The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

10.สรุปเนื้อหาที่ต้องรู้รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ระดับ ม.ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จันทนา ทองใบ, 2021-05-04 00:46:59

10.สรุปเนื้อหาที่ต้องรู้รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ระดับ ม.ต้น

10.สรุปเนื้อหาที่ต้องรู้รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ระดับ ม.ต้น

94

แบบฝก ทา ยบทท่ี 7

1.ใหผูเรยี นอธบิ ายสาเหตุทีท่ ําใหเ กิดอบุ ัตเิ หตุ อบุ ัติภัย ไดแก อะไรบา ง
......................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
2.ใหผเู รียนวิเคราะหพฤตกิ รรมเสย่ี งทจ่ี ะนําไปสคู วามไมปลอดภยั ในชีวติ และทรพั ยสนิ พอ
สงั เขป
......................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
3.เมื่อผเู รยี นมาเรียนแลวถกู หาเรอ่ื งจากผูเรยี นตาํ บลอ่ืน ซ่งึ ในขณะนน้ั มเี พียงตัวเราคนเดยี ว
ผเู รียนมีวธิ ีการปฏิบัตติ นอยา งไร
......................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
4.เมอ่ื ผเู รยี นพบเหน็ คนหนามดื เปนลมหมดสติ จะมีวธิ กี ารปฐมพยาบาลอยางไร
......................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

95

บทที่ 8
ทักษะชีวิตเพ่ือการสื่อสาร

สาระสําคญั
กกกกกกกกการมีความรูความเขาใจเกยี่ วกบั ทักษะทจี่ าํ เปนสําหรบั ชวี ิตมนุษย โดยเฉพาะทักษะ
การส่ือสาร ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล ทักษะการเขาใจผูอ่ืน จะชวยใหบุคคล
ดาํ รงชวี ิตอยูในครอบครวั ชุมชน และสงั คมอยา งมีความสุข
ผลการเรยี นรูท ี่คาดหวัง
กกกกกกกก1. บอกความหมายและความสาํ คัญชองทักษะชวี ิตได

2. อธบิ ายทกั ษะชีวิตที่จาํ เปนไดอ ยา งนอ ย 3 ประการ
3. นาํ กระบวนการทักษะชวี ิต'ไป1ใชในการดาํ เนินชวี ิตประจําวนั ไดอ ยางเหมาะสม
4. แนะนาํ ผูอ น่ื ในการนําทักษะการแกปญหาในครอบครวั และการทํางาน
ขอบขา ยเน้อื หา
กกกกกกกกเรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คัญของทกั ษะชีวิต 10 ประการ
เรอ่ื งที่ 2 ทักษะชวี ติ ที่จาํ เปน 3 ประการ

96

เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชวี ติ 10 ประการ
ทกั ษะชีวติ หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา ท่ีเปนทักษะ

ภายในจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตางๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ และมีความสามารถท่ีจะปรับตัวไดในอนาคต ทักษะชีวิตจะมีสวนชวยใหวัยรุน
สามารถนาํ ความรใู นเรือ่ งตางๆ มาเช่ือมโยงกบั ทัศนคติ ผานการคดิ วเิ คราะหไ ตรต รองถึงผล
ที่จะเกิดข้ึน และตัดสินใจปฏิบัติในส่ิงที่เหมาะสมได ซ่ึงจําเปนอยางมากในเรื่องของการดูแล
สุขภาพ การปอ งกนั การติดเช้อื เอชไอวี ยาเสพติด การทองไมพรอม ความปลอดภัย คุณธรรม
จริยธรรม ฯลฯ เพ่ือใหสามารถมีชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข และรับมือกับปญหาและ
ความเปล่ียนแปลงตา งๆได

องคประกอบของทักษะชีวิต จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรม และสถานที่
แตทักษะชีวิตท่ีจําเปนท่ีสุดที่ทุกคนควรมี ซึ่งองคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจ
สาํ คญั ในการดํารงชวี ติ คอื

1. ทกั ษะการตัดสนิ ใจ เปน ความสามารถในการตัดสนิ ใจเกย่ี วกบั เรือ่ งราวตาง ๆ
ในชีวติ ไดอ ยา งมรี ะบบ เชน ถาบุคคลสามารถตัดสินใจเก่ียวกับการกระทําของตนเองที่เกี่ยวกับ
พฤติกรรมดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลท่ีไดจากการ
ตัดสนิ ใจเลือกทางทถี่ ูกตอ งเหมาะสม กจ็ ะมีผลตอ การมสี ขุ ภาพทด่ี ที ง้ั รา งกาย และจติ ใจ

2. ทกั ษะการแกปญหา เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาท่ีเกิดขึ้นในชีวิต
ไดอยางมีระบบ ไมเกิดความเครียดทางกาย และจิตใจ จนอาจลุกลามเปนปญหาใหญโตเกิน
แกไข

3. ทักษะการคิดสรางสรรค เปนความสามารถในการคิดท่ีจะเปนสวนชวยในการ
ตัดสินใจและแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพื่อคนหาทางเลือกตาง ๆ รวมทั้งผลท่ีจะ
เกิดขึ้นในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยาง
เหมาะสม

4. ทักษะการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ เปนความสามารถในการคิดวิเคราะหขอมูล
ตา ง ๆ และประเมนิ ปญหา หรอื สถานการณท ีอ่ ยูร อบตวั เราท่มี ผี ลตอการดําเนินชีวิต

5. ทกั ษะการส่ือสารอยางมีประสิทธิภาพ เปนความสามารถในการใชคําพูด และ
ทาทาง เพ่ือแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรม และ
สถานการณต าง ๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคดิ เห็น การแสดงความตองการ การแสดงความ
ชื่นชม การขอรอ ง การเจรจาตอรอง การตักเตอื น การชวยเหลือ การปฏิเสธ ฯลฯ

97

6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล เปนความสามารถในการสราง
ความสมั พนั ธท่ีดรี ะหวางกนั และกนั และสามารถรกั ษาสมั พันธภาพไวไดยนื ยาว

7. ทกั ษะการตระหนกั รใู นตน เปนความสามารถในการคนหารูจ ัก และเขา ใจตนเอง
เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการและสิ่งที่ไมตองการของตนเอง ซึ่งจะชวยใหเรา
รตู ัวเองเวลาเผชญิ กบั ความเครียด หรือสถานการณตาง ๆ และทักษะน้ียังเปนพ้ืนฐานของการ
พฒั นาทักษะอ่ืน ๆ เชน การสอื่ สาร การสรา งสัมพนั ธภาพ การตดั สนิ ใจ ความเห็นใจผูอื่น

8. ทักษะการเขาใจผูอื่น เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือน หรือความ
แตกตา งระหวา งบคุ คล ในดา นความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ สีผิว
อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอ่ืนที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอื่นท่ีดอย
กวา หรือไดรับความเดอื ดรอน เชน ผตู ิดยาเสพตดิ ผูตดิ เชอ้ื เอดส

9. ทักษะการจัดการกับอารมณ เปนความสามารถในการรับรูอารมณของตนเอง
และผูอ ่นื รวู า อารมณม ีผลตอ การแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโกรธ และ
ความเศราโศก ทสี่ งผลทางลบตอ รางกายและจิตใจไดอ ยางเหมาะสม

10. ทกั ษะการจัดการกับความเครียด เปนความสามารถในการรับรูถึงสาเหตุของ
ความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียดและแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพ่ือให
เกิดการเบย่ี งเบนพฤติกรรมไปในทางทีถ่ ูกตอง เหมาะสม และไมเกิดปญหาดา นสุขภาพ

เร่ืองท่ี 2 ทักษะชีวติ ที่จาํ เปน 3 ประการ
2.1. ทกั ษะการสอ่ื สารอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
การสื่อสาร เปน กระบวนการสรา งความเขาใจกันระหวางบุคคล โดยอาจเปน

การส่ือสารทางเดยี ว คอื การส่ือขาวสารจากผสู ง สารไปยงั ผูรบั สาร โดยไมม ีการส่ือสารกลับหรือ
สะทอนความรูสึกกลับไปยังผูสงสารอีกคร้ัง สวนการสื่อสารสองทาง เปนการส่ือขาวสารจาก
ผูสง สารไปยังผูรบั สารและมีการสื่อสารกลับ หรือสะทอนความรูสกึ กลบั จาก ผูรับสารไปยังผูสง
สารอีกครั้ง จึงเรียกวา เปนการส่ือสารสองทาง

การสอื่ สารระหวา งบุคคล นบั วาเปน ความจาํ เปน อยางย่ิง เพราะในการดําเนิน
ชีวติ ปกติในปจจบุ นั การส่อื สารเขามามีบทบาทอยางย่ิงในทุกกิจกรรม ไมวาจะเปนการสื่อสาร
ดวย การพูด การเขียน การแสดงกิริยาทาทาง หรือการใชเคร่ืองมือส่ือสารท่ีเปนเทคโนโลยี
สมยั ใหมตาง ๆ เชน โทรศัพท อินเทอรเน็ต อีเมลล ฯลฯ ท้ังนี้ การส่ือสารดวยวิธี ใด ๆ ก็ตาม
ควรทําใหผูสงสารและผูรับสารเกิดความเขาใจอันดีตอกัน และเกิดสัมพันธภาพท่ีดีตามมา

98

ซึ่งทักษะท่ีจําเปนในการสื่อสาร ไดแก การรูจักแสดงความคิดเห็น หรือความตองการใหถูก
กาลเทศะ และการรูจกั แสดงความชนื่ ชมผอู น่ื การรูจักขอรอง การเจรจาตอรองในสถานการณ
คับขันจําเปน การตกั เตือนดวยความจริงใจ และใชวาจาสภุ าพ การรจู ักปฏิเสธเม่ือถูกชักชวนให
ปฏิบตั ใิ นสงิ่ ทผี่ ดิ ขนบธรรมเนยี มประเพณี หรอื ผิดกฎหมาย เปนตน

การสอ่ื สารดวยการปฏเิ สธ
หลาย ๆ คนไมกลาปฏิเสธคําชักชวนของเพ่ือนหรือคนรัก เมื่อไปทําในส่ิงท่ี
ตนเองไมเห็นดวย เชน การมีเพศสัมพันธที่ไมปลอดภัย การเสพยาเสพติด ฯลฯ อันท่ีจริงการ
ปฏิเสธเปนสิทธิของทุกคน การปฏิเสธคําชักชวนของเพื่อน หรือคนรักเมื่อทําในสิ่งที่ตนเองไม
เห็นดวยอยางเหมาะสม และไดผลจะชวยปองกันการมีพฤติกรรมเส่ียงได คนสวนใหญไมกลา
ปฏิเสธคําชักชวนของเพ่ือน หรือคนรัก เพราะกลัววาเพ่ือน หรือคนรักจะโกรธ แตถาสามารถ
ปฏเิ สธไดถูกตอ งตามขน้ั ตอนจะไมท าํ ใหเสยี เพอื่ น
การปฏเิ สธทด่ี ี
จะตองปฏิเสธอยางจรงิ จัง ท้ังทา ทาง คําพูด และนํ้าเสยี ง เพ่ือแสดงความตั้งใจ
อยา งชดั เจนท่ีจะขอปฏิเสธ
2.2. ทกั ษะการสรางสัมพนั ธภาพระหวางบุคคล
คงไดยินคําพูดน้ีบอย ๆ วา “คนเราอยูคนเดียวในโลกไมได” เราตองพึ่งพา
อาศัยกนั ซึ่งจะตองมีสมั พนั ธภาพท่ดี ีตอ กนั การทจี่ ะสรางสัมพันธภาพใหเกิดข้ึนระหวางกันนั้น
เปนเรอ่ื งไมย าก แรกเริ่มคือ
1. มีการติดตอพบปะกัน

เราจะตองมีการติดตอพบปะพูดคุยกับคนท่ีตองการมีสัมพันธภาพกับเขา
ใหเวลากับเขา ทํางานรวมกัน ทํากิจกรรมรวมกัน เลนกีฬาดวยกัน และในที่สุดเราก็มีโอกาส
สรา งมิตรภาพที่ดีตอ กนั

2. มคี วามสนใจและประสบการณร วมกัน
ประสบการณเปนส่ิงที่นําคนสองคนใหมารวมมือกัน การชวยเหลือกันใน

ระหวางการเลาเรียน หรือการทํางานดวยกัน มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน การรวม
ประสบการณและแลกเปล่ียนประสบการณระหวา งกัน เปนการสรางมิตรภาพทด่ี ีใหเ กดิ ขึ้น

99

3. มีทศั นคตแิ ละความเชือ่ ที่คลา ยคลึงกนั
ชวงวัยรุนเปนชวงที่ความคิด ทัศนคติ และความรูสึกอาจมีการ

เปลีย่ นแปลงอยางรวดเรว็ ถาคนไหนมคี วามคดิ เห็นคลา ยคลึงกับเรา เราจะรูสึกพอใจ แตถาคน
ไหนมีความคดิ แตกตา งกับเรา เราจะรูสึกไมพ อใจ แตในความเปนจรงิ ตอ งเขาใจวา คนสวนใหญ
ไมไดม ีความเหน็ เหมอื นกันทุกเร่อื ง แมใ นคนที่เปน มติ รตอกันเพยี งใดกต็ าม

2.3 ทกั ษะการเขา ใจผูอน่ื
การที่บุคคลจะอยูในครอบครัวอยูในสังคมอยางมีความสุข จําเปนตองรูจัก

ตนเอง และรูจ ักผูที่ตนเกี่ยวของสัมพนั ธด วย ดงั ภาษิตจีนที่วา “รูเขา รูเรา รบรอยคร้ัง ชนะ
รอ ยคร้ัง”

ดงั นนั้ การที่เราจะทําความรจู ักผอู น่ื ซ่ึงเราจะตอ งเกี่ยวของสัมพันธดวย ไมวาจะ
เปนภายในครอบครวั ของเราเอง เพราะเราไมสามารถอยูค นเดียวไดในทุกท่ี ทุกสถานการณ

หลกั ในการเขาใจผูอนื่ มดี งั น้ี
1. ตองคํานึงวาคนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเปนมนุษยเชนเดียวกับเรา จึงควร
ปฏบิ ัติกับเพื่อนมนุษยทกุ คนดวยความเคารพในศักด์ิศรีของความเปนมนุษยเทาเทียมกัน ไมวา
จะเปน คนจน คนรวย คนแก เด็ก คนพิการ ฯลฯ
2. บุคคลทุกคนมีความแตกตางกัน ทั้งพ้ืนฐานความรู ฐานะทางเศรษฐกิจ
สภาพความเปนอยู ระดับการศึกษา การปลูกฝงคุณธรรม คานิยม ระเบียบ วินัย ความ
รับผิดชอบ ฯลฯ ดังนั้น หากเรายอมรับความแตกตางระหวางบุคคลดังกลาว จะทําใหเรา
พยายามทําความเขาใจเขาและส่ือสารกับเขาดวยกิริยาวาจาสุภาพ ซ่ึงหากยังไมเขาใจเราก็
จําเปนตองอดทน และอธิบายดวยภาษาท่ีเขาใจงาย ไมแสดงอาการดูถูกดูแคลน หรือแสดง
อาการหงดุ หงดิ รําคาญ เปน ตน
3. การเอาใจเขามาใสใ จเรา บุคคลทัว่ ไปมักชอบใหค นอน่ื เขาใจตนเอง ยอมรบั
ในความตองการ ควรเปนตัวตนของตนเอง ดังน้ันจึงมักมีคําพูดติดปากเสมอ เชน ฉันอยางน้ัน
ฉันอยา งนี้ ทําไมเธอไมท ําอยา งนั้น ทาํ ไมเธอไมท ําอยางน้ี ทําไมเธอถงึ ไมเ ขาใจฉัน ฯลฯ ซึ่งเปนการ
เอาใจเราไปยัดเหยียดใสใ จเขา และมักไมพึงพอใจในทุกเรื่อง ทุกฝาย ทั้งนี้ในดานกลับกัน หากเรา
คิดใหม ปฏบิ ัติใหม โดยพยายามทําความเขาใจผูอ่ืนไมวา จะเปน พอแมเขาใจลูก หรือลูกเขาใจพอ
แม เพ่อื นเขา ใจเพอ่ื น โดยการทําความเขาใจวา เขาหรือเธอมีเหตุผลอะไร ทําไมจึงแสดงพฤติกรรม
เชนนั้น เขามีความตองการอะไร เขาชอบอะไร ฯลฯ เมื่อเราพยายามเขาใจเขา และปฏิบัติให

100

สอดคลอ งกับความชอบ ความตองการของเขาแลว กจ็ ะทําใหก ารอยรู วมกัน หรอื การทาํ งานรว มกัน
เปนไปดวยความราบร่ืน และแสดงความสงบสันตสิ ขุ ในครอบครัว ชมุ ชน และสังคม

4. การรบั ฟง ผอู ่นื การที่เราจะเขาใจผูอ่ืนไดดีหรือไม ขึ้นอยูกับวาเรารับฟงความ
คิดเห็น ความตองการของเขามากนอ ยเพยี งใด บคุ คลทัว่ ไปในปจจบุ นั ไมชอบฟงคนอ่ืนพูด แตชอบ
ท่ีจะพูดใหคนอ่ืนฟง และปฏิบัติตาม ดังนั้น สิ่งสําคัญที่เปนพ้ืนฐานท่ีจะทําใหเราเขาใจผูอื่นก็คือ
ทกั ษะการฟง ซงึ่ จะตอ งเปนการฟงอยางตั้งใจ ไมขัดจังหวะ หรือแสดงอาการเบื่อหนาย และควร
แสดงกิริยาตอบรับ เชน สบตา ผงกศีรษะ ทั้งนี้ การฟงอยางตั้งใจ จะทําใหเรารับทราบความคิด
ความตอ งการ หรอื ปญหาของผูท ีเ่ ราเก่ียวขอ งดว ย ไมวาจะเปน ในฐานะลูกกบั พอแม พอแมกับลูก
นายจา งกับลูกจา ง หวั หนา กบั ลกู นอง ฯลฯ ซง่ึ จะทาํ ใหเ ราเกิดอาการเขาใจ และสามารถแกปญหา
ไดอ ยางถูกตอ งในทสี่ ุด

101

กจิ กรรมทา ยบทที่ 8

1.ผูท่ีมีทักษะชีวติ ท่ดี ีนน้ั ควรเปนอยา งไร
......................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
2.องคประกอบของทกั ษะชีวติ มี 10 ประการ ไดแ ก อะไรบาง
......................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
3.จงอธิบายทกั ษะทจ่ี ําเปน 3 ประการ มาพอสงั เขป
......................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

102

บทที่ 9
อาชีพแปรรูปสมนุ ไพร

สาระสําคญั
กกกกกกกกการมคี วามรูความเขา ใจเก่ียวกบั สมุนไพรและการแปรรูปสมนุ ไพรตลอดจนสามารถ
นาํ มาบาํ บดั รกั ษาโรคและการแปรรปู สมนุ ไพรเพ่อื การจําหนา ยได
ผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวัง

1. อธบิ ายความสัมพนั ธข องสมนุ ไพรกบั บทบาททางเศรษฐกิจได
2. อธบิ ายความสําคัญของกระบวนการแปรรูปสมนุ ไพรเพ่ีอการจาํ หนายได
3. อธบิ ายรปู แบบการแปรรูปสมุนไพรชนิดตา งๆ เพอี่ การจําหนายได
4. จําแนกผลติ ภณั ฑท ี่เปน อาหารและยาไดถูกตอง
ขอบขายเนื้อหา
กกกกกกก เรอื่ งที่ 1 สมนุ ไพรกับบทบาททางเศรษฐกิจ
เร่อื งท่ี 2 การแปรรปู สมนุ ไพรเพอ่ี การจําหนาย
เร่ืองท่ี 3 การขออนญุ าตผลิตภัณฑอ าหารและยา (อย.)

103

เร่ืองท่ี 1 สมนุ ไพรกบั บทบาททางเศรษฐกจิ
สมุนไพร หมายถึง พืชท่ีมีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตาง ๆ

การใชส มนุ ไพรสําหรับรกั ษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตางๆ น้ี จะตองนําเอาสมุนไพรตั้งแตสอง
ชนิดข้ึนไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกวา “ยา” ในตํารับยานอกจากพืชสมุนไพรแลวยังอาจ
ประกอบดวยสตั วแ ละแรธาตอุ ีกดวย เราเรียกพืช สัตว หรือแรธาตุที่เปนสวนประกอบของยาน้ี
วา “เภสัชวัตถุ” สมุนไพรเปนสวนหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กระทรวง
สาธารณสุขไดดําเนินโครงการ สมุนไพรกับสาธารณสุขมูลฐาน โดยเนนการนําสมุนไพรมาใช
บําบดั รักษาโรคในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐมากขึ้น และสงเสริมใหปลูกสมุนไพรเพื่อใช
ภายในหมูบานเปนการสนับสนุนใหมีการใชสมุนไพรมากย่ิงข้ึน อันเปนวิธีหนึ่งท่ีจะชวย
ประเทศชาตปิ ระหยัดเงนิ ตราในการสง่ั ซ้ือยาสําเร็จรปู จากตา งประเทศไดปละเปน จํานวนมาก

ปจจุบันมผี ูพยายามศกึ ษาคน ควาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑสมุนไพรใหสามารถนํามาใชใน
รปู แบบทส่ี ะดวกยง่ิ ขน้ึ เชน นํามาบดเปนผงบรรจุแคปซูล ตอกเปนยาเม็ด เตรียมเปนครีมหรือ
ยาขี้ผง้ึ เพอื่ ใชทาภายนอก เปนตน ในการศึกษาวจิ ยั เพ่อื นําสมุนไพรมาใชเปนยาแผนปจจุบันน้ัน
ไดม กี ารวจิ ัยอยา งกวางขวาง โดยพยายามสกัดสาระสําคัญจากสมุนไพรเพื่อใหไดสารท่ีบริสุทธ์ิ
ศึกษาคณุ สมบัตทิ างดา นเคมี ฟสิกสของสารเพือ่ ใหทราบวาเปนสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธ์ิดาน
เภสัชวิทยาในสัตวทดลองเพ่ือดูใหไดผลดีในการรักษาโรคหรือไมเพียงใด ศึกษาความเปนพิษ
และผลขางเคยี ง เมอ่ื พบวาสารชนิดใดใหผลในการรกั ษาท่ดี ี โดยไมมีพิษหรือมีพิษขางเคียงนอย
จงึ นาํ สารนน้ั มาเตรียมเปนยารูปแบบที่เหมาะสมเพ่ือทดลองใชตอไป

เรอื่ งที่ 2 การแปรรูปสมุนไพรเพอื่ การจําหนา ย
สมนุ ไพรถกู นาํ มาใชส ารพัดประโยชน และถูกแปรรูปออกมาในแบบตาง ๆ เพ่ือการ

จําหนา ยซง่ึ สามารถนาํ มาใชป ระกอบอาชพี ทง้ั อาชีพหลกั และอาชีพเสรมิ ได ส่ิงสําคัญท่ีสุดของ
การแปรรปู สมนุ ไพร คอื “การปรุงสมุนไพร”

การปรงุ สมุนไพร หมายถงึ การสกัดเอาตัวยาออกมาจากเน้ือไมยา สารที่ใชสกัดเอา
ตัวยาออกมาที่นิยมใชกัน ไดแก น้ําและเหลา สมุนไพรท่ีนํามาปรุงตามภูมิปญญาดั้งเดิมมี 7
รูปแบบ คอื

1. การตม เปน การสกัดตัวยาออกมาจากไมย าดว ยนํ้ารอ น เปนวธิ ีท่ีนิยมใชมากที่สุด
ใชก บั สวนของเน้ือไมท แ่ี นนและแข็ง เชน ลําตน และราก ซ่งึ จะตองใชก ารตมจึงจะไดตัวยาที่เปน
สารสาํ คญั ออกมา ขอดีของการตม คือ สะอาด ปลอดจากเชอ้ื โรค มี 3 ลกั ษณะ คอื

104

1.1. การตมกินตางนํ้า คือ การตมใหเดือดกอนแลวตมดวยไฟออน ๆ อีก 10
นาที หลงั จากน้นั นาํ มากนิ แทนนํ้า

1.2. การตมเคีย่ วคือ การตมใหเ ดอื ดออน ๆ ใชเ วลาตม 20-30 นาที
1.3. การตม 3 เอา 1 คือ การตมจากน้ํา 3 สวน ใหเหลือเพียง 1 สวน ใชเวลา
ตม 30-45 นาที
2. การชง เปนการสกัดตัวยาสมุนไพรดวยน้ํารอน ใชกับสวนท่ีบอบบาง เชน ใบ
ดอก ที่ไมตองการโดนนํ้าเดือดนาน ๆ ตัวยาก็ออกมาได วิธีการชง คือ ใหนํายาใสแกวเติมน้ํา
รอ นจัดลงไป ปดฝาแกวทงิ้ ไวจนเยน็ ลักษณะน้เี ปน การปลอยตัวยาออกมาเตม็ ท่ี
3. การใชนาํ้ มนั ตัวยาบางชนิดไมละลายน้ํา แมวาจะตมเคี่ยวแลวก็ตาม สวนใหญ
ยาที่ละลายน้ําจะไมละลายในน้ํามันเชนกัน จึงใชน้ํามันสกัดยาแทน แตเนื่องจากยานํ้ามันทา
แลวเหนยี ว เหนอะหนะ เปอ นเสอื้ ผา จึงไมน ิยมปรุงใชกนั
4. การดองเหลา เปนการใชกับตัวยาของสมุนไพรท่ีไมละลายน้ํา แตละลายไดดีใน
เหลา หรือแอลกอฮอล การดองเหลา มักมีกลิ่นแรงกวายาตม เน่ืองจากเหลามีกล่ินฉุน และหาก
กินบอย ๆ อาจทาํ ใหต ดิ เหลา ได จึงไมน ยิ มกินกัน จะใชต อเมอื่ กนิ ยาเม็ดหรอื ยาตมแลวไมไ ดผล
5. การตม ค้ันเอานํา้ เปน การนาํ เอาสวนของตนไมท มี่ ีนํา้ มาก ๆ ออนนุม ตําแหลก
งาย เชน ใบ หวั หรอื เหงา นาํ มาตําใหละเอียด และคั้นเอาแตนํ้าออกมา สมุนไพรท่ีใชวิธีการน้ี
กินมากไมไดเชน กัน เพราะน้ํายาที่ไดจะมีกล่ินและรสชาติท่ีรุนแรง ตัวยาเขมขนมาก ยากที่จะ
กลืนเขาไปท่ีเดยี ว ฉะน้ันกินครัง้ ละหนง่ึ ถวยชากพ็ อแลว
6. การบดเปน ผง เปนการนาํ สมนุ ไพรไปอบหรือตากแหง แลว บดใหเ ปน ผง สมุนไพร
ที่เปนผงละเอียดมากย่ิงมีสรรพคุณดี เพราะจะถูกดูดซึมสูลําไสงาย จึงเขาสูรางกายได
รวดเร็ว สมนุ ไพรผงชนดิ ใดที่กินยากก็จะใชปนเปนเม็ดท่ีเรียกวา "ยาลูกกลอน" โดยใชนํ้าเชื่อม
น้าํ ขาวหรอื นาํ้ ผงึ้ เพอ่ื ใหตดิ กันเปนเม็ด สวนใหญนิยมใชน้ําผ้ึงเพราะสามารถเก็บไวไดนานโดย
ไมข ึน้ รา
7. การฝน เปนวิธีการท่ีหมอพ้ืนบานนิยมกันมาก วิธีการฝน คือ หาภาชนะใสนํ้า
สะอาดประมาณครึ่งหน่ึงแลวนําหินลับมีดเล็ก ๆ จุมลงไปในหินโผลเหนือนํ้าเล็กนอย
นาํ สมุนไพรมาฝนจนไดน ้าํ สขี ุนเล็กนอ ย กินครั้งละ 1 แกว
อยางไรก็ตาม การแปรรูปผลิตภัณฑสมุนไพร ควรแปรรูปในลักษณะอาหารหรือ
เครื่องใชที่ไมจัดอยูในประเภทยารักษา คือ ไมมีสรรพคุณในการรักษาหรือปองกัน บรรเทา

105

บําบัดโรค เน่อื งจากผลิตภัณฑป ระเภทยาจะตองผา นการตรวจสอบที่มีมาตรฐานสูงและถูกตอง
มผี ูชํานาญการท่มี คี ณุ วุฒิในการดาํ เนนิ การดว ย

ลักษณะของผทู ี่จะประกอบอาชพี ผลิตภัณฑสมุนไพรในการปรุงผลติ ภณั ฑจากสมุนไพร
ผปู รงุ จําเปน ตอ งรูหลกั การปรงุ ผลิตภณั ฑจากสมนุ ไพร 4 ประการ คือ

1. เภสัชวตั ถุ ผปู รงุ ตอ งรูจักชื่อและลักษณะของเภสัชวัตถุท้ัง 3 จําพวก คือ พืชวัตถุ
สตั ววัตถุ และธาตุวตั ถุ รวมท้งั รูป สี กลน่ิ และรสของเภสชั วตั ถนุ ั้นๆ ตวั อยางเชน กะเพราเปนไม
พุม ขนาดเล็ก มี 2 ชนิด คือ กะเพราแดงและกะเพราขาว ใบมีกล่ินหอม รสเผ็ดรอน หลักของ
การปรงุ ยาขอ นี้จําเปนตองเรียนรูจากของจริง

2. สรรพคุณเภสัช ผูปรุงตองรูจักสรรพคุณของยา ซึ่งสัมพันธกับรสของสมุนไพร
เรยี กวา “รสประธาน” แบง ออกเปน

2.1. สมุนไพรรสเย็น ไดแก ยาท่ีประกอบดวยใบไมท่ีรสไมเผ็ดรอนเชน เกสร
ดอกไม สัตตะเขา (เขาสัตว 7 ชนิด) เนาวเขี้ยว (เขี้ยวสัตว 9 ชนิด) และของท่ีเผาเปนถาน
ตวั อยา งเชน ยามหานลิ ยามหากาฬ เปนตน ยากลุมนี้ใชสําหรับรักษาโรคหรืออาการผิดปกติทาง
เตโชธาตุ (ธาตไุ ฟ)

2.2. สมนุ ไพรรสรอ น ไดแ ก ยาท่ีนําเอาเบญจกูล ตรีกฏก หัสคุณ ขิงและขามาปรุง
ตวั อยา งเชน ยาแผนโบราณทเ่ี รียกวา “ยาเหลอื งทัง้ หลาย” ยากลุมนใ้ี ชสําหรับรกั ษาโรคและอาการ
ผิดปรกติทางวาโยธาตุ (ธาตลุ ม)

2.3. สมุนไพรรสสุขุม ไดแก ยาท่ีผสมดวยโกฐ เทียน กฤษณา กระลําพัก ชะลูด
อบเชย ขอนดอก และแกนจันทนเ ทศ เปนตน ตวั อยางเชน ยาหอมทัง้ หลาย ยากลุม นใ้ี ชรักษา
ความผิดปรกตทิ างโลหิต

นอกจากรสประธานของสมุนไพรดังท่ีกลาวน้ี เภสัชวัตถุยังมีรสตางๆ อีก 9 รสคือ
รสฝาด รสหวาน รสเบื่อเมา รสขม รสมัน รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปร้ียวและรสเผ็ดรอน ในตํารา
สมุนไพรแผนโบราณบางตําราไดเพม่ิ รสจืดอกี รสหนง่ึ ดวย

3. คณาเภสัช ผูปรุงสมุนไพรตองรูจักเคร่ืองสมุนไพรท่ีประกอบดวยเภสัชวัตถุ
มากกวา 1 ชนดิ ทนี่ าํ มารวมกนั แลวเรียกเปน ช่อื เดียว ตวั อยา งเชน

ทเวคันธา หมายถึง เครื่องสมุนไพรท่ีประกอบดวยเภสัชวัตถุ 2 ชนิด คือ ราก
บนุ นาคและรากมะซาง

ตรีสุคนธ หมายถึง เคร่ืองสมุนไพรท่ีประกอบดวยเภสัชวัตถุ 3 ชนิด คือ ราก
อบเชยเทศ รากอบเชยไทย และรากพมิ เสนตน

106

4. เภสัชกรรม ผูปรุงสมนุ ไพรตอ งรูจักการปรุงยาซ่ึงมีสงิ่ ทค่ี วรปฏบิ ัติ คอื
4.1. พจิ ารณาตัวสมนุ ไพรวาใชสวนไหนของเภสัชวัตถุ เชน ถาเปนพืชวัตถุ จะใช

สวนเปลือกรากหรือดอก ใชสดหรือแหง ตองแปรสภาพกอนหรือไม ตัวอยางสมุนไพรที่ตอง
แปรสภาพกอน ไดแก เมล็ดสลอด เพราะสมุนไพรนี้มีฤทธิ์แรงจึงตองแปรสภาพเพื่อลดฤทธ์ิ
เสยี กอน

4.2 ดูขนาดของตัวสมนุ ไพรยาวาใชอยา งละเทา ไร และผูปรงุ สมุนไพรควรมีความรู
ในมาตราโบราณ ซงึ่ ใชสวนตางๆ ของรางกาย หรือเมล็ดพืชที่เปนท่ีรูจักคุนเคยมาเปนตัวเทียบ
ขนาด เชน คําวาองคุลี หมายถึง ขนาดเทา 1 ขอของน้ิวกลาง กลอมหมายถึง ขนาดเทากับ
เมลด็ มะกลํา่ ตาหนู และกล่าํ หมายถึงขนาดเทา กับเมล็ดมะกล่ําตาชา ง เปนตน

เร่อื งท่ี 3 การขออนญุ าตผลิตภณั ฑอ าหารและยา (อย.)
“อาหาร” ในพระราชบัญญตั อิ าหาร พ.ศ.2522 หมายถึง “วัตถุทกุ ชนิดท่ีคนกนิ

ด่ืม หรือนําเขาสูรางกาย แตไมรวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ตอจิตประสาท หรือยาเสพติดใหโทษ
นอกจากนีอ้ าหารยงั รวมถงึ วตั ถทุ ่ีใชเ ปนสว นผสมในการผลิตอาหาร วตั ถเุ จอื ปนอาหาร
สี เครือ่ งปรุงแตงกล่ินรสดวย”

ผลติ ภัณฑท ่ีผลิตเพ่ือจําหนายมีจํานวนหน่ึงที่เปนผลิตภัณฑท่ีคาบเกี่ยวหรือกํ้าก่ึงวา
จะเปนยาหรอื อาหาร เพื่อปองกันความสับสนในเรื่องนี้ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและ
ยา จงึ กาํ หนดแนวทางในการพจิ ารณาวา ผลติ ภณั ฑใดทจี่ ัดเปน อาหาร ตองมลี ักษณะ ดังน้ี

1. มีสวนประกอบเปน วัตถุทมี่ ใี นตาํ ราท่รี ัฐมนตรีประกาศตามพระราชบัญญัติยาและ
โดยสภาพของวตั ถนุ ้นั เปน ไดท ้ังยาและอาหาร

2. มขี อบง ใชเปนอาหาร
3. ปริมาณการใชไมถงึ ขนาดท่ใี ชใ นการปอ งกนั หรือบําบัดรกั ษาโรค
4. การแสดงขอ ความในฉลากและการโฆษณาอาหารที่ผสมสมุนไพรซึ่งไมจัดเปนยา
น้นั ตองไมม กี ารแสดงสรรพคุณเปน ยากลา วคอื ปอ งกัน บรรเทา บาํ บัด หรือรักษาโรค ตา ง ๆ
การแบงกลมุ ผลติ ภณั ฑอาหาร
อาหารแบง ตามลักษณะการขออนุญาตผลติ ออกเปน 2 กลมุ คอื
1. กลมุ อาหารท่ไี มตอ งมเี ครอื่ งหมาย อย.

อาหารกลมุ นี้ สว นใหญเปน อาหารที่ไมแ ปรรปู หรอื ถาแปรรูปก็จะใชกระบวนการผลติ
งาย ๆ ในชุมชน ผบู รโิ ภคจะตอ งนาํ มาปรุงหรือผานความรอนกอนบริโภค อาหารกลุมน้ีผูผลิตท่ีมี

107

สถานท่ีผลติ ไมเขา ขา ยโรงงาน (ใชอปุ กรณหรือเครอื่ งจักรตํ่ากวา 5 แรงมา หรือคนงานนอยกวา 7
คน) สามารถผลติ จําหนา ยไดโดยไมต องมาขออนญุ าตจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
หรอื สํานักงานสาธารณสขุ จังหวดั แตต องแสดงฉลากอาหารทถ่ี กู ตองไวด ว ย

2. กลมุ อาหารท่ตี อ งมเี คร่อื งหมาย อย.
อาหารกลุมน้เี ปนอาหารทีม่ กี ารแปรรูปเปน อาหารกึ่งสําเร็จรูปหรืออาหารสําเร็จรูป

แลว ซึ่งอาจกอใหเกิดความเสี่ยงตอผูบริโภคในระดับตํ่า ปานกลางหรือสูง แลวแตกรณี ไดแก
อาหารที่ตองมีฉลาก อาหารกําหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน หรืออาหารควบคุมเฉพาะ ดังนั้น
จึงจําเปนตองขออนุญาตสถานท่ีผลิตอาหารและขอข้ึนทะเบียนตํารับอาหาร หรือจดทะเบียน
อาหาร หรือแจงรายละเอียดของอาหารแตละชนิดแลวแตกรณี ไดที่สํานักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาหรอื สาํ นักงานสาธารณสขุ จงั หวดั

ตัวอยางผลิตภัณฑจากสมุนไพรที่ไมเขาขายการเปนยา ไดแก สบูสมุนไพร แชมพู
สระผม สมุนไพร ผงขัดผิวสมุนไพร เกลือผสมสมุนไพรสําหรับขัดผิว เทียนหอม เครื่องดื่มจาก
สมุนไพร นํา้ หอมปรับอากาศจากสมุนไพร นํ้าจิ้มน้ําซอสปรุงรสผสมสมุนไพร ผลิตภัณฑสมุนไพร
อบแหง พรอมรบั ประทาน ลกู อมสมุนไพร ชาสมนุ ไพรสาํ เร็จรปู พรอ มชง เปนตน

สวนตัวอยางผลิตภัณฑจากสมุนไพรที่เขาขายเปนยา ไดแก สมุนไพรลดนํ้าหนัก
เครื่องสําอางบํารุงผิว แกอาการทางผิวหนังหรือทําใหขาว เครื่องด่ืมสมุนไพรท่ีมีสรรพคุณรักษา
บาํ บดั หรือบรรเทาอาการจากโรคตา ง ๆ เปนตน

108

กิจกรรมทายบทท่ี 9

1. การปรุงสมนุ ไพรมคี วามหมายวา อยางไร
......................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
2. การปรุงสมนุ ไพร ในการตมมกี ลี่ ักษณะ อะไรบาง จงอธบิ าย
......................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

109

เฉลยกิจกรรมทา ยบท

บทที่ 1 พัฒนาการของรา งกาย

เรือ่ งท่ี 1 แนวคาํ ตอบ
1. ระบบผิวหนงั ประกอบดว ย 2 สว น คอื สวนท่อี ยูบ นพื้นผวิ เรยี กวา หนังกําพรา

สว นท่อี ยูลึกลงไป เรยี กวา หนงั แท
การดูแล อาบน้าํ ชาํ ระลางรางกายใหส ะอาดดว ยสบอู ยา งนอ ยวนั ละ 1-2 คร้ัง

ทาครมี บาํ รงุ ผวิ ทาครมี กันแดดกอนออกจากบานเมอื่ ตอ งไปเผชญิ กับแดดรอ นจดั
2. ระบบกลามเนอ้ื เปนแหลงพลงั งานที่ทาํ ใหเกดิ การเคลอ่ื นไหว ชวยใหรา งกาย

สามารถเคล่อื นไหวไดจ ากการทาํ งาน
การดแู ล ควรรบั ประทานอาหารทมี่ ปี ระโยชน โดยเฉพาะสารอาหารประเภท

โปรตีน แคลเซียม วิตามิน และเกลือแร ด่ืมน้าํ มาก ๆ อยางนอ ยวนั ละ 6-8 แกวและออกกําลงั
กาย

3. ระบบกระดกู เปน อวัยวะสําคญั ในการชว ยพยุงรางกายและประกอบเปนโครงราง
เปน ท่ยี ดึ เกาะของกลามเนื้อ และปอ งกันการกระทบกระเทอื นตอ อวัยวะภายในของรางกาย

การดูแล รับประทานอาหารใหครบทกุ หมูโดยเฉพาะอาหารทม่ี สี ารแคลเซียมและ
วิตามนิ ดี ออกกําลงั กายเปนประจําสมํ่าเสมอ ระมัดระวังการเกิดอบุ ตั ิเหตกุ ับกระดูก

4. ระบบไหลเวียนโลหิต เลือดทําหนาท่ีลําเลียงอาหารไปเล้ียงเซลลตาง ๆ ของ
รางกาย

การดูแล รับประทานอาหารใหครบ 5 หมูและมีปริมาณที่เพียงพอตอความ
ตอ งการของรา งกาย

5. ระบบหายใจ เปนกระบวนการนําออกซเิ จนในอากาศเขา สูปอด โดยออกซิเจนจะ
ไปสลายสารอาหารและไดพ ลังงานออกมา รวมถึงการกําจัดคารบ อนไดออกไซด ซึ่งเปนของเสีย
ออกจากรา งกาย

การดแู ล หลกี เลีย่ งที่ทอ่ี ากาศไมบ รสิ ุทธ์ิ หาโอกาสไปอยูที่ท่ีอากาศบริสุทธิ์หายใจ
เปนตน ไมสบู บหุ ร่ี และไมอยใู กลค นสูบบุหร่ี

110

เรือ่ งท่ี 2กแนวคําตอบ
กกกกกกกขอท่ี 1

ผูหญิงเมื่อเริ่มยางเขาสูวัยสาวก็จะมีการเปล่ียนแปลงทางดานอารมณ หรือภาวะ
ทางดานจิตใจ โดยที่เด็กผหู ญิงจะเรมิ่ มคี วามสนใจตัวเองมากขึ้น
กกกกกกกผชู ายเมื่อเขาสชู ว งวัยรุนจะเริ่มมีความสนใจและใกลชิดกับกลุมเพื่อนมากข้ึน วัยรุน
จะมีกิจกรรมตาง ๆ รวมกัน ซึ่งอาจจะเปนการเลนกีฬา ดนตรีหรือการออกไปเดินตาม
หางสรรพสินคา
กกกกกกกขอ ที่ 2
กกกกกกกทางดานรา งกาย ออกกําลงั สมา่ํ เสมอ ดืม่ น้ําสะอาดใหเพยี งพอ
กกกกกกกดานอารมณแ ละจติ ใจ หางานอดเิ รกทีเ่ หมาะกบั ผูสงู อายุใหท ํา
กกกกกกกดา นสงั คม แบง เวลา หรือจดั ตารางทํากิจกรรมตางๆ รวมกับผสู ูงอายุ
กกกกกกกดานสติปญญา รบั ประทานอาหารท่ีมีประโยชนทางดานความจํา อานหนังสือแบบ
ผอ นคลาย

บทท่ี 2 การดแู ลรกั ษาสขุ ภาพ
เร่ืองที่ 1 แนวคําตอบ
กกกกกกกอาหาร ทานอาหารทีม่ ปี ระโยชน
กกกกกกกอากาศ อยูใ นทที่ ม่ี ีอากาศบริสุทธ์ิ หลีกเลีย่ งการในท่ที มี่ ลพิษ
กกกกกกกอารมณ ทําจิตใจใหผ อ นคลาย ไมเ ครยี ด
กกกกกกกอุจจาระ คือ รบั ประทานอาหารทีม่ ีกากใย ดม่ื นํ้าใหม ากๆ
กกกกกกกออกกําลงั กาย ออกกําลังอยางสมํา่ เสมอ
เร่อื งท่ี 2 แนวคําตอบ
กกกกกกก1. ทางดา นรางกาย ชวยเสริมสรางสมรรถภาพทางดา นรางกายใหเปน ผทู ี่แข็งแรง มี
ประสทิ ธิภาพในการทาํ งาน สรา งความแข็งแกรง ของกลามเนือ้ ฯลฯ
กกกกกกก2. ทางดานอารมณ ชวยสามารถควบคุมอารมณไดเปนอยางดีไมวาจะอยูในสภาพ
เชนไร ชว ยใหค นท่มี อี ารมณเบกิ บาน ย้มิ แยม แจม ใส ฯลฯ
กกกกกกก3. ทางดานจิตใจ ชวยใหเปนคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์มองโลกในแงดี ชวยใหเกิดความ
เชอื่ มัน่ ตดั สินใจไดดี ฯลฯ

111

กกกกกกก4. ทางดานสังคม เปนผูที่มีระเบียบวินัย สามารถอยูในสภาพแวดลอมตางๆ ได
เปน ผทู เ่ี ขา กบั สังคม เพ่อื นฝูง และบุคคลท่ัวไปไดเ ปน อยางดี ไมป ระหมา หรอื เคอะเขิน

เรอื่ งท่ี 3กแนวตอบ
กกกกกกกการเดินเร็ว การเดินเร็วกวาปกติ ชีวิตประจําวัน
กกกกกกกการว่ิงเหยาะ คอื การว่ิงที่ไมต อ งการความเร็ว เปน การวงิ่ แบบเบาๆ ไมหักโหม
กกกกกกกการข่จี กั รยาน การออกกาํ ลงั กายโดยการขีจ่ กั รยานสามารถกระทาํ ไดท กุ อายุ และ
ทกุ สภาพความแขง็ แรง เปนการออกกําลงั กายที่ไมท าํ ใหขอเขา เสือ่ มเพม่ิ ขน้ึ
กกกกกกกการเลน โยคะ คอื การบริหารกาย ลมหายใจ และ การผอ นคลาย โดยเวน หรอื ขา ม
สว นที่เปนการฝก จติ โดยตรง ขณะเดยี วกันยังคงแฝงนัยแหง การฝก จิตโดยออมอยอู ยา ง
ครบถว น
กกกกกกกการออกกําลังกายแบบแอโรบคิ เปน กจิ กรรมท่ีไดร ับการยอมรับ และเปน ที่นยิ มกนั
อยางแพรห ลายท่ัวโลก
กกกกกกกการวา ยนา้ํ ทําใหเ กดิ ความปลอดภัยแลว การวายนาํ้ เปนกิจกรรมสําหรบั การพกั ผอ น
หยอนใจ สนุกสนานเหมาะสมสําหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

เรอ่ื งท่ี 4กแนวคําตอบ
กกกกกกกพอ เปน โรคกระดกู พรุน ควรออกกําลังกายเบา เชน วา ยนํา้ ปนจักรยาน ฯลฯ

เรื่องท่ี 5กแนวคําตอบ
กกกกกกกการมเี พศสมั พนั ธ การใชเข็มรวมกนั การคลอดบตุ รจากมารดาท่ีติดเชื้อเอชไอวี

เร่อื งที่ 6 แนวคําตอบ
ตอ งระมัดระวังในเร่ืองการแตงกาย ควรหลีกเล่ียงการเดินทางตามลําพังในยามวิกาล

หรือในเสนทางที่เปล่ียว อยาไวใจคนแปลกหนาเปนอันขาด โดยเฉพาะถาพบกันใน
สถานบันเทิง ฯลฯ

112

บทที่ 3 สารอาหาร
เรอื่ งท่ี 1กแนวคาํ ตอบ
กกกกกกกเชน แม นํา้ หนกั 65 กิโลกรมั สวนสูง 155 เซนติเมตร หาผลลพั ธได 27.05
อยูใ นเกณฑ อว น เพราะขาดการออกกาํ ลงั กาย

เรื่องที่ 2 แนวคําตอบ
กกกกกกก1. ความตอ งการสารอาหารในวยั เด็ก อาหารทีใ่ หโ ปรตนี อาหารที่ใหพลังงาน
อาหารท่ใี หว ติ ามินและเกลือแร ฯลฯ
กกกกกกก2. ความตอ งการสารอาหารของเด็กวัยเรียน นมสด 1 กลอง ขาวหรือขนมปง ไข
อาจจะเปนไขดาว ไขลวกหรือไขเจียว ผลไมท่ีหาไดงาย เชน กลวยน้ําวา มะละกอ หรือ สม
ฯลฯ
กกกกกกก3. ความตองการสารอาหารในวยั รนุ อาหารท่ีใหโปรตีน พลังงาน และวิตามินตอง
เพยี งพอสาํ หรับวยั รุน วติ ามนิ ตองเหมาะสมและโดยเฉพาะอยางย่ิงอาหารท่ีมีเกลือแรประเภท
แคลเซียมและเหล็กตอ งเพียงพอ
กกกกกกก4. ความตอ งการสารอาหารในวยั ผใู หญใหบรโิ ภคอาหารหลายชนิด บริโภคอาหาร
ในปรมิ าณทพ่ี อเหมาะ หลีกเลี่ยงการรบั ประทานทมี่ ีไขมันมากเกินไป ฯลฯ
กกกกกกก5. ความตอ งการสารอาหารของวัยชรา โปรตีน ไขมัน คารโบไฮเดรต คนสูงอายุ
ควรรบั ประทานขาวลดลงและไมควรรับประทานน้ําตาลในปริมาณท่ีมาก ใยอาหาร คนสูงอายุ
ควรรบั ประทานอาหารท่เี ปนพวกใยอาหารมากขึ้น
กกกกกกก6. ความตองการสารอาหารในสตรตี ั้งครรภ อาหารที่ใหโ ปรตีน อาหารทใ่ี หพลังงาน
อาหารท่ใี หว ติ ามินและเกลือแร สตรตี งั้ ครรภตองการอาหารท่ีมีวิตามินและเกลือแรเพ่ิมข้ึนควร
รบั ประทานอาหารประเภทผกั และผลไมทกุ ๆวัน เชน สม มะละกอ กลว ย
สลบั กันไป

เรอ่ื งที่ 3กแนวคาํ ตอบ
กกกกกกกการปรงุ อาหารที่ถกู สุขลกั ษณะ สุกเสมอ สะอาด ปลอดภัย
กกกกกกกการทาํ อาหารใหส ะดวกและรวดเร็ว เก็บไวในตเู ย็นแลวนาํ มาปรงุ ใหมไ ดโ ดยใชเวลา
นอยแตไดคุณคา มากเริม่ จากอาหารประเภทเน้ือสัตว เชน หมู ไก กุง ปลา เม่ือซื้อมาจัดเตรียม

113

ตามชนดิ ท่ีตอ งการปรุงหรอื หุงตมแลวทาํ ใหส ุก ดวยวิธีการตมหรือรวน แลวแบงออกเปนสวนๆ
ตามปริมาณทจี่ ะใชแตล ะคร้งั แลว เก็บไวใ นตเู ย็น
กกกกกกกการเก็บอาหารใหสะอาดปลอดภยั คอื สดั สวนเฉพาะ ส่งิ แวดลอมเหมาะสม สะอาด
ปลอดภยั
กกกกกกกอุณหภมู เิ ทาไหรจึงจะทําลายเช้ือโรคได อาหารเนื้อสัตวควรปรุงอาหารใหสุกเสมอ
โดยท่ัวทกุ สวนทอ่ี ุณหภูมิสูงกวา 80 องศาเซลเซยี ส ข้ึนไปหรอื สกุ เสมอ สะอาด ปลอดภยั
กกกกกกกอุณหภูมิท่ีเหมาะสมในการเกบ็ อาหารสดประเภทเนอื้ สตั วเ ก็บไวในอุณหภูมิตูเย็น
ระหวา ง 5 - 7 องศาเซลเซียสในขณะทเ่ี น้ือสตั วส ดท่ตี อ งการเก็บไวใ ชนาน (ไมเกิน7วัน)ตองเก็บ
ไวในอุณหภูมิตูแชแข็ง อุณหภูมิต่ํากวา 0 องศาเซลเซียส ท้ังนี้เมื่อจะนํามาใชจําเปนจะตอง
นาํ มาละลายในไมโครเวฟ แตถา ละลายในน้าํ เยน็ จะตอ งเปลยี่ นน้าํ ทกุ 30 นาที

บทที่ 4 โรคระบาด

เรื่องท่ี 1กแนวคาํ ตอบ

กกกกกกกโรคไขเ ลือดออก คือ โรคตดิ เชอื้ ซึง่ มสี าเหตุมาจาก ไวรสั เดงกี่ มีอาการไข ออนเพลีย
ปวดเม่ือยกลามเนื้อ ไขจะสูงกวามาก โดยอาจมีไขสูงกวา 40 องศาเซลเซียส ผูปวยจะมีหนา
แดง และปวดเมือ่ ยกลา มเนื้อคอนขางมากกวา หากทําการทดสอบโดยการรัดตนแขนดวยสาย
รัด จะพบจุดเลือดออก การรักษาทานยาลดไข การปองกัน ปดภาชนะเก็บน้ําดวยฝาปด เชน
มีผาปด ปากโองนา้ํ ตมุ นาํ้ ถงั เกบ็ นา้ํ หรอื ถาไมมฝี าปด กว็ างควา่ํ ลงหากยงั ไมตอ งการใช
กกกกกกกโรคมาลาเรีย เกิดจากยุงกนปลองเปน พาหะนําโรคมาสคู น และเปน โรคที่มีสถิติการ
ระบาดสูงมาก โดยเฉพาะในภาคใตและในจังหวัดท่ีเปนปาเขาท่ีมีฝนตกชุกอยูบอย ๆ มีอาการ
วิงเวียนศีรษะ ออนเพลีย มีไขสูง หนาวสั่น อาเจียน และมีเหงื่อมาก การรักษา เน่ืองจากใน
ปจจุบนั พบเชื้อมาลาเรียที่ด้ือตอยา และอาจมีโรคแทรกซอนรายแรง (เชน มาลาเรียข้ึนสมอง)
โดยเฉพาะอยางยิง่ สาํ หรบั ผทู ่อี ยูในเมอื ง ซ่งึ ไมม ีภมู ิตา นทานโรคนี้
การปองกัน นอนในมุง อยาใหย ุงกัดได ทําลายแหลงเพาะพันธุยุง เม่ือเขาปาหรือแหลงท่ีมีไข
มาลาเรยี ระบาด ระวังอยาใหย ุงกดั โดยใชย ากนั ยุงทา ผอู ยูในพืน้ ท่ีแหลง ไขมาลาเรียระบาดควร
ปลกู ตนตะไครห อมไวกันยุงกกกกกกก

114

กกกกกกกโรคไขหวัดนก พบในนก ไก เปด อาการผูปวยมีอาการคลายไขหวัดใหญ ไขสูง
หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเม่ือยกลามเนื้อ ออนเพลีย เจ็บคอ การปองกัน รับประทานอาหาร
ประเภทไกแ ละไขที่ปรงุ สุกเทาน้ัน
กกกกกกกโรคซารส เกิดจาก เช้อื ไวรัสโคโรนา อาการ อาการสาํ คญั ของผูปว ยโรคซารส ไดแก
มีไขตัวรอน หนาวสั่น ปวดเมื่อยกลามเนื้อ ไอ ปวดศีรษะ และหายใจลําบาก สวนอาการอื่นที่
อาจพบไดมีทองเดิน ไอมีเสมหะ น้ํามูกไหล คล่ืนไสอาเจียนผูปวยท่ีสงสัยวาจะเปนโรคซารส
ผูปวยมีอาการปวยเก่ียวกับโรคทางเดินหายใจและสงสัยวาจะเปนโรคซารส มีไขสูงเกิน 30
องศาเซลเซยี ส และมอี าการไอ หายใจตดิ ขัด การปอ งกนั ท่ีดีที่สุดไดแก การลางมือ การปฏิบัติ
ตามหลักสขุ อนามยั อยา งเครง ครัด และการใสห นากากอนามัย
กกกกกกกโรคอหวิ าตกโรค อหวิ าตกโรค เกดิ จากเชอ้ื แบคทีเรียใน สายพันธุเฉพาะชื่อ ไวบริโอ
คอเลอรี โดยท่วั ไปมอี าการไมมาก
กกกกกกกอาการ
กกกกกกก1. เปนอยางไมร ุนแรง พวกนี้มักหายภายใน 1 วัน หรืออยางชา 5 วัน มีอาการถาย
อจุ จาระเหลวเปนนํ้า วนั ละหลายครง้ั
กกกกกกก2. เปน อยางรุนแรง อาการระยะแรก มที อ งเดนิ มเี น้อื อจุ จาระมาก ตอมามีลักษณะ
เปนน้ําซาวขาว เพราะวามีมูกมาก มีกล่ินเหม็นคาว ถายอุจจาระไดโดยไมมีอาการปวดทอง
บางครง้ั ไหลพงุ ออกมาโดยไมร ูส ึกตัว มีอาการอาเจยี นโดยไมค ลืน่ ไส
กกกกกกกการปองกัน รับประทานอาหารท่ปี รงุ สุกใหม ๆ และดม่ื นาํ้ สะอาด ลางมือฟอกสบูให
สะอาดทุกครง้ั กอ นกนิ อาหารหรือกอนปรุงอาหารและหลังเขา สว ม
กกกกกกกการรักษา ภาวะขาดนาํ้ โดยดว น ดวยการใหน้ําและเกลือแรทดแทนการสูญเสียทาง
อจุ จาระ

115

บทท่ี 5 ยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพร

เรอื่ งที่ 1กแนวคําตอบ

กกกกกกกกการเลือกซ้ือยาแผนโบราณ ควรซื้อยาแผนโบราณจากรานขายยาท่ีมีใบอนุญาต
และมีเลขทะเบยี นตาํ รบั ยา ไมควรซ้อื ยาแผนโบราณจากรถเรขาย เพราะอาจไดรับยาที่ผลิตข้ึน
โดยผผู ลิตท่ไี มไดม าตรฐาน ซ่งึ อาจมีการปนเปอนของจุลินทรียในระหวางการผลิตอาจทําใหเกิด
อนั ตรายตอ ผบู ริโภคได กอนซอื้ ยาแผนโบราณ ควรตรวจดฉู ลากยาทุกคร้ังวามีขอความดังกลาว
น้ีหรอื ไม ฯลฯ
กกกกกกกหลักการใชยาสมนุ ไพร สมนุ ไพรท่มี ีการนํามาใชใ นปจ จบุ ันนีม้ กั นาํ มาปรงุ เปนยาเพอื่
ใชร ักษา ปองกนั และสรา งเสรมิ สุขภาพ แตส วนมากจะเปนการรักษาโรค ทพ่ี บมากมีดงั น้ี
ยาตม ยาผง ยาชง ยาลูกกลอน ยาเมด็ ยาดอง นาํ มาใชสด ๆ

เรอื่ งท่ี 2 แนวคําตอบ

กกกกกกกอันตรายจากการใชยาแผนโบราณ ทําใหเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ทําใหเกิดการ
บวม (ตึง) ที่ไมใชอว น ทําใหก ระดกู ผุกรอน และเปราะงาย นาํ ไปสูความทุพพลภาพได
กกกกกกกอันตรายจากการใชยาสมุนไพร พืชสมุนไพรหลายชนิดมีพิษโดยเฉพาะถาใชไมถูก
สว น เชน ฟาทะลายโจร ควรใชสวนใบออน แตไมควรใชกานหรือลําตน เพราะมีสารไซยาไนต
ประกอบอยู ดงั น้นั กอ นใชยาสมนุ ไพรตองแนใ จวามอี ะไรเปนสว นประกอบบา ง ฯลฯ

บทท่ี 6 การปอ งกนั สารเสพตดิ
เรื่องที่ 1กแนวคําตอบ
กกกกกกกสาเหตขุ องการตดิ สารเสพตดิ เชน อยากทดลอง ความคกึ คะนอง การชักชวนของ
คนอ่นื ฯลฯ
กกกกกกกประเภทของยาเสพติด

1. ยาเสพติดใหโ ทษประเภท 1 เชน เฮโรอีน เมทแอมเฟตามนี เอม็ ดเี อม็ เอ
2. ยาเสพติดใหโทษประเภท 2 เชน มอรฟ น โคเคอีน เพทิดีน เมทาโดน และฝน
3. ยาเสพติดใหโ ทษประเภท 3 เปนยาสาํ เร็จรปู ที่ผลิตข้ึนตามทะเบียนตํารับ ท่ีไดรับ
อนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขแลว มีจําหนายตามรานขายยา ไดแก ยาแกไอ ที่มีตัวยา
โคเคอีน หรือยาแกท องเสียทมี่ ีตวั ยาไดเฟนอกซนิ เปน ตน

116

4. ยาเสพติดใหโ ทษประเภท 4 เปนน้าํ ยาเคมีท่ีนาํ มาใชในการผลิตยาเสพติดใหโทษ
ประเภท 1 ไดแก นา้ํ ยาเคมี อาซิติกแอนไฮไดรด อาซติ ลิ คลอไรด เอทิลิดีน ไดอาเซเตท

5. ยาเสพติดใหโทษประเภท 5 ไดแก พืชกัญชา พืชกระทอม พืชฝน และพืชเห็ด
ขีค้ วาย ยาเสพตดิ ใหโทษประเภทนไ้ี มม ปี ระโยชนทางการแพทย
กกกกกกกลักษณะการติดยาเสพติด ตาโรยขาดความกระปร้ีกระเปรา น้ํามูกไหล น้ําตาไหล
ริมฝปากเขียวคลา้ํ แหง แตก เหงือ่ ออกมาก กลน่ิ ตัวแรง พดู จาไมสมั พันธกบั ความจริง

เรอ่ื งท่ี 2 แนวคาํ ตอบ
กกกกกกก1. ฝน ทําใหนอนหลบั เคลบิ เคลมิ้ ผูท่ีติดฝนจะมีความคิดอานชาลง การทํางานของ

สมอง หวั ใจ และการหายใจชา ลง
กกกกกกก2. มอรฟ น มฤี ทธทิ์ ั้งกดและกระตนุ ระบบประสาทสวนกลาง ทําใหศูนยประสาทรับ
ความรูสึกชา อาการเจ็บปวดตาง ๆ หมดไป กลามเนื้อคลายตัว มีความรูสึกสบายหายกังวล
นอกจากน้ยี ังมฤี ทธ์กิ ดศนู ยการไอทําใหร ะงบั อาการไอ
กกกกกกก3. เฮโรอนี มีฤทธิท์ ําใหง วงนอน งุนงง คลื่นไส อาเจียน เบื่ออาหาร รางกายผอมลง
อยางรวดเร็ว ออนเพลีย ไมกระตือรือรน ไมอยากทํางาน หงุดหงิด โกรธงาย มักกอ
อาชญากรรมไดเสมอ มกั ตายดวยมโี รคแทรกซอน หรือใชย าเกนิ ขนาด
กกกกกกก4. บารบิทูเรต จะมีอาการมึนงงในใจหงุดหงิด เล่ือนลอย ขาดความรับผิดชอบ
มีความกลาอยางบา บ่ิน ชอบทะเลาะววิ าท กา วรา ว ทาํ รายตนเอง คลุมคลั่ง พูดไมชัด เดินโซเซ
คลา ยกับคนเมาสุรา ขาดความอาย อาทิ สามารถเปลือ้ งเสอื้ ผา เพ่ือเตนโชวไ ด
กกกกกกก5. ยากลอ มประสาท เปนยาที่มีฤทธ์กิ ดสมอง ทําใหจ ติ ใจสงบหายกังวล
กกกกกกก6. แอมเฟตามีน ทําใหม ีอาการต่นื ตวั หายงวง พดู มาก หัวใจเตนเรว็ ข้ึน มือสั่นใจสั่น
ถา ใชเกนิ ขนาดจะทําใหเวียนศรี ษะนอนไม
กกกกกกก7. กัญชา ทําใหมีอาการตื่นเตน ชางพูด หัวเราะสงเสียงดัง กลามเน้ือแขนขาออน
เปล้ียคลายคนเมาสรุ า
กกกกกกก8. ยาหลอนประสาท มีอารมณออนไหวงาย ประสาทรับความรูสึกแปรรวน
ไมส ามารถควบคุมสติได
กกกกกกก9. สารระเหย ตอนแรกจะรูสึกเปนสุข ราเริง ควบคุมตัวเองไมได คลายกับคนเมา
สุรา ระคายเคอื งเยือ่ บภุ ายในปากและจมูก น้ําลายไหลมาก

117

กกกกกกก10. ยาบา เมอ่ื เสพเขาสรู า งกาย ในระยะแรกจะออกฤทธิท์ ําใหร า งกายตนื่ ตัว
หวั ใจเตนเร็ว ความดนั โลหิตสูง ใจส่ัน ประสาทตึงเครียด แตเมื่อหมดฤทธ์ิยา จะรูสึกออนเพลีย
มากกวา ปกตไิ ด
กกกกกกก11. ยาอี ยาเลฟิ เหงอื่ ออกมาก หัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง ระบบประสาทการ
รับรูเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ทําใหการไดยินเสียงและการมองเห็นแสงสีตางๆ ผิดไปจาก
ความเปนจรงิ เคลิบเคลม้ิ ควบคมุ อารมณไ มไ ด

บทท่ี 7 อบุ ตั เิ หตุ อบุ ตั ภิ ยั
ขอ 1. แนวคําตอบ
กกกกกกก1. สาเหตุท่เี กิดจากบุคคล
กกกกกกก2. สาเหตุทเี่ กิดจากเคร่อื งจกั รและอุปกรณห รือยานพาหนะในการทํางาน
กกกกกกก3. สาเหตุจากสภาพแวดลอม
ขอ 2. แนวคาํ ตอบ
กกกกกกก1. ไมค วรใสข องมคี า ไปในท่ีอาจถกู จี้ หรือชกชงิ วิ่งราวได
กกกกกกก2. ไมค วรไปในทีเ่ ปล่ียวตามลําพงั โดยเฉพาะผูหญงิ ควรมเี พือ่ นไปดว ย
แตถ าหลกี เลยี่ งการไปในท่ีเปล่ียวไดจ ะเปนการดี
กกกกกกก3. ผหู ญงิ ไมควรแตงกายโปห รือโชวสัดสวนมากเกินไป เพราะจะเปน การยัว่ ยุอารมณ
ทางเพศของผชู ายได อาจถกู ขม ขื่นได ถา อยใู นสถานท่เี ปลี่ยว
กกกกกกก4. อยาหลงเชือ่ คนทตี่ ิดตอ คยุ กันทางอินเทอรเนต็ เพราะถอื วา เปนคนแปลกหนา
อาจนาํ ไปสกู ารลอลวง
กกกกกกก5. ถา มีคนแปลกหนา มาขอเชาบา นเพื่อกิจกรรมตา งๆอยา ไวใจ ตองพิจารณาดูใหด ี
เพราะอาจเปน มจิ ฉาชพี ได
ขอ 3. แนวคําตอบ
กกกกกกกควรพยายามพูดกบั คนรา ยดีๆอยาโตเถยี งใหคนรา ยโกรธ พยายามอยา ใหถูกทําราย
รางกาย ในกรณีท่คี ิดวาตองถูกทํารายแนนอนใหวิง่ หนีเขาไปในฝูงชน

118

ขอ 4. แนวคาํ ตอบ
กกกกกกก1. ควรใหผปู วยนอนราบลงพื้น ยกปลายเทาสงู เพ่ือใหเ ลือดไหลไปเลย้ี งสมอง
กกกกกกก2. คลายเสื้อผา ใหหลวม
กกกกกกก3. อยใู นท่อี ากาศถายเท
กกกกกกก4. ดมแอมโมเนียหรอื ยาหมอง

บทที่ 8 ทกั ษะชีวติ เพอื่ การสอ่ื สาร
ขอ 1. แนวคาํ ตอบ
กกกกกกกเปนคนมีความสามารถในการแกป ญ หาทต่ี องเผชญิ ในชีวิตประจําวนั เพื่อใหอ ยูรอด
ปลอดภยั และสามารถอยูรวมกบั ผอู ่ืนไดอ ยางมคี วามสขุ
ขอ 2. แนวคาํ ตอบ
กกกกกกก1. ทักษะการตัดสินใจ
กกกกกกก2. ทกั ษะการแกป ญ หา
กกกกกกก3. ทักษะการคดิ สรางสรรค
กกกกกกก4. ทักษะการคิดอยา งมีวิจารณญาณ
กกกกกกก5. ทักษะการสื่อสารอยางมีประสทิ ธภิ าพ
กกกกกกก6. ทักษะการสรางสมั พนั ธภาพระหวา งบุคคล
กกกกกกก7. ทกั ษะการตระหนกั รใู นตน
กกกกกกก8. ทกั ษะการเขาใจผอู นื่
กกกกกกก9. ทกั ษะการจัดการกบั อารมณ
กกกกกกก10. ทกั ษะการจัดการกับความเครยี ด
ขอ 3. แนวคําตอบ
กกกกกกก1. ทกั ษะการสอื่ สารอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ ควรใหผสู งสารและผรู บั สารเกดิ ความเขาใจ
อนั ดตี อกัน เกดิ ความสัมพันธภาพที่ดซี ่ึงทกั ษะจาํ เปนในการส่ือสารไดแก รูจักแสดงความคิดเห็น
ช่นื ชมผูอ ่ืน ใชวาจาสุภาพ รจู ักปฏเิ สธเมื่อถูกชักชวนใหปฏิบัติผิดประเพณีหรือผดิ กฎหมาย
กกกกกกก2. ทกั ษะการสรา งสัมพันธระหวา งบุคคล มีความใสใจ เอาใจใสซ งึ่ กนั และกัน มคี วาม
ไวเน้ือเชือ่ ใจ การยอมรบั การมีสวนรวม การเหน็ อกเหน็ ใจผอู นื่
กกกกกกก3. ทกั ษะการเขาใจและเหน็ ใจผอู นื่ ตอ งคาํ นงึ วา ทุกคนมศี ักดิ์ศรีเทา เทียมกันทกุ คน
มีความแตกตางกัน การเอาใจเขาใสใจเรา และการรบั ฟง ผูอื่น

119

บทท่ี 9 อาชพี แปรรปู สมนุ ไพร

ขอ 1. แนวคําตอบ
กกกกกกกการสกดั เอาตัวยาออกจากเนือ้ ไมย า สารท่ีใชส กดั เอาตัวยาออกมาทนี่ ยิ มใชกนั ไดแ ก
น้าํ และเหลา
ขอ 2.แนวคําตอบ
กกกกกกกการตม เปน การสกัดตวั ยาออกมาจากไมย าดวยน้าํ รอ น เปน วธิ ีทีใ่ ชม ากทสี่ ุดใชก บั
สว นของเน้ือไมท แ่ี นน และแขง็ เชน ลําตนและราก มี 3 ลักษณะ

1. การตม กนิ ตา งนา้ํ คอื การตม ใหเ ดอื ดกอ นแลว ตม ดวยไฟออนๆอีก 10 นาทนี ํามา
กนิ แทนนํา้

2. การตม เคีย่ ว คือ การตมใหเดอื ดออนๆใชเวลาตม 20 – 30 นาที
3. การตม 3 เอา 1 คอื การตมจากน้ํา 3 สวนใหเ หลอื เพยี ง 1 สว น ใชเวลาตม
30 – 45 นาที

120

บรรณานุกรม

กติ ติ ปรมตั ถผล, นายปรชี า ไวยโภคา : รวมชดุ สาระการเรียนรพู ื้นฐาน “สขุ ศึกษา 2”
กกกกกกกกชวงชนั้ ที่ 3 ม.2, 2550. บริษัท สํานักพิมพเ อมพันธ จาํ กัด
กติ ติ ปรมตั ถผล, นายปรีชา ไวยโภคา : รวมชุดสาระการเรียนรูพืน้ ฐาน “สุขศึกษา 3”
กกกกกกกกชว งช้ันที่ 3 ม.3, 2550. บรษิ ัท สํานักพิมพเอมพนั ธ จาํ กดั
กสุ มุ าวดี ดาํ เกลีย้ ง, ปรีชา ไวยโภคา และคณะ : รวมชดุ สาระการเรียนรพู นื้ ฐาน
กกกกกกกก“สขุ ศึกษา 6” ชวงช้ันท่ี 4 ม.6, 2550. บรษิ ทั สาํ นักพิมพเ อมพันธ จํากัด
โกวิท ประวาลพฤกษ และคณะ. หนงั สอื เรยี นสาระการเรียนรพู น้ื ฐานสขุ ศกึ ษาและ

พลศึกษา.กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พมิ พบ ริษทั พัฒนาคุณภาพวชิ าการ (พว), 2547.
สารานุกรมไทยสาํ หรบั เยาวชนฯ / เลมที่ 7 / เรือ่ งท่ี 8 อุบัติเหตแุ ละการ
ปฐมพยาบาล
ความรูเรื่องโชค : ทางแก ดูแล ปองกัน, 2543 : บริษัท รีดเดอรส ไดเจสท (ประเทศไทย)
จาํ กดั . กรุงเทพมหานคร
วาสนา คณุ าอภิสทิ ธ์ิ และคณะ. หนังสอื เรยี นสาระการเรียนรพู ื้นฐาน กลุมสาระการเรียนรูกก
กกกกกกสุขศกึ ษาและพลศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พครุ สุ ภาลาดพรา ว, 2546.
สมหมาย แตงสกลุ และธาดา วมิ ลวัตรเวที. หนังสอื เรียนสาระการเรียนรพู ื้นฐานกลมุ สาระ
สุขศกึ ษาพลศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พไทยวฒั นาพานชิ ,2546.

121

คณะผูจัดทํา

ที่ปรกึ ษา เลขาธิการ กศน.
นายสุรพงษ จาํ จด รองเลขาธกิ าร กศน.
นายประเสริฐ หอมดี ผอู าํ นวยการกลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบ
นางตรนี ุช สุขสุเดช และการศึกษาตามอธั ยาศัย
ผอู ํานวยการ สถาบัน กศน. ภาคกลาง
นายวมิ ล ชาญชนบท รองผูอาํ นวยการ สถาบนั กศน. ภาคกลาง
ด.ต.ชาติวุฒิ เพ็ชรนอ ย

ผูสรปุ เนื้อหา ผูอาํ นวยการ กศน.อําเภอเมอื งนครปฐม
นายประชาลกั ณ ศรีคณุ าภรณ ครู สถาบัน กศน.ภาคกลาง
นายไพโรจน ขุนทอง ครู กศน.อําเภอเมืองนครปฐม
ครู กศน.อําเภอเมอื งนครปฐม
นางสาวนฤมล มลู ทองชุน เจาหนาท่ี สถาบัน กศน. ภาคกลาง
ครู สถาบนั กศน. ภาคกลาง
นางสธุ าสินี บารมรี ังสกิ ุล

นางสาวกัญญาณัฐ หนอทองคาํ

นางสาวโชติกา ชยั ชนะ

ผตู รวจและบรรณาธกิ าร ผูอาํ นวยการสํานกั งาน กศน.จงั หวดั เพชรบรุ ี
นายศุภัชณัฏฐ หลักเมอื ง ศึกษานิเทศก กศน.จงั หวดั เพชรบรุ ี
นางทองสุข รตั นประดษิ ฐ ครู กศน.อําเภอหัวหนิ
นางสาวณฐั กฤตา ทับทิม ครู กศน.อาํ เภอเมืองสมุทรสงคราม
นางสาวจรยิ า สมุทวนิช ครู กศน.อําเภอเมอื งเพชรบุรี
นางสาวสาํ ราญ นาคทอง

ผพู มิ พต น ฉบับ 122

นางสาวโชตกิ า ชยั ชนะ ครู สถาบัน กศน. ภาคกลาง
กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบ
ผูอ อกแบบปก และการศึกษาตามอัธยาศัย
นายศภุ โชค ศรีรัตนศิลป

123


Click to View FlipBook Version