ก
รายงานการศกึ ษาอสิ ระทางสังคมศึกษา
เรอื่ ง
การพฒั นาผลการเรียนด้วยการจดั การเรยี นรหู้ ลักไตรสิกขา
เรอ่ื งความสมั พันธท์ างเศรษฐกจิ กลุ่มสาระสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบงึ เนียมบงึ ใครน่ ุน่ ทา่ หิน
โดย
นายวชั ระ ศรีพานิช
รหสั นิสิต ๖๐๐๕๕๐๒๐๔๔
ชั้นปีที่ ๔ คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาสงั คมศกึ ษา
รายงานการศึกษาอิสระนี้เปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายวชิ าศึกษาอิสระทางสงั คมศกึ ษา (๒๐๓ ๔๒๐)
ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๓
หลักสูตรพทุ ธศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาสังคมศกึ ษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนเกน่
ก
ช่ืองานวิจัย : การพฒั นาผลการเรียนดว้ ยการจดั การเรยี นร้หู ลักไตรสกิ ขาเร่ือง
ความสัมพนั ธท์ างเศรษฐกิจ วชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ผู้วจิ ยั ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ โรงเรียนบงึ เนยี มบงึ ใคร่นนุ่ ทา่ หิน
ปรญิ ญา : นายวัชระ ศรพี านชิ
อาจารย์ทป่ี รกึ ษา : พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าสังคมศึกษา
ปีการศึกษา : ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์อนสุ รณ์ นามทะราช
: ๒๕๖๓
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อหา
ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้เร่ืองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กลุ่ม
สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่นท่าหิน
ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนท่ีเรียนโรงเรียนบึงเนียมบึ่ง
ใคร่นุ่น เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมสาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่น ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๓ จานวน ๒๙ คน
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียน เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ
(%) ค่าเฉล่ยี ( ̅ ) และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัยพบวา่
นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนโดยรวมเท่ากับ ( ̅ = ๓๔.๓๔, S.D. = ๒.๓๘) มีคะแนน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เท่ากบั ( ̅ = ๒๖.๕๕, S.D. = ๑.๔๕) และจากการหาคา่ ประสิทธิภาพ การ
พัฒนาการผลสัมฤทธ์ิการเรียนด้วยหลักไตรสิกขา เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กลุ่มสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ท้ังส้ิน ๓ แผน ประกอบด้วย ๑.
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง เศรษฐกิจชุมชน 1 ช่ัวโมง ๒. แผนการจัดการ
เรียนรู้ท่ี 2 เร่ือง การเงิน รายจ่าย การออม การลงทุน 1 ช่ัวโมง ๓. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง
ความหมายสภาพแวดล้อม 1 ชวั่ โมง (E๑/E๒) เท่ากบั ๘๑.๑๔/๘๘.๕๐ ซง่ึ สงู กว่าเกณฑท์ ก่ี าหนดไว้
ข
กิตตกิ รรมประกาศ
การวิจัยเร่ือง การพัฒนาผลการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้หลักไตรสิกขาเรื่องความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจ วิชาสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่
นุ่นท่าหินเล่มนี้สาเร็จสมบูรณ์ได้ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือ ให้คาแนะนาอย่างดียิ่งจาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อนุสรณ์ นามทะราช อาจารย์ท่ีปรึกษาที่กรุณาให้คาปรึกษา ตลอดจนการตรวจ
แก้ไขขอ้ บกพร่องตา่ งๆ และให้กาลังใจในการศกึ ษามาโดยตลอด ผวู้ จิ ยั ขอขอบพระคณุ เปน็ อย่างสูง
ขอขอบพระคุณในความกรุณาของผู้เชี่ยวชาญท้ัง ๓ ท่าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ นามทะราช
อาจารย์บุญส่ง นาแสวง และอาจารย์สิทธิพล เวียงธรรม ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบ
เคร่ืองมือสาหรับใช้ในงานวิจัยและให้คาปรึกษาเพื่อแก้ไขจนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีความถูกต้อง
สมบูรณ์ครบถว้ น
ขอขอบพระคุณท่านผู้อานวยการ คณะครู โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่น ที่อานวยความสะดวก
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างการทาวิจัย ให้คาแนะนา และแก้ไขข้อบกพร่องให้งานวิจัยน้ี
สมบรู ณ์ยง่ิ ขึน้
ขอขอบพระคุณคณาจารย์ นักวิชาการทุกท่านท่ีเป็นเจ้าของหนังสือและงานวิจัยท่ีมีคุณค่า
ซึ่งทา่ นไดเ้ ขยี นงานเอกสารไว้ให้ไดศ้ กึ ษาค้นควา้ เพือ่ เปน็ ข้อมลู ประกอบในการเขยี นงานวจิ ัยในครั้งนี้
ขอขอบคุณเพ่ือน ครอบครัว และผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน
ให้คาแนะนา และให้กาลังใจตลอดการทาวิจัยในคร้ังน้ี ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยเล่มนี้จะเป็น
ประโยชน์แกผ่ ูท้ ส่ี นใจตอ่ ไป
นายวัชระ ศรพี านิช
ผวู้ จิ ยั
สารบญั ค
เรื่อง หน้า
บทคดั ยอ่ ก
กิตตกิ รรมประกาศ ข
สารบญั ค
สารบัญตาราง จ
สารบัญภาพ ฉ
บทที่ ๑ บทนา 1
1
๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหาการวิจยั 2
๑.๒ วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั 2
๑.๓ ขอบเขตของการวจิ ยั 3
๑.๔ นิยามศพั ท์เฉพาะในการวจิ ัย 3
๑.๕ ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รบั
4
บทท่ี ๒ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้อง 4
๒.๑ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ 9
๒.๒ กล่มุ สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 12
๒.๓ การจัดกระบวนการเรยี นรู้แบบไตรสิกขา 22
๒.๔ แผนการจดั การเรยี นรู้ 23
๒.๕ การวดั ผลและประเมินผล 28
๒.๖ การพัฒนาการจัดการเรียนร้ทู างการเรยี น 28
๒.๗ งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง 31
๒.๘ กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
32
บทที่ ๓ ระเบยี บวธิ กี ารวจิ ัย 32
3.1 รปู แบบการวิจัย 32
3.2 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 32
3.3 เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั 34
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 35
๓.๕ การวเิ คราะหข์ ้อมูล 36
๓.๖ สถิติที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
ง
สารบัญ(ตอ่ )
เรื่อง หน้า
บทท่ี ๔ ผลการศกึ ษาวิจัย 37
๔.๑ ผลจากแบบฝกึ หดั ระหวา่ งเรียนและแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ 37
ทางการเรียนให้มปี ระสิทธิภาพของบทเรยี นสาเรจ็ รูป รายวิชาสังคมศกึ ษา
ศาสนาและวฒั นธรรม สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ตามเกณฑ์ 39
มาตรฐาน 80/80
๔.๒ องคค์ วามรใู้ หมท่ ไี่ ดจ้ ากการวิจยั
บทที่ ๕ สรปุ ผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 40
40
๕.๑ สรุปผลการศึกษา 40
41
๕.๒ อภปิ รายผลการวจิ ัย 42
42
๕.๓ ข้อเสนอแนะ 44
ภาคผนวก 46
ภาคผนวก ก รายนามผเู้ ชยี่ วชาญ 48
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ คุณภาพเคร่ืองมือโดยผเู้ ชีย่ วชาญ 50
ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือโดยผเู้ ชย่ี วชาญ
คะแนนความคดิ เห็นผูเ้ ช่ียวชาญดา้ นความสอดคล้อง
ระหวา่ งแผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคผนวก ง คะแนนความคิดเห็นผ้เู ชีย่ วชาญดา้ นความสอดคล้อง (IOC) ระหวา่ ง
ภาคผนวก จ แผนจดั การเรยี นรู้
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกับจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ประวัติผู้วิจยั 72
ตารางท่ี สารบัญตาราง จ
ตารางท่ี ๔.๑ คา่ ประสทิ ธิภาพ (E๑/E๒) ของบทเรียนสาเร็จรูป หน้า
รายวชิ าสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาหรับนกั เรียน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 37
สารบญั ภาพ ฉ
ภาพท่ี หน้า
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคิดในการวิจยั ๓1
1
บทท่ี ๑
บทนา
๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
การพัฒนามนุษย์ให้มีความสมบูรณ์จาเป็นต้องอาศัยการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดย
จะต้องสามารถ๑ พัฒนาผู้เรียนให้เกิดความเจริญงอกงามตามศักยภาพ โดยจะต้องสามารถพัฒนา
ผู้เรียนให้เกิดความเจริญงอกงามตามศักยภาพ ท้ังในด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และสามารถ
ดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตามที่กรมวิชาการ (๒๕๔๙: ๑) ได้ให้ความสาคัญของ
การศกึ ษาไวว้ ่า การศึกษาเปน็ เคร่ืองมือในการเปล่ียนแปลงสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญกา้ วหน้า
ทางวิทยาการและเทคโนโลยี และการปรบั เปล่ียนปฏิรูปสังคมไปสู่ความเป็นสังคมใหม่ ซ่ึงสอดคล้อง
กับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ ๒ และหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช ๒๕๔๕ (ปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๔๖) ของสานักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดย
กาหนดให้สถานศึกษาดาเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้จัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับ
ความสนใจและความถนัดของผู้เรียน คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งการฝึกทักษะ
กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือป้องกันและ
แก้ปัญหา ส่งเสรมิ ให้ผ้เู รยี นได้เรยี นรู้จากประสบการณจ์ ริง ได้รับโอกาสในการฝกึ ภาคปฏิบัติ เพ่อื ให้มี
ความรู้ สามารถทาได้ คดิ เป็น แกป้ ัญหาเปน็ รกั การอ่านและเกดิ การใฝร่ ูอ้ ยา่ งต่อเนือ่ ง
นอกจากน้ี ยังเปดิ โอกาสใหส้ งั คมและชมุ ชนได้เขา้ มามีส่วนร่วมในการจัดการศกึ ษา การจัดทา
หลักสูตรเพ่ือสนองต่อความต้องการของชุมชนและสังคม ท้ังน้ีการจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมต่างๆ
ในหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนส่งผลให้สถานศึกษาเกิดการ
พัฒนาด้านการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการสอน
นอกจากนน้ั ครูยงั มีการพฒั นากระบวนการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคและส่ือนวตั กรรมใหมๆ่ การจัด
กิจกรรมเสริมหลัก๓ สูตรที่หลากหลาย การจัดทาเนื้อหาสาระการเรียนรู้เพ่ิมเติมหรือจัดทาข้ึนใหม่
เพ่ือให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการประกอบอาชีพและความรู้ในสังคมโลกปจั จุบัน พุทธศาสนาถือ
วา่ ในการเป็นอยขู่ องมนษุ ย์นั้น ชีวติ ที่ดีคอื ชีวิตแห่งการศกึ ษาหรือการฝึกฝนอบรม มนุษยต์ ้องศึกษา
๑ วิวชั สายบุญ, พัฒนาผู้เรียนใหเ้ กิดความเจริญงอกงามตามศกั ยภาพ, (กรงุ เทพมหานคร : สานกั
ทดสอบทางการศึกษา, ๒๕๓๐), หนา้ ๘๗.
๒ เรอื่ งเดยี วกัน,หน้า ๘๘
2
พัฒนาตนเองไปจนกว่าจะมีชีวิตท่ีดีงามโดยสมบูรณ์จนเป็นชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญา คือ คิด พูด และ
กระทาอย่างสุจริต ซ่ึงเรียกว่า “ชีวิตท่ีประเสริฐ” หลักสาคัญในการศึกษาฝึกฝนอบรมตน คือ การ
พัฒนาการดาเนินชีวิตตนเองทั้งสามด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ พัฒนาพฤติกรรม เรียกว่า “ศีล” พัฒนา
ทางด้านจิตใจ เรียกว่า “สมาธิ” และพัฒนาด้านปัญญา เรียกว่า “ปัญญา” (พระธรรมปิฎก ๒๕๓๙:
๑๘๘) ทั้งสามด้านนี้มีความสัมพันธ์อิงอาศัยกัน พฤติกรรมที่ดีเป็นช่องทางให้จิตใจพัฒนาและช่วยให้
ปัญญางอกงาม จิตใจท่ีพัฒนาแล้วจะทาใหเ้ กดิ ปัญญาเห็นถกู ตอ้ งตามความจรงิ และปญั ญาท่ีเห็นถูกคิด
ถกู จะทาให้เกิดพฤติกรรมทดี่ ีงามต่อไป ปญั ญาจึงเปน็ ตัวจดั ปรับทุกอย่าง ท้ังพฤติกรรมและจติ ใจให้ลง
ตัวพอดี ทาให้มีชีวิตอยู่อย่างรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายและจัดการกับส่ิงท้ังหลายอย่างถูกต้อง มีชีวิตที่ดีงาม
สังคมมีความสงบสุข การสอนแบบไตรสิกขา จึงเป็นการจัดการเรยี นการสอนที่สอดคล้องกับหลกั การ
ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองและต้องทาควบคู่กันไป คือ ๑. ความประพฤติ
คือ ศลี ความรบั ผิดชอบ ความเสียสละ ความกตัญญู การตรงต่อเวลา การมรี ะเบยี บวนิ ัย ๒. จิตใจ คือ
ความตั้งมั่นตง้ั ใจ เอาใจใส่ มีใจจดจอ่ อย่างมีสมาธิ ๓. ปัญญา คือ การจดั การความรู้ การคิดพเิ คราะห์
จากความสาคัญและวธิ กี ารสอนแบบไตรสิกขา ผวู้ จิ ยั จึงมแี นวคิดในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ในรายวิชาสังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ หน่วยการเรียนรู้เร่ืองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดย
ใช้รูปแบบไตรสิกขา เนื่องจากเป็นห้องที่นักเรียนมีทักษะและสมาธิส้ันมากเกี่ยวกับการ จดจ่อ ใน
เร่ืองที่อยู่ต่อหน้า ซ่ึงเป็นเร่ืองท่ีจาเป็นสาหรับระดับชั้นที่ต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนและ
กิจกรรม นอกจากนี้เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถดาเนินชีวิตในสภาพสังคมท่ี
เปล่ียนแปลง โดยอาศยั สงิ่ ทีม่ มี าน้ันคือ ศีล สมาธิ ปญั ญา
๑.๒ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั
- เพื่อหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรยี นบึงเนียม
บงึ ใครน่ ุน่ ทา่ หนิ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐
๑.๓ ขอบเขตของการวิจัย
๑.๓.๑ ขอบเขตด้านประชากรกลมุ่ เปา้ หมาย
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่
นุ่นท่าหิน ตาบลบึงเนียม อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ที่เรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ปี
การศกึ ษา ๒๕๖๔ จานวน 1 หอ้ งเรยี น รวมจานวน ๒๙ คน
๑.๓.๒ ขอบเขตดา้ นเนอื้ หา
การวิจัยในคร้ังนี้ พัฒนาผลจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึง
ใคร่นุ่น ท่าหิน ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ได้จัดการเรียนการสอนมาจากการหลักไตรสิกขาและ
วิเคราะห์หลักสูตรของโรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่นท่าหิน ตามหลักสูตรแกนกลางพุทธศักราช 2551
กลมุ่ สาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 โดยการ
จดั การเรียนรู้เรียนร้แู บบไตรสิกขา เรอ่ื งความสมั พันธ์ทางเศรษฐกจิ ในครง้ั นี้ มดี งั นี้
3
1. แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 1 เร่อื งความสมั พนั ธร์ ะหว่าง เศรษฐกจิ ชมุ ชน 1 ช่วั โมง
๒. แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง การเงนิ รายจ่าย การออม การลงทุน 1 ช่วั โมง
๓. แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 3 เรื่องความหมายความหมายสภาพแวดล้อมชมุ ชน
1 ชั่วโมง
๑.๓.๓ ขอบเขตด้านสถานที่
โรงเรยี นโรงเรียนบึงเนยี มบงึ ใครน่ ุ่นท่าหนิ ขอนแกน่
๑.๓.๔ ขอบเขตตา้ นระยะเวลา
ตงั้ แตว่ ันที่ 1 พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ถงึ 29 ธนั วาคม ๒๕๖๓
๑.๔ นิยามศพั ท์เฉพาะท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
๑. การพฒั นา หมายถึง กระบวนการของการเปล่ียนแปลงทม่ี ีการวางแผนไว้แล้ว คือการทา
ให้ลกั ษณะเดมิ เปลีย่ นไปโดยมุง่ หมายว่า ลกั ษณะใหมท่ ่เี ขา้ มาแทนทน่ี น้ั จะดีกว่าลักษณะเก่า
๒. การจัดการเรยี นรู้ไตรสิกขา๔ หมายถึง การจดั การเรยี นรู้ตามแนวการฝกึ อบรมของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพ่ือประยุกต์ใช้ในการฝึกอบรมและพัฒนามนุษย์ที่เน้นการปฏิบัติให้เห็นจริง
ด้วยตนเองด้วยหลักของศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งมีข้ันตอนในการศึกษา ๓ ขั้นดังน้ี ๑) ข้ันศีล ๒) ข้ัน
สมาธิ และ 3) ข้ันปัญญา
๓. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง การติดต่อกันระหว่าง
ผู้ผลิตและผู้บริโภคในรูปของการค้าขาย การลงทุน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ จึง
ต้องการพง่ึ พากนั การแข่งขัน และการประสานประโยชนท์ างเศรษฐกิจซ่ึงกันและกัน
๔. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้
เรอ่ื งความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกจิ วิชาสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4
๕. แบบทดสอบพัฒนาการจัดการเรียนรู้ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบท่ีผู้วิจัยสร้าง
ขน้ึ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจของนักเรียนหลังจากท่ีได้รบั การสอนแบบไตรสิกขา ในหน่วย
การเรียนรู้เรื่องความสมั พันธท์ างเศรษฐกิจ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปี
ที่ 4 มาแล้วเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลอื ก จานวน ๓๐ ข้อ
๖. E1 E๒ คือประสิทธิภาพ E๑ เป็นกระบวนการที่จัดไว้ในชุดการสอนคิดเป็นร้อยละจาก
การทาแบบฝึกหัดและหรือประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนระหว่างเรียน โดยที่ E2 คือ ประสิทธิภาพ
ของผลลัพธ์ (พฤติกรรมที่เปลี่ยนในตัวผู้เรียนหลังการเรียนด้วยชุดการเรียนการสอน) คิดเป็น
อัตราสว่ นจากการทาแบบทดสอบหลังเรียนและหรอื ประกอบกิจกรรมหลังเรียน
1.5 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ
- ได้ผลประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้เรือ่ งความสมั พันธ์ทาง
เศรษฐกิจ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึง
ใครน่ ุ่นทา่ หิน ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐
๔ จันทรานี สงวนนาม, ทฤษฎแี ละแนวปฏบิ ตั ใิ นการบริหารหลกั ไตรสกิ ขา, (กรุงเทพมหานคร : สานกั
ทดสอบทางการศึกษา, ๒๕๓๔), หน้า ๕๖.
4
บทท่ี ๒
แนวคดิ ทฤษฎี และ งานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
ในการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา
หน่วยการเรียนรู้เร่ืองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ วิชาสังคมศึกษา ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียน
พระซองวิทยาคา ได้ศึกษาเอกสาร ตาราและงานวจิ ัยทเี่ กีย่ วขอ้ งตามลาดับ ดงั นี้
๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
๒.๒ กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
๒.๓ กระบวนการจดั การเรียนร้แู บบไตรสิกขา
๒.๔ แผนการจัดการเรียนรู้
๒.๕ การวัดผลและประเมนิ ผล
๒.๖ แนวคิดทฤษฎที ีเ่ กยี่ วกบั ไตรสิกขา
๒.๗ งานวจิ ัยท่เี ก่ียวขอ้ ง
๒.๘ กรอบแนวคิดการวิจัย
๒.๑ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน๕ พุทธศักราช ๒๕๔๔ ให้
เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยกาหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและ
กรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตท่ีดีและมีขีด
ความสามารถในการแขง่ ขนั ในเวทีระดับโลก พร้อมกันนี้ไดป้ รบั กระบวนการพัฒนาหลักสูตรใหม้ ีความ
สอดคล้องกับเจตนารมณ์ และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม ท่ีมุ่งเน้นการกระจายอานาจทางการศึกษาให้ท้องถ่ิน
และสถานศึกษาได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ และ
ความตอ้ งการของทอ้ งถ่นิ
จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรในช่วงระยะ ๖ ปีที่ผ่านมา (สานัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักผู้ตรวจราชการและติดตามประเมินผล, Kittisunthorn,
๒๐๐๓) พบว่า หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ มีจุดดีหลายประการ เช่น ช่วย
สง่ เสรมิ การกระจายอานาจทางการศกึ ษาทาให้ท้องถ่ินและสถานศึกษามีส่วนรว่ มและมีบทบาทสาคัญ
ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และมีแนวคิดและหลักการในการ
ส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวยังได้สะท้อน
ให้เห็นถึงประเด็นท่ีเป็นปัญหาและความไม่ชัดเจนของหลักสูตรหลายประการทั้งในส่วนของเอกสาร
หลักสตู ร กระบวนการนาหลกั สูตรสู่การปฏิบตั ิ และผลผลิตทเี่ กิดจากการใช้หลักสตู ร ได้แก่ ปัญหา
๕ ชัยฤทธ์ิ ศิลาเดช, คมู่ อื การเขยี นแผนการสอนพัฒนาทเี่ น้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญระดับมธั ยมศกึ ษา,
(กรุงเทพมหานคร : แม็ค, ๒๕๔๔), หน้า ๕๗.
5
ความสับสนของผู้ปฏิบัติในระดับสถานศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษา
ส่วนใหญก่ าหนดสาระและผลการเรยี นรู้ ที่คาดหวังไว้มาก ทาให้เกดิ ปญั หาหลักสตู รแน่น การวดั และ
ประเมินผลไม่สะท้อนมาตรฐาน ส่งผลต่อปัญหาการจัดทาเอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการ
เทียบโอนผลการเรียน รวมทั้งปัญหาคุณภาพของผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถและ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์อันยังไม่เป็นท่ีน่าพอใจ นอกจากน้ัน ๖แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๑ ( พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้ชี้ให้เหน็ ถึงความจาเป็นในการปรบั เปลี่ยนจุดเนน้ ใน
การพัฒนาคุณภาพคนในสังคมไทยให้ มีคุณธรรม และมีความรอบรู้อย่างเท่าทัน ให้มีความพร้อมท้ัง
ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และศีลธรรม สามารถก้าวทันการเปล่ียนแปลงเพื่อนาไปสู่สังคม
ฐานความรู้ได้อย่างมั่นคง แนวการพัฒนาคนดังกล่าวมุ่งเตรียมเด็กและเยาวชนให้มีพื้นฐานจิตใจที่ดี
งาม มีจิตสาธารณะ พร้อมท้ังมีสมรรถนะ ทักษะและความรู้พื้นฐานที่จาเป็นในการดารงชีวิต อันจะ
ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศแบบยง่ั ยืน (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๔๙) ซึ่งแนวทาง
ดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุค
ศตวรรษที่ ๒๑ โดยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์
สร้างสรรค์ มีทกั ษะด้านเทคโนโลยี สามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืน และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคม
โลกไดอ้ ย่างสนั ติ
จากข้อค้นพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน ท่ีผ่านมา
ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ เกี่ยวกับแนวทางการ
พฒั นาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสูศ่ ตวรรษท่ี ๒๑ จึง
เกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ เพ่ือนาไปสู่การพัฒนาหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๕ ท่ีมีความเหมาะสม ชัดเจน ท้ังเป้าหมายของ
หลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และกระบวนการนาหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นท่ี
การศึกษาและสถานศึกษา โดยได้มีการกาหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นทิศทางในการจัดทา
หลักสตู ร การเรยี นการสอนในแต่ละระดบั นอกจากน้ันได้กาหนดโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่าของแต่ละ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ในแต่ละช้ันปีไว้ในหลักสูตรแกนกลาง และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพ่ิมเตมิ เวลา
เรียนได้ตามความพร้อมและจุดเนน้ อกี ทัง้ ไดป้ รบั กระบวนการวดั และประเมนิ ผลผู้เรยี น เกณฑ์การจบ
การศกึ ษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดงหลักฐานทางการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการ
เรียนรู้ และมีความชัดเจนต่อการนาไปปฏิบัติเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๕ น้ี จัดทาข้ึนสาหรับท้องถ่ินและสถานศึกษาได้นาไปใช้เป็นกรอบและทิศทางใน
การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนใน
ระดบั การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทกั ษะที่จาเป็นสาหรบั การดารงชวี ิตในสังคมท่ี
มีการเปลย่ี นแปลง และแสวงหาความรู้เพอื่ พัฒนาตนเองอยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวิต มาตรฐานการเรยี นรู้
และตัวชี้วัดที่กาหนดไว้ในเอกสารนี้ ช่วยทาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในทุกระดับเห็นผลคาดหวังท่ี
๖ ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช, ๖แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต,ิ (กรงุ เทพมหานคร : แม็ค, ๒๕๕๙), หนา้
๕๘
6
ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีชัดเจนตลอดแนว ซึ่งจะสามารถช่วยให้หน่วยงานที่
เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างม่ันใจ ทาให้การจัดทา
หลักสูตรในระดับสถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็นเอกภาพยิ่งข้ึน อีกท้ังยังช่วยให้เกิดความ
ชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา
ดังน้ันในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับต้ังแต่ระดับชาติจนกระท่ังถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อน
คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
รวมท้ังเป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายใน
ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสาเร็จตามเป้าหมาย
ที่คาดหวังได้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องท้ังระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดย
ร่วมกันทางานอย่างเป็นระบบ และต่อเน่อื ง ในการวางแผน ดาเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ
ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาเยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์ท่ีมี
ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ัน
ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะ
พื้นฐาน รวมท้ัง เจตคติ ที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย
มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพ้ืนฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม
ศกั ยภาพ๗
หลักการหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มีหลักการที่สาคญั ดังนี้ (๑) เป็นหลกั สูตร
การศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสาหรับ
พฒั นาเดก็ และเยาวชนให้มคี วามรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคูก่ ับ
ความเป็นสากล (๒) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง
เสมอภาค และมีคณุ ภาพ (๓) เป็นหลักสูตรการศึกษาทส่ี นองการกระจายอานาจ ใหส้ ังคมมสี ว่ นร่วมใน
การจัดการศึกษาใหส้ อดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถิ่น (๔) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มี
โครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด การเรียนรู้ (๕) เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ี
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (๖) เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตาม
อธั ยาศัย ครอบคลมุ ทุกกลุม่ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข
มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เม่ือจบ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน ดังนี้ (๑) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง
มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง (๒) มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี
และมีทักษะชีวิต (๓) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกาลังกา๔) มีความ
๗ ชัยวัตร ศลิ าธรรมขันธ,์ มงุ่ พัฒนาผเู้ รียนทกุ คน ซึ่งเปน็ กาลังของชาตใิ หเ้ ป็นมนุษย์ทม่ี คี วามสมดลุ ทง้ั
ด้านรา่ งกาย ความรู้ คุณธรรม , (กรุงเทพมหานคร : แม็ค, ๒๕๔๔), หนา้ ๗๘.
7
รกั ชาติ มีจิตสานกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๕) มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิ
ปญั ญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดลอ้ ม มีจติ สาธารณะทม่ี ุ่งทาประโยชน์และสร้างสงิ่ ที่ดีงามใน
สงั คม และอยูร่ ่วมกนั ในสังคมอยา่ งมีความสุข
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานท่ีกาหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะ อันพึง
ประสงค์ ดังน้ี สมรรถนะสาคัญของผู้เรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน๘ มุ่งให้ผู้เรียนเกิด
สมรรถนะสาคัญ ๕ ประการ ดงั น้ี
๑) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการ
ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูล
ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเองและสงั คม รวมทั้งการเจรจาตอ่ รอง
เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ
ความถกู ต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสอ่ื สาร ทมี่ ีประสิทธภิ าพโดยคานึงถงึ ผลกระทบท่ีมีต่อตนเอง
และสังคม
๒) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเก่ียวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
๓) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา
ใช้ในการป้องกนั และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสทิ ธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบท่ีเกิดขึ้น
ตอ่ ตนเอง สังคมและส่ิงแวดล้อม
๔) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทางาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อนั ดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้ง
ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการ
รู้จกั หลกี เล่ียงพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์ทสี่ ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผ้อู ่ืน
๕) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง
ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การส่ือสาร
การทางาน การแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม
๘ พวงรัตน์ ทวีรตั น์, การสรา้ งและการพฒั นาสมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น, (กรงุ เทพมหานคร : สานัก
ทดสอบทางการศกึ ษา และจติ วิทยา มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโรฒประสารมติ ร, ๒๕๓๐), หนา้ ๗๓.
8
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพ่ือใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกับผู้อน่ื ในสังคมได้อยา่ งมีความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
๑) รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
๒) ซือ่ สัตยส์ จุ ริต
๓) มวี นิ ยั
๔) ใฝเ่ รียนรู้
๕) อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
๖) มุ่งมั่นในการทางาน
๗) รักความเป็นไทย
๘) มีจติ สาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพ่ิมเติมให้สอดคล้องตาม
บรบิ ทและจุดเน้นของตนเอง
มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคานึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน จงึ กาหนดใหผ้ เู้ รียนเรยี นรู้ ๘ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดงั น้ี
1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์
4. สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศกึ ษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8. ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสาคัญของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และ
ค่านิยมท่ีพึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาข้ันพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสาคัญ
ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการ
อะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกัน
คุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก
ซ่ึงรวมถึงการทดสอบระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพ่ือ
ประกันคุณภาพดังกล่าวเปน็ สิ่งสาคัญที่ชว่ ยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพฒั นาผ้เู รยี นให้มี
คณุ ภาพตามทีม่ าตรฐานการเรียนรกู้ าหนดเพียงใด ตัวชวี้ ัด
ตัวช้ีวัดระบุส่ิงท่ีนักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมท้ังคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น
ซ่ึงสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นาไปใช้ในการกาหนด
9
เน้ือหา จัดทาหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สาคัญสาหรับการวัดประเมินผลเพ่ือ
ตรวจสอบคณุ ภาพผู้เรียน๙
๑. ตัวชี้วัดช้ันปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช้ันปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ
(ประถมศึกษาปที ่ี ๑ – มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓)
๒. ตัวช้ีวัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มธั ยมศึกษาปีที่ ๔- ๖)
หลักสูตรได้มีการกาหนดรหัสกากับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด เพ่ือความเข้าใจและให้
ส่อื สารตรงกนั
๒.๒ กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ทาไมตอ้ งเรยี นสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สงั คมโลกมีการเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ตลอดเวลา กลุ่มสาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์ดารงชีวิตอย่างไร ท้ังในฐานะปัจเจก
บุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง
จากัด นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา เปล่ียนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา
ตามเหตุปัจจัยต่างๆ ทาให้เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับ
ในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนาความรู้ไปปรับใช้ในการดาเนินชีวิต เป็นพลเมืองดี
ของประเทศชาติ และสงั คมโลกเรียนรอู้ ะไรในสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม
ท่ีมีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเอง
กับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยม
ท่ีเหมาะสม โดยไดก้ าหนดสาระตา่ งๆไว้ ดังนี้
สาระท่ี ๑ ศาสนา ศลี ธรรมและจริยธรรม แนวคดิ พนื้ ฐานเก่ยี วกบั ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนาหลักธรรมคาสอนไปปฏิบัติในการพัฒนา
ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทาความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมทงั้ บาเพญ็ ประโยชนต์ อ่ สงั คมและสว่ นรวม
สาระที่ ๒ หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครอง
ในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะ
และความสาคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม
ความเช่ือ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สทิ ธิ หน้าท่ี เสรภี าพ
การดาเนินชีวติ อยา่ งสนั ติสขุ ในสังคมไทยและสงั คมโลก
๙พวงรตั น์ ทวรี ตั น,์ การสร้างและการพัฒนาสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน, (กรงุ เทพมหานคร : สานกั
ทดสอบทางการศกึ ษา และจิตวิทยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโรฒประสารมติ ร, ๒๕๓๐), หน้า ๗๙.
10
สาระที่ ๓ เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจา่ ย และการบรโิ ภคสินคา้ และบริการ การบรหิ าร
จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนา
หลักเศรษฐกิจพอเพยี งไปใช้ในชีวิตประจาวัน
สาระที่ ๔ ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์
พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ
ผลกระทบทีเ่ กดิ จากเหตุการณ์สาคัญในอดีต บุคคลสาคัญที่มอี ิทธิพลต่อการเปลีย่ นแปลงต่างๆในอดีต
ความเป็นมาของชาติไทยวฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย แหลง่ อารยธรรมท่สี าคญั ของโลก
สาระท่ี ๕ ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร
และภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนท่ีและเครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของส่ิงต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อม
ทางธรรมชาติ และส่ิงท่ีมนุษย์สร้างขึ้น การนาเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม
เพ่ือการพัฒนาทย่ี ่ังยืน
สาระท่ี ๑ ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐาน ส ๑.๑ รู้ และเข้าใจประวัติ คว ามสาคัญ ศาสดา หลักธ รรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาอ่ืน มีศรัทธาท่ี
ถกู ต้อง ยึดมน่ั และปฏบิ ัติ ตามหลกั ธรรม เพ่ืออยูร่ ่วมกนั อยา่ งสันติ
สุข
มาตรฐาน ส ๑.๒ เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนท่ีดี และธารงรักษา
พระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนบั ถือ
สาระที่ ๒ หน้าที่พลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชวี ติ ในสังคม
มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏิบตั ิตนตามหน้าท่ขี องการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมท่ีดี
งาม และธารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดารงชีวิตอยู่
ร่วมกนั ในสงั คมไทย และสงั คมโลกอยา่ งสนั ตสิ ขุ
มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดม่ัน ศรัทธา
และธารงรักษาไว้ซ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส ๓.๑ เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ
บริโภคการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
คุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการ
ดารงชวี ติ อย่างมดี ุลยภาพ
มาตรฐาน ส ๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจและความจาเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจใน
สงั คมโลก
11
สาระท่ี ๔ ประวัตศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความสาคัญของเวลาและยุคสมัยทาง
ประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์
เหตกุ ารณ์ตา่ งๆ อยา่ งเป็นระบบ
มาตรฐาน ส ๔.๒ เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้าน
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเน่ือง
ตระหนักถงึ ความสาคัญและสามารถวิเคราะหผ์ ลกระทบทีเ่ กดิ ข้นึ
มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความ
รกั ความภมู ใิ จและธารงความเปน็ ไทย
สาระท่ี ๕ ภูมศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๕.๑ เขา้ ใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสมั พันธ์ของสรรพส่ิง
ซ่ึงมีผล ต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนท่ีและ
เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหาวเิ คราะห์ สรุป และใช้ข้อมูล
ภูมิสารสนเทศอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ส ๕.๒ เขา้ ใจปฏสิ มั พนั ธ์ระหวา่ งมนุษยก์ บั สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
คุณภาพผเู้ รียน
จบช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๔
ได้เรียนรู้เร่ืองของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ท้ังเชิงประวัติศาสตร์
ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการเมืองการปกครอง สภาพเศรษฐกิจ
โดยเน้นความเป็นประเทศไทยได้รับการพัฒนาความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องศาสนา ศีลธรรม
จริยธรรม ปฏิบัติตนตามหลักคาสอนของศาสนาท่ีตนนับถือ รวมท้ังมีส่วนร่วมศาสนพิธี และพิธีกรรม
ทางศาสนามากยงิ่ ข้ึนได้ศึกษาและปฏบิ ัตติ นตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีของ
ท้องถ่ินจังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี
วัฒนธรรม ของท้องถ่ินตนเองมากย่ิงข้ึนได้ศึกษาเปรียบเทียบเร่ืองราวของจังหวัดและภาคต่างๆของ
ประเทศไทยกับประเทศ เพื่อนบ้านได้รับการพัฒนาแนวคิดทางสงั คมศาสตร์เก่ียวกับศาสนา ศลี ธรรม
จริยธรรม หนา้ ทีพ่ ลเมอื ง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์เพอื่ ขยายประสบการณไ์ ปส่กู าร
ทาความเข้าใจในภูมิภาค ซีกโลกตะวนั ออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
ความเช่ือ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดาเนินชีวิต การจัดระเบียบทางสังคม และการ
เปล่ยี นแปลงทางสังคมจากอดีตสูป่ จั จบุ นั
12
๒.๓ การจดั กระบวนการเรยี นรู้แบบไตรสิกขา
ความหมายของไตรสิกขา
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาท่ีส่งเสริมให้มนุษย์ทุกคนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การศึกษา
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นมิใช่เป็นการศึกษาให้คนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เพื่อเป็นคนเก่ง เพียง
อย่างเดียวเท่านั้นหากจะต้องสอนให้เป็นคนมีคุณธรรมความดีงามเพื่อเป็นคนดีอีกด้วย ในระหว่าง
ความดีกับความเก่งนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนาจะต้องสร้างความดีก่อนแล้วแล้วจึงค่อยสร้างความ
เก่งตามมา นั่นคือ จะต้องสอนให้คนรามคี ุณธรรม ศลี ธรรม กอ่ นแลว้ จงึ ใหม้ ปี ญั ญาในภายหลงั
ดังนนั้ พระพุทธศาสนาจึงวางหลักการศกึ ษาไวต้ ามลาดับโดยเริม่ จาก ศีลก่อน ต่อไปจึงศึกษา
ในเรอื่ งสมาธิ แล้วขน้ั สดุ ทา้ ยจึงสอนในเรื่องปญั ญา การศึกษา ๓ ขน้ั ตอนนี้ เรยี กวา่ ไตรสกิ ขา
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระธรรมปฎิ ก ป.อ. ปยุต̣ โต๑๐ ได้ให้ความหมาย
“สิกขา ๓ หรือ ไตรสิกขา” ว่า ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติท่ีเป็นหลักสาหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรม
กาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งข้ึนไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ซ่ึงไตรสิกขา
ประกอบดว้ ย
๑. อธิสีลสิกขา สิกขา คอื ศีลอนั ยิ่ง, ข้อปฏิบตั ิสาหรบั ฝกึ อบรมในทางความประพฤตอิ ย่างสงู
๒. อธิจิตตสิกขา สิกขา คือ จิตอันย่ิง, ข้อปฏิบัติสาหรับฝึกหัดอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรม
เชน่ สมาธอิ ยา่ งสงู
๓. อธิปัญญาสิกขา สิกขา คือปัญญาอันย่ิง, ข้อปฏิบัติสาหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิด
ความร้แู จ้งอย่างสงู
ซึ่งอธิสลี สิกขา อธิจติ ตสิกขา และอธิปญั ญาสกิ ขา เรยี กง่ายๆวา่ ศีล สมาธิ ปญั ญา
มรรค และไตรสกิ ขา
พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุต̣โต (2538: 601-604) กล่าวถึง มรรคในฐานะไตรสิกขา หรือ
ระบบการศึกษาสาหรับสร้างอารยชน ดังน้ี ไตรสิกขานั้นถือว่าเป็นระบบการปฏิรูปธรรมท่ีครบถ้วน
สมบูรณ์ จึงเป็นหมวดธรรมมาตรฐานสาหรับแสดงหลักการปฏิบัติธรรม และมักใช้เป็นแม่บทในการ
บรรยายวิธีปฏิบัติธรรม กล่าวโดยสรุปคือ มรรคเป็นระบบการปฏิบัติธรรมทั้งหมดในแง่เน้ือหาฉันใด
ไตรสิกขากเ็ ปน็ ระบบการปฏบิ ัตธิ รรมทง้ั หมด ฉันน้ัน มรรค มชี ือ่ เตม็ ว่า อรยิ อัฏฐงั คิกมัคค์ แปลว่า ทาง
มีองค์แปดประการอันประเสริฐ ทางมีองค์ ๘ ของพระอริยะ ทางมีองค์ ๘ ที่ทาคนให้เป็นอริย องค์
หรือองคป์ ระกอบ 8 อย่างของมรรคนัน้ มีดงั นี้
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ (Right view หรือ Right Understanding)
๒. สมั มาสงั กัปปะ ดารชิ อบ (Right Thought)
๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ (Right Speech)
๔. สัมมากมั มนั ตะ กระทาชอบ (Right Action)
๕. สัมมาอาชวี ะ เลยี้ งชพี ชอบ (Right Livelihood)
๑๐ พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุต̣ โต, พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระธรรมปฎิ ก,
(กรุงเทพมหานคร : มติ ร, (๒๕๔๓), หนา้ ๙๙.
13
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ (Right Effort)
๗. สมั มาสติ ระรึกชอบ (Right Mindfulness)
๘. สัมมาสมาธิ จิตมัน่ ชอบ (Right Concentration)
มรรคมีองค์ ๘ หมายถงึ ทางสายเดียวมีสว่ นประกอบ ๘ อย่าง ผู้ปฏบิ ัติธรรมต้องใช้องค์ทั้ง ๘
ของมรรคเนื่องไปด้วยกันโดยตลอด เพ่อื ใหม้ องเหน็ เปน็ หมวดหมู่ อันจะช่วยเสริมความเข้าใจใหช้ ดั เจน
ยิ่งข้ึนจึงจัดองค์ประกอบทั้ง ๘ ของมรรคเข้าเป็นประเภทๆ เรียกว่า ขันธ์ หรือ ธรรมขันธ์ แปลว่า
หมวดหมู่ มี ๓ ขันธ์ กล่าวคือ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์ เรียกง่ายๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
ดงั นี้การจัดแบบธรรมขันธ์ ๓ น้ัน มุ่งเพียงใหเ้ หน็ เปน็ หมวดหมู่ตามประเภท แตก่ ารจดั เป็น
ไตรสิกขามุ่งให้เห็นลาดับในกระบวนการการปฏิบัติหรือใช้งานจริง คาว่า ไตรสิกขา 3 คาว่าสิกขา
แปลวา่ การศึกษา การสาเหนียก การฝึก ฝกึ ปรอื ฝึกอบรม ได้แก่ขอ้ ปฏบิ ัติที่เป็นหลักสาหรบั ฝึกอบรม
กาย วาจา จิตใจ และปญั ญา ใหเ้ จริญงอกงามยง่ิ ข้ึนไปจนบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสดุ คอื ความหลุดพ้นหรือ
นพิ พาน สกิ ขา ๓ มีความหมาย ดังนี้
๑. อธิศีลสิกขา การฝึกอบรมในด้านความประพฤติ ระเบียบวินัย ให้มีสุจริตทางกาย วาจา
และอาชีวะ (Training in Higher Morality)
๒. อธจิ ติ ตสิกขา การฝึกอบรมทางจิตใจ การปลูกฝังคุณธรรม สร้างเสริมคุณภาพจติ และรู้จัก
ใชค้ วามสามารถในกระบวนการสมาธิ (Training in Higher Morality หรอื Mental Discipline)
๓. อธิปัญญาสิกขา การฝึกอบรมทางปัญญาอย่างสูง ทาให้เกิดความรู้แจ้งที่สามารถชาระจิต
ให้บริสุทธห์ิ ลดุ พ้นเป็นอสิ ระโดยสมบรู ณ์ (Training in Higher Wisdom)
ไตรสิกขา คือการฝึกปรือความประพฤติ การฝึกปรือจิต และการฝึกปรือปัญญาชนิดที่ทาให้แก้ปัญหา
ของมนุษย์ได้ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ นาไปสู่ความสุข และความเป็นอิสระแท้จริง เมื่อความหมาย
แสดงความชัดเจนแล้ว ก็ทาให้มองเห็นสาระของไตรสิกขาแต่ละขอ้ ดังน้ี
สาระของอธิศีล คือ การดารงตนอยู่ด้วยดี มีชีวิตท่ีเกื้อกูล ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ตนมี
สว่ นช่วยสร้างสรรค์รักษาให้เอ้ืออานวยแก่การมีชวี ิตท่ีดีงามร่วมกัน เป็นพ้ืนฐานที่ดีสาหรับการพัฒนา
คุณภาพจิต และการเจริญปัญญา
สาระของอธิจิตต์ คือ การพัฒนาคุณภาพจิต หรือการปรับปรุงจิตให้มีคุณภาพและ
สมรรถภาพสงู ซ่งึ เออื้ แก่การมชี วี ิตท่ดี ีงาม และพร้อมท่ีจะใชง้ านทางปญั ญาอย่างไดผ้ ลดที สี่ ดุ
สาระของอธปิ ัญญา คอื การมองดรู ู้จัก และเข้าใจสงิ่ ทง้ั หลายตามความเป็นจริง หรอื รู้เท่าทัน
ธรรมดาของสงั ขารธรรมทัง้ หลาย ที่ทาใหอ้ ยู่ และทาการต่างๆด้วยปัญญา คือรู้จกั วางใจวางท่าที และ
ปฏิบัติต่อโลกและชีวิตได้อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม ในทางทเี่ ป็นไปเพ่ือแผ่ขยายประโยชน์สุข มีจิตใจผ่อง
ใสไร้ทกุ ข์ เป็นอิสรเสรี และสดชืน่ เบกิ บาน
สาระของไตรสิกขา แสดงตัวออกมาไม่เฉพาะท่ีการปฏิบัติของบุคคลเท่านั้น แต่ส่องถึง
ภารกิจท่ีมนษุ ย์จะต้องจดั ทาในระดับชุมชน และสังคมด้วย กล่าวคือ การจัดวางระบบแบบแผนจัดต้ัง
สถาบัน และกิจการต่างๆจัดแจงกิจกรรมและวิธีการต่างๆ เพื่อให้สาระของไตรสิกขาเป็นไปในหมู่
มนษุ ย์ หรือใหม้ นุษย์ดารงอยู่ในสาระของไตรสกิ ขา
ดนัย ไชยโยธา ได้กล่าวถึง “สิกขา ๓” คือปฏิปทาท่ีต้ังไว้เพื่อศึกษา คือฝึกหัดดัดกาย วาจา ใจ และ
อบรมปญั ญาให้เรียบร้อยดีงามและยง่ิ ข้ึนไปจนบรรลุจุดมงุ่ หมายสูงสุด คอื พระนิพพาน เรียกอีกอย่าง
14
หนึง่ วา่ “ไตรสิกขา”๑๑ จาแนกออกเป็น ๓ ดังน้ี ๑. อธศิ ีลสิกขา (อธิ + สลี + สิกขา) สิกขา คือ ศีลอัน
ย่ิง คือ การเรียนรู้ในเบื้องต้นโดยควรหัดปฏิบัติรักษามารยาททางกาย และทางวาจาให้เป็นไปอย่าง
เรียบร้อยปราศจากโทษสมควรแก่หมู่คณะก่อน ทานองเดียวกับบุคคลผู้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
จาเปน็ ต้องปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บขอ้ บงั คับของสมาคมนนั้
๒. อธิจติ ตสกิ ขา (อธิ + จิตต + สิกขา) สิกขา คือ จิตอันยงิ่ คอื การเรยี นรู้ในลาดับต่อมาโดย
หัดรกั ษาจิตใหอ้ ยใู่ นอานาจ อาจทาให้แน่วแน่ควรแกก่ ารงานในคราวต้องการ
๓. อธิปญั ญาสิกขา (อธิ + ปัญญา + สิกขา) สิกขา คือ ปญั ญาอันย่ิง คือ การเรยี นรู้โดยหัดใช้
ปัญญาใหร้ อบรู้ในสภาวธรรมอนั เปน็ ไปดว้ ยความเป็นเหตุและผลแหง่ กนั และกัน
ไตรสิกขา หมายถึง กระบวนการพัฒนามนุษย์ทั้งทางกาย ทางวาจา ความคิด จิตใจ อารมณ์
และสติปัญญา ใหส้ ามารถดารงชีวิตในสังคมอยา่ งสนั ติ และมอี ิสรภาพ เนน้ การปฏบิ ัติฝกึ หัด อบรมตน
ด้วยหลักของศีล สมาธิ ปญั ญา มขี น้ั ตอนดังนี้
ข้ันที่ ๑ ศีล หมายถึง การประพฤติดี ประพฤติถูกต้องตามหลักท่ัวไป ไม่ทาให้ผู้อ่ืนและไม่ทา
ให้ตนเองเดือดร้อน มีจาแนกไว้เป็น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความสงบ
เรยี บร้อย ปราศจากโทษข้นั ตน้
ข้ันท่ี ๒ สมาธิ หมายถึง การบังคับจิตใจของตนเองให้อยู่ในสภาพท่ีจะทาประโยชน์ได้มาก
ท่ีสดุ ตามที่ตนต้องการ
ข้ันท่ี ๓ ปัญญา หมายถึง การฝึกอบรม ทาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจถูกต้องสมบูรณ์ถึงที่สุด
ในส่ิงท้ังปวงตามท่ีมันเป็นจริง ปัญญาในทางพระพุทธศาสนา ต้องเป็นการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยน้าใสใจ
จริง พระพุทธเจ้าได้วางหลักไว้ส้ันๆ ท่ีสุดว่า คนเราบริสุทธ์ิได้ด้วยปัญญาท่านไม่เคยตรัสว่าบริสุทธิ์ได้
ด้วยศีล ดว้ ยสมาธิ แต่บริสุทธ์ิได้ด้วยปัญญา เพราะมันทาให้หลุดออกจากสิ่งทั้งปวงดงั นนั้ จึงกล่าวสรุป
ได้ว่า “ไตรสิกขา” หมายถึง ข้อที่ต้องศึกษา ข้อปฏิบัติ ที่เป็นหลักสาหรับนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วย
ศีล สมาธิ และปัญญา เพ่ือฝึกฝนอบรมบุคคลให้มีความประพฤติและปฏิบัติในส่ิงท่ีดีงาม มจี ิตอันแน่ว
แน่เกิดสมาธิ และถึงพร้อมด้วยปัญญา เหมาะแก่การนามาฝึกปฏิบัติตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน และ
สังคม เพ่ือพัฒนาสังคมมนุษย์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข ไตรสิกขาเป็นระบบการปฏิรูป
ธรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีขอบเขตครอบคลุมมรรคท้ังหมดและเป็นการนาเอาเนื้อหาของมรรคไปใช้
อย่างหมดส้ินบริบูรณ์ จึงเป็นหมวดธรรมมาตรฐานสาหรับแสดงหลักการปฏิบัติธรรม และมักใช้เป็น
แม่บทการบรรยายวิธีปฏิบัติธรรมกระบวนการศึกษาเพื่อฝึกอบรมและพัฒนามนุษย์ตามหลัก
ไตรสิกขากระบวนการแบบที่ ๒ เป็นแนวทางในการพัฒนามนุษย์ คือ การท่ีมนุษย์มีความคิดก็นับได้
ว่ามีการศึกษา และเมื่อมีการศึกษาปัญญาก็เกิดข้ึนซึ่งเป็นแกนสาคัญของการพัฒนาตนเอง ดังน้ัน
การศึกษาต้องเป็นการฝึกฝนคนให้พฒั นาปญั ญา เพือ่ นาปญั ญามากาจดั ตัณหา และกาหนดพฤติกรรม
ที่ถูกต้องดีงามในการศึกษาตามหลักพุทธศาสนาหรืการปฏิบัติธรรม สิ่งท่ีสาคัญที่จะต้องมี คือ ความ
เช่ือในโพธิ เรยี กว่า โพธิศรัทธา ซง่ึ ถอื วา่ เป็นศรัทธาพ้ืนฐาน คือ มนุษย์เชื่อในปญั ญาท่ที าใหม้ นุษยเ์ ป็น
๑๑ ดนยั ไชยโยธา, พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม, (กรุงเทพมหานคร : มิตร, (๒๕๔๓),
หน้า ๙๔.
15
พุทธะได้และเม่ือมนุษย์มีความเชื่อดงั น้ันแล้วจะทาให้มนษุ ย์พร้อมที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเอง การฝึกฝน
และพัฒนามนุษย์ในทางพุทธศาสนาจัดวางเป็นหลักเรียกว่า ไตรสิกขา คอื ศลี สมาธิ ปัญญา ซ่ึงถอื ว่า
เป็น๑๒ ระบบการศึกษาท่ีทาให้บุคคลพัฒนาอย่างมีบูรณาการและให้มนุษยเ์ ป็นองคร์ วมท่ีพัฒนาอย่าง
มดี ลุ ยภาพ พระธรรมปฎิ ก ป.อ. ปยุต̣โต
สุมน อมรวิวัฒน์๑๓ ได้มีความเห็นสอดคล้องว่า กระบวนการศึกษาที่พัฒนามนุษย์ตามหลัก
ไตรสกิ ขา มดี งั น้ี
ไตรสิกขา เป็นกระบวนการศึกษาท่ีพัฒนามนุษย์ท้ังทางกาย วาจา ความคิด จิตใจ อารมณ์
และสติปัญญา ให้สามารถดารงชีวิตในสังคมอย่างสันติมีอิสรภาพ เน้นการปฏิบัติฝึกหัดอบรมตนด้วย
หลกั ของศีล สมาธิ ปัญญา
วิธีการปฏิบัติฝึกหัดอบรมตนด้วยหลักของศีล สมาธิ ปัญญา นั้นผู้ศึกษาต้องปฏิบัติตาม
แนวทางของมรรคมีองคแ์ ปด ไดแ้ ก่
๑. การฝึกหัดอบรมตนให้มีศีลด้วยสัมมาวาจา – เจรจาชอบ, สัมมากัมมันตะ – การกระทา
ชอบ และสมั มาอาชวี ะ – การเลี้ยงชพี ชอบ
๒. การฝกึ หัดอบรมตนใหม้ ีสมาธิดว้ ยสมั มาวายามะ – ความเพียรชอบ,
สมั มาสติ – การระลกึ ชอบ และสัมมาสมาธิ – การต้ังจติ ม่นั ชอบ
๓. การฝึกหดั อบรมใหม้ ปี ัญญาด้วยสมั มาทฎิ ฐิ – การเห็นชอบ และสัมมาสงั กัปปะ –
การดาริชอบ
๔. การจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขาโดย สุมน อมรวิวัฒน์ (2528: 39)
กล่าวว่า ไม่ว่าจะนาทฤษฎี หลักการหรือศาสตร์ที่เป็นสากลในปัจจุบันข้อใดมากาหนดก็จะสามารถ
วิเคราะห์และมองเห็นรูปแบบการศึกษาที่แท้จริง ซ่ึงเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของมนุษย์อย่างไม่มีข้อ
สงสัย
นอกจากน้ี เพ็ญรุ่ง ปานใหม่ ได้กล่าวถึงกระบวนการศึกษาเพ่ือพัฒนามนุษย์ตามหลักไต
รสิกข๑๔ วา่ มคี วามสาคัญ ดงั ตอ่ ไปนี้
ในหว้ งเวลาท่ีเมืองไทยกาลังมีการปฏิรูปการศึกษา โดยตระหนกั ถงึ การพัฒนาเด็กให้เป็นคน
ดีน้ีน่าจะได้มีการหยิบยกกระบวนการการสอนเด็กในแนวพุทธศาสนาข้ึนมาพิจารณาเนื่องจากพุทธ
ศาสนาเป็นศาสนาท่ีให้คุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างสูงสุด ด้วยการพัฒนาในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา โดย
๑๒พระธรรมปฎิ ก ป.อ. ปยุต̣ โต พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม พระธรรมปฎิ ก,
(กรุงเทพมหานคร : มติ ร, (๒๕๔๓), หนา้ ๙๙.
๑๓ สุมน อมรววิ ฒั น์ กระบวนการศกึ ษาท่พี ฒั นามนุษย์ตามหลกั ไตรสกิ ขา, (กรุงเทพมหานคร :วริ ิยะ,
(๒๕๔๓), หนา้ ๔๔.
๑๔ เพญ็ รงุ่ ปานใหม่ ได้ กระบวนการศกึ ษาเพ่อื พัฒนามนษุ ย์ตามหลกั ไตรสิกข, , (กรุงเทพมหานคร :
โรงงาน, (๒๕๔๓), หนา้ ๔๙.
16
เนน้ ท่ตี วั บุคคล เปน็ ศูนย์กลางทงั้ นี้เพือ่ ใหผ้ ู้ฝกึ ปฏิบตั ลิ ดความเหน็ แก่ตวั และสามารถอยู่รว่ มกับผ้อู ื่นได้
โดยสันติ การฝึกฝนและพัฒนาเด็กตามแนวไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา น้ีเน้นกัลยาณมิตรเป็น
สาคัญ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ตลอดจน ครู – อาจารย์ ตามนยั ของพทุ ธศาสนาจึงต้องเปน็ กัลยาณมิตรของ
เด็กที่ให้การอบรมฝึกฝนเด็กอย่างต่อเน่ือง จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่หยั่งลึกลงในจิตสานึกสู่จิตใต้สานึก
อย่างแนบแนน่ ไตรสิกขา หลักสาคัญของการพฒั นาเด็กไดแ้ ก่
ศีล เป็นเร่ืองการฝึกพฤติกรรม เคร่ืองมือที่ใช้ในการฝึกศีล คือ วินัย เด็กควรได้รับการ
ปลูกฝังให้อยู่ในหลักของศีล ๕ เน้นการไม่เบียดเบียนกันทางสังคมด้วยการมีพฤติกรรมที่ไม่ละเมิดต่อ
กนั ไม่เบียดเบียนกัน โดยไม่ทาร้ายชีวิต รา่ งกาย ไม่ลกั ขโมย ไม่แย่งของลักของหวงของผู้ใดไมใ่ ช่วาจา
ประทุษร้าย สร้างความมีสติสัมปชัญญะ โดยให้เห็นโทษของการด่ืมสุรา เสพของมึนเมา ของเสพติด
นอกจากการปลูกฝัง การไม่เบียดเบียนกันทางสังคมแล้ว ยังต้องพัฒนาเด็กในเรื่องราวความสัมพันธ์
ทางสังคมในลักษณะท่เี กื้อกูล สรา้ งสรรค์ และส่งเสริม สนั ติสขุ ใหเ้ กดิ ข้นึ
การพัฒนาเด็กในระดับศีล จะต้องตั้งเป้าหมายท่ีจะสร้างพฤติกรรมเคยชินท่ีดีงามให้สะสม
ข้ึนในตัวเด็ก เมื่อเกิดการสะสมและปฏิบัติติดต่อกันไป ก็จะส่งผลไปที่จิตใจ ให้เกิดความชื่นชมและ
ยึดถือด้วย เวลาจะประพฤติอย่างนั้น ความช่ืนชมยึดถือในจิตใจก็จะส่งแรงเสริมให้มีเจตนาท่ีจะมุ่ง
ประพฤติอยา่ งนัน้
สมาธิ เป็นเรื่องการฝึกในด้านจิตหรือระดับจิตใจ การอบรมเด็กเป็นไปในเรื่องการพัฒนา
คณุ ลักษณะต่างๆ ทางจิต ให้สมบูรณด์ ว้ ย
๑. คุณภาพจิต คือประกอบไปด้วยคุณธรรมเป็นความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่
ความเคารพนบนอบ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน ความมีน้าใจ ความกตัญญู
กตเวที เป็นตน้
๒. สมรรถภาพจิต คือ การมีจิตใจ เข้มแข็ง มีความขยันหมั่นเพียร มีความอดทน ไม่ย่อท้อ
มีความรับผิดชอบ มีความแนว่ แน่ม่นั คง มีความกระตือรอื รน้ มนี ิสยั ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มสี ติ มีสมาธิ เปน็ ต้น
๓. สุขภาพจิต คือ การมีจิตใจร่าเริงเบิกบาน มีความสดชื่นผ่องใส มีความพอใจอิ่มเอมใจ
และสงบสขุ เปน็ ตน้
ปญั ญา เปน็ เร่ืองของการฝึกหรือพฒั นาในด้านการรู้ความจริง โดยนัยน้ี เด็กควรได้รับการ
อบรมส่ังสอนในทางที่ถูกที่ควรในเร่ือง ความเชื่อ ความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ การรู้จักคิด รู้จัก
พจิ ารณา รู้จักวินิจฉัย ไตร่ตรอง รจู้ ักแก้ปัญหา รู้จักดาเนินการต่างๆ อย่างมีเหตุผล รู้จักคิดการต่างๆ
อย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเน้นการรู้ตรงตามความเป็นจริงของสิ่งท้ังหลาย ท้ังปวง นั่นคือ
รเู้ ทา่ ทนั ธรรมดาของโลกและชวี ิต
ในการฝกึ ฝนอบรมเด็กตามหลักไตรสิกขาน้ีสามารถฝกึ ไดใ้ นทกุ การกระทาของเด็ก และหาก
หดั ให้เด็กรจู้ ักการตรวจสอบตนเองด้วยกจ็ ะชว่ ยให้การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก้าวหน้ายิ่งข้ึน น่ันคือ
เมื่อทาอะไรก็ให้พิจารณาดูว่า การกระทาของตนเองในครั้งน้ี ทาให้เกิดการเบียดเบียนเกิดความ
เดือดร้อนแก่ผู้หน่ึงผใู้ ดหรือไม่ หรือว่าการกระทานัน้ เปน็ ไปเพื่อ ความสนับสนนุ เกอื้ กูลช่วยเหลือ และ
สรา้ งสรรค์ (ศลี )
ในการกระทาเดยี วกันนี้ จิตของตนเป็นอย่างไร ทาสิ่งน้ันไปด้วยจติ ใจทเ่ี ห็นแก่ตัว คิดรา้ ยต่อ
ใคร ทาด้วยความริษยา อาฆาต ความโลภ ความโกรธ ความหลงหรือเปล่า หรือทาด้วยความรกั ความ
17
เมตตา ความปรารถนาดตี ่อกัน ทาด้วยความขยนั หมัน่ เพียร ความรับผิดชอบ ความศรัทธา ความมีสติ
ในขณะท่ีทามีสุขภาพจิตใจเป็นอย่างไร เชน่ เร่ารอ้ น กระวนกระวาย เศรา้ หมอง ขุ่นมัว หรอื ว่ามีจิตใจ
ทรี่ ่าเรงิ ผอ่ งใส อ่ิมเอมใจ สขุ สงบ (สมาธ)ิ
และการกระทาคร้งั น้ี ทาด้วยความรู้ความเขา้ ใจในเรอื่ งทที่ า มีความเข้าใจในกฎเกณฑ์ และ
ความมุ่งหมายทาโดยมีการคิดพิจารณาไตรตรองอย่างรอบคอบ มองเห็นถึงผลดีผลเสีย และวิธีการ
ปรบั ปรงุ แกไ้ ขแลว้
การฝึกปฏิบัติตามกระบวนการของไตรสิกขาอย่างสัมพันธ์และต่อเน่ือง พร้อมท้ังได้มีการ
ตรวจสอบตนเองอย่างสม่าเสมอ ย่อมก่อให้เกิดคุณภาพแห่งปัญญาเจริญขึ้นตามลาดับของการปฏิบัติ
กล่าวคือ เม่ือมีการประพฤติดี ประพฤติชอบ เกิดความเช่ือม่ันในความดีความบริสุทธ์ิของตน ก็จะไม่
หวาดกลัวต่อการลงโทษ หรือกลัวต่อภัยอันตรายท่ีจะเกิดข้ึน ไม่กลัวต่อการถูกตาหนิหรือนินทาไม่มี
ความกระวนกระวายหรือฟุ้งซ่าน จิตใจสงบนิ่ง เมื่อจิตในสงบแน่วแน่ การรับรู้สิ่งต่างๆ ก็ชัดเจน การ
คิดพิจารณา การวินิจฉัยไตร่ตรองก็เป็นไปอย่างคล่องแคล่วเป็นผลดใี นทางปัญญา หากมโี อกาสฝึกฝน
ปฏิบัติย่ิงๆ ข้ึนไปจนจิตใจ เกิดความผ่องใส สงบนิ่ง มีสมาธิท่ีแนบแน่นม่ันคงมากข้ึนไปอีก การรู้แจ้ง
เห็นจริงในภาวะต่างๆ ย่ิงชัดเจนเกิดการรู้เท่าทันความเป็นจริงของส่ิงท่ังหลายท้ังปวงจนถึงขนาดมี
ปัญญาสามารถกาจัดกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงได้ ชีวิตจะพัฒนาไปสู่จุดหมาย
ปลายทางคือความเป็นอิสระ หลุดพ้นจากทุกขท์ ้ังปวงการฝึกศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่างนต้ี ้องอาศยั ซ่ึง
กันและกัน ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พร้อมก็จะทาให้กระบวนการฝึกไม่ได้ผลดี การฝึกเด็กจึงต้อง
คานึงถึงกระบวนการประสารกันของท้ัง 3 อย่าง เช่น ในการฝึกระเบียบวินัย ถ้าจิตใจของเด็กไม่มี
ความสุข จะทาให้เกิดการฝืนใจข้ึนการฝึกนั้นก็มีความโน้มเอียง ที่จะได้ผลยาก แต่ถ้าในการฝึก
พฤติกรรม พฤติกรรมน้ันก็จะม่ันคงย่ิงถ้าเด็กได้มีปัญญามองเห็น ค่าของการฝึกพฤติกรรมน้ันว่า เป็น
ส่ิงท่ีมีคุณค่า และเป็นประโยชน์ด้วย ก็จะยิ่งมีความม่ันคงและมั่นใจ พร้อมทั้งมีความสุขในการทา
พฤติกรรมนั้น มากยิ่งข้ึนไปอีกด้วยเหตุน้ี พ่อ แม่ ครู – อาจารย์ พึงตระหนักว่า ก่อนจะวางแผนฝึก
พฤติกรรมท่ีดีงามให้เกิดขึ้นกับเด็ก ควรชี้แจงให้เข้าใจถึงเหตุผล เพ่ือให้เด็กเกิดความซาบซึ้งในคุณค่า
ของการปฏิบัติน้ันๆ ก็จะส่งผลให้กับการบาเพ็ญไตรสิกขามีความม่ันคงและสมบูรณ์ในตัวเด็กในท่ีสุด
ดังนั้นกระบวนการศึกษาเพ่ือพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขาจึงมีลักษณะเด่น และใช้เป็น
ทฤษฎีทางการจัดกระบวนการเรียนการสอนได้ดงั ทส่ี มนุ ได้สรุปวิเคราะห์เป็นข้อๆ ดังน้ี (๑) ผู้ท่ีศึกษา
ตามกระบวนการศึกษาของหลักไตรสิกขา ต้องปฏิบัติฝึกอบรมตนด้วยตนเอง ศีล สมาธิ และปัญญา
จะไม่เกิดข้ึนอย่าแท้จริงจากการฟัง การอ่าน การดู หรือการบอกเล่า ต้องเรียนรู้ด้วยการกระทาด้วย
การคิด การควบคุม เรียนด้วยความอดกลั้น อดทน ข่มใจ และเรียนด้วยวิริยะอุตสาหะ ความสาเร็จ
ของการศึกษาแต่ละระดับนั้นผู้ศึกษาแต่ละระดับ ผู้ศึกษาย่อมวัดและรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่มีผู้ใดมา
ประเมินให้ได้ (๒) เร่ืองจากศีล สมาธิ ปัญญา เป็นระยะการฝึกหัดอบรมท่ีต้องสามารถละสิ่งท่ีควรละ
และเจริญส่ิงท่ีควรเจริญ ดังน้ันผู้ที่ศึกษาตามแนวทางของไตรสิกขานี้ จึงต้องได้รับการแนะนาสั่งสอน
จากผู้เปน็ กลั ยาณมิตรก่อน แต่จะหยุดอยเู่ พียงน้ันไม่ได้ ตอ้ งรู้จกั คดิ และใชป้ ัญญา ฝกึ ฝนไปทีละขั้นจน
สามารถวินิจฉัย แยกแยะสงิ่ ดี สิ่งช่ัว (อย่างที่เรียกวา่ รู้ผิดชอบช่ัวดี) แล้วละเว้นสิง่ ชั่วเพิ่มพนู สิง่ ที่ชอบ
ธรรม และมีจิตใจผ่องใสบริสุทธิ์ได้ (๓) การฝึกหัดอบรมตนตามหลักของไตรสิกขา เป็นการฝึกหัด
อบรมท่ีเป็นขั้นตอนสืบเนื่องเร่ิมจากรูปธรรมไปหานามธรรมไปหานามธรรม เริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปสู่สิ่ง
18
ยาก เช่น การกาจัดกิเลสอย่างหลาบด้วยการควบคุมความประพฤติของตนทางกายและทางวาจานั้น
เป็นกระบวนการที่สังเกตเห็นได้ชัดเหมือนการกาจัดเศษสวะท้ังหลายท่ีลอยมาตามสายน้า การกาจัด
กเิ ลสอยา่ งกลางท่ีรุมเร้าจติ ใจคือนิวรณต์ ่างๆ เหมือนการกรองดนิ โคลนกรวดทรายทป่ี ะปนอยใู่ นน้าน้ัน
หากสังเกตอย่างตั้งในก็จะมองเห็นได้ ครั้นผู้ศึกษาฝึกปฏิบตั ิต่อไปจนสามารถกาจัดกิเลสอย่างละเอียด
ท่ีฝังลึกแอบซ่อนอยู่ในกมลสันดานเสียได้ ก็เหมือนกับการกลั่นน้าท่ีแม้จะดูใสแต่มีละอองตกตะกอน
นอนก้นอยู่ให้บริสุทธิ์สะอาด ผู้ที่ฝึกหัดอบรมตนตามกระบวนการนี้จึงเรียนลัดไม่ได้หลอกตนเองและ
ผู้อ่ืน และผู้ที่เรียนได้สาเร็จต้องเป็นผู้ท่ีมีปัญญาและใช้ปัญญาจนได้รับปริญญา 3 คือ ญาตปริญญา
การกาหนดรู้ สภาวะลักษณะ ตีรณปริญญา การกาหนดรู้สามัญลักษณะ และปุหานปริญญาการ
กาหนดรู้ด้วยการละความยึดติดในสิ่งทั้งหลายน้ันเสียได้โดยส้ินเชิง (๔) การฝึกหัดอบรมตามหลัก
ไตรสิกขาเป็นการพัฒนามนุษย์ทางร่างกาย วาจา ความคิด จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เป็น
การพัฒนาท่กี ว้างและลึกมากกว่าการศึกษาท่ีเราเข้าใจโดยทั่วๆ ไป เพราะเปน็ การฝึกหัดอบรมเพื่อรู้ รู้
เพ่ือรู้สึก รู้สึกเพ่ืออยากจะต่อสู้ ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ อิสรภาพท่ีหลุดพ้นจากความทุกข์และความชั่ว
อิสรภาพของวิญญาณมนุษย์ คือ สันติ ความสงบเย็น (๕) การฝึกหัดอบรมตามหลักไตรสิกขาเป็น
กระบวนการศึกษาท่ีมีลักษณะบูรณาการและปัจจัยท่ีว่ามีลักษณะบูรณาการนั้น เพราะองค์ประกอบ
ทกุ ข์องค์ประกอบ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และมรรคมีองค์แปดซึ่งเป็นวิธีการประพฤติปฏิบัติเพื่อบรรลุ
จดุ ประสงค์สูงสดุ น้นั มลี ักษณะท่ีผสมกลมกลนื อย่างได้สัดส่วนสมดุลกนั มคี วามสอดคล้องรองรับกันทั้ง
ในด้านที่ต้องละเว้นและในด้านท่ีเจริญ ยากที่จะแยกออกอย่างโดดเด่ียว และไม่สามารถตัด
องคป์ ระกอบข้อใดทิ้งไปได้
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า กระบวนการศึกษาเพ่ือฝึกอบรมและพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขาคือ
การศึกษาเพ่ือพัฒนาปัญญา โดยนาปัญญามาพัฒนาตนเองเพ่ือกาจัดตัณหา และกาหนดพฤติกรรมที่
ถูกต้องดีงาม หลักเบื้องต้นในการพัฒนาปัญญา คือ โพธิศรัทธา คือ มนุษย์เชือ่ ในปัญญาที่ทาให้มนุษย์
เป็นพุทธะได้ เม่ือมีความเช่ือก็พร้อมท่ีจะพัฒนาฝึกฝน ซ่ึงตามหลักพระพุทธศาสนาเรียกว่าไตรสิกขา
ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ซ่ึงเปน็ กระบวนการศกึ ษาท่ีพฒั นามนุษยท์ ัง้ กาย วาจา ความคดิ จิตใจ
อารมณ์ และสติปญั ญา ให้สามารถดารงชวี ิตในสังคมอย่างสันติ มีอสิ รภาพเน้นการปฏิบตั ิฝึกหดั อบรม
ตน ซ่ึงการปฏิบัติอบรมตนตามหลักไตรสิกขาผู้ศึกษาต้องปฏิบัตติ ามแนวทางของมรรคมอี งค์แปด อัน
เป็นองค์ประกอบของหลักอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ซึ่งเป็นวิธีการประพฤติปฏิบัติเพื่อ
บรรลุจดุ ประสงคส์ งู สุดนัน้ มีลกั ษณะท่ีผสมกลมกลืนอยา่ งได้สดั ส่วนสมดุลกัน มีความสอดคลอ้ งรองรับ
กันท้ังในด้านท่ีต้องละเว้นและในด้านท่ีเจริญ ยากท่ีจะแยกออกอย่างโดดเดี่ยวและไม่สามารถตัด
องคป์ ระกอบขอ้ ใดท้งิ ไปได้
การจดั การเรยี นรตู้ ามหลักไตรสกิ ขา
การจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา เป็นวิธีหน่ึงท่ีจะทาให้การเรียนการสอนวิชาสังคม
ศึกษาบรรลตุ ามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นวิธีทีไ่ ดป้ ระยุกต์มาจากหลักธรรมตามแนวพุทธศาสตร์ของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคคลในวงการศึกษามาก การจัดการเรียนรู้ตามหลัก
ไตรสิกขา เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องการให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและพัฒนา ทางกาย วาจา และ
ปัญญากับส่ิงที่เรียนเพ่ือพิจารณาให้เห็นประโยชน์ คุณโทษตามความจาเป็นจริงด้วยตนเองแล้วนา
ความรู้นั้นมาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติต่อไป ทั้งน้ันมีนักการศึกษาและนักวิชาการหลายท่านได้
19
อธิบาย และนาเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ดังน้ี คือ กล่าวถึงการสอนแบบ
ไตรสิกขาว่าเป็นการสอนที่เช่ือว่าคนที่มีปัญญา และเกิดปัญญาวิสุทธิข้ึนได้นั้นต้องเกิดจากมีกาลัง
(พละ) จิตใจ กาลังความคิดที่แน่วแน่ไม่หวั่นไหว ซัดส่ายวอกแวกต้องเพ่งพินิจคิดตรองในเร่ืองเดียว
คนที่จะมีกาลังความคิดรวมเป็นจุดเดียวแน่วแน่ (สมาธิ) ไม่หวั่นไหวซัดส่ายได้ต่อเมื่อร่างกายอยู่
ระเบียบวินัยเรียบร้อยก็จะช่วยให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซา่ นหวั่นไหวไปนอกเรื่อง นอกห้องเรียน ซึ่งจะช่วย
ให้มีกาลังในความคิดคมหล้า สามารถปัญหาทาความเข้าในปัญหาได้ทาให้เกิดปัญญา มีความรู้แจ้ง
เร่ืองนั้นๆ (ปัญญา) ได้ด้วยตนเองประจักษด์ ้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงแต่รหู้ รือทราบจากการบอกเล่าให้ฟัง
เท่านั้น และได้จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบไตรสิกขาโดยผ่านข้ึนตอนในการศึกษา ๓ ข้ัน ดังน้ี
(๑) ขั้นศีล หมายถึง ขั้นท่ีนักเรียนควบคุมตนเองให้อยู่ในระเบียบวินัยท้ังทางกายและวาจา ให้อยู่ใน
สภาพเรียบร้อยเป็นปกติ ร่างกายพร้อมที่จะเรียนเสมอ (๒) ข้ันสมาธิ หมายถึง ขั้นที่นักเรียนต้อง
รวบรวมจติ ใจ ความคิดใหแ้ น่วแนเ่ ป็นจุดเดียวไมซ่ ัดส่ายไปสู่เร่ืองอื่น สิ่งอ่ืน นอกห้องเรียน นอกเร่ืองท่ี
เรยี น ไม่คดิ ตรึกตรอง วิตกกังวลถึงเรอ่ื งอื่นๆ ทจี่ ะทาให้สมองไม่ปลอดโปร่ง นกั เรียนตอ้ งตัดส่งิ รบกวน
อ่ืนๆ (ปลิโพธิ) ออกจากความคิดจิตใจ (๓) ข้ันปัญญา หมายถึง ข้ันที่นักเรียนใช้สมาธิ พลังความมี
จิตใจแน่วแน่ทาความเข้าใจปัญหาแก้ไขปัญหาจนเกิดความรู้แจ้ง เข้าใจปัญหาได้ เกิดการเรียนรู้ เกิด
ปญั หาขึน้ ในตนเอง มีมโนทัศนใ์ นเรื่องนน้ั ได้ถูกต้องตามท่ีเปน็ จริงการสอนแบบไตรสิกขามีความเชื่อว่า
คนท่ีจะมปี ัญญาและเกิดปัญญาวิสุทธิข้ึนย่อมเกิดจากมกี าลัง (พละ) จิตใจ กาลังความคิดที่แนว่ แน่ ไม่
หว่ันไหวซัดส่ายวอกแวก ต้องเพ่งพินิจคิดตรอง ในเรื่องเดียว คนที่จะกาลังความคิดรวมเป็นจุดเดียว
แน่วแน่ (สมาธิ) ไม่หว่นั ไหวซัดส่ายได้ก็ตอ่ เมื่อร่างกายอยู่ในสภาพปกติเรียบร้อย สงบเรียบ มีระเบียบ
วินัย (ศีล) น่ันคือ ถ้าผู้เรียนฝึกควบคุมสภาพทางกายให้อยู่ในระเบียบวินัย เรียบร้อยก็จะช่วยให้จิตใจ
สงบไม่ฟุ้งซ่านหว่ันไหวไปนอกเรื่อง นอกห้องเรียนซึ่งจะช่วยให้มีกาลังความคิด คมกล้า สามารถ
แก้ปัญหาทาความเข้าใจปัญหา ได้ทาให้เกิดปัญญา มีความรู้แจ้งเรื่องน้ันๆ (ปัญญา) ได้ด้วยตนเอง
ประจักษ์ด้วยตนเองไม่ใช่เพียงแต่รู้หรือทราบจากการบอกเล่าให้ฟังเท่าน้ัน ซ่ึงสอดคล้องกับ เป็นการ
สอนทีค่ รเู ปิดโอกาสให้นกั เรียนไดป้ ฏบิ ัตติ นอย่างระมดั ระวังท้ังทางกาย วาจา ใจ แล้วพิจารณาผลของ
การปฏิบัติของตน จนกาหนดข้อควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา (ศีล) ของตนได้โดยสร้าง
รปู แบบการสอนทน่ี กั เรยี นตอ้ งปฏิบัติ ๓ ขัน้ ดงั นี้
๑. ศีลสิกขา คือ การสารวมกาย วาจา ให้ถูกต้องต่อมารยาทสังคม กรอบของศีลธรรมท้ังนี้
โดยการควบคุมตนเอง เม่ือกาย วาจา อยู่ในศีลแล้วจิตจะประณีตม่ันคง๒. จิตสิกขา คือ การฝึกจิตใจ
ให้ม่ันคง ไม่คล้อยตามความต้องการที่จะทาช่ัว จิตท่ีฝึกดีแล้วจะสามารถพิจารณาธรรมได้ตรงกับ
สภาพที่เป็นจริง มีความม่ันคง ผ่องใสมีสมาธิ และศีลม่ันคงขึ้น๓. ปัญญาสิกขา คือ การเฝ้าสังเกต
ร่างกาย ความรู้สึก ความคิด (โดยสรุปคือขันธ์ 5) ของตนเอง ในขณะที่จิตเป็นสมาธิว่าต่างก็ไม่เท่ียง
ทนทานอยูไ่ มไ่ ด้ ไม่มีตัวตนสาหรบั การยดึ ม่นั แล้วนามาเป็นหลักในการปฏิบตั ิตนเองอย่างเหมาะสมต่อ
สถานการณ์ โดยไม่ก่อทุกข์ หรือเบยี ดเบยี นตนเองหรือผู้อื่น ถา้ มปี ัญญาแล้วสมาธิและศีลก็จะในคงขึ้น
ตามลาดับแห่งปัญญาน้นั
20
ข้นั ตอนการจดั การเรียนรู้
การจดั การเรยี นรแู้ บบไตรสิกขา มขี ัน้ ตอนดังต่อไปนี้
๑. ขัน้ ศีล
ให้ผู้เรียนเลือกการกระทาถูกหรอื ผิด ในการตอบสนองสถานการณ์ที่ผู้สอนกาหนดให้ใน
ขั้นตอนนี้จะเก่ียวข้องกับหลักปฏิบัติท่ีเรียกว่า “ศีลสิกขา” เป็นการควบคุมตนเองให้อยู่ในความ
ถูกต้องทางกาย วาจา ดังพุทธทาสภิกขุ ให้ความเห็นว่า ศีลขอบเขตตรงท่ีปรากฏทางกาย วาจา เป็น
การกระทาท่ีทาใหผ้ ู้ประพฤติสบายกาย ใจ และทาให้โลกมีสนั ติภาพ โดยการปฏิบัตินี้เน้นการควบคุม
ตนเอง เหน็ ไดจ้ ากการอาราธนาศลี และศีลไม่ใชพ่ ธิ ีรีตอง
พระราชวรมุนี๑๕ กล่าวว่า ศลี คอื สภาวะของผ้ทู ่ีมหี ลกั ความประพฤตถิ ูกต้องทางกาย วาจา
ระบบศลี จะเป็นอย่างไร เคร่งครัด เข้มงวดเพียงใดขึน้ อยู่กับวัตถุประสงค์ของระบบการครองชีวิตแบบ
นนั้ ๆ สมทรง ปญุ ญฤทธิ์ เสนอให้สอนเด็กให้รักษาศีลจรงิ ๆ โดยแรกๆ ให้รักษาศีล ๕ แลว้ คอ่ ยๆยึดศีล
สงู ขึน้ ไป
สรุปไดว้ ่า ศลี สกิ ขา คือ การปฏิบัตติ นให้ถูกต้อง ทางกาย วาจา โดยการควบคมุ ตนเอง การ
ฝึกในขั้นศีล หรือ ศีลสิกขา น้ีผู้สอนอาจฝึกให้ผู้เรียนรักษาศีล โดยควบคุมกาย วาจา ของตนให้อยู่ใน
ระเบยี บ วินยั และศลี ธรรม
๒. ขั้นกาหนดสมาธิ
เปน็ การฝกึ ขน้ั ต้น ในการควบคุมสติให้ระลกึ รู้อยูก่ ับลมหายใจ เพื่อความระลกึ รู้แน่วแน่ทจี่ ุด
เดยี ว ในข้ันตอนนจ้ี ะเก่ยี วขอ้ งกบั หลกั ปฏิบัติที่เรียกว่า จิตตสิกขา คือ การปฏบิ ัตเิ พื่อดารงสภาพจิตให้
ปกติมั่นคงต่อความดีงาม โดยท่ัวไปบุคคลมีจิตสมาธิอยู่แล้ว โดยธรรมชาติและบุคคลควรฝึกให้เป็น
สมาธิดว้ ย
๑๖พระพทุ ธทาสภิกขุ กล่าวถึงจิตสิกขามีใจความว่า จติ สิกขา เป็นการฝกึ เพ่ือบังคบั ความคิด
ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ให้มีความสามารถในการข่มใจมีความอดทนในการต่อสู้กับกิเลส เพราะมี
กาลังใจในการพิจารณาสภาวธรรมเพื่อสร้างปัญญาตามต้องการ จิตสิกขามีหลักในการปฏิบัติโดยย่อ
๒ ขั้น ดังน้ี๑. เลือกที่สงัด ไม่พลุกพล่าน แล้วเลือกอารมณ์ในการเพ่งท่ีสะดวกท่ีสุด เช่น การเพ่งลม
หายใจ ๒. ปรับปรุงอารมณ์ให้แปรไปตามท่ีต้องการ เช่น กาหนดเป็นดวงแก้ว อารมณ์ที่ปรุงแต่งนี้
ไม่ใช่ของจริง เพียงแต่เป็นการฝึกบังคับจิตซ่ึงจะเกิดความชานาญในการบังคับจิตกล่าวว่าการนั่งนิ่งๆ
ไม่ใช่ตัวสมาธิ สมาธิน้ันต้องมีองค์ประกอบเป็นความแน่วแน่ มั่นคง หนักแน่นของจิต ท่ีจะนาไปใช้ใน
การทากิจทุกๆอย่างวิธีฝึกจิต ในข้ันสมาธิมีหลายอย่างเช่น (๑) ฝึกให้คนยุ่งกับกิจกรรมอย่างใดอย่าง
หน่ึง ไม่ให้มีโอกาสยุ่งกับความช่ัว (๒) วิธีเอาความดีเข้าข่ม หรือผูกมัดจิตไวก้ ับสิ่งดีงามบางอย่างแบบ
ที่เรียกว่า อุดมคติ (๓) ฝึกสมาธิที่เรียกว่า วิปัสสนา คือ ข้นั ที่เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงจนเปล่ียนค่านิยม
มีโลกทัศน์ และชีวทัศน์อย่างใหม่ได้ (๑) ความหมาย วิธีสอนแบบไตรสิกขา เป็นวิธีสอนท่ีฝึกการ
ควบคุมทางกาย จิต ชว่ ยให้เกิดปัญญา (๒) ลักษณะของวธิ ีสอน วธิ ีสอนแบบไตรสกิ ขาน้ีจะเป็นการฝึก
๑๕ พระราชวรมุน,ี ภาวะของผ้มู ขี น้ั ศีล อย่างถกู ตอ้ ง, (กรงุ เทพมหานคร :วริ ิยะ, (๒๕๔๖), หน้า ๑๓๒.
๑๖ พระพุทธทาสภกิ ข,ุ กระบวนการศกึ ษาขัน้ ปัญญา , (กรุงเทพมหานคร :วิริยะ, (๒๕๔๖), หน้า ๑๓๒.
21
ให้ผู้เรียนรู้จักควบคุมตนเองให้มีความสารวมกาย วาจา ใจ ให้ต้ังใจฟัง บันทึก หรือคิดตามในเร่ืองที่
กาลังเรียนหรือกาลังศึกษาเป็นไปตามหลักที่ว่า คนจะเกิดปัญญาได้นั้นจะต้องเป็นผู้มีสมาธิแน่วแน่
โดยผู้นั้นจะต้องมีร่างกายอยู่ในสภาพปกติ ควบคุมสติได้ วิธีสอนแบบไตรสิกขาทาให้จิตสงบ ส่งผลให้
เกิดพลังความคิดเกิดปัญญารู้แจ้ง ผู้สอนมักจะนาไปใช้ร่วมกับวิธีสอนอื่นๆ เช่น ขณะที่สอนแบบ
บรรยาย เม่ือนากระบวนการไตรสิกขาเข้าไปฝึกก็จะทาให้ผู้เรียนมีความสารวม ต้ังใจฟังและคิดตาม
จนกระทง่ั เกดิ ปญั ญาได้ความรทู้ ่ถี กู ต้อง
๓. ข้นั ตอนของการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ แบง่ ออกเปน็ ๓ ขน้ ตอน คอื
ข้ันศีล (ศีลสิกขา) เป็นข้ันการควบคุมให้ผู้เรียนอยู่ในระเบียบวินัยทั้งกาย และวาจา อยู่ใน
สภาพเรียบร้อยเปน็ ปกติ พร้อมท่ีจะเรียน
ขั้นสมาธิ (จิตตสิกขา) เป็นข้ันการฝึกสมาธิข้ันต้นในการควบคุมสติให้ผู้เรียนรวมจิตใจ
ความคิดแนว่ แน่เปน็ จุดเดียว ผ้เู รยี นตดั สงิ่ รบกวนอนื่ ๆออกจากความคดิ และจติ ใจ
ขั้นปัญญา (ปัญญาสิกขา) เป็นข้ันท่ีผู้เรียนใช้สมาธิ (ความมีจิตใจแน่วแน่) ทาความเข้าใจ
ปญั หา การหาเหตุของปญั หาเพ่ือการแก้ไขพิจารณาทเี่ กิดข้ึนจนเกิดความรู้แจง้ เขา้ ใจและแก้ปัญหาได้
เกดิ การเรียนรู้ เกิดปญั ญาญาณข้นึ ในตนเองมีมโนทัศน์ในเรอ่ื งนั้นไดถ้ ูกต้องตามความเป็นจริง กล่าวได้
ว่าในข้ันปัญญานี้ผู้เรียนจะมีจิตบริสุทธิ์ในระดับหน่ึงจะเห็นปัญหาตามท่ีเป็นจริง๑. ราลึกถึงคุณพระ
รัตนตรัย นั่งขัดสมาธิโดยขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หงายมือ ตั้งกายตรง แต่ไม่เกร็งตัว ๒.
หลับตากาหนดลมหายใจเข้า – ออก โดยดักที่ปลายจมูกหรือกาหนดพองยุบหรือตามลมหายใจเข้า–
ออก ก็ได้ ให้สติอยู่กับส่ิงท่ีกาหนด ไม่เผลอสติ ไม่คิดเรื่องอ่ืนๆ การฝึกนี้จะฝึกในต้นคาบเรียน หรือ
ท้ายคาบเรียนก็ได้ โดยใช้เวลาครั้งละ ๕-๑๐ นาที และการสวดมนต์ เป็นวิธีหน่ึงท่ีจะทาให้จิตเป็น
สมาธิการฝกึ ในขั้นกาหนดสมาธิหรือจิตสิกขาน้ี ผ้สู อนอาจให้ผเู้ รียนฝึกสมาธิโดยการสวดมนต์ กาหนด
ดลู มหายใจเข้าออก การกาหนดยนื และเดินอยา่ งมีสมาธผิ เู้ รียนจะสามารถบรรยายความรูส้ ึก ความคิด
ในการฝึกสมาธิได้ถูกต้อง ๓. ข้ันพิจารณาด้วยปัญญา เป็นข้ันสุดท้ายหลังจากผ่านการฝึกสมาธิระยะ
หน่ึง จนสามารถระลึกรู้ แน่วแน่ที่จุดเดียวจึงทาให้พิจารณาว่าสถานการณ์ท่ีเลือกกระทาคร้ังแรกน้ัน
เหมาะสมหรือไม่ อะไรผดิ อะไรถกู จนสามารถเลือกปฏบิ ตั ิได้ถกู ต้องเหมาะสมอยา่ งสมเหตสุ มผล
ในขั้นตอนนี้จะเก่ียวข้องกับหลักปฏิบัติท่ีเรียกว่า ปัญญาสิกขา เป็นการทาความเข้าใจส่ิงต่างๆตาม
สภาวะท่ีเปน็ จริง โดยเนน้ การมองเห็นอยา่ งนนั้ จริง ไม่ใช่การคาดคานวณเอาเองแล้วกาหนดหลักความ
ประพฤติของตน ให้ดารงความดีไม่เป็นภัยต่อตนเองและผู้อนื่ คือ การพิจารณาเห็นอริยสัจ ไตรลักษณ์
จนละความยึดม่ันถือมั่นในส่ิงที่ไม่มีสาระตัวตนแท้จริงลงได้เสนอวิธีการปฏิบัติปัญญาสิกขาด้วยวิธี
ธรรมดาไว้ว่า ให้หัดพิจารณาร่างกายของเราและของคนอ่นื วา่ เปลีย่ นแปลงอย่เู สมอ เปลี่ยนจากเดก็ ไป
ตามลาดับแล้วก็ตายในท่ีสุดการฝึกในขั้นพิจารณาด้วยปัญญาหรือปัญญาสิกขาน้ี ผู้สอนอาจให้ผู้เรียน
พิจารณาความคิดความรู้สึกของตนเองจนเข้าใจดีตามสภาพความเป็นจริง หรือสามารถแก้ไข
สถานการณท์ กี่ าหนดให้ไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผล
22
๒.๔ แผนการจดั การเรียนรู้
ความหมายของแผนการจดั การเรียนรู้
มีนักการศึกษาและหน่วยงานให้ความหมายของแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรไู้ ว้ดงั นี้ กล่าว
ว่า แผนการสอนหรือบันทึกการสอนหมายถึง การนาวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ท่ีจะต้องเตรียมไว้
ล่วงหน้าเพื่อนามาทาการสอนตลอดภาคเรียน มาสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมี
องค์ประกอบหลักคือ จุดประสงค์การเรียนการสอน เน้ือหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน การใช้
ส่อื การเรยี นการสอน และวดั ผลประเมินผล
ชัยชาญ วงศ์สามัญ๑๗ กล่าวว่า แผนการสอนหมายถึง แบบบันทึกท่ีบรรจุข้อมูลต่าง ๆ ท่ี
ผ้สู อนจดั เตรยี มไวส้ าหรับสอนเรอื่ งใดเรื่องหนง่ึ
โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การเตรียมการสอนอยา่ งมีระบบเป็นลาย
ลักษณอ์ ักษรล่วงหนา้ และเปน็ เคร่ืองมืออนั สาคัญที่จะช่วยใหผ้ ู้เรียนไปสู่จุดหมายปลายทางที่หลกั สูตร
กาหนดได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ความสาคญั ของแผนการจดั กจิ กรมการเรียนรู้
๑. ก่อให้เกิดการวางแผนและเตรียมการล่วงหน้า เป็นการนาเทคนิควิธีการสอนการเรียนรู้
สือ่ เทคโนโลยี และจิตวิทยาการเรียนการสอนมาผสมผสานประยุกตใ์ ช้ใหเ้ หมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
ด้านต่าง ๆ
๒. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นคว้าหาความรู้เก่ียวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียนการสอน
การเลือกใช้ส่ือ การวัดผลประเมนิ ผลตลอดจนประเดน็ ตา่ งๆ ทเ่ี ก่ียวข้องจาเป็น
๓. เป็นคู่มือการสอนสาหรับตัวครูผู้สอนและครูท่ีสอนแทน นาไปใช้ปฏิบัติการสอน
อยา่ งมนั่ ใจ
๔. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผลที่จะเป็น
ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนต่อไป
รปู แบบของแผนการจดั การเรยี นรู้
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายรูปแบบข้ึนอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานต้นสังกัด
สถานศึกษาหรือผู้สอนที่จะเลือกใช้รูปแบบที่คิดว่ามีความเหมาะสม และสะดวกต่อการนาไปใช้ได้
อย่างมีประสิทธภิ าพ
๑. นาหน่วยการเรียนรู้มาจัดทาแผนการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้ทาได้ 2 รูปแบบ คอื
- แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้เปน็ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ย่อยรายชวั่ โมง
- แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นแผนการจัดการเรียนรู้รวม ไม่แยก
เปน็ รายชวั่ โมง ครูจะตอ้ งทาไปจดั ทาเปน็ แผนการจัดการเรยี นรู้ยอ่ ยเอง
๒. ส่วนประกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้ ประกอบด้วย
๑๗ ชัยชาญ วงศ์สามัญ, แผนการสอนหมายถึง แบบบันทกึ ทีบ่ รรจขุ อ้ มูลตา่ ง ๆ ท่ผี สู้ อนจัดเตรียมไว้
สาหรับสอนเร่ืองใดเรอ่ื งหนึ่ง, (กรุงเทพมหานคร : สานักทดสอบทางการศึกษา , ๒๕๓๐), หน้า ๘๗.
23
- ชื่อหน่วยที่ และชือ่ หนว่ ย ชน้ั ท่สี อน และเวลาทส่ี อน
- หน่วยการเรียนรู้จัดเป็นแผนการเรียนรู้ย่อย คือ หัวข้อเรื่องการเรียนรู้
จะเป็นก่ีแผนข้นึ กบั หัวขอ้ การเรียนรู้ท่ีกาหนดในสาระการเรียนรู้
- จดุ ประสงค์การเรียนรู้ กาหนดมาจากผลการเรยี นรูท้ ค่ี าดหวงั
- สาระการเรยี นรู้ คือเน้อื หาสาระการเรยี นรทู้ ่เี ปน็ หวั ข้อยอ่ ยทจ่ี ะสอน
- กระบวนการจัดการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนการสอนและกจิ กรรมการเรียนรู้ ท่ี
ครูและนกั เรยี นจะต้องปฏบิ ตั ใิ นการจัดการเรยี นการสอน
- การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ คือการกาหนดวิธีการวัดผลและประเมินผล
เชน่ การสังเกต การตรวจผลงาน และพฤตกิ รรมการเรยี น ซ่ึงเป็นการประเมินจากสภาพจรงิ
- ส่ือและแหล่งการเรียนรู้ จะกาหนดหนังสือประกอบการเรียน สถานที่ท่ีจะศึกษา
วทิ ยากร เป็นตน้
๒.5 การวัดผลและประเมนิ ผล
ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผลเป็นกระบวนการเดียวกัน
และจะตอ้ งวางแผนไปพรอ้ มๆ กนั
แนวทางการวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู้
๑. ต้องวัดและประเมินผลท้ังความรู้และความคิด ความสามารถ ทักษะ และกระบวนการ
เจตคติ จริยธรรม คา่ นยิ ม รวมท้ังโอกาสในการเรียนรู้ของผเู้ รยี น
๒. วธิ กี ารวดั และประเมินผลตอ้ งสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรยี นรู้ทีก่ าหนดไว้
๓. ต้องเก็บข้อมูลท่ีได้จากการวัดและประเมินผลตามความเป็นจริงและต้องประเมินผล
ภายใต้ข้อมูลท่ีมอี ยู่
๔. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนาไปสู่การแปลผลและข้อสรุป
ที่สมเหตสุ มผล
๑. การวัดและการประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ท้ังในด้านของวิธีการวัด
โอกาสของการประเมนิ
วัตถุประสงค์ของการวัดและประเมนิ ผล
๑. เพื่อวนิ จิ ฉัยความรู้ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จรยิ ธรรม
และค่านิยมของผู้เรียน และเพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะได้เต็ม
ศกั ยภาพ
๒. เพอื่ ใช้เปน็ ขอ้ มูลป้อนกลบั ใหแ้ ก่ตัวผู้เรียนเอง ว่าบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นร้เู พยี งใด
๓. เพอ่ื ใช้ข้อมลู ในการสรปุ ผลการเรียนรู้และเปรยี บเทียบถึงระดบั พฒั นาการของการเรียนรู้
การวัดและประเมินผลจึงมีความสาคัญเป็นอย่างย่ิงต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวัด
และการประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียน และครอบคลุม
กระบวนการเรยี นรู้และผลการเรียนรทู้ ง้ั 3 ดา้ น จงึ ตอ้ งวดั และประเมินผลจากสภาพจริง
การวัดและประเมนิ ผลจากสภาพจรงิ
กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมในช้ันเรียน กิจกรรมการปฏิบัติ
กจิ กรรมสารวจภาคสนาม กิจกรรมการสารวจตรวจสอบ การทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรม
24
ศึกษาปญั หาพเิ ศษหรือโครงงานฯลฯ ในการทากิจกรรมเหลา่ น้ีต้องคานึงวา่ ผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพ
แตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึงอาจทางานช้ินเดียวกันได้เสร็จในเวลาท่ีแตกต่างกัน และผลงานท่ีได้
ก็อาจแตกต่างกันด้วย เมื่อผู้เรียนทากิจกรรมเหล่าน้ีก็ต้องเก็บรวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ช้ินงาน
บันทึก และรวมถึงทักษะปฏิบัติต่างๆ เจตคติ ความรัก ความซาบซึ้ง กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ทา
และผลงานเหล่านี้ต้องใช้วิธีประเมินที่มีความเหมาะสมและแตกต่างกัน เพ่ือช่วยให้สามารถประเมิน
ความรู้ความสามารถ และความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและประเมินผลจากสภาพ
จริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเม่ือมีการประเมินหลายๆ ด้าน หลากหลายวิธีในสถานการณ์ต่างๆ
ท่ีสอดคล้องกับชีวิตจริง และต้องประเมินอย่างต่อเน่ือง เพื่อจะได้ข้อมูลท่ีมากพอที่จะสะท้อน
ความสามารถท่ีแทจ้ ริงของผูเ้ รียนได้ลกั ษณะสาคญั ของการวัดและประเมนิ ผลจากสภาพจรงิ
๑. การวัดและประเมินผลจากสภาพจรงิ มีลักษณะท่ีสาคัญคือใชว้ ิธีการประเมินกระบวนการ
คิดทซี่ ับซ้อน ความสามารถในการปฏิบตั ิงาน ศักยภาพของผู้เรียนในด้านของผู้ผลิต และกระบวนการ
ที่ได้ผลผลติ มากกวา่ ทจ่ี ะประเมนิ วา่ ผเู้ รยี นสามารถจดจาความรอู้ ะไรไดบ้ ้าง
๒. เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียน เพ่ือวินิจฉัยผู้เรียนในส่วนที่ควรส่งเสริมและ
ส่วนท่ีควรจะแก้ไขปรับปรุง เพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจ
และความตอ้ งการของแต่ละบุคคล
๓. เป็นการประเมินท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการประเมินผลงานของท้ังตนเอง
และของเพ่อื นรว่ มห้องเพ่อื ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนร้จู ักตนเอง เชื่อมน่ั ในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้
๔. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวาง
แผนการสอนของผู้สอนวา่ สามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจและความต้องการ ของผู้เรียน
แต่ละคนไดห้ รอื ไม่
๕. ประเมนิ ความสามารถของผู้เรียนในการถ่ายโอนการเรยี นรู้ไปสชู่ ีวติ จริงได้
๖. ประเมนิ ด้านต่างๆ ด้วยวิธที ี่หลากหลายในสถานการณ์ตา่ งๆ อยา่ งตอ่ เน่ือง
รายละเอยี ดของวิธกี ารวดั และประเมินผลท่ีสาคญั
๑. การสังเกตการสงั เกตทาให้สามารถเรียนรเู้ รือ่ งราวของผเู้ รยี นแต่ละคนได้ แต่การสังเกตท่ี
ไมไ่ ดม้ ีการเตรยี มการในรายละเอยี ดต่างๆ หรือใช้วิธีการท่ีไม่ดีก็จะทาให้ขาดความเชือ่ ม่ันได้ การใช้
วิธกี ารสังเกตโดยตรง ทาให้ได้ขอ้ มูลทีด่ ี และในการสังเกตจะต้องเลือกวา่ จะสงั เกตตามกรอบที่กาหนด
ไว้หรอื ไม่ต้องมกี รอบการสงั เกตตามกรอบ ๑. ต้องกาหนดจุดประสงค์ท่ีตอ้ งการวดั ๒. เคร่อื งมอื ที่ใช้
บันทกึ ข้อมูล การสังเกต อาจใช้ต้ังแต่การบันทกึ พฤติกรรม จนกระทง่ั มาตราส่วนประมาณค่า ๓.
รายการสงั เกตอาจแจ้งให้ผู้เรียนทราบหรอื ไม่ก็ได้ แตผ่ สู้ ังเกตต้องมีการวางแผนเปน็ อย่างดี ๔. ต้อง
เจาะจงผเู้ รยี นท่คี ิดไวแ้ ลว้ ว่าจะสังเกตใคร
การสงั เกตไม่มีกรอบ
๑. ไมต่ ้องระบจุ ุดประสงคข์ องการสงั เกต
๒. เพยี งแตใ่ ช้เครอื่ งมือ เพื่อบันทึกข้อมูลตา่ งๆ ในกระดาษเปลา่
๓. อาจสังเกตผเู้ รยี นคนใดก็ได้ ข้นึ อยูก่ บั เหตุการณท์ ่เี กิดขึ้นในขณะนัน้ อาจจะตง้ั ใจหรือไม่ก็
ได้
25
๒. การสัมภาษณ์
เป็นวธิ กี ารทีด่ ีท่สี ดุ ทาให้รวู้ า่ เหตุการณท์ ่เี กดิ ข้ึนในตอนทีท่ า่ นไมไ่ ด้สังเกตดว้ ยนน้ั เป็นอย่างไร
๓. การวัดผลและประเมนิ ผลด้านความสามารถ
ลกั ษณะสาคัญของการประเมินความสามารถคือ กาหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการทางาน
ผลสาเร็จของงาน มีคาส่ังควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน
การประเมินความสามารถท่ีแสดงออกของผู้เรียนทาได้หลายแนวทางต่างๆ กันขึ้นอยู่กับ
สภาพแวดล้อม สภาวการณ์ และความสนใจของผู้เรียน เช่น
๑. มอบหมายงานให้ทา งานทมี่ อบให้ทาตอ้ งมีความหมาย มีความสาคัญมีความสัมพนั ธ์
กับหลักสูตร เน้ือหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการปฏิบัติงาน
ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางาน และการใช้ความคิดอย่างลึกซ้งึ ๑๘ การประเมินโดยใช้
แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เป็นการเก็บรวบรวมและสร้างเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับผลงานท่ีบ่ง
บอกถึง ความสาเร็จเชงิ สมรรถนะเฉพาะดา้ นทไ่ี ดม้ ีการคัดสรรแล้ว
ลกั ษณะงานท่ใี ห้ผูเ้ รยี นทา
- ผู้เรียนมีอิสระทจี่ ะเลือกทาผลผลิตตามความถนัดและความสามารถ
- ผู้เรยี นต้องใชค้ วามสามารถหลากหลาย
- ผเู้ รียนได้แสดงความคิดสรา้ งสรรค์และทางานด้วยตนเอง
- ผู้เรยี นมคี วามยืดหย่นุ ในการใช้เวลาเพื่อปรับปรุงผลผลติ
- สง่ เสริมการพัฒนาทกั ษะการทางาน และเปดิ โอกาสใหพ้ ฒั นาทกั ษะการทางานเปน็ ทมี
หลกั การประเมนิ ผลโดยใช้แฟม้ สะสมผลงาน
๑. เป็นการรวบรวมส่งิ ท่ีกาลงั ดาเนินการอยู่ โดยเกบ็ รวบรวมเป็นระยะ
๒. เปน็ การรวบรวมผลงานที่แสดงใหเ้ หน็ พฒั นาการระดบั ตา่ งๆ ในเชงิ คณุ ภาพ ไมใ่ ชป่ รมิ าณ
๓. เปน็ แนวทางและเป็นสิ่งที่ควบคกู่ ับการจดั การเรยี นรู้
๔. เป็นการรวบรวมผลงานทแ่ี สดงลกั ษณะเฉพาะของผู้เรียนแต่ละคน
๕. มงุ่ เน้นในสิ่งทผ่ี ้เู รียนเรียนรู้
๖. ผสู้ อนและผู้เรียนมีสว่ นรว่ มในการปรกึ ษาหารอื แสดงความคิดเห็นและประเมินผลร่วมกัน
๗. เปน็ การรวบรวมเอกสารอย่างหลากหลาย ทั้งทเ่ี ป็นตัวอยา่ งใหเ้ หน็
กระบวนการและตัวอย่างทีเ่ ปน็ ผลผลิตสง่ิ ทีร่ วบรวม
๑. ตัวอย่างผลงานที่แสดงให้เห็นกระบวนการพัฒนาการของผู้เรียนซึ่งเน้น กิจกรรม
และกระบวนการท่ีผูเ้ รยี นใช้
๒. ตัวอย่างผลงานผู้เรียนที่เป็นผลผลิตที่สาเร็จแล้ว เช่น โครงงาน ซ่ึงแสดงให้เห็นจุดเด่น
ของผลสัมฤทธิ์ของผเู้ รียน
๑๘ สมศกั ดิ์ ภ่วู ภิ าดาวรรธน,์ การประเมิน, (กรุงเทพมหานคร : สานกั ทดสอบทางการศกึ ษา , ๒๕๓๐),
หนา้ ๘๗.
26
-ผลการสังเกตของผสู้ อน
- ข้อมูลที่รวบรวม โดยใช้การวัดผลและประเมนิ ผล
-ข้อเสนอแนะของผปู้ กครอง
ขน้ั ตอนการประเมนิ โดยใช้แฟม้ ผลงาน
๑. วางแผนการจดั ทาแฟม้ ผลงาน
- การเตรียมตัวผสู้ อน ศกึ ษาหลกั สตู ร แผนการจัดการเรยี นรู้
- การเตรียมตัวผู้เรียน แจ้งผลการเรียนรู้ กิจกรรมที่ตอ้ งปฏบิ ัติการวัดผลประเมินผล
ฯลฯ
๒. การเก็บรวบรวมผลงานหรือหลักฐาน โดยการวางแผนร่วมกับผู้เรียนให้อภิปราย
ในประเด็นต่อไปนี้ เกบ็ อย่างไร เก็บเม่ือไร เกบ็ ไว้ทใ่ี ด
๓. คัดเลือกผลงาน คัดเลือกอย่างไรต้องครอบคลุมอะไรบ้าง ใครเป็นคนคัดเลือก (ผู้เรียน
รวบรวม คัดเลือก ตรึกตรอง และทบทวน) ลักษณะชิ้นงานท่ีผู้เรียนควรเก็บดีท่ีสุด ชอบ มีคุณค่า
ทายาก มคี วามหมาย เปน็ ที่ระลึก
๔. การแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกต่อผลงานของผู้เรียน ขั้นตอนน้ีเป็นการพัฒนา
อารมณ์ และความรู้สึกของผู้เรียน อันจะนาไปสู่ความภาคภูมิใจ โดยการให้ผู้เรียนแสดงความรู้สึก
ต่องานท่ีผเู้ รียนทา
๕. การประเมินผลงานของตนเอง เมื่อผู้เรียนจัดทาแฟ้มสะสมผลงานเสร็จส้ินแล้ว
ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินผลงานของตนเอง โดยอาจให้ตอบคาถามเหล่าน้ี “ส่ิงที่จุดประกาย
ให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการผลิตผลงานในแฟ้มน้ี คิดว่างานช้ินใดทาได้ดีเป็นพิเศษ และคิดว่า
งานช้ินใดท่ีอยากจะพัฒนาให้ดีขึ้นอีก” ในการประเมินผลงานน้ันต้องฝึกให้ผู้เรียนวิเคราะห์ท้ังจุดเด่น
และจดุ บกพรอ่ งของงานก่อนการตัดสิน
๖. ประเมินแฟ้มงานโดยกลุ่ม ควรกาหนดวันใดวันหนึ่งให้เป็นวันประเมินงานทุกกลุ่มร่วมกัน
ให้แต่ละคนเขียนข้อวิจารณ์ วิธีน้ีผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับซ่ึงช่วยเสริม แง่คิด ได้รับข้อแนะนา
เพือ่ ใหเ้ หน็ แงม่ ุมหลากหลาย สามารถนาไปพฒั นาแฟ้มของตนใหด้ ยี ่งิ ขน้ึ
๗. การจัดนิทรรศการผลงานของผู้เรียน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงผลงาน
ได้อธิบายผลงานของตนเองให้บุคคลต่างๆ ได้รับทราบว่ามีแนวคิดอย่างไร และมีความคาดหวังอะไร
ในผลงาน พร้อมท้ังได้มโี อกาสรับการวิพากษว์ จิ ารณจ์ ากบคุ คลอ่นื ๆ
หมายเหตุ การประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน ผู้เรียนจะต้องทาแฟ้มสะสมงานท่ีแสดงถึง
พัฒนาการดา้ นความรู้ ความคิด ทกั ษะ/กระบวนการ คุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มจานวน 1 แฟ้ม
๕. การประเมนิ โดยกลุม่ เพ่ือน
เปน็ การตดั สินใจโดยกล่มุ เพ่อื นทางานรว่ มกนั ดว้ ยเกณฑท์ ่ีใช้ในการพิจารณา เชน่
- ความคดิ สร้างสรรค์
- การชว่ ยเหลอื กลมุ่
- ความสามารถในการทจ่ี ะทางานให้เสร็จตามกาหนดเวลา
27
- เกณฑอ์ ่นื ๆ ไดแ้ ก่ การค้นควา้ การรวบรวมข้อมูล การเขยี นรายงาน
การนาเสนอส่ิงที่ค้นพบ
๖. การประเมินกลมุ่
ความสามารถท่ีจะทางานในฐานะสมาชิกผู้มีประสิทธิภาพของกลุ่ม ถือเป็นทักษะที่สาคัญ
การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทุกกลุ่มวิชาจะต้องเน้นย้าการทางานเป็นกลุ่ม มีการจัด
ความพร้อมอย่างมีคุณภาพ และมีการประเมินผลท่ีละเอียดรอบคอบ การทางานกลุ่มของผู้เรียนจะมี
คุณภาพสงู สดุ รวมทัง้ ให้ความสนุกสนาน เพลดิ เพลินเมือ่ มกี ารปฏิบตั ิ ดงั น้ี
๑. จัดบรรยากาศใหเ้ หมาะสม ชว่ ยให้ผเู้ รยี นรับทราบ และเข้าใจว่าการทางานกลมุ่ จะให้ผลดี
แกผ่ ู้เรยี นอยา่ งไร ผลงานกลุ่มจะประเมินด้วยวธิ ีใด
๒. แจง้ ให้ผู้เรียนทราบว่างานของกลุ่มจะประเมินผลเม่ือใด การแจ้งล่วงหน้าน้ีจะทาให้ผู้เรยี น
ไมไ่ ด้รับความกดดัน ต้องคอยวิตกกงั วลวา่ เมอ่ื ใดผู้สอนจึงจะประเมนิ ผล
๓. คะแนนทกี่ าหนดใหไ้ มค่ วรมากเกนิ ไป เพราะหลกั การต้องการจะพฒั นาการทางานรว่ มกนั
๔. แจ้งเกณฑ์การประเมินผลให้ผู้เรียนทราบ และบอกเกณฑ์บางส่วนให้พร้อมท้ังให้ผู้เรียน
เพิม่ เติมเกณฑ์ของตนเองได้ จงึ คอ่ ยตัดสินใจวา่ แต่ละเกณฑ์จะใหค้ ะแนนอย่างไร
๕. จัดเวลาให้ผู้เรียนได้มีการสารวจว่าคุ้มค่าแก่การเรียนรู้หรือไม่ เป็นการให้ผู้เรียนได้
วิเคราะหผ์ ลสาเร็จของตนเองมีเวลาแยกแยะวา่ มีจดุ ใดท่ีนา่ จะทาได้ดียิง่ ขน้ึ อกี
๖. ผู้สอนต้องมั่นใจและกระจ่างชัดว่า ส่ิงที่จะประเมินผลคือ ผลผลิตจากงานของกลุ่มหรือ
ประเมินผลกระบวนการทางาน กระบวนการและผลผลิตเป็นคนละเร่ืองกัน และจาเป็นต้องมีแนว
ทางการประเมินท่ีแตกต่างกัน ในการทากิจกรรมกลุ่มบางกิจกรรมใช้การประเมินผลผลิต
แตบ่ างกิจกรรมอาจใชเ้ พ่อื การประเมินผล กระบวนการปฏบิ ัตเิ ทา่ นัน้
๗. ต้องระวังอันตรายจากการประเมินงานกลุ่มเป็นรายบุคคล เพราะจะนาไปสู่ความรสู้ ึกเจ็บ
ชา้ นา้ ใจ และการโต้แยง้ อย่างรุนแรงได้ตอ้ งมีการแจง้ เกณฑใ์ ห้ทราบล่วงหน้า มกี ารอภิปราย มขี ้อตกลง
ตั้งแต่แรกเริ่มลงมือปฏิบัติกิจกรรม การประเมินผลบุคคลควรจะทาต่อเม่ือผู้เรียนท้ังกลุ่มได้รับการ
พฒั นาความมัน่ ใจและความเช่ือถือ
๘. พิจารณาวิธีการจัดกลุ่ม จะให้ผู้เรียนเลือกเข้ากลุ่มเองหรือไม่ (มีแนวโน้มว่าจะเลือกเข้า
กลมุ่ เก่ง) หรือจะใช้การสุ่มจัดผู้เรียนเข้ากลุม่ เพ่ือให้คละความสามารถในกลุ่ม (วธิ นี ี้ได้ผลดสี าหรับงาน
ท่ีใช้เกณฑ์วดั ย่อยๆ ซึง่ อาจมีการหมุนเวียนสมาชิกกลุม่ ) หรือผู้สอนต้องการจัดผู้เรียนให้สมดุลทุกกลุ่ม
เพ่ือคละประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถและทักษะของผู้เรียน วิธีการน้ี มีประโยชน์เพ่ือ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างมีคุณภาพแต่ต้องการทักษะการประสานงานท่ีสูงมากในการจัดการ ๗.
การประเมนิ ตนเอง เป็นการเสนอผลงาน ผสู้ อนควรฝึกให้ผู้เรยี นมกี ารประเมินตนเอง ท้ังดา้ นความคิด
และด้านความรสู้ ึก โดยให้ผู้เรียนไดพ้ ูดถึงงานของตน มีขน้ั ตอนกระบวนการทาอย่างไร มีจุดบกพร่อง
จดุ ดีตรงไหน ผเู้ รียนได้ความรูอ้ ะไรบา้ ง และผู้เรียนมีความรู้สกึ อย่างไรต่องานที่ทาขณะเดียวกันก็เปิด
โอกาสให้เพ่ือนๆ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์งานของผู้เรียนอันจะนาไปสู่ความภาคภูมิใจ๘. การเขียน
รายงานเป็นการให้ผเู้ รยี นเขยี นรายงานเกยี่ วกบั พฤตกิ รรมของตนเอง
28
๒.๖ การพัฒนาการจดั การเรยี นร้ทู างการเรียน
ความหมายของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
เจษฎสุดา หนูทอง๑๙ ไดให้ความหมายของการพัฒนาทางการเรียนว่า หมายถึง ความรู
หรือทักษะทีไ่ ดรับจากการเรียนการสอนทีพ่ ฒั นาขึน้ มาเปนลาดับข้นั ในวชิ าตางๆ ทเ่ี รียนมาแลว
องคประกอบของการวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นว่าสามารถวัดได
๒ รปู แบบ คือ
๑. การวัดดานการปฏิบัติ เปนการตรวจสอบระดับความสามารถ ในการปฏิบัติหรือทักษะ
ของผูเรียน โดยมุงเนนใหผูเรียนแสดงความสามารถดังกลาว ในรูปของการกระทาจริงใหออกเปน
ผลงานการวัดตองใชขอสอบภาคปฏบิ ตั ิ
๒. การวัดดานเนื้อหา เปนการตรวจสอบความสามารถเก่ียวกับเนื้อหาซึ่งเปนประสบการณ
การเรียน รวมถึงพฤตกิ รรมความสามารถในดานตางๆ สามารถวัดไดโดยใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
(Achievement Test)
ประโยชนของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
๑. เพอ่ื ดูระดบั พฒั นาการ
๒. ใชเปนประโยชนในการแนะแนวนกั เรยี น
๓. เพื่อประโยชนในดานการวางแผนสรางหลกั สูตรตอไป
๔. เพ่อื ใช้ในการสอบคัดเลือกและเพือ่ เลื่อนชัน้
๕. เพ่ือใช้เปรียบเทยี บความสามารถในการสอนของครูในโรงเรียนเดียวกนั หรือเปรียบเทียบ
ระหวางโรงเรยี น
การสรางแบบทดสอบวัดผลการจดั การเรยี นรู้
๑. เนื้อหาหรือทักษะภายในของเขตที่ครอบคลุมในแบบสอบผลสัมฤทธิ์จะต องสามารถ
จากัดอยูในรูปของพฤตกิ รรมซง่ึ มีความเฉพาะเจาะจง ในลกั ษณะท่ีจะส่อื สารไปยังบุคคลอ่นื ได
๒. ผลิตผลที่เปนแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์น้ัน จะตองเปนผลิตผลเฉพาะที่เกิดจากการเรียน
การสอนตามวตั ถปุ ระสงคท่ตี องการเทานั้นจะวดั ผลผลติ อยางอนื่ ไมได
๓. ผลสัมฤทธิ์หรือความรูตางๆ ที่แบบสอบวัดผลสัมฤทธว์ิ ัดไดนั้น ถาจะนาไปเปรียบเทียบกัน
แลวผูเขาสอบทุกคนจะตองมีโอกาสไดเรยี นรูเร่ืองนนั้ ๆ อยางเทาเทยี มกัน
๒.๗ งานวิจัยที่เก่ยี วข้อง
การศึกษาวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้เร่ืองความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ วิชาสังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบึ่งเนียมบึงใคร่นุ่น อาเภอเมืองขอนแก่น
จงั หวดั ขอนแก่น ในครง้ั นี้ ผ้วู จิ ยั ไดศ้ ึกษางานวิจยั ทีเ่ กีย่ วขอ้ งดงั นี้
๑๙ เจษฎส์ ดุ า หนทู องการพัฒนา, (กรงุ เทพมหานคร : สานักทดสอบทางการศกึ ษาการจดั การเรยี นรู้ และ
จติ วทิ ยา มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโรฒประสารมติ ร, ๒๕๔๖), หนา้ ๙๙.
29
ปุณณวัช ทัพ๒๐ การพัฒนาผลการเรียนรู้ เร่ือง กฎหมายอาญาน่ารู้ และทักษะการคิดอย่างมี
วิจารณญาณ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา ผลการวิจัย
พบวา่
๑. ผลการเรียนรู้เรื่อง กฎหมายอาญาน่ารู้ หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาสูง
กวา่ ก่อนเรยี นอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .๐๕
๒. ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาสูงกว่า
กอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ี ระดับ .๐๕
๓. ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังจากท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาอยู่ใน
ระดับสงู
๔. ความคิดเห็นของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาโดยภาพรวมอยู่ในระดับ
เห็นดว้ ยมาก
นางฐานสุขวรรณา วงษสุภาพงษ๒๑ การนาหลักไตรสิกขาไปใชในชีวิตประจาวันของนักเรียน
ช้ันประถมศกึ ษาปที่ ๔-๖ โรงเรยี นเทศบาล ๑ จังหวดั นครนายก
ผลการศกึ ษาพบวา
๑. โดยศึกษาวานักเรียน ไดการนาหลักไตรสิกขาไปใชในชีวิตประจาวัน ในภาพรวมและ
รายดานอยูในระดับมากดังน้ี (๑.๑) ดานการบริโภคอาหารและดานการออกกาลังกาย ไดนาหลัก
ไตรสิกขาไปใชในชีวิตประจาวันเรียงลาดับดวยปญญา สมาธิ และศีล (๑.๒) ดานการศึกษาและ ดาน
การพักผอน เรียงลาดับดวย ศีล สมาธิ และปญญา (๑.๓) ดานจิตอาสาเรียงลาดับดวย ปญญา ศีล
และสมาธิ
๒. การนาหลักไตรสกิ ขาไปใชในชีวิตประจาวันของนกั เรียน ไมมคี วามสัมพันธกับอาชีพ ของ
ผูปกครองและฐานะเศรษฐกจิ ของครอบครัว
๓. การนาหลักไตรสิกขาไปใชในชีวิตประจาวันของนักเรียน ไมแตกตางกัน เมื่อจาแนก ตาม
เพศ ระดบั ชั้น และการอบรมสัง่ สอนของผูปกครอง
ดร.กิตติชัย สุธาสิโนบล๒๒ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมโดยใช้ไตรสกิขา
เปน็ ฐานสาหรบั นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปี ท่ี ๕
๑ การสารวจความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมโดยใช้
ไตรสิกขาเป็นฐานสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ ๕ เพ่ือนาข้อมูล ไปจัดทาร่าง
หลักสูตรฝึกอบรมกับผู้ทรงคุณวุฒิท้ังหมด ๑๓ท่าน โดยภาพรวมพบว่า ให้ความสาคัญ
๒๐ ปณุ ณวัช ทัพธวัช, การพฒั นาผลการเรยี นรู้ เรื่อง กฎหมายอาญานา่ รู้, (กรุงเทพมหานคร : สานัก
ทดสอบทางการศกึ ษา และจิตวิทยา มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโรฒประสารมติ ร, ๒๕๔๖), หน้า บทคัดยอ่ .
๒๑ ฐานสขุ วรรณา วงษส์ ภุ าพงษ์, การนาหลกั ไตรสกิ ขาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั , (กรุงเทพมหานคร : สานัก
ทดสอบทางการศึกษา และจติ วิทยา มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโรฒประสารมติ ร, ๒๕๕๕), หนา้ บทคัดยอ่ .
๒๒ ดร.กิตตชิ ัย สธุ าสิโนบล, การพัฒนาหลักสตู รฝกึ อบรมคณุ ธรรมจรยิ ธรรมโดยใชไ้ ตรสกขิ า,
(กรุงเทพมหานคร :, ๒๕๕๕), หน้า บทคัดย่อ.
30
เก่ียวกับการ ฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมโดยนาหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนามาเป็น
หลักสูตรฝึกอบรมโดยเห็นว่าควร ใช้ไตรสิกขาเป็นฐานการเรียนรู้ ของการจัดกิจกรรม
และ ตอ้ งการพฒั นาหลกั สูตรฝึ กอบรมคุณธรรมจรยิ ธรรมโดย ใช้ไตรสิกขาเป็นฐาน
๒. ประสิทธิภาพด้านความคดิ เห็นของผเู้ ชีย่ วชาญ มี ๓ ดา้ นดังน้ี
-การประเมินความเหมาะสมของร่าง หลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ความเหมาะสมของร่าง
หลักสูตร ฝึกอบรมท้ังฉบับ ร่างหลกั สูตรฝึกอบรมมีความเหมะสมมาก ที่สดุ ๑๔ รายการประเมินและ
มีความเหมาะสมมาก ๕ รายการประเมิน ร่างหลักสูตรฝึกอบรมรวมทั้งฉบับมีความ เหมาะสมมาก
ท่ีสดุ ( = ๔๖๔.D. = ๐.๒๐)
- การประเมินความสอดคล้องของร่าง หลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ร่างหลักสูตรฝึกอบรมท้ัง
ฉบับมี ความสอดคล้องเฉล่ียเท่ากับ ๐.๙๘ ซ่ึงมากกว่า ๐.๕๐ แสดงว่า ร่างหลกั สตู รมคี วามสอดคล้อง
เม่อื คิดเป็นรายด้านพบว่า ด้านทีม่ ีความสอดคล้องเท่ากบั ๑.๐๐ จานวน ๗ ด้าน ไดแ้ ก่ ด้านโครงสรา้ ง
หลักสูตรด้านหลักการของหลักสูตร ด้านภารกิจด้าน แนวคิดหลักในการ ฝึกอบรมด้านกระบวนการ
ฝึกอบรม ด้านสื่อและอุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกอบรมด้านการวัดผลประเมินผลด้านที่มีความ สอดคล้อง
เทา่ กับ ๐.๙๕ จานวน ๑ ดา้ น คอื ด้านเนอ้ื หา สาระของหลักสูตรฝึกอบรม
- ความสอดคล้องของแผนการจัดกิจกรรม พบว่า แผนการจัดกจิ กรรมของหลกั สูตรฝึกอบรม
ท้ังฉบับมี ความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ ๐.๙๖ ซ่ึงมีความสอดคล้อง ท้ังหมดมากกว่า ๐.๕๐ แสดงว่า
แผนการจัดกจิ กรรมการ ฝกึ อบรมมคี วามสอดคล้องสามารถนาไปใช้ประกอบการ ฝกึ อบรมได
๓. ผลการเปรยี บเทียบความแตกต่างระหว่าง ค่าเฉลีย่ การทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนฝึกอบรมและหลังฝึกอบรมจากหลักสูตรฝึกอบรม คุณธรรมจริยธรรมโดยใช้ ไตรสิกขาเป็นฐาน
พบวา่ นกั เรียนมีคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนเท่ากับ ๑๗.๔๗ ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๓.๗๘๕ และ
คะแนนเฉล่ีย หลังจากการฝึกอบรมเท่ากับ ๒๓.๘๓ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ ๒.๕๒๐ ความ
แตกต่างก่อนฝึ กอบรมและ หลังจากการฝึกอบรมมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ซ่ึง เป็นไปตาม
สมมตฐิ านทวี่ ่าคะแนนหลังจากการฝกึ อบรม สูงกวา่ กอ่ นการฝึกอบรม
พระอดิเทพ อธิวณฺโณ๒๓ การใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนท่าชนะจงั หวดั สุราษฎรธ์ านี
ผลการวจิ ยั พบวา่
๑.การใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลักษณะที่พ่ึงประสงค์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ตอนปลายโรงเรียนท่าชนะจังหวัดสุราษฎรธานีพบว่าโดยรวมท้ัง 3ด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
(X̅=๔.๑๕) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านคุณลักษณะท่ีพ่ึงประสงค์ด้านปัญญามีค่าเฉล่ียสูงสุด
(X̅=๔.๒๘) รองลงมาคือด้านคุณลักษณะท่ีพึ่งประสงค์ด้านศีล (X=̅ ๔.๑๓) ส่วนด้านคุณลักษณะท่ีพึ่ง
ประสงคด์ ้านสมาธิมคี ่าเฉลี่ยคา่ สดุ (X̅=๔.๐๕) เม่อื จาแนกตามเพศระดบั ชนั้ เรียนอาชีพบิดามารดาและ
รายได้บิดามารดาพบว่าโดยรวม มีคา่ เฉลี่ยอยู่ในระดบั มาก
๒๓ พระอดิเทพ อธวิ ณโฺ ณ, การใช้หลกั ไตรสกิ ขาในการพัฒนาคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์,
(กรุงเทพมหานคร :, ๒๕๖๐), หน้า บทคดั ยอ่
.
31
๒. ผลการเปรียบเทียบการใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลักษณะท่ีพึ่งประสงค์ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรยี นท่าชนะจังหวัดสุราษฎร ธานีจาแนกตามข้อมูลท่ัวไป พบว่า
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ท่ีมีเพศระดับชั้นเรียนอาชีพบิดามารดาและรายได้บิดา มารดา
ต่างกนั มีการใช้หลักไตรสกิ ขาในการพัฒนาคุณลกั ษณะที่พึ่งประสงค์ ไม่แตกต่างกนั
๓.ข้อเสนอแนะเก่ียวกับแนวทางส่งเสริมการใช้หลักไตรสกิ ขาในการพัฒนาคุณลักษณะท่ี พ่ึง
ประสงค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนท่าชนะจังหวัดสุราษฎร ธานีพบว่าครูและ
ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามัคคีปรองดองภูมิใจเชิดชูในความเป็นไทย ซื่อสัตย์สุจริต
สนับสนุนให้เป็นนักเรียนที่ประพฤติปฏิบัติชอบ ท้ังทางกายวาจาและใจ ควรส่งเสริมให้นักเรียนได้
ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถืออย่างเคร่งครัด ควรส่งเสริมให้นักเรียนมีวนิ ัยจะได้เป็นผู้ที่ปฏิบัติ
ตนตามระเบยี บ กฎเกณฑ์และข้อบังคับของครอบครัวโรงเรียน ควรสนับสนนุ นกั เรียนทเี่ ป็นผ้ใู ฝ่ เรยี น
์รู้ให้เป็นนักเรียนที่มีความต้ังใจเพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหา
ความร้จู ากแหล่งเรยี นรูท้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี นอยา่ งสม่าเสมอควรส่งเสรมิ ให้ นกั เรียนเลือกใช้
ส่ืออย่างเหมาะสม และมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงรู้จักประมาณตนมีเหตุผล รอบคอบระมัดระวังมี
ภมู ิคุ้มกันชวี ติ ท่ีดีและอยรู่ ่วมกบั ผู้อ่ืนในสังคม อย่างมีความสุข
จากการศึกษางานวิจัยในประเทศแสดงให้เห็นว่า การนาเอารูปแบบการสอนตามหลัก
ไตรสิกขามาใชใ้ นการสอน ทาให้ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้
กิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติดังท่ี ศิรประภา อุณหเลขกะ ได้ศึกษาเร่ืองผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้
แบบไตรสิกขาต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และความคิดเห็นของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ
ไตรสิกขาโดยภาพรวมกอ็ ยูใ่ นระดบั มากด้วย
๒.๘ กรอบแนวคดิ การวิจยั
การวิจัยผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบไตรสิกขา รู้เร่ืองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กลุ่ม
สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงเนียมบึงใคร่นุ่น
ทา่ หิน ไดด้ าเนินการตาม กรอบแนวคิดดังน้ี
ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม
การจดั การเรยี นรู้แบบ ผลการหาประสทิ ธภิ าพจัดการเรียนรูโ้ ดยการจดั การ
ไตรสิกขา เรยี นร้แู บบไตรสกิ ขา เร่ืองความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกจิ
ภาพที่ ๒.๑ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
๓๒
บทที่ ๓
ระเบียบวิธีวิจัย
การวิจัย เร่อื ง การพัฒนาผลการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้หลักไตรสกิ ขา เรอ่ื งความสัมพนั ธ์
ทางเศรษฐกจิ วิชาสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ โรงเรียนบึงเนยี มบงึ ใครน่ ุ่น
ท่าหนิ ผ้วู ิจัยได้ดาเนนิ การตามขั้นตอน ดงั น้ี
3.1 รปู แบบการวิจัย
3.2 ประชากรกลุ่มเป้าหมาย
3.3 เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมลู
3.5 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
3.6 สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวิจยั
3.1 รปู แบบการวิจยั
การวิจยั เร่อื ง การพัฒนาผลการเรียนด้วยการจดั การเรยี นรู้หลกั ไตรสิกขา เรอ่ื งความสัมพนั ธ์
ทางเศรษฐกิจ กลุ่มสาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึง
ใคร่นุ่นท่าหิน เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย
หลกั ไตรสิกขา และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
3.2 ประชากรกลุ่มเปา้ หมาย
ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยน้ี คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึง
เนียมบงึ ใคร่นุน่ ท่าหนิ ตาบลบึงเนียม อาเภอเมืองขอนแก่น จงั หวดั ขอนแกน่ ทีศ่ ึกษาในภาคเรียนที่ ๒
ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓ จานวน ๒๙ คน
3.3 เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
๓.๓.1 เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวิจยั
๑. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จานวน ๓ แผน แผนจัดการ
เรียนร้ลู ะ ๑ ช่วั โมง รวมเวลาเรียน ๓ ชั่วโมง มีรายละเอยี ดดังน้ี
๑. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ธนาคาร
และรฐั บาล 1 ชัว่ โมง
๒. แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 เร่อื งการหารายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน
1 ชัว่ โมง
๓. แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 3 เรอื่ งความหมายความหมายสภาพแวดลอ้ มชุมชน
1 ช่ัวโมง
๓๓
34
๒. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการ
เรียนหลังการใช้หลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับ
นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จานวน ๓0 ข้อ
๓.๓.๒ การสรา้ งเคร่อื งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
๑. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม สาหรบั นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ เรื่อง ความสัมพันธท์ างเศรษฐกิจ มีข้ันตอน ดงั นี้
๑.๑ ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการเก่ียวกับ
คุณภาพผเู้ รยี น สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ประเด็นการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรขู้ อง
นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔
๑.๒ กาหนดกรอบเน้ือหา กิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ ตัวชี้วัดในการเขียน
แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สาหรบั นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๔
๑.๓ กาหนดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ แหล่งเรียนรู้ การวัดผลและการประเมินผลใน
แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สาหรับนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
๑.๔ ศึกษาการออกแบบการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขากลุ่ม
สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
๑.๕ จัดทาแผนการจดั การเรยี นรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ ตามกรอบเนื้อหาสาระ ตัวช้ีวัดทีก่ าหนดไว้ของกลุ่ม
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยกรอบเน้ือหาและสาระของการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อิงจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551
มจี านวน ๓ แผน คอื
๑. แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 1 เร่ืองความสัมพันธ์ระหว่าง เศรษฐกิจชมุ ชน 1 ช่ัวโมง
๒. แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรื่อง การเงนิ รายจา่ ย การออม การลงทนุ 1 ชว่ั โมง
๓. แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 3 เร่อื งความหมายความหมายสภาพแวดล้อมชมุ ชน 1 ช่วั โมง
๑.๖ การหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรบั นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๔ ผวู้ ิจยั ไดด้ าเนินการ ดงั นี้
๑) ผู้วิจัยนาแผนการจัดการเรียนรู้ เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา งานวิจัย
ศึกษาอสิ ระทางสังคมศกึ ษา เพอ่ื ขอคาแนะนาและได้ปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนา
๒) นาแผนการจัดการเรียนรไู้ ปใหผ้ ู้เชีย่ วชาญจานวน ๓ ท่าน เพอื่ ตรวจสอบ
ความเท่ียงตรง ของแผนการจัดการเรียนรู้จากน้ันนามาปรบั ปรุงแกไ้ ขให้สมบูรณ์ เพื่อตรวจสอบความ
ถกู ต้องชัดเจนอกี คร้ัง ก่อนนาแบบทดสอบไปทดลองใช้
๓) ปรบั เปลย่ี นแผนการจดั การเรยี นรูต้ ามผูเ้ ชย่ี วชาญ และหาคา่ ioc
35
๒. การจัดการเรียนร้แู บบไตรสิกขา
๒.๑ ศึกษาเอกสารหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการเก่ียวกับ
คุณภาพผเู้ รียน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ประเดน็ การเรียนรู้ และการประเมินผลการเรยี นรู้ของ
นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔
๒.๒ กาหนดกรอบเน้ือหา กิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ ตัวชี้วัดใน กลุ่มสาระ
การเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรมสาหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๔
๒.๓ กาหนดกิจกรรมการเรยี นรู้ ส่อื แหล่งเรยี นรู้ การวัดผลและการประเมนิ ผลใน
การจดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ีใช้หลักไตรสกิ ขา กลมุ่ สาระการเรียนร้สู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สาหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๔
๒.๔ การศึกษาการสร้างด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรมสาหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๔ จากหนงั สอื เอกสารและหลักการสร้าง
ชุดกจิ กรรมเพอื่ ใช้เปน็ แนวทางในการสร้างตอ่ ไป
๓. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน หลังการใช้ดว้ ยไตรสิกขา กลุ่มสาระการ
เรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาหรับนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๔
๓.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
ได้แก่ คู่มือการสร้างสื่อการสอน คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม คู่มือวัดผลประเมินผล การศึกษาวิธีการสรา้ งและทาแบบทดสอบจากเอกสาร
ต่าง ๆ วิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา
และวัฒนธรรมเก่ียวกับสาระ และตัวช้ีวัดที่ใช้ในการทดลองเพื่อสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน
๓.๒ ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ลักษณะของ
แบบทดสอบเก่ียวกับความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมาตรฐานการเรียนรู้ วิเคราะห์สาระการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้วี ัด โดยศกึ ษาเกีย่ วกับคาศพั ท์ โครงสรา้ ง สานวลทางภาษา
๓.๓ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นแบบชนิดเลือกตอบ
4 ตัวเลือก จานวน 30 ขอ้
๓.๔ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
การดาเนินการทดลอง ผู้วิจัยได้ทาการทดลอง และเก็บข้อมูลในภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา
๒๕๖๓ รวมทง้ั ส้นิ ๓ สปั ดาห์ โดยผ้วู จิ ยั แบ่งออกเปน็ ๓ ขัน้ ตอนดงั น้ี
36
๑. ขัน้ เตรียมก่อนการทดลอง
๑.๑ ดาเนินการสร้างเคร่ืองมือ คือ แผนจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่ม
สาระการเรยี นร้สู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๔ จานวน ๓
แผน ประกอบด้วย
๑. แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 เรือ่ งความสัมพันธ์ระหวา่ ง เศรษฐกิจชุมชน 1 ชัว่ โมง
๒. แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 2 เรือ่ ง การเงิน รายจา่ ย การออม การลงทนุ 1 ชวั่ โมง
๓. แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 3 เรื่องความหมายสภาพแวดล้อมชุมชน 1 ชัว่ โมง
๑.๒ ผวู้ จิ ยั ชี้แจงเก่ยี วกบั การจัดการเรียนแบบไตรสกิ ขา โดยผวู้ จิ ัยได้แนะนาการ
ใช้งานในกรอบตา่ ง ๆ ของบทเรยี นไตรสกิ ขา เพ่ือสร้างความเข้าใจและความพร้อมให้กับนกั เรยี นก่อน
การทดลองใช้บทเรยี น
๒. ขนั้ สอน
ผู้วิจัยดาเนินการสอนดว้ ยตนเองตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้สรา้ งไว้ โดยมี
ระยะเวลาทดลอง ๓ สัปดาห์ สปั ดาห์ละ ๑ ชว่ั โมง รวมเวลาเรยี น ๓ ช่ัวโมง ซง่ึ มขี ัน้ ตอน ดงั น้ี
ข้ันท่ี ๑ ครูบรรยายเน้ือหาสาระของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต
ผบู้ รโิ ภค ธนาคารและรัฐบาลและใหน้ ักเรียนแบ่งกล่มุ กลุ่มละ ๔-๕ คน จานวน ๖ กลมุ่
ข้ันที่ ๒ นักเรียนแต่ละกลุ่มที่ส่งตัวแทนผลัดกันศึกษาและร่วมกัน
สนทนา ตามกรอบในรูปแบบไตรสกิ ขา แลว้ นาข้อมูลทีไ่ ด้กลบั มาทาใบกิจกรรมท่แี จกให้
ข้ันที่ ๓ หลังจากทาใบกิจกรรมเสร็จแล้ว ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด
จานวน 10 ขอ้ เปน็ รายบุคคล
ขน้ั ท่ี ๔ ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปถงึ ความความสัมพันธ์
ระหวา่ งผู้ผลติ ผู้บรโิ ภค ธนาคารและรัฐบาล เพอ่ื ปลูกฝังใหน้ กั เรียนไดน้ าไปปฏิบัติตอ่ ไป
๓. ข้นั สุดท้ายหลังจากการสอน
หลังจากผู้วจิ ัยได้ดาเนินการสอนครบทุกแผนการจัดการเรยี นรู้ ให้นักเรียนทา
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้
หลักการสอนด้วยไตรสิกขา จานวน ๓๐ ข้อ
๓.๕ การวิเคราะห์ขอ้ มูล
วิเคราะห์ผลข้อมูลหาประสิทธิภาพของหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่นท่าหิน
ตาบลบึงเนยี ม อาเภอเมืองขอนแก่น จงั หวัดขอนแก่น ผู้วิจยั ได้ดาเนนิ การตามขัน้ ตอนดงั น้ี
๓.๕.๑ วิเคราะห์ผลข้อมูลหาหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จาก
แบบฝึกหัดระหว่างเรียนบทและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากน้ันนาข้อมูลไปหาค่า
จานวนรอ้ ยละ (%) คา่ เฉลีย่ ( ̅ ) และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
37
๓.๖ สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
๓.๖.๑ จานวนรอ้ ยละ (%)
๓.๖.๒ คา่ เฉล่ยี ( ̅ )
๓.๖.๓ คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
การหาประสิทธภิ าพการจดั การเรยี นด้วยหลกั ไตรสิกขา รายวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สาหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (E๑/E๒)
E1 = (∑X/N) X 100
A
โดย
E1 คือ ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์
ΣX คอื คะแนนรวมของแบบฝกึ หัดระหวา่ งเรียน
N คอื จานวนนกั เรียน
A คือ คะแนนเตม็ ของแบบฝึกหัดทกุ ชิน้ รวมกัน
E2 = (∑F/N) X 100
B
โดย
E2 คอื ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
ΣX คือ คะแนนรวมของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิห์ ลงั
การเรียน
N คือ จานวนนกั เรียน
A คือ คะแนนเต็มของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์หลัง
การเรียนทกุ ช้นิ รวมกัน
38
บทท่ี ๔
ผลการศึกษาวจิ ัย
การวิจัยเร่ือง การพัฒนาผลการเรยี นด้วยการจัดการเรียนรู้หลักไตรสิกขา เรื่องความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจ กลุ่มสาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึง
ใคร่นุ่นท่าหิน เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย
หลักไตรสิกขา และแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น โดยผู้ศึกษาแบ่งผลการวิเคราะหข์ ้อมูลได้
ดังนี้
๔.๑ ผลจากแบบฝึกหัดระหว่างเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนให้มี
ประสิทธิภาพ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
๔.๒ องคค์ วามรใู้ หม่จากการวจิ ัย
๔.๑ ผลจากแบบฝึกหัดระหว่างเรียนและแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ให้มีแผนจัดการ
เรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ ๔ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ตารางท่ี ๔.๑ ค่าประสิทธิภาพ (E๑/E๒) การจัดการเรียนรู้ดว้ ยหลักไตรสิกขา รายวิชาสงั คม
ศึกษา ศาสนา และ วฒั นธรรม สาหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๔ ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80
คะแนนแบบฝึกหัดระหวา่ งเรยี น(E๑) คะแนนรวม แบบทดสอบ
เลขท่ี ๓๐ คะแนน วัดผลสัมฤทธ์ิ(E๒)
คร้ังที่ ๑ ครงั้ ที่ ๒ คร้งั ท่ี ๓ ๒๔ ๓๐ คะแนน
(๑๐ (๑๐ (๑๐ ๒๓
๒๓ ๒๖
คะแนน) คะแนน) คะแนน) ๒๕ ๒๔
๑๗ ๙ ๘ ๒๓ ๒๕
๒๘ ๗ ๘ ๒๓ ๒๘
๓๙ ๗ ๗ ๒๓ ๒๕
๔๙ ๘ ๘ ๒๖
๕๙ ๗ ๗ ๒๘
๖๖ ๘ ๙
๗๘ ๘ ๗
๓๙
ตารางที่ ๔.๑ ค่าประสิทธิภาพ (E๑/E๒) การจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา รายวชิ าสังคม
ศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
(ตอ่ )
คะแนนแบบฝกึ หดั ระหวา่ งเรียน(E๑) คะแนนรวม แบบทดสอบ
เลขท่ี ๓๐ คะแนน วดั ผลสัมฤทธิ์(E๒)
ครงั้ ที่ ๑ คร้งั ท่ี ๒ คร้ังที่ ๓ ๓๐ คะแนน
(๑๐ (๑๐ (๑๐ ๒๖
๒๕
คะแนน) คะแนน) คะแนน) ๒๖
๒๘
๘๗ ๙ ๘ ๒๔ ๒๘
๒๒ ๒๖
๙๗ ๗ ๗ ๒๒ ๒๗
๒๑ ๒๗
๑๐ ๗ ๗ ๘ ๒๓ ๒๗
๒๒ ๒๘
๑๑ ๗ ๘ ๖ ๒๓ ๒๖
๒๓ ๓๐
๑๒ ๗ ๙ ๗ ๒๓ ๒๔
๒๘ ๒๗
๑๓ ๘ ๗ ๗ ๒๓ ๒๕
๒๘ ๒๗
๑๔ ๗ ๘ ๙ ๒๗ ๒๗
๒๗ ๒๘
๑๕ ๗ ๖ ๑๐ ๒๗ ๒๖
๒๘ ๒๙
๑๖ ๗ ๗ ๙ ๒๙ ๒๕
๒๖ ๒๖
๑๗ ๘ ๑๐ ๑๐ ๒๔ ๗๗๐
๒๘
๑๘ ๖ ๗ ๑๐ ๒๓
๒๑
๑๙ ๙ ๙ ๑๐ ๗๐๖
๒๐ ๗ ๑๐ ๑๐
๒๑ ๗ ๑๐ ๑๐
๒๒ ๗ ๑๐ ๑๐
๒๓ ๘ ๑๐ ๑๐
๒๔ ๙ ๑๐ ๑๐
๒๕ ๖ ๑๐ ๑๐
๒๖ ๑๐ ๗ ๑๐
๒๗ ๑๐ ๘ ๑๐
๒๘ ๑๐ ๖ ๑๐
๒๙ ๑๐ ๗ ๗
รวม ๒๓๗ ๒๓๖ ๒๕๒
๔๐
̅ ๘ ๘ ๙ ๒๔.๓๔ ๒๖.๕๕
๑.๓๗
(S.D.) ๑.๒๖ ๑.๓๓ ๒.๓๘ ๑.๔๕
๘๑.๑๔/๘๘.๕๐
(E๑/E๒)
จากตารางท่ี ๔.๑ พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนโดยรวมเท่ากับ ( ̅ = ๓๔.๓๔,
S.D. = ๒.๓๘) มคี ะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิเทา่ กับ ( ̅ = ๒๖.๕๕, S.D. = ๑.๔๕) และจากการ
หาค่าประสิทธิภาพ การพัฒนาการผลสัมฤทธ์ิการเรียนด้วยหลักไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้เร่ือง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๔ ท้ังส้ิน ๓ แผน ประกอบด้วย ๑. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องความสัมพันธ์
ระหว่าง เศรษฐกิจชุมชน 1 ชั่วโมง ๒. แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 เร่ือง การเงิน รายจ่าย การออม
การลงทุน 1 ชั่วโมง ๓. แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 เร่ืองความหมายสภาพแวดล้อมชุมชน
1 ชวั่ โมง (E๑/E๒) เท่ากบั ๘๑.๑๔/๘๘.๕๐ ซ่ึงสงู กวา่ เกณฑ์ท่ีกาหนดไว้
๔.๒ องคค์ วามรูท้ ีไ่ ดจ้ ากการวิจัย
จากการศึกษาการจัดการเรียนสอนของโรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่นท่าหินใช้การจัดการเรียน
การสอนแบบเดิม คือ สอนด้วยวิธีการ “เล่าเร่ือง” และให้นักเรียนเรียนรู้เน้ือหาจากหนังสือเป็นหลัก
ซ่ึงไม่มีการนาการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขามาใช้ ไม่เหมาะสมกับระยะเวลาในการเรียน ทาให้
ครูต้องเรง่ สอนให้จบตามเนื้อหา นกั เรยี นจึงต้องใช้ความจามาก ทาให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่
ต้ังใจและไม่สนใจเรียน ปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้การเรียนการสอนไม่บรรลุวัตถุประสงค์และทาให้ผล
สัมฤทธทิ์ างการเรียนอยู่ในเกณฑค์ อ่ นข้างต่ากวา่ มาตรฐาน
ผู้วิจัยจึงเห็นควรว่า การจัดแผนจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาที่เหมาะสมในการนามาใช้
ประกอบการเรียนการสอน เพ่อื พฒั นาการเรียนการสอนให้มคี วามน่าสนใจมากข้ึน จากการทผี่ ู้วิจัยได้
นาการสอนด้วยหลกั ไตรสิกขาไปประกอบในการทาวิจัยในครั้งนี้ พบว่า การจัดการสอนแบบไตรสิกขา
เป็นหลักประยุกต์หลักธรรมไตรสิกขาทางการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ท่ีสามารถนามาใช้เรียนรู้และช่วย
ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้ดี ต่างจากการเรียนการสอนแบบเดิม ช่วยให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า
ทากิจกรรมการเรียนและประเมินผลดว้ ยตนเองตามลาดบั ขั้นตอนท่ีกาหนดไว้ลว่ งหน้า มปี ระสทิ ธภิ าพ
ดีมากในการถ่ายทอดเน้อื หาสาระไปสู่ผเู้ รียนได้ดี มีรูปแบบการเรียนเป็นขั้นเป็นตอน มีเนื้อหากระชัย
และเข้าใจงา่ ย ช่วยให้นกั เรยี นเกดิ ความสนใจท่จี ะเรียนรู้ และมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนทด่ี ขี ้ึน
๔๑
บทที่ ๕
สรปุ ผล อภิปรายผลการวิจยั และข้อเสนอเสนอแนะ
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาผลการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้หลักไตรสิกขา เรื่อง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประถมศึกษาปีท่ี ๔
โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่นท่าหิน” มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาผลจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วย
การเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ช้ั น
ประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่นุ่นท่าหิน ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ สามารถสรุป
เน้ือหาไดด้ งั นี้
๕.๑ สรุปผลการศึกษา
๕.๒ อภิปรายผลการวจิ ยั
๕.๓ ข้อเสนอแนะ
๕.๑ สรุปผลการศึกษา
๕.๑.๑ พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉล่ียระหว่างเรียนโดยรวมเท่ากับ ( ̅ = ๓๔.๓๔, S.D. =
๒.๓๘) มีคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เท่ากับ ( ̅ = ๒๖.๕๕, S.D. = ๑.๔๕) และจาก การ
พัฒนาการผลสัมฤทธิ์การเรียนด้วยหลักไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้เร่ืองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ ท้ังส้ิน ๓ แผน
ประกอบด้วย ๑. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑. แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 เร่ืองความสัมพันธ์ระหว่าง
เศรษฐกิจชุมชน 1 ช่ัวโมง๒. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเงิน รายจ่าย การออม การลงทุน
1 ชั่วโมง ๓. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เร่ืองความหมายสภาพแวดล้อมชุมชน 1 ชั่วโมง (E๑/E๒)
เทา่ กับ ๘๑.๑๔/๘๘.๕๐ ซงึ่ สูงกวา่ เกณฑ์ที่กาหนดไว้
๕.๒ อภปิ รายผลการวจิ ยั
จากการวิจัยการพัฒนาผลการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้หลักไตรสิกขา เร่ืองความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกจิ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึง
ใคร่น่นุ ทา่ หนิ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 สามารถอภิปรายผลไดด้ ังน้ี
๕.๒.๑ การพัฒนาผลการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้หลักไตรสิกขา เร่ืองความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ กลมุ่ สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบึงเนียมบึงใคร่
น่นุ ท่าหินมปี ระสทิ ธภิ าพ ๘๑.๑๔/๘๘.๕๐ ซ่งึ สูงกวา่ เกณฑท์ ี่กาหนดไว้ 80/80 จะเหน็ ไดว้ า่ นักเรยี น
มคี ะแนนเฉล่ยี ระหว่างเรียนโดยรวมเท่ากบั ( ̅ = ๒๔.๓๔, S.D. = ๒.๓๘) มีคะแนนแบบทดสอบวดั ผล
สัมฤทธิ์เท่ากับ ( ̅ = ๒๖.๕๕, S.D. = ๑.๔๕) และจากการหาค่า การพัฒนาการผลสัมฤทธ์ิการเรียน
ดว้ ยหลักไตรสกิ ขา หนว่ ยการเรียนรูเ้ รื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกจิ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม สาหรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ ทัง้ สนิ้ ๓ แผน
มกี ารพัฒนาการผลสมั ฤทธ์ิการเรียนด้วยหลกั ไตรสกิ ขา 8๑.๑๔/8๘.๕๕