รายงานศกึ ษาอิสระทางสงั คมศกึ ษา
เรอื่ ง
การพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นโดยใชห้ ลกั ไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
โรงเรยี นบ้านโคกสีวทิ ยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแกน่
จงั หวัดขอนแกน่
โดย
นายอนชุ า คำษาวงค์
รหสั ๖1๐๕๕๐๒๐23
งานวจิ ยั เล่มน้เี ปน็ ส่วนหน่ึงของวิชา (๒๐๓ ๔๒๐)
การศกึ ษาอสิ ระทางสงั คมศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖4
ตามหลกั สูตรครศุ าสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น
แบบอนมุ ตั ิผลงานวจิ ัย
ดว้ ยหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น อนุมัติให้นับการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด
ขอนแก่น
ให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคปฏิบัติของรายวิชาการศึกษาอิสระทางสังคมศึกษา
จำนวน ๓ หน่วยกิต ตามวัตถุประสงค์หลักสูตรปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ประจำภาคเรียนท่ี ๒
ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
ลงช่อื .....................................ผ้วู ิจัย
(................................................)
................/................../..............
คณะกรรมการประเมิน / อนุมัตกิ ารศึกษาอสิ ระทางสังคมศกึ ษา
ลงชื่อ.....................................อาจารยท์ ป่ี รึกษา/อาจารย์
(................................................)
................/................../..............
ลงช่อื .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
................/................../..............
ลงชอ่ื .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
................/................../..............
ลงชือ่ ......................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
................/................../..............
ลงชอ่ื ......................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
................/................../..............
ลงช่อื .......................................อาจารย์/ประธานหลักสูตร
(................................................)
................/................../.............
ก
ชอื่ งานวจิ ยั : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชา
ผู้วิจัย เศรษฐศาสตร์ กลมุ่ สาระสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ปริญญา ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวทิ ยาเสริม ตำบลโคกสี
อาจารย์ที่ปรกึ ษา
ปีการศกึ ษา อำเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวัดขอนแกน่
: นายอนชุ า คำษาวงค์
: ครศุ าสตรบัณฑติ สาขาวิชาสงั คมศึกษา
: อาจารยบ์ ญุ สง่ นาแสวง
: ๒๕๖๔
บทคดั ย่อ
การวิจยั ครงั้ น้ี เปน็ การวจิ ยั เชิงทดลอง (Experimental Research) มวี ตั ถปุ ระสงค์ ๑) เพ่ือ
การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนโดยใช้หลกั ไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์กลุม่ สาระสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ โรงเรยี นบา้ นโคกสวี ิทยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมือง
ขอนแก่น จังหวดั ขอนแกน่ ๒) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นโดยใช้หลกั ไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๔ โรงเรียนบ้านโคก
สีวิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจยั เป็น
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖4
จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ ๒) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ได้แก่ คา่ ร้อยละ (%) ค่าเฉล่ยี ( ̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวจิ ัยพบวา่
1) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์ กลุ่ม
สาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ โรงเรยี นบ้านโคกสวี ิทยาเสริม พบว่า มี
นักเรยี นทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนผ่านเกณฑ์ จำนวน 14 คน จากนกั เรียนท้งั หมด 14 คน คิด
เป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ
21.30 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเปน็ รอ้ ยละ 87.61
2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน รายวิชา เศรษฐศาสตร์ ของนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม พบว่า การทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบทอสอบจำนวน ๓๐ ข้อ คะแนนเต็ม ๓๐ คะแนน และเปรียบเทียบ
คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนและหลังเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติระดับ ๐.๐๐ โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ค่าเฉลี่ย 18.64 ( ̅=18.64
S.D.=3.80) , คิดเป็นร้อยละ 64.52 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ค่าเฉลี่ย 11.43 ( ̅=11.43
S.D.=2.31 ) , คดิ เป็นรอ้ ยละ ๓8.10
ข
กิตตกิ รรมประกาศ
การวิจยั เรอื่ ง การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนโดยใช้หลกั ไตรสกิ ขา รายวชิ าเศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนโคกสีวิทยาเสริม
ตำบลโคกสี อำเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ เลม่ นสี้ ำเร็จสมบรู ณ์ได้ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือ
ให้คำแนะนำอย่างดียิ่งจาก อาจารยบ์ ญุ ส่ง นาแสวง อาจารยท์ ป่ี รกึ ษาท่ีกรุณาให้คำปรึกษา ตลอดจน
การตรวจแกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่างๆ และให้กำลงั ใจในการศกึ ษามาโดยตลอด ผ้วู จิ ยั ขอขอบพระคุณเป็น
อยา่ งสงู
ขอขอบพระคุณในความกรุณาของผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ ท่าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ นามทะราช
อาจารย์พนั ทวิ า ทบั ภมู ี และอาจารยว์ ริ ัตน์ ทองภู ท่ีได้ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบเครื่องมือ
สำหรับใช้ในงานวิจัยและให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขจนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีความถูกต้องสมบูรณ์
ครบถว้ น
ขอขอบพระคณุ ท่านผู้อำนวยการ คณะครู โรงเรียนโคกสีวิทยาเสริม ที่อำนวยความสะดวก
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างการทำวิจัย ให้คำแนะนำ และแก้ไขข้อบกพร่องให้งานวิจัยนี้
สมบูรณ์ยง่ิ ขน้ึ
ขอขอบพระคุณคณาจารย์ นักวิชาการทุกท่านที่เปน็ เจ้าของหนงั สือและงานวิจัยท่ีมีคณุ ค่า
ซงึ่ ทา่ นไดเ้ ขียนงานเอกสารไว้ให้ไดศ้ ึกษาค้นคว้า เพ่ือเป็นขอ้ มูลประกอบในการเขียนงานวิจยั ในคร้งั นี้
ขอขอบคุณเพื่อน ครอบครัว และผ้ทู ่ีมีสว่ นเก่ียวข้องทกุ ท่าน ทใ่ี หค้ วามช่วยเหลือสนับสนุน
ใหค้ ำแนะนำ และใหก้ ำลังใจตลอดการทำวิจัยในคร้งั นี้ ผวู้ ิจยั หวังเปน็ อยา่ งย่งิ ว่างานวิจัยเล่มน้ีจะเป็น
ประโยชนแ์ ก่ผู้ทีส่ นใจต่อไป
นายอนชุ า คำษาวงค์
ผู้วิจัย
ค
สารบญั หน้า
เรื่อง ก
บทคดั ยอ่ ข
กติ ติกรรมประกาศ ค
สารบญั จ
สารบญั ตาราง ฉ
สารบญั ภาพ 1
1
บทที่ ๑ บทนำ 2
๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา 3
๑.๒ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั 3
๑.๓ ขอบเขตการวิจยั 4
๑.๔ นิยามศพั ท์เฉพาะ 5
๑.๕ ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการวิจัย 5
9
บทท่ี ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง 12
๒.๑ หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ 20
๒.๒ กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม 23
๒.๓ การจัดกระบวนการเรียนรแู้ บบไตรสกิ ขา 25
๒.๔ ขั้นตอนการจดั การเรยี นรู้ 30
๒.๕ แผนการจัดการเรยี นรู้ 32
๒.๖ การวัดผลและประเมินผล 33
๒.7 งานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง 33
2.8 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย 33
33
บทท่ี ๓ ระเบยี บวธิ ีการวิจัย 36
3.1 รปู แบบการวจิ ยั 37
3.2 ประชากรและกลุม่ เป้าหมาย 38
3.3 เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
๓.๕ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
๓.๖ สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ง
สารบัญ(ตอ่ )
เร่ือง หน้า
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 39
๔.๑ ผลการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนโดยใช้หลักไตรสกิ ขา รายวชิ า 39
เศรษฐศาสตรก์ ลุ่มสาระสงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ 40
โรงเรยี นบ้านโคกสวี ทิ ยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวดั ขอนแกน่
4.2 ผลการวิเคราะหเ์ ปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิกอ่ นและหลังเรียน รายวชิ า 40
เศรษฐศาสตร์ ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรยี นบา้ นโคกสีวิทยาเสรมิ
บทท่ี ๕ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 42
๕.๑ สรุปผลการศกึ ษา 42
๕.๒ อภปิ รายผลการวิจัย 42
๕.๓ ข้อเสนอแนะ 43
บรรณานุกรม 45
ภาคผนวก 47
ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ 48
ภาคผนวก ข แบบประเมินคณุ ภาพเครือ่ งมอื โดยผู้เชี่ยวชาญ 50
ภาคผนวก ค ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู เครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ 52
คะแนนความคดิ เห็นผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นความสอดคล้อง
ระหวา่ งแผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคผนวก ง แผนการจดั การเรยี นรู้ 54
ภาคผนวก จ คะแนนความคดิ เห็นผู้เช่ยี วชาญด้านความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 66
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ภาคผนวก ฉ ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ผลการวิเคราะห์ค่าความยากงา่ ยและคา่ อำนาจ 74
จำแนกรายข้อของข้อสอบ
ประวัตผิ วู้ ิจยั 77
จ
สารบัญตาราง
ตาราง หนา้
ตารางท่ี ๔.๑ แสดงผลการพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนโดยใช้หลักไตรสกิ ขา รายวิชา 39
เศรษฐศาสตร์กลุม่ สาระสงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔
โรงเรียนบ้านโคกสวี ทิ ยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแกน่ จังหวดั ขอนแกน่
ตารางท่ี 4.2 แสดงผลการวิเคราะห์เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์กอ่ นและหลังเรียน รายวชิ า 40
เศรษฐศาสตร์ ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนบา้ นโคกสวี ทิ ยาเสรมิ
สารบัญภาพ ฉ
ภาพ หน้า
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคิดการวิจยั 32
1
บทท่ี ๑
บทนำ
๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
การพัฒนามนุษย์ให้มีความสมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดย
จะต้องสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความเจริญงอกงามตามศักยภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิด
ความเจริญงอกงามตามศักยภาพ ทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้
อย่างมคี วามสุข ตามทกี่ รมวชิ าการ๑ ไดใ้ หค้ วามสำคัญของการศกึ ษาไวว้ ่า การศกึ ษาเป็นเครื่องมือใน
การเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี และการ
ปรับเปลี่ยนปฏิรูปสังคมไปสู่ความเป็นสังคมใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ
การศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ ๒ และหลักสตู รประกาศนยี บัตรวิชาชีพ พุทธศกั ราช ๒๕๔๕
(ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช ๒๕๔๖) ของสำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทมี่ จี ดุ ม่งุ หมายเดียวกันใน
การจดั การศกึ ษาอย่างมีคุณภาพ โดยกำหนดให้สถานศึกษาดำเนินการจัดกระบวนการเรียนร้จู ัดเน้ือหา
สาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล รวมทั้งการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการ
ประยกุ ต์ความรู้มาใช้เพื่อปอ้ งกันและแก้ปัญหา ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนได้เรยี นรจู้ ากประสบการณ์จรงิ ไดร้ ับ
โอกาสในการฝึกภาคปฏิบัติ เพอื่ ใหม้ คี วามรู้ สามารถทำได้ คิดเป็น แกป้ ญั หาเปน็ รกั การอ่านและเกิด
การใฝ่รอู้ ย่างตอ่ เน่อื ง
ปัญหาการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษาที่พบในโรงเรียนโคกสีวิทยาเสริม คือ ผู้สอนสอน
แบบบรรยายเนอ้ื หาตามหนงั สือ ขาดเทคนิคและวธิ ีการสอนแบบใหม่ๆ ทำให้เดก็ นกั เรียนไมก่ ล้าแสดง
ความคิดเห็นหรือฝึกแก้ปัญหาในห้องเรียน ทำให้ไม่มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เพราะเบื่อหน่าย
ตอ้ งท่องจำทั้งในเนอ้ื หาวชิ าทหี่ ลากหลายหมวดสาขา และเนือ้ หาสาระบางอยา่ งก็ไมไ่ ดน้ ำไปใช้จริงใน
ชีวิตประจำวัน ซึ่งผูว้ ิจัยมคี วามคิดวา่ ครูผู้สอนตอ้ งปรบั เปลี่ยน รูปแบบ เทคนิค วิธีการเรยี นการสอน
ใหม่ ให้ทันกบั ยุคสมยั และจดั กจิ กรรมใหเ้ ดก็ เกดิ การพฒั นาทัง้ ความคิด ความถนดั ความสนใจของแต่
ละคน ครูต้องสอนวธิ แี สวงหาความรู้มากกว่าสอนตัวความรู้ สอนการคิดมากกว่าสอนใหท้ ่องจำ เน้น
ผู้เรยี นมากกว่าเนน้ เน้ือหาวิชา เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวติ อนั เปน็ ทักษะสำคัญของบุคคลในยุค
ศตวรรษที่ 21 ครผู ูส้ อนควรเปิดโอกาสใหส้ งั คมและชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจดั การศกึ ษา
๑ กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ, หลักสูตรการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2542 และแก้ไข
เพม่ิ เติม พทุ ธศกั ราช 2545, (กรงุ เทพมหานคร : องค์กรรับส่งสนิ คา้ และพัสดภุ ัณฑ์ ร.ส.พ., 2546), หน้า ๑.
๒ กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธกิ าร, หลักสูตรการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2542 และแก้ไข
เพิ่มเติม พุทธศกั ราช 2545, (กรุงเทพมหานคร : องค์กรรับส่งสนิ ค้าและพสั ดุภัณฑ์ ร.ส.พ., 2546), หน้า ๘๘.
2
การจัดทำหลักสูตรเพื่อสนองต่อความต้องการของชุมชนและสังคม ทั้งนี้การจัดเนื้อหาสาระ
และกิจกรรมต่าง ๆ ในหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนส่งผลให้
สถานศึกษาเกิดการพัฒนาด้านการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพฒั นาหลักสูตรและ
สื่อการสอนนอกจากนั้นครูยังมกี ารพัฒนากระบวนการเรยี นการสอนโดยใชเ้ ทคนคิ และสื่อนวัตกรรม
ใหม่ ๆ การจัดกิจกรรมเสริมหลัก สูตรที่หลากหลาย การจัดทำเนื้อหาสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมหรือ
จัดทำขึ้นใหม่เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการประกอบอาชีพและความรู้ในสังคมโลกปัจจุบัน๓
พุทธศาสนาถือว่า ในการเป็นอยู่ของมนุษย์นั้น ชีวิตที่ดีคือชีวิตแห่งการศึกษาหรือการฝึกฝนอบรม
มนุษย์ต้องศึกษาพัฒนาตนเองไปจนกวา่ จะมชี ีวิตที่ดงี ามโดยสมบรู ณ์จนเป็นชีวติ ที่อยู่ด้วยปัญญา คือ
คิด พดู และกระทำอยา่ งสุจรติ ซง่ึ เรยี กวา่ “ชวี ติ ที่ประเสรฐิ ” หลกั สำคัญในการศกึ ษาฝึกฝนอบรมตน
คือ การพัฒนาการดำเนินชีวติ ตนเองทั้งสามดา้ นไปพรอ้ มกนั ได้แก่ พัฒนาพฤติกรรม เรียกว่า “ศีล”
พัฒนาทางด้านจิตใจ เรียกว่า “สมาธิ” และพัฒนาด้านปัญญา เรียกว่า “ปัญญา”๔ ทั้งสามด้านนี้มี
ความสัมพนั ธอ์ ิงอาศัยกนั พฤติกรรมทด่ี เี ป็นช่องทางให้จติ ใจพฒั นาและช่วยให้ปัญญางอกงาม จิตใจที่
พัฒนาแล้วจะทำให้เกิดปัญญาเห็นถูกต้องตามความจริงและปัญญาที่เห็นถูกคิดถูกจะทำให้เกิด
พฤติกรรมทีด่ ีงามตอ่ ไป ปญั ญาจงึ เปน็ ตัวจัดปรับทุกอยา่ ง ทัง้ พฤติกรรมและจิตใจใหล้ งตวั พอดี ทำให้มี
ชีวิตอยู่อยา่ งรู้เท่าทนั สิง่ ทั้งหลายและจัดการกับสิ่งท้ังหลายอย่างถูกต้อง มีชีวิตที่ดีงาม สังคมมีความ
สงบสุข การสอนแบบไตรสกิ ขา จึงเปน็ การจดั การเรียนการสอนที่สอดคล้องกบั หลกั การดงั กลา่ ว ท้ังน้ี
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองและต้องทำควบคู่กันไป คือ ๑. ความประพฤติ คือ ศีล
ความรบั ผิดชอบ ความเสยี สละ ความกตัญญู การตรงต่อเวลา การมีระเบียบวินยั ๒. จิตใจ คือ ความ
ต้ังมนั่ ตัง้ ใจ เอาใจใส่ มีใจจดจ่อ อยา่ งมีสมาธิ ๓. ปัญญา คอื การจัดการความรู้ การคดิ พเิ คราะห์
จากความสำคัญและวิธีการสอนแบบไตรสิกขา ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ ในรายวิชาสังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ หน่วยการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ โดยใช้รูปแบบไตรสิกขา เน่อื งจากเปน็ หอ้ งทน่ี ักเรียนมีทกั ษะและสมาธสิ น้ั มากเก่ียวกับการ
จดจอ่ ในเรือ่ งที่อยูต่ ่อหน้า ซึง่ เปน็ เร่ืองทีจ่ ำเปน็ สำหรับระดับช้นั ท่ีต้องเตรียมความพร้อมในการเรียน
และกิจกรรม นอกจากนีเ้ พือ่ ใหผ้ ู้เรียนมคี วามรู้ ความเข้าใจ และสามารถดำเนินชีวิตในสภาพสังคมที่
เปลีย่ นแปลง โดยอาศยั สิ่งท่มี มี านัน้ คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา
๑.๒ วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
๑.๒.๑ เพื่อการพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนโดยใช้หลกั ไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม
ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวดั ขอนแก่น
๓ ประวิทย์ พันธ์งามตา, การสอนแบบไตรสิกขา จึงเป็นการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้อง
กรุงเทพมหานคร : พรรณาพรน้ิ ตง้ิ จำกัด, ๒๕๔๕), หน้า ๘๙.
๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), จะพฒั นาคนกันได้อยา่ งไร, (กรงุ เทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕4๙), หน้า
๑๘๘.
3
๑.๒.๒ เพอื่ เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้หลกั ไตรสกิ ขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม
ตำบลโคกสี อำเภอเมอื งขอนแก่น จงั หวดั ขอนแกน่
๑.๓ ขอบเขตการวิจัย
๑.๓.๑ ขอบเขตดา้ นเน้อื หา
วิจัยในครั้งนี้ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น
จังหวัดขอนแก่นได้นำหลักไตรสิกขาและวิเคราะห์หลักสูตรของโรงเรียนเพื่อนำมาประยุกต์ในการ
จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระสงั คมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรมสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 เรื่องความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ ในครั้งนี้
มดี ังนี้
1. แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 1 เรือ่ งความสัมพันธ์ระหวา่ ง เศรษฐกิจชมุ ชน 1 ชวั่ โมง
๒. แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 2 เรือ่ ง การเงิน รายจ่าย การออม การลงทนุ 1 ชวั่ โมง
๓. แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 3 เรื่องความหมาสภาพแวดลอ้ มชมุ ชน 1 ช่วั โมง
ตัวแปรที่จะศึกษา
ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้เรียนรู้แบบไตรสิกขา เรื่องความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ
ตัวแปรตาม คอื ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น รายวิชาเศรษฐศาสตร์
๑.๓.๒ ขอบเขตดา้ นกลุม่ เปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ โรงเรยี นบ้านโคกสวี ทิ ยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมอื งขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
ที่เรยี นในรายวชิ าสงั คมศกึ ษา ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔ จำนวน 1 ห้องเรียน รวมจำนวน 14 คน
๑.๓.๓ ขอบเขตด้านสถานท่ี
โรงเรียนบา้ นโคกสีวทิ ยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแกน่ จังหวดั ขอนแกน่
๑.๓.๔ ขอบเขตต้านระยะเวลา
การวจิ ัยในคร้ังน้ี ผ้วู ิจัยได้ใชร้ ะยะเวลาในการดำเนินงานวิจัย ภาคเรยี นท่ี ๒/๒๕๖๔
รวมระยะเวลา ๔ เดอื น ต้งั แต่เดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ถงึ มนี าคม 2565
๑.๔ นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
การพัฒนา หมายถึง กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงท่ีมีการวางแผนไว้แล้ว คือการทำ
ให้ลกั ษณะเดมิ เปล่ยี นไปโดยม่งุ หมายว่า ลักษณะใหมท่ ่เี ขา้ มาแทนท่นี ้นั จะดกี วา่ ลกั ษณะเกา่
4
การจัดการเรียนรู้ไตรสกิ ขา๕ หมายถงึ การจดั การเรียนรู้ตามแนวการฝึกอบรมของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประยุกต์ใช้ในการฝึกอบรมและพัฒนามนุษย์ที่เน้นการปฏิบัติให้เห็นจริง
ด้วยตนเองด้วยหลกั ของศีล สมาธิ และปัญญา ซ่ึงมขี ัน้ ตอนในการศึกษา ๓ ขั้นดงั นี้ ๑) ขน้ั ศีล ๒) ขั้น
สมาธิ และ 3) ขั้นปัญญา
ความสัมพันธท์ างเศรษฐกิจ หมายถึง การติดต่อกันระหว่างผูผ้ ลิตและผู้บริโภคในรูปของ
การค้าขาย การลงทุน ทั้งภายในประเทศและระหวา่ งประเทศ จึงต้องการพ่ึงพากัน การแข่งขนั และ
การประสานประโยชนท์ างเศรษฐกจิ ซ่งึ กนั และกัน
แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา หน่วยการเรียนรู้
เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
จำนวน ๓ แผน
แบบทดสอบพัฒนาการจัดการเรียนรทู้ างการเรยี น หมายถงึ แบบทดสอบทีผ่ ้วู จิ ัยสร้างข้ึน
เพือ่ วัดความรคู้ วามเข้าใจของนักเรยี นหลังจากทีไ่ ดร้ ับการสอนแบบไตรสกิ ขา ในหน่วยการเรียนรู้เรื่อง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มาแล้ว
เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลอื ก จำนวน ๓๐ ข้อ
เกณฑ์ หมายถึง เป้าหมายของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้
ไตรสิกขา รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
โรงเรียนโคกสีวิทยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยการกำหนดเกณฑ์
คือ นักเรียนร้อยละ 70 ของจำนวนนกั เรยี นทั้งหมด ผ่านเกณฑ์ แลมีคะแนนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 70
ขนึ้ ไป ของคะแนนเตม็
๑.๕ ประโยชนท์ ไี่ ด้รับจากการวิจยั
๑.๕.๑ ได้ทราบผลการพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา กลุ่มสาระสังคม
ศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ โรงเรยี นบา้ นโคกสวี ิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอ
เมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น
๑.๕.๒ ได้ทราบเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตรก์ ลมุ่ สาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ โรงเรียนบา้ นโคกสี
วิทยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น
๕ จันทรานี สงวนนาม, ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารหลักไตรสิกขา, (กรุงเทพมหานคร : บุ๊ค
พอยท์, ๒๕๔๕), หน้า ๕๖.
5
บทท่ี ๒
แนวคดิ ทฤษฎี และ งานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง
ในการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกีย่ วขอ้ งกับ การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลัก
ไตรสกิ ขา รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ กลมุ่ สาระสงั คมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๔
โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ได้ศึกษาเอกสาร
ตำราและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้องตามลำดบั ดังน้ี
๒.๑ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
๒.๒ กลุ่มสาระการเรียนรูส้ งั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม
๒.3 แนวคดิ ทฤษฎีทีเ่ กยี่ วกับไตรสกิ ขา
๒.4 กระบวนการจัดการเรียนรแู้ บบไตรสกิ ขา
๒.5 แผนการจดั การเรียนรู้
๒.6 การวัดผลและประเมินผล
๒.๗ งานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้อง
๒.๘ กรอบแนวคดิ การวจิ ยั
๒.๑ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน๖ พุทธศักราช ๒๕๔๔
ให้เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย
และกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีขีด
ความสามารถในการแขง่ ขนั ในเวทรี ะดบั โลก พร้อมกันนไ้ี ดป้ รบั กระบวนการพฒั นาหลักสูตรให้มีความ
สอดคล้องกับเจตนารมณ์ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ท้องถิน่
และสถานศึกษาได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ และ
ความตอ้ งการของทอ้ งถ่นิ
จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรในช่วงระยะ ๖ ปีที่ผ่านมา (สำนัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักผู้ตรวจราชการและติดตามประเมินผล, Kittisunthorn,
๒๐๐๓) พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ มีจุดดีหลายประการ เช่น ช่วย
ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการศึกษาทำใหท้ อ้ งถ่นิ และสถานศึกษามสี ว่ นรว่ มและมีบทบาทสำคัญ
๖ ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช, คู่มือการเขียนแผนการสอนพัฒนาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญระดับมัธยมศึกษา,
(กรุงเทพมหานคร : แมค็ , ๒๕๔๔), หนา้ ๕๗.
5
ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และมีแนวคิดและหลักการในการ
ส่งเสริมให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นปัญหาและความไม่ชัดเจนของหลักสูตรหลายประการทั้งในส่วนของ
เอกสารหลักสูตร กระบวนการนำหลักสูตรสู่การปฏบิ ัติ และผลผลิตที่เกิดจากการใช้หลักสูตร ได้แก่
ปัญหาความสับสนของผู้ปฏิบัติในระดับสถานศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษา
สว่ นใหญก่ ำหนดสาระและผลการเรยี นรู้ ที่คาดหวงั ไว้มาก ทำใหเ้ กิดปัญหาหลกั สูตรแนน่ การวัดและ
ประเมินผลไม่สะท้อนมาตรฐาน ส่งผลต่อปัญหาการจัดทำเอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการ
เทียบโอนผลการเรียน รวมทั้งปัญหาคุณภาพของผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถและ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์อันยังไม่เป็นที่น่าพอใจ๗ นอกจากนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้ช้ีให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปล่ียนจุดเน้นใน
การพัฒนาคุณภาพคนในสังคมไทยให้ มีคุณธรรม และมีความรอบรู้อย่างเทา่ ทัน ให้มีความพร้อมทัง้
ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และศีลธรรม สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สังคม
ฐานความรู้ได้อย่างมั่นคง แนวการพัฒนาคนดังกล่าวมุง่ เตรียมเด็กและเยาวชนให้มีพื้นฐานจิตใจที่ดี
งาม มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งมีสมรรถนะ ทักษะและความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต อันจะ
สง่ ผลตอ่ การพัฒนาประเทศแบบยง่ั ยนื (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ, ๒๕๔๙) ซงึ่ แนวทาง
ดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลก
ยุคศตวรรษที่ ๒๑ โดยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์
สรา้ งสรรค์ มที ักษะด้านเทคโนโลยี สามารถทำงานร่วมกับผู้อ่นื ในสังคมโลกได้อย่างสันติ
จากขอ้ คน้ พบในการศึกษาวิจยั และติดตามผลการใช้หลักสูตรการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน ท่ีผ่านมา
ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ เกี่ยวกับแนวทางการ
พัฒนาคนในสังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพฒั นาเยาวชนสู่ศตวรรษท่ี ๒๑ จึง
เกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๕ ที่มีความเหมาะสม ชัดเจน ทั้งเป้าหมายของ
หลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏบิ ัติในระดับเขตพืน้ ที่
การศึกษาและสถานศึกษา โดยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้วี ัดท่ีชัดเจน เพ่ือใช้เปน็ ทิศทางในการจัดทำ
หลักสตู ร การเรยี นการสอนในแตล่ ะระดับ นอกจากนนั้ ไดก้ ำหนดโครงสร้างเวลาเรยี นข้ันต่ำของแต่ละ
กลมุ่ สาระการเรียนรใู้ นแต่ละชั้นปีไว้ในหลักสูตรแกนกลาง และเปดิ โอกาสให้สถานศึกษาเพ่ิมเติมเวลา
เรยี นไดต้ ามความพรอ้ มและจุดเน้น อกี ทั้งไดป้ รบั กระบวนการวัดและประเมินผลผูเ้ รียน เกณฑ์การจบ
การศกึ ษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดงหลักฐานทางการศึกษาให้มีความสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการ
เรียนรู้ และมีความชัดเจนต่อการนำไปปฏิบัติเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๕ นี้ จัดทำขึ้นสำหรับท้องถิ่นและสถานศึกษาได้นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางใน
การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนใน
ระดับการศกึ ษาข้ันพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะทีจ่ ำเป็นสำหรบั การดำรงชวี ติ ในสังคมที่
๗ ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช, แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ, (กรุงเทพมหานคร : แมค็ , ๒๕๕๙), หน้า
๕๘.
6
มกี ารเปลย่ี นแปลง และแสวงหาความร้เู พอ่ื พฒั นาตนเองอย่างตอ่ เนอื่ งตลอดชีวติ มาตรฐานการเรยี นรู้
และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในเอกสารนี้ ช่วยทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในทุกระดับเห็นผลคาดหวังที่
ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนตลอดแนว ซึ่งจะสามารถช่วยให้หน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมั่นใจ ทำให้การจัดทำ
หลกั สูตรในระดบั สถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็นเอกภาพยิง่ ขน้ึ อีกทง้ั ยงั ช่วยให้เกดิ ความชดั เจน
เรื่องการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ และช่วยแกป้ ัญหาการเทยี บโอนระหว่างสถานศึกษา ดังน้ันใน
การพัฒนาหลักสูตรในทกุ ระดับตงั้ แต่ระดับชาติจนกระท่ังถงึ สถานศึกษา จะตอ้ งสะท้อนคุณภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป็น
กรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายในระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่
คาดหวังได้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดย
ร่วมกนั ทำงานอย่างเปน็ ระบบ และตอ่ เนอ่ื ง ในการวางแผน ดำเนนิ การ ส่งเสริมสนบั สนุน ตรวจสอบ
ตลอดจนปรบั ปรุงแกไ้ ข เพ่ือพฒั นาเยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน๘ มงุ่ พัฒนาผูเ้ รยี นทกุ คน ซงึ่ เป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี
ความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ิตสำนกึ ในความเปน็ พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ัน
ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความร้แู ละทักษะพื้นฐาน
รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้น
ผเู้ รียนเป็นสำคญั บนพื้นฐานความเช่ือวา่ ทกุ คนสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
หลกั การหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน มหี ลกั การทส่ี ำคัญ ดงั นี้
๑) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน
พนื้ ฐานของความเปน็ ไทยควบคกู่ ับความเปน็ สากล
๒) เป็นหลักสตู รการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมโี อกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ
ภาค และมคี ุณภาพ
๓) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศกึ ษาใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถ่นิ
๔) เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาทมี่ ีโครงสร้างยืดหย่นุ ทงั้ ด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจัด
การเรยี นรู้
๕) เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาท่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั
๖) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดหมายหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข
๘ ชัยวตั ร ศลิ าธรรมขันธ์, มุ่งพัฒนาผเู้ รียนทุกคน ซงึ่ เปน็ กำลังของชาตใิ ห้เป็นมนษุ ย์ที่มีความสมดุลท้ัง
ดา้ นรา่ งกาย ความรู้ คณุ ธรรม, (กรงุ เทพมหานคร : แม็ค, ๒๕๔๔), หน้า ๗๘.
7
มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน ดงั นี้
๑) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
๒) มคี วามรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคิด การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมี
ทกั ษะชีวิต
๓) มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ที่ดี มสี ุขนสิ ยั และรักการออกกำลังกา
๔) มคี วามรกั ชาติ มีจติ สำนึกในความเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
๕) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สงิ่ แวดล้อม มีจิตสาธารณะทมี่ ่งุ ทำประโยชน์และสรา้ งสงิ่ ท่ีดงี ามในสังคม และอยู่ร่วมกนั ในสงั คมอย่าง
มีความสขุ ในการพฒั นาผู้เรียนตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน ม่งุ เนน้ พัฒนาผเู้ รยี นให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ อันพึง
ประสงค์ ดงั นี้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน๙ มุง่ ให้ผู้เรียนเกิด
สมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้
๑) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม
ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรสู้ กึ และทศั นะของตนเองเพ่อื แลกเปล่ียน
ข้อมลู ข่าวสารและประสบการณอ์ ันจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมท้ังการเจรจา
ต่อรองเพ่อื ขจัดและลดปญั หาความขัดแยง้ ต่าง ๆ การเลอื กรับหรอื ไม่รบั ข้อมลู ขา่ วสารด้วยหลักเหตุผล
และความถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการส่ือสาร ที่มีประสิทธภิ าพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบที่มีต่อ
ตนเองและสังคม
๒) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิด อย่างสรา้ งสรรค์ การคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์
ความรู้หรือสารสนเทศเพอื่ การตัดสนิ ใจเกีย่ วกับตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม
๓) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค
ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ
เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์
ความรูม้ าใชใ้ นการปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหา และมกี ารตดั สินใจทมี่ ปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบ
ทเ่ี กิดข้นึ ต่อตนเอง สงั คมและสิ่งแวดล้อม
๙ พวงรัตน์ ทวีรัตน์, การสร้างและการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน, (กรุงเทพมหานคร : สำนัก
ทดสอบทางการศกึ ษา และจิตวทิ ยา มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโรฒประสารมติ ร, ๒๕๓๐), หน้า ๗๓.
8
๔) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไป
ใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวัน การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรอู้ ย่างต่อเนือ่ ง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกนั ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแยง้
ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการ
รู้จกั หลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมไมพ่ ึงประสงค์ท่สี ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อน่ื
๕) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้
การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพอ่ื ใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกับผอู้ น่ื ในสังคมไดอ้ ย่างมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
๑) รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒) ซื่อสัตยส์ ุจริต
๓) มีวินัย
๔) ใฝเ่ รยี นรู้
๕) อยู่อย่างพอเพียง
๖) มุง่ มน่ั ในการทำงาน
๗) รักความเปน็ ไทย
๘) มีจิตสาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์เพ่มิ เติมให้สอดคล้องตาม
บรบิ ทและจดุ เนน้ ของตนเอง
มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรียนใหเ้ กิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลกั พัฒนาการทางสมองและพหปุ ัญญา
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน จงึ กำหนดให้ผ้เู รียนเรียนรู้ ๘ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดงั น้ี
๑. ภาษาไทย
๒. คณิตศาสตร์
๓. วิทยาศาสตร์
๔. สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม๕. สุขศึกษาและพลศึกษา
๖. ศลิ ปะ
๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๘. ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ
พัฒนาคณุ ภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบสุ ิ่งที่ผูเ้ รียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และ
คา่ นยิ มทีพ่ งึ ประสงค์เมือ่ จบการศึกษาข้นั พื้นฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญ
ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทงั้ ระบบ เพราะมาตรฐานการเรยี นรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการ
อะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกัน
9
คุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก
ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพอื่
ประกันคุณภาพดังกลา่ วเปน็ สงิ่ สำคญั ที่ชว่ ยสะทอ้ นภาพการจดั การศกึ ษาวา่ สามารถพฒั นาผู้เรียนให้มี
คุณภาพตามท่มี าตรฐานการเรยี นรู้กำหนดเพยี งใด ตัวชว้ี ดั
ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นกั เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ัน
ซง่ึ สะทอ้ นถงึ มาตรฐานการเรยี นรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรปู ธรรม นำไปใชใ้ นการกำหนด
เนอ้ื หา จัดทำหนว่ ยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวดั ประเมินผลเพื่อ
ตรวจสอบคณุ ภาพผ้เู รียน
ตัวชี้วัดระบุสิ่งทีน่ ักเรียนพงึ รู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแตล่ ะระดับช้นั
ซง่ึ สะทอ้ นถึงมาตรฐานการเรยี นรู้ มคี วามเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรปู ธรรม นำไปใช้ในการกำหนด
เนอ้ื หา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรยี นการสอน และเป็นเกณฑ์สำคญั สำหรับการวดั ประเมินผลเพ่ือ
ตรวจสอบคุณภาพผู้เรยี น๑๐
๑. ตวั ช้ีวัดชัน้ ปี เปน็ เป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช้นั ปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ
(ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ – มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓)
๒. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มัธยมศึกษาปที ่ี ๔- ๖)
ซ่งึ หลกั สตู รไดม้ ีการกำหนดรหัสกำกบั มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวชว้ี ดั เพ่ือความเข้าใจและ
ใหส้ อ่ื สารตรงกนั
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน
ซงึ่ เปน็ กำลังของชาตใิ หเ้ ป็นมนษุ ย์ที่มคี วามสมดุลทัง้ ด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความ
เป็นพลเมอื งไทยและเปน็ พลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริย์
ทรงเป็นประมุข มคี วามรู้และทกั ษะพนื้ ฐาน รวมทั้งเจตคติท่จี ำเปน็ ต่อการศึกษาตอ่ การประกอบอาชีพ
และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้
และพฒั นาตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ
๒.๒ กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ทำไมต้องเรยี นสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม๑๑
สงั คมโลกมีการเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเรว็ ตลอดเวลา กลุ่มสาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอย่างไร ทั้งในฐานะปัจเจก
บุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรพั ยากรทีม่ ีอยู่อยา่ ง
จำกัด นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา
๑๐ พวงรัตน์ ทวรี ัตน์, การสรา้ งและการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น, (กรงุ เทพมหานคร : สำนัก
ทดสอบทางการศึกษา และจติ วิทยา มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโรฒประสารมิตร, ๒๕๓๐), หนา้ ๗๙.
๑๑ ดร.วรการดา ชนวก, ทำไมต้องเรียนสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม, (กรงุ เทพมหานคร : มิตร,
๒๕๔๓), หนา้ ๙๙.
10
ตามเหตุปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับ
ในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นพลเมืองดี
ของประเทศชาติ และสังคมโลกเรยี นรอู้ ะไรในสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม
ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเอง
กับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยม
ท่ีเหมาะสม โดยไดก้ ำหนดสาระตา่ งๆไว้ ดังนี้
สาระท่ี ๑ ศาสนา ศีลธรรมและจรยิ ธรรม แนวคดิ พื้นฐานเกย่ี วกบั ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทตี่ นนับถอื การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบตั ใิ นการพัฒนา
ตนเอง และการอยรู่ ่วมกันอย่างสนั ติสุข เป็นผ้กู ระทำความดี มคี ่านยิ มที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมท้ังบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ สงั คมและสว่ นรวม
สาระที่ ๒ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครอง
ในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะ
และความสำคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม
ความเช่อื ปลกู ฝงั คา่ นิยมด้านประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ
การดำเนนิ ชวี ติ อยา่ งสนั ตสิ ขุ ในสงั คมไทยและสังคมโลก
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบรโิ ภคสนิ คา้ และบรกิ าร การบริหาร
จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำ
หลกั เศรษฐกิจพอเพียงไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั
สาระที่ ๔ ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์
พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ
ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ใน
อดตี ความเป็นมาของชาตไิ ทยวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย แหล่งอารยธรรมท่สี ำคัญของโลก
สาระที่ ๕ ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร
และภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคตา่ งๆ ของโลก การใชแ้ ผนทีแ่ ละเครื่องมอื ทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อม
ทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เพ่ือการพัฒนาทีย่ งั่ ยืน
สาระท่ี ๑ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส ๑.๑ รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และ
ปฏิบัติ ตามหลกั ธรรม เพ่อื อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ติสุข
มาตรฐาน ส ๑.๒ เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษา
พระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาทตี่ นนบั ถือ
11
สาระที่ ๒ หนา้ ท่ีพลเมือง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวิตในสังคม
มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม
และธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันใน
สงั คมไทย และสงั คมโลกอย่างสนั ติสขุ
มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และ
ธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข
สาระที่ ๓ เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส ๓.๑ เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ
บริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
รวมทง้ั เข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอยา่ งมีดุลย
ภาพ
มาตรฐาน ส ๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
และความจำเปน็ ของการร่วมมอื กันทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก
สาระท่ี ๔ ประวตั ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
สามารถใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์มาวเิ คราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อยา่ งเป็น
ระบบ
มาตรฐาน ส ๔.๒ เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้าน
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณอ์ ย่างต่อเนือ่ ง ตระหนกั
ถงึ ความสำคัญและสามารถวิเคราะหผ์ ลกระทบที่เกดิ ข้ึน
มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาตไิ ทย วฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาไทย มคี วามรักความ
ภมู ใิ จและธำรงความเปน็ ไทย
สาระท่ี ๕ ภูมศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๕.๑ เขา้ ใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพนั ธข์ องสรรพส่ิงซ่ึงมีผล
ต่อกนั และกนั ในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนทแ่ี ละเครอื่ งมอื ทางภมู ิศาสตร์
ในการค้นหาวิเคราะห์ สรุป และใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมี
ประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ส ๕.๒ เข้าใจปฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งมนุษย์กบั สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
คุณภาพผ้เู รยี น
จบชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ทั้งเชิงประวัติศาสตร์
ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการเมอื งการปกครอง สภาพเศรษฐกิจ
โดยเน้นความเป็นประเทศไทยได้รับการพัฒนาความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องศาสนา ศีลธรรม
จริยธรรม ปฏบิ ัตติ นตามหลกั คำสอนของศาสนาที่ตนนับถอื รวมทัง้ มสี ว่ นร่วมศาสนพิธี และพิธีกรรม
ทางศาสนามากยง่ิ ขึ้นไดศ้ กึ ษาและปฏิบตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธหิ น้าท่ีในฐานะพลเมืองดีของ
12
ท้องถิ่นจังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี
วัฒนธรรม ของท้องถ่ินตนเองมากยิ่งขึ้นได้ศึกษาเปรียบเทียบเร่ืองราวของจังหวดั และภาคต่างๆของ
ประเทศไทยกับประเทศ เพือ่ นบ้านได้รับการพฒั นาแนวคดิ ทางสังคมศาสตร์เกย่ี วกับศาสนา ศีลธรรม
จริยธรรม หน้าทพ่ี ลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภมู ศิ าสตร์เพ่อื ขยายประสบการณไ์ ปสู่การ
ทำความเข้าใจในภูมภิ าค ซกี โลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกบั ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต การจัดระเบียบทางสังคม และการ
เปลีย่ นแปลงทางสังคมจากอดตี สปู่ ัจจุบนั
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาจึงเปน็ ปัจจยั สำคัญในการพัฒนาคนให้มี
คุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทั้งดา้ นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การ
ปกครอง และเมอื่ ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 จงึ ส่งผลให้เปน็ สงั คมแห่งยุคโลกาภิวัตน์ท่ีมีการ
เปล่ยี นแปลงรวดเร็วและรนุ แรงเพม่ิ มากข้ึน การจดั การศกึ ษาจึงมีบทบาทสำคญั ในการจัดกระบวนการ
เรยี นรใู้ ห้เท่าทันและพรอ้ มรับการเปลยี่ นแปลงท้ังตัวผเู้ รยี นและครผู สู้ อน เพื่อส่งเสรมิ และพฒั นาคนให้
มีคุณภาพ โดยเน้นคุณธรรมนำความรู้ มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม
และอารมณ์ สามารถแกไ้ ขปญั หา มีทักษะในการคิด มีความมน่ั คงในการดำรงชีวติ อยา่ งมีศักด์ิศรีและ
อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพราะทักษะการคิด เป็นรากฐานสำคัญของการตัดสินใจในการแก้ปัญหาท่ี
เกิดขึ้นในการดำเนินชีวติ ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณท่ามกลาง
ข้อมูลขา่ วสารทมี่ ีมากมายในปัจจุบัน มีบทบาทหน้าท่ีสำคัญในการกลัน่ กรองข้อมูลที่ว่าน้ันและใช้เป็น
เครื่องในการคิดพิจารณาไตร่ตรองเกี่ยวกับข้อมูลหรือสถานการณ์ที่เป็นปัญหาอย่างรอบคอบ
อนั นำไปสู่การสรปุ อย่างสมเหตสุ มผลต่อไป
๒.๓ การจดั กระบวนการเรยี นรแู้ บบไตรสกิ ขา
ความหมายของไตรสกิ ขา
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ส่งเสรมิ ให้มนุษย์ทุกคนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การศึกษา
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นมิใช่เป็นการศึกษาให้คนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เพื่อเป็นคนเก่ง เพียง
อย่างเดียวเท่านั้นหากจะต้องสอนให้เป็นคนมีคุณธรรมความดีงามเพื่อเป็นคนดีอีกด้วย ในระหว่าง
ความดีกับความเกง่ นั้น ตามหลักพระพุทธศาสนาจะต้องสร้างความดีก่อนแลว้ แล้วจึงค่อยสร้างความ
เก่งตามมา นนั่ คอื จะตอ้ งสอนใหค้ นรามีคณุ ธรรม ศีลธรรม ก่อนแลว้ จึงใหม้ ปี ัญญาในภายหลัง
ดงั น้นั พระพุทธศาสนาจึงวางหลกั การศึกษาไวต้ ามลำดบั โดยเร่ิมจาก ศีลกอ่ น ต่อไปจึงศึกษา
ในเรอื่ งสมาธิ แลว้ ขัน้ สดุ ทา้ ยจงึ สอนในเรื่องปัญญา การศึกษา ๓ ข้นั ตอนนี้ เรียกว่า ไตรสกิ ขา
พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระธรรมปฎิ ก ป.อ. ปยุต̣ โต๑๒ ได้ให้ความหมาย
“สิกขา ๓ หรอื ไตรสิกขา” วา่ ข้อทีจ่ ะตอ้ งศกึ ษา ขอ้ ปฏิบัติทีเ่ ปน็ หลักสำหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรม
กาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน ซึ่ งไตรสิกขา
ประกอบดว้ ย
๑๒ พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระธรรมปิฎก,
(กรงุ เทพมหานคร : มิตร, ๒๕๔๓), หน้า ๑๗๒.
13
๑. อธิสีลสิกขา สิกขา คือ ศีลอันยิ่ง, ข้อปฏิบัตสิ ำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอยา่ ง
สูง
๒. อธิจติ ตสกิ ขา สกิ ขา คอื จติ อนั ยิง่ , ขอ้ ปฏบิ ัติสำหรบั ฝึกหัดอบรมจติ เพ่ือให้เกิดคุณธรรม
เชน่ สมาธิอย่างสูง
๓. อธิปัญญาสิกขา สิกขา คือปัญญาอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิด
ความรแู้ จง้ อย่างสูง
ซ่งึ อธิสลี สกิ ขา อธจิ ติ ตสกิ ขา และอธิปญั ญาสิกขา เรยี กง่ายๆวา่ ศีล สมาธิ ปญั ญา
มรรค และไตรสิกขา
พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุต̣โต๑๓ กล่าวถึง มรรคในฐานะไตรสิกขา หรือ ระบบการศึกษา
สำหรับสร้างอารยชน ดังนี้ ไตรสิกขานั้นถือว่าเป็นระบบการปฏิรูปธรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงเป็น
หมวดธรรมมาตรฐานสำหรับแสดงหลกั การปฏบิ ัติธรรม และมกั ใช้เปน็ แม่บทในการบรรยายวิธีปฏิบัติ
ธรรม กล่าวโดยสรุปคือ มรรคเป็นระบบการปฏิบัติธรรมทั้งหมดในแง่เนื้อหาฉันใด ไตรสิกขาก็เป็น
ระบบการปฏิบัติธรรมทั้งหมด ฉันนั้น มรรค มีชื่อเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ แปลว่า ทางมีองค์แปด
ประการอันประเสริฐ ทางมีองค์ ๘ ของพระอริยะ ทางมีองค์ ๘ ที่ทำคนให้เป็นอริย องค์หรือ
องค์ประกอบ 8 อย่างของมรรคนนั้ มดี ังนี้
๑. สมั มาทิฏฐิ เหน็ ชอบ (Right view หรือ Right Understanding)
๒. สัมมาสังกปั ปะ ดำรชิ อบ (Right Thought)
๓. สมั มาวาจา วาจาชอบ (Right Speech)
๔. สมั มากมั มนั ตะ กระทำชอบ (Right Action)
๕. สัมมาอาชวี ะ เลย้ี งชพี ชอบ (Right Livelihood)
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ (Right Effort)
๗. สมั มาสติ ระรึกชอบ (Right Mindfulness)
๘. สัมมาสมาธิ จิตมนั่ ชอบ (Right Concentration)
มรรคมีองค์ ๘ หมายถงึ ทางสายเดียวมีส่วนประกอบ ๘ อยา่ ง ผ้ปู ฏิบัติธรรมต้องใช้องค์ท้ัง
๘ ของมรรคเนื่องไปด้วยกันโดยตลอด เพื่อให้มองเห็นเป็นหมวดหมู่ อันจะช่วยเสริมความเข้าใจให้
ชัดเจนยิ่งขึ้นจึงจัดองค์ประกอบทั้ง ๘ ของมรรคเข้าเป็นประเภทๆ เรียกว่า ขันธ์ หรือ ธรรมขันธ์
แปลว่าหมวดหมู่ มี ๓ ขันธ์ กล่าวคือ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์ เรียกง่ายๆว่า ศีล สมาธิ
ปัญญา ดังน้กี ารจดั แบบธรรมขันธ์ ๓ นน้ั มงุ่ เพยี งใหเ้ ห็นเป็นหมวดหม่ตู ามประเภท แต่การจดั เป็น
ไตรสิกขามุ่งให้เห็นลำดับในกระบวนการการปฏิบัติหรือใช้งานจริง คำว่า ไตรสิกขา 3 คำว่าสิกขา
แปลว่า การศึกษา การสำเหนยี ก การฝึก ฝึกปรอื ฝกึ อบรม ไดแ้ กข่ อ้ ปฏบิ ตั ิท่เี ป็นหลกั สำหรับฝกึ อบรม
กาย วาจา จิตใจ และปญั ญา ให้เจริญงอกงามยงิ่ ขึ้นไปจนบรรลจุ ดุ มุ่งหมายสงู สดุ คือความหลดุ พ้นหรือ
นพิ พาน สกิ ขา ๓ มคี วามหมาย ดงั นี้
๑๓ พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระธรรมปิฎก,
(กรุงเทพมหานคร : มิตร, ๒๕๔๓), หนา้ 601-604.
14
๑. อธิศีลสิกขา การฝึกอบรมในด้านความประพฤติ ระเบียบวินยั ให้มีสุจริตทางกาย วาจา
และอาชีวะ (Training in Higher Morality)
๒. อธิจิตตสิกขา การฝึกอบรมทางจิตใจ การปลูกฝังคุณธรรม สร้างเสริมคุณภาพจิต และ
รจู้ กั ใช้ความสามารถในกระบวนการสมาธิ (Training in Higher Morality หรือ Mental Discipline)
๓. อธิปัญญาสิกขา การฝกึ อบรมทางปัญญาอยา่ งสูง ทำใหเ้ กิดความร้แู จง้ ที่สามารถชำระจิต
ใหบ้ รสิ ุทธ์หิ ลดุ พ้นเปน็ อิสระโดยสมบูรณ์ (Training in Higher Wisdom)
ไตรสกิ ขา คอื การฝกึ ปรือความประพฤติ การฝกึ ปรอื จติ และการฝกึ ปรอื ปญั ญาชนิดท่ีทำให้แก้ปัญหา
ของมนุษย์ได้ เป็นไปเพื่อความดับทกุ ข์ นำไปสู่ความสุข และความเป็นอสิ ระแท้จริง เมื่อความหมาย
แสดงความชดั เจนแลว้ ก็ทำใหม้ องเหน็ สาระของไตรสิกขาแต่ละข้อดงั น้ี
สาระของอธิศลี คือ การดำรงตนอยู่ด้วยดี มีชีวิตที่เกื้อกลู ท่ามกลางสภาพแวดล้อมท่ตี นมี
ส่วนชว่ ยสร้างสรรค์รกั ษาให้เอื้ออำนวยแกก่ ารมีชีวิตท่ีดีงามร่วมกัน เป็นพนื้ ฐานที่ดีสำหรับการพัฒนา
คุณภาพจติ และการเจรญิ ปัญญา
สาระของอธิจิตต์ คือ การพัฒนาคุณภาพจิต หรือการปรับปรุงจิตให้มีคุณภาพและ
สมรรถภาพสงู ซง่ึ เออ้ื แกก่ ารมีชวี ิตทีด่ งี าม และพรอ้ มที่จะใช้งานทางปัญญาอย่างไดผ้ ลดที ส่ี ุด
สาระของอธิปัญญา คือ การมองดูรู้จัก และเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง หรือรู้เท่า
ทันธรรมดาของสังขารธรรมท้ังหลาย ที่ทำให้อยู่ และทำการต่างๆด้วยปญั ญา คือรู้จักวางใจวางท่าที
และปฏิบัติต่อโลกและชีวติ ได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม ในทางทเี่ ปน็ ไปเพื่อแผ่ขยายประโยชน์สุข มีจิตใจ
ผอ่ งใสไรท้ กุ ข์ เป็นอิสรเสรี และสดช่นื เบกิ บาน
สาระของไตรสิกขา แสดงตัวออกมาไม่เฉพาะที่การปฏิบัติของบุคคลเท่านั้น แต่ส่องถึง
ภารกิจทม่ี นุษย์จะต้องจัดทำในระดับชุมชน และสงั คมด้วย กล่าวคอื การจดั วางระบบแบบแผนจัดตั้ง
สถาบัน และกิจการต่างๆจัดแจงกิจกรรมและวิธีการต่างๆ เพื่อให้สาระของไตรสิกขาเป็นไปในหมู่
มนุษย์ หรอื ใหม้ นษุ ย์ดำรงอยใู่ นสาระของไตรสกิ ขา
ดนัย ไชยโยธา (๒๕๔๓: ๒๙๒) ได้กล่าวถึง “สิกขา ๓” คอื ปฏิปทาทต่ี ั้งไว้เพื่อศึกษา คือฝึกหัดดัดกาย
วาจา ใจ และอบรมปญั ญาใหเ้ รียบร้อยดงี ามและย่ิงข้ึนไปจนบรรลจุ ุดมงุ่ หมายสงู สุด คือ พระนิพพาน
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “๑๔ไตรสิกขา” จำแนกออกเป็น ๓ ดังนี้ ๑. อธิศีลสิกขา (อธิ + สีล + สิกขา)
สกิ ขา คือ ศลี อนั ย่งิ คอื การเรียนรูใ้ นเบือ้ งตน้ โดยควรหัดปฏบิ ัตริ ักษามารยาททางกาย และทางวาจา
ใหเ้ ป็นไปอยา่ งเรียบรอ้ ยปราศจากโทษสมควรแก่หมูค่ ณะก่อน ทำนองเดียวกับบุคคลผู้เข้าเป็นสมาชิก
ของสมาคมจำเปน็ ตอ้ งปฏบิ ัตติ ามกฎระเบยี บข้อบังคับของสมาคมนั้น
๒. อธิจิตตสิกขา (อธิ + จิตต + สิกขา) สิกขา คือ จิตอันยิ่ง คือ การเรียนรู้ในลำดับต่อมา
โดยหัดรักษาจิตให้อยู่ในอำนาจ อาจทำให้แน่วแนค่ วรแกก่ ารงานในคราวตอ้ งการ
๑๔ ดนัย ไชยโยธา, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพมหานคร : มิตร, ๒๕๔๓),
หนา้ ๙๔.
15
๓. อธิปญั ญาสิกขา (อธิ + ปญั ญา + สกิ ขา) สกิ ขา คือ ปัญญาอันยิง่ คือ การเรียนรู้โดยหัด
ใช้ปญั ญาให้รอบรู้ในสภาวธรรมอันเป็นไปด้วยความเป็นเหตุและผลแห่งกนั และกัน
ไตรสิกขา หมายถงึ กระบวนการพฒั นามนษุ ย์ท้ังทางกาย ทางวาจา ความคิด จติ ใจ อารมณ์
และสตปิ ญั ญา ใหส้ ามารถดำรงชวี ติ ในสงั คมอยา่ งสันติ และมีอิสรภาพ เน้นการปฏิบัตฝิ กึ หัด อบรมตน
ด้วยหลักของศีล สมาธิ ปญั ญา๑๕ มีขั้นตอนดังนี้
ขน้ั ท่ี ๑ ศีล หมายถงึ การประพฤตดิ ี ประพฤติถูกตอ้ งตามหลกั ท่ัวไป ไมท่ ำใหผ้ ู้อื่นและไมท่ ำ
ให้ตนเองเดือดร้อน มีจำแนกไว้เป็น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความสงบ
เรยี บร้อย ปราศจากโทษข้นั ตน้
ขั้นที่ ๒ สมาธิ หมายถึง การบังคับจิตใจของตนเองให้อยูใ่ นสภาพท่ีจะทำประโยชน์ไดม้ าก
ทส่ี ดุ ตามทตี่ นต้องการ
ข้ันที่ ๓ ปัญญา หมายถงึ การฝกึ อบรม ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจถกู ตอ้ งสมบูรณ์ถึงท่ีสุด
ในสิ่งทั้งปวงตามทีม่ ันเป็นจริง ปัญญาในทางพระพุทธศาสนา ต้องเป็นการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยน้ำใสใจ
จรงิ พระพุทธเจา้ ไดว้ างหลักไว้สน้ั ๆ ท่ีสุดว่า คนเราบรสิ ุทธไ์ิ ด้ด้วยปัญญาท่านไม่เคยตรัสว่าบริสุทธ์ิได้
ดว้ ยศีล ด้วยสมาธิ แต่บริสุทธ์ไิ ด้ดว้ ยปญั ญา เพราะมันทำใหห้ ลุดออกจากสงิ่ ทง้ั ปวงดังนั้นจึงกล่าวสรุป
ได้ว่า “ไตรสิกขา” หมายถึง ข้อที่ต้องศึกษา ข้อปฏิบัติ ที่เป็นหลักสำหรับนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วย
ศลี สมาธิ และปัญญา เพ่อื ฝึกฝนอบรมบุคคลให้มีความประพฤติและปฏิบัติในสิ่งทีด่ ีงาม มีจิตอันแน่ว
แน่เกิดสมาธิ และถึงพร้อมด้วยปัญญา เหมาะแก่การนำมาฝึกปฏิบัติตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน และ
สังคม เพื่อพัฒนาสังคมมนษุ ย์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข ไตรสิกขาเป็นระบบการปฏิรูป
ธรรมที่ครบถ้วนสมบรู ณ์ มีขอบเขตครอบคลุมมรรคทัง้ หมดและเปน็ การนำเอาเนื้อหาของมรรคไปใช้
อย่างหมดสิ้นบริบูรณ์ จึงเป็นหมวดธรรมมาตรฐานสำหรับแสดงหลักการปฏบิ ัติธรรม และมักใช้เป็น
แม่บทการบรรยายวิธีปฏิบัติธรรมกระบวนการศึกษาเพื่อฝึกอบรมและพัฒนามนุษย์ตามหลัก
ไตรสิกขากระบวนการแบบท่ี ๒ เป็นแนวทางในการพัฒนามนษุ ย์ คือ การทม่ี นุษย์มีความคิดก็นับได้
ว่ามีการศึกษา และเมื่อมีการศึกษาปัญญาก็เกิดขึ้นซึ่งเป็นแกนสำคัญของการพัฒนาตนเอง ดังนั้น
การศึกษาตอ้ งเปน็ การฝึกฝนคนให้พฒั นาปัญญา เพ่ือนำปญั ญามากำจัดตณั หา และกำหนดพฤติกรรม
ที่ถูกต้องดีงามในการศึกษาตามหลักพุทธศาสนาหรืการปฏิบตั ิธรรม สิ่งที่สำคัญทีจ่ ะตอ้ งมี คือ ความ
เชื่อในโพธิ เรยี กวา่ โพธศิ รัทธา ซึ่งถอื วา่ เปน็ ศรทั ธาพ้นื ฐาน คอื มนษุ ยเ์ ชือ่ ในปญั ญาทท่ี ำให้มนุษย์เป็น
พทุ ธะได้และเม่ือมนุษยม์ ีความเชื่อดงั น้ันแล้วจะทำให้มนษุ ย์พรอ้ มท่ีจะฝกึ ฝนพัฒนาตนเอง การฝึกฝน
และพฒั นามนุษย์ในทางพทุ ธศาสนาจัดวางเปน็ หลักเรยี กว่า ไตรสิกขา คอื ศลี สมาธิ ปัญญา ซ่ึงถือว่า
เปน็ ๑๖ ระบบการศกึ ษาท่ที ำใหบ้ ุคคลพัฒนาอย่างมีบูรณาการและให้มนษุ ย์เป็นองค์รวมที่พัฒนาอย่าง
มีดลุ ยภาพ
๑๕ กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ, (2546). หลักสตู รการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๒ และ
แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ พุทธศักราช ๒๕๔๕. (กรุงเทพฯ: องคก์ รรับส่งสินค้าและพสั ดุภัณฑ์ ,ร.ส.พ, ๒๕๔๖), หน้า ๑๖๘-๑๗๔.
๑๖ พระธรรมปิฎก, ป.อ. ปยุตโต พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระธรรมปิฎก,
(กรงุ เทพมหานคร : มิตร, ๒๕๔๓), หนา้ ๙๙.
16
สมุ น อมรวิวัฒน์๑๗ ได้มีความเห็นสอดคล้องว่า กระบวนการศึกษาที่พัฒนามนุษย์ตามหลัก
ไตรสกิ ขา มีดงั น้ี
ไตรสิกขา เป็นกระบวนการศึกษาที่พัฒนามนุษย์ทั้งทางกาย วาจา ความคิด จิตใจ อารมณ์
และสตปิ ัญญา ให้สามารถดำรงชีวติ ในสงั คมอย่างสนั ติมีอิสรภาพ เนน้ การปฏิบตั ิฝึกหัดอบรมตนด้วย
หลักของศลี สมาธิ ปญั ญา
วิธีการปฏิบัติฝึกหัดอบรมตนด้วยหลักของศีล สมาธิ ปัญญา นั้นผู้ศึกษาต้องปฏิบัติตาม
แนวทางของมรรคมีองค์แปด ได้แก่
๑. การฝึกหัดอบรมตนให้มีศีลด้วยสัมมาวาจา (เจรจาชอบ), สัมมากัมมันตะ (การกระทำ
ชอบ) และสมั มาอาชวี ะ (การเลยี้ งชีพชอบ)
๒. การฝกึ หัดอบรมตนใหม้ ีสมาธิด้วยสัมมาวายามะ (ความเพยี รชอบ), สมั มาสติ (การระลึก
ชอบ) และสัมมาสมาธิ (การตั้งจิตม่ันชอบ)
๓. การฝกึ หดั อบรมใหม้ ีปัญญาด้วยสัมมาทิฎฐิ (การเห็นชอบ) และสัมมาสงั กปั ปะ (การดำริ
ชอบ)
๔. การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขาโดย สุมน อมรวิวัฒน์๑๘ กล่าวว่า
ไม่ว่าจะนำทฤษฎี หลักการหรือศาสตร์ที่เป็นสากลในปัจจุบันข้อใดมากำหนดก็จะสามารถวิเคราะห์
และมองเหน็ รูปแบบการศึกษาทีแ่ ทจ้ รงิ ซ่งึ เปน็ ประโยชน์แก่ชวี ิตของมนษุ ย์อยา่ งไม่มีขอ้ สงสัย
นอกจากนี้ เพ็ญรุ่ง ปานใหม่๑๙ ได้กล่าวถึงกระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ตามหลัก
ไตรสิกขาว่ามีความสำคัญ ดังตอ่ ไปน้ี
ในหว้ งเวลาที่เมืองไทยกำลงั มกี ารปฏริ ูปการศกึ ษา โดยตระหนักถงึ การพฒั นาเดก็ ให้เป็นคน
ดีนี้น่าจะได้มีการหยิบยกกระบวนการการสอนเด็กในแนวพทุ ธศาสนาขึ้นมาพิจารณาเนื่องจากพุทธ
ศาสนาเป็นศาสนาท่ีให้คณุ ค่าตอ่ การเรยี นร้อู ย่างสูงสุด ดว้ ยการพฒั นาในเรอื่ ง ศีล สมาธิ ปัญญา โดย
เนน้ ท่ีตัวบุคคล เปน็ ศนู ยก์ ลางทง้ั น้ีเพอื่ ให้ผูฝ้ ึกปฏบิ ัตลิ ดความเห็นแก่ตวั และสามารถอยรู่ ่วมกบั ผอู้ ื่นได้
โดยสันติ การฝึกฝนและพัฒนาเด็กตามแนวไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เน้นกัลยาณมิตรเป็น
สำคัญ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ตลอดจน ครูอาจารย์ ตามนัยของพุทธศาสนาจึงต้องเป็นกัลยาณมิตรของ
เด็กทใ่ี หก้ ารอบรมฝึกฝนเดก็ อยา่ งตอ่ เนือ่ ง จนเกดิ เป็นพฤติกรรมท่ีหย่ังลึกลงในจิตสำนึกสู่จิตใต้สำนึก
อยา่ งแนบแนน่ ไตรสกิ ขา หลกั สำคญั ของการพฒั นาเดก็ ได้แก่
ศีล เป็นเรื่องการฝึกพฤติกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการฝึกศีล คือ วินัย เด็กควรได้รับการ
ปลูกฝงั ใหอ้ ยู่ในหลักของศีล ๕ เนน้ การไมเ่ บยี ดเบียนกันทางสังคมด้วยการมีพฤติกรรมที่ไม่ละเมิดต่อ
กนั ไมเ่ บยี ดเบยี นกนั โดยไมท่ ำรา้ ยชวี ิต รา่ งกาย ไมล่ ักขโมย ไมแ่ ยง่ ของลกั ของหวงของผ้ใู ดไม่ใช่วาจา
ประทุษร้าย สร้างความมีสติสัมปชัญญะ โดยให้เห็นโทษของการด่ืมสุรา เสพของมึนเมา ของเสพติด
๑๗ สุมน อมรวิวัฒน์, กระบวนการศึกษาที่พัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสกิ ขา, (กรุงเทพมหานคร : นคร
ชยั พริ้นต้งิ , 2528), หน้า 37-39.
๑๘ สุมน อมรวิวัฒน์, การสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์โอ
เดียนสโตร์), ๒๕๓๐, หนา้ ๓๙.
๑๙ เพ็ญรุ่ง ปานใหม่, ไตรสิกขารากแก้วแห่งคุณค่าในยุคปฏิรูปการศึกษา, วารสารสีมาจารย์
https://www.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/, 2543.
17
นอกจากการปลูกฝัง การไม่เบียดเบียนกันทางสังคมแล้ว ยังต้องพัฒนาเด็กในเรื่องราวความสัมพันธ์
ทางสังคมในลักษณะทเ่ี กอื้ กลู สร้างสรรค์ และส่งเสรมิ สนั ตสิ ขุ ใหเ้ กิดขึ้น
การพัฒนาเดก็ ในระดับศีล จะต้องตั้งเป้าหมายที่จะสร้างพฤติกรรมเคยชินทีด่ ีงามให้สะสม
ขึ้นในตัวเด็ก เมื่อเกิดการสะสมและปฏิบัติติดต่อกันไป ก็จะส่งผลไปที่จิตใจ ให้เกิดความชื่นชมและ
ยึดถือด้วย เวลาจะประพฤติอย่างนั้น ความชื่นชมยึดถือในจิตใจก็จะส่งแรงเสริมให้มีเจตนาที่จะมุ่ง
ประพฤติอยา่ งนน้ั
สมาธิ เป็นเรอ่ื งการฝกึ ในดา้ นจิตหรือระดบั จิตใจ การอบรมเดก็ เปน็ ไปในเรอ่ื งการพัฒนา
คณุ ลกั ษณะต่างๆ ทางจติ ใหส้ มบรู ณด์ ว้ ย
๑. คุณภาพจติ คอื ประกอบไปด้วยคุณธรรมเป็นความเมตตากรุณา ความเออ้ื เฟื้อเผื่อแผ่
ความเคารพนบนอบ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความมีน้ำใจ ความกตัญญู
กตเวที เปน็ ต้น
๒. สมรรถภาพจิต คอื การมจี ติ ใจ เขม้ แขง็ มคี วามขยันหม่ันเพียร มคี วามอดทน ไม่ย่อ
ท้อ มีความรับผิดชอบ มีความแน่วแน่มั่นคง มีความกระตือรือร้น มีนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีสติ มีสมาธิ
เปน็ ต้น
๓. สุขภาพจิต คอื การมจี ติ ใจร่าเรงิ เบิกบาน มีความสดชน่ื ผ่องใส มีความพอใจอมิ่ เอมใจ
และสงบสุข เป็นต้น
ปัญญา เป็นเรือ่ งของการฝึกหรือพัฒนาในดา้ นการรู้ความจริง โดยนัยนี้ เด็กควรได้รบั
การอบรมส่งั สอนในทางท่ถี ูกที่ควรในเรื่อง ความเชื่อ ความเหน็ ความรู้ ความเขา้ ใจ การรจู้ ักคิด รู้จัก
พิจารณา รจู้ กั วนิ ิจฉยั ไตร่ตรอง รู้จกั แกป้ ัญหา รู้จักดำเนินการต่างๆ อย่างมีเหตุผล รู้จักคิดการต่างๆ
อย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นการรู้ตรงตามความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง นั่นคือ
รู้เท่าทนั ธรรมดาของโลกและชีวติ
ในการฝกึ ฝนอบรมเด็กตามหลักไตรสกิ ขานี้สามารถฝึกไดใ้ นทกุ การกระทำของเดก็ และ
หากหัดให้เด็กรู้จักการตรวจสอบตนเองด้วยก็จะช่วยให้การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก้าวหน้ายิ่งขน้ึ
นน่ั คือเมอ่ื ทำอะไรก็ใหพ้ จิ ารณาดูวา่ การกระทำของตนเองในครง้ั น้ี ทำให้เกดิ การเบียดเบยี นเกิดความ
เดือดรอ้ นแกผ่ หู้ นง่ึ ผ้ใู ดหรอื ไม่ หรอื วา่ การกระทำนนั้ เปน็ ไปเพ่ือ ความสนับสนนุ เกื้อกลู ชว่ ยเหลือ และ
สร้างสรรค์ (ศลี )
ในการกระทำเดียวกันนี้ จิตของตนเป็นอย่างไร ทำสิ่งนั้นไปด้วยจิตใจที่เห็นแก่ตัว
คิดร้ายต่อใคร ทำด้วยความริษยา อาฆาต ความโลภ ความโกรธ ความหลงหรือเปล่า หรือทำด้วย
ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อกัน ทำด้วยความขยันหมั่นเพียร ความรับผิดชอบ ความ
ศรัทธา ความมีสติ ในขณะที่ทำมีสุขภาพจิตใจเป็นอย่างไร เช่น เร่าร้อน กระวนกระวาย เศร้าหมอง
ขนุ่ มัว หรือว่ามจี ิตใจทรี่ า่ เรงิ ผอ่ งใส อิ่มเอมใจ สขุ สงบ (สมาธ)ิ
และการกระทำครั้งนี้ ทำด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องท่ีทำ มีความเข้าใจในกฎเกณฑ์
และความมุ่งหมายทำโดยมีการคิดพิจารณาไตรตรองอย่างรอบคอบ มองเห็นถึงผลดีผลเสีย และ
วิธกี ารปรับปรุงแกไ้ ขแล้วหรอื ไม่ (ปัญญา
การฝึกปฏิบัติตามกระบวนการของไตรสิกขาอย่างสัมพันธ์และต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้มี
การตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอ ย่อมก่อให้เกิดคุณภาพแห่งปัญญาเจริญขึ้นตามลำดับของการ
18
ปฏบิ ตั กิ ลา่ วคือ เม่ือมีการประพฤตดิ ี ประพฤตชิ อบ เกิดความเชอื่ ม่ันในความดีความบริสุทธิ์ของตน ก็
จะไม่หวาดกลวั ต่อการลงโทษ หรือกลัวตอ่ ภัยอนั ตรายท่จี ะเกิดข้นึ ไม่กลวั ต่อการถูกตำหนิหรือนินทา
ไม่มีความกระวนกระวายหรือฟุ้งซา่ น จิตใจสงบนิ่ง เมื่อจิตในสงบแน่วแน่ การรับรู้สิ่งต่างๆ ก็ชัดเจน
การคิดพิจารณา การวินิจฉัยไตร่ตรองก็เป็นไปอยา่ งคล่องแคล่วเปน็ ผลดีในทางปัญญา หากมีโอกาส
ฝกึ ฝนปฏิบตั ิย่งิ ๆ ขึน้ ไปจนจติ ใจ เกิดความผอ่ งใส สงบน่ิง มสี มาธิที่แนบแนน่ มั่นคงมากขนึ้ ไปอกี การรู้
แจง้ เห็นจริงในภาวะตา่ งๆ ย่งิ ชดั เจนเกิดการร้เู ท่าทนั ความเปน็ จรงิ ของสิ่งทง่ั หลายทง้ั ปวงจนถงึ ขนาดมี
ปัญญาสามารถกำจัดกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงได้ ชีวิตจะพัฒนาไปสู่จุดหมาย
ปลายทางคอื ความเปน็ อิสระ หลดุ พน้ จากทุกข์ทัง้ ปวงการฝกึ ศีล สมาธิ ปญั ญา ๓ อยา่ งน้ีตอ้ งอาศัยซ่ึง
กันและกัน ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พร้อมก็จะทำให้กระบวนการฝึกไม่ได้ผลดี การฝึกเด็กจึงต้อง
คำนึงถึงกระบวนการประสารกันของทั้ง 3 อย่าง เช่น ในการฝึกระเบียบวินัย ถ้าจิตใจของเด็กไม่มี
ความสุข จะทำให้เกิดการฝืนใจขึ้นการฝึกนั้นก็มีความโน้มเอียง ที่จะได้ผลยาก แต่ถ้าในการฝึก
พฤติกรรม พฤติกรรมนั้นก็จะมนั่ คงยง่ิ ถ้าเดก็ ไดม้ ีปัญญามองเหน็ คา่ ของการฝกึ พฤตกิ รรมน้ันว่า เป็น
สิ่งที่มีคุณค่า และเป็นประโยชน์ด้วย ก็จะยิ่งมีความมั่นคงและมั่นใจ พร้อมทั้งมีความสุขในการทำ
พฤติกรรมนั้น มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยเหตุนี้ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ พึงตระหนักว่า ก่อนจะวางแผนฝึก
พฤติกรรมทดี่ ีงามให้เกิดขึน้ กับเดก็ ควรชีแ้ จงใหเ้ ข้าใจถงึ เหตุผล เพ่อื ใหเ้ ด็กเกิดความซาบซ้ึงในคุณค่า
ของการปฏิบัตินั้นๆ ก็จะส่งผลให้กับการบำเพ็ญไตรสิกขามีความมั่นคงและสมบูรณ์ในตวั เด็กในที่สุด
ดังนั้นกระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขาจึงมีลักษณะเด่น และใช้เป็นทฤษฎี
ทางการจดั กระบวนการเรยี นการสอนไดด้ งั ท่ีสมนุ ได้สรุปวิเคราะห์เป็นข้อๆ ดังน้ี
๑. ผู้ที่ศึกษาตามกระบวนการศึกษาของหลักไตรสิกขา ต้องปฏิบัติฝึกอบรมตนด้วย
ตนเอง ศีล สมาธิ และปัญญา จะไม่เกิดขึ้นอย่าแท้จริงจากการฟัง การอ่าน การดู หรือการบอกเล่า
ต้องเรียนรู้ด้วยการกระทำด้วยการคิด การควบคุม เรียนด้วยความอดกลั้น อดทน ข่มใจ และเรียน
ดว้ ยวริ ิยะอตุ สาหะ ความสำเรจ็ ของการศึกษาแตล่ ะระดับนั้นผู้ศกึ ษาแตล่ ะระดบั ผู้ศึกษาย่อมวัดและรู้
ไดด้ ว้ ยตนเอง ไม่มผี ู้ใดมาประเมนิ ใหไ้ ด้
๒. เรื่องจากศีล สมาธิ ปัญญา เป็นระยะการฝึกหัดอบรมที่ต้องสามารถละสิ่งที่ควรละ
และเจริญส่ิงท่ีควรเจริญ ดังนนั้ ผ้ทู ่ศี กึ ษาตามแนวทางของไตรสกิ ขานี้ จงึ ต้องไดร้ ับการแนะนำส่ังสอน
จากผู้เปน็ กลั ยาณมิตรกอ่ น แตจ่ ะหยดุ อยู่เพยี งน้ันไมไ่ ด้ ต้องรูจ้ กั คิดและใช้ปญั ญา ฝกึ ฝนไปทลี ะข้ันจน
สามารถวนิ ิจฉัย แยกแยะสง่ิ ดี สง่ิ ช่วั (อย่างทเ่ี รียกว่า รผู้ ดิ ชอบช่วั ด)ี แล้วละเวน้ สงิ่ ชั่วเพิ่มพูนสิ่งท่ีชอบ
ธรรม และมจี ิตใจผ่องใสบริสทุ ธิไ์ ด้
๓. การฝึกหัดอบรมตนตามหลักของไตรสิกขา เป็นการฝึกหัดอบรมที่เป็นขั้นตอน
สืบเนื่องเริ่มจากรปู ธรรมไปหานามธรรมไปหานามธรรม เริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปสู่สิ่งยาก เช่น การกำจัด
กิเลสอย่างหลาบดว้ ยการควบคุมความประพฤติของตนทางกายและทางวาจานั้น เป็นกระบวนการท่ี
สังเกตเห็นได้ชัดเหมือนการกำจัดเศษสวะทัง้ หลายที่ลอยมาตามสายน้ำ การกำจัดกิเลสอย่างกลางที่
รุมเรา้ จติ ใจคือนวิ รณ์ต่างๆ เหมอื นการกรองดินโคลนกรวดทรายท่ีปะปนอยู่ในนำ้ นั้น หากสังเกตอย่าง
ตงั้ ในก็จะมองเหน็ ได้ คร้ันผู้ศกึ ษาฝึกปฏิบัติต่อไปจนสามารถกำจัดกเิ ลสอยา่ งละเอยี ดที่ฝงั ลึกแอบซ่อน
อยู่ในกมลสันดานเสียได้ ก็เหมือนกับการกลั่นน้ำที่แม้จะดูใสแต่มีละอองตกตะกอนนอนก้นอยู่ ให้
บริสุทธิ์สะอาด ผู้ที่ฝึกหัดอบรมตนตามกระบวนการน้ีจึงเรียนลัดไม่ได้หลอกตนเองและผู้อ่ืน และผู้ท่ี
19
เรียนได้สำเร็จต้องเป็นผู้ที่มีปญั ญาและใช้ปัญญาจนได้รับปริญญา 3 คือ ญาติปริญญา การกำหนดรู้
สภาวะลกั ษณะ ตีรณปริญญา การกำหนดร้สู ามญั ลักษณะ และปุหานปรญิ ญาการกำหนดรู้ด้วยการละ
ความยึดตดิ ในสง่ิ ทง้ั หลายนั้นเสยี ได้โดยส้ินเชงิ
๔. การฝึกหดั อบรมตามหลักไตรสกิ ขาเปน็ การพฒั นามนุษย์ทางร่างกาย วาจา ความคิด
จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เป็นการพัฒนาท่ีกว้างและลึกมากกว่าการศึกษาที่เราเข้าใจโดย
ทัว้ ๆ ไป เพราะเป็นการฝกึ หดั อบรมเพ่ือรู้ รู้เพอื่ รู้สึก รสู้ ึกเพ่อื อยากจะต่อสู้ ต่อสเู้ พ่ืออสิ รภาพ อิสรภาพ
ที่หลดุ พน้ จากความทกุ ข์และความชั่ว อิสรภาพของวิญญาณมนุษย์ คือ สันติ ความสงบเย็น
๕. การฝกึ หดั อบรมตามหลักไตรสิกขาเป็นกระบวนการศกึ ษาทมี่ ีลักษณะบรู ณาการและ
ปัจจัยที่ว่ามลี ักษณะบรู ณาการนั้น เพราะองค์ประกอบทุกข์องค์ประกอบ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และ
มรรคมอี งคแ์ ปดซึง่ เป็นวิธีการประพฤติปฏิบตั ิเพือ่ บรรลุจดุ ประสงค์สูงสุดนั้นมีลกั ษณะที่ผสมกลมกลืน
อย่างไดส้ ดั สว่ นสมดุลกนั มีความสอดคล้องรองรบั กนั ท้ังในด้านที่ตอ้ งละเวน้ และในดา้ นที่เจริญ ยากที่
จะแยกออกอยา่ งโดดเด่ยี ว และไม่สามารถตัดองค์ประกอบขอ้ ใดทิง้ ไปได้
จึงสรุปได้ว่า กระบวนการศึกษาเพื่อฝึกอบรมและพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขาคือ
การศึกษาเพ่ือพฒั นาปัญญา โดยนำปญั ญามาพัฒนาตนเองเพ่ือกำจัดตัณหา และกำหนดพฤติกรรมที่
ถูกตอ้ งดีงาม หลกั เบือ้ งต้นในการพัฒนาปัญญา คอื โพธิศรัทธา คอื มนุษยเ์ ชอ่ื ในปญั ญาท่ีทำให้มนุษย์
เป็นพุทธะได้ เมื่อมีความเชื่อก็พร้อมที่จะพัฒนาฝึกฝน ซึ่งตามหลกั พระพทุ ธศาสนาเรียกว่าไตรสกิ ขา
ประกอบด้วย ศลี สมาธิ ปญั ญา ซง่ึ เป็นกระบวนการศกึ ษาท่ีพัฒนามนษุ ย์ท้ังกาย วาจา ความคดิ จิตใจ
อารมณ์ และสติปัญญา ให้สามารถดำรงชีวิตในสงั คมอยา่ งสันติ มีอิสรภาพเน้นการปฏิบัติฝึกหัดอบรม
ตน ซ่ึงการปฏิบัตอิ บรมตนตามหลกั ไตรสิกขาผู้ศกึ ษาตอ้ งปฏบิ ัติตามแนวทางของมรรคมอี งค์แปด อัน
เป็นองค์ประกอบของหลักอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ซึ่งเป็นวิธีการประพฤติปฏิบัติเพ่ือ
บรรลุจดุ ประสงคส์ ูงสุดนนั้ มลี กั ษณะทีผ่ สมกลมกลืนอย่างได้สดั ส่วนสมดุลกนั มีความสอดคล้องรองรับ
กันทั้งในด้านที่ต้องละเว้นและในด้านที่เจริญ ยากที่จะแยกออกอย่างโดดเดี่ยวและไม่สามารถตัด
องค์ประกอบข้อใดทง้ิ ไปได้
การจดั การเรยี นรูต้ ามหลกั ไตรสกิ ขา
การจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้การเรียนการสอนวิชาสังคม
ศกึ ษาบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์ ซึง่ เป็นวธิ ีทีไ่ ด้ประยกุ ต์มาจากหลกั ธรรมตามแนวพุทธศาสตร์ของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคคลในวงการศึกษามาก การจัดการเรียนรู้ตามหลกั
ไตรสิกขา เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องการให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและพัฒนา ทางกาย วาจา และ
ปัญญากับสิ่งที่เรียนเพื่อพิจารณาให้เห็นประโยชน์ คุณโทษตามความจำเป็นจริงด้วยตนเองแล้วนำ
ความรู้น้ันมาเปน็ หลักในการประพฤติปฏิบัติต่อไป ทงั้ นน้ั มีนักการศกึ ษาและนกั วิชาการหลายท่านได้
อธิบาย และนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ดังนี้ คือ กล่าวถึงการสอนแบบ
ไตรสิกขาว่าเป็นการสอนที่เชื่อว่าคนที่มีปัญญา และเกิดปัญญาวิสุทธิขึ้นได้นั้นต้องเกิดจากมีกำลัง
(พละ) จิตใจ กำลังความคิดที่แน่วแน่ไม่หวั่นไหว ซัดส่ายวอกแวกต้องเพ่งพินิจคิดตรองในเรื่องเดียว
คนที่จะมีกำลังความคิดรวมเป็นจุดเดียวแน่วแน่ (สมาธิ) ไม่หวั่นไหวซัดส่ายได้ต่อเมื่อร่างกายอยู่
ระเบียบวินัยเรียบร้อยก็จะช่วยให้จติ ใจสงบ ไม่ฟ้งุ ซา่ นหว่นั ไหวไปนอกเรอ่ื ง นอกหอ้ งเรียน ซึ่งจะช่วย
ให้มีกำลังในความคิดคมหล้า สามารถปัญหาทำความเข้าในปัญหาได้ทำให้เกิดปัญญา มีความรู้แจ้ง
20
เรอ่ื งน้นั ๆ (ปัญญา) ไดด้ ว้ ยตนเองประจกั ษด์ ้วยตนเอง ไม่ใช่เพยี งแต่รู้หรอื ทราบจากการบอกเล่าให้ฟัง
เทา่ นน้ั และได้จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบไตรสิกขาโดยผา่ นข้นึ ตอนในการศึกษา ๓ ขั้น ดังน้ี
๑. ขนั้ ศลี หมายถึง ข้ันที่นกั เรียนควบคุมตนเองใหอ้ ยู่ในระเบียบวินยั ทัง้ ทางกายและ
วาจา ให้อยใู่ นสภาพเรยี บร้อยเปน็ ปกติ รา่ งกายพร้อมท่จี ะเรยี นเสมอ
๒. ขั้นสมาธิ หมายถึง ขั้นที่นักเรียนต้องรวบรวมจิตใจ ความคิดให้แน่วแน่เป็นจุด
เดียวไมซ่ ัดส่ายไปส่เู รอื่ งอ่นื สง่ิ อ่นื นอกหอ้ งเรียน นอกเรือ่ งทเ่ี รียน ไม่คดิ ตรึกตรอง วิตกกังวลถึงเรื่อง
อืน่ ๆ ท่จี ะทำให้สมองไม่ปลอดโปรง่ นกั เรยี นตอ้ งตัดสง่ิ รบกวนอนื่ ๆ (ปลโิ พธิ) ออกจากความคิดจิตใจ
๓. ขั้นปัญญา หมายถึง ขั้นที่นักเรียนใช้สมาธิ พลังความมีจิตใจแน่วแน่ทำความ
เขา้ ใจปญั หาแกไ้ ขปัญหาจนเกิดความรู้แจง้ เขา้ ใจปัญหาได้ เกิดการเรียนรู้ เกดิ ปัญหาขนึ้ ในตนเอง มี
มโนทัศน์ในเรื่องน้ันไดถ้ กู ตอ้ งตามทีเ่ ป็นจริงการสอนแบบไตรสกิ ขามคี วามเชอื่ ว่า คนทจี่ ะมีปญั ญาและ
เกิดปัญญาวิสุทธิขึ้นย่อมเกิดจากมีกำลัง (พละ) จิตใจ กำลังความคิดที่แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวซัดส่าย
วอกแวก ต้องเพ่งพนิ จิ คิดตรอง ในเรื่องเดียว คนที่จะกำลังความคิดรวมเป็นจุดเดียวแน่วแน่ (สมาธิ)
ไม่หวัน่ ไหวซดั ส่ายได้กต็ อ่ เมื่อรา่ งกายอยใู่ นสภาพปกติเรียบร้อย สงบเรยี บ มรี ะเบียบวินัย (ศีล) น่ันคือ
ถ้าผู้เรียนฝึกควบคุมสภาพทางกายให้อยู่ในระเบียบวินัย เรียบร้อยก็จะช่วยให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่าน
หวั่นไหวไปนอกเรือ่ ง นอกห้องเรียนซึ่งจะช่วยให้มกี ำลังความคิด คมกล้า สามารถแก้ปัญหาทำความ
เข้าใจปัญหา ได้ทำให้เกิดปัญญา มีความรู้แจ้งเรือ่ งนั้นๆ (ปัญญา) ได้ด้วยตนเองประจักษ์ด้วยตนเอง
ไม่ใช่เพียงแตร่ ู้หรือทราบจากการบอกเล่าให้ฟังเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับ เป็นการสอนท่ีครูเปิดโอกาส
ให้นักเรียนได้ปฏบิ ัติตนอย่างระมัดระวงั ทั้งทางกาย วาจา ใจ แล้วพิจารณาผลของการปฏิบัตขิ องตน
จนกำหนดข้อควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา (ศีล) ของตนได้โดยสร้างรูปแบบการสอนท่ี
นักเรยี นตอ้ งปฏบิ ัติ ๓ ขนั้ ดังน้ี
๑. ศีลสิกขา คือ การสำรวมกาย วาจา ให้ถูกต้องต่อมารยาทสังคม กรอบของ
ศลี ธรรมท้ังน้ีโดยการควบคมุ ตนเอง เมอื่ กาย วาจา อยใู่ นศีลแลว้ จิตจะประณีตมัน่ คง
๒. จิตสกิ ขา คือ การฝึกจติ ใจให้มั่นคง ไมค่ ล้อยตามความต้องการที่จะทำช่ัว จิตท่ีฝึก
ดีแล้วจะสามารถพิจารณาธรรมได้ตรงกับสภาพท่ีเป็นจริง มีความมั่นคง ผ่องใสมีสมาธิ และศีลมั่นคง
ขึ้น
๓. ปญั ญาสกิ ขา คอื การเฝา้ สงั เกตรา่ งกาย ความรูส้ ึก ความคดิ (โดยสรุปคือขนั ธ์ 5)
ของตนเอง ในขณะที่จิตเป็นสมาธิว่าต่างก็ไม่เที่ยง ทนทานอยู่ไม่ได้ ไม่มีตัวตนสำหรับการยึดมั่นแลว้
นำมาเป็นหลักในการปฏิบัติตนเองอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ โดยไม่ก่อทุกข์ หรือเบียดเบียน
ตนเองหรอื ผูอ้ นื่ ถา้ มีปญั ญาแล้วสมาธแิ ละศีลกจ็ ะในคงข้นึ ตามลำดบั แหง่ ปญั ญาน้นั
๒.๔ ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้
การจดั การเรียนร้แู บบไตรสกิ ขา มขี ้นั ตอนดังต่อไปนี้
๑. ข้นั ศีล
ให้ผู้เรียนเลือกการกระทำถูกหรือผิด ในการตอบสนองสถานการณ์ที่ผู้สอนกำหนดให้ใน
ขั้นตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติที่เรียกว่า “ศีลสิกขา” เป็นการควบคุมตนเองให้อยู่ในความถกู
21
ตอ้ งทางกาย วาจา ดังพุทธทาสภิกขุ ใหค้ วามเหน็ ว่า ศลี ขอบเขตตรงท่ีปรากฏทางกาย วาจา เป็นการ
กระทำที่ทำให้ผู้ประพฤติสบายกาย ใจ และทำให้โลกมีสันติภาพ โดยการปฏิบัตินี้เน้นการควบคุม
ตนเอง เห็นได้จากการอาราธนาศลี และศีลไม่ใช่พิธรี ตี อง
พระราชวรมนุ ี๒๐ กล่าววา่ ศีล คอื สภาวะของผู้ทม่ี หี ลกั ความประพฤตถิ กู ตอ้ งทางกาย วาจา
ระบบศลี จะเป็นอยา่ งไร เครง่ ครัด เขม้ งวดเพยี งใดข้นึ อยูก่ บั วัตถุประสงคข์ องระบบการครองชีวิตแบบ
นนั้ ๆ สมทรง ปุญญฤทธ์ิ เสนอให้สอนเดก็ ให้รักษาศีลจรงิ ๆ โดยแรกๆ ใหร้ กั ษาศลี ๕ แลว้ ค่อยๆยึดศีล
สูงขนึ้ ไป
สรปุ ไดว้ า่ ศีลสกิ ขา คือ การปฏิบตั ิตนใหถ้ กู ตอ้ ง ทางกาย วาจา โดยการควบคุมตนเอง การ
ฝึกในขั้นศลี หรอื ศลี สกิ ขา น้ีผสู้ อนอาจฝกึ ให้ผู้เรยี นรักษาศีล โดยควบคมุ กาย วาจา ของตนให้อยู่ใน
ระเบยี บ วนิ ยั และศีลธรรม
๒. ขนั้ กำหนดสมาธิ
เปน็ การฝึกขนั้ ตน้ ในการควบคมุ สติให้ระลึกรูอ้ ยกู่ บั ลมหายใจ เพอ่ื ความระลึกรู้แน่วแน่ท่ีจุด
เดียว ในข้ันตอนนีจ้ ะเก่ียวขอ้ งกบั หลักปฏบิ ตั ทิ ่เี รยี กวา่ จิตตสิกขา คือ การปฏบิ ัตเิ พื่อดำรงสภาพจิตให้
ปกติมั่นคงต่อความดีงาม โดยทั่วไปบุคคลมีจิตสมาธิอยู่แล้ว โดยธรรมชาติและบุคคลควรฝึกให้เป็น
สมาธดิ ้วย
ท่านพทุ ธทาสภิกขุ๒๑ กลา่ วถงึ จิตสิกขามใี จความว่า จติ สิกขา เป็นการฝกึ เพอื่ บังคบั ความคิด
ใหเ้ ป็นไปตามที่เราตอ้ งการ ให้มีความสามารถในการขม่ ใจมีความอดทนในการต่อสกู้ ับกิเลส เพราะมี
กำลังใจในการพจิ ารณาสภาวธรรมเพ่ือสร้างปัญญาตามต้องการ จิตสิกขามีหลักในการปฏิบตั ิโดยยอ่
๒ ขนั้ ดงั น้ี
๑. เลือกท่สี งัด ไมพ่ ลกุ พล่าน แล้วเลอื กอารมณ์ในการเพง่ ทสี่ ะดวกท่ีสุด เชน่ การเพ่งลม
หายใจ
๒. ปรบั ปรงุ อารมณ์ใหแ้ ปรไปตามที่ตอ้ งการ เชน่ กำหนดเป็นดวงแกว้ อารมณ์ทปี่ รงุ แต่ง
นไ้ี มใ่ ช่ของจรงิ เพียงแตเ่ ป็นการฝึกบงั คับจิตซึ่งจะเกดิ ความชำนาญในการบังคับจิตกล่าวว่าการนั่งน่ิงๆ
ไมใ่ ช่ตัวสมาธิ สมาธินน้ั ตอ้ งมอี งค์ประกอบเป็นความแน่วแน่ มน่ั คง หนกั แน่นของจิต ท่ีจะนำไปใช้ใน
การทำกจิ ทกุ ๆอยา่ งวธิ ฝี กึ จิต ในขั้นสมาธมิ หี ลายอย่างเชน่
๑. ฝกึ ให้คนยุ่งกับกิจกรรมอยา่ งใดอย่างหนงึ่ ไมใ่ ห้มีโอกาสยุ่งกบั ความชว่ั
๒. วิธีเอาความดเี ข้าขม่ หรือผกู มัดจติ ไวก้ ับส่ิงดีงามบางอยา่ งแบบท่ีเรยี กวา่ อุดมคติ
๓. ฝกึ สมาธิที่เรยี กว่า วปิ สั สนา คอื ขั้นท่เี กิดความรู้แจง้ เหน็ จรงิ จนเปล่ียนค่านิยมมีโลก
ทัศน์ และชีวทศั น์อยา่ งใหม่ได้
วิธีสอนแบบไตรสิกขา เป็นวิธสี อนท่ีฝึกการควบคุมทางกาย จิต ช่วยใหเ้ กดิ ปญั ญา ลักษณะ
ของวิธีสอน วิธีสอนแบบไตรสิกขานี้จะเป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักควบคุมตนเองให้มีความสำรวมกาย
๒๐ พระราชวรมนุ ี, ภาวะของผมู้ ขี ัน้ ศลี อยา่ งถูกตอ้ ง, (กรุงเทพมหานคร : สำนกั ทดสอบทางการศึกษา,
๒๕๔๖), หนา้ ๑๓๑.
๒๑ พระพทุ ธทาสภกิ ขุ, ได้กล่าวถึงกระบวนการศึกษาข้นั ปัญญา, (กรุงเทพมหานคร : สำนกั ทดสอบทาง
การศกึ ษา, ๒๕๓๒), หน้า ๑๓๒.
22
วาจา ใจ ให้ตั้งใจฟงั บันทกึ หรือคิดตามในเรือ่ งท่ีกำลงั เรียนหรือกำลังศึกษาเป็นไปตามหลักที่ว่า คน
จะเกิดปญั ญาไดน้ นั้ จะตอ้ งเปน็ ผมู้ ีสมาธแิ น่วแน่ โดยผู้นั้นจะตอ้ งมรี า่ งกายอยู่ในสภาพปกติ ควบคุมสติ
ได้ วธิ สี อนแบบไตรสกิ ขาทำให้จติ สงบ ส่งผลให้เกิดพลงั ความคดิ เกิดปญั ญารู้แจ้ง ผสู้ อนมักจะนำไปใช้
ร่วมกับวิธีสอนอื่นๆ เช่น ขณะที่สอนแบบบรรยาย เมื่อนำกระบวนการไตรสิกขาเข้าไปฝึกก็จะทำให้
ผเู้ รียนมีความสำรวม ตัง้ ใจฟังและคิดตามจนกระท่งั เกดิ ปัญญาได้ความรู้ทถ่ี ูกตอ้ ง ขั้นตอนของการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้ แบง่ ออกเป็น ๓ ขั้นตอน คอื ข้ันศีล (ศลี สกิ ขา) เป็นขัน้ การควบคุมให้ผู้เรียนอยู่ใน
ระเบียบวนิ ัยทัง้ กาย และวาจา อยู่ในสภาพเรียบร้อยเปน็ ปกติ พรอ้ มทจ่ี ะเรียน ขนั้ สมาธิ (จิตตสิกขา)
เปน็ ขั้นการฝึกสมาธิขนั้ ต้นในการควบคุมสติให้ผู้เรียนรวมจิตใจความคดิ แน่วแนเ่ ป็นจุดเดียว ผู้เรยี นตัด
ส่ิงรบกวนอน่ื ๆออกจากความคดิ และจิตใจ ขนั้ ปญั ญา (ปญั ญาสกิ ขา) เป็นขน้ั ทผี่ ู้เรยี นใชส้ มาธิ (ความมี
จิตใจแน่วแน่) ทำความเข้าใจปัญหา การหาเหตุของปัญหาเพื่อการแก้ไขพิจารณาที่เกิดขึ้นจนเกิด
ความรแู้ จ้งเขา้ ใจและแกป้ ญั หาไดเ้ กิดการเรียนรู้ เกิดปญั ญาญาณขน้ึ ในตนเองมมี โนทัศนใ์ นเรื่องนั้นได้
ถูกต้องตามความเป็นจริง กล่าวได้ว่าในข้ันปัญญานีผ้ ู้เรยี นจะมจี ิตบริสทุ ธ์ิในระดับหนึง่ จะเห็นปญั หา
ตามทีเ่ ป็นจรงิ
๑. รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย นั่งขัดสมาธิโดยขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย
หงายมือ ตง้ั กายตรง แตไ่ ม่เกรง็ ตัว
๒. หลับตากำหนดลมหายใจเข้า ออก โดยดักที่ปลายจมูกหรือกำหนดพองยุบหรือ
ตามลมหายใจเข้าออก กไ็ ด้ ใหส้ ตอิ ยู่กับสิง่ ท่ีกำหนด ไมเ่ ผลอสติ ไมค่ ิดเรอื่ งอื่นๆ การฝึกนี้จะฝึกในต้น
คาบเรียน หรือ ทา้ ยคาบเรยี นก็ได้ โดยใช้เวลาคร้งั ละ ๕-๑๐ นาที และการสวดมนต์ เป็นวิธีหน่ึงที่จะ
ทำใหจ้ ติ เป็นสมาธิการฝึกในข้นั กำหนดสมาธิหรอื จิตสกิ ขาน้ี ผ้สู อนอาจให้ผู้เรยี นฝึกสมาธิโดยการสวด
มนต์ กำหนดดูลมหายใจเข้าออก การกำหนดยืนและเดินอย่างมีสมาธิผู้เรียนจะสามารถบรรยาย
ความรู้สกึ ความคิดในการฝกึ สมาธิได้ถูกตอ้ ง
๓. ขั้นพิจารณาด้วยปัญญา เป็นขั้นสุดท้ายหลังจากผ่านการฝึกสมาธิระยะหนึ่ง จน
สามารถระลกึ รู้ แนว่ แน่ทจ่ี ุดเดยี วจงึ ทำให้พิจารณาวา่ สถานการณ์ที่เลือกกระทำคร้ังแรกน้ันเหมาะสม
หรอื ไม่ อะไรผดิ อะไรถูก จนสามารถเลือกปฏบิ ัตไิ ด้ถกู ตอ้ งเหมาะสมอยา่ งสมเหตสุ มผล
ในข้นั ตอนน้ีจะเก่ียวขอ้ งกับหลกั ปฏบิ ตั ทิ ่เี รยี กว่า ปัญญาสกิ ขา เปน็ การทำความเข้าใจส่ิง
ต่างๆตามสภาวะท่ีเป็นจริง โดยเน้นการมองเหน็ อยา่ งน้ันจรงิ ไม่ใช่การคาดคำนวณเอาเองแล้วกำหนด
หลักความประพฤติของตน ให้ดำรงความดีไมเ่ ป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่นคือ การพิจารณาเห็นอริยสจั
ไตรลกั ษณ์ จนละความยึดมนั่ ถอื ม่ันในสิ่งท่ไี ม่มสี าระตัวตนแทจ้ รงิ ลงไดเ้ สนอวธิ กี ารปฏบิ ัตปิ ญั ญาสิกขา
ด้วยวิธธี รรมดาไวว้ า่ ใหห้ ดั พิจารณาร่างกายของเราและของคนอืน่ วา่ เปลยี่ นแปลงอยู่เสมอ เปลี่ยนจาก
เด็กไปตามลำดับแลว้ ก็ตายในที่สุดการฝึกในขน้ั พิจารณาดว้ ยปญั ญาหรือปัญญาสิกขาน้ี ผู้สอนอาจให้
ผู้เรียนพิจารณาความคิดความรู้สึกของตนเองจนเขา้ ใจดีตามสภาพความเป็นจริง หรือสามารถแก้ไข
สถานการณ์ทก่ี ำหนดให้ไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผล
จงึ สรุปไดว้ า่ การสอนแบบไตรสิกขา เปน็ วธิ ีสอนที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติสิ่งที่
เรียนจริงๆ แล้วพิจารณาผลการปฏิบัตินั้นให้เห็นประโยชน์ คุณโทษ ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง
แลว้ นำความรนู้ น้ั มาเป็นหลกั ในการปฏบิ ัติอย่างจริงจงั บทบาทของครูจะตอ้ งให้หลักการพิจารณาและ
กระตุ้นให้นักเรียนคน้ พบความรู้จากการปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยตนเอง ครูคอยชี้จุดสำคัญที่ผู้เรยี น
23
พงึ พิจารณาและใหก้ ำลงั ใจเนน้ ให้ผเู้ รยี นต้องปฏบิ ัตโิ ดยสำรวม กาย วาจา และการฝกึ จิตให้ตั้งมั่นจนมี
ระเบยี บทางความคดิ ความสามรถ คิดเปน็ เหตเุ ปน็ ผล ไดโ้ ดยตลอด ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ และทักษะ
ในกระบวนการทำงานจริงๆ เริ่มตั้งแตร่ ่วมคดิ แผน การหาข้อมูลอุปกรณ์ต่างๆ การแบ่งเวลางานและ
รว่ มมือกันทำงาน การประสานงานจนกระทง่ั การประเมินผลเปน็ การฝกึ ให้ผู้เรยี นชว่ ยตนเองแก้ปัญหา
ด้วยตนเองมากกว่าพง่ึ คนอนื่ ฝกึ ใหร้ ่วมมอื ประสานงานกนั ทำงานรว่ มกนั เพอื่ บรรลวุ ัตถุประสงค์ เป็น
การฝึกประชาธิปไตย และการอยู่ร่วมกันในสังคมไปด้วยเปน็ การฝึกทักษะต่างๆ จากการปฏิบัติงาน
จรงิ เช่น ทกั ษะในการใช้เคร่อื งมือการหาข้อมลู การทำงานรว่ มมือ การตดั สนิ ใจ ฯลฯทำใหผ้ เู้ รียนเห็น
ประโยชน์และคุณค่าของการเรียนและผลการเรียนใช้ประโยชน์ในชีวิตได้ การสอนวิธีนี้ถ้าครูขาด
ความสนใจ หรือเอาใจใส่นักเรียนการทำงานอาจล้มเหลวหรือหากครูไม่มีความอดทน อาจไปจัดทำ
โครงการหรือช่วยเด็กทำงานเสยี เอง ทำให้ผิดวตั ถุประสงคไ์ ด้ง่ายและการสอนวธิ ีน้ีบางคร้ังจะไม่ได้รับ
เน้อื หาวชิ าครบถ้วนตามหลักสตู ร
๒.๕ แผนการจัดการเรยี นรู้
ความหมายของแผนการจัดการเรยี นรู้
มนี กั การศกึ ษาและหน่วยงานให้ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูไ้ วด้ ังนี้ กล่าว
ว่า แผนการสอนหรือบันทึกการสอนหมายถึง การนำวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องเตรียมไว้
ล่วงหน้าเพื่อนำมาทำการสอนตลอดภาคเรียน มาสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน โดยมี
องค์ประกอบหลักคือ จุดประสงค์การเรียนการสอน เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน การใช้
สื่อการเรียนการสอน และวัดผลประเมนิ ผล
ชัยชาญ วงศ์สามัญ๒๒ กล่าวว่า แผนการสอนหมายถึง แบบบันทึกที่บรรจุข้อมูลต่าง ๆ ที่
ผ้สู อนจัดเตรียมไวส้ ำหรบั สอนเร่อื งใดเร่อื งหน่ึง
โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การเตรียมการสอนอยา่ งมีระบบเป็นลาย
ลกั ษณ์อกั ษรล่วงหน้า และเปน็ เครอ่ื งมอื อันสำคญั ทจ่ี ะช่วยให้ผู้เรียนไปสู่จุดหมายปลายทางที่หลักสูตร
กำหนดได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ความสำคญั ของแผนการจัดกจิ กรมการเรียนรู้
๑. ก่อให้เกิดการวางแผนและเตรยี มการลว่ งหน้า เป็นการนำเทคนคิ วิธีการสอนการเรียนรู้
สอ่ื เทคโนโลยี และจิตวทิ ยาการเรยี นการสอนมาผสมผสานประยกุ ต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
ดา้ นต่าง ๆ
๒. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียนการสอน
การเลือกใช้ส่ือ การวัดผลประเมินผลตลอดจนประเดน็ ตา่ งๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งจำเปน็
๓. เป็นคู่มือการสอนสำหรับตัวครูผู้สอนและครูที่สอนแทน นำไปใช้ปฏิบัติการสอน
อย่างมน่ั ใจ
๒๒ ชัยชาญ วงศ์สามัญ, แผนการสอนหมายถึง แบบบันทึกที่บรรจุข้อมลู ต่าง ๆ ที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้
สำหรบั สอนเรอ่ื งใดเรอ่ื งหนึ่ง, (กรุงเทพมหานคร : สำนกั ทดสอบทางการศกึ ษา, ๒๕๔๓), หนา้ ๓๙.
24
๔. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผลที่จะเป็น
ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตอ่ ไป
รปู แบบของแผนการจดั การเรยี นรู้
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานต้นสังกัด
สถานศึกษาหรือผู้สอนที่จะเลือกใช้รูปแบบที่คิดว่ามีความเหมาะสม และสะดวกต่อการนำไปใช้ได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
๑. นำหน่วยการเรียนรู้มาจัดทำแผนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้ทำได้ 2 รูปแบบ คอื
-แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เปน็ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรยู้ ่อยรายชั่วโมง
-แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้รวมไม่แยก เปน็ รายช่ัวโมง
ครูจะต้องทำไปจดั ทำเป็นแผนการจัดการเรยี นรูย้ อ่ ยเอง
๒. ส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย
- ชื่อหน่วยที่ และชือ่ หน่วย ชน้ั ท่ีสอน และเวลาทสี่ อน
- หนว่ ยการเรยี นรูจ้ ัดเปน็ แผนการเรยี นรยู้ ่อย คือ หวั ขอ้ เรือ่ งการเรยี นรู้จะเป็นกี่แผน
ขึน้ กับหัวข้อการเรยี นรู้ที่กำหนดในสาระการเรียนรู้
- จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ กำหนดมาจากผลการเรยี นร้ทู ีค่ าดหวัง
- สาระการเรียนรู้ คือเนอื้ หาสาระการเรียนรทู้ ่เี ปน็ หวั ข้อยอ่ ยทจ่ี ะสอน
- กระบวนการจัดการเรียนรู้ คือ การจดั การเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ี
ครูและนักเรยี นจะต้องปฏบิ ัตใิ นการจดั การเรียนการสอน
- การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ คือการกำหนดวิธีการวัดผลและประเมินผล
เชน่ การสงั เกต การตรวจผลงาน และพฤตกิ รรมการเรยี น ซง่ึ เป็นการประเมินจากสภาพจรงิ
- สื่อและแหล่งการเรียนรู้ จะกำหนดหนังสือประกอบการเรียน สถานที่ที่จะศึกษา
วิทยากร เป็นตน้
จึงกล่าวได้ว่า แผนการจัดการเรียนรูเป็นเครื่องมือสำคัญของการจัดการเรียนรูหรือการ
จดั การเรียนการสอน เนอื่ งจากเป็นเอกสารหรือแผนการเตรียมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไวล
วงหนา เพื่อเป็นแนวทางการสอนสำหรับครู โดยเขียนเป็นลายลักษณอักษรอย่างเป็นระบบ ซ่ึง
ประกอบไปด้วย มาตรฐาน/ตัวชี้วัด จุดประสงค กิจกรรมการเรียนการสอน การใชสื่อ การวัด
ประเมินผลการเรียนรู ทำใหการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนดำเนนิ การไปสู้จุดหมายปลายทางอย่าง
มีประสทิ ธภิ าพ แผนการจดั การเรียนรูมีความสำคัญทั้งกับท้ังผู้สอนและผู้เรียน เพราะแผนการสอนนี้
จะช่วยใหผู้สอนมีคูมอื การจัดการเรียนรู ทีท่ ำไวลวงหนาด้วยตนเอง และทำใหครูมีความมั่นใจในการ
จัดการเรยี นรูได้ตามเป้าหมาย ทำใหครูผสู้ อนผู้ทราบวาการสอนของตนได้เดินไปในทางทิศใด ช่วยให
ผู้สอนมีโอกาสศึกษาคนคว้าและเรียนรูการจัดกิจกรรมการเรยี นรูในรูปแบบตา่ ง ๆ เพื่อประกอบการ
เขียนแผนการเรียนรูที่เหมาะสมกับเนื้อหา และผู้เรียน ช่วยใหผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู
อย่างเป็นระบบตามขั้นตอนที่กำหนดไวและสามารถเป็นหลักฐานทางวชิ าการในด้านการจัดกิจกรรม
การเรียนรูของผู้สอนได้ด้วยการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนจำเป็นท่ีจะตองทราบใน
รายละเอียดที่สำคัญตามความหมาย ความสำคัญ รูปแบบ องคประกอบและขั้นตอนของแผนการ
25
จัดการเรียนรู เพื่อใหผู้สอนสามารถเขาใจความเกี่ยวพันของแต่ละองคประกอบตั้งแต่เริ่มตนจนจบ
กระบวนการ ซึ่งจะช่วยใหครูผู้สอนสามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับผู้เรียนที่
เป็นแบบฉบับของตัวเองได้อย่างเหมาะสมและถูกตองและเป็นแผนการจัดการเรียนรูที่ดี มีคุณภาพ
โดยแผนการจัดการเรียนรูที่ดีนั้นควรควรมีความละเอียด ชัดเจน มีหัวข้อและสวนประกอบต่าง ๆ
ครอบคลุมตามศาสตร์ของการสอนสามารถนำไปใชได้จริงจุดประสงคการเรียนรูครอบคลุมสาระการ
เรียนรู และเป็นจุดที่พัฒนาผู้เรียนในดานความรู ทักษะกระบวนการและเจตคติกิจกรรมการเรียนรู
ควรสอดคลองกับวัตถุประสงคการเรียนรูและสาระการเรียนรู วัสดุอุปกรณ์ สื่อและแหล่งการเรียนรู
สอดคลองสัมพนั ธ์กับกิจกรรมการเรียนรูและการวัดผลและประเมนิ ผล ควรสอดคลองกับจุดประสงค
การเรียนรูซึ่งจะทำใหการจดั การเรียนรูเป็นไปตามวัตถุประสงคอยา่ งมีประสิทธิภาพและคุณภาพตอไป
๒.๖ การวดั ผลและประเมินผล
ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผลเป็นกระบวนการเดยี วกนั
และจะตอ้ งวางแผนไปพร้อมๆ กัน
แนวทางการวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้
๑. ต้องวัดและประเมินผลทั้งความรู้และความคิด ความสามารถ ทักษะ และกระบวนการ
เจตคติ จริยธรรม ค่านิยม รวมท้ังโอกาสในการเรยี นรขู้ องผู้เรียน
๒. วิธีการวัดและประเมินผลต้องสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรทู้ ี่กำหนดไว้
๓. ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินผลตามความเป็นจริงและต้องประเมินผล
ภายใตข้ ้อมลู ทม่ี อี ยู่
๔. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนำไปสู่การแปลผลและข้อสรุป
ที่สมเหตุสมผล
๑. การวัดและการประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ทั้งในด้านของวิธีการวัด
โอกาสของการประเมนิ
วัตถปุ ระสงคข์ องการวัดและประเมนิ ผล
๑. เพ่ือวนิ ิจฉัยความร้คู วามสามารถ ทกั ษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม
และค่านิยมของผู้เรียน และเพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะได้เต็ม
ศักยภาพ
๒. เพื่อใช้เปน็ ข้อมลู ป้อนกลับใหแ้ กต่ วั ผ้เู รยี นเอง วา่ บรรลตุ ามมาตรฐานการเรยี นรเู้ พียงใด
๓. เพ่ือใช้ขอ้ มลู ในการสรุปผลการเรยี นร้แู ละเปรยี บเทียบถงึ ระดบั พัฒนาการของการเรยี นรู้
การวัดและประเมินผลจึงมีความสำคญั เป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวดั
และการประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียน และครอบคลุม
กระบวนการเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรทู้ ง้ั 3 ดา้ น จงึ ตอ้ งวดั และประเมนิ ผลจากสภาพจริง
26
การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง
กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมในชั้นเรียน กิจกรรมการปฏิบัติ
กิจกรรมสำรวจภาคสนาม กิจกรรมการสำรวจตรวจสอบ การทดลอง กจิ กรรมศึกษาค้นคว้า กจิ กรรม
ศึกษาปญั หาพเิ ศษหรอื โครงงานฯลฯ ในการทำกิจกรรมเหลา่ น้ตี ้องคำนงึ วา่ ผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพ
แตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึงอาจทำงานชิ้นเดียวกันได้เสร็จในเวลาที่แตกต่างกัน และผลงานที่ได้
ก็อาจแตกต่างกันด้วย เมื่อผู้เรียนทำกิจกรรมเหล่านี้ก็ต้องเก็บรวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ชิ้นงาน
บันทึก และรวมถึงทักษะปฏิบัติต่างๆ เจตคติ ความรัก ความซาบซึ้ง กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ทำ
และผลงานเหล่าน้ีต้องใช้วิธีประเมินที่มีความเหมาะสมและแตกต่างกัน เพื่อช่วยให้สามารถประเมิน
ความรู้ความสามารถ และความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและประเมินผลจากสภาพ
จริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการประเมินหลายๆ ด้าน หลากหลายวิธีในสถานการณ์ต่างๆ
ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง และต้องประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ข้อมูลที่มากพอที่จะสะท้อน
ความสามารถที่แทจ้ รงิ ของผู้เรียนได้ลกั ษณะสำคญั ของการวัดและประเมินผลจากสภาพจริง
๑. การวดั และประเมนิ ผลจากสภาพจริง มลี ักษณะท่สี ำคัญคอื ใช้วธิ ีการประเมนิ กระบวนการ
คิดท่ีซบั ซ้อน ความสามารถในการปฏิบตั ิงาน ศักยภาพของผู้เรยี นในดา้ นของผู้ผลติ และกระบวนการ
ทไ่ี ด้ผลผลติ มากกวา่ ท่จี ะประเมนิ วา่ ผู้เรียนสามารถจดจำความรอู้ ะไรไดบ้ า้ ง
๒. เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียน เพื่อวินิจฉัยผู้เรียนในส่วนที่ควรส่งเสริมและ
ส่วนที่ควรจะแก้ไขปรับปรงุ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจ
และความต้องการของแตล่ ะบคุ คล
๓. เป็นการประเมินทีเ่ ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการประเมนิ ผลงานของทั้งตนเอง
และของเพือ่ นรว่ มหอ้ งเพ่อื สง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นรจู้ กั ตนเอง เชอื่ มั่นในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้
๔. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวาง
แผนการสอนของผ้สู อนวา่ สามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจและความต้องการ ของผ้เู รียน
แตล่ ะคนไดห้ รอื ไม่
๕. ประเมนิ ความสามารถของผู้เรยี นในการถ่ายโอนการเรียนรไู้ ปส่ชู วี ติ จริงได้
๖. ประเมนิ ดา้ นต่างๆ ด้วยวิธีทหี่ ลากหลายในสถานการณต์ ่างๆ อยา่ งต่อเนือ่ ง
รายละเอียดของวิธีการวัดและประเมนิ ผลท่ีสำคัญ
๑. การสงั เกตการสังเกตทำให้สามารถเรียนรู้เร่ืองราวของผู้เรยี นแต่ละคนได้ แต่การสังเกตที่
ไม่ได้มีการเตรียมการในรายละเอียดต่างๆ หรือใช้วิธีการที่ไม่ดีก็จะทำให้ขาดความเชื่อมั่นได้ การใช้
วิธกี ารสงั เกตโดยตรง ทำให้ได้ข้อมลู ท่ดี ี และในการสังเกตจะต้องเลือกวา่ จะสงั เกตตามกรอบท่ีกำหนด
ไว้หรอื ไม่ต้องมีกรอบการสงั เกตตามกรอบ ๑. ต้องกำหนดจุดประสงค์ท่ีต้องการวัด ๒. เครื่องมือท่ใี ช้
บันทึกข้อมูล การสังเกต อาจใช้ตั้งแต่การบันทึกพฤติกรรม จนกระทั่งมาตราส่วนประมาณค่า ๓.
รายการสังเกตอาจแจ้งให้ผู้เรียนทราบหรือไม่ก็ได้ แต่ผู้สังเกตต้องมีการวางแผนเป็นอยา่ งดี ๔. ต้อง
เจาะจงผู้เรยี นทคี่ ิดไวแ้ ลว้ วา่ จะสังเกตใคร
การสังเกตไม่มีกรอบ
๑. ไมต่ อ้ งระบุจดุ ประสงคข์ องการสงั เกต
๒. เพยี งแตใ่ ชเ้ ครอ่ื งมอื เพื่อบนั ทกึ ขอ้ มลู ตา่ งๆ ในกระดาษเปลา่
27
๓. อาจสงั เกตผเู้ รยี นคนใดกไ็ ด้ ขึ้นอย่กู บั เหตกุ ารณ์ท่ีเกดิ ขนึ้ ในขณะนน้ั อาจจะตั้งใจหรือไม่ก็
ได้
๒. การสัมภาษณ์
เป็นวิธีการท่ีดที ส่ี ุด ทำให้ร้วู ่าเหตกุ ารณ์ที่เกิดข้ึนในตอนท่ที ่านไม่ได้สงั เกตดว้ ยนั้นเป็นอยา่ งไร
๓. การวัดผลและประเมินผลด้านความสามารถ
ลักษณะสำคญั ของการประเมนิ ความสามารถคือ กำหนดวตั ถุประสงคข์ องงาน วธิ กี ารทำงาน
ผลสำเร็จของงาน มีคำสั่งควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน
การประเมินความสามารถที่แสดงออกของผู้เรียนทำได้หลายแนวทางต่างๆ กันขึ้นอยู่กับ
สภาพแวดลอ้ ม สภาวการณ์ และความสนใจของผเู้ รยี น เช่น
๑. มอบหมายงานใหท้ ำ งานที่มอบให้ทำต้องมคี วามหมาย มคี วามสำคัญมคี วามสัมพนั ธ์
กับหลักสูตร เนื้อหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการปฏิบัติงาน
ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงาน และการใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งการประเมินโดยใช้
แฟม้ สะสมผลงาน (Portfolio)
เป็นการเก็บรวบรวมและสร้างเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับผลงานที่บ่งบอกถึง ความสำเร็จเชิง
สมรรถนะเฉพาะด้านทไ่ี ด้มีการคัดสรรแล้ว๒๓
ลกั ษณะงานที่ใหผ้ ้เู รียนทำ
- ผู้เรียนมีอิสระท่ีจะเลือกทำผลผลติ ตามความถนดั และความสามารถ
- ผเู้ รยี นต้องใช้ความสามารถหลากหลาย
- ผู้เรียนไดแ้ สดงความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละทำงานด้วยตนเอง
- ผู้เรียนมคี วามยดื หยนุ่ ในการใช้เวลาเพอ่ื ปรับปรงุ ผลผลติ
- ส่งเสรมิ การพฒั นาทกั ษะการทำงาน และเปิดโอกาสให้พฒั นาทักษะการทำงานเป็นทีม
หลักการประเมนิ ผลโดยใชแ้ ฟม้ สะสมผลงาน
๑. เป็นการรวบรวมสง่ิ ท่ีกำลงั ดำเนินการอยู่ โดยเก็บรวบรวมเป็นระยะ
๒. เป็นการรวบรวมผลงานที่แสดงให้เห็นพัฒนาการระดับต่างๆ ในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่
ปริมาณ
๓. เป็นแนวทางและเปน็ ส่งิ ท่คี วบค่กู ับการจัดการเรยี นรู้
๔. เป็นการรวบรวมผลงานทแี่ สดงลกั ษณะเฉพาะของผู้เรยี นแตล่ ะคน
๕. มุ่งเนน้ ในสง่ิ ที่ผเู้ รยี นเรยี นรู้
๖. ผู้สอนและผู้เรียนมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็นและประเมินผล
ร่วมกัน
๗. เป็นการรวบรวมเอกสารอยา่ งหลากหลาย ท้ังทีเ่ ปน็ ตัวอยา่ งใหเ้ ห็น
กระบวนการและตวั อย่างท่ีเป็นผลผลิตสิง่ ท่ีรวบรวม
๒๓ สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์, การประเมิน, (กรุงเทพมหานคร : สำนักทดสอบทางการศึกษา, ๒๕๓๐),
หนา้ ๒๕.
28
๑. ตัวอย่างผลงานที่แสดงให้เห็นกระบวนการพัฒนาการของผู้เรียนซึ่งเน้นกิจกรรม
และกระบวนการท่ีผู้เรียนใช้
๒. ตัวอย่างผลงานผู้เรียนที่เป็นผลผลิตที่สำเร็จแล้ว เช่น โครงงาน ซึ่งแสดงให้เห็นจุดเด่น
ของผลสมั ฤทธิ์ของผ้เู รยี น
-ผลการสงั เกตของผสู้ อน
-ข้อมลู ทร่ี วบรวม โดยใชก้ ารวดั ผลและประเมินผล
-ขอ้ เสนอแนะของผปู้ กครอง
ข้ันตอนการประเมินโดยใช้แฟ้มผลงาน
๑. วางแผนการจดั ทำแฟม้ ผลงาน
- การเตรยี มตัวผูส้ อน ศึกษาหลักสตู ร แผนการจัดการเรียนรู้
- การเตรยี มตัวผเู้ รียน แจง้ ผลการเรยี นรู้ กิจกรรมที่ตอ้ งปฏบิ ัตกิ ารวดั ผลประเมินผล
ฯลฯ
๒. การเก็บรวบรวมผลงานหรือหลักฐาน โดยการวางแผนร่วมกับผู้เรียนให้อภิปราย
ในประเด็นตอ่ ไปนี้ เกบ็ อยา่ งไร เกบ็ เม่ือไร เก็บไวท้ ีใ่ ด
๓. คัดเลือกผลงาน คัดเลือกอย่างไรต้องครอบคลุมอะไรบ้าง ใครเป็นคนคัดเลือก (ผู้เรียน
รวบรวม คัดเลือก ตรึกตรอง และทบทวน) ลักษณะชิ้นงานที่ผู้เรียนควรเก็บดีที่สุด ชอบ มีคุณค่า
ทำยาก มคี วามหมาย เป็นท่รี ะลึก
๔. การแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกต่อผลงานของผู้เรียน ขั้นตอนนี้เป็นการพัฒนา
อารมณ์ และความรู้สึกของผู้เรียน อันจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจ โดยการให้ผู้เรียนแสดงความรู้สึก
ต่องานที่ผเู้ รยี นทำ
๕. การประเมินผลงานของตนเอง เมื่อผู้เรียนจัดทำแฟ้มสะสมผลงานเสร็จสิ้นแล้ว
ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินผลงานของตนเอง โดยอาจให้ตอบคำถามเหล่าน้ี “สิ่งที่จุดประกาย
ให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการผลิตผลงานในแฟ้มนี้ คิดว่างานชิ้นใดทำได้ดีเป็นพิเศษ และคิดว่า
งานชนิ้ ใดท่ีอยากจะพัฒนาให้ดีข้ึนอีก” ในการประเมนิ ผลงานนน้ั ต้องฝึกให้ผู้เรียนวิเคราะห์ทั้งจุดเด่น
และจุดบกพร่องของงานก่อนการตัดสนิ
๖. ประเมินแฟม้ งานโดยกลุ่ม ควรกำหนดวนั ใดวนั หนึ่งใหเ้ ป็นวนั ประเมนิ งานทุกกลุ่มร่วมกัน
ให้แต่ละคนเขียนข้อวิจารณ์ วิธีนี้ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับซ่ึงช่วยเสริม แง่คิด ได้รับข้อแนะนำ
เพ่อื ให้เหน็ แง่มุมหลากหลาย สามารถนำไปพฒั นาแฟ้มของตนใหด้ ยี ่ิงขน้ึ
๗. การจัดนิทรรศการผลงานของผู้เรียน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงผลงาน
ได้อธิบายผลงานของตนเองให้บุคคลต่างๆ ได้รับทราบวา่ มีแนวคิดอย่างไร และมีความคาดหวังอะไร
ในผลงาน พรอ้ มท้งั ได้มีโอกาสรบั การวพิ ากษ์วิจารณจ์ ากบคุ คลอน่ื ๆ
หมายเหตุ การประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน ผู้เรียนจะต้องทำแฟ้มสะสมงานที่แสดงถึง
พฒั นาการด้านความรู้ ความคดิ ทกั ษะ/กระบวนการ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มจำนวน 1 แฟ้ม
29
๕. การประเมินโดยกลุ่มเพ่ือน
เปน็ การตดั สนิ ใจโดยกลมุ่ เพอื่ นทำงานร่วมกันด้วยเกณฑ์ทใี่ ช้ในการพิจารณา เช่น
- ความคดิ สร้างสรรค์
- การช่วยเหลอื กลุ่ม
- ความสามารถในการที่จะทำงานใหเ้ สร็จตามกำหนดเวลา
- เกณฑ์อ่ืนๆ ได้แก่ การคน้ คว้า การรวบรวมข้อมูล การเขยี นรายงาน
การนำเสนอสง่ิ ทีค่ ้นพบ
๖. การประเมินกลมุ่
ความสามารถที่จะทำงานในฐานะสมาชิกผู้มีประสิทธิภาพของกลุ่ม ถือเป็นทักษะที่สำคัญ
การจดั การเรยี นรู้ท่เี น้นผู้เรียนเป็นศนู ย์กลาง ทุกกลมุ่ วชิ าจะตอ้ งเน้นย้ำการทำงานเป็นกลุ่ม มีการจัด
ความพรอ้ มอยา่ งมีคณุ ภาพ และมีการประเมินผลท่ีละเอยี ดรอบคอบ การทำงานกลุ่มของผู้เรียนจะมี
คุณภาพสงู สุด รวมทง้ั ใหค้ วามสนุกสนาน เพลดิ เพลินเมอ่ื มีการปฏบิ ัติ ดังน้ี
๑. จดั บรรยากาศให้เหมาะสม ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นรบั ทราบ และเขา้ ใจวา่ การทำงานกล่มุ จะให้ผลดี
แกผ่ เู้ รยี นอยา่ งไร ผลงานกล่มุ จะประเมนิ ด้วยวธิ ีใด
๒. แจ้งใหผ้ ูเ้ รยี นทราบว่างานของกลุม่ จะประเมินผลเมื่อใด การแจ้งลว่ งหน้าน้จี ะทำให้ผู้เรียน
ไม่ได้รับความกดดนั ต้องคอยวิตกกังวลว่าเม่ือใดผสู้ อนจงึ จะประเมินผล
๓. คะแนนทก่ี ำหนดให้ไมค่ วรมากเกินไป เพราะหลกั การต้องการจะพัฒนาการทำงานร่วมกัน
๔. แจ้งเกณฑ์การประเมินผลให้ผู้เรียนทราบ และบอกเกณฑ์บางส่วนให้พร้อมทั้งให้ผู้เรียน
เพิ่มเติมเกณฑ์ของตนเองได้ จึงค่อยตัดสินใจวา่ แต่ละเกณฑ์จะให้คะแนนอย่างไร
๕. จัดเวลาให้ผู้เรียนได้มีการสำรวจว่าคุ้มค่าแก่การเรียนรู้หรือไม่ เป็นการให้ผู้เรียนได้
วเิ คราะห์ผลสำเร็จของตนเองมเี วลาแยกแยะว่ามีจุดใดทีน่ ่าจะทำได้ดีย่งิ ขึน้ อกี
๖. ผู้สอนต้องมั่นใจและกระจ่างชัดว่า สิ่งที่จะประเมินผลคือ ผลผลิตจากงานของกลุ่มหรือ
ประเมินผลกระบวนการทำงาน กระบวนการและผลผลิตเป็นคนละเรื่องกัน และจำเป็นต้องมีแนว
ทางการประเมินที่แตกต่างกัน ในการทำกิจกรรมกลุ่มบางกิจกรรมใช้การประเมินผลผลิต
แต่บางกจิ กรรมอาจใช้เพ่อื การประเมนิ ผล กระบวนการปฏิบัตเิ ท่าน้ัน
๗. ตอ้ งระวงั อันตรายจากการประเมนิ งานกลุ่มเปน็ รายบุคคล เพราะจะนำไปสคู่ วามรู้สึกเจ็บ
ช้ำน้ำใจ และการโตแ้ ย้งอยา่ งรุนแรงได้ตอ้ งมกี ารแจ้งเกณฑ์ใหท้ ราบล่วงหนา้ มีการอภิปราย มีข้อตกลง
ตั้งแต่แรกเริ่มลงมือปฏิบัติกิจกรรม การประเมินผลบุคคลควรจะทำต่อเมื่อผู้เรียนทั้งกลุ่มได้รับการ
พัฒนาความมน่ั ใจและความเชอื่ ถือ
๘. พิจารณาวิธีการจัดกลุ่ม จะให้ผู้เรียนเลือกเข้ากลุ่มเองหรือไม่ (มีแนวโน้มว่าจะเลือกเข้า
กลุ่มเกง่ ) หรือจะใช้การส่มุ จดั ผู้เรยี นเข้ากล่มุ เพอ่ื ให้คละความสามารถในกลมุ่ (วธิ ีนไ้ี ดผ้ ลดีสำหรับงาน
ทีใ่ ชเ้ กณฑว์ ดั ซงึ่ อาจมกี ารหมนุ เวยี นสมาชิกกลุม่ ) หรือผ้สู อนต้องการจัดผู้เรยี นให้สมดุลทุกกลุ่ม เพื่อ
คละประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถและทักษะของผู้เรียน วิธีการนี้ มีประโยชน์เพ่ือ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื อย่างมีคุณภาพแต่ตอ้ งการทกั ษะการประสานงานท่ีสงู มากในการจดั การ ๗.
การประเมินตนเอง เปน็ การเสนอผลงาน ผ้สู อนควรฝึกให้ผู้เรียนมกี ารประเมินตนเอง ท้ังด้านความคิด
และดา้ นความรู้สึก โดยให้ผเู้ รยี นได้พดู ถงึ งานของตน มีข้นั ตอนกระบวนการทำอยา่ งไร มีจุดบกพร่อง
30
จดุ ดีตรงไหน ผ้เู รยี นไดค้ วามรู้อะไรบา้ ง และผเู้ รียนมคี วามรู้สกึ อยา่ งไรต่องานท่ีทำขณะเดียวกันก็เปิด
โอกาสให้เพื่อนๆ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์งานของผู้เรียนอันจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจ การเขียน
รายงานเป็นการใหผ้ ้เู รยี นเขียนรายงานเกย่ี วกับพฤตกิ รรมของตนเอง
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนหนึ่งๆควรมีการตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียน ผู้สอน
และกระบวนการสอนเป็นระยะๆ (formative evaluation)เพื่อพิจารณาตรวจสอบวา ผู้เรียนมี
คุณสมบัติหรือเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค ตรงตามวัตถุประสงค ของการเรียนการสอนตรงตามที่
กำหนดไวหรือมีกระบวนการวัดและประเมนิ ผลนี้จะพยายามทำใหไ้ ด้ขอมลู จากการจัดการเรียนการ
สอน เพื่อนํามาใชวิเคราะห์และตัดสินใจวา การสอนดังกล่าวน้ันบรรลุผลหรือไม่ นำผลการตัดสินใจ
เพ่ือประโยชนในการจัดลำดบั เล่ือนช้ันเรยี นและพฒั นาปรบั ปรงุ การเรียนการสอนตอไป
๒.๗ งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
การศึกษาวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ กล่มุ สาราสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบ้านโคกสี
วิทยาเสรมิ อำเภอเมืองขอนแก่น จงั หวดั ขอนแก่น ในครง้ั นี้ ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษางานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ งดงั นี้
ปุณณวัช ทัพธวัช๒๔ งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายอาญาน่ารู้ และ
ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ
ไตรสิกขา ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนรู้เรื่อง กฎหมายอาญานา่ รู้ หลังเรียนดว้ ยการจดั การเรียนรู้
แบบไตรสิกขาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ทักษะการคิดอย่างมี
วิจารณญาณหลังเรียนดว้ ยการจดั การเรยี นรแู้ บบไตรสิกขาสงู กวา่ ก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติที่
ระดับ .๐๕ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาอยู่ใน
ระดบั สงู ความคิดเห็นของนักเรียนทมี่ ีต่อการจัดการเรียนรู้แบบไตรสกิ ขาโดยภาพรวมอยูใ่ นระดับเห็น
ด้วยมาก
ฐานสุขวรรณา วงษสุภาพงษ๒๕ การนําหลกั ไตรสกิ ขาไปใชในชีวิตประจำวันของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปท่ี ๔-๖ โรงเรียนเทศบาล ๑ จังหวัดนครนายก ผลการศึกษาพบวา นักเรียนได้การนํา
หลักไตรสิกขาไปใชในชีวิตประจำวัน ในภาพรวมและ รายดานอยูในระดับมากดังนี้ ด้านการบริโภค
อาหารและด้านการออกกําลังกายได้นําหลักไตรสิกขาไปใชในชีวิตประจำวันเรียงลำดับด้วยปัญญา
สมาธิ และศีล ด้านการศึกษาและ ด้านการพักผอน เรียงลำดับด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ด้านจิต
อาสาเรียงลำดับดว้ ย ปัญญา ศีล และสมาธิ การนําหลักไตรสิกขาไปใชในชีวิตประจำวันของนกั เรยี น
ไม่มีความสัมพันธ์กับอาชีพ ของผู้ปกครองและฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว ซึ่งไม่แตกต่างกัน เม่ือ
จาํ แนก ตามเพศ ระดบั ชัน้ และการอบรมส่งั สอนของผู้ปกครอง
๒๔ ปุณณวัช ทัพธวัช, การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายอาญาน่ารู้, (กรุงเทพมหานคร : สำนัก
ทดสอบทางการศึกษา และจติ วิทยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโรฒประสารมิตร, ๒๕๔๖), หนา้ ๕.
๒๕นางฐานสขุ วรรณา วงษ์สุภาพงษ์, การนาํ หลักไตรสิกขาไปใช้ในชวี ิตประจําวัน, (กรุงเทพมหานคร :
สำนักทดสอบทางการศกึ ษา และจติ วทิ ยา มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโรฒประสารมิตร, ๒๕๕๕), หน้า ๗.
31
กติ ติชยั สุธาสิโนบล๒๖ การพัฒนาหลกั สตู รฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมโดยใชไ้ ตรสิกขาเป็น
ฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ การสำรวจความตอ้ งการในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม
คุณธรรมจริยธรรมโดยใช้ไตรสิกขาเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ ๕ เพื่อนำข้อมูล
ไปจัดทำร่างหลักสูตรฝึกอบรมกับผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด ๑๓ ท่าน โดยภาพรวมพบว่า ให้ความสำคัญ
เกี่ยวกับการ ฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมโดยนำหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนามาเป็นหลักสูตร
ฝึกอบรมโดยเห็นว่าควร ใช้ไตรสิกขาเป็นฐานการเรียนรู้ ของการจัดกิจกรรมและ ต้องการพัฒนา
หลักสูตรฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมโดย ใช้ไตรสิกขาเป็นฐาน ประสิทธิภาพด้านความคิดเห็นของ
ผู้เชี่ยวชาญ มี ๓ ด้านดังนี้ ๑) การประเมินความเหมาะสมของร่าง หลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ความ
เหมาะสมของร่างหลักสูตร ฝึกอบรมทั้งฉบับ ร่างหลักสูตรฝึกอบรมมีความเหมะสมมาก ที่สุด ๑๔
รายการประเมินและมีความเหมาะสมมาก ๕ รายการประเมิน ร่างหลักสูตรฝึกอบรมรวมทั้งฉบับมี
ความ เหมาะสมมากที่สุด ( ̅ = ๔๖๔ , S.D. = ๐.๒๐) ๒) การประเมินความสอดคล้องของร่าง
หลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ร่างหลักสูตรฝึกอบรมทั้งฉบับมี ความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ ๐ .๙๘
ซึ่งมากกว่า ๐.๕๐ แสดงว่า ร่างหลักสูตรมีความสอดคล้องเมื่อคิดเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีความ
สอดคล้องเท่ากับ ๑.๐๐ จำนวน ๗ ด้าน ได้แก่ ด้านโครงสร้างหลักสูตรด้านหลักการของหลักสูตร
ด้านภารกิจด้าน แนวคิดหลักในการ ฝึกอบรมด้านกระบวนการฝึกอบรม ด้านสื่อและอุปกรณ์ที่ใช้ใน
การฝกึ อบรมด้านการวดั ผลประเมนิ ผลดา้ นท่ีมีความ สอดคล้องเท่ากบั ๐.๙๕ จำนวน ๑ ด้าน คอื ด้าน
เนื้อหา สาระของหลักสูตรฝึกอบรม ๓) ความสอดคล้องของแผนการจัดกิจกรรม พบว่า แผนการจัด
กิจกรรมของหลักสูตรฝึกอบรมทั้งฉบับมี ความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ ๐.๙๖ ซึ่งมีความสอดคล้อง
ทั้งหมดมากกวา่ ๐.๕๐ แสดงว่าแผนการจัดกิจกรรมการ ฝึกอบรมมีความสอดคล้องสามารถนำไปใช้
ประกอบการ ฝึกอบรมได้ ซึ่งผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ค่าเฉลี่ยการทดสอบวัด
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนก่อนฝกึ อบรมและหลังฝกึ อบรมจากหลกั สตู รฝึกอบรม คุณธรรมจรยิ ธรรมโดย
ใช้ ไตรสิกขาเป็นฐาน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ ๑๗.๔๗ ส่วน เบี่ยงเบน
มาตรฐานเท่ากับ ๓.๗๘๕ และคะแนนเฉลี่ย หลังจากการฝึกอบรมเท่ากับ ๒๓.๘๓ ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเท่ากับ ๒.๕๒๐ ความแตกต่างกอ่ นฝกึ อบรมและ หลงั จากการฝึกอบรมมนี ัยสำคัญทางสถิติ
ทรี่ ะดับ .๐๑ ซ่งึ เป็นไปตามสมมติฐานท่วี า่ คะแนนหลงั จากการฝกึ อบรม สงู กว่ากอ่ นการฝกึ อบรม
พระอดิเทพ อธิวณฺโณ (หมกทอง)๒๗ การใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึง
ประสงคข์ องนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรยี นท่าชนะจังหวัดสุราษฎรธ์ านี ผลการวิจัยพบว่า
การใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
โรงเรียนท่าชนะจังหวัดสุราษฎรธานีพบว่าโดยรวมทั้ง 3 ด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( ̅=๔.๑๕)
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ด้านปญั ญามีค่าเฉล่ียสูงสดุ ( ̅=๔.๒๘)
รองลงมาคือด้านคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ่ ประสงคด์ ้านศีล ( ̅=๔.๑๓) ส่วนด้านคณุ ลักษณะที่พึ่งประสงค์ด้าน
๒๖ กิตติชัย สุธาสิโนบล, การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมโดยใช้ไตรสิกขา ,
(กรุงเทพมหานคร : พรราพร้ินติง้ จำกัด, ๒๕๕๗), หน้า ๑๐.
๒๗ พระอดิเทพ อธิวณฺโณ, การใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ,
(กรงุ เทพมหานคร : เลสติง้ พรนิ้ ติ้งจำกดั , ๒๕๖๐), หน้า ๑๒.
32
สมาธิมคี า่ เฉล่ียคา่ สุด ( ̅=๔.๐๕) เม่อื จำแนกตามเพศระดับชั้นเรยี นอาชีพบดิ ามารดาและรายได้บิดา
มารดาพบว่าโดยรวม มีคา่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มาก ผลการเปรยี บเทยี บการใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนา
คณุ ลักษณะทีพ่ ึ่งประสงคข์ อง นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลายโรงเรียนท่าชนะจงั หวัดสรุ าษฎร ธานี
จำแนกตามข้อมูลทั่วไป พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีเพศระดับชั้นเรียนอาชีพบิดา
มารดาและรายได้บิดา มารดาต่างกันมีการใช้หลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์
ไมแ่ ตกตา่ งกัน ขอ้ เสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสรมิ การใชห้ ลักไตรสกิ ขาในการพัฒนาคุณลักษณะที่
พงึ่ ประสงค์ ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนท่าชนะจังหวัดสุราษฎรธานพี บว่า ครูและ
ผู้ปกครองควรส่งเสริมใหน้ ักเรียนมีความสามัคคีปรองดองภูมใิ จเชิดชูในความเป็นไทย ซื่อสัตย์สุจริต
สนับสนุนให้เป็นนักเรียนที่ประพฤติปฏิบัติชอบ ทั้งทางกายวาจาและใจ ควรส่งเสริมให้นักเรียนได้
ปฏิบัตติ นตามหลักศาสนาที่ตนนับถอื อย่างเครง่ ครัด ควรส่งเสรมิ ให้นกั เรียนมีวนิ ยั จะได้เป็นผู้ที่ปฏิบัติ
ตนตามระเบียบ กฎเกณฑ์และข้อบังคับของครอบครัวโรงเรียน ควรสนับสนุนนักเรียนที่เป็นผู้ใฝ่
เรียนร้ใู ห้เป็นนักเรียนที่มีความตั้งใจเพียรพยายามในการเรียนและเขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรียนรู้ แสวงหา
ความร้จู ากแหล่งเรยี นร้ทู ั้งภายในและภายนอกโรงเรยี นอยา่ งสมำ่ เสมอควรสง่ เสริมให้ นักเรยี นเลอื กใช้
สื่ออย่างเหมาะสม และมีความเป็นอยูอ่ ยา่ งพอเพียงรู้จักประมาณตนมีเหตผุ ล รอบคอบระมัดระวังมี
ภมู ิคุ้มกนั ชวี ิตท่ดี ีและอย่รู ว่ มกบั ผ้อู ่ืนในสังคม อย่างมีความสุข
จากการศึกษางานวิจัยในประเทศแสดงให้เห็นว่า การนำเอารูปแบบการสอนตามหลัก
ไตรสกิ ขามาใชใ้ นการสอน ทำใหผ้ ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนสงู ขนึ้ กว่านกั เรยี นที่เรียนโดยใช้
กิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติดังที่ ศิรประภา อุณหเลขกะ ได้ศึกษาเรื่องผลการใช้กจิ กรรมการเรยี นรู้
แบบไตรสิกขาต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น และความคิดเห็นของนกั เรียนท่มี ีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ
ไตรสิกขาโดยภาพรวมกอ็ ยใู่ นระดับมากด้วย
๒.๙ กรอบแนวคิดการวจิ ัย
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระ
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนบา้ นโคกสวี ทิ ยาเสริม ตำบลโคกสี
อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและเอกสารที่
เกีย่ วข้อง จึงกำหนดกรอบแนวคดิ การวจิ ัย ดังน้ี
ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม
- การจัดการเรยี นรเู้ รยี นรแู้ บบ - ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนไตรสกิ ขา รายวชิ า
เศรษฐศาสตร์ กลมุ่ สาระสังคมศึกษา ศาสนา
ไตรสกิ ขา เรอ่ื งความสมั พันธท์ าง
เศรษฐกจิ และวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4
-เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคิดการวิจยั
33
บทที่ ๓
ระเบยี บวธิ วี ิจยั
ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ กลมุ่ สาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรยี นบา้ นโคก
สวี ทิ ยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแกน่ ผู้วิจยั ไดด้ ำเนินการตามขัน้ ตอน ดังน้ี
3.1 รูปแบบการวจิ ยั
3.2 ประชากรกลุ่มเปา้ หมาย
3.3 เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย
3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.5 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
3.6 สถิตทิ ี่ใช้ในการวจิ ัย
3.1 รปู แบบการวิจัย
การวิจยั เรอ่ื ง การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสรมิ
ตำบลโคกสี อำเภอเมอื ง จังหวัดขอนแก่น เป็นการวจิ ยั เชงิ ทดลอง (Experimental Research) ได้แก่
แผนการจัดการเรียนรู้ดว้ ยหลกั ไตรสกิ ขา และแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
3.2 ประชากรกลมุ่ เปา้ หมาย
ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้าน
โคกสีวิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมอื งขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖
4 จำนวน 14 คน
3.3 เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
๓.๓.1 เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวจิ ยั
๑. แผนการจัดการเรียนรูด้ ้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สำหรบั นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๔ จำนวน ๓ แผน แผนจัดการเรยี นรลู้ ะ ๑ ช่ัวโมง
รวมเวลาเรียน ๓ ชว่ั โมง มีรายละเอียดดังน้ี
34
๑) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ธนาคาร
และรฐั บาล 1 ชว่ั โมง
๒) แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 เรื่องการหารายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน
1 ชวั่ โมง
๓) แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 3 เรือ่ งความหมายสภาพแวดลอ้ มชมุ ชน 1 ชัว่ โมง
๒. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนหลังการใช้หลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับ
นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ เป็นแบบปรนัย 4 ตวั เลือก จำนวน ๓0 ข้อ
๓.๓.๒ การสรา้ งเครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
๑. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ มีขั้นตอน
ดังน้ี
๑.๑ ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับ
คุณภาพผู้เรียน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ประเดน็ การเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ของ
นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
๑.๒ กำหนดกรอบเนื้อหา กิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ ตัวชี้วัดในการเขียน
แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สำหรับนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๔
๑.๓ กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ แหล่งเรียนรู้ การวัดผลและการประเมินผลใน
แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สำหรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔
๑.๔ ศกึ ษาการออกแบบการเขียนแผนการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยหลกั ไตรสิกขากลมุ่ สาระ
การเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๔
๑.๕ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๔ ตามกรอบเน้ือหาสาระ ตวั ช้ีวดั ท่กี ำหนดไวข้ องกลุ่ม
สาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยกรอบเนื้อหาและสาระของการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อิงจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มี
จำนวน ๓ แผน คอื
๑)แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจชุมชน
1 ชั่วโมง
๒) แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 2 เร่ือง การเงนิ รายจ่ายการออมการลงทนุ 1 ช่ัวโมง
๓) แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 3 เร่ือง ความหมายความหมายสภาพแวดลอ้ มชุมชน
1 ชว่ั โมง
35
๑.๖ การหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม สำหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๔ ผวู้ จิ ยั ได้ดำเนินการ ดงั นี้
๑) ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา งานวิจัยศึกษา
อสิ ระทางสงั คมศึกษา เพ่ือขอคำแนะนำและได้ปรับปรุงแกไ้ ขตามคำแนะนำ
๒) นำแผนการจดั การเรียนรู้ไปใหผ้ ู้เชย่ี วชาญจำนวน ๓ ทา่ น เพอ่ื ตรวจสอบความ
เที่ยงตรง ของแผนการจัดการเรียนรู้จากนั้นนำมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ เพื่อตรวจสอบความ
ถกู ตอ้ งชัดเจนอกี ครั้ง กอ่ นนำแบบทดสอบไปทดลองใช้
๓) ปรับเปลี่ยนแผนการจัดการเรียนรู้ตามผู้เชี่ยวชาญ และหาค่า IOC เท่ากับ
1.00
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการใช้ด้วยไตรสิกขา กลุ่มสาระการ
เรยี นร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๔
2.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ได้แก่ คู่มือการสร้างสื่อการสอน คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ค่มู ือวดั ผลประเมนิ ผล การศึกษาวธิ ีการสร้างและทำแบบทดสอบจากเอกสาร
ตา่ ง ๆ วิเคราะหห์ ลักสูตรสถานศกึ ษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษาศาสนา
และวัฒนธรรมเกี่ยวกับสาระ และตัวชี้วัดที่ใช้ในการทดลองเพื่อสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น
2.๒ ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ลักษณะของ
แบบทดสอบเกี่ยวกับความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมาตรฐานการเรียนรู้ วิเคราะห์สาระการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ชี้วดั โดยศึกษาเกย่ี วกบั คำศัพท์ โครงสรา้ ง สํานวลทางภาษา
2.3 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้หลักไตรสิกขา โดยมี
ลำดบั ข้นั ตอนดังนี้
2.3.๑ ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
มาตรฐาน การเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 4
2.3.๒ วิเคราะหส์ าระการเรยี นรคู้ วบคูก่ บั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ เพอื่ ใหก้ ารสร้าง
ข้อสอบในแตล่ ะขอ้ สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์ท่ีได้ตงั้ ไว้
2.3.๓ จัดทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หนว่ ยการเรียนรู้ เป็นแบบ
ปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ ๔ ตวั เลือก จำนวน ๔๐ ขอ้
2.3.๔ นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่จดั ทำขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่
ปรกึ ษาเพ่อื ตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรงุ แกไ้ ขตามคำแนะนำ
2.3.๕ นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้วเสนอต่อผู้เชีย่ วชาญ จำนวน ๓ ท่าน เพ่ือ
ตรวจสอบคณุ ภาพโดยใชก้ ารวิเคราะหค์ ่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อคำถามกับจดุ ประสงค์
เชิงพฤตกิ รรม โดยผเู้ ชีย่ วชาญพิจารณาข้อสอบแตล่ ะขอ้ โดยกำหนดระดับความคิดเหน็ ดังนี้
36
+๑ หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามวดั ความร้ตู ามจดุ ประสงค์การเรียนรขู้ ้อนั้น
๐ หมายถงึ ไม่แนใ่ จวา่ ข้อคำถามวดั ความรู้ตามจุดประสงคก์ ารเรยี นร้ขู อ้ น้ัน
-๑ หมายถงึ แนใ่ จว่าข้อคำถามไม่ได้วัดความรูต้ ามจุดประสงคก์ ารเรียนร้ขู อ้ นั้น
วิเคราะหข์ ้อมลู คา่ ดชั นคี วามสอดคล้องด้านเนอ้ื หา โดยใชส้ ตู ร ioc โดยหาผลรวม
ของคะแนนแบบทดสอบแต่ละข้อของผูเ้ ช่ยี วชาญท้ังหมด แลว้ นำมาหาค่าเฉลย่ี ดัชนีมีความสอดคล้อง
และพิจารณาคัดเลือกข้อสอบที่มีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ ๐.๖๗ ถึง ๑.๐๐ เพื่อปรับปรุงแก้ไขตาม
คำแนะนำของผเู้ ชยี่ วชาญ
2.3.๖ นำข้อสอบที่ตรวจแก้ไขข้อบกพร่องแล้วไปทดสอบกับนักเรียน
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโคกสีวิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
จำนวน 14 คน
2.3.๗ นำกระดาษคำตอบที่นักเรียนทำแล้วเอามาตรวจให้คะแนนโดยให้ข้อถกู
๑ คะแนน ขอ้ ผิดหรือไมไ่ ดท้ ำให้ ๐ คะแนน หลังจากตรวจกระดาษคำตอบแลว้ รวมคะแนนของแต่ละ
คน
2.3.๘ นำผลคะแนนมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยความยากง่าย (P) และค่าอำนาจ
จำแนก (r) ของขอ้ สอบแต่ละข้อ แล้วคดั เลอื กเอาข้อคำถามทมี่ ีคา่ ความยากง่ายระหว่าง ๐.๑๒-๐.๔๗
และค่า อำนาจจำแนกมีค่า ๐.๑๓-๐.๕๓ โดยคดั เลือกข้อที่เข้าเกณฑไ์ ว้ จำนวน ๓๐ ข้อ แล้วนำมาใช้
เป็นแบบสอบ วดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
2.3.๙ หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้วิธีการ ของดูเดอร์ริ
ชาร์ดสัน KR-๒๐ ไดค้ า่ ความเชือ่ มน่ั ๐.93
2.3.๑๐ จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อนำไปใช้ทดสอบ
ก่อนเรยี นและหลงั เรียนกับกล่มุ ตัวอย่างต่อไป
๓. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 30 ข้อ
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมลู
การดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยได้ทำการทดลอง และเก็บข้อมูลในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา
๒๕๖4 รวมท้ังสิน้ ๓ สัปดาห์ โดยผู้วิจัยแบ่งออกเปน็ ๓ ขน้ั ตอน ดังนี้
๑. ขนั้ เตรยี มกอ่ นการทดลอง
๑.๑ ดำเนินการสร้างเครือ่ งมือ คือ แผนจัดการเรียนรู้ด้วยหลักไตรสิกขา กลุ่มสาระ
การเรียนรูส้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๓ แผน
ประกอบด้วย
๑) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง เศรษฐกิจชุมชน 1
ชว่ั โมง
37
๒) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเงิน รายจ่าย การออม การลงทุน 1
ช่ัวโมง
๓) แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอ่ื งความหมายสภาพแวดลอ้ มชมุ ชน 1 ชัว่ โมง
และแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นใชห้ ลักการ
สอนดว้ ยไตรสกิ ขา จำนวน ๓๐ ข้อ
๑.๒ ผู้วิจัยชี้แจงเกี่ยวกับการจัดการเรียนแบบไตรสิกขา โดยผู้วิจัยได้แนะนำการใช้
งานในกรอบต่าง ๆ ของบทเรียนไตรสิกขา เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมให้กับนักเรียนก่อน
การทดลองใช้บทเรียนและได้ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนก่อนเรียนการใชห้ ลักการสอนด้วยไตรสิกขา จำนวน ๓๐ ข้อ
๒. ขั้นสอน
ผวู้ ิจยั ดำเนินการสอนด้วยตนเองตามแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีได้สรา้ งไว้ โดยมีระยะเวลา
ทดลอง ๓ สปั ดาห์ สปั ดาห์ละ ๑ ชว่ั โมง รวมเวลาเรียน ๓ ชัว่ โมง ซงึ่ มีข้นั ตอน ดงั น้ี
ขั้นที่ ๑ ครูบรรยายเนื้อหาสาระของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ธนาคาร
และรฐั บาลและใหน้ ักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน จำนวน 3 กลุ่ม
ขน้ั ที่ ๒ นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ท่สี ่งตัวแทนผลัดกันศกึ ษาและรว่ มกันสนทนา ตามกรอบ
ในรปู แบบไตรสกิ ขา แลว้ นำขอ้ มูลทไ่ี ดก้ ลบั มาทำใบกจิ กรรมที่แจกให้
ขน้ั ที่ ๓ หลงั จากทำใบกิจกรรมเสร็จแลว้ ให้นกั เรยี นทำแบบฝึกหัดโดยให้คิดคำตอย
ดว้ ยตนเองแล้วให้แตล่ ะกลมุ่ ออกมาอภปิ ราย
ขั้นที่ ๔ ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปถึงความความสัมพันธ์ระหว่าง
ผ้ผู ลิต ผู้บรโิ ภค ธนาคารและรัฐบาล เพ่อื ปลกู ฝงั ใหน้ ักเรียนได้นาํ ไปปฏบิ ัติตอ่ ไป
๓. ข้ันสุดท้ายหลังจากการสอน
หลังจากผู้วิจัยได้ดำเนินการสอนครบทุกแผนการจัดการเรียนรู้ ให้นักเรียนทำ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้
หลกั การสอนดว้ ยไตรสิกขา จำนวน ๓๐ ข้อ
๓.๕ การวเิ คราะหข์ ้อมูล
3.5.1 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม
ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวัดขอนแกน่ ดว้ ยการหาค่าร้อยละ คา่ เฉล่ยี และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน
3.5.2 การวิเคราะห์ผลเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลกั ไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตรก์ ลุ่มสาระสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบ้านโคกสี
38
วิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅ ) และส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น t-test
๓.๖ สถติ ิท่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล
๓.๖.๑ จำนวนร้อยละ (%)
๓.๖.๒ คา่ เฉล่ยี ( ̅ )
๓.๖.๓ ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
3.6.4 คา่ t-test
39
บทท่ี ๔
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักหลักไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ กลุม่ สาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคก
สีวิทยาเสริม เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย
หลกั ไตรสิกขา และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน โดยผศู้ กึ ษาแบง่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้
ดังนี้
4.1 ผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชาเศรษฐศาสตร์กลุ่ม
สาระสังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม ตำบล
โคกสี อำเภอเมอื งขอนแก่น จงั หวดั ขอนแกน่
๔.๒ ผลการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นโดยใชห้ ลักไตรสิกขา รายวชิ าเศรษฐศาสตร์
กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริม
ตำบลโคกสี อำเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น
๔.3 องค์ความร้ทู ี่ไดจ้ ากการวจิ ัย
4.1 ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นโดยใชห้ ลักไตรสิกขา รายวชิ าเศรษฐศาสตร์
กล่มุ สาระสังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ โรงเรยี นบา้ นโคกสี
วิทยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแกน่ จังหวัดขอนแก่น
ตารางที่ 4.1 แสดงผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตร์กลมุ่ สาระสังคมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านโคกสี
วทิ ยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่
นกั เรยี นทีผ่ า่ น นกั เรียนที่ไม่ผ่าน
จำนวน คะแนน เกณฑ์ เกณฑ์
นกั เรียน (ร้อยละ ๗๐) (ร้อยละ ๗๐)
(คน) คะแนน
ผา่ น ̅ S.D. ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ
เต็ม เกณฑ์
14 ๓๐ ๒๑ ๒๑.๓๐ ๑.33 ๗๑.๐๐ ๑4 ๘7.61 0 0
40
จากตารางที่ 4.1 ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตร์กลุ่มสาระสงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบ้านโคกสี
วิทยาเสริม ตำบลโคกสี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พบว่า มีนักเรียนทดสอบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นผา่ นเกณฑ์ จำนวน 14 คน จากนักเรียนทงั้ หมด 14 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 100 ซึ่งสูงกว่า
เกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 21.30 จากคะแนนเต็ม 30
คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.61
๔.๒ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
โรงเรยี นบา้ นโคกสีวทิ ยาเสรมิ ตำบลโคกสี อำเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น
ตารางที่ ๔.๒ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรยี นบา้ นโคกสีวทิ ยาเสรมิ
แบบทดสอบ N คะแนน ̅ S.D. คา่ เฉลย่ี รอ้ ยละ t. Sig.
กอ่ นเรยี น 14 160 11.43 2.31 ๓8.10 9.182 .๐๐๐*
หลงั เรียน 14 271 18.64 3.80 64.52
*มนี ัยสำคญั ทางสถิติท่รี ะดับ ๐.๐๐
จากตารางที่ ๔.๒ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบ้านโคกสวี ิทยาเสรมิ พบว่า การทดสอบ
วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบทอสอบจำนวน ๓๐ ข้อ คะแนนเต็ม ๓๐
คะแนน และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ หลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ ๐.๐๐ โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน
ค่าเฉลี่ย 18.64 ( ̅=18.64 S.D.=3.80) , คิดเป็นร้อยละ 64.52 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน
คา่ เฉลย่ี 11.43 ( ̅=11.43 S.D.=2.31 ) , คดิ เป็นรอ้ ยละ ๓8.10
๔.3 องค์ความร้ทู ีไ่ ด้จากการวจิ ัย
จากการศกึ ษาการจดั การเรียนสอนของโรงเรียนบ้านโคกสีวิทยาเสริมใช้การจัดการเรียนการ
สอนแบบเดิม คือ สอนดว้ ยวธิ กี าร “เล่าเรือ่ ง” และให้นักเรยี นเรียนรเู้ นือ้ หาจากหนงั สอื เป็นหลกั ซง่ึ ไม่
มีการนำการจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยหลกั ไตรสิกขามาใช้ ไมเ่ หมาะสมกับระยะเวลาในการเรียน ทำใหค้ รตู ้อง
เร่งสอนให้จบตามเนื้อหา นักเรียนจึงต้องใช้ความจำมาก ทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ตั้งใจ
และไมส่ นใจเรยี น ปัญหาดงั กลา่ ว สง่ ผลให้การเรียนการสอนไม่บรรลวุ ตั ถุประสงคแ์ ละทำใหผ้ ลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนอยูใ่ นเกณฑค์ อ่ นขา้ งต่ำกวา่ มาตรฐาน
ผู้วิจัยจึงเห็นควรว่า การจัดแผนจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาที่เหมาะสมในการนำมาใช้
ประกอบการเรียนการสอน เพ่ือพฒั นาการเรยี นการสอนให้มีความน่าสนใจมากข้นึ จากการที่ผู้วิจัยได้