นสร้างเครือข่ายการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครองได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การดำเนินงานระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ในปีการศึกษา 2565 นั้น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่าน เกณฑ์ตามค่าเป้าหมายของสถานศึกษามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และทุกระดับชั้น ยกเว้นชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีค่าเฉลี่ยร้อยละของจำนวนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ตามค่าเป้าหมายลดลง เล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน 1.2 ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามค่าเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่ สถานศึกษากำหนด แผนภาพที่ 7–4 แสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนที่ผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามค่าเป้าหมายที่กำหนด ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากแผนภาพที่ 7-4 พบว่า ในปีการศึกษา 2563 – 2565 นักเรียนผ่านการประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ตามค่าเป้าหมายที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 100 ในทุกปีการศึกษา 1.3 ผลการประเมินอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน ตามค่าเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่ สถานศึกษากำหนด แผนภาพที่ 7–5 แสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนที่ผ่านการประเมินอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน ตามค่าเป้าหมายที่กำหนด ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากแผนภาพที่ 7-5 พบว่า ในปีการศึกษา 2563 – 2565 นักเรียนผ่านการประเมินอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ตามค่าเป้าหมายที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 100 ในทุกปีการศึกษา จํานวน ผ่าน คิดเป็นร้อยละ 2563 894 894 100 2564 847 847 100 2565 911 911 100 894 894 100 847 847 100 911 911 100 0 200 400 600 800 1000 2563 2564 2565 จํานวน ผ่าน คิดเป็นร้อยละ 2563 894 894 100 2564 847 847 100 2565 911 911 100 894 894 100 847 847 100 911 911 100 0 200 400 600 800 1000 2563 2564 2565


77 1.4 ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติเปรียบเทียบคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”เปรียบเทียบระหว่างปีการศึกษา 2563 – 2565 แผนภาพที่ 7–6 เปรียบเทียบคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) นักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”เปรียบเทียบระหว่างปีการศึกษา 2563 – 2565 จากแผนภาพที่ 7-6 พบว่า คะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” เปรียบเทียบระหว่างปีการศึกษา 2563 – 2565 มี ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นในรายวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับรายวิชาอื่นๆ และภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยลดลง นำไปสู่การจัดทำ โครงการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อไป แผนภาพที่ 7–7 เปรียบเทียบคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) นักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”เปรียบเทียบระหว่างปีการศึกษา 2563 – 2565 จากแผนภาพที่ 7-7 พบว่า ในปีการศึกษา 2563 - 2565 คะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้น พื้นฐาน (O-NET) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ในภาพรวมมีคะแนน เฉลี่ยสูงขึ้น 0.33 และ 4.06 ตามลำดับ หากพิจารณาเป็นรายวิชา พบว่า วิชาสังคมศึกษาฯ และวิชาภาษาอังกฤษ มี ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เฉลี่ยรวม 5 วิชา ปีการศึกษา 2563 52.56 22.34 26.97 30.93 33.20 ปีการศึกษา 2564 52.58 22.07 28.37 26.99 32.50 ปีการศึกษา 2565 45.33 20.78 30.21 26 30.58 0 10 20 30 40 50 60 ภาษาไทย สังคมศึกษาฯ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เฉลี่ยรวม 5 วิชา ปีการศึกษา 2563 34.17 31.55 19.39 25.54 22.14 26.56 ปีการศึกษา 2564 34.05 33.47 19.19 24.37 23.38 26.89 ปีการศึกษา 2565 44.27 34.26 22.3 29.91 24.52 31.05 0 10 20 30 40 50


78 คะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกปีการศึกษา สำหรับวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยลดลงในปี การศึกษา 2564 แต่เพิ่มขึ้นในปีการศึกษา 2565 (2) การประกับคุณภาพภายใน ผู้บริหารได้กำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาในอนาคตไว้อย่างชัดเจน โดยใช้ นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา PTN MODEL ร่วมกับ ระบบวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA ในการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย เป็นไปตามแผนกลยุทธ์และแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบท ของสถานศึกษาและชุมชนมีคณะกรรมการจากทุกฝ่ายร่วมกันกำหนดแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษา มีการวิเคราะห์ และกำหนดโครงการในแผนปฏิบัติการประจำปีของกลุ่มสาระการเรียนรู้และ กลุ่มงานต่างๆ มีการให้ทบทวน แผนปฏิบัติการประจำปี โดยให้มีรายงานสรุปผลการดำเนินงาน รายงานการประกันคุณภาพภายในและการประกัน คุณภาพจากหน่วยงานภายนอกและนำผลการประเมินมาวางแผนเพื่อพัฒนาในรอบต่อไป ตารางที่ 7-4 แสดงผลการประเมินการประกันคุณภาพภายใน ปีการศึกษา 2563 - 2565 มาตรฐาน ค่า เป้าหมาย 2563 2564 2565 ระดับ คุณภาพ ระดับ คุณภาพ ระดับ คุณภาพ 1. คุณภาพผู้เรียน ยอดเยี่ยม ดีเลิศ ดีเลิศ ยอดเยี่ยม 2. กระบวนการบริหารและการจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม 3. กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม จากตารางที่ 7-4 แสดงให้เห็นว่า การประเมินการประกันคุณภาพภายใน ด้านคุณภาพผู้เรียน มี เกณฑ์คุณภาพอยู่ในระดับ ดีเลิศ ในปีการศึกษา 2563 และปีการศึกษา 2564 และมีเกณฑ์คุณภาพอยู่ในระดับ ยอด เยี่ยม ในปีการศึกษา 2565 สำหรับด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา และด้าน กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีเกณฑ์คุณภาพอยู่ในระดับ ยอดเยี่ยม ทุกปีการศึกษา (3) การจัดการเรียนการสอนสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (independent study) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study : IS) ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและการศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study : IS) ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนได้มีโอกาสศึกษา วิเคราะห์ ฝึกทักษะตั้งประเด็นปัญหา/ตั้งคำถาม ในเรื่องที่สนใจโดยเริ่มจากตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่นและ ประเทศ ค้นคว้าแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ วิธีการที่เหมาะสม ทำงานบรรลุผลตามเป้าหมายภายในกรอบการดำเนินงานที่กำหนดโดยการกำกับดูแลช่วยเหลือของ ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง รวมไปถึงการศึกษาเรียบเรียง และ ถ่ายทอดความคิดอย่างชัดเจน เป็นระบบ เพื่อให้เกิดทักษะในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ และทักษะการสื่อสารอย่าง มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชน์และคุณค่าในการสร้างสรรค์งาน แล้วถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ปรากฏผลลัพธ์ ดังนี้ 3.1 การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study : IS) ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2563 – 2565 ในปีการศึกษา 2563 – 2564 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีการจัดการเรียนการสอนรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (IS 1) ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 มีการ จัดการเรียนการสอนในรายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ (IS 2) ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 สอนโดยกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ค่าเป้าหมาย คือ เกรดเฉลี่ย 2 ขึ้นไป สำหรับปีการศึกษา 2565 มีการจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและ


79 สร้างองค์ความรู้ (IS 1) และรายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ (IS 2) สอนโดยกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ค่า เป้าหมาย คือ เกรดเฉลี่ย 3 ขึ้นไป และมีการบูรณาการรายวิชาการนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS 3) ในกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังแผนภาพต่อไปนี้ แผนภาพที่ 7–8 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study : IS) ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 หรือ 2 ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”ปีการศึกษา 2563–2565 จากแผนภาพที่ 7–8 แสดงว่า ในปีการศึกษา 2563 – 2564 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ตามค่าเป้าหมายสูงกว่าร้อยละ 70 ในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้ (IS 1) มีค่าเฉลี่ยลดลง แต่ในรายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ (IS 2) มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12.35 และรายวิชา การนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS 3)ผ่านเกณฑ์การประเมินคิดเป็นร้อยละ 100 3.1 การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study : IS) ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2563 – 2565 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้ (IS 1) รายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ (IS 2) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สำหรับปีการศึกษา 2563 และปีการศึกษา 2564 มีค่าเป้าหมาย คือ เกรดเฉลี่ย 3 ขึ้นไป และจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับปีการศึกษา 2565 มีค่าเป้าหมาย คือ เกรดเฉลี่ย 2 ขึ้นไป และมีการบูรณาการ การจัดการเรียนรู้รายวิชาการนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS 3) ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งแสดงผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดังแผนภาพต่อไปนี้ แผนภาพที่ 7–9 เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study : IS) ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากแผนภาพที่ 7–9 แสดงว่า ในปีการศึกษา 2563 – 2564 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ตามค่าเป้าหมายสูงกว่าร้อยละ 70 สำหรับรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้ (IS 1) และรายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ (IS 2) มีค่าเฉลี่ยลดลง ในการศึกษา 2564 แต่มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 18.8 และ 13.75 ตามลำดับ ในปีการศึกษา 2565 และรายวิชาการนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (IS 3)ผ่านเกณฑ์ การประเมินคิดเป็นร้อยละ 100 99.41 87.65 100 71.79100.00 100 0.00 50.00 100.00 150.00 IS 1 ม.ต้น IS 2 ม.ต้น IS 3 ม.ต้น ปีการศึกษา 2563 วิทยาศาสตร์ฯ ปีการศึกษา 2564 วิทยาศาสตร์ฯ ปีการศึกษา 2565 การงานอาชีพ 85.56 91.11 100 79.41 82.65 98.21 96.40 100 100 0.00 50.00 100.00 150.00 IS 1 ม.ปลาย IS 2 ม.ปลาย IS 3 ม.ปลาย ปีการศึกษา 2563 การงานอาชีพ ปีการศึกษา 2563 การงานอาชีพ


80 ข. ผลลัพธ์ด้านประสิทธิผลของกระบวนการทํางาน (WORK PROCESS EFFECTIVENESS RESULT) (1) ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของกระบวนการ (PROCESS EFFECTIVENESS and Efficiency) จากการบริหารงานโดยใช้ PTN MODEL เพื่อทําให้บรรลุวิสัยทัศน์ของโรงเรียน มีกระบวนการ ทํางานอย่างเป็นระบบ เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการนําไปสู่การปฏิบัติโดย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ บรรลุทิศทางการจัดการศึกษาของโรงเรียน และปรับปรุงกระบวนการทํางาน โดยใช้ข้อมูลจาก ผลการดําเนินงาน ที่เกิดขึ้นทําให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อการเรียนรู้ และความสําเร็จของนักเรียน ปรากฏผลลัพธ์ด้าน ประสิทธิผลของกระบวนการทํางาน ดังต่อไปนี้ 1.1 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2563 – 2565 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”เปรียบเทียบกับโรงเรียนคู่เทียบ โรงเรียนปทุมวิไล แผนภาพที่ 7–10 แสดงผลคะแนนเฉลี่ย O-NET ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” เปรียบเทียบกับโรงเรียนคู่เทียบโรงเรียนปทุมวิไล ปีการศึกษา 2563 - 2565 จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติเปรียบเทียบคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ในปีการศึกษา 2563 นักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”มีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยรวมของโรงเรียนปทุมวิไลซึ่งเป็นโรงเรียนคู่เทียบ อยู่ 0.78 นอกจากนี้ยังพบว่า ในปีการศึกษา 2563 มีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละรายวิชาสูงกว่าโรงเรียนคู่เทียบจำนวน 3 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 75 ของจำนวนรายวิชาที่สอบทั้งหมด และในปีการศึกษา 2564 - 2565 มีคะแนนเฉลี่ยน้อยกว่าโรงเรียนคู่เทียบ 1.2 ผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ปีการศึกษา 2565ของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการส่งเสริม สนับสนุน ให้นักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทักษะ ทางวิชาการหรือทักษะอาชีพ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ตามความต้องการ ความถนัด และศักยภาพของนักเรียน มีผลลัพธ์ ดังนี้ แผนภาพที่ 7–11 สรุปเหรียญรางวัลจากการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ค่าเฉลี่ยรวม 4 วิชา นน. 2563 52.56 22.34 26.97 30.93 33.20 ปว. 2563 48.93 22.07 24.75 33.94 32.42 นน. 2564 52.85 22.07 28.37 26.99 32.57 ปว. 2564 59.93 23.38 33.38 33.32 37.50 นน. 2565 45.33 20.78 30.21 26 30.58 ปว. 2565 62.52 26.68 37 36.37 40.64 0 10 20 30 40 50 60 70 นน. 2563 ปว. 2563 นน. 2564 ปว. 2564 นน. 2565 ปว. 2565 เหรียญทอง 47% เหรียญเงิน 26% เหรียญ ทองแดง 9% อื่นๆ 18%


81 ตารางที่ 7-4 แสดงผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี กลุ่ม 1 หมวดหมู่ ลงทะเบียน ทอง ชนะเลิศ ทอง เงิน ทองแดง เข้า ร่วม ลงทะเบียนแต่ ไม่ได้เข้าร่วม ภาษาไทย 14 1 2 6 1 5 0 คณิตศาสตร์ 8 1 2 1 1 4 0 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8 1 5 2 1 0 0 คอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ 12 2 5 5 1 0 1 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 7 0 5 2 0 0 0 ศิลปะ 15 4 11 1 1 0 2 การงานอาชีพ 1 0 0 0 1 0 0 สุขศึกษาและพลศึกษา 2 0 1 1 0 0 0 ภาษาต่างประเทศ 6 0 2 1 1 2 0 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 5 1 3 2 0 0 0 เรียนรวม – ภาษาไทย 1 1 1 0 0 0 0 เรียนรวม – วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1 0 1 0 0 0 0 รวม 80 11 38 21 7 11 3 จากแผนภาพที่ 7-11 และตารางที่ 7-4 แสดงว่า นักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” เข้าร่วม การแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับเขตพื้นที่ ครั้งที่ 70 จำนวน 80 รายการ ผลการแข่งขันปรากฏว่าเหรียญ รางวัลที่ได้รับมากที่สุด คือ เหรียญทอง จำนวน 38 รายการ คิดเป็นร้อยละ 47 เป็นรางวัลเหรียญทองชนะเลิศ จำนวน 11 รายการ รองลงมา เหรียญเงิน จำนวน 21 รายการ คิดเป็นร้อยละ 26 และน้อยที่สุด คือ เหรียญทองแดง จำนวน 7 รายการ คิดเป็นร้อยละ 9 แผนภาพที่ 7–12 สรุปเหรียญรางวัลจากการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 จากแผนภาพที่ 7-12 แสดงว่า นักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” เข้าร่วมการแข่งขัน ศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 70 จำนวน 11 รายการ ผลการแข่งขันปรากฏว่าเหรียญรางวัลที่ได้รับมาก ที่สุด คือ เหรียญทอง จำนวน 6 รายการ คิดเป็นร้อยละ 55 รองลงมา คือ เหรียญเงินและอื่นๆ จำนวน 2 รายการ คิด เป็นร้อยละ 18 และน้อยที่สุด คือ เหรียญทองแดง จำนวน 1 รายการ คิดเป็นร้อยละ 9 1.3 ผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่ ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน ปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”เปรียบเทียบกับโรงเรียนคู่เทียบ โรงเรียนปทุมวิไล เหรียญทอง 55% เหรียญเงิน 18% เหรียญทองแดง 9% อื่นๆ 18% เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง อื่นๆ


82 แผนภาพที่ 7–13 สรุปเหรียญรางวัลจากการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”เปรียบเทียบกับโรงเรียนคู่เทียบ โรงเรียนปทุมวิไล จากแผนภาพที่ 7-13 แสดงว่า ในการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้รับรางวัลชนะเลิศ จำนวน 11 รายการ คิดเป็น ร้อยละ 13.75 ของจำนวนทั้งหมด สูงกว่าโรงเรียนปทุมวิไลที่เป็นโรงเรียนคู่เทียบ ได้รับรางวัลชนะเลิศ จำนวน 10 รายการ คิดเป็นร้อยละ 9.90 ของจำนวนทั้งหมด 1.4 ผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่ ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน ปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”เปรียบเทียบกับโรงเรียนคู่เทียบ โรงเรียนปทุมวิไล 1.5 นักเรียนที่จบหลักสูตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 – 2565 แผนภาพที่ 7-14 แสดงผลการจบหลักสูตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากแผนภาพที่ 7-1 แสดงให้เห็นว่าในปีการศึกษา 2563 – 2565 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ คิดเป็นร้อยละ 100 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จบหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนของโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” 11 38 21 7 14 80 10 67 22 4 8 101 ชนะเลิศ เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญ ทองแดง อื่นๆ รวม ปทุมธานี "นันทมุนีบํารุง" ปทุมวิไล 242 169 163 242 169 163 104 104 83 83 96 96 0 100 200 300 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 จํานวนนักเรียน ม.3 ทั้งหมด จํานวนนักเรียน ม.3 ที่จบหลักสูตร จํานวนนักเรียน ม.6 ทั้งหมด จํานวนนักเรียน ม.6 ที่จบหลักสูตร


83 แผนภาพที่ 7-15 แสดงร้อยละของจำนวนนักเรียนที่จบการสำเร็จการศึกษา เปรียบเทียบกับโรงเรียนคู่เทียบ โรงเรียนปทุมวิไล ปีการศึกษา 2565 จากตารางที่ 7-5 แสดงว่า โรงเรียนปทุมธานี”นันทมุนีบำรุง” มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จบ หลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ คิดเป็นร้อยละ 100 มีร้อยละการจบการศึกษาสูงกว่า โรงเรียนปทุมวิไล ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่เทียบ 1.6 การศึกษาต่อของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แผนภาพที่ 7-16 แสดงจำนวนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น จากแผนภาพที่ 7-15 แสดงให้เห็นว่า ปีการศึกษา 2563 – 2565 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีแนวโน้มในการศึกษาต่อ คิดเป็นร้อยละ 94.31 95.88 และ 92.26 ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการจัด การศึกษาของโรงเรียน และความสําเร็จของนักเรียน (2) ความปลอดภัยและการเตรียมพร้อมต่อภาวะฉุกเฉิน (Safe and Emergency Preparedness) โรงเรียนได้จัดให้มีการวางแผนในด้านการรักษาความปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมต่อ ภาวะฉุกเฉิน โดยได้จัดให้มีการจัดทำประกันอุบัติเหตุให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนของโรงเรียน ปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ทุกคน โดยมีข้อมูลสถิติการทำประกันอุบัติเหตุในปี 2563 - 2565 ดังต่อไปนี้ แผนภาพที่ 7-17 ข้อมูลสถิติการทำประกันอุบัติเหตุในปี 2563 – 2565 จากภาพที่ 7-17 แสดงให้ เห็น ว่าในปีการศึกษา 2563 – 2565 นักเรียน ครูและบุคลากรทางการ ศึกษาโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการทำบัตรประกันอุบัติเหตุ คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งได้เป็นไปตามการจัดให้ มีการวางแผนในด้านการรักษาความปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมต่อภาวะฉุกเฉิน 80 100 120 ป.ว. น.น. ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ม.3 รวม นร ม.3 ที่ศึกษาต่อ นร ม.3 ที่ประกอบอาชีพ คิดเป็นร้อยละ 2563 246 232 14 94.31 2564 170 163 7 95.88 2565 168 155 13 92.26 0 100 200 300 2563 2564 2565


84 ค. ผลลัพธ์ด้านการจัดการเครือข่ายอุปทาน (Supply-Network Management RESULTS) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการกำหนดที่สำคัญของเครือข่ายอุปทาน (supply-network) เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยใช้นวัตกรรมบริหารสถานศึกษา PTN MODEL ได้ ดำเนินเลือกผู้ส่งมอบในการยกระดับผลการดำเนินการของโรงเรียนในด้านการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ซึ่ง โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ถือว่า ผู้เรียนเป็นผลผลิต (Out put) ที่มีคุณภาพ ชุมชน สังคม เป็นลูกค้า (Customers) ของระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supple-Chain Management) เป็นผู้รับมอบผู้เรียนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดย โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ผลลัพธ์ในด้านคุณภาพคุณภาพผู้เรียน สะท้อนจากความสำเร็จตามเป้าหมายที่ สถานศึกษากำหนด มีการส่งมอบสู่สังคมเห็นได้จากจำนวนนักเรียนที่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือ สถาบันอุดมศึกษา โดยมีข้อมูลสถิตินักเรียนที่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในปี 2563 - 2565 ดังต่อไปนี้ แผนภาพที่ 7-18 ข้อมูลสถิตินักเรียนที่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในปี 2563 – 2565 จากภาพที่ 7-18 แสดงจำนวนนักเรียนที่เรียนต่อมา พบว่า ในปีการศึกษา 2563 มีนักเรียนที่เข้า ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย มีจำนวน 93 คน ประกอบอาชีพจำนวน 11 คน ในปีการศึกษา 2564 มีนักเรียนที่ เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย มีจำนวน 43 คน ประกอบอาชีพจำนวน 40 คน ในปีการศึกษา 2565 มีนักเรียน ที่เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย มีจำนวน 91 คน ประกอบอาชีพจำนวน 5 คน ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าในแต่ ละปีการศึกษามีจำนวนนักเรียนที่ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่านักเรียนที่ไม่ศึกษาต่อและไปประกอบอาชีพ 7.2 ผลลัพธ์ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Student and Stakeholder-Focused RESULTS) ก. ผลลัพธ์ด้านการมุ่งเน้นนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Student and Stakeholder RESULTS) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ได้จัดให้มีการจัดทำหลักสูตรที่มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความ ต้องการของผู้เรียนและได้มีการประเมินหลักสูตรโดย ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองเพื่อนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ และปรับปรุงหลักสูตร ซึ่งผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ป กครองโรงเรียน ปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” (1) ความพึงพอใจของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Student and Stakeholder Satisfaction) ตารางที่ 7-5 แสดงผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และ คณะกรรมการสถานศึกษา ปีการศึกษา 2563 - 2565 รายการ ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 ค่าเฉลี่ยโดยรวม (̅) (S.D.) (̅) (S.D.) (̅) (S.D.) 2563-2565 ผู้บริหารและครู 2.69 0.11 2.84 0.10 2.90 0.07 2.81 นักเรียน 2.51 0.06 2.58 0.11 2.85 0.07 2.64 ผู้ปกครองและ คณะกรรมการสถานศึกษา 2.45 0.08 2.57 0.13 2.76 0.06 2.59 รวม 2.55 0.08 2.66 0.11 2.80 0.06 2.68 แปลผล มาก มาก มาก มาก


85 จากตารางที่ 7-5 ผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2563 - 2565 พบว่ามีระดับความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก ̅= 2.68, S.D. = 0.08) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหารและครู มีระดับความคิดเห็นโดยรวม (̅= 2.81) ซึ่งอยู่ในระดับมาก ต่อมา คือ ผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยนักเรียน มีระดับความคิดเห็น โดยรวม (̅= 2.64) ซึ่งอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้ปกครองและคณะกรรมการ สถานศึกษา มีระดับความคิดเห็นโดยรวม (̅= 2.59) ซึ่งอยู่ในระดับมากเช่นกัน แผนภาพที่ 7-19 แสดงผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง จากภาพที่ 7-19 แสดงให้เห็นว่าผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา ปีการศึกษา 2563 - 2565 มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และมี ค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นในทุกปี ทั้งนี้เป็นผลมาจากการบริหารจัดการสถานศึกษา ที่อาศัยความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่าย ทั้ง ผู้บริหารโรงเรียน กรรมการสถานศึกษา ครู หรือบุคคลต่าง ๆ จากชุมชนรอบโรงเรียน เพื่อตอบสนองความต้องการ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และรองรับการประเมินจากหน่วยงานภายนอกและหน่วยงานภายใน ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในการ ปรับปรุงและพัฒนาในการบริหารจัดการสถานศึกษาต่อไป (2) ความผูกพันของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Student and Stakeholder ENGAGEMENT) 1) จำนวนนักเรียนที่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วศึกษาต่อในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4โรงเรียน ปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563-2565 แผนภาพที่ 7-20 แสดงร้อยละของจำนวนนักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ที่สำเร็จการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากภาพที่ 7-20 พบว่านักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ที่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว ศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 -2565 มีจำนวน นักเรียนที่ศึกษาต่อที่เดิมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแสดงถึงความผูกพันของนักเรียนที่มีต่อโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” 53.66 56.14 61.18 40.00 50.00 60.00 70.00 2563 2564 2565 ร้อยละจํานวนนักเรียน ม.3 เดิมที่ศึกษาต่อ ม.4 ผู้บริหาร นักเรียน ผู้ปกครองและคณะกรรมการ สถานศึกษา 2563 2.69 2.51 2.45 2564 2.84 2.58 2.57 2565 2.9 2.85 2.76 2.69 2.51 2.452.84 2.58 2.572.9 2.85 2.76 ผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา 2563 2564 2565


86 2) จำนวนศิษย์เก่าโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมกิจกรรมมอบทุน ปีการศึกษา 2563 - 2565 แผนภาพที่ 7-21 แสดงจำนวนศิษย์เก่าโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาร่วมกิจกรรม มอบทุน ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากภาพที่ 7-21 พบว่าจำนวนศิษย์เก่าโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” หรือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาร่วมกิจกรรมมอบทุน ปีการศึกษา 2563 - 2565 มีจำนวนร้อยละที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งแสดงถึงความผูกพันของนักเรียน ที่มีต่อโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” 7.3 ผลลัพธ์ด้านบุคลากร (Workforce Results) ก. ผลลัพธ์ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร (WORKFORCE - Focused RESULTS) (1) ขีดความสามารถและอัตรากำลังบุคลากร (WORKFORCE CAPABILITY and CAPACITY) โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” มีการวิเคราะห์อัตรากำลังโดยใช้เกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนดเพื่อ จัดทำแผนอัตรากำลังให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน ความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง มีการวางแผนทั้ง ระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรกรณีการเกษียณอายุราชการ และการย้ายไปดำรง ตำแหน่งใหม่ ซึ่งในแต่ละภาคเรียนครูทุกคนจะต้องจัดทำรายงานการปฏิบัติงานและการประเมินตนเอง โดยปฏิบัติงาน ตามแผนงานที่ได้ตั้งไว้ และมีการรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งวิเคราะห์ปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังส่งเสริม สนับสนุนให้ครูเข้ารับการอบรมสัมมนาพัฒนารูปแบบต่างๆ ทั้งการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น การมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ การศึกษาดูงาน แผนภาพที่ 7-22 แสดงจำนวนครูและบุคลากรของโรงเรียน ปีการศึกษา 2563 – 2565 แผนภาพที่ 7-22 แสดงให้เห็นว่าจำนวนครูและบุคลากรของ โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ปีการศึกษา 2563 - 2565 จะเห็นได้ว่า ปีการศึกษา 2564 จำนวนครูและบุคลากรลดลงจากปีการศึกษา 2563 จำนวน 6 คน เนื่องจากมีข้าราชการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่โรงเรียนอื่นและได้บรรจุข้าราชการกลับคืนมาเพิ่มในปี การศึกษา 2565 จำนวน 10 คน 14.29 15.07 16.30 12.00 14.00 16.00 18.00 ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 ร้อยละจํานวนศิษย์เก่าที่มามอบทุน 0 10 20 30 40 50 60 70 2563 2564 2565 3 3 3 39 35 44 8 6 7 7 7 7 57 51 61 ผู้บริหาร ข้าราชการครู ครูอัตราจ้าง ลูกจ้างประจํา รวม


87 แผนภาพที่ 7-23 แสดงวุฒิการศึกษาของครูและบุคลากรโรงเรียน ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากภาพที่ 7-23 แสดงให้เห็นว่าวุฒิการศึกษาของครูและบุคลากรโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ปีการศึกษา 2563 - 2565 จะเห็นได้ว่า ปีการศึกษา 2564 จำนวนครูและบุคลากรของโรงเรียนที่วุฒิการศึกษาระดับ ปริญญาตรีลดลงจำนวน 11 คน ระดับปริญญาโทลดลง 4 คน เนื่องจากมีข้าราชการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่โรงเรียนอื่น และได้มีการบรรจุข้าราชการกลับคืนในปีการศึกษา 2565 ระดับปริญญาตรีลดลงจำนวน 11 คน ระดับปริญญาโท ลดลง 2 คน แผนภาพที่ 7-24 แสดงอันดับของข้าราชการครูโรงเรียน ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากภาพที่ 7-24 แสดงให้เห็นว่าอันดับของข้าราชการครูโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ปีการศึกษา 2563 - 2565 มีจำนวนครูข้าราชการที่เลื่อนตำแหน่งครูผู้ช่วยเป็นตำแหน่งครู เพิ่มขึ้นจำนวน 4 คน และ ในปีการศึกษา 2565 จำนวนครูข้าราชการที่เลื่อนวิทยฐานะจากตำแหน่งครู เป็นตำแหน่งครูชำนาญการ เพิ่มขึ้น จำนวน 1 คน จากปีการศึกษา 2564 แผนภาพที่ 7-25 แสดงสัดส่วนครูผู้สอน 1 คน ต่อจำนวนนักเรียนของ โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากแผนภาพที่ 7-25 แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนครูผู้สอน 1 คน ต่อจำนวนนักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” ปีการศึกษา 2563 – 2565 สัดส่วนครูผู้สอนต่อจำนวนนักเรียน สัมพันธ์กับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น หรือลดลง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ตามที่ กคศ. กำหนด 0 10 20 7 12 18 5 4 16 13 5 12 16 14 5 2563 2564 2565 0 10 20 30 40 50 9 40 10 0 9 29 6 0 9 40 8 0 2563 2564 2565 0 200 400 600 800 1000 2563 2564 2565 42 38 47 894 847 911 จําวนครู จํานวนนักเรียน


88 (2) บรรยากาศการทำงาน (WORKFORCE Climate) ระดับปัจจุบันและแนวโน้มของตัววัดและตัวชี้วัดที่สำคัญด้านบรรยากาศที่ทำงานรวมถึง ความ ปลอดภัย สุขภาพ สวัสดิการ การบริการและสิทธิประโยชน์สำหรับบุคลากร แผนภาพที่ 7-26 แสดงค่าเฉลี่ยความพึงพอใจบรรยากาศการทำงาน (WORKFORCE Climate) จากภาพที่ 7-26 พบว่า ครูโรงเรียนปทุมธานี“นันทมุนีบำรุง” มีความพึงพอใจด้านสวัสดิการสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 รองลงมาคือความพึงพอใจด้านความปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 และด้านสุขภาพอนามัย อยู่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32 ตามลำดับ (3) ความผูกพันของบุคลากร (WORKFORCE ENGAGENT) ผลลัพธ์ด้านการทำให้บุคลากรมีความผูกพันของบุคลากรโรงเรียนปทุมธานี“นันทมุนีบำรุง” แผนภาพที่ 7-27 แสดงความพึงพอใจด้านความผูกพันของบุคลากรโรงเรียน ปีการศึกษา 2563 – 2565 จากภาพที่ 7-26 ความพึงพอใจด้านความผูกพันของบุคลากรโรงเรียนปทุมธานี“นันทมุนีบำรุง” ปีการศึกษา 2563 – 2565 พบว่า ค่าความพึงพอใจด้านความผูกพันต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงที่สุด คือ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 รองลงมา คือ ความพึงพอใจด้านความผูกพันต่อผู้ร่วมงาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 และด้านความผูกพันต่อองค์กร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36 (4) การพัฒนาบุคลากร (WORKFORCE Development) การอบรม พัฒนาครู บุคลากรของโรงเรียนปีการศึกษา 2563 - 2565 แผนภาพที่ 7-28 แสดงจำนวนครูและบุคลากรเข้ารับการอบรม พัฒนาตามจำนวนชั่วโมงของโรงเรียน ปีการศึกษา 2563 - 2565 0.00 1.00 2.00 3.00 4.00 5.00 6.00 2563 2564 2565 เฉลี่ย 4.45 4.104.62 4.394.30 4.15 4.52 4.324.50 4.70 4.23 4.48 ความปลอดภัย สุขภาพ สวัสดิการ 0.00 1.00 2.00 3.00 4.00 5.00 6.00 2563 2564 2565 เฉลี่ย 4.35 4.42 4.30 4.364.40 4.66 4.65 4.574.68 4.70 4.85 4.74 ความผูกพันต่อองค์กร ความผูกพันต่อผู้ร่วมงาน ความผูกพันต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 0 5 10 15 20 25 30 35 40 ต่ํากว่า 10 ชั่วโมง 10-19 ชั่วโมง 20-29 ชั่วโมง 30 ชั่วโมงขึ้นไป 2 4 1 30 3 8 6 20 2 6 6 26 2563 2564 2565


Click to View FlipBook Version