101 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ แล้วเดินตรงเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงโต๊ะทำ งานของพิมพ์ใจ สอบถาม เรื่องราวทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งโดยพิมพ์ใจบอกเองว่า ตนเองเป็นต้นเหตุ ให้ชัยและพลเสียชีวิตจึงรู้สึกผิดอย่างมาก เมื่อผมฟังจบผมหยุดนิ่ง สักครู่หนึ่งก่อนที่จะมองหน้าพิมพ์ใจและบอกพิมพ์ใจว่า การที่คุณรู้สึกผิดนั้นแสดงว่าคุณเป็นคนจิตใจงาม มีคุณธรรม สูง ผมเองก็ภูมิใจที่มีเพื่อนร่วมงานแบบคุณ เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดจาก การกระทำ ของคุณโดยตรง คุณไม่มีความคิดหรือเจตนาที่ต้องการให้ เขาตาย แต่เรื่องที่เกิดขึ้นจากวิบากกรรมของแต่ละบุคคล คุณเป็นลูกค้าที่ดีของโรงพิมพ์เมื่อมีงานพิมพ์คุณก็สั่งงานกับ โรงพิมพ์แห่งนี้และก็ได้รับบริการด้วยดีแม้แต่ครั้งนี้โรงพิมพ์ก็เร่งส่งงาน ให้ทันเวลาที่คุณต้องการ พนักงานก็ได้ทำ หน้าที่ของเขาตามที่ได้รับ มอบหมายเสร็จสมบูรณ์จนนาทีสุดท้าย เมื่อความตายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเขาได้จากเราไป แล้ว หากเขารับรู้ว่าคุณรู้สึกผิด ซึมเศร้า เสียใจ ซึ่งความจริงนั้นไม่ใช่ ความผิดของคุณเลย เขาทั้งสองคงจะดีใจ ภูมิใจ ที่มีลูกค้าเช่นคุณ ที่ยังระลึกถึงพนักงานขับรถและพนักงานส่งของอย่างเขา แต่เขาคง ไม่อยากให้คุณซึมเศร้าและเสียใจไปมากกว่านี้ เพราะจะทำ ให้เขา ทั้งสองพลอยเศร้าหมองไปด้วย ดวงวิญญาณจะไม่ไปสู่สุคติจะไปไม่ดี
102 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ คุณควรกลับมาตั้งสติเพื่อหาทางช่วยเหลือแบ่งเบาภาระญาติ พี่น้องของเขา ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานเรื่องเอกสาร การจัดงาน ศพ รวมถึงการทำ บุญอุทิศส่วนกุศล หรือเมื่อเสร็จงานทุกอย่างแล้ว คุณกลับมาทำหน้าที่พยาบาล นำ ผลของงานวิจัยมาปรับปรุง การให้ บริการคนไข้ให้ดียิ่งขึ้น ถ้าคุณทำ ได้อย่างนี้ดวงวิญญาณของเขาทั้งสอง ก็จะได้รับรู้ถึงความพยายามช่วยเหลือของคุณ ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล ที่เกิดจากการให้บริการผู้ป่วยที่ดีมีเมตตาแล้วอุทิศให้ เขาทั้งสองจะ ไปสู่สุคติได้อย่างแน่นอน หากคุณเป็นพิมพ์ใจ คุณจะพิมพ์รายงานวิจัยอย่างไรดีจ๊ะ? หลังเหตุการณ์หนึ่งเดือน ผมได้สอบถามพิมพ์ใจว่า รู้สึก อย่างไรต่อกรณีอุบัติเหตุรถของโรงพิมพ์ พิมพ์ใจบอกให้ผมทราบว่า หลังจากที่เธอได้ช่วยงานศพแล้วสภาพจิตใจของเธอดีขึ้นมาก ความคิด ที่ว่าเธอเองเป็นต้นเหตุให้คนทั้งสองเสียชีวิตได้หมดไปจากใจเธอแล้ว ขณะนี้เธอกำ ลังตั้งใจทำ งานวิจัยให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ ประชาชนและเป็นบุญกุศลที่เธอจะขออุทิศให้กับดวงวิญญาณของผู้ เสียชีวิตทั้งสองท่าน
รุ่ง....สิหว่า อากาศเปลี่ยนแปลงช่วงกุมภาต่อมีนาในจังหวัดภาคเหนือตอนบนทำ ให้ มีคนป่วยด้วยโรคไข้หวัดกันมาก และก็เป็นช่วงที่นักเรียนสอบ ปิดเทอม หรือต้องไปสอบเพื่อเรียนต่อ จึงทำ ให้จำนวนผู้ป่วยที่เป็นนักเรียนเพิ่ม มากขึ้น รวมถึง รุ่งทิวา นักเรียนชั้นม. 5 ซึ่งมาตรวจด้วยอาการไข้หวัด เจ็บคอ ประกอบกับในวันพรุ่งนี้รุ่งทิวาจะต้องสอบ GPAT เพื่อเก็บคะแนน ใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากตรวจและสั่งยาให้แล้วผมจึงถามรุ่งทิวา ว่าเตรียมตัวสอบเครียดไหม น้องรุ่งตอบผมว่าเรื่องสอบไม่เครียดมาก นัก เพราะทุกคนเตรียมตัวกันไม่พร้อมและไม่ทราบมาก่อนว่าจะสอบ
104 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองอยากอยู่คนเดียวไม่อยากพูดกับใคร เมื่อเข้าไปค้นในอินเตอร์เน็ตและทำ แบบทดสอบตนเองได้ผลว่า “เครียด และซึมเศร้า” ผมวางปากกาหันมาจ้องมองหน้าน้องรุ่งอย่างตั้งใจ ผมจึงถาม กลับไปด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “มีอะไรหรือเปล่า?” “มีเรื่องกับเพื่อนค่ะ” “เพื่อนผู้ชาย” ผมสวนทันควัน ผิดคาดครับ น้องรุ่งตอบว่า “เพื่อนผู้หญิง” “อ้าว!” ผมอุทานเบาๆ ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม รุ่งทิวาจึงเล่าว่าเธอมีเพื่อนสนิทอยู่ 1 คน แต่ยืนยันว่าไม่ใช่คบ กันแบบทอมกับดี้ ต่อมาเธอก็ไปคบกับเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งก็เป็นผู้หญิง เหมือนกัน เพื่อนคนนี้จะเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ ร่าเริง คุยสนุก ผิดกับ เพื่อนสนิทของเธอเองที่ค่อนข้างจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ และเธอก็สังเกต ว่าเมื่อใดที่เธอมาคุยกับเพื่อนคนใหม่แล้ว เพื่อนสนิทคนเดิมจะไม่ค่อย พอใจและไม่ค่อยจะพูดคุยด้วย จึงทำ ให้น้องรุ่งเริ่มเครียด เธอบอกว่า เครียดมากกว่าการสอบเสียอีก น้องรุ่งเล่าพร้อมกับน้ำตาไหลอาบแก้ม ผมจึงถามน้องรุ่งต่อว่า “แล้วทำอย่างไรต่อไป?” “อยากให้เพื่อน กลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิม” “แล้วน้องถามเพื่อนเขาไหม ว่าทำ ไมถึง ไม่พูดด้วยเหมือนเดิม?” “ไม่ได้ถามค่ะ” ผมนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เมื่อเห็น น้องรุ่งซับน้ำ ตาอีกครั้งก็ทำ ให้นึกถึงลูกสาวคนเดียวของผมเองที่เรียน อยู่ม. 1 กำ ลังขึ้นม. 2 เผลอสติไปกับความคิดแวบหนึ่งก็ดึงสติตัวเอง กลับมาที่น้องรุ่งอีกครั้งหนึ่ง
105 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ เพื่อที่จะช่วยให้น้องเขาแก้ปัญหาความเครียด ความซึมเศร้า ที่มีอยู่ได้โดยวิธีตั้งคำ ถาม เพื่อไม่ให้น้องรุ่งจมอยู่ในอารมณ์และเห็น ทางออกของปัญหาดังนี้ “แม้ว่าน้องจะบอกว่าสนิทกับเพื่อน แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ แบบทอมกับดี้ใช่ไหม?” “ใช่ค่ะ” “แต่ก็ยอมรับว่าสนิทมากกว่าเพื่อนหญิง ทั่วๆ ไป?” “ใช่ค่ะ” “คือทั้งสนิทและแคร์เพื่อนคนนี้มาก” น้องรุ่งพยักหน้า ยอมรับ “ในเมื่อน้องเองก็เห็นว่า เพื่อนเขาไม่ยอมพูดคุยด้วยและน้อง ก็ไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร ถ้ารู้ก็จะได้แก้ไข เพื่อจะทำ ให้เพื่อนคนนี้ กลับมาพูดคุยเหมือนเดิมได้” “ค่ะ” “แล้วทำ อย่างไรจึงจะรู้สาเหตุล่ะ” น้องรุ่งนิ่งเงียบไม่ตอบ “ถ้า เราคิดเดาเอาเองจะดีไหม” “ไม่ดีค่ะ” “ทำ ไมน้องไม่ถามเพื่อนดูว่า ไม่ ยอมพูดคุยด้วยเพราะอะไร?” รุ่งพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏให้ เห็นครั้งแรก “อีกอย่างหนึ่งหมออยากถามว่า น้องรุ่งมีหน้าที่อะไรในขณะนี้?” “เรียนค่ะ” ผมพยักหน้าบ้าง “หากพ่อแม่รู้ว่าลูกสาวที่พ่อแม่อุตส่าห์ส่ง เสียเงินค่าเทอมและค่าใช้จ่ายเพื่อให้เรียน แต่กลับมานั่งซึมเศร้าเสียใจ เพราะคบหาเพื่อนคนสนิทจนทำ ให้มีผลต่อการเรียน พ่อแม่จะรู้สึก อย่างไรดีใจหรือเสียใจ?” ผมจ้องมองหน้าน้องรุ่งเพื่อให้ตอบ “เสียใจค่ะ” น้องรุ่งตอบเบาๆ
106 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ “ระหว่างเพื่อนกับพ่อแม่ น้องจะแคร์ความรู้สึกใครมากกว่า กัน?” “พ่อแม่ค่ะ” “บอกว่าเพื่อนไม่คุยด้วยเพราะเราไปคุยกับเพื่อน อีกคนจนเป็นเหตุให้เพื่อนไม่พอใจ กลัวเพื่อนเสียใจแต่กลับไม่กลัวว่า พ่อแม่เสียใจ” รุ่งทิวาพยักหน้ายอมรับพร้อมกับเสียง “ค่ะ” เบาๆ “เมื่อเรารู้ว่าตัวเองได้ทำผิดพลาดไปแล้วก็ปรับปรุงแก้ไข แม้ว่า พ่อแม่รู้ก็คงให้อภัย น้องมีหน้าที่เรียนก็ต้องตั้งใจเรียนให้คุ้มกับที่พ่อแม่ อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยทำมาหาเงินที่จะส่งเสียเป็นค่าเล่าเรียน ค่ากิน ค่า ใช้จ่ายของน้อง” “เอาล่ะวันนี้เอาแค่นี้ก่อน เอายากลับไปกินและตั้งใจทำ ข้อสอบพรุ่งนี้ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องเพื่อนให้ไปถามดูว่าเพราะอะไรที่ไม่ ยอมพูดคุยด้วย รวมทั้งพิจารณาดูว่าเพื่อนคนใดที่เราควรคบและคบ แบบใดจึงเหมาะสม หมอนัดอีก 5 วันและพาคุณพ่อหรือคุณแม่มา ด้วย” “คุยกับหมอแล้วรู้สึกอย่างไร?” “ดีขึ้น สบายใจขึ้นค่ะ” “ยังเศร้า อยู่ไหม?” “ไม่เศร้าแล้วค่ะ” “อีก 5 วันค่อยเจอกัน มีอะไรจะสอบถาม อีกไหม?” “ไม่มีค่ะ แต่จะบอกหมอว่าเพื่อนสนิทคนนี้เขาเคยเป็นทอม ค่ะ” “เออนั้นแหละ ระวังให้ดีก็แล้วกัน” รุ่งทิวายกมือไหว้ขอบคุณด้วย สีหน้าที่ดีขึ้นมาก
107 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ 5 วันต่อมา รุ่งทิวามาพร้อมกับคุณแม่ ซึ่งผมเองก็คุ้นหน้าคุ้น ตาแต่ก็นึกชื่อไม่ออก ผมจึงเชิญแม่และลูกเข้ามาพูดคุยในห้องตรวจ พร้อมกัน พร้อมกับเอ่ยถามแม่ของรุ่งทิวาว่า “ลูกสาวเล่าเรื่องให้ฟัง หรือยัง?” “เล่าให้ฟังแล้วเจ้า” “แล้วรุ่งได้ไปถามเพื่อนหรือยังว่า ที่ไม่ยอม พูดคุยด้วยเพราะอะไร?” “เพื่อนเขาบอกว่าเห็นว่ารุ่งไม่ยอมคุยกับเขา เขาจึงไม่คุยกับรุ่ง” “เอ... แบบนี้เอายังไงดีให้น้องรุ่งพิจารณาก็แล้วกัน นะว่า เพื่อนคนนี้ถ้าเราคบเขาต่อจะทำ ให้การเรียนและสุขภาพจิตเราดี ขึ้นไหม?” “แม่อยากให้เลิกคบ” แม่เสริมขึ้นมา “น้องก็ลองปรึกษาแม่ ดูว่าจะทำ อย่างไรจึงจะเหมาะสม” รุ่งทิวาพยักหน้ากับแม่ “อีกอย่างต้องหาอะไรมาทำ อย่าให้มีเวลาว่างมาก เช่น กลับ ถึงบ้านหลังจากที่ทำ การบ้านเสร็จแล้วก็ควรจะช่วยแบ่งเบาภาระแม่ เท่าที่จะทำ ได้เช่น ซักผ้า ถูบ้าน ล้างจาน เพื่อไม่ให้มีเวลาว่างจะได้ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ฟุ้งซ่าน หรือจะฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ตามวิธีของหลวงพ่อเทียน ตามรูปแบบในหนังสือหมอชาวบ้านที่หมอ ซีรอกซ์ให้นี้ เพื่อจะให้มีสติสัมปชัญญะในการเรียนและการคบเพื่อน” แม่ของรุ่งทิวายิ้มเป็นเชิงขอบคุณที่ผมเน้นการให้รุ่งทิวาช่วย งานในบ้าน จึงฝากบอกแม่ของน้องรุ่งว่า “แม่จะต้องหมั่นสอบถามและ เอาใจใส่ลูกสาวมากขึ้น คอยสังเกตสิ่งผิดปกติรวมถึงประสานพูดคุย กับครูประจำชั้นเมื่อมีโอกาส”
108 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ “ว่ายังไง รุ่งทิวาเห็นด้วยไหม” “ค่ะ” “ค่ะ แล้วต้องทำนะไม่ทำ ล่ะก็จะให้แม่พามาหาหมอ จะให้กินมะกอกแช่เย็น” รุ่งทิวาหัวเราะ เบาๆ ก่อนกลับบ้าน ผมได้แสดงวิธีการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว 15 วิธีเป็นตัวอย่างให้รุ่งทิวาดู พร้อมกับมอบเอกสารภาพท่าโบกมือเจริญ สติ และย้ำ ให้ทั้งรุ่งทิวาและแม่ลองทำ ดูช่วงเวลาว่างจากการเรียนและ งานบ้าน โดยทั้งรุ่งทิวาและแม่ก็ลากลับด้วยรอยยิ้ม แล้วคุณๆ ได้รับของขวัญจากหนังสือหมอชาวบ้าน โดยการ ลองฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว 15 วิธีอย่างน้องรุ่งแล้วหรือยังครับ ผม
ลุง (จงทำ) ดี เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในยามบ่าย ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์หลังจากที่พึ่ง นอนให้หมอนวดแผนไทยนวดกดเส้นที่หลัง เพราะวันนี้ปวดหลังมาก เนื่องจากเป็นแพทย์เวรรับบริจาคโลหิต ต้องตรวจผู้บริจาคโลหิตเกือบ สองร้อยคนและยังต้องขึ้นเขียง เอ่ย! ขึ้นเตียงบริจาคเลือดกับเขาด้วย จึงรับโทรศัพท์ด้วยความงัวเงีย พอได้ยินว่าให้มาช่วยพูดกับผู้ป่วยฆ่าตัวตายด้วยการแขวน คอเท่านั้นแหละ ความง่วงและอาการปวดหลังหายสนิทอย่างปลิดทิ้ง กระโดดลงจากเตียงนวดจนป้าสุขหมอนวดบอกว่า “ยังนวดไม่เสร็จ”
110 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ ผมจึงตอบไปว่า “คนฆ่าตัวตาย ผมหายดีแล้วป้าสุข ต้องไป ช่วยก่อน” ผมก้าวเท้าเข้าตึกผู้ป่วยชายตามที่ได้รับแจ้ง พยาบาลยกมือ ไหว้พร้อมพูดว่า “ขอโทษนะคะที่รบกวนตามคุณหมอ มีผู้ป่วยฆ่าตัวตาย ค่ะ แพทย์เวรให้แจ้งปรึกษาคุณหมอ ขอบคุณค่ะ” พยาบาลยื่นแฟ้ม ผู้ป่วยให้พร้อมกับยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง ผมตอบน้องพยาบาลไปว่า “ผมเองสิที่ต้องขอบคุณน้องและแพทย์เวร เพราะเมื่อใดที่ผม จะได้ช่วยคนฆ่าตัวตาย ผมจะมีพลังและกระปรี้กระเปร่า ยังไม่พอ หายปวดหลังอีกต่างหาก” ผมรับแฟ้มมาเปิดอ่านประวัติ “นายดี อายุ 65 ปี สถานภาพโสด มีพี่น้อง 4 คน 30 นาทีก่อนมาโรงพยาบาลเพราะใช้ สายยางรัดของแขวนคอผูกติดกับหน้าต่าง ญาตินำ อาหารกลางวัน มาส่งพบเข้าจึงช่วยแก้มัดแล้วนำ ส่งโรงพยาบาล” ผมจึงปิดแฟ้มพร้อมกับเดินไปยังเตียง 14 พบลุงดีนอนอยู่ บนเตียง ลุงดีเป็นคนแก่มีผมขาวขึ้นหัว นอนตะแคงข้างขวาอยู่ในท่า งอตัว ผมจึงเข้าไปพูดคุยกับลุงดีแล้วตรวจร่างกาย ก็พบว่าขาข้างขวา ลุงดีอ่อนแรง ที่บริเวณคอมีรอยช้ำ เล็กน้อย เมื่อตรวจร่างกายเสร็จก็พบ ผู้ชายคนหนึ่งอยู่ข้างเตียงลุงดี หลังจากพูดคุยสักครู่ก็ทราบว่าเป็นน้องชายลุงดี จึงได้ทราบ รายละเอียดเพิ่มเติมว่า 1 เดือนก่อนลุงดีเป็นโรคสมองขาดเลือดไป เลี้ยง ขาขวาอ่อนแรงทำ ให้น้องชายต้องคอยดูแล ส่งข้าวส่งน้ำ ให้ทุก มื้อและบอกว่า “ปกติลุงดีเป็นคนโมโหร้าย”
111 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ในช่วงที่ลุงดีป่วยอยู่นั้นนอกจากขาขวาไม่ค่อยมีแรงแล้วยังมี อาการอ่อนเพลีย เพราะไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง เอาแต่ นอน ต้องใส่แพมเพอร์สไว้ ตอนเย็นก็ค่อยมาเช็ดตัวให้ ตัวน้องชายเอง ก็มีฐานะยากจนหาเช้ากินค่ำ ก็คงมีบ้างที่หงุดหงิดกับลุงดี เมื่อรู้ความ เป็นมาพอสมควรแล้วผมจึงบอกลุงดีว่าพรุ่งนี้จะมาหาอีก เพราะเห็นว่า ลุงดียังจมอยู่ในอารมณ์ ยังไม่พร้อม ให้ลุงดีบ่มอารมณ์สักวันหนึ่ง แต่ ได้กำ ชับให้พยาบาลและเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด มีอะไรแจ้งผม ได้ทันทีตลอดเวลา เช้าวันต่อมาผมมายืนข้างเตียง 14 พร้อมกับเรียกลุงดีๆ ลุง ดีลืมตาแต่ยังนอนอยู่ ผมบอกลุงดีลุกขึ้น ลุงดีแสดงท่าทางที่อิดออด ผมจึงช่วยพยุงตัวลุงดีให้ลุกขึ้นมา ผมถามลุงดีว่าเป็นยังไงบ้าง ลุงดี ตอบด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ลุงเครียดเนื่องจากช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เบื่อ หน่ายในชีวิต ไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระของใคร เนื่องจากได้ยินน้อง ชายบ่นว่าลุงดีเป็นภาระ จึงอยากตายเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระกับญาติๆ” ผมอึ้งกิมกี่อยู่นานพอสมควร ไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องราวแบบนี้ เป็นครั้งที่สอง ครั้งก่อนก็ยายมะขามป้อม เอ้ย! ยายคำ มาครั้งนี้ลุงดี แต่สภาพแตกต่างกัน จะทำ อย่างไรดี ผมขอเริ่มครวญเพลงนี้ก่อนแล้ว จะได้เข้าเรื่องดังนี้ โลกนี้นี่ดู ยิ่งดูเศร้าใจ ชั่วชีวิตวัย หมุนเปลี่ยนผันไป เหมือนม่าน เปิดฉากเรืองรอง ผุดผ่องตระการ ครั้นแล้วไม่นาน ปิด ม่านด้วยความเศร้าใจ
112 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ การที่ลุงต้องการฆ่าตัวเองเพื่อหนีความเจ็บป่วย ช่วยเหลือตัว เองไม่ได้เบื่อที่จะเป็นภาระของผู้อื่นนั้นมันถูกต้องแล้วหรือ ถ้าลุงตาย จริงพี่น้องที่คอยส่งข้าวส่งน้ำ เขาจะเสียใจไหม และหากพ่อแม่ของลุงรับ รู้จะว่าอย่างไรที่ลูกชายหนีปัญหาด้วยวิธีการแบบนี้ทุกคนคงโศกเศร้า เสียใจ ผมเคยได้ยินมาว่าคนที่ฆ่าตัวเองตาย จะต้องตกนรกได้รับ ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ถูกพันธนาการ อดๆ อยากๆ ไม่สามารถ กินอาหารอะไรได้ ซึ่งขณะนี้ดูแล้วสิ่งที่ผมได้ยินมาไม่ต่างจากสภาพ ของลุงในตอนนี้เลย ขาขวาของลุงไม่มีแรงเหมือนถูกพันธนาการ ข้าว ก็กินเองไม่ได้ต้องให้คนป้อน ถ้าไม่ป้อนก็อดกิน มันคือนรกบนดินที่ลุง ได้พบเจอแล้วลุงยังอยากจะตกนรกจริงๆ อีกหรือ นรกบนดินนั้นเปลี่ยนแปลงได้เพียงแต่ลุงต้องปรับเปลี่ยน ตัวเอง ที่ลุงคิดว่าเป็นคนไร้ค่าเป็นภาระของคนอื่นมันเป็นเพียงความคิด เพราะความคิดจึงทำ ให้ลุงเป็นอย่างนี้ทำ ไมไม่ทำ ให้ตัวเองมีสติรู้สึกตัว อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น ขยับมือ คว่ำมือ หงายมือ เอาสติ ไปจับกับการคว่ำ มือหงายมือดีกว่าที่จะคิดมาก อยู่กับความรู้สึกตัว ไม่ใช่อยู่กับความคิด เพราะเมื่อมีสติรู้สึกตัวมากขึ้น ความคิดดังกล่าว ก็จะหายไปเอง แล้วสร้างกำ ลังใจต่อสู้กับความเจ็บป่วย อย่าเอาแต่นอนจมอยู่กับความทุกข์ความน้อยใจ เปลี่ยนเป็น พลังลุกนั่งบนเตียง ยกขา งอเหยียดขา ทำด้วยความรู้สึกตัว
113 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ เมื่อมีแรงมากพอให้ลุกขึ้นมาหัดเดิน โดยใช้ไม้ 4 ขาค้ำ ยัน พยายามใช้มือขวาตักข้าวกินเอง ไม่ต้องให้ใครมาป้อน หัดเดินบ่อยๆ ก็จะเดินได้ดีขึ้น ช่วยตัวเองได้มากขึ้น ไม่มีใครหงุดหงิด ไม่มีใครบ่น เมื่อลุงเดินและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น จิตใจจะแช่มชื่นขึ้น พร้อมที่ จะให้อภัยตัวเองและให้อภัยผู้อื่นในเหตุการณ์ที่ผ่านมา หากลุงพยายามอดทนต่อสู้เอาชนะอุปสรรคความเจ็บป่วย มี สติรู้สึกตัว สร้างกำลังใจให้เข้มแข็ง (ขาอ่อนแรงแต่ใจไม่อ่อนล้า) กลับมา เดินและช่วยตัวเองโดยพยายามทำ เท่าที่จะทำ ได้ถ้าพี่น้องไม่ช่วยเหลือ ลุงก็ถือเป็นโอกาสให้ลุงได้แสดงว่าลุงช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่ง หรือเป็นภาระของใคร แต่ถ้าพี่น้องเขายินดีและเต็มใจจะช่วยเหลือ ก็ เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้แสดงน้ำ ใจในฐานะพี่น้อง หวังว่าลุงคงจะ ทำ ได้นะครับ 5 วันผ่านไปไวเหมือนโกหก ผมได้มาเยี่ยมลุงดีทุกๆ เช้า หน้าตาสดชื่นขึ้นเป็นคนละคนกับที่เจอวันแรก เริ่มเดินโดยใช้ไม้ 4 ขา ลุงดีบอกว่าสบายใจขึ้นมาก เริ่มมีเพื่อนที่เป็นผู้ป่วยนอนเตียงข้างๆ “งั้น นอนต่ออีกเอาไหมลุง” “ไม่ละครับหมอ วันนี้น้องชายมารับกลับ ลุงสัญญา ว่าลุงจะช่วยเหลือตัวเองและจะไม่ทำ ร้ายตัวเองอีกเป็นอันขาด ลุงจะ ทำ ดี” “ใช่แล้วลุง (จงทำ ) ดี”
114 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ โลกนี้นี่ดูยิ่งดูเศร้าใจ ชั่วชีวิตวัย หมุนเปลี่ยนผันไป เหมือนม่าน ปิดฉากซึมเซา โศกเศร้ารำคราญ ครั้นแล้วไม่นาน เปิดม่านด้วยความ ร่มเย็น สองเดือนต่อมาผมได้มีโอกาสผ่านไปตรวจเยี่ยมสถานีอนามัย ซึ่งทางไปนั้นต้องผ่านบ้านลุงดี จึงแวะเยี่ยม ผมแทบไม่เชื่อสายตาและ หูตัวเอง เห็นลุงดีอ้วนขึ้น แข็งแรง ใช้ไม้เท้าเดินได้คล่องแคล่ว พร้อม ทั้งยังปล่อยมือจากไม้เท้ารับไหว้ผม ยิ้มอย่างมีความสุขแล้วบอกว่า “ลุง ทำ งานได้ มีคนจ้างขัดกะลามะพร้าว วันละห้าสิบบาท ช่วยเหลือตัวเอง ได้มากขึ้น ไม่ต้องเป็นภาระกับญาติพี่น้องจนมากเกินไป”
มาลีมีความหวัง ความรู้สึกที่น่ากลัวบางอย่างที่เกิดขึ้นมาในความคิดของคนเรานั้น ถ้าถือ ว่าสุดยอดที่สุดของความกลัวคงไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเท่ากับ “ความตาย” เหตุใดมาลีคนไข้ของผมจึงมายอมรับกับผมว่าความรู้สึกลึกๆ ที่เกิดขึ้น คือ “เธอกลัวตายทิ้งลูก” มาลีเป็นผู้หญิงวัย 30 เศษๆ เธอมีสามีที่น่ารัก ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เจ้าชู้หรือเล่นการพนัน แต่ธรรมชาติก็เล่นตลกกับเธอจน ได้ เธอมีลูก 2 คน คนโตอายุ 12 ปี สุขภาพปกติ แต่คนเล็กอายุ 8 ปี มีโรคประจำตัวคือโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย
116 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ วันหนึ่งมาลีมาพบผมด้วยเธอมีอาการปวดศีรษะ หายใจ ลำบากเหมือนหายใจไม่อิ่ม หน้าตาบ่งบอกถึงความวิตกกังวลไม่สดชื่น ผมได้พูดคุยกับมาลีและตรวจร่างกายอย่างละเอียดตามระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบหายใจและระบบหัวใจ ซึ่งพบว่าทุกระบบปกติจึงได้ แจ้งผลการตรวจร่างกายให้มาลีทราบ เธอทำท่าทางคลายความกังวล ลงไปได้บ้าง เมื่อพูดคุยกับเธอต่อไป มาลีจึงเปิดเผยให้ทราบว่า “เธอกลัวตาย โดยเฉพาะกลัวว่าจะตายทิ้งลูกไป” เธอเป็นห่วงลูกคนเล็กของเธอมาก เพราะลูกของเธอป่วยด้วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เอ... แล้วผมจะ ทำ อย่างไรเพื่อให้มาลีไม่กลัวตายทั้งๆ ที่ผมเองก็ยังกลัวตายไม่แพ้ มาลีเหมือนกัน ผมนิ่งทำ สมาธิสักครู่หนึ่งก็ปิ๊งแวบในความคิดขึ้นมา คำ แนะนำ จึงพรั่งพรูออกมาดังนี้ครับ สิ่งที่คุณกลัวก็เป็นสิ่งที่คนทั้งหลายกลัว แต่ไม่ว่าจะกลัวมาก กลัวน้อยหรือไม่กลัวเลย ก็ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่ตาย จะเป็นประโยชน์ มากถ้าจะยกเรื่องความตายมาเป็นเรื่องเตือนใจไม่ให้ประมาท จะทำ อย่างไรในเวลาที่มีชีวิตอยู่ ลูกของคุณป่วยหรือมีโรค ประจำ ตัวคือโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคนี้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทาง พันธุกรรมคือจากพ่อแม่ไปสู่ลูก การแสดงออกของโรคนี้มีตั้งแต่ไม่พบ อาการแสดงคือเป็นพาหะ จนถึงรุนแรงมากกระทั่งเสียชีวิต ในบาง ชนิดของโรคธาลัสซีเมียก็พบได้
117 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ กรณีของลูกคุณคงเป็นอาการปานกลางซึ่งจะมีผลต่อการเจริญ เติบโตของเด็กบ้างไม่มากก็น้อย ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งต้องรักษาไป ตามอาการโดยไม่สามารถแก้ไขให้หายเป็นปกติได้คือรักษาไม่หายแต่ก็ ไม่ได้หมายความว่าจะอันตรายต่อชีวิตทันที เป็นโรคที่ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อมีภาวะโลหิตจางก็อาจจะต้อง เติมเลือดและติดตามการรักษาไปตลอดชีวิต ที่สำ คัญเขาเป็นโรคนี้ เป็นผลจากการที่คุณและสามีเป็นพาหะ หรือมีโรคดังกล่าวอยู่ในตัวของ คุณแล้วมอบเป็นมรดกให้กับลูก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ มากกว่านี้ การทำ ใจยอมรับว่าลูกเป็นโรคโลหิตจาง “ธาลัสซีเมีย” ซึ่ง สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตามสภาพของโรค เป็นสิ่งที่คุณควรกระทำ ใน ขณะนี้ ไม่ว่าคุณจะเหลือเวลาอยู่เท่าไหร่ จะตายอย่างไร แก่ตาย เป็นโรคหรืออุบัติเหตุตาย ลูกของคุณจะเป็นอย่างไร มีอายุได้ยืนนาน เท่าใดเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนความไม่ แน่นอน คุณควรจะเตรียมตัวคุณและสามีให้ยอมรับสถานการณ์ที่จะ เกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว คุณต้องเตรียมและสร้างความพร้อมให้กับลูกคุณ โดยการ อบรมสั่งสอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับ ลูก และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมสร้างความเข้มแข็งของจิตใจคุณเอง หัดปล่อยให้ลูกใช้เวลาอยู่กับพ่อ ทำ กิจกรรมกับพ่อ ฝึกให้ลูกทำ อะไร ด้วยตัวเองช่วยเหลือตัวเองให้มากเท่าที่จะทำ ได้
118 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ ประกอบกับคุณเองยังโชคดีได้สามีที่เป็นที่พึ่งให้กับลูกทั้ง 2 คน ได้เมื่อคุณมอบมรดกเรื่องความรัก ความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่ให้ กับลูกแล้ว ควรมอบมรดกให้กับตัวเอง สามีและลูก ในเรื่องการปล่อย ปละละวางสิ่งต่างๆ ด้วย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าสิ่งที่คุณกลัวจะเกิดขึ้นช้า หรือเร็ว ขอให้คุณมีความเข้มแข็ง เตรียมพร้อมในครอบครัว ใช้ชีวิต ด้วยความไม่ประมาท ก็จะถือว่าคุณทำหน้าที่แม่ได้สมบูรณ์แล้ว ปิ๊งแวบนี้ทำ ให้มาลีมีความหวัง คุณเห็นด้วยกับผมไหม แล้ว คุณล่ะเตรียมมรดกเอาไว้ให้คนที่คุณรักหรือยังจ๊ะ?
เดือนเพ็ญ ข้างแรม ประเทศไทยยามนี้มีปัญหารุมเร้ามากมายหลายด้าน วันนี้เวลาบ่ายโมง กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนพลไปชุมนุมข้างทำ เนียบรัฐบาล ราคาน้ำ มันยัง เป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดระบบเศรษฐกิจ ไม่เฉพาะประเทศไทยแต่ทั่วโลก ราคาสินค้าทางการเกษตรพวกพืชผลมีราคาถูก การจำนำ ข้าวเปลือก และราคาปุ๋ยและเคมีเกษตรที่ขยับสูงขึ้น ตบท้ายด้วยปัญหาความไม่สงบ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาต่างๆ ที่บีบรัดประเทศไทยอยู่ขณะนี้ ก็เหมือนเชือก ไนล่อนที่กำ ลังรัดอยู่ที่คอของ เดือนเพ็ญ เธอกำ ลังขาดอากาศหายใจ ใบหน้าเริ่มจะมีสีเขียวคล้ำ
120 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ เธอไม่มีสติพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ถ้าปล่อยให้เวลา ผ่านไปอีกสัก 5 นาทีโดยไม่มีใครพบเห็นและช่วยเหลือ เดือนเพ็ญก็ คงจะเสียชีวิตไปอย่างแน่นอน เดือนเพ็ญถูกนำส่งโรงพยาบาลโดยน้าสาว ซึ่งแปลกใจว่าทำ ไม วันนี้เดือนเพ็ญจึงไม่ไปทำ งานเพราะรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ในบ้าน จึง เข้ามาดูและโอกาสก็ยังเป็นของเดือนเพ็ญ เธอยังมีลมหายใจขณะมาถึง โรงพยาบาลในตอนสายของวันนั้น เดือนเพ็ญเคยทำ งานในสถานีอนามัย ในตำ แหน่งผู้ช่วยเหลือคนไข้และลาออกไปทำ งานที่สถานเลี้ยงเด็กก่อน วัยเรียน ผมจึงได้ถูกร้องขอจากหัวหน้าสถานีอนามัยที่เธอเคยทำ งาน อยู่ด้วย ฝากฝังให้ผมช่วยดูแลเดือนเพ็ญ จริงๆ แล้วผมเองก็อยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือภาษา ชาวบ้านเรียกว่า “เจ้านายของเดือนเพ็ญ” ด้วย บ่ายแก่ๆ ผมได้เดินมา เยี่ยมและตรวจดูอาการของเดือนเพ็ญ ซึ่งนอนพักอยู่บนเตียงในแผนก ผู้ป่วยหญิง ใบหน้าของเธอหม่นหมอง ตาแดงและมีคราบน้ำตาที่สอง แก้ม เพราะเธอเพิ่งหยุดร้องไห้ก่อนที่ผมจะมาสักพัก ที่คอพบรอยเชือก ที่รัดชัดเจนโดยเฉพาะบริเวณใต้คาง ผมหยุดสายตากลับมามองที่หน้าของเดือนเพ็ญอีกครั้ง เดือนเพ็ญยกมือไหว้พร้อมกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และพูดด้วยเสียงเบาๆ เพราะเจ็บคอว่า “คุณหมอคะ หนูเบื่อชีวิต”
121 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ผมจึงยื่นมือไปแตะมือเดือนเพ็ญเบาๆ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร มันเกิดขึ้นและผ่านไปแล้วล่ะ วันนี้เดือนเพ็ญเหนื่อยและดูอิดโรยมาก ให้เดือนเพ็ญพักผ่อน พรุ่งนี้ผมจะมาคุยด้วย ถ้ามีอะไรจะบอกผม ยินดีรับฟังนะครับ” ผมเดินมาที่เคาน์เตอร์ กำ ชับพยาบาลให้ดูแลเดือนเพ็ญอย่าง ใกล้ชิด มีอะไรรายงานผมได้ตลอด เนื่องจากเห็นว่าเดือนเพ็ญยังไม่ พร้อม จมอยู่ในอารมณ์ ควรปล่อยให้บ่มอารมณ์ไปก่อน เปรียบเหมือน กับฝีหนองที่ต้องรอให้สุกก่อนจึงผ่าได้ง่าย เช้าวันต่อมาผมพบว่าเดือนเพ็ญยังหน้าตาหมองเศร้าอยู่เช่น เดิม แต่ไม่อิดโรยเท่าเมื่อวาน ตายังแดงๆ แสดงถึงว่าคงจะนอนร้องไห้ ทั้งคืน แต่ไม่มีคราบน้ำตาให้เห็น ผมทักทายเดือนเพ็ญว่า “พอหลับได้ ไหม?” “หลับๆ ตื่นๆ” เดือนเพ็ญตอบ เริ่มมีเสียงให้ได้ยินมากกว่า เมื่อวาน และเช้าวันนั้นเรื่องราวของเดือนเพ็ญ หญิงสาววัย 30 เศษ ถูกถ่ายทอดให้ผมได้รับรู้พร้อมทั้งน้ำตาคลอดังนี้ เดือนเพ็ญเคยผ่านชีวิตคู่และมีลูกสาว อายุ 14 ปี 1 คน กำลัง เรียนชั้นมัธยมต้น เดือนเพ็ญเพิ่งแต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่งกับสามีที่ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเล็กๆ ของหมู่บ้าน แต่โชคชะตาไม่เปิดโอกาส ให้ใช้ชีวิตใหม่กับสามีได้นาน
122 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา สามีและน้องชายของเดือนเพ็ญขี่มอเตอร์- ไซค์ประสบอุบัติเหตุ สามีอาการหนัก ขณะนี้ยังไม่รู้สึกตัว แพทย์ที่ รักษาบอกให้ยอมรับสภาพ ส่วนน้องชายกระดูกใบหน้าแตกต้องผ่าตัด เดือนเพ็ญต้องลางานเพื่อไปเยี่ยมและเฝ้าทั้งสามีและน้องชาย วันเกิดเหตุน้องชายต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ทางบ้านของสามี จะทำบุญสืบชะตา เดือนเพ็ญเลือกที่จะไปร่วมงานของสามีในขณะที่แม่ ของเดือนเพ็ญต้องการให้ไปเฝ้าน้องชาย เดือนเพ็ญถูกแม่ต่อว่าและพูด กระแหนะกระแหนว่า “รักสามีมากกว่ารักน้องชาย” เมื่อไม่มีใครอยู่ บ้านแล้ว เดือนเพ็ญจึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยเชือกไนล่อนที่มีอยู่ ในบ้าน เมื่อได้รับรู้เรื่องทั้งหมดของเดือนเพ็ญแล้ว ความรู้สึกของผมเอง ก็คงไม่แตกต่างจากเดือนเพ็ญมากนัก เริ่มอึดอัด หายใจไม่ค่อยออก ปัญหา หนักอีกแล้วงานนี้ แต่ไม่เป็นไร ทุกครั้งที่มีปัญหาก็จะต้องมีทางแก้ไข อยู่แล้ว ผมจึงตั้งสติ นึกถึงอาจารย์ที่สอน กลับมาทำ ใจให้เป็นปกติ ไม่ จมอยู่ในความรู้สึกและได้พูดกับเดือนเพ็ญด้วยสติสัมปชัญญะของผมว่า อิ่มใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มรักลูกหลับนอน น้ำ ใจจากอก อาหารของความอาทร แม่เดือนเพ็ญ พร่ำ สอน สอนสั่ง ให้เจ้าเป็นเด็กดีให้เจ้ามีปัญญา ให้เจ้าเป็นความหวังแม่เดือนต่อไป
123 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ คุณลองคิดดู ถ้าคุณตาย ลูกจะเศร้าสร้อยโดดเดี่ยวอ้างว้าง สุดท้ายอาจจะฆ่าตัวตายตามคุณก็ได้ คุณคิดว่าคุณจะดีใจหรือเสียใจ เมื่อไม่มีคุณ ลูกจะใช้ชีวิตอย่างไร? จะอยู่กับใครที่จะชี้ผิดชี้ถูกให้กับ ลูกสาว ขนาดคุณเองมีประสบการณ์เมื่อเจอปัญหายังทำแบบนี้เลย ถ้า ขาดแม่ ลูกสาวคุณไม่ยิ่งไปกว่านี้หรือ? สามีและน้องชายประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ็บ ปวดทุกข์ทรมาน เมื่อคุณไปเยี่ยมยังบอกให้เขาทั้งคู่อดทน และทนให้ ได้เพื่อจะหาย กลับมาใช้ชีวิตต่อไป แต่พอถึงตัวคุณเองบ้าง แค่คำพูด ของแม่ที่พูดต่อว่าทำ ให้คุณน้อยใจ คุณเองกลับไม่ใช้ความอดทน การที่แม่ของคุณต่อว่าคุณเรื่องสนใจสามีมากกว่าน้องชายก็ เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แม่มีพระคุณต่อลูกแค่ไหน รักลูกเท่าใด คุณมีลูก คุณก็คงจะรู้ดีทำ ไมในเรื่องนี้คุณจะทำ เพื่อแม่บ้างไม่ได้เชียวหรือ? สามี และน้องชายที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุก็เป็นผลจากการกระทำ ของ เขาและรถคู่กรณี ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เรื่องของผลการรักษาจะ ดีหรือร้ายอย่างไรก็ขึ้นกับความรุนแรง ความอดทนของผู้บาดเจ็บและ ความพยายามในการรักษาของแพทย์ คุณมีหน้าที่ยอมรับผลของการ รักษาเพราะมันเกิดขึ้นแล้ว แทนที่คุณจะจมอยู่ในความทุกข์ที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ ความเจ็บป่วยของสามีและน้องชาย คุณควรจะเข้มแข็ง อดทน เปลี่ยน เป็นพลังเพื่อจะต่อสู้ปัญหาต่างๆ
124 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ ปรับความเข้าใจกับแม่ ตั้งหน้าตั้งตาทำ งาน เวลาว่างก็ควรหา รายได้อื่นๆ มาจุนเจือครอบครัว อดทน ขยัน อดออม เพื่อลูกสาว สามีและน้องชาย เพราะทุกๆ คนยังต้องการคุณเพื่อเป็นหลักยึดใน ครอบครัวในเวลานี้ต่อไป หากตะวันยังเคียงคู่ฟ้า จะมัวมาผิดหวังทำ ไม เมื่อยังมีพรุ่งนี้ ให้เดินเริ่มใหม่ มั่นคงไว้ดังเช่นตะวัน คุณครับๆ คุณหายใจสะดวกหรือยังอึดอัดอยู่ ถ้ายังอึดอัดแก้ เชือกออกจากคอด้วยนะครับ ผมเป็นห่วง ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เดือนเพ็ญไม่เพียงแต่จะดีขึ้น โดยไม่มีความคิดที่จะทำ ร้ายตัวเอง แม้สามีของเดือนเพ็ญจะเสียชีวิต แต่เดือนเพ็ญยังอาสาที่จะช่วยผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งเมื่อ สองสัปดาห์ก่อนผมก็ได้อาศัยเดือนเพ็ญช่วยให้คำ แนะนำ ผู้ป่วยหญิง รายหนึ่ง ที่ตั้งใจฆ่าตัวตายด้วยการ “แขวนคอ” ซึ่งเดือนเพ็ญก็ให้คำ แนะนำ ได้ดีและน่าพอใจทีเดียว
พิศมัย........พิษสามี ใกล้เที่ยงแล้ว ขณะที่ผมยังเหลือผู้ป่วยที่จะต้องตรวจอีก 10 กว่าคน ก็มีผู้ป่วยคนหนึ่งขอเข้ามาตรวจก่อน ด้วยเหตุผลว่าเธออดอาหารมา เพื่อตรวจสุขภาพเพราะมีอาการปวดศีรษะมานานแล้ว และด้วยความ รีบเร่งผมก็หยิบบัตรผู้ป่วยมาดูก็ทราบว่าผู้ป่วยอายุ 42 ปีมีสิทธิบัตร เป็นสิทธิ์สวัสดิการข้าราชการจึงสามารถตรวจสุขภาพประจำปีบางอย่าง ได้
126 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ แต่ผมเองก็จำ ได้ไม่หมดว่าตรวจอะไรได้บ้างจึงเขียนในใบสั่งยา ว่า “ตรวจเลือดเพื่อเช็กสุขภาพประจำปีตามอายุ 42 ปี” ให้พยาบาล ที่ทำ หน้าที่ตรวจสุขภาพดูว่าตรวจอะไรได้ตามสิทธิบ้าง แล้วให้ตรวจ ได้เลย แล้วกรุณาส่งผู้ป่วยกลับมาที่ห้องเบอร์ 22 ก่อนเที่ยง เพราะ ยังไม่ได้ซักประวัติและตรวจร่างกายอะไร ซึ่งที่จะต้องทำ แบบนี้เพราะผู้ป่วยอดอาหารมานานแล้วเดี๋ยว จะเป็นลมเป็นแล้งไปก่อน เมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้วจะได้ซื้อขนมหรือ เครื่องดื่มรับประทานก่อนแล้วค่อยมาให้หมอตรวจ น่าจะทำ ให้ผู้ป่วย อาการดีขึ้นกว่าตอนหิวๆ 11.50 น. ผู้ป่วยคนเดิมก็เดินมาหาผมที่ห้องตรวจเบอร์ 22 พร้อมกับกล่าวขอบคุณผมที่ผมให้เธอได้เจาะเลือดตามที่เธอต้องการ และได้หาอะไรรองท้องเพราะอดอาหารมาตั้งแต่เที่ยงคืน หิวจนเกือบ ตาลาย ผมจึงได้ให้เธอเล่าอาการที่เธอเจ็บป่วยให้ฟัง เรื่องราวมีดังนี้ ครับ เธอชื่อ พิศมัย อายุ 42 ปีมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายของชำ มีลูก 2 คน เป็นชายทั้งคู่ คนโตอายุ 19 บวชเป็นสามเณร คนเล็กอายุ 14 ปี สามีอายุ 52 ปีเป็นลูกจ้างประจำ ของโรงเรียนมัธยม เหตุที่พิศมัย ต้องการตรวจเลือดก็เพราะเธอปวดศีรษะมานาน ไปรักษาหลายแห่งทั้ง สถานีอนามัย คลินิกใกล้บ้าน โรงพยาบาลเอกชน ก็ไม่หายปวดศีรษะ ประกอบกับได้ยินเพื่อนบ้านพูดถึงโรคไขมันในเส้นเลือดสูง คิดว่าตัวเอง อาจจะเป็นโรคนี้ จึงต้องการมาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
127 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ เมื่อตรวจร่างกายของเธอตามระบบต่างๆ ที่น่าจะมีส่วน เกี่ยวข้องกับอาการปวดศีรษะก็พบว่าปกติ จึงแจ้งผลการตรวจให้ทราบ ว่าปกติ แล้วพิศมัยก็ถามผมต่อว่า “โรคไขมันในเลือดสูงนี่มันทำให้ปวดหัว มากใช่ไหมคะ?” “ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการและถ้ามีอาการก็มักจะเป็นอาการที่ หนักไปเลย เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาตของแขนขา” คำ ตอบของผม เหมือนจะทำ ให้พิศมัยผิดหวัง เพราะเธอคิดว่าอาการปวดศีรษะที่เป็น มานานน่าจะเกิดจากไขมันในเส้นเลือดสูง “อาการปวดศีรษะของคนส่วนมากโดยเฉพาะวัยทำ งาน อย่างคุณ เมื่อตรวจร่างกายหาความผิดปกติไม่เจอนั้นมักจะเกิดจาก ความเครียด” “ดิฉันไม่ได้เครียดอะไรนะคะคุณหมอ” พิศมัยสวนตอบ ทันควัน “คุณลองทบทวนดูอีกที โดยปกติคนเรามักจะมีความเครียดที่ รู้ตัวและบางครั้งไม่รู้ตัว คุณค่อยๆ คิดแล้วตอบผมใหม่ก็ได้” พิศมัย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ผมจึงทำ ลายบรรยากาศความเงียบด้วยคำ ถามที่ว่า “ขาย ของชำ ขายดีไหม เก็บเงินได้ไหม ลูกๆ 2 คนของคุณเป็นอย่างไรบ้าง เชื่อฟังพ่อแม่ดีหรือไม่ เรียนเป็นอย่างไร สามีคุณเล่นการพนัน กินเหล้า สูบบุหรี่ หรือมีผู้หญิงอื่นหรือเปล่า?” พอผมพูดถึงตรงนี้พิศมัยก็มีน้ำตา คลอเบ้า ผมจึงหยิบกระดาษเช็ดหน้ายื่นให้
128 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ หลังจากที่เธอเช็ดหน้าแล้ว ผมจึงถามว่า “ร้องไห้เพราะอะไร?” “เรื่องสามีค่ะ กินเหล้า ไม่เคยมาดูแลครอบครัว ไม่เคยช่วยเหลือค่า ใช้จ่าย ทำ งานหลวงมา 20 ปี เธอเคยถามว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่แต่ สามีกลับตอบไม่ได้ ได้แต่บอกว่าจะหาสลิปเงินเดือนมาให้ดู” ทั้งยังเคยขอร้องให้สามีปรับปรุงตัวเรื่องกินเหล้า และให้ช่วย รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัว ตั้งแต่นั้นก็ดีขึ้นมาระยะหนึ่งประมาณ 1 เดือนแล้วก็กลับไปเป็นแบบเดิมอีก ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่เอือมระอาของญาติ พี่น้องของเธอเอง “พิศมัยได้ให้โอกาสสามีปรับปรุงตัวเอง 2-3 ครั้งแล้วแต่ก็ไม่ ได้ผล ทุกวันนี้เงินเดือนของสามี สามีก็ใช้เฉพาะตัวเอง เธอต้องดูแล ลูกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถ้าวันใดสามีจะกินเหล้าก็จะไม่ สนใจครอบครัวเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอเคยพาลูกๆ หลานๆ 5 คน ไป เที่ยวงานแสดงสินค้าของอำ เภอ (OTOP) โดยที่สามีขับรถปิคอัพพาเด็ก ทั้ง 5 คนไปส่งที่อำ เภอ แล้วเธอก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตามไป เพราะจะต้อง ปิดร้านขายของให้เสร็จก่อน ซึ่งสามีบอกว่าจะไปหาเพื่อนที่ต่างอำ เภอ เมื่อเสร็จธุระจะ กลับมารับ แต่ที่ไหนได้ขณะที่เธอพาเด็กๆ เดินเที่ยวอยู่ในงานนั้นเอง ก็ได้พบว่าสามีของเธอนั่งดื่มเบียร์ในลานเบียร์ข้างๆ อำ เภอนั่นเอง เมื่อพิศมัยไปขอกุญแจรถปิคอัพกับสามีเพื่อพาเด็กๆ กลับบ้าน ก็ได้ คำตอบว่ามาอย่างไรก็กลับอย่างนั้น” พิศมัยจบด้วยการสะอื้นไห้ ผม จึงส่งกระดาษทิชชู่ให้ทั้งม้วน พร้อมกับปล่อยให้เธอได้ทำ ธุระของเธอ สักครู่
129 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ “คุณพิศมัยจะทำ อย่างไรต่อไป?” “ยังไม่รู้คะ” “เคยปรึกษา ใครบ้างไหม?” “เหลือพ่ออยู่คนเดียวก็แก่มากแล้วไม่อยากให้ท่านทุกข์ ใจ มีแต่ญาติๆ ซึ่งเขาก็บอกให้เลิก แต่ดิฉันสงสารลูกกลัวว่าจะขาด พ่อ” “แล้วลูกๆ รู้เรื่องนี้ไหม?” “ลูกก็บอกว่าสงสารแม่” “แล้วเวลา ที่คุยกับสามี เขาว่าอย่างไรบ้าง?” “เขามักจะบอกว่าเอาไว้คุยทีหลัง แต่ถ้าคุยต่อก็จะทะเลาะกันทุกที ก็เลยจะคุยกันตอนที่ลูกคนเล็ก หลับแล้ว เพราะกลัวลูกจะได้ยินและรับรู้ว่าพ่อแม่ทะเลาะกัน” “เอ.. ถ้าอย่างนี้จะเอายังไงกันดีล่ะ” ผมพูดเชิงโยนหินถามทาง แล้วก็ได้ผลคือ พิศมัยเงยหน้าจ้องมองผมด้วยอยากรู้คำ ตอบ พร้อม กับถามว่า “คุณหมอจะแนะนำ อะไรหรือคะ?” ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดว่า “คุณพิศมัย ผมเองก็ไม่รู้จักสามีของคุณและไม่รู้จักญาติ ของคุณ หากจะให้คุณเลือกระหว่างญาติกับสามี ใครที่ปรารถนาดี ต่อคุณและหากมีปัญหาจะพึ่งใครได้” “ญาติพี่น้องของดิฉันค่ะ เพราะ ลูกๆ เคยพูดว่า ถ้าแม่ไม่สามารถส่งเสียเขาเรียนได้จะไปอยู่กับลุง คือ พี่ชายของดิฉันที่กรุงเทพ” “เอาล่ะครับ ถ้าอย่างนั้นคุณพิศมัย หากคุณอยู่กับสามีคุณต่อ แล้วเครียด ปวดหัว นอนไม่หลับมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดคุณอาจจะ ต้องไปโรงพยาบาลประสาท คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหม?” “ก็เป็นไปได้ค่ะ”
130 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ “การที่คุณอ้างว่าสงสารลูก ซึ่งลูกคุณก็บอกว่าสงสารแม่ คำพูดนี้ ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะแสดงให้เห็นว่าลูกเข้าใจและเห็นใจคุณ ซึ่ง ลูกเห็นว่าพ่อของเขาเป็นอย่างไร และสุดท้ายหากถูกบังคับให้เลือกข้าง ลูกก็จะเลือกเข้าข้างแม่ใช่ไหม?” “ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้ดิฉันและสามีก็ เคยตกลงจะหย่าขาดกัน โดยแบ่งลูกกันคนละคน แต่ปรากฏว่าลูกๆ ทั้งสองคนจะขออยู่กับแม่ และครั้งนั้นสามีก็ไม่ยอมไปหย่าที่อำ เภอ ตามที่ได้นัดไว้” พิศมัยเริ่มเปิดเผยสิ่งที่เคยคิดจะกระทำ ไว้ให้ทราบและ เริ่มมีสีหน้าที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน “คุณพิศมัย ขณะนี้อาการปวดหัวของคุณดีขึ้นไหม หลังจาก ที่ได้พูดคุยกับผมจนถึงเวลานี้?” “ดีขึ้นค่ะ” เธอตอบพร้อมกับมีสีหน้า และแววตาที่เปล่งประกาย คุณพิศมัยครับ แค่ผมตั้งคำ ถามแล้วให้คุณตั้งสติทบทวนและ เรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปัญหาของคุณอยู่ตรงไหน เคยได้รับการแนะนำหรือพยายามแก้ไขอย่างไร พิจารณาไตร่ตรองให้ รอบคอบถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผลดีผลเสียที่จะตามมาเมื่อคุณเริ่ม เห็นปัญหาและแนวทางแก้ไข อาการปวดศีรษะของคุณยังทุเลาเบาบาง ได้ขนาดนี้ ถ้าหากคุณได้ตัดสินใจเลือกทางแก้ปัญหาโดยตัวคุณเองที่คุณ คิดว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด สำ หรับคุณและลูกๆ แล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าอาการปวดหัวของคุณน่าจะรักษาได้ถูกต้องโดยไม่ต้องใช้ ยากิน เพียงแต่ใช้ยารักษาใจ
131 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ คุณมีทางเลือก 2 ทางดังนี้ 1. ใช้ชีวิตอยู่กับสามีต่อไปโดยให้โอกาสกับสามีพร้อมทั้ง อดทนและยอมรับผลที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัว เครียด นอนไม่หลับและแม้กระทั่งโรคประสาท 2. ทำ ตามคำ แนะนำ ของญาติที่แนะนำ ให้แยกทางกัน มี ลูกชายทั้ง 2 อยู่กับคุณ ยอมรับสภาพหม้ายที่หย่าขาดกับสามี ถ้าคุณไม่ใช่พิศมัย คุณคิดว่าหมออย่างผมยุให้สามีภรรยา ทะเลาะกันหรือเปล่าหนอ จะได้บุญหรือได้บาปกันแน่จากพิษ... ลมปาก ของผม คิดเอาเองก็แล้วกัน
ความสงสัยของนิพนธ์ หากจะกล่าวถึงวิชาต่างๆ ที่เราได้ร่ำ เรียนมาตั้งแต่เด็กจนถึงระดับ ปริญญา จะพบว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาหรือศาสตร์ที่ทุกคนยอมรับว่า “เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้” ซึ่งหลังๆ เรามักจะพูดกลับกันว่า สิ่งที่พิสูจน์ได้นั้นเป็น วิทยาศาสตร์ และในช่วงที่ผ่านมาวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาอย่าง มากมาย ถ้านำมาบอกกล่าวคงไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมด
133 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ แต่ไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าและมีคนค้นพบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายๆ เรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบได้ สิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้มีการพูดคุยไต่ถามกันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ ก็ยังไม่ได้คำตอบ หลายๆ ท่านคงจะพอรู้คำตอบแล้วว่า ผมน่าจะพูด ถึงเรื่องอะไร ใช่แล้วครับ ผมกำ ลังพูดถึง “ความตายและชีวิตหลัง ความตาย” ที่ผมต้องยกเรื่องนี้มาพูดไม่ใช่เพราะว่าผมรู้อะไรมากกว่าคน อื่นๆ หรอกนะครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่บังเอิ๊ญบังเอิญมีคนมาถาม ผมแล้วต้องการให้ผมให้คำตอบด้วยว่า “ชีวิตหลังความตายของแม่เขา จะเป็นอย่างไร?” เมื่อผมถูกถามแล้วผมจะไปถามใครล่ะ ก่อนที่จะถาม ใครคงจะต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร วันหนึ่งขณะที่ผมไปประชุมที่ต่างจังหวัดก็ได้รู้จักกับเพื่อนร่วม วิชาชีพท่านหนึ่งเป็นเภสัชกรชื่อ นิพนธ์ นิพนธ์มีความสนใจในการ ปฏิบัติธรรม เคยไปปฏิบัติธรรมหลายครั้ง เหตุที่ผมได้รู้จักกับนิพนธ์ก็ เพราะว่าผมได้มีโอกาสเสนอผลงานในที่ประชุมเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยทางใจหรือใจป่วย เป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยา รักษาด้วยการให้คำปรึกษา ให้คำ แนะนำ การปรับเปลี่ยนความคิด มุม มอง ที่ผมเรียกของผมเองครับว่า “การรักษาด้วยยาใจ”
134 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ หลังจากที่ได้พูดคุยทำ ความรู้จัก ผมก็เริ่มรู้ว่านิพนธ์มีอะไรที่ อยากพูดคุยและถามหรือปรึกษาผม แต่คงยังไม่กล้าเพราะเพิ่งรู้จักกัน ใหม่ๆ แต่เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ทั้งนิพนธ์และผมก็เริ่ม ที่จะพูดคุยกันมากขึ้น ผมจึงเริ่มสอบถามเรื่องที่นิพนธ์ให้ความสนใจ ซึ่งนิพนธ์ก็รู้สึกยินดีและเต็มใจ นิพนธ์เริ่มเล่าด้วยใบหน้าที่เริ่มเศร้า เสียงสั่นเบาๆ ว่า เขาเคย ไปปฏิบัติธรรมหลายครั้ง ซึ่งจะไปตามวัดหรือสถานที่สงบๆ ต่างๆ และ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีการจัดอบรมปฏิบัติธรรมซึ่งจัดที่สถานที่คล้ายรีสอร์ท จึง ได้ชวนคุณแม่ไปปฏิบัติธรรมด้วย และด้วยเหตุอันใดไม่ทราบ อาจจะ เป็นด้วยโรคประจำตัวของแม่นิพนธ์หรือความรู้สึกดีใจที่รู้สึกได้จากการ ปฏิบัติธรรมกับลูกชายสุดที่รักก็ไม่ทราบ แม่ของนิพนธ์เสียชีวิตลง ระหว่างการปฏิบัติธรรมครั้งนั้นเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้แหละครับที่เป็นเรื่องในใจของนิพนธ์ตลอดเวลา ไปไหนแบกไปด้วยรวมถึงวันที่พบกับผม ซึ่งแม้ว่าก่อนหน้านี้หลังจากที่ แม่นิพนธ์เสียชีวิตไม่กี่วัน พระที่เป็นวิทยากรในการอบรมปฏิบัติธรรมได้ อธิบายและพยายามตอบคำ ถามความในใจที่นิพนธ์สงสัยว่า “แม่ของ เขาเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติธรรม แม่ของเขาจะไปดีหรือไปสู่ สุคติ หรือ ไม่?”
135 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ พระวิทยากรก็ตอบว่า แม่ของนิพนธ์ไปดีไปสู่สุคติเพราะเสียชีวิต ในระหว่างปฏิบัติธรรม พร้อมยืนยันว่าไปดีแน่นอน คำ ตอบดังกล่าว ไม่ช่วยให้นิพนธ์คลายความสงสัยลงได้มากนัก นิพนธ์ยังคาใจเรื่อง ดังกล่าวตลอดเวลา นิพนธ์จึงเอ่ยถามผมว่า ผมจะช่วยให้คำตอบได้ไหม เพราะเห็นว่าผมมีประสบการณ์พอสมควร เมื่อผมถูกนิพนธ์ถามคำ ถามที่แสนจะยากแบบนี้ ผมจะตอบ คำถามนี้อย่างไร ผมจึงต้องถอยมาตั้งหลักแล้วก็ “อิคคิวซัง” ว่าต้องหา ตัวช่วย และจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากอาจารย์ของผม “อาจารย์ กู” (เกิล) ผมจึงหาคำตอบจากกูเกิล โชคยังเข้าข้าง ผมได้พบคำ ตอบ จากกัลยาณมิตรท่านหนึ่งแนะนำ ดังนี้ครับ ผมเสียใจที่คุณสูญเสียคุณแม่ไป แต่ก็ยังดีใจอยู่บ้างที่ก่อนจะ เสียชีวิตคุณแม่ได้เข้าอบรมปฏิบัติธรรม การจากไปก็เหมือนการเดินทาง แต่เพียงผู้เดียวเพื่อไปสู่จุดหมายที่ดีคือสุคติหรือไม่ดีคือทุคติรวมเรียกว่า ไปดีกับไปไม่ดีซึ่งทั้งสองอย่างนี้ขึ้นอยู่กับการกระทำของคุณแม่คุณเอง หรือเรียกว่ากรรมของแต่ละบุคคล การที่คุณมัวแต่คิดว่าคุณแม่ของคุณไปดีหรือไปไม่ดีนั้นมัน ทำ ให้อะไรๆ ดีขึ้นไหม นอกจากจะไม่ดีขึ้นแล้ว ความกังวลสงสัยยัง ทำ ให้คุณจิตใจหม่นหมอง เศร้า เป็นทุกข์ถ้าคุณแม่ไปดีแล้วกลับมา เห็นคุณเศร้าโศก เสียใจ คุณแม่จะพลอยเป็นทุกข์
136 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ ถ้าคุณแม่ไปไม่ดีก็ไม่รับรู้อะไร แล้วก็จะไม่ได้รับอะไรจากคุณ ด้วย แต่หากคุณไม่มัวมาคิดสงสัยแล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศล หรือคุณได้ ทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีตั้งใจทำ งานด้วยความซื่อตรง บริการประชาชน โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยหรืออามิสสินจ้าง ทุ่มเทตามกำ ลังความ สามารถที่มีเพื่อให้เกิดผลดีกับผู้รับบริการและชุมชน ไม่ว่าคุณแม่จะไปดี หรือไม่ดี แม่ของคุณก็จะได้รับส่วนกุศลผลบุญที่คุณได้กระทำ ขึ้นมา แล้วส่งไปให้ คุณจะมัวมาคิดว่าแม่ไปดีหรือไม่ดีไปทำ ไม เสียเวลาเปล่าๆ แทนที่จะเอาเวลาที่คิดมาทำความดีเพื่ออุทิศเป็นส่วนกุศลให้กับคุณแม่ ถ้าแม่ไปดีก็จะดียิ่งขึ้น เพราะแม่เห็นว่าคุณทำดีและได้รับผลบุญ ถ้าแม่ ไปไม่ดีก็จะได้รับผลบุญกุศลที่คุณได้อุทิศให้จะไปทอนส่วนไม่ดีลง และ นี่แหละคือสิ่งที่ลูกที่ดีอย่างคุณควรกระทำ ผมตอบไปแบบนี้ แล้วคุณล่ะเห็นด้วยไหม? ถ้าเห็นด้วยขอ คารวะมิตรที่ประเสริฐคนนั้นด้วยความเคารพอย่างสูง
สายหยุด (หยุดก่อนสาย) “ผมอยากให้มีสักแปดพันตู้ทุกมุมตึกไปเลยจะได้สะดวก ค่ำมืดดึกดื่น จะได้หาที่กดเงินได้ไม่ยาก” บทโฆษณาของธนาคารแห่งหนึ่งซึ่งโฆษณา บริการของธนาคารว่า บัตรถอนเงินสดที่เราคุ้นเคยกันว่า “บัตรเอทีเอ็ม” ของธนาคารสามารถใช้ได้ถึงแปดพันแห่งทั่วประเทศ เพื่ออำ นวยความสะดวกให้กับลูกค้าของธนาคารที่ต้องการ ใช้เงิน สามารถถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากที่มีอยู่ได้ตลอดเวลา เพื่อ ตอบสนองความต้องการและให้ความสะดวกสบายซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคน ต้องการ
138 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ แต่ในเมื่อทุกอย่างในโลกนี้มีสองด้านเสมอ บัตรเอทีเอ็ม ทำ ให้เราได้รับความสะดวกในการใช้เงิน ในทางตรงกันข้ามก็สร้าง ปัญหาให้ผู้ถือบัตรหรือเจ้าของบัญชีได้เหมือนกัน เพราะถ้าคนถอนเงิน ไม่ใช่เจ้าของเงินในบัญชีก็จะเป็นเรื่องขึ้นมาเหมือนเรื่องที่ทำ ให้ สายหยุด คนไข้ประจำ ของผม ต้องมาเสียน้ำตาในห้องตรวจของผมเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ สายหยุด สาวใหญ่วัย 52 ปี พนักงาน ประจำ ของบริษัทแห่งหนึ่ง เธอเป็นคนไข้ประจำ ของผมได้ประมาณ 3 ปีแล้ว โดยปกติเธอเป็นคนคิดมากและวิตกกังวลเรื่องต่างๆ ได้ง่าย แต่ระยะหลังคือหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอก็เจอปัญหาที่แก้ไขได้ยาก เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสามีของเธอ ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างไม้ อายุ 52 ปี แต่ขณะนี้ทำ งานไม่ได้เพราะปัญหาสุขภาพ ช่วงหลังสามี ของสายหยุดดื่มหนัก ทำ ให้ความวิตกกังวลของสายหยุดมีมากขึ้น เพราะของเดิมก็มีอยู่แล้ว เมื่อนำ เรื่องของสามีมาปรึกษาผมก็ได้แนะนำ เท่าที่สามีของสายหยุดจะทำ ได้ หลังจากที่ผมได้แนะนำ ไปสองเดือนผมก็ได้รับข่าวดีและ ข่าวร้ายจากสายหยุด เมื่อเธอมาตรวจเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข่าวดีก็คือสามีเลิกดื่มสุราได้แล้ว แต่ข่าวร้ายก็คือสามีเป็นมะเร็งต่อม น้ำ เหลือง จากการตรวจพบของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลใน จังหวัด และตอนนี้กำ ลังเริ่มให้ยาต้านมะเร็งที่เรียกว่า “คีโม”
139 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ผมจึงบอกว่า หมดเรื่องหนึ่งก็เจออีกเรื่องหนึ่ง ขอให้สายหยุด อดทนและเป็นกำลังใจให้สามี ยังก่อนครับเรื่องของสายหยุดไม่หยุดเหมือนชื่อ วันอังคารที่ ผ่านมาสายหยุดก็มาหาผมอีก เมื่อเธอก้าวพ้นประตูห้องตรวจ เธอก็ทำ ตาแดงๆ หน้าเศร้าๆ เหมือนคนจะร้องไห้ และพอผมถามว่าสายหยุด เป็นอะไรเท่านั้นเองเหมือนน้ำป่าไหลหลากเอ่อท่วมในห้องตรวจแต่เป็น น้ำตาของสายหยุด พร้อมกับพูดว่า “หมอ เงินตั้งแปดหมื่น สามีเอาไป ใช้หมดแล้ว” ผมจึงยื่นกระดาษเช็ดหน้าให้ พร้อมกับบอกให้สายหยุด ตั้งสติค่อยๆ เล่าเรื่องให้ผมฟัง เธอบอกว่าลูกชายคนเดียวของเธออายุ 21 ปี กำ ลังเรียนอยู่ ปีสุดท้ายของวิทยาลัยเกษตร แต่โชคดีได้มีบริษัทมาติดต่อให้ไปทำ งาน ที่ต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างฝึกงานในต่างประเทศและได้รับเงิน เดือน ลูกชายเป็นคนทำ งานหาเงินเก่ง ได้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ไว้ให้แม่เพื่อใช้สำหรับต่อเติมซ่อมแซมบ้าน และเป็นทุนศึกษาเล่าเรียน ของเขาเอง โดยลูกชายได้มอบบัตรเอทีเอ็มไว้กับแม่เพื่อให้แม่เบิกเงิน ออกมาใช้จ่ายและตรวจสอบเวลาลูกชายโอนเงินมาจากต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสามีของสายหยุดได้อ้างว่าจะเอาบัตร เอทีเอ็มของลูกชายไปเช็กเงินให้ว่ามีอยู่เท่าใด โดยที่สายหยุดไม่ได้ เฉลียวใจว่าสามีจะเบิกเงินเอาไปใช้อย่างมากมาย
140 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ แต่เมื่อสายหยุดเอาบัตรเอทีเอ็มของลูกไปเช็กเงินในบัญชีก็พบ ว่าเหลือเงินอยู่หนึ่งแสนเก้าหมื่นบาท โดยก่อนหน้านี้มีเงินอยู่สองแสน เจ็ดหมื่นบาท เมื่อได้สอบถามเจ้าหน้าที่ของธนาคารก็ได้คำตอบว่า มี การเบิกเงินผ่านบัตรเอทีเอ็มไปหลายครั้งจากตู้เอทีเอ็มของธนาคาร เรื่องนี้ทำให้สายหยุดกลับมาคิดมาก กลุ้มใจ โกรธและโมโหสามี อย่างมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ และยังไม่กล้าบอกให้ลูกชายรู้ กลัว ว่าลูกชายจะเสียใจเนื่องจากลูกชายจะใส่ใจเรื่องเงินมาก โดยจะย้ำ ให้แม่ไปตรวจเช็กความถูกต้องของจำ นวนเงินเมื่อลูกชายโอนเงินมา เมื่อสายหยุดเล่าถึงตอนนี้เธอเริ่มอยู่ในอาการสงบลงบ้าง แต่สีหน้า แววตาแสดงถึงความผิดหวัง เศร้า ในระหว่างนี้ผมจึงวัดความดัน จับชีพจร ตรวจร่างกายระบบต่างๆ พบว่าทุกระบบปกติไม่พบโรค ทางกายมีแต่โรคทางใจที่จะต้องเยียวยาตามฉบับของยาใจแบบนี้ เรื่องราวของคุณสายหยุดก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่ในเมื่อเรื่อง ก็เกิดขึ้นแล้วและคนที่ได้นำ เงินไปใช้จ่ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือสามีของ คุณและพ่อของลูกนั่นเอง แม้ว่าเงินจำนวนนี้ลูกชายจะหามาด้วยความ ยากลำบาก พยายามสะสมไว้เพื่อซ่อมแซมบ้าน เป็นทุนการศึกษา รวม ถึงค่าใช้จ่ายที่ใช้ในครอบครัว คือให้ทั้งพ่อและแม่ เมื่อพ่อนำ เงินไปใช้ และก็หมดไปแล้วเงินก็ไม่หวนกลับคืนมาอีก แต่ก็ยังเหลือเงินอยู่จำนวน หนึ่ง
141 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ถ้าคุณสายหยุดเสียอกเสียใจ ซึมเศร้า ผิดหวัง กินไม่ได้ นอนไม่หลับแล้วต่อไปไม่สบายล้มป่วยลง มันจะเสียทั้งเงินเสียทั้ง สุขภาพและมันแย่มากๆ ถ้าคุณสายหยุดกลายเป็นผู้ป่วยโรคจิตโรคประสาทมันจะไม่ยิ่ง เลวร้ายไปกว่านี้หรอกหรือ ถ้าลูกชายรู้ว่าแม่ทุกข์ใจเรื่องเงินจนเจ็บป่วย จะรู้สึกอย่างไร ลูกหาเงินก็เพื่อให้พ่อแม่ไว้ใช้เป็นการตอบแทนบุญคุณ แต่ถ้าเงินนั้นทำ ให้แม่เป็นแบบนี้เขาจะดีใจหรือเสียใจ คุณสายหยุดกลัวลูกเสียใจที่พ่อใช้เงินมาก คุณอย่าทำ ให้ลูก เสียใจซ้ำ สองอีกเลย ขอให้คุณสายหยุดนึกถึงคำที่ว่า เสียของแต่อย่า เสียขวัญ เสียกำลังใจ ระหว่างชีวิตกับเงินนั้นสิ่งไหนมีค่ามากกว่ากัน เงินทองเป็นของนอกกายถ้าคุณสายหยุดไม่เจ็บไม่ป่วย โดยเฉพาะมี จิตใจที่เข้มแข็งย่อมจะมีกำ ลังใจทำ งานหาเงินเก็บหอมรอมริบใหม่ได้ เงินทองมีไว้ใช้หมดไปก็หาใหม่ได้อีก แต่ชีวิตหมดแล้วหมดเลยหาใหม่ ไม่ได้ สามีป่วยด้วยโรคมะเร็งและยังนำ เงินไปซื้อเหล้ามาดื่มกิน คือ การเร่งตัวเองให้เข้าใกล้ความตายมากขึ้น เวลาที่เขาเหลืออยู่เพื่อสร้าง ปัญหากับคุณสายหยุดก็น้อยลง คุณก็จะพ้นทุกข์จากเขาไวขึ้น คุณไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ แทนที่คุณจะเปลี่ยนแปลงสามีคุณควร กลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเองดีกว่า
142 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ ถ้าหากคุณเป็นหนี้สามีแล้วชดใช้ครั้งนี้ก็หมดหนี้หมดภาระ ผูกพันธ์แต่ถ้าหากไม่มีหนี้ต่อกันแล้วสามีก่อหนี้ครั้งนี้เอง แต่คุณก็ให้ อภัยยกหนี้ให้ก็ไม่ต้องมาชดใช้กันอีก การให้อภัยเป็นทานที่ได้บุญ ถ้าคุณไม่ให้อภัยสามีวันนี้คุณก็ต้องให้อภัยหรืออโหสิให้ เมื่อเขาเสียชีวิตอยู่ดีให้อภัยตอนสามีมีชีวิตอยู่ให้เขารับรู้ไม่ดีกว่า หรือ การให้อภัยนอกจากจะได้บุญแล้วยังทำ ให้จิตใจคุณสายหยุดปลดปล่อย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นให้ออกไปจากจิตใจด้วย จิตใจจะเบาสบาย ไม่โกรธ ไม่แค้น สร้างกรรมผูกเวรเพราะเขาคือสามีคือพ่อของลูกก็จะจากกัน ด้วยดี คุณสายหยุดควรบอกลูกชายให้รับรู้เรื่องเงินที่พ่อใช้ไป ส่วนลูก จะรู้สึกอย่างไร จะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของลูก คุณอย่าคิดแทน ลูกหาเงิน ได้ให้พ่อไว้ใช้ก็เป็นการกตัญญูตอบแทนคุณที่พ่อให้ชีวิตและเลี้ยงดู ลูกก็ได้ทำหน้าที่ของเขาแล้ว อย่าไปห่วงลูกมากนัก ห่วงตัวเองดีกว่า เพียงแต่ขอให้คุณสายหยุดรักษาจิตใจคุณเอง อย่าให้หมองเศร้า ให้มี ความเป็นปกติเพื่อจะได้มีร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่แข็งแกร่ง ทำหน้าที่ของภรรยาและแม่ของลูกให้สมบูรณ์เก็บบัตรเอทีเอ็ม ไว้ในที่ปลอดภัย ให้โอกาสสามีแก้ไขปรับปรุงตัวเองด้วยการให้เขาตั้งใจ กินยา ปฏิบัติตามคำ แนะนำ ของแพทย์ผู้รักษา หยุดดื่มสุรา ถ้าทำ ได้ แบบนี้ครอบครัวคุณสายหยุดก็จะเป็นครอบครัวที่มีความสันติคุณเอง ก็จะได้ไม่เจ็บไม่ป่วยทั้งกายและจิตใจ มีแรงต่อสู้ปัญหาเป็นหลักชัยให้ ลูกชายยึดเหนี่ยวมีกำลังใจทำ งานต่อไปในต่างแดน
143 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ยาใจขนานนี้พอที่จะทำ ให้สายหยุด หยุดก่อนที่ทุกอย่างจะ สายเกินไปหรือไม่? แล้วคุณๆ เห็นว่าอย่างไรครับ สายหยุดกลับมาหาผมตามนัดในสองสัปดาห์ ดูหน้าตาดีขึ้น กว่าครั้งก่อน แต่ที่เห็นได้ชัดคือ “สายหยุดยังโกรธแค้น ยังไม่ยอมให้ อภัยกับสามี” และเมื่อผมได้ชี้แนะซ้ำ อีกรอบ โดยเฉพาะเรื่องอภัยทาน การทำทานด้วยการให้อภัย สายหยุดถึงรับปากว่าจะพยายามทำ ให้ได้
หมอกรุณา ในช่วงบ่ายของวันประชุมสิ้นเดือนของทุกเดือน กลุ่มหมอจะใช้โอกาสนี้ พูดคุย ปรึกษา แลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำ งาน ซึ่ง หมอแต่ละคน โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีปัญหาแตกต่างกัน บ่ายวันนั้นเองผมได้พบกับรุ่นน้อง คุณหมอกรุณา ซึ่งไม่ได้พบ กันมานาน ปกติหมอกรุณาจะเป็นคนร่าเริง พูดคุยสนุก และมักจะ มีเรื่องที่มีข้อคิดอุทาหรณ์มาเล่าให้ที่ประชุมฟังเสมอมา แต่วันนี้กลับ ตรงกันข้าม ดูหน้าตาและอากัปกิริยาของหมอกรุณา บอกได้คำ เดียว ว่า “ผิดปกติ” หน้าตาไม่ยิ้มแย้มแบบทุกครั้ง
145 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ผมจึงเดินเข้าไปทักทายและชวนนั่งคุยกัน จึงรู้ว่าหมอกรุณา ซึ่งถือว่าเป็นหมอที่ให้คำ ปรึกษาที่มีประสบการณ์มากคนหนึ่ง กำ ลัง ทุกข์ใจจากเรื่องที่หมอได้ให้คำปรึกษากับผู้ป่วยโรคจิตรายหนึ่ง หมอกรุณาเล่าให้ฟังว่าได้ให้คำ ปรึกษากับผู้ป่วยโรคจิต ซึ่งมี ประวัติฆ่าตัวตายมา 2 ครั้ง ต่อมาผู้ป่วยคนนั้นกระโดดตึก กระดูก สันหลังหักและมีโอกาสเป็นอัมพาต รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนทำ ให้ผู้ป่วย กระโดดตึก สงสารที่จะต้องเป็นอัมพาต เมื่อน้ำ เสียงที่ฟังดูเศร้าและ เบาจบลง ผมจึงพูดขึ้นด้วยเสียงที่ค่อนข้างจะดังว่า “ใช่แล้ว ผู้ป่วย กระโดดตึกเพราะหมอจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะหมอ ผู้ป่วยไม่มีโอกาส ได้กระโดดตึกหรอก” หมอกรุณาเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองผม พร้อม อยากจะเอ่ยอะไรออกมาแต่ผมก็พูดต่อว่า “ผู้ป่วยคนนี้คงเป็นกระดูก และเถ้าไปแล้ว” เรื่องของหมอกรุณาและผู้ป่วยถูกถ่ายทอดออกมาดังนี้ครับ เมื่อปลายปีพ.ศ. 2550 หมอกรุณาได้รับผู้ป่วยชายรายหนึ่งไว้ในความ ดูแล เนื่องจากผู้ป่วยใช้มีดกรีดข้อมือตัวเองหวังจะฆ่าตัวตาย โดย แพทย์เวรของโรงพยาบาลขอให้หมอกรุณาดูแลและให้คำ ปรึกษาต่อ เพราะหมอกรุณาเป็นหมอที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยที่พยายาม ฆ่าตัวตายมากกว่าหมอคนอื่นของโรงพยาบาล และมีความเชี่ยวชาญใน ด้านการให้คำปรึกษา
146 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ หนุ่ย คือชื่อเล่นของผู้ป่วยชายคนนั้น อายุ 29 ปี มีลูกสาว ที่น่ารักอายุ 6 ขวบหนึ่งคน เลิกกับภรรยาได้ 2 ปี อาศัยอยู่กับแม่ พี่ชายและพี่สาว อาชีพของหนุ่ยคือช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและขาย เครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง สาเหตุที่ทำ ให้หนุ่ยกรีดข้อมือตัวเองเพราะ ทะเลาะกับพี่สาว พี่สาวพูดประชดว่า “ถ้าอยู่ไม่ได้ก็จะไปตายที่ไหน ก็ไป” เป็นมูลเหตุให้หนุ่ยทำ ร้ายตัวเอง หลังจากที่กรีดข้อมือได้ 2 เดือน หนุ่ยก็กินยานอนหลับเกิน ขนาดอีกเพราะทะเลาะกับเพื่อนที่ร่วมทุนกันขายเครื่องใช้ไฟฟ้า จนถึง ขนาดที่คิดจะฆ่าเพื่อนคนนั้น แต่ก็เพราะได้เล่าให้หมอกรุณาทราบเรื่อง ก่อน หมอกรุณาจึงให้คำ แนะนำ และขอร้องไว้ว่าอย่าทำคนอื่นและอย่า ทำตัวเองเหมือนที่ผ่านมา เพราะลูกสาวและแม่ของหนุ่ยจะลำบาก แม้ว่าหนุ่ยจะเชื่อฟังคำพูดของหมอกรุณา แต่ด้วยความโมโห และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ จึงได้กินยานอนหลับเข้าไปถึง 20 เม็ด เพราะเคยรับปากกับหมอว่าจะไม่กรีดข้อมืออีก เดือดร้อนถึงหมอ และพยาบาลที่อยู่เวรต้องช่วยกันล้างท้องยกใหญ่ นี่คือวีรกรรมที่หนุ่ย ได้กระทำ ขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา เรื่องยังไม่จบง่ายๆ หรอกครับ 2 สัปดาห์ก่อนหนุ่ยได้มาตรวจ กับหมอกรุณาอีกด้วยอาการมึนศีรษะ และนำยาของโรงพยาบาลโรคจิต มาให้ดูว่าเมื่อเขากินเข้าไปแล้วอาการไม่ดีขึ้น คุณหมอกรุณาจึงให้หยุด ยาเอาไว้ก่อนและได้บอกหนุ่ยว่า
147 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ ถ้าจะไม่กินยาต้องอดทนต่ออาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งหนุ่ย ก็ตกลงและเมื่อนัดตรวจซ้ำ อาการปวดมึนศีรษะก็ทุเลาลงไปมาก 1 สัปดาห์ต่อมาหนุ่ยก็กลับมาหาหมอกรุณาอีกบอกว่ามีอาการมึนศีรษะ และอืดแน่นท้อง คล้ายจะชักกระตุก แม่ของหนุ่ยไม่ค่อยมั่นใจเพราะ อยู่บ้านคนเดียว จึงขอให้รับหนุ่ยไว้นอนโรงพยาบาล ซึ่งขณะรอย้าย เข้าไปในตึกผู้ป่วยหนุ่ยบอกว่ามึนศีรษะอืดท้อง แล้วก็มีอาการกระตุก ที่คอให้หมอเห็นประมาณ 5 นาที จนหมอกรุณาต้องฉีดยาให้หนุ่ยจึง สงบลงได้ เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่รับหนุ่ยไว้นอนในโรงพยาบาลหนึ่งคืน แล้ว 8 โมงเช้า หมอกรุณาก็ได้มาตรวจเยี่ยมหนุ่ยที่เตียงในตึกผู้ป่วย ชาย เมื่อแม่ของหนุ่ยได้สอบถามถึงอาการที่กระตุกว่าถ้าอยู่บ้านจะทำ อย่างไร เมื่อหมอกรุณาได้ตรวจหนุ่ยเสร็จแล้วได้อธิบายว่า อาการแสดง ดังกล่าวไม่ใช่โรคลมชักแต่เป็นการแสดงออกของหนุ่ยที่ต้องการแสดง ให้เห็นว่า “เขาป่วยจริง” พอพูดถึงตรงนี้หนุ่ยซึ่งตั้งใจฟังสิ่งที่หมอ อธิบายอยู่ก็แสดงความไม่พอใจ ถามหมอกรุณาว่า “คุณหมอคิด แบบนี้หรือครับ? ถ้าคิดแบบนี้คิดว่าผมไม่ป่วย ผมไม่รักษาที่นี่ก็ได้” พร้อมกับดึงเข็มให้น้ำ เกลือออกจากแขนของตัวเอง จนพยาบาลที่ยืน ข้างหมอกรุณาต้องช่วยกันจับหนุ่ยพร้อมดึงราวกั้นเตียงขึ้น
148 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ เมื่อหมอกรุณาเห็นว่าหนุ่ยแสดงอารมณ์ไม่พอใจอย่างมาก จึงถามว่า “หนุ่ยไม่ต้องการรักษาที่นี่ จะให้หมอส่งไปรักษาต่อที่ไหน หนุ่ยอยากไปรักษาที่ไหนก็บอกหมอได้” เมื่อหมอกรุณาได้สอบถาม คำ ถามนี้ หนุ่ยก็ได้ตอบด้วยความไม่พอใจพร้อมทั้งกระโดดลงเตียง ว่า “หมออยากรู้ว่าผมอยากจะไปที่ไหนหรือครับ?” เท่านั้นเองสิ่งที่ไม่ คาดฝันก็เกิดขึ้น หนุ่ยได้วิ่งไปที่ระเบียงชั้น 2 ของตึกผู้ป่วยพร้อมทั้ง กระโดดลงไปยังพื้นด้านล่างต่อหน้าต่อตา ซึ่งนับว่าโชคดีอยู่บ้างที่พื้นเป็นสนามหญ้า หลังของหนุ่ย กระแทกกับพื้นสนามหญ้าเป็นเหตุให้กระดูกสันหลังของหนุ่ยหัก ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ อาจจะเป็นอัมพาต ขณะนี้หนุ่ยนอนรักษาที่ โรงพยาบาลประจำ จังหวัดเพื่อรอการผ่าตัด เมื่อหมอกรุณาเล่าจบลงด้วยน้ำ เสียงที่ดูเศร้าสร้อย หน้าตา ดูอมทุกข์ วิตกกังวล ค่อยๆ เงยหน้ามามองหน้าผมเหมือนจะหาคำ ตอบ และอยากให้ผมพูดให้ความเห็นในเรื่องที่เกิดขึ้น ผมจึงถามหมอ กรุณาว่า “ตอนนี้รู้สึกอย่างไร?” “ผมรู้สึกสงสารหนุ่ย ภาวนาให้หนุ่ยไม่เป็นอะไรมากกลัวเขา เป็นอัมพาต ครอบครัวจะเดือดร้อน อยากขอโทษ เพราะคำพูดของ ผมมีส่วนทำ ให้เขากระโดดตึก” หมอกรุณาตอบด้วยน้ำ เสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเสียใจ ผมจึงถามต่อว่า “รู้สึกท้อแท้หรือเปล่า?” “ก็มีบ้าง เหมือนกับว่าไม่อยากจะให้คำปรึกษากับใครอีกแล้ว”
149 นายแพทย์ปรีชา สิริจิตราภรณ์ “หมอกรุณาตอบแบบนี้ เพราะคิดว่าตัวเองทำ ให้หนุ่ยกระโดด ตึกใช่ไหม?” ผมพูดเสริม “ใช่ครับ แต่เอ๊ะ! พี่ก็เห็นด้วยไม่ใช่หรือครับ?” หมอกรุณาตอบ “ใช่ครับ แต่ลองทวนดูสิว่าผมพูดว่าอย่างไร?” ผมถามต่อ “พี่พูดว่า ใช่แล้วหนุ่ยกระโดดตึกเพราะผมจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะผมหนุ่ย ไม่มีโอกาสกระโดดตึกหรอก หนุ่ยคงเป็นกระดูกและเถ้าไปแล้ว” หมอ กรุณาทวนคำพูดของผมได้อย่างถูกต้อง “แล้วกรุณาคิดว่า ผมพูดถูกต้อง ไหม?” ผมถามกลับพร้อมกับเห็นว่าหมอกรุณาขมวดคิ้วเชิงสงสัย ผม จึงพูดต่อว่า งูมาเจอกัน 2 ตัว จะเอางูออกให้หนึ่งตัว หลับตานะเดี๋ยวจะ เขี่ยงูออกจากคิ้วให้ หมอเป็นคนมีคุณธรรมสูง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของคุณหมอเลย แม้ว่าผู้ป่วยจะกระโดดตึกเป็น อัมพาตหรือถึงกับเสียชีวิตก็ตาม คุณหมอก็คงทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ป่วยที่ต้องการฆ่าตัวตายจะ กระทำทุกวิถีทางที่จะทำ ให้ชีวิตของเขาเองดับลง เราจะทำ อย่างไร จะ ห้ามหรือป้องกันอย่างไรก็ทำ ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยเอง ว่าเขาจะเห็นว่าสิ่งที่เขาจะทำนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร แม้ว่าเขาจะสัญญา หรือสาบาน หรือรับปากว่าจะไม่ฆ่าตัวเอง จนกว่าเขาจะมีความเห็นที่ถูกต้องหรือมีสัมมาทิฐิแล้วเท่านั้น นอกจาก นั้นแล้วไม่มีทางป้องกันได้ทั้งหมดหรอก
150 ล ด ทุ ก ข์ เ พิ่ ม สุ ข ด้ ว ย ย า ใ จ ถ้าเขาไม่กระโดดตึก แต่เมื่อกลับบ้านเขาก็ทำ ดูสิเมื่อปลายปี เขากรีดแขน ต่อมาเขากินยานอนหลับ แม้ว่าเราอยู่กับเขายังป้องกันไม่ได้ เลยหากเขาคิดจะกระทำ กรุณาก็เคยไปชันสูตรศพผู้ต้องหาที่แขวนคอ ตายในห้องขังโดยใช้เชือกผูกรองเท้าหรือเชือกผูกเอวกางเกงที่เคยเล่า ให้ผมฟังไม่ใช่หรือ ขนาดมีตำ รวจเฝ้าหน้าห้องขังและความสูงของปม เชือกที่ผูกกับพื้นไม่ถึง 1 เมตรยังทำ ได้ กรุณาลองทบทวนดูถ้าเมื่อปลายปีที่เขากรีดแขนและกินยา นอนหลับเกินขนาด ถ้าวันนั้นกรุณาไม่ได้ให้คำปรึกษากับหนุ่ย เขาคง พยายามฆ่าตัวเองครั้งที่ 3 หรือ 4 อาจจะสำ เร็จสักครั้งหนึ่ง กลายเป็น ศพ ซึ่งไม่ฝังก็เผา เมื่อถึงวันนี้คงเหลือแต่เถ้าและกระดูกที่ญาติเก็บไว้ ดูต่างหน้าแค่นั้นเอง คงไม่สามารถมากระโดดตึกในวันนี้ได้หรอก คือ ที่ผมสรุปไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าใช่ เพราะหมอกรุณาจึงทำ ให้หนุ่ยมีชีวิต อยู่และกระโดดตึกในวันนี้ถ้าไม่มีหมอกรุณาหนุ่ยคงเสียชีวิตด้วยวิธีฆ่า ตัวตายวิธีใดวิธีหนึ่งก่อนหน้านี้แล้วจริงไหม? อีกอย่างหนึ่งหมอมีเจตนาดีที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยคนนี้มีความ จริงใจให้กับเขา แม้คำพูดที่พูดไปอาจจะพลาดไปบ้างก็เป็นธรรมดา ของมนุษย์คนทำ งาน ดังคำ กล่าวที่ว่า “คนที่ไม่ผิดพลาดเลย คือคน ที่ไม่ทำอะไรเลย?” หมอกรุณาลองดูการแพทย์ในอดีตเรื่องการผ่าตัด หัวใจในยุคแรกๆ มีผู้ป่วยเสียชีวิตเยอะมากแต่ก็ทำ ให้แพทย์ได้เรียนรู้ จุดบกพร่องทำ ให้เกิดการพัฒนา