The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

10.สรุปเนื้อหาที่ต้องรู้รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ระดับ ม.ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จันทนา ทองใบ, 2021-05-04 00:46:59

10.สรุปเนื้อหาที่ต้องรู้รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ระดับ ม.ต้น

10.สรุปเนื้อหาที่ต้องรู้รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ระดับ ม.ต้น

44

6. ออกกาํ ลงั กายอยา งสมํา่ เสมอ
7. พักผอ นใหเ พียงพอวันละ 6-8 ช่ัวโมง และหาวธิ ผี อนคลายความเครยี ด
8. หลกี เลีย่ งหรอื งดการสบู บุหร่ี

โรคอว น (Obesity)
โรคอวนเปนสภาวะท่ีรางกายมีไขมันสะสมตามสวนตางๆ ของรางกายมากเกินกวา
เกณฑป กติ ซึง่ ตามหลกั สากลกาํ หนดวา ผูชายไมควรมีปรมิ าณของไขมนั ในตวั เกินกวา 12-15%
ของนํา้ หนกั ตวั ผหู ญงิ ไมควรมีปริมาณของไขมันในตัวเกนิ กวา 18-20% ของนํ้าหนักตัว หากจะ
ใหไดผ ลแนนอนควรไดร ับการตรวจจากหอ งปฏิบัติการ แตนักเรียนอาจประเมินวาเปนโรคอวน
หรอื ไมด ว ยวธิ ีงายๆ ดว ยวธิ ีตรวจสอบกบั ตารางนา้ํ หนักและสว นสงู ของกรมอนามยั
สาํ หรบั ในผูใ หญอ าจประเมนิ ไดจาก การหาคาดัชนมี วลกาย (Body Mass Index)
ไดจ ากสตู รดงั น้ี

_ นํ้าหนัก (กโิ ลกรัม)
BMI = สวนสูง2 (เมตร)

คาท่ไี ดอ ยูระหวา ง 18.5-24.9 ถือวา อยใู นเกณฑปกติ ไมอว นหรือผอมเกินไป

สาเหตุ
1. กรรมพนั ธุ
2. การรับประทานอาหารเกินความตองการของรา งกาย และมพี ฤตกิ รรมการ
รับประทานอาหารทไ่ี มด ี เชน กินจุบจิบ
3. ขาดการออกกําลังกาย
4. สภาวะทางจิตและอารมณ เชน บางคนเม่อื เกดิ ความเครยี ดกจ็ ะหันไปรบั ประทาน
อาหารมากจนเกินไป
5. ผลขา งเคียงจากการไดร บั ฮอรโมนและการรบั ประทานยาบางชนดิ เชน
ยาคมุ กําเนิด ฮอรโ มนสเตียรอยด เปน ตน

45

อาการ
มีไขมันสะสมอยใู นรางกายจํานวนมาก ทําใหมีรูปรางเปลี่ยนแปลงโดยการขยายขนาด
ขน้ึ และมีน้ําหนักตัวมากขน้ึ
การปอ งกนั
1. กรรมพันธุ หากพบวา มปี ระวัตขิ องบุคคลในครอบครวั เปน โรคอว น ควรตองเพ่ิม
ความระมัดระวัง โดยมีพฤตกิ รรมสุขภาพในเร่ืองตางๆ ที่เกีย่ วขอ งกับโรคอว นอยางเหมาะสม
2. รับประทานอาหารแตพ อสมควรโดยเลอื กรบั ประทานอาหารทมี่ ปี ระโยชน
หลีกเล่ียงอาหารรสหวานและอาหารท่ีมีไขมันสูง รับประทานผักและผลไมมากๆ และ
หลากหลาย
3. ออกกําลังกายสมาํ่ เสมออยางนอ ยสัปดาหละ 3 วัน วันละ 30 นาที
4. หาวิธีการควบคุมและจดั การความเครียดอยางเหมาะสม พกั ผอ นใหเพยี งพอ
5. การใชยาบางชนิดท่ีอาจมีผลขางเคยี ง ควรปรึกษาแพทย และใชย าตามทแี่ พทย
แนะนําอยา งเครง ครัด

เร่อื งท่ี 2 ปริมาณความตอ งการสารอาหารตามเพศ วัย และสภาพรา งกาย
1. ความตอ งการสารอาหารในวัยเด็ก
อาหารมีสวนสําคัญอยา งมากในวยั เด็กทั้งในดานการเจริญเติบโตของรางกายและ

การพัฒนาการในดานความสัมพนั ธข องระบบการเคลื่อนไหวของรางกาย ตลอดจนในดานจิตใจ
และพฤตกิ รรมในการแสดงออกและปจจัยท่ีมีสวนสําคัญที่ทําใหเด็กไดรับอาหารที่ถูกหลักทาง
โภชนาการ ไดแ ก

1.1. ครอบครัวที่คอยดูแลและเปนตวั อยา งทีด่ ี
1.2. ตวั เด็กเองทีจ่ ะตองถูกฝกฝน
1.3. ส่ิงแวดลอ มทาํ ใหเกดิ การปฏิบัติอยา งคนขา งเคียง

อาหารท่ีถูกหลักโภชนาการในวัยเด็กตองการอาหารครบทั้ง 3 ประเภท
เพือ่ การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการ สงิ่ ทีต่ องคํานงึ ถึงคอื อาหารที่ใหเด็กควรไดร บั ไดแก

1) อาหารที่ใหโปรตีน ไดแก นม ไข เนื้อสัตว ตลอดจนโปรตีนจากพืช
จาํ พวกถว่ั เขยี ว ถ่ัวเหลอื ง

2) อาหารที่ใหพลังงาน ไดแก ขาว แปง น้ําตาล ไขมัน และนํ้ามัน
สว นนํา้ อัดลม หรอื ขนมหวาน ลูกกวาดตาง ๆ ควรจํากดั ลง เพราะประโยชนน อยมากและบางที

46

ทําใหมปี ญ หาเรอ่ื งฟน ผุดวย
3) อาหารที่ใหวิตามินและเกลอื แรไดแก พวก ผกั ผลไม และอาหารทม่ี ี

ใยอาหารท่ีมีสว นทําใหเ ก็บไมท องผกู
2. ความตอ งการสารอาหารของเดก็ วยั เรียน
การเลอื กอาหารเชาท่ีเด็กวัยเรียนควรไดรับประทานและหาไดงาย คือ นมสด 1

กลอง ขาวหรือขนมปง ไข อาจจะเปนไขดาว ไขลวก หรือไขเจียว ผลไมที่หาไดงาย เชน
กลว ยน้าํ วา มะละกอ หรือสม เทานเี้ ดก็ ก็จะไดร บั สารอาหารทเี่ พียงพอแลว

3. ความตองการสารอาหารในวัยรนุ
วัยรุน เปน วยั ทมี่ ีการเจริญเตบิ โตในดา นรา งกายอยา งมาก และมีการเปล่ียนแปลง

ทางอารมณและจิตใจคอนขางสูง มีกิจกรรมตาง ๆ คอนขางมากท้ังในดานสังคม กีฬา และ
บันเทิง ความตองการสารอาหารยอมมีมากขึ้น ซึ่งจะตองคํานึงท้ังปริมาณและคุณภาพใหถูก
หลกั โภชนาการ ปจจัยทส่ี ําคญั คือ

1. ครอบครวั ควรปลูกฝงนสิ ัยการรับประทานอาหารท่ีถูกหลัก
2. วัยรุน จะเร่ิมมีความคิดเห็นเปนของตัวเองมากข้ึน การรับความรูเก่ียวกับ
โภชนาการ มีความจําเปนเพ่ือใหเห็นความสําคัญของการรับประทานอาหารที่มีคุณคาทาง
โภชนาการอยา งสม่าํ เสมอ ซ่งึ จะมผี ลดีตอตวั วยั รุนเองโดยตรง
3. สิ่งแวดลอมในโรงเรียนหรือสถานศึกษา อิทธิพลจากเพื่อนฝูงมีสวนที่ทําให
วยั รนุ เลยี นแบบกนั เรอื่ งการรับประทานอาหาร ตลอดจนการบริโภคสารอันตรายความตองการ
อาหารท่ีใหโปรตีน พลังงาน และวิตามินตองเพียงพอสําหรับวัยรุน วิตามินตองเหมาะสมและ
โดยเฉพาะอยา งยิ่งอาหารท่มี เี กลอื แรป ระเภทแคลเซียมและเหล็กตองเพยี งพอ
4. ความตองการสารอาหารในวัยผใู หญ
วัยผูใหญถึงแมจะหยุดเจริญเติบโตแลว รางกายยังตองการสารอาหารอยาง
ครบถว น เพ่อื นาํ ไปทํานบุ ํารงุ อวยั วะ และเน้อื เยอื่ ตา ง ๆ ของรางกายใหคงสภาพการทํางานท่ีมี
สมรรถภาพตอ ไป และปจ จัยสาํ คัญอยางหนึ่งท่ีจะทาํ ใหวัยผใู หญยังคงแขง็ แรง ไดแก การบรโิ ภค
อาหารท่ีถูกตองตามหลกั โภชนาการ การควบคมุ อาหารในวยั ผูใหญ มีดังนี้
1. ใหบริโภคอาหารหลายชนิด เนื่องจากไมมีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งท่ีใหคุณคา
ทางโภชนาการไดค รบถว น
2. บริโภคอาหารในปรมิ าณท่พี อเหมาะ เพ่อื ใหน ํ้าหนกั อยูใ นเกณฑที่ตอ งการ
3. หลกี เลย่ี งการรบั ประทานท่ีมีไขมนั มากเกินไป

47

4. บริโภคอาหารทม่ี ีปริมาณของแปง และกากใยใหเพียงพอ
5. หลกี เลี่ยงการบริโภคอาหารที่ปรงุ ดว ยปริมาณน้าํ ตาลจํานวนมาก
6. หลีกเลยี่ งการบริโภคอาหารเค็มมากเกนิ ไป
7. หลีกเลยี่ งเคร่ืองด่ืมท่ีมแี อลกอฮอล
5. ความตอ งการสารอาหารของวัยชรา
วัยชรา หมายถงึ ผูทอี่ ยูในวัย 60 ปข้ึนไป สาํ หรับปญ หาเรอ่ื งอาหารการกินหรือ
โภชนาการในวัยน้ี ขอใหรับประทานอาหารใหครบทุกหมูและควบคุมปริมาณ โดยดูจากการ
ควบคุมนํ้าหนักตัวไมใหมากข้ึน และกรณีน้ําหนักเกินอยูแลว ควรจะลดนํ้าหนักใหสัมพันธกับ
สวนสูง ขอ แนะนาํ ในการดแู ลเรอื่ งอาหารในผสู ูงอายุมีดงั น้ี
1. โปรตีน ควรใหรับประทานไขวันละ 1 ฟอง และด่ืมนมอยางนอยวันละ 1
แกว สาํ หรบั โปรตนี จากเนื้อสัตวควรลดนอยลง
2. ไขมัน ควรใชน้ํามันถ่ัวเหลืองหรือน้ํามันขาวโพด ในการปรุงอาหารเพราะ
เปน นาํ้ มนั พืชที่มีกรดไลโนเลอกิ
3. คารโบไฮเดรต คนสูงอายุควรรับประทานขาวลดลงและไมควรรับประทาน
น้ําตาลในปริมาณที่มาก
4. ใยอาหาร คนสูงอายุควรรับประทานอาหารท่ีเปนพวกใยอาหารมากขึ้น
เพอื่ ชว ยปองกนั การทองผกู ชว ยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดและลดอุบัติการณของการเกิด
มะเร็งลําไสใ หญล งได
5. นาํ้ ดม่ื คนสงู อายุควรดม่ื น้ําปริมาณ 1 ลิตรตลอดทั้งวัน แตทั้งน้ีสามารถปรับ
เองไดตามความตองการของรางกาย โดยสังเกตดูวาถาปสสาวะมีสีเหลืองออน ๆ เกือบขาว
แสดงวา นา้ํ ในรา งกายเพยี งพอแลว สว นเครื่องด่ืมแอลกอฮอลร วมทั้งนํ้าชา กาแฟ ควรงดเวนถา
ระบบยอยอาหารในคนสูงอายุไมดี ทานควรแบงเปนมื้อยอย ๆ แลวรับประทานทีละนอย แต
หลายม้อื จะดกี วา แตอ าหารหลักควรเปน ม้อื เดียว
6. ความตองการสารอาหารในสตรตี ั้งครรภ
สตรีตั้งครรภ นอกจากตองมีสารอาหารท้ัง 6 ประเภท ไดแก โปรตีน
คารโบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร และน้ํา ในอาหารที่รับประทานเปนประจําใหครบทุก
ประเภทแลว สตรีต้งั ครรภต องทราบอีกวา ควรที่จะเพ่ิมสารอาหารประเภทใด จึงจะทําใหเด็ก
ในครรภไ ดร บั ประโยชนส ูงสดุ ดงั นี้

48

1. อาหารที่ใหโปรตีน ไดแก ไข นม เนื้อสตั ว เครอ่ื งในสัตวและถว่ั เมล็ดแหง
2. อาหารท่ีใหพลังงาน ไดแ ก ขาว แปง นํ้าตาล ไขมันและนาํ้ มัน
3. อาหารทใี่ หว ิตามนิ และเกลือแร สตรตี ง้ั ครรภต องการอาหารท่ีมีวติ ามนิ
และเกลือแรเพิ่มขึ้นควรรับประทานอาหารประเภทผักและผลไมทุกๆวัน เชน สม มะละกอ
กลว ย สลับกันไป

เรอ่ื งที่ 3 วธิ กี ารประกอบอาหารเพ่ือคงคณุ คาของสารอาหาร
1. หลกั การปรงุ อาหารทีถ่ กู สุขลักษณะ
เพ่ือใหไดอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณคาทางโภชนาการ มีหลักการปรุง

อาหารทถี่ ูกสขุ ลกั ษณะ โดยคํานงึ ถึงหลกั 3 ส คอื สงวนคุณคา สกุ เสมอ สะอาดปลอดภยั
สงวนคุณคา คือ การปรุงอาหารจะตองปรุงดวยวิธีการปรุงประกอบเพื่อสงวน

คุณคาของอาหารใหม ปี ระโยชนเ ตม็ ท่ี เชน การลา งใหสะอาดกอ นห่นั ผัก การเลือกใชเกลือเสริม
ไอโอดีน

สุกเสมอ คอื ตอ งใชความรอนในการปรุงอาหารใหสุกโดยเฉพาะอาหารประเภท
เนื้อสัตว ท้ังน้ีเพ่ือตองการจะทําลายเชื้อโรคท่ีอาจปนเปอนมากับอาหาร การใชความรอน
จะตองใชความรอนในระดับท่ีสูง ในระยะเวลานานเพียงพอที่ความรอนจะกระจายเขาถึง
ทกุ สวนของอาหาร ทําใหส ามารถทําลายเช้ือโรคไดอยางมีประสิทธภิ าพ

สะอาดปลอดภัย คือ จะตองมีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของอาหารกอน
การปรุงประกอบวาอยูในสภาพท่ีสะอาด ปลอดภัย ไดมาตรฐาน เชน เนื้อหมูสด ตองไมมีเม็ด
สาคู (ตัวออนพยาธิตัวตืด) นํ้าปลา จะตองมีเครื่องหมาย อย.รับรอง เปนตน และจะตองมี
กรรมวธิ ขี น้ั ตอนการปรงุ ประกอบอาหารท่ีสะอาด ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ มีผูปรุง ผูเสิรฟ
อาหารท่ีมีสุขวิทยาสวนบุคคลที่ดี รูจักวิธีการใชภาชนะอุปกรณและสารปรุงแตงรสอาหาร
ท่ีถูกตอง เชน มีการลดปริมาณสารพิษ กําจัดศัตรูพืชที่ตกคางในผักสด การใชชอนชิมอาหาร
เฉพาะในการชิมอาหารระหวางการปรงุ อาหาร

2. หลักการทําอาหารใหสะดวกและรวดเร็ว
มีวธิ กี ารเตรยี มอาหารพรอมปรุงในวันหยุดที่เก็บไวในตูเย็นแลวนํามาปรุงใหมได

โดยใชเวลานอยแตไดค ณุ คามาก เริ่มจากอาหารประเภทเนื้อสัตว เชน หมู ไก กุง ปลา เม่ือซ้ือ
มาจัดเตรียมตามชนิดท่ีตองการปรุงหรือหุงตมแลวทําใหสุก ดวยวิธีการตมหรือรวน แลวแบง
ออกเปนสว น ๆ ตามปริมาณที่จะใชแตล ะครัง้ แลว เก็บไวในตูเย็น ถาจะใชในวันรุงข้ึน หรือเก็บ

49

ไวใ นชองแชแ ข็งถาจะเก็บไวใชนาน เมื่อตองการใชก็นําออกมาประกอบอาหารไดทันที โดยไม
ตองเสียเวลา รอใหละลายเหมือนการเก็บดิบ ๆ ทั้งชิ้นใหญโดยไมหั่น การเตรียมลวงหนาวิธีน้ี
นอกจากจะสะดวก รวดเรว็ แลว ยงั คงรสชาตแิ ละคุณคา ของอาหารอีกดว ย

3. หลักการเกบ็ อาหารใหส ะอาดปลอดภัย
การเก็บอาหารตามหลักการสุขาภิบาลอาหาร มีวัตถุประสงคเพ่ือยืดอายุของ

อาหารที่ใชบริโภค โดยจะตองอยใู นสภาพทส่ี ะอาดปลอดภัยในการบริโภค หลักการในการเก็บ
อาหารใหค าํ นงึ ถึงหลัก 3 ส. คือ สัดสวนเฉพาะ ส่ิงแวดลอ มเหมาะสม สะอาดปลอดภยั

สัดสวนเฉพาะ คือ ตองเก็บอาหารใหเปนระเบียบ แยกเก็บตามประเภทอาหาร
โดยจัดใหเปนสดั สวนเฉพาะไมปะปนกัน มีฉลากซอ้ื หรือเคร่ืองหมายอาหารแสดงกาํ กับไว

สิ่งแวดลอมเหมาะสม คือ ตอ งเก็บอาหารโดยคาํ นึงถึงการจัดสภาพสิ่งแวดลอมให
เหมาะสมกับอาหารแตละประเภท โดยคํานึงถึงอุณหภูมิความช้ืนเพื่อชวยทําใหอาหารสดสะอาด
เกบ็ ไดน าน ไมเนาเสยี งาย สิง่ แวดลอมของอาหารจะจัดการใหอยใู นสภาพที่จะปอ งกันการปนเปอน
ได เชน การเก็บอาหารกระปองในบริเวณทีม่ ี อาหารหมนุ เวียน สูงจากพ้นื อยางนอ ย 30 เซนติเมตร
การเกบ็ นมพาสเจอรไ รซไวใ นอณุ หภมู ิตาํ่ กวา 7 องศาเซลเซียส เปนตน

สะอาดปลอดภัย คือ ตองเก็บอาหารในภาชนะบรรจุที่ถูกสุขลักษณะ สะอาด
ปลอดภัย มกี ารทําความสะอาดสถานท่เี กบ็ อยางสมาํ่ เสมอไมเ ก็บสารเคมีท่ีเปนพิษอื่น ๆ เชน การ
ใชถุงพลาสติก กลองพลาสติกสําหรับบรรจุอาหารในการบรรจุอาหารท่ีเก็บไวในตูเย็น ตูแชแข็ง
เปน ตน

4. อณุ หภูมเิ ทา ไหรจึงจะทาํ ลายเช้อื โรคได
เชือ้ จลุ ินทรยี มีอยูท่ัวไปตามสิ่งแวดลอมมนุษย สัตว อาหาร ภาชนะอุปกรณและ

สามารถจะดํารงชีวิตอยูไดในชวงอุณหภูมิตํ่ากวา 0 องศาเซลเซียส จนถึง 75 องศาเซลเซียส
โดยเฉพาะเช้อื จลุ นิ ทรียท่กี อใหเ กดิ โรคระบาดทางเดินอาหาร มักจะเปนเชื้อจุลินทรียท่ีสามารถ
เจริญเติบโตไดด ที ีอ่ ณุ หภูมิหอ งประมาณ 25 องศาเซลเซยี ส ถึง 40 องศาเซลเซียส

ฉะนน้ั การทาํ ลายเช้ือจลุ ินทรียท ่ีกอใหเกดิ โรคระบบทางเดินอาหารจําเปนจะตอง
กําหนดชวงอุณหภูมิท่ีเหมาะสม เพื่อจะไดแนใจวาเช้ือจุลินทรียถูกทําลายจนหมดสิ้น
ในขบวนการผลิตอาหารทางอุตสาหกรรมการทําลายเชื้อโรคจําเปนตองอาศัยอุณหภูมิ
ที่เหมาะสมควบคูไปกับระยะเวลาท่ีเหมาะสมจึงจะมีประสิทธิภาพในการทําลายที่ดี คือ
อุณหภูมิที่สูงมากใชระยะเวลาส้ัน (121องศาเซลเซียสเปนเวลา 1 นาที) และอุณหภูมิที่ต่ําใช

50

ระยะเวลานาน (63 องศาเซลเซียส เปนเวลา 30 นาที) ท้ังที่ยังมีปจจัยอื่นที่เก่ียวของในการ
ควบคมุ ไดแ ก ปรมิ าณเชื้อจลุ นิ ทรียป ระเภทของอาหารคา ความเปน กรด ดาง ความชนื้

สําหรับในการปรุงประกอบอาหารในครัวเรือนอุณหภูมิที่สามารถทําลาย
เชอ้ื จลุ ินทรยี  คอื 80 - 100 องศาเซลเซียส (อุณหภูมินํ้าเดือด) เปนเวลานาน 15 นาที สําหรับ
อุณหภมู ใิ นตูเย็น 5 - 7 องศาเซลเซียส เช้ือจุลินทรียสามารถดํารงชีวิตอยูได และสามารถเพ่ิม
จํานวนไดอยางชา ในขณะท่อี ณุ หภูมแิ ชแข็งต่ํากวา 0 องศาเซลเซียส เชื้อจุลินทรียสามารถดํารง
อยูไดแตไมเพ่ิมจํานวนอุณหภูมิท่ีเช้ือจุลินทรียตาย คือ -20 องศาเซลเซียส ดังนั้น เพ่ือความ
ปลอดภัยในการบริโภคอาหารโดยเฉพาะอาหารเน้ือสัตวควรปรุงอาหารใหสุกเสมอ โดยทั่วทุก
สวนทอ่ี ุณหภมู ิสงู กวา 80 องศาเซลเซยี สขึน้ ไปหรอื สกุ เสมอ สะอาด ปลอดภยั

5. อุณหภูมิทเ่ี หมาะสมในการเก็บอาหารสดประเภทเนื้อสตั ว
อาหารเนือ้ สัตวส ด เปน อาหารทม่ี คี วามเส่ยี งสงู เพราะมปี จ จยั เอ้อื ตอการเนาเสีย

ไดงาย คือ มีปริมาณสารอินทรียสูง มีปริมาณนํ้าสูง ความเปนกรดดางเหมาะสมในการ
เจรญิ เติบโตของเชอ้ื จุลินทรีย

การเกบ็ เนื้อสตั วสดทีถ่ ูกสุขลกั ษณะ คือ ตองลางทําความสะอาดแลวจึงหั่นหรือ
แบงเนื้อสัตวเปนชิ้น ๆ ขนาดพอดีที่จะใชในการปรุงประกอบอาหารแตละคร้ัง แลวจึงเก็บใน
ภาชนะท่ีสะอาดแยกเปนสัดสวนเฉพาะ สําหรับเน้ือสัตวสดที่ตองการใชใหหมด ภายใน 24
ช่ัวโมงสามารถเก็บไวในอุณหภูมิตูเย็นระหวาง 5 - 7 องศาเซลเซียส ในขณะท่ีเน้ือสัตวสดท่ี
ตองการเก็บไวใชนาน (ไมเกิน7วัน) ตองเก็บไวในอุณหภูมิตูแชแข็ง อุณหภูมิตํ่ากวา 0 องศา
เซลเซียส เมอ่ื จะนาํ มาใชจําเปนจะตองนาํ มาละลายในไมโครเวฟ แตถาละลายในนํ้าเย็นจะตอง
เปลี่ยนน้ําทุก 30 นาที เพื่อใหอาหารยังคงความเย็นอยูและน้ําท่ีใชละลายไมเปนแหลงสะสม
ของเชื้อจุลินทรียที่อาจจะปนเปอนมา ทําใหมีโอกาสเพิ่มจํานวนไดมากขึ้นจนอาจจะเกิดเปน
อนั ตรายได

6. ความสาํ คัญภาชนะบรรจอุ าหาร
ภาชนะบรรจุอาหารเปนปจจัยสําคัญท่ีเสี่ยงตอการปนเปอนเช้ือโรค สารเคมีท่ีเปน

พิษกบั อาหารที่พรอ มจะบริโภค สามารถกอ ใหเกดิ การปนเปอนไดท ุกขั้นตอน ตั้งแตข้ันตอนการ
เก็บอาหารดบิ ขนั้ ตอนการเสิรฟใหกบั ผบู ริโภค

ขั้นตอนการเก็บอาหารดิบถาภาชนะบรรจุทําดวยวัสดุท่ีเปนพิษหรือภาชนะ
ที่ปนเปอนเชื้อโรคก็จะทําใหอาหารที่บรรจุอยูปนเปอนไดโดยเฉพาะภาชนะบรรจุอาหาร
เน้ือสัตวสด เม่ือใชแลวตองลางทําความสะอาดใหถูกตองกอนจะนํามาบรรจุเนื้อสัตวสดใหม

51

เพราะอาจจะเปนแหลงสะสมของเชื้อจุลินทรียไดงาย ข้ันตอนการปรุงประกอบอาหารถา
ภาชนะอปุ กรณท่ีใชในการปรุง ประกอบอาหาร มกี ารปนเปอ นดวยสารเคมีท่ีเปนพิษ ก็สามารถ
ปนเปอนอาหารทป่ี รงุ ประกอบได

กิจกรรมทายบทท่ี 3

เรอ่ื งท่ี 1 ใหผ ูเรียนสาํ รวจ ตนเอง บคุ คลใน ครอบครวั หรอื บุคคลใกลช ิด แลวพิจารณาวา
บคุ คลใดมีน้ําหนักรา งกายมากท่สี ุด จํานวน 1 ราย แลว ใหผ เู รียนวเิ คราะหว า
บุคคลดงั กลาวเปนโรคอว นหรือไม พรอมท้ังยกเหตุผลประกอบดวย

1. วธิ ีการประเมิน………………………………………………………………………………………
2. สรปุ เปนโรคอว นหรอื ไม…………………………………………………….……………………
3. เพราะเหตุใด…………………………………………………………………..………..…………..

เรอ่ื งที่ 2 ใหผ ูเ รียนบอกปริมาณความตองการสารอาหารตามเพศ วัย และสภาพรา งกาย
ดังน้ี

1. ความตอ งการสารอาหารในวัยเด็ก……………………………………………..……………..
……………………………………………………………………………………………………………...

2. ความตอ งการสารอาหารของเด็กวัยเรยี น……………………………………….…………..
………………………………………………………………………………………………………….…..

3. ความตอ งการสารอาหารในวยั รนุ ………………..………………………….………………..
……………………………………………………………………………..……………………………….

4. ความตองการสารอาหารในวัยผูใหญ… ……………….……………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………..

5. ความตองการสารอาหารของวัยชรา……………………………………………….…………..
………………………………………………………………………………………….…………………..

6. ความตองการสารอาหารในสตรตี ้ังครรภ…………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………

52

เรอื่ งท่ี 3 ใหผเู รยี นอธบิ ายวธิ ีการประกอบอาหารเพื่อคงคุณคาของสารอาหาร ดังน้ี
1. หลักการปรงุ อาหารท่ีถูกสขุ ลกั ษณะ…………….…………….…………………………….
………………………………………………………..……………………………………………………
2. การทาํ อาหารใหส ะดวกและรวดเรว็ ………………..………………………………………….
………………………………………..…………………………………………………………………….
3. หลกั การเก็บอาหารใหสะอาดปลอดภัย……………………..……………………………….
……………………………………………………..……………………………………………………….
4. อณุ หภมู ิท่ที ําลายเชอื้ โรคได…………………………………………………………..………….
………………………………………………………………..…………………………………………….
5. การเก็บอาหารสดประเภทเน้อื สัตว…………………………..……………………………….
……………………………………………………………………….…………….……………………….
6. ความสําคญั ภาชนะบรรจอุ าหาร………………………………..………………..…………….
……………………………………………..……………………………………………………………….

53

บทท่ี 4
โรคระบาด

สาระสําคญั
กกกกกกกกการมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การปองกัน และการรักษา
โรคตดิ ตอทแี่ พรร ะบาดและเปนปญหาตอ สุขภาพของประชาชนในชุมชน จะชวยใหรูวิธีปองกัน
ตนเองและครอบครัว ตลอดจนรวมมอื ปอ งกนั การแพรกระจายเช้ือโรคไปสูบุคคลอื่นอันจะเปน
แนวทางสาธารณสขุ ของประเทศได
ผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั
กกกกกกกก1. อธิบายสาเหตุ อาการ การปอ งกันและการรักษาของโรคทเ่ี ปนปญ หาตอ
สขุ ภาพได
กกกกกกกก2. อธิบายวิธีการปองกนั และหลีกเล่ยี งการเปนโรคท่ีเปนปญ หาสาธารณสขุ ได
ขอบขายเนอื้ หา
กกกกกกกกสาเหตุ อาการ การปอ งกันและการรกั ษาโรคท่เี ปน ปญ หาสาธารณสุข ไดแก
โรคไขเ ลือดออก โรคมาลาเรยี โรคไขห วดั นก โรคซารส และโรคอหวิ าตกโรค

54

เร่ืองที่ 1 สาเหตุ อาการ การปองกนั และการรกั ษาโรคทเี่ ปน ปญ หาสาธารณสุข
กกกกกก โรคตดิ ตอ หมายถึง โรคที่เกิดจากเช้ือโรคแลวสามารถติดตอจากคนไปสูบุคคลอื่นได
หรืออาจติดตอระหวางคนสูคน หรือสัตวสูคนได หรือติดตอระหวางสัตวดวยกันเองได โดยมี
พาหะ เชน คน สตั ว หรือมีตวั กลางนาํ เชือ้ โรค เปนตน

ลักษณะของโรคตดิ ตอ
1. เชอ้ื โรคสามารถแพรกระจายไปยังบคุ คลอ่ืนไดอยางรวดเรว็
2. การแพรกระจายของโรคมักเกิดจากพฤติกรรมของบุคคลหรือปญหาสุขาภิบาล
สิ่งแวดลอ ม
3. มอี ัตราการเจ็บปว ยคอ นขางสูงและโอกาสทจ่ี ะเกิดโรคเปนไดท กุ เพศทุกวัย

โรคทเ่ี ปน ปญหาสาธารณสุขของประเทศ
1. โรคไขเ ลอื ดออก

โรคไขเลือดออก คือ โรคติดเชื้อซ่ึงมีสาเหตุมาจาก ไวรัสเดงก่ี (Dengue virus)
อาการของโรคน้ีมีความคลา ยคลึงกับโรคไขห วัดในชวงแรก จึงทําใหผูปวยเขาใจคลาดเคลื่อนได
วาตนเปนเพียงโรคไขหวัด และทําใหไมไดรับการรักษาท่ีถูกตองในทันที โรคไขเลือดออกมี
อาการและความรนุ แรงของโรคหลายระดับ ต้งั แตไ มมีอาการหรือมีอาการเล็กนอยไปจนถึงเกิด
ภาวะช็อก ซ่ึงเปน สาเหตุที่ทาํ ใหผ ูปวยเสยี ชีวิต

อาการ
อาการของโรคนี้คลายคลึงกับโรคไขหวัด กลาวคือ มีอาการไข ออนเพลีย
ปวดเมื่อยกลามเนื้อ แตแตกตางกันที่ไขจะสูงกวามาก โดยอาจมีไขสูงกวา 40 องศา
เซลเซียส ผูปวยจะมีหนาแดงและปวดเมื่อยกลามเนื้อคอนขางมากกวา หากทําการทดสอบ
โดยการรัดตนแขนดวยสายรัด จะพบจุดเลือดออก ผูปวยอาจมีเลือดออกผิดปกติ เชน เลือด
กําเดาไหล เลือดออกตามไรฟน หรืออาการเลือดออกผิดปกติอื่น ๆ และในบางรายที่มี
อาการรุนแรงมาก ๆ อาจพบอาการซึม เหงื่อออก มือเทาเย็น ชีพจรเตนเบาแตเร็ว ปวด
ทองโดยเฉพาะบริเวณใตชายโครงขวา ปสสาวะลดลง อาจถึงกับช็อกและเสียชีวิตได โดย
อาการนําของภาวะช็อกมักเริ่มจากการมีไขลดลง ควรรีบแจงแพทยหรือนําผูปวยสง
โรงพยาบาลทันที

55

การรกั ษา
เนื่องจากยังไมมีการพัฒนายาฆาเช้ือไวรัสเดงก่ี การรักษาโรคน้ีจึงเปนการรักษา
ตามอาการเปนสาํ คญั กลาวคือ มีการใชย าลดไข เชด็ ตวั และการปอ งกนั ภาวะชอ็ ก
ยาลดไขท ใ่ี ชม เี พียงชนิดเดยี ว คอื ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ขนาดยา
ท่ีใชใ นผใู หญคือ พาราเซตามอลชนิดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 - 2 เม็ด ทุก
4 - 6 ช่ัวโมง โดยไมควรรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด สวนขนาดยาท่ีใชในเด็กคือ พาราเซตา
มอลชนิดน้ํา 10 - 15 มิลลิกรัมตอนํ้าหนักตัว 1 กิโลกรัมตอคร้ัง ทุก 4 - 6 ชั่วโมง โดยไมควร
รบั ประทานเกินวนั ละ 5 ครง้ั ยาพาราเซตามอลน้เี ปนยารับประทานตามอาการ ดังน้ัน หากไมมี
ไขก ็สามารถหยุดยาไดทนั ที
การปอ งกันภาวะช็อกนั้น กระทาํ ไดโ ดยการชดเชยนาํ้ ใหรา งกายเพือ่ ไมใหปริมาตร
เลือดลดต่ําลงจนทําใหความดันโลหิตตก แพทยจะพิจารณาใหสารน้ําตามความรุนแรงของ
อาการ โดยอาจใหผูปวยดื่มเพียงสารละลายเกลือแร โอ อาร เอส หรือผูปวยบางรายอาจไดรับ
น้ําเกลือเขาทางหลอดเลือดดาํ ในกรณีท่ผี ูปวยเกิดภาวะเลือดออกผดิ ปกตจิ นเกิดภาวะเสียเลือด
อาจตองไดรับเลือดเพิ่มเตมิ
การปอ งกนั
1. การปอ งกนั ทางกายภาพ ไดแ ก ปด ภาชนะเก็บนํ้าดวยฝาปด เชน มีฝาปดปาก
โองน้ํา ตุมนํ้า ถังเก็บนํ้า หรือถาไมมีฝาปดก็วางควํ่าลง หากยังไมตองการใช เพื่อปองกันไมให
กลายเปน ท่วี างไขของยงุ ลาย
2. การปองกันทางเคมี ไดแก เติมทรายที่มีฟอสเฟต ซ่ึงเปนสารเคมีที่องคการ
อนามัยโลกแนะนาํ ใหใชและรับรองความปลอดภยั เหมาะสมกับภาชนะท่ีไมสามารถใสปลากิน
ลูกน้ําได
การปฏบิ ัตติ วั ไดแก นอนในมงุ หรอื นอนในหองทมี่ ีมงุ ลวดเพ่ือปองกันไมใหถูกยุง
กัด โดยจะตองปฏบิ ตั ิเหมือนกันท้ังกลางวันและกลางคืน หากไมสามารถนอนในมุงหรือนอนใน
หองที่มีมุงลวดได ควรใชยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสาระสําคัญที่สกัดจากธรรมชาติ เชน น้ํามัน
ตะไครห อม นํ้ามนั ยคู าลปิ ตัส ซง่ึ มีความปลอดภัยสูงกวา มาทาหรอื หยดใสผ ิวหนงั ใชเ ปน ยากันยุง
แตป ระสิทธิภาพจะตา่ํ กวา DEET

56

2. โรคมาลาเรีย
ไขมาลาเรียหรือไขจับส่ัน เปนโรคติดตอท่ีเกิดจากเชื้อปรสิตจําพวกโปรโตซัว

ช่ือ พลาสโมเดียม ซ่ึงเกิดจากยุงกนปลองเปนพาหะนําโรคมาสูคน และเปนโรคที่มีสถิติการ
ระบาดสูงมาก โดยเฉพาะในภาคใตแ ละในจังหวัดทเ่ี ปน ปาเขาท่มี ีฝนตกชุกอยูบอ ย ๆ

สาเหตุ
ยุงกนปลองเปนพาหะนาํ โรคเมื่อยุงกัดคนทเี่ ปนไขม าลาเรียแลวไปกัดคนอื่นก็จะ
แพรเ ช้อื ใหก บั คนอนื่ ๆ ตอไป
อาการ
ผทู ไี่ ดรับเช้ือไขมาลาเรียจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ ออนเพลีย มีไขสูง หนาวส่ัน
อาเจยี น และมเี หง่ือมาก บางรายท่ีเปนชนิดรนุ แรงมีไขสูงขนึ้ สมอง อาจมอี าการเพอ ชกั
หมดสตหิ รอื ตายในทส่ี ุด บางรายไมตายแตเ พอคลงั่ เสยี สติ และความจําเส่อื ม
การติดตอ
ติดตอโดยยุงกนปลองตัวเมียไปกัดและกินเลือดคนท่ีเปนไขมาลาเรียแลวไดรับ
เชื้อมาลาเรียมาจากคนท่ีเปนไข เชื้อน้ันจะเจริญในตัวยุงประมาณ 10 วัน ก็จะมีอาการไข
มาลาเรยี
การปองกัน
1. นอนในมุง อยา ใหย ุงกัดได
2. ทําลายแหลง เพาะพนั ธุย งุ เชน ภาชนะท่มี ีน้าํ ขงั ใหห มดไป
3. เม่ือเขา ปาหรอื แหลง ทม่ี ไี ขมาลาเรยี ระบาด ระวังอยาใหย งุ กดั โดยใชยา
กนั ยงุ ทา
4. ผอู ยใู นพืน้ ท่แี หลง ไขม าลาเรียระบาดควรปลกู ตนตะไครหอมไวกนั ยุง
5. ถาสงสัยวาเปนไขมาลาเรีย ควรไปรับการตรวจเลือด และรับการรักษา
เพอ่ื ปองกันการแพรต อไปยังผูอนื่
การรักษา
เนื่องจากในปจ จุบันพบเชือ้ มาลาเรยี ที่ดอื้ ตอ ยา และอาจมโี รคแทรกซอนรา ยแรง
(เชน มาลาเรียขึน้ สมอง) โดยเฉพาะอยางยิง่ สําหรับผทู ีอ่ ยใู นเมือง ซ่ึงไมม ภี ูมติ านทานโรคนี้

57

3. โรคไขหวดั นก
เดิมเชือ้ ไขหวดั นกเปนเช้ือไวรสั โดยธรรมชาตจิ ะติดตอในนกเทา นั้น โดยเฉพาะ

นกปา นกเปด นํา้ จะเปน พาหะของโรค เชื้อจะอยใู นลําไสน ก โดยท่ีตัวนกไมมีอาการ แตเม่ือนก
เหลาน้ีอพยพไปตามแหลงตาง ๆ ท่ัวโลก ก็จะนําเช้ือนั้นไปดวย เม่ือสัตวอ่ืน เชน ไก เปด หมู
หรอื สตั วเ ล้ียงอ่ืน ๆ ไดร บั เชื้อไขหวัดนกก็จะเกดิ อาการ 2 แบบ คอื

1. หากไดร บั เชอ้ื ชนดิ ไมรนุ แรงสตั วเ ลี้ยงนั้นอาจจะมีอาการไมมากและหายไดเ อง
2. หากเชือ้ ทไี่ ดร บั มีอาการรนุ แรงมากก็จะทําใหส ตั วเ ลย้ี งตายไดภายใน 2 วัน
สาเหตุ
เกิดจากเช้ือไวรัสชนิดเอ็ชไฟวเอ็นวัน (H5N1) พบในนก ซ่ึงเปนแหลงเช้ือโรคใน
ธรรมชาติ โรคอาจแพรม ายงั สตั วปก ตาง ๆ ได เชน ไกท ่ีเลยี้ งอยูในฟารม เลี้ยงตามบานและไก
ชน รวมทงั้ เปดไลท งุ ดว ย
อาการ
ผูปวยมีอาการคลายไขหวัดใหญ ไขสูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเม่ือยกลามเนื้อ
ออนเพลยี เจ็บคอ ไอ ผูปว ยเดก็ เลก็ ผูสูงอายุ หรือผทู มี่ ีโรคประจําตัว หากมีภูมิคุมกันไมดี อาจ
มีอาการรนุ แรงได โดยจะมอี าการหอบ หายใจลาํ บาก เนื่องจากปอดอกั เสบรุนแรง
การติดตอ
โดยการสัมผสั ซากสตั วปก ทป่ี ว ยหรอื ตาย เช้อื ท่อี ยใู นนํา้ มกู นํ้าลาย และมลู สัตวปวย
อาจตดิ มากับมือและเขาสรู า งกายทางเยอื่ บขุ องจมกู และตา ผูท เ่ี สี่ยงตอ โรคไขห วัดนก ไดแก ผูที่
ทาํ งานในฟารมสัตวปก ผูท่ีฆาหรือชําแหละสัตวปก ผูเล้ียงสัตวปกในพื้นท่ีท่ีเกิดโรคไขหวัดนก
ระบาด
การปอ งกนั
1. รับประทานอาหารประเภทไกและไขที่ปรุงสุกเทานั้น โดยเฉพาะชวงท่ีมีการ
ระบาดของโรค
2. ควรเลือกซอ้ื ไกสดทไ่ี มม ลี ักษณะบงชี้วาอาจตายดวยโรคติดเช้ือ
3. ไมเ ลน คลุกคลีหรอื สัมผัสตัวสัตว นํ้ามกู นาํ้ ลาย มูลของไกแ ละสัตวป ก
4. อาบน้ําใหสะอาดและเปล่ียนเส้ือผาทุกครั้งหลังสัมผัสหรือคลุกคลีกับสัตวปก
ทกุ ชนิด
5. หา มนาํ สตั วป ก ทีป่ วยหรือตายมารับประทาน หรอื ปรงุ เปน อาหารอยางเด็ดขาด

58

6. รักษาความสะอาดในบา น ในสถานประกอบการ และบริเวณรอบ ๆ ใหสะอาด
อยูเสมอ

7. กําจัดสัตวท่ีปวยหรือตายผิดปกติ ดวยการเผาหรือฝงอยางถูกวิธีและราดดวย
น้าํ ยาฆา เชือ้ โรคหรอื โรยดว ยปนู ขาว

8. หากพบไก เปด หรือสัตวปกตายจํานวนมากผิดปกติใหรีบแจงเจาหนาท่ี
ผนู าํ ชุมชนทันที

4. โรคซารส
อาการ อาการสําคัญของผูปวยโรคซารส ไดแก มีไขตัวรอน หนาวสั่น ปวดเม่ือย

กลามเน้ือ ไอ ปวดศีรษะ และหายใจลําบาก สวนอาการอ่ืนที่อาจพบไดมีทองเดิน ไอมีเสมหะ
นํ้ามูกไหล คลื่นไสอาเจียนผูปวยท่ีสงสัยวาจะเปนโรคซารส ผูปวยมีอาการปวยเกี่ยวกับโรค
ทางเดินหายใจและสงสัยวาจะเปนโรคซารส ตองมีอาการตามเกณฑท่ีองคการอนามัยโลก
กาํ หนดไวคือ มีไขส งู เกิน 30 องศาเซลเซยี สและมอี าการไอ หายใจตดิ ขัด

การแพรก ระจายของเช้ือโรค
เชอื้ โรคซารสตดิ ตอไดทางระบบหายใจ และอาจติดตอทางอาหารการกินไดอีกดวย
เนือ่ งจากมีการศึกษาพบวา เชอื้ นม้ี ีอยูในน้ําเหลือง อุจจาระและปสสาวะของผูปวย เมื่ออาการ
ปว ยยางเขาสัปดาหท ี่ 3
การปอ งกนั และรักษา
โรคนีต้ ดิ ตอ ไดโดยการสมั ผสั ละอองนํา้ ลาย เสมหะ เขา ทางปากและจมูก แตเดิมเช่ือ
วา เช้อื ไวรสั โคโรนาจะมีชวี ิตอยูนอกรางกายมนุษยไดไมเกิน 3 ชั่วโมง แตจากขอมูลการศึกษา
ใหม ๆ พบวา เชือ้ นีอ้ ยไู ดน านกวา 1 วัน โดยเฉพาะในอุจจาระและปสสาวะจะอยูไดนานหลาย
วัน การปองกันท่ีดีที่สุด ไดแก การลางมือ การปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอยางเครงครัด และ
การใสหนากากอนามยั
5. โรคอหวิ าตกโรค
อหิวาตกโรค คือ โรคระบาดชนิดหน่ึงมีอาการทองรวง อาเจียน รางกายจะขับน้ํา
ออกมาเปน จํานวนมาก
อหิวาตกโรคเปนโรคในระบบทางเดินอาหารท่ีเกิดขึ้นเฉียบพลัน เกิดจากเช้ือ
แบคทีเรียในสายพันธุเฉพาะชื่อ ไวบริโอ คอเลอรี โดยท่ัวไปมีอาการไมมาก แตประมาณ 1 ใน
10 ราย อาจเกิดอาการทอ งเสยี อยา งรุนแรง อาเจยี น และเปนตะคริวที่ขาได เปนผลใหเกิดการ

59

สูญเสยี น้ําและเกลือแรอยางรวดเร็ว เกิดภาวะขาดน้ําและหมดสติ ถาไมไดรับการรักษาอาจถึง
แกช ีวิต

การติดตอ และแพรกระจายของเช้อื โรค
อหิวาตกโรคติดตอ ไดจ ากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ําท่ีปนเปอนอุจจาระหรือ
อาเจียนของผูติดเช้ือหรือโดยการรับประทานหอยดิบ ๆ จากแหลงนํ้าท่ีมีเช้ือน้ี แตไมติดตอ
โดยการสัมผัสผิวเผนิ กบั ผตู ดิ เช้อื
อาการ
1. เปนอยางไมรุนแรง พวกน้ีมักหายภายใน 1 วัน หรืออยางชา 5 วัน มีอาการ
ถายอุจจาระเหลวเปนน้ํา วันละหลายครั้ง แตจํานวนอุจจาระไมเกินวันละ 1 ลิตร ในผูใหญ
อาจมีปวดทอ งหรือเคล่อื นไสอาเจยี นได
2. เปนอยางรุนแรง อาการระยะแรก มีทองเดิน มีเนื้ออุจจาระมาก ตอมามี
ลกั ษณะเปน นาํ้ ซาวขา ว เพราะวามมี ูกมาก มกี ล่นิ เหมน็ คาว ถายอุจจาระไดโดยไมมีอาการปวด
ทอง บางคร้ังไหลพุง ออกมาโดยไมรสู กึ ตวั มีอาการอาเจยี นโดยไมค ลนื่ ไส อุจจาระออกมากถึง 1
ลิตรตอชั่วโมง และจะหยดุ เองใน 1 - 6 วัน ถาไดนํ้าและเกลือแรชดเชยอยางเพียงพอ แตถาได
น้ําและเกลือแรทดแทนไมทันกับท่ีเสียไป จะมีอาการขาดนํ้าอยางมาก ลุกนั่งไมไหว ปสสาวะ
นอ ยหรอื ไมมีเลย อาจมีอาการเปน ลม หนามืด จนถงึ ชอ็ ก ซึ่งเปน อันตรายถึงชีวติ ได
ขอควรปฏิบตั เิ ม่อื เกดิ อาการทอ งเสีย
1. งดอาหารทมี่ ีรสจัดหรือเผด็ รอ น หรือของหมกั ดอง
2. ด่ืมน้ําชาแกแทนนํ้า บางรายตองงดอาหารชั่วคราว เพ่ือลดการระคายเคืองใน
ลาํ ไส
3. ด่ืมนํา้ เกลอื ผง สลบั กับนาํ้ ตม สุก ถา เปนเดก็ เล็กควรปรกึ ษาแพทย
4. ถาทองเสียอยางรนุ แรง ตองรบี นําสงแพทยท ันที

การปอ งกัน
1. รบั ประทานอาหารทป่ี รงุ สุกใหม ๆ และดมื่ นาํ้ สะอาด เชน นา้ํ ตมสุก ภาชนะที่ใส
อาหารควรลางสะอาดทุกครงั้ กอ นใช หลกี เล่ยี งอาหารหมกั ดอง สุก ๆ ดิบ ๆ อาหารท่ีปรุงทิ้งไว
นาน ๆ อาหารที่มแี มลงวันตอม
2. ลางมอื ฟอกสบูใหส ะอาดทกุ ครัง้ กอ นกินอาหารหรือกอ นปรุงอาหารและหลังเขา
สวม

60

3. ไมเทอุจจาระ ปสสาวะและสิง่ ปฏิกูลลงในแมน ํ้าลาํ คลอง หรือท้ิงเรี่ยราด
ตองถายลงในสวมท่ีถูกสุขลักษณะและกําจัดส่ิงปฏิกูลโดยการเผาหรือฝงดิน เพ่ือปองกัน
การแพรของเชือ้ โรค

4. ระวงั ไมใ หน ้าํ เขาปาก เม่ือลงเลน หรืออาบน้าํ ในลําคลอง
5. หลีกเลีย่ งการสมั ผัสผปู ว ยทเ่ี ปนอหิวาตกโรค
6. สําหรบั ผูทีส่ ัมผสั โรคนี้ ควรรับประทานยาท่แี พทยใหจนครบ

การรกั ษาทางการแพทย
การรกั ษาฉกุ เฉนิ คือ การรักษาภาวะขาดน้าํ โดยดวน ดว ยการใหน้ําและเกลือแร

ทดแทนการสญู เสียทางอุจจาระ ถาผปู ว ยอยูในภาวะขาดน้าํ รุนแรง ตอ งใหน าํ้ ทาง
เสน โลหิตอยางเรงดวน จนกวาปริมาณนํ้าในรางกาย ความดันโลหิตและชีพจรจะกลับสูภาวะ
ปกติ

สําหรับผูปวยในระดับปานกลาง การใหด่ืมนํ้าเกลือแรทดแทนจะใหผลดี
สวนผสมของนํา้ เกลือแรสตู รมาตรฐานไดแก กลโู คส 20 กรัม โซเดียมคลอไรด 3.5 กรัม
โปแตสเซียม 1.5 กรัม และโตรโซเดียมซิเทรต 2.9 กรัม หรือโซเดียมไบคารบอเนต 2.5 กรัม
ตอนํ้าสะอาด 1 ลิตร

61

กจิ กรรมทายบทที่ 4
เร่ือง 1 ใหผเู รยี นอธิบาย สาเหตุ อาการ การปองกนั และการรกั ษาโรค ดงั ตอไปน้ี

1. โรคไขเ ลอื ดออก
1.1 สาเหต…ุ ………………………………………………..…..
1.2 อาการ……………………………………………………….
1.3 การปอ งกนั ………………………………………………..
1.4 การรักษา……………………………………………..……

2. โรคมาลาเรยี
2.1 สาเหตุ………………………………………………………
2.2 อาการ…………………………………………………..….
2.3 การปอ งกนั …………………………………………….….
2.4 การรักษา……………………………………………..……

3. โรคไขหวัดนก
3.1 สาเหตุ………………………………………………….…..
3.2 อาการ……………………………………………………….
3.3 การปอ งกัน……………………………………..…………
3.4 การรักษา…………………………………………..………

4. โรคซารส
4.1 สาเหตุ………………………………….…………………..
4.2 อาการ……………………………………………………….
4.3 การปองกนั ……………………………..…………………
4.4 การรกั ษา…………………………………..………………

5. โรคอหิวาตกโรค
5.1 สาเหต…ุ …………………………………………….……..
5.2 อาการ……………………………………………………….
5.3 การปองกัน…………………………………..……………
5.4 การรักษา…………………………………….…………....

62

บทท่ี 5
ยาแผนโบราณและยาสมุนไพร

สาระสาํ คญั
กกกกกกกกปจ จบุ นั ประชาชนหนั มานยิ มใชย าแผนโบราณและยาสมุนไพรกนั มากขึ้น การศึกษา
ถงึ สรรพคุณและวิธีการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพรที่ถูกตอง จะชวยใหประชาชนรูจักการ
ดแู ลรกั ษาสุขภาพดว ยตนเองอยางมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวงั
กกกกกกกก1. อธิบายหลกั และวิธกี ารใชย าอยางปลอดภัยไดอ ยา งถูกตอ ง
กกกกกกกก2. อธบิ ายความแตกตา งระหวางยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพรได
กกกกกกกก3. อธิบายอนั ตรายจากการใชยาประเภทตา ง ๆ ไดอ ยา งถกู ตอง
ขอบขายเน้ือหา
กกกกกกกกเรอื่ งท่ี 1 หลักและวธิ ีการใชย าแผนโบราณและยาสมุนไพร
กกกกกกกกเรือ่ งที่ 2 อันตรายจากการใชยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพร

63

เรือ่ งที่ 1 หลักและวิธกี ารใชย าแผนโบราณและยาสมนุ ไพร

1.1. หลกั และวธิ กี ารใชยาแผนโบราณ
ความหมายของยาแผนโบราณ
ยาแผนโบราณ คือ ยาท่ีมุงหมายสําหรับใชในการประกอบโรคศิลปแผนโบราณ

ซึ่งเปน ยาท่อี าศยั ความรจู ากตําราหรอื เรยี นสืบตอ กนั มา อันมใิ ชก ารศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร
และยาแผนโบราณ ที่ยอมรับของกฎหมายยาจะตอ งปรากฏในตาํ รายา
ทร่ี ัฐมนตรปี ระกาศหรอื เปนยาท่รี ัฐมนตรีประกาศหรอื รบั ขึ้นทะเบียนเทา นั้น

อนั ตรายจากการรับประทานยาแผนโบราณท่ไี มไ ดขนึ้ ทะเบียนหรอื ยาปลอม
ในปจจุบันพบวา มียาแผนโบราณที่ไมไดขึ้นทะเบียนหรือยาปลอมกอใหเกิด
อนั ตรายตอ ผูบริโภคได เชน มีการปนเปอนของจลุ ินทรียท กี่ อ ใหเ กดิ โรค หรอื การนําสารเคมีท่ีไม
ปลอดภยั ตอผูบ ริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธิลแอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแก
ปวด แผนปจจุบัน เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแตการนํายาเฟนิลบิวตาโวนและสเตียรอยด
ซ่งึ เปน ยาควบคุมพเิ ศษ ซ่ึงมผี ลขา งเคยี งสูงผสมลงในยาแผนโบราณ เพื่อใหเกิดผลในการรักษา
ทร่ี วดเร็ว แตจะทําใหเกิดอันตรายตอ ผบู ริโภค คือ ทําใหเกิดโรคกระดูกผุ โรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน และโรคกระเพาะได เปนตน
การเลอื กซอื้ ยาแผนโบราณ
เพอ่ื ความปลอดภยั ในการใชย าแผนโบราณ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและ
ยาขอแนะนําวธิ ีการเลอื กซอ้ื ยาแผนโบราณ ดงั นี้
1. ควรซ้อื ยาแผนโบราณจากรา นขายยาท่ีมีใบอนญุ าตและมีเลขทะเบยี น
ตาํ รับยา
2. ไมควรซื้อยาแผนโบราณจากรถเรข าย เพราะอาจไดรับยาที่ผลิตขึ้นโดยผูผลิต
ทไี่ มไ ดมาตรฐาน ซ่ึงอาจมีการปนเปอ นของจุลนิ ทรยี ในระหวางการผลิต อาจทําใหเกิดอันตราย
ตอ ผบู ริโภคได
3. กอ นซ้อื ยาแผนโบราณ ควรตรวจดฉู ลากยาทุกครั้งวา มขี อความ ดังนี้

3.1. ชื่อยาเลขท่ีหรือรหัสใบสําคัญการขึ้นทะเบียนยา ปริมาณของยา
ที่บรรจุเลขท่หี รืออักษรแสดงคร้ังท่ผี ลติ

3.2. ชื่อผูผลิตและจังหวัดท่ีต้ังสถานท่ีผลิตยา วัน เดือน ป ที่ผลิตยา คําวา
“ยาแผนโบราณ” ใหเห็นไดช ดั เจน

64

3.3. คาํ วา “ยาใชภายนอก” หรือ “ยาใชเ ฉพาะท่ี” แลวแตกรณี ดวยอักษร
สแี ดงเห็นไดชัดเจน ในกรณเี ปน ยาใชภ ายนอกหรือยาใชเ ฉพาะท่ี คําวา “ยาสามัญประจําบาน”
ในกรณเี ปน ยาสามญั ประจําบาน คําวา “ยาสาํ หรบั สัตว” ในกรณเี ปน ยาสําหรบั สัตว

1.2. หลกั และวิธกี ารใชย าสมุนไพร
สมุนไพรตามพระราชบัญญตั ิยา หมายถึง ยาทไ่ี ดจ ากพชื สตั ว หรือแรธ าตุ ซึ่งยัง

ไมไ ดผสม ปรงุ หรอื แปรสภาพ
แตในทางการคาสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงสภาพไป เชน ห่ันเปนชิ้นใหเล็กลง

บดเปน ผงใหละเอยี ด นาํ ผงท่ีบดมาอัดเปนเมด็ หรอื นํามาใสแคปซูล
ในปจ จบุ ันไดมกี ารนําสมุนไพรมาใชอยางกวางขวาง เชน ใชเปนอาหาร อาหาร

เสริม เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เครื่องสําอาง สวนประกอบในเครื่องสําอาง ใชแตงกลิ่นและสี
อาหาร ตลอดจนใชเปนยาฆา แมลง

วธิ ใี ชส มุนไพร
สมุนไพรท่ีมีการนํามาใชในปจจุบันน้ีมักนํามาปรุงเปนยาเพ่ือใชรักษาปองกัน
และสรางเสริมสุขภาพ แตสวนมากจะเปนการรักษาโรค ทีพ่ บมากมดี ังน้ี
1. ยาตม อาจเปน สมุนไพรชนดิ เดียวหรือหลาย ๆ ชนิดก็ไดที่นํามาตม เพื่อให
สารสําคัญท่ีมีในสมุนไพรละลายออกมาในน้ํา วิธีเตรียมทําโดยนําสมุนไพรมาใสลงในหมอ
ซึ่งอาจเปนหมอดินหรือหมอท่ีเปนอะลูมิเนียม สแตนเลสก็ได แลวใสนํ้าลงไปใหทวมสมุนไพร
แลวจงึ นาํ ไปต้งั บนเตาไฟ ตม ใหเดือดแลว เคยี่ วตออกี เลก็ นอ ย วิธรี ับประทานใหร นิ นํ้าสมุนไพรใส
ถวยหรือแกว หรือจะใชถวยหรือแกวตักเฉพาะน้ําขึ้นมาในปริมาณพอสมควร หรือศึกษาจาก
ผูขายยาบอก ยาตมบางชนดิ สามารถใชไ ดเกนิ กวา 1 คร้งั ดวยการเติมนาํ้ ลงไปแลวนาํ มาตมแลว
เค่ียวอกี จนกวารสยาจะจืดจึงเลิกใช เรามกั เรยี กยานี้วา “ยาหมอ” จะมีรสชาติและกล่ินท่ีไมนา
รบั ประทาน นาํ้ หนักของสมุนไพรท่นี าํ มาตมนัน้ แตละชนดิ มักจะช่ัง ซึ่งมีหนวยนํ้าหนักเปนบาท
ตามรานท่ีขายจะมีเครื่องชั่งชนิดนี้ แตถาหมอที่จายยาไมชั่งก็จะใชวิธีกะปริมาณเอง ในการตม
ยาน้ีถาเปนสมุนไพรสดจะออกฤทธ์ิดีกวาสมุนไพรแหง แตตามรานขายยาสมุนไพรมักเปน
สมนุ ไพรแหง เพราะจะเกบ็ ไวไ ดน านกวา
2. ยาผง เปนสมุนไพรที่นํามาบดใหเปนผง ซึ่งตามรานขายยาสมุนไพรจะมี
เครอ่ื งบด โดยคิดคาบดเพ่ิมอีกเล็กนอย อาจเปนสมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ไดท่ีนํามา
บดใหเปน ผง แลวนาํ มาใสกลอ ง ขวด หรือถุง วิธรี ับประทานจะละลายในน้ําแลวใชด่ืมก็ได หรือ

65

จะตักใสปากแลวดื่มนํ้าตามใหละลายในปากได ปจจุบันมีการนํามาใสแคปซูล เพื่อสะดวก
ในการรับประทาน พกพา และจาํ หนา ย

3. ยาชง วธิ เี ตรียมจะงายและสะดวกกวายาตม มักมีกลิ่นหอม เตรียมโดยห่ัน
เปน ช้นิ เลก็ ๆ ตากหรืออบใหแ หงแลวนํามาชงนํ้าดื่มเหมือนกับการชงนํ้าชา ปจจุบันมีสมุนไพร
หลายอยางที่นํามาชงด่ืม มักเปนสมุนไพรชนิดเดียว เชน ตะไคร หญาหนวดแมว ชาเขียวใบ
หมอน หญาปกกิ่ง เปนตน ในปจจุบันมีการนําสมุนไพรมาบดเปนผงแลวใสซองมีเชือกผูกติด
ซอง ใชช งในนํา้ รอ นบางชนดิ มีการผสมน้ําตาลทรายแดงเพอ่ื ใหมีรสชาติดีขึ้นแลวนํามาชงกับนํ้า
รอนดืม่

4. ยาลกู กลอน เปนการนํายาผงมาผสมกับนา้ํ หรอื นํา้ ผงึ้ แลวปน เปน ลูกกลม ๆ
เลก็ ๆ วธิ ีรบั ประทานโดยการนํายาลกู กลอนใสป าก ด่มื นํา้ ตาม

5. ยาเมด็ ปจจุบันมีการนํายาผงมาผสมนํ้าหรือนํ้าผ้ึงแลวมาใสเคร่ืองอัดเปน
เมด็ เคร่ืองมอื นห้ี าซ้ือไดง าย มีราคาไมแ พง ใชมือกดได ไมตองใชเคร่ืองจักร ตามสถานที่ปรุงยา
สมุนไพรหรือวดั ท่มี กี ารปรุงยาสมนุ ไพรมกั จะซ้ือเคร่อื งมอื ชนดิ น้ีมาใช

6. ยาดองเหลา ไดจ ากการนาํ สมุนไพรมาใสโหลแลวใสเหลาขาวลงไปใหทวม
สมนุ ไพร ปด ฝาทิ้งไวป ระมาณ 1-6 สัปดาห แลวรินเอาน้ํามาดื่มเปนยา ปจจุบันมีการจําหนาย
เปน “ซุมยาดอง”

7. นํามาใชสด ๆ อาจนํามาใชทาบาดแผล หรือใชทาแกพิษ เชน วานหาง
จระเข ผักบุงทะเล เปนตน นํามาตําใหแหลกแลวพอติดไวที่แผล เชน หญาคา ใบชุมเห็ด
เปนตน นาํ มายา งไฟแลว ประคบ เชน ใบพลับพลึง เปนตน หรือนํามาใชเปนอาหาร เชน หอม
กระเทยี ม กลว ยน้าํ วา ขา ขิง ใบบัวบก เปน ตน

เรื่องท่ี 2 อันตรายจากการใชย าแผนโบราณและยาสมุนไพร
2.1. อนั ตรายจากยาแผนโบราณ
จากปญหาของยาแผนโบราณในสังคมไทย สาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและ

ยา (อย.) รว มกับสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไดมีการติดตามตรวจสอบและเฝาระวัง
การแพรระบาดของยาสมุนไพรท่ีไมไดขึ้นทะเบียนตํารับยาแผนโบราณ ซ่ึงเปนยาปลอมอยาง
สม่ําเสมอ และจากผลการตรวจวิเคราะหยาปลอม พบวา มีการปนเปอนของจุลินทรีย
ทีก่ อ ใหเ กดิ โรคหรอื การลักลอบนําสารเคมที ี่ไมปลอดภยั ตอผูบริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน
เมธทลิ แอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแกปวดแผนปจจุบัน เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแต

66

การลักลอบนํายาเฟนิลบิวตาโซน และสเตียรอยด ซ่ึงเปนยาควบคุมพิเศษที่มีผลขางเคียงตอ
รางกายสูง ผสมลงในยาแผนโบราณ เพอ่ื ใหเกดิ ผลในการรักษาทีร่ วดเรว็ ซงึ่ ลวนแตเปน อนั ตราย
ตอ ผูบ ริโภคได โดยเฉพาะสารสเตยี รอยด มักจะพบเพรดนโิ ซโลน และเดกซามีธาโซนผสมอยูใน
สมุนไพรแผนโบราณที่ไมไ ดขึ้นทะเบียน

สารสเตียรอยดท่ีผสมอยูในยาแผนโบราณกอใหเกิดอันตรายตอรางกายได
มากมาย เชน

1. ทําใหเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจถึงขั้นทําใหกระเพาะทะลุ ซึ่งพบใน
ผูท่ีรับประทานยากลุมน้ีหลายรายท่ีกระเพาะอาหารทะลุ ทําใหหนามืด หมดสติ และอาจ
อนั ตรายถึงชีวิตได โดยเฉพาะในผูสูงอายุ หรอื ผทู ม่ี โี รคประจาํ ตวั อยูแลว

2. ทําใหเ กิดการบวม (ตงึ ) ท่ีไมใ ชอวน
3. ทาํ ใหกระดูกผกุ รอนและเปราะงา ย นาํ ไปสูค วามทพุ พลภาพได
4. ทําใหความดันโลหิตสูง และระดับน้ําตาลในเลือดสูงพบในบางรายท่ีสูง
จนถึงขนั้ เปน อนั ตรายมาก
5. ทาํ ใหภ ูมิคุมกนั รา งกายตา่ํ มโี อกาสตดิ เช้ือไดง ายนําไปสูความเส่ียงที่จะติด
เช้อื และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได
2.2. อันตรายจากการใชยาสมุนไพร
ผลติ ภณั ฑสมนุ ไพรทั่วไปจัดอยใู นจาํ พวกอาหารหรอื สวนประกอบอาหาร
ที่ฉลากไมตองระบสุ รรพคุณทางการแพทยห รือขนาดรับประทาน ดงั นัน้ ผใู ชผ ลิตภัณฑสมุนไพร
สวนมากจึงตอ งศึกษาจากหนงั สอื หรอื ขอคาํ ปรกึ ษาจากผรู ูหรอื แพทยท างเลือก เชน แพทยแผน
ไทย แพทยแ ผนจีน เปนตน
2.3. ขอ ควรระวังในการใชย าสมนุ ไพร
1. พืชสมุนไพรหลายชนิดมีพิษโดยเฉพาะถาใชไมถูกสวน เชน ฟาทะลายโจร
ควรใชสว นใบออน แตไมค วรใชก า นหรือลําตน เพราะมีสารไซยาไนตประกอบอยู ดังนั้นกอนใช
ยาสมุนไพรตองแนใ จวามีอะไรเปน สว นประกอบบาง
2. กอ นใชยาสมุนไพรกับเดก็ และสตรีมีครรภ ตอ งปรกึ ษาแพทยกอนทกุ ครั้ง
3. การรับประทานยาสมุนไพรควรรับประทานตามปริมาณและระยะเวลา
ทีแ่ พทยแนะนาํ หากใชใ นปรมิ าณที่เกินขนาดอาจเกิดผลขางเคยี งท่ีเปน อันตรายมาก

67

4. ตองสังเกตเสมอวา เมื่อใชแลวมีผลขางเคียงอะไรหรือไม หากมีอาการ
ผิดปกติ เชน ผืน่ คัน เวียนศีรษะ หายใจไมส ะดวก หรือมอี าการถายรนุ แรง ควรรบี ปรกึ ษาแพทย
โดยเรว็

กอนใชยาทุกประเภทควรคํานึงถึงหลักการใชยาทั่วไป โดยอานฉลากยาให
ละเอยี ดและใชอยางระมดั ระวัง ดงั น้ี

1. ใชใหถูกตน สมุนไพรสวนใหญมีชื่อพองหรือซ้ํากันมากแลว แตละทองถ่ิน
กอ็ าจเรยี กช่ือแตกตา งกนั ท้งั ๆ ที่เปน พืชชนิดเดยี วกนั หรอื บางครง้ั ชอื่ เหมือนกัน แตเ ปนพืช
คนละชนิด เพราะฉะนั้นจะใชสมุนไพรอะไรก็ตองใชใหถูกตนจริงๆ ดังเชนกรณีของหญาปกกิ่ง
ทีย่ กตวั อยางขางตน ท่ีนาํ หญา ชนดิ อ่นื มาขายคนทไี่ มร ูจกั

3. ใชถกู สวน พชื สมนุ ไพรไมวาราก ดอก ใบ เปลอื ก ผล หรือเมล็ด จะมีฤทธ์ิใน
การรักษาหรือบําบัดโรคไมเทากัน แมกระท่ังผลออน หรือผลแกก็มีฤทธ์ิแตกตางกัน ดังน้ัน
การนํามาใชก ต็ องมคี วามรจู ริง ๆ

4. ใชใหถูกขนาด ธรรมชาติของยาสมุนไพร คือ หากใชนอยไป ก็จะรักษาไม
ไดผ ล แตถา ใชม ากไปกอ็ าจเกดิ อันตรายตอรางกายไดเชนกนั

5. ใชใหถูกวิธี สมุนไพรที่จะนํามาใช บางชนิดตองใชตนสด บางชนิดตองผสม
กับเหลา บางชนดิ ใชต มหรือชง ซ่งึ หากใชไมถกู ตองกไ็ มเกิดผลในการรกั ษา

6. ใชใ หถ กู กับโรค เชน มอี าการทอ งผกู ก็ตอ งใชส มุนไพรท่มี ฤี ทธิเ์ ปน
ยาระบาย ถาไปใชส มุนไพรที่มีรสฝาด จะทําใหทองผูกมากข้ึน

68

กิจกรรมทายบทที่ 5

เรอื่ งที่ 1 ใหผ ูเรยี นบอกหลกั และวิธีการใชยาอยา งปลอดภยั ดังตอ ไปน้ี
1. หลกั การใชย าแผนโบราณ………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………….…………………
2. หลกั การใชยาสมนุ ไพร…………………………………………….………………………………
…………………………………………………………………………….………………………………

เร่ืองที่ 2 ใหผเู รียนอธบิ ายอันตรายจากการใชยาประเภทตาง ๆ ดังตอไปนี้
1. อนั ตรายจากการใชยาแผนโบราณ……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………….………………………
2. อนั ตรายจากการใชยาสมนุ ไพร…………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………….……………

69

บทที่ 6
การปองกนั สารเสพติด

สาระสําคญั
กกกกกกกกความรูความเขาใจเก่ียวกับปญหา สาเหตุ ประเภท และอันตรายของสารเสพติด
ตลอดจนลักษณะอาการของผูติดสารเสพติด และสามารถรูวิธีการปองกันและหลีกเลี่ยง
พฤตกิ รรมเสย่ี งตอสารเสพติดได
ผลการเรยี นรทู ่ีคาดหวัง
กกกกกกกก1. บอกถงึ ประเภทและชนดิ ของสารเสพตดิ ได

2. อธบิ ายปญหา สาเหตุ ประเภทและชนิดของสารเสพติดได
3. บอกลักษณะอาการของผตู ิดสารเสพติด
4. อธบิ ายอนั ตราย วิธีการปองกนั และหลกี เล่ียงพฤตกิ รรมเลีย่ งตอ สารเสพติดได
ขอบขายเนอื้ หา
กกกกกกกกเรือ่ งที่ 1 ปญหา สาเหตุ ประเภทและชนิดของสารเสพติด และการปองกนั แกไ ข
เร่ืองท่ี 2 ลักษณะอาการของผูต ดิ สารเสพติด
เรอื่ งที่ 3 อันตราย การปอ งกัน และการหลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมเสีย่ งตอสารเสพติด
เร่ืองที่ 4 การปอ งกันและหลีกเลี่ยงการติดสารเสพตดิ

70

เร่ืองที่ 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภทและชนดิ ของสารเสพตดิ และการปอ งกนั แกไข
สถานการณปจจุบันพบวา การใชสารเสพติดไดแพรระบาดเขาไปถึงทุกเพศทุกวัย

ทุกกลุมอายุ สงผลกระทบตอสุขภาพพลานามัยของบุคคลกลุมนั้น ๆ โดยเฉพาะการใช
ยาเสพติดในทางท่ผี ิดของกลมุ เยาวชนท่ีกําลังศึกษาเลาเรยี นในสถานศกึ ษาหรอื นอกสถานศึกษา
หรือกลุม เยาวชนนอกระบบการศกึ ษา

สารเสพตดิ หมายถงึ ยาเสพติด วัตถุออกฤทธ์ิ และสารระเหย
1. สาเหตุของการติดสารเสพตดิ

1.1. สาเหตจุ ากการรูเ ทาไมถ ึงการณ
1) อยากทดลอง
2) ความคกึ คะนอง
3) การชกั ชวนของคนอ่ืน

1.2. สาเหตทุ ี่เกิดจากการถูกหลอกลวง
1.3. สาเหตทุ ีเ่ กิดจากความเจ็บปว ย

1.4. สาเหตุอน่ื ๆ เชน การอยูใกลแหลงขายหรือใกลแหลงผลิต หรือเปนผูขาย
หรือผูผลิตเอง จึงทําใหมีโอกาสติดส่ิงเสพติดใหโทษน้ันมากกวาคนท่ัวไป เม่ือมีเพื่อนสนิทหรือ
พี่นองที่ติดส่ิงเสพติดอยู ผูนั้นยอมไดเห็นวิธีการเสพของผูท่ีอยูใกลชิด รวมทั้งใจเห็นพฤติกรรม
ตาง ๆ ของเขาดวย และยงั อาจไดร ับคําแนะนาํ หรอื ชกั ชวนจากผูเสพดวย จงึ มีโอกาสติดได

2. ประเภทของสารเสพติด ยาเสพติดใหโทษแบง ได 5 ประเภท ดังนี้
2.1. ยาเสพติดใหโทษประเภท 1 เชน เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน เอ็มดีเอ็มเอ

(ยาอ)ี ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีไมใ ชประโยชนทางการแพทย
2.2. ยาเสพติดใหโทษประเภท 2 เชน มอรฟน โคเคอีน เพทิดีน เมทาโดน และ

ฝน ยาเสพตดิ ใหโ ทษประเภทน้มี ีประโยชนท างการแพทย แตก ม็ โี ทษมาก จึงตองใชภายใตความ
ควบคุมของแพทย และใชเฉพาะในกรณที จี่ าํ เปน เทานนั้

2.3. ยาเสพติดใหโทษประเภท 3 เปนยาสําเร็จรูปที่ผลิตขึ้นตามทะเบียนตํารับ
ท่ีไดร บั อนญุ าตจากกระทรวงสาธารณสขุ แลว มีจําหนายตามรานขายยา ไดแก ยาแกไอ ที่มีตัว
ยาโคเคอีน หรือยาแกทองเสียท่ีมีตัวยาไดเฟนอกซิน เปนตน ยาเสพติดประเภทน้ีมีประโยชน
ทางการแพทยและมโี ทษนอ ยกวา ยาเสพตดิ ใหโ ทษอื่น ๆ

2.4. ยาเสพติดใหโ ทษประเภท 4 เปนนํา้ ยาเคมีทน่ี าํ มาใชในการผลิตยาเสพติดให
โทษประเภท 1 ไดแก น้ํายาเคมี อาซิติกแอนไฮไดรด อาซิติลคลอไรด เอทิลิดีน ไดอาเซเตท

71

สารเออรโกเมทรีน และคลอซูโดอีเฟดรีน ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีไมมีประโยชนในการ
บาํ บดั รักษาอาการของโรคแตอ ยา งใด

2.5. ยาเสพติดใหโทษประเภท 5 ไดแก พืชกัญชา พืชกระทอม พืชฝน และพืช
เห็ดขคี้ วาย ยาเสพติดใหโ ทษประเภทนไี้ มม ีประโยชนท างการแพทย

วตั ถุออกฤทธ์ิ หมายถงึ วัตถทุ ี่ออกฤทธิ์ตอ จิตและประสาท ที่เปนส่ิงธรรมชาติหรือได
จากสิ่งธรรมชาติ

วัตถุออกฤทธแิ์ บงได 4 ประเภท ดงั นี้
1. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 1 มีความรุนแรงในการออกฤทธ์ิมาก ทําใหเกิดอาการ
ประสาทหลอน ไมมีประโยชนใ นการบําบดั รกั ษาอาการของโรค ไดแก ไซโลไซบนั และเมสคาลีน
2. วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 เชน ยากระตุนระบบประสาท เชน อีเฟดรีน เฟเนทิลลีน
เพโมลีนและยาสงบประสาท เชน ฟลูไนตราซีแพม มดิ าโซแลม ไนตราซีแพม วัตถุประเภทน้ีมีการ
นําไปใชในทางทผ่ี ิด เชน ใชเ ปน ยาแกงวง ยาขยนั หรือเพื่อใชม อมเมาผอู ื่น
3. วัตถอุ อกฤทธป์ิ ระเภท 3 ใชในรูปยารักษาอาการของโรค สวนใหญเปนยากดระบบ
ประสาทสวนกลาง เชน เมโพรบาเมต อะโมบารบติ าล และยาแกป วด เพตาโซซีน การใชยาจําพวก
น้ีตองอยูในความควบคมุ ดูแลของแพทย
4. วตั ถอุ อกฤทธปิ์ ระเภท 4 ไดแก ยาสงบประสาท ยานอนหลับในกลุมของบารบิตูเรต
เชน ฟโ นบารบ ติ าล และเบน็ โซไดอาซปี น ส เชน อลั ปราโซแลม ไดอาซแี พม สวนใหญม ีการนํามาใช
อยางกวางขวาง ทั้งน้ีเพื่อบําบัดรักษาอาการของโรค และการนํามาใชในทางที่ผิด การใชยาวัตถุ
ออกฤทธ์ิประเภทน้ตี อ งอยูภ ายใตก ารควบคมุ ของแพทย
สารระเหย เปนสารเคมี 14 ชนิด ไดแก อาซีโทน เอทลิ อาซีเตท โทลอู ีน
เซลโลโซลฟ ฯลฯ
ผลิตภัณฑ 5 ชนิด ไดแก ทินเนอร แลคเกอร กาวอินทรียสังเคราะห กาวอินทรีย
ธรรมชาติ ลูกโปง วทิ ยาศาสตร

72

เรอื่ งที่ 2 ลักษณะอาการของผตู ิดสารเสพติด
ลักษณะการตดิ ยาเสพติด
ลักษณะทว่ั ไป
1. ตาโรยขาดความกระปร้ีกระเปรา นํ้ามูกไหล น้ําตาไหล ริมฝปากเขียวคล้ําแหง

แตก (เสพโดยการสูบ)
2. เหงื่อออกมาก กลน่ิ ตวั แรง พูดจาไมสมั พันธก บั ความจรงิ
3. บริเวณแขนตามแนวเสนโลหิต มีรองรอยการเสพยาโดยการฉีดใหเ ห็น
4. ท่ที อ งแขนมีรอยแผลเปน โดยกรดี ดวยของมคี มตามขวาง (ตดิ เหลาแหง

ยากลอ มประสาท ยาระงับประสาท)
5. ใสแ วนตากรอบแสงเขมเปนประจาํ เพราะมานตาขยายและเพอ่ื ปดนัยนต าสีแดงก่าํ
6. มกั สวมเสอ้ื แขนยาวปกปดรอยฉีดยา โปรดหลกี ใหพ นจากบุคคลท่ีมีลักษณะดังกลาว

ชีวิตจะสขุ สนั ตต ลอดกาล
7. มคี วามตองการอยา งแรงกลาท่ีจะเสพยานน้ั ตอไปอกี เร่ือย ๆ
8. มีความโนม เอียงทจ่ี ะเพม่ิ ปรมิ าณของส่งิ เสพตดิ ใหม ากขน้ึ ทุกขณะ
9. ถาถงึ เวลาทีเ่ กดิ ความตองการแลวไมไ ดเ สพจะเกิดอาการขาดยาหรอื อยากยา

โดยแสดงออกมาในลักษณะอาการตาง ๆ เชน หาว อาเจียน นํ้ามูกน้ําตาไหล ทุรนทุราย คลุมคลั่ง
ขาดสติ โมโห ฉนุ เฉยี ว ฯลฯ

10. ส่ิงเสพติดนั้นหากเสพอยูเสมอ ๆ และเปนเวลานานจะทําลายสุขภาพของผูเสพ
ทงั้ ทางรางกายและจติ ใจ

11. ทาํ ใหรางกายซบู ผอมมโี รคแทรกซอน และทาํ ใหเกิดอาการทางโรคประสาทและจิต
ไมปกติ

การตดิ ยาทางกาย

เปน การตดิ ยาเสพติดทผี่ ูเ สพมคี วามตอ งการเสพอยา งรนุ แรง ท้ังทางรางกายและจิตใจ
เม่ือถึงเวลาอยากเสพแลวไมไดเสพจะเกิดอาการผิดปกติอยางมาก ท้ังทางรางกายและจิตใจ
ซ่ึงเรียกวา “อาการขาดยา” เชน การติดฝน มอรฟน เฮโรอีน เม่ือขาดยาจะมีการคลื่นไส
อาเจียน หาว น้าํ มูก นา้ํ ตาไหล นอนไมหลับ เจ็บปวดทว่ั รา งกาย เปนตน

73

การติดยาทางใจ

เปนการตดิ ยาเสพติดเพราะจิตใจเกิดความตองการหรือเกิดการติดเปนนิสัย หากไมได
เสพรางกายก็จะไมเกิดอาการผิดปกติ หรือทุรนทุรายแตอยางใด จะมีบางก็เพียงเกิดอาการ
หงุดหงดิ หรือกระวนกระวาย

วิธสี ังเกตอาการผูตดิ ยาเสพติด
จะสังเกตวาผูใดใชหรือเสพยาเสพติด ใหสังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลง
ท้งั ทางรางกายและจิตใจตอ ไปน้ี

1. การเปลย่ี นแปลงทางรา งกาย สังเกตไดจาก

1) สขุ ภาพรา งกายทรดุ โทรม ซบู ผอม ไมมแี รง ออ นเพลยี
2) รมิ ฝปากเขยี วคลํา้ แหง และตก
3) รางกายสกปรก เหงื่อออกมาก กล่ินตัวแรงเพราะไมชอบอาบน้ํา
4) ผิวหนังหยาบกราน เปนแผลพุพอง อาจมีหนองหรือน้ําเหลือง คลายโรค
ผิวหนงั
5) มีรอยกรีดดวยของมีคม เปนรอยแผลเปนปรากฏท่ีบริเวณแขนและ/หรือ
ทอ งแขน
6) ชอบใสเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และสวมแวน ตาดําเพ่อื ปดบงั มานตา
ทข่ี ยาย
2. การเปลีย่ นแปลงทางจิต ความประพฤตแิ ละบุคลิกภาพ สังเกตไดจ าก
1) เปนคนเจา อารมณ หงดุ หงิดงาย เอาแตใจตนเอง ขาดเหตผุ ล
2) ขาดความรับผิดชอบตอหนาท่ี
3) ขาดความเชื่อม่ันในตนเอง
4) พดู จากาวราว แมแ ตบิดามารดา ครู อาจารย ของตนเอง
5) ชอบแยกตัวอยคู นเดยี ว ไมเ ขาหนาผูอ่ืน ทาํ ตัวลกึ ลบั
6) ชอบเขา หอ งนํ้านาน ๆ
7) ใชเ งินเปลืองผิดปกติ ทรัพยสินในบา นสญู หายบอ ย
8) พบอุปกรณเกย่ี วกบั ยาเสพติด เชน หลอดฉดี ยา เข็มฉีดยากระดาษตะกวั่
9) มั่วสมุ กับคนที่มพี ฤติกรรมเกีย่ วกบั ยาเสพติด
10) ไมส นใจความเปนอยูของตนเอง แตง กายสกปรก ไมเ รียบรอ ย ไมคอยอาบนา้ํ

74

11) ชอบออกนอกบานเสมอ ๆ และกลับบานผดิ เวลา
12) ไมชอบทํางาน เกยี จคราน ชอบนอนต่นื สาย
13) อาการวิตกกงั วล เศรา ซมึ สหี นา หมองคล้ํา
3. การสังเกตอาการขาดยา ดังน้ี
1) นา้ํ มกู นาํ้ ตาไหล หาวบอ ย
2) กระสับกระสาย กระวนกระวาย หายใจถ่ี ปวดทอง คลื่นไส อาเจียน
เบือ่ อาหาร นํ้าหนักลด อาจมีอุจจาระเปน เลอื ด
3) ขนลกุ เหงอื่ ออกมากผิดปกติ
4) ปวดเม่ือยตามรา งกาย ปวดเสียวในกระดูก
5) มา นตาขยายโตขึ้น ตาพราไมส ูแดด
6) มกี ารสั่น ชัก เกร็ง ไขข้นึ สูง ความดันโลหติ สงู
7) เปน ตะคริว
8) นอนไมห ลบั
9) เพอ คลมุ คลง่ั อาละวาด ควบคมุ ตนเองไมได

เรื่องที่ 3 อันตราย การปอ งกนั และการหลีกเลยี่ งพฤติกรรมเสยี่ งตอสารเสพตดิ
สารเสพตดิ ใหโ ทษมีหลายชนิดไดแพรระบาดเขามาในประเทศไทย จะพบในหมูเด็ก

และเยาวชนเปน สวนมาก นับวาเปนเรื่องรายแรงเปนอันตรายตอผูเสพและประเทศชาติดังนั้น
ผเู รียนควรทราบอนั ตรายจากสารเสพติดในแตล ะชนิด ดงั น้ี

1. ฝน จะมฤี ทธ์ิกดประสาท ทําใหน อนหลับเคลิบเคลิ้ม ผูที่ติดฝนจะมีความคิดอาน
ชา ลง การทํางานของสมอง หวั ใจ และการหายใจชา ลง

อาการขาดยา จะเรม่ิ หลงั จากไดรบั ยาครั้งสุดทาย 4-10 ชั่วโมง แลวไมสามารถ
หายาเสพไดอกี จะมีอาการกระวนกระวาย หงุดหงิด โกรธงาย ต่ืนเตนตกใจงาย หาวนอนบอย
ๆ น้าํ มกู นาํ้ ตา น้ําลาย และเหง่อื ออกมาก ขนลุก กลา มเนื้อกระตกุ ตวั สนั่ มานตาขยาย
ปวดหลังและขามาก ปวดทอง อาเจยี น ทอ งเดนิ บางรายมีอาการรุนแรงถึงขนาดถายเปนเลือด
ท่ีภาษาชาวบานเรียกวา“ลงแดง” ผูติดยาจะมีความตองการยาอยางรุนแรงจนขาดเหตุผล
ท่ีถกู ตอง อาการขาดยาน้ีจะเพ่ิมขึน้ ในระยะ 24 ชั่วโมงแรก และจะเกิดมากท่ีสุดภายใน 48-72
ช่วั โมง หลังจากน้นั อาการจะคอ ย ๆ ลดลง

75

2. มอรฟน เปนแอลคาลอยดจากฝนดิบ มีฤทธ์ิท้ังกดและกระตุนระบบประสาท
สว นกลาง ทําใหศูนยประสาทรับความรสู ึกชา อาการเจ็บปวดตาง ๆ หมดไป กลา มเน้ือคลายตัว
มีความรูสึกสบายหายกังวล นอกจากนี้ยังมีฤทธ์ิกดศูนยการไอทําใหระงับอาการไอ กดศูนย
ควบคุมการหายใจ ทําใหร างกายหายใจชา ลง เกิดอันตรายถึงแกชีวิตได สวนฤทธิ์กระตุนระบบ
ประสาทสวนกลางจะทาํ ใหคลื่นไส อาเจียน มานตาหรี่ บางรายมีอาการตื่นเตนดวย กระเพาะ
อาหารและลาํ ไสทํางานนอยลง หูรูดตา ง ๆ หดตัวเล็กลง จึงทําใหมีอาการทองผูกและปสสาวะ
ลาํ บาก

3. เฮโรอีน สกัดไดจากมอรฟนโดยกรรมวิธีทางเคมี ซ่ึงเกิดปฏิกิริยาระหวาง
มอรฟ น และน้ํายาอะซิตคิ แอนไฮไดรด เปนยาเสพติดท่ตี ิดไดงายมาก เลิกไดยาก มีความแรงสูง
กวา มอรฟ นประมาณ 5-8 เทา แรงกวาฝน 80 เทา และถาทําใหบริสุทธ์ิจะมีฤทธ์ิแรงกวาฝนถึง
100 เทา ตวั เฮโรอีนเปนยาเสพติดใหโทษท่ีรา ยแรงทส่ี ุด ใชไดท้ังวิธีสูบฉีดเขากลามเนื้อหรือเสน
เลือดดํา ละลายไดดีในน้ํา เฮโรอีน มีฤทธ์ิทําใหงวงนอน งุนงง คล่ืนไส อาเจียน เบ่ืออาหาร
รางกายผอมลงอยางรวดเร็ว ออนเพลีย ไมกระตือรือรน ไมอยากทํางาน หงุดหงิด โกรธงาย
มกั กอ อาชญากรรมไดเ สมอ มกั ตายดว ยมีโรคแทรกซอ น หรือใชยาเกินขนาด

4. บารบ ทิ ูเรต ยาท่ีจัดอยูในพวกสงบประสาทใชเปน ยานอนหลับ ระงับความวิตก
กงั วล ระงบั อาการชักหรือปองกันการชัก ที่ใชกันแพรหลายไดแก เซดคบารบิตาลออกฤทธ์ิกด
สมอง ทาํ ใหส มองทาํ งานนอ ยลง ใชยาเกนิ ขนาดทําใหม ฤี ทธิ์กดสมองอยางรุนแรง ถึงขนาดหมด
ความรสู ึกและเสยี ชวี ติ จะมอี าการมนึ งง หงุดหงิด เล่ือนลอย ขาดความรับผิดชอบ มีความกลา
อยา งบาบิน่ ชอบทะเลาะววิ าท กา วราว ทํารายตนเอง คลุม คลั่ง พดู ไมชัด เดินโซเซคลายกับคน
เมาสุรา ขาดความอาย อาทิ สามารถเปลอื้ งเสอื้ ผาเพื่อเตนโชวไ ด

5. ยากลอ มประสาท เปน ยาทีม่ ฤี ทธ์ิกดสมอง ทาํ ใหจ ติ ใจสงบหายกงั วล แตฤ ทธิไ์ ม
รุนแรงถงึ ข้นั ทําใหห มดสตหิ รือกดการหายใจ การใชย าเปน เวลานาน จะทําใหรางกายเกิดความ
ตา นทานตอยาและเกดิ การเสพตดิ ได และมแี นวโนม จะปว ยดวยโรคความดันโลหติ ตาํ่
โรคกระเพาะ โรคทางเดนิ อาหาร ฯลฯ

6. แอมเฟตามีน มีช่ือที่บุคคลทั่วไปรูจัก คือ ยาบา หรือยาขยันเปนยาท่ีมีฤทธิ์
กระตุนประสาทสว นกลาง และระบบประสาทสวนปลาย ทาํ ใหม ีอาการต่ืนตัว หายงวง พูดมาก
ทาํ ใหห ลอดเลอื ดตบี เล็กลง หวั ใจเตน เรว็ ขึน้ ความดันเลอื ดสงู มือสั่นใจสนั่ หลอดลมขยาย มาน
ตาขยาย เหงื่อออกมาก ปากแหง เบ่ืออาหาร ถาใชเกินขนาดจะทําใหเวียนศีรษะนอนไมหลับ

76

ตัวสน่ั ตกใจงาย ประสาทตึงเครียด โกรธงาย จิตใจสับสน คลื่นไส อาเจียน ทองเดินและปวด
ทองอยา งรุนแรง มอี าการชักหมดสติ และตายเนอ่ื งจากหลอดเลอื ดในสมองแตกหรือหวั ใจวาย

7. กัญชา ผลท่ีเกิดข้ึนตอรางกายจะปรากฏหลังจากสูบ 2-3 นาที หรือหลังจาก
รบั ประทานครึ่งถงึ 1 ชัว่ โมง ทําใหม อี าการตื่นเตน ชา งพูด หัวเราะสงเสียงดัง กลามเนื้อแขนขา
ออนเปลี้ยคลายคนเมาสุรา ถาไดรับในขนาดมาก ความรูสึกนึกคิดและการตัดสินใจเสียไป
ความจาํ เสื่อม ประสาทหลอน หวาดระแวง ความคิดสับสน ไมสนใจส่ิงแวดลอม การสูบกัญชา
ยังทําใหเกิดหลอดลมอักเสบเร้ือรัง โรคหืดหลอดลม มะเร็งท่ีปอด บางรายมีอาการทองเดิน
อาเจียน มอื ส่ันเปน ตะคริว หลอดเลอื ดอดุ ตนั หวั ใจเตน เร็ว ความรสู กึ ทางเพศลดลงหรือหมดไป
และเปน หนทางนําไปสูการเสพตดิ ยาชนิดอนื่ ๆ ไดง าย

8. ยาหลอนประสาท เปนยาที่ทําใหประสาทการเรียนรูผิดไปจากธรรมดา ยาท่ี
แพรหลายในปจ จุบัน ไดแก แอลเอสดี ดีเอม็ ที เอสทพี ี เมสคาลนี เห็ดขีค้ วาย ตนลําโพง
หัวใจเตนเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง มานตาขยาย มือเทาส่ัน เหงื่อออกมากท่ีฝามือ บางราย
คล่ืนไส อาเจียน สงผลตอจิตใจ คือ มีอารมณออนไหวงาย ประสาทรับความรูสึกแปรรวน
ไมสามารถควบคมุ สติได ทา ยสุดผเู สพมกั ปวยเปนโรคจิต

9. สารระเหย สารระเหยจะถูกดูดซึมผานปอดเขาสูกระแสโลหิต แลวเขาสู
เนอ้ื เยอ่ื ตา ง ๆ ของรา งกาย เกิดพิษ ซง่ึ แบงไดเ ปน 2 ระยะ คือ

พิษระยะเฉียบพลัน ตอนแรกจะรูสึกเปนสุข ราเริง ควบคุมตัวเองไมได
คลายกับคนเมาสรุ า ระคายเคืองเยอื่ บุภายในปากและจมกู นา้ํ ลายไหลมาก ตอมามีฤทธ์กิ ด
ทําใหงว งซึม หมดสติ ถาเสพในปรมิ าณมากจะไปกดศนู ยหายใจทําใหตายได

พิษระยะเรื้อรัง หากสูดดมสารระเหยเปนระยะเวลานานติดตอกัน จะเกิด
อาการทางระบบประสาท วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ ความคิดสับสน หัวใจเตนผิดปกติ เกิดการ
อักเสบของหลอดลม ถายทอดทางพันธุกรรม เปนเหตุใหเด็กที่เกิดมามีความพิการได เซลล
สมองจะถูกทําลายจนสมองฝอ จะเปนโรคสมองเส่อื มไปตลอดชีวติ

10. ยาบา เปนช่ือที่ใชเรียกยาเสพติดที่มีสวนของสารเคมีประเภทแอมเฟตามีน
สารประเภทนแี้ พรระบาดอยู 3 รปู แบบดว ยกนั คอื

1) แอมเฟตามีนซลั เฟต
2) เมทแอมเฟตามีน
3) เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด ซ่ึงจากผลการตรวจพิสูจนยาบา
ปจจบุ ันในประเทศไทยมกั พบวา เกือบทงั้ หมดมีเมทแอมเฟตามนี ไฮโดรคลอไรด ผสมอยู

77

อาการผูเ สพ
เมื่อเสพเขาสูรางกาย ระยะแรกจะออกฤทธ์ิทําใหรางกายต่ืนตัว หัวใจเตนเร็ว
ความดนั โลหิตสูง ใจส่ัน ประสาทตึงเครียด แตเม่ือหมดฤทธิ์ยา จะรูสึกออนเพลียมากกวาปกติ
ประสาทลาทําใหการตัดสินใจชาและผิดพลาด เปนเหตุใหเกิดอุบัติเหตุรายแรงได ถาใช
ติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเสื่อม เกิดอาการประสาทหลอนเห็นภาพลวงตา
หวาดระแวงคลุมคล่ัง เสียสติ เปนบาอาจทํารายตนเองและผูอ่ืนได หรือในกรณีที่ไดรับยาใน
ปริมาณมากจะไปกดประสาทและระบบการหายใจทาํ ใหหมดสติ และถึงแกความตายได
อันตรายท่ไี ดรบั
การเสพยาบา กอ ใหเ กดิ ผลรา ยหลายประการ ดังนี้
1) ผลตอจิตใจ เม่ือเสพยาบาเปนระยะเวลานานหรือใชเปนจํานวนมาก จะทําให
ผูเสพมีความผิดปกติทางดานจิตใจกลายเปนโรคจิตชนิดหวาดระแวง สงผลใหมีพฤติกรรม
เปล่ียนแปลงไป เชน เกดิ อาการหวาดหว่ัน หวาดกลัว ประสาทหลอน ซ่ึงโรคน้ีหากเกิดขึ้นแลว
อาการจะคงอยูต ลอดไป แมใ นชวงเวลาที่ไมไ ดเ สพยาก็ตาม
2) ผลตอระบบประสาท ระยะแรกจะออกฤทธิ์กระตุนประสาท ทําใหประสาท
ตึงเครียด แตเ มอ่ื หมดฤทธ์ิยาจะมีอาการประสาทลา ทําใหการตัดสินใจในเรื่องตาง ๆ ชา และ
ผิดพลาด หากใชติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเสื่อม หรือกรณีที่ใชยาในปริมาณมาก
จะไปกดประสาทและระบบการหายใจ ทาํ ใหห มดสตแิ ละถึงแกค วามตายได
3) ผลตอ พฤติกรรม ฤทธ์ิของยาจะกระตุนสมองสวนที่ควบคุมความกาวราว และ
ความกระวนกระวายใจ ดงั นั้นเมื่อเสพยาบา ไปนาน ๆ จะกอใหเกิดพฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลงไป
คอื ผูเ สพจะมีความกาวรา วเพม่ิ ขน้ึ และหากยงั ใชต อ ไปจะมีโอกาสเปนโรคจิตชนิดหวาดระแวง
เกรงวาจะมีคนมาทาํ รา ยตนเอง จงึ ตองทาํ รายผูอ ่ืนกอน
11. ยาอี ยาเลฟิ

ยาอี ยาเลิฟ เอค็ ซตาซี เปนยาเสพติดกลุมเดียวกัน จะแตกตางกันบางในดาน
โครงสรา งทางเคมี

ลกั ษณะของยาอี มีทงั้ ท่ีเปนแคปซูลและเปน เม็ดยาสีตางๆ แตท่ีพบในประเทศ
ไทย สวนใหญมีลักษณะเปนเม็ดกลมแบน เสนผาศูนยกลาง 0.8-1.2 ซม. หนา 0.3-0.4 ซม.
ผิวเรียบ และปรากฏสญั ลักษณบ นเมด็ ยา เปนรูปตางๆ เชน กระตาย คางคาว นก ดวงอาทิตย
PT ฯลฯ

78

เสพโดยการรับประทานเปน เม็ด จะออกฤทธภิ์ ายในเวลา 45 นาที และฤทธ์ิยา
จะอยใู นรา งกายไดนานประมาณ 6-8 ช่วั โมง

อาการผูเสพ
เหงือ่ ออกมาก หวั ใจเตน เรว็ ความดันโลหติ สูง ระบบประสาทการรับรูเกิดการ
เปล่ยี นแปลงทัง้ หมด ทําใหการไดยินเสยี งและการมองเห็นแสงสีตางๆ ผิดไปจากความเปนจริง
เคลบิ เคลม้ิ ควบคุมอารมณไ มได
อันตรายทไ่ี ดร บั
การเสพยาอี กอ ใหเ กดิ ผลรา ยหลายประการ ดงั นี้
1) ผลตออารมณ เม่อื เริม่ เสพในระยะแรกยาอีจะออกฤทธิ์กระตุนประสาทให
ผูเสพรูสึกต่ืนตัวตลอดเวลา ไมสามารถควบคุมอารมณของตนเองได เปนสาเหตุใหเกิด
พฤตกิ รรมสาํ สอนทางเพศ
2) ผลตอการรูสกึ การรบั รจู ะเปลยี่ นแปลงไปจากความเปน จรงิ
3) ผลตอระบบประสาท ยาอีจะทําลายระบบประสาท ทําใหเซลลสมองสวน
ท่ีทําหนาที่หล่ังสารซีโรโทนิน ซ่ึงเปนสาระสําคัญในการควบคุมอารมณน้ัน ทํางานผิดปกติ
กลาวคือ เมื่อยาอีเขาสูสมองแลว จะทําใหเกิดการหล่ังสาร “ซีโรโทนิน” ออกมามากเกินกวา
ปกติ สงผลใหจ ติ ใจสดชืน่ เบกิ บาน แตเ มื่อระยะเวลาผา นไปสารดงั กลา วจะลดนอยลง ทําใหเกิด
อาการซมึ เศรา หดหอู ยา งมาก อาจกลายเปนโรคจิตประเภทซึมเศรา และอาจเกิดสภาวะอยาก
ฆาตัวตาย นอกจากนี้การที่สารซีโรโทนินลดลง ยังทําใหธรรมชาติของการหลับนอนผิดปกติ
จาํ นวนเวลาของการหลบั ลดลง นอนหลับไมสนทิ จงึ เกดิ อาการออ นเพลียขาดสมาธิในการเรียน
และการทํางาน
4) ผลตอสภาวะการตายขณะเสพ มักเกิดเม่ือผูเสพสูญเสียเหง่ือมาก ทําให
เกิดสภาวะขาดนาํ้ อยางฉับพลัน หรือกรณที ี่เสพยาอพี รอมกบั ดม่ื แอลกอฮอลเ ขาไปมาก หรือผูที่
ปวยเปน โรคหวั ใจ จะทาํ ใหเ กิดอาการช็อกและเสียชีวิตได

เรื่องที่ 4 การปอ งกนั และหลีกเลย่ี งการตดิ สารเสพติด
1. ปอ งกนั ตนเอง ไมใ ชย าโดยมไิ ดรบั คาํ แนะนําจากแพทย และจงอยาทดลองเสพยา

เสพติดทุกชนดิ โดยเด็ดขาด เพราะตดิ งายหายยาก ทาํ ไดโดย
1.1. ศกึ ษาหาความรูเ พ่ือใหร ูเทาทนั โทษพษิ ภยั ของยาเสพติด
1.2. ไมท ดลองใชย าเสพตดิ ทุกชนิดและปฏเิ สธเมือ่ ถูกชักชวน

79

1.3. ระมัดระวังเรือ่ งการใชย า เพราะยาบางชนดิ อาจทาํ ใหเ สพตดิ ได
1.4. ใชเวลาวางใหเ ปน ประโยชน
1.5. เลอื กคบเพือ่ นดี ท่ชี กั ชวนกนั ไปในทางสรา งสรรค
1.6. เมื่อมีปญหาชีวิต ควรหาหนทางแกไขที่ไมของเกี่ยวกับยาเสพติดหากแกไข
ไมไ ดควรปรึกษาผใู หญ
2. ปองกนั ครอบครัว ควรสอดสองดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวหรือที่อยูรวมกัน
อยาใหเก่ียวของกับยาเสพติด ตองคอยอบรมส่ังสอนใหรูสึกโทษและภัยของยาเสพติด หากมี
ผเู สพยาเสพตดิ ในครอบครวั จงจดั การใหเ ขา รกั ษาตัวท่ีโรงพยาบาล ใหหายเด็ดขาด การรักษา
แตแรกเรมิ่ ตดิ ยาเสพตดิ มโี อกาสหายไดเ ร็วกวาที่ปลอยไวน าน ๆ
3. ปองกนั เพ่อื นบาน โดยชว ยชแ้ี จงใหเ พอื่ นบานเขา ใจถึงโทษและภัยของยาเสพติด
โดยมิใหเพื่อนบานรูเทาไมถึงการณตองถูกหลอกลวง และหากพบวาเพื่อนบานติดยาเสพติด
ตอ งแนะนาํ ใหไ ปรักษาตัวท่ีโรงพยาบาล
4. ปอ งกันโดยใหความรว มมือกับทางราชการ เมอ่ื ทราบวาบานใด ตําบลใด มียาเสพ
ติดแพรร ะบาดขอใหแจง เจา หนาที่ตํารวจทุกแหงทุกทองที่ทราบ หรือท่ีศูนยปราบปรามยาเสพ
ติดใหโทษ เชน สํานักงานตํารวจแหงชาติ โทร. 02-2527962 สํานักงาน ป.ส.ส. โทร.
02-2459350-9

80

กจิ กรรมทา ยบทที่ 6

เรอ่ื งที่ 1 ใหผ ูเ รียนอธบิ าย สาเหตกุ ารตดิ ยาเสพติด ประเภทของสารเสพติด และอาการของ
ผูตดิ สารเสพติด

1. สาเหต…ุ ………………………………………………………………………………………….…………
2. ประเภทและชนิด………………………………………………………….……………………………..
3. อาการของผตู ิดสารเสพตดิ ………………………………………….………………………………..
เร่ืองท่ี 2 ใหผเู รียนอธบิ ายผลของยาเสพติดท่มี ตี อ รา งกายผเู สพ ตามชนดิ ของยาเสพตดิ
ดังตอไปนี้
1. ฝน ……………………………………………………………………………………………………………….
2. มอรฟน ………………………………………..………………………………………………………………
3. เฮโรอนิ …………………………………………………………………………….…………………………..
4. บารบทิ เู รต…………………………………………………………….……………………………………..
5. ยากลอ มประสาท..………………………………………………………………………………………..
6. แอมเฟตามีน………………………………………………………………………………………...........
7. กญั ชา………………………………………………………………………………………………………….
8. หลอนประสาท……………………………………………………………………………………………...
9. สารระเหย…………………………………………………………………………………………………..
10. ยาบา ……………………………………………………………………………………………………….....
11. ยาอี ยาเลฟิ …………………………………………………………………………………………………..
เร่ืองที่ 3 ใหผูเรียนบอกวิธีการปองกันและหลีกเล่ียงการติดสารเสพติด ตามระดับตาง ๆ
ดงั ตอ ไปน้ี
1. ปอ งกนั ตนเอง………………………………………………………………………………………..……..
2. ปองกนั ครอบครัว………………………………………………………………………………………….
3. ปองกันเพื่อนบาน……………………………………………………………………………………..…..

81

บทที่ 7
อุบัตเิ หตุ อบุ ตั ิภัย

สาระสําคญั

กกกกกกกกความรู ความเขาใจ เก่ียวกับอันตรายที่อาจเกิดข้ึนในการประกอบอาชีพตลอดจน
วิธกี ารปองกันแกไ ขและวิธปี ฐมพยาบาลเมื่อเกิดอนั ตรายจากการประกอบอาชีพได

ผลการเรยี นรูทค่ี าดหวงั

กกกกกกกก1. อธบิ ายปญ หา สาเหตชุ องการเกดิ อุบตั ิเหตุ อบุ ตั ภิ ัยและภยั ธรรมชาติ
กกกกกกกก2. วเิ คราะหพ ฤติกรรมเลี่ยงที่จะนําไปสูความไมปลอดภัยในชวี ิตและทรัพยส นิ
กกกกกกกก3. บอกเทคนคิ วธิ ีการขอความชวยเหลือและการเอาชีวิตรอด เมื่อเผชิญอันตราย
และ สถานการณค บั ขันได
กกกกกกกก4. อธิบายวิธีการปฐมพยาบาลเม่ือไดรับอันตรายจากอุบัติเหตุ อุบัติภัยได
อยา งถกู ตอง

ขอบขายเน้อื หา

กกกกกกกกเรื่องที่ 1 ปญ หา สาเหตุของการเกิดอบุ ตั ิเหตุ อบุ ตั ภิ ัย และภยั ธรรมชาติ
กกกกกกกกเร่ืองท่ี 2 การปอ งกันอันตรายและหลกี เล่ยี งพฤติกรรมเสย่ี งที่จะนําไปสคู วาม
ไมป ลอดภยั จากอบุ ตั ิเหตุ อุบัตภิ ัย และภัยธรรมชาติ
กกกกกกกกเรือ่ งที่ 3 เทคนิค วธิ กี ารขอความชวยเหลอื และการเอาชวี ติ รอด เมอื่ เผชญิ
อนั ตราย และสถานการณค บั ขัน
กกกกกกกกเรอ่ื งที่ 4 การปฐมพยาบาลเมือ่ ไดร ับอนั ตรายจากอุบัติเหตุ อบุ ตั ิภัย จากภยั
ธรรมชาติ

82

เร่ืองท่ี 1 ปญ หา สาเหตขุ องการเกิดอบุ ตั เิ หตุ อบุ ตั ิภยั และภยั ธรรมชาติ

กกกกกกกกสาเหตุทท่ี าํ ใหเ กิดอบุ ตั เิ หตแุ ละอบุ ตั ภิ ยั
กกกกกกกกอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย (Accident) หมายถึง เหตุการณอันตรายที่เกิดข้ึนโดยไมได
ตง้ั ใจ หรือคาดคิดมากอน ทาํ ใหเกดิ ความเสียหายแกท รัพยสิน บุคคลไดรับอันตรายทั้งรางกาย
และจติ ใจ อาจบาดเจ็บ พกิ าร หรอื รนุ แรงถึงข้นั เสียชวี ติ ได

การเกดิ อุบัตเิ หตหุ รอื อุบตั ิภยั ในชวี ิตประจําวนั อาจเกดิ ขึ้นไดจ ากสาเหตุ ดังนี้
1. สาเหตุที่เกิดจากบุคคล คนอาจเปนสาเหตุทําใหเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย
ในลักษณะตา ง ๆ ดังนี้

1.1. สภาพรางกายและจิตใจไมอยูในภาวะปกติ ผูที่รางกายทรุดโทรม เชน
ออ นเพลยี เหนด็ เหนื่อย เจบ็ ปวย หรือผทู มี่ นึ เมาจากการดม่ื สุราหรือยากระตนุ ประสาท เปนตน
จะมผี ลทําใหค วบคุมสติของตนเองไดไ มด ี จะมโี อกาสเกดิ อุบตั เิ หตุ อบุ ัตภิ ัยไดงา ย

1.2. เกิดจากคนขาดความรูและความชํานาญหรือประสบการณ ผูท่ีใช
เครื่องจักรเคร่อื งยนตในขณะทาํ งานนน้ั ถา หากขาดความรูความชํานาญหรือมีประสบการณไม
เพียงพอจะเปนเหตใุ หเกดิ อุบตั ิเหตุ อบุ ตั ิภัยไดง า ย

1.3. เกดิ จากคนมคี วามประมาท คนสวนใหญม นี สิ ัยรักความสะดวกสบาย หาก
อันตราย ยังไมเกิดข้ึนมักจะคิดวา "ไมเปนไร" และบางคนมีนิสัยชอบความเส่ียง เชน ชอบ
เผอเรอ สะเพรา ขาดความรอบคอบ เหลานี้เปนเหตใุ หเกดิ อุบตั เิ หตุ อุบตั ภิ ัยได

1.4. เกิดจากคนไมปฏิบัติตามคําเตือน กฎ ระเบียบ ขอบังคับ คนบางคน
ไมเห็นความสําคัญของกฎระเบียบ ขอบังคับหรือคําเตือนตางๆ มักจะเปนเหตุใหเกิด
อุบตั เิ หตุ อบุ ัติภัยได

1.5. เกิดจากคนมีความรูเทาไมถึงการณ มักเน่ืองมาจากการคาดคะเนผิด
โดยไมร วู า อะไรเกดิ ขนึ้ จะเปน เหตใุ หเ กิดอบุ ตั เิ หตุ อุบตั ภิ ยั ได

1.6. เกิดจากความเช่ือในทางท่ีผิด บางคนเช่ือวาอุบัติเหตุ อุบัติภัย เกิดขึ้น
เพราะโชคชะตาหรอื เคราะหก รรมไมสามารถจะหลกี เลี่ยงได ทําใหขาดความระมัดระวังจนเปน
เหตุใหเกดิ อุบตั ิเหตุ อบุ ัติภยั ได

83

กกกกกกกก2. สาเหตุที่เกิดจากเครื่องจักรและอุปกรณหรือยานพาหนะในการทํางาน
มหี ลายกรณี ดงั นี้

2.1. เคร่ืองมือและวัสดุอุปกรณหรือยานพาหนะชํารุด เชน ดามมีด ดามคอน
หรือดา มจอบไมแนน ลวดสลิงของเครอ่ื งจักรสกึ หรอเกอื บจะขาด สายไฟฟาเกาและฉนวนที่หุม
เปอยยุย เปนตน

2.2. การใชเ คร่ืองมอื ผิดประเภท เชน ใชมดี กรรไกรหรอื ตะไบไปงัดเหล็ก
ทําใหหักเปราะกระเด็นถูกบุคคลอื่นได การใชจอบแทนคอน การใชสายไฟฟาท่ีมีขนาดเล็ก
ไมเหมาะสมกับกระแสไฟฟา ทม่ี วี ตั ตม ากเกนิ กาํ ลังท่จี ะทําใหเ กิดความรอ นลกุ ไหมขน้ึ ได

2.3. การใชเคร่ืองจักรโดยที่ไมมีอุปกรณปองกันอันตราย เชน การเช่ือมเหล็ก
โดยไมใ สห นากากปองกัน การใชเครื่องลบั มดี ทีไ่ มม ีฝาครอบปอ งกนั เศษวัสดุ เปน ตน

2.4. สภาพของงานท่ไี มปลอดภยั
1) มีสภาพไมเ รียบรอย เชน ขรุขระ แหลมคม ลืน่ รกรุงรัง ฯลฯ
2) แสงสวา งไมเ พียงพอ
3) การระบายอากาศไมดพี อ
4) ใชเ ครอื่ งจักรที่มรี ปู รา งลกั ษณะไมป ลอดภยั
5) เคร่อื งแตงกายไมเ หมาะสมกับลกั ษณะงานท่ีปฏิบัติอยู

2.5 การปฏบิ ัติงานทไี่ มปลอดภยั
1) ปฏบิ ตั ิงานโดยไมไ ดร ับอนุญาตหรอื ไมใ ชห นาที่
2) การยกของข้นึ ลงโดยวิธที ่ไี มป ลอดภัย
3) หยอกลอเลนกันในระหวางทํางาน หรือไมมีใจจดจอตองานที่กําลัง

ปฏบิ ัติ
กกกกกกกก3. สาเหตุจากสภาพแวดลอ ม

3.1 สภาพแวดลอมในบานและบริเวณบาน ท่ีกอใหเกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัย
ไดม ากท่สี ุด ไดแก หอ งครัว หองนา้ํ บรเิ วณบนั ได เปนตน

3.2 สภาพแวดลอมในโรงงานหรือสถานทีท่ ํางาน ดังน้ี
1) บริเวณภายนอกโรงงาน ควรจดั ใหเปน ระเบียบไมเ กะกะ
2) การจราจรในโรงงาน ควรกําหนดเสนทางเขา-ออกใหช ัดเจน

84

3) ความไมเปนระเบียบเรียบรอยในโรงงาน เชน วางน้ํามันเชื้อเพลิงหรือ
วัสดอุ ุปกรณทีแ่ หลมคมไวเกะกะทางเดนิ อาจทําใหเกิดการหกลม ลืน่ หรอื บาดเทา ได เปนตน

4) แสงสวา งบริเวณโรงงานหรอื สาํ นักงาน มแี สงสวา งไมเ พยี งพอ
5) ฝุนละออง จะเปน อนั ตรายตอ ปอดและระบบทางเดนิ หายใจ

เรือ่ งท่ี 2 การปองกนั อนั ตราย และหลีกเลีย่ งพฤตกิ รรมเส่ยี งทจ่ี ะนําไปสคู วามไมป ลอดภยั
จากอบุ ตั เิ หตุ อบุ ตั ภิ ัย และภยั ธรรมชาติ
2.1. อุบัตเิ หตุในบา น
อบุ ัตเิ หตุในบาน เปนภัยทเี่ กิดจากการกระทําที่ประมาทของสมาชิกในบานหรือ

เกิดจากสภาพบานและบรเิ วณบานทีอ่ าจกอ ใหเ กิดอนั ตรายได
อุบตั เิ หตุในบา นนน้ั เกิดจากสาเหตหุ ลายประการ ดังนี้
1) พลดั ตกจากบนั ไดหรอื ที่สงู
2) เลนกบั ไฟ นํา้ รอ นลวก ไฟไหม จดุ ธูปเทียนทิง้ ไว
3) จมนาํ้ ในสระนํ้าหรอื ในแมนา้ํ ลําคลองใกลบ าน
4) ถกู ของมีคมทม่ิ แทงหรอื บาดมอื
5) กินยาผดิ ดมหรือกนิ สารเคมี
ขอควรปฏบิ ัติในการปองกันอบุ ัตเิ หตใุ นบาน
1) ไมว ่ิงเลนขณะขึ้นหรือลงบันได
2) ใชอ ปุ กรณแ ละเคร่ืองมือ เครือ่ งใชอยางระมดั ระวัง และเก็บไวในท่ีปลอดภัย
3) ไมจ ุดไมข ดี ไฟเลน และดับไฟทกุ คร้งั หลังใชง านเสรจ็ แลว
4) ถอดปล๊กั เครอื่ งใชไ ฟฟา ทกุ ครงั้ เมื่อใชเสร็จแลว
5) ไมว ิ่งเลน ในบรเิ วณทมี่ หี ญาขน้ึ รก เพราะอาจถกู สัตวมพี ิษกดั ตอ ยได
6) ไมค วรหยิบยากนิ เอง ควรใหผ ูใหญหยิบยามาให
7) ไมปนตนไมหรอื ท่ีสงู เพราะอาจพลัดตกลงมาได
8) ไมท ้ิงเศษกระเบื้องหรือของมคี มไวตามทาง เพราะอาจถูกบาดเทา ได
9) เมอ่ื พบส่งิ ของในบา นชาํ รุด ควรแจง ใหพอ แมทราบทันที
10) ถา บา นอยใู กลแ มน ํา้ ลําคลองควรฝก วา ยนา้ํ ใหเ ปน

85

2.2. อุบัตเิ หตุในโรงเรียน
อุบัติเหตใุ นโรงเรียน อาจเกิดข้ึนจากความประมาทและความคึกคะนองของตัว

นกั เรยี นเอง หรือเกดิ จากสภาพแวดลอมของโรงเรยี น เชน โตะและเกาอี้ชํารุด อาคารเรียนทรุด
โทรม สนามของโรงเรยี นมีหญา ขึน้ รก เปน ตน ดังนัน้ เราจึงควรเรียนรขู อ ควรปองกันตนเองจาก
การเกิดอุบตั เิ หตใุ นโรงเรยี น

ขอ ควรปฏบิ ตั ใิ นการปอ งกันอบุ ตั ิเหตุในโรงเรยี น
1) ไมเลน รนุ แรงกับเพอ่ื น
2) ปฏบิ ตั ติ ามกฎ ระเบียบของโรงเรียน เชน ไมหอยโหนประตูหรือหนา ตา ง
3) เก็บเครอ่ื งมือหรอื อุปกรณท ี่ใชเ สร็จแลวใหเ รียบรอย
4) ถาหากพบอปุ กรณหรือเครือ่ งมอื เครื่องใชชาํ รดุ ตองรีบแจง ใหค รทู ราบทันที
2.3. อุบัตเิ หตใุ นการเดินทาง
อุบัติเหตุในการเดินทาง เปนอุบัติเหตุท่ีอาจเกิดข้ึนได จากการเดินถนนเดินทาง
โดยรถยนต หรอื เดนิ ทางทางน้ํา อุบัติเหตุในการเดินทางอาจทําใหเราเสียชีวิตได ดังนั้น เราจึง
ควรรขู อควรปฏิบตั ิในการปอ งกันอุบัติเหตจุ ากการเดินทาง ดังนี้
1) ขา มถนนตรงทางขาม เชน ทางมาลาย สะพานลอย ทางขามท่ีมีสัญญาณไฟ
จราจร
2) กอนขา มถนนควรมองขวา มองซา ย และมองขวาอกี คร้งั จึงขา มถนน
3) ควรเดนิ บนทางเทา ไมว ่งิ หรอื เลน กนั ขณะเดินถนน
4) ใสเสือ้ ผา สสี วางในขณะเดินทางตามถนนในตอนกลางคนื
5) ไมค วรแยงกันขนึ้ รถประจําทาง
6) ไมหอ ยโหนอยูท ่ปี ระตรู ถโดยสารประจําทาง
7) รอขนึ้ หรอื ลงเรือเมอ่ื จอดเทียบทาหรอื ริมฝงเรียบรอ ยแลว
8) ปฏิบตั ติ ามกฎ หรือระเบียบของการนัง่ เรือ เชน ไมนง่ั บนกราบเรือ

ความเสยี่ งทจี่ ะนําไปสคู วามไมปลอดภัยตอชีวติ และทรัพยส นิ
ภัยท่ีไมค าดคิดอาจจะเกดิ ข้นึ กับตนเองและครอบครวั ที่ควรศกึ ษา ดังนี้
1) ไมค วรใสข องมีคาไปในทีช่ ุมชน อาจถกู จ้ี หรอื กระชากว่งิ ราวได
2) ถามีคนแปลกหนามาขอเขาบานอยาไวใจ ตองพิจารณาดูใหดีอาจเปนพวก

มิจฉาชพี ได

86

3) ถึงแมจะมีคนอยูบาน ก็ควรปดประตูร้ัว ประตูบาน ซ่ึงเปนประตูเหล็กดัด
เปดไวเฉพาะหนาตา งประตไู ม อยาเปด โลง เพราะมิจฉาชพี อาจเขามาลักขโมย หรือจ้ีปลน ได

4) ไมควรใชกระเปาถือในท่ีชุมชน ควรใชกระเปาสะพายจะดีกวา
เพราะกระเปาถือจะถูกฉกชงิ วิง่ ราวไดงาย

5) ไมค วรเดินไปในทเ่ี ปลี่ยวตามลําพัง โดยเฉพาะผูหญิงควรมีเพอ่ื นไปดวย
6) การเดินขามสะพานลอยท่ีมีหลังคา มีแผนปายติดดานขาง ดูมืดทึบ
ตอ งระวงั โจรสะพานลอย
7) ผูหญิงไมควรแตงกายโปหรือโชวสัดสวนมากเกินไป เพราะจะเปนการยั่วยุ
อารมณทางเพศของผูชายได อาจถูกพวกบากาม ขาดความยั้งคิด ขมขืนไดถาอยูในสถานท่ี
เปลย่ี ว
8) อยาหลงเช่ือคนท่ีติดตอคุยกันทางอินเทอรเน็ต เพราะถือวาเปนคนแปลก
หนา อาจนําไปสูการลอลวง

เรือ่ งที่ 3 เทคนคิ วิธกี ารขอความชวยเหลือและการเอาชวี ิตรอดเม่ือเผชิญอันตรายและ
สถานการณค บั ขนั
3.1. วิธีการขอความชวยเหลือและการเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญอันตรายและ

สถานการณคบั ขัน
เมอื่ อยใู นสถานการณท ่ีอาจเปนอนั ตรายตอ ชวี ิตและความปลอดภยั

ควรคํานึงถึงข้ันตอนการส่ือสารเพื่อขอความชวยเหลือดวย เพราะในบางครั้งเราจะชวยเหลือ
ตัวเองไมไดแลว คอื

1) การโทรศัพทขอความชว ยเหลือ
2) การตะโกนรอ งขอความชว ยเหลอื
3) การเขียนจดหมายขอความชวยเหลอื
4) การแกป ญหาเฉพาะหนา

87

3.2. แหลงขอความชวยเหลอื และใหค าํ ปรกึ ษา

ปจ จุบนั มีแหลงขอความชวยเหลอื และใหคาํ ปรึกษามากมายทั้งหนว ยงานของรัฐ

และเอกชน พอจะยกเปน ตัวอยา งไดด ังน้ี

1) เหตดุ ว นเหตรุ าย กดหมายเลข 191

2) กองปราบปราม กดหมายเลข 195

3) ตํารวจทอ งเทีย่ ว กดหมายเลข 1155

4) ตํารวจทางหลวง กดหมายเลข 1193

5) สถานีวิทยุ สวพ.91 กดหมายเลข 1644

6) สถานีวิทยชุ ุมชนรวมดว ยชวยกนั กดหมายเลข 1677 หรอื 142

7) สถานีวิทยุ จส.100 กดหมายเลข 1137

8) ศูนยนเรนทรเพื่อใหมารบั ผปู ว ยฉุกเฉิน กดหมายเลข 1669

9) สายดว น กรมสขุ ภาพจิต กดหมายเลข 1323

10) เพลงิ ไหม กดหมายเลข 199

11) หนว ยกชู พี วชิรพยาบาล กดหมายเลข 1554

3.3. การตดั สินใจและปฏบิ ัตติ นในการแกปญหาเมอื่ เผชญิ กับภยั อันตราย
เม่อื เผชญิ กบั ภยั อนั ตรายตองควบคมุ สติใหด ี แลว จะหาทางแกปญหาได โดยขอ

เสนอแนะไวด ังนี้
1) ถาเกดิ ภยั อันตรายเปน หมคู ณะ หากตนเองอยูในสถานะพอจะชวยผูอ่ืนไดให

ชวยเหลือทันที
2) รองขอความชวยเหลือจากผูอยูใกลเคียง ไมตองอายและไมตองเกรงใจ

บคุ คลทจ่ี ะมาชว ยเหลอื
3) บอกเรอื่ งราวใหผ ูท ีม่ าชวยเหลือทราบ พดู ส้ันๆ พอไดใ จความ
4) ถาตนเองหรือคนอ่ืนๆ ไดรับบาดเจ็บ ถาพอจะปฐมพยาบาลได

ใหปฐมพยาบาลโดยเร็ว
5) สังเกตและจดจาํ รูปพรรณ ลักษณะเดน ๆ ของคนรา ย หรือเหตกุ ารณ

ที่เกิดขึ้น เพอ่ื แจงแกเจาหนา ท่ีตาํ รวจเมอ่ื ไปแจง ความ

88

3.4. การเอาชีวติ รอดเมือ่ เผชิญอันตรายและสถานการณคับขัน
ในสังคมปจจุบันน้ี มีสถานการณท่ีอาจเปนอันตรายตอชีวิตและความปลอดภัย

ของคนเรามากมาย ตวั อยางดงั น้ี
1) การถูกคนรา ยจห้ี รอื ปลน มกั เกิดข้ึนในท่ีเปล่ียว ควรต้ังสติใหม่ัน พยายาม

จดจําลกั ษณะรูปรา ง หนาตา บคุ ลิก ลกั ษณะ สวนสงู อายุ นาํ้ เสยี ง เพอ่ื แจง แกตาํ รวจ
2) การถกู คนรา ยจี้บงั คับขมขนื มกั เกิดในท่เี ปลีย่ วในยามวกิ าล ตอนดึกหรือเชา

มดื ควรต้งั สตใิ หม น่ั พยายามจดจํารปู พรรณของคนราย เพือ่ แจง เจา หนาทตี่ าํ รวจ
3) การอยทู า มกลางคนทะเลาะวิวาทหรือยกพวกตีกัน อาจเกิดในงานเล้ียงที่มี

คนดืม่ สุราจนมนึ เมา การดูคอนเสิรต
4) การถูกหาเร่ือง มักเกิดจากนักเรียน นักศึกษาตางสถาบันหรือวัยรุนท่ีชอบ

เที่ยว เมื่อถูกหาเรื่องใหพยายามพูดกับคนรายดีๆ อยาโตเถียงใหคนรายโกรธ และพยายามตี
จากกลมุ คนรายใหเ ร็ว ในกรณีท่ีคดิ วาตองถกู ทํารายใหวงิ่ หนเี ขา หาฝูงชน

5) การถูกสุนัขไลกัด ใหอยูน่ิงๆ ใชของในมือปองกันตัว หรือรองขอความ
ชว ยเหลอื

6) รถชนกันหรอื ถกู รถชน ใหพยายามชวยตัวเอง เพือ่ ออกจากสถานการณนน้ั
7) เรือลมขณะโดยสารเรือ ถา วา ยนํา้ ไมเปน ควรใสเ สอื้ ชูชีพเตรยี มไว
8) เมื่อเกิดไฟไหม ควรหนีออกจากที่น่ันโดยเร็ว ใหหวงชีวิตมากกวาหวง
ทรัพยสิน
9) เมื่อเกิดอุทกภัย ใหรีบหนีไปหาสถานที่สูงท่ีคิดวาปลอดภัย เชน ภูเขา
อาคารสูง เปนตน

เรื่องที่ 4 การปฐมพยาบาล เมอื่ ไดร ับอนั ตรายจากอบุ ัติเหตุ อบุ ตั ิภัย จากภยั ธรรมชาติ
การปฐมพยาบาล คอื การใหก ารชว ยเหลือเบอื้ งตนตอผปู ระสบอนั ตราย หรือ

เจ็บปว ย ณ สถานทเ่ี กิดเหตุกอ นท่ีจะถึงมือแพทย หรือโรงพยาบาล เพื่อปอ งกนั มใิ หเ กิด
อันตรายแกชีวติ หรือเกิดความพิการโดยไมส มควร

89

4.1. วตั ถุประสงคของการปฐมพยาบาล
1) เพ่ือใหมชี ีวิตอยู
2) เพื่อไมใ หไดร บั อันตรายเพม่ิ ข้ึน
3) เพ่อื ใหก ลับคืนสสู ภาพเดิมไดโ ดยเรว็

4.2. หลกั ท่วั ไปในการปฐมพยาบาล
1) อยา ตนื่ เตนตกใจ และอยาใหค นมุง เพราะจะแยงผูบาดเจ็บหายใจ
2) ตรวจดูวาผบู าดเจ็บยังรสู กึ ตัวหรอื หมดสติ
3) อยากรอกยาหรอื น้ําใหแกผูบาดเจ็บในขณะท่ีไมร สู ึกตวั
4) รีบใหก ารปฐมพยาบาลตอ การบาดเจบ็ ท่อี าจทาํ ใหเ กิดอันตรายถึงแกชีวิต

โดยเรว็ กอน สวนการบาดเจ็บอ่ืน ๆ ที่ไมรนุ แรงมากใหดําเนินการปฐมพยาบาลในลําดับถัดมา

4.3. การบาดเจบ็ ทตี่ องไดร ับการชวยเหลอื โดยเร็ว คือ
1) การขาดอากาศหายใจ
2) การตกเลือด และมีอาการชอ็ ก
3) การสัมผสั หรอื ไดร บั ส่งิ มีพิษที่รุนแรง

4.4. การปฐมพยาบาลเมือ่ เกิดอาการบาดเจ็บ
1) ขอ เคลด็

สาเหตุ เกดิ จากการฉีกขาด หรือการยดึ ตัวของเนื้อเย่อื กลามเนื้อ หรือเสนเอ็นรอบ
ขอ ตอ
อาการ
(1) เวลาเคลอ่ื นไหวจะรสู ึกปวดบริเวณขอตอท่ไี ดร ับอนั ตราย
(2) บวมแดงบรเิ วณรอบ ๆ ขอ ตอ
การปฐมพยาบาล
(1) อยา ใหขอตอบรเิ วณที่เจบ็ เคลอ่ื นไหว
(2) อยาใหของหนกั กดทับบริเวณขอท่ีเจ็บ
(3) ควรประคบดว ยความเยน็ ไวก อ น
(4) ถา มอี าการปวดรนุ แรง ใหรบี นําไปพบแพทย

90

2) ขดั ยอก
สาเหตุ เกิดจากการทก่ี ลา มเน้อื ยึดตัวมากเกนิ ไป ซ่ึงเกิดขนึ้ เพราะการเคลอื่ นไหว

อยา งรุนแรงและรวดเร็วมากเกนิ ไป
อาการ เจ็บปวดบรเิ วณท่ีไดรับบาดเจ็บ ตอ มามอี าการบวม
การปฐมพยาบาล
(1) ใหผ บู าดเจบ็ น่ัง หรอื นอนในทา ทีส่ บาย และปลอดภัย
(2) ถา ปวดมากอาจบรรเทาอาการโดยการประคบความเยน็ กอน แลวตอ ดวยประคบ

ความรอ น

3) สารเคมีเขาตา
สาเหตุ กรด หรือดา งเขา ตา
อาการ ระคายเคอื งตา เจ็บปวดและแสบตามาก
การปฐมพยาบาล
(1) ใหลา งตาดวยนาํ้ ทสี่ ะอาดโดยวธิ ีการใหน้าํ ไหลผานลกู ตา จนกวาสารเคมีจะออกมา
(2) ใชผ า ปดแผลทีส่ ะอาดปดตาหลวม ๆ แลวนําผูบ าดเจบ็ ไปพบแพทยโดยเรว็ ท่สี ดุ

4) ไฟไหมหรอื นา้ํ รอ นลวก
สาเหตุ บาดแผลอาจจะเกดิ จากถกู ไฟโดยตรง ประกายไฟ ไฟฟา วตั ถทุ ่รี อ นจัด

นา้ํ เดอื ด สารเคมี เชน กรด หรอื ดางทมี่ ีความเขม ขน
อาการ แบง เปน 3 ลักษณะ
(1) ลกั ษณะท่ี 1 ผวิ หนงั แดง
(2) ลักษณะท่ี 2 เกดิ แผลพอง
(3) ลักษณะที่ 3 ทําลายชนั้ ผวิ หนงั เขา ไปเปนอนั ตรายถงึ เนือ้ เยอื่ ทอ่ี ยูใ ตผ ิวหนัง

บางคร้งั ผูบ าดเจบ็ จะมีอาการช็อก
การปฐมพยาบาล

บาดแผลในลกั ษณะท่ี 1 และ 2 ซ่ึงไมสาหสั ใหปฐมพยาบาล ดงั นี้
(1) ประคบดว ยความเย็นทันที
(2) ใชนํ้ามนั ทาแผลได และปดแผลดวยผาทีส่ ะอาด ใชผ าพันแผลพันแตอยาให
แนน มาก

91

บาดแผลในลกั ษณะท่ี 3 ใหปฐมพยาบาล ดังนี้
(1) ถาผูบ าดเจ็บมีอาการชอ็ ก รีบใหการปฐมพยาบาลอาการชอ็ กกอน
(2) หามดึงเศษผา ท่ถี กู ไฟไหมซง่ึ ติดอยูกับรา งกายออก
(3) นาํ ผูบาดเจ็บสงโรงพยาบาลโดยเรว็ ที่สุดเทาทจ่ี ะทาํ ได
5) การหามเลอื ดเมือ่ เกดิ อนั ตรายจากของมคี ม วธิ หี ามเลือดมีหลายวธิ ี ไดแ ก
1. การกดดวยนิว้ มอื มีวิธีปฏิบัตดิ งั น้ี
1.1. ในกรณีที่บาดแผลเลือดออกไมมาก จะหามเลือดโดยใชผาสะอาดปดที่บาดแผล
แลวพันใหแ นน ถา ยงั มีเลือดไหลซึม ใหใ ชน ว้ิ มอื กดตรงบาดแผลดวยก็ได
1.2. ในกรณีทเ่ี สนโลหติ แดงใหญข าด หรือไดรบั อันตรายอยางรุนแรงเปนบาดแผลใหญ
ควรใชนวิ้ มือกดเพื่อหามเลือดไมใหไหลออกมา และใหกดลงบริเวณระหวางบาดแผลกับหัวใจ
เชน

1) เลือดไหลออกจากหนังศีรษะและสวนบนของศีรษะ ใหกดที่เสนเลือดบริเวณ
ขมับดา นท่มี ีบาดแผล

2) เลอื ดไหลออกจากใบหนา ใหก ดทเ่ี สนเลือดใตขากรรไกรลางดา นทม่ี ี
บาดแผลหา งจากมุมขากรรไกรไปขา งหนาประมาณ 1 นิ้ว

3) เลือดไหลออกมาจากคอ ใหกดลงไปบริเวณตนคอขาง ๆ หลอดลมดานที่มี
บาดแผล แตการกดตําแหนง นีน้ านๆ อาจจะทาํ ใหผถู ูกกดหมดสตไิ ด ฉะนั้นควรใชวิธีนี้ตอเมื่อใช
วธิ ีอนื่ ๆ ไมไ ดผลแลวเทานน้ั

4) เลือดไหลออกมาจากแขนทอนบน ใหกดลงไปท่ีไหปลาราตอนบนสุดใกล
หัวไหลของแขนดา นท่ีมบี าดแผล

5) เลอื ดไหลออกมาจากแขนทอนลาง ใหกดที่เสนเลือดบริเวณแขนทอนบนดาน
ในกึ่งกลางระหวา งหัวไหลกบั ขอ ศอก

6) เลือดออกท่ีขา ใหกดเสนเลือดบรเิ วณขาหนีบดานที่มีบาดแผล

2. การใชสายรดั หา มเลือด
ในกรณที ่ีเลอื ดไหลออกจากเสน โลหิตแดงทแี่ ขนหรอื ขา ใชนว้ิ มือกดแลว เลอื ด

ไมห ยดุ ควรใชส ายสําหรับหา มเลือดโดยเฉพาะ
2.1. สายรัดสาํ หรบั แขน ใหใชร ดั เสนโลหติ ท่ตี นแขน สายรัดสําหรับขาใหใชรัดเสน

โลหิตทโี่ คนขา

92

2.2. อยาใชสายรัดผูกรัดใหแนนเกินไป และควรจะคลายออกเปนเวลา 3 วินาที
ทกุ ๆ 10 นาที จนกวาเลือดจะหยดุ

2.3. ถาไมมีสายรัดแบบมาตรฐาน อาจใชวัตถุท่ีแบน ๆ เชน เข็มขัด หนังรัด
ผาเช็ดตัว เนคไท หรือเศษผา ทําเปนสายรัดได แตอยาใชเชือกเสนลวด หรือดายทําเปน
สายรดั เพราะอาจจะบาดหรือเปน อันตรายแกผวิ หนงั บริเวณที่ผกู ได

3. การยกบริเวณท่ีมีบาดแผลใหสูงกวาหัวใจ ในกรณีที่มีบาดแผลเลือดออกท่ีเทา
จดั ใหผ ูบาดเจ็บนอนลงแลว ยกเทาข้ึน
กกกกกกกกการปฐมพยาบาล หนา มดื เปน ลม

หนามดื เปน ลม เปนสภาวะทอ่ี าจเกดิ จากสาเหตทุ ่ไี มรา ยแรง หรอื จากสาเหตุ
ท่รี า ยแรงก็เปนได ดังน้ันผูท่ีอยใู กลชิดควรจะตอ งทราบและเรยี นรทู ีจ่ ะชวยเหลือผทู ่มี อี าการ
หนามืดเปนลมนั้นๆ ไดทันทวงที

มีอาการหมดสติไปชวั่ ขณะประมาณ 1-2 นาที ภายหลงั หนามืดเปนลมแลวรสู ึกตวั
ดขี นึ้ ในเวลาตอ มา สว นใหญแสดงวาไมนา จะมอี ะไรรายแรง เชน พวกทีย่ ืนกลางแดดเปน
เวลานานอาจเสยี เหงอื่ มากทาํ ใหมีอาการเปนลมแดดได แตห ากวาหมดสตไิ ปนานกวาน้ีควรพา
คนไขไ ปพบแพทยจะเปนวธิ ที ี่ดีท่สี ุด

การปฐมพยาบาล
1. ควรใหคนไขนอนราบลงพื้นยกปลายขาสงู เพื่อใหเลอื ดไหลไปเลย้ี งสมอง
2. คลายเส้อื ผา ใหห ลวม
3. อยใู นท่อี ากาศถายเท
4. ดมแอมโมเนียหรอื ยาหมอง (ถามี)

การปฐมพยาบาล ตะคริว
ตะคริว คือ ภาวะทกี่ ลามเนื้อหดเกรง็ เองโดยท่ีเราไมไดสัง่ ใหเกร็งหรือหดตวั โดยที่
เราไมส ามารถควบคุมใหก ลามเนื้อมดั น้ัน ๆ คลายตวั หรอื หยอนลงไดกวา จะหาย คนที่เปน
ตะคริวก็จะมคี วามเจบ็ ปวดคอนขางมาก
สาเหตุของตะครวิ อาจเกิดความลา กลา มเน้อื จากการใชงานติดตอ เปนเวลานาน
หรอื อาจเกดิ จากการกระแทก ทําใหเกดิ การฟกชํา้ ตอกลา มเนอ้ื หรอื บางทา นเชอ่ื วา อาจเกดิ จาก
ภาวะไมส มดุลของเกลือแรในรางกาย กลา มเน้อื ท่ีพบวา เปน ตะคริวไดบอย คอื กลา มเนอ้ื นอง
กลา มเน้ือตนขาทัง้ ดานหนา และดานหลัง และกลามเนื้อหลงั

93

การปฐมพยาบาล
1. ยืดกลา มเนือ้ ออกตามความยาวปกติของกลา มเนื้อใชเ วลาประมาณ 1-2
นาที ปลอยมือดอู าการวา กลา มเนอ้ื นน้ั ยงั เกรง็ อยหู รอื ไม ถา ยังมอี ยูใหทาํ ซํา้ อกี จนไมมีการ
เกร็งตัว
2. เกดิ ตะครวิ ที่นอง รบี เหยยี ดเขาใหต รง กระดกปลายเทา ขึ้นทําเองหรือใหคนที่
อยูใกลๆ ชว ยก็ได ถาทาํ เองกม เอามือดึงปลายเทา เขาหาตัว 1-2 นาที


Click to View FlipBook Version