The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รู้ไว้ก่อนไปศาลปกครอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krissy2728, 2023-05-25 01:20:46

รู้ไว้ก่อนไปศาลปกครอง

รู้ไว้ก่อนไปศาลปกครอง

ศาลปกครอง มููลนิิธิิวิิจััยและพััฒนากระบวนการยุุติิธรรมทางปกครอง


รู้้�ไว้้ก่่อนไปศาลปกครอง สำนัักงานศาลปกครอง ISBN : 978-616-333-058-1 พิิมพ์์ครั้้�งที่่� 7 : พฤษภาคม 2566 จำนวน : 20,000 เล่่ม จััดพิิมพ์์โดย สำนัักงานศาลปกครอง อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้้งวััฒนะ แขวงทุ่่งสองห้้อง เขตหลัักสี่่� กรุุงเทพมหานคร 10210 โทรศััพท์์ 0 2141 1111 สายด่่วนศาลปกครอง 1355 http://www.admincourt.go.th พิิมพ์์ที่่� บริิษััท ดิิน ดีีไซน์์ จำกััด โทรศััพท์์ 09 0080 3333, 0 2563 6921 ศาลปกครอง


การพัฒนาของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำ�ำให้การสื่อสารสะดวกรวดเร็วและ เข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ศาลปกครองเหน็ ถึงข้อดีดังกล่าวจึงนำำ�เทคโนโลยมาประย ี กต์ุ ใช้กับกระบวนการพิจารณาคดี เพอื่อำำน�วยความสะดวกให้แก่ประชาชนและคู่กรณี ทำำ� ให้ไม่ต้องเสยเวลาและค่าใช้จ่ายใ ีนการเดนทิ างมายังอาคารศาลปกครอง โดยการ นำ�ำเทคโนโลยีมาใช้ซึ่งเริ่มตั้งแต่การยื่นคำ�ำฟ้องจนจบการพิพากษาคดี ไม่ว่าจะเป็น การปรึกษาคดีออนไลน์ผ่านทางโปรแกรมไลน์ (LINE application) การใช้ระบบงาน คดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ ห้องพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Courtrooms) การขอคัด สำำ�เนาคำำ� สัง ่คำำพ�พิากษาทางแอปพลิเคชันของศาลปกครอง เป็นต้น รู้้ไว้้ก่่อนไปศาลปกครองฉบัับนี้้�ได้้เพิ่่�มเติิมเนื้้�อหาเกี่่�ยวกัับการประยุุกต์์ ใช้้เทคโนโลยีีดัังกล่่าว ซึ่่�งเป็็นเพีียงบางส่่วนของศาลปกครองอิิเล็็กทรอนิิกส์์ (e-Admincourt) ที่่�จะนำเทคโนโลยีีทัันสมััยมาปรัับใช้้กัับการดำเนิินงานของ ศาลปกครองและสำนัักงานศาลปกครอง เนื้้�อหาที่่�เพิ่่�มเติิมนี้้�จะทำให้้ผู้้อ่่านได้้เข้้าใจ ระบบการใช้้งานในเบื้้�องต้น้ และหากต้้องการความรู้้เพิ่่�มเติิมไม่ว่่ ่าจะเป็น็เรื่่�องระบบ ศาลปกครองอิิเล็็กทรอนิิกส์์ หรืือความรู้้เกี่่�ยวกัับศาลปกครองและคดีีปกครองก็็ สามารถเข้้าไปเยี่่�ยมชมได้้ที่่�ห้้องสมุุดสื่่�อประชาสััมพัันธ์์ศาลปกครองอิิเล็็กทรอนิิกส์์ http://bit.ly/2k1Fdws หรืือสแกนคิิวอาร์์โค้ด้ ที่่�อยู่่ท้้ายหนัังสืือเล่่มนี้้� สำนัักงานศาลปกครองขอขอบคุุณมููลนิิธิิวิิจััยและพััฒนากระบวนการ ยุุติิธรรมทางปกครองที่่�ให้้การสนัับสนุุนจััดพิิมพ์์หนัังสืือเล่่มนี้้� โดยมุ่่งหวัังให้้ รู้้�ไว้ก่่อนไปศาลป ้กครองเป็นห็ นัังสืือที่่�ให้้ประโยชน์์แก่่ประชาชนทุุกกลุ่มเ่ป้้าหมาย เพื่่�อให้้ความรู้้ที่่�ได้้รัับกลายเป็็นปััญญาให้้แก่่คนไทยทุุกคนที่่�จะร่่วมสรรสร้้าง ประเทศชาติิให้้เจริิญก้้าวหน้้าต่่อไป สำำน� ักงานศาลปกครอง


คดีปกครอง 4 ศาลปกครองสูงสุด 21 คดีที่ไม่อยู่ในอำ�ำนาจของศาลปกครอง 25 ระยะเวลาในการฟ้องคดี 30 คำ�ำฟ้อง 38 การชำ�ำระค่าธรรมเนียมศาล 45 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลปกครอง 46 การขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา 48 ระบบไต่สวน 55 การนั่งพิจารณาคดี 58 ตุลาการศาลปกครอง 60 การพิพากษาคดี 62 ระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ 65 ห้องพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Courtrooms) 68 ระบบปรึกษาคดีปกครองออนไลน์ 69 Admincourt mobile app 70 2


3


คดปีกครอง คือ คดีที่เป็นข้อพพิาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง และเป็นคดีในเรือง่ดังต่อไปนี้ 1. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐออกกฎ คำ�ำสั่ง หรือกระทำ�ำการอื่นใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น กฎกระทรวงกำำหนด� เวลาเปิดหรือปิดสถานบริการ ระเบยบมีหาวิทยาลัยที่กำำหนด� ให้นักศึกษาต้องทำ�ำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ หรือกรณีผู้ฟ้องคดีเห็นว่า เจ้าพน ักงานท ้องถิ่นปฏิเสธการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้บังคับบัญชามีคำ�ำสั่งลงโทษทางวินัยโดย ไม่เป็นธรรม เป็นต้น 4


5 2. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�ำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เช่น กรณีที่เจ้า ีที่ พนักงานท้องถิ่นละเลยต่อหน้าที่ ไม่ตรวจตราและออกคำำ� สังใ่ห้เจ้าของอาคารรือถอ้นอาคารที่ก่อสร้างหรือต่อเติม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กรณีที่เจ้า ีที่ พนักงานที่ดนดำิำ�เนนิการออกโฉนดที่ดนิล่าช้า เกินสมควร เป็นต้น 3. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น ของหนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใชอำ้ำน�าจ ตามกฎหมายหรือจากกฎ คำ�ำสั่ง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติ หน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เช่น การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกคำ�ำสั่งเพิกถอนโฉนด ที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำ�ำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายและผู้ฟ้องคดี เรยกค่าเส ียีหายดังกล่าว เป็นต้น 4. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เช่น ข้อพพิาทเกยวกับ ี่ สัญญาจ้างเอกชนก่อสร้างถนน สะพาน อาคารเรยีน หรือข้อพพิาทเกยวกับการ ี่ เรียกเก็บค่าสัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำ�ำไม้ปาชายเลน หรือสัญญาที่ หน่วยงานทางปกครองทำำ� กับข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อ เป็นต้น 5. คดีที่มีกฎหมายกำำ�หนดให้หนว่ยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลกระทำ�ำการ หรือละเว้น กระทำำ�การเช่น กรณเจ้า ีหน้าที่ของกรมเจ้าท่าฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพอมื่ีคำำ� สัง่ ให้้เอกชนรื้้�อย้้ายแพที่่�จอดกีีดขวางทางนำ้ กรณีีเจ้้าพนัักงานท้้องถิ่่�นฟ้้องคดีีต่่อ ศาลปกครองเพื่่�อมีีคำสั่่�งให้้จัับกุุมและกัักขัังบุุคคลซึ่่�งมิิได้้ปฏิิบััติิตามคำสั่่�งของ เจ้้าพนัักงานท้้องถิ่่น�ตามพระราชบััญญัติัิควบคุุมอาคารฯ เป็นต้็น้ 6. คดีที่มีกฎหมายกำำ�หนดให้อยู่ในเขตอำำน�าจของศาลปกครอง เช่น กรณีที่ฟ้องขอใ ีที่ ห้เพิกถอนคำำ�ชขาี้ดหรือบังคับตามคำำ�ชขาี้ดของอนุญาโตตลาการุ เกยวกับสัญญา ี่ทางปกครอง เป็นต้น ่


นายณเดช รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานโยธา 7 สังกัดกรุงเทพ มหานคร ไดรับ้คำำ�สงั่ใหออกจากราชการ โ ้ดยถูกกล่าวหาว่ากระทำำ�ผดิวนิยอย่าง ั ร้ายแรงเนื่องจากรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา กรณีที่รายงานว่า นายมาริโอ้ เจ้าของอาคารซึงต้องรื่อถอ้นตามคำำพ�พิากษาศาลฎกา ไ ีด้ยื่นแบบขอแก้ไขอาคาร ดังกล่าวให้ถูกต้อง ทงั้ที่ความจริงปรากฏว่านายมาริโอ้ไม่ได้มการยื ี ่นแบบขอแก้ไข อาคารแต่อย่างใด เมื่อได้รับคำ�ำสั่ง นายณเดช ได้ทำ�ำหนังสือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการ ข้าราชการกรงเุทพมหานคร (ก.ก.) แต่ในเวลาต่อมานายณเดชมีหนังสือขอถอน คำำ� ร้องทุกข์ดังกล่าว และนำำ�คดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ซึงศาลม่ีคำำ� สังไม่รับ่คำำ� ฟ้อง ไว้พิจารณาเนื่องจากนายณเดชซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ดำ�ำเนินการแก้ไขความ เดือดร้อนเสียหายตามขั้นตอนที่กฎหมายกำ�ำหนด นายณเดชจึงทำ�ำหนังสือถึง ก.ก. อกครั ีงเ้พอร้องขอใ ื่ห้ ก.ก. รับเรืองร้อง่ทุกข์ แต่ ก.ก. เหน็ว่านายณเดชร้องทุกข์ เกินกำำหนด�และการขอถอนเรืองร้อง่ทุกข์ที่ผ่านมามผลีทำำ� ให้การพิจารณาร้องทุกข์ ดังกล่าวมอัีนต้องระงับไปตามกฎหมาย จึงมมติไม่รับเรื ี องร้อง่ทุกข์ของนายณเดช ไว้พิจารณา เมือ่นายณเดชหนัซ้ายขวาไม่รู้จะพงใคร จึงเ ึ่ดนทิ างมายื่นฟ้องคดีต่อ ศาลปกครองอกครั ีงเ้พอร้องขอความเป็ ื่นธรรม เรองื่ นี้ศาลปกครองพิจารณาแล้วเหน็ว่าหลังจากที่ศาลปกครองมีคำำ� สัง่ ไม่รับฟ้อง เนอื่งจากเหน็ว่า นายณเดช ซึง่เป็นผู้ฟ้องคดียดีังไม่ไดดำ้ำ�เนนิการตาม ขั้นตอนที่กฎหมายกำำหนด�นายณเดชจึงไดทำ้ำหน� ังสือถึงหัวหน้าสำำน� ักงาน ก.ก. ร้องขอความเป็นธรรมให้พิจารณาเร่ืองร้องทุกข์ดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งหัวหน้า สำ�ำนักงาน ก.ก. ได้มีหนังสือแจ้งกลับมายังผู้ฟ้องคดีให้ส่งสำ�ำเนาคำ�ำสั่งศาลให้ สำำน� ักงาน ก.ก. และผู้ฟ้องคดีก็ได้ปฏิบัติตามแล้วนั้น การที่ ก.ก. ปล่อยให้เวลา ล่วงพ้นไปกว่า 5 เดือนจึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่าการขอถอนเรื่อง ร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีมีผลทำ�ำให้การพิจารณาร้องทุกข์มีอันต้องระงับไปตาม เกี่ยวกับการที่หนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎ คำ�ำสั่ง หรือกระทำ�ำการอื่นใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 6


กฎหมาย เหตผลุดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้และไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีเนองจากื่ การขอถอนเรืองร้อง่ทุกข์มสาเีหตมาจากการไม่ไุด้รับความสะดวกและความล่าช้า ในการขอข้อมูลข่าวสารเพื่อนำ�ำมาใช้จัดทำ�ำคำ�ำร้องทุกข์ ดังนั้น การจะห้ามไม่ให้ ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลด้วยเหตุที่ไม่ไ ุที่ ด้ยื่นร้องทุกข์คำำ� สังก่อ่นฟ้องคดีอกี ย่อมจะไม่เป็นธรรม จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีดำ�ำเนินการร้องทุกข์เพื่อแก้ไขความ เดือดร้อนหรือเสียหายตามที่กฎหมายกำ�ำหนดแล้ว แต่ทางผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้มี การสงการใ่ัดๆ ภายในเวลาอันสมควรหรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำำหนด� สำำห� รับเรืองการรายงา่นเท็จต่อผู้บังคับบัญชาจนเป็นเหตใุห้ผู้ฟ้องคดีได้ รับคำำ� สังใ่ห้ออกจากราชการนั้น ศาลปกครองพิจารณาเหน็ว่า นายนคร ซึงเป็่น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบและเป็นผู้รายงานผลการดำำ�เนนิ การประจำำ�เดือนเกยวกับ ี่ อาคารตามคำำพ�พิากษาได้รายงานเท็จต่อหัวหน้าของตนว่านายมาริโอ้ เจ้าของ อาคารพพิาทขอยื่นแบบแก้ไขอาคารทงั้ที่ไม่ได้มการขอยื ี ่นแบบแต่อย่างใด ในขณะ ที่ผู้ฟ้องค ที่ ดีซึงเป็่นหัวหน้าเหนือข้นึไปจากหัวหน้าของนายนคร ได้รับรายงานแล้ว ไม่ได้อ่านรายงานอย่างถถ้วี่นเนองจากเื่หน็ว่ารายงานดังกล่าวผ่านการกลั่นกรอง มาแล้วชั้นหนง แต่เมื ึ่อผู้ฟ้องค่ดีทราบความจริงก็ได้สังใ่ห้ลูกน้องตรวจสอบข้อมูล อีกครั้งจนกระทั่งได้ข้อมูลที่เป็นจริงรายงานต่อผู้บังคับบัญชา ทำ�ำให้ทราบว่า เอกสารขออนุมัติยุติคดีอาคารของนายนครเป็นเอกสารปลอม จากข้อเท็จจริง ดังกล่าวมีน้�้ำำหนักรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลง เอกสาร และการรายงานเท็จของผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นคณุแก่นายมาริโอ้ถึงขนาด ทำ�ำให้ไม่ต้องรื้อถอนอาคารตามคำ�ำพิพากษาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการกระทำ�ำผิด วินัยอย่างไม่ร้ายแรง ทั้งพฤติการณ์แห่งการกระทำ�ำผิดไม่เข้าลักษณะมีมลทิน หรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนและหากใหรับราชการต่อไปจะเป็ ้นการเสยีหาย แก่ราชการ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำำ� สังใ่ห้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการจึงเป็นการ ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ศาลปกครองจึงพิพากษาให้เพิกถอนคำ�ำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดี ออกจากราชการและให้ดำ�ำเนินการเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการตาม ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการภายในสามสิบวันนับจากวันที่คดีถึงที่สุด ตลอดจนคืนสิทธิต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องได้รับตามกฎหมายและระเบียบที่ เกยวข้องภายใ ี่นสามสิบวันนับจากวนที่ ั ผู้ฟ้องคดีได้กลับเข้ารับราชการ (เทียบเคียงคำ�ำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.63/2551) 7


นายหมากซึ่งเป็นผู้ฟ้องในคดีนี้ เป็นเจ้าของที่ดินผืนหนึ่งในตัวเมือง จังหวัดเชยงใ ีหม่ ที่ด นิของนายหมากอยู่ติดกับอาคารหอพักของนายปรินซึง่กำำ� ลัง ก่อสร้าง นายหมากได้มีคำ�ำร้องถึงนายกเทศมนตรีขอให้ตรวจสอบการก่อสร้าง อาคารหอพักของนายปรินว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แต่ทางเทศบาลกลับนงเฉยิ่ จนนายหมากทำำคำ�ำ� ร้องไปอกครั ี งขอใ้ห้ตรวจสอบหอพักดังกล่าวโดยเฉพาะเรือง่ ของระยะห่างของอาคารกับเขตที่ดินของตน ต่อมานายกเทศมนตรีซึ่งเป็น ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือตอบกลับคำำ� ร้องว่าอาคารหอพักของนายปรินไม่รกุล้�้ำำที่ด นิ ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดียังเห็นว่าการก่อสร้างอาคารหอพักของนายปริน มบางส่ว ีนชดิกับเขตที่ดนิของตนซงึ่มรีะยะห่างจากเขตที่ด นนิ ้อยกว่า 50 เซนติเมตร โดยไม่ได้รับความยินยอมซึ่งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีคำ�ำร้องให้ตรวจสอบ ระยะห่างของอาคารกับเขตที่ดนดิ ังกล่าวอกครั ีง้ หลังจากได้รับคำ�ำร้องของนายหมาก ผู้ถูกฟ้องคดีใช้เวลาตรวจสอบ นานกว่า 5 เดือนเศษก่อนจะพบว่าการก่อสร้างอาคารของนายปรินไม่ถูกต้อง ตามใบอนุญาตจริง แต่ว่าเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขใ ีที่ ห้ถูกต้องได้จึงออกคำำ� สังใ่ห้ แก้ไขอาคารให้มีระยะห่างตามที่กฎหมายกำ�ำหนดภายใน 30 วันและยื่นคำ�ำขอ รับใบอนุญาตดดัแปลงอาคารหลังจากแก้ไขแล้วเสร็จภายใน 30 วัน เวลาผ่านไป 4 เดือนเศษหลังจากได้รับคำ�ำสั่งให้แก้ไขอาคาร นายปรินจึงได้ยื่นคำ �ำขอรับใบ อนุญาตดดัแปลงอาคาร และทางผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้ออกใบอนุญาตให้ในเวลาต่อมา นายหมากเหน็ว่าเรือง่ นี้ไม่เป็นธรรมกับตนจึงมายื่นฟ้องคดีกับศาลปกครอง ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่นายหมากซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีมีคำ�ำร้องให้ ผู้ถูกฟ้องคดีตดีรวจสอบการก่อสร้างหอพกของันายปรินว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับนงเฉยจิ่นผู้ฟ้องคดีต้องยื่นคำำ� ร้องอกครั ี งใ้ห้ตรวจสอบในเรือง่ ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหนังสือตอบกลับคำำ� ร้องว่าอาคารหอพักไม่ได้รกุล้�้ำำที่ด นิ เกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลย ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำำ�หนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เกินสมควร 8


ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย อีกทั้งเมื่อผู้ฟ้องคดีมี คำ�ำร้องเตือนให้ตรวจสอบเรื่องระยะห่างของอาคารกับเขตที่ดินในเวลาต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีใดีช้เวลานานถึง 5 เดือนเศษจึงไปตรวจสอบแล้วพบว่าการก่อสร้าง อาคารของนายปรินไม่ถูกต้องตามใบอนุญาตแต่เป็นกรณีที่สามารถแก้ไขได้ จึงสังใ่ห้แก้ไขภายใน 30 วันและให้ยื่นขอรับใบอนุญาตดดัแปลงอาคารหลังจาก แก้ไขเสร็จภายใน 30 วัน แต่เจ้าของอาคารใช้เวลา 4 เดือนเศษหลังจากได้รับ คำ�ำส่ังจึงไปยื่นขอรับใบอนุญาต โดยที่ในระยะเวลาดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ ดำำ�เนนิ การใดๆ ตามกฎหมายตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องปฏิบัติ ซึงแส่ดง ให้เหน็ ถึงความไม่สนใจที่จะให้มการบังคับใช้กฎ ีหมายให้เกิดผลอย่างดีที่สุด นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ออกใบอนุญาตดัดแปลงอาคารให้นายปริน แก้ไขผังบริเวณก่อสร้างอาคารด้านที่ชิดเขตที่ดนิของผู้ฟ้องคดี แม้จะมการแก้ไข ี อาคารดังกล่าวก็ยังฝ่าฝืนกฎหมายที่กำ�ำหนด ให้อาคารที่มีความสูงเกิน 9 เมตร แต่ไม่ถึง 23 เมตร ผนังหรือระเบยงต้องอยู่ ีห่างจากเขตที่ดนิไม่น้อยกว่า 3 เมตร แต่อาคารหอพักของนายปรินอยู่ห่างจากเขตที่ดนนิ ้อยกว่า 3 เมตร แต่ไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ผนงจะต้องปิ ัดท บ แต่ผู้ถูกฟ้องค ึดียดีนิยอมใหน้ายปรินจดทำัดทำำหน�ำหนาต่าง ้ บานเกล็ดที่ช่องกันสาด แก้ไขประตูห้องพักไประเบียงเป็นหน้าต่างบานเกล็ด ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องระบายอากาศและช่องแสง แล้วให้การรับรองว่าหน้าต่าง บานเกล็ดดังกล่าวเป็นผนังของห้องพักอยหู่ ่างจากเขตที่ดนิเกินกว่า 3 เมตรนั้น ถูกต้อง เป็นการตีความเบี่ยงเบนเพื่อช่วยเหลือให้นายปรินหลีกเลี่ยงไม่ต้อง ปฏิบัติตามกฎหมาย พฤติการณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ออกคำ�ำสั่งให้นายปรินซึ่ง เป็นเจ้าของอาคารแก้ไขอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำ�ำหนดให้ต้องปฏิบัติ ศาลปกครองจึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี ออกคำ�ำสั่งให้เจ้าของอาคารแก้ไขผนังอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน สามสิบวันนับแต่วนที่ ัมีคำำพ�พิากษา (เทียบเคียงคำ�ำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.181/2553) 9


น้้องญาญ่่าลููกสาวนางคิิมหลานสาวนางคิ้้�มมีีบ้้านอยู่่ในจัังหวััด สมุุทรปราการซึ่่�งเป็็นเขตเวนคืืนก่่อสร้้างสนามบิินสุุวรรณภููมิิที่่�ได้้มีีการเวนคืืน ไปแล้้วตั้้�งแต่่ปีีพ.ศ. 2523 แต่่ยัังไม่่ได้้มีีการก่่อสร้้างสนามบิิน รััฐจึึงปล่่อยให้้ ชาวบ้้านแถบนั้้�นอาศััยอยู่่เรื่่�อยมา จนเมื่่�อจะมีีการก่่อสร้้างจึึงได้้มีีการสำรวจ ข้้อมููลราษฎรในพื้้�นที่่�โครงการในปีีพ.ศ. 2536 โดยคณะรััฐมนตรีีมอบหมายให้้ บริษัิทท่ั ่าอากาศยานสากลกรุุงเทพแห่่งใหม่่ จำกัดัหรืือ บทม. เป็นผู้้ด ็ ำเนินิการ อพยพโยกย้้ายชาวบ้้านออกจากพื้้�นที่่�โครงการโดยให้้เงิินช่่วยเหลืือชาวบ้้าน ตามหลัักเกณฑ์์ 5 ข้้อ คืือ (1) เป็็นบ้้านที่่�ปลููกก่่อนการสำรวจเมื่่�อปีีพ.ศ. 2536 (2) มีีสภาพเป็็นบ้้านพัักอาศััย (3) สภาพบ้้านเป็็นสััดส่่วนแยกจากหลัังใหญ่่ ที่่�ได้้รัับเงิินช่่วยเหลืือค่่าชดเชยไปแล้้วโดยเด็็ดขาด (4) มีีท ะเบีียนบ้้านถููกต้้อง และ (5) ต้้องทำกินิอยู่่ในพื้้น� ที่่�หรืือมีีพื้้น� ที่่�ทำกินิในบริิเวณพื้้น� ที่่�ก่่อสร้้างสนามบินิ โดยมีีอััตราให้้ความช่่วยเหลืือตามหลัักเกณฑ์ข้์้างต้น้ดัังนี้้� (1) ผู้้ไผู้้ม่ผ่่ ่าน หลัักเกณฑ์์ทั้้�ง 5 ข้้อ จะช่่วยเหลืือรายละ 5,000 บาท เนื่่�องจากมีีสิ่่�งปลููกสร้้าง อยู่่ในพื้้น� ที่่� (2) ผู้้ที่่� ผู้้ ผ่่านหลัักเกณฑ์์ 1 ข้้อ ช่่วยเหลืือรายละ 20,000 บาท (3) ผู้้ที่่� ผู้้ ผ่่านหลัักเกณฑ์์ 2 ข้้อ ช่่วยเหลืือรายละ 50,000 บาท (4) ผู้้ที่่� ผู้้ ผ่่านหลัักเกณฑ์์ 3 ข้้อ ช่่วยเหลืือรายละ 100,000 บาท (5) ผู้้ที่่� ผู้้ ผ่่านหลัักเกณฑ์์ 4 ข้้อ ช่่วยเหลืือรายละ 200,000 บาท (6) ผู้้ที่่�ผ่่านหลัักเกณฑ์์ 5 ข้้อ ช่่วยเหลืือรายละ 800,000 บาท น้้องญาญ่่านำคดีีมาฟ้้องต่่อศาลปกครองเนื่่�นื่่องจากไม่่พอใจที่่�ได้้รัับเงิิน ช่่วยเหลืือเพีียง 20,000 บาท เนื่่�องจาก บทม. ซึ่่�งเป็นผู้้ถู ็ูกฟ้้องในคดีีนี้้�เห็นว่็ ่าบ้้าน ของผู้้ฟ้้องคดีีเป็็นบ้้านประเภทนอกบััญชีีสำรวจที่่�ได้้มีีการสำรวจไปเมื่่�อปีี พ.ศ. 2536 ซึ่่�งคซึ่่ ดีีนี้้�ศาลปกครองพิิจารณาแล้้วเห็นว่็ ่าตามสำเนาทะเบีียนบ้้านดัังกล่่าว มีีชื่่ �อนางคิ้้�มเป็็นหััวหน้้าครอบครััว และเป็็นมารดาของนางคิิมซึ่่�งเป็็นแม่่ของ 10 เกี่่ยวกัับการกระทำละเมิิดหรืือความรัับผิิดอย่่างอื่่นของหน่ว่ยงาน ทางปกครองหรืือเจ้้าหน้้าที่่ของรััฐอัันเกิิดจากการใช้้อำนาจตาม กฎหมายหรืือจากกฎ คำสั่่ง หรืือจากการละเลยต่่อหน้้าที่่หรืือปฏิบัิัติิ หน้้าที่่ล่่าช้้าเกิินสมควร


ผู้้ฟ้้องคดีี โดยที่่�มีีพยานยืนยัืนว่ั ่านางคิ้้�มได้้ยกบ้้านหลัังนี้้�ให้้แก่ผู้้ฟ้่ ้องคดีีนอกจากนั้้น� ในใบมรณบััตรของนางคิ้้�มคิ้้ระบุุว่ ่านางคิ้้�มคิ้้เสีียชีีวิิตเมื่่�อปีีพ.ศ. 2535 และขณะ เสีียชีีวิิตนางคิ้้�มอยู่่ที่่�บ้้านหลัังดัังกล่่าว ย่่อมรัับฟัังได้้ว่่าบ้้านหลัังนี้้�ปลููกสร้้างขึ้้�น แล้้วในปีีพ.ศ. 2535 ซึ่่�งตรงตามหลัักเกณฑ์์ข้้อ (1) ทั้้�งนี้้� สำเนาทะเบีียนบ้้านมีี ชื่่�อของหลานของผู้้ฟ้้องคดีีอยู่่อาศััยและบริิเวณบ้้านประกอบด้้วยพื้้น� ที่่�ทำกินซึ่่ ิ �ง เป็็นสวนและบ่่อปลา ซึ่่�งรัับฟัังได้้ว่่าบ้้านหลัังดัังกล่่าวมีีสภาพเป็็นบ้้านพัักอาศััย เป็็นสััดส่่วนแยกเป็็นเอกเทศจากบ้้านหลัังอื่่�นและมีีทะเบีียนบ้้านถููกต้้องตรง ตามหลัักเกณฑ์์ข้้อที่่� (2) (3) และ (4) อย่่างไรก็็ตาม ผู้้ฟ้ ้องคดีียอมรัับว่่าไม่่ได้้อาศััยอยู่่ในบ้้านหลัังดัังกล่่าว แต่่อยู่่กัับสามีีที่่�บ้้านอีีกหลัังหนึ่่�งโดยมอบให้้หลานเป็นผู้้ ็อยู่่อาศััยและให้ช่้่วยดููแล บ่่อปลาแทนผู้้ฟ้้องคดีี และถึึงแม้้หลัักเกณฑ์์ข้้อ (5) ระบุุว่่าผู้้ที่่�จะได้้รัับเงิิน ช่่วยเหลืือจะต้้องทำกิินอยู่่ในพื้้�นที่่�หรืือมีีพื้้�นที่่�ทำกิินในบริิเวณพื้้�นที่่�ก่่อสร้้าง สนามบินิ โดยที่่�ไม่่ได้้ระบุุชัดัเจนว่่าผู้้มีีสิทธิิได้รั้ับเงินช่ิ ่วยเหลืือจะต้้องทำกินด้ิ ้วย ตนเอง แต่่เมื่่�อคำนึึงถึึงวััตถุุประสงค์์ในการกำหนดหลัักเกณฑ์์ที่่�ต้้องการบรรเทา ความเดืือดร้้อนหรืือเสีียหายของราษฎรจากการที่่�ต้้องย้้ายออกจากพื้้น� ที่่� ผู้้ฟ้ ้องคดีี จะต้้องเป็็นผู้้ที่่�เคยได้้รัับประโยชน์์โดยตรงและสม่่ำเสมอมาโดยตลอดจากการ ทำกินิในพื้้น� ที่่�นั้้น�มาก่่อน ไม่ว่่ ่าจะทำกินิเองโดยมอบให้้ผู้้อื่่นดู�ูแลหรืือมอบให้้ผู้้อื่่น� ทำกิินแทนแล้้วให้้ประโยชน์์ตอบแทน ซึ่่�งในคดีีนี้้�ผู้้ฟ้้องคดีีเพีียงแต่่อ้้างว่่าได้้ให้้ ผู้้อื่่�นดููแลบ่่อปลาแทนโดยมีีพยานบุุคคลให้้ถ้้อยคำสนัับสนุุนข้้อกล่่าวอ้้าง แต่่ ไม่่มีีหลัักฐานเพีียงพอที่่�จะยืืนยัันได้้ว่่าผู้้ฟ้้องคดีีได้้ทำกิินอยู่่ในพื้้�นที่่�หรืือมีีพื้้�นที่่� ทำกินิอยู่่ในบริิเวณนั้้น�ทั้้�งทั้้พยานบุุคคลที่่�กล่่าวอ้้างก็็เป็นพ็ยานที่่�ผู้้ฟ้้องคดีีอ้้างขึ้้น� ทั้้�งสิ้้น� ศาลจึึงเห็นว่็ ่าผู้้ฟ้้องคดีีอยู่่ในหลัักเกณฑ์์ตามข้้อ (1) (2) (3) และ (4) เท่่านั้้น� จึงึมีีคมีีำพิิพากษาให้้ผู้้ถู กูฟ้องค้ดีีชดีีำระเงินช่ินช่วยเ่หลื อจำ ืนวน 200,000 บาท ให้้แก่่ ผู้้ฟ้ ้องคดีี (เทีียบเคีียงคำพิิพากษาศาลปกครองสููงสุุดที่่ อ.280/2551) 11


นายบอยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน โรงเรียน โรงแรม อาคาร ห้างร้าน นายบอยรับสร้างทุกสิ่ง จนเมื่อ 16 สิงหาคม 2550 นายบอยไดทำ้ำ�สัญญารับจ้างกับทางเทศบาลปรับปรงุเกาะกลางถนน มรีะยะเวลา ทำำ�งาน 180 วัน โดยจะได้รับค่าก่อสร้างทงสิ ั้ ้น 940,000 บาท จนเมือเวลาผ่า่นไป นายบอยปรับปรุงเกาะกลางถนนแล้วเสร็จส่งมอบงานงวดสุดท้ายให้ทาง เทศบาลเมือวั่ นที่ 20 มิถุนายน 2551 เทศบาลตรวจรับงานและจ่ายค่าจ้างให้กับ นายบอยโดยไดห้ ักเงนิ ค่าปรับงานล่าช้าจำำน�วน 277,300 บาท นายบอยจึงทำำ� หนังสือถึงเทศบาลเพื่อขอขยายระยะเวลาและคืนเงินค่าปรับ เนื่องจากเห็นว่า ตามมติคณะรัฐมนตรเมื ี อวั่ นที่ 17 มิถุนายน 2551 มมติใ ีห้ช่วยเหลือผู้ประกอบ อาชีพก่อสร้างและผู้ประกอบอาชีพอื่น โดยให้ขยายระยะเวลาและคืนเงินค่าปรับ แก่ผู้รับจ้างที่ทำำ� สัญญาก่อนวันที่ 1 ตลาคม 2550 ตามุหลักเกณฑที่กำ์ำหนด� เพอื่ บรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้�้ำำมัน เหล็กและวัสดุก่อสร้างที่มีราคาสูงขึ้น แต่ทางเทศบาลแจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินใหน้ายบอยได้เนองจากสัญญา ื่ดังกล่าว มการส่งมอบงา ีนเสร็จสิ้นแล้วก่อนที่นายบอยจะขอขยายระยะเวลาส่งมอบงาน เพื่อขอคืนเงินค่าปรับ นายบอยเห็นว่าการที่เทศบาลปฏิเสธไม่ขยายระยะเวลา และคืนเงินค่าปรับทำำ� ใหธุ้รกิจของตนขาดสภาพคล่องไม่สามารถไปรับงานอื่นได้ ทำำ� ใหธุ้รกิจเสยีหาย นายบอยจึงมายื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง คดีนี้ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่าสัญญาระหว่างนายบอยซึ่งเป็น ผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลซึงเป็่นผู้ถูกฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตลาคม 2550 และุ เมือครบ่กำำหนด� ส่งงานแล้วผู้ฟ้องคดียังทำำ�งานไม่เสร็จ ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่ได้ใช้สิทธิ บอกเลิกสัญญาแต่อย่างใด ยังคงปล่อยให้ผู้ฟ้องคดีทำำ�งานจนแล้วเสร็จส่งมอบงาน เมอวั ื่ นที่ 20 มิถุนายน 2551 อันเป็นการส่งมอบงานงวดสุดท้ายภายหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ซึ่งล่วงเลยกำ�ำหนดและผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้หักเงินค่าปรับไว้ ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำำ�ขอรับความช่วยเหลือเมือวั่ นที่ 1 สิงหาคม 2551 ซึงอยู่ใ่นกำำหนด� 60 วันนับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง 12


มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและ วิธีการที่กำ�ำหนดไว้ถูกต้องครบถ้วน จึงย่อมได้รับความช่วยเหลือโดยต้องขยาย ระยะเวลาในสัญญาให้เป็นเวลา 180 วัน อันจะมผลีทำำ� ให้ผู้ฟ้องคดีไม่ต้องเสยี ค่าปรับที่ส่งงานเลยกำำหนด� ตามสัญญา อย่างไรก็ตาม เทศบาลซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าสัญญาพิพาทเป็น สัญญาจ้างทำำ�ของ เมือ่นายบอยซึงเป็่นผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานและทางเทศบาลได้ จ่ายค่าจ้างใหแล้ว สัญญา ้ดงกล่าวย่อมระงับไปตามกฎ ัหมายแพงและ่พาณิชย์ ส่วนความรับผิดในเรื่องความชำ�ำรุดบกพร่องของงานตามสัญญาเป็นเรื่องที่ คู่สัญญาต้องปฏิบัติภายหลังอายสัญญาสิ ุ้นสุดลงแล้ว แต่ไม่ใช่หลักเกณฑ์ตาม กฎหมายที่จะขยายเวลาสัญญาหรือต่ออายสัญญาไ ุด้ ซึงประเ่ดนนี้ ็ ศาลปกครอง เหน็ว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองซึง่นิติสัมพนธั ์ต้องบังคับกันตาม หลักกฎหมายปกครอง โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับโดย อนุโลมเท่าที่ไม่ขัดกับหลักกฎหมายปกครอง และมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว เป็นหลักดุลยภาพทางการเงินในสัญญาทางปกครอง ซึงเป็่นมาตรการช่วยเหลือ คู่สัญญากับทางราชการที่ปที่ ระสบภาวะวิกฤตราคาน้้ำำ�้ำำมนัเหล็กและวัสดุกดุ่อสร้างที่ สูงขึ้น อันเป็นเหตุที่ในขณะทำ�ำสัญญาต่อกันไม่อาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าจะ เกิดขึ้น และเป็นเหตุไม่ปกติที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงใน การปฏิบัติตามสัญญาถึงขนาดที่ทำำ� ให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนขาดทุนเกินขนาดและ นานเกนิกว่าบคคลุธรรมดาจะคาดห มายได้ ซึงวิ่ธีกธีารขยายระยะเวลาของสัญญา หรืองด ลด หรือคืนค่าปรับฐานผิดสัญญาให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนแล้วแต่กรณี เพื่อให้ดุลยภาพทางการเงินที่เอกชนเสียไปกลับคืนมาและสามารถดำ�ำเนินการ ตามสัญญาอันเป็นบริการสาธารณะได้ต่อไปตามหลักกฎหมายปกครองว่าด้วย บริการสาธารณะต้องมีความต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิเสธไม่ให้ความ ช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีโดยยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้นมากล่าวอ้างจึง ไม่สามารถทำำ� ได้ ศาลปกครองจึงพพิากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินค่าปรับจำำน�วน 277,300 บาท พร้อมดอกเบยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงิ ี้นต้นดังกล่าว นับแต่วนั ถัด จากวนัฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำำ� ระเสร็จ (เทียบเคียงคำ�ำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.465/2556) 13


ป้าพุดจบเศรษฐี ีนีใีนีนตำำ�บลหอมหมื่นล อยากต่อเติมบ้า ี้นเอาไว้รับแขก จึงเรยกช่างมาต่อเติม ีทงั้ทุบและรือ เ้นอื้ ที่ไม่พอก็สร้างยื่นออกไปอก ีพอสร้างเสร็จ เสียงร่�่ำำลือถึงบ้านหลังใหม่ของป้าพุดจีบลอยไปเข้าหูนายกเทศมนตรีนายก เทศมนตรจึงสั ี งใ่ห้ลูกน้องไปดคำูำ�ขออนุญาตดดัแปลงอาคารของป้าว่าทำำ� เกินกว่า ที่ขอไว้ ที่ หรือไม่ เมือลูก่น้องกลับมารายงานว่าไม่มใบขออ ีนุญาตดดั แปลงอาคาร จากป้าพุดจบมายื ี ่นไว้เลย นายกเทศมนตรซึีงเป็่นผู้ฟ้องในคดีนี้จึงออกคำำ� สังใ่ห้ ระงับการก่อสร้าง ดดั แปลงอาคาร คำำ� สัง่ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดของอาคาร และคำำ� สังใ่ห้รือถอ้นอาคารที่ดดั แปลงส่งไปถึงป้าพุดจบซึ ี งเป็่นผู้ถูกฟ้องในคดีนี้ เมอครบื่กำำหนด�เวลาตามคำำ� สังแล้วยังไม่เ่หน็ ความคืบหน้าจากป้าพุดจบี นายกเทศมนตรจึงม ี ีคำำ� สังแต่งตั่งคณะ้ทำำ�งานดำำ�เนนิ การรือถอ้นส่วนที่ดดั แปลง ของบ้านป้าพุดจีบ คณะทำ�ำงานชุดดังกล่าวได้ไปเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ไม่ได้รับ ความร่วมมือใดๆ จากป้าพุดจบ คณะีทำำ�งานจึงออกคำำ� สัง่กำำหนด� วันที่จะเข้ารือถอ้น ส่วนที่ดดัแปลงของบ้านป้าพุดจบและปิ ีดประกาศคำำ� สัง่นั้นไว้ที่หน้าบ้านป้าพุดจบี และเมื่อถึงวันที่จะเข้าทำ�ำการรื้อถอน คณะทำ�ำงานดำ�ำเนินการรื้อถอนพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ที่เกยวข้องเ ี่ดนทิ างไปยังบ้านป้าพุดจบ แต่ ีพอมาถึงกลับเจอรถกระบะ จอดขวางหน้าบ้านและประตูรั้วคล้องกุญแจไว้ และพบว่าป้าพุดจีบไม่อยู่บ้าน เหลือเพียงแต่น้องชายที่ไม่ยอมเปิดประตูรั้วให้ นอกจากจะได้รับอนุญาตจาก ป้าพุดจบเีท่านั้น ตัวแทนของคณะทำำ�งานดำำ�เนนิการรือถอ้นจึงโทรศัพท์ไปเจรจา กับป้าพุดจีบ แต่ไม่ว่าจะชี้แจงเหตุผลใดๆ ก็ตาม ป้าพุดจีบก็ไม่ยอมให้รื้อ คณะทำ�ำงานดำ�ำเนินการรื้อถอนจึงไปแจ้งความลงบันทึกประจำ�ำวันที่สถานี ตำำ�รวจภูธรหอมหมื่นล และี้นำำ� เรือง่ดังกล่าวไปรายงานใหน้ายกเทศมนตรีทราบ นายกเทศมนตรีหอมหมื่นลี้จึงนำ�ำเรื่องนี้มายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำำ� สังจับก่มและกักขังป้าุ พุดจบีหรือเจ้าของบ้านในขณะนั้น และมีคำำ� สังใ่ห้ ที่มีกฎหมายกำำ�หนดให้หนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลกระทำ�ำการหรือละเว้น กระทำ�ำการ 14


เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าทำ�ำการรื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงของบ้านป้าพุดจีบตาม พระราชบัญญัติควบคมอาคาร ุพ.ศ.2522 ศาลปกครองชั้นตน้พจิารณาแล้วเห็นว่าการใหศาลม้ ีคำำ� สัง่จับกุม และกักขังป้าพุดจีบหรือเจ้าของบ้านในขณะนั้นเป็นการใช้มาตรการ บังคับทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพมากเกินกว่าเหตุ จำ�ำเป็น และเทศบาลเองก็สามารถที่จะใช้กำ�ำลังพอสมควรแก่เหตุเข้า ดำำ� เนินการรื้อถอนบานป้า ้พุดจีบใหเป็นไปตามมาต ้รการบังคับทางปกครอง ได้เองอยู่แล้วโดยไม่จำ�ำเป็นต้องให้ศาลมีคำ�ำสั่งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น เข้าทำ�ำการรื้อถอนแต่อย่างใด จึงมีคำ�ำสั่งยกคำ�ำร้องของเทศบาลและ ให้จำำ� หน่ายคดออีกจากสารบบความ เทศบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดโดยให้เหตผลว่า เมืุอจะเข้า่ ดำำ�เนนิการรือถอ้นบ้านที่ดดัแปลง ต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ได้รับการขัดขวาง จากผู้ครอบครองบ้านในขณะนั้นทำำ� ให้ไม่สามารถเข้าทำำ� การรือถอ้นได้ จึงจำำ� เป็น ต้องขออำำน�าจตามมาตรา 43 วรรคหนง (1) แ ึ่ห่งพระราชบัญญัติควบคมอาคาร ุ พ.ศ.2522 ในการจับกุมและกักขังเจ้าของบ้านที่ไม่ปฏิบัติตามคำ�ำสั่งของ เจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการที่กฎหมาย กำำหนด� ไว้แล้วทุกประการโดยเคร่งครัด เพราะหากใช้กำำ� ลังเข้าดำำ�เนนิการรือถอ้น บ้านป้าพุดจีบ จะต้องยกรถที่จอดขวางประตูออก ต้องตัดกุญแจที่คล้องปิด ประตูรั้วบ้าน และต้องใช้กำ�ำลังจับตัวน้องชายป้าพุดจีบให้ออกมาจากบ้าน ซึ่ง การกระทำ�ำดังกล่าวย่อมต้องมีการต่อสู้ขัดขืน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ทรัพย์สินหรืออาจเกิดอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิต ส่งผลให้มีการฟ้องร้องเป็น คดีอาญา คดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย และคดีปกครองตามมา หากศาลมีคำ�ำสั่ง จับกุมและกักขังป้าพุดจีบหรือเจ้าของบ้านในขณะนั้น ย่อมจะเป็นการใช้ มาตรการบังคับทางปกครองที่เหมาะสมและกระทบกับสิทธิและเสรีภาพของ ป้าพุดจบีน้อยกว่าการใช้กำำ� ลังเข้ารือถอ้นบ้าน ศาลปกครองสงสุด ูพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ป้าพุดจบไีดนำ้ำ�รถกระบะ มาจอดขวางประตูทางเข้าบ้าน และมการคล้องก ีญแจ ุด้านนอกปิดรัวบ้า้นในวัน ที่คณะทำ�ำงานดำ�ำเนินการรื้อถอนจะเข้าทำ�ำการรื้อถอนบ้านที่ดัดแปลง ต่อเติม โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการจงใจขัดขวางการทำ�ำงานของเจ้าหน้าที่ และ 15


ในวันดังกล่าวคณะทำำ�งานดำำ�เนนิการรือถอ้น มีทงเจ้า ั้หน้าที่ตำำ�รวจ คนงานรือถอ้น ช่างวิศวกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 50 คน จึงสามารถที่จะใช้ กำำ� ลังเข้าบังคับรือถอ้นเองได้ตามมาตรา 43 วรรคหนง (2) แ ึ่ห่งพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และหากการใช้กำ�ำลังนั้นจะมีผลกระทบต่อทรัพย์สิน ไปบ้าง ก็ยังเป็นมาตรการที่รุนแรงน้อยกว่าการที่จะให้ศาลมีคำ�ำสั่งจับกุมและ กักขัง ซึงส่งผลกระ่ทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิและเสรภาีพของป้าพุดจบีหรือเจ้าของ บ้านในขณะนั้น และเหน็ ได้ว่าเทศบาลยังไม่ได้ใช้มาตรการบังคับในหนทางอื่น แก่ป้าพุดจีบซึ่งสามารถดำ�ำเนินการได้ จึงไม่สมควรที่ศาลจะมีคำ�ำสั่งจับกุมและ กักขังป้าพุดจีบหรือเจ้าของบ้านในขณะนั้นตามคำ�ำร้องขอ และที่กล่าวว่าการ ดำ�ำเนินการรื้อถอนอาจจะถูกขัดขวางหรือถูกดำ�ำเนินคดีต่างๆ ทั้งคดีอาญา คดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย หรือคดีปกครองนั้น ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของ เทศบาลหอมหมื่นลี้เท่านั้น อีกทั้งหากการดำ�ำเนินการเป็นไปโดยชอบด้วย กฎหมายแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องดำำ�เนนิคดีแต่อย่างใด 16


และแม้ว่าจะถูกขัดขวางไม่ใหเข้า ้ทำำ�การรือ้ถอนได แต่เ ้ทศบาลก็สามารถ ที่จะใช้กำ�ำลังพอสมควรแก่เหตุเข้าดำ�ำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการบังคับ ทางปกครองได้เองอยู่แล้วตามมาตรา 60 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อันเป็นขั้นตอนการดำ�ำเนินการตาม อำำน�าจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 43 วรรคหนง (2) แ ึ่ห่งพระราช บัญญัติควบคมอาคาร ุพ.ศ.2522 ซึงกฎ่หมายกำำหนด�กระบวนการขั้นตอนไว้แล้ว ศาลจึงไม่จำ�ำเป็นต้องมีคำ�ำสั่งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าทำ�ำการรื้อถอนอาคาร ส่วนที่ดัดแปลง ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำ�ำสั่งยกคำ�ำร้องของ เทศบาลและให้จำำ� หน่ายคดออีกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสงสุด ู เห็นพ้องด้วย จึงมีคำำ� สังยืนตาม่คำำ� สังของศาลป่กครองชั้นตน้ (เทียบเคียงคำ�ำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 614/2558) 17


สำ�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษายื่นคำ�ำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำ�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจากข้อพิพาทกรณีที่น างสาวชมพู่ เจ้าของบริษัทก่อสร้าง ชมพู่ คอนสตรัคชั่น จำำ� กัด ได้รับจ้างก่อสร้างอาคารของ วิทยาลัยสารพัดช่างแห่งหนึ่ง เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและได้มีการตรวจรับงาน เรยบร้อย ต่อมา ีสำำน� ักงานคณะกรรมการการอาชวศึกษาซึ ี งเป็่นผู้ร้องได้ตรวจพบ ความเสียหายของงานก่อสร้าง ซึ่งตามสัญญาประกันความชำ�ำรุดบกพร่อง ของงานก่อสร้างนี้มระยะเวลา 2 ปี ีนับถดัจากวันที่ได้รับมอบงาน คือภายในวันที่ 5 มีนาคม 2544 โดยผู้ร้องได้เสนอข้อพพิาทต่ออนุญาโตตลาการว่า ระุหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2544 เจ้าหน้าที่ของผู้ร้องได้ตรวจพบ ความชำำ�รุดบกพร่องของงานก่อสร้างหลายจุดซึงรวมแล้วเป็่นค่าซ่อมแซมจำำน�วน 173,685 บาท แต่ผู้คัดค้านเห็นว่าความเสียหายในส่วนของการแตกร้าวของ ผนังปนหนู้าอาคาร เสาค้�้ำำยันคานผนัง และพื้นห้องช่างยนต์ซึงคิ่ดเป็นค่าซ่อมแซม จำ�ำนวน 40,925 บาท เป็นความเสียหายที่ไม่ได้เกิดขึ้นก่อนหรือภายในวันที่ 5 มีนาคม 2544 ซึงเป็่นวันสุดท้ายของการรับประกันความชำำ�รุดบกพร่องของงาน ก่อสร้างตามสัญญา ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหายในส่วนนี้ ซึ่ง ข้อพพิาทดังกล่าวอนุญาโตตลาการมุีคำำ�วนิิจฉัยว่าผู้ร้องตรวจสอบพบความชำำ�รุด บกพร่องและความเสยีหายของอาคารเรยีน เฉพาะในส่วนของการแตกร้าวของ ผนังปนหนู้าอาคาร เสาค้�้ำำยันคานผนัง และพื้นห้องช่างยนต์ ตามเอกสารลงวันที่ 22 มีนาคม 2544 เป็นเวลาภายหลังจากครบกำำหนด� 2 ปีนับแต่วนที่ ั ผู้ร้องได้รับ มอบงานแล้ว นางสาวชมพู่ซึ่งเป็นผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหาย ในส่วนนี้ซึงคิ่ดเป็นเงิน 40,925 บาท เมือ่หักออกจากค่าซ่อมแซมทงั้หมดจำำน�วน 173,685 บาท คงเหลือค่าซ่อมแซมที่ผู้คัดค้านต้องรับผิดชอบเป็นเงินจำ�ำนวน 132,760 บาท ที่มีกฎหมายกำ�ำหนดให้อยู่ในเขตอำ�ำนาจของศาลปกครอง (กรณีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำ�ำชี้ขาดหรือบังคับตามคำ�ำชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง) 18


ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่าคำ�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ได้ เป็นคำ�ำชี้ขาดวนิิจฉัยข้อพิพาทซ่งึไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญนุาโตตุลาการ หรือคำำ�ชขาี้ดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพพิาทต่ออนุญาโตตลาการุที่ศาลจะเพิกถอนได้ตามกฎหมาย ทงไม่ไ ั้ด้มกรณี ปรากฏว่าการยอมรับ ี หรือการบังคับตามคำ�ำชี้ขาดนั้นเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนที่ศาลจะเพิกถอนได้ตามกฎหมาย ศาลปกครองจึงพพิากษา ยกคำำ� ร้องดังกล่าว (เทียบเคียงคำ�ำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1482/2555) ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพ ิ่ มเติม เกี่ยวกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ได้ที่ http://www.krisdika.go.th 19


20


ประชาชนที่มปัญีหาพพิาทกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในเรื่องดังกล่าวข้างต้น และมีความประสงค์จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง สามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ตนมีภูมิลำ�ำเนาหรือที่มูลคดีเกิดขึ้น แต่ก็มบางกรณี ีที่ต้องยื ีที่ ่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรง กรณเีหล่านี้ได้แก่ 1. คดีพิพาทเกี่ยวกับคำ�ำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ตามที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกำ�ำหนด หมายถึง เมื่อที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกำ�ำหนดให้คำ�ำวินิจฉัย ของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทใดต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสยีหายจากคำำ� วินิจฉัยของคณะกรรมการ วินิจฉัยข้อพพิาทดังกล่าว ก็ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรง 2. คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี หมายถึง โดยปกติแล้วเมือประชาช่นได้รับความเดือดร้อนหรือเสยีหายจาก “กฎ” ประชาชนต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีเขตอำ�ำนาจ แต่ถ้าเป็นกฎ ที่ตราขึ้นหรือออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในกรณเช่ ี นนี้กฎหมายไดกำ้ำหนด� ให้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรง 3. คดีที่มีกฎหมายกำำ�หนดให้อยู่ในอำ ำน�าจศาลปกครองสูงสุด หมายถึง เมื่อมีกฎหมายกำ�ำหนดให้เรื่องใดต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ประชาชน ที่มีความประสงค์จะใช้สิทธิยื่นฟ้องในเรื่องดังกล่าวก็ต้องยื่นฟ้องคดีต่อ ศาลปกครองสูงสุดโดยตรง 21


ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง ตั้งอยู่ที่ อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุุงเทพมหานคร 10210 โทร. 0 2141 1111 Call center 1355 ศาลปกครองสููงสุุดมีีเขตอำนาจทั่่วราชอาณาจัักร ศาลปกครองกลางมีีเขตอำนาจครอบคลุมพื้้นทีุ่่กรุุงเทพมหานคร จัังหวััด นครปฐม นนทบุรีุีปทุมธุานีีสมุุทรปราการ และสมุุทรสาคร และจัังหวััดอื่่นที่่ไม่่ได้้อยู่่ในเขตอำนาจของศาลปกครองในภููมิภิาคแห่่งใดแห่่งหนึ่่งได้้แก่่จัังหวััดนครนายก และสระบุรีุี การฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดจะต้องยื่นฟ้องคดีที่ศาลปกครองสูงสุด ซงมึ่แีห่งเดียวตังอยู่ใ้นกรงเุทพมหานคร 22 ถนนแจ้งวัฒนะ ไป ม.เกษตรฯ ไปปากเกร็ด ไปดอนเมือง ไปสะพานใหม่ ถนนวิภาวดีรังสิต อนุสาวรีย์หลักสี่ กองบัญชาการ กองทพัไทย ศาลปกครองสงสุด ู ศาลปกครองกลาง สำำ� นักงานศาลปกครอง กรมการกงสุลสำำ� นักงานเขต หลักสี่ Max Valu วัดหลกัสี่ บิ๊กซี สถานีรถไฟหลักสี่ DSI TOT CAT ถนนรามอินทรา ถนนพหลโยธิน ม.ราชภัฎ พระนคร


หน่วยงานทางปกครองที่อาจถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้มีอยู่ 7 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1. หน่วยราชการที่เป็นราชการส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง กรม 2. หน่วยราชการที่เป็นราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด อำำ�เภอ 3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำ�ำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรงเุทพมหานคร และเมืองพทัยา 4. รัฐวิสาหกิจที่จัดตังขึ้ ้นโดยพระราชบัญญัติ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย การประปานครหลวง หรือรัฐวิสาหกิจที่จ ที่ ดัตง้ัขึ้นโดยพระราชกฤษฎกีา เช่น องค์การ ขนส่งมวลชนกรุงเทพ แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นในรูปของบริษัทหรือ บริษัทมหาชนจำำ� กัด เช่น บริษัท การบินไทย จำำ� กัด (มหาชน) 5. หน่วยงานของรัฐที่มิได้เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ หรือที่เรยกกั ีนว่า องค์การมหาชน เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีสำ�ำนักงานคณะกรรมการ กำำ� กับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 6. หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น สำำน� ักงานศาลปกครอง สำำน� ักงาน ศาลยติุธรรม 7. หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ใช้อำ�ำนาจทางปกครองหรือให้ ดำ�ำเนินกิจการทางปกครอง เช่น แพทยสภา สภาทนายความ สำ�ำนักงานช่างรังวัด เอกชน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำำ� กัด (มหาชน) ดังนั้น หน่วยงานทางปกครองที่อาจถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองจึงไม่รวมถึง รััฐสภาที่่�ใช้้อำนาจทางนิติบัิัญญัติัิและศาลที่่�ใช้้อำนาจทางตุุลาการ อย่่างไรก็็ตาม เอกชนก็ ็อาจถููกฟ้้องคดีีต่่อศาลปกครองได้้เช่นกั่นกันัเช่่น ในคดีี พิิพาทเกี่่�ยวกัับสััญญาทางปกครองซึ่่�งหน่่วยงานทางปกครองคู่่สััญญาอาจฟ้้อง เอกชนคู่่สััญญาเป็น็คดีีต่่อศาลปกครองได้้ 23


เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ได้แก่ 1. ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบคคลุหรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงาน ทางปกครอง ได้แก่ 1.1 ข้าราชการในกระทรวง กรม เช่น รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผอำู้ำน�วยการกอง 1.2 ข้าราชการในจังหวัด อำำ� เภอ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำำ�เภอ 1.3 พนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรี ปลดัองค์การบริหารส่วนตำำ� บล ผู้อำำน�วยการเขตของกรงเุทพมหานคร 1.4 พนักงานรัฐวิสาหกิจ เช่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้อำำน�วยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย 1.5 พนักงานขององค์การมหาชน เช่น ผู้อำ�ำน วยการองค์การสงเคราะห์ ทหารผ่านศึก ผู้อำำน� วยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว 1.6 เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น เลขาธิการ สำำน� ักงานศาลปกครอง เลขาธิการสำำน� ักงานศาลยติุธรรม 2. คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งมีกฎหมาย ให้อำ�ำนาจในการออกกฎ คำ�ำสั่ง หรือมติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล เช่น คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายต่างๆ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ สภามหาวิทยาลัย สภาท้องถิ่น 3. บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำ�ำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น กำำน�นั ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ของเอกชนที่ได้รับมอบหมาย ให้จัดทำำ� บริการสาธารณะ 24


1. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ได้บัญญัติยกเว้นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐบางประเภทที่ไม่สามารถนำำม� าฟ้องต่อศาลได้ ได้แก่ - การดำ�ำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร ไม่ว่าจะเป็นการลงทัณฑ์แก่ ผู้กระทำำ� ผิดต่อวินัยทหารหรือเป็นการดำำ�เนนิการทางวินัยอย่างอื่น - การดำำ�เนนิการของคณะกรรมการตลาการ (ก.ต.) ตาม ุพระราชบัญญัติ ระเบยบข้าราชการฝ่ายต ีลาการศาลยุติุธรรม พ.ศ. 2543 ซึงมิใช่เป็่นการพิจารณา พิพากษาคดี แต่เป็นการบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เช่น การแต่งตงโยกย้าย การเลื ั้อ่นตำำ�แหน่ง การลงโทษทางวินัย เป็นต้น - คดีที่อยู่ในอำ�ำนาจของศาลชำ�ำนัญพิเศษต่างๆ ที่อยู่ในระบบศาล ยติุธรรม ซึงไ่ด้จัดตังขึ้ ้นก่อนที่จะมการจั ีดตังศาลปกครอง ไ้ด้แก่ คดีที่อยู่ในอำำน�าจ ของศาลเยาวชนและครอบครัว คดีที่ อยู่ในอำ�ำน าจของศาลแรงงาน คดีที่ อยู่ใน อำำน�าจของศาลภาษอากร คี ดีที่อยู่ในอำำน�าจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ คดีที่อยู่ในอำำน� าจของศาลล้มละลาย 25


2. คดีที่มีกฎหมายยกเว้นอำ�ำนาจศาลปกครองไว้โดยเฉพาะ เช่น พระราชกำ�ำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 บัญญัติว่ามิให้นำ�ำ กฎหมายว่าด้วยการจัดตังศาลปกครองและวิ้ธีพิจารณาคดีปกครอง มาใช้บังคับ แก่การดำ�ำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบรรษัท บรหิารสินทรัพย์ไทย (บสท.) และการออกระเบยบ ข้อบังคับ ีคำำ� สัง ่คำำ� วินิจฉัย การอนุญาต และการกระทำำ�อื่นใดของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหาร อันเกยวกับการบริ ี่หารสินทรัพย์ด้อยคณภาุพตามพระราชกำำหนดนี้ � 3. คดีที่คู่กรณีหรือผู้ถูกฟ้องคดีมิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ รัฐวิสาหกิจที่จัดตังขึ้ ้นในรูปของบริษัท หรือบริษัทมหาชนจำำ� กัด เช่นธนาคารกรงไุทย จำำ� กัด (มหาชน) บริษัทท่าอากาศยาน สากลกรงเุทพแห่งใหม่ จำำ� กัด เป็นต้น 4. คดีที่คู่กรณีเป็นหนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การ กระทำำ� ดังกล่าวเป็นการกระทำำ� ส่วนตว มั ิได้เป็นการกระทำำ� ที่ใชอำ้ำน�าจทางปกครอง หรือดำำ�เนนิกิจการทางปกครอง เช่น เทศบาลไม่ยอมชำำ�ระหนี้ค่าจ้างทำำ�อาหาร เลี้ยงรับรองในงานเลี้ยงของเทศบาล มหาวิทยาลัยของรัฐทำ�ำสัญญากับเอกชน ให้เช่าห้องประชุมเพื่อจัดงานแต่งงาน แต่ผิดสัญญาไม่สามารถให้เอกชนใช้ ห้องประชมใุนวันดังกล่าวได้ พลทหารอาสาสมัครบกรุกเข้าไปุทำำ�ลายทรัพย์สิน ในเคหสถานของเอกชนเพราะมเรื ีอง่ทะเลาะวิวาทกันเป็นการส่วนตัว เป็นต้น 26


5. คดีแพ่ง หรือคดีอาญา ซึ่งเป็นการดำ�ำเนินงานตามกระบวนการ ยุตธิรรมทางแพ่งหรือทางอาญา เช่น การฟ้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและ ขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยไม่ชอบ ซึงการบังคับค่ดีดังกล่าวเป็นการบังคับคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่อยู่ในอำ�ำนาจของศาลยุติธรรม การจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำ�ำรวจ การสอบสวน และการเปรียบเทียบปรับของ พนักงานสอบสวน และการสังฟ้อง่หรือสังไม่ฟ้องค่ดีอาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นขั้นตอนการดำ�ำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จะนำ�ำไปสู่ การนำ�ำตัวผู้กระทำ�ำความผิดมาลงโทษทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น 6. คดีที่ฟ้องขอให้ศาลปกครองลงโทษทางอาญาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งการลงโทษทางอาญาเป็นอำ�ำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ได้อยู่ในอำ�ำนาจของ ศาลปกครอง 27


1. ผู้ประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจาก การกระทำำห� รืองดเว้นการกระทำำ�ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมข้อโต้แย้งเก ี ยวกับสัญญา ี่ทางปกครอง หรือกรณอืี่นใดที่อยู่ในเขตอำำน�าจของ ศาลปกครอง กรณผู้เยาว์ ีหรือคนไร้ความสามารถประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองจะ ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลเป็นุนผู้ฟ้องคดีแทน เว้นแต่ผู้เยาว์ซึงม่อายีุ ไม่ต่�่ำำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ ศาลอาจอนุญาตให้ฟ้องคดีด้วยตนเองไดห้ากเหน็ สมควร กรณคีนเสมือนไร้ความสามารถประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองจะต้อง ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน และต้องแนบหนังสือแสดงความยินยอม มาพร้อมกับคำำ� ฟ้องด้วย 2. หากมกฎีหมายกำำหนด� ใหดำ้ำ�เนนิการเพอแก้ไขความเ ื่ดือดร้อนหรือเสยีหาย ในเรืองใ่ดไว้โดยเฉพาะ ผู้ประสงค์จะฟ้องคดีจะต้องดำำ�เนนิการแก้ไขความเดือดร้อน หรือเสยีหายนั้นก่อน และเมือไ่ด้มการสั ีงการตามกฎ่หมาย หรือไม่ได้มการสั ีงการ่ ภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำ�ำหนด จึงจะนำ�ำคดีมาฟ้อง ต่อศาลปกครองได้ เช่น คำำ� สังลงโ่ทษทางวินัย หากผู้ถูกลงโทษไม่พอใจกับคำำ� สัง่ ดังกล่าวและประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ผู้ถูกลงโทษต้องอุทธรณ์คำำ� สัง่นั้น ก่อนภายในเวลาที่กฎหมายกำ�ำหนด เมื่อเจ้าหน้าที่ห รือคณะกรรมการได้วินิจฉัย อุทธรณ์หรือไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำำหนดห� รือภายในเวลา อันสมควร ผู้ถูกลงโทษจึงมสิีทธนำิำ�คดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ กรณีที่ม ีที่ กฎีหมายกำำหนด� ให้ต้องอุทธรณ์คำำ� สัง่ทางปกครอง แต่ผู้ประสงค์ จะฟ้องคดีไม่ได้อุทธรณ์คำำ� สังก่อ่นนำำ�คดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง หรืออุทธรณ์คำำ� สัง่ น้นั้นแล้วแต่ยังไม่ทราบผลการพจารณาและยังอยู่ใ ินระยะเวลาการพจารณาอิุทธรณ์ ของเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการผู้มีอำำน�าจพิจารณาอุทธรณ์ แต่ผู้ประสงค์จะฟ้องคดี กลับรบีนำำ�คดีมาฟ้องศาล ศาลปกครองจะมีคำำ� สังไม่รับ่คำำ� ฟ้องนั้นไว้พิจารณา 3. จดทำัำคำ�ำ� ฟ้องตามที่กฎหมายกำำหนด� การทำำคำ�ำ� ฟ้องไม่มแบบฟอร์มบังคับ ี แต่ต้องทำำคำ�ำ� ฟ้องเป็นหนังสือโดยจะเขยีนด้วยลายมือหรือพิมพ์ก็ได้ แต่จะฟ้องด้วย วาจาหรือฟ้องทางโทรศัพท์ไม่ได้ 4. ย่นคำืำ� ฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำำหนด� 28


การฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนกฎ ซึ่งหมายถึง พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดย ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ผู้ที่ได้รับความ เดือดร้อนเสียหายสามารถมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้เลยโดยไม่จำ�ำเป็น ต้องอุทธรณ์กฎดังกล่าวไปยังองค์กรอื่นอีก ยกเว้นกรณีที่มีกฎหมาย กำำ�หนดให้ต้องอุทธรณ์กฎนั้นเสียก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ เช่น ประกาศกำ�ำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งมีสภาพเป็นกฎ จึงต้อง อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกำ�ำกับกิจการพลังงานก่อน จึงจะฟ้องคดีต่อ ศาลปกครองได้ 29


ฟ้องได้ในช่วง 90 วัน วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตแุห่งการฟ้องคดี (ยื่นฟ้องคดีได้ตังแต่วั้ นนี้)วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3 วันที่... วันที่ 90 ครบ 90 วัน ครบ 1 วัน ครบ 2 วัน ครบ 3 วัน ครบ...วัน การนับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองอ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง โดยจะมิไดน้ ับรวมวนัแรกแห่งระยะเวลานั้นเข้าไว้ด้วย ดังนั้นการนับ ระยะเวลาจะนับวนั ถัดไปเป็นวันที่ 1 การฟ้องคดีปกครองจะต้องดำำ�เนนิการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำำหนดด� ังนี้ 1. คดพีพิ าทเกี่ยวกับการที่หนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกกฎ คำำ� สั่งทางปกครองหรือกระทำำ� การอื่นใดโดยไมช่ อบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตัวอย่าง นายป๊อดรับราชการเป็นครูอยู่ที่โรงเรยีนแห่งหนง ถูกึ่คำำ� สังลงโ่ทษทางวินัย จึงมายื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำำ� สัง่ดังกล่าว โดยก่อนหน้านั้น นายป๊อดซึงเป็่นผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำำ� สัง่ดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการ ครู (ก.ค.) แล้ว และทางก.ค.วินิจฉัยยกอุทธรณ์ โดยมีหนังสือลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังบ้านของผู้ฟ้องคดี โดยมีแม่ยายของ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับหนังสือไว้แทน ในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ได้รับทราบผลอุทธรณ์ จึงนำ�ำคดีมาฟ้องต่อศาลล่าช้า ซึ่งศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จะไม่ ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับทราบผลอุทธรณ์เมื่อใด แต่จากหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 ถึงผอ.สำ�ำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและ บคลากรุทางการศึกษา ว่าได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์และสิทธิการฟ้องคดี ต่อศาลปกครอง และมีความประสงค์ขอถ่ายสำ�ำเนาเอกสารเพื่อประกอบการ ดำ�ำเนินการทางศาลปกครอง นั้น ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งผลการพิจารณา อุทธรณ์แล้วตังแต่วั้ นที่ 11 มิถุนายน 2547 ซึงผู้ฟ้องค่ดีต้องมายื่นฟ้องคดีภายใน 90 วันนับแต่วนที่ ั 11 มิถุนายน 2547 ซึงถือเป็่นวันที่รู้เหตแุห่งการฟ้องคดี แต่ ผู้ฟ้องคดีมายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 ซึ่งเกินกำ�ำหนด 90 วันนับแต่ 30


รอหน่วยงาน 90 วัน หรือภายในเวลาที่กำำ�หนด ฟ้องไดในช่ ้วง 90 วัน พ้นกำำ�หนดเวลา / ยืนฟ้องคด ่ ไดี ้ วนัที่ร้องขอต่อหน่วยงาน วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3 วันที่... (วันที่ 90) (วันที่ 1)ครบ 1 วันครบ 2 วัน ครบ 3 วัน ครบ 90 วันครบ...วัน วันที่ 90 / หน่วยงานไม่ดำำ� เนินการ วันที่รู้เหตแุห่งการฟ้องคดีดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องคดีเมือ่พนกำ้ำหนด�ระยะเวลา ศาลปกครองจึงมีคำำ� สังไม่รับ่คำำ� ฟ้องไว้พิจารณา (เทียบเคยงีคำำ� สังศาลปกครองสูงสุ่ดที่ 539/2548) ุดที่ ฟ้องได้ในช่วง 90 วัน วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตแุห่งการฟ้องคดี (ย่นืฟ้องคดีได้ตังแต่วั้ นนี้) วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3 วันที่.... วันที่ 90 ครบ 90 วัน ครบ 1 วัน ครบ 2 วัน ครบ 3 วัน ครบ...วัน 2. คดพีพิ าทเกี่ยวกับการที่หนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำำ�หนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี การนับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองอ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง โดยจะมิไดน้ บรวมวั ันแรกแหงระยะเวลา่น้นั้นเข้าไว้ดวย ้ดงัน้นั้นการนบั ระยะเวลาจะนับวนั ถัดไปเป็นวันที่ 1 การนับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองอ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง โดยจะมิไดน้ ับรวมวนัแรกแห่งระยะเวลานั้นเข้าไว้ด้วย ดังนั้นการนับ ระยะเวลาจะนับวนั ถัดไปเป็นวันที่ 1 ในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่หน่วยงานละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีเช่นนี้จะเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่พ้นกำำ� หนด 90 วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงาน 31


รอหน่วยงาน ฟ้องไดในช่ ้วง 90 วัน วนัที่ร้องขอต่อหน่วยงาน วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3 วันที่... (วันที่ 90) ครบ 1 วันครบ 2 วัน ครบ 3 วัน ครบ...วัน วันที่ได้รับหนังสือชี้แจง (วันที่ 1) หรือหากผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานแต่เห็นว่าเป็นคำำ�ชี้แจง ที่ไม่มีเหตุผล กรณีเช่นนี้จะเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ผู้ฟ้องคดี ได้รับหนังสือชี้แจง ตัวอย่าง นางแย้มยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลสั่งให้อธิบดีกรมที่ดิน แก้ไขความเดือดร้อนเสยีหายที่เกิดจากการที่เจ้าพนักงานที่ดนิระบรายละเอุยีด ในโฉนดที่ดนิคลาดเคลือ่นจากที่ น.ส.3 ระบว่าุทิศตะวนัตกจดชายทะเล แต่โฉนด ที่ดนที่ ิ เจ้าพนักงานที่ดนิออกให้กลับระบว่าุทิศตะวนัตกจดที่ดนิมการครอบครองี นางแย้มซึ่งเป็นผู้ฟ้องในคดีนี้จึงมีหนังสือลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ขอให้ ผู้ถูกฟ้องคดีแก้ไขโฉนดที่ดนดิ ังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับนงเฉยไม่ม ิ่การแจ้งผล ี การพิจารณาแต่อย่างใด คดีนี้ศาลปกครองพิจารณาแล้วเหน็ว่าเมือผู้ฟ้องค่ดีมี หนังสือลงวันที่ 15 ธนัวาคม 2546 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีขอใหพ้ ิจารณาแก้ไขโฉนดที่ดนิ ซ่ึงถือได้ว่าเป็นวันที่ร้องขอต่อหน่วยงาน ในกรณีที่หน ่วยงานไม่ได้แจ้งผลการ พิจารณาภายใน 90 วัน (หรือภายในวันที่ 14 มีนาคม 2547) ผู้ฟ้องคดีจะต้องนำำ�คดี มายื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับจากพนกำ้ำหนด� 90 วันดังกล่าวหรือ ภายในวันที่ 12 มิถุนายน 2547 แต่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเมือวั่ นที่ 13 กันยายน 2547 จึงเป็นการฟ้องคดีที่เกินกำำหนด� ระยะเวลาการฟ้องคดีตามกฎหมาย ศาลปกครอง จึงมีคำ�ำสั่งไม่รับคำ�ำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (เทียบเคยงีคำำ� สังศาลปกครองสูงสุ่ดที่ 450/2548) ุดที่ 32


ตัวอย่าง สถาปนิกชานนท์ได้ยื่นร้องเรียนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาสถาปนิกให้พิจารณาการดำ�ำเนินการของ สภาสถาปนกว่าม ิกีารใช้อำำน�าจโดยไม่ชอบดวยกฎ้หมาย รัฐมนตรว่าการกระ ีทรวง มหาดไทยซงเป็ ึ่นผู้ถูกฟ้องในคดีนี้จึงได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง สอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว ต่อมากรมโยธาธิการฯ ได้แจ้งผลการสอบสวนให้ สถาปนิกชานนท์ทราบ แต่สถาปนิกชานนท์ไม่พอใจผลการสอบสวนเนื่องจาก เหน็ว่าไม่ได้มการีพิจารณาความผดิของกรรมการสภาสถาปนิก แต่เป็นเพียงการ ส่งสำ�ำเนาผลการสอบสวนให้ตนทราบเท่านั้น สถาปนิกชานนท์จึงนำ�ำคดีมาฟ้อง ต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำ�ำพิพากษาหรือคำ�ำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณา ความผิดของคณะกรรมการสภาสถาปนิก ซึ่งศาลปกครองพิจารณาเห็นว่า สถาปนิกชานนท์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี ได้ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีและได้รับแจ้งผล การสอบสวนตามหนังสือ ลงวันที่ 5 ตลาคม 2555 แต่ผู้ฟ้องค ุดีไม่พอใจผลการ สอบสวนดังกล่าวจึงนำ�ำคดีมาฟ้องต่อศาล แม้ว่าไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับ หน ังสือตอบกลับจากหน่วยงานเมอใ่ืด แต่เมือ่นับจากวันที่กรมโย นที่ ธาธิการฯ ได้มี หนังสือลงวันที่ 5 ตลาคม 2555 และผู้ฟ้องค ุดีนำำ�คดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เมือ่วันที่ 9 พฤศจิกายน2555 จึงอยู่ในช่วงเวลา 90 วันที่ ไดรับ้หน งสือช ัแี้จง ซึง่เป็น กรณีที่อยู่ใ ีที่ นระยะเวลาการฟ้องคดี ศาลปกครองจึงมีคำำ� สังรับ่คำำ� ฟ้องไว้พิจารณา (เทียบเคยงีคำำ� สังศาลปกครองสูงสุ่ดที่ 889/2557) ุดที่ 33


3. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของ หนว่ยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ยนื่ ฟ้องภายใน 1 ปี นับแตว่นั ที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีแต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการ ฟ้องคดีและจะต้องฟ้องภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีนนั้ ตัวอย่าง นายสงกรานต์นำำ�คดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำำพ�พิากษา หรือคำ�ำสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชำ�ำระเงินเดือนและเงินประจำ�ำ ตำำ�แหน่งจากการที่สภาอบจ.มมติเมื ี อปี่พ.ศ. 2545 ถอดถอนตนออกจากตำำ�แหน่ง สมาชิกสภาอบจ. ซึงศาลปกครองไ่ด้มีคำำพ�พิากษาให้เพิกถอนมติดังกล่าว ในเรือง่ นี้ ศาลปกครองพิจารณาเหน็ว่าการที่นายสงกรานต์ซึงเป็่นผู้ฟ้องคดี มีหนังสือลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 เพอขอใ ื่ห้อบจ.ซึงเป็่นผู้ถูกฟ้องคดีชำำ� ระเงิน เดือนและเงินประจำำตำ�ำ�แหน่งให้แก่ตน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับหนังสือเมือใ่ด แต่พออนุมานได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสืออย่างเร็วที่สุด ในวันที่ระบุในหนังสือ คือวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 ผู้ฟ้องคดีจึงสามารถนำ�ำคดี มาฟ้้องต่่อศาลได้้นัับแต่วั่นั ที่่�พ้น้ กำหนด 90 วันั นัับแต่วั่นั ที่่�ผู้้ฟ้้องคดีีได้มีีห้ นัังสืือ ร้องขอต่อผู้ถูกฟ้องคดีเพอใื่ห้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำำหนด� ซึงก็คือตั่งแต่้ วันที่ 1 ตุลาคม 2556 โดยการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ำละเมิดหรือ ความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ยื่นฟ้อง ภายใน 1 ปี นับแต่วนที่ ั รู้หรือควรรู้ถึงเหตแุห่งการฟ้องคดี (ในกรณีนี้คือวั ีนี้ นที่ 1 ตุลาคม 2556) แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดี นำำ�คดีมาฟ้องต่อศาลเมือวั่ นที่ 22 มกราคม 2557 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีภายใน ระยะเวลาที่กฎหมายกำ�ำหนด ศาลปกครองจึงมีคำ�ำสั่งรับคำ�ำฟ้องไว้พิจารณา (เทียบเคยงีคำำ� สังศาลปกครองสูงสุ่ดที่ 904/2557) ุดที่ 34


4. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ให้ยื่นฟ้องภายใน 5 ปี นับแตว่นั ที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีแต่ไม่เกิน 10 ปี นับแตว่นั ที่มีเหตุ แห่งการฟ้องคดีและจะต้องฟ้องภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีนนั้ ตัวอย่าง กรมทางหลวงมโครงการขยายเขต ีทางหลวงแผ่นดนิจากเดิมมเขตีทาง ด้านละ 8 เมตรเป็นด้านละ 15 เมตร จึงได้ทำ�ำการเวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว โดยที่่�ดิินที่่�เวนคืืนมีีส่่วนหนึ่่�งเป็็นที่่�ดิินของนายเตชิินทร์์ กรมทางหลวงได้้จ่่าย ค่าเวนคืนให้แก่นายเตชินทร์จำำน�วน 2 ครัง คือค่า้ทดแทนที่ดนิเป็นเงิน 1,430 บาท และค่าทดแทนสิงปลูกสร้างและไม้ยื่นต้น เป็นเงิน 59,719 บาท โดยนายเตชินทร์ ไดทำ้ำ� บันทึกข้อตกลงยนิยอมระหว่างผู้มสิีทธิได้รับเงินค่าทดแทนกับกรมทางหลวง จำำน�วน 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 27 ธนัวาคม 2555 ต่อมานายเตชินทร์มายื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี จ่ายเงนิค่าทดแทนสิงปลูกสร้างเป็่นเงินจำำน�วน 1,000,000 บาทเพอปรับปร ื่งบ้าุน ให้มความปลอ ีดภัยในชวิตและ ีทรัพย์สิน เนองจากเื่หน็ว่าการขยายเขตทางหลวง ดังกล่าวทำำ� ใหห้ ้องนอนและระเบยงของตีนอยู่ติดแนวเวนคืน และบริเวณดังกล่าว เป็นทางโค้งซึงอาจก่อใ่ห้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชวิตและ ีทรัพย์สินได้ ในเรื่องนี้ ศาลปกครองเห็นว่าการเวนคืนที่ดินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำ�ำที่ดินมาขยายเขตทางหลวง ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ประชาชนผู้ใช้ได้รับ ประโยชน์โดยตรง จึงเหน็ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจัดให้มสิีงสา่ธารณูปโภค อันเป็นสัญญาทางปกครอง และการฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองไม่มี กฎหมายกำหนดขั้้น�ตอนหรืือวิธีีิการสำหรัับการแก้้ไขความเดืือดร้้อนหรืือเสีียหาย ไว้้โดยเฉพาะ จึึงสามารถนำคดีีมาฟ้้องได้้โดยมิิต้้องดำเนิินการตามขั้้�นตอน สำำห� รับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสยีหาย โดยจะต้องยื่นฟ้องภายใน 5 ปีนับแต่ วนที่ั นที่รหู้รือควรรู้ถึงเหตแุหงการฟ้องค ่ดีในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทำ ำ�บนทันทกข้อตกลงยิ ึนยอม ระหว่างผู้มสิีทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดนิและสิงปลูกสร้างเมื่อวั่ นที่ 6 พฤศจิกายน 2555 และวันที่ 27 ธนัวาคม 2555 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่รู้เหตแุห่งการฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีนำ�ำคดีมาฟ้องต่อศาลวันที่ 30 สิงหาคม 2556 จึงเป็นการยื่นฟ้อง ภายใน 5 ปีนับแต่วนที่ ั รู้เหตแุห่งการฟ้องคดี ศาลปกครองจึงมีคำำ� สังรับ่คำำ� ฟ้อง ไว้พิจารณา (เทียบเคยงีคำำ� สังศาลปกครองสูงสุ่ดที่ 678/2557) ุดที่ 35


5. คดีพิพาทเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือคดีพิพาท เกี่ยวกับสัญชาติของบุคคลจะยื่นฟ้องเมื่อใดก็ได้ ตัวอย่าง นายเฉิน เป็นบุตรของผู้อพยพชาวเวียดนาม เกิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครพนม นายเฉินได้ยื่นคำ�ำร้องขอมีสัญชาติไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 แต่ก็ไม่เคยได้รับแจ้งผลการพิจารณา จนปีพ.ศ. 2544 นายเฉินได้ยื่นคำ�ำร้อง ขอมีสัญชาติไทยอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาแต่อย่างใด ทั้งที่ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบข้อมูลคำ�ำร้องขอมี สัญชาติไทยและตรวจสอบพฤติการณ์ที่เกยวข้องกับยาเส ี่พติดและอาชญากรรม ของนายเฉินเสร็จเรยบร้อยสมบูรณ์แล้วตั ี งแต่ปี้พ.ศ. 2545 แต่นายเฉินก็ยังไม่เคย ได้รับแจ้งผลการพิจารณา นายเฉินจึงนำ�ำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ศาล มีคำ�ำพิพากษาหรือคำ�ำสั่งให้นายเฉินได้สัญชาติไทยซึ่งศาลปกครองพิจารณา เห็นว่าการฟ้องในเรื่องดังกล่าวเป็นการฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง สถานะของบคคลซึุงไม่ม่ระยะเวลาีกำำหนด� ไว้จะยื่นฟ้องเมือใ่ดก็ได้ ศาลปกครอง จึงมีคำ�ำสั่งรับคำ�ำฟ้องไว้พิจารณา ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองได้พิพากษาให้รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีดำ�ำเนินการพิจารณาคำ�ำร้องขอมี สัญชาติไทยของนายเฉินซึงเป็่นผู้ฟ้องคดีและแจ้งผลการพิจารณาภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด (เทียบเคยงีคำำพ�พิากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.123/2551) ุดที่ 36


37 6. การฟ้องคดีปกครองที่ยื่นฟ้องเมื่อพนกำ้ำ�หนดเวลาการฟ้องคดีแล้ว ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคดีที่ยื่นฟ้องนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุ จำำ� เป็นอื่น ศาลปกครองอาจรับไวพ้จิารณาก็ได้ ตัวอย่าง นายยงยุทธนำ�ำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำ�ำสั่งหรือ คำำพ�พิากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานไม้แห่งหนงซึ ึ่งตั่งอยู่ใ้น บริเวณชมชุนที่นายยงยุทธอาศัยอยู่ โดยนายยงยุทธได้เคยร้องเรยีนไปยังอบต. เรืองเส่ยงและฝ ีนุ่ละอองที่เกิดจากการทำำ�งานของเครืองจักรใ่นโรงงาน ทางอบต. จึงได้ประสานให้สำ�ำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตรวจสอบ วัดปริมาณฝุนละออง ซึ่งผลการตรวจสอบตามหนังสือ ที่ท างอบต.แจ้งแก่ นายยงยุทธ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2552 ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองไม่ เกินกว่าค่ามาตรฐาน ต่อมา นายยงยุทธมายื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเมือวั่ นที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นการฟ้องคดีเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำ�ำหนด คือภายใน 90 วันนับแต่วนที่ ั รู้หรือควรรู้ถึงเหตแุห่งการฟ้องคดีหรือนับแต่วนที่พ ัน้ กำ�ำหนด 90 วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่ได้รับหนังสือชี้แจงหรือได้รับแต่เป็นคำ�ำชี้แจงที่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่มีเหตุผล แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ศาลปกครองเห็นว่าจาก คำำ�ชแจงใ ี้นรายงานสำำ�รวจด้วยแบบติดตามตรวจสอบคณภาุพฝนุ่และเสยงของี อบต.ซึงเป็่นผู้ถูกฟ้องในคดีนี้ ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2556 ซึงไ่ด้ติดตามตรวจสอบ คุณภาพฝุ่นและเสียงในชุมชนบริเวณใกล้เคียงกับบ้านของนายยงยุทธ ระบุว่า ภาวะเสียงที่ได้ยินส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก และบางส่วนได้รับผลกระทบจาก ฝุ่นในระดับมาก โดยชุมชนบริเวณรอบโรงงานรัศมี 500 เมตรมีบ้านพักอาศัย จำ�ำนวนประมาณ 27 หลังคาเรือน มีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 141 คน จึง เห็นว่ามีประชาชนอยู่อาศัยเป็นจำ�ำนวนมาก ซึ่งความเดือดร้อนจากฝุ่นละออง และเสยงจากโรงงา ีนอาจส่งผลกระทบต่อสขภาุพอนามัยของประชาชนโดยรอบ ที่มีจำ�ำนวนมากไม่ใช่แต่เพียงผู้ฟ้องคดีเท่านั้น จึงเห็นว่าหากรับคำ�ำฟ้องนี้ไว้ พิจารณาจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ศาลปกครองจึงมีคำำ� สังรับ่คำำ� ฟ้องไว้พิจารณา (เทียบเคยงีคำำ� สังศาลปกครองสูงสุ่ดที่ 783/2557) ุดที่ ่


คำ�ำฟ้องในคดีปกครองไม่มีแบบฟอร์มบังคับ แต่ต้องใช้ถ้อยคำ�ำสุภาพ และมีองค์ประกอบครบถ้วน ได้แก่ 1. ช่ือและที่อยู่ผู้ฟ้องคดี โดยจะต้องระบุชื่อและที่อยู่ของตนให้ชัดเจน และเป็นที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้เพื่อประโยชน์ในการนัดหมายหรือส่งเอกสาร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี อาทิ การแจ้งนัดหมายเพื่อการไต่สวน การจดัส่งเอกสารหรือขอเอกสารเพมเติม เป็ ิ่นต้น 2. ชื่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ประสงค์จะฟ้อง ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองใด หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใด (ระบุตำำ�แหน่ง) อยู่ที่หน่วยงานใด 3. การกระทำ�ำอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีพร้อมทั้งพฤติการณ์และ ข้อเท็จจริงที่เกยวข้อง ซึ ี่ง่ทำำ� ให้ผู้ฟ้องคดี เดือดร้อนหรือเสยีหาย และเป็นเหตใุห้ ต้องมาฟ้องคดี โดยต้องเขยีนให้ชัดเจนและเรยงีลำำด� ับตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 4. คำ�ำขอว่าประสงค์จะให้ศาลปกครองสั่งหรือพิพากษาอย่างไร เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนหรือเสยีหายที่ตนได้รับ และต้องเป็นเรือง่ ที่ศาลมีอำำน�าจ กำำหนดคำ�ำ� บังคับได้ 5. ลายมือชือผู้ฟ้องค่ดี 38


ในกรณีที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาได้ ให้ระบุเหตุที่ไม่ อาจแนบพยานหลักฐานไว้ด้วย และผู้ฟ้องคดีต้องยื่นสำำ�เนาคำำ� ฟ้อง และสำำ�เนา พยานหลักฐานที่ ผู้ฟ้องคดีรับรองสำำ�เนาถูกต้องให้ครบตามจำำน�วนของผู้ถูกฟ้อง คดีมาพร้อมกับคำำ� ฟ้องด้วย การยื่นคำำ� ฟ้อง ผู้ประสงค์จะฟ้องคดีสามารถยื่นคำำ� ฟ้องต่อศาลปกครอง ชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุดแล้วแต่กรณีโดยสามารถยื่นคำ�ำฟ้องได้4 วิธี ได้แก่ 1. ยื่นคำ �ำฟ้องด้วยตนเองที่ศาลปกครองชั้นต้นที่ ตนมีภูมิลำ�ำเนาหรือ ที่มูลค ที่ ดีเกิด หรือยื่นคำำ� ฟ้องด้วยตนเองที่ศาลปกครองสูงสุดซึงม่แีห่งเดียวตังอยู่้ ในกรงเุทพมหานคร 2. ส่งคำ�ำฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียน จ่าหน้าซองถึงสำ�ำนักงาน ศาลปกครองกลาง หรือสำ�ำนักงานศาลปกครองในภูมิภาคแห่งที่ประสงค์จะ ยื่นฟ้อง หรือจ่าหน้าซองถึงสำำน� ักงานศาลปกครองสูงสุด 3. ยื่นคำำ� ฟ้องทางโทรสาร 4. ยื่นคำำ� ฟ้องทางอิเล็กทรอนิกส์ 39 ผู้ประสงค์จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง สามารถตรวจสอบเขตอำำน�าจและที่อยู่ของศาลปกครอง ที่ประสงค์จะยื่นคำำ� ฟ้องได้ที่ เว็บไซต์ศาลปกครอง www.admincourt.go.th หรือ Call center 1355


40


2 มิถุนายน 2558 ชือและ่ ที่อยู่ ผู้ฟ้องคดี ข้าพเจ้า นายสุเมธิน จำ�ำปามา เกิดวันที่ 2 มกราคม 2500 อาย 58 ปี ประกอบอาชุีพรับจ้าง อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 4 ถนนราษฎรอุทิศ ตำำ�บลหนงสอง ึ่อำำ�เภอหนงสองึ่ จังหวัดกาฬสินธุ์ รหัสไปรษณย์ 55555 ี โทรศัพท์ 0 4389 900 ชือ่หน่วยงาน ทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ที่ประสงค์ ที่ จะฟ้อง มีความประสงค์ขอฟ้องเทศบาลตำ�ำบลหนึ่งสอง อยู่ที่ เลขที่ 10 หมู่ที่ 2 ถนนประดิษฐ์ ตำำ�บลหนงสอง ึ่อำำ�เภอ หนงสอง จัง ึ่หวัดกาฬสินธุ์ รหัสไปรษณย์ 55555 ี ด้วยข้าพเจ้าและครอบครัวรวมทั้งชาวบ้านข้างเคียงได้ รับความเดือดร้อนรำำ�คาญจากกล่มบุคคลกลุ่มุหนงไึ่ดนำ้ำ� เอาขยะและซากสัตว์ไปทิ้งไว้ในที่ดินรกร้างซึ่งอยู่ติดกับ บ้านของข้าพเจ้า ทำ�ำให้ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนในบริเวณ ดังกล่าวเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ฝนตก น้�้ำำฝนจะชะล้างความสกปรกจากกองขยะไหลเข้ามา บริเวณบ้านของข้าพเจ้า ทำำ� ให้บริเวณบ้านชื้นแฉะและมี น้�้ำำท่วมขัง พืชผักที่ปลูกไว้บริเวณรอบบ้านก็ตายหมด ข้าพเจ้าได้เคยนำ�ำเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านแล้วได้รับ คำ�ำแนะนำ�ำให้ทำ�ำหนังสือร้องเรียนไปยังเทศบาลตำ�ำบล หนงสองซึ ึ่งเป็่นหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ ข้า ้นที่ พเจ้าได้ ส่งหนังสือร้องเรยีนไปยังเทศบาลตังแต่วั้ นที่ 5 มกราคม 2557 แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับหนังสือตอบจากทางเทศบาล มเีพียงเจ้าหน้าที่บางคนเท่านั้นที่รับปากว่าจะ ้นที่ ดูแลให้ ซึง่ ปัจจบัุนนี้ก็ยังไม่มเจ้า ีหน้าที่ของเทศบาลเข้ามาตรวจสอบ หรือเข้ามาแก้ไขความเดือดร้อนดังกล่าวแต่อย่างใด ข้าพเจ้า เหน็ว่าทุกข์หรือความเดือดร้อนที่พวกเราชาวบ้าน ได้รับนั้นเป็นทุกข์อันแสนสาหัสที่เจ้าหน้าที่ละเลยไม่แก้ไข การกระทำำ� อนัเป็นเหตแุห่ง การฟ้องคดี พร้อมทงั้ พฤติการณ์ และข้อเท็จจริง ที่เก ที่ ยวข้อง ี่ 41


ความเดือดร้อนให้ ข้าพเจ้าจึงไดนำ้ำ�เหตเุดือดร้อนรำำ�คาญ ดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อโปรดพิจารณา วนิิจฉัยให้เจ้าหน้าที่เทศบาลตำำ�บลหนงสองปฏิบัติ ึ่หน้าที่ ตามที่กฎหมายกำ�ำหนดเพื่อระงับเหตุเดือดร้อนรำ�ำคาญ ดังกล่าว ทงั้นี้ ข้าพเจ้าได้แนบเอกสารและพยานหลักฐาน ที่เกยวข้องมา ี่ด้วยแล้ว ขอให้ศาลปกครองมีคำำพ�พิากษาให้เทศบาลตำำ�บลหนงสองึ่ ดำำ�เนนิการแก้ไขความเดือดร้อนดังกล่าวตามอำำน�าจหน้าที่ ตามกฎหมาย ภายในระยะเวลาตามที่ศาลจะเหน็ สมควร คำำ�ขอว่า ประสงค์จะให้ ศาลสัง่หรือ พพิากษา อย่างไร ลายมือชือผู้ฟ้องค่ดี นายสเมุธนิจำำ� ปามา ผู้ฟ้องคดีจะต้องแนบเอกสารและพยานหลักฐานมาพร้อมกับคำำ� ฟ้องด้วย ซึ่งได้แก่ 1. สำำ�เนาบัตรประจำำ� ตัวประชาชนหรือบัตรที่ทางราชการออกใหพ้ ร้อม รับรองสำำ�เนาถูกต้อง (กรณส่งีคำำ� ฟ้องทางไปรษณย์ลง ีทะเบยีนหรือทางโทรสาร) 2. พยานหลักฐานที่เกยวข้องกับการฟ้องค ี่ ดี ในกรณีที่ไม่สามารถแ ีที่ นบ พยานห ลักฐานด งกล่าวมาไ ัดเ้พราะเอกสารอยู่ในความครอบครองของหน วยงา่น ทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลอื่น หรือเพราะเหตุอื่นใด ให้ระบุเหตุ ที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานมาได้ไว้ในคำำ� ฟ้องด้วย 3. สำำ�เนาคำำ� ฟ้องและสำำ�เนาพยานหลักฐานตามจำำน�วนของผู้ถูกฟ้องคดี โดยต้องรับรองสำำ�เนาถูกต้องให้ครบถ้วนด้วย 4. หากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะมอบฉันทะให้บุคคลอื่นยื่นฟ้องคดีแทน ต้องมีหนังสือมอบฉันทะให้ฟ้องคดี โดยไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ 5. หากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะมอบอำ�ำนาจให้บุคคลอื่นดำ�ำเนินคดีแทน ต้องมีหนังสือมอบอำำน�าจพร้อมปิดอากรแสตมป์ 10 บาทในกรณมอบีอำำน� าจให้ กระทำำ� การครังเ้ดียว หรือปิดอากรแสตมป์ 30 บาท ในกรณมอบีอำำน� าจให้กระทำำ�การ หลายครัง้หรือใหดำ้ำ�เนนิการทงคั้ดี 6. หากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถต้องมีหนังสือแสดง ความยินยอมให้ฟ้องคดีมาด้วย 42


ข้าพเจ้า นายสุเมธิน จำ�ำปามา ขอมอบอำ�ำนาจให้ นายซื่อสัตย์ มั่นคง อยู่บ้านเลขที่ 55/5 หมู่บ้านแสนสข ถุนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ จังหวัดกรุงเทพฯ รหัสไปรษณีย์ 10210 โทรศัพท์ 0 2555 5555 ทำ�ำการแทน โดยข้าพเจ้ายอมรับผิดชอบในการที่ผู้รับมอบอำำน� าจของข้าพเจ้าไดทำ้ำ� การไปนั้น ทุกประการ ใทุนกิจการดังจะกล่าวต่อไปนี้ การฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางและดำำ�เนนิการแทนจนคดีถึงที่สุด เช่น มีอำำน� าจลงชือใ่นคำำ� ฟ้อง คำำ� ร้อง คำำ�ขอ คำำ�แถลง คำำ�อุทธรณ์ หรือเอกสารอื่นใด ที่เกยวข้องใ ี่นคดี รวมทงยื ั้ ่นเอกสารดังกล่าว ให้ถ้อยคำำ� ต่อศาล และให้มีอำำน�าจ รับเงินค่าธรรมเนียมศาล (ให้ระบุกรณีคดีที่ ยื่นฟ้องต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล) เอกสาร หรือสิงอื่ ่นใดจากศาลแทนข้าพเจ้าได้ สเมุธนิจำำ� ปามา ผมอบ ู้ อำำ�นาจ (นายสเมุธนิจำำ� ปามา) ซอสัตย์ มั่ื ่นคง ผู้รับมอบอำำ�นาจ (นายซือสัตย์ มั่ ่นคง) ดี ใจดี พยาน (นายดี ใจดี) สำำ�ราญ มสีข ุพยาน (นายสำำ�ราญ มสีข) ุ อากรแสตมป์ 30 บาท 43


44


โดยปกติการยื่นฟ้องคดีปกครองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่ เป็นการฟ้องคดีเกยวกับสัญญา ี่ทางปกครองหรือละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น เพื่อขอให้ศาลสั่งให้มีการชดใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน ผู้ฟ้องคดีต้องเสีย ค่าธรรมเนียมศาลในอัตราตามที่ระบุไว้ในตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งซึง่กำำหนด� ไว้สำำห� รับคดีฟ้องขอปลดเปลือง้ทุกข์อันคำำน�วณ เป็นราคาเงินได้ ในปัจจุบันสำ�ำหรับคดีที่มีทุนท รัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท คดิในอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ทุนท รัพย์ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป คิดในอัตราร้อยละ 0.1 และถ้าชนะคดี ศาลปกครองจะสั่ง คนืค่าธรรมเนียมศาลทงั้หมดหรือบางส่วนตามส่วนแห่งการชนะคดี กรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือ หากไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ผู้ฟ้องคดี สามารถยื่นคำำ�ขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลมาพร้อมกับคำำ� ฟ้องหรือคำำ�อุทธรณ์ เมื่อศาลปกครองพิจารณาคำ�ำขอแล้ว ศาลปกครองอาจอนุญาตให้ดำ�ำเนินคดี โดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทงั้หมดหรือเฉพาะบางส่วนก็ได้ ในกรณีที่ศาลปกครองชั ีที่ ้นต้นมีคำำ� สังใ่ห้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะ บางส่วนหรือมีคำ�ำสั่งให้ยกคำ�ำขอ ผู้ฟ้องคดีสามารถอุทธรณ์คำ�ำสั่งนั้นต่อ ศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 15 วันนับแต่วนที่ ั ได้รับแจ้งคำำ� สัง โ่ดยยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำำ� สังใ่ห้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะบางส่วนหรือ คำำ� สังใ่ห้ยกคำำ�ขอดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มต่างๆ เชน ่ แบบฟอร์มคำำ� ฟ้อง แบบฟอร์มใบมอบฉันทะ/ใบมอบอำำน�าจ แบบฟอร์มคำำ�ร้อง/ คำำ�ขอ ฯลฯ ได้ที่ เว็บไซต์ศาลปกครอง 45 www.admincourt.go.th


นอกจากการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพอใื่ห้ศาลพิจารณาพพิากษาคดี ให้แล้ว คู่กรณีสามารถเลือกใช้ “วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลปกครอง” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาท โดยสามารถดำ�ำเนินการได้ในคดี ประเภทต่างๆ ได้แก่ - คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานท างปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของ รัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�ำหนด ให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เกินสมควร - คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของ หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ - คดีพพิาทเกยวกับสัญญา ี่ทางปกครอง และ - คดีพิพาทอื่นตามที่กำ�ำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด อย่างไรก็ตาม มีข้อพิพาทบางลักษณะที่กฎหมายห้ามมิให้ใช้วิธีการ ไกล่เกลยข้อ ี่พพิาทในศาลปกครอง ได้แก่ - ข้อพพิาทที่เป็นการฝ่าฝืนหรือต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย - ข้อพพิาทที่เกยวกับความสงบเร ี่ ยบร้อย ีหรือศลีธรรมอันดีของประชาชน - ข้อพิพาทที่มีผลกระทบต่อสถานะของบุคคลหรือมีผลกระทบในทาง เสยีหายต่อประโยชน์สาธารณะ - ข้อพพิาทที่มผลกระีทบร้ายแรงต่อการบังคับใช้กฎหมาย - ข้อพิพาทที่อยู่นอกเหนือสิทธิ อำ�ำนาจหน้าที่ หรือความสามารถของ คู่กรณี - ข้อพพิาทที่เกยวกับ ี่คำำ� วินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพพิาท 46


- ข้้อพิิพาทที่่�เกี่่�ยวกัับคำวิินิิจฉััยของคณะกรรมการวิินิิจฉััยข้้อพิิพาท ที่่�กฎหมายกำหนดให้้ฟ้้องคดีีต่่อศาลปกครองสููงสุุด - ข้อพิพาทที่มีลักษณะอื่นตามที่กำ�ำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ ตลาการใุนศาลปกครองสูงสุด คู่กรณีที่ต้องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสามารถยื่นคำ�ำขอต่อศาลได้ นับตงแต่ม ั้การฟ้องค ี ดีต่อศาลปกครองจนถึงวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง การไกล่เกลยข้อ ี่พพิาทจะดำำ�เนนิการอย่างเรยบง่าย รว ีดเร็ว และถูกต้อง ตามกฎหมาย ด้วยความสมัครใจของคู่กรณีทงสองฝ่ายและโ ั้ดยศาลเหน็ สมควร ซึ่งจะดำ�ำเนินการภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ครงแรก และเมื ั้อการไกล่เกล่ยข้อ ี่พพิาทสำำ� เร็จ ผลของการไกล่เกลยข้อ ี่พพิาทจะ มีผลบังคับได้จริงตามกฎหมาย โดยคู่กรณีที่เข้าร่วมในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จะร่วมกนทำัำ� บันทึกข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลปกครอง จะมีคำ�ำพิพากษาให้เป็นไปตามนั้น สำ�ำหรับกรณีที่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสำ�ำเร็จ บางส่วน ศาลจะนำ�ำบันทึกข้อตกลงนั้นมารวมพิพากษาไปพร้อมกับการมี คำำพ�พิากษาในประเดนที่ ็ ยังพพิาทกัน คำำพ�พิากษาตามยอม โดยหลักไม่อาจอุทธรณ์ได้ เวน้แตม่ ีเหตตุามที่กฎหมายกำำ�หนด 47 คำพิพิากษาตามยอม คืือ คำพิิพากษาที่่�จัดทั ำขึ้้น�โดยคู่่กรณีีทั้้�งสองฝ่่าย ตกลงยินิยอมตามข้้อตกลงในชั้้น�ไกล่่เกลี่่�ยข้้อพิพิาท โดยข้้อตกลงนั้้น�ไม่ขั่ดต่ั ่อหลััก ความชอบด้้วยด้้วยกฎหมาย


ในระหว่างที่ศาลปกครองยังไม่พิพากษาคดี คู่กรณีสามารถขอให้ศาล สังใ่หกำ้ำหนด� วิธีการชัวคราวก่อ่นการพพิากษาคดีเพอบรรเื่ทาความเดือดร้อนหรือ เสยีหายของตนซึงยังคงม่อยู่ และอาจจะ ีทวมากขึ ี ้นหรือยากแก่การแก้ไขเยยวยาี ในภายหลัง วธีิการชัวคราวก่อ่นการพพิากษามีด้วยกัน 2 กรณ คือ การขอ ีทุเลาการ บังคับตามกฎหรือคำำ� สัง่ทางปกครอง และการบรรเทาทุกข์ชัวคราว่ 1. การขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำ�ำสั่งทางปกครอง หมายถึง การขอให้ชะลอหรือระงับการบังคับตามผลของกฎหรือคำ�ำสั่งทางปกครองไว้ เป็นการชั่วคราวในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำ�ำสั่ง ทางปกครอง เนองจากการฟ้องค ื่ดีต่อศาลปกครองไม่ได้เป็นการทุเลาการบังคับ ตามกฎหรือคำำ� สัง่ทางปกครองโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ในระหว่างพิจารณาคดี ผู้ฟ้องคดี ก็ยังคงถูกบังคับตามกฎหรือคำ�ำสั่งทางปกครองนั้นอยู่ทำ�ำให้ผู้ฟ้องคดีเดือดร้อน หรือเสยีหาย ในกรณเช่ ี นนี้ ผู้ฟ้องคดีสามารถขอมาในคำำ� ฟ้องหรืออาจยื่นคำำ�ขอ ในเวลาใดๆ ก่อนศาลจะพพิากษาหรือมีคำำ�สงช่ัขาี้ดคดี เพอใื่ห้ศาลมีคำำ�สงั่ทุเลทุา การบังคับตามผลของกฎหรือคำำ� สัง่ทางปกครองไว้เป็นการชัวคราวก่อ่น อย่างไร ก็ตาม ผู้ฟ้องคดีจะต้องแสดงเหตุผลในคำ�ำขอให้ชัดเจนว่าต้องการจะขอทุเลา การบังคับตามกฎหรือคำำ� สัง่ทางปกครองใด และหากกฎหรือคำำ� สัง่ทางปกครองนั้น ยังคงมผลบังคับต่อไปจะ ีทำำ� ให้เกิดความเสยีหายที่ยากต่อการเยยวยาแก้ไขอย่างไร ี 48


Click to View FlipBook Version