The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

01-การศึกษาอิสระ-จุฑามาศ-

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2020-04-22 11:58:49

01-การศึกษาอิสระ-จุฑามาศ-

01-การศึกษาอิสระ-จุฑามาศ-

รายงานการศึกษาอสิ ระทางสงั คมศกึ ษา

เรอื่ ง

ทศั นคติตอ่ การประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์ ช้ันปที ่ี 4
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
The Attitude toward Career of 4th year undergraduate

students in the Faculty of Education
Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Khon Kaen Campus

โดย
นางสาวจฑุ ามาศ ผาดจนั ทร์
รหัสนสิ ิต ๕๙๐๕๕๐๒๐15
ช้นั ปีท่ี ๔ คณะครศุ าสตร์ สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา

รายงานการศกึ ษาอิสระเป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ า การศึกษาอิสระทางสงั คมศกึ ษา
สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา
ภาคเรียนท่ี 2/2562

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่



กิตตกิ รรมประกาศ

การศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับนี้สาเร็จลงได้ด้วยความอนุเคราะห์จากบุคคลหลายฝ่าย
ซึ่งผู้วิจยั ขอระบุนามไว้เพ่อื แสดงความขอบคุณ ดงั ตอ่ ไปนี้

ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อนุสรณ์ นางทะราช อาจารย์ที่ปรึกษาในการทาวิจัย
ท่ีให้คาปรึกษาแนะนา อ่าน ตรวจ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ รวมท้ังได้ให้ข้อคิดท่ีเป็นประโยชน์
ตลอดจนดูแลให้กาลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยดีเสมอมา ขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์บุญส่ง นาแสวง
อาจารย์สุภาพร บัวช่วย และอาจารย์พันทิวา ทับภูมี ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องเครื่องมือ
การวิจัย ท่ีได้สละเวลาตรวจสอบความถูกต้องของเคร่ืองมือวิจัย ขอบคุณผู้ตอบแบบสอบถามทุก
ทา่ นท่ีกรุณาให้ข้อมูลในการศึกษาวิจัยในคร้ังนี้ ขอบคุณมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ที่ให้ความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมกับช่วยเหลือใน
เร่ืองของเอกสารข้อมูลในการทางานการศึกษาค้นคว้าอิสระ ตลอดจนให้ความรู้ทางด้าน
วิชาการ และประสบการณ์ในการทาการศึกษาคน้ คว้าอสิ ระในครัง้ นี้ สาเร็จลลุ วงไปด้วยดี

ขอขอบพระคุณคณาจารย์ประจาหลักสูตรปริญญาตรี สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ทุกท่านท่ีได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา
ความรู้ มอบประสบการณ์อันมีค่าย่ิงแก่ศิษย์ ขอกราบขอบพระคุณบิดามารดาท่ีให้กาลังใจ
และสนบั สนุนการทาศึกษาอสิ ระในครัง้ น้เี ปน็ อยา่ งดี

ขอขอบคุณคณาจารย์ นักวิชาการทุกท่านที่เป็นเจ้าของหนังสือและงานวิจัยที่มีคุณค่า
ซง่ึ ทา่ นได้เขียนงานเอกสารไว้ให้ได้ศกึ ษาค้นคว้า เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการเขียนงานการศกึ ษา
ค้นควา้ อิสระในครั้งน้ี

งานการศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับน้ี ผู้จัดทางานวิจัยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจตาม
สมควร พร้อมท้ังขอยกคุณความดีนี้บูชาพระคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ ตลอดจนถึงผู้มี
พระคุณทุกท่านที่ได้ให้ชีวิต สติปัญญา และคุณธรรม อันเป็นเคร่ืองช้ีนาทางชีวิตและเสริมสร้าง
บารมีสิ่งดีงามให้แก่ผู้ศึกษา ทาให้มีความรู้ มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนจนถึงปัจจุบัน ผู้จดั ทาต้องขอ
อนโุ มทนาขอบคุณไว้ ณ ทีน่ ี้

ผ้จู ัดทางานวิจยั
นางสาวจุฑามาศ ผาดจันทร์



ชอ่ื งานวิจัย ทศั นคติต่อการประกอบอาชพี ของนิสติ คณะครศุ าสตร์ ชั้นปที ี่ ๔

ผูว้ จิ ัย มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
อาจารย์ท่ีปรึกษา
ปกี ารศึกษา นางสาวจุฑามาศ ผาดจันทร์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อนสุ รณ์ นางทะราช
ภาคเรยี นที่ ๒/๒๕๖๒

บทคัดยอ่

การศึกษาวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์
เพ่ือศึกษาทัศนคติของนิสิตต่อการประกอบอาชีพ และเพื่อศึกษาหาแนวทางในการประกอบอาชีพ
ของนิสิตเม่ือสาเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากร ใช้วิธีเลือกกลุ่ม
ประชากรแบบเจาะจง คือนิสิตคฤหัสถ์คณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ที่ทาการลงทะเบียนเรียนในภาค
เรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ จานวน ๕๐ คน เป็นชาย ๑๔ คน เป็นหญิง ๓๖ คน เพื่อศึกษา
ทัศนคติของนิสิตต่อการประกอบอาชีพ และทิศทางในการประกอบอาชีพของนิสิตเม่ือสาเร็จ
การศึกษา โดยจาแนกตาม เพศ ช่วงอายุ และสาขาท่ีศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยการหา
ค่าเฉลยี่ คา่ รอ้ ยละ และค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยปรากฏว่า ทัศนคติด้านการประกอบอาชีพ นิสิตมีทัศนคติโดยรวมในด้านบวก
โดยมีระดับของทัศนคติอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีค่าเฉลี่ย 4.4 ในทุกข้อคาถามนิสิตมีทัศนคติอยู่
ในระดับเห็นด้วยมาก โดยเห็นด้วยมากอันดับแรกคือมีความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่น
มีค่าเฉล่ีย 4.46 รองลงมาคือสามารถเลือกงานที่ตรงกับความรู้สึกและความสามารถของนิสิตได้
มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย 4.42 และเห็นด้วยมากน้อยท่ีสุดคือ ชื่อเสียงของ
มหาวิทยาลัยมีผลตอ่ การได้งานทา มคี า่ เฉลี่ย 4.34

ทัศนคติด้านทิศทางในการประกอบอาชีพ นิสิตมีทัศนคติในการหางานทาทันทีหลังจบ
การศึกษา ต้องการรับราชการ เลือกประกอบอาชีพอยู่ในภูมิลาเนาที่เกิด ต้องการงานที่ตรงกับ
สาขาวิชาชีพท่ีเรียนหรือสาขาที่เก่ียวข้องกับท่ีเรียน ต้องการอัตราเงินเดือนตามท่ีราชการกาหนด
และนสิ ติ ต้องการอาชีพท่มี ีความมัน่ คง

สารบัญ ค

กิตติกรรมประกาศ ก
บทคดั ย่อ ข
สารบญั ค
บทที่ ๑ บทนา ๑
1
๑.๑ ความเป็นมาและความสาคัญ 4
๑.๒ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั 4
๑.๓ ขอบเขตของการวิจยั 4
๑.๔ กรอบแนวคิดการวิจัย 5
1.5 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 5
๑.6 ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รับ 6
บทที่ ๒ แนวคดิ ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง 6
๒.๑ แนวคดิ เกี่ยวกบั ทัศนคติ 9
๒.๒ แนวคดิ เกยี่ วกับการประกอบอาชีพ 16
๒.๓ ทฤษฎีการวัดทศั นคติ 19
๒.๔ ทฤษฎีจิตวทิ ยาสังคม 20
๒.๕ ทฤษฎีแรงจูงใจ 21
๒.๖ งานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง 36
บทที่ ๓ ระเบียบการวธิ ีวจิ ัย 36
๓.๑ รปู แบบวธิ ีการวิจยั 36
๓.๒ ประชากรกลุม่ เปา้ หมาย 36
๓.๓ การสร้างเครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการศึกษา 37
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล 38
๓.๕ การวิเคราะหข์ ้อมูล 38
๓.๖ สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู 39
3.7 สรุปกระบวนการวิจยั 41
บทที่ ๔ ผลการศกึ ษาวิจัย 41
๔.๑ สญั ลักษณ์ทใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู 42
๔.๒ เสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 47
บทท่ี ๕ สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 47
๕.๑ สรปุ การวิจยั 48
๕.๒ การอภปิ รายผล 49
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะงานวิจยั 51
บรรณานกุ รม

สารบัญ (ต่อ) ง

ภาคผนวก 54
ภาคผนวก ก แบบสอบถาม 55
ภาคผนวก ข การหาคา่ ความเทย่ี งตรงของแบบสอบถาม (IOC) 59
60
ประวัตผิ ู้วจิ ัย

บทที่ ๑
บทนา

1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั

ในสภาพปัจจุบันมีการแข่งขันในการหางานทากนั อย่างมาก การคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้
ความสามารถเหมาะสมกับตาแหน่งงาน ซ่ึงมีอยู่น้อยแต่ยังว่างอยู่ให้เข้ามาทางานในองค์กรหรือ
บริษัทซ่ึงต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ และมีศักยภาพในการทางาน นักศึกษาจานวนมากท่ี
จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากสถาบันต่างๆในแต่ละปีมีอยู่เป็นจานวนมาก ต่างก็มีความหวัง
ในการท่ีจะมีงานทา ความเชื่อมั่นของนักศึกษาในสถาบันการศึกษาท่ีตนศึกษาอยู่กลายเป็นปัญหา
ของนักศึกษาที่กาลังศึกษาอย่แู ละนักศึกษาท่ีกาลังจะจบการศกึ ษา รวมถึงนักศึกษาที่กาลังจะเลือก
เขา้ ศึกษาตอ่ ในระดับอุดมศกึ ษา ซง่ึ ความม่ันใจในสถาบันการศึกษาของตนวา่ เม่ือจบการศึกษาแล้ว
จะมโี อกาสไดง้ านทามากน้อยเพียงใด

ประเทศไทยกาลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมเศรษฐกิจใหม่1 (New Economy) ซึ่งเป็นยุคของ
เศรษฐกิจท่ีมุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่สภาพสังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้โดยการนาเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ในการพัฒนา สาหรับประเทศไทยการพัฒนามุ่งเน้นไปท่ีการปฏิรูปการศึกษาและ
การพัฒนาคนในส่วนของการปฏิรูปการศึกษาได้มีการจัดระบบการบริหารด้านพื้นฐานทาง
การศึกษา สนับสนุนให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะ ยกระดับฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการ
ของตลาด และสภาวะเศรษฐกิจท่ีเปลี่ยนแปลงเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทุกระดับใน
ส่วนของการพัฒนาคนได้มีการเสริมสร้างศักยภาพของคนให้มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สร้างทักษะในการแก้ปัญหาและจัดการปรับเปล่ียนวิธีการจัดการในการ
พฒั นาให้มคี วามรู้ ตลอดจนส่งเสรมิ กระบวนการเรยี นรขู้ องประชาชน

ประเทศไทยมีประชากรที่มีบทบาทในตลาดแรงงานของประเทศมากที่สุด คือประชากรที่
มีอายุระหว่าง 20–37 ปี (ทาการสารวจอายุ ณ ปี พ.ศ.2558) ประชากรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนรุ่น
ใหม่ที่เกิดมาในยุคความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และยังเป็นกลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนของผู้ทางาน
ในหน่วยงานภาคเอกชนมากที่สุด ด้วยความที่ช่วงวัยนี้เป็นวัยท่ีมีการเปล่ียนผ่านจากวัยศึกษาเล่า
เรียนมาสู่วัยทางาน ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมและสังคมที่แตกต่างไปจาก
วัยศึกษาเล่าเรียน ต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเอง มีเป้าหมายในการดาเนินชีวิตท่ีชัดเจนข้ึนและ
เริ่มที่จะก่อร่างสร้างครอบครัว อีกทั้งในวัยนี้ยังเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางร่างกายที่แข็งแรง

1 จิรวัสสา แจ่มใส, แนวคดิ เศรษฐกิจใหม่ (New Economy), (อุตรดิตถ์ : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
อตุ รดิตถ,์ 2544), หน้า 39.



เริ่มมีความคงที่ทางอารมณ์ มีความรู้ความสามารถในการใช้เทค โนโลยีต่างๆเป็นอย่างดี
ประชากรในชว่ งวัยนี้จึงนับวา่ เป็นประชากรทม่ี ีความสาคัญต่อการพัฒนาประเทศ2

จะเห็นได้ว่า “คน” นับเป็นเป้าหมายสาคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซ่ึงสอดคล้องกับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 8 (พ.ศ. 2540-2544) ต่อเนื่องมายังแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ที่เน้นคนเป็นเป้าหมายหลักสาหรับ
การพัฒนา โดยมุ่งให้ทุกคนมีการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
อย่างเต็มที่ในทุกด้าน โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและการฝึกอบรม
กับสถานประกอบการในการแลกเปล่ียนทรัพยากรบุคคล การประสานพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน
รวมทั้งการแลกเปล่ียนข้อมูลสารสนเทศ เพ่ือประโยชน์ในการปรับปรุงหลักสูตร และการกาหนด
เป้าหมายการผลิตกาลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และยังสอดคล้อง
กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2594) ท่ีว่าให้คนไทยมี
ความม่ันคงทางเศรษฐกิจและสังคม ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการทาง
สังคมที่มีคุณภาพ ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพา
ตนเองได้ และเพ่ือวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนท่ีสมบูรณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย
คา่ นิยมที่ดี มจี ิตสาธารณะ และมคี วามสุขโดยมสี ุขภาวะและสุขภาพท่ดี ี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจน
เป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต3

การพัฒนาประเทศให้เจรญิ ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ
สงั คม การเมือง และวัฒนธรรม จาเปน็ ต้องอาศัยปัจจัยหลายอยา่ งประกอบกนั และปัจจยั พน้ื ฐานที่
สาคัญอย่างย่ิงคือ คุณภาพและศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศน่ันเองซ่ึงการจะพัฒนา
คุณภาพและศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอและมี
คุณค่าพร้อมต่อการตอบสนองการพัฒนาประเทศในทุกด้านได้น้ัน จาเป็นต้องอาศัยกลไกทาง
การศึกษา ดังพระราชดารัสท่ีว่าการศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ทั้งนี้เน่ืองจากการศึกษาเป็น
กระบวนการหนึ่งท่ีสาคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ังด้าน
ร่างกาย จติ ใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม และจริยธรรมในการดารงชีวติ สามารถอยู่รว่ มกับผู้อ่ืน
ได้อยา่ งมีความสขุ 4

2 นลินี ม่ิงมณี, ปัจจัยทางชีวสังคมและจิตลักษณะบางประการท่ีเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการ
ดูแลสขุ ภาพของผใู้ หญ่ในวัยผใู้ หญ่ตอนต้นและตอนกลาง, รายงานการวิจยั , (กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, 2549), หนา้ 1.

3 เดชา บ่อวารี, ความพึงพอใจของหัวหนา้ งานทมี่ ตี อ่ การปฏบิ ตั ิงานของบณั ฑติ โครงการจัด
การศึกษา กศ.บป. คณะวทิ ยาการจดั การ สถาบนั ราชภัฎกาญจนบุร,ี รายงานวจิ ัย, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ, 2545), หนา้ 1

4 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542,
(กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั พริกหวานกราฟฟิค จากดั , 2542), หนา้ 5.



ซึ่งจะสอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ขอนแก่น ท่ีต้องการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
แห่งชาติ (TQF:HEd) โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาบูรณาการในกระบวนการจัดการเรียน
สอน เพื่อให้ได้บัณฑิตท่ีมีคุณภาพ เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติที่ให้
การศึกษาเป็นเคร่ืองมือกลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความเป็นพลเมือง มีองค์ประกอบ
๔ ด้าน คือ มีคุณลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ มีองค์ความรู้ที่สาคัญในศตวรรษท่ี ๒๑
มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ มีทักษะการดารงชีวิต และมีคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์
ตามนวลักษณ์ของบัณฑิต ๙ ประการ คือ มีปฏิปทาน่าเล่ือมใส รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของ
สังคม มีศรัทธาอุทิศตนเพ่ือพระพุทธศาสนา มีความสามารถและทักษะด้านภาษา ใฝ่รู้ใฝ่คิด
รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม มีโลกทัศน์กว้างไกล เป็นผู้นาด้านจิตใจและปัญญา และมีศักยภาพ
พร้อมทีจ่ ะใชแ้ ละพฒั นานวัตกรรม

อัตราการว่างงานของผู้สาเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเทียบกับจานวนผู้ว่างงานทุก
ระดับการศึกษานั้นสูงข้ึนเร่ือยๆ จากร้อยละ 9.1 ในปี พ.ศ. 2554 มาเป็นร้อยละ 27.93 ในปี
พ.ศ. 2556 (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , 2557)
นักวชิ าการไดก้ ล่าวถงึ ปัญหาการว่างงานไว้หลายสาเหตุทง้ั ด้านประชากร เศรษฐกจิ และสังคม พอ
สรุปได้ว่าจากการท่ีอัตราการเพิ่มประชากรถึงร้อยละ 3 – 3.2 ในช่วงปี พ.ศ. 2503 - 2513
ทาให้ประชากรล้นงานในปัจจุบัน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกได้ตกต่า ทาให้การขยายตัวของ
ตลาดลดลง แตก่ ารขยายตัวของผู้สาเรจ็ การศึกษาในระดับสงู กลับเพิ่มตามค่านิยมของสังคมไทยว่า
ผู้มีการศึกษาสูงจะมีรายได้ดี เป็นผลให้ผู้สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีอัตราการว่างงาน
สูงขน้ึ 5

การเลือกประกอบอาชีพมีความสาคัญต่อบุคคลหน่ึงเป็นอย่างมาก หากบุคคลนั้นๆเลือก
ประกอบอาชีพท่ีเหมาะสมกับตนเองแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความสุขในการทางานและโอกาส
ความสาเร็จในอาชีพน้ันมีสูง แต่ในทางตรงกันข้ามหากบุคคลน้ันๆ เลือกประกอบอาชีพไม่
เหมาะสมกับตนเอง ย่อมก่อให้เกิดความเบ่ือหน่าย ทางานอย่างไม่เป็นสุข ท้อแท้ และสุดท้ายก็จะ
ไม่สามารถประสบความสาเร็จในอาชีพนน้ั และปัญหาตา่ งๆ ทั้งของตนเองและส่ิงแวดล้อมรอบข้าง
ก็จะตามมา จึงทาให้ผู้วิจัยสนใจท่ีจะศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติต่อการประกอบอาชีพเม่ือสาเร็จ
การศึกษาของนิสิตคณะครุศาสตร์ ชั้นปีท่ี 4 มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขต
ขอนแก่น เพ่ือเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพของนิสิตเม่ือสาเร็จการศึกษา สามารถนามาใช้
สร้างทัศนคติในเชิงบ วกและโน้มน้าวให้นิสิตอยากทางาน ในสายงา น ที่ได้ศึกษ าม าโดย ตรง
และผู้วิจัยมุ่งหวังว่าผลการวิจัยในคร้ังน้ีจะเป็นข้อมูลท่ีสาคัญที่สามารถแสดงถึงความต้องการของ
นสิ ติ และการมีทัศนคตทิ ่ดี ตี อ่ อาชีพของตน เพื่อเป็นพัฒนาสังคม เศรษฐกจิ และประเทศชาตติ อ่ ไป

5 สมชาย สุขสิริเสรีกุล, สาเหตุและแนวทางแกไขปัญหาการว่างงานของผู้สาเร็จการศึกษา
ระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550),
หน้า 1.



1.2 วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย

๑. เพื่อศกึ ษาทัศนคตขิ องนสิ ิตต่อการประกอบอาชีพเมอ่ื สาเร็จการศึกษาจากมหาวทิ ยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่

๒. เพื่อศึกษาหาแนวทางในการประกอบอาชีพของนิสิตเมื่อสาเร็จการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

1.3 ขอบเขตของการวิจยั

ในการศึกษาคร้ังนี้เป็นงานวิจัยเชิงสารวจ มุ่งศึกษาค้นคว้าเพื่อศึกษาทัศนคติของนิสิตต่อ
การประกอบอาชีพเมื่อสาเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ขอนแกน่ โดยมขี อบเขตดังนี้

1.3.1 ขอบเขตด้านเน้ือหา
เนื้อหาท่ีใช้ในการวิจัยคร้งั น้ี เป็นเนอ้ื หาเกีย่ วกบั ทัศนคตติ ่อการประกอบอาชีพ

1.3.2 ขอบเขตดา้ นพืน้ ที่
ห้องเรียนชั้นปีท่ี 4 สาขาวิชาสังคมศึกษาและสาขาวิชาการสอนภาษาไทย

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่
1.3.3 ขอบเขตดา้ นตวั แปรท่จี ะศึกษา

กาหนดขอบเขตด้านตวั แปรทจ่ี ะศกึ ษา ไดด้ ังน้ี
ตวั แปรตน้

- เพศ
- อายุ
- สาขาทศี่ ึกษา
ตัวแปรตาม
- ทัศนคติของนสิ ิตตอ่ การประกอบอาชพี
1.3.4 ขอบเขตดา้ นประชากรกลุม่ เป้าหมาย
นิสติ คฤหัสถ์คณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ที่ทาการลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนท่ี ๒
ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒ จานวน ๕๐ คน เป็นชาย ๑๔ คน เปน็ หญงิ ๓๖ คน
1.3.5 ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๒ - เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓ ในภาคเรียนที่ ๒
ปกี ารศึกษา ๒๕๖๒

1.4 กรอบแนวคดิ งานวิจยั ตวั แปรตาม
ทัศคติของนิสิตต่อการประกอบอาชีพ
ตวั แปรตน้ เมอ่ื จบการศกึ ษา
๑. เพศ
๒. อายุ
๓. สาขาทศ่ี ึกษา



1.5 นยิ ามศัพท์เฉพาะ

- ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกนึกคดิ ของนสิ ติ คณะครุศาสตร์ ช้นั ปีที่ 4 มหาวทิ ยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น ทมี่ ตี ่อการประกอบอาชพี หลงั สาเร็จการศึกษา

- การประกอบอาชีพ หมายถึง การมีงานทาของนิสิตท่ีจบการศกึ ษาจากมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ซ่ึงประกอบด้วย รับราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัท
ธุรกจิ เอกชน ธุรกจิ ครอบครวั อาชีพส่วนตวั

- นิสิต หมายถึง นิสิตคฤหัสถ์ท่ีกาลังศึกษาในคณะครุศาสตร์ ช้ันปีท่ี 4 มหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่

1.6 ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ ับ

๑. ได้ทราบทัศนคติของนิสิตต่อการประกอบอาชีพเมื่อสาเร็จการศึกษาจาก
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น

๒. ได้ทราบแนวทางในการประกอบอาชีพของนิสิตเมื่อสาเร็จการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น

บทที่ 2

แนวคดิ ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยทีเ่ กย่ี วข้อง

การวิจัยเร่ืองทัศนคติต่อการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์ ช้ันปีท่ี ๔
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ผู้วิจัยได้รวบรวมแนวคิด ทฤษฎี
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพ่ือเป็นแนวทางในการกาหนดกรอบแนวคิดการตั้งสมมุติฐานการวิจัย
และใช้ในการอธิบายถึงทัศนคติของนิสิตที่มีต่อการประกอบอาชีพเม่ือสาเร็จการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ี
เกีย่ วข้องซงึ่ มรี ายละเอียด ดังนี้

2.1 แนวคิดเก่ียวกบั ทัศนคติ
2.2 แนวคดิ เกย่ี วกับการประกอบอาชีพ
2.3 ทฤษฎกี ารวัดทัศนคติ
2.4 ทฤษฎีจิตวทิ ยาสงั คม
2.5 ทฤษฎแี รงจูงใจ
2.6 งานวิจัยที่เก่ียวข้อง

2.๑ แนวคิดเกีย่ วกบั ทศั นคติ

นักวชิ าการ และผรู้ ูห้ ลายท่านไดใ้ ห้ความหมายของไว้ ดังนี้
Henerson, Morris and Fitz-Gibbon ได้กล่าวมโนทัศน์เก่ียวกับทัศนคติไว้ว่ามีลักษณะ
เช่นเดียวกับมโนทัศน์เชิงนามธรรมทั่วไปท่ีเกิดจากการสร้างขึ้น เป็นเคร่ืองแสดงให้เห็นถึงสิ่งท่ี
มนษุ ย์คดิ พดู หรอื กระทา หรอื อาจเป็นการทานายพฤติกรรมที่อาจเกิดขึน้ ในอนาคต6
Oppenheim ได้ให้คาจากัดความของทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ คือ สภาวะของความ พร้อม
ความพอใจทจ่ี ะแสดงปฏกิ ริ ิยาในรูปแบบตา่ งๆ เมื่อตอ้ งเผชญิ กบั ส่ิงเร้า7
Allport ได้ใหค้ วามหมายของทัศนคติไวว้ ่า ทัศนคติ คือ สภาวะความพร้อมทางจติ ซ่ึงเกิด
จากประสบการณท์ เ่ี คยเผชิญมากอ่ น8
Thurstone ได้นิยามคาว่าทัศนคติไว้ว่า เป็นผลรวมท้ังหมดของมนุษย์เก่ียวกับความรู้สึก
อคติ ความคิด ความกลัวบางส่ิงบางอย่าง การแสดงออกทางด้านการพูดเป็นความคิด และ
ความคิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของทัศนคติ ดังนั้น ถ้าเราอยากวัดทัศนคติ เราจะสามารถทาได้โดยวัด
ความคิดของบคุ คลที่มีต่อสิง่ ตา่ งๆ9

6 สทิ ธิโชค วรานุสันติกุล, จติ วทิ ยาสงั คม : ทฤษฏแี ละการประยกุ ต์, (กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยเู คชั่น
จากดั , ๒๕๔๘), หน้า ๑๒๑.

7 เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๑๒๑.
8 เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ ๑๒๒.
9 ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ : การวัด การเปล่ียนแปลงและพฤติกรรมอนามัย, พิมพ์ครั้งท่ี ๒,
(กรุงเทพมหานคร : พีระพัธนา, ๒๕๒๖), หน้า ๑.



Gordon Allport ทัศนคติ หมายถึง สภาวะความพร้อมทางด้านจิต ซึ่งเกิดข้ึนจาก
ประสบการณ์ สภาวะความพร้อมน้ี จะเป็นแรงที่จะกาหนดทิศทางของปฏิกิริยาของบุคคลท่ีจะมี
ต่อบุคคล สิ่งของ หรอื สถานการณท์ เี่ กยี่ วขอ้ ง

G. Murphy, L. Murphy และ T.Newcome ทัศนคติ หมายถึง วิถีทางหรือความพร้อม
ในการมองเหน็ ดว้ ย หรอื ไม่เห็นดว้ ยกบั ส่งิ ใดส่งิ หนึ่ง

Milton Rokeach ทัศนคติ เป็นการผสมผสานหรือการจัดระเบียบของความเชื่อท่ีมีต่อสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่ง หรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หน่ึง ผลรวมของความเช่ือนี้จะเป็นตัวกาหนดแนวโน้ม
ของบคุ คลในการที่จะมีปฏกิ ิริยาตอบสนองในลกั ษณะท่ีชอบหรือไมช่ อบ10

เพราพรรณ เปลยี่ นภู่ ใหน้ ยิ ามของทศั นคตไิ ว้ ดงั น้ี
1. ทัศนคติเป็นความรู้สึกของบุคคลต่อความนึกคิด ซึ่งความรู้สึกนี้ค่อนข้างจะแน่นอน
มีทิศทางในการแสดงออกให้เห็นว่าเขายอมรับหรือไม่ยอมรับวัตถุหรือบุคคลน้ันๆ ซึ่งเป็นที่
เปลีย่ นแปลงไดแ้ ตค่ อ่ นขา้ งยาก
2. ทศั นคติเป็นเร่ืองทีต่ ้องเรียนรแู้ ละมกั แสดงออกมาในรูปของความรู้สึกทีร่ ุนแรงมากกว่า
ธรรมดา คือแสดงปฏกิ ิริยาให้เหน็ ถึงความรสู้ ึกนนั้ 11

อัคคเดช เอ่ียมละออง ได้กล่าวถึงทัศนคติว่า มีความเก่ียวข้องกับความพร้อมของร่างกาย
และจิตใจที่มีแนวโน้มในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ใดๆด้วยการเข้าหาหรือถอยหนี
แบ่งเป็น 2 ประเภท

1. ทัศนคติทางบวกหรือทัศนคติที่ดี แนวโน้มท่ีจะเข้าหาสิ่งเร้าหรือสถานการณ์น้ันๆด้วย
ความชอบ ความพอใจ

2. ทัศนคติทางลบหรือทัศนคติไม่ดี แนวโน้มท่ีจะถอนหนีส่ิงเรา้ หรือสถานการณ์นั้นๆด้วย
ความไม่ชอบไม่พอใจ และยังได้กล่าวถึงลักษณะท่ัวไปของทัศนคติว่า ทัศนคติเกิดจากการเรียนรู้
หรือประสบการณ์ที่ไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด อีกท้ังยังเป็นตัวช้ีในการแสดงพฤติกรรมซึ่งไม่สามารถ
ถา่ ยทอดจากบคุ คลหน่งึ ไปยังอกี บคุ คลหนง่ึ ได้ และทัศนคตนิ ั้นเปน็ ส่ิงที่สามารถเปล่ียนแปลงได้12

สภุ าภรณ์ ขาวสวย13 ทัศนคติ คือการประเมินหรือการตดั สินใจเก่ียวกบั ความชอบหรอื ไม่
ชอบวัตถุ คน หรือเหตุการณ์ ซ่ึงสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของบุคคลเก่ียวกับบางสิ่งบางอย่าง
ทัศนคติจึงเป็นความรู้สึกด้านอารมณ์ (พอใจหรือไม่พอใจ) และความเช่ือของบุคคลท่ีมีต่อ

10 ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ : การวัด การเปล่ียนแปลงและพฤติกรรมอนามัย, พิมพ์คร้ังท่ี ๒,
(กรงุ เทพมหานคร : พีระพัธนา, ๒๕๒๖), หน้า 2.

11 เพราพรรณ เปลี่ยนภู่, จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพ : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี,
2543), หน้า ๙.

12 ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ : การวัด การเปล่ียนแปลงและพฤติกรรมอนามัย, พิมพ์ครั้งที่ ๒,
(กรุงเทพมหานคร : พีระพธั นา, ๒๕๒๖), หน้า ๔.

13 สภุ าภรณ์ ขาวสวย, ทศั นคติของนกั ศึกษาระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชีพชน้ั สงู ในอาเภอเมือง
จงั หวดั เชยี งใหม่ ต่อการเป็นผู้ประกอบการ คณะบริหารธรุ กิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รายงานการวิจยั ,
(เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่, 2546), หน้า ๖.



สภาพแวดล้อม ทัศนคตเิ ป็นพลังอย่างหน่ึงทีไ่ ม่อาจมองเห็นเชน่ เดียวกับสัญชาติญาณหรือแรงจูงใจ
แต่เป็นพลังท่ีสามารถผลักดันการกระทาบางอย่างที่สอดคล้องกับความรู้สึกของทศั นคติ อาจกล่าว
ได้ว่าทัศนคติคือท่าทีหรือแนวโน้มของบุคคลท่ีแสดงต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึง อาจเป็นบุคคล กลุ่มคน
ความคิด หรือสิ่งของก็ได้ โดยมีความรู้สึกหรือความเช่ือเป็นพ้ืนฐาน บางคนก็มีทัศนคติด้านบวก
(Positive affectivity) บางคนก็มีทัศนคติด้านลบ (Negative affectivity) จากความหมาย
และแนวคิดเกย่ี วกับทัศคติขา้ งต้นสรุปไดว้ า่ ทัศนคติเป็นความร้สู ึก ความเชอ่ื ส่วนบุคคลที่มตี ่อส่งิ ใด
สง่ิ หน่ึง ซงึ่ มีผลมาจากสิ่งเรา้ ที่บุคคลน้นั ไดร้ บั และแสดงพฤติกรรมตอ่ สงิ่ เรา้ ท่ีได้รบั ซง่ึ เป็นเป็นไดท้ ้ัง
ทางบวกและทางลบ หรือเป็นการแสดงออกซึ่งทัศนคติที่ดีหรือไม่ดี ซ่ึงทัศนคติสามารถ
เปลย่ี นแปลงได้โดยขึน้ อยกู่ บั สิ่งเรา้ ทีไ่ ด้รับเปลี่ยนแปลงไป14

จริ ะวัฒน์ วงศส์ วสั ดิวัฒน์15 ไดส้ รปุ คณุ ลกั ษณะของทศั นคติ ว่ามี 6 รปู แบบ คือ
1. ทัศนคติเป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ ไม่ใช่ส่ิงที่มีติดตัวมาแต่เกิดประสบการณ์
มีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ การสั่งสมประสบการณ์ท้ังทางตรงและทางอ้อม โดยผ่านกระบวนการปะทะ
สงั สรรคก์ บั สิง่ ต่าง ๆ ในสงั คม จะมผี ลโดยตรงต่อทัศนคติ
2. ทัศนคติมีคุณลักษณะของการประเมิน (evaluative nature) ทัศนคติเกิดจากการ
ประเมินความคิด หรือความเชื่อท่ีบุคคลมีอยู่ เก่ียวกับสิ่งของ บุคคลอ่ืน หรือเหตุการณ์ ซึ่งจะเป็น
สื่อกลางทาใหเ้ กิดปฏกิ ิริยาตอบสนอง ทัศนคตมิ ีธรรมชาตขิ องการประเมนิ เปน็ ความคดิ หรอื ความ
เชื่อที่มีความรู้สึกแฝงอยู่ด้วย การที่บุคคลหนึ่งจะมีทัศนคติอย่างไรต่อสิ่งใด ข้ึนอยู่กับการประเมิน
ความรู้ ความคิด หรือความเช่อื ท่ีมเี กยี่ วกบั สิง่ นั้น ซึ่งจะทาให้ผู้ประเมินเกิดความรู้สกึ ทางบวก หรือ
ทางลบต่อสงิ่ ดงั กล่าวผลการประเมนิ อาจแตกต่างกนั ตามประสบการณข์ องแต่ละบคุ คล ทศั นคตติ ่อ
ส่ิงเดยี วกันอาจแตกต่างกันตามเพศ อายุ หรอื อาชีพ
3. ทัศนคติมีคุณภาพและความเข้ม (quality and intensity) คุณภาพและความเข้มของ
ทัศนคติจะเป็นสิ่งท่ีบอกถึงความแตกต่างของทัศนคติท่ีแต่ละคนมีต่อส่ิงต่าง ๆ เมื่อบุคคลประเมิน
สิ่งใดส่ิงหนึ่ง ก็อาจมีทัศนคติทางบวก หรือทัศนคติทางลบต่อสิ่งนั้น น่ันคือ ก่อให้เกิดสภาวะความ
พร้อมที่จะเข้าหาหรือหลีกหนีส่ิงดังกล่าว ส่วนความเข้มจะบ่งถึงความมากน้อยของทัศนคติ
ทางบวก หรอื ลบ หรอื บง่ ชร้ี ะดับการประเมนิ เชน่ ชอบมาก ชอบปานกลาง ชอบนอ้ ย
4. ทัศนคติมีความคงทนไม่เปล่ียนง่าย (permanence) ทัศนคติมีลักษณะที่ฝังแน่นลึกซ้ึง
เนื่องจากส่ิงที่ประเมินมีความชัดเจนถูกต้องแน่นอน หรือมีการส่ังสมประสบการณ์เก่ียวกับสิ่งนั้น
โดยผ่านการเรียนรู้มานานพอ ในกรณีเช่นน้ี การเรียนรู้ส่ิงใหม่ หรือการบังคับให้แสดงพฤติกรรม
นนั้ ๆ อย่เู สมอ กอ็ าจไม่มีผลทาให้ทศั นคตทิ ม่ี ีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

14 สุภาภรณ์ ขาวสวย, ทัศนคติของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในอาเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการเป็นผู้ประกอบการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รายงานการวิจัย,
(เชยี งใหม่ : มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่, 2546), หนา้ ๖.

15 จิระวัฒน์ วงศส์ วสั ดิวัฒน์, ทศั นคติ ความเช่ือ และพฤตกิ รรม : การวัดการพยากรณ์ และการ
เปล่ยี นแปลง, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลยั อสั สมั ชญั , 2538), หนา้ 104.



5. ทัศนคติต้องมีสิ่งที่หมายถึง (attitude object) ที่แน่นอน นั่นคือทัศนคติต่ออะไร
ต่อบุคคล ต่อสิง่ ของ หรอื ตอ่ สถานการณ์

6. ทัศนคติมีลักษณะความสัมพันธ์ ทัศนคติแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งของ
กับบคุ คลอ่ืน หรือกับสถานการณ์ และความสัมพันธน์ ้ีเป็นความรสู้ กึ จงู ใจ (Motivation affect)16

ทัศนคติของบุคคลมีองค์ประกอบอยู่ 3 ประการ คือ ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และ

องค์ประกอบทางพฤติกรรม นอกจากนั้น ทัศนคติยังแยกออกเป็นทัศนคติทางบวก ทางลบ
และการเฉยๆไม่มีทัศนคติ การตอบสนองต่อสิ่งที่เราเรียนรู้ที่เราเรียกว่าเป็นทัศนคตินั้น จะมี
รปู แบบต่าง ๆ กัน คือทัศนคติด้านความรูส้ ึก ทัศนคติด้านความเข้าใจและทัศนคติด้านการกระทา

ทงั้ 3 แบบน้ีไม่จาเปน็ ต้องเกิดขน้ึ ในทิศทางเดยี วกันเสมอ17

2.2 แนวคดิ เกย่ี วกบั การประกอบอาชพี

การตัดสนิ ใจเลือกอาชีพเพ่ือจะไปศึกษาเพิ่มเติมหรือเพื่อหางานทาน้ันเป็นเร่ืองท่ีสาคัญต่อ
การเลือกประกอบอาชีพ ซ่ึงนิสติ ควรพิจารณาให้รอบคอบทั้งตัวเองและทั้งงานอาชีพว่ามีเหมาะสม
กันเพียงใด ถ้าตัดสินใจเลือกอาชีพอย่างรีบร้อนไม่รอบคอบอาจต้องทางานที่ไม่ตรงกับอุปนิสัย ซ่ึง
เปน็ ผลให้ทางานนนั้ ไม่ดีเทา่ ทค่ี วร ไม่มีความเจรญิ กา้ วหนา้ ก่อให้เกดิ ความเบ่ือหน่ายตอ่ การทางาน
นั้นๆ เป็นเหตุใหอ้ ยากเปลยี่ นงาน และอาจเปน็ ผู้ว่างงานในท่สี ุด ซง่ึ จะเปน็ ผลเสียหายต่อตนเอง ต่อ
สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ การที่คนเรามีความถนัด ความสามารถ และความสนใจในงาน
อาชีพแตกต่างกัน บางคนเหมาะสมท่ีจะทางานด้านหัตถกรรม บางคนเหมาะสมท่ีจะทางาน
เก่ียวกับเคร่ืองจักรกล หรืองานที่เกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์ส่วนบางคนอาจะเหมาะสมที่จะ
ทางานเกี่ยวกับการสอนการดนตรี การช่วยเหลอื ติดต่อประชาชน ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเพราะ
แต่ละคนมีพรสวรรค์ท่ีไม่เหมือนกันไม่สามารถทางานชนิดเดียวกันได้หมดทุกคน ข้อสาคัญคือต้อง
รู้จักตัวเองและรู้จักงานอาชีพต่างๆอย่างกว้างขวาง รวมท้ังรู้จักพิจารณาดูว่ามีงานอะไรบ้างท่ีท่าน
ชอบและสนใจมากที่สดุ และงานนัน้ ๆเหมาะสมกับอุปนิสัยและบคุ ลิกหรอื ไม่

ความสาคัญของการเลอื กอาชีพ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน18 การประกอบอาชีพมีความสาคัญต่อการ
ดารงชีวิตของมนุษย์ในสังคมมากมาย การเลือกประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพ ความ
สนใจ ความถนัดของแตล่ ะบุคคลจึงมีความสาคัญมาก คนที่เลือกประกอบอาชีพท่ีเหมาะสมกับตน
ย่อมก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและก่อให้เกิดความสุขในการทางาน และยังมีโอกาสท่ีจะประสบ
ความสาเร็จในการประกอบอาชีพมาก ในทางตรงกันข้ามถ้าบุคคลประกอบอาชีพท่ไี ม่เหมาะสมกับ

16 จิระวฒั น์ วงศ์สวัสดวิ ัฒน์, ทัศนคติ ความเชือ่ และพฤตกิ รรม : การวัดการพยากรณ์ และการ
เปลี่ยนแปลง, (กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยอสั สมั ชญั , 2538), หนา้ 104.

17 จริ ะวัฒน์ วงศ์สวัสดวิ ฒั น์, ทศั นคติ ความเชื่อ และพฤตกิ รรม : การวัดการพยากรณ์ และการ
เปลี่ยนแปลง, (กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยอสั สมั ชัญ, 2538), หนา้ 105.

18 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน, ความสาคัญของการเลือกอาชีพ, แหล่งท่ีมา :
http://school.obec.go.th/tfk/information.htm5/01/2007, 2550.

๑๐

ตนเองแล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในการทางานและเนื่องจากคนเราต้องใช้เวลาในการประกอบ
อาชีพภายหลังจากการศึกษาเป็นเวลาช้านานถึงหน่ึงในสามของชีวิตหรือประมาณ 100,000
ชั่วโมง การท่ีจะต้องอดทนต่อกิจกรรมท่ีน่าเบ่ือหน่าย เป็นระยะเวลาอันแสนนานเช่นน้ี จึงทาให้
ชีวิตของตนไม่มีความสุข การเลือกอาชีพท่ีไม่เหมาะสมกับบุคลิก ลักษณะอุปนิสัย ความรู้
ความสามารถ ความสนใจ ความถนัดในงานอาชีพของตนเอง และความตอ้ งการของตลาดแรงงาน
อาจก่อให้เกิดผลเสียหายหลายประการ เชน่ เรยี นไม่สาเรจ็ ตอ้ งเปลี่ยนวิชาใหม่ ทาให้เสยี เวลาและ
ทุนทรัพย์ไปโดยเปล่าประโยชน์ หางานทายาก หางานทาไม่ได้ หรือไม่อยากทางาน อาชีพตามที่
ได้รับการศึกษาอบรมมา ทางานไม่ก้าวหน้า เนื่องจากการทางานอาชีพจะต้องทาด้วยใจรัก ตั้งใจ
และมีความรับผิดชอบในหน้าที่หากได้งานทาที่ไม่เหมาะสมกับบุคลิ กลักษณะอุปนิสัย
ความสามารถ ความถนัด หรือความสนใจแล้วโอกาสที่รักงาน ตั้งใจทางาน หรือรับผิดชอบใน
หน้าท่ีการงานก็จะมีน้อย มีแต่ความเบื่องานไม่อยากทางานหรือทาไปอย่างแกนๆ โอกาสก้าวหน้า
จึงมีน้อย เปลี่ยนงานบ่อย เมื่อเกิดความเบื่องานไม่อยากทางานก็จาเป็นต้องหางานใหม่ท่ีน่าสนใจ
และถูกใจกว่าจึงต้องเปล่ียนงานบ่อยไปเรื่อยๆจนกว่าจะถูกใจ ผลเสียท่ีเกิดข้ึนท้ังหมดนี้ก่อให้เกิด
การ สูญเปล่าท้ังเวลา ความเจริญก้าวหน้าของบุคคล เศรษฐกิจ ของครอบครัว และของ
ประเทศชาติเป็นส่วนรวมอีกด้วย การเลือกประกอบอาชีพเป็นกระบวนการท่ีสลับซับซ้อน ซึ่ง
บุคคลท่ีจะตัดสินใจเลือกอาชีพจะต้องรู้จักตัวเองในด้านความสนใจ ความสามารถ และความถนัด
เป็นอย่างดี ผู้เลือกอาชีพจะต้องรู้จักโลกของงานคือ รู้จักอาชีพโดยละเอียดหลายอาชีพจึงมีความ
จาเป็นต้องจัดบริการแนะแนวอาชีพเพื่อช่วยเหลือบุคคลให้สามารถเลือกอาชีพท่ีเหมาะสมกับ
ตนเอง เพื่อให้ประสบความสาเร็จในการประกอบอาชีพ สามารถทาประโยชน์ให้แก่ตนเองและ
สังคม19

การเลอื กอาชพี และการศึกษา
การเลือกอาชีพและสาขาวชิ าท่จี ะศึกษาให้เหมาะสมกับตัวเองโดยเน้นเร่ืองของบุคลิกภาพ
บุคคลแต่ละบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน แต่ละคนจะมีลักษณะที่ชี้เฉพาะตนไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง
หน้าตา ผิวพรรณ หรือนิสัยใจคอ มีนักวิชาการบางท่านได้ให้ความหมายของคาว่า “บุคลิกภาพ”
คือ ลักษณะส่วนรวมของบุคคล ซึ่งประกอบด้วยสิ่งที่ปรากฏทางร่างกาย นิสัยใจคอ ความรู้สึกนึก
คิด และพฤตกิ รรมรวมของบคุ คลน้ัน ซ่งึ ไดร้ วมอยดู่ ้วยกนั อยา่ งผสมกลมกลืนในตัวบุคคลนั้นรวมถึง
ส่ิงที่เขาชอบและไม่ชอบ ส่ิงที่เขาสนใจและไม่สนใจ เป้าหมายต่างๆในชีวิตของเขา สิ่งจูงใจต่างๆ
ของเขา ความสามารถด้านต่างๆของเขา ลักษณะบุคลิกภาพเฉพาะของแต่ละคนน้ัน หากบุคคล
รู้จักและเข้าใจบุคลิกภาพของตนเองจนสามารถมองตนได้ตามสภาพความเป็นจริง ย่อมช่วยให้
บุคคลตัดสนิ ใจเลอื กแนวทางชวี ิต การศึกษา และอาชีพไดอ้ ย่างสอดคลอ้ งกับตวั เองมากท่ีสดุ 20

19 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน, ความสาคัญของการเลือกอาชีพ, แหล่งที่มา :
http://school.obec.go.th/tfk/information.htm5/01/2007, 2550.

20 John L. Holland, Making Vocational Choice : A Theory of Career, (New Jersey :
Prentice-Hall, 1973), หน้า ๒.

๑๑

บุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อการเลอื กอาชพี
บุคลิกภาพมีอทิ ธิพลต่อการเลือกอาชีพ โดยบคุ คลจะเลอื กอาชีพท่ีเหมาะสมกับบุคลกิ ภาพ
ของตน บุคลิกภาพเฉพาะอยา่ งจะมคี วามสมั พนั ธ์กบั อาชีพเฉพาะอย่าง ทฤษฎกี ารเลอื กอาชพี ของ
John L. Hollandเป็นผู้สร้าง “แบบสารวจความพอใจในอาชีพ” (The Vocational
Preference Inventory) ได้สร้าง “ทฤษฎกี ารเลอื กอาชีพ” ขนึ้ โดยมคี วามคดิ พ้นื ฐาน 4 ประการ
ประการท่ี 1 อาชีพเปน็ เคร่ืองแสดงออกทางบุคลิกภาพบุคคลจะเลือกอาชีพใด ย่อมแสดง
วา่ บุคลกิ ภาพของเขาจะปรากฏออกมาในทศิ ทางเดยี วกัน
ประการท่ี 2 บุคลิกภาพของเขาแตล่ ะบุคคลมคี วามสมั พันธ์กบั ชนดิ ของสงิ่ แวดลอ้ มในการ
ทางานของบุคคลน้ัน ดังน้ันบุคคลจึงมีแนวโน้มจะหันเข้าหางาน หรืออาชีพที่สอดคล้องกับ
บคุ ลกิ ภาพของเขา
ประการที่ 3 บุคคลจะค้นหาส่ิงแวดล้อมท่ีเอ้ืออานวยให้เขาได้ฝึกทักษะและใช้
ความสามารถของเขา ทัง้ ยงั เปดิ โอกาสให้เขาไดแ้ สดงเจตคติ ค่านยิ ม และบทบาทของเขา
ประการที่ 4 บุคลิกภาพและสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกาหนดพฤติกรรมของแต่ละบุคคล
ดังนั้นเม่ือสามารถทราบบุคลิกภาพและส่ิงแวดล้อมของบุคคลแล้ว ก็จะทาให้ทราบผลท่ีจะติดตาม
มาของบุคคลนั้นด้วย เช่น การเลือกอาชีพ ความสาเร็จในอาชีพ ตลอดจนท้ังพฤติกรรมต่างๆ ท้ัง
การศกึ ษาอาชีพและสังคมด้วย
คนเราน้ันมีความถนัดในการกระทาส่ิงใดส่ิงหนึ่ง หรือหลายๆส่ิงด้วยกันทุกคน แต่มีระดับ
ความสามารถมากน้อยแตกต่างกันไปบางคน มีความถนัดในการทางานหลายๆด้าน แต่บางคนมี
ความถนัดในการทางานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะความถนัดก็คือระดับความสามารถของบุคคล
ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่บุคคลนั้นๆได้รับการฝึกอบรมหรือมีประสบการณ์ในงานนั้นๆมาคู่กัน
และสามารถที่จะนาประสบการณ์หรือความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมนั้นไปใช้ ให้เป็นประโยชน์
สาหรับการสารวจตัวท่านเองว่าเป็นคนเช่นไร มีบุคลิกภาพอย่างไร ตลอดจนพฤติกรรมและ
ลกั ษณะ ทเ่ี ปน็ ท้งั ขอ้ ดีข้อเสยี มีความเชยี่ วชาญ ชอบงานประเภทใดและมีความถนัดทางด้านใด จะ
ช่วยใหเ้ ราสามารถมองภาพทเ่ี ป็นตัวเองได้ทั้งหมด John L. Holland ได้จาแนกประเภทอาชพี ตาม
บคุ ลกิ ภาพของบคุ คลออกเป็น 6 กลมุ่ ซ่ึงสามารถตดั สินใจก่อนตัดสินใจเลอื กอาชีพ ดงั น้ี
กลมุ่ ท่ี 1
บุคลิกภาพแบบจริงจังไม่คิดฝันนิยมความจริงและสิ่งที่เป็นรูปธรรม (Realistic) ลักษณะ
โดยท่ัวไป ผทู้ ่ีมีบคุ ลิกภาพแบบน้ีจะชอบกจิ กรรมท่ตี อ้ งใช้พละกาลงั ชอบทาจักรกล ขาดทักษะ
ทางภาษา ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล หลีกเล่ียงกิจกรรมท่ีต้องสังคมกับ
บุคคลอื่น ไม่ชอบเป็นจุดสนใจของผู้อื่น ค่อนข้างก้าวร้าว มีลักษณะเป็นชาย มีค่านิยมทาง
เศรษฐกิจและการเมืองในรูปแบบท่ีมีระเบียบแบบแผนยึดถือประเพณีนิยม ลักษณะเด่นของ
บุคลิกภาพมีความเป็นผู้ใหญ่ มีความอดทน มีความบากบั่น กล้าแสดงผลงาน ขาดทักษะในการ21

21 John L. Holland, Making Vocational Choice : A Theory of Career, (New Jersey :
Prentice-Hall, 1973), หน้า ๒.

๑๒

สร้างสัมพันธภาพทางสังคม การประเมินผลตนเอง มีความเป็นผู้นาต่า มีทักษะในการ

ส่ือสารต่า มีสุนทรตี ่า อาชพี ท่ีสอดคลอ้ งกับบุคลกิ ภาพ/วิชาทอี่ าจเลือกศึกษา

- วศิ วกร - วิศวกรรม เคร่ืองกล

- ชา่ งเทคนิค - อุตสาหกรรม

- นักบนิ - วนศาสตร์ ประมง

- ประมง - สตั วแพทย์ สตั วบาล

- ป่าไม้ - วิทยาศาสตรก์ ารแพทย์

- ผู้ฝกึ กฬี า - สถาปตั ยกรรมศาสตร์

- ครูสอนพลศกึ ษา - พลศกึ ษา สันทนาการ

- สตั วแพทย์ - ครศุ าสตร์อุตสาหกรรม

- เกษตรกรรม - ศิลปศกึ ษา อุตสาหกรรมศลิ ป์

- ช่างฝีมือ - เกษตรกรรมพชื ศาสตร์

- นักกายภาพบาบดั - กายภาพบาบัด

อาชีพเพ่ิมเติม ช่างเจียรนัยพลอย ช่างเช่ือม ช่างทาขนม ช่างปรับซ่อมตัวถังรถยนต์ ช่าง

ทาสี เกษตรกร ช่างซ่อมรองเท้า ช่างตัดเส้ือ ช่างทอ ช่างปัก ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ

พนกั งานขบั รถบรรทกุ ช่างทาโครงเหลก็ ชา่ งก่อสร้าง คนขบั รถแท็กซี่ นักการภารโรง นักสืบ

กลมุ่ ที่ 2

บุคลกิ ภาพแบบท่ีต้องใช้เชาว์ปัญญาและความคิด นักวิชาการหรือผู้ใช้กิจกรรมทางปัญญา

ในการแก้ปัญหาและแสวงหาความรู้ (Investigative) ลักษณะโดยทั่วไป ผู้ท่ีมีบุคลิกแบบน้ีจะชอบ

คิด สังเกต วเิ คราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ชอบแก้ปัญหา ชอบใฝ่หาความรู้ มีหลักการ

ชอบทางานที่สลบั ซบั ซ้อนมากกวา่ เปน็ ผลู้ งมอื ทา ไม่ตดิ ประเพณีนิยม หลีกเล่ียงการค้า การชกั ชวน

การเข้าสังคมและการเลียนแบบลักษณะเด่น มีความเชื่อม่ันในตัวเอง มีความคิดเห็นรุนแรงมีความ

บากบ่ัน อุทิศเวลาให้กับงาน เก็บตัว ไม่ใคร่สนใจ การประเมินตนเอง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
ไมช่ อบเอาอยา่ งใครสูง มคี วามรา่ เรงิ ต่า อาชพี ทส่ี อดคล้องกับบุคลิกภาพ วชิ าที่อาจเลอื กศกึ ษา22

- แพทย์ - แพทยศ์ าสตร์ ทันตแพทย์

- ทันตแพทย์ - เภสชั ศาสตร์

- สตั ว์แพทย์ - เทคนิคการแพทย์

- เภสัชกร - วิทยาศาสตรก์ ารแพทย์

- วทิ ยาศาสตร์การแพทย์ - เคมี ชีวะ ฟสิ กิ ส์ คณติ ศาสตร์

- นกั วิทยาศาสตร์ - วทิ ยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ สถติ ิ

- เจ้าหนา้ ท่ีรังสีเทคนคิ - เจ้าหนา้ ที่วเิ คราะห์ระบบคอมฯ

- นักคณติ ศาสตร์ - วิศวกรรมศาสตร์ ไฟฟา้

- สงั คมศาสตร์ มนุษยว์ ิทยา - นกั เคมี ฟิสกิ ส์ - สงั คมวทิ ยา เศรษฐศาสตร์

22 John L. Holland, Making Vocational Choice : A Theory of Career, (New Jersey :
Prentice-Hall, 1973), หน้า ๔.

๑๓

- นกั จติ วิทยา - จิตวิทยา

- นกั สังคมศาสตร์ - ภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์ - นกั เศรษฐศาสตร์

- นกั เขียนงานวชิ าการ - นกั โบราณคดี - วศิ วกร (เคมี ไฟฟ้า คอมพวิ เตอร)์

กลุ่มท่ี 3

บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ (Artistic) ลักษณะโดยทั่วไป ผู้ท่ีมีบุคลิกภาพที่ชอบกิจกรรม

เก่ียวกับ นามธรรม เป็นอิสระ รักความงาม มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบใช้ชีวิตและกิจกรรม

แบบตามลาพัง ไม่ค่อยควบคุมตัวเอง มักทาตามใจท่ีตนปรารถนา มีความต้องการแสดงออกถึง

ลักษณะเฉพาะตัวของตัวเอง ชอบทางศิลปะ ไม่ชอบเลียนแบบ มีความคิดริเริ่ม หลีกเล่ียงงาน

ประเภทใช้ระเบียบแบบแผน ลักษณะเด่นของบุคลิกภาพ มีสุนทรีย์ มีศิลปะ ชอบคิดคานึง

ชอบครุ่นคิดคนเดียว เก็บตัว การประเมินตนเอง มีความเป็นอิสระสูง มีความเข้าใจตนเองสูง

มีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความสามารถในการแสดงความรู้สึกอาชีพที่สอดคล้องกับ

บุคลิกภาพ วิชาทีอ่ าจ เลือกศึกษา

- สถาปนกิ - ศลิ ปกรรมศาสตร์ ศลิ ปศกึ ษา

- มณั ฑนากร - ประวัตศิ าสตร์

- จติ รกร - สถาปัตยกรรม

- ประติมากร - การเขียนแบบ ออกแบบ

- นักเขียนการต์ นู - จติ รกรรม ประตมิ ากรรม

- ออกแบบแฟชน่ั - ปรัชญา ภาษาศาสตร์

- นกั ถา่ ยภาพ นางแบบ - หนงั สอื พิมพ์ การส่ือสาร

- ครูสอนศลิ ปะ นักแต่งเพลง - ภาพยนตร์ ดนตรี

- ครูสอนละคร เตน้ รา ดนตรี - ศิลปะการแสดง

- ประชาสมั พนั ธ์ - บรรณารกั ษ์ นกั หนังสอื พิมพ์

- ศิลปิน นกั ประพนั ธ์ นกั แสดง

กลุม่ ที่ 4

บุคลิกภาพที่ชอบการสมาคมสังคมกับบุคคลอ่ืน มีความสนใจสังคม (Social) ลักษณะ

โดยทั่วไปผู้ท่ีมีบุคลิกภาพแบบนี้ชอบติดต่อกับคน ชอบสนทนา ชอบให้ความรู้ ชอบสอนผู้อื่น

ชอบแสดงตัว ร่าเริง มีความรับผิดชอบ มีทักษะทางภาษา ต้องการความสนใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

มีลักษณะเป็นผู้หญิงหลีกเล่ียงการใช้ความคิดทางปัญญา มักแก้ปัญหาโดยคานึงถึงความรู้สึก

หลีกเลี่ยงงานท่ีเก่ียวกับเครื่องยนต์หรือทางวิทยาศาสตร์ลักษณะเด่นของบุคลิกภาพชอบสมาคม

ร่าเริง ชอบเท่ียว รักษาประเพณี มีความรับผิดชอบ มีอานาจอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นๆ มีลักษณะ

ท่าทางนิสัยเป็นหญิง การประเมินตนเองมีความเป็นผู้นาสูง ทักษะในการพูด ชอบสมาคม อาชีพที่

สอดคล้องกบั บคุ ลิกภาพ สาขาวชิ าทอี่ าจเลอื กศกึ ษา23

- นักสังคมสงเคราะห์ - จติ วทิ ยา จติ วทิ ยาทางการศกึ ษา

23 John L. Holland, Making Vocational Choice : A Theory of Career, (New Jersey :
Prentice-Hall, 1973), หนา้ 5.

๑๔

- ครู อาจารย์ - แนะแนว

- นกั แนะแนว - สังคมวทิ ยา

- นักรฐั ศาสตร์ - ศึกษาศาสตร์

- พยาบาล - พยาบาลศาสตร์

- เจา้ หนา้ ทฝ่ี า่ ยบุคคล - บรรณารักษศ์ าสตร์

- ผู้จดั การโรงแรม - สงั คมสงเคราะห์

- นกั จัดรายการ - รฐั ศาสตร์

- นกั ประวตั ิศาสตร์ - บรรณารกั ษ์

- พฒั นากร - ตารวจ พนักงานต้อนรับ

- ผผู้ สมเหล้า ผู้ดูแลบ้าน - คนขายตว๋ั ครูสอบขบั รถ

- พอ่ บ้าน แมบ่ ้าน หมอดู - ช่างเสริมสวย นักออกแบบ

กลุ่มท่ี 5

บุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทามธี รรมชาติที่ชอบทากิจกรรมเก่ียวข้องกับการวางแผนหรือ

ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ (Enterprising) ลักษณะโดยท่ัวไปจะมีลักษณะของความเป็นผู้นา

มคี วามคิดริเริ่ม มคี วามเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าโต้แย้ง กล้าได้กลา้ เสีย พร้อมท่ีจะทดลอง มคี วามเป็น

อิสระ มีความสนใจอานาจ มีความก้าวร้าวทางวาจา มีทักษะในการเจรจา มักหลีกเล่ียง

สภาพการณ์ท่ี ตอ้ งใช้กาลังทางปญั ญาอนั ยาวนานไม่ชอบกจิ กรรมท่ีเป็นระเบยี บแบบแผน ลักษณะ

เด่น กล้าคิดกล้าทา ชอบวางแผน ชอบสมคม มีอานาจเหนือผู้อื่น ร่าเริง สนุกสนาน ทาตาม

อารมณ์ ไม่ชอบใชก้ าลงั ความคิดอันยาวนาน การประเมินตนเอง มคี วามเป็นผู้นา ชอบการสมาคม

มคี วามก้าวร้าว มีความ เขา้ ใจตนเอง อาชีพท่สี อดคล้องกับบคุ ลกิ ภาพ วิชาทเ่ี ลอื กศกึ ษา

- นกั ธุรกจิ - เศรษฐศาสตร์ การเงิน

- นายธนาคาร - การธนาคาร

- นายหนา้ ผูข้ ายประกนั - บรหิ ารธุรกจิ

- นกั การเมอื ง ขา้ ราชการ - รัฐศาสตร์

- พิธกี ร โฆษกวิทยุ - นิตศิ าสตร์

- นกั ประชาสัมพันธ์ - พัฒนาชมุ ชน

- ผพู้ พิ ากษา ทนายความ - แอรโ์ ฮสเตส

- ไปรษณีย์โทรเลข - ประกาศวทิ ยุ โทรทศั น์

- นักจดั รายการ - พนกั งานขาย เสมยี น

กลุ่มที่ 6

บุคลิกภาพที่ทาตามระเบียบแบบแผน (Conventional) ลักษณะโดยท่ัวไปมักชอบใช้

กิจกรรมเป็นรูปธรรมและกิจกรรมทางภาษายึดถือประเพณี ชอบทาตามระเบียบแบบแผน
มากกว่าการริเริ่มด้วยตนเอง เป็นพวกวัตถุนิยมและเจ้าระเบียบ ไม่ยืดหยุ่น ชอบการเป็น24

24 John L. Holland, Making Vocational Choice : A Theory of Career, (New Jersey :
Prentice-Hall, 1973), หนา้ ๗.

๑๕

ผู้ใต้บังคับบัญชา ชอบเลียนแบบ เป็นผู้ตาม ลักษณะเด่น อาศัยผู้อ่ืน รักษาระเบียบประเพณี

การประเมินตนเองมีจิตใจท่ีทาอะไรทาจริง เคร่งครัดในระเบียบแบบแผน อาชีพท่ีสอดคล้องกับ

บุคลิกภาพ วิชาท่ีเลอื กศกึ ษา

- เลขานุการ - บญั ชี

- เสมยี น เจา้ หน้าท่ธี ุรการ ยาม - การเงิน การธนาคาร

- นักบญั ชี สมุหบ์ ัญชี - เลขานุการ

- เจ้าหนา้ ทีก่ ารเงนิ การธนาคาร - บรรณารักษ์

- เจา้ หน้าที่งบประมาณ - เศรษฐศาสตร์

- พนักงานสินเชอ่ื - เจ้าหน้าท่ีราชทัณฑ์

- บรรณารักษ์ - ผคู้ วบคุมสนิ คา้ พนักงานเกบ็ เงนิ

- พนกั งานคมุ เคร่อื งพิมพ์ - พนกั งานคมุ เครอ่ื งเจาะบตั ร

- พนักงานต้อนรบั - พนกั งานพิมพด์ ดี

การเตรียมตวั เขา้ ประกอบอาชีพ
การเลือกอาชีพต้องพจิ ารณาให้รอบคอบ ท้ังตัวเองและทั้งอาชพี ว่าเหมาะสมกันเพียงใดให้
พิจารณาความรู้ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ สุขภาพ นิสัยและฐานะทางเศรษฐกิจของ
ครอบครวั สาหรับตวั เองและทางด้านอาชีพก็ทราบถึงลักษณะงานอาชพี วา่ ทาอะไร ทาอย่างไร และ
งานนั้นเหมาะสมกับตัวเราเองเพียงไร ตลอดจนสภาพการจ้าง ค่าจ้าง สวัสดิการ คุณสมบัติ ค่าใช่
จ่าย มากน้อยเพียงใด เม่ือได้พิจารณาอย่างรอบคอบท้ังโลกของตัวเองและโลกของงานแล้วจึง
ตัดสนิ ใจเลือกอาชพี ท่ีเหมาะสมทีส่ ดุ อาชพี ทีเ่ หมาะสมที่สดุ ไมจ่ าเปน็ ต้องดที ีส่ ุด ย่อมแล้วแต่เหตผุ ล
แวดล้อมประกอบกัน ดังน้ันควรเลือกอาชีพท่ีชอบท่ีสุดไว้ 1 อาชีพ และควรเลือกอาชีพสารองไว้
1-2 อาชพี การเรยี นเป็นการเตรียมตวั เพอ่ื ประกอบอาชพี ทางหน่ึงสาหรับนกั เรยี นท่ีคดิ จะเรียนใน
ระดับอุดมศึกษาและสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในคณะต่างๆตามความรู้ความสามารถ
ของแต่ละคน ก็ต้องเรมิ่ ขยันหมนั่ เพียรดตู าราอย่างจริงจังเสียแต่วนั น้ี แต่ถา้ นักเรียนเตรยี มตัวอย่าง
เต็มความสามารถแล้วผิดหวังก็ไม่ควรเสยี ใจให้มากนัก เพราะการศึกษามิได้ตีกรอบอยู่เฉพาะในรั้ว
มหาวทิ ยาลัยเท่านั้น ยังมกี ารศึกษาสายอาชีพและการศกึ ษานอกระบบให้เลือกอีกมาก ซึ่งนักเรียน
ท่ีมีสติปัญญาปานกลาง มีฐานะทางบ้านไม่ดี พ่อแม่มีลูกหลายคนท่ีต้องส่งให้เรียน นักเรียนก็ควร
หันมาพิจารณาสายอาชีพ ซ่ึงทางเลือกสายน้ีนักเรียนใช้เวลาไม่กี่ปีก็สามารถหางานทาเลี้ยงตัวเอง
และครอบครวั ได้ เช่น อาชีพช่างอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ศลิ ปกรรม เกษตรกรรม และคหกร
รม เป็นต้น สายอาชีพเหลา่ น้ีเม่ือเรียนสาเร็จแล้วกส็ ามารถหางานทาได้งา่ ย เพราะประเทศเราเป็น
ประเทศกาลังพัฒนา กาลังคนระดับกลางเหล่านี้เป็นท่ีต้องการอีกมากและยังสามารถนาความรู้ท่ี
ได้เรียนมาไปประกอบอาชีพอิสระได้อีกด้วย หรือถ้าทางานเก็บเงินสักระยะหนึ่งแล้วต้องการเรียน
ตอ่ ก็สามารถเรียนไปได้เรื่อยๆจนถึงระดับปริญญา ทางานและเรียนไปพร้อมๆกนั ก็ได้ จะเห็นได้ว่า
ทางสายอาชีพมิได้เป็นทางท่ีตันเลย ยังมีหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นระยะยาวอีกมากที่จะสนอง25

25 John L. Holland, Making Vocational Choice : A Theory of Career, (New Jersey :
Prentice-Hall, 1973), หน้า 8.

๑๖

ความต้องการและความถนัดของนักเรียนหากมีความมานะ อดทน หรือใจสู้ย่อมจะประสบ
ความสาเร็จ ในชีวิตการเรียนและการประกอบอาชีพอย่างแน่นอน เม่ือเรียนสาเร็จตามหลักสูตร
แล้ว ทุกคนควรจะพักผ่อนร่างกายและจิตใจ ควรคลายเครยี ดด้วยการไปท่องเที่ยวสักพัก เมื่อรู้สึก
สดชืน่ แจม่ ใสแล้วจึงคอ่ ยเริ่มหางานทา ในชว่ งเวลาหางานทาอาจทาให้เกดิ ความเครียดเนื่องจากคน
ที่จะได้งานทันทีท่ีสมัครมีน้อยมากหลายคนจะต้องเขียนใบสมัครไว้ 4-5 แห่ง กว่าจะได้รับการ
ตอบรับ ดังนั้นคุณสมบัติที่น่าสนใจของผู้สมัครงานไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา บุคลิกภาพหรือ
ความสามารถจงึ เป็นสง่ิ สาคัญท่ีทุกคนควรจะเตรียมตวั ก่อนไปสมัครงาน

จากองค์ประกอบทางบุคลิกภพของบุคคลท่ีมีระดับความสามารถในการกระทาสิ่งต่างๆที่
มากน้อยแตกต่างกันไป บางคนมีความถนัดในการทางานหลายๆ ด้าน แต่บางคนมีความถนัดใน
การทางานด้านใดด้านหนึ่ง ความถนัดจึงเสมือนหนึ่งระดับความสามารถของบุคคลท่ีสามารถ
เกิดข้ึน ได้โดยการได้รับการฝกึ อบรม การเรียนการสอน จากประสบการณ์ของตนเองและสามารถ
ที่จะนาประสบการณ์หรือความรู้ท่ีได้จากการฝึกอบรมการเรียนการสอนนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์
ในการสารวจตัวเองว่าเป็นคนเช่นไร มีบุคลิกภาพอย่างไร มีความรู้ความสามารถอย่างไร มีความ
เชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ ชอบงานประเภทไหน และมีความถนัดทางด้านใดตลอดจนพฤติกรรม
และลักษณะท่ีเป็นท้ังข้อดีข้อเสีย จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจตนเองหรือเป็นการสารวจความพร้อม
ของตนเองในการแขง่ ขันเข้าสตู่ ลาดแรงงานหรอื การประกอบอาชีพในอนาคตของนกั ศกึ ษา

2.3 ทฤษฎกี ารวดั ทศั นคติ (Theory of Attitude Measurement)

สุบิน ยุระรัช26 การศึกษาทัศนคติมีมาตั้งแต่สมัยแรกเร่ิมของจิตวิทยาสังคม และเป็นมโน
ทศั นห์ นึ่งท่ไี ด้รับความสนใจจากนักจติ วทิ ยาสังคมเป็นจานวนมากในทุกยุคทกุ สมัย เพราะทัศนคติมี
ความสาคัญต่อชีวิตของคนในแง่มุมต่างๆ เช่น การเมืองการปกครอง การแต่งงาน ศาสนา นิสัย
การรับประทานอาหาร การศึกษา แฟชั่น การอบรมเลี้ยงดู การแข่งขัน การส่ือสาร เป็นต้น ด้วย
เหตุ ที่ทัศนคติมีความสาคัญดังกล่าวน้ี นักจิตวิทยาจึงพยายามคิดค้นและพัฒนาวิธีการต่างๆเพื่อวัด
ทศั นคติของคน

ทศั นคติ เป็นเร่ืองท่มี ีความสาคัญ และไดร้ ับความสนใจจากนักวิชาการในวงกว้าง ไม่ว่าจะ
เป็นครู อาจารย์ นักการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักจิตวิทยาสังคม เพราะการรู้ถึงทัศนคติของคน
หรือกลุ่มคนที่มีต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่ง ว่าเป็นไปในทิศทางใด ย่อมจะทาให้ผู้ท่ีเก่ียวข้องสามารถวางแผน
และดาเนนิ การอยา่ งใดอย่างหนง่ึ ต่อบคุ คลหรอื กลุม่ คนนน้ั ได้อย่างถกู ต้อง และมปี ระสทิ ธภิ าพ

การศึกษาทัศนคติมีมาตั้งแต่สมัยแรกเรม่ิ ของจิตวิทยาสังคม และเป็นมโนทัศน์หน่ึงท่ีได้รับ
ความสนใจจากนักจิตวิทยาสังคมเป็นจานวนมากในทุกยุคทุกสมัย เพราะทัศนคติมีความสาคัญต่อ
ชีวิตของคนในแง่มุมต่าง ๆ เช่น การเมืองการปกครอง การแต่งงาน ศาสนา นิสัยการรับประทาน
อาหาร การศึกษา แฟชั่น การอบรมเล้ียงดู การแข่งขัน การสื่อสาร เป็นต้น ด้วยเหตุท่ีทัศนคติมี

26 ศักด์ิไทย สุรกิจบวร, จิตวิทยาสังคม : ทฤษฎีและปฏิบัติการ, (กรุงเทพมหานคร : สุวีรียาสาส์น,
๒๕๔๕), หน้า ๑๓.

๑๗

ความสาคัญดังกล่าวน้ี นักจิตวิทยาจึงพยายามคิดค้นและพัฒนาวิธีการต่าง ๆ เพ่ือวัดทัศนคติของ
คน

การวดั ทัศนคติ ส่วนใหญ่นักจิตวิทยาจะเป็นผ้ดู าเนินการ โดยให้ความสนใจในรปู แบบของ
การวัดชนิดตา่ ง ๆ ซ่ึงถกู สรา้ งข้นึ ทั้งในรปู แบบท่ีเปน็ ทางการและไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ทฤษฎีการวัดทางจิตวิทยา(Psychometric Theory) ได้ถูกพัฒนาและนามาใช้อย่างกว้างขวาง
เก่ยี วกับการวัดทศั นคต2ิ 7

Oppenheim การวัดทัศนคติ ส่วนใหญ่นักจิตวิทยาจะเป็นผู้ดาเนินการ โดยให้ความ
สนใจในรูปแบบของการวัดชนิดต่าง ๆ ซึ่งถูกสร้างข้ึนท้ังในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็ น
ทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทฤษฎีการวัดทางจิตวิทยา (Psychometric Theory) ได้ถูกพัฒนา
และนามาใช้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการวัดทัศนคติ Scottไดก้ ล่าวถึงลักษณะท่ีสาคัญของทัศนคติ
ไว้ ดังน้ี

1. ทัศนคติเป็นส่ิงท่ีเกิดจากการเรียนรู้ หรือเกิดจากการสะสมประสบการณ์ของแต่ละ
บุคคลไมใ่ ช่สิง่ ทม่ี ีตดิ ตวั มาแต่กาเนดิ

2. ทัศนคติมีคุณลักษณะของการประเมิน (Evaluative Nature) ทัศนคติเกิดจากการ
ประเมินความคิดหรือความเชื่อที่บุคคลมีอยู่เก่ียวกับสิ่งของ บุคคลอ่ืน หรือเหตุการณ์ ซึ่งจะเป็น
ส่ือกลางทาให้ เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง คุณลักษณะของทัศนคติในด้านการประเมินนี้ Fishbein
and Ajzen เน้นว่าเป็นคุณลักษณะที่สาคัญท่ีสุด ที่ทาให้ทัศนคติแตกต่างกันอย่างแท้จริงจาก
แรงผลกั ดันภายในอืน่ ๆ เช่น นสิ ัย แรงขับ หรือแรงจงู ใจ

3. ทัศนคติมีคุณภาพและความเข้ม (Quality and Intensity) คุณภาพและความเข้มของ
ทศั นคติ จะเป็นสิง่ ท่ีบอกถงึ ความแตกตา่ งของทัศนคติทแี่ ต่ละคนมีตอ่ ส่ิงต่างๆ คุณภาพของทศั นคติ
เป็นส่ิงท่ี ได้จากการประเมิน เมื่อบุคคลประเมินทัศนคติที่มีต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่ง ก็อาจมีทัศนคติ
ทางบวก (ความรสู้ ึกชอบ) หรอื ทศั นคตทิ างลบ (ความรู้สกึ ไม่ชอบ) ตอ่ สิง่ นน้ั

4. ทัศนคติมีความคงทนไม่เปล่ียนง่าย (Permanence) เนื่องจากทัศนคติเกิดจากการ
สะสม ประสบการณ์ และผ่านกระบวนการเรยี นรูม้ ามาก

5. ทัศนคติต้องมีท่ีหมาย (Attitude Object) ที่หมายเหล่านี้ เช่น คน วัตถุ สิ่งของ
สถานท่ี หรอื เหตุการณ์ เป็นต้น

6. ทัศนคติมีลักษณะความสัมพันธ์ ทัศนคติเป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับ
วตั ถุ ส่งิ ของ บคุ คลอ่นื หรือสถานการณ์

ในทางจิตวิทยาการวัดทัศนคติเป็นส่ิงท่ีมีความสาคัญและเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการ
ดาเนินชีวิตของคน เพราะการรู้ถึงทัศนคติของบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่งว่าเป็นไปใน
ทิศทางใด และมีความเข้มมากน้อยแค่ไหน ย่อมจะทาให้ผู้ท่ีเกี่ยวข้องสามารถทานายพฤติกรรมที่
อาจจะเกิดขึ้นของบุคคลน้ันได้ และสามารถวางแผนดาเนินการอย่างใดอย่างหน่ึงกับบุคคลหรือ
กล่มุ คนน้นั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง และมีประสทิ ธภิ าพ28

27 ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ : การวัด การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย, พิมพ์ครั้งท่ี ๒,
(กรุงเทพมหานคร : พีระพัธนา, ๒๕๒๖), หน้า ๓๘.

28 เร่ืองเดียวกนั , หนา้ ๔๒.

๑๘

การวัดทัศนคติเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมานานในกลุ่มนักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน
การศึกษาวิจัยการพัฒนาวิธีการทางสถิติและวิธีการวัดทางจิตวิทยาเป็นผลทาให้เกิดความก้าวหน้า
อย่างรวดเร็วในการศึกษาเร่ืองทศั นคติ รวมท้งั ความสาเร็จในการวัดทัศนคติ ความคิดเก่ียวกับการ
วัดทัศนคติน้ี Henerson, Morris and Fitz-Gibbon ได้กล่าวเอาไว้ ว่า ทัศนคติไม่ได้เป็นสิ่งที่จะ
สามารถตรวจสอบหรือวัดได้เช่นเดียวกับการตรวจสอบเซลล์ผิวหนังของมนุษย์หรือการวัดอัตรา
การเต้นของหัวใจ แต่ทัศนคติของบุคคลหน่ึงอาจแสดงออกมาได้ด้วยการใช้คาพูดหรือการกระทา
จากความคิดข้างต้นจะเน้นท่ีการแสดงออกทางพฤติกรรมเป็นหลักในการวัดทัศนคติซ่ึงสอดคล้อง
กับที่ Ajzen ได้กล่าวเอาไว้ว่า โดยธรรมชาติแล้ว คุณสมบัติของทัศนคติเป็นสิ่งที่วัดได้ แม้ว่า
ทัศนคติจะเป็นเพียงภาวะของจิตใจไม่สามารถสังเกตหรือวัดได้โดยตรง แต่ทัศนคติก็อาจวัดได้โดย
อาศัยจากผลของการตอบสนอง ซึ่งจะประเมินได้เป็นทางบวกหรือทางลบและมีระดับความมาก
น้อย การวัดทัศนคติโดยดูจากพฤติกรรมท่ีแสดงออกหรือผลจากการตอบสนองเป็นสิ่งที่ทาได้แต่ก็
อาจไม่เสมอไป บางครั้งในการแสดงพฤตกิ รรมเช่นคาพูดและการกระทาอาจไม่สอดคล้องกัน แมว้ ่า
ทัศนคติจะทาให้มนุษย์มีแนวโน้มที่จะตอบสนองทางพฤติกรรมตามท่ีทัศนคติตั้งไว้ แต่ก็ไม่ใช่ส่ิง
ตายตัว พฤติกรรมอาจไม่เป็นไปตามทัศนคติก็ได้ ท้ังน้ีย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ส่ิงแวดล้อม และ
การยึดถือทศั นคติของบคุ คลนนั้ เอง สาหรบั เทคนิควิธที ี่ใชว้ ัดทัศนคติ นักจิตวิทยาไดพ้ ยายามศกึ ษา
และพัฒนามาต้ังแต่สมัยเริ่มต้นท่ีมีความสนใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธหี นึ่งท่ีเป็นท่ีรู้จักและ
ถกู นามาใช้อยา่ งแพร่หลายก็คอื มาตรวดั ทัศนคติ

Oppenheim แต่ความจริงแล้ว การวัดทัศนคติอาจทาได้หลายวิธี ซ่ึงจะขอยกมาเป็น
ตวั อย่างพอสังเขป ดงั น้ี

1. การสังเกต (Observation) เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ศึกษาทัศนคติโดยใช้ประสาทหูและตา
เป็นสาคัญ การสังเกตเปน็ วิธกี ารศึกษาพฤติกรรมที่แสดงออกของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึง่ สง่ิ ใด แลว้ นา
ข้อมลู ท่สี งั เกตนน้ั ไปอนมุ านว่าบุคคลนั้นมที ัศนคตติ ่อสง่ิ น้ันอยา่ งไร

2. การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นวิธีการที่ผู้ศึกษาจะต้องออกไปสอบถามบุคคลน้ันๆดว้ ย
ตนเอง โดยอาศัยการพูดคุย ซ่งึ ผู้สัมภาษณ์จะตอ้ งเตรียมวางแผนลว่ งหน้าวา่ จะสัมภาษณ์ในเร่ืองใด
เพอ่ื ใหไ้ ดข้ ้อมูลทีเ่ ปน็ จรงิ มากท่ีสุด

3. แบบรายงานตนเอง (Self-Report) เป็นวิธีการศึกษาทัศนคติของบุคคลโดยให้บุคคล
น้ันเล่าความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้นออกมาว่ารู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี ซึ่งผู้เล่าจะบรรยาย
ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองออกมาตามประสบการณ์และความสามารถท่ีมีอยู่ ซ่ึงจะแตกต่างกัน
ออกไปในแต่ละบคุ คล

4. เทคนิคการฉายออก (Projective Techniques) เป็นเทคนิคการวดั ทัศนคติโดยการให้
สร้าง จินตนาการจากภาพ โดยใช้ภาพเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลน้ันแสดงความคิดเห็นออกมาเพื่อ
สังเกตและวัดได้ว่าบุคคลน้ันมีความรู้สึกอย่างไร ซ่ึงบุคคลน้ันจะแสดงออกตามประสบการณ์ของ
ตนเองและแตล่ ะคนจะมีลกั ษณะของการแสดงออกท่ไี มเ่ หมือนกัน29

29 ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ : การวัด การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย, พิมพ์ครั้งที่ ๒,
(กรงุ เทพมหานคร : พีระพธั นา, ๒๕๒๖), หนา้ ๔๐.

๑๙

5. การทางานบางอย่างท่ีกาหนดให้การวัดทัศนคติด้วยวิธีนี้นักจิตวิทยาสังคมเชื่อว่า
พฤติกรรมที่บุคคลแสดงการทางานบางอย่างที่กาหนดให้นั้น เป็นผลมาจากความรู้สึกนึกคิดหรือ
ทัศนคติของบุคคลนั้นเองโดยการวดั การทางานหรือการแสดงพฤติกรรมเป็นผลมาจากทัศนคติของ
บคุ คล เรม่ิ ตัง้ แตค่ วามรู้ ความคิด ความรูส้ กึ และการนาไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรม

6. ปฏิกิริยาการตอบสนองทางร่างกาย นักจิตวิทยาสังคมส่วนใหญ่มักจะรายงานผล
การศึกษาทางด้านทัศนคติหรือการวัดทัศนคติโดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้น
(Intensity) หรือความรุนแรง (Extremity) ของทัศนคติกับปฏิกิริยาการตอบสนองทางร่างกาย
เชน่ การตอบสนองตอ่ การชอ็ ตไฟฟ้า อัตราการเต้นของหวั ใจตอ่ นาที การขยายของมา่ นตา30

2.4 ทฤษฎีจิตวิทยาสงั คม (Theory of Social Psychology)

David C. Edward นักจิตวิทยาสงั คมได้อธิบายว่าในขณะทีบ่ ุคคลปะทะสังสรรค์กับบุคคล
อ่ืน ปัจจัยท่ีมีผลต่อพฤติกรรมท่ีแสดงออกมาคือทัศนคติ ซึ่งได้แก่ ความเชื่อ (Belief) ความรู้สึก
(Feeling) และรูปแบบของพฤติกรรม (Behavior pattern) ต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคล
หนึ่ง

John R.G. Jenkins กล่าวว่าทศั นคติมอี งค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ดังนี้
1. องค์ประกอบเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ (Cognitive Element or Belief) หมายถึง
ความรู้ ความเช่ือ ความคดิ รวบยอด หรอื การรับรู้
2. องค์ประกอบเก่ียวกับความชอบ ความรู้สึก หรือ อารมณ์ (Affective Element or
Emotion) ได้แก่ ความรู้สึกส่วนบุคคลที่มีต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นต่อเน่ือง
จากองค์ประกอบแรก
3. องค์ประกอบเก่ียวกับพฤติกรรมหรือแนวโน้มที่จะปฏิบัติการ (Behavioral Element
or Tendency to take action) เป็นความพร้อมหรือแนวโน้มเอียงที่จะมีการกระทาต่อสิ่งใดสิ่ง
หนึ่ง ในทศิ ทางใดทศิ ทางหน่งึ 31
William W. Reederได้วิเคราะห์พฤติกรรมของบุคคลแต่ละคนว่าการแสดงออกของ
พฤติกรรมใดๆย่อมต้องมีจุดมุ่งหมาย การตัดสินใจของบุคคลว่าการกระทาในเร่ืองใดก็ตามขึ้นอยู่
กับปัจจัยหลายปัจจัย อาจเหมือนหรือต่างกันขึ้นอยู่กับการเลือกเหตุผลของผู้กระทา การกระทา
ของมนุษย์ในเรอ่ื งใดก็ตามข้นึ อยู่กับปัจจยั ต่อไปน้ี32
1. ปจั จยั ดงึ ดูด (Pull factors) ประกอบด้วย
- เปา้ หมาย (Goals) หมายถึงส่งิ ที่ผู้กระทาต้องการให้มหี รือตอ้ งการใหเ้ กิดขึน้

30 ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ : การวัด การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย, พิมพ์คร้ังที่ ๒,
(กรุงเทพมหานคร : พีระพธั นา, ๒๕๒๖), หนา้ 41.

31 ประนอม คาผา, กระบวนการทางานเพ่ือหารายได้ระหว่างการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัย
ราชภัฏอุบลราชธานี, (อุบลราชธานี : มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี, 2547), หน้า ๑๔.

32 เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๑๖.

๒๐

- การปลูกฝังความเช่ือ (Belief orientation) หมายถึงความคิด ความรู้ท่ีผู้กระทาได้รับ
การปลูกฝังจนเข้าใจในเร่ืองหนึ่งในแบบของตนเอง และจะตัดสินใจเลือกแบบของการกระทาที่
สอดคลอ้ งกับความเช่ือดังกล่าวนี้

- มาตรฐานค่านิยม (Values standards) หมายถึง มาตรฐานท่ีผู้กระทาใช้เป็นตัวกาหนด
ท่ีจะใช้เป็นตัวตัดสินว่าดีหรือไม่ดีและจะมีส่วนชักนาให้ผู้กระทากระทาให้เป็นไปตามค่านิยมของ
เขา

- นิสัยและขนบธรรมเนียมประเพณี (Habits and Customs) คือ รูปแบบของการ
แสดงออก ที่ผู้กระทาได้รับการกระตุ้นมา โดยมีรูปแบบท่ีแน่นอนและมีการยอมรับเพราะมีการ
วเิ คราะหเ์ หตผุ ลแล้ว

2. ปัจจัยผลักดนั (Push factors)
- ความคาดหวัง (Expectations) หมายถึงการที่ผู้กระทาเข้าใจและเชื่อว่ามีผู้คาดหวังใน
ตัวเขา เขาจึงได้กระทา
- ข้อผูกพัน (Commitment) คือ สิ่งที่ผู้กระทาเช่ือว่า เขาถูกผูกพันท่ีจะต้องกระทาให้
สอดคลอ้ งกับสถานการณ์น้นั ๆ
- แรงเสริม (Forces) คือ ตัวช่วยให้ผู้กระทานาไปสู่การกระทาทางสังคมเพราะในขณะท่ี
ผกู้ ระทาต้งั ใจท่จี ะกระทาสิ่งตา่ งๆนั้นเขารู้สึกว่าเขาจะได้รบั แรงเสรมิ ใหก้ ระทา
3. ปจั จัยสนับสนุน (Able factor)
- โอกาส (Opportunity) เป็นความเช่ือของผู้กระทาว่าสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นช่วยให้มี
โอกาสเลือกกระทา
- ความสามารถ (Ability) คือ การที่ผู้กระทารู้ความสามารถของตนเองที่จะก่อให้เกิด
ความสาเรจ็ ในเร่ืองน้นั ๆได้
- การสนับสนุน (Support) หมายถึง ส่ิงท่ีผู้กระทารู้ว่าจะได้รับจากคนอ่ืนและรู้สึกว่ามีสิ่ง
สนบั สนนุ ใหก้ ระทา33

2.5 ทฤษฎีแรงจงู ใจ (Motivation Theory)

ทฤษฎีแรงจูงใจเช่ือกันว่าการเกดิ พฤติกรรมมีสาเหตุต่างๆกัน จึงได้อธิบายความเช่ือมั่นว่า
พฤติกรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสิ่งเร้ามาเป็นเครื่องชักนา และทาให้เกิดการตอบสนองในรูปของ
พฤติกรรม ทฤษฎีน้ีเน้นสิ่งเร้าท่ีเกิดจากภายนอกมากกว่าส่ิงเร้าภายใน แม้แต่ความต้องการหรือ
แรงขับท่เี กิดขนึ้ กถ็ ือเอาเฉพาะท่ีสังเกตเหน็ ได้

การจูงใจหรือแรงจูงใจ (Motivation) จึงเป็นกระบวนการท่ีเกิดขึ้นแก่บุคคลในการใช้
ความพยายามผลักดันให้เกิดการกระทาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวทางท่ีแน่นอนเพื่อมุ่งไปสู่34

33 ประนอม คาผา, กระบวนการทางานเพื่อหารายได้ระหว่างการเรียนของนักศึกษามหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั อบุ ลราชธานี, (อุบลราชธานี : มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี, 2547), หน้า ๑๕.

34 สิทธิโชค วรานุสันติกุล, จิตวิทยาสังคม : ทฤษฎีและการประยุกต์, (กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ด
ยูเคช่นั , ๒๕๔๘), หน้า ๑๖๑.

๒๑

เป้าหมายที่ต้องการแรงจูงใจภายในเกิดมาจากความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างบุคคลกับส่ิงท่ีมี
ปฏิสัมพันธ์ด้วย ส่วนแรงจูงใจภายนอกเป็นผลมาจากส่ิงแวดล้อม ทฤษฎีแรงจูงใจมักเน้นที่
กระบวนการโดยยอมรับว่าแรงจูงใจเป็นผลท่ีเกิดจากความเช่ือของบุคคลที่เกี่ยวกับความคาดหวัง
ความเป็นเสมือนเครื่องมือและการมีคุณค่าท่ีเหมาะสมหรือคุณค่าสอดคล้องตามความต้องการของ
แต่ละคนจึงจะส่งผลต่อแรงจูงใจ ทฤษฎีความคาดหวังยังมีมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของการจูงใจ
ครอบคลุมกว้างขวางทั้งสภาวะแวดล้อมท่ีเกี่ยวกับการทางานทั้งหมด โดยสาระของทฤษฎีน้ีเช่ือว่า
แรงจูงใจของมนุษย์จะเกิดข้ึนถ้าตนสามารถคาดหวังได้ว่าเม่ือทางานสาเร็จแล้วก็จะได้รับสิ่งที่
ต้องการได้จากงานนั้น ทฤษฎีความคาดหวังเห็นว่าคนเราย่อมมีเหตุผลที่จะคิดว่าตนต้องทา
อะไรบ้างจงึ ควรได้รับรางวลั ผลตอบแทนและรางวลั ผลตอบแทนตอ้ งมากเทา่ ไรจึงลงมือทางานนนั้

สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ ได้กล่าวไว้ว่าจากแนวคิดของกลุ่มนักทฤษฎีด้านจิตวิทยาสังคม แสดง
ให้เห็นว่าการที่บุคคลจะกระทาสิ่งใดหรือไม่กระทาส่ิงใด ย่อมข้ึนอยู่กับทัศนคติท่ีมีต่อสิ่งนั้นและ
การท่ีบุคคลจะมีทัศนคติอย่างไรนั้น จะข้ึนอยู่กับว่าบุคคลนั้นมีความเช่ือ ความรู้สึก ความเข้าใจ
มีความ คาดหวัง และพฤติกรรมทจ่ี ะมีแนวโนม้ ต่อสิ่งใดสง่ิ หนึ่งอย่างไร โดยมีปัจจัยท่ีเป็นตัวช่วยใน
การตัดสินใจหลายปัจจัยด้วยกัน ท้ังที่เป็นลักษณะของแรงผลักดัน แรงจูงใจ แรงหนุน ตลอดจน
จุดมุ่งหมายของการกระทาหรือความคาดหวังท่ีได้ต้ังใจไว้ว่าจะให้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ซ่ึงล้วน
แลว้ แตม่ ีสว่ นชว่ ยในการตดั สินใจของบคุ คลในการทีจ่ ะกระทาสง่ิ ใดหรือไมก่ ระทาส่ิงใด35

ทัศนคติของนิสิตที่มีจุดมุ่งหมายในการมาศึกษาคือการศึกษาจนจบหลักสูตร การเรียนจบ
จึงเป็นแรงจูงใจและตัวผลักดันตัวหนึ่งให้กับนิสิต และยังรวมถึงการตัดสินใจเลือกศึกษาในคณะ
ต่างๆท่ีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่นเปิดการเรียนการสอน นิสิต
ต่างก็มีความเช่ือความเข้าใจในการศึกษาต่อในสาขาต่างๆ ที่นิสิตต่างก็มีความมุ่งหวังว่าเมื่อจบ
การศึกษาแล้ว สามารถท่ีจะหางานทาได้ง่ายกว่าอีกสาขาหน่ึง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทัศนคติที่
นกั ศกึ ษามีต่อการประกอบอาชพี ตามแนวคิดทฤษฎีทางด้านจติ วิทยาสงั คม

2.6 งานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง

พนิดา อัคคะ ได้ศึกษาการศึกษาเปรียบเทียบด้านคุณภาพสภาพแวดล้อม
ทางการศึกษาตามทัศนะของนักศึกษา กรณีศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย จังหวัดเลย โดยมี
วัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมทางการศึกษา 5 ด้าน คือ ด้านการจัดการ
เรียน การสอน ด้านอาคารสถานท่ี ด้านกลุ่มเพื่อน ด้านกิจกรรมนักศึกษา และด้านบริการ
สถานศึกษา เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมทางการศึกษาตามทัศนะของ
นักศึกษา พบว่า ระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมทางการศกึ ษา ตามทัศนคติของนักศึกษาโดยรวมอยู่
ในระดับปานกลาง ยกเว้นด้านการเรียนการสอนท่ีอยู่ในระดับสูง โดยนักศึกศึกษาท่ีมี เพศ ที่พัก

35 ศักด์ิไทย สุรกิจบวร, จิตวิทยาสังคม : ทฤษฎีและปฏิบัติการ, (กรุงเทพมหานคร : สุวีรียาสาส์น,
๒๕๔๕), หนา้ ๒๕.

๒๒

อาศยั และคณะวิชาท่ี แตกต่างกันมีทัศนคติโดยรวมในระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมทางการศกึ ษา
5 ด้านไมแ่ ตกต่างกัน36

จักรกฤษณ์ ประกอบผล ได้ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับ สภาพแวดล้อม
ทางการศึกษาในวิทยาลยั พณิชยการธนบุรี เกี่ยวกบั สภาพแวดล้อมทางการศึกษา 5 ดา้ น คือ ด้าน
การจัดการเรียนการสอน ด้านสังคมกลุ่มเพื่อน ด้านกิจกรรมนักศึกษา ด้านการบริการนักศึกษา
และด้านอาคารสถานที่ พบว่า นกั ศึกษามคี วามคิดเห็นต่อสภาพแวดล้อมทาง การศึกษาโดยรวมอยู่
ในระดับปานกลาง มพี ียงด้านการจดั การเรียนการสอน และด้านสังคมกลุ่ม เพอื่ นที่อยู่ในระดับมาก
โดยพบความแตกตา่ งกนั ของระดับความคดิ เห็นในด้านเพศ แผนกวิชา และรอบการศึกษาท่ีต่างกัน
ของนกั ศกึ ษา37

สุมิตรา ชิตามร ได้ศึกษาทศั นะของนิสิตทม่ี ีต่อสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยศรีนครินท
รวิโรฒ โดยศึกษาสภาพแวดล้อม 5 ด้าน คือ ด้านอาคารสถานท่ี ด้านการเรียนการสอน ดา้ น
สังคมกลุ่มเพ่ือน ด้านการให้บริการนิสิต และด้านการจัดกิจกรรมนิสิต ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติ
ของนิสิตที่มีต่อสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยไม่
พบความแตกต่างโดยรวมในทศั นะของนิสติ ท่ีมีเพศ ชน้ั ปี และคณะทต่ี า่ งกัน38

สานักวจิ ัยและบริการวิชาการ สถาบันราชภัฏนครสวรรค์ ได้ศึกษาภาวะการมีงานทาของ
ผู้สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันราชภัฏนครสรรค์ ปีการศึกษา 2543-2544
ซึ่งผลการวิจัยพบว่า อายุเฉลี่ยของบัณฑิตส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 25-30 ปี ตาแหน่งงานหลังจบ
การศึกษาส่วนใหญ่เป็นพนักงานในสถานประกอบการภาคเอกชนมากท่ีสุด รองลงมาประกอบ
อาชีพอิสระ ระยะเวลาของการได้งานทาส่วนใหญ่ได้งานภายในเวลา 3 เดือน หลังจบการศึกษา
รองลงมาได้งานอยู่ในช่วง 6 เดือน ในส่วนของความตรงของงานกับสาขาท่ีเรียนพบว่าส่วนใหญ่
ปฏิบัติงานที่ตรงกบั สาขาท่เี รียน และความคิดเห็นของผู้สาเร็จการศึกษาเกี่ยวกับความเหมาะสมใน
การจัดการเรียนการสอน ด้านความเหมาะสมของเน้ือหาวิชาการท่ีนาไปใช้ในการปฏิบัติงานใน
ภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง ด้านความเหมาะสมของการจัดการเรียน การ
สอนของหมวดวิชาศึกษาทวั่ ไปที่นาไปใช้ในการปฏบิ ตั ิงานในภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง ส่วนใน
ด้านของความเหมาะสมในการนาความรู้ความสามารถท่ีได้รับจากการศึกษาในหลักสูตรไปใช้ งาน
พบว่ามีการนาไปใช้งานได้ในระดับมาก โดยเฉพาะในเร่ืองความเหมาะสมของหลักสูตร39

36 พนิดา อัคคะ, การศึกษาเปรียบเทียบระดับคุณภาพแวดล้อมทางการศึกษาตามทัศนะของ
นักศึกษา กรณีศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย จังหวัดเลย, รายงานการวิจัย, (เลย : วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย,
25๕๘), หน้าบทคดั ยอ่ .

37 จักรกฤษณ์ ประกอบผล, ความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางการศึกษาใน
วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี, สารนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ, 2546), หน้าบทคดั ยอ่ .

38 สุมิตรา ชิตามร, ทัศนะของนิสิตท่ีมีต่อสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,
รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ, 25๕๙), หน้าบทคัดย่อ.

39 สถาบันราชภัฏนครสวรรค์, การศึกษาภาวะการมีงานทาของผู้สาเร็จการศกึ ษาระดับปริญญาตรี
สถาบันราชภัฏนครสวรรค์ ปีการศึกษา 2543-2544, รายงานการวิจัย, (นครสวรรค์ : สถาบันราชภัฏ
นครสวรรค์, 2545), หนา้ ๔๓-49.

๒๓

ระดับของทักษะที่ได้ไปใช้งาน ความสามารถในการแก้ไขปัญหางานท่ีปฏิบัติ การตรงต่อเวลาใน
การปฏิบัติงาน การปฏิบัติงานรว่ มกับผอู้ ื่น ความสามารถในการพูดและแสดงความคิดเห็น ความมี
ระเบียบแบบแผนในการทางานและการยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม และข้อเสนอแนะที่ได้จาก
การศึกษาเห็นว่าควรจัดให้นักศึกษาได้มีการออกฝึกงานในสถานประกอบการควรปรับปรุง
หลกั สตู รให้มคี วามทนั สมัยตามเทคโนโลยีท่ีมกี ารเปลีย่ นแปลง40

สมหมาย เปียถนอมการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาในการได้รับการบริการจาก
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครปฐม ผลการวิจัยพบว่า

1. การบรกิ ารด้านวชิ าการ อยู่ในระดับปานกลาง คา่ ระดับความพงึ พอใจเป็น 3.24 (จาก
คะแนนเต็ม 5) โดยเรียงจากมากไปน้อย คือการลงทะเบียนเรียน (3.30) การขอคาร้องเก่ียวกับ
งานวิชาการ (3.23) และการตดิ ตามผลการเรียน (3.19)

2. การบริการด้านกิจการนักศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง ค่าระดับความพึงพอใจเป็น
3.28 โดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือ การจัดกิจกรรมต่างๆ (3.30) การจัดการแข่งขันกีฬา
(3.30) และทุนการศึกษา (3.22)

3. การบริการด้านอาคารสถานที่ อยู่ในระดับปานกลาง ค่าระดับความพึงพอใจเป็น
3.02 โดยเรียงจากมากไปน้อย คือ การใช้ห้องเรียน (3.34) การใช้ห้องน้า-ห้องส้วม (สุขา)
(2.89) และการใชส้ นามกฬี า (2.83)

โดยภาพรวมแล้วความพึงพอใจของนักศึกษาในการได้รับบริการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครปฐม อยู่ในระดบั ปานกลาง คา่ ระดับความพึงพอใจเปน็ 3.18 หรือ ระดับ 341

จัญจลา ศิวะมาศได้ทาการศึกษาและติดตามผลภาวการณ์มีงานทาและผล การ
ปฏิบัติงานของผ้สู าเรจ็ การศึกษาระดับปริญญาตรีหลกั สูตร 4 ปี สาขาบรหิ ารธรุ กิจ ปี 2539-2542 ซึ่ง
ผลการวิจัยพบว่า ความคาดหวังในการศึกษาต่อปริญญาตรีของนักศึกษาต้องการท่ีจะเพิ่มพูน
ความรู้เพื่อนาไปใช้ในการประกอบอาชีพ และสาหรับผู้ที่จบการศึกษาแล้วเห็นว่าการมี
ความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่นน้ันเป็นความสาคัญอันดับแรก และประสบการณ์ในการ
ทางานทส่ี ัง่ สมในระหวา่ งศกึ ษาสามารถนามาใชใ้ นการประกอบธุรกจิ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี42

ฆารินลักษณ์ ป้อมยาหยับ ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะการมีงานทาของ
บัณฑิตท่ีสาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 4 ปี ภาคปกติ จากคณะวิทยาการจัดการโปรแกรม
วิชาการจัดการทั่วไป ปีการศึกษา 2541-2542 สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซ่ึงมี

40 สถาบนั ราชภฏั นครสวรรค,์ การศกึ ษาภาวะการมงี านทาของผูส้ าเรจ็ การศึกษาระดบั ปริญญาตรี
สถาบันราชภฏั นครสวรรค์ ปีการศกึ ษา 2543-2544, รายงานการวจิ ัย, (นครสวรรค์ : สถาบันราชภัฏ
นครสวรรค,์ 2545), หน้า ๔๓-49.

41 สมหมาย เปียถนอม, การศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาในการได้รับการบริการ จาก
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, รายงานการวิจัย, (นครปฐม : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, 25๖๐), หน้า
บทคดั ย่อ.

42 จญั จลา ศวิ ะมาศ, การศกึ ษาและติดตามผลภาวะการมีงานทาและผลการปฏิบัตงิ านของผสู้ าเร็จ
การศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี สาขาบริหารธุรกิจ ปี 2539-2542, รายงานการวิจัย, (ชลบุรี :
มหาวทิ ยาลยั บูรพา, 2544), หนา้ บทคดั ย่อ.

๒๔

วัตถปุ ระสงค์เพื่อศกึ ษาภาวะการมีงานทาในด้านการทางานเต็มที่ตรงสาขา การทางานเตม็ ที่ไมต่ รง
สาขา การทางานท่ตี ่ากว่าระดับตรงสาขา การทางานต่ากว่าระดับไม่ตรงสาขาและการว่างงาน โดย
เปิดเผยพบว่าส่วนใหญ่บัณฑิตได้คะแนนเฉล่ียสะสมตลอดหลักสูตรอยู่ระหว่าง 2.51 -3.00
ในขณะ กาลังศึกษาบัณฑิตส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรม และเข้ารับการอบรมเพ่ิมเติมมีการฝึกงานที่
นอกเหนอื จากหลักสตู ร ใช้เวลา 1-6 เดือนในการหางานทาจนกระทัง่ ไดง้ านครัง้ แรก ส่วนใหญเ่ มื่อ
นักศึกษาสาเร็จการศึกษา ต้องการอัตราเงินเดือนตามที่ราชการกาหนด รองลงมาคือเรียกอัตรา
เงินเดือนได้ ต้อองการค่าตอบแทนปกติตามฐานเงินเดือนของบริษัทเอกชน และนักศึกษาส่วน
น้อยต้องการอัตราเงินเดือนท่ีเหมาะสมกับงานหรือความสามารถของนักศึกษา 43

เดชา บ่อวารี ได้ศึกษาความพึงพอใจของหัวหน้างานที่มีต่อการปฏิบัติงานของบัณฑิต
โครงการจัดการศึกษา กศ.บป. คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี โดยสร้าง
เครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและการฝึกอบรมกับสถานประกอบการในการ
แลกเปลี่ยนทรัพยากร เพ่ือการประสานพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน รวมท้ังการแลกเปลี่ยนข้อมูล
สารสนเทศ เพ่ือประโยชน์ในการปรับปรุงหลักสูตรและการกาหนดเป้าหมายการผลิตกาลังคน ให้
สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พบว่านักศึกษาส่วนมากต้องการได้รับการฝึกงาน
จากสถานประกอบการเพ่ือเป็นการเพ่ิมพูนความรู้และทักษะในการทางาน สว่ นสถานประกอบการ
กต็ ้องการนักศกึ ษาทมี่ คี วามรูค้ วามสามารถและทักษะในการเข้ามาฝึกงาน44

กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ การศึกษาสภาพความรู้ ความ
เขา้ ใจ และวิธพี ัฒนาเกี่ยวกบั การประกอบอาชีพของผเู้ รยี น ผลการวจิ ัยพบวา่

1. สภาพความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือส่งเสริมการ
ประกอบการเรียนของผเู้ รียน พบว่า

1.1 โรงเรียนส่วนใหญ่สารวจความต้องการในการจัดแผนการเรียนจากครู-
อาจารย์ รองลงมา คือนักเรียนและผู้ปกครอง ในด้านความพร้อมของโรงเรียนในการจัดการเรียน
การสอน เพ่ือส่งเสริมการประกอบอาชีพของผู้เรียน พบว่าโรงเรียนสารวจความพร้อมด้านครู
อาจารย์มากที่สุด รองลงมาคือ ห้อง/สถานที่ปฏิบัติการ วัสดุอุปกรณ์และส่ือ และครูเห็นว่าใน
ภาพรวมโรงเรียนมีความพร้อมในด้านการจัดการเรียนการสอนเพ่ือส่งเสริมการประกอบอาชีพของ
ผ้เู รียนใน ระดบั มาก สาหรบั นกั เรยี นเหน็ ว่า มีความพรอ้ มในระดบั นอ้ ย45

43 ฆารินลักษณ์ ป้อมยายับ, ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวการณ์มีงานทาของบัณฑิตท่ีสาเร็จ
การศึกษา ระดับปริญญาตรี 4 ปี ภาคปกติ จากคณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชาการจัดการทั่วไป ปีท่ี
ศึกษ า 2541-2542 สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา , สารนิพนธ์การศึกษามหาบัณ ฑิ ต ,
(กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, 2546), หน้าบทคดั ยอ่ .

44 เดชา บ่อวารี, ไดศ้ ึกษาความพึงพอใจของหัวหน้างานท่ีมีต่อการปฏิบัติงานของบัณฑิตโครงการ
จัดการศึกษา การศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรประจาการ คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี,
รายงานการวจิ ยั , (กาญจนบุรี : สถาบนั ราชภัฏกาญจนบรุ ี, 2545), หน้า 1.

45 กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, การศึกษาสภาพความรู้ ความเข้าใจ
และวิธีพฒั นาเก่ยี วกบั การประกอบอาชีพของผู้เรยี น, รายงานการวจิ ัย ,2559, หนา้ บทคัดย่อ.

๒๕

1.2 ความเพียงพอของความรู้ที่นักเรียนได้รับหลังจากจบการศึกษา ชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 6 พบว่านักเรียน ผู้ปกครอง และกรรมการโรงเรียนมีความคิดเห็นว่า ความรู้ท่ี
ไดร้ บั จากโรงเรยี นไม่ เพียงพอต่อการไปประกอบอาชีพได้

1.3 ความต้องการของนักเรียนหลังจบการศึกษาช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 พบว่า
นักเรียนส่วน ใหญ่มีความต้องการศึกษาต่อและทางานด้วยมากที่สุด โดยต้องการศึกษาต่อใน
มหาวิทยาลัย และ ต้องการทางานราชการมากที่สุด สาหรับผู้ปกครองมีความต้องการให้นักเรียน
ศึกษาตอ่ มากทส่ี ุด

1.4 ความร่วมมือของผู้ปกครอง ชุมชน ผู้ประกอบการในการจัดการเรียนการ
สอนที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพของนักเรียน พบว่า ครูมีความคิดเห็นว่า โรงเรียนได้รับความ
ร่วมมือในระดับมาก โดยนักเรียนเห็นว่าผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเลือกแผนการเรียนมากท่ีสุด
กรรมการ โรงเรียน ผู้ปกครอง และผู้ประกอบการเห็นว่าได้มีส่วนร่วมในการให้คาปรึกษาแนะนา
เก่ยี วกบั การประกอบอาชพี มากทีส่ ุด

1.5 ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนพบว่าสื่อ อุปกรณ์ และ
เคร่ืองมือในการเรียนวิชาชีพมีนอ้ ย งบประมาณมไี มเ่ พียงพอ เวลาในการเรียนไม่เหมาะสม เวลาใน
การปฏบิ ัติจรงิ มีน้อย ครแู ละผปู้ กครองต้องการให้นกั เรียนศึกษาต่อในระดบั ทสี่ งู ขึ้น สถานทีฝ่ ึกงาน
และ ห้องปฏิบตั กิ ารจริงมไี ม่พียงพอ ขาดครทู ่ีมีความรู้ความสามารถและประสบการณด์ ้านอาชพี

2. คุณลักษณะพ้ืนฐานท่ีจาเป็นต่อการประกอบอาชีพของผู้เรียนพบว่า ผู้บริหารและ
กรรมการ โรงเรียนเห็นว่า คุณลักษณะพื้นฐานท่ีพึงประสงค์ต่อการประกอบอาชีพของนักเรียน
อันดับแรก คือ ความสามัคคี สาหรับครู นักเรียน และผู้ปกครองเห็นว่า อันดับแรก คือ ความ
ซื่อสตั ย์ ส่วน ผปู้ ระกอบการเหน็ ว่า คณุ ลกั ษณะที่ต้องการเปน็ อันดับแรก คอื ความขยนั และอดทน

3. แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพ่ือส่งเสริมการประกอบอาชีพ พบว่า โรงเรียนร้อย
ละ 45.6 มีความเพียงพอเก่ียวกับปัจจัยที่สนับสนุนและส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนวิชาชีพ
ต่อการ ให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการประกอบอาชีพ พบว่า สอนให้นักเรียนมีความรู้ใน
การประกอบอาชีพในชั้นเรียน สอนให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงโดยให้ทาโครงงาน ประเมินผลการ
เรยี นรู้ จัดผลงานหรือผลผลิตและจดั กิจกรรมสง่ เสริมการเรยี นการสอนวิชาชีพโดยการทาโครงงาน
อาชีพ ครมู คี วามคดิ เห็นว่าสภาพการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทีเ่ อ้อื ต่อการให้นักเรียนมคี วามรู้
ความ เข้าใจ ทักษะ และการจัดการในการประกอบอาชีพเห็นว่า ในระดับมาก ส่วนนักเรียนมี
ความเหน็ วา่ อย่ใู นระดบั นอ้ ย46

มารตุ คาชะอม ไดศ้ ึกษา ภาวะการมีงานทาและคุณภาพในการทางานของผู้จบอุดมศกึ ษา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการมีงานทาของผู้จบอุดมศึกษาโดยศึกษาองค์ประกอบที่ส่งผล
ต่อการมีงานทา องค์ประกอบที่ส่งผลต่อคุณภาพในการทางาน และปัจจัยท่ีส่งผลให้ผู้ศึกษา
ระดับอุดมศึกษามีงานทาและมีคุณภาพในการทางาน ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบท่ีส่งผล47

46 กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, การศึกษาสภาพความรู้ ความเข้าใจ
และวธิ ีพัฒนาเก่ียวกับการประกอบอาชพี ของผเู้ รียน, รายงานการวจิ ยั ,2559, หนา้ บทคดั ยอ่ .

47 มารุต คาชะอม, ภาวะการมีงานทาและคุณภาพในการทางานของผู้จบอุดมศึกษา, รายงานการ
วิจัย, (กรงุ เทพมหานคร : สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ, 2557), หน้าบทคดั ยอ่ .

๒๖

ต่อระยะเวลาในการหางานจนได้งานทาและความก้าวหน้าในการทางาน พบวา่ ตัวแปรท่ีมีอิทธิพล
ส่งผลให้ใช้เวลาน้อยในการทางาน ได้แก่ ผลการเรียนเฉลี่ยระดับปริญญา ตรี ตัวแปรท่ีมีอิทธิพล
ส่งผลให้ได้งานทาช้า ได้แก่การไม่เคยทางานระหว่างเรียนปริญญาตรี ตัวแปรท่ีมีอิทธิพลส่งเสริม
ต่อความกา้ วหนา้ ในการทางานที่สาคัญ ไดแ้ ก่ ความพึงพอใจในงานทท่ี าครัง้ แรกหลังจบปริญญาตรี
การได้งานทาตรงสาขาท่ีเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม ความต้องการทางานเอกชน
ตัวแปรท่ีเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า ได้แก่ ความไม่ พอใจในงานเพราะตาแหน่งงานที่ไม่
เหมาะสม และการไม่มีความรูพ้ ิเศษใดๆ48

กองแผนงาน สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้สารวจข้อมูล
ภาวการณ์หางานทาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รุ่นปีการศึกษา 2548 โดยใช้
แบบสอบถามร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยส่วนหน่ึง ประกอบด้วยข้อมูลพ้ืนฐานท่ัวไป การได้งานทา
และสาเหตุท่ียังไม่ได้ทางาน ปัญหาและอุปสรรคในการหางาน ลักษณะงานอาชีพท่ีบัณฑิตทางาน
อัตราเงินเดือน ภาคท่ีทางาน ทัศนคติในการทางาน การนาความรู้มาประยุกต์ใช้กับการทางาน
ระยะเวลาในการหางานทา สรุปได้ 2 สว่ น ดงั นี้

ส่วนท่ี 1 ภาวะการหางานทาของบณั ฑิตมหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์
1. บัณฑิตที่ได้งานทาแล้ว จากบัณฑิตที่ตอบแบบสารวจ 5,430 คน ของบัณฑิตท้ังหมด
เป็น ระดับปริญญาตรี 4-6 ปี 4,244 คน ได้งานทา 2,958 คน ระดับปริญญาตรีต่อเน่ือง 383
คน ได้งานทา 304 คน และระดับปริญญาโท 803 คน ได้งานทา 753 คน โดยบัณฑิตท่ีได้งาน
ทาแลว้ ในระดับ ปรญิ ญาตรี 4-6 ปี สรปุ ได้ดังน้ี49

1.1 ประเภทของอาชีพ มีสัดส่วนของผู้ท่ีทางานในภาคเอกชน: ภาครัฐ: อ่ืนๆ
โดยคิดเป็น 6.8: 2.1: 1.1 และเมื่อเปรียบกับปีที่ผ่านมา พบว่า สัดส่วนของผู้ท่ีทางานใน
ภาคเอกชน และประกอบ อาชีพอิสระเพมิ่ ข้ึน แตผ่ ูท้ างานในภาครฐั มีสัดส่วนลดลง

1.2 ภาคที่ทางาน ทางานในภาคใต้สูงสุด รองลงมา ทางานในกรุงเทพฯและ
ปริมณฑล และทางานกระจายอยู่ในภาคอื่นๆ เมื่อเทียบกับปีท่ีผ่านมา พบว่า บัณฑิตทางานใน
ภาคใต้และบัณฑิตทางานในกรุงเทพฯ เพ่ิมขึ้น และกระจายไปทางานอยู่ในภูมิภาคอ่ืนๆ ในอัตราที่
ลดลง

1.3 เงินเดือน บัณฑิตท่ีทางานแล้วได้รับเงินเดือนเฉลี่ย 11,595 บาท ลดลง
จากปีที่แล้ว 99 บาท เมื่อพิจารณาเงินเดือนเฉล่ียของบัณฑิตแต่ละคณะพบวา่ ส่วนใหญ่หรือเกือบ
ทุกคณะมี เงินเดือนเฉล่ียเพ่ิมขึ้น โดยบัณฑิตที่ประกอบอาชีพอิสระที่มีกิจการเป็นของตัวเองมี
เงินเดือนเฉลี่ย สูงกว่าอาชีพอื่น (15,065 บาท) รองลงมาบัณฑิตที่ทางานเป็นพนักงานองค์กร
ต่างประเทศ/ระหว่าง ประเทศ (14,482 บาท) และบัณฑิตท่ีรับราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานของรัฐ
และประกอบอาชีพท่ีเป็น กิจการร่วมกับครอบครัว มีเงินเดือนเฉลี่ยใกล้เคียงกันคือ 11,420

48 มารุต คาชะอม, ภาวะการมีงานทาและคุณภาพในการทางานของผ้จู บอดุ มศกึ ษา, รายงานการ
วจิ ยั , (กรุงเทพมหานคร : สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ, 2557), หนา้ บทคัดยอ่ .

49 กองแผนงาน สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ทัศนคติในการทางาน,
แหลง่ ที่มา: http://www.planning.psu.ac.th/vijai/annual/Employ2548.doc, 2548.

๒๗

และ 10,746 บาท ส่วนบัณฑิตท่ี เป็นพนักงาน/ลูกจ้างเอกชน มีเงินเดือนเฉลี่ย คือ 12,132
บาท ซง่ึ ใกลเ้ คยี งกบั ปที ีผ่ า่ นมา

1.4 การนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ พบว่า บัณฑิตได้นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน
ระดับมาก โดย 3 คณะแรกท่ีสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้มาก ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์
คณะทนั ตแพทยศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์

1.5 ระยะเวลาในการหางานทา พบว่า บัณฑิตที่ได้งานทาส่วนใหญ่ ได้งานทา
ภายในเวลา 6 เดือนทีส่ าเรจ็ การศึกษา

2. บัณฑิตท่ียังไม่ได้ทางาน จากบัณฑิตท่ียังมิได้ทางานจานวน 1,286 คน พบว่า สาเหตุ
ของบัณฑิตที่ยังไม่ได้ทางาน ส่วนใหญ่กาลังศึกษาต่อ/จะศึกษาต่อ ส่วนบัณฑิตที่ยังไม่ได้งานทามี
สาเหตุ ท่ียังไม่ได้ทางาน เนื่องจากรอฟังคาตอบจากหน่วยงาน หางานทาไม่ได้ ยังไม่ประสงค์จะ
ทางาน ตามลาดับ เม่ือเทียบกับปีที่ผ่านมา บัณฑิตยังไม่ได้ทางานในปีน้ีเพิ่มขึ้นกว่าปีท่ีผ่านมา
เล็กนอ้ ย และมบี ณั ฑติ ทก่ี าลงั ศึกษาต่อ/จะศึกษาตอ่ ใกล้เคียงกบั ปีที่ผ่านมา

3. ปัญหาในการหางานทา จากบัณฑิตทั้งหมดทั้งท่ีได้งานทาและไม่ได้งานทา พบว่า มี
ปัญหาในการหางานทาเหมือนปีที่ผ่านมาทุกข้อและมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ได้แก่ หางานถูกใจไม่ได้
เงนิ เดือนนอ้ ย และไม่ทราบแหลง่ งาน

ส่วนท่ี 2 ความพงึ พอใจของบณั ฑิตมหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์
1. การประเมินตนเองของบัณฑิตใน 3 ประเด็น จากการประเมินตนเองของบัณฑิตหลัง
สาเร็จการศกึ ษา พบวา่

1.1 คุณสมบัติของบัณฑิต บัณฑิตประเมินตนเองว่ามีคุณสมบัติส่วนใหญ่อยู่ใน
ระดับมาก ยกเว้นทักษะทางการบริหารและภาษาอังกฤษ ที่บัณฑิตประเมินอยู่ในระดับปานกลาง
และความรู้ภาษาที่ 3 (จีน,ฝร่ังเศส,ญี่ปุ่น,มาเลย์) ท่ีบัณฑิตประเมินอยู่ในระดับค่อนข้างน้อย เมื่อ
เปรียบเทียบของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มบัณฑิตท่ีทางานแล้วและกลุ่มบัณฑิตที่ยังมิได้ทางานใน
คุณสมบัติของตนเองทั้ง 13 ข้อพบว่าเกือบทุกข้อค่าเฉล่ียของการประเมินบัณฑิตท่ีทางานแล้วมี
ค่าเฉล่ียสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการประเมินตนเองของบัณฑิตที่ยังไม่ได้ทางาน และเม่ือทดสอบหาค่า
ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ 8 ข้อ ได้แก่ ทักษะทาง
คอมพิวเตอร์ ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทักษะการตัดสินใจ
ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้ในการทางาน ความมีมนุษย์สัมพันธ์
และบุคลิกภาพ

1.2 คุณสมบัติที่องค์กรหรือผู้ว่าจ้างต้องการจากบัณฑิต บัณฑิตประเมินว่า
องค์กรหรือผู้ ว่าจ้างต้องการความมีมนุษย์สัมพันธ์เป็นลาดับแรก รองลงมาต้องการความรู้
ความสามารถ สาขา วชิ าชีพ/เอก และต้องการทักษะการวิเคราะห์และแก้ปญั หา ทักษะการเรยี นรู้
ส่ิงใหม่ๆ และทักษะ ทางคอมพิวเตอร์ ตามลาดับ ซ่ึงท้ัง 5 ข้อ บัณฑิตประเมินตนเองว่ามี
คุณสมบัตอิ ยู่ในลาดับตน้ ๆ50

50 กองแผนงาน สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ทัศนคติในการทางาน,
แหล่งทม่ี า: http://www.planning.psu.ac.th/vijai/annual/Employ2548.doc, 2548.

๒๘

1.3 การปรับปรุงคุณสมบัติตนเองหลังสาเรจ็ การศกึ ษา ในลาดับแรกบัณฑิตส่วน
ใหญ่ได้ ปรับปรุงคุณสมบัติของตนเองในด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ รองลงมาได้ศึกษาข้อมูลงาน
ด้านอน่ื ที่ ไม่ตรงกับสาขาวิชา มองหาอาชีพอิสระ และพัฒนาภาษาต่างประเทศ ซึ่งยังคงเหมือนใน
ปที ี่ผา่ นมา51

ประนอม คาผา, 2547 ได้ศึกษากระบวนการทางานเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนของ
นักศกึ ษามหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี เพ่ือศึกษาถึงกระบวนการในการแสวงหารายไดร้ ะหวา่ ง
การเรียนของนักศึกษา โดยมุ่งประเด็นการศึกษาถึงภูมหิ ลัง แรงผลกั ดันและแรงจงู ใจในการทางาน
กระบวนการเขา้ สู่ตาแหน่งงาน ลักษณะของงาน สภาพการทางาน ผลตอบแทนท่ีได้รับ ปัญหาและ
อุปสรรคในการทางาน การบริหารจัดการรายได้ ผลกระทบของการทางาน การวางแผนชีวิตใน
อนาคต และองค์ประกอบท่ีมีผลต่อความสาเร็จในการทางานพบว่าแรงผลักดันและแรงจูงใจ ใน
การทางานของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างคือฐานะของครอบครัว และความต้องการสร้างและแสวงหา
ประสบการณ์จากการทางานเพื่อพัฒนาความรู้และฝึกฝนวิชาที่ศึกษาให้เกิดความชานาญในการ
ทางานอนาคต โดยนักศึกษาที่ทางานเป็นลูกจ้างได้รับค่าตอบแทนตามที่กระทรวงแรงงานกาหนด
โดยไม่สามารถต่อรองเร่ืองค่าแรงได้ ด้านสาขาวิชาที่เรียนพบว่าส่วนใหญ่ลักษณะงานท่ีทาไม่
สอดคล้องกับสาขาวิชาท่ีเรยี น ส่วนนักศกึ ษาที่ทางานอิสระส่วนใหญ่จะทางานที่สอดคล้องกับสาขา
ที่กาลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ช่องทางในการเข้าสู่อาชีพจึงเกิดจากการมีพ้ืนฐานความรู้ใน
สาขาวิชาท่ีเรียนท่ีมีความสัมพันธ์กับงานท่ีทาเป็นหลัก รองลงมาคือประสบการณ์ตรงจากการ
ทางานและการฝึกฝนของตนเองท่ีสามารถนามาใช้ในการทางานหรือเปิดกิจการของตนเอง ส่วน
การวางแผนการทางานในอนาคตส่วนมากนักศึกษามีการวางแผนการทางานท่ีมีความสอดคล้องกับ
สาขาวิชาที่ศึกษาอยู่ในปัจจุบันโดยใช้ประสบการณ์ในการทางานและความรู้ที่ได้จากสาขาวิชาท่ี
ศกึ ษาเป็นพื้นฐานในการสมัครงาน ส่วนความสาเรจ็ ในการทางานนักศึกษามีความเห็นที่สอดคล้อง
กันว่าองค์ประกอบของความสาเร็จในการทางานรับจ้าง ได้แก่ บุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตา การมี
มนุษยสัมพันธ์ การควบคุมอารมณ์ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนความรู้
ความสามารถเฉพาะทาง ความสามารถด้านบริการและการจัดการ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า
ความสามารถในการพฒั นาตนเองและกิจการ มีผลต่อความสาเร็จในการทางานอิสระ52

ชเนตตี พุ่มพฤกษ์ ได้ศึกษาทัศนคติของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ท่ีมีต่ออาจารย์ผู้สอนในรายวิชา
โปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถิติเพ่ืองานวจิ ยั 53

51 กองแผนงาน สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร,์ ทัศนคติในการทางาน,
แหลง่ ท่ีมา: http://www.planning.psu.ac.th/vijai/annual/Employ2548.doc, 2548.

52 ประนอม คาผา, กระบวนการทางานเพ่ือหารายได้ระหวา่ งเรียน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราช
ภฏั อบุ ลราชธานี, รายงานการวจิ ัย, (อบุ ลราชธานี : มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี, 2547), หน้าบทคัดย่อ.

53 ชเนตตี พุ่มพฤกษ์, ทัศนคติของนักศึกษาช้ันปีท่ี 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะวิทยาการ
จดั การ มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา ที่มตี ่ออาจารย์ผู้สอนในรายวิชาโปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถิติ
เพ่ืองานวิจัย, รายงานการวิจัย, (พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, 25๕๙), หน้า
บทคัดยอ่ .

๒๙

ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีเกรดเฉล่ียอยู่ในช่วง 2.01-2.50
ปัจจัยด้านทัศนคติท่ีมีต่ออาจารย์ผู้สอน แบ่งเป็น 6 ปัจจัย ได้แก่ ด้านความรู้สึกท่ีเป็นจริงของ
นักศึกษา ด้านความรู้สึกต่อรายวิชาโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติเพื่องานวิจัย ด้านความรู้สึกของ
นักศึกษาต่ออาจารย์ผู้สอน ด้านความต้องการของนักศึกษาท่ีมีต่ออาจารย์ผู้สอน ด้านบุคลิกภาพ
ของอาจารย์ผู้สอน และด้านการสอนการใช้สื่อของอาจารย์ผู้สอนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมในระดับมาก
นอกจากน้ียังทาการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ และเกรดเฉล่ีย กับ
ปัจจัยด้านทัศนคติทมี่ ีต่ออาจารย์ผู้สอน มีสัดส่วนของปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน แต่มีระดับทัศ
คติโดยรวมทั้งหกด้านไม่แตกตา่ งกนั มาก มีบางรายข้อที่นักศึกษามที ัศนคติทก่ี อ่ ใหเ้ กิดนัยสาคัญทาง
สถิติท่ี 0.05 ได้แก่ ทัศนคติด้านความรู้สึกท่ีเป็นจริงของนักศึกษา นักศึกษาเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ
การที่อาจารย์มีการสรุปท้ายบทหรือท้ายช่ัวโมง ทัศนคติด้านความรู้สึกของนักศึกษาต่ออาจารย์
ผู้สอนนักศึกษาเห็นด้วยอย่างย่ิงที่อาจารย์ผู้สอนทาให้นักศึกษาสนุกสนาน ทาให้อยากท่ีจะเรียน
รายวิชาโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติเพ่ืองานวิจัย และอาจารย์ผู้สอนเป็นคนตรงต่อเวลา ทัศนคติ
ด้านความต้องการของนกั ศกึ ษาที่มตี ่ออาจารย์ผู้สอนนักศึกษาเห็นด้วยอย่างย่ิงกับอาจารย์มีเทคนิค
และการสอนที่ดีและอาจารย์มีความคิดริเริ่มและมีความเชื่อม่ันในตนเองเสมอ ทัศนคติด้าน
บุคลิกภาพของอาจารย์ผู้สอนนักศึกษาเห็นด้วยอย่างย่ิงกับหัวข้อเร่ืองอาจารย์แต่งกายได้สะอาด
และเรียบรอ้ ย อาจารย์ใช้ภาษาได้ถูกต้อง และอาจารย์มีจังหวะในการพูดท่ีเหมาะสม โดยเพศชาย
มีค่าเฉลี่ยระดับทัศนคติเห็นด้วยในระดับมากกว่าเพศหญิง ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่างานวิจัยคร้ังน้ี
ผ้วู ิจัยจึงเล็งเหน็ ถงึ การวางพืน้ ฐานให้ผู้เรยี นสามารถบูรณาการความรู้ที่ศึกษามาแล้วกับการกาหนด
และสร้างสรรค์ช้ินงานให้เกิดขึ้นในรายวิชาโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติเพื่องานวิจัยไ ด้อย่างมี
ประสิทธิภาพก็เปรียบเสมือนกา้ วเริ่มต้นของการเป็นอนาคตของชาติที่จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิด
งาน ควรการวิจัยเปรียบเทียบระหว่างสถานศึกษาในรายวิชาเดียวกัน ควรทาการศึกษาวิจัยใน
รายวิชาอน่ื ของสาขาวชิ าอื่น ควรทาการศึกษาวิจยั ในรายวิชาเดยี วกัน โดยเน้นศึกษาพฤตกิ รรมการ
สอนของอาจารยท์ ีแ่ ท้จริง และท่คี าดวงั ในทัศนะของนักศึกษา54

สุภาภรณ์ ขาวสวย ศึกษาถึงทัศนคติของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ใน
อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการเป็นผู้ประกอบการโดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาได้แก่นักศึกษา
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันปีที่ 2 ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบัญชี สาขาสิชา
การตลาด และสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ของสถาบันการศึกษาเอกชน 5 แห่ง จานวน 303
ราย พบว่า ด้านความรู้ความเข้าใจต่อการเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดย่อมช่วยลดปัญหา55
การว่างงาน ด้านความเห็นต่อการเป็นผู้ประกอบการมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีความเห็นว่า

54 ชเนตตี พมุ่ พฤกษ์, ทศั นคติของนักศึกษาชัน้ ปที ่ี 3 สาขาวชิ าคอมพวิ เตอร์ธรุ กจิ คณะวิทยาการ
จดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา ท่มี ตี ่ออาจารยผ์ สู้ อนในรายวชิ าโปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถติ ิ
เพื่องานวจิ ยั , รายงานการวิจัย, (พระนครศรอี ยุธยา : มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, 25๕๙), หน้า
บทคดั ย่อ.

55 สุภาภรณ์ ขาวสวย, ทัศนคติของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง ในอาเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการเป็นผู้ประกอบการ, รายงานการวิจัย, (เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 254๖),
หนา้ บทคัดยอ่ .

๓๐

ก า ร เ ป็ น ผู้ ป ร ะ ก อ บ ก า ร จ ะ ต้ อ ง มี ค ว า ม อ ด ท น ต่ อ ค ว า ม ย า ก ลา บ า ก ม า ก ก ว่ า ที่ เ ป็ น ลู ก จ้ า ง
ดา้ นพฤตกิ รรมหรือแนวโน้มต่อการเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่แน่ใจท่ีจะออกไปประกอบอาชีพ
เป็นผู้ประกอบการเม่ือสาเร็จการศึกษา โดยให้เหตุผลว่าขาดประสบการณ์ และเห็นว่าอาชีพที่
น่าสนใจมากท่ีสุดคือทางานบริษัท และยังพบว่าปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อแนวโน้มในการเป็น
ผู้ประกอบการได้แก่ วิชาท่ีมีความสาคัญ ในการนาไปใช้ประโยชน์ คือ วิชาการเงิน
สถาบันการศึกษาควรมีการปรับปรุงพัฒ นาในเรื่องการฝึกงานและพัฒ นาหลักสูตรเพื่อ ช่วยให้
ประสบความสาเร็จในการเปน็ ผู้ประกอบการ56

พรปริญญา สุขวัฒนา ปัจจัยที่ส่งผลให้โครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ
ของนักเรียนเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียนประสบความสาเร็จ พบว่า นักเรียนท่ีเข้าร่วมโครงการ
ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระมีความรู้สึกท่ีดีต่อโครงการ เห็นว่าเป็นประโยชน์และสามารถ
นาไปใช้ในอนาคตได้ อาจารย์ท่ีปรึกษาเป็นผู้ท่ีมีความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพในชุมชน มีประสบการณ์ใน
การสอนสามารถส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียนและมีการประกอบอาชีพอ่ืนๆ การจัดให้
นักเรียนเข้าร่วมในโครงการได้มีการกาหนดข้ันตอนการดาเนินงานอย่างชัดเจน ประกอบกับมี
อาจารย์ท่ีปรึกษาท่ีมีประสบการณ์ในการดาเนินงาน โครงการจึงเป็นไปด้วยดี ผู้บริหาร ครู -
อาจารย์ ให้ความสนับสนุนการดาเนินงานเป็นอย่างดี จึงทาให้การปฏิบัติงานในโครงการได้รับ
ความสาเร็จ57

ไพโรจน์ คะเชนทร์ การศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนงานเตรียมไปสู่อาชีพ
โดยพัฒนาการจัดการเรียนการสอนงานที่เตรียมไปสู่อาชีพ เร่ืองการเตรียมประกอบปรุงและจัด
อาหาร ดา้ นการกาหนดโครงการ รูปแบบ และเอกสาร จดั การเรยี นการสอนโดยเนน้ การ ฝกึ ปฏบิ ัติ
จริง และให้ชุมชนในท้องถ่ินมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดผล และ
ประเมินผล ผลการดาเนินการทดลองนักเรียนมีความรู้เพ่ิมขึ้นกว่าก่อนเรียน เฉล่ียร้อยละ 9.24
พฤติกรรมนักเรียนระหว่างเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เฉล่ียร้อยละ 87.57 ส่วนผลการฝึกปฏิบัติ
ภายในโรงเรียนรวมทุกดา้ นอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เฉล่ียร้อยละ 93.33 ผลการประชุมหลังการทดลอง
เห็นควรปรับปรุงในเร่ืองเวลา โดยเพิ่มเวลาการฝกึ ปฏิบัติให้มากขน้ึ โดยมขี อ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย
ดังน้ี58

1. ควรหาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนงานไปสู่อาชีพ ให้เหมาะสมกับ
ความ ต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น เพราะความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่นจะเปล่ียนแปลง

56 สภุ าภรณ์ ขาวสวย, ทัศนคตขิ องนักศกึ ษาระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชั้นสูง ในอาเภอเมอื ง
จังหวัดเชียงใหม่ ตอ่ การเป็นผปู้ ระกอบการ, รายงานการวจิ ยั , (เชียงใหม่ : มหาวิทยาลยั เชยี งใหม,่ 254๖),
หนา้ บทคดั ย่อ.

57 พรปริญญา ศุขวัฒนา, ปัจจัยที่ส่งผลให้โครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระของนักเรียน
เพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียนประสบความสาเร็จ, รายงานการวิจัย, (เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
2559), หน้าบทคัดยอ่ .

58 ไพโรจน์ คะเชนทร์, การศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนงานเตรียมไปสู่อาชีพ เร่ือง
การเตรียมประกอบ ปรุงและจัดอาหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 และ 6 โรงเรียนบ้านไผ่ล้อม
สามัคค,ี รายงานการวิจัย, (ชลบุรี : มหาวทิ ยาลยั บรู พา, 2542), หน้าบทคดั ย่อ.

๓๑

ไปตามสภาพแวดล้อมของชุมชนสงั คม เศรษฐกจิ และวฒั นธรรมทมี่ ีการเปลยี่ นแปลงไปตามกระแส
การเปลี่ยนแปลงของสงั คมในปัจจบุ ัน

2. ควรเน้นความชัดเจนของกระบวนการดาเนินงานในแต่ละข้ันตอนเพ่ือประโยชน์ในการ
นาไปใช้ขยายผลหรือปรบั ปรงุ พัฒนางานเตรียมไปสู่อาชพี เรอื่ งอน่ื ตอ่ ไป59

สุวัฒนา พรหมหล่อ ผลของการใช้ชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวท่ีมีต่อการตัดสินใจเลือก
อาชีพ พบวา่

1. ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการสอน ชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวการตัดสินใจเลือก
อาชีพเมื่อเปรียบเทียบกบั เกณฑ์ 70/70 จากการศกึ ษา พบว่า นวัตกรรมการสอนมีประสิทธิภาพ
สูง กว่าเกณฑ์ 70/70 ซึ่งเป็นไปตามสมมติ 70/70 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ คือ ชุดการ
สอน กิจกรรมแนะแนวการตัดสินใจเลือกอาชีพ ที่เน้นกระบวนการมีประสิทธิภาพ
86.16/85.66

2. ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการสอนท่ีใช้ในกิจกรรมแนะแนวจากการพัฒนาการด้าน
การเรียนการสอนระหวา่ งก่อนเรียนและหลังเรียน คอื คะแนนเฉลย่ี ก่อนเรยี นและหลังเรียน เมอ่ื ใช้
ชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวการตัดสินใจเลือกอาชีพ ที่เน้นกระบวนการแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .001

3. ความก้าวหน้าในการเรียนโดยใช้นวัตกรรมการสอนชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวการ
ตัดสินใจเลือกอาชีพคือคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อใช้ชุดการสอนกิจกรรมแนะแนว
การตัดสนิ ใจเลือกอาชีพ ทาให้ผู้เรียนเกดิ ความกา้ วหน้าในการเรยี นร้อยละ 55.00

เมื่อใช้นวัตกรรมการสอนชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวการตัดสินใจเลือกอาชีพแล้ว
นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนจริง นั่นคือ ร้อยละของความก้าวหน้า โดยส่วนรวมมีค่าเกิน
ร้อยละ 15 และคะแนนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ทั้งในส่วนรวมและเป็นรายหน่วยการเรียน เพราะในการสอนผู้สอนผลิตข้ึนจะดาเนินไปโดยผู้สอน
จัดให้มีการทดสอบก่อนเรียนก่อนแล้วจึงศึกษาเนื้อหาตามจุดประสงค์ โดยจัดให้มีกิจกรรมการ
เรียนการสอนที่เหมาะสมกับเวลา ครูผู้สอนมีโอกาสที่จะเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับศักยภาพของ
นักเรียนแต่ละกลุ่ม เม่ือเรียนจบแต่ละบทเรียนจะมีการทาแบบฝึกหัดย่อย เพ่ือสารวจหา
ข้อบกพร่อง ทาให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีการถ่ายโยงความรู้ได้ดี จึงทาให้คะแนนหลัง
เรียนสูงกว่า คะแนนก่อนเรียน น่ันคือ หลังเรียนโดยใช้นวัตกรรมการสอนที่ผู้สอนผลิตและ
พัฒนาขึ้น ผ้สู อนมคี วามรเู้ พม่ิ ขึ้นจรงิ 60

59 ไพโรจน์ คะเชนทร,์ การศกึ ษาการพัฒนาการจดั การเรยี นการสอนงานเตรียมไปสู่อาชีพ เรอ่ื ง
การเตรยี มประกอบ ปรงุ และจัดอาหารของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 และ 6 โรงเรยี นบ้านไผ่ลอ้ ม
สามคั ค,ี รายงานการวจิ ัย, (ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบรู พา, 2542), หนา้ บทคัดยอ่ .

60 สุวัฒนา พรหมหล่อ, ผลของการใช้ชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวที่มีต่อการตัดสินใจเลือกอาชีพ
ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตวุ ิทยา อาเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี,
รายงานการวิจยั , (กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรว์ โิ รฒ, 2545), หน้าบทคดั ย่อ.

๓๒

อภิศักดิ์ จันทรส์ นาม การศึกษาความสนใจในการเลือกอาชีพ พบว่า
1. นักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสามัญศึกษาสนใจในหมวดอาชีพการบริการ
มากกวา่ นกั เรียนในโรงเรียนโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. นกั เรยี นหญิงสนใจในหมวดอาชพี วิชาชีพ/วิชาการ อาชีพงานเสมยี นพนกั งานมากกว่า
นกั เรยี นชายอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05
3. ระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน หมวดอาชีพของบิดามารดามีความสัมพันธ์
กับความสนใจในการเลือกอาชีพอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนระดับการศึกษาของ
บิดามารดา รายไดข้ องบดิ ามารดาไมม่ คี วามสมั พันธ์กบั ความสนใจในการเลอื กอาชีพ
และมีขอ้ เสนอแนะว่า ควรจัดให้มีการแนะแนวเก่ียวกับการประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับ
ความรู้ความสามารถของตนเองเพื่อจะไม่เกิดความสูญเปล่าทางการศึกษา และควรมีวิทยากรที่มี
ความรู้เฉพาะสาขามาให้ความรู้เก่ียวกับแต่ละอาชีพเพื่อให้นักเรียนเกิดแง่คิดในการประกอบ
อาชพี 61
พิพัฒนา บุญฉิม การวางแผนเข้าสู่อาชีพของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
ในจงั หวัดฉะเชงิ เทรา พบวา่
1. นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีการวางแผนเข้าสู่อาชีพ
ใน 5 ด้าน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการรู้จักตนเอง
และด้านการศึกษาลักษณะงานและค้นหาอาชีพที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของตนนักศึกษามีการ
ปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการปรึกษาผู้มีความรู้ ด้านการเตรียมตัวเพื่อประกอบอาชีพและ
ด้านการวางแผนในการหางาน นักศกึ ษามกี ารปฏิบัตอิ ยู่ในระดบั ปานกลาง
2. นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่ีสังกัดสถาบันการศึกษา
ต่างกันมีการวางแผนเข้าสู่อาชีพใน 5 ด้านในภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่านักศึกษามีการวางแผนเข้าสู่อาชีพ ด้านการรู้จักตนเอง ด้านการศึกษาลักษณะงาน และ
ค้นหา อาชีพที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของตน และด้านการเตรียมตัวเพื่อการประกอบอาชีพ
แตกตา่ งกนั สว่ นด้านการปรกึ ษาผู้มคี วามรแู้ ละด้านการวางแผนในการหางานไมแ่ ตกตา่ งกนั
3. นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ต่างประเภทวิชากันมี
การวางแผน เข้าสู่อาชีพใน 5 ด้าน ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า
นักศึกษามีการวางแผนเข้าสู่อาชีพด้านการปรึกษาผู้มีความรู้แตกต่างกัน ส่วนด้านการรู้จักตนเอง
ดา้ นการศึกษาลักษณะงานและค้นหาอาชีพที่เหมาะสมกับคุณสมบัตขิ องตน ด้านการเตรยี มตัวเพื่อ
ประกอบอาชีพและดา้ นการวางแผนในการหางานไม่แตกตา่ งกนั 62

61 อภิศักดิ์ จันทร์สนาม, การศึกษาความสนใจในการเลือกอาชพี ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3
จงั หวดั สระบรุ ี, รายงานการวิจยั , (กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2544), หนา้ บทคัดย่อ.

62 พิพัฒน์ บุญฉิม, การวางแผนเข้าสู่อาชีพของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูงในจังหวัด
ฉะเชิงเทรา, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,
2545), หน้าบทคัดย่อ.

๓๓

4. นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่ีมีผลการเรียนแตกต่าง
กัน มีการวางแผนเข้าสู่อาชีพใน 5 ด้าน ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า นักศึกษามีการวางแผนเข้าสู่อาชีพ ด้านการรู้จักตนเองกับด้านการศึกษาลักษณะงานและ
ค้นหาอาชีพท่ีเหมาะสมกับคุณสมบัติของตน แตกต่างกัน ส่วนด้านการปรึกษาผู้มีความรู้ ด้านการ
เตรยี มตวั เพื่อประกอบอาชีพและด้านการวางแผนในการหางานไม่แตกตา่ งกัน

โดยมีข้อเสนอแนะในการนาผลวิจัยไปใช้วา่ นักศึกษาควรเข้าร่วมกิจกรรมสถานท่ีท่ีจัดนัด
พบแรงงาน หรอื วันนัดพบแรงงานเพื่อจะได้ทราบขอ้ มูลตา่ งๆ เกี่ยวกับการเลือกอาชีพท่ีเหมาะสม
นักศึกษาควรหาโอกาสเข้าเยีย่ มชมสถานที่ทางานของรุ่นพี่ เพื่อศึกษาลักษณะการทางาน และเก็บ
เกย่ี วประสบการณจ์ ากการทางานใหม้ ากทสี่ ุด

ในส่วนข้อเสนอแนะสาหรับสถานศึกษากล่าวว่า ทางสถานศึกษาควรตระหนักถึง
ความสาคัญ ของการส่งเสริมการวางแผนในการหางานทาของนักศึกษา การจัดการเรียนการสอนท่ี
มุ่งให้นักศึกษามีความสามารถในการสร้างงาน และประกอบอาชีพอิสระ การแนะแนวอาชีพ
และการให้คาปรกึ ษาเพอื่ ช่วยบรรเทา ตลอดจนลดความตรึงเครยี ดจากสถานการณใ์ นปจั จบุ นั ได้63

ป่ินวดี ธนธานี การศึกษาความพึงพอใจในอาชีพของบัณฑิตภาคปกติ สถาบันราชภัฏ
นครปฐม ผลการวิจยั พบวา่

1. บัณฑิตกลุ่มท่ีประกอบอาชีพอิสระ โดยส่วนรวมมีความพึงพอใจในอาชีพของตนอยู่ใน
ระดับค่อนข้างมาก และเพ่ือพิจารณาตามองค์ประกอบของความพึงพอในในอาชีพท้ัง 7 ด้านแล้ว
พบว่าบัณฑิตมีความพงึ พอใจในระดบั มากเพียงด้านเดียว คอื ดา้ นสัมพันธภาพเชิงสังคม นอกน้ันอีก
6 ด้าน บัณฑิตมคี วามพึงพอใจอยู่ในระดบั คอ่ นข้างมาก

2. บัณฑติ กลุม่ ทีป่ ระกอบอาชีพซง่ึ ได้รับเงินเดอื นหรอื ค่าจา้ งประจาโดยส่วนรวมมีความพึง
พอในในอาชีพของตนอยู่ในระดับค่อนข้างมาก และเม่ือพิจารณาตามองค์ประกอบความพึงพอใจ
ในอาชีพท้ัง 10 ด้านแล้ว พบว่าบัณฑิตมีความพึงพอใจในระดับค่อนข้างมากถึง 8 ด้าน ที่เหลือ
อีก 2 ด้าน พบว่าบัณฑิตมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการปกครองและบังคับ
บญั ชาของฝา่ ยบริหาร กบั ดา้ นเงนิ เดอื นและสวสั ดิการท่ไี ด้รับจากการประกอบอาชีพ

3. บัณฑิตกลุ่มท่ีประกอบอาชีพอิสระท้ังเพศชายและหญิง มีความพึงพอใจในอาชีพของ
ตนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ และเม่ือเปรียบเทียบตามองค์ประกอบของความพึง
พอใจในอาชพี เป็นรายดา้ นแลว้ ก็ไมพ่ บความแตกตา่ งเช่นกนั

4. บัณฑิตกลุ่มท่ีประกอบอาชีพซึ่งได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจา เพศชายและหญิงมี
ความพงึ พอใจในอาชีพของตนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ และเม่ือเปรียบเทียบตาม64

63 พพิ ฒั น์ บุญฉมิ , การวางแผนเขา้ สู่อาชพี ของนกั ศกึ ษาประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชน้ั สูงในจังหวัด
ฉะเชงิ เทรา, รายงานการวิจยั , (กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจา้ คุณทหารลาดกระบัง,
2545), หน้าบทคดั ยอ่ .

64 ปนิ่ วดี ธนธาน,ี การศึกษาความพงึ พอใจในอาชพี ของบณั ฑิตภาคปกติ สถาบันราชภฏั นครปฐมที่
สาเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2538 – 2539, รายงานการวิจัย, (นครปฐม : ราชภัฏนครปฐม, 2543),
หน้าบทคดั ยอ่ .

๓๔

องค์ประกอบของความพึงพอใจในอาชีพเป็นรายด้านแล้วพบความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ทิ ีร่ ะดบั .03 เพียงด้านเดียว คอื ด้านลักษณะอาชีพทที่ า

5. บัณฑิตกลุ่มทีป่ ระกอบอาชีพอสิ ระ ซ่ึงสาเรจ็ การศกึ ษาจาก 4 คณะ มคี วามพึงพอใจใน
อาชีพของตนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ และเม่ือเปรียบเทียบตามองค์ประกอบของ
ความพึงพอใจในอาชพี เปน็ รายด้านแลว้ ก็ไม่พบความแตกต่างเชน่ กนั

6. บัณฑิตกลุ่มท่ีประกอบอาชีพซึ่งได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจาซ่ึงสาเร็จการศึกษา
จาก 4 คณะ มคี วามพึงพอใจในอาชพี ของตนแตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .03 แต่
ไม่พบวา่ มคี า่ เฉลยี่ คูใ่ ดแตกต่างกนั

เม่ือเปรียบเทียบตามองค์ประกอบของความพึงพอใจในอาชีพเป็นรายด้านแล้วพบความ
แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จานวน 3 ด้าน คือ ดา้ น 1 ลกั ษณะ อาชพี ที่ทา ซ่ึง
พบความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญของค่าเฉล่ียระหว่างคณะครุศาสตร์กับคณะวิทยาการจัดการ
ด้าน 3 หน้าที่การงานท่ีรับผิดชอบ ซึ่งพบความแตกต่างอยา่ งมีนัยสาคญั ของค่าเฉล่ีย 3 คู่ระหว่าง
คณะครุศาสตร์กับคณะวิทยาการจัดการ คณะครุศาสตร์กับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ
คณะครุศาสตร์กับคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ และด้าน 5 ความม่ันคงก้าวหน้าในงาน
อาชีพ ซ่ึงพบความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญของค่าเฉลี่ยระหว่างคณะครุศาสตร์กับคณะ
มนุษยศาสตร์ และ สงั คมศาสตร์65

เบญจา แซ่เซีย ได้ศึกษาถึงทัศนคติของนักเรียนและนิสิตนักศึกษาที่มีต่อโฆษณาทาง
โทรทัศน์ และศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติของกลุ่มนักเรียนและนิสิตนักศึกษาโดยจะศึกษาถึง
ทัศนคติท่ีมีต่อโฆษณาโดยท่ัวไป ทัศนคติเกี่ยวกับอิทธิพลของโฆษณาท่ีมีต่อตนเอง และต่อสังคม
ตลอดจนทัศนคติที่ได้จากการรับชมโฆษณาทางโทรทัศน์ท่ีได้คัดเลือกไว้ ภายใต้แนวความคิดท่ี
เกีย่ วข้อง ดงั นี้

1. แนวคดิ เกย่ี วกบั บทบาทของการโฆษณา
2. แนวคิดเกี่ยวกบั โฆษณากับสังคม
3. แนวคดิ เร่อื งการเปิดรบั ส่อื
4. แนวคดิ เร่ืองทศั นคติ
5. องค์ประกอบของการโฆษณาทางโทรทัศน์
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการจัดสนทนากลุ่มกับกลุ่มนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย และกลุ่มนิสิตนกั ศึกษา ผลการวจิ ัยพบว่า66
๑. กลุ่มนักเรียนและนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีต่อโฆษณาท่ัวไปคล้ายคลึงกัน
เพราะโฆษณามีแนวคิดท่ีแปลกใหม่และให้ความบันเทิง ส่วนทั้งสองกลุ่มมีทัศคติมีทัศนคติท่ีไม่ดี
เพราะโฆษณานาเสนอเกินจริงและขัดจังหวะการดูรายการโทรทัศน์ อย่างไรก็ตามพบความ

65 ปิน่ วดี ธนธาน,ี การศกึ ษาความพงึ พอใจในอาชพี ของบัณฑติ ภาคปกติ สถาบันราชภฏั นครปฐมที่
สาเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2538 – 2539, รายงานการวิจัย, (นครปฐม : ราชภัฏนครปฐม, 2543),
หนา้ บทคัดย่อ.

66 เบญจา แซ่เซีย, การศึกษาทัศนคติของนักเรียน และนิสิตนักศึกษาต่อโฆษณาทางโทรทัศน์,
รายงานการวจิ ยั , (กรุงเทพมหานคร : จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 25๔๑), หนา้ บทคัดย่อ.

๓๕

แตกต่างกันของทั้งสองกลุ่มคือกลุ่มของนักเรียนเห็นว่าโฆษณาให้ความรู้ ขณะท่ีกลุ่มนิสิตนักศกึ ษา
เห็นว่าโฆษณาเป็นเพยี งเครื่องมือหนงึ่ ในการตดั สินใจซ้ือสนิ คา้

2. ทั้งสองกลุ่มมีทัศนคติเก่ียวกับอิทธิพลของโฆษณาท่ีมีต่อตนเองคล้ายคลึงกัน พบว่า
โฆษณาทาให้นักเรียนและนิสิตนักศึกษาอยากทดลองใช้และซ้ือสินค้าแต่พบความแตกต่างว่า
โฆษณามีอทิ ธิพลด้านการแตง่ กายและการใช้คาพดู ตอ่ กลมุ่ นักเรียนมากกวา่ กลุ่มนสิ ติ นักศึกษา

3. ทั้งสองกลุ่มมีทัศนคติเกี่ยวกับอิทธิพลของโฆษณาที่มีต่อสังคมคล้ายคลึงกันว่า โฆษณา
ช่วยส่งเสรมิ สังคม ขณะเดยี วกันโฆษณากก็ ่อให้เกิดบรโิ ภคนยิ มด้วย

4. ทัศนคติท่ีมีต่อโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ได้รับชม พบว่าทั้งสองกลุ่มชอบโฆษณาเพราะมี
ความคิดแปลกใหม่ เพลงประกอบไพเราะ สถานที่สวยงาม และเทคนคิ การถา่ ยทามคี วามกลมกลืน
ในขณะท่ีไม่ชอบโฆษณาเพราะว่าโฆษณานาเสนอเกินจริง น่าเบื่อหน่ายเพราะมีรูปแบบท่ีซ้าซาก
จาเจ รวมท้งั ภาพและเพลงประกอบไม่สอดคลอ้ งกัน67

สิรินาถ แพทยังกุล ได้ศึกษาทัศนคติของนักศึกษาต่อการประกอบอาชีพเม่ือสาเร็จ
การศึกษา ผลการวิจัยพบว่าทิศทางในการประกอบอาชีพ นักศึกษามีทัศนคติที่ต้องการหางานทา
ทันทีหลังจบการศึกษา โดยต้องการประกอบอาชีพอยู่ในบริษัทหรือธุรกิจเอกชนเป็นอันดับแรก
รองลงมาเป็นอาชีพรับราชการ ประกอบอาชีพส่วนตัว และเลือกที่จะประกอบอาชีพอยู่ใน
ภูมิลาเนาที่เกิดมากกว่าประกอบอาชีพในกรุงเทพมหานคร และต้องการทางานท่ีตรงกับสาขา
วิชาชีพท่ีเรยี นหรือสาขาที่เก่ียวข้องกับท่ีเรียน ในเรือ่ งคุณลักษณะของการประกอบอาชีพนักศึกษา
ต้องการอาชีพท่ีมีความมั่นคง ก้าวหน้า อัตราเงินเดือนสูง และมีทัศนคติว่าสามารถเรียกอัตรา
เงินเดือนได้ เม่ือเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของทัศนคติพบว่า นักศึกษาที่มีชั้นปี คณะ และ
ศึกษาในสถานท่ีท่ีแตกต่างกัน มีทัศนคติต่อการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย และการ
ประกอบอาชพี ท่แี ตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .0568

67 เบญจา แซ่เซีย, การศึกษาทัศนคติของนักเรียน และนิสิตนักศึกษาต่อโฆษณาทางโทรทัศน์,
รายงานการวจิ ัย, (กรุงเทพมหานคร : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 25๔๑), หนา้ บทคัดย่อ.

68 สิรินาถ แพทยงั กลุ , ทศั นคติของนกั ศึกษาต่อการประกอบอาชีพเมอ่ื สาเร็จการศกึ ษา, รายงานการ
วิจัย, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดสุ ิต, 2549), หน้าบทคัดยอ่ .

บทที่ ๓
ระเบยี บวิธกี ารวจิ ยั

การวิจัยเร่ือง “ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์ ช้ันปีท่ี 4
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น” ผู้วิจัยดาเนินการวิจัยโดยมี
รายละเอยี ดในการวจิ ยั ดงั น้ี

๓.1 รูปแบบวิธกี ารวิจยั
๓.๒ ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย
๓.๓ เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวิจยั
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
๓.๕ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
๓.๖ สถิตทิ ่ใี ช้ในการวจิ ยั
3.๗ สรุปกระบวนการวจิ ัย

๓.1 รปู แบบวิธีการวิจัย

การวิจัยเรื่องทัศนคติต่อการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์ ช้ันปีท่ี 4
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงสารวจ (Survey
Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรที่เป็นนิสิต
คฤหัสถ์คณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ ๔ ในปีการศึกษา 25๖๒ ท่ีศึกษาในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่

๓.๒ ประชากรกลมุ่ เปา้ หมาย

การกาหนดประชากรกลุ่มเปา้ หมายทใ่ี ช้ในการวจิ ัยในคร้งั น้ีโดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง คือ
นิสิตคฤหัสถ์คณะครุศาสตร์ ชั้นปีท่ี 4 ที่ทาการลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา
๒๕๖๒ จานวน ๕๐ คน เป็นชาย ๑๔ คน เปน็ หญงิ ๓๖ คน

๓.๓ การสรา้ งเครื่องมือทใี่ ช้ในการศกึ ษา

๓.๓.๑ เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นแบบสอบถามที่ผู้
ศึกษาสร้างข้ึนเอง โดยมีเน้ือหาครอบคลุมวัตถุประสงค์และเนื้อหาจากแนวคิดที่ต้องการศึกษา
พร้อมทัง้ นาไปหาคณุ ภาพของเครื่องมือกอ่ นนาไปใช้จริง โดยแบ่งออกเปน็ 4 ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ ๑ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ และสาขาที่ศึกษา
ลักษณะแบบสอบถามเปน็ แบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ (Check list)

๓๗

ตอนท่ี ๒ แบบสอบถามทัศนคตดิ ้านการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์ ชั้นปีท่ี 4
ลักษณะแบบสอบถามปลายปิด แบบสอบถามมีจานวน 10 ข้อ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนแบ่ง
ออกเป็น 5 ระดับ ดงั น้ี

๕ หมายถึง ระดับการให้คะแนน มากที่สุด
๔ หมายถึง ระดบั การใหค้ ะแนน มาก
๓ หมายถงึ ระดับการให้คะแนน ปานกลาง
๒ หมายถงึ ระดบั การใหค้ ะแนน นอ้ ย
๑ หมายถึง ระดับการให้คะแนน นอ้ ยท่ีสดุ
ตอนท่ี ๓ แบบสอบถามทัศนคติด้านทิศทางในการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์
ชั้นปีท่ี 4 เป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ (Check list) แบบสอบถามมีจานวน 6 ข้อ
ตอนท่ี 4 เป็นข้อเสนอเพ่ิมเติม เป็นแบบสอบถามปลายเปิด (Open – ended Questions)
ซึ่งเปิดโอกาสใหผ้ ูต้ อบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นได้อย่างอสิ ระ
๓.๓.๒ ขนั้ ตอนการสรา้ งเครอื่ งมือ
๑. การสร้างเครื่องมือ โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัย และทฤษฎีที่เก่ียวกับ
แนวคิดของทัศนคติ แนวคิดเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ในการสร้างแบบสอบถาม ซ่ึงเป็น
เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัยในคร้ังน้ี
๒. สร้างแบบสอบถามเร่ืองทศั นคติต่อการประกอบอาชพี ของนิสติ คณะครศุ าสตร์
ชนั้ ปที ่ี 4 มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น ตามแนวคดิ ท่ีไดจ้ ากข้อ ๑.
๓. นาแบบสอบถามท่ีสรา้ งขึน้ เสนอตอ่ อาจารยท์ ่ปี รึกษา
๔. ปรบั แก้แบบสอบถามตามอาจารย์ปรกึ ษา และเสนอตอ่ อาจารย์
3.3.3 การหาคา่ ประสทิ ธิภาพของเครือ่ งมอื
1. นาแบบสอบถามสร้างขึ้นไปตรวจสอบหาความเท่ียงตรงเชิงพินิจโดย
ผู้เชย่ี วชาญ ๓ ท่าน ไดแ้ ก่ อาจารยบ์ ญุ ส่ง นาแสวง, ดร.สุภาพร บวั ชว่ ย และ อาจารยพ์ นั ทิวา ทบั ภูมี
แล้วคานวณดัชนีความสอดคล้องภายในโดยใช้ IOC (Index Objective Congruency) โดยเลือก
คา่ IOC ท่มี ากกวา่ 0.5 และปรบั แก้ไขใหเ้ หมาะสมและถูกตอ้ งตามคาแนะนาของผเู้ ชี่ยวชาญ
2. จัดพิมพ์แบบสอบถามเปน็ ฉบบั สมบูรณเพ่ือนาไปใชใ้ นการวิจยั

๓.๔ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู

๑. ทาหนังสือขออนุญาตเก็บข้อมูลวิจัยต่อผู้อานวยการวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่

2. นาแบบสอบถาม เรื่องทศั นคติต่อการประกอบอาชีพของนสิ ิตคณะครุศาสตร์ ช้ันปีท่ี 4
แจกให้นิสิตคณะครศุ าสตร์ ชัน้ ปที ี่ 4 สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษาและสาขาวชิ าการสอนภาษาไทย ปีการศกึ ษา
2562 จานวน 50 ชดุ เพ่ือตอบแบบสอถาม

3. ผ้วู ิจยั สามารถรบั และเก็บรวบรวมแบบสอบถามกลบั มาได้ทั้งหมด คดิ เปน็ 100%
4. นาแบบสอบถามทีก่ ล่มุ เป้าหมายตอบมาตรวจสอบความสมบูรณข์ องแบบสอบถามและ
ตรวจสอบความถกู ต้องตามเกณฑท์ ี่กาหนดไว้

๓๘

5. นาแบบสอบถามทีไ่ ด้รับมาวเิ คราะห์ขอ้ มูลทางสถิติดว้ ยโปรแกรมคานวณคอมพวิ เตอร์

๓.๕ การวิเคราะห์ขอ้ มลู

วิเคราะห์ผลทัศนคติของนิสิตต่อการประกอบอาชีพเม่ือสาเร็จการศึก ษาท่ีได้จากการทา
แบบสอบถาม ดงั นี้

ตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ เพศ อายุ และสาขาที่เรียน
ของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยการหาค่าเฉลยี่ และค่าร้อยละ

ตอนที่ 2 วิเคราะห์ทัศนคติดา้ นการประกอบอาชีพ โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
วิเคราะห์เป็นรายข้อและวิเคราะห์ภาพรวม โดยในการแปลความหมายของระดับทัศนคติใช้
ค่าเฉลย่ี ของคะแนนเปน็ ตัวช้วี ัด โดยกาหนดช่วงในการวดั ดังน้ี

ระดบั คะแนน ๔.51-๕.00 แปลว่า เหน็ ด้วยมากทส่ี ุด
ระดับคะแนน 3.51-4.50 แปลว่า เห็นดว้ ยมาก
ระดบั คะแนน 2.51-3.50 แปลว่า เหน็ ด้วยปานกลาง
ระดับคะแนน 1.51-2.50 แปลวา่ เหน็ ดว้ ยน้อย
ระดบั คะแนน 1.00-1.50 แปลวา่ เหน็ ดว้ ยนอ้ ยทส่ี ดุ
ตอนที่ 3 วเิ คราะหท์ ศั นคติด้านทศิ ทางในการประกอบอาชีพ โดยการหาจานวนและรอ้ ยละ
ตอนท่ี 4 รวบรวมข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากผตู้ อบแบบสอบถาม

๓.๖ สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

1. สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics)
สาหรับอธิบายตัวแปรต่างๆ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean), ร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard Division) ตามลักษณะตัวแปร โดยมสี ตู รการหาคา่ ดังน้ี

1.1 สูตรการหาค่าเฉลี่ย

̅ =

เม่ือ ̅ คอื คา่ เฉลย่ี เลขคณิต
คือ ผลบวกของขอ้ มลู ทุกค่า

คอื จานวนขอ้ มลู ท้ังหมด

๑.2 สตู รการหาร้อยละ คอื

ร้อยละ =

๓๙

1.3 สตู รการหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ

S.D.

เมือ่ S.D. คือ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน

คอื ข้อมลู ( ตัวที่ 1,2,3...,n)

̅ คือ คา่ เฉลี่ยเลขคณติ

คือ จานวนขอ้ มลู ทงั้ หมด

2. การประมวลผลข้อมูล คานวณจากโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ โดยมขี น้ั ตอนดงั น้ี

2.1 ตรวจสอบความสมบูรณ์ และความถูกต้องของคาตอบที่ได้ หลังจาก
ดาเนนิ การเกบ็ รวมรวมขอ้ มลู จากกล่มุ ประชากร

2.2 บนั ทึกขอ้ มลู ท่เี ป็นรหสั ในแบบบนั ทกึ ขอ้ มูล และเครือ่ งคอมพวิ เตอรต์ ามลาดบั

2.3 ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์

2.4 ประมวลผลข้อมูลตามจุดมงุ่ หมายของการศกึ ษาวจิ ัย

3.๗ สรปุ กระบวนการวจิ ัย

1. กาหนดปัญหาท่ีจะดาเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาปัญหาเรื่องการประกอบอาชีพเมื่อ
สาเรจ็ การศึกษา เพ่อื เตรยี มศกึ ษาทาการวิจยั ต่อไป

2. กาหนดวัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั ผู้วจิ ัยไดก้ าหนดวตั ถุประสงค์ออกเป็น 2 ข้อโดยกาหนด
วตั ถปุ ระสงค์จากการศกึ ษาเรอื่ งทัศนะคติเก่ยี วกับการประกอบอาชพี เม่อื สาเร็จการศึกษา

3. ทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง ศึกษา ค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศต่างๆ และจากการสอบถามอาจารย์ โดยมีกรอบเนื้อหาคือเร่ืองทัศนคติและการ
ประกอบอาชพี เพอื่ ประกอบเป็นเนอ้ื หาในการวจิ ัย

4. กาหนดกรอบแนวคิดและนิยามศัพท์ นาความรู้จากเนื้อหาท่ีได้ศึกษา ค้นคว้า และ
รวบรวมมากาหนดเปน็ กรอบแนวคิดและนยิ ามศัพท์ โดยกาหนดให้สอดคล้องกับงานวจิ ัย

5. กาหนดแบบการวิจัย กาหนดแบบวิจัยให้เป็นการวิจัยเชิงสารวจ โดยมีเครื่องมือคือ
แบบสอบถาม ใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่อื การวเิ คราะห์

6. กาหนดประชากร กาหนดประชากรเป็นนสิ ิตคณะครุศาสตร์ ชัน้ ปีที่ 4 สาขาวิชาสังคม
ศึกษาและสาขาวิชาการสอนภาษาไทย ที่ทาการลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2562

๔๐

7. สร้างเครอื่ งมือและหาประสิทธิภาพของเครอื่ งมือ สร้างเคร่ืองมือคือแบบสอบถามใน
การเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรเพ่ือนาไปวิเคราะห์ข้อมูล โดยนาแบบสอบถามท่ีสร้างขึ้นไป
ตรวจสอบหาความเทีย่ งตรงเชงิ พนิ จิ โดยผู้เช่ียวชาญกอ่ นจะทาการเกบ็ รวบรวมข้อมูล

8. การรวมรวมข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลจากนิสิตคณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 จานวน 50
คน ไดข้ ้อมลู มา 50 ชุด

9. การวิเคราะห์ข้อมูล นาแบบสอบถามท่ีเก็บรวบรวมข้อมูล มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการ
หาค่าเฉลี่ย รอ้ ยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

10. การนาเสนอผล นาเสนอผลท่ีได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็นตารางและเขียน
อธบิ ายเพือ่ ความเขา้ ใจงา่ ย

บทที่ ๔
ผลการศกึ ษา

การศึกษาวิจัยเร่ือง ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์ ช้ันปีที่ 4
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงสารวจ (Survey
Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้จัดลาดับการ
นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามที่แจกให้กลุ่มประชากร ทั้งหมด ๕๐ ฉบับ
คือนสิ ติ คฤหัสถ์คณะครุศาสตร์ ชั้นปที ่ี 4 ทีท่ าการลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๒
จานวน ๕๐ คน เป็นชาย ๑๔ คน เปน็ หญงิ ๓๖ คน ในการนาเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล แบง่ ได้
ดังนี้

4.1 สัญลักษณ์ท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
4.2 เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องทัศนคติต่อการประกอบอาชีพของนิสิตคณะ
ครุศาสตร์ ช้ันปีที่ 4 มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น โดยแบ่งขอ้ มูล
ไดด้ งั นี้

4.2.1 เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ เพศ อายุ และ
สาขาท่เี รยี นของผตู้ อบแบบสอบถามโดยการหาคา่ เฉลี่ยและคา่ ร้อยละ ดงั ตารางที่ ๔.๑

4.2.2 เสนอผลการวิเคราะห์ทัศนคติดา้ นการประกอบอาชีพ โดยใชค้ ่าเฉล่ีย ( ̅)
และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยวิเคราะหเ์ ปน็ รายข้อและวเิ คราะห์ภาพรวม ดงั ตารางท่ี ๔.๒

4.2.3 เสนอผลการวิเคราะห์ทัศนคติด้านทิศทางในการประกอบอาชีพ โดยการ
หาจานวนและร้อยละ ดังตารางท่ี ๔.3

4.2.4 เสนอผลการวิเคราะหข์ ้อเสนอแนะเพ่ิมเติมของผตู้ อบแบบสอบถาม

4.1 สญั ลกั ษณท์ ใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยได้กาหนดสัญลักษณ์และตัวอักษรที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพ่ือให้เกิดความเข้าใจ
ตรงกันในการแปลความหมายของขอ้ มูล ดังนี้

̅ แทน คา่ เฉลย่ี (Mean)

S.D. แทน ค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard deviation)

๔๒

4.2 เสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเร่ืองทัศนคติต่อการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์
ชนั้ ปีที่ 4 มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่ โดยแบ่งขอ้ มูลไดด้ งั นี้

4.2.1 เสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลเก่ยี วกับปัจจยั พื้นฐาน ไดแ้ ก่ เพศ อายุ และสาขาท่ี
เรียนของผู้ตอบแบบสอบถามโดยการหาค่าเฉล่ียและคา่ รอ้ ยละ ดังตารางที่ ๔.๑

ตารางที่ 4.1 จานวนร้อยละข้อมูลสถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม

สถานภาพของผ้ตู อบแบบสอบถาม จานวน (คน) ร้อยละ

1. เพศ จาแนกเปน็

1. เพศชาย 14 28

2. เพศหญิง 36 72

รวม 50 100

2. ชว่ งอายุ จาแนกเปน็

๑. ช่วงอายุ 18-22 ปี 40 80

2. ช่วงอายุ 23-27 ปี 8 16

3. ชว่ งอายุ 28-32 ปี 24

3. สาขาทีศ่ ึกษา

๑. สาขาสงั คมศึกษา 26 52

๒. สาขาการสอนภาษาไทย 24 48

รวม 50 100

จากตารางที่ 4.1 พบว่า มีจานวนผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชายจานวน ๑๔ คน
คิดเป็นร้อยละ 28.00 และมีเพศหญิงจานวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 72.00 จาแนกตามช่วง
อายุของผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมีช่วงอายุ 18-22 ปี จานวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00,
ชว่ งอายุ 23-27 ปี จานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 16.00 และช่วงอายุ 28-32 ปี จานวน 2 คน
คิดเป็นรอ้ ยละ 4.00 ตามลาดับ จาแนกตามสาขาท่ีเรยี นได้เปน็ สาขาสังคมศกึ ษา จานวน 26 คน
คิดเปน็ รอ้ ยละ 52.00 และสาขาการสอนภาษาไทย จานวน 24 คน คดิ เป็นร้อยละ 48.00

๔๓

4.2.2 เสนอผลการวิเคราะห์ทัศนคตดิ ้านการประกอบอาชพี โดยใชค้ ่าเฉล่ีย ( ̅) และ
สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ดังตารางท่ี ๔.๒

ตารางท่ี ๔.๒ ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของระดับทัศนคติด้านการประกอบอาชีพของ
นสิ ติ คณะครศุ าสตร์ ชน้ั ปที ่ี ๔ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่

ข้อ ทัศนคตดิ า้ นการประกอบอาชพี ̅ S.D. ระดับ

ท่ี ทัศนคติ

1 มีความรู้ความสามารถตรงตามสาขาท่ีเรยี น 4.38 0.67 เห็นด้วย

มาก

2 มคี วามสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่นได้ 4.46 0.54 เห็นด้วย

มาก

3 มคี วามคิดริเร่ิมสร้างสรรค์และนามาประยุกต์ใช้ใน 4.38 0.57 เหน็ ด้วย

การประกอบอาชพี มาก

4 การเรียนรู้และประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย 4.40 0.61 เห็นด้วย

สามารถนามาใชแ้ กป้ ญั หาในการทางานได้ มาก

5 มีทักษะและความพร้อมในการทางานตามวิชาชีพ 4.42 0.67 เหน็ ดว้ ย

ทไ่ี ดศ้ กึ ษา มาก

6 มคี วามสามารถในการวางแผนและการปฏิบัตกิ าร 4.40 0.61 เหน็ ด้วย

มาก

7 มีบุคลิกภาพที่ดีเหมาะสมกับตาแหน่งงานที่ 4.36 0.66 เห็นด้วย

ต้องการ มาก

8 ชอ่ื เสยี งของมหาวทิ ยาลยั มผี ลต่อการได้งานทา 4.34 0.66 เหน็ ด้วย

มาก

9 ส า ม า ร ถ เลื อ ก ง า น ท่ี ต ร ง กั บ ค ว า ม รู้ แ ล ะ 4.42 0.61 เหน็ ดว้ ย

ความสามารถของนสิ ติ ได้ มาก

10 สามารถนาความรู้ความสามารถมาใช้ประกอบ 4.40 0.86 เหน็ ดว้ ย

อาชีพสว่ นตวั ได้ มาก

ภาพรวม 4.40 0.47 เหน็ ดว้ ย

มาก

จากตารางท่ี 4.2 พบว่า ระดับทัศนคติด้านการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุศาสตร์
ช้ันปีท่ี ๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น โดยภาพรวมมีระดับทัศ
คติอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีค่าเฉล่ีย 4.40±0.47 เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทั้ง 10 ข้อ
มีระดับทัศคติอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ข้อที่ 2 มี
ความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่นได้ มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย
4.46±0.54, ข้อที่ 9 สามารถเลือกงานที่ตรงกับความรู้สึกและความสามารถของนิสิตได้

๔๔

มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.42±0.61, ข้อท่ี 5 มีทักษะและความพร้อมในการ
ทางานตามวิชาชีพท่ีได้ศึกษา มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.42±0.67, ข้อที่ 4
การเรียนรู้และประสบการณ์ในมาวิทยาลัยสามารถนามาใช้แก้ปัญหาในการทางานได้ มีระดับ
ทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย 4.40±0.61, ข้อท่ี 6 มีความสามารถในการวางแผนและการ
ปฏิบัติการ มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.40±0.61, ข้อท่ี 10 สามารถนาความรู้
ความสามารถมาใช้ประกอบอาชีพส่วนตัวได้ มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย
4.40±0.86, ข้อที่ 3 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และนามาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ มี
ระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย 4.38±0.57, ข้อที่ 1 มีความรู้ความสามารถตรงตาม
สาขาที่เรียน มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.38±0.67, ข้อที่ 7 มีบุคลิกภาพที่ดี
เหมาะสมกับตาแหนง่ ท่ตี ้องการ มีระดับทัศนคตอิ ยู่ในระดบั มาก มีค่าเฉลี่ย 4.36±0.66 และขอ้ ที่
8 ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมีผลต่อการได้งานทา มีระดับทัศนคติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย
4.34±0.66

4.2.3 เสนอผลการวิเคราะห์ทัศนคติด้านทิศทางในการประกอบอาชีพ โดยการหา
จานวนและรอ้ ยละ ดงั ตารางท่ี ๔.3

ตารางที่ 4.3 จานวนและร้อยละของทัศนคติด้านทิศทางในการประกอบอาชีพของนิสิตคณะครุ
ศาสตร์ ชั้นปที ่ี ๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น

ทัศนคติด้านทศิ ทางในการประกอบอาชพี จานวน ร้อยละ

1. เปา้ หมายหลังจบการศกึ ษา 19 38
- ศึกษาต่อ 12
- เรียนภาษาเพมิ่ เติม 30 60
- หางานทาทันที
46 92
2. นสิ ิตต้องการประกอบอาชีพในส่วนงานใดเมือ่ จบการศึกษา 12
- รับราชการ 36
- พนกั งานรัฐวิสาหกิจ 24
- บริษัท/ธุรกจิ เอกชน 9 18
- ธุรกจิ ของครอบครัว
- ธรุ กิจส่วนตัว 14 28
19 38
3. สถานที่ในการประกอบอาชพี 16 32
- กรงุ เทพมหานคร 12
- ภูมลิ าเนาท่เี กิด
- ภูมภิ าคเดียวกันกบั ภูมลิ าเนา
- ตา่ งประเทศ

๔๕

4. การเลอื กอาชีพของนิสติ เม่ือจบการศึกษา 42 84
- อาชีพทีต่ รงกบั สาขาทเ่ี รียนหรอื เกี่ยวข้อง 8 16
- ไม่จาเป็นตอ้ งเปน็ อาชีพที่ตรงกบั สาขาทเี่ รยี น
45 90
5. คา่ ตอบแทนท่ตี อ้ งการจากการประกอบอาชพี 5 10
- อตั ราเงนิ เดอื นตามทร่ี าชการกาหนด
- สามารถเรยี กอัตราเงนิ เดือนได้ 43 86
7 14
6. คุณลักษณะของอาชีพท่ีมผี ลต่อการตดั สินใจในการประกอบ 9 18
อาชีพ 6 12
10 20
- มีความม่ันคง
- มีอตั ราเงนิ เดือนทส่ี ูง
- สวสั ดกิ ารท่ดี ี
- มโี บนสั
- มโี อกาสความกา้ วหนา้ สูง

จากตารางที่ 4.2 พบว่า ทัศนคติด้านทิศทางในการประกอบอาชีพของนิสิตคณะ
ครุศาสตร์ ชั้นปีที่ ๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ในด้านเป้าหมายหลังจบการศึกษามีทิศทางท่ีจะหางานทาทันทีมากที่สุดร้อยละ 60 รองลงมาคือ
การศึกษาตอ่ รอ้ ยละ 38 และเรยี นเพม่ิ เติมร้อยละ 2

ดา้ นความต้องการในการประกอบอาชีพในส่วนงานต่างๆ พบว่า ต้องการรบั ราชการมาก
ที่สุดร้อยละ 92 รองลงมาคือทาธุรกิจส่วนตัวร้อยละ 18, ทางานบริษัท/เอกชนร้อยละ 6,
ทาธุรกจิ ของครอบครวั รอ้ ยละ 4 และเปน็ พนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 2

ด้านสถานที่ในการประกอบอาชีพ พบว่า นิสิตมีความต้องการประกอบอาชีพใน
ภูมิลาเนาที่เกิดมากที่สุดร้อยละ 38 รองลงมาคือประกอบอาชีพในภูมิภาคเดียวกันกับภูมิลาเนา
ร้อยละ 32, ประกอบอาชีพในกรุงเทพมหานครร้อยละ 28 และประกอบอาชีพในต่างประเทศ
ร้อยละ 2

ด้านการเลือกอาชีพของนิสิตเมื่อจบการศึกษา พบว่า นิสิตต้องการเลือกอาชีพที่ตรงกับ
สาขาท่ีเรียนหรือเกี่ยวข้องมากท่ีสุดร้อยละ 84 และเลือกอาชีพที่ไม่จาเป็นต้องเป็นอาชีพที่ตรงกับ
สาขาทเี่ รียนรอ้ ยละ 16

ในด้านค่าตอบแทนทต่ี ้องการจากการประกอบอาชพี พบว่า นสิ ิตตอ้ งการอตั ราเงินเดือน
ตามท่รี าชการกาหนดมากที่สดุ ร้อยละ 90 และรองลงมาคือตอ้ งการสามารถเรียกอตั ราเงินเดือนได้
รอ้ ยละ 10

ดา้ นคุณลักษณะของอาชีพท่มี ีผลต่อการตดั สินใจในการประกอบอาชีพ พบว่า ตอ้ งการมี
ความม่ันคงมากท่ีสุดรอ้ ยละ 86 รองลงมาคือมีโอกาสความก้าวหน้าสูง ร้อยละ 20, มีสวัสดกิ ารท่ี
ดรี ้อยละ 18, มอี ตั ราเงินเดอื นทส่ี ูงรอ้ ยละ 14 และมโี บนสั ร้อยละ 12


Click to View FlipBook Version