151 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดหัวใจมีความปลอดภัยมากขึ้น มีผู้เสียชีวิต น้อยลงมาก ความผิดพลาดและบกพร่องทำ ให้คนได้เรียนรู้แม้บางครั้ง จะต้องแลกด้วยชีวิต อย่างเช่น การผ่าตัดหัวใจ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะทุกชีวิตเมื่อเกิดมาแล้วต้องตาย แต่การตายของเขาเหล่านั้น ถือว่ามีเกียรติ เป็นการเสียสละชีวิตเพื่อพัฒนาการแพทย์ ย่อมเกิด ประโยชน์อย่างมากต่อชนรุ่นหลัง ในผู้ป่วยรายนี้ก็เหมือนกัน หากเขาเสียชีวิตก็ดีหรือเป็นอัมพาต ก็ตาม แต่เขาก็ทำ ให้คุณหมอกรุณาได้เข้าใจจิตวิทยาของการให้คำ ปรึกษาในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคจิตโรคประสาทมากขึ้น หมอจะได้ระมัดระวังคำพูดบางคำที่ทำ ให้ผู้ป่วยแปรความหมายผิดจนหาทางออกไม่ได้ การที่หมอกรุณาได้ช่วยเหลือผู้ป่วยคนนี้มาโดยตลอด เขาต่าง หากที่ต้องขอโทษหมอเพราะเขาทำ ให้หมอต้องยุ่งยาก เสียชื่อเสียง และ ถ้าหมอท้อแท้แล้วหยุดให้คำปรึกษา ผู้ป่วยที่ต้องการที่พึ่งจากคำปรึกษา ก็เสียโอกาส หมอก็ไม่ได้ช่วยเหลือใคร กลับต้องมาเสียเวลากับเรื่องของ ผู้ป่วยที่กระโดดตึกรายนี้ ใครควรจะขอโทษใคร แทนที่จะสงสารเขา บุคคลที่หมอควรสงสารน่าจะเป็นตัวหมอ เอง เพราะหมอทุกข์ใจที่คิดว่าตัวเองมีส่วนทำ ให้ผู้ป่วยกระโดดตึก เลิก สงสารเขาเพราะแม้ไม่มีคุณหมอก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ทำ และ เขาอาจจะทำก่อนหน้านี้ก็ได้
152 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ เหมือนกับที่ผมบอกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะหมอ เขาก็คงไม่มีโอกาส กระโดดตึกหรอก เพราะกระดูกและเถ้าของเขาไม่มีปัญญาที่จะกระโดด ตึกได้หรอก จริงไหมหมอกรุณา สัปดาห์ต่อมาผมได้รับโทรศัพท์จากหมอกรุณา แจ้งให้ทราบ ว่าได้กลับมาทำ หน้าที่ให้คำ ปรึกษาตามปกติ มีกำ ลังใจ ตั้งใจและ รอบคอบมากขึ้น เพื่อจะช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีทุกข์ทางใจ ด้วยการให้ “ยาใจ” ต่อไป
ยายบุญหลง.... หลงบุญ โดยปกติคนที่เจ็บป่วยไม่สบาย เมื่อมาหาหมอก็จะต้องสอบถามถึงโรค หรืออาการที่ตัวเองประสบอยู่ ว่าถ้าป่วยก็มักต้องการรู้ว่าป่วยด้วยโรค ใด? ต้องรักษาอย่างไรจึงจะหาย? หากเป็นกรณีโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่อง ก็มักต้องการรู้ว่า โรคที่ตัวเองเป็นอยู่ควบคุมได้ดีขนาดไหน? มีโรคแทรกซ้อนหรือไม่? จะต้องปฏิบัติตัวหรือต้องทำ อะไรเพิ่มเติม เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่กับโรค เรื้อรังที่ตัวเองเป็นอยู่ได้นานๆ โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานมาก คืออยู่กับ โรคอย่างมีความสุขโดยถือหลัก “ป่วยกายไม่ป่วยใจ”
154 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ แต่อาจจะมีผู้ป่วยบางคนที่เป็นโรคเรื้อรัง และสามารถควบคุม โรคได้ด้วยการรับประทานยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำ ให้การดำ เนิน ชีวิตเป็นไปอย่างปกติสุข และเมื่อมาตรวจตามนัดก็จะไม่พูดคุยถึงโรค ตัวเองที่เจ็บป่วยเลย กลับสอบถามหรือตั้งคำ ถามชนิดที่หมอเองก็งง เป็นไก่ตาแตก ก่อนที่จะงงไปมากกว่านี้เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ วันนั้นเป็นวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นคลินิกโรคเรื้อรัง อันได้แก่เบาหวาน ความดันและไขมันในเส้นเลือดสูงจะมาชุมนุมตรวจกัน ในวันนี้ก็มี ผู้ป่วยสูงอายุรายหนึ่งชื่อ ยายบุญหลง อายุ 77 ปี นั่งรถเข็นเข้ามา ในห้องตรวจเบอร์ 22 (อายุผู้ป่วยกับหมายเลขห้องตรวจสงวนสิทธิกับ กองสลากแล้ว อย่านำ ไปแทงเป็นอันขาด) หลังจากที่ทักทายด้วยการยกมือไหว้คุณยายเสร็จ ผมจึงพลิก ดูบัตรบันทึกประวัติผู้ป่วยหรือ OPD การ์ด ก็พบว่ายายเป็นผู้ป่วย เบาหวาน วันนี้มาตรวจเลือดตามนัด พบระดับน้ำตาล 118 มก.% ก็นับว่า อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีจึงไม่ต้องปรับยาแต่อย่างใด เมื่อผมเงยหน้ามอง คุณยายหลังจากได้ใช้เครื่องมือตรวจร่างกายของคุณยายตามหน้าที่ของ หมอ (ที่ดี) และก็พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณยายเอ่ยถามผมด้วยคำ ถามหนึ่ง ซึ่งต้องทำ ให้ผมงงจริงๆ จึงถามกลับไปว่าทำ ไมคุณยายถึงถามคำ ถามนี้กับผม ก็จะไม่งงได้ยังไง ครับ ก็แทนที่จะถามว่าระดับน้ำตาลขนาดนี้ปกติไหม? จะต้องทำ อะไร? หรือต้องปรับยาอย่างไร? ซึ่งจะเป็นคำ ถามปกติที่คนเป็นหมอจะต้อง เจอ
155 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ คุณยายบุญหลงถามผมว่า “คุณหมอคะ อีฉันทำบุญแล้วไม่ได้ กรวดน้ำ ผลบุญจะไปถึงคนหรือสัตว์ที่อีฉันได้เคยทำกรรมกับเขาหรือ ไม่คะ?” เมื่อผมได้ยินคุณยายบุญหลงถามคำ ถามด้วยเสียงอันชัดพอ สมควร ผมจึงถามคุณยายกลับไปว่า “คุณยายมาตรวจเบาหวาน ทำ ไม คุณยายถึงถามคำ ถามนี้กับผมครับ?” คุณยายตอบกลับมาว่า “ครั้งก่อนที่อีฉันได้นอนโรงพยาบาล คุณหมอก็เคยเทศน์ให้อีฉันฟังครั้งหนึ่งแล้ว อีฉันฟังแล้วเข้าใจดี พอ มาตรวจวันนี้จึงขอถามเพิ่มเติม” เมื่อผมรู้ที่มาที่ไปของคำ ถามนี้ จึงได้ พยายามนึกว่าผมเคยได้พูดคุยอะไรกับคุณยายเมื่อใดและคุยเรื่องอะไร เพราะปกติผมมักจะคุยเรื่องราวตามธรรมชาติ คือเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และมักจะพูดเรื่องการเตรียมตัวก่อนตายให้กับผู้ป่วยสูง อายุที่มีโอกาสจะพบความจริงตามธรรมชาติก่อนผม (ถ้าคิดตามระบบ โรคภัยไข้เจ็บตามธรรมดา แต่ถ้าคิดตามอุบัติเหตุก็ไม่แน่ ผมอาจจะมี โอกาสมากกว่าคุณยายหลายเท่า) เมื่อนึกยังไงก็นึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร เอาล่ะ ถือว่าเป็นเครดิต เพราะคุณยายใช้คำ ว่า “เทศน์” แถมยังบอกว่าครั้งก่อนเข้าใจดี ก็ถือว่า เลยตามเลยจึงได้ถามคุณยายบุญหลงว่า “ที่ทำบุญนั้นคืออะไร?” คุณยาย ตอบว่า “เอาอาหารและของไปถวายพระ” “แบบนี้เรียกว่าการทำบุญ ชนิดหนึ่ง ถ้าเรียกให้ครบคือการทำบุญโดยการให้ทาน คุณยายตั้งใจ ปรารถนาดีอยากให้พระได้ฉันอาหาร ได้ใช้ของที่คุณยายมอบให้ เมื่อ คุณยายถวายของให้พระแล้วรู้สึกอย่างไร?” “อีฉันก็ดีใจ” “คุณยายดีใจ แล้วมีความสุขใจใช่ไหม?” “ใช่คะ”
156 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ นั่นแหละคุณยายได้บุญแล้ว บุญคือความอิ่มใจ สบายใจ สุขใจ และเมื่อยายได้รับแล้วยายก็อุทิศให้กับผู้ตาย ซึ่งเขาจะได้รับหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า ถ้าเขาตกนรกอยู่ในอบายภูมิก็อาจจะไม่ได้รับผลบุญนั้น หรือถ้าเขาเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ก็อาจจะไม่สนใจเพราะเขาอาจจะมี มากกว่า ซึ่งการที่คนตายไปแล้วจะได้รับบุญที่คุณยายอุทิศหรือไม่ก็ ไม่ใช่สาระหรือเรื่องของคุณยายเลย เพราะอย่างน้อยๆ สิ่งที่คุณยาย ได้กระทำ คือการถวายอาหารและสิ่งของให้แก่พระภิกษุหรือสามเณร นั้น คุณยายก็ได้ละความโลภ ความเห็นแก่ตัวแล้ว คุณยายนิ่งเหมือนจะเข้าใจขึ้นมา แต่ก็ยังถามต่อว่า “แล้วสัตว์ ล่ะคะคุณหมอ อีฉันเลี้ยงแมวไว้ 1 ตัว แต่ขณะนี้มันตายไปแล้ว อีฉัน คิดถึงมันต้องการอุทิศส่วนบุญให้” “คุณยายเลี้ยงแมวได้ให้ข้าวให้น้ำ เลี้ยงดูใช่ไหม?” “ใช่ค่ะ ก่อนมันตายมันป่วย อีฉันก็ยังพาไปหาหมออยู่เลย” “คุณยายก็ทำหน้าที่ ของผู้เลี้ยงที่ดีแล้วนี่ เลี้ยงแมวก็ให้อาหาร ให้ที่อยู่แก่แมว เมื่อยามแมว ป่วยก็พาไปหาสัตวแพทย์รักษาตามแต่สมควร แต่เมื่อรักษาไม่ได้ แมว ก็ตายเป็นธรรมดา ยายจะนึกจะคิดถึงแมวตัวนั้นอีกมีประโยชน์อะไร ทุกข์เปล่าๆ อย่ามัวเป็นห่วงแมวเลย ไม่มีประโยชน์ เป็นห่วงตัวเอง ไม่ดีกว่าหรือ และที่คุณยายบอกว่าทำ บุญก็ดีอยู่แต่มีอย่างอื่นที่ดีกว่า คุณยายสนใจไหม?” “สนใจคะ”
157 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ การที่คุณยายทำบุญทำทานแล้วอุทิศให้กับคนหรือสัตว์ที่ตาย ไปแล้ว คนตายหรือสัตว์เขาจะได้รับบุญหรือไม่ไม่ใช่สาระ แต่ถ้าหากคุณยายเปลี่ยนมาทำความดีทำหน้าที่ที่ควรทำ คุณ ยายก็จะได้รับความสุขใจมากยิ่งขึ้น ที่เรียกว่าบุญกุศล คุณยายอายุ ขนาดนี้ สิ่งที่ยายควรทำคือมีสติสัมปชัญญะในการกระทำอะไรต่างๆ เช่น เดินด้วยความรู้สึกตัว ก้าวเท้าซ้ายก็รู้ตัว ก้าวเท้าขวาก็รู้ตัว จะ ปัดกวาดเช็ดถูก็ทำด้วยความมีสติ ทำ ช้าๆ ไม่ต้องรีบให้มันเสร็จ หากว่าใจของคุณยายอยากให้ มันเสร็จไวๆ ใจมันรีบ ก็ให้ดูใจตัวเองว่ารีบเร่งอย่างไรแต่ไม่ต้องไปทำ ตามมัน คือไม่ต้องทำ แบบรีบร้อน แต่ค่อยๆ ปัดกวาดเช็ดถูไปช้าๆ แล้วคุณยายบุญหลงจะพบอะไรบางอย่างด้วยตัวเองที่เรียกว่า ปัจจัตตัง ผมตอบคุณยายไปแบบนี้ คุณเห็นด้วยไหม? ถ้าไม่เห็นด้วย ขอคำ ชี้แนะที่เหมาะสมด้วยครับ
หลักปฏิบัติในการให้คำปรึกษา (ตามแนวทางของผม) 1. ผู้ขอรับคำปรึกษาเล่าปัญหาคับข้องใจและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดโดยละเอียดเท่าที่จะทำ ได้ นำ เสนอปัญหา เช่น ชายหนุ่ม ถูกแฟนสาวบอกเลิกเพราะฐานะยากจนไม่มีทรัพย์สมบัติ จึงตัดสินใจ แขวนคอตาย 2. ผู้ให้คำ ปรึกษาชี้ให้เห็นว่าการกระทำ ที่เขาทำ อยู่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะส่งผลทำ ให้เกิดความเสียหายให้กับตัวเองและผู้อื่น ชี้ให้เห็น โทษของการกระทำนั้น เช่น การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ตัวเองตก นรก พี่น้องโศกเศร้าเสียใจ ไม่เกิดผลดี เป็นการยอมรับว่าเราไม่ดีจริงๆ
159 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ 3. ผู้ให้คำปรึกษาพยายามเสนอแนะการกระทำ อื่นเพื่อทดแทน การกระทำนั้น ชี้แนวทางใหม่ที่มีประโยชน์ เช่น แทนที่จะเศร้าเสียใจ เพราะถูกดูถูกว่าฉันยากจนเป็นคนไม่ดี ก็เปลี่ยนนำพลังนั้นมามุมานะ ขยันทำ งานสร้างฐานะ 4. ผู้ให้คำปรึกษาแจกแจงรายละเอียดของแนวทางใหม่ที่เสนอ ให้ว่าทำ ได้ผลอย่างไร ทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง ผลจากการกระทำ ตามแนวทางใหม่ เช่น เมื่อมุมานะ ขยันทำ งาน สร้างฐานะให้ดีขึ้น ก็จะสามารถลบคำสบประมาทของแฟนเก่าและคนอื่นที่เข้าใจว่าเราไม่ดี จริง ญาติพี่น้องก็ไม่ต้องเสียใจ ทำ ให้แฟนเก่าเสียดายที่คิดผิดทิ้งเราไป 5. ผู้ให้คำปรึกษาสอบถามความเห็นผู้รับคำปรึกษาว่ามีความคิด เห็นอย่างไร พูดความรู้สึกต่อเรื่องต่างๆ ที่เขามีปัญหาและต่อแนวทางที่ เสนอแนะ ฟังแล้วรู้สึกอย่างไร ใจมันว่าอย่างไรให้พูดออกมา (ขั้นตอนนี้ จะใช้แทรกในทุกขั้นตอน) 6. ผู้รับคำปรึกษาจะทำ อย่างไรในอนาคตให้เลือกทางเอง 7. บางกรณีการให้คำปรึกษาเพียง 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะ แก้ปัญหาได้ แต่กรณีที่หนักๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชีวิต เช่น การฆ่าตัวตาย ทำ ร้ายตัวเอง ต้องให้คำปรึกษาหลายครั้งเพื่อปรับความ เห็น (ทิฎฐิ) และประเมินผู้รับคำปรึกษาว่ารับได้มากน้อยแค่ไหน
160 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ เพราะบางเรื่องแก้ไขได้ก็จริงแต่ต้องใช้ความตั้งใจ มีกำ ลังใจ อดทนและทนได้ของผู้รับคำปรึกษาเพื่อหลุดจากปมปัญหานั้น ค่อยๆ ปรับแต่งขัดเกลา 8. การให้คำปรึกษาไม่มีรูปแบบแน่นอนตายตัว สามารถพลิ้ว ไหวได้ตามสถานการณ์ ทั้งของผู้รับคำปรึกษาและผู้ให้คำปรึกษา โดย พิจารณาจากอารมณ์ ความคิด กำ ลังใจ ความอดทนเป็นตัวแปรและ ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ตามมา หรือต้องตามไปแก้ปัญหาที่เกิดจาก การให้คำปรึกษานั้นอีก ตามเหตุตามปัจจัย ไม่โทษใคร 9. หลักการที่ใช้ให้ใช้คำ ปรึกษาที่อาศัยหลักของธรรมชาติ สัจธรรม ศาสนา (ไม่เฉพาะแต่ศาสนาพุทธเท่านั้น) หลักของความไม่ แน่นอน ตรรกะ เหตุผล รวมถึงการอุปมาอุปไมย ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ยึดหลักและยกตัวอย่าง 10. หลักการแก้ปัญหาของผู้รับคำ ปรึกษาโดยสิ้นเชิงก็ทำ ได้ คือ ให้ละความอยากได้ อยากมี อยากเป็น (ตัณหา) ถือว่าเป็นข้อ สรุปการแก้ปัญหาของทุกคนทุกปัญหาในโลกนี้โดยสมบูรณ์ เพียงแค่ ละตัณหา