สาระท่ี 1 ศาสนา
เรอ่ื งท่ี 1 ความรเู้ บื้องตน้ เกย่ี วกบั ศาสนา
1. ศาสนา เปน็ ลัทธคิ วามเชอ่ื อย่างหนึ่ง ของมนษุ ยเ์ ปน็ คาํ สอนดา้ นศลี ธรรมเก่ียวกบั บาป-บุญความด-ี ความช่วั เปน็
เครือ่ งยึดเหน่ยี วจติ ใจของมนุษย์เป็นหลกั ให้คนอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสุข
2. ท่มี าของศาสนา
1. ความไม่รู้ ในปรากฏการณธ์ รรมชาตวิ ่า คือ อะไร เกดิ จากอะไร
2. ความกลัว กลัวเพราะไม่รู้
3. ความศรัทธา เคารพตอ่ ธรรมชาติ เชน่ การกราบไหว้พระอาทิตย์
4. ความมีปัญญา เม่ือธรรมชาติถูกให้คําตอบด้วยวิทยาศาสตร์ ศาสนาจึงดํารงอยู่ด้วยสถานะเป็น
เคร่ืองมอื ยดึ เหนย่ี วทางจติ ใจ ไม่ไดอ้ ธบิ ายธรรมชาติโลกอย่างแตก่ ่อน
3. ประเภทของศาสนา (แบง่ ตามความเชอ่ื เร่อื งพระเจ้า)
1. เทวนิยม : ศาสนาท่ีเช่ือว่าพระเจ้าสร้างโลกและสรรพสิ่งหากเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวจัดเป็นศาสนา
ประเภทเอกเทวนิยม (เช่น คริสต์ และอิสลาม) แต่ถ้าเชื่อในพระเจ้าหลายองค์จัดเป็นประเภทพหุเทวนิยม (เช่น
พรามหณ-์ ฮินดู)
2. อเทวนิยม : ศาสนาที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกหรือสรรพสิ่งทุกส่ิงเกดิ จากธรรมชาติแต่อาจเชื่อว่าพระ
เจ้ามีอย่จู รงิ เชน่ พุทธศาสนา
(แบ่งตามแหล่งผู้นับถือ)
2.1 ศาสนาสากล : ศาสนาทมี่ ีผนู้ ับถือในหลายประเทศ เช่น ครสิ ต์ อิสลาม พทุ ธ
2.2 ศาสนาทอ้ งถนิ่ : ศาสนาท่ีมีผู้นับถือเฉพาะพน้ื ท่ี เช่น ฮนิ ดู(อินเดีย) ยูดาห(์ อสิ ราเอล) ชนิ โต(ญ่ีปนุ่ )
สรุป๊ สรปุ สังคมศกึ ษา
หน้า 1
4. องคป์ ระกอบของศาสนา **หากมไี มค่ รบเป็นลัทธิ
1. ศาสดา : ผู้กอ่ ต้งั หรือประกาศศาสนา
2. หลักคําสอน หรือ คัมภีร์มีการจัดรวบรวมไว้เป็น หมวดหมู่ โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในทุกศาสนาคือ “สั่งสอนให้คน
เปน็ คนด”ี จุดมุ่งหมายสาํ คญั อยทู่ ่ี “ความดีงาม”
3. ศาสนพิธี : การประกอบพธิ ตี ่างๆ เพอ่ื ให้มีบรรยากาศของความศักด์ิสทิ ธิ์ เรยี กความศรทั ธา
4. นักบวช : ในบางศาสนาอาจไม่มนี ักบวช เช่น อิสลาม และศาสนาคริสต์นิกายโปรตสแตนท์
5. ศาสนสถาน : วัด โบสถ์ มสั ยดิ
6. ศาสนิกชน : ผ้นู ับถอื
5. สัญลกั ษณ์ : เอกลกั ษณ์เฉพาะของศาสนา
พทุ ธ สัญลักษณ์ คอื ธรรมจกั ร
คริสต์ สญั ลกั ษณ์ คือ ไม้กางเขน
อิสลาม สัญลกั ษณ์ คอื พระจันทร์เสย้ี ว และดาวหนงึ่ ดวง
พราหมณ-์ ฮนิ ดู สัญลกั ษณ์ คือ โอม
สรุ๊ปสรุป สังคมศึกษา
หนา้ 2
เรอื่ งที่ 2 พระพุทธศาสนา
ความรู้เบื้องต้นเกีย่ วกบั พระพุทธศาสนา
1. เปน็ ศาสนาประเภท : อเทวนิยม
2. ศาสดา : พระสมณโคดมพุทธเจ้า หรอื พระศากยมุนีพุทธเจา้ > พระภกิ ษุ พระภกิ ษุณี แม่ชี
3. คมั ภรี ์ : พระไตรปฎิ ก > ทุกคนควรได้อ่านได้ศกึ ษา
> ทุกคนควรได้อา่ นได้ศกึ ษา
1) พระวินยั ปฎิ ก : ระเบียบวินัย ศีล สกิ ขาบท ของพระภิกษสุ ามเณร
2) พระสุตตันตปฎิ ก (พระสูตร) : เรือ่ งราวประกอบธรรมะ
3) พระอภิธรรมปิฎก : หลักธรรมล้วนๆ ไมพ่ ูดถึงคน สถานท่ี และเวลา
4. นิกาย : มี 2 นกิ ายสําคญั
1) นกิ ายเถรวาท (หินยาน) : แพรห่ ลายใน ไทย ศรลี ังกา พม่า ลาว กัมพูชา
- เครง่ ครดั ในพระวนิ ยั และสกิ ขาบทต่างๆ ไมแ่ ก้ไขพระวนิ ัยข้อใดเลย
- นบั ถอื พระพทุ ธเจา้ และพระโพธิสตั ว์แตเ่ พยี งแคอ่ งค์เดยี ว (คอื พระสมณโคดมพุทธเจ้า)
- เน้นปฏิบัตธิ รรมช่วยเหลือตนเองใหพ้ ้นทุกขก์ ่อนชว่ ยเหลือคนอืน่
2) นิกายอาจารยิ วาท (มหายาน) : แพรห่ ลายใน จนี ญป่ี ุ่น เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ภูฏาน ธเิ บต
- แกไ้ ขพระวินัยและสิกขาบทบางข้อ เชน่ ฉนั อาหารเย็นได้ ,ใส่จีวรหลากหลายรปู แบบและสี
- นบั ถอื พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตวห์ ลายองค์ เน้นสวดมนต์ออ้ นวอนขอพรจากพระพุทธเจา้
- เน้นปฏิบัติธรรมช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์ก่อนตนเอง (เน้นบําเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์) (เพ่ือเป็นพระพุทธเจ้าองค์
ตอ่ ไป)
5. กระบวนการแสวงหาความจรงิ สงู สดุ
เพือ่ นาํ ไปสู่การหลุดพ้นตรัสรู้เปน็ องคส์ มเดจ็ สัมมาสัมพทุ ธเจ้าหลังจากออกผนวชด้วยพระองค์เอง ณ ริมฝ่ังแมน่ ้ําอโนมา
พระพุทธเจา้ ได้ทรงทาํ สง่ิ ตา่ งๆเรยี งตามลําดับดังน้ี
1) ศึกษากับ อาจารย์(ฝึกปฏิบตั ิโยคะ)
2) บําเพ็ญตบะ คือ การทรมานตนเองให้ลาํ บาก
3) ทรงบําเพ็ญทุกรกริ ยิ า ณ ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม แควน้ มคธ
4) ทรงบาํ เพญ็ เพยี รทางจิต (เดินทางสายกลาง คอื มัชฌมิ าปฏิปทา)
6. ปฐมเทศนา(วันอาสาฬหบูชา) : พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ท้ัง 5 ในหัวข้อธรรมช่ือ “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร”
ซ่ึงแบง่ ออกเป็น 4 ตอน คือ
**1) ทางสดุ โต่ง
**2 ทางท่ีทําให้ไม่บรรลุธรรม ได้แก่ "กามสุขัลลิกานุโยค" หมายถึง การหมกมุ่นอยู่ในกามและ "อัตตกิลมถานุโยค"
หมายถงึ การทรมานตนให้ลําบาก โดยไร้ประโยชน์ 2) ทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏปิ ทา) ทพี่ ระพทุ ธเจ้าทรงตรสั รู้ อันได้แก่ มรรค 8
**3) อรยิ สัจ 4
**4) ทรงสรปุ และ อัญญาโกณฑญั ญะบรรลุโสดาบนั ทลู ขอบวชเป็นพระสงฆ์รูปแรกของศาสนาพทุ ธ
7. วันสาํ คัญ ทางพทุ ธศาสนา
1. วนั วสิ าขบูชา (ขึ้น 15 ค่าํ เดือน 6) เป็นวนั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ประสตู ิ ตรสั รู้ ปรินพิ พานจงึ เรยี กว่า “วันพระพทุ ธ”
2. วันอาสาฬหบูชา (ข้ึน 15 คํ่า เดือน 8) แสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร”/ เกิดพระสงฆ์องค์แรก
(อญั ญาโกณฑัญญะ)
3. วันมาฆบชู า (ขึ้น 15 คํา่ เดอื น 3) เปน็ วันจาตรุ งคสนั นบิ าต พระพุทธเจ้าแสดง “โอวาทปาตโิ มกข์” /โอวาท3
4. อัฏฐมบี ชู า (แรม 8 คํ่า เดอื น 6) เป็นวนั คล้ายวันถวายพระเพลงิ พระพุทธสรีระ
5. วนั เข้าพรรษา (แรม 1 คาํ่ เดือน 8) พระสงฆ์จาํ พรรษาทว่ี ดั 3 เดอื น มกี ารถวายผ้าอาบน้ําฝน
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 3
6. วนั ออกพรรษา (ขน้ึ 15 คาํ่ เดือน 11) วัน มหาปวารณา / พระสงฆ์ตักเตอื นกัน /ภายหลังมีการทอดกฐิน
7. วนั เทโวโรหณะ (แรม 1 คํ่า เดือน 11) หลังออกพรรษา 1 วนั /ตกั บาตรเทโว/วนั เปิดโลกทั้ง 3
8. หลักธรรม
1. อริยสัจ 4 ความจรงิ อนั ประเสรฐิ 4 ประการ ธรรมที่นําไปสกู่ ารพน้ ทุกข์ ใชแ้ กไ้ ขปัญหาในชีวติ
1. ทกุ ข์ ผล สภาวะทนไดย้ าก ความไมส่ บายกายไมส่ บายใจ
(ธรรมทคี่ วรรู้) ได้แก่ ขนั ธ์ 5 (นามรปู จติ เจตสกิ ), โลกธรรม 8
2. สมทุ ยั เหตุ เหตแุ ห่งทุกข์ อนั ได้แก่ ตณั หา
(ธรรมที่ควรละ) ได้แก่ หลักกรรม (นิยาม 5), วิตก 3, กรรมนิยาม (กรรม 12), มิจฉาวณิชชา 5, ธรรมนิยาม (ปฏิจจสมุปบาท),
นิวรณ์ 5, อุปาทาน 4
3. นิโรธ ผล สภาวะดบั ทกุ ข์ หรือ นิพพาน (นิพพานในชาตนิ ี้ คือ การท่จี ิตละจากกิเลสตัณหา)
(ธรรมทค่ี วรบรรล)ุ ไดแ้ ก่ ภาวิต 4, วิมุตติ 5, นพิ พาน
4. มรรค เหตุ เหตแุ ห่งดบั ทกุ ข์ หรอื วิธดี บั ทกุ ข์
(ธรรมท่ี ควรปฏิบัติ) ได้แก่ พระสัทธรรม 3, ปัญญาวุฒิธรรม 4, พละ 5, อุบาสกธรรม 5, อปริหานิยธรรม 7, ปาปณิกธรรม 3,
ทฏิ ฐธมั มิกัตถ-สังวัตตนิกธรรม 4, โภคอาทยิ ะ 5, อริยวัฑฒิ 5, อธิปไตย 3, สาราณียธรรม 6, ทศพธิ ราชธรรม 10, วิปสั สนาญาณ 9,
มงคล 38
2. ไตรสิกขา หรอื อริยมรรค 8 ประการ : การฝกึ ฝนอบรมตนเอง 3 ขั้น
1) ศีลสิกขา การอบรมกาย วาจา ให้สงบเรียบร้อย เป็น ปรกติ ไดแ้ ก่
สมั มากมั มันตะ : กระทําชอบทําแต่ความดี ทาํ แต่สิ่งท่ีสจุ ริต
สัมมาวาจา : วาจาชอบ พูดชอบ พูดแตส่ ิ่งดี ๆ
สมั มาอาชีวะ : เลยี้ งชพี ชอบประกอบอาชพี สุจริต
2) สมาธิสกิ ขา จิตสิกขา : การอบรมจิต ให้สงบเรยี บร้อยเป็นปกติ ได้แก่
สัมมาสมาธิ : จติ ตัง้ มนั่ ชอบ จติ สงบไมฟ่ ุงซา่ น
สมั มาสติ : ระลกึ รู้ตัวชอบ ไม่หลงใหล
สมั มาวายามะ : เพียรระวังตนชอบ ไมใ่ ห้ทาํ ความชั่วและหมน่ั รักษาความดีใหด้ ยี ่งิ ขนึ้
3) ปัญญาสกิ ขา การอบรมปญั ญา ใหเ้ กิดความร้แู จ้ง ไดแ้ ก่
สัมมาสังกปั ปะ : คดิ ชอบ คิดแต่ส่ิงดีสุจริต
สัมมาทิฏฐิ : มีความเห็น ชอบมีความคิดเห็นถูกต้องตามครรลองคลองธรรมของหลักศาสนาพุทธ
เชน่ เชื่อในอรยิ สจั 4 เชอื่ ในกฎแหง่ กรรมว่า ทําดีไดด้ ีทําชั่วไดช้ ัว่ เชอ่ื ในสังสารวฏั การเวยี นว่า ยตายเกดิ
3. ขันธ์ 5 : องคป์ ระกอบแหง่ ชวี ติ มนุษย์ 5 ประการ (1 รูป 4 นาม) การเกดิ ขน้ึ ของขนั ธ์ 5 เป็นการเรมิ่ ตน้ ของทุกขใ์ นชีวติ
1) รปู (รปู ธรรม) : รปู รา่ ง รา่ งกายของมนษุ ยอ์ นั ประกอบไปดว้ ยธาตุ 4 คือ
ดิน (เนอื้ หนงั มังสา กระดกู ของร่างกายเรา)
นํา้ (เลือด นํา้ หนอง นา้ํ ลายในร่างกาย)
ลม (แก๊สในร่างกายในกระเพาะอาหาร)
ไฟ (อณุ หภมู คิ วามร้อนของรา่ งกาย)
2) เวทนา (นามธรรม) : ความรู้สกึ มี 3 ประเภท คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ
3) สญั ญา (นามธรรม) : ความจําไดห้ มายรู้ กําหนดรูส้ ง่ิ ตา่ ง ๆ ไดโ้ ดยไมห่ ลงลืม
4) สังขาร (นามธรรม) : ความคดิ ที่จะปรงุ แต่งจติ ให้กระทําสงิ่ ตา่ ง ๆ
5) วญิ ญาณ (นามธรรม) : ความรบั รู้ทผ่ี า่ นทางสมั ผัสต่างๆ ท้ัง 6 (อายตนะ 6 คอื ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ)
สรปุ๊ สรปุ สังคมศึกษา
หน้า 4
4. โลกธรรม 8 : ธรรมทม่ี ปี ระจาํ โลก มี 8 ประการ แบ่งเป็น 2 ฝ่าย
ฝา่ ยปราถนา = ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
ฝา่ ยไม่นา่ ปราถนา = เสอ่ื มลาภ เส่ือมยศ นนิ ทา ทุกข์
5. นยิ าม 5 : กฎธรรมชาตทิ คี่ รอบคลุม ทกุ สง่ิ ได้แก่
1. อุตุนิยาม : กฎธรรมชาติที่เก่ียวกับความเป็นไปของปรากฏการณ์ในธรรมชาติเกี่ยวกับส่ิงที่ไม่มีชีวิตทุก
ชนดิ เช่น ปรากฏการณ์ของลมฟ้าอากาศ (เทยี บไดก้ ับวชิ าฟิสกิ ส์)
2. พีชนยิ าม กฎธรรมชาตทิ ี่ครอบคลุมความเปน็ ไปของสง่ิ มีชวี ิตทงั้ พืชและสัตว์เกยี่ วขอ้ งกับการสืบพันธ์ุ (ชีวะ)
3. จติ นิยาม กฎธรรมชาติท่ีเก่ียวกบั การทํางานของจติ
4. กรรมนิยาม กฎแห่งเหตุผล การให้ผลของกรรม
5. ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกยี่ วกับความเป็นเหตเุ ป็นผลของสรรพสง่ิ ครอบคลุม กฎข้ออื่นทงั้ หมดท่กี ล่าวมา
6. ไตรลกั ษณ์ / สามญั ญลักษณ์ : ลกั ษณะสามัญของสรรพสง่ิ บนโลกทั้งมชี วี ติ และไม่มชี ีวิตจะเป็นไปตามกฎ 3 ประการ
1. อนิจจัง : สรรพสงิ่ ล้วนไม่เท่ยี งแทไ้ ม่แนน่ อน ลว้ นตอ้ งมีการเปลี่ยนแปลง
2. ทุกขงั : สรรพสง่ิ ลว้ นทนไดย้ าก คงทนอยู่ไม่ได้
3. อนัตตา : สรรพสิ่งล้วนไม่มตี วั ตน เราควบคุมมันไมไ่ ด้ ไม่เปน็ ตัวตนของเรา
7. ปฏิจจสมุปบาท : การเกิดขึ้นพร้อมแห่ง ธรรมท้ังหลายเพราะอาศัยกัน ธรรมที่อาศัยกันเกิดข้ึนพร้อม มี 12 ข้อ ได้แก่
อวชิ ชา สงั ขาร วิญญาณ นามรปู สฬายตนะ(ประสาท6) ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา
8. ภาวติ 4 : ภาวะทพ่ี ฒั นาแลว้ เปน็ ผลของภาวนา 4 ประกอบดว้ ย
1. ภาวิตกาย : พัฒนาการดา้ นร่างกาย มคี วามเข้ม แข็ง ปราศจากโรคภยั
2. ภาวิตศีล : พฒั นาการด้านความประพฤติ อยใู่ นเบญจศีล และระเบียบวนิ ยั ของสังคม
3. ภาวิตจติ : พฒั นาการด้านจติ จติ สงบ มสี มาธิ จิตเข้ม แข็ง เบิกบาน เพยี บพรอ้ มด้วยคณุ ธรรม
4. ภาวติ ปญั ญา : พัฒนาการดา้ นปัญญา รู้ เขา้ ใจสิง่ ท้ังหลายตามความเปน็ จริง สามารถใช้ความรแู้ กป้ ัญหา
9. วิมตุ ติ 5 : หลุดพ้นจากกิเลสสาเหตุแห่งทุกข์ ผู้ปฏิบตั ธิ รรมทไี่ ด้วมิ ุตติจะมคี วามสุข ที่เรียกว่า “วิมตุ ติสุข”
1. วกิ ขัมภนวิมตุ ติ : หลดุ พ้นด้วยขม่ ไว้ คือขม่ กิเลสและอกุศลกรรมตา่ งๆได้ชั่วคราวดว้ ยสติสมั ปชญั ญะ
2. ตทังควิมุตติ : หลุดพ้นด้วยองค์นั้นๆ คือ หลุด พ้นจากกิเลสด้วยธรรมท่ีเป็นคู่ปรับหรือตรงกันข้าม เช่น ละ
การฆา่ สัตวด์ ว้ ยเมตตา
3. สมุจเฉทวิมุตติ : หลุดพ้นด้วยตัดขาด คือ หลุด พ้นจากกิเลสโดยใช้มรรคญาณ 4 คือ โสตาปัตติมรรค
สกทาคามมิ รรค อนาคามมิ รรค และอรหตั ตมรรค เป็น เครื่องตัด
4. ปฏิปัสสทั ธิวิมุตติ : หลดุ พ้นด้วยสบงระงับ เปน็ ความหลดุ พน้ ทีย่ ัง่ ยืนเกดิ จากสมุจเฉทวมิ ุตติ หมดซง่ึ กิเลส
5. นิสสรณวมิ ตุ ติ : หลดุ พ้นดว้ ยสลัดออกได้ เป็นสภาวะท่ีจติ หลุด พน้ ออกไปจากกิเลสท้งั ปวง จติ เปน็ สุข
10. อรยิ วฑั ฒิ 5 : หลกั ความเจริญของอารยชนใช้เป็น เกณฑ์ประเมนิ ผลทางการศึกษา ได้แก่
1. ศรทั ธา : เชือ่ มนั่ ในพระรตั นตรัย หลกั ความจรงิ ความดงี ามอนั มีเหตผุ ล
2. ศลี : ประพฤติดี มีวินยั เลยี้ งชพี สจุ รติ
3. สุตะ : การเล่าเรยี น มีความรู้ดี รูม้ าก คงแก่เรียน
4. จาคะ : เผอื่ แผ่ เสียสละ
5. ปญั ญา : ความรอบรู้ รคู้ ิด รูพ้ ิจารณา เขา้ ใจเหตุผล รโู้ ลกและชวี ิตตามความเป็นจรงิ
11. พละ 5 : ธรรมท่ีเป็นกําลังสนบั สนุน มรรคมอี งค์ 8 ใหเ้ กดิ การพัฒนาตนเป็นคนดีมีปัญญาสงู
1. สทั ธา : ความเชื่อ หมายถึง ความเชอ่ื ทถ่ี ูกตอ้ งตามหลกั พทุ ธศาสนา : สัทธาพละ
2. วริ ิยะ : ความเพยี ร หมายถงึ ความเป็นคนกล้าอาจหาญในส่งิ ที่ถกู ตอ้ ง ขยนั หม่นั เพยี ร : วริ ิยพละ
3. สติ : ความระลึกไดไ้ ม่เผลอ ไมป่ ระมาท หมายถงึ การคมุ ใจไวก้ ับกจิ ไว้กับสงิ่ ที่เกีย่ วขอ้ ง
4. สมาธิ : ความตงั้ ใจมั่น ความต้ังมนั่ แห่งจติ แนว่ แน่กับสิ่งหน่งึ ไมฟ่ ุ้ง ซา่ น : สมาธิพละ
สรุ๊ปสรุป สังคมศกึ ษา
หนา้ 5
5. ปัญญา : ความรูช้ ัด รอบรู้ รู้ท่ัวถงึ ความจริง : ปัญญาพละ
12. อธปิ ไตย ทางพทุ ธศาสนา อธปิ ไตย หมายถงึ อาํ นาจของจิตหรือความคิดที่ถอื เอาส่ิงใดสิ่งหนง่ึ เป็นใหญ่
1. อตั ตาธปิ ไตย : ถอื ตนเป็นใหญ่ = ยกตนเปน็ เหตุ เพอ่ื ละช่ัว ทําดี ทาํ ใจให้บริสุทธิ์
2. โลกาธปิ ไตย : ถือโลกเปน็ ใหญ่ = การยกเอาความนิยมของชาวโลกเป็น เหตุเพือ่ ละชว่ั ทําดี ทําใจบริสุทธิ์
3. ธมั มาธปิ ไตย : (ธรรมาธปิ ไตย) มีธรรมเป็นใหญ่ = การยกความถกู ต้อง ความเปน็ จริงเพื่อเปน็ เหตลุ ะชวั่
13. สตปิ ฏั ฐาน 4 : ธรรมอนั เป็นทตี่ งั้ แห่งสติ ใชส้ ติพิจารณาสิ่งท้ังหลายเปน็ ทางสายเอกท่ีนําไปส่กู ารหลดุ พ้น ได้แก่
1. กายานปุ สั สนาสติปัฏฐาน : การใชส้ ตจิ ับที่กายพจิ ารณาอิริยาบถ ยนื เดนิ นั่ง ใชส้ ตจิ บั ลมหายใจ(อานาปานสต)ิ
2. เวทนานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน : ใชส้ ตพิ จิ ารณาความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ความรู้สึกลว้ นไม่เท่ยี งเป็นทุกข์
3. จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน : การพจิ ารณาจิตดวู า่ จิตมีราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟงุ้ ซา่ น หรือเปน็ สมาธิ
4. ธรรมมานุปสั สนาสติปฏั ฐาน : การใชส้ ติพิจารณาธรรม เช่น ขันธ์ 5 นวิ รณ์ 5 อายตนะอรยิ สัจ 4
14. กรรม 2 การกระทาํ โดยเจตนา
1. อกศุ ลกรรมิ : กายทุจริต วจที จุ รติ มโนทจุ ริต
2. กศุ ลกรรม : กายสจุ รติ วจีสุจริต มโนทุจรติ
15. สติสมั ปชญั ญะ ธรรมมีอปุ การะมาก ประกอบดว้ ย
1. สติ : ความระลึกได้ 2. สมั ปชัญญะ : ความรู้ตวั
16. หิริโอตตปั ปะ ธรรมค้มุ ครองโลกธรรมที่เป็นหัวใจของศาสนาพทุ ธ ประกอบด้วย
1. หิริ : ความละลายบาป
2. โอตตปั ปะ : ความกลัวต่อผลของบาป
17. โกศล 3 ธรรมพาเจรญิ
1. อปายโกศล : รจู้ ักความเสอื่ ม
2. อายโกศล : รูจ้ กั ความเจรญิ
3. อปุ ายโกศล : ละเสือ่ มสรา้ งเจริญ
18. ปปญั จธรรม3 เครื่องขดั ขวางไม่ให้จิตเข้าถึงอริยสจั 4
1. ตณั หา : อยากได้ อยากมี อยากเปน็
2. มานะ : ถือว่า ตนอยเู่ หนอื คนอนื่
3. ทิฐิ : ยดึ ม่นั ความคิดของตนเอง
19. อัตถะ 3 ประโยชนท์ ไี่ ด้รับจากการปฏิบัติธรรม
1. ทฏิ ฐธัมมกิ ัตถะ 4 : ประโยชนใ์ นปัจจบุ นั (หัวใจเศรษฐ)ี ไดแ้ ก่
อุฏฐานสัมปทา (ขยนั ) / อารกั ขสัมปทา (ประหยดั ) / กลั ปย์ าณมิตตา (คบมิตรที่ดี) / สมชีวิต (ดําเนินชีวติ ถูกต้อง)
2. สัมปรายิกัตถะ : ประโยชน์ทจี่ ะไดร้ บั ในภพภมู ิหน้า
3. ปรมัตถะ : ประโยชนช์ น้ั สงู สุด คือ บรรลุนิพพาน
20. กุศลมูล3 พนื้ ฐานแหง่ จริยธรรมฝา่ ยดี ประกอบด้วย
1. อโลภะ : ไมอ่ ยากได้
2. อโทสะ : ข่มอารมณ์
3. อโมหะ : มปี ัญญา
21. อกุศลมูล 3 มลู เหตสุ ําคญั แหง่ ความชั่ว ประกอบดว้ ย
1. อโลภะ : อยากได้
2. โทสะ : คดิ ประทุษ รา้ ย
3. โมหะ : หลงผิด
สรุป๊ สรปุ สังคมศึกษา
หน้า 6
22. ปญั ญา 3 ความรอบรู้
1. สตุ มยปญั ญา : ฟัง
2. จนิ ตามยปญั ญา : คดิ
3. ภาวนามยปัญญา : ลงมอื ทํา
23. คิหสิ ขุ ความสขุ ของผคู้ รองเรือน อันเกดิ จากกรรมฝา่ ยกศุ ล
1. อตั ถสิ ุข : สุข เกิดจากการมีทรัพย์
2. โภคสขุ : สขุ เกดิ จากการใช้ทรัพย์
3. อนณสุข : สขุ เกิดจากการไม่เปน็ หนี้
4. อนวชั ชสุข : สขุ เกดิ จากการประพฤติดี
24. พรหมวิหาร 4 หลักธรรมที่ใช้ในการปกครอง
1. เมตตา : คิดจะช่วย
2. กรณุ า : ลงมือช่วย
3. มุทติ า : พลอยยินดี
4. อเุ บกขา : วางตัวเป็นกลาง
25. อทิ ธบิ าท 4 หลักธรรมแห่งความสําเร็จ
1. ฉนั ทะ : รักในงานท่ีทาํ
2. วริ ยิ ะ : ขยนั
3. จติ ตะ : เอาใจใส่
4. วมิ งั สา : ปรับปรุง
26. สังคหวัตถุ 4 หลกั ธรรมท่ีชว่ ยยึดเหน่ียวจติ ใจคน
1. ทาน : การให้
2. ปิยวาจา : พดู จาไพเราะอ่อนหวาน
3. อัตถจริยา : ทาํ สง่ิ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์แกผ่ ูอ้ นื่
4. สมานตั ตตา : วางตนเหมาะสม
27. ฆราวาสธรรม4 หลกั ธรรมของผคู้ รองเรอื น
1. สจั จะ : ความซื่อสตั ย์
2. ทมะ : การฝกึ ตนขม่ ใจ
3. ขันติ : อดทน
4. จาคะ : เสียสละ
28. โภคอาทิยะ 5 แบ่ง ทรพั ย์เพือ่ เล้ยี งชพี
1. ญาตพิ ลี : สงเคราะหญ์ าติ
2. อตถิ ิพลี : ต้อนรับแขก
3. ปุพพเปตพลี : ทําบญุ อุทศิ ใหผ้ ู้ล่วงลับ
4. ราชพลี : บาํ รุงราชการ เช่น เสยี ภาษี
5. เทวดาพลี : สักการะบํารุงหรือทาํ บุญอทุ ิศสิง่ ท่ีเคารพบชู าความเช่อื ถอื
สร๊ปุ สรปุ สังคมศกึ ษา
หนา้ 7
29. ทศพิธราชธรรม ธรรมของนกั ปกครอง (ไมใ่ ชแ่ ค่กษัตรยิ ์เท่าน้ัน)
1. ทาน : การให้ 6. ตบะ : ละกเิ ลสตัณหา
2. ศลี : ความประพฤติดีงาม 7. อกั โกธะ : ไม่โกรธ
3. บรจิ าค : การเสียสละ 8. อวิหิงสา : ไมเ่ บยี ดเบยี น
4. อาชวะ : ซ่ือตรง 9. ขนั ติ : อดกลนั้
5. มทั วะ : อ่อนโยน 10. อวโิ รธนะ : ความไมค่ ลาดธรรม (ต้งั ม่ันอยใู่ นธรรม)
30. อปริยหานิยธรรม7 ธรรมทีป่ อ้ งกนั ความเส่อื ม (เนน้ เกยี่ วกับการประชมุ )
1. หมั่นประชุม กันเสมอ
2. พรอ้ มเพรียงกันประชมุ พร้อมเพรยี งกนั เลกิ ประชุม พร้อมเพรียงกนั ทํากิจกรรมส่วนรวม
3. ปฏิบตั ติ ามระเบียบแบบแผนเดิม ตามที่บัญญตั ไิ ว้ ไมถ่ อนสงิ่ ทบ่ี ัญญตั ไิ ว้แล้ว
4. เคารพผอู้ าวุโส ให้ความเคารพนบั ถือแกน่ ักปกครองผใู้ หญ่ และฟงั คาํ ของทา่ น
5. ไม่บงั คบั กดข่ีเพศแม่ ไม่เอากุลสตรีมาเปน็ นางบาํ เรอ
6. สักการะเคารพนบั ถือบชู าปชู นยี สถาน ทัว่ รัฐ
7. ใหก้ ารคุม้ ครองแกน่ ักบวช ผทู้ รงม่นั ในศลี
31. สัปปรุ ิสธรรม 7 ธรรมของคนดี
1. ธมั มญั ญตุ า : รูจ้ กั หลักของเหตุผล 5. กาลญั ญตุ า : รจู้ กั กาลเทศะ
2. อัตถญั ญตุ า : รู้จักผลท่ีเกดิ จากเหตุ 6. ปรสิ ัญญุตา : รู้จกั สถานท่ี
3. อตั ตญั ญุตา : ร้จู ักตนเอง 7. ปคุ คลญั ญุตา : รู้จักบุคคล
4. มตั ตัญญตุ า : รู้จักความพอๆ
การบริหารจิตและการเจริญปัญญา
1. การบรหิ ารจิต
หลกั สตปิ ัฏฐาน 4 : การตัง้ สตเิ พื่อพิจารณาสิ่ง ต่างๆ ใหร้ ูแ้ ละเขา้ ใจตามความเปน็ จริงของมัน
1. กายานุปัสสนา : การตง้ั สตกิ าํ หนดพจิ ารณากาย
2. เวทนานุปัสสนา : การตั้งสตกิ ําหนดพจิ ารณาความรู้สึก
3. จิตตานุปัสสนา : การตงั้ สติกาํ หนดพิจารณาจติ
4. ธมั มานปุ สั สนา : การตงั้ สติกาํ หนดพิจารณาธรรม
2. การเจรญิ ปัญญา
หลักโยนโิ สมนสิการ : เป็นกระบวนการคิดอย่างละเอียดลึกซ้ึง การคดิ อย่างแยบคาย การคดิ อยา่ งถูก วธิ ีและมหี ลักเหตุแ
ละผล มีวิธคี ดิ 10 แบบ ดงั นี้
1. วธิ คี ดิ แบบสืบสาวเหตุปจั จัย คอื การพจิ ารณาปรากฏการณ์ท่ีเป็นผลให้รจู้ ักสภาวะทเี่ ป็นจรงิ หรือพิจารณาปัญหา
หาหนทางแกไ้ ขด้วยการค้นหาสาเหตุและปจั จยั ตา่ งๆ ท่ีสัมพันธ์ส่งผลสบื ทอดกนั มา
2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ เป็นวิธีคิดแบบจําแนกแยกแยะองค์รวมของสรรพส่ิงออกเป็นองค์ประกอบย่อยๆ
หรือคิดวิเคราะห์และจดั หมวดหมขู่ ององคป์ ระกอบยอ่ ยๆ นั้น
3. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรือวิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา คือ มองอย่างรู้เท่าทันความเป็นไปของส่ิงท้ังหลาย ซึ่ง
จะตอ้ งเป็นอยา่ งนั้นๆ ตามธรรมดาของมนั เอง
4. วธิ คี ดิ แบบแกป้ ญั หา (แบบอรยิ สจั ) มลี กั ษณะท่วั ไป 2 ประการ คือ
4.1 เป็นวิธีคิดตามเหตุและผล สบื สาวจากผลไปหาเหตุแลว้ แกไ้ ขและทํา การท่ีตน้ เหตุ
4.2 เป็นวิธคี ดิ ทต่ี รงจดุ ตรงเรื่อง ตรงไปตรงมาไมฟ่ งุ้ ซา่ นออกไปเร่ืองอนื่ และตอ้ งเป็นการแก้ไขที่ปฏิบตั ไิ ด้จริง
สรุป๊ สรุป สังคมศึกษา
หนา้ 8
5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย เมื่อรู้ว่าหลักการเป็นอย่างไร ความมุ่ง
หมายเป็นอย่างไร กท็ าํ ให้ถกู ตอ้ งตามหลักการและจดุ มุ่งหมายน้ัน
6. วิธคี ิดแบบคณุ โทษและทางออก เป็นการมองสิ่งท้ังหลายตามความเป็นจรงิ
7. วิธีคิดแบบคุณคา่ แท้และคุณคา่ เทยี ม เป็นวิธีคิดท่เี ก่ยี วข้องใกล้ชดิ กับความต้องการ และการประเมินค่าของบคุ คล
8. วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม เป็นวิธีคิดท่ีรู้จักนําเอาประสบการณ์ท่ีผ่านพบมาคิดปรุงแต่งไปในทางท่ีดีงาม เป็น
ประโยชน์เป็นกุศล ทําให้มีทัศนคติท่ีดตี ่อบุคคล เหตุการณ์และส่ิงแวดล้อม มีจิตใจท่ีสะอาดผ่องแผว้ แล้วแสดงออกเป็นพฤติกรรม
ในทางสร้างสรรคต์ อ่ ไป
9. วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน คิดตามแบบมหาสติปัฏฐานสูตร เพ่งพิจารณามีสติระลึกอยู่กับสิ่งท่ีกําลังเป็นอยู่
เกดิ ขน้ึ หรือรูก้ ารกระทําทุกขณะจิต เปน็ แนวคิดแหง่ ปัญญาไม่ว่าเรือ่ งนัน้ จะเปน็ อยู่ขณะนี้ ล่วงไปแล้ว หรอื เปน็ เรอื่ งของการภายหน้า
หากเป็นการคิดด้วยปญั ญาถกู ตอ้ งตามหลกั การของพระพุทธศาสนา ก็นับเปน็ ความคิดในปัจจบุ นั ทง้ั สนิ้
10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท วิภัชชวาท มาจาก วิภัชช + วาท วิภัชช แปลว่า แยกแยะ แบ่งออก จําแนก หรือ แจกแจง
ใกล้เคยี งกับคําว่า วเิ คราะห์ วาท แปลว่า การกลา่ ว การพดู การแสดงคาํ สอน วิภัชชวาท แปลวา่ การพดู แยกแยะ พูดจาํ แนก หรอื
พูดแจกแจง หรอื แสดงคาํ สอนแบบวเิ คราะห์
# พุทธสาวก พทุ ธสาวิกา และชาวพุทธตัวอย่าง
> พระอสั สชิ : อ่อนน้อมถอ่ มตน กริ ยิ าน่าเล่ือมใส ทา่ นเป็นพระอาจารย์ของพระสารบี ตุ ร
> พระสารีบุตร : อัครสาวกเบื้องขวาผู้มปี ัญญาลา้ํ เลิศ
> พระโมคคัลลานะ : อคั รสาวกเบ้อื งซา้ ยผู้มกี าํ ลังมาก
> พระอานนท์ : เปน็ พหสู ตู ร รู้ขอ้ ธรรมทกุ เรอ่ื ง
> พระมหากสั สปะ : เป็นพระธดุ งคเ์ ป็นประธานการสงั คายนาพระไตรปฎิ กครั้งแรก
> พระกีสาโคตมเี ถรี : เอตทคั คะด้านทรงจีวรเศร้าหมอง เปน็ ผู้ถอื ธดุ งควตั รเคร่งครัด มีความเปน็ อยเู่ รียบงา่ ย
> หมอชวี กโกมารภจั จ์ : เสียสละ กตญั ญู เปน็ ท่รี ักของปวงชน ครกู ารแพทย์แผนโบราณ เปน็ ผูน้ าํ ในการถวายจีวรพระ
> นางวสิ าขา มหาอุบาสกิ า : ผู้นาํ ในการถวายผา้ อาบนํ้าฝน
> ท่านอนาคารกิ ธรรมปาละ : (ชาวศรีลังกา) ผ้ทู วงสิทธิพทุ ธคยา จากผู้ครอบครองชาวฮนิ ดู
> ดร.เอ็มเบด็ การ์ : ตอ่ สกู้ บั ระบบวรรณะจนกลายเปน็ ชาวพุทธตัวอย่าง
สรปุ๊ สรุป สงั คมศึกษา
หน้า 9
สรุป Time Line สาํ คัญของพระพุทธศาสนา
**แบบฉบบั ยอ่ โดยเน้นเนื้อหาสาระสําคัญ ในช่วงชวี ติ ขององคส์ มเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า
สรุ๊ปสรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 10
เรอ่ื งที่ 3 ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
1. เปน็ ศาสนาประเภท : พหเุ ทวนิยมนบั ถือพระเจ้าหลายองค์ เชน่ พระศวิ ะ พระวษิ ณุ พระพรหม
2. พระเจา้ : มสี ูงสุด 3 พระองค์ (ตรีมูรติ) คือ พระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม
3. ศาสดา : ไมม่ /ี ไมป่ รากฎ
4. คัมภีร์ : คมั ภีร์พระเวท แบง่ เป็น 4 เลม่ คือ
(ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท = ไตรเพท) อาถรรพเวท
5. นกิ าย : มี 3 นกิ ายสําคัญ คอื
5.1 นิกายไศวะ : นับถือพระศิวะ(พระอิศวร) เป็นพระเจ้าสูงสุดในตรีมูรติ และนิยมบูชาศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์
แทนองค์พระศวิ ะ
5.2 นิกายไวษณพ : นับถือพระวิษณุ(พระนารายณ์)เป็นพระเจ้าสูงสุดในตรีมูรติ และนิยมบูชาองค์อวตารปาง
ต่าง ๆ ของ พระวษิ ณทุ ่ีอวตารลงมาปราบอสรู เชน่ พระรามจนั ทร์ พระกฤษณะ พระกัลกี
5.3 นิกายศักติ : นับถือพระชายาของพระเจ้าองค์ต่างๆ ว่าทรงไว้ซึ่งศักติ(พลังหรอื อํานาจ) แห่งพระสวามีและ
มนุษยส์ ามารถเข้าถงึ ได้งา่ ยกวา่ ขอพรได้งา่ ยกวา่ ศักตหิ รอื พระชายาพระเจ้าท่เี ป็นท่นี ับถือ
> พระอมุ าชายาของพระศวิ ะ ซ่งึ มีอิทธิฤทธิ์สามารถอวตารเป็นพระนางทุรคา พระนางกาลี เพอ่ื ไปปราบอสูร
> พระลกั ษมี ชายาของพระวิษณุ (ไดร้ บั ยกยอ่ งว่า เปน็ เทพเจา้ แหง่ โชคลาภ)
> พระสุรัสวดี ชายาของพระพรหม (ได้รับยกย่องว่า เป็นเทพเจ้าแห่ง อักษรศาสตร์และศิลปวิทยาการต่าง ๆ
เพราะเปน็ ผู้ประดษิ ฐต์ ัวอักษรเทวนาคร)ี
* ปจั จบุ ันในประเทศอินเดยี ไมน่ ิยมบูชาพระพรหม จงึ ไม่มนี กิ ายพรหม *
6. หลกั ธรรมสาํ คญั :
6.1 หลักปรมาตมัน - อาตมัน และ โมกษะ : ถือเปน็ หลกั ธรรมชน้ั สูงของศาสนาพราหมณฮ์ นิ ดู
1. ปรมาตมนั คอื วิญญาณสงู สดุ หรอื พระเจา้ สูงสุดซ่งึ เปน็ ตน้ กาํ เนดิ ของชวี ิตทง้ั หลาย
2. อาตมัน คือ วิญญาณย่อยอนั เป็นอมตะไม่มีวันแตกดับมนุษย์จะตายแต่เพียงร่างกาย แตอ่ าตมันจะ
เปน็ อมตะไม่มวี นั แตกดบั ซ่งึ อาตมนั จะเวียนว่ายตายเกดิ ไปเรอ่ื ยๆ จนกวา่ จะบรรลโุ มกษะ
3. โมกษะ คือ สภาวะแห่งการหลุดพ้น อาตมันของมนุษย์แต่ละคนจะได้กลับไปรวมกับปรมาตมันและ
ไม่ตอ้ํ งเวยี นวา่ ยตายเกิดอีกเลย
6.2 หลักตรีมูรติ : พระเจ้าสูงสดุ มี 3 พระองค์ และต่างทาํ หนา้ ท่ตี อ่ โลกตา่ งกันไป คอื
1. พระพรหม หน้าท่ีสร้างโลกสร้างมนุษย์ ชาวฮินดูเช่ือว่า เมื่อพระพรหมสร้างโลกแล้ว จะนอนหลับ
พักผ่อนช่ัวกัป ชั่วกัลป์ ช่ัวอายุขัยของโลก และจะตื่นข้ึนมาใหม่เพ่ือสร้างโลกสร้างมนุษย์ เม่ือโลก และมนุษย์
หมดอายุขัยถูกทําลายล้างแล้ว (ทําให้ชาวฮินดูในประเทศอินเดียไม่นิยมบูชาพระพรหม แต่จะนิยมบูชาพระศิวะ
และพระวษิ ณุมากกว่า)
2. พระศิวะ (พระอิศวร) หน้าท่ีทําลายโลก ด้วย “ตรีเนตร” ดวงตาที่สามของพระศิวะ ซ่ึง สถิตอยู่
กลางหนา้ ผากของพระศิวะ
3. พระวิษณุ (พระนารายณ์) หนา้ ท่ีคุ้มครองโลกด้วยการอวตารลงมาปราบยกั ษป์ ราบมาร
6.3 หลกั อาศรม 4 : วยั แหง่ ชวี ิต 4 วัย ซ่งึ แต่ละวัยจะมีหน้าทเี่ ฉพาะของวยั ตนเอง
1. พรหมจารี : วัยเด็ก = เรียนหนังสือ
2. คฤหสั ถ์ : วัยผใู้ หญ่ = ครองเรือน แตง่ งานมีครอบครัวสบื ทอดวงศ์ตระกูล และทาํ งาน
3. วานปรสั ถ์ : วัยกลางคน = ทาํ งานชว่ ยเหลือสังคมชว่ ยเหลือผู้อ ่ืนในสงั คม และหม่ันปฏบิ ตั ิธรรม
4. สนั ยาสี : วัยชรา = ออกบวชสละชีวิตทางโลก ไปอยู่ตามปา่ ตามเขา เพ่อื แสวงหาโมกษะ
สร๊ปุ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หน้า 11
6.4 หลกั วรรณะ 4 : มนุษยม์ ี 4 ชนชั้นเพราะเกิดจากพระพรหมสร้างขน้ึ มาจากอวัยวะของพระพรหม
1. วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปากพระพรหม / อาชีพ คือ เป็นนกั บวชทอ่ งบ่น สวดมนตค์ มั ภีร์
2. วรรณะกษตั รยิ ์ เกิดจากมือพระพรหม / อาชีพ คือ เปน็ นกั รบนักปกครอง คุม้ คนดี ปราบคนชว่ั
3. วรรณะไวศยะ(แพศย)์ เกดิ จากหนา้ ท้องพระพรหม / อาชีพ คือ เปน็ พ่อคา้ วานชิ และเกษตรกร
4. วรรณะศูทร เกิดจากเท้าพระพรหม / อาชีพ คือ เป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงานคอยทํางานรับใช้ 3
วรรณะ
* จั ณ ฑ า ล คื อ ค น ที่ ไ ม่ มี
วรรณะตํ่าต้อยและเป็นท่ีรังเกียจที่สุด
ในสงั คมฮนิ ดู เกดิ จากพ่อ แม่ทแี่ ตง่ งาน
ข้ามวรรณะโดยเฉพาะแม่เป็นวรรณะ
พราหมณ์ พ่อเป็นวรรณะศูทร *
7.เป้าหมายชีวติ ของศาสนาฮินดู : โมกษะ
กล่าวโดยสรุปได้ดงั นี้
แผนผงั แสดง ระบบภาพรวมของระบบวรรณะในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สรุป๊ สรปุ สังคมศึกษา
หน้า 12
เร่อื งท่ี 4 ศาสนาคริสต์
1. เป็นศาสนาประเภท : เอกเทวนิยม นับถอื พระเจา้ องค์เดยี ว
2. พระเจา้ : พระยะโฮวาห์ (และนับถือรวมไปถงึ พระเยซูคริสต์วา่ เปน็ ภาคหนึง่ ของพระเจ้าดว้ ย)
3. ศาสดา : พระเยซูครสิ ต์ *เป็นทงั้ ศาสดาและภาคหนงึ่ ของพระเจา้ *
4. คัมภีร์ : คัมภีรไ์ บเบลิ ซ่ึงแบง่ ออกเป็น 2 ภาค คือ
1) ภาคพันธสัญญาเดิมเปน็ คัมภีร์สําคญั ของศาสนายูดาย(หรอื ศาสนายิว)ด้วยว่าด้วยเรือ่ งพระเจ้าสร้างโลก
และสร้างมนุษย์คู่แรก(อาดัมและเอวา) เรื่องโนอาต่อเรือหนีน้ําท่วมโลก เรื่องโมเสสนําชาวยิวอพยพออกจากอียิปต์ (มา
จากศาสนายิว)
2) ภาคพันธสัญญาใหม่เป็นคําสอนของพระเยซู โดยเฉพาะว่าด้วยเรื่องความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์และสอน
ให้มนุษยร์ ักซ่ึงกนั และกนั ให้อภัยตอ่ กันและกนั
5. นิกาย : มี 3 นิกายสําคญั
5.1 นกิ ายโรมนั คาธอลคิ (คนไทยเรยี ก "ครสิ ตงั ")
1. นับถือพระสันตะปาปา(Pope) เป็นประมขุ ของคริสตจักรและมนี ักบวช (เช่น บาทหลวงบราเดอร์)
2. เนน้ บชู าสวดมนตต์ อ่ แม่พระมารีอา และตอ่ บรรดานกั บญุ (Saint) ทง้ั หลาย
3. มีพธิ ีกรรมหรหู ราหลายขน้ั ตอนโบสถ์ตกแตง่ สวยงามหรูหราและยอมรบั ปฏบิ ตั ิตามศลี 7 ประเภท
1.ศลี ล้างบาป
2.ศีลมหาสนทิ
3.ศลี แก้บาป
4.ศีลกําลัง
5.ศีลเจมิ คนป่วย
6.ศลี สมรส
7.ศีลบวช)
4. ไม้กางเขนมอี งค์พระเยซูตรงึ อย่กู ลางไม้กางเขน
5. แพรห่ ลายในยุโรปใต้ เชน่ ฝรงั่ เศส อิตาลี สเปน โปรตุเกส และในทวีปอเมรกิ าใต้
5.2 นิกายโปรแตสแตนท์ (คนไทยเรียก "ครสิ เตยี น")
1. ไมม่ ีนักบวช (มแี ต่ศาสนจารย)์ และไม่นับถือพระสันตะปาปา(Pope) เป็นประมุข
2. ไม่บชู านับถอื แมพ่ ระมารอี าไมน่ ับถอื นกั บุญ(Saint) *บูชานบั ถือเฉพาะแต่พระเยซูคริสตเ์ ทา่ นน้ั *
3. เน้นพิธีกรรมท่ีเรยี บงา่ ย โบสถ์ตกแต่ง เรยี บงา่ ย และยอมรบั ปฏิบตั ติ ามศลี เพียงแค่ 2 ประเภทเท่านั้น
คือ 1. ศีลล้างบาป(หรอื ศีลจ่มุ ) และ 2. ศีลมหาสนิท(พธิ ีกินขนมปังและดม่ื ไวน์)
4. ไมก้ างเขนไมม่ อี งคพ์ ระเยซตู รึงอย่กู ลางไม้กางเขน เปน็ ไม้กางเขนเปล่า ๆ
5. แพร่หลายในยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือ เช่น อังกฤษ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน และ
สหรฐั อเมรกิ า ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
5.3 นิกายออร์โธดอกซ์
1. มีนกั บวชแต่ไม่นับถือพระสนั ตะปาปา(Pope) เป็นประมขุ (ในแต่ละประเทศจะมพี ระสังฆราชท่ีเรยี กว่า
“Pratriach” เป็นประมขุ ประเทศใครประเทศมนั )
2. เนน้ บชู านบั ถอื แม่พระมารอี าและนักบุญทั้งหลาย
3. มีพธิ กี รรมหรหู ราหลายขัน้ ตอน
4. แพรห่ ลายในยโุ รปตะวันออก เช่น รัสเซยี กรีก โรมาเนีย (ไม่แพร่หลายในไทย
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศึกษา
หน้า 13
6. หลกั ธรรมสําคญั :
6.1 หลักความรกั * หัวใจแหง่ ศาสนาครสิ ต์ * มี 2 ระดับ คอื
1.ระดบั สงู : ความรกั ระหวา่ งพระเจา้ ต่อมนุษย์ (พระเจา้ ทรงรกั มนุษยม์ าก)
2.ระดบั ลา่ ง : ความรกั ระหว่างมนุษยต์ อ่ มนุษย์ดว้ ยกนั เอง มนษุ ยต์ ้องรักกันเพราะเปน็ พ่นี อ้ งกนั ท้ังโลก
6.2 หลักตรีเอกานุภาพ(Trinity) เช่อื ว่าพระเจ้าสงู สุด มีเพยี งองค์เดียว แต่ไดท้ รงแบ่งภาคออกเป็น 3
ภาค คือ
1. พระบดิ า คอื พระยะโฮวา ซึง่ เปน็ พระผสู้ ถิตอยู่ในสรวงสวรรค์เป็น ผู้สรา้ งโลกสรา้ งมนุษย์
ข้ึนมา
2. พระบุตร คือ พระเยซูครสิ ต์ ซึ่งเสด็จลงมาเกิดในโลกมนษุ ย์ เพอื่ ไถบ่ าปใหก้ บั มนษุ ย์
3. พระจิต(พระวิญญาณบริสุทธ์ิ) คือ ภาคของพระเจ้าซ่ึงสถิตอยู่ในทุก ท่ี ทรงล่วงรู้ความ
เปน็ ไปของมนุษย์
6.3 หลักบาปกําเนดิ
1. มนุษย์มีบาปกําเนิดติดตัวบาปน้ีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษคู่แรกของมนุษย์คืออาดัมและ
เอวา ทไ่ี ดท้ ําบาปครง้ั แรกเอาไว้ คือขโมยผลไมศ้ กั ดส์ิ ิทธ์ขิ องพระเจ้ามากิน
2. ชาวคริสต์ทุกคนทุกนิกายจึงต้องรับศีลล้างบาป(ศีลจุ่ม) เพ่ือล้างบาปกําเนิดเป็นศีลแรก
ของชีวิต
7. เป้าหมายชีวิตของศาสนาคริสต์ : อาณาจักรพระเจ้า ,การได้มีชีวิตนิรันดรอยู่ในอาณาจักรพระเจ้า* ศาสนาคริสต์ไม่
เชื่อเร่ืองการเวียนตายเกิดไม่มีชาติท่ีแล้ว ไม่มีชาติหน้ามนุษย์เกิดหนเดียวตายหนเดียว (เช่นเดียวกับศาสนา
อสิ ลาม)
สรุ๊ปสรุป สังคมศกึ ษา
หน้า 14
เรือ่ งท่ี 5 ศาสนาอิสลาม
1. เปน็ ศาสนาประเภท : เอกเทวนยิ มนบั ถอื พระเจ้าองคเ์ ดียว
* ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ไมม่ นี ักบวช และไม่มรี ูป เคารพ ไม่มเี ครอื่ งรางของขลงั ใดๆ *
2. พระเจา้ : พระอลั ลอฮ์
3. ศาสดา : นบมี ฮู ัมหมดั
4. คมั ภีร์ : คมั ภรี ์อลั กุรอาน
5. นิกาย : มี 3 นิกายสาํ คญั
5.1 นกิ ายซุนนี
1. ยดึ มนั่ และปฏบิ ัตติ ามจารตี การดําเนนิ ชีวติ (ซุนนะ) ของนบมี ฮู มั หมัดอย่างเคร่งครดั
2. ยอมรับผู้นําศาสดาว่ามีแค่ 4 คน หลังจากนบีมูฮัมหมัดส้ินพระชนม์ (คือ1. ท่านอบูบักร 2. ท่านอุมัร
3. ทา่ นอสุ มาน และ 4. ท่านอาลี)
3. แพร่หลายมากท่ีสุดมุสลิมสว่ นใหญ่ทั่วโลกนับถือนกิ ายนี้ (รวมถึงมสุ ลิมในไทยส่วนใหญ่)
5.2 นิกายชอี ะห์
1. นับถือท่านอาลีและลูกหลานของท่านอาลีว่าเป็นผู้นําศาสนาท่ีถูกต้อง (เพราะท่านอาลีเป็นทั้งบุตรบุญธรรมและบุตร
เขยของนบมี ูฮมั หมดั )
2. แพร่หลายในอหิ ร่าน อิรัก เยเมน
5.3 นกิ ายวาฮาบยี ์
1. เปน็ นกิ ายใหมล่ า่ สดุ ในศาสนาอสิ ลาม
2. เน้นความสําคญั และความศักดิส์ ิทธ์ิของคมั ภีร์อัลกุรอานมากๆ ห้ามตีความและหา้ มแกไ้ ข
3. แพร่หลายในซาอุดีอาระเบยี คูเวต เป็นต้น
6. หลักธรรมสําคญั :
6.1 หลักศรัทธา 6 ประการ มสุ ลิมต้องศรัทธาใน 6 สงิ่ นวี้ ่า มจี ริง
1. ศรัทธาในพระอลั ลอฮ์ วา่ มจี รงิ และทรงเป็นพระเจ้าสงู สุดแต่เพยี งองค์เดยี ว
2. ศรัทธาในศาสดา(นบีหรอื รอซูล) ทงั้ หลาย เชน่ นบอี าดมั นบอี ิบรอฮีม(อับบราฮัม)
นบมี ซู า(โมเสส) นบีอซี า(พระเยซ)ู และนบมี ูฮัมหมัด ซึง่ เป็นนบคี นสุดท้าย
3. ศรัทธาในคัมภีร์ท้ังหลาย ซึ่งมีหลายเล่ม เช่น พระคัมภีร์เดิมของศาสนายูดาย พระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนา
คริสต์ และพระคมั ภีร์อลั กุรอาน ซ่ึงเป็นคมั ภรี ์สุด ทา้ ยที่พระอลั ลอฮ์ ประทานให้มนุษย์
4. ศรทั ธาในเทวฑูต(มลาอกี ะห)์ ซง่ึ เปน็ เทพบรวิ ารของพระอัลลอฮ์
5. ศรัทธาในวันพิพากษาโลก(วันกียามะห์) ซ่ึงเป็นวันสุดท้ายของโลกและมนุษย์ที่พระอัลลอฮ์จะทรงพิพากษา
การกระทําของมนษุ ยท์ ง้ั หลาย
6. ศรัทธาในกฎสภาวะแห่ง พระอัลลอฮ์ ซ่ึง ได้ทรงกําหนดไว้ให้มนุษย์ยอมรับกฎเหล่า นี้ เช่น กฎธรรมชาติ ที่
โลกจะตอ้ งมีฤดูกาลต่าง ๆ หรอื กฎแห่งกรรม ถา้ ทําดพี ระอลั ลอฮ์จะทรงอวยพรให้แตถ่ า้ ทําช่วั พระอัลลอฮ์จะทรงลงโทษ
6.2 หลักปฏิบตั ิ 5 ประการ มสุ ลิมต้องปฏบิ ตั ิใน 5 สง่ิ น้ี อยา่ งเครง่ ครัด คือ
1. การปฏิญาณตน : มสุ ลมิ จะต้องปฏิญาณตนวา่ มีพระอัลลอฮ์เปน็ พระเจ้าสงู สดุ แต่เพียงองค์เดยี ว
2. การละหมาด : การนมัสการและแสดงความนอบน้อมต่อพระอัลลอฮ์ซ่ึงมุสลิมที่เคร่งครัดและมีเวลาจะ
ละหมาดวนั ละ 5 ครั้ง
3. การถือศีลอด : ในเดือนศักดิ์สิทธ์ิของชาวมุสลิมท่ัวโลก คือเดือนรอมฎอนโดยมุสลิมจะอดอาหารและน้ําใน
เวลาพระอาทิตยข์ ึ้นยันพระอาทติ ยต์ กดินเพอ่ื ฝึกให้รจู้ ักรสชาดความอดอยากหิวโหยและจะได้ช่วยเหลอื คนยากจน
4. การบรจิ าคซะกาต : เพ่อื ให้คนรวยได้ชว่ ยเหลอื คนยากจน
สร๊ปุ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 15
5. การประกอบพธิ ฮี จั ญ์ : ณ นครเมกกะประเทศซาอุดิอารเบยี หลักปฏิบัตินเ้ี ป็นหลักปฏิบัติท่ีเคร่งครดั น้อยท่ีสุด
เพราะไมต่ ้องทาํ ทกุ คนใหท้ าํ ไดเ้ ฉพาะมุสลิมท่ีมคี วามพร้อมเทา่ น้ัน
7. เป้าหมายชีวติ ของศาสนาอสิ ลาม : การเข้าถงึ พระอัลลอฮ์
* ศาสนาอิสลามไม่เช่ือเร่ืองการเวียนตายเกิดไม่มีชาติท่ีแล้ว ไม่มีชาติหน้ามนุษย์เกิดหนเดียวตายหนเดียว
(เชน่ เดยี วกับศาสนาคริสต์)
สรุป๊ สรุป สังคมศกึ ษา
หนา้ 16
สาระท่ี 2 หนา้ ท่ีพลเมือง วัฒนธรรมและการดําเนนิ ชีวติ
1.สงั คมวทิ ยา
โครงสร้างทางสังคม
กล่มุ สงั คม สถาบันทางสงั คม
ปฐมภมู ิ สมาชิก
ทุตยิ ภมู ิ หน้าที่
แบบแผนพฤตกิ รรม
สัญลักษณ์
คา่ นิยม
ความหมายของสังคม
สงั คม คอื กลมุ่ คนตั้งแต่สองคนข้ึนไปอาศยั อยรู่ ว่ มกนั ในดนิ แดนแห่งใดแห่งหน่งึ เพ่อื ชว่ ยเหลือ พง่ึ พากนั และตอบสนอง
ความต้องการพ้นื ฐานในการดาํ รงชีวติ ซง่ึ กนั และกัน กลุ่มคนเหลา่ นี้มคี วามสัมพนั ธ์ ต่อกนั ทั้งโดยตรงและโดยออ้ ม
สาเหตุที่มนุษยอ์ ยูร่ ่วมกันเปน็ สงั คม
มนษุ ยไ์ ด้ชอ่ื ว่าเป็นสัตวส์ งั คม เพราะมนษุ ยด์ ําเนินชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และมคี วามสมั พันธ์ เกยี่ วขอ้ งกัน สรปุ สาเหตุท่ี
มนษุ ย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสงั คม มดี งั นี้
1. ความจําเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน ทําให้มนุษย์มีความสัมพันธ์ต่อกัน เป็นระบบครอบครัว เพ่ือน
บ้าน เพือ่ นท่ีทาํ งาน ฯลฯ
2. ความจําเป็นต้องแบ่งงานกันทําตามความถนัด เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการ ดํารงชีวิต เช่น ผลิต
อาหาร สร้างท่ีอยู่อาศัย ฯลฯ แตม่ นุษย์ไมส่ ามารถทาํ เพียงคนเดยี วได้ท้ังหมด จงึ ตอ้ งอาศัยอย่รู ว่ มกนั เป็นสงั คมและแบง่ งานกันทํา
ตามความถนดั
3. ความจําเป็นตอ้ งได้รับการตอบสนองความต้องการทางชีวภาพและทางสงั คม หมายถึง ความตอ้ งการมชี ีวิตอยู่รอด
เชน่ ตอ้ งการกนิ อาหาร มเี ส้อื ผา้ เคร่ืองนุ่งห่ม ฯลฯ ต้องการได้รบั ความรัก ความเขา้ ใจ และได้รับการยอมรบั จากเพอ่ื น ๆ ฯลฯ
4. ความจําเป็นในการถ่ายทอดวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลัง มนุษย์ได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมความ เจริญในรูปแบบต่าง ๆ
ต่อเน่ืองกันมาหลายชั่วอายุคน เช่น ประเพณี ศาสนา และศิลปะแขนงต่าง ๆ ฯลฯ ดังนั้นเพ่ือมิให้วัฒนธรรมดังกล่าวสูญสลาย
มนุษยจ์ งึ ต้องอยู่รว่ มกันเปน็ สงั คมเพือ่ ถา่ ยทอดวัฒนธรรม ให้แกค่ นรนุ่ หลัง
สร๊ปุ สรุป สงั คมศึกษา
หนา้ 17
องค์ประกอบของสงั คม
ตามหลกั สังคมวทิ ยา สังคมหรือสังคมมนุษยต์ อ้ งมีองค์ประกอบท่ีสาํ คัญ ดงั น้ี
1 ประชากร หรือสมาชิกของสังคม ส่ิงท่ีเรียกว่า สังคม จะต้องมีจํานวนประชากรอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป สังคมท่ีมีขนาด
เลก็ ท่สี ุด คือ ครอบครวั
2 พน้ื ทหี่ รืออาณาเขต ผ้คู นอาศยั อยู่รว่ มกนั เปน็ ครอบครัว หมูบ่ า้ น ชมุ ชน ฯลฯ ในบริเวณ พืน้ ทแี่ ห่งใดแห่งหน่ึง
3 ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคม สมาชิกในสังคมจะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกัน มีการ พบปะพูดคุยกัน และทํา
กิจกรรมตา่ งๆ รว่ มกัน
4 การจัดระเบียบทางสังคม มีการวางระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และเป็นระเบียบเรียบร้อย
สิ่งทชี่ ว่ ยจดั ระเบียบสังคมคอื บรรทัดฐานทางสงั คม (Social Norms) ได้แก่ กฎหมายบา้ นเมือง และจารีตประเพณตี า่ งๆ เปน็ ตน้
5 การมีวัฒนธรรมของตนเอง สมาชิกในสังคมจะมีวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองซ่ึงอาจจะแตก ต่างจากวัฒนธรรมของ
ชนกลมุ่ อนื่
หนา้ ที่ของสังคม
1 ดแู ลสมาชกิ ให้อย่รู ว่ มกันอยา่ งสงบสุข ควบคมุ ใหส้ มาชิกปฏิบตั ิตามหน้าทข่ี องตน
2 สนบั สนนุ ให้สมาชกิ ร่วมกนั คดิ สร้างสรรค์ประดษิ ฐ์สง่ิ ใหม่ๆ เพ่อื พฒั นาสังคมใหเ้ จริญก้าวหน้า
โครงสรา้ งทางสังคม
• คอื ระบบความสมั พนั ธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในสังคม
• ลกั ษณะของโครงสรา้ งทางสงั คม
- มกี ารรวมกลุ่มกนั รบั ผดิ ชอบหน้าที่ตามวตั ถุประสงค์
- มีแนวทางปฏบิ ัติ กฎเกณฑ์ และระเบียบแบบแผนร่วมกนั โดยยึดประโยชนส์ ว่ นรวมเป็นหลัก
- มีจดุ มุ่งหมายหรือปฏบิ ัติกจิ กรรมเดียวกนั
- สามารถเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบหรือความสัมพันธ์ภายในได้ เช่นการเปล่ียนแปลงจํานวน ประชากรการเปลี่ยน
สถานภาพ
• องค์ประกอบโครงสร้างสังคม ไดแ้ ก่ กล่มุ สงั คมและสถาบนั ทางสงั คม
1) กลุ่มสังคม: กลุม่ บุคคลท่สี มาชิกติดต่อสมั พนั ธ์กันอย่างเป็นระเบียบแบบแผน
ลกั ษณะของกลมุ่ สงั คม
- สมาชิกในกลุ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน มีความรู้สึกเป็นสมาชิกร่วมกัน มีความผูกพันในกลุ่มและมีวัตถุประสงค์
รว่ มกนั
- สมาชิกในกลมุ่ ต่างมสี ถานภาพและบทบาทหน้าที่ของตน จึงเกดิ เป็น “วฒั นธรรมยอ่ ย”
ประเภทของกลมุ่ สังคม
- ปฐมภูมิ : กลุ่มขนาดเล็ก สมาชกิ มคี วามสมั พันธใ์ กล้ชดิ ไมเ่ ปน็ ทางการ สนิทคุ้นเคยกนั เชน่ ครอบครวั กลมุ่ เพื่อน
- ทุติยภูมิ : กลุ่มขนาดใหญ่ สมาชิกติดต่อสัมพันธ์กันตามบทบาทหน้าที่ ไม่รู้จักมัก เป็นการส่วนตัว เช่น สมาคม
องค์การ บรษิ ัท
2) สถาบันทางสังคม : รูปแบบพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมทก่ี าํ หนดขน้ึ เพ่ือตอบสนองความตอ้ งการร่วมกัน
ในด้านต่างๆ ของสงั คม
สรุ๊ปสรปุ สงั คมศึกษา
หน้า 18
ลกั ษณะของสถาบนั ทางสังคม
- เปน็ นามธรรม ไม่ใชต่ ัวบคุ คลหรอื กลมุ่ คน ไม่ใชว่ ตั ถสุ งิ่ ของ
- เปน็ แบบแผนพฤตกิ รรมทก่ี าํ หนดขน้ึ เพอ่ื ใหส้ มาชกิ ในสงั คมทกุ คนใชเ้ ปน็ แนวทางปฏบิ ัติร่วมกนั
- เปล่ยี นแปลงได้ยาก สมาชกิ ในสังคมตอ้ งยอมรบั แบบแผนและมขี ้อปฏิบตั ริ ว่ มกนั
องค์ประกอบของสถาบันทางสงั คม
ได้แก่ สมาชิก หน้าท่ีของสถาบันทางสังคม แบบแผน พฤติกรรมการปฏิบัติตนของสมาชิก ซึ่งมาจากบรรทัดฐานของสังคม
สัญลักษณ์ และ คา่ นยิ ม
สถาบันทางสังคมพืน้ ฐาน (Social Institution )
สถาบันสงั คมทเ่ี ปน็ พ้นื ฐานของสงั คมมนษุ ย์ มี 7 สถาบัน ดังน้ี
1) สถาบนั ครอบครัว
2) สถาบันการศกึ ษา
3) สถาบันศาสนา
4) สถาบนั เศรษฐกิจ
5) สถาบันการเมือง การปกครอง
6) สถาบนั น้นั ทนาการ
7) สถาบนั สอื่ สารมวลชน
องค์ประกอบของสถาบนั สังคม
สถาบันสงั คม (Social Institution ) มอี งค์ประกอบสาํ คัญ 4 ประการ ดังน้ี
1 กลุ่มสังคม สถาบันสังคมจะต้องมีกลุ่มสงั คมต่างๆ ตัวอย่างเช่น สถาบันเศรษฐกิจ จะด้าน มีกลุ่มสังคมของผ้ผู ลิต ผู้ค้าปลีก
และผปู้ ระกอบกิจการธนาคาร เป็นต้น
2 หน้าท่ี สถาบันสังคมจะต้องมีหน้าที่หรือจุดมุ่งหมายในการสนองความต้องการของสังคมด้าน ต่างๆ ตัวอย่างเช่น สถาบัน
ศาสนา ทาํ หนา้ ที่เปน็ ทีพ่ ึ่งทางใจของสมาชกิ
3 แบบแผนพฤตกิ รรมทส่ี มาชิกจะตอ้ งปฏิบัติตอ่ กัน หมายถึง บรรทัดฐานทางสงั คม ได้แก่ วถิ ปี ระชา(ขอ้ ปฏบิ ัติของกลุ่ม
สังคม) จารีต(กฎศีลธรรม) และกฎหมาย(ข้อบังคับของกลุ่มสังคม) ซึ่งสถาบันสังคมแต่ละแห่งย่อมมีบรรทัดฐานทางสังคมที่
แตกต่างกนั
4 สัญลกั ษณแ์ ละค่านิยม เปน็ ส่ิงทท่ี ําใหส้ มาชกิ เกิดความรักความศรทั ธาตอ่ สถาบันสังคมแหง่ นน้ั ดังตัวอย่างของสัญลักษณ์
และค่านยิ มของสถาบนั การศึกษา (โรงเรยี น) มีดงั น้ี
- สญั ลักษณ์ คอื สี อกั ษรย่อ และตราเครอื่ งหมายของโรงเรยี นแหง่ นั้น
- คา่ นิยม ให้พิจารณาจาก คาํ ขวญั วสิ ัยทัศน์ และพนั ธกิจของโรงเรียนแหง่ นั้น
การจัดระเบยี บทางสังคม
ความหมายของการจดั ระเบียบทางสงั คม
การจัดระเบียบทางสังคม (Social Organization) หมายถึง วิธีการต่างๆ ที่คนในสังคมกําหนดขึ้น เพ่ือใช้เป็นระเบียบ
กฏเกณฑ์ หรือขอ้ ปฏบิ ตั ิในการอยู่รว่ มกัน เพ่ือให้สงั คมมรี ะเบียบ
*** อีกความหมายหน่ึง การจัดระเบียบทางสังคม หมายถึง การทําให้เกิดความมีระเบียบในสังคม มนุษย์โดยใช้วิธีการ
ตา่ งๆ เมือ่ สังคมมีระเบียบ ก็จะเกดิ ความสงบสุข ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งตอ่ กนั
สาเหตทุ ่ตี ้องมีการจัดระเบยี บทางสังคม
สรปุ๊ สรุป สังคมศึกษา
หน้า 19
สมาชิกในสังคมมีความแตกต่างกัน ผู้คนในสังคมมีความแตกต่างกันท้ังในด้านเพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะทาง
เศรษฐกจิ และสงั คม ระดบั การศกึ ษา อาชพี วฒั นธรรม และอุปนสิ ัย ใจคอ ฯลฯ
ดงั นั้น เพ่อื ใหส้ มาชกิ ท่มี ีความแตกต่างกันมาอยรู่ ่วมกันอยา่ งสนั ติสขุ จงึ ต้องมกี ารจดั ระเบยี บ ทางสงั คม
สมาชิกในสังคมมีจุดมุ่งหมายและความต้องการเหมือนกัน เช่น ต้องการท่ีอยู่อาศัยที่ ปลอดภัย มีอาชีพและรายได้ท่ี
มั่นคง ฯลฯ เมอ่ื มคี วามตอ้ งการเหมือนๆ กันแตท่ รพั ยากรในสงั คมมีจํากัด จึงต้องมกี ารจดั ระเบียบทางสังคม เพื่อป้องกนั มิให้เกิด
การแกง่ แย่งทําลายลา้ งกัน
องค์ประกอบของการจัดระเบียบทางสังคม
การจัดระเบียบทางสงั คม ตอ้ งอาศัยองคป์ ระกอบทส่ี าํ คัญ 4 ประการ ดงั นี้
1 บรรทดั ฐานทางสังคม (Social Norm)
2 สถานภาพทางสงั คม (Social Status)
3 บทบาททางสงั คม (Social Role)
4 การควบคมุ ทางสงั คม (Social Control)
บรรทดั ฐานทางสงั คม
ความหมาย บรรทัดฐานทางสังคม หรือปทัสถาน ( Social Norm ) หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ หรือแบบแผนของ
พฤติกรรมท่ีสังคมยอมรับให้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคม ละเมิดไม่ปฏิบัติตามอาจถูกสังคมลงโทษได้ บรรทัด
ฐานทางสังคมจงึ เป็นกลไกควบคุมความประพฤติ ของผ้คู นในสังคม
สถานภาพทางสงั คม
1 สถานภาพทางสังคม (Social Status ) หมายถงึ ตาํ แหนง่ ของบุคคลในสงั คม ซึง่ ได้มา จากการเป็นสมาชิกของสังคม
สถานภาพจะทาํ ใหบ้ คุ คลมสี ทิ ธิและหน้าท่ีตามบทบาทของตําแหน่งนั้นๆ บคุ คลคนหนึ่งอาจจะมหี ลายสถานภาพก็ได้ เช่น นายมานะ
มสี ถานภาพเปน็ พ่อ เปน็ ครูในโรงเรยี น และเป็นผ้ปู กครองนกั เรียน จึงมีสทิ ธิและหนา้ ท่คี รอบคลมุ ทัง้ 3 สถานภาพดงั กล่าว
2 ประเภทของสถานภาพ สถานภาพทางสงั คม จาํ แนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดังน้ี
(1) สถานภาพโดยกําเนิด เป็นสถานภาพทางสังคมของบุคคลท่ีติดตัวมาตั้งแต่เกิด เช่น เพศ อายุ สีผิว เชื้อ
ชาติ สัญชาติ และสถานภาพท่ีเกิดจากการเป็นสมาชิกในครอบครัว เช่น เป็นบิดา มารดา เป็นสามี ภรรยา และเป็นบุตร
คนโต เปน็ ตน้
(2) สถานภาพโดยความสามารถของบุคคล หรือสถานภาพสัมฤทธิ์ เป็นสถานภาพท่ีบุคคล ได้มาโดยการใช้
ความรู้ ความสามารถ ดงั ตวั อย่าง
** สถานภาพท่ีได้จากการศึกษา เช่น เป็นครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้อํานวยการโรงเรียน อธิการบดี ฯลฯ :
สถานภาพทไ่ี ดจ้ ากการประกอบอาชีพ เชน่ เป็นชา่ งไฟฟา้ ลกู จ้างหรอื พนกั งาน บรษิ ัท ผจู้ ัดการบรษิ ัท วศิ วกร แพทย์ พ่อค้า ฯลฯ
3 ผลทบ่ี คุ คลไดร้ บั จากการมสี ถานภาพทางสังคม
(1) ทําให้เกดิ สิทธิและหน้าที่
(2) ทาํ ใหไ้ ดร้ บั เกียรติตามสถานภาพทางสังคมของตน
(3) ทําให้เกิดการจัดช่วงชั้น (หรือชนช้นั ) ทางสังคม
บทบาททางสงั คม
1 บทบาททางสังคม (Social Role ) หมายถึง การกระทําตามสิทธิและหน้าท่ีของบุคคลตามสถานภาพที่ตนดํารงอยูใ่ น
สังคมนั้นๆ เช่น นางพุดซ้อนมีสถานภาพเป็นมารดาของเด็กหญิงไพลิน จึงมี สิทธิและหน้าที่ที่จะอบรมส่ังสอน ว่ากล่าวตักเตือน
และทําโทษบตุ รสาวของตนได้ตามความเหมาะสม
สรุ๊ปสรปุ สังคมศกึ ษา
หน้า 20
2 ความสาํ คญั ของบทบาททางสังคม เปน็ กลไกทีช่ ่วยจัดระเบยี บทางสงั คม ดังนี้
(1) ทําใหส้ มาชกิ ในสงั คมปฏบิ ัติภายใตก้ รอบของสิทธิและหน้าที่ของตน
(2) ชว่ ยให้สงั คมเปน็ ระเบยี บ เพราะสมาชกิ จะเคารพในสิทธิและหน้าทข่ี องผู้อ่ืน
3 บทบาทขัดกัน เกิดจากบุคคลบางคนมีสถานภาพหลายสถานภาพซ้อนกันในเวลาเดียวกัน ทําให้บทบาท หน้าท่ี และ
ความรบั ผิดชอบตามสถานภาพของตนต้องขัดแยง้ กัน ตัวอย่างเชน่ นายวนั ชัย เป็นครแู ละเจ้าของร้านขายของชําไดจ้ ําหน่ายบุหร่ี
และสุราใหน้ กั เรยี น เปน็ ตน้
*** ดงั นน้ั การมีสถานภาพ 2 สถานภาพซอ้ นกันของนายวันชยั จงึ ทําให้บทบาทขัดแย้งกัน และมีผลกระทบตอ่ การจัด
ระเบยี บทางสังคม จงึ ควรเลือกสถานภาพที่ไมท่ าํ ใหเ้ กิดปญั หาบทบาทขัดกัน เช่น เปน็ ครพู ร้อมกบั เปน็ ชาวสวน เปน็ ตน้
การควบคุมทางสังคม
1 การควบคุมทางสังคม (Social Control) หมายถึง การดําเนินการทางสังคมโดยวิธี เพื่อให้สมาชิกในสังคมยอมรับ
และปฏิบตั ิตามบรรทัดฐานของสังคม มีจุดมุ่งหมายเพ่ือควบคุมพฤติกรรม สมาชิกในสงั คมให้ปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ์ที่สงั คมกําหนด
เพอื่ ใหส้ ังคมเกดิ ความเปน็ ระเบยี บ การควบ ทางสังคมจึงเป็นกลไกสว่ นหนง่ึ ของการจัดระเบยี บทางสังคม
2 การควบคุมทางสงั คม มี 2 ลักษณะ ดงั น้ี
(1) การจงู ใจให้สมาชิกปฏิบตั ิตามบรรทดั ฐานทางสงั คม โดยใช้วิธีใหร้ างวัล หรือการ ยกย่องชมเชย
(2) การลงโทษสมาชิกท่ลี ะเมิดหรือฝ่าฝืนบรรทัดฐานทางสงั คม มวี ธิ ดี งั นี้
: การละเมิดวถิ ีประชาหรอื วถิ ชี าวบ้าน จะถูกตําหนิ ถกู นินทา ถกู ตอ่ ว่า ฯลฯ
: การฝ่าฝืนจารีต จะถูกต่อต้านไม่มีใครคบด้วย ถูกขับไล่ออกจากชุมชน หรือถูก ประณามอย่างรุนแรง การทําผิด
กฎหมาย จะได้รับโทษตามกฎหมายบา้ นเมอื ง เชน่ ปรับ จําคุก ฯลฯ
การขดั เกลาทางสังคม
1 การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) คือ การปลูกฝังระเบียบวินัย เพื่อให้สมาชิกในสังคมปฏิบัติตามบรรทัดฐาน
ของสงั คม และสามารถอย่รู ่วมกับผู้อ่นื ได้อย่างราบร่ืน กระบวนการขัดเกลา ทางสงั คมจะเร่ิมต้งั แต่บุคคลยังอยู่ในวัยเด็ก เพือ่ ใหไ้ ด้
บุคลกิ ภาพตามแนวทางทสี่ ังคมต้องการ
2 ประเภทของการขดั เกลาทางสังคม มี 2 ประเภท คือ
(1) การขัดเกลาข้ันปฐมภูมิ เปน็ การขดั เกลาโดยครอบครัว เร่มิ ตงั้ แต่ชวี ิตในวัยเด็ก
(2) การขดั เกลาขน้ั ทุติยภูมิ เป็นการขัดเกลาโดยโรงเรียน สถานศึกษา ทีท่ าํ งาน ฯลฯ
วิธีการขัดเกลาทางสงั คม มี 2 วธิ ี ดังนี้
(1) การขัดเกลาทางสังคมโดยตรง เป็นการขัดเกลาระหว่างผู้สอนกับผู้รับโดยตรง เช่น พ่อ แม่ว่ากล่าวตักเตือนลูก ครู
อบรมส่ังสอนคา่ นยิ มความตรงต่อเวลาให้นกั เรียน เป็นต้น
(2) การขัดเกลาทางสังคมโดยอ้อม เป็นการขัดเกลาทางอ้อมท่ีผู้รับเกิดการเรียนรู้โดยไม่ได้ ตั้งใจ เกิดซึมซับสิ่งที่ดีงาม
เข้าไปในจิตใจของตนและกลายเป็นค่านิยมท่ีดี เช่น ได้เห็นแบบอย่างการ ทําความดีของตัวละคร นักร้อง นักแสดง และนักกีฬา
หรืออา่ นจากหนงั สอื พมิ พ์ เป็นต้น
สรุ๊ปสรปุ สังคมศึกษา
หน้า 21
องค์กรท่ที าํ หนา้ ท่ขี ดั เกลาทางสงั คม มีดงั นี้
(1) ครอบครวั
(2) โรงเรยี น
(3) กลุม่ เพ่อื น
(4) สถาบันศาสนา
(5) สอ่ื มวลชนแขนงตา่ งๆ
***Focus จุดคํานยิ ามของศพั ท์สังคมวทิ ยาต่อไปน้ใี ห้ได้
การกระทํากนั ระหวา่ งสังคม (Social Interaction) = การพ่งึ พากัน, การตดิ ต่อกนั
การขดั เกลาทางสงั คม (Socialization) = การสงั่ สอน ถ่ายทอดวฒั นธรรม
วัฒนธรรม (Culture) = แบบแผนวถิ ีชวี ติ , ทกุ สิ่งทค่ี นสรา้ งขึ้น
สัญลักษณ์ (Symbolic) = สอื่ , ภาษา, ส่งิ ท่ใี ชแ้ ทนในการตดิ ตอ่
โครงสรา้ งสงั คม = การจดั ระบบความสัมพันธ์ของคน
การจดั ระเบยี บทางสังคม = การทําใหค้ นอยูใ่ นกรอบเดยี วกนั
สถานภาพ = ตําแหนง่ ,บทบาท = หน้าท่ี
บรรทัดฐาน = มาตรฐานของสังคม
การควบคุมทางสงั คม = การทําให้คนอยใู่ นบรรทดั ฐาน
สถาบนั ทางสงั คม = แนวทางในการทําเป็นกิจกรรมเพอื่ สนองตอบความต้องการของคน
กลมุ่ สงั คม = กล่มุ คนท่ีมกี ารติดต่อสมั พนั ธก์ นั + กลุ่มปฐมภูมิ = กลุ่มท่สี นทิ กนั มาก
กลุ่มทตุ ยิ ภูมิ = ตดิ ตอ่ อยา่ งเป็นทางการ
ค่านยิ ม = ความคิดวา่ ดเี ลยทํา
สร๊ปุ สรปุ สังคมศกึ ษา
หน้า 22
2.วฒั นธรรม
ความหมาย ความสําคญั และประเภทของวัฒนธรรม
1. ความหมายของวฒั นธรรม
1.1 วัฒนธรรม คือ มรดกทางสังคมท่ีประกอบด้วยองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ความเช่ือ ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี
และศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ ซง่ึ มนษุ ย์ไดถ้ า่ ยทอดสบื ตอ่ ๆ กนั มา
1.2 วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแบบแผนในการดําเนินชีวิต หรือแสดงถึง ความเจริญก้าวหน้าจนเป็น
เอกลกั ษณข์ องสังคมนน้ั ๆ และถา่ ยทอดไปสูค่ นรุ่นหลงั
***สรปุ คอื สงิ่ ทม่ี นุษยส์ ร้างขึ้นเม่อื ความเจรญิ ก้าวหนา้ จนเปน็ เอกลักษณข์ องสงั คม และกลายเป็นหน่งึ ของวิถีชวี ิต
เพิม่ เตมิ !!!
ผู้บัญญัติคําว่า “วัฒนธรรม” คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณ ไวทยากร กรมหม่ืนนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงให้
ความหมายไว้ว่า วัฒนธรรม คือ ความเจริญในทางวิชาความรู้ เช่น วิทยาศาสตร์ ศิลปวิทยา วรรณคดี ศาสนา ตลอดจน
ขนบธรรมเนียมประเพณี และจรรยามารยาท ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมเป็นมรดกแห่งสังคม มีท้ังส่วนที่จับต้องได้และจับต้องไมไ่ ด้
เช่น กวีนิพนธ์ ศิลปะ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม เป็นปัจจัยสําคัญในการก่อร่างสร้างความประพฤติปฏิบัติของ
ประชาชาติ
2. ลกั ษณะของวัฒนธรรม
วฒั นธรรมในสังคมมนษุ ย์ มีลักษณะสาํ คญั ดงั น้ี
2.1 วฒั นธรรมเกดิ จากการสร้างสรรค์ของมนษุ ย์ มเี ฉพาะในสังคมมนษุ ยเ์ ทา่ น้ัน ไม่มใี นสง่ิ มีชวี ติ หรือสตั วอ์ น่ื ๆ
2.2 วัฒนธรรมเกิดจากการเรียนรู้ของมนุษย์ท่ีอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ใช่เกิดจากสัญชาตญาณ และไม่ใช่ส่ิงท่ีติดตัวมา
ตง้ั แตเ่ กดิ
2.3 วัฒนธรรมเป็นมรดกทางสงั คม มกี ารส่งต่อหรอื ถา่ ยทอดจากคนรุ่นหน่ึงไปสู่คนอกี รุ่นหนึ่ง
2.4 วัฒนธรรมเป็นแบบแผนในการดําเนนิ ชีวิตของมนษุ ย์ แตล่ ะสงั คมมีวัฒนธรรมหรือแบบแผนในการดําเนินชีวิตทแี่ ตกต่างกัน
เช่น การแตง่ กาย อาหาร ประเพณี ฯลฯ เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละ สงั คม
2.5 วัฒนธรรมมีการเปลย่ี นแปลงไม่หยุดนง่ิ อยู่กับท่ี มีการเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา
2.6 วัฒนธรรมเป็นของส่วนรวมมิใช่สมบัติของผู้หน่ึงผู้ใด หรือคนกลุ่มหน่ึงกลุ่มใดใดยเฉพาะแต่เป็นสิ่งที่สมาชิกส่วน
ใหญใ่ นสังคมยอมรบั และนาํ ไปปฏบิ ัติ
2.7 วฒั นธรรมมีความเหลอื่ มล้ํา สงั คมหรือชมุ ชนแต่ละแห่งมคี วามเจรญิ ทางวฒั นธรรมไม่เท่าเทยี มกัน โดยเฉพาะสังคม
เมอื งกับสังคมชนบทมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชดั
3. ความสําคัญของวัฒนธรรม
วัฒนธรรมมคี วามสําคัญตอ่ สังคมมนุษย์ ดังน้ี
3.1 วฒั นธรรมชว่ ยหล่อหลอมบคุ ลิกภาพทด่ี ใี หแ้ ก่สมาชิกในสงั คม เชน่ การแตง่ กาย การเดนิ การน่ัง การพดู ฯลฯ
3.2 วัฒนธรรมมีประโยชน์ต่อการดาํ รงชวี ติ ของมนุษย์ ได้แก่
(1) เป็นตัวกําหนดพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น การวางตัวในที่ประชุม การใช้คําพูดท่ีสุภาพ และการมีสัมมา
คารวะต่อผใู้ หญ่ เปน็ ตน้
(2) เป็นตัวกําหนดหรือควบคุมสังคมในที่นี้คือ บรรทดั ฐานทางสังคม ไดแ้ ก่ วิถีประชา จารตี และกฎหมาย
สรปุ๊ สรุป สงั คมศกึ ษา
หน้า 23
(3) เปน็ เปา้ หมายหรอื วตั ถปุ ระสงค์ในการดํารงชวี ติ ของมนุษย์ ไดแ้ ก่ คา่ นิยม อุดมคติ และทศั นคติ
(4) เป็นส่ิงของเครื่องใช้ทุกประเภทท่ีใช้สนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ทั้งทาง ร่างกายและจิตใจ เช่น
รูปลักษณะของบา้ น เสอื้ ผา้ อาหาร สิ่งประดษิ ฐ์ และเครื่องมอื เคร่ืองใช้ ตา่ ง ๆ เป็นต้น
3.3 วัฒนธรรมก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในสังคม สร้างความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันระหว่าง สมาชิกในสังคม สร้าง
จติ สาํ นกึ ให้รสู้ กึ ว่าเป็นพวกเดยี วกันและตอ้ งรว่ มมอื ช่วยเหลือกนั
3.4 วัฒนธรรมเป็นเคร่ืองมือสร้างระเบียบแก่สังคม โดยกําหนดระเบียบแบบแผนให้คนในสังคม ปฏิบัติให้เป็นรูปแบบ
เดียวกัน ทั้งแบบแผนความคิด ความเชื่อ ค่านยิ ม และกฎหมาย เป็นตน้
3.5 วัฒนธรรมช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ผู้คนมีวัฒนธรรมเดียวกัน เช่น มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ไม่ทิ้ง
ขยะลงคคู ลอง หรือบว้ นนา้ํ ลายลงทอ้ งถนน ฯลฯ เกดิ ผลดีทาํ ให้สังคมน่าอยู่
3.6 วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของชาติ หมายถึง ลักษณะเด่นหรือลักษณะพิเศษของสังคม เช่น วัฒนธรรมของคน
อังกฤษคือ การเข้าแถวยืนรอข้ึนรถโดยสารประจําทางสําหรับเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมของไทยคือ การยกมือไหว้ และความ
จงรกั ภักดตี อ่ สถาบันพระมหากษตั ริย์
4. ประเภทของวฒั นธรรมจําแนกตามลักษณะที่มองเห็นหรือสัมผสั ได้
การจําแนกประเภทของวฒั นธรรม ตามลักษณะทมี่ องเห็นหรอื สัมผสั ได้ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทดังนี้
4.1 วัฒนธรรมทางวตั ถุ ( Material Culture) เปน็ วัฒนธรรมท่ีมนุษย์สัมผสั จับต้องได้ หรอื มอง เหน็ ได้เป็นรปู ธรรม เช่น
เสื้อผ้าเคร่อื งแต่งกาย อาคารบา้ นเรอื น ใตะ๊ เก้าอ้ี รถยนต์ หนังสือ ฯลฯ
4.2 วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ ( Non - material Culture ) เป็นวัฒนธรรมทางจิตใจ มองไม่ เห็นจับต้องไม่ได้ และเป็น
นามธรรม เชน่ คา่ นิยม ความเชอ่ื กฎหมาย สุภาษติ หลักธรรม ในพทุ ธศาสนา ฯลฯ
5. ประเภทของวัฒนธรรมจําแนกตามเนือ้ หา (ตามพรบ.วฒั นธรรมแหง่ ชาติ 2485)
วฒั นธรรมท่ีจาํ แนกตามเน้อื หา แบง่ ได้ 4 ประเภท ดงั น้ี
5.1 คตธิ รรม คอื วฒั นธรรมทางดา้ นจิตใจ เช่น ศีลธรรม คา่ นยิ ม ฯลฯ
5.2 วัตถธุ รรม คือ วฒั นธรรมทางด้านวตั ถุ สัมผัสจับตอ้ งได้ เช่น สงิ่ ของเครือ่ งใช้ตา่ งๆ
5.3 เนติธรรม คือ วฒั นธรรมทางกฎหมาย รวมถงึ จารีตประเพณีตา่ งๆ
5.4 สหธรรม คอื วัฒนธรรมทางสังคม เช่น มารยาทในการพดู มารยาทบนโต๊ะอาหาร มารยาทในการแสดงความเคารพ ฯลฯ
3.รัฐศาสตร์
3.1 นักปรัชญารฐั ศาสตร์
• โสเครติส นักปรัชญาชาวกรีก : เน้นเรื่องคุณธรรม เมื่อมีคุณธรรม มนุษย์จะมีชีวิตท่ีดีและมีความสุข ผู้ปกครองและ
ประชาชน ตอ้ งมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจเรอ่ื งคุณธรรม เพ่ือจะได้รจู้ กั คณุ คา่ ของชีวติ โสเครตสิ มีวิธีการสอนแบบตรรกวทิ ยา คอื ใชก้ าร
สนทนาเป็นหลักตั้งหวั ข้อซักถามหรอื ถาม-ตอบตามหลักเหตุผล
• เพลโต ลูกศิษย์ของโสเครตสิ : เป็นบดิ าแหง่ วิชาปรัชญาการเมือง ผู้ต้งั สํานักอะคาเดมี เพื่อรวมนกั ปรัชญาเมธี และเป็น
สาํ นักศกึ ษา ใหแ้ กเ่ ยาวชนยคุ น้นั เพลโตไดเ้ สนอแนวคิดแบบสัจนยิ มในระดับอภิปรัชญา ทฤษฎี ของเพลโตแบ่งโลกออกเป็น 2 ภาค
ดงั นี้
สร๊ปุ สรุป สงั คมศกึ ษา
หน้า 24
1) โลกแห่งวัตถุ/โลกแห่งผัสสะ (Material World/Sensible world) : เป็นโลกท่ีมีอยู่เพียงช่ัวคราว เป็นมายา
ไมใ่ ชส่ ่ิงแท้จริง มนษุ ย์รบั รรู้ ูป รส กล่ิน เสียง และสัมผสั ผา่ นตา ลิน้ จมกู หู กายซึ่งเพลโตถือวา่ เป็นโลกไมส่ มบรู ณ์
2)โลกแห่งแบบ/โลกเหนือประสาทสัมผัส (world of Form or Pattern/ Transcendental world) : เป็นโลก
ความจริงสมบูรณ์ (The Absolute Reality) หมายถึง เปน็ โลกทสี่ มบูรณ์ ไมแ่ ปรปรวน เป็นนิรันดร์ แก่นแท้ของสรรพส่ิง
เป็น มโนภาพ ไมม่ รี ูปร่าง เป็นอมตะ ไม่เปลยี่ นแปลง
• อริสโตเติล ลูกศิษย์ของเพลโต : เป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ และเป็นครูของพระเจ้า อเล็กซานเดอร์มหาราช มี
ความสามารถหลายด้าน มีแนวคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม สนับสนุนการปกครองท่ีเรียกว่า ระบบโพลิตี้ คือ ระบบที่ชนช้ันกลาง
สามารถมีอํานาจปกครองได้หากไดร้ ับการโหวตหรอื การยอมรบั จากนักปราชญ์ หรอื ผ้มู อี ํานาจ
3.2 รฐั
• องค์ประกอบของรัฐ
- ประชากรจํานวนหน่งึ
- ดนิ แดนหรืออาณาเขตท่ีแน่นอน จะมขี นาดใหญ่หรือเลก็ กไ็ ด้
- รฐั บาลผูท้ าํ หน้าทีบ่ รหิ ารและปกครองรฐั
- อํานาจอธิปไตย (อาํ นาจโดยสมบูรณใ์ นการบริหารหรอื ปกครองรฐั ของตน)
• ความสําคญั ของรฐั
- มีอธปิ ไตยปกครองตนเองได้ ทาํ ให้ประชาชนรู้สึกเปน็ อิสระ
• หน้าทีข่ องรฐั
- มีพน้ื ทใี่ ห้ประชาชนทํามาหากิน
- กาํ หนดกฎระเบียบเพอ่ื ใหป้ ระชาชนอยรู่ ว่ มกันอย่างปลอดภยั
• รูปแบบของรัฐ
- รฐั เด่ียว : มีรัฐบาลเดียว อํานาจอธิปไตยอยูท่ ร่ี ัฐบาลกลาง เชน่ ไทย ฝร่งั เศส ซาอุดอิ าระเบีย สงิ คโปร์
- รัฐรวม : มีรัฐรวมตัวกันอย่างน้อย 2 รัฐ แบ่งการใช้อํานาจอธิปไตยออกเป็นสัดส่วน มีรัฐบาล 2 ระดับ ได้แก่
รัฐบาลกลางและรฐั บาลท้องถ่นิ เชน่ สหรัฐอเมริกา มาเลเซยี
• ประมุขของรฐั
- ราชอาณาจักร : มจี กั รพรรดิหรือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ เชน่ อังกฤษ เนเธอรแ์ ลนด์ เบลเยยี ม ญ่ีปุ่น
มาเลเซยี ไทย
- สาธารณรัฐ : มปี ระธานาธิบดีเป็นประมุข เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรง่ั เศส อินโดนเี ซยี
• ความแตกต่างระหวา่ งรฐั กับประเทศ
- รฐั : มอี าํ นาจอธิปไตยเปน็ ของตนเอง ไมอ่ ยูใ่ ตอ้ าํ นาจของผู้อ่ืน
- ประเทศ : เป็นชุมชนการเมืองที่อาจไม่มีอํานาจอธิปไตยเป็นของตนเองก็ได้ เช่น ฮ่องกง สมัยเป็นอาณานิคม
ของอังกฤษ
สรุป๊ สรปุ สังคมศกึ ษา
หน้า 25
3.3 ระบอบการปกครอง
3.3.1 ระบอบประชาธิปไตย
• ถูกขนานนามว่า “ระบอบการปกครองสุดท้าย” เพราะเป็นรูปแบบการปกครอง ท่ีประชาชนมีสิทธ์ิ
เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ทําให้สามารถเลือกผู้ปกครอง ดูแลได้ตามความต้องการของตนเอง จึงถือเป็น
ระบอบการปกครองที่ดที ี่สุดในโลก
คําว่าประชาธิปไตยมาจาก “ประชา + อธิปไตย แปลว่า อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของ
ประชาชน”
• กําเนิดขึน้ ท่ีนครรัฐเอเธนส์ ประเทศกรซี ในช่วงศตวรรษที่ 5 กอ่ นคริสตกาล
• นิวซีแลนด์เป็นประเทศแรกที่ผู้หญิงมีสิทธ์ิออกเสียงเลือกตั้ง (ค.ศ. 1893 หรือ พ.ศ.2436 สมัย
รชั กาลที่ 5 ของไทย)
• องค์การสหประชาชาตกิ ําหนดใหว้ ันที่ 15 กันยายนของทกุ ปี เปน็ “วนั ประชาธิปไตยสากล”
แนวคดิ นกั ปรัชญาและบุคคลสาํ คญั ในระบอบประชาธิปไตย
- โทมัส ฮอบส์ นักปรัชญาชาวอังกฤษ ประชาชนมีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ
และมีสิทธิ์เลือกผู้นําของตนเอง ทุกคนต้องเช่ือฟังผู้ปกครองอํานาจของกษัตริย์ไม่ใช่สิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ อํานาจของกษัตริย์ที่แท้จริงมา
จากการท่ีประชาชนยนิ ยอมมอบใหศ้ าสนจกั รตอ้ งไมเ่ กีย่ วข้องกบั การเมือง
- จอห์น ล็อก นักปรัชญาชาวอังกฤษรัฐบาลจัดต้ังขึ้นได้ด้วยความยินยอมของประชาชนรัฐบาลต้องรับผิดชอบชีวิต
ความเป็นอยู่ของประชาชนอํานาจทางการเมืองของรัฐบาลมาจากประชาชนรัฐและรัฐบาลมีหน้าท่ีปกครอง ให้ประโยชน์ และสิทธิ
ธรรมชาติ อันได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน แก่ประชาชนอํานาจรัฐบาลมีขอบเขตและจะใช้เฉพาะเพ่ือผลประโยชน์ของ
ประชาชนเท่านัน้ ทัง้ หมดเปน็ รากฐานความคดิ ของระบอบประชาธิปไตยสมยั ใหม่ มอี ทิ ธิพลตอ่ ปัญญาชน และปรัชญาเมธขี องยุโรป
โดยเฉพาะกล่มุ นักคดิ พิโวซอฟของฝรง่ั เศส นาํ ไปสู่การปฏวิ ตั ฝิ รงั่ เศสในภายหลงั
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศึกษา
หนา้ 26
- บารอน เดอ มองเตสกิเออร์ หรือ ชาร์ลส์ หลุยส์ เดอ เซ็กกองดาต์ ขุนนางชาวฝร่ังเศสกฎหมายท่ีบัญญัติขึ้นต้อง
สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศและเง่ือนไขทางขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคมการ
ปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นรูปแบบการปกครองท่ีดีท่ีสุด อํานาจการปกครองควรแยกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่าย
นิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ เพ่ือใช้ตรวจสอบและถ่วงอํานาจกัน (Check and balance system) แนวคิดน้ีมี
อทิ ธพิ ลต่อการรา่ งรฐั ธรรมนญู ของสหรัฐอเมริกา
- วอลแตร์ หรือ ฟรองซัว-มารี อารูเอ (วอลแตร์เป็นนามปากกา) นักคิดและนักเขียนชาวฝรั่งเศส ปัญหาสังคมและ
การเมืองต้องใช้เหตุผลและสติปัญญาช่วยแก้ไขคัดค้านการปกครองแบบเผด็จการและต่อต้านความงมงายไร้เหตุผล ตลอดจน
เรียกร้อง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางด้านต่างๆโจมตีสถาบันและกฎระเบียบของฝรั่งเศส เรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศให้
ทนั สมยั เหมือนองั กฤษ
- ฌอง-ฌาค รุสโซ นักเขียนชาวฝร่ังเศสเสนอแนวคิด “มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่กลับต้องตกอยู่ในเครื่อง
พันธนาการ” ซ่ึง เป็นแนวคิดที่มอี ิทธพิ ลต่อการปฏวิ ัติฝรัง่ เศส และเป็นต้นแบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยในปจั จบุ นั ๆ เขียน
หนังสือ “สัญญาประชาคม (The Social Contract)” ซึ่งเกี่ยวกับปรัชญาทางการเมืองและพันธะสัญญาทางการเมืองระหว่าง
รฐั บาลและประชาชน
• รูปแบบของระบอบประชาธิปไตย
- ประชาธิปไตยทางตรง : ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองโดยตรง ไม่มีผู้แทน ในรัฐมีประชากรน้อย เช่น นครรัฐ
เอเธนส์ ประเทศกรซี ในอดตี
- ประชาธปิ ไตยทางออ้ ม : ประชาชนเลอื กตั้งตัวแทนเขา้ ไปทําหน้าทอี่ อกกฎหมายและบรหิ ารรัฐ หลายประเทศทใี่ ชร้ ะบอบ
ประชาธปิ ไตยใชร้ ูปแบบน้ีในการปกครอง เชน่ ไทย สหรฐั อเมริกา
• หลักการการปกครอง
- อํานาจอธิปไตยเปน็ ของประชาชนทุกคนในรฐั
- ผูไ้ ดว้ า่ นาจปกครองต้องไดร้ บั ความยินยอมจากประชาชน
- ทําตามเสยี งขา้ งมาก โดยยังเคารพเสยี งข้างน้อย
- หลักสิทธแิ ละเสรภี าพ : รัฐบาลตอ้ งเคารพสิทธแิ ละเสรีภาพข้ันพนื้ ฐานของประชาชน
- หลักความเสมอภาค : ประชาชนมีสทิ ธทิ์ ่จี ะไดร้ ับบรกิ ารทกุ ชนดิ ท่ีรัฐบาลจัดใหอ้ ย่างเท่าเทียมกัน
- หลักนิติธรรม : ประชาชนทุกคนในรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ทุกคนยอมรับข้อกฎหมายท่ีรัฐบาลกําหนดข้ึน ส่วน
รฐั บาลต้องใชก้ ฎหมายและใหค้ วามเปน็ ธรรมกับประชาชน เพื่อเปน็ บรรทดั ฐานในการปกครองและแก้ปัญหาความขัดแย้งตา่ งๆ
3.3.2 ระบบปกครองเผดจ็ การ
• คือ การปกครองที่รวมอํานาจไว้ท่ีคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว โดย อํานาจท่ีว่าสามารถใช้
ควบคมุ หรอื บังคับ ประชาชนในรัฐไดอ้ ยา่ งเบ็ดเสรจ็ เดด็ ขาด หากคดั ค้านจะถูกลงโทษ
แนวคดิ นักปรชั ญาและบคุ คลสาํ คัญใน ระบอบเผด็จการ
- คาร์ว ไฮน์ริช มากซ์ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์การเมือง นักประวัติศาสตร์ นักสังคมนิยม นักปฏิวัติชาวเยอรมัน
เจ้าของแนวคิดการพัฒนาคอมมิวนิสต์ สมัยใหม่เป็นเจ้าของคําประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์ “ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดท่ี
ผ่านมาจนกระทั่งถึงบัดน้ี ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น”เป็นหน่ึงในผู้จัดตั้งสมาคมกรรมกรสากล (องค์กร
สากลที่ 1 : International Workingmen's Association)
สรุป๊ สรุป สังคมศึกษา
หนา้ 27
- เลนิน หรือ วลาดิมีร์ วิลวิช วิวานคอฟ เลนิน (เลนิน เป็นนามแฝงที่ใช้ในการปฏิวัติเม่ือล้มล้างระบบกษัตริย์ของรัสเซยี
ในปี พ.ศ. 2460) ผู้นํานักปฏิวัติระบบ มาร์กซิสต์ หัวหน้าพรรคบอลเชวิก นายกรัฐมนตรีคนแรกของสหภาพสาธารณรัฐ สังคม
นิยมโซเวียตเลนินตั้งตนเป็นผู้นําประเทศและเจรจาสงบศึกกับฝ่ายเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นผู้รวบอํานาจในพรรค
คอมมิวนิสต์ เปลี่ยนการควบคุมและการบริหารให้เข้มงวดและเหี้ยมโหดมากขึ้น เช่น กําจัดผู้ที่ไม่คิดเห็นไปทางเดียวกับตนเป็นผู้
กาํ หนด “นโยบายเศรษฐกิจแนวใหม่” (New Economic Policy) เพอ่ื ล้มระบบทุนนยิ ม
- ฮิตเลอร์ นักการเมืองเยอรมนีสัญชาติออสเตรีย หัวหน้าพรรคแรงงานสังคมนิยมแหง่ ชาติเยอรมัน (มรรคนาซี) อดีต
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ผู้นําเผด็จการของนาซี เยอรมนีช่วงสงครามโลกครั้งท่ี 2 ในทวีปยุโรปโจมตีสนธิสัญญาแวร์ซายว่าทําให้
เยอรมน้ีเสียเปรียบเสนออุดมการณ์รวมกลุ่มเยอรมัน ต่อตัวนชาวยิว และต่อต้านคอมมิวนิสต์ใช้ระบบพรรคการเมืองเดียวเป็น
แผดจ็ การเบด็ เสรจ็ แวะอตั ตาธิปไตยเป้าหมายคือ จดั ระเบียบโลกใหม่ ต้องการใหน้ าซีเยอรมนเี ข้าครอบงาํ ยโุ รปสมบูรณ์
- เบนโต มุสโสลินี หรือ เบนิโต อามิลกาเร วานเดรอา มุสโสลินี อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอิตาลีเข้าร่วมก่อต้ังมรรค
สันนิบาตการต่อสู้แห่งอิตาลี (Fasci Italiani di Combattimental)เพื่อเตรียมเป็นกองกําลังปฏิวัติยกเลิกระบบรัฐสภาแล้วใช้
วิธีการปกครองประเทศเป็น “รัฐบรรษัท” (Corporate State) คือรัฐจะจํากัดเสรีภานทางการเมืองของประชาชน รัฐสามารถ
แทรกแซงหรอื อนุญาตให้ชนช้ันนาํ บางกลุ่มเข้าไปดําเนินกิจการทางเศรษฐกจิ ได้จัดตั้งนครรฐั วาติกัน (พ.ศ. 2472) บุกยึดอะบิสซิ
เนีย (ปัจจุบันคือประเทศเอธิโอเปีย) และแอลเบเนียประกาศเข้าร่วมเป็นฝ่ายอักษะกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งประเทศเยอรมนี ใน
สงครามโลก ครง้ั ท่ี 2
รปู แบบของระบอบเผดจ็ การ
- เผด็จการอํานาจนิยม : ผู้นําจะควบคุมเฉพาะกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนเท่าน้ัน ประชาชนสามารถดําเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไดอ้ ยา่ งอิสระ ได้แก่ ระบอบเผด็จการทหาร
- เผด็จการเบ็ดเสร็จ : ผู้นําจะควบคุมกิจกรรมและการดําเนินชีวิตของประชาชนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง
การปกครอง เศรษฐกจิ หรือสังคม ได้แก่ ระบอบเผดจ็ การคอมมวิ นิสต์ ระบอบเผดจ็ การฟาสซิสต์
หลกั การการปกครอง
- ผู้นําคนเดียวหรือกลุม่ เดียวมอี ํานาจปกครองสูงสดุ
- ความมัน่ คงของผู้นาํ หรอื กลุม่ ผ้นู ําสําคญั กว่าสิทธเิ สรภี าพของประชาชน
- ผู้นําหรอื กลุ่มผ้นู ําอยู่ในอาํ นาจไดต้ ลอดชีวิต หรอื นานเทา่ ท่มี ีกลุม่ คนหรอื กลงทนุ สนบั สนนุ
- รฐั ธรรมนูญเปน็ เพยี งกฎหมายรองรบั อาํ นาจของผู้นาํ หรือกลมุ่ ผนู้ าํ
ความหมายของระบบการปกครองแบบต่างๆ
1. ระบอบประชาธิปไตย
ประชาธิปไตย หมายถึง ระบอบการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเลือกต้ัง
ผู้แทน การแสดงความคิดเห็น การปกครองจากรัฐบาลของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
ยึดเสียงข้างมากเป็นหลักในการปกครองประเทศ แต่ต้องฟังเสียงส่วนน้อย และถือว่าประชาชนมีความเท่าเทียมกันตามกฎหมาย
โดยหลักความเสมอภาค มีอํานาจอธิปไตยเป็นอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ประชาชนได้รับความคุ้มครองสิทธิ และ
เสรภี าพโดยหลักนติ ิธรรม และใช้กฎหมายเปน็ กติกาในการปกครองประเทศ
2. ระบอบประชาธปิ ไตยแบบรฐั สภา
เป็นรูปแบบการปกครองที่มีการเชื่อมอํานาจกันระหว่างอํานาจนิติบัญญัติ (สมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร) อํานาจบริหาร (คณะรฐั มนตร)ี และอาํ นาจตุลาการ (ศาล) เพอื่ ถ่วงดลุ และตรวจสอบ การใช้อํานาจในการบรหิ ารราชการ
แผ่นดนิ ซึ่งกนั และกันประเทศท่ปี กครองในรูปแบบน้ี คือ องั กฤษ ไทย แคนาดา ญี่ปุ่น อิตาลี ออสเตรเลยี เป็นต้น
สรุป๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 28
3. ระบอบประชาธปิ ไตยแบบประธานาธบิ ดี
ยึดหลักการแบ่งแยกอํานาจของ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) ฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี และฝ่ายตุลาการ
(ศาล) แตล่ ะฝ่ายมีความเป็นอิสระจากกันในการปฏิบัติหน้าท่ีมปี ระธานาธิบดีเป็นประมุขมาจากการเลอื กตงั้ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
มีสิทธิและหน้าท่ีในการที่จะแต่งต้ังคณะรัฐมนตรี เพ่ือบริหารประเทศและรับผิดชอบร่วมกัน ไม่มีการยุบสภาและไม่มีการเปิด
อภิปราย เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความมีอิสระในการใช้อํานาจโดยเฉพาะในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่หาก
เกิดความขัดแย้งกันฝ่ายตลุ าการหรือศาลสงู สุดจะเป็นผู้ตัดสนิ ประเทศทป่ี กครองในรปู แบบนค้ี อื สหรัฐอเมริกา ฟลิ ิปปนิ ส์ บราซิล
ไซบีเรีย อุรุกวัย
4. ระบอบประชาธิปไตยแบบกึง่ รัฐสภากึง่ ประธานาธิบดี
เป็นระบอบการปกครองที่ผสมผสานกันระหว่างระบอบประธานาธิบดีกับระบอบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
ของชาติและประมุขของฝ่ายบริหาร และเป็นผู้แต่งต้ังนายกรัฐมนตรีและคณะ รัฐมนตรี เพ่ือให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารด้วย
ประธานาธิบดจี ะมาจากการเลอื กตงั้ โดยตรงของประชาชน มีรัฐสภาเป็นผูอ้ อกกฎหมายและควบคุมการใชอ้ ํานาจของรัฐบาล หาก
รัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีผลให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องลาออก แต่ประธานาธิบดีจะอยู่จนครบวาระเพราะ
รัฐสภาไม่มีสิทธิลงมติไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีในการบริหารประเทศ ถือได้ว่าการปกครองในระบอบนี้มีอํานาจมากกว่าระบอบ
อ่ืนๆ และมีอํานาจสูงสุดอย่างแท้จริง ในการบริหารและปกครองประเทศ ประเทศที่ปกครองในระบอบน้ีในปัจจุบัน ได้แก่ ฝร่ังเศส
กรีซ โปรตุเกส ฟนิ แลนด์ สหพนั ธรัฐรสั เซยี ติมอร์ เลสเต
5. ระบอบเผดจ็ การ
เป็นระบอบการปกครองที่ประชาชนถูกจํากัดสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจสังคม โดยต้องปฏิบัติ
ตามคําสั่งหรือความต้องการของผู้นํา ผู้ปกครองประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมรับความเสมอภาคทางการเมืองของประชาชน
เพราะถอื ว่าประชาชนเป็นผู้อยู่ใต้อาํ นาจการปกครองของ ผู้นาํ ซึ่งเปน็ ชนชัน้ ปกครอง
6. ระบอบเผดจ็ การอาํ นาจนิยมทหาร
เป็นระบอบการปกครองท่ีประชาชนถูกจํากัดเสรีภาพเฉพาะด้านการเมืองเท่านั้น แต่ในด้านอื่นๆ ไม่ได้ถูกจํากัดไปด้วย
โดยคณะผู้นําฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อาํ นาจในการปกครองทั้งโดยตรงหรอื โดยทางอ้อม และ มักจะใช้กฎอัยการศกึ หรอื รฐั ธรรมนญู ท่ี
คณะของตนสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือในการปกครอง โดยท่ัวไปคณะผู้นําทหารมักจะใช้อํานาจเผด็จการปกครองประเทศเป็นการ
ชั่วคราว ระหว่างที่ประเทศมีเหตุสงครามหรือเมื่อมี การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โดยมีเป้าหมายเพ่ือขจัดภัยคุกคาม
บางอย่างทีส่ ง่ ผลต่อความมนั่ คงของรัฐ
7. ระบอบเผดจ็ การฟาสซสิ ต์-นาซี
เปน็ ระบอบการปกครองที่นัน้ การเช่ือมัน่ ในตัวผู้นําและมคี วามเป็นชาตินิยมอยู่สงู มาก มกี ารควบคุมการดาํ เนินการต่าง ๆ
ของประชาชนทงั้ ทางดา้ นการเมือง เศรษฐกจิ และสงั คม โดยใช้อํานาจของรฐั อย่างเต็มที่และมีการลงโทษทเ่ี ด็ดขาดและรนุ แรง หาก
ฝ่าฝืนมีการลงโทษด้วยวิธีการต่างๆท่ีรุนแรง และมีการใช้โฆษณาชวนเช่ือ การสร้างศรัทธาให้ประชาชนยึดม่ันในระบอบการ
ปกครองและศรัทธาในตัวผู้นาํ อย่างม่ันคงและต่อเนื่อง เช่น การปกครองของอิตาลใี นสมัยมุสโสลนิ ีเป็นผ้นู ํา การปกครองของเยอรมนี
สมัยฮติ เลอร์เปน็ ผู้นํา การปกครองของสเปนสมัยจอมพล ฟรงั โก เปน็ ตน้
8. ระบอบเผดจ็ การคอมมิวนสิ ต์
เป็นระบอบการปกครองท่ีควบคุมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในทุกๆ ด้าน ท้ังด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ซ่ึง
เหมือนกับเผด็จการฟาสซิสต์ - นาซี แต่แตกต่างกันคือ มีการต่อต้านระบบนายทุนและสนับสนุนชนช้ันกรรมาชีพ (กรรมกร) มี
พรรคคอมมวิ นิสต์เพียงพรรคเดยี วทไ่ี ดร้ ับการยอมรับหรอื สนับสนนุ จากกลมุ่ บคุ คลต่างๆ และกองทพั ใหเ้ ปน็ ผใู้ ชอ้ ํานาจปกครอง
ประเทศ ซึ่งไดม้ กี ารยกเลิกการถอื ครองกรรมสทิ ธ์ใิ นทรัพยส์ นิ ของเอกชนและการแบ่งชนช้นั ทางสงั คม ทําให้ประชาชนทุกคนมฐี านะ
และเท่าเทียมกนั
สรุ๊ปสรุป สังคมศกึ ษา
หนา้ 29
ขอ้ สาํ คญั ทต่ี ้องรูค้ อื การปกครองในระบอบเผดจ็ การทุกระบอบหา้ มมกี ารประทว้ งโดยเดด็ ขาด
3.4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เกร่ินนาํ รัฐธรรมนุญ
• คือ กฎหมายสูงสุดทใ่ี ชป้ กครองประเทศ
• กฎหมายอืน่ ๆ ท่ผี ้มู อี ํานาจในรฐั บัญญตั ขิ ้ึนต้องไม่ขัดแยง้ กับรัฐธรรมนญู
• สามารถยกเลกิ ได้
• สาเหตุของการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ผู้มีอํานาจในรัฐเป็นผู้ยกเลิก เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น การ
เลือกตงั้ การลงประชามติ การเปล่ยี นแปลงการปกครอง
• การลงประชามตใิ นประเทศไทย
- บัญญัติลงในรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2492 โดยกําหนดให้ประชาชนสามารถออกเสียงร่วมกันเพ่ือ
แกไ้ ขรฐั ธรรมนญู เพมิ่ เตมิ ได้
- ประชาชนได้ออกเสียงลงประชามติครั้งแรกในวันท่ี 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ผลการลงประชามติเห็นชอบใน
ประเดน็ รบั รา่ งรัฐธรรมนญู ปี พ.ศ. 2550 ปรากฏวา่
เหน็ ชอบ 14,727,306 (57.81%)
ไมเ่ หน็ ชอบ 10,747,441 (42.19%)
- ประชาชนได้ออกเสียงลงประชามติครั้งท่ี 2 ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559 การออกเสียงประชามติช่วง
เปล่ียนผ่านถูกจัดทําข้ึนเพ่ือต้องการให้ประเทศเกิดความ สงบเรียบร้อย และไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย ผลการลง
ประชามติประเด็นการเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญท้ังฉบับหรือไม่ ปรากฏ ว่าผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง
16,820,402 เสียง (คิดเป็น 61.35%) ไม่เห็นชอบ 10,598,037 เสียง (38.65%) ผลการลงประชามติประเด็นคําถาม
พ่วงว่าด้วยการกําหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเลือกนายกรัฐมนตรีภายในระยะเวลา 5 ปีแรก
ปรากฏ ว่าผ่านความเห็นชอบ 15,132,050 เสียง (คิดเป็น 58.07%) และไม่เห็นชอบ10,926,648 เสียง (41.93%)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับท่ี 20 ของ ประเทศไทย มีเนื้อหาท้ังหมด 279
มาตรา ร่างขน้ึ โดยคณะกรรมการร่าง รฐั ธรรมนูญ เมอ่ื วนั ท่ี 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
มีเนือ้ หาเกีย่ วกบั พระราชบัญญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนูญ 4 ฉบับ ได้แก่
รา่ งพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยพรรคการเมือง
ร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการเลอื กต้งั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รา่ งพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการได้มาซงึ่ สมาชิกวฒุ สิ ภา
รา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยคณะกรรมการเลือกต้ัง
1. ความเปน็ มาของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560
1.1 รัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับปัจจุบันของประเทศไทย คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็น
รัฐธรรมนูญฉบบั ที่ 20 ร่างโดยคณะกรรมการรา่ งรฐั ธรรมนญู (กรธ.)
1.2 สาเหตทุ ีต่ อ้ งมกี ารรา่ งรัฐธรรมนญู ฯ ฉบบั ใหม่ ( พุทธศักราช 2560 ) แทนฉบับเดมิ (พุทธศักราช 2550) เพราะเกิด
การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 โดยคณะนาย ทหารท่ีเรียกว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยึด
อาํ นาจจากรัฐบาลพลเรอื นและประกาศล้มล้าง รฐั ธรรมนญู ฯ ฉบับพทุ ธศักราช 2550 เพอ่ื แก้ไขปญั หาวิกฤตทิ างการเมือง
สร๊ปุ สรุป สังคมศึกษา
หนา้ 30
1.3 จุดเด่นของรัฐธรรมนูญ ฯ พุทธศักราช 2560 คือ เป็นรัฐธรรมนูญท่ีผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่ว
ประเทศ โดยให้ประชาชนท่วั ประเทศออกเสยี งประชามตริ บั รองร่างรฐั ธรรมนูญ ฯ เมอ่ื วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559
1.4 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 10 ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เม่ือ
วันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2560 จากน้ันจึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับตั้งแต่บัดนั้น ณ พระท่ีนั่งอนันตสมาคม
พระราชวงั ดสุ ติ กรุงเทพมหานคร มพี ลเอกประยทุ ธ์ จันทร์โอชา นายกรฐั มนตรี เปน็ ผรู้ บั สนองพระราชโองการ
2. จดุ เด่นของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560
1. คุม้ ครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยขยายให้มเี พม่ิ มากกวา่ รัฐธรรมนูญฯ ฉบับเก่า
2. หน้าที่ของรัฐ คือ ทําให้สิทธิของประชาชนเป็นจริง รัฐธรรมนูญจะคุ้มครองประชาชนตลอด ชีวิต ต้ังแต่อยู่ในครรภ์
มารดา วัยเด็ก วัยทํางาน และวัยชรา โดยจัดการศึกษา จัดบริการสาธารณสุข คุ้มครองแรงงาน ช่วยเหลือเกษตร และดูแลคน
ยากไร้
3. หน้าที่ของประชาชนท่ีเพิ่มเข้ามาใหม่ คือ ไม่สร้างความแตกแยก ไม่สนับสนุนการทุจริต และอนุรักษ์ทรัพยากรและ
มรดกทางวฒั นธรรม
4. การเลือกตั้ง ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ใช้วิธีนําทุ กคะแนน เสียงมาคํานวณหา
สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชรี ายชื่อเพ่ือให้ได้ ส.ส. ท่เี ป็นตัวแทนของประชาชนอยา่ งแทจ้ ริง
5. ประชาชนท่ัวไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ โดยไม่ต้องเป็นนักการเมือง ไม่ใช้วิธีการ เลือกต้ัง แต่ให้คัดเลือกกันเอง
จากตวั แทนประชาชน 20 กลุ่มวิชาชีพ จากระดบั อําเภอและจงั หวดั ท่ัวประเทศ
6. ปราบโกงอยา่ งจริงจัง มเี ปา้ หมายในการขจดั การทจุ รติ อยา่ งเข้มแข็ง
7. ศาลรฐั ธรรมนญู และองค์กรอิสระเขม้ แข็งย่งิ ขึ้นกว่าเดมิ
8. รู้ล่วงหน้าว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะต้องประกาศช่ือบุคคล ที่พรรคสนับสนุนให้เป็น
นายกรฐั มนตรตี ั้งแตก่ อ่ นการเลือกต้งั
9. การปกครองทอ้ งถ่นิ เป็นของประชาชน มีอิสระในการบรหิ ารงานมากขน้ึ
10. ปฏิรูปประเทศไทยสู่อนาคต โดยวางเป้าหมายปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ทั้งด้านกฎหมาย การบริหารราชการ
การเมือง การยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และการสาธารณสขุ
3. โครงสรา้ งของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560
รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2560 มี 279 มาตรา 16 หมวด และบทเฉพาะกาล องคป์ ระกอบท้งั 16
หมวด มีดงั นี้
1. หมวดทัว่ ไป
2. หมวดพระมหากษัตริย์
3. หมวดสิทธแิ ละเสรภี าพของปวงชนชาวไทย
4. หมวดหน้าทข่ี องปวงชนชาวไทย
5. หมวดหนา้ ทีข่ องรฐั
6. หมวดนโยบายแห่งรัฐ
7. หมวดรฐั สภา
8. หมวดคณะรฐั มนตรี
9. หมวดขัดกนั แหง่ ผลประโยชน์
10. หมวดศาล
11. หมวดศาลรัฐธรรมนญู
สรปุ๊ สรุป สงั คมศึกษา
หนา้ 31
12. หมวดองค์กรอสิ ระ
13. หมวดองคก์ รอยั การ
14. หมวดการปกครองท้องถิ่น
15. หมวดการแกไ้ ขเพม่ิ เติมรฐั ธรรมนญู
16. หมวดการปฏริ ูปประเทศ
** บทเฉพาะกาล
4. ความสาํ คญั ของรัฐธรรมนูญ
รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เปน็ กฎหมายสูงสดุ ของประเทศและเปน็ เอกสารสาํ คัญทีแ่ สดงถึง
ฐานะของประเทศและประชาชนชาวไทย ดงั นี้
4.1 ประเทศไทยมเี อกราช
4.2 ประเทศไทยเปน็ เอกรฐั (รัฐเด่ยี ว) เป็นราชอาณาจกั รอนั หนึ่งอนั เดยี ว จะแบ่งแยกมไิ ด้
4.3 ประเทศไทยมกี ารปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเ์ ปน็ ประมุข
4.4 อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตรยิ ์ทรงใชอ้ ํานาจอธิปไตยโดยทางรัฐสภา คณะรฐั มนตรี และศาล
4.5 ประชาชนชาวไทยไดร้ ับการคมุ้ ครองสิทธิ เสรภี าพ และศกั ด์ศิ รีความเป็นมนษุ ยร์ ัฐสภา
5. องคป์ ระกอบของรัฐสภา
รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560 กําหนดให้รัฐสภาประกอบดว้ ย 2 สภา คอื
5.1 สภาผู้แทนราษฎร
5.2 วุฒิสภา
6. ตาํ แหน่งประธานรัฐสภา
6.1 ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรฐั สภา
6.2 ประธานวฒุ สิ ภา เป็นรองประธานรัฐสภา
7. บทบาทและหนา้ ทข่ี องรฐั สภา
รัฐสภามีบทบาทและหนา้ ท่ีสําคญั 3 ประการ ดงั น้ี
7.1 การตรากฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติ และพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ
7.2 การควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรี โดยเปิดอภิปรายท่ัวไปเพ่ือลงมติไม่ไว้วางใจ มีทั้งไม่ไว้วางใจ
นายกรัฐมนตรีหรือไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบคุ คล ตลอดจนตั้งกระทู้ถามใหร้ ัฐมนตรี ช้แี จงเกยี่ วกบั การปฏิบัติงานในหน้าท่ี เป็นตน้
7.3 การให้ความเห็นชอบ เรื่องใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ หมายถึง เร่ืองนั้นเป็นความ ยินยอมให้การสนับสนุนของ
ประชาชน รัฐสภาจะประชมุ ให้ความเหน็ ชอบในเรอื่ งสําคัญต่าง ๆ เช่น การ สืบราชสมบตั ิ การแตง่ ตง้ั ผู้สาํ เร็จราชการแทนพระองค์
การประกาศสงคราม และการทําหนังสอื สญั ญา กับนานาประเทศ เปน็ ตน้
8. สภาผู้แทนราษฎร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 กําหนดใหม้ สี มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรจํานวน 500 คน มวี าระการ
ดํารงตาํ แหน่งคราวละ 4 ปี สมาชกิ ฯ มี 2 ประเภท ดังน้ี
8.1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 350 คน
8.2 สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร จากบัญชีรายชือ่ ของพรรคการเมอื ง 150 คน
สรุป๊ สรปุ สังคมศึกษา
หน้า 32
9. คณุ สมบัติของผู้มสี ทิ ธิสมคั รรับเลือกตั้งเป็นสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร
9.1 มีสญั ชาตไิ ทยโดยการเกิด
9.2 อายุไม่ตา่ํ กว่า 25 ปีบรบิ รู ณ์นับถงึ วนั เลือกตัง้
9.3 เป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหน่ึงเพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกต้ังเป็น เวลาติดต่อ กันไม่
น้อยกวา่ 90 วนั
10. วุฒิสภา
สมาชิกวฒุ สิ ภา (ส.ว.) มวี าระการดาํ รงตาํ แหน่ง 5 ปี มไิ ด้มาจากการเลือกตัง้ แต่มที มี่ าและจํานวน สมาชกิ ดงั น้ี
10.1 บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กําหนดให้ ระยะ 5 ปีแรกท่ีประกาศใช้
รัฐธรรมนูญ ฯ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีจํานวน 250 คน โดยสรรหาตามวิธีการของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
(คสช.) ***
10.2 ภายหลังสิ้นสุดบทเฉพาะกาล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีจํานวน 200 คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลผู้มี
ความรูใ้ นสาขาอาชพี ต่าง ๆ 20 กลุ่ม ต้ังแตร่ ะดบั อาํ เภอ จังหวัด และประเทศ มีวาระการดาํ รงตาํ แหน่ง 5 ปี เชน่ กนั
อํานาจของ ส.ว.ท้ังสองช่วงเหมือนกัน คือ ตรวจสอบการทํางานของฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรี) การพิจารณาร่างกฎหมาย การ
ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนญู และการแตง่ ตัง้ องคก์ รอิสระ เปน็ ต้น
11. คุณสมบตั ิของสมาชกิ วุฒสิ ภา (ส.ว.) เฉพาะท่ีสาํ คญั
11.1 มีสัญชาตไิ ทยโดยการเกิด
11.2 มอี ายไุ ม่ต่าํ กวา่ 40 ปีบรบิ ูรณ์ในวนั สมัครรบั เลือกหรือวันทไ่ี ด้รบั การเสนอชอ่ื
11.3 มคี วามรู้ ความเชยี่ วชาญ และประสบการณ์ หรอื ทาํ งานในด้านทีส่ มัครไม่น้อยกว่า 10 ปี
คณะรฐั มนตรี
12. องคป์ ระกอบของคณะรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะ รัฐมนตรี มี
องค์ประกอบ ดังนี้
12.1 นายกรัฐมนตรี 1 คน ต้องแต่งตั้งจากบุคคล ซ่ึงสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบโดยจะดํารง ตําแหน่งรวมกัน
เกนิ 8 ปมี ไิ ด้ และให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรเป็นผ้ลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรฐั มนตรี
12.2 รฐั มนตรีอน่ื อกี ไมเ่ กิน 35 คน จะแต่งต้งั จากสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือจาก บคุ คลภายนอกกไ็ ด้
13. ความสําคัญของคณะรฐั มนตรี
คณะรัฐมนตรีหรือรฐั บาลมีบทบาท หน้าที่ และความสาํ คัญ ดังน้ี
13.1 เป็นองค์กรของฝ่ายบรหิ าร เป็นผู้ใช้กฎหมายและทําใหก้ ฎหมายมผี ลใช้บังคับ โดยควบคุม บังคับบัญชาข้าราชการ
และเจา้ หนา้ ทีร่ ัฐใหป้ ฏิบตั ิตามนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินของรฐั บาล
13.2 เป็นองค์กรท่ีมีบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศ เป็นตัวแทนของประเทศชาติและ ประชาชนใ นการติดต่อกับ
ตา่ งประเทศ
14.อํานาจและหนา้ ที่ของคณะรฐั มนตรี
14.1 กําหนดนโยบายในการบรหิ ารราชการแผ่นดิน
14.2 ควบคุมข้าราชการประจําให้ปฏบิ ตั ิตามนโยบายของรฐั บาลใหบ้ ังเกดิ ผล
14.3 กาํ หนดระเบยี บหรอื ข้อบงั คับให้กระทรวงต่างๆ ยึดถือเป็นแนวปฏิบตั ิ
สรปุ๊ สรุป สังคมศึกษา
หน้า 33
15. การแตง่ ตงั้ นายกรฐั มนตรี
15.1 สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายก รัฐมนตรี โดยบุคคลที่ได้รับเสนอ
ชือ่ ใหเ้ ป็นนายกรฐั มนตรคี ือ ผมู้ ชี อ่ื อย่ใู นบัญชรี ายชื่อทีพ่ รรคการเมอื งแจ้งไว้
* มติของสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวจะต้องกระทําการโดยลงคะแนนอย่างเปิดเผยและมี คะแนนเสียงมากกว่าก่ึงหนึ่งของจํานวน
สมาชกิ ทง้ั หมดทม่ี ีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
15.2 ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ทูลเกล้า ฯ เสนอช่ือบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็น นายกรัฐมนตรี เพ่ือให้
พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งต้ัง โดยประธานสภาผู้แทน ราษฎรจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราช
โองการแตง่ ต้งั นายกรฐั มนตรี
16. การแตง่ ตั้งรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีมีอํานาจพิจารณาบุคคลที่สมควรให้ดํารงตําแหน่งเป็นรัฐมนตรี และเป็นผู้นํารายช่ือข้ึนทูลเกล้ า ฯ เพ่ือให้
พระมหากษตั รยิ ์ทรงลงพระปรมาภไิ ธย
16.1 นายกรฐั มนตรเี ปน็ ผลู้ งนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตง้ั รฐั มนตรี
16.2 ก่อนเข้ารบั หน้าท่ี คณะรฐั มนตรีจะตอ้ งถวายสตั ยป์ ฏิญาณตอ่ พระมหากษัตรยิ ์
16.3 คณะรฐั มนตรที ่จี ะเข้าบริหารราชการแผน่ ดินจะตอ้ งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
17. คุณสมบัติของนายกรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรี
17.1 มสี ัญชาตไิ ทยโดยการเกิด
17.2 มีอายุไมต่ ่าํ กวา่ 35 ปีบริบูรณ์
17.3 สําเรจ็ การศึกษาไมต่ ่ํากวา่ ปรญิ ญาตรหี รอื เทียบเท่า
17.4 มีความซอ่ื สตั ยส์ จุ ริตเป็นท่ีประจกั ษ์
17.5 ไม่เคยตอ้ งคําพิพากษาใหจ้ ําคุก
17.6 ไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ติดยาเสพติดให้โทษ เคยถูกไล่ออก ให้ออก ปลดออก จาก ราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือเคยต้องคําพิพากษาของศาลให้ ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะรํ่ารวยผิดปกติ
เปน็ ตน้
18. การพ้นจากตําแหนง่ ของรัฐมนตรี (เปน็ รายบุคคล)
ผูด้ าํ รงตําแหน่งรัฐมนตรี จะส้ินสุดความเป็นรฐั มนตรหี รือพ้นจากตําแหน่ง โดยมเี หตดุ งั น้ี
18.1 ตาย ลาออก ขาดคณุ สมบตั ิ หรือมลี ักษณะต้องห้าม ตามบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู
18.2 สภาผ้แู ทนราษฎรมีมตไิ ม่ไวว้ างใจ
18.3 มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตาํ แหน่ง ตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา
19. การพ้นจากตาํ แหนง่ ของรัฐมนตรีท้ังคณะ
19.1 นายกรฐั มนตรีพ้นจากตาํ แหนง่ ลาออก หรือนายกรฐั มนตรีสนิ้ สดุ ความเป็นรฐั มนตรไี มว่ ่า กรณีใด ๆ
19.2 อายุของสภาผู้แทนราษฎรสนิ้ สุดลง หรือมกี ารยบุ สภาผู้แทนราษฎร
19.3 คณะรัฐมนตรลี าออก
สร๊ปุ สรปุ สังคมศึกษา
หน้า 34
ศาล
20. ความสําคัญของศาล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เป็นอํานาจของศาล ซ่ึง
จะต้องดําเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และในพระปรมาภิไธย
21. ศาลยตุ ธิ รรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติอํานาจ หน้าท่ี และสาระสําคัญเกี่ยว กับผู้พิพากษาและ
ตลุ าการของศาลยตุ ธิ รรมไว้ ดงั นี้
21.1 ผู้พิพากษาและตลุ าการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีความ ใหเ้ ปน็ ไปโดยถกู ต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตาม
รัฐธรรมนญู และกฎหมาย
21.2 ผ้พู พิ ากษาและตุลาการจะเป็นขา้ ราชการการเมือง หรือผ้ดู าํ รงตาํ แหน่งทางการเมืองมิได้
21.3 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ ก่อนจะเข้ารับหน้าที่ผู้พิพากษาและ ตุลาการ ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ
ตอ่ พระมหากษัตริย์
3) การถอดถอนบคุ คลออกจากตําแหน่ง : การร้องขอตอ่ ประธานวุฒสิ ภาเพอ่ื ใหว้ ุฒิสภามีมติถอดถอนผู้ดาํ รงตาํ แหน่ง
ระดับสูงออกจากตําแหน่งได้ กําหนดไว้ว่าสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือประชาชน สามารถร่วมกันลงช่ือตาม
จาํ นวนดงั นี้
- ส.ส. : เขา้ ชอื่ กันไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกทงั้ หมด
- ส.ว. : เขา้ ชอ่ื กันไม่นอ้ ยกว่า 1 ใน 4 ของจํานวนสมาชิกทงั้ หมด
- ประชาชน : ประชาชนผู้มสี ิทธเิ ลอื กตัง้ เข้าชื่อกันไมน่ ้อยกวา่ 20,000 คน
ข้นั ตอนการดาํ เนนิ การถอดถอนมดี ังนี้
ประธานวุฒิสภาส่งเรอื่ งรับ ไต่สวนเสร็จแลว้ ใหล้ ง มตวิ ่า สง่ รายงานไปยัง
ร้องเรยี นให้ ป.ป.ช. ขอ้ กล่าวหามมี ูล (มเี คา้ ว่าจะ ประธาน
ดําเนนิ การไต่สวน วฒุ ิสภา
ผิดจริง)
สมาชกิ วุฒิสภาลงคะแนน ลบั (ถ้าได้ วุฒิสภาจดั ประชุม
คะแนน 3 ใน 5 ขน้ึ ไป จะมมี ตถิ อด พจิ ารณาคดี
ถอน)
สรปุ๊ สรุป สงั คมศกึ ษา
หน้า 35
4) การดาํ เนนิ คดอี าญากบั ผู้ดาํ รงตําแหนง่ ทางการเมอื ง : เป็นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาแบบแยกจากวิธี
พิจารณาคดีอาญาท่ัวไป เพ่ือให้ผู้ท่ีมีอํานาจทาง การเมืองแทรกแซงไม่ได้ และช่วยให้ผู้พิพากษาท่ีพิจารณาคดีมีความเป็นอิสระ
และ มหี ลักประกันในการพิจารณาคดี
- บุคคลที่มีสิทธ์ิถูกดําเนินคดีมี 3 ประเภท คือ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองโดยตรงบุคคลท่ีไม่ใช่ผู้ดํารงตําแหน่งทาง
การเมืองโดยตรง และคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ
- ข้อกล่าวหา : ร่ํารวยผิดปกติ การกระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าท่ีราชการ กระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าท่ีหรือทุจริต
ต่อหน้าที่
- การดําเนินการฟ้องร้อง : ผู้เสียหายยื่นคําร้องต่อ ป.ป.ช. เมื่อไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสํานวนพร้อมท้ังความเห็น
ส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงและสืบ
พยานหลกั ฐาน เพ่มิ เตมิ
- การพพิ ากษาให้ถอื ตามเสยี งข้างมากขององคค์ ณะ โดยตอ้ งเปดิ คําสัง่ และคําพิพากษาให้ถอื คําสงั่ และคําพิพากษาเป็น
ที่สุด ไมม่ กี ารอุทธรณใ์ ดๆ อกี
• หนว่ ยงานท่ีทาํ หน้าท่ีตรวจสอบการใช้อาํ นาจรฐั
- ผตู้ รวจสอบ : คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
- ผ้ถู ูกตรวจสอบ : ผดู้ ํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าทีร่ ฐั ระดับสงู และผดู้ ํารงตาํ แหนง่ ระดับอื่นๆ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติไว้ เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น
ประธานศาลฎีกา กรรมการการเลือกตงั้ ผูต้ รวจการแผน่ ดนิ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
4.นติ ศิ าสตร์
พัฒนาการของกฎหมายไทย
• สมัยด้ังเดิม : เป็นกฎหมายท่ีมาจากวัฒนธรรมและจารีตประเพณีท้องถ่ินของไทยแท้ๆ ในสมัยนั้นสภาพสังคมไทยเป็น
สงั คมแบบ “มาตาธปิ ไตย (ผู้หญงิ เป็นใหญ)่ ”
• สมัยสุโขทัย : มีหลกั ฐานว่าไทยมกี ฎหมายบงั คับใชใ้ นสังคม เห็นไดจ้ ากหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสําคญั คอื “หลกั
ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคําแหง” มีการกล่าวถึงการให้อิสระในการทํามาหากิน ระบบชนช้ันในการ ปกครอง รวมท้ังระบบ
กระบวนการยุติธรรมด้วย สภาพสังคมสมัยน้ีได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย(ผ่านทางขอม) ทําให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพ
สงั คมมาเป็นสังคมแบบ “ปติ าธปิ ไตย (ชายเป็นใหญ)่ ”
• สมัยอยุธยา : ได้รับอิทธิพลทางกฎหมายมาจากอินเดีย(ผ่านทางขอม) คือ “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” ทําให้เกิด
แนวความคิดว่าพระมหากษัตรยิ ค์ อื สมมตเิ ทพ
• สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ : มีการสังคายนากฎหมาย สาเหตุจากกรณี “อําแดงป้อมฟ้องหย่านายบุญศรี” ซ่ึง รัชกาลที่ 1
ทรงเห็นว่าหญิงที่นอกใจชายมาฟ้องหย่าชายแล้วได้รับอนุญาต เป็นการไม่ยุติธรรม มีการรวบรวม กฎหมายท่ีใช้บังคับในสมัย
อยุธยาและได้จัดทํา “กฎหมายตราสามดวง” ข้ึน ซ่ึงเป็นกฎหมายท่ีไม่ได้เกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติ และทําขึ้นเพื่อเป็นคู่มือ
ของผูใ้ ชก้ ฎหมายเทา่ นน้ั ไมไ่ ดม้ ีไวเ้ พือ่ ให้คนทวั่ ไปศึกษา
• ยุคปฏิรูปกฎหมาย : มีการปฏิรูปกฎหมายเพ่ือจุดประสงค์ในการได้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตกลับคืนมา เนื่องจาก
กฎหมายที่บังคับใช้ในยุคนั้นไม่เป็นท่ียอมรับของชาติตะวันตก เพราะระบบกระบวนพิจารณาและการ ลงโทษของไทยมีความป่า
เถอ่ื นมาก ดว้ ยเหตนุ ี้จึงไดม้ กี ารจดั ทําประมวลกฎหมายข้ึนตามแนวของประเทศภาค พ้นื ยโุ รป ประมวลกฎหมายที่ทนั สมยั ฉบับแรก
ของไทยคือ “ประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ. 127” ซง่ึ ประกาศใช้ ในรชั สมัยของรชั กาลท่ี 5
สรุ๊ปสรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 36
การปฏิรปู ศาล
• ทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ้ังกระทรวงยุตธิ รรมขน้ึ เมื่อ 25 มีนาคม 2434
• ใหจ้ ดั ระเบยี บศาลเสียใหม่ แยกอํานาจตุลาการให้เป็น อิสระจากอํานาจบริหาร
การปรับปรงุ กฎหมายใหเ้ ข้าสยู่ คุ สมยั ใหม่
• โดยทรงยกเลิกระบบไพรแ่ ละการเลกิ ทาสในเมืองไทย
**เพิ่มเติม
1. สมัยรัชกาลท่ี 5 มกี ารรา่ งกฎหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ.2451)
2. ถือได้ว่าเปน็ ประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทยทร่ี ่างตามแบบตะวันตก
3. กฎหมายลกั ษณะอาญาใช้มาจนถึงปี พ.ศ.2499
4. มกี ารประกาศใชป้ ระมวลกฎหมายอาญาแทนเมอื่ ปี พ.ศ. 2500 จนถงึ ปจั จุบนั
5. ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ร่างแลว้ เสรจ็ ครงั้ แรกในปี พ.ศ.2466 รชั กาลที่ 6
• เลยี นแบบจากประมวลกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศส
• หลังจากประกาศใชไ้ ดเ้ พียง 2 ปี ไดม้ กี ารยกเลิกประมวลกฎหมายดังกล่าว
• มีการจดั ทําประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับใหม่อกี คร้งั
• ซึ่งครงั้ น้ีได้จดั ทําโดยเลยี นแบบประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมัน
• โดยใช้วธิ คี ัดลอกและดัดแปลงจากประมวลกฎหมายแพง่ ของญ่ีปุ่นโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบบั ใหม่นี้ได้
ประกาศใชเ้ มอ่ื ปี พ.ศ.2478
4.1 กฎหมาย
• คอื ระเบยี บ/ขอ้ บงั คับที่รัฐกําหนดขนึ้ เพ่อื ควบคุมความประพฤตขิ องประชาชน ถ้าฝ่าฝืนจะมคี วามผิดและถูก
ลงโทษ
• ลักษณะของกฎหมาย
- ออกโดยรฏั ฐาธิปตั ย์ (ผมู้ ีอํานาจสงู สุดในรัฐ)
- บงั คบั ใช้กบั ทุกคนและทุกสถานที่ในรัฐอย่างเท่าเทยี มกัน
- ทกุ คนต้องปฏิบัติตามตง้ั แตเ่ กดิ จนตาย
- มสี ภาพบังคับ (มีการลงโทษหรือกระทําการอย่างใดอย่างหนงึ่ ตอ่ ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย)
• ลักษณะการใชข้ องกฎหมาย
• กฎหมายสารบัญญัติ กําหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบุคคล เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณชิ ย์,ประมวลกฎหมายความอาญา
• กฎหมายวิธีสบัญญัติ กําหนดวิธีดําเนินกระบวนการทางศาล เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
และพาณิชย,์ เชน่ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา
• ระบบกฎหมาย
- กฎหมายไม่เปน็ ลายลกั ษณ์อักษร (Common Law) (กฎหมายจารีตประเพณี หลักกฎหมาบท่วั ไป)
• เกดิ ขึ้นครง้ั แรกในองั กฤษ
• มที ม่ี าจากจารีตประเพณี
• ใชร้ ะบบลูกขนุ ทําหน้าที่วินจิ ฉยั สว่ นผู้พิพากษาทําหน้าทช่ี ีข้ าดปัญหาข้อกฎหมาย
• วธิ พี ิจารณาคดี ใชค้ ําพพิ ากษาจากคดกี ่อนมาวินจิ ฉยั คดีหลงั ท่ีมขี ้อเท็จจริงคล้ายกันและตัดสิน ไปในแนวทางเดียวกันกับคดีกอ่ น
• ประเทศทใี่ ช้ เช่น สหรฐั อเมรกิ า องั กฤษ เครือจักรภพองั กฤษ
สรปุ๊ สรุป สังคมศึกษา
หนา้ 37
- กฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษร (Civil Law) (พระราชบญั ญัติ พระราชกฤษฎกี า ฯลฯ)
• เกิดข้ึนคร้งั แรกในอาณาจักรโรมนั
• มที ี่มาจากกฎหมายโรมันและกฎหมายของจักรพรรดจิ ัสตเิ นียน
• มีลกั ษณะเปน็ ระบบประมวลกฎหมาย(รวมกฎหมายหลายบท)
• ผพู้ พิ ากษาใชไ้ ตส่ วนหาข้อเท็จจริงเม่อื วนิ ิจฉยั และชีข้ าดปญั หาขอ้ กฎหมาย
• สามารถใชห้ ลกั เกณฑ์ใหมห่ รือเหตุผลใหมม่ าหักล้างคาํ พิพากษาเดิมได้
• ประเทศท่ใี ช้ เช่น ไทย เยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอรแ์ ลนด์ สเปน
- ระบบกฎหมายของประเทศสังคมนยิ ม (Socialist Law)
• ใหค้ วามสาํ คัญของรฐั มากกวา่ เสรภี าพของบุคคล
• กรรมสิทธิ์ในทรพั ย์สนิ ต่างๆ เป็นของรฐั
• ออกโดยรฐั สภา คําพพิ ากษาของศาลไมใ่ ช่ท่ีมาของกฎหมาย
- ระบบกฎหมายศาสนา (Religious Law)
• กลุ่มกฎหมายน้ีได้แก่ กฎหมายอสิ ลาม กฎหมายฮินดู
• กฎหมายของชาวจนี กฎหมายของชาวแอฟริกนั
• ประเภทของกฎหมาย
มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1) กฎหมายเอกชน : กฎหมายระหว่างเอกชนกับเอกชน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายท่ีมีลักษณะนิเศษ
เช่น ประมวลกฎหมายทด่ี ิน พระราชบัญญัตคิ า่ เช่าที่นา
2) กฎหมายมหาชน : กฎหมายระหว่างรัฐกับเอกชน เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยวิธี
พจิ ารณาความอาญา กฎหมายวา่ ดว้ ยวิธีพจิ ารณาความแพง่
3) กฎหมายระหว่างประเทศ : กฎหมายระหว่างรัฐกับรัฐ เช่น กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายระหว่าง
ประเทศแผนกคดีบคุ คล กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีอาญา
• ลาํ ดบั ศักด์กิ ฎหมาย
- รฐั ธรรมนูญ
- พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ
- พระราชบัญญตั ิ (พ.ร.บ.)
- พระราชกาํ หนด (พ.ร.ก.)
- พระราชกฤษฎีกา
- กฎกระทรวง (กฎหมายลกู )
- กฎหมายทอ้ งถ่นิ
ความหมายและความสําคญั ของลาํ ดับศกั ดิ์กฎหมายช้ันสงู สดุ ลงมา
1.กฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กําหนดสิทธิเสรีภาพ หน้าที่ของ ประชาชนและให้
ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอยา่ งเปน็ รูปธรรม กฎหมายใดๆ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
ไม่ได้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กําหนดระเบียบและหลักในการปกครองประเทศไว้อย่างชัดเจน เช่น การใช้อํานาจนิติบัญญัติ
อาํ นาจบรหิ าร และอาํ นาจตลุ าการ หนา้ ที่ สทิ ธิ และเสรีภาพของปวง ชนชาวไทย เปน็ ต้น รัฐธรรมนญู ฉบับปัจจุบนั คอื รฐั ธรรมนญู
แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของไทย
สรปุ๊ สรุป สังคมศกึ ษา
หนา้ 38
2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายท่ีตราขึ้นเพื่อกําหนดรายละเอียดซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ สําคัญเพ่ิมเติม
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และทําให้ง่ายในการแก้ไขเพิ่มเติมโดยไม่ต้องดําเนินการตามวิธีการ แก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเปน็
กฎหมายสงู สุดมี 8 เรอ่ื ง คอื
1. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการเลือกตัง้ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
2. พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยพรรคการเมือง
3. พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
4. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการออกเสยี งประชามติ
5. พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยผูต้ รวจการแผ่นดนิ ของรัฐสภา
6. พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทุจริต
7. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวธิ พี ิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหนง่ ทางการเมือง
8. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการตรวจเงินแผ่นดนิ
3.พระราชบัญญัติ คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคําแนะนํา และยินยอมของรัฐสภา โดยสภา
ผูแ้ ทนราษฎรพจิ ารณากอ่ นหากมมี ติไม่เหน็ ชอบกจ็ ะตกไป แต่หากเห็นชอบก็ต้องสง่ ตอ่ ให้ วฒุ ิสภาพิจารณาเปน็ 3 วาระ คือ
วาระที่ 1 : ขน้ั รบั หลักการ
วาระที่ 2 : ขั้นแปรญัตติ (พจิ ารณาเรียงลําดับมาตรา)
วาระท่ี 3 : ขัน้ ลงมติ
ผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว กษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อ
ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา จะมผี ลใช้บังคบั เปน็ กฎหมาย
4.พระราชกําหนด คือ กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ในกรณีท่ีมีความจําเป็นอย่างเร่งด่วนอันอาจ
กระทบตอ่ ความมนั่ คงของประเทศในด้านต่างๆ โดยไมต่ อ้ งผา่ นความเหน็ ชอบจากรัฐสภา
**พระราชกําหนดมักถูกเรียกว่า กฎหมายช่ัวคราว เนื่องจากเม่ือมีการประกาศใช้ไปแล้วจะต้องส่งให้รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติ หาก
รัฐสภาเห็นชอบก็จะเปน็ พระราชกําหนดถาวร ซึ่งมีผลใชบ้ ังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ แต่ถ้ารฐั สภาไมเ่ หน็ ชอบก็เป็นอันตกไป
แต่ไม่กระทบกระเทอื นต่อกจิ การท่ไี ดก้ ระทําไปแล้วระหวา่ งการใช้พระราชกําหนดน้ัน
การอนมุ ตั ิหรอื ไมอ่ นมุ ตั พิ ระราชกําหนด จะมผี ลดังน้คี อื
- กรณีรฐั สภาอนมุ ตั ใิ หพ้ ระราชกําหนดน้ันมีผลใช้บังคบั จะประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติต่อไป
- กรณีสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติพระราชกําหนด แต่วุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรได้ยืนยัน การอนุมัติด้วย
คะแนนเสยี งไม่มากกวา่ ก่งึ หน่งึ ของจาํ นวนสมาชิกทัง้ หมดเท่าทีม่ ีอย่ขู องสภาผู้แทนราษฎร ให้ พระราชกาํ หนดนนั้ ตกไป
- กรณีสภาผู้แทนราษฎร ไม่อนุมัติพระราชกาํ หนดน้ันเป็นอันตกไป แต่ไม่ส่งผลต่อการกระทําใดๆ, ในระหว่างใช้พระราช
กําหนดนัน้
- กรณีสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติพระราชกําหนด แต่วุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการ อนุมัติด้วยคะแนนเสียง
มากกวา่ ก่ึงหน่งึ ของจํานวนสมาชิกทง้ั หมดเท่าที่มอี ยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ใหพ้ ระราช กาํ หนดน้ันมีผลบังคบั ใช้เปน็ พระราชบญั ญัตติ อ่ ไป
ผลบังคบั ใช้เป็นกฎหมาย เม่ือพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาแล้วจะมี
ผลบงั คับใช้เป็นกฎหมาย
5.พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายที่ตราข้ึนโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด จึงมี
ศกั ด์ิท่ีตาํ่ กว่า โดยตราขึ้นเพ่ือกําหนดรายละเอียดต่างๆ ท่กี ล่าวในพระราชบัญญัติหรือพระราชกําหนดให้ชัดเจนขน้ึ เพื่อประโยชน์
ในการบังคับใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายโดยไม่ตอ้ งผา่ นการพิจารณาเหน็ ชอบจากรฐั สภา
สรุ๊ปสรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 39
ผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย เม่อื พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใน ราชกจิ จานุเบกษาแล้ว จึง
มีผลบงั คบั ใชเ้ ป็นกฎหมาย ตัวอย่างพระราชกฤษฎกี าที่สําคัญ เช่น พระราช กกษฎีกายบุ สภาผู้แทนราษฎร และกําหนดวนั เลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2547 เป็นต้น
6.กฎกระทรวง/ประกาศกระทรวง เป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีประจํากระทรวงนั้นๆ ตามพระราชบัญญัติ หรือพระ
ราชกําหนดท่ีให้อํานาจรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง เพื่อให้การดําเนินการเป็นไปตาม กฎหมายแม่บท ส่วนประกาศกระทรวง
นน้ั เปน็ ประกาศท่ีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้ออก โดยไมต่ ้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรีเหมือนกฎกระทรวง จึงเป็น
กฎหมายในลาํ ดับศกั ดิ์ทีต่ า่ํ ที่สุด
ผลบงั คับใช้เป็นกฎหมาย ผู้ตรากฎกระทรวงคือรฐั มนตรีเจา้ กระทรวง จะออกกฎกระทรวง เพื่อใช้ในการบริหารราชการใน
กระทรวงของตน เมอ่ื ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงจะมีผลบงั คับใช้ เปน็ กฎหมาย
7.ข้อบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน มีผลบังคับใช้ภายในท้องถ่ินเท่าน้ันซึ่งได้แก่ ข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร
ขอ้ บญั ญตั เิ มอื งพัทยา ขอ้ บญั ญัติองค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั ข้อบัญญัตอิ งคก์ ารบริหารส่วนตําบล เทศบญั ญัติ
ผลบงั คับใช้เป็นกฎหมาย มผี ลบังคับใชเ้ ปน็ กฎหมายตามวันที่ออกประกาศ คาํ สั่ง ระเบยี บ หรอื ขอ้ บังคบั น้ันๆ หรอื ในวันที่
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
8. ขอ้ บญั ญัตติ า่ งๆ
ความหมาย ข้อบัญญัติต่าง ๆ เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติจังหวัด เทศบัญญัติ และข้อบัญญัติเมือง
พทั ยา มีผลใช้บังคับเฉพาะในทอ้ งถ่นิ แต่ละแห่งเท่าน้นั
ข้อบัญญัติเป็นกฎหมายที่ราชการบริหารส่วนท้องถ่ินเป็นผู้บัญญัติข้ึน โดยอาศัยอํานาจ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การ
บริหารส่วนท้องถิ่น เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร จะออกโดยอาศัย อํานาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เป็นตน้
ผลบงั คับใช้เป็นกฎหมาย ข้อบัญญัติต่าง ๆ จะมีผลบังคบั ใช้เปน็ กฎหมายในกรณดี งั น้ี
- ขอ้ บญั ญตั ิกรุงเทพมหานคร เมอ่ื ประกาศในกรุงเทพกจิ จานุเบกษา
- เทศบัญญัติ เม่ือปดิ ประกาศ ณ สํานักงานเทศบาล
- ขอ้ บัญญัติองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัด เมือ่ ปดิ ประกาศ ณ ศาลากลางจงั หวดั
4.2 กฎหมายแพ่ง
• คือ กฎหมายระหวา่ งบุคคลกับเอกชน หรือเอกชนกบั เอกชน เกี่ยวกับการคา้ และการทาํ สัญญาต่าง
4.2.1 บุคคล
• คือ สถานะที่กฎหมายได้กําหนดสทิ ธแิ ละหน้าที่ตามกฎหมาย แบ่งเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบคุ คล
บุคคลธรรมดา
• เริ่มสภาพบคุ คลต้ังแต่เมือ่ คลอดและอยรู่ อดเปน็ ทารก
• สทิ ธิและหนา้ ท่ีของบุคคลจะเกดิ ข้นึ ไดก้ ต็ อ่ เมือ่ มีสภาพบุคคล
• หากมีหน้ีเกิน 1,000,000 บาท สามารถถกู ฟ้องลม้ ละลายได้
• สนิ้ สุดเมื่อตายหรือศาลสั่งใหเ้ ป็นบุคคลสาบสญู
• การสิน้ สภาพโดยผลของกฎหมาย เรยี กว่า การสาบสูญ
การสาบสญู มาตรา 61
- กรณีปกติ 5 ปี : ถ้าบุคคลใดไดไ้ ปจากภูมลิ ําเนาหรอื ถิ่นที่อยู่ ไมม่ ีใครรู้แน่นอน วา่ บุคคลน้ันยงั มีชีวิตอยูห่ รือไม่
ผมู้ ีส่วนได้เสยี หรือพนกั งานอยั การสามารถร้องขอ ศาลสั่งให้บุคคลนั้นเปน็ คนสาบสญู ได้
- กรณปี ระสบภยั 2 ปี : สูญหายไปหลังสิ้นสุดสงคราม หรือยานพาหนะเดนิ ทางอบั ปาง
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 40
นติ บิ ุคคล
• เร่มิ ตน้ เม่อื จดทะเบยี น หรือ พ.ร.บ. จัดต้ังมผี ลใช้บังคับ
• ส้นิ สุดเมอ่ื ยกเลิกการจดทะเบยี นหรือล้มละลาย
• หากมีหน้ีเกิน 2,000,000 บาท สามารถถูกฟอ้ งลม้ ละลายได้
• นิติบุคคล ได้แก่ กระทรวง กรม วดั หา้ งห้นุ สว่ นจํากัด บริษทั จาํ กัด สมาคม มูลนิธิ คณะบุคคล
**การสมรส การรับรองบตุ ร การรบั เดก็ เปน็ บตุ รบญุ ธรรมนิตบิ คุ คลทําไมไ่ ด้
**ชือ่ สกุล ชือ่ ก่ีพยางคก์ ็ได้ นามสกลุ มีพยญั ชนะไมเ่ กนิ กว่า 10 พยัญชนะ (ยกเวน้ ราชทินนามเก่า)
• บุคคลทกี่ ฎหมายจํากัดความสามารถทํานติ ิกรรม
- ผู้เยาว์ : บคุ คลทย่ี งั ไม่บรรลนุ ิตภิ าวะ (อายไุ ม่ถงึ 20 ปีบริบูรณ์) มีผู้ดูแล คือ ผแู้ ทนโดยชอบธรรม
- คนไร้ความสามารถ : บุคคลวิกลจริตตามคําสง่ั ศาล มผี ูด้ ูแล คอื ผูอ้ นุบาล
- คนเสมือนไร้ความสามารถ : บุคคลทีม่ กี ายนกิ าร จติ ฟัน่ เฟอื น ตดิ สุรา มีผูด้ ูแล คือ ผู้พทิ ักษ์
ผู้เยาว์
ผเู้ ยาว์ คือ บุคคลผยู้ งั ไมบ่ รรลนุ ิติภาวะ อายุยังไม่ครบ 20 ปีบรบิ ูรณ์
• การบรรลนุ ติ ิภาวะมี 2 วิธี
1) เมอ่ื อายคุ รบ 20 ปบี ริบรู ณ์
2) โดยการสมรส เมือ่ ทาํ การสมรสใน 2 กรณี
• ชาย หญิง มีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ จดทะเบียนสมรสตาม กฎหมาย หากเป็นผู้เยาว์บิดามารดาต้องให้ความ
ยนิ ยอม
• ศาลอนุญาตให้ทําการสมรส กรณีท่ีชายหรือหญิงมีอายุไม่ ครบ 17 ปีบริบูรณ์ เช่น หญิงเกิดตั้งครรภ์ในขณะ
อายุ 15 ปี
• ความสามารถของผเู้ ยาว์
1. ผเู้ ยาวถ์ กู จาํ กดั ความสามารถ
2. ผเู้ ยาวจ์ ะทาํ นิตกิ รรมใดๆต้องขอความยินยอมจาก “ผแู้ ทนโดย ชอบทํา” เสยี กอ่ น
3. หากฝา่ ฝนื นิติกรรมยอ่ มตกเปน็ “โมฆยะ”
• ผ้เู ยาวส์ ามารถทาํ นิติกรรมได้เอง มี 5 ประการ
1. เปน็ ประโยชนแ์ กผ้เู ยาว์ฝ่ายเดียว เช่น รบั การใหโ้ ดยเสนห่ า
2. ผ้เู ยาว์ตอ้ งทําเองเฉพาะตวั เช่น จดทะเบียนรบั รองบุตร
3. นติ ิกรรมท่สี มควรแก่ฐานานรุ ปู และจาํ เปน็ ในการดํารงชีพ เช่น ซื้ออาหาร อปุ กรณ์การเรียน
4. ทาํ พินัยกรรมเมอ่ื ผู้เยาวม์ ีอายุ 15 ปบี รบิ รู ณ์
5. ทาํ ธรุ กจิ การค้าหรอื การเป็นลูกจ้าง โดยได้รบั ความยนิ ยอมจาก บิดามารดาแล้ว
• คนไร้ความสามารถ
1. คือ คนวิกลจรติ จติ ผิดปกติ ขาดความสามารถ
2. ตอ้ งรอ้ งขอต่อศาลให้สง่ั เป็น “คนไรค้ วามสามารถ”
3. ถา้ ศาลยังไม่สั่ง จะเรียกวา่ “คนวกิ ลจริต”
4. จดั ใหอ้ ยูใ่ นความดแู ลของ “ผ้อู นบุ าล”
5. ทาํ นติ ิกรรมใดๆ ไมไ่ ดเ้ ลย (ถ้าฝา่ ฝนื หรือแม่จะขอยนิ ยอมจากผู้ อนุบาล ก็เป็นโมฆียะ)
สร๊ปุ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หน้า 41
6. ตอ้ งใหผ้ ้อู นบุ าลทาํ แทนเทา่ น้ัน
คนเสมอื นไร้ความสามารถ
1.คนที่ทาํ การงานของตนเองไมไ่ ด้ เพราะร่างกายพกิ าร หรอื จิตฟนั เฟือนไมส่ มประกอบ
2.ประพฤตสิ ุรยุ่ สุร่าย ไมส่ ามารถปกครองตนเองได้ เชน่ ตดิ สุรา หรือส่ิงเสพติด ตดิ การพนนั
3.เสเพเปน็ อาจิณ ไมม่ รี ายได้ พุ่มเฟอื ย มีหนส้ี ินล้นพ้นตัว
4.คู่สมรส บพุ การี ผู้สบื สันดานหรอื พนกั งานอัยการ รอ้ ง ของให้ส่งั เปน็ คน “เสมือนไร้ความสามารถ”
5.อยู่ในความดูแลของ “ผพู้ ิทกั ษ”์
6.ยังทํานิติกรรมได้ด้วยตนเอง ยกเว้น นิติกรรมท่ีมีความสําคัญ เช่น สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สัญญากู้
เงนิ หากยนิ ยอมจากผ้พู ทิ กั ษ์กอ่ น มิฉะนน้ั นิติกรรมสัญญานั้นจะตกเปน็ โมฆียะ
ภมู ลิ าํ เนาของบุคคล
1. ของสามภี รรยา ถิ่นทอี่ ยู่กินดว้ ยกนั ฉันสามภี รรยา
2. ของผ้เู ยาว์ คอื ภมู ลิ ําเนาผแู้ ทนโดยชอบธรรม หรอื ผู้ปกครอง
3. คนไร้ความสามารถ ไดแ้ ก่ ภมู ลิ ําเนาของผูอ้ นบุ าล
4. ของข้าราชการ ได้แก่ ทท่ี ํางานตามตําแหนง่ หน้าที่
5. ของนกั โทษ ไดแ้ ก่ เรอื นจาํ หรอื คุก
6. ของนติ บิ ุคคล ได้แก่ ที่ต้ังสาํ นักงานใหญ่ หรือทต่ี ้ังท่ีทําการ หรือ ตามขอ้ บงั คับของหมน้ั เป็นสินสว่ นตวั หญิง
4.2.2 การทําบัตรประชาชน
• บัตรประชาชน : บัตรประจําตวั ของคนท่มี ีสญั ชาตไิ ทย เอาไว้ใชแ้ สดงตน
คณุ สมบัติผู้ขอมีบัตร
- บคุ คลผ้มู สี ัญชาติไทย อายุ 7 ปีบริบูรณ์ แตไ่ ม่เกิน 70 ปี
- มีชือ่ ในทะเบยี นบา้ น
- บคุ คลต่างดา้ วท่ีได้สัญชาตไิ ทย หรือศาลส่งั ใหไ้ ดส้ ญั ชาติไทย
- บคุ คลที่เพม่ิ ชือ่ ในทะเบยี นบ้าน
- บคุ คลทีไ่ มต่ ้องมบี ตั ร : พระภกิ ษุ สามเณร นักบวช คนนิการ (เดินไมไ่ ด้เป็นใบ้ ตาบอดทง้ั สองข้าง) จิตฟนั เฟอื น
ไมส่ มประกอบ
การขอมีบตั รประชาชน
- บัตรประชาชนมีอายุ 8 ปี นับตั้งแต่ปีท่ีออกบัตร โดยจะหมดอายุในวันก่อนวันเกิดเท่าน้ัน ไม่ได้หมดอายุใน 8 ปีนับ
จากวันทีไ่ ปทํา เชน่ เจ้าของบตั รเกดิ วนั ท่ี 30 มิ.ย. ไปทาํ บตั รประชาชนเมอื่ วันท่ี 15 มิ.ย. 60 บัตรจะหมดอายวุ นั ที่ 29 มิ.ย. 2568
- กรณีถ้าบัตรหมดอายุ ผู้ถือบัตรเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลใหม่ หรือบัตรชํารุดเสียหาย ต้องขอมีบัตรใหม่ภายใน
60 วนั
- ผู้ถอื บัตรทมี่ อี ายคุ รบ 70 ปีบรบิ ูรณใ์ ห้ใชบ้ ัตรใบเดิมต่อไปตลอดชีวติ ไมต่ อ้ งทาํ บัตรใหม่
บทลงโทษ
- หากถ้านั้นกาํ หนดระยะเวลาขอมีบัตรแวว้ ยังไมท่ ําบตั ร ต้องไดร้ บั โทษปรับไม่เกิน 500 บาท
- ปลอมบตั รประชาชนตอ้ งได้รบั โทษจาํ คุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรบั ตง้ั แต่ 20,000
- 200,000 บาท หรอื ทัง้ จําทั้งปรบั
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หน้า 42
4.2.3 นิติกรรมสญั ญา
กฎหมายแพง่ เก่ยี วกับนิติกรรมสัญญา นิตกิ รรม หมายถึง การใดๆ อันทาํ ลง โดยชอบดว้ ยกฎหมายและด้วยใจ
สมคั รฝูงโดยตรงตอ่ การผูกมิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพอ่ื จะกอ่ ให้เกดิ การเคลอื่ นไหวแหง่ สทิ ธิ การทํานติ ิกรรมกฎหมาย
กาํ หนดข้อห้ามไว้ 3 ประการ คือ
1) วัตถุประสงคข์ ัดตอ่ กฎหมาย
2) นติ กิ รรมขดั ตอ่ ความสงบเรยี บร้อยของบ้านเมอื ง และ
3) วัตถปุ ระสงคเ์ ป็นการพน้ วิสยั
• นิติกรรม : การกระทําตามกฎหมายโดยสมัครใจ สามารถกระทําฝ่ายเดียว สองฝ่ายก็ได้เป็น เปลี่ยนแปลง
โอน สงวน หรือระงับสทิ ธิ์
• สญั ญา : การทํานติ ิกรรมที่เกดิ จากความสมัครใจของสองฝ่าย
• นิติกรรมฝ่ายเดียว : การแสดงเจตนาของบุคคลคนเดียว เช่น การจัดตั้งมูลนิธิ, การทําพินัยกรรม,การผอ่ น
ชาํ ระหนี้
• นิติกรรมสองฝ่าย : การแสดงเจตนาของบคุ คลสองฝ่าย เช่น สัญญาซ้อื ขาย สัญญากู้ยืม
• ทรัพย์สิน : วัตถุมีรปู รา่ งและไมม่ ีรปู รา่ ง สมั ผัสไมไ่ ด้แตม่ ีราคา เชน่ ลขิ สิทธ์ิ ธนบตั รเครื่องหมายการคา้
• สังหาริมทรัพย์ : ทรัพย์ทขี่ นยา้ ย เคล่ือนทีไ่ ด้ เช่น ทองคํา รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ
• สังหาริมทรพั ย์พิเศษ : เรือกําปั้นระวาง 6 ตันข้ึนไป เรือกลไฟหรือเร็วยนต์ 5 ตันขึ้นไป สัตว์นาหนะ 6 ประเภท
(ชา้ ง มา้ วัว ควาย วา ล่อ) แพท่ีอยูอ่ าศยั
• อสังหาริมทรัพย์ : ทรัพย์วันยดึ ติดกับท่ีดิน เช่น ไมย้ ืนตน้ บ้านเรอื น สะพาน กรรมสิทธิ์ท่ีดนิ ทรัพย์ท่ีประกอบ
เป็นอันเดียวกับทด่ี นิ นับเปน็ อสังหาริมทรพั ย์ เชน่ แม่น้ํา แร่ธาตุ กรวด ทราย
4.2.4 ความบกพรอ่ งของนิตกิ รรม
1) โมฆะกรรม : นติ กิ รรมทไ่ี ม่มีผลตามกฎหมายตั้งแตต่ น้ (เสียเปล่าตง้ั แต่เร่มิ ตน้ )
• มวี ัตถปุ ระสงค์เป็นการตอ้ งห้ามชัดแจง้ โดยกฎหมาย เชน่ การทําสญั ญาจ้างวานฆ่า การทําสัญญาซ้ือขายยา
เสพตดิ การทาํ สัญญายืมอาวุธเพือ่ ใชใ้ นการกระทาํ ความผิด การสมรสซอ้ น เปน็ ตน้
• มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย เช่น การทําสัญญาซ้ือขายแสงอาทิตย์ เป็นต้นมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อ
ความสงบเรียบรอ้ ยหรอื ศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น การทาํ สัญญาแลกเปลย่ี นภรรยา เป็นต้น ฯลฯ
2) โมฆียกรรม : นิติกรรมที่สมบูรณ์จนกระทั่งถูกบอกอ้างจากผู้มีอํานาจนิติกรรมที่มีผลบังคับตามกฎหมาย จนกว่าจะ
ถูกบอกล้าง และหากมีการบอกล้างจะตกเป็นโมฆะต้ังแต่เริ่มต้น แต่หากมีการให้สัตยาบัน นิติกรรมน้ันจะสมบูรณ์ไม่
สามารถบอกล้างภายหลังไดอ้ กี ไดแ้ ก่
- การทาํ นิติกรรมของผ้ถู กู จาํ กดั ความสามารถ เช่น ผ้เู ยาว์ คนไร้ความสามารถ และคนเสมอื นไรค้ วามสามารถ
- การแสดงเจตนาทํานิตกิ รรมเพราะถูกกลฉ้อฉล
- การแสดงเจตนาทาํ นิตกิ รรมเพราะถูกข่มขู่ ฯลฯ
4.2.5 สัญญา
สญั ญาซื้อขาย
คือ “ผู้ขาย” โอนกรรมสทิ ธิ์แหง่ ทรพั ย์สนิ ใหแ้ ก่ “ผซู้ อ้ื ” และผ้ซู ้อื ตกลงจะใช้ราคาทรพั ยส์ นิ นน้ั แก่ผู้ขาย
1. ลักษณะของสัญญาซื้อขาย
1) มคี ู่สญั ญา 2 ฝ่าย คือ ผูข้ ายและผูซ้ ้อื
2) ผขู้ ายตกลงโอนกรรมสิทธิใ์ นทรัพย์สนิ ของตนใหแ้ กผ่ ู้ซ้ือ
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 43
3) ผูซ้ ้ือตกลงทจ่ี ะชาํ ระราคาเปน็ การตอบแทน
4) วตั ถสุ ําคัญคือ “ทรพั ย์สนิ ”
2. แบบของสญั ญาซ้อื ขาย
1) สัญญาซ้ือขายอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ได้แก่ เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มีระวางห้า
ตันขึ้นไป, เรือกําป่ันหรือเรือมีระวาง หกตันข้ึนไป, แพและสัตว์พาหนะ ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน
เจ้าหนา้ ที่ หากไม่ทําตกเป็นโมฆะ
2) สัญญาซ้ือขายสังหาริมทรัพย์ท่ีมีราคาตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้น ไป ต้องทําหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือช่ือฝ่าย
ท่ีต้องรับผิด หรือวางมัดจํา หรือชําระหนี้บางส่วน หากไม่ทําหรือไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ แต่ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่
อย่างใด
• สญั ญาขายฝาก
• เปน็ การทําสญั ญาซื้อขายอยา่ งหนึ่ง ซง่ึ กรรมสิทธใิ์ นทรพั ย์ เปน็ ของผ้ซู อื้ แล้ว
• โดยมเี งอ่ื นไขขอ้ ตกลงวา่ ผู้ขายฝากมสี ิทธิไถเ่ อาทรัพย์ของตนเอง
• แต่ถา้ พ้นเวลาที่กําหนดไปแล้วผ้ขู ายฝากไม่มาไถค่ นื ทรพั ยส์ ินที่ ขายฝากจะตกเปน็ ของผู้ซ้ือ
• สาระสําคญั ของสญั ญาขายฝาก มีดังนี้
1) ถ้าเปน็ อสังหารมิ ทรพั ย์ กาํ หนดระยะเวลาไมเ่ กิน 10 ปี
2) ถา้ เป็นสงั หาริมทรพั ย์ กาํ หนดระยะเวลา ไมเ่ กนิ 3 ปี
3)วิธกี ารไถท่ รพั ย์คืน กม.ให้ผ้ขู ายฝากนาํ เงนิ ค่าไถไ่ ปวางไว้ที่ สาํ นกั งานวางทรพั ย์ได้
• สัญญาเชา่ ทรพั ย์
ผใู้ ห้เชา่ ตกลงใหผ้ เู้ ชา่ ได้ใชป้ ระโยชน์ในทรพั ยส์ ินตามกาํ หนดเวลาท่ตี กลงกนั ไว้
1) ผเู้ ช่าตกลงจะให้ค่าเชา่ แก่ผู้ให้เชา่
2) เป็นสัญญาต่างตอบแทนไมม่ ีการโอนกรรมสทิ ธ์ใิ นทรัพยส์ ิน
3) เชา่ สงั หาริมทรพั ย์ เช่านานเพยี งใดกไ็ ด้
4) เช่าอสงั หาริมทรัพย์ ใหเ้ ชา่ ไดไ้ ม่เกนิ 30 ปี
5) หากผู้เชา่ ตาย สัญญาเช่าย่อมระงบั
6) การเช่าอสังหาริมทรัพย์ เกินกว่า 3 ปี ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่ทําจะ
ฟอ้ งรอ้ งกันได้เพยี ง 3 ปเี ทา่ น้นั
7) การเช่าสงั หารบิ ทรัพย์ ฟอ้ งร้องบงั คับคดีไดโ้ ดยไมต่ อ้ งมีหลักฐานเป็นหนงั สือ
• การเชา่ ซื้อ
1) การเช่าซ้ือ เปน็ การทาํ สัญญาเช่าส่วนหนึง่
• ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้เช่าจะ ต้องชําระเงินให้แก่เจ้าของทรัพย์น้ันเป็นงวดๆจน
ครบตามท่กี ําหนด
• เช่น สญั ญาเช่าซ้อื บ้านจัดสรร อาคารพาณชิ ย์ และรถยนต์ - เปน็ ตน้
• กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินน้ันยังเป็นของผู้ให้เช่าอยู่ จนกว่าผู้เช่า ซ้ือจะชําระเงินค่างวดจนครบแล้วจึงจะได้
กรรมสิทธิเ์ ปน็ ของตน
สรุป๊ สรปุ สังคมศกึ ษา
หน้า 44
2) หลักเกณฑ์เงอ่ื นไขของสญั ญาเชา่ ซือ้ ทส่ี าํ คญั
• จะตอ้ งทําเปน็ หนังสือสญั ญา จะตกลงกนั ดว้ ยวาจาไม่ได้ มฉิ ะนนั้ จะเปน็ โมฆะ
• ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชําระเงินค่าเช่าซ้ือ 2 งวดติดๆ กัน เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญา
ได้ และนาํ ทรัพยส์ ินน้ันกลบั มาเปน็ ของตนตามเดิม
สัญญากูย้ มื เงิน
1) คือ ผู้ให้ยืมส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ในเงินจาํ นวนหน่ึงให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงจะคืนเงินในจาํ นวนท่ีตนได้
รับมาใหแ้ กผ่ ใู้ ห้ยมื
2) เกินกว่า 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ หากไม่ทําก็ไม่ตกเป็นโมฆะหรือโมฆยะ
หรอกนะ แตจ่ ะฟอ้ งรอ้ งบังคับคดกี ันไม่ได้
3) ห้ามคิดดอกเบย้ี เกินร้อยละ 15 ต่อปี (รอ้ ยละ 1.25 ต่อเดอื น) หาก เกินดอกเบ้ียนนั้ เปน็ โมฆะ ผ้ใู หย้ มื จะเรยี ก
ดอกเบย้ี ไมไ่ ดเ้ ลย แต่เรียกคืนเงนิ ตน้ ได้อยู่
4) ห้ามคดิ ดอกเบ้ียทบตน้ คือการคิดดอกเบยี้ จากดอกเบีย้
5) กรณไี มไ่ ด้กําหนดดอกเบ้ียกันไว้ กฎหมายใหค้ ดิ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อไป
6) อายคุ วามฟอ้ งรอ้ ง ภายใน 10 ปี นับแต่วันท่ีถึงกําหนดชําระเงิน
• สัญญาจํานอง
• การนําทรัพย์สินของตนไปไว้กับบุคคลหนึ่ง เพื่อเป็นการประกัน การชําระหน้ีโดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินน้ัน
ให้แกบ่ ุคคลนั้นแต่อยา่ งใด
• ต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าไมท่ าํ เป็นโมฆะ
• ทรพั ย์สินที่จาํ นองได้ คอื อสังหารมิ ทรัพย์ทกุ ชนดิ และสังหาริมทรพั ย์ ชนดิ พิเศษ
• สัญญาจํานํา
• คือ การนําสงั หาริมทรพั ย์ของตนไปไว้กับบคุ คลหน่งึ เพ่ือเป็นการ ประกันการชําระหนี้
• ต้องสง่ มอบทรัพย์สินนน้ั ให้ไว้แก่บุคคลน้นั (ผู้รบั จํานํา)
• ตอ้ งไปไถ่เอาทรัพยท์ ี่จํานาํ ไวภ้ ายในระยะเวลาท่กี าํ หนดลักษณะสําคัญของการจํานาํ
• ทรพั ยส์ ินท่ีนํามาจาํ นาํ จะตอ้ งเปน็ “สงั หารมิ ทรพั ย์” หรอื ทรัพยท์ ่ี เคล่อื นที่ได้เท่านน้ั
• เช่น แหวน สร้อยคอทองคาํ โทรทศั น์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
• ต้องสง่ มอบสังหารมิ ทรัพย์ท่ีจาํ นาํ ใหก้ บั ผรู้ ับจาํ นําด้วยสัญญาจ้าง แรงงาน
• คอื ลกู จา้ งตกลงทํางานใหก้ ับนายจ้าง
• ตกลงกันด้วยวาจาก็สมบูรณ์
• เนน้ ทแ่ี รงงาน เปน็ หลกั
• นายจา้ งมอี าํ นาจบงั คบั บัญชาลกู จา้ ง
• มีขอ้ พพิ าทตอ้ งฟอ้ งศาลแรงงาน
• สัญญาจ้างทําของ
• ผู้รับจา้ งตกลงรบั จะทําการงานให้สําเร็จแก่ผ้วู ่าจ้าง
• ตกลงกนั ด้วยวาจาก็สมบูรณ์
• เนน้ ทผ่ี ลสําเรจ็ ของงานเปน็ สําคญั
• นายจา้ งไม่มอี ํานาจบงั คบั บญั ชาลูกจ้าง/มขี อ้ พิพาทตอ้ งฟอ้ งศาลแพ่ง ศาลจังหวดั ศาลแขวง
สรุ๊ปสรุป สังคมศกึ ษา
หน้า 45
กฎหมายครอบครัว
1) การหมน้ั เปน็ สญั ญาที่ชาย-หญิงตกลงท่จี ะสมรสกนั
- ชายและหญิงทําการหมนั้ ได้เมอ่ื อายุ 17 ปขี ึ้นไป มิฉะน้นั จะเป็นโมฆะ
- หากชายและหญิงมีสถานะเปน็ ผู้เยาว์ต้องได้รับความยนิ ยอมจาก บิดา-มารดา
- การหมั้นจะสมบูรณ์เม่ือฝ่ายชายส่งมอบของตนจะใช้ฝ่ายหญิงยอะ ส่ิงของดังกล่าวตกเป็นสิทธ์ิแก่หญิง การ
ยนิ ยอมจากบดิ ามารดาหรอื ผู้ปกครองกอ่ น
- ของหมน้ั มีลกั ษณะดังน้ี
1. เปน็ ทรพั ยส์ นิ เชน่ เงนิ ทองคาํ
2. ฝา่ ยชายมอบให้ฝ่ายหญิง
3. ให้ในเวลาทต่ี กลงกนั ไว้
4. เปน็ หลักฐานการสมรส
***กรณีไม่มีการสมรส ฝ่ายหญิงผิดต้องคืนให้ฝ่ายชาย แต่ถ้าฝ่ายชายผิดหรือเสียชีวิต ของหม้ันจะตกเป็นของ
ฝา่ ยหญิงจะ สินสอด : ของทฝี่ า่ ยชายมอบให้บิดามารดาของฝ่ายหญิง
***กรณไี มม่ ีการสมรส ฝ่ายชายสามารถเรยี กคืนได้**
2) การสมรส
- ชายและหญงิ ตอ้ งมีอายุ 17 ปขี ้ึนไป
- ไม่เปน็ บุคคลวิกลจริต ไมเ่ ป็นญาติสบื สายโลหิต ไมม่ คี ่สู มรสอยู่ก่อนแล้ว
- หญิงหมา้ ยจะทาํ การสมรสใหม่ได้เมื่อการสมรสเดิมส้นิ สดุ ไปแลว้ อย่างนอ้ ย 310 วัน
- การสมรสจะมผี ลสมบูรณ์เมอ่ื ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกัน
- การสมรสจะส้นิ สดุ เมือ่ มกี ารจดทะเบียนหย่า ฟอ้ งหยา่ ศาลพิพากษาให้เป็นโมฆะ และการตาย
3) ความสัมพนั ธ์ในครอบครวั
- สามแี ละภรรยาตอ้ งช่วยเหลอื อปุ การะกนั
- บตุ รมีสิทธิใช้นามสกลุ และรับมรดกจากบดิ า
- บิดามารดาต้องอุปการะบตุ รจนบรรลชุ ิตภิ าวะ
- บตุ รไมส่ ามารถฟ้องบุพการีได้
- บุคคลรับบุตรบุญธรรมได้เมื่ออายุมากกว่า 25 ปี และแก่กว่าบุตรบุญธรรม 15 ปี บุตรบุญธรรมมีสิทธิ
เชน่ เดียวกับบุตร
- บุตรในสมรส คอื บุตรทีบ่ ดิ ามารดาจดทะเบยี นสมรสกัน
- บุตรนอกสมรส คือ บุตรทบี่ ดิ ามารดาไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั แต่บดิ าจดทะเบียนรบั รองบุตร
- บตุ รนอกกฎหมาย คอื บตุ รทีบ่ ิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกนั และบิดาไม่จดทะเบยี นรบั รองบุตร
- บตุ รเปน็ บตุ รทีช่ อบดว้ ยกฎหมายของมารดาเสมอ
4) การหยา่ จะกระทาํ ไดโ้ ดยความยนิ ยอมของสองฝ่ายหรือโดยคําพพิ ากษาของศาล
5) มรดก หมายถงึ ทรพั ย์สนิ ทกุ ชนิดของผตู้ าย ตลอดท้ังสทิ ธิ หนา้ ที่ ผละความรบั ผดิ ชอน การไดร้ ับมรดกมีสาเหตดุ งั นี้
- เจา้ มรดกตาย โดยหวั ใจหยุดเต้นละสมองไม่ทาํ งาน
- เจา้ มรดกลูกศาลส่ังให้เป็นบุคคลสาบสญู โดยมีเงอื่ นไข คอื
(1) เหตปุ กติ เม่อื บุคคลหายไปจากภูมิลาํ เนาหรอื ถิ่นทอ่ี ยโู่ ดยไมม่ ใี คร รู้เป็นเวลา 5 ปี
(2) เหตพุ ิเศษ
สรุป๊ สรปุ สังคมศึกษา
หนา้ 46
- บุคคลหายไปในการรบหรอื สงคราม 2 ปี นับแตส่ งครามส้นิ สดุ
- บคุ คลเดนิ ทางไปกับยานพาหนะแลว้ ยานพาหนะอับปางและ สญู หายไปเป็นเวลา 2 ปี
- บคุ คลท่ตี กอย่ใู นอนั ตรายและสญู หายไป 2 ปี
6) ทายาท หมายถึง บุคคลทีม่ ีสิทธจิ ะไดร้ ับมรดกของผู้ตาย
(1) ทายาทโดยพิชยกรรม คือ ผ้มู สี ทิ ธริ บั มรดกตามพนิ ยั กรรมที่ไดร้ ะบุ
(2) ทายาทโดยธรรม เม่อื เจ้าของมรดกไม่ได้ทาํ พินยั กรรมไว้ มรดกจะตกแก่ทายาทโดยธรรม ได้แก่
- ผสู้ บื สันดาน คอื ผู้สบื สายตรง เช่น ลกู หลาน เหลน
- บิดามารดา
- พ่นี ้องร่วมบิดามารดาเดียวกนั
- พี่น้องร่วมบิดาหรือรว่ มมารดาเดยี วกนั
- ปู่ ยา่ ตา ยาย
- ลุง ปา้ นา้ อา
ทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกตามลําดับ หากมีทายาทโดยธรรมใน ลําดับใดแล้ว ทายาทในลําดับถัดไปไม่มีสิทธิรับ
มรดก เว้ยแตท่ ายาทโดยธรรมในลําดับ 2 มีสิทธิรับมรดกรว่ มกับทายาทโดยธรรมในลําดับ 1 นอกจากนี้ คู่สมรสถอื ว่าเป็นทายาท
โดยธรรม ถ้าคู่สมรสมสี นิ สมรส ใชแ้ บง่ มรดกแก่คูส่ มรสคร่งึ หนึ่ง อกี ครึ่งหนึง่ จะตกเปน็ กองมรดกเพื่อแบ่งใหท้ ายาทโดยธรรม
กฎหมายมรดก
• มรดก : ทรพั ยส์ นิ ของผตู้ าย รวมทัง้ สทิ ธ์ิและความรบั ผิดชอบต่างๆ
• ทายาทผ้รู บั มรดก : ทายาทตามทผ่ี ตู้ ายระบใุ นพินัยกรรม
• ทายาทโดยธรรม : บคุ คลทม่ี สี ิทธไ์ิ ด้รับมรดกตามกฎหมาย มี 6 ลาํ ดับ เวลาพจิ ารณารบั มรดกจะดตู ามลําดบั
ลําดบั ที่ 1 ผูส้ บื สนั ดาน (ลูก)
ลาํ ดับที่ 2 บดิ ามารดา (พอ่ แม)่
ลําดบั ท่ี 3 พี่น้องร่วมบิดามารดา (นอ้ งพอ่ แมเ่ ดียวกนั )
ลําดับที่ 4 พน่ี ้องร่วมบดิ าหรือมารดาเดยี วกัน (พี่น้องท่เี กิดจากพอ่ หรอื แม่เดียวกนั )
ลาํ ดับท่ี 5 ปู่ยา่ ตายาย
ลําดับท่ี 6 ลงุ ป้าน้าอา
**แผนผังแสดงผู้มสี ทิ ธริ ับมรดก**
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศึกษา
หน้า 47
7) พินัยกรรม หมายถึง นิติกรรมซ่ึงบุคคลแสดงเจตนากําหนดการเมื่อตาย ในเรื่องทรัพย์สินของตนอันจะเกิดเป็นผล
บังคับตามกฎหมายเมื่อตนตายแล้ว บุคคลจะทํา พินัยกรรมได้ต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ
พินัยกรรมมี 2 แบบ คือ เขียนของไม่ต้องมีพยาน แบบพิมพ์ต้องมีพยานเซ็นช่ือ กรณีมีพินัยกรรมหลาย ฉบับให้ดูวันท่ีทํา
พนิ ัยกรรมล่าสดุ
การรับรองบุตร :
บุตร = ลกู มี 3 ประเภท
1. บตุ รชอบด้วยกฎหมาย
2. บตุ รนอกกฎหมาย
3. บตุ รบญุ ธรรม
• บุตรชอบดว้ ยกฎหมาย
บุตรในสมรส (ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรสกัน) และบุตรนอกสมรส (ลูกท่ีเกิดจากพ่อแม่ท่ีไม่ได้ จดทะเบียน
สมรสกนั )
บุตรนอกกฎหมาย : ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ท่ีไม่ได้จดทะเบียนสมรรกัน ถ้าพ่อไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ลูกจะอยู่ในความ
คุ้มครองของแม่ เพยี งฝ่ายเดียว ไมม่ ีสทิ ธ์ิเรียกคา่ เลย้ี งดจู ากฝา่ ยบอ่ แตส่ ามารถรับมรดกของพอ่ ได้ ถา้ คนอน่ื รบั รู้ว่าเปน็ ลกู
บตุ รบญุ ธรรม : ลกู ของคนอ่นื แตจ่ ดทะเบยี นรบั เป็นลกู ตวั เอง ผขู้ อรบั บตุ รบญุ ธรรมต้องมีอายุไมต่ ํ่ากว่า 25 ปี และมอี ายุ
มากกวา่ บุตรบญุ ธรรม อย่างน้อย 15 ปี
4.3 กฎหมายอาญา
• คอื ขอ้ บังคบั เกี่ยวกับความผิดต่อชวี ติ และทรพั ยส์ นิ ตอ้ งบญั ญตั ไิ วเ้ ป็นลายลกั ษณอ์ กั ษรเท่าน้ัน เปน็ กฎหมาย
ทีไ่ มม่ ผี ลย้อนหลัง ต้องตคี วามอย่างเครง่ ครดั
4.3.1 ความผดิ อาญา
1) ความผดิ อาญาแผ่นดิน : คดีที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และความปลอดภยั ของประชาชนส่วนใหญ่
2) ความผิดอาญายอมความได้ : โดนบังคับใหท้ ําความผิด หรือทําความผิดไปโดยไม่รู้
3) ความผิดอาญาแบบลหุโทษ : ความผิดเล็กน้อย มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000
บาท หรือทงั้ จาํ ท้งั ปรบั (อาญามาตรา 368)
ความผดิ ตอ่ สว่ นตวั (อันยอมความได้) ผู้เสียหายได้รับผลร้ายโดยตรง
1) ต้องมคี ําร้องทุกขข์ องผูเ้ สียหาย
2) ผเู้ สียหายตอ้ งร้องทุกข์ภายใน 3 เดอื น นบั แต่ กระทาํ ความผดิ
3) ผู้เสยี หายยอมความเพื่อระงับคดีได้
4) เช่น บกุ รุก ฉ้อโกง ยักยอก หมิน่ ประมาท
โทษทางอาญา 5 ประการ (อาญามาตรา 18)
1. ประหารชีวติ (โดยการฉีดยาหรือสารพษิ )
2. จาํ คกุ (อยู่ในเรือนจาํ )
3 กักขัง (ทส่ี ถานีตํารวจ )เปน็ กรณที ่ีไม่มเี งินชาํ ระค่าปรบั
4. ปรับ (ตอ้ งชําระเงิน)
5 ริบทรพั ยส์ ิน (ที่เกย่ี วข้องกบั การกระทําผดิ ) เชน่ ธนบัตรปลอม ยาเสพติด อาวธุ เถ่อื น
สรุ๊ปสรุป สงั คมศึกษา
หนา้ 48
ความรับผิดทางอาญา
1. การกระทําความผิดด้วยความจาํ เป็น (อาญามาตรา 67)
- กฎหมายยกเวน้ โทษ
- ผู้กระทาํ จะมคี วามผดิ แตไ่ ม่ต้องรับโทษ
- เหตุยกเว้นโทษอ่นื ๆ เชน่
**เดก็ อายไุ มเ่ กิน 10 ปี ทาํ ผิด เดก็ ไมต่ อ้ งรับโทษ
**เดก็ อายุเกิน 10 ปี แต่ไม่เกนิ 15 ปี ทาํ ผิด เดก็ ไมต่ อ้ งรบั โทษศาลอาจใช้มาตรการสําหรับเดก็
**คนวิกลจรติ ทําผิด หรอื ผูม้ ีนเมาไมร่ ้ตู ัว ทาํ ผิดไม่ตอ้ งรบั โทษ
**ความผิดเก่ียวกับทรัพยร์ ะหวา่ งสามีภรรยา เชน่ สามีลักทรพั ย์ภรรยา ไม่ต้องรับโทษ
2.การปอ้ งกนั ตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย (อาญามาตรา 68)
- สําหรับภยนั ตรายท่ีใกลจ้ ะมาถงึ
- กฎหมายยกเว้นความผดิ การกระทาํ นั้นย่อมไมเ่ ปน็ ความผิด
- ผ้กู ระทําไม่ต้องรับผดิ ในทางอาญา ไมต่ ้องรับโทษสาํ หรบั การกระทําน้นั ไมร่ กู้ ฎหมายผิดหรอื ไม่
อาญามาตรา 64 บญั ญัตวิ า่ บุคคลจะแกต้ วั ว่าไม่ร้กู ฎหมาย เพื่อใหพ้ น้ จากความรับผดิ ทางอาญาไมไ่ ด้
1) กฎหมายสันนฐิ านว่าทุกคนต้องรู้กฎหมาย
2) แต่ศาลอาจอนุญาตใหพ้ ิสจู น์วา่ ผนู้ ั้นไม่รู้จริงๆ เชน่ ชาวป่า ชาวเขา
3) ถ้าศาลเชอื่ ว่าผูก้ ระทาํ ไม่รวู้ า่ มีกฎหมายบัญญตั ิไว้ ศาลอาจลงโทษน้อยลงกวา่ เดิม
พยายามกระทาํ ความผิด
1. มเี จตนา
2. ได้ลงมือกระทําความผิดแล้ว
3. กระทําไปไมร่ อด หรือกระทาํ ไปแล้วไมบ่ รรลผุ ล
4. ตอ้ งรบั โทษ 2 ใน 3 สว่ น
5. ถ้าพยายามในส่ิงท่ีเปน็ ไปไมไ่ ดอ้ ย่างแนแ่ ท้ รับโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง
6. ถา้ ผนู้ น้ั ยังยัง้ กลบั ใจได้ ไมใ่ ห้การกระทํานนั้ บรรลุผล จะมีความผิดฐานพยายามทาํ ผิด แต่ไม่ตอ้ งรับโทษ
ตวั การผใู้ ช้ผู้สนับสนนุ
1. ตวั การ คือ ผ้ทู ี่ได้ร่วมกระทําความผิดต้ังแต่ 2 คนข้นึ ไป
2. ผู้ใช้ คือ ผกู้ อ่ ให้ผอู้ น่ื กระทําความผดิ โดยใชบ้ ังคับ ขู่เขน็ จา้ งวาน ยุยงส่งเสริม
- ถา้ ความผิดสาํ เรจ็ ผู้ใช้ รับโทษเท่ากับตัวการ
- ถา้ ความผิดไม่สําเร็จ หรอื ผู้ถกู ใชก้ ลบั ใจ ผู้ใช้รับโทษเพยี ง 1 ใน 3
3. ผสู้ นับสนุน คอื ผชู้ ่วยเหลือหรอื ให้ความสะดวก
- รับโทษ 2 ใน 3 ของความผิด
ความผิดเก่ยี วกับทรัพย์
1. ลกั ทรพั ย์
• การเอาทรพั ยข์ องผ้อู ื่นหรือผ้อู ่ืนเป็นเจ้าของร่วมอย่ดู ว้ ยไปโดย ทุจรติ (ขโมย)
• ความผดิ สาํ เร็จเมอื่ ทรัพยเ์ คล่ือนทีไ่ ปจากเดิม
• เอาทรัพย์ไปแลว้ นาํ มาคืนยอ่ มเป็นความผดิ สําเร็จแล้ว
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 49
2. วงิ่ ราวทรพั ย์
• ลกั ทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซง่ึ หนา้
• ผู้ครอบครองรู้ถงึ การฉกฉวยผู้กระทํามีความผิด
3. ชงิ ทรพั ย์
• ลักทรัพย์โดยใชก้ ําลังประทษุ รา้ ยหรอื ขูเ่ ข็นวา่ จะใชก้ ําลงั ประทุษรา้ ยในทนั ทที ันใด
• ตอ้ งเปน็ การข่วู า่ จะประทษุ ร้ายในทันทีทันใด
4. ปลน้ ทรพั ย์
ชงิ ทรัพยต์ ้งั แต่ 3 คนขึ้นไป
5. กรรโชกทรพั ย์
- ข่มขนื ใจผอู้ น่ื โดยใชก้ ําลังประทุษร้ายหรอื ขเู่ ข็นวา่ จะทําอันตราย
6. รดี เอาทรพั ย์
– ข่มขนื ใจโดยขูเ่ ขน็ วาจะเปิดเผยความลบั
7. ฉ้อโกงทรพั ย์
- หลอกลวง แสดงข้อความเท็จปกปดิ ความจริงให้ได้มาซึ่งทรัพย์
8. ยักยอกทรพั ย์
- ครอบครองทรัพย์ของผู้อ่นื แล้วเบยี ดบงั มาเปน็ ของตนเอง
9. รับของโจร
- ชว่ ยซ่อนเร้น ช่วยจําหน่าย ซือ้ รบั จาํ นาํ หรือรับไวซ้ ึ่งทรพั ยอ์ ันไดม้ าโดยการกระทําความผิด
10. ทาํ ให้เสียทรพั ย์
- ทาํ ใหเ้ สียหายทําลาย ทําให้เส่อื มคา่ ซง่ึ ทรัพยข์ องผอู้ นื่ หรือผู้อ่นื เปน็ เจ้าของร่วมอยู่ด้วย
ความผดิ เกย่ี วกับเพศ
1. ผใู้ ดขม่ ขืนกระทําชําเราผู้อน่ื โดยขูเ่ ข็ญ กําลงั ประทุษร้าย ตอ้ งรนั โทษจําคุก 4 - 20 ปี ปรบั 8 พนั ถึง 4 หมน่ื บาท
2. กระทําชําเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรอื ไม่ ก็ตาม ต้องระวังโทษจําคุก 4 - 20 ปี ปรับ 8 พันถึง 4
หมนื่ บาท
3. ผู้ใดกระทําอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญ กําลัง ประทุษร้าย ต้องระวังโทษจําคุกไม่เกนิ 10 ปี หรือปรับไม่
เกินสองหมนื่ บาท หรอื ท้งั จาํ ทง้ั ปรับ
4. ผู้ใดกระทําอนาจารแก่เด็ก(ท้ังหญิงหรือชาย)อายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กน้ันจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวังโทษ
จาํ คุกไมเ่ กิน 10 ปีหรอื ปรับ ไมเ่ กนิ 2 หม่นื บาท หรอื ท้งั จําท้ังปรับ
5. ผู้ใดพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แตย่ ังไม่เกนิ 18 ปี ไปเพอื่ อนาจาร แมผ้ นู้ ัน้ จะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจําคุกไมเ่ กิน 5
ปี หรอื ปรบั ไม่เกนิ หน่งึ หมน่ื บาท หรอื ทัง้ จาํ ทง้ั ปรับ (อายุตาํ่ กว่า 15 จําคกุ ไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่ เกิน 1 หมืน่ 4 พนั บาท
ความผดิ เกี่ยวกบั ชวี ติ รา่ งกาย
1. ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เช่น ยิงคนตาย
2. ทาํ ร้ายผู้อืน่ จนถึงแต่ความตาย เชน่ ขับรถชนคนตาย
3. ประมาทเปน็ เหตใุ หผ้ อู้ ่นื ถงึ แก่ความตาย เช่นขับรถชนคนตาย
4. ทาํ ร้ายผู้อน่ื (ไม่ถงึ กบั เกิดอนั ตราย) เชน่ ตบ ชกต่อย มแี ผลถลอก เลก็ นอ้ ย
5. ทาํ รา้ ยผู้อนื่ จนได้รับอันตรายแกร่ า่ งกายและจติ ใจ เชน่ ถกู ตอ่ ยจน ฟนั หกั 2 ซี่
6. ทาํ รา้ ยรา่ งกายจนเปน็ อนั ตรายสาหัส เชน่ หหู นวก ตาบอด
สรปุ๊ สรุป สงั คมศกึ ษา
หนา้ 50