กระบวนการ
ยตุ ิธรรมความ
แพง่ และอาญา
สรุ๊ปสรุป สังคมศกึ ษา
หนา้ 51
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
1. ความรเู้ บ้ืองตน้ เก่ียวกับเศรษฐศาสตร์
1. บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ Adam Smith เจ้าของผลงาน “The Wealth of Nations” เจ้าของแนวคิดตลาดเสรี กลไก
ราคา ทฤษฎคี วามได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) การแบง่ งานกนั ทาํ
2. เศรษฐศาสตร์ คอื วชิ าทีว่ า่ ดว้ ยการจดั สรรทรพั ยากรที่มีอยูอ่ ยา่ งจํากัดให้เกดิ ประโยชนส์ งู ทส่ี ุด
3. ปัญหาหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ ความขาดแคลนอันเกิดจากการท่ีทรัพยากรมีจํากัดแต่ความต้องการของมนุษย์มีไม่
สนิ้ สุด
4. ความขาดแคลนก่อใหเ้ กดิ เปน็ ปญั หาพนื้ ฐานทางเศรษฐกิจ 3 ปญั หา
1. ผลิตอะไร (what to produce)
2. ผลติ อยา่ งไร (how to produce)
3. ผลติ เพ่ือใคร (produce for whom)
5. ต้นทุนคา่ เสยี โอกาส : มลู ค่าสงู สดุ ของงานทไ่ี ม่ได้เลอื กทํา
6. สาขาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ มี 2 สาขา
1. จุลภาค (Micro economics) : ทฤษฎีราคา เช่น รายได้ของบริษัทซีพี (บิดาในสายน้ีคือ อัลเฟรด มาร์แชล เขียน
หนังสอื ชือ่ Principles of Economics)
2. มหภาค (Macro economics) : ทฤษฎรี ายได้ เช่น รายได้ประชาชาติ เงนิ เฟอ้ เงินฝืดอตั ราการว่างงาน (บดิ าในสาย
นี้คอื จอห์น เมยน์ าร์ด เคนส์ ผู้รเิ ริม่ ”ทฤษฎรี ายไดป้ ระชาชาต”ิ )
**บิดาเศรษฐศาสตรไ์ ทย คอื พระยาสรุ ยิ านุวัตร (เกดิ บุญนาค) เขยี นหนงั สือชื่อ ทรพั ยศ์ าสตร์
7. กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ
1. การผลิต คือ การบวนการในการแปลงสภาพปัจจยั การผลิตตา่ งๆ ให้เปน็ สนิ ค้าและบรกิ ารทมี่ นษุ ยต์ อ้ งการ
# ข้ันตอนการผลติ
> ปฐมภมู ิ ปลูกท่ไี ร่ ออกไปหาปลา
> ทตุ ิยภมู ิ แปรรปู ทโ่ี รงงาน
> ตตยิ ภมู ิ บรกิ ารหลงั การขาย ขนสง่ ขายปลกี การบริการขนส่ง บริการทางการแพทย์
# ปัจจยั การผลติ
> ที่ดิน (ไม่รวมสงิ่ ทีอ่ ยเู่ หนอื นา่ นฟา้ ) (ไมร่ วมสิง่ ปลูกสรา้ งโดยมนุษย์ทีต่ ิดกับทดี่ นิ ) ไดร้ ับ คา่ เช่า
> แรงงาน ไดร้ บั คา่ จ้าง
> ทนุ ได้รบั ดอกเบี้ย
> ผปู้ ระกอบการ *สําคัญท่ีสดุ เพราะต้องแบกรบั ความเสย่ี งและปัจจัยการผลติ ส่กู ระบวนการผลติ ได้รบั กําไร
2. การบริโภค คือ การทีม่ นุษยใ์ ชส้ ินค้าและบรกิ ารบําบดั ความตอ้ งการของตนเองหรือครัวเรือน มี 3 ด้าน คือ
การบริโภคเพ่ือร่างกายโดยตรง = บริโภค
การบรโิ ภคเพ่อื ใช้สอย = อุปโภค
การบรโิ ภคเพือ่ ความสุขทางจิตใจ = เสพ
3. การแลกเปล่ยี น
> ยุคแรก : Barter System (ของแลกของ)
> ยุคปจั จบุ ัน : Money and Credit System
สรุป๊ สรุป สงั คมศึกษา
หนา้ 52
4. การกระจาย
> การกระจายผลผลติ คอื การแจกจ่ายสนิ ค้าและบริการให้ถึงมอื ผู้บรโิ ภค
> การกระจายรายได้ คอื การปนั รายได้ให้เจ้าของปจั จัยการผลิต
5. หนว่ ยเศรษฐกจิ
1. หน่วยครวั เรือน ทําหนา้ ท่ีบรโิ ภค และเปน็ เจา้ ของปัจจยั การผลติ มีเป้าหมายสงู สดุ คือ ความพงึ พอใจสงู สดุ
2. หนว่ ยธรุ กจิ ทําหนา้ ท่ผี ลิตสินค้าและบรกิ าร มเี ปา้ หมายสงู สุด คอื กําไรสูงสดุ
3. หนว่ ยรัฐบาล ทําหนา้ ท่ีควบคุมดูแลระบบเศรษฐกจิ มีเปา้ หมายสงู สุด คอื เศรษฐกจิ ดี GDPเพ่มิ
ระบบเศรษฐกิจ
1. ทนุ นยิ ม (capitalism) ซ่ึง อาจเรียกวา่ ระบบเสรีนยิ ม หรอื ระบบตลาด
ลักษณะเดน่
> เอกชนมสี ทิ ธใิ นทรัพยส์ ินที่หามาได้ตามกฎหมาย
> เอกชนมีเสรีในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
> เน้นกลไกราคา
> รัฐไม่แทรกแซงตลาดปจั จัยการผลติ แต่จะมบี ทบาทจาํ กดั เฉพาะด้านบรกิ ารสงั คม
ขอ้ ดี
> เอกชนมีเสรภี าพในการตดั สินใจ
> มีกาํ ไรและกรรมสิทธใ์ิ นทรพั ย์สินเปน็ แรงจูงใจ จึงมกี ารคิดคน้ สง่ิ ใหม่มกี ารพฒั นาตลอดเวลา
ขอ้ เสีย
> กอ่ ใหเ้ กดิ ความเหล่อื มล้ํา
> ไมเ่ หมาะกับสนิ ค้าและบริการสาธารณะทต่ี อ้ งลงทนุ มากเอกชนไม่กล้าเสยี่ งรัฐตอ้ งลงทนุ เอง
> มกี ารใชท้ รัพยากรการผลิตอย่างสนิ้ เปลือง
2. สงั คมนิยม (socialism)
ลกั ษณะเดน่
> รัฐเปน็ เจา้ ของกรรมสิทธ์ิเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
> มีการวางแผนจากส่วนกลาง
> เนน้ การกระจายรายได้อยา่ งเป็นธรรม
ข้อดี
> ลดความเหลอื่ มลา้ํ
> มีความงา่ ยและคล่องตัวเพราะรัฐวางแผนจากสว่ นกลาง
ข้อเสีย
> คนขาดแรงจงู ใจในการทํางาน
> การพัฒนาการผลิตเกดิ ข้นึ ยากเพราะขาดการแขง่ ขนั
> การใชท้ รัพยากรการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ
สรุ๊ปสรปุ สังคมศกึ ษา
หนา้ 53
3. แบบผสม (mixed economy)
ลกั ษณะเดน่
> มที งั้ บทบาทของรัฐและเอกชน
> เอกชนมสี ิทธ์ใิ นทรพั ยส์ นิ
> รัฐดําเนนิ กจิ การทส่ี ่งผลกระทบตอ่ คนส่วนรวม เชน่ สาธารณูปโภค และอตุ สาหกรรมขนาดใหญ่ทต่ี อ้ งลงทนุ มาก
> ใชท้ ้ังกลไกราคา และการช้นี าํ จากภาครัฐ
> บทบาทของรัฐและเอกชนสามารถปรับเปล่ยี นไดต้ ามความเหมาะสม
ข้อดี
> ระบบเศรษฐกจิ มีความคลอ่ งตวั
> ปรบั เปลยี่ นได้ตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
ขอ้ เสีย
> อาจก่อ ให้เกดิ ความเหล่อื มล้ําเหมือนทุนนิยม
> รัฐสามารถแทรกแซงกลไกตลาดได้ อาจทาํ ให้เกิดการทุจรติ
> เอกชนไม่ก ลา้ ลงทนุ เพราะนโยบายรัฐบาลมคี วามผนั ผวน
กลไกราคา / กลไกตลาด / มือที่มองไมเ่ ห็น Invisible Hands
กลไกราคา กลไกตลาด มือทมี่ องไมเ่ ห็น ก็คือ อุปสงค์ อปุ ทาน ที่ทําใหร้ าคาสนิ คา้ และบริการปรับตวั ข้นึ ลง
1. อุปสงค์ (demand) : ปริมาณสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหน่ึงที่ผบู้ ริโภคตัดสินใจซ้ือและมีอาํ นาจซื้อ ณ ราคาต่างๆ
ในชว่ งเวลาใดเวลาหนง่ึ
>องคป์ ระกอบของอุปสงค์ 3ปัจจัยไดแ้ ก่ ความต้องการ ความเต็มใจ และความสามารถทีจ่ ะซอ้ื
> กฎของอุปสงค์ : ของราคาสงู อปุ สงคล์ ดลง / ของราคาถกู อุปสงค์เพิ่มขึ้น
> ปจั จยั กําหนดอปุ สงค์ท่สี ําคญั
1. ราคาสินค้า
2. รายไดข้ องผ้บู รโิ ภค
3. ราคาสินคา้ ชนิดอ่ืนท่ีเก่ียวขอ้ ง / ราคาสนิ ค้าที่ใชท้ ดแทนกัน ,ราคาสนิ คา้ ทีใ่ ช้ประกอบกัน
4. รสนยิ มของผบู้ ริโภค คอื ความชอบส่วนบคุ คล
5. สมยั นยิ ม เชน่ การนิยมโทรศัพท์มือถือรนุ่ ใหม่ๆ
6. เทศกาลสาํ คัญ เชน่ สงกรานต์ ตรษุ จีน
7. ฤดกู าล เชน่ เสอ้ื กันหนาวขายดใี นหน้าหนาว รม่ ขายดใี นหน้าฝน
8. โครงสร้างกลมุ่ ประชากร เชน่ ถา้ มเี ด็กแรกเกิดเพิ่มขน้ึ อุปสงคต์ ่อสินคา้ เด็กก็จะเพิ่มขึ้น
9. การโฆษณา
10. การคาดคะเนราคา เช่น หากคาดวา่ ราคาสนิ ค้าจะเพ่มิ ขึน้ คนจะรีบตนุ สินคา้ อปุ สงค์จงึ เพ่มิ ข้นึ
2. อุปทาน (supply) : ปรมิ าณสินค้าและบริการชนดิ ใดชนดิ หน่งึ ทผ่ี ขู้ ายหรอื ผ้ผู ลิตตอ้ งการขาย ณ ราคาต่างๆ ในช่วง
เวลาใดเวลาหนง่ึ
> กฎของอุปทาน : ของแพงอุปทานเพมิ่ / ของถกู อุปทานลดลง
> ปัจจยั กําหนดอุปทาน
1. ราคาสินคา้
2. ราคาปจั จยั การผลิต
3. เทคโนโลยกี ารผลติ
สรุ๊ปสรุป สังคมศกึ ษา
หนา้ 54
# อุปสงค์ส่วนเกิน : ความต้องการในการซื้อ มากกว่า ความต้องการในการขาย ส่ง ผลให้สินค้าขาดตลาด ราคาสินค้า
แพงขน้ึ เมอ่ื สนิ ค้าแพงขึ้น ผ้ผู ลิตอยากได้กําไรจากการขาย จงึ ผลติ สินคา้ เพิม่ ขึน้
# อุปทานส่วนเกนิ : ความต้องการในการขาย เกินความต้องการในการซ้ือส่งผลให้สินคา้ ล้นตลาดราคาสนิ ค้าลดลง
เม่ือเป็นดังนั้น ผู้ผลิตจึงลดการผลิต เพราะผลิตแล้วไม่ได้กําไรอุปสงค์ส่วนเกิน และ อุปทานส่วนเกิน = 0 จะเกิดสภาวะ
ดลุ ยภาพ(ราคาและปรมิ าณ)
6. ตวั ชว้ี ัดการเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกจิ
1) ผลติ ภัณฑม์ วลรวมในประเทศ (GDP)
มลู คา่ ในราคาตลาดของสนิ ค้าและบรกิ ารขน้ั สดุ ท้ายทงั้ หมดทีผ่ ลติ ภายในประเทศ ในเวลา 1 ปี
2) ผลติ ภัณฑม์ วลรวมประชาชาติ (GNP)
มูลคา่ ในราคาตลาดของสินค้าและบริการข้นั สดุ ทา้ ยท้งั หมดทีผ่ ลติ ด้วยทรัพยากรของประเทศในเวลา 1 ปี
3) รายได้ต่อคน
โดยนํา GDP หรือ GNP มาหารด้วยจํานวนประชากร เพ่ือใช้เปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจหรือการเจริญ เติบโตทาง
เศรษฐกิจระหว่างประเทศ
7. การเงนิ
1. เงนิ : ส่งิ ท่ีสังคมใหก้ ารยอมรับว่า มีค่าตกลงรว่ มกนั เพอ่ื ใช้วดั มลู ค่าและชําระหนีไ้ ด้ตามกฎหมาย
2. หน้าทีข่ องเงิน :
> เป็นส่ือกลางในการแลกเปลี่ยน
> เป็นมาตรฐานในการเทียบคา่
> เปน็ หน่วยรกั ษามลู ค่า
> เป็นมาตรฐานในการชําระหนีในภายภาคหน้า
> เปน็ หน่วยในการลงบัญชี
3. เงินเฟอ้ (inflation) : ภาวะทร่ี ะดบั ราคาสนิ ค้าทั่วไปสงู ขึ้นเร่ือยๆ อยา่ งต่อเนอื่ ง
**ประเภท
> เงนิ เฟ้ออย่างออ่ น (ตีตอ่ ระบบเศรษฐกจิ ) คือ ไมเ่ กิน 5% ตอ่ ปี
> เงินเฟอ้ ปานกลาง 5-10% ต่อ ปี
> เงินเฟ้ออย่างรนุ แรง มากกว่า 20% ต่อ ปี
**สาเหตุของเงนิ เฟอ้
ด้านอุปสงค์ : ความต้องการต่อสินค้าและบริการมวลรวมเพิ่มสูงข้ึนจนเกินกว่าอุปทานมวลรวมจะสนองได้ทัน
ทาํ ให้ราคาสนิ ค้าเพิม่ สูงข้ึน การท่ีประชาชนมอี ปุ สงค์เยอะอาจเกิดจากประเทศมีดุลการชําระเงินเกินดุล ประชาชนได้เงินมา
ง่ายเศรษฐกจิ เตบิ โตมากเกินไป
ดา้ นอปุ ทาน : ของแพงเพราะต้นทนุ การผลิตสูงขน้ึ เชน่ ราคานํามํ ันค่าจา้ งแรงงานที่สงู ข้ึน
ผลของเงินเฟ้อตอ่ ระบบเศรษฐกจิ
1) ผลตอ่ ความต้องการถอื เงิน
2) ผลต่อการกระจายรายได้
3) ผลกระทบตอ่ รัฐบาล
4) ผลต่อเศรษฐกจิ และสังคม
5) ผลตอ่ ดลุ การค้าของประเทศ
**การแกไ้ ขเงนิ เฟอ้
1) ด้านอุปสงค์ : ใชน้ โยบายการคลังและนโยบายการเงนิ
นโยบายการเงนิ (แบบเขม้ งวด) ทําอยา่ งไรก็ได้ให้คนออมมากข้ึน
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หน้า 55
- เพิ่มอัตราดอกเบยี้ เงินกแู้ ละเงนิ ฝาก
- เพ่มิ เงินสํารองตามกฎหมาย
- ลดการปลอ่ ยสนิ เชอื่
- ขายตราสารหน้ี
นโยบายการคลงั (แบบหดตวั )
- พยายามลดการใชจ้ ่ายภาครัฐ
- เพ่มิ อัตราภาษี
- ใชง้ บประมาณแบบเกนิ ดุล (รับ มากกวา่ จา่ ย)
- ขายพันธบตั รรฐั บาล
2) ด้านอุปทาน : ใช้นโยบายแก้ไขให้ตรงสาเหตุ เช่น หากเกิดวิกฤตพลังงาน ก็ใช้นโยบายประหยัดหากเกิดจาก
การกกั ตนุ สนิ คา้ ก็ออกนโยบายห้ามหรืออาจจะออกนโยบายควบคุมราคาสนิ คา้ โดยตรง
4. เงินฝืด (deflation) : ภาวะท่ีระดับราคาสินค้าและบริการลดลงเร่ือยๆจากการที่ประชาชนและรัฐบาลมีอํานาจการซ้ือ
น้อยกว่าจาํ นวนสนิ ค้าและบริการท่ีถูกผลติ ข้ึนในนณะนน้ั (อุปทานมวลรวม
> อปุ สงคม์ วลรวม) ทําใหห้ น่วยธรุ กจิ ลดการผลิตลดการลงทนุ เกิดการว่างงาน
#สาเหตแุ ละผลทกุ อยา่ งตรงขา้ มกบั เงนิ เฟอ้
**ค่าเงินบาท
1. คา่ เงินบาทออ่ นตัว
= 1 $ แลกเงนิ บาทไดม้ ากขึ้น
2. คา่ เงิน บาทแข็งตัว
= 1 $ แลกเงินบาทไดน้ ้อยลง
8. การคลังสาธารณะ
การคลงั สาธารณะมขี อบเขต 4 เรอ่ื ง ไดแ้ ก่
1. รายรับของรฐั บาล
2. รายจา่ ยของรฐั บาล
3. การกอ่ หนส้ี าธารณะ
4. งบประมาณแผ่นดิน รายรับของรัฐบาล มาจาก
1. ภาษี > ทางตรง = นิติบุคคล บุคคลธรรมดา ภาษเี งินไดป้ โิ ตรเลยี ม
> ทางอ้อม = VAT สรรพสามิต ศลุ กากร
2. รายไดจ้ ากการขายสิง่ ของและบริการ
3. รัฐพาณิชย์
4. อ่ืน ๆ
9. ธนาคารและสถาบันการเงิน
1. ธนาคาร
> ธนาคารกลาง = ผลติ ธนบตั ร เป็นนายธนาคารของทุกธนาคารจดั ทํานโยบายการเงนิ
> ธนาคารพาณิชยท์ วั่ ไป = SCB KBANK KTB etc.
> ธนาคารวัตถปุ ระสงค์พเิ ศษ
2. สถาบันการเงิน
> ตลาดหลักทรัพย์
> บรษิ ทั เงินทนุ
> บรษิ ัทเครดิตฟองซิเอร์
สรปุ๊ สรปุ สังคมศึกษา
หน้า 56
> บรษิ ัทประกันภัย
10. นโยบายการคา้
1. เสรี
= ไมด่ ําเนินการแบบค้มุ กนั
2. คุ้มกัน
= ต้ังกําแพงภาษี / ใหโ้ ควตาพิเศษแกป่ ระเทศใดประเทศหนง่ึ / ให้เงินสนบั สนุน ผู้ผลติ สนิ คา้ ส่ง ออกท่สี าํ คัญ
11. ดุลการชาํ ระเงิน ประกอบดว้ ยรายการที่แสดงถงึ การรับและการจ่ายเงินตราตา่ งประเทศ ประกอบด้วย 3 บญั ชี
1) บัญชเี ดนิ สะพัด มี 4 รายการ คือ
> ดุล การคา้
> ดลุ บริการ
> ดลุ เงินโอน / ดุล บริจาค
> ดุล รายไดจ้ ากการลงทุน
2) บัญชีทุน เคลือ่ นยา้ ย
> ทางตรง = เอาเงินมาเปดิ บรษิ ทั หรอื ซ้อื บริษทั
> ทางอ้อม = เอาเงินมาซือ้ หุ้น ซื้อพนั ธบตั ร ซอ้ื ตราสารหน้ี
3) ทุนสาํ รองระหวา่ งประเทศ
เป็นรายการสรปุ จากบญั ชที ั้งสองข้างต้น วา่ ขาดดุลหรือเกินดลุ รวมกันแล้วเป็นอย่างไร27
สรุป๊ สรปุ สังคมศึกษา
หนา้ 57
สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร์
1. ความรูเ้ บอื้ งตน้ เก่ียวกบั ประวัติศาสตร์
> ประวัติศาสตร์เป็นการสืบค้นเร่ืองราวของมนุษย์ในอดีต โดยอาศัยหลักฐานและมีวิธีการสืบค้นท่ีเรียกว่า วิธีการทาง
ประวัติศาสตร์
> การศึกษาประวัติศาสตร์มิได้จํากัดแค่เรื่องราวในอดีต แต่เป็นการศึกษาอดีตท่ีเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบันและที่จะนําไปสู่
อนาคต
หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
# จําแนกตามความสําคญั ของหลกั ฐาน
1. หลกั ฐานช้นั ต้น
> จัดทําขึ้นโดยผู้เก่ียวข้องเห็นเหตุการณ์โดยตรง เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคําแหง จดหมายเหตุวันวลิต
พงศาวดารสมัยกรุงศรีอยธุ ยา
2. หลกั ฐานช้ันรอง
> เป็นหลักฐานที่ผู้บันทึกรับรู้มาต่ออีกทอดหน่ึง หรือศึกษาจากหลักฐานชั้นต้น เช่น หนังสือเรียนทาง
ประวัติศาสตร์
# จาํ แนกหลักฐานตามลักษณะของหลักฐาน
1. หลกั ฐานทเ่ี ปน็ ลายลักษณ์อกั ษร เช่น ศิลาจารกึ ใบลาน
2. หลกั ฐานท่ีไมเ่ ป็นลายลักษณ์อักษร เช่น เครอื่ งป้นั ดนิ เผา กระดกู
# เคร่ืองมอื การหาอายุของวตั ถุ
1. เรดิโอคารบ์ อน = หาอายขุ องซากไม้ กระดูก สัตว์ ฟนั และกระดูกมนุษย์
2. เทอร์โมลมู ิเนเซนซ์ = หาอายขุ องหินในโบราณสถานหรือโบราณวัตถุ อายุของเครือ่ งปน้ั ดนิ เผา
วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์
1. กําหนดประเดน็ ปัญหาท่จี ะศึกษา
2. รวบรวมหลักฐานท่ีเกี่ยวข้อง
3. ประเมินคณุ ค่าหลกั ฐาน(วพิ ากษ์หลักฐาน)
4. ตคี วาม และวิเคราะห์
5. สังเคราะห์ข้อมูลสรปุ เป็นองคค์ วามรู้ใหม่
เทียบศกั ราช
ค.ศ. + 543 = พ.ศ.
ฮ.ศ. + 1122 = พ.ศ.
ม.ศ. + 621 = พ.ศ.
จ.ศ. + 1181 = พ.ศ.
ร.ศ. + 2324 = พ.ศ.
ศักราชที่พบในประวัตศิ าสตรไ์ ทย
พทุ ธศักราช : ใชเ้ ทยี บกบั ศกั ราชอ่ืนๆ เริ่มนบั พ.ศ. 1 เม่อื พระพทุ ธเจา้ ปรนิ ิพพานครบ 1 ปี
# ยกเว้นพมา่ และศรีลังกา นบั 1 ต้ังแตว่ นั ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าปรินิพพาน
มหาศักราช : ใช้ในสมัยสโุ ขทัย ได้รบั อิทธพิ ลมาจากขอม
จลุ ศกั ราช : ใช้ในสมยั อยธุ ยา จนถงึ รัชกาลท่ี 5 ไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากพม่า
สรุ๊ปสรปุ สงั คมศึกษา
หน้า 58
รตั นโกสนิ ทร์สก : เรม่ิ ใชใ้ นรชั กาลท่ี 5 โดยเรมิ่ นบั ร.ศ. 1 เมอื่ สถาปนากรงุ เทพมหานครเปน็ ราชธานี
ศกั ราชทพ่ี บในประวตั ิศาสตร์สากล
คริสตศ์ ักราช : หรอื A.D. เร่ิมนับ ค.ศ. 1 ตง้ั แตพ่ ระเยซูประสูติ และถ้าก่อนคริสตศกั ราชใช้ B.C.
ฮจิ เราะหศ์ ักราช : เรม่ิ นบั ฮ.ศ. 1 ตงั้ แตน่ บมี ฮู มั หมัด อพยพจากเมืองเมกกะไปยงั เมอื งเมดินา
2. ประวตั ิศาสตรไ์ ทย
#ด้านสงั คมวฒั นธรรม
1. สงั คมไทยเป็นสังคมในระบบศกั ดนิ า คือมกี ารแบ่งชนชนั้ โดยใช้ศกั ดนิ าเปน็ ตวั บอกชนช้ัน แบ่งเป็น2 ชนชนั้ สาํ คัญ
1. ชนชน้ั ปกครอง หรอื ชนชนั้ เจ้าขุนมลู นาย ประกอบดว้ ย
1. กษตั ริย์ : เปน็ “เจ้าแผน่ ดิน“ มศี ักดนิ าสงู สดุ ไม่จาํ กดั จาํ นวนไร่
2. เจ้านาย หรอื พระบรมวงศานุวงศ์ : ถอื ศกั ดนิ า 500 - 100,000 ไร่
3. ขนุ นาง : ถอื ศักดนิ า 400 - 10,000 ไร่
4. พระสงฆ์ : เสมอนา 100 - 2,400 ไร่
2. ชนชั้นใตป้ กครอง ประกอบด้วย
1. ไพร่ : ถอื ศักดินา 10 - 25 ไร่
2. ทาส : ถือศกั ดนิ า 5 ไร่
3. ระบบมลู นาย - ไพร่ : เป็นการจัดระเบียบสังคมในสมยั โบราณ
1. มลู นาย : ชนชนั้ ปกครอง (ทส่ี าํ คัญคือกลุ่ม เจา้ นายและกลมุ่ ขนุ นาง)
> มูลนายมหี นา้ ท่คี วบคมุ ดูแลไพร่ในสงั กดั และใช้ประโยชน์จากแรงงานไพร่ในสงั กดั ได้
> มลู นายและลกู หลานมอี ภสิ ิทธไิ์ ม่ตอ้ งถกู เกณฑ์แรงงาน
2. ไพร่ : ราษฎรทั่วไปทั้งชายหญิง เป็นชนช้ันที่มีความสําคัญท่ีสุด มีปริมาณที่สุด ในบรรดาชนชั้น
ทั้งหลาย
> ไพร่ตอ้ งมีมลู นายสังกดั
> ไพร่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน(หรือเข้าเวรรับราชการ) เพื่อคอยทํางานรับใช้มูลนาย > ไพร่ท่ี
ไมม่ มี ลู นายสังกัดจะไม่ไดร้ ับความคุ้มครองทางกฎหมาย
* ระบบมูล นาย-ไพร่ ทาํ ใหเ้ กิดระบบอุปถมั ภต์ ามมา
2. สงั คมไทยสมยั ใหม่
# หลัง ร.4 ทําสัญญาบาวรงิ มีการเปลีย่ นทางสงั คมวฒั นธรรม
1. ให้ราษฎรเข้าเฝา้ ในเวลาเสดจ็ พระราชดําเนนิ และถวายฎกี าได้
2. ให้ชาวต่างประเทศยืนเข้าเฝ้าไดแ้ ละให้ขุน นางไทยสวมเสอื้ เขา้ เฝ้า
3. ใหเ้ สรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา
4. ใหส้ ิทธิสตรีในการเลือกคู่ครอง
5. ให้สทิ ธสิ ตรแี ละเดก็ ในการขายตนเองเปน็ ทาส
# การปฏิรูปสังคมวฒั นธรรมสมยั ร.5
1. ร.5 ทรงยกเลิกระบบมูล นาย-ไพร่ ยกเลิกการเกณฑ์แรงงานจากไพร่ เปลี่ยนไพร่ให้กลายเป็นเเสรีชน(ชาวนา ชาวไร่
กรรมกร) ทาํ ใหเ้ กดิ เสรีภาพในการประกอบอาชีพและในการเคลอ่ื นยา้ ยท่อี ยขู่ องไพร่ขนึ้ เป็นครัง้ แรก
* นับเป็นพระราชกรณกี จิ ท่สี าํ คญั ท่สี ุดของ ร.๕ *
2. เลิกทาส เปลีย่ นทาสใหก้ ลายเปน็ ไพร่
3. ปฏริ ปู การศึกษา โดยตัง้ โรงเรียนในแบบตะวนั ตกข้นึ มา
สรปุ๊ สรุป สงั คมศึกษา
หน้า 59
เช่น โรงเรียนหลวงสอนภาษาไทย , โรงเรียนพระตําหนักสวนกุหลาบ , โรงเรียนแผนท่ี ,โรงเรียนนายร้อยทหารบก , โรงเรียน
กฎหมาย ,โรงเรยี นมหาดเล็ก , โรงเรยี นวดั มหรรณพาราม (โรงเรียนหลวงสําหรับราษฎรแห่งแรก) ฯลฯ
3. เปลยี่ นแปลงขนบธรรมเนยี มประเพณี
เชน่ ยกเลกิ ประเพณหี มอบคลานใหย้ นื เขา้ เฝา้ แทน , ปรบั ปรงุ การแต่งกายตามแบบตะวันตก
# หลังเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
1. ราษฎรเกิดความเสมอภาคเทา่ เทียมกัน
2. เกดิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็
3. การศกึ ษาขยายตวั อย่างกวา้ งขวาง กาํ เนดิ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตรม์ หิดล
ศลิ ปากร เชยี งใหม่ ขอนแก่น สงขลานครินทร์
4. เกิดแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ
# ด้านการเมอื งการปกครอง
1. รปู แบบการเมืองการปกครองของไทยแต่โบราณเป็นระบอบราชาธิปไตย
2. อาณาจกั รสุโขทัย : ราชาธปิ ไตยฐานะกษัตริย์
ระยะแรกเป็นพ่อปกครองลูก ระยะหลังเปน็ ธรรมราชา
3. อาณาจกั รอยธยา : ราชาธิปไตยฐานะกษัตริย์
เปน็ เทวราชา+ธรรมราชา(แตเ่ ป็นเทวราชามากกว่า)
4. การปฏิรูปการปกครองครง้ั ใหญ่สมัยพระบรม
ไตรโลกนาถ
4.1 ส่วนกลาง
1.ฝ่ายทหาร มีสมุหกลาโหม
เป็นอคั รมหาเสนาบดี
2.ฝ่ายพลเรือน (+จตุสดมภ์) มสี มหุ นายกเป็นอัครมหาเสนาบดี
4.2 สว่ นภูมิภาค
1.ยกเลิกหัวเมืองลกู หลวง เปลย่ี นเปน็ หัวเมืองชนั้ ใน มี “ผรู้ ้ัง” เปน็ เจา้ เมอื ง
2.หวั เมืองพระยามหานครมีเจา้ นายหรอื ขุน นางเป็นเจา้ เมอื ง
3.หวั เมอื งประเทศราชมกี ษัตรยิ ท์ ้องถ่นิ ปกครองกันเอง
* ผล : เกิดการรวมอาํ นาจเข้าสู่สว่ นกลาง *
5. สมยั พระเพทราชาปรับปรุงใหม่
1. ให้สมหุ กลาโหมดแู ลหวั เมอื งฝา่ ยใต้
2. ให้สมหุ นายกดแู ลหวั เมอื งฝา่ ยเหนือ
6. อาณาจักรรตั นโกสนิ ทร์ : ราชาธปิ ไตยฐานะกษัตรยิ เ์ ปน็ ธรรมราชา + เทวราชา (เป็นธรรมราชามากกวา่ )
6.1 สมัยรตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้ (ร.1 – ร.4) มตี ําแหนง่ อัครมหาเสนาบดี 3 ตาํ แหน่ง
1. สมหุ กลาโหมดแู ลหวั เมืองฝา่ ยใต้
2. สมุหนายกดูแลหวั เมืองฝา่ ยเหนอื
3. เสนาบดีกรมคลงั (หรือกรมทา่ )ดูแลหวั เมืองชายฝัง่ ทะเลตะวนั ออก
6.2 การปฏิรูปการปกครองครัง้ ใหญ่สมัย ร.5
1. สว่ นกลาง
> ยกเลิกการบริหารราชการแบบกรม (ยกเลิกตําแหน่ง สมุหกลาโหม สมุหนายก และเสนาบดี
จตุสดมภ)์
สรุ๊ปสรุป สงั คมศึกษา
หนา้ 60
> ต้งั “ระบบกระทรวง”
2. ส่วนภมู ภิ าค
> ยกเลกิ หัวเมืองชนั้ ใน หัวเมอื งพระยามหานคร หวั เมืองประเทศราช
> ตัง้ “ระบบเทศาภบิ าล”
3. ส่วนทอ้ งถ่นิ
> รเิ ริ่มการปกครองส่วนทอ้ งถิน่
> ตง้ั “สุขาภบิ าล”
* ขอ้ สอบออกบ่อย : > ผลการปฏิรปู เกิดการรวมอาํ นาจเข้าสู่ส่วนกลาง
> และเกดิ เอกภาพในการบริหารราชการแผ่น ดนิ อย่างแท้จริง *
#ยุคประชาธปิ ไตย
24 มถิ นุ ายน พ.ศ.2475 คณะราษฎรทาํ การอภิวฒั น์แผ่นดิน เปลีย่ นแปลงการปกครองจาก สมบูรณาญาสทิ ธิราชย์ เป็น
ประชาธปิ ไตย
1. สิ้นสุดยคุ ศกั ดนิ าในสังคมไทย เรม่ิ ต้นยุคประชาธปิ ไตย
2. เกดิ ความเสมอภาคเทา่ เทียมกัน
3. หัวหน้าคณะราษฎร : พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา แกนนําคนสําคัญ : พ.อ.พระยาทรงสุรเดช , พ.อ.พระยาฤ
ทธิอคั เนย์ , พ.ท.พระประศาสน์ พิทยายุทธ์ ,หลวงประดษิ ฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค)์ , หลวงพบิ ลู สงคราม (แปลก พิบลู สงคราม)
, หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) , หลวงธํารงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสด์ิ) , นายทวี บุณยเกตุ ,ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี
และ ฯลฯ
3. ประวัติศาสตรย์ โุ รป (อารยธรรมตะวันตก)
1. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
1. เก่า แกท่ สี่ ดุ ได้รบั ยกยอ่ งว่าเป็นอารยธรรมแรกของโลก
2. พบบริเวณทรี่ าบลุ่มแม่น้ําไทกรสิ – ยเู ฟรติส (อริ กั ในปัจจุบนั )
3. มนุษย์ในอารยธรรมน้ีมีลักษณะเด่น คือ มองโลกในแง่ร้าย เพราะสภาพภูมิศาสตร์ไม่เอื้อต่อ การดํารงชีวิต (เพราะ
ภูมอิ ากาศแบบกึง่ ทะเลทราย แห้งแล้ง มีพายรุ นุ แรง)
4. ทําให้มนุษยใ์ นอารยธรรมนเ้ี กรงกลวั เทพเจ้า คิดวา่ ตนเองเป็นทาสรับใช้เทพเจ้า
5. จึงสรา้ งเทวสถานใหใ้ หญ่โตน่าเกรงขาม เพอื่ แสดงถึงพลังอาํ นาจที่ยิ่งใหญ่ของเทพเจา้
6. ผลงานโดดเด่นของอารยธรรมเมโสโปเตเมยี แบ่งตามชนเผา่ จากเริม่ ต้น
# ชนเผา่ สเุ มเรยี น
> การปกครองในรูปแบบนครรัฐ
> คดิ ค้นระบบชลประทาน
> ประดิษฐ์คนั ไถดว้ ยโลหะ
> ใช้แรงงานสตั ว์ในการเพาะปลกู
> เกวียนขนส่ง สินค้า
> อักษรคนู ฟิ อรม์ (อกั ษรลมิ่ )
> เช่อื ในเทพเจ้าหลายองค์
> สรา้ ง “ซิกกูแรต” ด้วยอฐิ ท่ที าํ มาจากดนิ เหนียวตากแห้ง เพ่อื บชู าเทพเจ้า
> มหากาพยก์ ลิ กาเมซ เป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ทสี่ ุดของโลก
> ความรู้ด้านคณติ ศาสตร์ การบวก ลบ คณู เศษสว่ น เลขฐาน 60 (60 120 180)
> ปฏิทนิ ระบบจันทรคติ
สร๊ปุ สรุป สังคมศึกษา
หน้า 61
> มาตราช่ัง ตวง วดั
# ชนเผา่ อะมอไรต์ (อาณาจกั รบาบิโลเนยี )
> ประมวลกฎหมายของพระเจา้ ฮัมมูราบี : ประมวลกฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษรฉบับแรกของโลก
# ชนเผา่ อสั ซเี รียน
> ใชเ้ หล็กทาํ ดาบ ธนู หอกยาว โล่ เกราะ
> หอ้ งสมดุ ของพระเจ้าอัสซรู น์ ปิ าล
> ภาพปฏมิ ากรรมนนู ตํ่า
# ชนเผา่ คาลเดยี น (นิวบาบิโลเนียน)
> สวนลอยแห่งกรงุ บาบโิ ลน
> ความรู้ดา้ นดาราศาสตร์ พยากรณ์สุริยปุ ราคาคํานวณเวลาการโคจรของดวงอาทติ ย์
> มกี ารแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วนั
> นําความร้ทู างดาราศาสตรม์ าทํานายโชคชะตา
2. อารยธรรมอียปิ ต์
1. พบบรเิ วณทรี่ าบลุ่มแม่นํ้าไนล์
2. มคี วามม่ันคงและเข้มแข็งกวา่ เมโสโปเตเมีย
3. ชาวอียิปตม์ องโลกในแง่ดี เพราะพืน้ ท่อี ุดมสมบูรณก์ วา่
4. ไม่คิดว่า ตนเองเปน็ ทาสของเทพเจ้า แต่กลับยกยอ่ งเทพเจา้ ว่า มคี วามเมตตา
5. เชื่อในชีวิตหลงั ความตาย และการฟน้ื คืนชพี
6. ผลงานโดดเด่น
> อักษรเฮียโรกลิฟกิ เพ่อื บันทึกความดีของผูต้ ายนําไปแสดงต่อเทพโอซิรสิ
เรยี กว่า “บันทกึ ผู้วายชนม์” “คัมภรี แ์ หง่ ความตาย” หรือ“คมั ภีร์มรณะ” (Book of theDead)
> จารึกโรเซตตาเพ่อื สรรเสรญิ พระเจ้าโตเลมีที่ 5
> ดา้ นวิศวกรรม มกี ารสรา้ งพรี ะมิด โดยใช้เครื่องทนุ่ แรง เช่น ล้อเล่อื น ลูก รอก
> ด้านหนา้ พรี ะมดิ มี “สฟิงซ์” ทาํ จากหินตวั เปน็ สิงโตหน้าเป็น คน
> ความเจริญคณติ ศาสตร์ บวก ลบ หาร และ หาปริมาตรของพีระมิด
> ดา้ นการแพทย์ มีการทํามัมมี่ ผา่ ตัด มแี พทยเ์ ฉพาะทาง มีการรวบรวมบญั ชียา
> ทําปฏิทนิ สุริยคติ แบ่งปีออกเปน็ 365 วัน
> ทาํ นาฬิกาแดด
> ทาํ กระดาษจากตน้ ปาปิรสุ
3. อารยธรรมกรกี
1. รับอิทธิพลจาก เมโสโปเตเมยี อยี ิปต์ และอารยธรรมไมนวนบนเกาะครีต
2. ผลงานโดดเดน่
2.1 แนวคดิ มนษุ ยนยิ ม
2.2 แนวคิดประชาธปิ ไตย
2.3 แนวคิดธรรมชาตินยิ ม
3. ชาวกรกี ไดร้ ับยกย่องวา่ เป็น นักคิดนกั ทฤษฏี
4. ผลงานอน่ื ๆ เชน่
> การปกครองแบบนครรัฐ
> ใหก้ ําเนิดวชิ าประวัติศาสตร์ โดยเฮโรโดตัส (Herodotus)
สร๊ปุ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 62
> เกิดกฬี าโอลมิ ปกิ เพ่อื ฉลองเทพเจา้ ซสู (Zeus) เจ้าแห่งเทพทัง้ ปวง
> กําเนิดการละคร เล่นถวายเทพไดโอนิซัส (Dionysus) เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น และความอุดมสมบูรณ์ > มี
นกั ปราชญท์ ่ีสําคัญ เช่น โซเครตสิ เพลโต อริสโตเติล
> ปทิ าโกรัส คดิ ทฤษฎีบทปทิ าโกรัส
> อาร์คิมดี ิส ตงั้ กฎคานดดี คานงัดหาปรมิ าตรของวัตถุโดยการแทนทน่ี ําํ
> ยูค ลิด : บดิ าวิชาเรขาคณติ
> ฮปิ โปกราเตส : บดิ าแหง่ วชิ าแพทยศาสตร์
> สถาปัตยกรรมสําคัญ ไดแ้ ก่ วิหารหนิ อ่อน เช่น วิหารพาร์เธนอน
> นยิ มสร้างวหิ ารบนภูเขาเลก็ ๆ เรียกวา่ “อะครอโพลิส” (Acropolis)
> ศลิ ปะเนน้ ความอ่อนช้อยสวยงาม
> ประตมิ ากรรมเปน็ แบบธรรมชาตนิ ยิ ม
> คิดค้นเทคนิคการวาดภาพแบบ “โมเสก” คือ ใชห้ ินหรือกระเบ้อื งสีมาประดับ ภาพฝาผนงั
4. อารยธรรมโรมนั
1. รบั ถา่ ยทอดอารยธรรมมาจากกรกี
2. ชาวกรีกเป็น นักคิดชาวโรมนั เปน็ นกั ปฎบิ ัติ
3. ชาวกรีกเน้นปัจเจกบุคคล บูชาเหตุผล รักเสรีภาพ แต่ชาวโรมันเน้นให้มนุษย์รับผิดชอบต่อรัฐ และเน้นระเบียบวินัย
กฎหมายเข้มงวด
4. ศลิ ปะกรกี เนน้ ความสวยงามออ่ นชอ้ ย มีจินตนาการสูง แต่ศลิ ปะโรมันเนน้ ประโยชน์ใชส้ อย
5. กรีกสร้างวหิ ารถวายเทพเจ้า แตโ่ รมันสร้างวิหารให้มนุษย์ใชส้ อย
6. อาณาจักรโรมนั ระยะแรกปกครองแบบสาธารณรัฐ
7. ต่อมาจกั รพรรดิออตตาเวยี น สถาปนาจกั รวรรดโิ รมัน
8. ยุคน้โี รมันเจรญิ ทส่ี ุด แพรข่ ยายดินแดนไดท้ ่วั ยุโรปสรา้ งถนนทวั่ ท้งั จกั รวรรดิ
จนไดส้ มญานาม “ถนนทกุ สายมุ่งส่กู รุงโรม”
9. สดุ ทา้ ยจกั รวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลาย เพราะถูกชาวอารยันบกุ ทาํ ลาย เม่ือ ค.ศ. 476
ทาํ ใหย้ โุ รปเข้าสปู่ ระวตั ิศาสตร์สมยั กลาง
10. มรดกทส่ี ําคัญ ของโรมนั ได้แก่
> ประมวลกฎหมาย 12 โตะ๊
> กฎหมายของจักรพรรดจิ สั ติเนียน (พัฒนามาจาก กม. 12 โตะ๊ กลายเปน็ รากฐานของ กฏหมายในยโุ รป)
> รูปแบบการปกครองแบบมณฑล จงั หวดั อาํ เภอ
> ภาษาลาตนิ เปน็ พ้ืนฐานของภาษาอิตาลี ฝร่งั เศส สเปน โปรตุเกส
> การสรา้ งสรรค์งานสถาปตั ยกรรมของโรมันจะเนน้ ประโยชนใ์ ชส้ อย
> มที ่อส่งนา้ํ
> ท่อระบายนําํเสีย
> ทีอ่ าบนํ้าสาธารณะ
> มกี ารผสมคอนกรตี ใช้แทนไมแ้ ละหนิ
> สรา้ งถนนคอนกรตี มหี ลกั บอกระยะทาง
> สรา้ งสะพานขนาดใหญ่
> อฒั จนั ทร์ดกู ฬี า (โคลอสเซยี ม)
> การแพทย์ มีการใชย้ าสลบ ผา่ ทารกออกจากครรภ์มารดา
สรุป๊ สรุป สงั คมศกึ ษา
หนา้ 63
5. ประวัตศิ าสตรย์ โุ รปสมยั กลาง (ยคุ มืด : Dark Age)
1. จกั รวรรดโิ รมันตะวันตกแตกแยกออกเป็นอาณาจักรใหญ่นอ้ ยถูกปกครองโดยชาวอารยนั
2. เกิดสงครามรบพงุ่ กนั วนุ่ วาย ทาํ ใหช้ าวยโุ รปต้องหาที่พึ่งทางใจซง่ึ ก็คอื ศาสนาครสิ ต์
3. เปน็ ยุคที่ชาวยโุ รปตกอยู่ใตอ้ ิทธิพลของ 2 ส่งิ คือ
3.1 ศาสนาครสิ ต์
-พระสนั ตปาปา Pope และครสิ ตจกั รมีอทิ ธพิ ลครอบงําชาวยโุ รปทกุ ดา้ นตง้ั แต่เกดิ จนตายทั้งทางด้าน
เศรษฐกิจ (ชาวยุโรปต้องเสียภาษีให้วัด) ด้านการเมือง (พระสันตปาปาแต่งตั้งกษัตริย์) และด้านสังคม
วัฒนธรรม (วัดเปน็ ศูนยก์ ลางชมุ ชนการประกอบพิธกี รรมและศลิ ปะ)
- ศาสนจกั รในยคุ นม้ี รี ูปแบบเหมอื นอาณาจกั รทางโลก
3.2 ลทั ธศิ กั ดนิ าสวามิภกั ด์ิ Feudalism
- มกี ารแบง่ ชนชั้นคนในสงั คมออกเป็น
1. ชนชั้นปกครอง (ชนช้ันเจ้าที่ดิน Landlord) : กษัตริย์ ขุน นาง อัศวิน พระสงฆ์ : ชนช้ัน นี้จะมีท่ีดิน
เป็นของตนเอง มีอาณาจกั รเปน็ ของตนเอง
2. ชนช้ันใต้ปกครอง : ราษฎร ชาวไร่ชาวนา ทาสติดท่ีดิน : ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองต้องคอยรับแบ่ง
ทีด่ ินมาจากชนช้ันปกครองอีกที ต้องเสยี ภาษีให้ชนชนั้ ปกครองและตอ้ งจงรกั ภักดสี วามภิ กั ด์ิตอ่ ชนชัน้ ปกครอง
3. การเกษตรกรรมในยุคน้ี ขุนนางจะแบ่งท่ีดินให้ราษฎรชาวไร่ชาวนาแต่ต้องส่ง คืนในรูปของผลผลติ
หรอื ภาษี
4. ศิลปะในยุคน้ีจะไดร้ ับอิทธพิ ลมาจากศาสนาคริสต์ทงั้ ส้ิน เช่น
4.1 ศลิ ปะไบแซนไทน์ : วิหารมยี อดโดม ซ่งึ สามารถรักษาศิลปะแบบกรกี ไว้ได้
4.2 ศิลปะโรมาเนสก์ : เน้นความเรียบง่ายกว่า ไบแซนไทน์ เป็นศิลปะท่ีรับใช้ศาสนาคริสต์ มี
การออกแบบให้ซุ้ม ประตูหน้าต่างเป็นรูป โค้ง Arch โบสถ์วิหารจะมีผนังหนาทึบเหมือนป้อมค่ายสงคราม เช่น
หอเอนเมอื งปิซา
4.3 ศิลปะโกธิค : รับ ใช้ศาสนาคริสต์ มักจะสร้างวิหารมียอดแหลม และเน้นงานประดับ
กระจกสี เชน่ วิหารโนตรดาม กรงุ ปารสี
6. ประวตั ิศาสตรย์ ุโรปสมยั ฟื้นฟูศลิ ปวิทยาการ (Renaissance)
1. เร่มิ ต้นที่แหลมอิตาลีเป็นแหง่ แรก
2. เปน็ ยคุ ทชี่ าวยุโรปหันกลับไปฟนื้ ฟูความเจรญิ ของอารยธรรมกรีกโรมัน
3. สาเหตขุ องการฟ้ืนฟศู ลิ ปวทิ ยาการ
3.1 เจา้ เมืองต่าง ๆ ในอิตาลรี ํ่า รวยจากการคา้ ทําใหส้ นับสนุนงานด้านศิลปวิทยาการมาก
3.2 ความเสื่อมโทรมของศาสนจกั รทําให้ชาวยุโรปเริ่มเบื่อหน่าย
3.3 สงครามครเู สด เป็น การเปดิ หเู ปดิ ตาชาวยุโรปให้เห็นศลิ ปวทิ ยาการใหม่ๆ
3.4 การลม่ สลายของจกั รวรรดิไบแซนไทนใ์ นยุโรปตะวันออกทาํ ใหศ้ ลิ ปวิทยาการต่างๆ ไหลเข้าสยู่ โุ รปตะวนั ตก
4. ทฤษฎสี าํ คัญท่ีชาวยโุ รปหันไปกลบั ไปฟนื้ ฟู เช่น
4.1 ทฤษฎมี นุษยนยิ ม
4.2 ทฤษฎปี ระชาธิปไตย
4.3 ทฤษฎธี รรมชาตนิ ิยม
5. ศิลปวิทยาการในยุคนี้ย่ิง แพร่ขยายมากยิ่งขึ้น เมื่อโยฮันเนส กูเตนเบิร์ก ชาวเยอรมันประดิษฐ์แท่นพิมพ์ เพราะทําให้
พิมพ์ตําราต่างๆ ได้อยา่ งรวดเร็ว
สร๊ปุ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หนา้ 64
6. ศิลปนิ เด่นๆ ในยุคน้เี ช่น
1. ลโี อนารโ์ ด ดาร์วนิ ชี 2. ไมเคลิ แอนเจโล 3. ราฟาเอล
7. นักวทิ ยาศาสตรค์ นสําคัญ เชน่
1.โยฮัน กูเตนเบริ ก์ : ประดษิ ฐ์แท่นพมิ พ์
2.ลีโอนาร์โด ดาร์วินชี : เปน็ ท้งั ศิลปนิ และนักวทิ ยาศาสตร์
3.นิโคลัส โคเปอรน์ ิคัส : เสนอทฤษฎีสุริยจักรวาล *ผู้ริเริ่มปฏิวัตทิ างวิทยาศาสตร์
7. ประวัตศิ าสตรย์ โุ รปสมัยใหม่ (สมัยแหง่ การค้นพบ : Age of Discovery)
1. นับจากเหตกุ ารณ์ ครสิ โตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบโลกใหม่
2. เหตุการณส์ าํ คัญ ในยุคน้ี เช่น
2.1 การเดนิ เรอื ทางทะเลแพร่หลายมาก ทาํ ใหก้ ารค้าทางทะเลเฟ่ืองฟตู ามมา
2.2 เกิดลัทธิพาณิชยนิยม คือ รัฐบาลของประเทศในยุโรป จะลงทุนตั้งบริษัทข้ึนมาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
ทางการคา้
2.3 เกดิ ชนช้นั กลางข้นึ มา คือบรรดาพ่อคา้ นายทนุ นกั เดนิ เรอื ข้ึนมาถ่วงดุล กบั ชนชนั้ เจา้ ทีด่ ิน
2.4 การปฏิรูปศาสนาครสิ ต์โดยมาร์ติน ลูเธอร์ ทําใหเ้ กดิ นิกายโปรเตสแตนท์
2.5 ยคุ ปฎิวตั วิ ิทยาศาสตร์
1. เป็นยุคที่เปล่ียนวธิ พี สิ ูจน์ความจรงิ ทางวทิ ยาศาสตร์
- จากเดมิ เน้นใช้การคดิ วิเคราะห์ตามหลักปรชั ญาและหลักตรรกศาสตร์
- มาเปน็ ของใหมเ่ น้นใชร้ ะเบยี บวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ (คอื เน้นทดลอง)
2. นกั วิทยาศาสตร์สาํ คัญ เช่น
1. ฟรานซิส เบคอน
เสนอแนวคิดว่า การค้นหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ต้องเน้นท่ีการ ทดลองหรือทดสอบแนวคิดนี้ต่อมาเป็น
รากฐานของการก่อต้ัง “ราชสมาคมแห่งลอนดอน Royal Society of London” ซ่ึง เป็นองค์กรทางวิทยาศาสตร์แบบ
ใหม่และแนวคิดของฟรานซิส เบคอน นีไ้ ด้พัฒนาเปน็ “ระเบยี บวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ Scientific Method”
2. กาลเิ ลโอ กาลิเลอิ
- บิดาแห่งวิทยาศาสตรส์ มัยใหม่
- ริเริม่ การทดลองเพื่อตรวจสอบความถกู ตอ้ งของทฤษฎี
- เสนอวา่ คณิตศาสตร์ใชพ้ สิ จู นค์ วามจรงิ ทางวิทยาศาสตร์ได้
- สนับสนนุ ทฤษฎสี รุ ยิ จักรวาลของโคเปอร์นิคสั
- ประดิษฐก์ ล้องโทรทรรศน์
3. ไอแซคนิวตนั
1. ค้นพบแรงโนม้ ถ่วงของโลก 2. คน้ พบหลกั การแคลคลู ัส
8. การปฏวิ ตั อตุ สาหกรรม
1. เป็นยคุ ที่เปลย่ี นวิธกี ารผลิตสนิ คา้ จากใชแ้ รงงานคนและสัตว์มาใช้เครอ่ื งจักรในการผลติ
2. นกั ประดษิ ฐส์ ําคญั เชน่
1.โธมัส นวิ โคแมน : พฒั นาเครอื่ งจกั รไอนา้ํ โดยใชล้ ูกสูบ
2.จอห์น เคย์ : ประดษิ ฐก์ ก่ี ระตุก
3.เจมส์ ฮารก์ รฟี : ประดิษฐ์เครอื่ งป่ันด้ายชนิดสปนิ นงิ เจนนี
4.ริชาร์ด อารค์ ไรท์ : ประดษิ ฐ์เครอื่ งปัน่ ด้ายพลังนํ้าวอเตอรเ์ ฟรม
5.เจมส์ วตั ต์ :พัฒนาเครือ่ งจกั รไอนาํ้ ใหด้ ยี งิ่ ข้นึ
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศกึ ษา
หน้า 65
สาระที่ 5 ภมู ศิ าสตร์
ความรู้พ้นื ฐานวชิ าภูมศิ าสตร์
ภูมศิ าสตร์
เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะแวดล้อมทางกายภาพหรือทางธรรมชาติและกระบวนการเปลี่ยนแปลงโดย ธรรมชาติที่
ปรากฏอยู่บนพ้ืนโลก อันมีผลต่อมนุษย์ท่ีอาศัยอยู่บนพ้ืนท่ีนั้นๆ โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กัน 3 ประการ คือ สถานท่ีส่ิงแวดล้อมทาง
กายภาพ และความสมั พันธข์ องมนษุ ย์และสิง่ แวดลอ้ ม
วิขาภูมศิ าสตรจ์ ะพูด ถึง 3 สว่ น ดงั ต่อ ไปน้ี
1. เครอื่ งมอื ทางภมู ศิ าสตร์ : แผนท่ี เขม็ ทศิ ฯลฯ
2. ภูมิศาสตร์กายภาพ : การศึกษาปัจจัยท่ีทําให้ส่ิงแวดล้อมกายภาพเกิดความเปล่ียนแปลงในลักษณะแตกต่างและ
สมั พันธก์ นั
3. การจัดการส่ิงแวดลอ้ ม : วิธีการและกระบวนการในการจดั การปญั หาส่งิ แวดลอ้ มอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
แผนที่
สง่ิ ทเ่ี ขยี นลงบนพ้ืนราบโดยใช้เสน้ สญั ลกั ษณแ์ ละเครือ่ งหมายต่างๆเพอ่ื แสดงลักษณะภูมิประเทศและสิ่งต่างๆ ทป่ี รากฏอยู่
บนพน้ื โลก ให้เห็นอาณาเขตทต่ี ้ังและความสัมพันธ์ในทางพ้ืนที่ของส่ิงต่างๆเหล่า น้ัน
สีทีใ่ ช้ในแผนทที่ ่แี สดงรายละเอยี ดบนแผนท่สี ีทใ่ี ช้เปน็ มาตรฐาน มี 6 สี
1. สดี าํ ใช้แ สดงรายละเอยี ดทเ่ี กิดจากแรงงานของมนษุ ย์ เชน่ วัด โรงเรียน หมูบ่ ้าน
2. สแี ดง ใช้เปน็ สัญลกั ษณ์ทเี่ ปน็ ถนน
3. สีนา้ํ เงิน ใชเ้ ป็นสญั ลักษณ์ทเ่ี ปน็ นาํ้ เชน่ แม่น้ํา ลาํ คลอง บงึ ทะเล ฯลฯ
4. สนี า้ํ ตาล ใช้เปน็ สัญลักษณ์ทีเ่ กียวกับความสงู และทรวดทรงของพ้นื ที่สงู ๆ ตาํ่ ๆ
5. สเี ขียว ใช้เปน็ สัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับทรี่ าบ ป่า ไม้ บรเิ วณทที่ าํ การเพาะปลกู พชื สวน
6. สีเหลอื ง ใชเ้ ปน็ สญั ลกั ษณ์ทเ่ี กีย่ วกับทรี่ าบสูง
# สีอื่นๆ บางโอกาสอาจใช้สีอืน่ นอกจากท่ีกลา่ วมาเพื่อแสดงรายละเอียดพิเศษบางอย่างรายละเอยี ดเหล่าน้ีจะ มีบ่งไว้ใน
รายละเอยี ดในแผนท่ี
การใชส้ ีการใช้สีแสดงแทนระดับความสงู ของภูมปิ ระเทศ (สัญลักษณ)์ พ้ืนดนิ
สีเขยี ว = ทรี่ าบพ้ืนน้ํา
สีฟ้าออ่ น = เขตไหลท่ วีปหรือเขตทะเลตื้น
สเี หลอื ง = เนินเขา
สีฟ้าแก่ = ทะเลลกึ
สนี ้าํ ตาล = ภเู ขาและเทอื กเขา
สนี ้ําเงนิ = ทะเลหรอื มหาสมทุ รลึก
สีขาว = ภูเขาสูงทีม่ หี ิมะปกคลุม
สนี าํ้ เงินแก่ = มหาสมทุ รท่ีมคี วามลึกมาก
ละติจดู
ใช้ในการแบ่งเขตอากาศ คือ การกําหนดตําแหน่งที่ตั้งของจุดหนึ่งจุดใดบนผิวโลกว่าอยู่ห่างจากศูนยส์ ูตรมากน้อยแค่ใด
และคิดคา่ เปน็ องศาโดยมเี ส้นสาํ คญั ดังน้ี
1. เส้นศนู ยส์ ตู ร แบง่ เปน็ ซกี โลกเหนือ ซกี โลกใต้
2. เส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์ แบง่ เขตอากาศรอ้ นเหนอื -อบอุ่น เหนอื
สรปุ๊ สรุป สงั คมศกึ ษา
หน้า 66
3. เส้นทรอปิคออฟแคปปริคอร์น แบง่ เขตอากาศร้อนใต้-อบอุ่น ใต้
4. เส้นอารค์ ตกิ แบง่ เขตอากาศอบอนุ่ เหนอื -หนาวเหนอื
5. เส้นแอนตารก์ ติก แบ่งเขตอากาศอบอ่นุ ใต้-หนาวใต้
ลองจิจดู
ใช้ในการแบ่ง เขตเวลา คือ การกําหนดตําแหน่ง ท่ีต้ังของจุด ใดบนพื้นผิวโลกว่า อยู่ห ่า งจากเส้นเมรเิ ดียนแรกมากน้อย
แค่ใดและคดิ คา่ เปน็ องศา โดยมีเส้นสําคญั ดังน้ี
1. เส้นเมอรเิ ดียนปฐมใชเ้ ปน็ เสน้ กําหนดเวลามาตรฐานกรนี ิช (GMT)
2. เสน้ เขตวันสากล
3. เส้น Long.105E ใช้เปน็ เส้นกาํ หนดเวลาของประเทศไทย
เคร่อื งมอื วดั ลกั ษณะอากาศ
1. เทอรโ์ มมเิ ตอร์ : ใช้วัดอณุ หภมู ขิ องอากาศ
2. บอรอมิเตอร์ : ใชว้ ดั ความดนั อากาศ
3. ไซโครมิเตอร์ : ใช้วัดความชืน้ สมั พนั ธ์
4. ไฮโกรมิตอร์ : ใช้วัดความช่นื ในอากาศ
5. แอนนีโมมเิ ตอร์ : ใช้วัดความเรว็ และทิศ ทางลม
6. เรนเกจ : ใช้วดั ปรมิ าณนํา้ ฝน
วธิ ีการคํานวณหาระยะทางในแผนท่ี
หลักคิดสาํ คัญในการคาํ นวณเวลา
- ในการคํานวณหาเวลาของ 2 ประเทศ ทม่ี ีเวลาแตกตา่ งกันแมจ้ ะอยคู่ นละซีกโลก
- คือ ตะวนั ตก กับ ตะวนั ออก เวลาท่ัวโลกจะตา่ งกนั สูงสดุ ไม่เกนิ 24 ชัว่ โมง
00
- เนอื่ งจากเสน้ ลองจิจูด ทวั่ โลกมีทง้ั หมด 360 เสน้ (0-180 W) และ (0-180 E)
สรุ๊ปสรปุ สังคมศกึ ษา
หนา้ 67
- ทุก ๆ 1 เส้นลองจิจูดจะมีเวลาต่างกัน คือ 4 นาที
- โลกมลี องจิจดู ทง้ั หมด 360 เส้น เวลาจงึ ต่างกัน 360 x 4 = 1,440 นาที หรือ 24 ช่ัวโมง
* ประเทศท่อี ย่ทู างตะวันออก (ทางขวา) เวลาจะเรว็ กว่า ประเทศที่อยู่ทางตะวันตก (ทางซา้ ย)
* เส้นลองจิจดู ที่ 180 องศาตะวัน ออก และ 180 องศาตะวนั ตกจะบรรจบทับเป็นเส้นเดยี วกนั
เนื่องจากโลกเป้น ทรงกลม เรยี กวา่ เสน้ แบ่ง วันท่ีสากลหรือ International Dateline
* โจทย์สังคมสว่ นมากจะให้เปรยี บเทยี บเวลาของไทยกับ อังกฤษ ซงึ่ ไทยเรว็ กวา่ 7 ช่ัวโมง
ตัวอย่างโจทย์
หากมกี ารแขง่ ขนั ฟุตบอลที่องั กฤษ ในวันที่ 15 มีนาคม เวลา 16.00 น. ผูช้ มในประเทศไทยจะตอ้ งเปิดโทรทัศน์ เพื่อรับชม
การถา่ ยทอดสดดงั กลา่ วในเวลาใด
วิธีคิด เน่ืองจากไทยกับอังกฤษ(กรีนิช) ห่างกัน 7 ช่ัวโมง (ในฤดูร้อน) ซ่ึง ไทยอยู่ซีกโลกตะวันออก เวลาต้องเร็วกว่า
อังกฤษทอี่ ยู่ซีกโลกตะวันตก
ดังน้นั การคํานวณก็เพียงแค่เอา 7 ชว่ั โมง ไปบวกกบั เวลาท่ีองั กฤษ นัน้ คือ 16.00 + 7 ชวั่ โมง
ตอบ 23.00 น.
ลมและมวลอากาศ
1. ลมมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใต้หรือมรสุม ฤดูรอ้ น
- พัดผ่านมหาสมทุ รอนิ เดยี ในช่วงเดือนพฤษภาคม – กนั ยายน
2. ลมมรสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนอื หรือมรสมุ ฤดูหนาว
- พัดผ่านตอนกลางของประเทศจนี ในช่วงเดอื นพฤศจกิ ายน – กมุ ภาพนั ธ์
3. ลมวา่ วหรอื ลมขา้ วเบา
- เป็นลมหนาวพดั อยู่ในช่วงเปลี่ยนฤดูระหว่างเดอื นตลุ าคม – พฤศจิกายน
4. ลมตะเภา
- เป็นลมร้อน พดั อย่ใู นชว่ งเปลย่ี นฤดูระหว่างเดอื นมีนาคม – เมษายน
***อากาศร้อนอุณหภมู สิ ูง ความกดอากาศตํา่
***อากาศเยน็ อณุ หภมู ติ ่าํ ความกดอากาศสงู
ลมประจาํ
1. ลมประจาํ ฤดู (ลมมรสุม)
1. ลมมรสุมฤดรู อ้ น (มรสุมตะวันตกเฉยี งใต)้
- ทาํ ให้มีฝนตกในภมู ภิ าคต่างๆ ระหวา่ งเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม
- ทะเลอนั ดามนั มคี ลื่นลมแรงไมเ่ หมาะแก่การท่องเทย่ี ว
2. ลมมรสุมฤดูหนาว (มรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ)
- ทาํ ให้ภูมิภาคต่างๆมีอากาศแห้งแลง้ และหนาวเย็น
- ยกเวน้ ภาคใตฝ้ ่ังตะวัน ออกจะมฝี นตกประมาณเดอื นพฤศจกิ ายน-มนี าคม
2. ลมประจาํ ถิน่
1. ลมขา้ วเบา (ลมวา่ ว)
- พัดในช่วงรอยต่อระหวา่ งมรสุมฤดรู ้อนเปลีย่ นไปเปน็ มรสุมฤดูหนาว (ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจกิ ายน)
- เป็นลมรอ้ นท่แี หง้ ทําให้ขา้ วกลา้ ในนาสุก เรว็ กอ่ นกาํ หนด
2. พายุหมนุ
- เกดิ ในชว่ งเดอื นสิงหาคม – ตลุ าคม
- พายุชนิดน้พี ดั มาจากทะเลจีนใต้จะนําฝนมาตกหนักในประเทศไทย
- ทาํ ให้ปรมิ าณน้ําฝนแตล่ ะปีมากนอ้ ยต่างกัน
สรปุ๊ สรปุ สงั คมศึกษา
หนา้ 68
พายุ : เกดิ จากหย่อมความกดอากาศต่ํา /มวลอากาศรอ้ นปะทะมวลอากาศเย็น
1. พายฟุ า้ํ คะนอง หรอื พายุฤดรู อ้ น เกิดในวนั ทีม่ ีอากาศร้อนอบอ้าว ลมกระโชกแรง เป็นบรเิ วณแคบๆ ต้นไม้หลังคา ปา้ ย
โฆษราลม้ ก่อนฝนตก มีฟา้ แลบ ฟ้ารอ้ ง ฟ้าผา่ และลกู เห็บตก
2. พายุหมุน -เกดิ จาก 2 บริเวณมคี วามกดอากาศแตกต่างกันมากจะเกดิ ลมพัดด้วยความเร็วสูงเปน็ ลกั ษณะพัดวนรอบ
จดุ ศนู ย์กลาง แบ่งประเภทตามความเร็วลมได้ ดงั นี้
1. พายุดเี ปรสชั่น ความเร็วลมสงู สุด ไมเ่ กิน 62 กม./ชม. ทําให้เกิดฝนตกหนกั
2. พายุโซนร้อน ความเรว็ ลมสูงสดุ 63-118 กม./ชม. เกิดจากพายุไตฝ้ นุ่ อ่อนกาํ ลงั ลง
3. พายุไต้ฝุ่น (พายหมุน) ความเร็วลมสูงสุด มากกว่า 118 กม./ชม. ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ อาคารบ้านเรือน
พังทลาย
พายหุ มนุ มีหลายชื่อเรยี กตามแหล่งกาํ เนดิ ดังน้ี
1. เฮอรร์ เิ คน คอื พายุหมนุ ท่ีเกิดบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนตกิ
เชน่ รฐั ฟลอรดิ า ทะเลแคริเบยี น และอา่ วเม็กซิโก
2. ไตฝ้ ุ่น คอื พายหุ มุนทเี่ กดิ บรเิ วณมหาสมุทรแปซิฟิก เชน่ อ่าวไทย, อ่าวตังเกยี๋ , ทะเลจีนใต้
3. ไซโคลน คอื พายหุ มนุ ท่เี กิดบริเวณมหาสมุทรอินเดยี เช่น อ่าวเบงกอล,ทะเลอาหรบั
4. บาเกยี ว คือ พายุหมนุ ท่ีเกิดบรเิ วณหมู่เกาะฟลิ ิปปินส์
5. ทอร์นาโด คือ พายุหมุนที่เกิดบนพ้ืนดิน (พายุอ่ืนๆ เกิดในมหาสมุทร) มักเกิดในอเมริกามีความเร็วลมมากที่สุด ถึง
500-600 กม./ชม.
สรุ๊ปสรปุ สังคมศกึ ษา
หน้า 69