The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๑๔-พระมหาเกรียงไกร จารุวํโส วงเวียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2022-05-30 00:22:01

๑๔-พระมหาเกรียงไกร จารุวํโส วงเวียน

๑๔-พระมหาเกรียงไกร จารุวํโส วงเวียน

๔๑

ความพึงพอใจและมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น จึงเห็นวาควรนำวิธีการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานไปใชใน
การพฒั นาความสามารถในการคดิ แกป ญหาของนกั เรยี นตอ ไป

2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย

การศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และการคิดแกปญหา ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่อง
วฒั นธรรมและภมู ิปญญา โดยใชก ารจดั การเรยี นรูแบบปญหาเปนฐานรว มกับเทคนคิ KWL Plus วิจัยคร้ัง
นผี้ ูวจิ ัยไดศึกษาแนวคดิ ทฤษฎีและเอกสารทเ่ี กย่ี วขอ ง จงึ ไดก ำหนดกรอบแนวคดิ การวจิ ัย ดงั นนั้

ศึกษาหลักการแนวคิดการจัดการ

เรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับ 1. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
เทคนคิ KWL Plus 2. การคิดแกป ญ หา
โดยใชก ารจัดการเรยี นรแู บบ
ขั้นท่ี 1 ขน้ั กำหนดปญ หา ปญ หาเปนฐานรว มกับเทคนคิ
ขั้นท่ี 2 ข้ันทำความเขาใจกบั ปญ หา KWL Plus
ขัน้ ที่ 3 ขั้นดำเนนิ การศึกษาคนควา
ขัน้ ท่ี 4 ขั้นสังเคราะหความรู
ขัน้ ที่ 5 ขนั้ สรปุ และประเมินคาของ
คำตอบ
ขั้นที่ 6 ขัน้ นำเสนอและประเมนิ ผล

งาน

ภาพที่ 2.2 กรอบแนวคิดการวิจยั

๔๒

บทที่ ๓

วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย

ในการวิจัยเรือ่ ง เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดแกปญหา ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่องวัฒนธรรมและภูมิปญญา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับ
เทคนิค KWL Plus โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแกน ผูวิจัยไดดำเนินการตาม
ขั้นตอน ดังน้ี

๓.๑ รปู แบบการวิจัย
๓.๒ กลมุ เปา หมาย
๓.๓ เครอ่ื งมือท่ใี ชในการวิจัย
๓.๔ การเก็บรวบรวมขอ มูล
๓.๕ การวเิ คราะหข อ มูล
๓.๖ สถติ ิทใ่ี ชในการวจิ ัย

3.1 รปู แบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดแกปญหา ของนักเรียนชนั้
มัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่องวัฒนธรรมและภูมิปญญา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับ
เทคนคิ KWL Plus โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแกน เปนงานวิจัยเชิงทดลอง โดย
งานวิจัยในครั้งนี้เครื่องมือที่ใชคือ แผนการจัดการเรียนรู แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
แบบทดสอบวัดทกั ษะการคดิ แกไ ขปญหา

3.2 กลุม เปา หมายท่ีใชในการวจิ ยั

กลมุ เปาหมายที่ใชในการวิจัยเปน นักเรียนท่กี าํ ลังศกึ ษาระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 จำนวน 30
คน ที่กำลังศึกษาอยูในภาคเรยี นท่ี ๒ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔ โรงเรยี นโคกสพี ทิ ยาสรรพ อำเภอเมือง จังหวัด
ขอนแกน

๔๓

3.3 เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ นการวจิ ัย

3.3.1 เครอ่ื งมอื ที่ใชในการวิจยั
1. แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนคิ KWL Plus เร่อื ง

วัฒนธรรมและภูมปิ ญญา จำนวน 3 แผน แผนละ 1 ชวั่ โมง รวมเวลา 3 ชั่วโมง มีเนื้อหาดงั น้ี
แผนการจดั การเรียนรทู ่ี 1 ความสำคญั ของวฒั นธรรมและภูมิปญญา
แผนการจดั การเรยี นรทู ่ี 2 การจำแนกวัฒนะธรรมและภูมปิ ญญาไทย
แผนการจดั การเรยี นรทู ่ี 3 การอนรุ กั ษวัฒนธรรมและภมู ิปญญาไทย

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวิชาหนาที่พลเมือง ของนกั เรยี นชัน้
มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 การวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและการคิดแกป ญ หาเปน แบบปรนัยชนดิ เลือกตอบ 4
ตัวเลอื ก เรอ่ื ง วัฒนธรรมและภูมปิ ญญา จำนวน 30 ขอ

3.3.2 การสรางและหาประสิทธภิ าพของเคร่อื งมือวิจัย
ผวู ิจัยไดดำเนินการสรา งเครอื่ งมอื และหาคุณภาพเครือ่ งมือการวิจัย ตามลำดบั ขัน้ ตอน

ดงั น้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู มีขน้ั ตอนการสรา งและหาคณุ ภาพเคร่ืองมือ ดงั นี้
1.1 ศึกษาหลกั สตู รการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ๗๐และหลักสูตร

สถานศึกษากลุมสาระสังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ และเอกสารที่
เกย่ี วขอ งเพือ่ ทำความเขาใจเกี่ยวกบั จุดหมายของหลกั สูตร ขอบขายของเนอื้ หา การวัดผลและประเมนิ ผล

1.2 วิเคราะหคำอธิบายรายวิชา ผลการเรียนรู กลุมสาระสังคมศึกษาศาสนา
และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนโคกสพี ิทยาสรรพ พุทธศกั ราช 2551 ศกึ ษาเนื้อหา วิชา
หนา ทพ่ี ลเมอื ง เรือ่ ง วฒั นธรรมและภูมิปญญา ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 ปก ารศกึ ษา 2564

1.3 ศึกษาขั้นตอนและเอกสารท่ีเกี่ยวกับขัน้ ตอนการจัดการเรียนรูแบบปญหา
เปนฐาน และการจดั การเรยี นรูแบบปญหาเปน ฐานรว มกบั เทคนคิ KWL Plus

1.4 วิเคราะหความสมั พนั ธข องเนอ้ื หา จุดประสงคการเรยี นรู และเวลาที่ใช ใน
แตละแผนการจัดการเรียนรู ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่อง วัฒนธรรมและภูมิ
ปญ ญา ดังตาราง 3.4

๗๐ วาสนา โหงขุนทด, การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น การคดิ แกปญหา ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่
6 โดยใชการจดั การเรยี นรแู บบปญหาเปน ฐานรว มกบั เทคนคิ KWL Plus, (ปรญิ ญาการศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวิชา
หลกั สตู รและการสอน, มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม), 2563, หนา 38.

๔๔

ตาราง 3.4 สาระสำคัญ จดุ ประสงคการ
เรียนรู
แผนการ
จดั การ ผลการเรยี นรู คือสงิ่ ท่ีมนุษยใ ชต อบสนอง 1. เพ่อื แสดงออกแนะนำผูอ ื่น
เรยี นรู ความตองการดานตางๆในการ ใหรูจกั คำวาวัฒนธรรมและ
ดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั อีกท้งั ยงั ภูมิปญญาของไทยไดอยางมี
1 1. อธิบาย เปน การแสดงความ ประสทิ ธภิ าพ
โครงสรา งและ เจรญิ กา วหนา ของมนุษยชาติ ๒. เพอื่ การมีสวนรวมและ
องคประกอบ วฒั นธรรมไทยก็เชนกันเปนสงิ่ แนะนำใหผ อู ื่นอนุรักษและ
พรอ มท้งั บอก ท่บี งบอกถงึ วถิ ชี วี ิตและ เผยแพรม ารยาทไทยสู
ประโยชนของ ลกั ษณะอนั ดีงามของชนชาติ สาธารณะ
วฒั นธรรมไทย ไทยจงึ ควรอนรุ ักษวัฒนธรรม 3. เพอ่ื การปฏบิ ัตติ นในการ
และภมู ิปญ ญา ไทยใหคงอยูตอไป เลอื กรับวัฒนธรรมสากลอยา ง
ไทย เหมาะสม

แผนการ ผลการเรยี นรู สาระสำคัญ จดุ ประสงคการ
จัดการ เรยี นรู
เรยี นรู 1. อธบิ าย คอื สิ่งท่ีมนษุ ยใ ชต อบสนอง
โครงสรา งและ ความตองการดา นตางๆในการ ๑. เพือ่ แสดงออก แนะนำ
2 องคประกอบ ดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั อกี ทัง้ ยงั ผอู ่ืน ใหรจู ักคำวาวัฒนธรรม
พรอ มท้งั บอก เปนการแสดงความ และภมู ปิ ญญาของไทยได
ประโยชนข อง เจริญกาวหนาของมนุษยชาติ อยางมีประสทิ ธิภาพ
วัฒนธรรมไทย วฒั นธรรมไทยกเ็ ชน กันเปน ส่งิ ๒. เพ่อื ใหส ามารถแกไข
และภูมปิ ญญา ทีบ่ งบอกถึงวิถีชีวิตและ ปญหาในการดำเดนิ ชวี ติ ตาม
ไทยและสามารถ ลกั ษณะอนั ดีงามของชนชาติ วถิ ีภูมปิ ญ ญาไดอยา งมี
แกไขปญหาใน ไทยจงึ ควรอนุรักษว ฒั นธรรม ประสทิ ธิภาพ
การดำเดนิ ชีวิต ไทยใหค งอยตู อไป ๓. เพอ่ื การปฏิบัติตนในการ
ตามทาง เลือกรบั วฒั นธรรมสากลอยา ง
วัฒนธรรมและ เหมาะสม
วถิ ภี ูมปิ ญ ญาได

๔๕

แผนการ ผลการเรยี นรู สาระสำคญั จดุ ประสงคก าร
จัดการ เรยี นรู
เรียนรู 1. อธบิ าย คือสิ่งที่มนษุ ยใชตอบสนอง
โครงสรางและ ความตองการดานตางๆในการ 1อธิบายโครงสรา งและ
3 องคป ระกอบ ดำเนนิ ชีวิตประจำวันอกี ทง้ั ยงั องคประกอบพรอ มทง้ั บอก
พรอมทง้ั บอก เปน การแสดงความ ประโยชนของวัฒนธรรมไทย
ประโยชนข อง เจริญกาวหนา ของมนุษยชาติ และภมู ปิ ญญาไทยไดแ ละ
วัฒนธรรมไทย วฒั นธรรมไทยกเ็ ชนกนั เปน สง่ิ สามารถแกไขปญหาในการดำ
และภูมิปญ ญา ทบ่ี งบอกถึงวถิ ีชวี ิตและ เดนิ ชวี ิตตามทางวัฒนธรรม
ไทยและสามารถ ลักษณะอันดีงามของชนชาติ และวถิ ีภูมิปญญาได
แกไ ขปญหาใน ไทยจงึ ควรอนุรักษวัฒนธรรม ๒. เพ่อื การมสี ว นรวมและ
การดำเดนิ ชวี ิต ไทยใหคงอยตู อไป แนะนำใหผ ูอ นื่ อนรุ ักษแ ละ
ตามทาง เผยแพรม ารยาทไทยสู
วฒั นธรรมและ สาธารณะ
วถิ ีภูมิปญญาได ๓. เพือ่ การปฏิบัติตนในการ
เลอื กรับวัฒนธรรมสากลอยา ง
เหมาะสม

1.5 ดำเนินการเขยี นแผนการจัดการเรียนรู ดังน้ีแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู
แบบปญหาเปนฐานรว มกับเทคนิค KWL Plus เรื่อง วัฒนธรรมและภมู ิปญญา จำนวน 3 แผน แผนละ 1
ชวั่ โมง รวมเวลา 3 ชัว่ โมง

1.6 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ผูวิจัยสรางขึ้นทั้งสองแบบเสนอตอ
อาจารยที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความถูกตองเหมาะสมของเนื้อหา สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู
เวลาที่ใชในการจัดกิจกรรม สื่อการเรียนรู การวัดประเมินผล และนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูมา
ปรบั ปรุงตามขอเสนอแนะของอาจารยท่ปี รึกษา ดงั น้ี ปรับปรงุ จุดประสงคก ารเรยี นรูใ หมีการประเมินดา น
ทักษะที่ตรงตามทักษะทางสังคมศึกษา พรอมทั้งปรับปรุงเกณฑการประเมินจุดประสงคดานทักษะให
ถกู ตอง

1.7 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ไดรับการปรับปรุงแลว เสนอตอ
ผูเชี่ยวชาญจำนวน 5 ทาน เพื่อตรวจสอบความถูกตอง เหมาะสม และประเมินคุณภาพของแผนการ
จดั การเรยี นรู ซึง่ ผเู ชีย่ วชาญประกอบดว ย

1.7.1 ผูชวยศาสตราจารย อนุสรณ นางทะราช ประธานประจำ
สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผูเชี่ยวชาญดา นการสอน
สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม

๔๖

1.7.2 อาจารยบุญสง นาแสวง อาจารยประจำหลักสูตร คณะครุ
ศาสตรศาสตร สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผูเชี่ยวชาญดานเนอื้ หาและ
การสอนสงั คมศกึ ษา

1.7.3 พระมหาบุญยิ้ม โสภณปโฺ ญ รองผูอำนวยการโรงเรยี นวดั ศรี
สระแกววิทยา อาจารยประจำรายวชิ าสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาและการ
สอนสงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม

1.7.4 อาจารย สริญญา มารสี อาจารยประจำหลักสูตรวิชาสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ผูเชี่ยวชาญดา น
ศึกษาอสิ ระ เนื้อหาและการสอนสงั คมศึกษา

1.7.5 อาจารยธนายุทธ ไชยสิทธิ์ อาจารยประจำรายวิชาสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม อาจารยโรงเรียนวัดศรสี ระแกววิทยา ผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาและการสอนสังคม
ศกึ ษา

1.8 นำคะแนนประเมินแผนการจัดการเรียนรูที่ผูเชี่ยวชาญประเมินแลวมา
วิเคราะห หาคา เฉลีย่ จากการประเมินแบบมาตราสวนประมาณคา Rating Scale๗๑ ซึ่งกำหนดระดับการ
ประเมินความเหมาะสมเปน 5 ระดบั และพจิ ารณาระดับคณุ ภาพของแผนการจัดการเรยี นรู ดงั น้ี ซงึ่ มี 5
ระดบั คอื ๗๒

คา เฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง เหมาะสมมากท่สี ดุ
คา เฉลยี่ 3.51 - 4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก
คาเฉลย่ี 2.51 - 3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
คาเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถงึ เหมาะสมนอ ย
คา เฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถงึ เหมาะสมนอยทสี่ ดุ
1.9 นำผลการประเมินแผนการจดั การเรยี นรูมาแปลความหมายตามเกณฑโดย
แผนการจัดการเรียนรูตองมีคาเฉลี่ยตั้งแต 3.51 ขึ้นไปจึงจะถือวานำไปใชได ซึ่งจากการประเมินของ
ผูเชี่ยวชาญปรากฏวา แผนการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus มีคาเฉล่ีย
ต้งั แต 4.38 ถึง 4.69 มีความเหมาะสมในระดับมาก
1.10 นำแผนการจัดการเรียนรูมาปรับปรุง แกไขตามขอเสนอแนะของ
ผูเชี่ยวชาญ คือ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรูใหสอดคลองกับจุดประสงคการเรียนรูในขอที่เปนการ
ประเมนิ ทักษะ เชน นกั เรยี นสามารถคิดวิเคราะหการแกไขปญ หาได จากนนั้ จัดพิมพเปนฉบับสมบรู ณ แลว

๗๑ บุญชม ศรีสะอาด, การวิจยั เบอ้ื งตน, (พมิ พค ร้ังที่ 8, กรงุ เทพฯ : สวุ รี ิยาสาสน ), 2553.
๗๒ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้
พ้ืนฐาน, (หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช), ๒๕๕๑, หนา 46.

๔๗

นำไปใชกับกลุมทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ ภาคเรียนที่ 2 ป
การศึกษา 2564

2. การสรา งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เร่อื ง วัฒนธรรมและภูมิปญ ญา ของ
นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3 ผวู ิจัยดำเนินการสรางตามขั้นตอนดงั นี้

2.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตร
สถานศึกษากลุมสาระสังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ และเอกสารที่
เกีย่ วของเพ่ือทำความเขาใจเกย่ี วกับจุดหมายของหลกั สูตร ขอบขา ยของเนือ้ หา การวดั ผลและประเมินผล

2.2 ศึกษารายละเอียดวิธีการสรา งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนจาก
หนังสอื การสรางและพฒั นาเคร่ืองมือวิจัยของ ชวลิต ชกู ำแพง 2553๗๓ และรายละเอียดเก่ียวกับเทคนิค
การใชคำถามตามระดับจุดมุงหมายทางดานพุทธิพิสัยของบลูม จากหนังสือศาสตรการสอนของ ทิศนา
แขมมณี 2553๗๔ เพ่อื เปนแนวทางในการสรางแบบทดสอบ

2.3 วิเคราะหความสัมพันธระหวางเนื้อหาและจดุ ประสงคการเรียนรู จำนวน
ขอสอบท่ีออกและขอสอบที่ตองการ เรื่อง วัฒนธรรมและภูมิปญญา เพ่ือสรางแบบทดสอบ จำนวน 40
ขอ ใช จรงิ 30 ขอ

2.4 ดำเนินการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการแกไข
ปญ หาวิชาหนา ทีพ่ ลเมอื ง เรอ่ื ง วัฒนธรรมและภูมปิ ญญา แบบปรนัย 4 ตัวเลือก

2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สรางขึ้นเสนอตออาจารยที่
ปรึกษาศึกษาอิสระ เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม ความถูกตองของเนื้อหา๗๕ ความชัดเจนของขอคำถาม
ความสอดคลอ งระหวางเนื้อหากับจุดประสงคการเรียนรู ความถูกตองของภาษาที่ใช แลวปรับปรุงแกไข
เกี่ยวกับจำนวนขอสอบที่ออกทั้งหมดและที่ตองการใชจริงใหสอดคลองกับเนื้อหาและจุดประสงคการ
เรียนรู ตามขอเสนอแนะของอาจารยท ี่ปรึกษาศึกษาอิสระ ดังนี้ ระบุวาแบบทดสอบขอนีอ้ ยูระดับใดของ
ระดับพฤติกรรมดานพุทธพิ ิสัยตามทฤษฎีของบลูม เชน ความจำ ความรคู วามเขาใจ การแกไขปญหา

2.6 นำแบบแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 40 ขอที่ปรับปรงุ
แกไขตามขอแนะนำของอาจารยที่ปรึกษาวิจัยแลว เสนอตอผูเชี่ยวชาญจำนวน 5 ทาน เพื่อตรวจสอบ
ความถกู ตอง เหมาะสม พรอ มแบบประเมินเสนอตอผูเช่ยี วชาญประกอบดว ย

๗๓ ชวลติ ชูกาแพง, การวิจัยหลักสูตรและการสอน, (พมิ พค รัง้ ท่ี 2. มหาสารคาม :มหาวิทยาลัยมหาสารคาม),
2553, หนา 50.

๗๔ ทิศนา แขมมณี, ศาสตรก ารสอน องคความรูเพอื่ การจดั กระบวนการเรียนรทู ี่มีประสทิ ธภิ าพ, (กรงุ เทพฯ :
จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ), 2553, หนา 64.

๗๕ วาสนา โหงขุนทด, การพฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น การคดิ แกปญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่
6 โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน ฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus, (ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา
หลักสตู รและการสอน, มหาวิทยาลยั มหาสารคาม), หนา 69.

๔๘

2.6.1 ผูชวยศาสตราจารย อนุสรณ นางทะราช ประธานประจำ
หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั ผูเช่ียวชาญดา นการสอนสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม

2.6.2 อาจารยบุญสง นาแสวง อาจารยประจำภาควิชาศึกษาอิสระ
ทางสังคมศกึ ษา คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ผูเชี่ยวชาญดา นการสอนสงั คม
ศกึ ษา

2.6.3 พระมหาบุญยิ้ม โสภณปฺโญ รองผูอำนวยการโรงเรียนวัดศรี
สระแกววิทยา อาจารยประจำรายวชิ าสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาและการ
สอนสงั คมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม

1.7.4 อาจารย สริญญา มารสี อาจารยประจำหลักสูตรวิชาสังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ผูเชีย่ วชาญดา น
ศึกษาอิสระ เนื้อหาและการสอนสังคมศึกษา

2.6.4 อาจารยธนายุทธ ไชยสิทธิ์ อาจารยประจำรายวชิ าสงั คมศึกษา
โรงเรียนวดั ศรีสระแกว วทิ ยา ผเู ชย่ี วชาญดานเน้อื หาและการสอนสังคมศกึ ษา

2.7 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแลวเสนอตอผูเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ทาน เพื่อตรวจสอบ
คุณภาพโดยใชการวิเคราะหคา ดัชนีความสอดคลอง (IOC) ระหวางขอคำถามกบั จุดประสงคเ ชิงพฤติกรรม
โดยผูเชี่ยวชาญพจิ ารณาขอ สอบแตล ะขอ โดยกำหนดระดบั ความคิดเห็น ดังน้ี

ใหคะแนน +1 เมอ่ื แนใจวา ขอสอบนั้นวัดตามจุดประสงคก ารเรียนรู
ใหคะแนน 0 เมื่อไมแ นใจ วา ขอสอบนน้ั วัดตามจุดประสงคก ารเรียนรู
ใหค ะแนน -1 เม่ือแนใ จวา ขอ สอบนนั้ ไมไ ดตรงจุดประสงคก ารเรียนรู
ผลการวเิ คราะหขอ มลู คาดชั นีความสอดคลองดานเนือ้ หา โดยใชสตู ร IOC โดยหาผลรวม
ของคะแนนแบบทดสอบแตล ะขอของผเู ชีย่ วชาญทัง้ หมด แลวนำมาหาคาเฉลย่ี ดัชนีมคี วามสอดคลองและ
พิจารณาคัดเลือกขอสอบที่มีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต ๐.5 ถึง ๑.๐๐ เพื่อปรับปรุงแกไขตาม คำแนะนำของ
ผเู ชีย่ วชาญ
โดยผลรวมของคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมีคาดัชนีความ
สอดคลอ งอยูที่ ๐.8-1.0
2.7.1 นำขอเสนอที่ตรวจแกไขขอบกพรองแลวไปทดสอบกับนักเรียน ชั้น
มธั ยมศกึ ษาปท่ี 2 โรงเรยี นโคกสีพิทยาสรรพ ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จงั หวัดขอนแกน จำนวน 30 คน
2.7.2 นำกระดาษคำตอบท่ีนกั เรยี นทำแลวเอามาตรวจใหคะแนนโดย ใหขอถูก
๑ คะแนน ขอผดิ หรือไมไดท ำให ๐ คะแนน หลังจากตรวจกระดาษคำตอบแลวรวมคะแนน ของแตล ะคน
2.7.3 นำไป Try out ทดลองกบั นักเรียนที่ไมใชกลุมเปาหมาย โรงเรียนโคกสี
พิทยาสรรค จำนวน 30 คน และนำผลคะแนนมาวิเคราะหหาคาเฉล่ียความยากงาย (P) และคาอำนาจ
จำแนก (r) ของขอสอบแตละขอ แลวคดั เลือกเอาขอคำถามที่มีคา ความยากงายอยูร ะหวาง ๐.๑๒-๐.๔๗

๔๙

และคาอำนาจจำแนกมีคา ๐.๑๓ - ๐.๕๓ โดยคัดเลอื กขอที่เขาเกณฑไว จำนวน ๓๐ ขอ แลว นำมาใชเปน
แบบสอบ วดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

2.7.4 หาคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบท้ังฉบับโดยใชวิธีการ ของดูเดอรริ
ชารด สัน KR-๒๐ ไดคา ความเชอ่ื มัน่ ๐.๙๒

2.7.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาปรับปรุงแกไขตาม
ขอเสนอแนะ ของผูเ ชี่ยวชาญ จากนั้นจัดพิมพแบบทดสอบเปนฉบับสมบูรณเพื่อน าไปใชกับกลุมทดลอง
ตอไป

3. การสรางแบบวัดการคิดแกป ญหา เปนแบบใบกิจกรรม มีลักษณะเปน สถานการณ
ปญ หา จำนวน 5 สถานการณ สถานการณละ 5 คะแนน ใชทดสอบหลังจากสิ้นสุดการ จัดกิจกรรมการ
เรียนรู โดยใหกลุมทดลองสุมเลือกแบบวัดการคิดแกปญหาจาก 5 สถานการณ เพื่อใช ในการประเมิน
นักเรียนในดานความสามารถในการแกปญหา พรอมทัง้ ใชเกณฑการตรวจใหค ะแนนท่ี ผูวจิ ัยสรางขึ้น ซึ่ง
ประกอบดวย 4 ขน้ั ตอน คอื 1) ขน้ั ทำความเขาใจปญ หา 2) ขั้นวางแผนแกป ญ หา 3) การดำเนินการตาม
แผน 4) การตรวจคำตอบ ผูวจิ ยั ดำเนนิ การสรา งตามขั้นตอน ดังนี้

3.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา ทฤษฏี และงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการคิด
แกป ญหา

3.2 ดำเนินการสรางแบบวัดการคิดแกปญหา ใหเปนแบบอัตนัย โดยมี
สถานการณให นกั เรยี นอานแลวตอบคำถาม โดยกำหนดเกณฑการใหค ะแนนแบบ Rubric Score

3.3 นำแบบวัดการคิดแกปญหาที่สรางขึ้นเสนอตออาจารยที่ปรึกษาวิจัย เพื่อ
ตรวจสอบความเหมาะสมของเกณฑการประเมินความถูกตองของภาษา แลวปรับปรุงแกไ ข เกี่ยวกับการ
เลือกสถานการณใ หเหมาะสมกับเนื้อหาท่เี รียน แกไ ขขอความในเกณฑการใหคะแนน การคิดแกปญหาให
สามารถวดั ไดจ ริง ตามขอเสนอแนะของอาจารยทป่ี รึกษาวิจยั

3.4 นำแบบวัดการคิดแกปญหา ที่ปรับปรุงแกไขแลว เสนอตอผูเชี่ยวชาญ
จำนวน 5 ทานพิจารณาความสอดคลองระหวางขอคำถามกับองคประกอบการคิดแกปญหา ซ่ึง
ผเู ช่ียวชาญประกอบดวย

3.4.1 ผูชวยศาสตราจารย อนุสรณ นางทะราช ประธานประจำ
หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั ผเู ชย่ี วชาญดานการสอนสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม

3.4.2 อาจารยบุญสง นาแสวง อาจารยประจำภาควิชาศึกษาอิสระ
ทางสงั คมศกึ ษา คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ผเู ชี่ยวชาญดานการสอนสังคม
ศกึ ษา

3.4.3 พระมหาบุญยิ้ม โสภณปฺโญ รองผูอำนวยการโรงเรียนวดั ศรี
สระแกววิทยา อาจารยประจำรายวิชาสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ผูเชี่ยวชาญดานเนือ้ หาและการ
สอนสงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม

๕๐

3.4.4 อาจารย สริญญา มารสี อาจารยประจำหลักสูตรวิชาสังคม
ศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม คณะครุศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ผูเชีย่ วชาญดา น
ศึกษาอิสระ เนือ้ หาและการสอนสงั คมศกึ ษา

3.4.5 อาจารยธนายุทธ ไชยสิทธิ์ อาจารยประจำรายวชิ าสงั คมศึกษา
โรงเรยี นวัดศรสี ระแกววิทยา ผเู ชี่ยวชาญดา นเนือ้ หาและการสอนสังคมศกึ ษา

3.5 นำแบบทดสอบท่ีปรับปรุงแลว เสนอตอผเู ชย่ี วชาญ จำนวน 5 ทา น เพ่ือตรวจสอบ
คณุ ภาพโดยใชการวเิ คราะหค า ดชั นีความสอดคลอง (IOC) ระหวางขอคำถามกบั จุดประสงคเ ชงิ พฤติกรรม
โดยผูเ ชี่ยวชาญพิจารณาขอ สอบแตล ะขอ โดยกำหนดระดบั ความคิดเห็น ดงั นี้

ใหคะแนน +1 เมือ่ แนใจวา ขอสอบนั้นวดั ตามจุดประสงคการเรียนรู
ใหค ะแนน 0 เม่ือไมแ นใ จ วาขอสอบนัน้ วัดตามจุดประสงคการเรียนรู
ใหคะแนน -1 เมื่อแนใ จวา ขอสอบนัน้ ไมไ ดต รงจดุ ประสงคการเรยี นรู
ผลการวเิ คราะหขอ มูลคาดัชนคี วามสอดคลอ งดานเน้ือหา โดยใชสูตร IOC โดยหาผลรวม
ของคะแนนแบบทดสอบแตละขอของผเู ชยี่ วชาญทั้งหมด แลว นำมาหาคา เฉลีย่ ดชั นีมีความสอดคลองและ
พิจารณาคัดเลือกขอสอบที่มีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต ๐.5 ถึง ๑.๐๐ เพื่อปรับปรุงแกไขตาม คำแนะนำของ
ผูเชีย่ วชาญ
โดยผลรวมของคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมีคาดัชนีความ
สอดคลองอยทู ่ี ๐.8-1.0
3.5.1 นำขอเสนอที่ตรวจแกไขขอบกพรองแลวไปทดสอบกับนักเรียน ช้ัน
มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2 โรงเรยี นโคกสีพทิ ยาสรรพ ตำบลโคกสี อำเภอเมอื ง จังหวัดขอนแกน จำนวน 30 คน
3.5.2 นำกระดาษคำตอบท่ีนักเรียนทำแลว เอามาตรวจใหคะแนนโดย ใหข อถูก
๑ คะแนน ขอ ผดิ หรอื ไมไ ดท ำให ๐ คะแนน หลังจากตรวจกระดาษคำตอบแลวรวมคะแนน ของแตละคน
3.5.3 นำไป Try out ทดลองกบั นักเรียนที่ไมใชกลุมเปาหมาย โรงเรียนโคกสี
พิทยาสรรค จำนวน 30 คน และนำผลคะแนนมาวิเคราะหหาคาเฉล่ียความยากงาย (P) และคาอำนาจ
จำแนก (r) ของขอสอบแตละขอ แลวคดั เลือกเอาขอคำถามที่มีคา ความยากงายอยูร ะหวาง ๐.๑๒-๐.๔๗
และคาอำนาจจำแนกมีคา ๐.๑๓ - ๐.๕๓ โดยคดั เลอื กขอที่เขาเกณฑไว จำนวน 5 ขอ แลวนำมาใชเปน
แบบสอบ วัดผลการแกไ ขปยหาของผูเรียน
3.5.4 หาคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใชวิธีการ ของดูเดอรริ
ชารด สนั KR-๒๐ ไดคา ความเชื่อมน่ั ๐.๙๒
3.5.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาปรับปรุงแกไขตาม
ขอเสนอแนะ ของผูเ ช่ียวชาญ จากนั้นจัดพิมพแบบทดสอบเปนฉบับสมบูรณเพื่อนำไปใชกับกลุมทดลอง
ตอ ไป
3.6 โดยประเมนิ ความเหมาะสม 5 ระดับตามวิธีของลิเคอรท (Likert) แบงออกเปน 5
ระดบั คอื มากทส่ี ุด มาก ปานกลาง นอยและนอยทสี่ ุด ตามลำดบั ผลปรากฏวา แบบวัดการคดิ แกปญหา

๕๑

ทั้ง 5 สถานการณ มีความเหมาะสมเฉลี่ยอยูระหวาง 4.4-4.8 (ภาคผนวก ง) และผูเชี่ยวชาญ ได
เสนอแนะให ปรบั ปรงุ แบบวัดการคดิ แกป ญหาคือ ในขอคำถามขน้ั ที่ 2 ในใบกจิ กรรมควรเปลยี่ น จากจาก
สถานการณน จ้ี ะมีวิธีการศึกษาคน ควา ขอมูลเพื่อแกป ญหาไดห รือไมอ ยา งไร เปลี่ยนเปน นักเรียนนำขอมูล
จากแหลงใด มาใชในการแกปญหา นอกเหนือจากที่ศึกษาในบทเรียนที่ผานมา หรือนักเรียนระบุ
แหลงขอมูลที่คนควาเพื่อนำขอมูลมาแกปญหา ในขั้นที่ 3 ควรใหนักเรยี นระบุวิธีการ แกปญหาเปนขอ
และเด็กตองลองแกปญหาทุกวิธี ขั้นที่ 4 ควรเปลี่ยนคำถามจากวธิ ีการแกปญหาท่ีนักเรยี นเลือกสามารถ
แกปญหาไดครบถวนหรือไมอยา งไร ควรแกไขเปน วิธกี ารแกปญหาที่นักเรียน เลือกสามารถแกปญ หาได
สำเร็จหรือไมส ำเร็จอยางไร แลวจะนำไปแกไขในครงั้ ตอ ไปอยา งไร๗๖

3.7 นำแบบวัดการคิดแกปญหามาปรับปรุง แกไข เกี่ยวกับสถานการณการคิด
แกปญหาใหเกี่ยวของกับเนื้อหาวิชาเคมี และแกไขขอคำถามที่ยังไมชัดเจน ปรับขอความที่ยาวใหส้ัน
กะทดั รดั เขา ใจงา ย ไมใ ชคำฟมุ เฟอย แลวจัดพิมพเปน ฉบบั สมบรู ณเ พื่อนำไปใชกบั กลุมทดลองตอไป

3.4 การเก็บรวบรวมขอ มูล

ผูวิจัยไดดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลของการวิจัยในครั้งนี้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3
โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2564 ใชเวลาในการสอนตามแผนการจัดการ
เรียนรจู ำนวน 3 แผนยอย จำนวน 3 ช่วั โมง ดังน้ี

1. แบบแผนการทดลองในคร้งั นเี้ ปน การวิจัยเชิงทดลองผูว จิ ยั ใชแผนการวจิ ัยแบบ กลมุ ทดลอง
กลุมเดียว วัดเฉพาะหลังการทดลอง ดำเนนิ การทดลองการจัดการเรียนรู ดวยกิจกรรมการเรยี นรูโ ดยการ
พัฒนาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา หนาที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3
โรงเรียนโรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ โดยใชร ปู แบบการจัดการเรยี นการสอนแบบปญหาเปน ฐานรวมเทคนิค
KWL Plus ส 22233หนาที่พลเมือง หนวยการเรียนรูที่ ๒ สาระที่ ๓ เรื่อง วัฒนธรรมและภูมิปญญา
จำนวน ๓ แผนการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ดังนี้

แผนการจดั การเรียนรทู ่ี 1 ความสำคญั ของวฒั นธรรมและภมู ปิ ญญา
แผนการจดั การเรียนรทู ่ี 2 การจำแนกวัฒนะธรรมและภูมปิ ญ ญาไทย
แผนการจดั การเรยี นรูท่ี 3 การอนรุ ักษวฒั นธรรมและภูมปิ ญญาไทย
2. การดำเนินการทดลอง
เมื่อผูวิจัยไดดำเนนิ การสรางแผนการจัดการเรียนรู เรื่อง วัฒนธรรมและภูมิปญญา โดย
ใชรูปแบบการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน ฐานรว มกับเทคนิค KWL Plus แลวนำแผนการจัดการเรียนรู
มาใชกับกลุมทดลอง โดยดำเนินการทดลองดงั น้ี

๗๖ วาสนา โหงขุนทด 2563, การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน การคดิ แกปญหา ของนักเรียนชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 โดยใชการจัดการเรยี นรูแ บบปญ หาเปน ฐานรวมกับเทคนคิ KWL Plus, (ปรญิ ญาการศกึ ษา
มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน, มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม). 2563. หนา 72.

๕๒

2.1 ผูวิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู โดยเปนผูสอนเอง ใชเวลาทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง
โดยไมร วมเวลาใน การทดสอบวัดผลสมั ฤทธหิ์ ลงั เรยี น แบบวัดการคดิ แกปญหา การจัดกจิ กรรมการเรียนรู
3 ชั่วโมง ระยะเวลาทั้งสิ้น 1 สปั ดาห โดยกลุมทดลอง ไดแก นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 3 จำนวน 30
คน ไดรับการจดั การเรยี นรแู บบปญหาเปนฐานรวมกบั เทคนคิ KWL Plus

2.2 ทดลองสอนดวยแผนการจัดการเรียนรทู ี่ผูวิจยั สรา งขึน้
2.3 เมอ่ื ส้นิ สดุ การสอนตามกำหนดแลว จึงทำการทดสอบหลังเรียนดวยแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรอ่ื ง วฒั นธรรมและภูมิปญญา จำนวน 30 ขอ
2.4 นำผลคะแนนทไี่ ดจ ากการตรวจแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นมาวเิ คราะห
ดว ยวิธีการทางสถิติ

3.5 การวเิ คราะหขอมลู

การวิเคราะหข อมูลการศกึ ษาผลผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน และการแกไขปญหา ผูวิจยั ดำเนินการ
วเิ คราะหข อมูล ดังนี้

๑. วิเคราะหผลการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหนาที่พลเมืองเรื่อง
วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย โดยหาคารอยละ คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานมาวิเคราะหขอมูล
เพือ่ เปรียบเทยี บคะแนนกับเกณฑท ี่กำหนด คือ รอยละ 70 ของคะแนนเต็ม

2. วิเคราะหผลการวิเคราะหการคิดแกปญหา รายวิชาหนาที่พลเมืองเรื่อง วัฒนธรรมและภูมิ
ปญญาไทย โดยหาคารอยละ คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานมาวิเคราะหขอมูลเพื่อเปรียบเทียบ
คะแนนกบั เกณฑท ่กี ำหนด คอื รอ ยละ 70 ของคะแนนเต็ม

3.6 สถิติทใ่ี ชในการวเิ คราะหข อ มูล
3.6.1 สถติ ทิ ่ีใชใ นการวิเคราะหข อมูล ผูว จิ ัยใชส ถิตพิ ืน้ ฐานในการวิเคราะหข อมูล ไดแก รอย

ละ คา เฉล่ยี และคา เบี่ยงเบนมาตรฐาน
1.สตู รคารอยละ

2.สตู รคาเฉลย่ี ( )

3.สตู รการหาสว นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

๕๓

บทที่ ๔

ผลการวเิ คราะหขอ มลู

การศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดแกปญหา ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่องวัฒนธรรมและภูมิปญญา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับ
เทคนคิ KWL Plus โรงเรียนโคกสพี ิทยาสรรพ อำเภอเมอื ง จังหวัดขอนแกน สามารถนำเสนอผลการวเิ คราะห
ขอมูลได ดงั นี้

4.1 ผลการวิเคราะหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน
ฐานรวมกบั เทคนคิ KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 3 เทียบกับเกณฑรอยละ 70
ของคะแนนเต็ม

4.2 ผลการวิเคราะหการคิดแกปญหา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐาน
รวมกับเทคนิค KWL Plus ในรายวชิ าหนาที่พลเมือง ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 เทียบกบั เกณฑรอยละ 70 ของ
คะแนนเต็ม

4. 3.องคค วามรูท่ไี ดจ ากการวิจัย

4.1 ผลการวิเคราะหผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น โดยใชการจดั การเรยี นรูแบบปญหาเปนฐาน
รวมกับเทคนิค KWL Plus ในรายวชิ าหนาทพ่ี ลเมอื ง ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 3 เทยี บกับเกณฑ
รอ ยละ 70 ของคะแนนเตม็

ผลการวิเคราะหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน ฐานรวมกับ
เทคนิค KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เทียบกับเกณฑรอยละ 70 ของ
คะแนนเต็ม ผูวจิ ัยสามารถสรปุ ขอ มลู ได ดงั นี้

๕๔

ตาราง 4.5 คะแนนผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนักเรียนจำนวน 30 คน

จำนวน คะแนน นักเรียนทีผ่ า น นกั เรยี นทีไ่ มผา น
นักเรียน เกณฑ เกณฑ
(คน)
(รอ ยละ ๗๐) (รอยละ ๗๐)
3๐
คะแนน ผาน S.D. รอ ยละ จำนวน รอยละ จำนวน รอยละ
เต็ม เกณฑ

๓๐ 21 ๒4.6 2.4๘ 82.๐๐ 30 1๐๐ 0 ๐

จากตาราง 4.5 ผลการวิเคราะหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชก ารจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน
ฐานรวมกับเทคนคิ KWL Plus ในรายวิชาหนาท่ีพลเมือง ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3 เทียบกบั เกณฑร อ ยละ 70
ของ คะแนนเต็ม พบวา นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาหนาที่พลเมือง มีคะแนน
เฉลี่ยเทากับ 24.6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเปนคาเฉลี่ยรอยละ 82.00 คาเบี่ยงเบน
มาตรฐานเทากับ 2.48 โดยมีจำนวนนักเรียนที่ผานเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 30 คน
คิดเปนรอยละ 100.00

4.2 ผลการวิเคราะหการคิดแกปญหา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐาน
รว มกบั เทคนคิ KWL Plus ในรายวิชาหนา ท่ีพลเมอื ง ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 เทยี บกบั เกณฑ
รอยละ 70 ของ คะแนนเต็ม

ผลการวิเคราะหการคิดแกปญหา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน ฐานรวมกับเทคนิค
KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 เทียบกับเกณฑรอยละ 70 ของ คะแนนเต็ม
ผวู ิจัยสามารถสรุปขอมูลได ดงั น้ี

ตาราง 4.6 คะแนนการคดิ แกปญหาของนกั เรียนจำนวน 30 คน

จำนวน คะแนน นกั เรยี นท่ีผา น นักเรียนท่ีไมผาน
นกั เรยี น เกณฑ เกณฑ
(คน)
(รอ ยละ ๗๐) (รอยละ ๗๐)
3๐
คะแนน ผา น S.D. รอ ยละ จำนวน รอ ยละ จำนวน รอ ยละ
เต็ม เกณฑ

25 16 ๒1.12 1.๘2 84.48 30 1๐๐ 0 ๐

๕๕

จากตาราง 4.6 ผลการวิเคราะหการคิดแกปญหา โดยใชการจดั การเรียนรูแ บบปญหาเปน ฐาน
รวมกับเทคนิค KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เทียบกับเกณฑรอยละ 70
ของ คะแนนเต็ม พบวา นักเรียนมคี ะแนนการคิดแกปญหา มีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 21.12 คะแนน จาก
คะแนนเต็ม 25 คะแนน คิดเปนคาเฉลี่ยรอยละ 84.48 คาเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 1.82 โดยมี
จำนวนนกั เรยี นทผ่ี า นเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 30 คน คดิ เปน รอยละ 100.00

4.3 องคค วามรูใหมท ่ีไดจ ากการวิจยั

จากการวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดแกปญหา ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่องวัฒนธรรมและภูมิปญญา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับ
เทคนิค KWL Plus ผูวจิ ัยไดท ำการศกึ ษาและสามารถสรุปองคความรู คอื จากการศกึ ษาผูวิจัย พบวาการ
สอนโดยใชการจดั การเรียนรแู บบปญหาเปน ฐาน รว มกบั เทคนคิ KWL Plus รายวิชาเหนาที่พลเมอื ง เร่ือง
วัฒนธรรมและภมู ิปญญา ทำใหนกั เรียนสามารถคิดแกไขปญ หาในการดำเดินชีวิตอยางมปี ระสทิ ธิภาพและ
ยังมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเ รยี นอยูในเกณฑท่ีดียิง่ อยา งเหน็ ไดชัด

การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน และการคิดแกป ญหา ของ
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 3 เรื่องวฒั นธรรมและภูมปิ ญญา โดย
ใชการจดั การเรยี นรแู บบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus

แผนการจัดการเรยี นรู ใบกจิ กรรมการแกไ ขปญ หา 5 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
จำนวน ๓ แผน ขอ ( 5 สถานการณ ) แบบ
กลุม รูปแบบ ผังมโนทัศน ทางการเรียน

(Mind map)

ประโยชน

1.นักเรียนเกิดทกั ษะการคิดแกไขปญ หาเพื่อ
พัฒนาผูเ รยี นดว ยการเรยี นรู
2.นักเรียนมมี คี วามสนใจในการเรียนไมเกดิ
ความเบือ่ หนา ย

๕๖

บทท่ี ๕

สรปุ ผล อภิปรายผลการวิจยั และขอเสนอแนะ

การวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดแกปญหา ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่องวัฒนธรรมและภูมิปญญา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับ
เทคนิค KWL Plus โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแกน เปนวิจัยเชิงทดลอง โดยมี
วัตถปุ ระสงคใ นการวจิ ัย คอื 1) เพอื่ ศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น โดยใชการจัดการเรยี นรูแบบปญหาเปน
ฐานรว มกับเทคนคิ KWL Plus ในรายวิชาหนาทพี่ ลเมือง ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 3 กบั เกณฑรอ ยละ 70 ของ
คะแนนเต็ม 2) เพื่อศึกษาการคิดแกปญหา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค
KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กับเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม มี
รายละเอยี ดดังตอ ไปนี้

5.๑ สรุปผลการศกึ ษา
5.๒ อภิปรายผลการวิจัย
5.๓ ขอ เสนอแนะ

5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั

จากการนำรูปแบบการวิจัยเชิงทดลองมาใชการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิด
แกปญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 เรื่องวัฒนธรรมและภูมิปญญา โดยใชการจัดการเรยี นรูแ บบ
ปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus โดยไดทำการทดลองการจัดการเรียนรูทั้งหมด ๓ แผนและ
ผลการวิจยั แบง ออกเปน 2 ดานดงั นี้

1.ผลการวิเคราะหผ ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น โดยใชก ารจดั การเรียนรแู บบปญหาเปน ฐาน
รวมกับเทคนิค KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เทียบกับเกณฑรอยละ 70
ของ คะแนนเต็ม พบวา นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาหนาที่พลเมือง มีคะแนน
เฉลี่ยเทากับ 24.6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเปนคาเฉลี่ยรอยละ 82.00 คาเบี่ยงเบน
มาตรฐานเทากับ 2.48 โดยมีจำนวนนักเรียนที่ผานเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 30 คน
คดิ เปน รอ ยละ 100.00

. ผลจากการใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น พบวา ผลการวิเคราะหก ารคดิ แกป ญ หา
โดยใชการจัดการเรยี นรูแบบปญหาเปน ฐานรว มกับเทคนคิ KWL Plus ในรายวิชาหนาท่พี ลเมือง ช้นั

๕๗

มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3 เทียบกับเกณฑรอยละ 70 ของ คะแนนเต็ม พบวา นกั เรียนมีคะแนนการคิดแกป ญหา
มีคะแนนเฉลี่ยเทา กบั 21.12 คะแนน จากคะแนนเตม็ 25 คะแนน คิดเปน คาเฉลี่ยรอยละ 84.48 คา
เบย่ี งเบนมาตรฐานเทากบั 1.82 โดยมีจำนวนนกั เรยี นทผ่ี า นเกณฑร อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน
30 คน คิดเปน รอยละ 100.00

5.2 อภิปรายผลการวิจัย

การวิจยั เพอ่ื การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นและการคิดแกปญหา ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษา
ปท ี่ 3 โดยใชการจัดการเรยี นรูแบบปญหาเปนฐานรวมกบั เทคนคิ KWL Plus ผูว ิจัยขอเสนอการอภปิ ราย
ผลตามวตั ถุประสงคท ่ีกำหนดไว ดังน้ี

1. ผลการวิเคราะหผ ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยใชการจดั การเรียนรูแบบปญ หาเปน ฐานรวมกับ
เทคนิค KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เทียบกับเกณฑรอยละ 70 ของ
คะแนนเต็ม พบวา นกั เรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาหนาที่พลเมือง มคี ะแนน เฉล่ีย
เทากับ 24.6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเปนคาเฉลี่ยรอยละ 82.00 คาเบี่ยงเบน
มาตรฐานเทากับ 2.48 โดยมีจำนวนนักเรยี นที่ผานเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 30 คน
คดิ เปนรอ ยละ 100.00 ท้งั นีเ้ นอ่ื งจาก นกั เรยี นทุกคนปฏิบัติตามขนั้ ตอนของการจัดการเรียนเรียนรูแบบ
ปญหารวมกบั เทคนิค KWL Plus ซึ่งการจดั การเรยี นรูแบบปญหาเปนฐานรวมกบั เทคนคิ KWL Plus เปน
การจดั กิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนของ PBL Problem best learning จำนวน 6 ขั้นตอน ไดแก 1)
กำหนดปญ หา 2) ทำความเขา ใจกบั ปญหา 3) ดำเนินการศกึ ษาคนควา 4) สงั เคราะหความรู 5) สรปุ และ
ประเมินคาของคำตอบ และ 6) นำเสนอและประเมินผลงาน คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั

จากนั้นเพิ่มเทคนิค KWL Plus เพื่อใหกิจกรรมการเรียนรูแกป ญหาไดทบทวนดวยเทคนิคนี้อีก
คร้งั นอกจากนักเรยี นตอ งทำใบกจิ กรรมการแกปญหาแลว นักเรียนตอ งทำใบกิจกรรม KWL Plus อีกดวย
ใบกิจกรรม KWL Plus จะมีกิจกรรมทค่ี ลา ยกับใบกจิ กรรมการแกปญหา สว นท่เี พมิ่ เตมิ คอื ขัน้ Plus ที่จะ
ชวยใหนักเรยี นสรปุ ความเก่ียวกับเร่ืองทีเ่ รียนไดดมี ากขึ้น จึงสงผลใหคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของ
นกั เรียนผานเกณฑทกุ คน การจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus เนนใหน ักเรียน
คนควาหาความรูดว ยตนเอง รูจ ักการทำงาน รวมกนั ภายในกลุมโดยท่ีครูผูสอนมีสวนรวมนอยที่สดุ ทำให
นักเรียนศึกษาเนื้อหาความที่หลากหลาย เพราะนำมาเปนขอมูลในการแกปญหา ซึ่งเปนกระบวนการที่
เนนใหนักเรียนกระตือรอื รนแกปญหาในใบกิจกรรมในแตละแผนการจัดการเรียนรูท่ีผูวิจัยสรางขึ้น จาก
การหาคำตอบดวยตัวเองจึงทำใหนักเรียนมีความเขาใจในบทเรียนยิ่งขึ้น สงเสริมผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
วิชาหนาทีพ่ ลเมืองใหส งู ขึน้ ซ่ึงสอดคลอ งกับงานวิจัยของ ณัฐรินทร ศรีวิโชติธนกลู พบวา ๗๗การพัฒนาผล

๗๗ ณัฐรินทร ศรีวิโชติธนกูล, การพัฒนาผลการเรียนรู เรื่องกลยุทธการบริหารตนเองของนักศึกษาระดับ
ประกาศนียบตั รวชิ าชีพชัน้ สูงโดยการสอนแบบอภิปรากลมุ , (วิทยานพิ นธป ริญญา ศึกษาศาสตร มหาบัณฑติ สาขาวิชา
การสอนสังคมศึกษา บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร), 2551, หนา 58.

๕๘

การเรียนรู ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา โดยการสอนแบบเทคนิค KWL Plus มีผลการเรียนรูส ูงขึ้น จาก
การศึกษา พบวาการอภิปรายกลุมเปนวิธีการหนึ่ง ที่ชวยเสริมสรางผูเรียนใหมีความเจริญพัฒนาทาง
สติปญญา เกิดทกั ษะ กระบวนการตาง ๆ เชน การคดิ วิเคราะห การแกป ญหา การใชเ หตผุ ล การตัดสินใจ
เกิดการปฏิสัมพันธกับสังคม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแกป ญหาหลังเรียนสงู
กวากอ นเรยี น การจดั การเรียนรแู บบ KWL-Plus เปน กระบวนการ

คดิ แกป ญหาทีจ่ ะเกดิ ข้นึ ได เมอ่ื นกั เรียนพบกบั คำถาม ส่ิงเรา หรือครูต้งั สถานการณปญหา ในการ
จัดกจิ กรรมแบบ KWL-Plus นกั เรียนจะไดฝ กต้งั คำถามและหาคำตอบดว ยตัวเอง ในข้นั W ดวยนน้ั ทำให
นักเรยี นไดฝก การคิดแกปญหาเพื่อหาคำตอบบอย ๆ จึงทำใหนักเรียนคิดเปน โดยเฉพาะคำถามที่สามารถ
คนหาคำตอบไดจากสถานการณท ี่ครูกำหนดให เพอ่ื นำคำตอบมาใสใ นชอง L และเขียนแผนภาพความคิด
Mind Mapping สอดคลองกับหลกั การสอนของ Stauffer 1980 กลาววาการสอนโดยการทำแผนภาพ
ความคิด Mind Mapping เปนกิจกรรมที่สงเสรมิ ใหนักเรยี นไดใ ชก ระบวนการคิดอยางมเี หตุผล และชว ย
ใหนักเรียนสามารถคิดวิเคราะหเนื้อหาไดงายขึ้น อีกทั้งสอดคลองกับงานวิจัยของ บุษวรรณ บุญแนน
2554 ไดศึกษาการเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เคมีอินทรียและจิต
วิทยาศาสตร กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ที่ไดรับการเรียนรูแบบ
KWL ประกอบผังมโนทัศน และการเรียนรูแ บบวัฏจักรการเรียนรู 5 ขั้น พบวานักเรยี นที่ไดร ับการเรยี นรู
แบบ KWL ประกอบผงั มโนทัศน มีการคิดวิเคราะหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและจิตวิทยาศาสตร สูงกวา
นกั เรยี นทไ่ี ดร บั การเรยี นรูแบบวัฏจกั รการเรียนรู 5 ขน้ั อยา งมีนยั สำคญั ทางสถิติ (p < .0001)

2. ผลจากการใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบวาผลการวิเคราะหการคิดแกปญหา
โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน ฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus ในรายวิชาหนาที่พลเมือง ชั้น
มัธยมศึกษาปท่ี 3 เทยี บกบั เกณฑร อ ยละ 70 ของ คะแนนเตม็ พบวา นกั เรยี นมคี ะแนนการคิดแกปญหา
มคี ะแนนเฉลี่ยเทากับ 21.12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน คิดเปนคาเฉล่ียรอ ยละ 84.48 คา
เบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 1.82 โดยมีจำนวนนักเรียนที่ผานเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน
30 คน คิดเปนรอยละ 100.00 ทัง้ นี้เนือ่ งมาจาก การจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค
KWL Plus ซึ่งการจัดการ เรียนรูแบบปญหาเปนฐานเนนใหนักเรียนเปนผูคนควาหาความรูดวยตนเอง
จากปญหาทีน่ ักเรียนพบ เจอในชั้นเรียน กลาวคือ ครูเปนผูกำหนดสถานการณปญหาที่สรางขึน้ หรือเปน
สถานการณป ญหาที่ เกดิ ขึน้ จริงเพื่อใหน ักเรียนเกิดการเรยี นรู จากนัน้ นกั เรียนวิเคราะหส ถานการณปญหา
ท่คี รนู ำเสนอ แลว ตงั้ คำถามท่ีอยากรูร ะบุประเด็นใหสอดคลองกับสถานการณปญหาโดยบอกแนวทางและ
วิธีการ คนหาคำตอบ นักเรยี นรวบรวมขอมูลและนำความรูจากการศึกษาคน ความาแลกเปลี่ยนความรูใน
กลุม วิเคราะหสงั เคราะหความรูตรวจสอบความถูกตองอยางเหมาะสมเพื่อคัดเลือกวิธีการแกปญหาที่ดี
ท่ีสุด มาแกปญหาอยางสมเหตุสมผล การประเมินคา ของคำตอบนักเรยี นแตละกลุมนำขอมูลท่ีไดท้ังหมด
มา ประมวลสรางเปนองคค วามรูใหมประเมินประสิทธิภาพคุณภาพการปฏิบัติงานกลุมประเมินตนเองท้ัง
ทางดานความรูและกระบวนการกลุมความพึงพอใจและเลือกวิธีการและรูปแบบการนำเสนอผลงานท่ี
นาสนใจ การนำเสนอและประเมินผลงานนกั เรยี นนำเสนอผลการปฏิบตั ิงานตอครูเพื่อนและผูที่สนใจ ครู

๕๙

เปดโอกาสใหนักเรยี นประเมนิ รว มกบั กลุมเพื่อนในการจัดการเรียนรูตามข้ันตอนนน้ั ศศเิ ทพ ปติพรเทพิน,
2558 จากการทำใบกิจกรรม KWL Plusในหองเรียนนักเรียนสวนใหญ สามารถตอบคำถามไดเปนอยาง
ดีในขัน้ L รวู า นักเรยี นตองการเรยี นอะไร ในขน้ั W คนควาหาคำตอบ จากส่อื ตาง ๆ ทคี่ รจู ดั เตรียมใหและ
จากสื่ออเิ ล็กทรอนิกส จากโทรศพั ทมอื ถือ เพอ่ื สรปุ องคความรเู ปน Mind map ในขน้ั Plus จงึ เกิดความรู
ความเขาใจมากขึ้น รวมทั้งสงผลใหนักเรียนสามารถคิด แกปญหาจากสถานการณที่ครูกำหนดใหได
ประสาท เนืองเฉลิม, โดยเฉพาะในข้ันสำรวจและ คนหานักเรียนไดแสดงความคิด หาวิธีแกปญหาเพื่อให
ไดมาซึ่งคำตอบ และในขั้นอธิบาย นักเรียนได นำขอมูลมาวิเคราะห อภิปราย และสรุปผล เพื่อสรุปเปน
องคความรู โดยใชก ระบวนการคิดแกป ญ หา

ดงั น้ันการจดั การเรยี นรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus จึงทำให นักเรียนมีการคดิ
แกปญหาสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว ทั้งนีเ้ นื่องจากกิจกรรมการเรยี นรูเ ปนกระบวนการ ทำงานที่มุงใหนักเรยี น
เรียนรูจ ากการใชปญ หาที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู เพื่อใหนักเรียนเกิดทักษะ การคดิ แกปญหาซึ่งเปนผลมา
จากกระบวนการทำงานที่ตองอาศัยความเขาใจและหาทางแกปญหา มัณฑรา ธรรมบุศย, 2545 โดย
ผูสอนนนักเรียนไปเผชิญกับสถานการณปญ หาที่จัดข้นึ และฝกกระบวนการวิเคราะหปญหาและแกปญ หา
รวมกันเปนกลุม ซึ่งจะชวยใหนักเรียนเกิดความเขาใจใน ปญหานั้นอยางชัดเจน ไดเห็นทางเลือกและ
วธิ ีการท่ีหลากหลายในการแกปญหานั้น ทศิ นา แขมมณ,ี 2551 โดยในแตล ะขั้นตอนของเทคนิค KWL
ชวยเนนใหนักเรียนไดใชทักษะในการแสวงหาความรู การคนควา การคิดและการแกปญหา โดยเริ่มจาก
ขั้น K กระตุนใหนักเรียนตอบคำถามในสิ่งที่เรียนรู มาแลวขั้น L ฝก การตั้งคำถามในส่ิงที่ตองการเรยี นรู
และขัน้ L เปน การสรปุ องคค วามรูทไ่ี ด สุวทิ ย มลู คำและอรทยั มลู คำ, 2545 ซ่ึงทง้ั 3 ข้นั ตอน ของ KWL
เปน การสงเสริมใหน ักเรยี นเกดิ การคิดแกปญ หา เมอ่ื นำมาใชร ว มกับการจดั การเรยี นรูแ บบปญหาเปนฐาน
รวมกับเทคนคิ KWL Plus จึงทำใหนักเรียนมีการคิดแกป ญหาสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว สอดคลอ งกับงานวิจัย
ของ วราพร จิตรเดียว 2556 ไดศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการคิดแกปญหาทาง
วทิ ยาศาสตรและเจตคติ ตอวิทยาศาสตรระหวา งการจัดการเรียนรูโ ดยใชปญหาเปนฐานและการจัดการ
เรยี นรแู บบคิด แกป ญหา ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2 พบวาการจัดการเรยี นรโู ดยใชปญหาเปนฐานเร่ืองสารและ
การ เปลี่ยนแปลงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มีประสิทธิภาพ เทากับ 84.06/80.22 และการจัดการเรียนรู
แบบ คิดแกปญหาเทากับ 84.71/80.10 ซึง่ สูงกวาเกณฑ 75/75 ที่ กำหนดไว 2) คาดชั นีประสิทธิผล
ของ การจัดการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐานและแบบคิดแกปญหาเรื่องสารและการเปลี่ยนแปลงชั้น
ประถมศึกษาปท่ี 2 มีคาเทากับ 0.5447 และ 0.5189 ตามลำดับ 3) นักเรียนที่เรียนดวยการจัดการ
เรียนรูโ ดยใชปญหาเปนฐานและแบบคิดแกปญหาเรื่องสารและการเปล่ียนแปลงชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 2 มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น การคดิ แกป ญ หาทางวิทยาศาสตรแ ละเจตคตติ อ วทิ ยาศาสตรไ มแตกตางกัน
อีกทั้งผลการสังเกตพฤติกรรมในการแกปญหา ในระยะแรกนักเรียนยังไมสามารถทำ ความเขาใจกับ
ปญหาจึงไมสามารถระบสุ าเหตุของปญหาได การเสนอวิธีการแกปญหาเปนวธิ ีการที่ยัง 87 ไมสอดคลอง
กบั สาเหตุของปญหา เม่ือนกั เรยี นเขาใจปญหาจนสามารถระบุปญหาเองได นกั เรียนจึงมี การวางแผนการ
แกปญหาที่หลากหลาย จนเลือกวิธีการแกปญหาตามแผนการที่วางไวจนประสบ ผลสำเร็จไดอีกท้ังยัง

๖๐

สามารถตรวจสอบวาวิธีการแกปญหาที่นักเรียนเลือกสามารถแกปญหาได ครบถวนหรือไมอยางไร ซ่ึง
สอดคลอ งกบั งานวิจัยของศิขรินทรธาร โคตรสงิ ห 2557 การวิจัยนมี้ ี วตั ถุประสงคเ พื่อพฒั นารูปแบบการ
สอนวิทยาศาสตรโดยใชปญหาเปนฐานเพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการคิดแกปญหาของนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปท่ี 1 นักเรยี นมีคะแนนเฉลยี่ ทกั ษะกระบวนการ คดิ แกปญ หาหลงั เรยี นสูงกวากอนเรยี นดวย
รูปแบบการสอน และงานวิจัยของ ดุสิตา แดงประเสริฐ 2549 : 168 กลาววา นกั เรียนมีความคิดเห็น
ตอการ เรียนรูดวยเทคนิค KWL Plus อยูในระดับเห็นดว ยมาก เนื่องจาก การจัดการเรียนรูดวยเทคนิค
KWL Plus มีขั้นตอนกิจกรรมใหนักเรียนปฏิบัติชัดเจน โดยครูเปนผูกระตุน นักเรียนจึงเขาใจงาย และ
สนุกสนานกับการ เรียนรูเมื่อกลาวโดยภาพรวมในการจัดการเรียนรูด วยวิธีสอนแบปญหาเปนฐานรวมกบั
เทคนิค KWL Plus นักเรียน สวนใหญมีความสนใจและตั้งใจเรียน มีความกระตือรือรนและใหความ
รวมมือในการปฏิบัติกิจกรรมที่ครูได มอบหมาย กลาคิดกลาแสดงความคิดเห็นและกลาอภิปราย มี
มารยาทในการอภิปราย การจัดการเรียนรูดวย วิธีการดังกลาวสงเสริมใหนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน และทักษะการคดิ วิเคราะหหลงั เรียนสูงกวา กอ นเรยี น

5.3 ขอเสนอแนะ

จากการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดแกปญหา ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่องวัฒนธรรมและภูมิปญญา โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับ
เทคนคิ KWL Plus ผูวิจัยมีขอเสนอแนะสำหรับการนำผลการวจิ ัยไปใชและขอเสนอแนะในการทำวิจัยใน
คร้งั ตอ ไป ดังน้ี

5.3.1 ขอเสนอแนะในการนำไปใช
1. การจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus ครูผูสอนควรทำ การ

แนะนำขั้นตอนการเรียนการสอนรวมทัง้ ทำความเขาใจในวิธีการดำเนินกจิ กรรมแกนักเรียนเพื่อ นำไปสู
การปฏิบตั กิ ิจกรรมใหลุลวงและไมเกดิ ปญ หาทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรรู ูปแบบน้ีเปน กิจกรรมการ
เรียนการสอนที่เนนนักเรียนเปนสำคัญดังนั้นครูผูสอนตองคำนึงถึงความแตกตางระหวาง บุคคลสภาพ
ความพรอมทั้งทางรา งกายอารมณส งั คมสติปญญาและพนื้ ฐานความรูเ ดมิ ของนกั เรยี น ดวย

2. การจดั กลุม นกั เรียนไมควรจดั นกั เรยี นทีเ่ รียนเกงเขากลุมกับนักเรยี นเกงและไมควร จัดกลมุ
นักเรียนที่เรียนออ นเขาดวยกันแตควรจดั กลุมแบบคละระดับความรูควรมีทั้งนักเรียนเรียนเกง 88 ปาน
กลางและออนเพื่อรวมกันชวยเหลอื ซึ่งกันและกันและถาคละความสามารถโดยใชค ะแนนเปน เกณฑและ
การกำหนดหมายเลขใหกับนักเรียนนั้นครูจะตองระวังการใชคำพูดไมพูดใหนักเรียนรูส ึกวา ถกู จัดลำดับ
ตามความเกงเพราะนักเรียนหมายเลขทาย ๆ จะรูสึกวาตัวเองเปนเด็กไมเกงถูกแบงแยก จากเพื่อนๆได
และครูตองคอยสังเกตพฤติกรรมกลุมและกระตุนใหนักเรียนไดชว ยเหลือกันใหมากที่สุด เพื่อปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมการทำงานรวมกันของนักเรียนในทางที่ดีขึน้ ควรอธิบายย้ำถึงเปาหมายของ กลุมและบทบาท
ของนกั เรียนในกลมุ ใหเขาใจอยา งแทจรงิ

๖๑

1.3 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครูผูสอนตองควบคุมเรื่องเวลาในการจัดกิจกรรม ให
เหมาะสมลงตัวและยดื หยุน ไดบางกจิ กรรมเพือ่ ความเหมาะสมของนกั เรยี น

1.4 การจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus ทำใหผลสัมฤทธิ์ และ
คุณลักษณะใฝรูใฝเรียนสูงขึ้นดังนั้นควรนำไปปรับใชในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหมี
ประสิทธิภาพสงู สดุ

5.3.2 ขอเสนอแนะในการวิจัยคร้ังตอไป
2.1 ควรใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus ไปใชกับ กลุม

สาระการเรียนรสู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมในระดับชัน้ อ่ืน ๆ หรือกลุม สาระการเรยี นรูอ นื่ ๆ
2.2 ควรทำการวิจัยโดยการจัดการเรยี นรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus กับ

ตัวแปรอื่น ๆ เชน การคิดวเิ คราะห ความคิดริเริม่ สรา งสรรค การคิดสังเคราะหค วามคงทนในการ เรียนรู
เปน ตน

๖๒

บรรณานกุ รม

ภาษาไทย

กระทรวงศกึ ษาธิการ. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืน ฐานพทุ ธศกรั าช 2551. กรงุ เทพฯ : กระ
ทรวงศกึ ษาธิการ, 2551.

กระทรวงศึกษาธกิ าร. สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สํานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้
พ้ืนฐาน. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช, ๒๕๕๑.

กลุ ยา ตนั ตผิ ลาชวี ะ. การจัดการ เรยี นรแู บบสมองเปน ฐาน เทคนคิ KWL Plus, กรงุ เทพฯ : สาขาวิชา
การศึกษาปฐมวัย ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ, 2548.

กุลยา ตันติผลาชวี . การเรียนรูโ ดยใชปญ หาเปน ฐาน(Problem-Learning : PBL. กรุงเทพฯ : บณั ฑติ
วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, 2548.

วาสนา โหงขนุ ทด. การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน การคิดแกป ญหา ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาป
ที่ 6 โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐานรวมกับเทคนิค KWL Plus. ปริญญา
การศึกษามหาบัณฑติ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2563.

วชั รี แกว สาระ. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิชาภาษาไทยของนกั เรยี นสองภาษาช้นั ประถมศกึ ษา ปที่ 6 ท่ี
เรยี นดว ย KWL Plus. วทิ ยานิพนธปริญญามหาบัณฑติ สาขาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2555.

วลั ลี สตั ยาศัย. การเรียนรโู ดยใชป ญ หาเปนฐาน หรอื PBL. กรงุ เทพฯ : บุคเนท็ , 2547.
วชั รา เลาเรยี นดี. การจดั การเรียนรโู ดยใชป ญ หาเปนฐาน. นครปฐม. โรงพิมพมหาวิทยาลยั ศลิ ปากร,

2547.
วัชรา เลา เรยี นด.ี การจดั การเรยี นรูดว ยเทคนคิ KWL Plus. นครปฐม. โรงพมิ พม หาวทิ ยาลัย ศิลปากร,

2557.
วิสิฎฐา แรงเขตรการ. การสอนแบบ K-W-L Plus เพือ่ เพม่ิ พูนทักษะการอา น และ การเขียนภาษา

องั กฤษของนักเรียนระดับตน . วทิ ยานพิ นธ ศศ.ม. เชียงใหม : มหาวิทยาลัยเชยี งใหม, 2551.
สุจติ ราภรณ ไพศรี. การคดิแกป ญหา และความพึงพอใจตอ การเรียน ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี

4 โดยใชการจัดการเรียนรูแบบวัฏจักรการเรียนรู 7 ขั้น และการจัดการเรียนรูแบบวัฏจักร
การเรียนรู 7 ขั้นรวมกับเทคนิค KWL. วิทยานิพนธปริญญาการศึกษา : มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม, 2558.
สุวิทย มลู คำ และคณะ. เรยี นดวยวิธกี ารสอนแบบรว มมือเทคนิค KWL Plus. ไดใหความหมายของ
KWL-plus กรงุ เทพฯ : หางหนุ สว นจํากดภาพพมิ พ, 2551.
สมศกั ด์ิ ภวู ิภาดาวรรธน. การยดึ ผูเ รยี นเปนศูนยก ลางและการประเมนิ ตามสภาพจริงไดกลาวถึงขน้ั ตอน
KWL Plus. มหาวิทยาลัยเชียงใหม, 2554.

๖๓

สมนกึ ภัททยิ ธนี. การประเมินผลและการสรา งแบบทดสอบ. กาฬสนิ ธุ : ประสานการพมิ พ, 2544.
สุวทิ ย มลู คำ. การคดิ แกป ญ หา. พมิ พค รงั้ ท่ี 2. กรุงเทพ : ภาพพมิ พ, 2547.
สุคนธ สนิ ธพานนทแ ละคณะ. ความสามารถในการคิดแกป ญหา. กรงุ เทพฯ : หา งหนุ สว นจำกัด 9119

เทคนิคพริ้นต้ิง, 2555.
สายฝน จารีต. การศกษาความสามารถในการคดิ แกปญหาโดยใชกิจกรรมคาํ ถามปลายเปด แบบเรา

ของเดกปฐมวัยโรงเรียนหนองกุงพิทยาคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขอนแกน เขต 5.
วิทยานพนธ. หลักสูตรและการสอน. ขอนแกน : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยขอนแกน.ถาย
เอกสาร, 2547.
สมบูรณ ชิตพงษ. การวัดทักษะการคดิ แกป ญหา. .พระนคร : ไทยวัฒนพานชิ , 2537.
สุจติ ราภรณ ไพศรี. การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นการคิดแกปญหาและความพงึ พอใจตอการเรยี น
ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 4 โดยใชการจัดการเรียนรแู บบวัฏจักรการเรียนรู 7 ข้ัน และ
การจัดการเรียนรูแ บบวัฏจกั รการเรียนรู 7 ขัน้ รวมกับเทคนิค KWL. วิทยานิพนธ. สำนักวิทย
บริการ. มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 2558.
จิตรลดา คนยืน. การใชกลวธิ ีิการสอนแบบ KWL–Plus เพื่อพฒั นาการสอนอา น ภาษาอังกฤษเพ่อื
ความของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปท ี่ 6. วิทยานิพนธ ค.ม. หลักสตู รและการสอน. อุดรธานี :
บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี, 2550.
จริ าวรรณ สอนสวัสดิ์. การศึกษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละความสามารถในการแก
ปญหาทางวิทยาศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่1ที่ไดรับการจัดการเรียนรูโดยใช
ปญหาเปนฐานและการจัดการเรียนรูดวยชุดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร. ปริญญานิพนธ
กศ.ม. มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. กรงุ เทพฯ, 2554.
บษุ วรรณ บุญแนน. เปรียบเทยี บการคิดวิเคราะหผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเรอ่ื ง เคมีอินทรยี แ ละจิต
วิทยาศาสตร กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ท่ีไดร ับการเรียน
รูปแบบ KWL. วิทยานิพนธปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑติ : มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2554.
บุญชม ศรีสะอาด. อธิบายถึงแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน. [ออนไลน].
file:///C:/Users/heetad/Desktop, 2545.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. การวจิ ยั เบือ้ งตน. พิมพคร้งั ที่ 8 กรุงเทพฯ : สุวรี ิยาสาสน , 2553.
ปารมี สัมฤทธส์ิ ุทธ์ิ. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรและความสามารถในการคิดแกป ญหาทาง
วทิ ยาศาสตรของนกั เรียน ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 6. สารนิพนธกศ.ม. การมธั ยมศึกษา. กรงุ เทพฯ :
บณั ฑิตมหาวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ. ถายเอกสาร, 2551.
ประพนั ธศริ ิ สุเสารัจ. การพฒั นาการคดิ . กรุงเทพฯ : 9119 เทคนคิ พร้นิ ติ้ง, 2551.

๖๔

ปราณี กองจนิ ดา. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนคณิตศาสตรแ ละทกั ษะการคดิ เลขในใจ
ของนักเรียนท่ีไดรบั การสอนตามรูปแบบซปิ ปาโดยใชแบบฝกหัดที$เนนทักษะ การคิดเลขใน
ใจกับนักเรียนที่ไดรับการสอนโดยใชคูมือครู. วิทยานิพนธ. หลักสูตรและการสอน.
พระนครศรอี ยุธยา : บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา, 2549.

ประสาท เนืองเฉลมิ . การสอนและสำหรบั นกั เรียนในการเรยี นรแู บบใชป ญ หาเปนฐาน. กรงุ เทพฯ :
สำนกั พมิ พแหง จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย, 2558.

ทศั พร เกตถุ นอม. ความเปนมาของรูปแบบ KWL Plus. กรงุ เทพฯ : คณะบรหิ ารธรุ กิจ สาขาการจัดการ
วทิ ยาลยั เทคโนโลยีธนบรุ ี, 2553.

ทิศนา แขมมณี. ศาสตรการสอนองคความรเู พ่อื การจดั กระบวนการเรียนรทู ีม่ ีประสทิ ธภิ าพ. พิมพค ร้งั
ที่ 20 กรุงเทพ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั , 2559.

ทิศนา แขมมณี, และคณะ. ขอบเขตของทกั ษะการคดิ แกปญหาไวว า ทักษะการคดิ แกปญ หา. จุฬาลง
กรณม หาวิทยาลัย, 2544.

พวงรัตน ทวีรตั น. วธิ ีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรและสงั คมศาสตร. พิมพค รง้ั ท่ี 7 กรุงเทพฯ : สำนกั
ทดสอบทางการศกึ ษาและจติ วิทยา มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, 2540.

ไพศาล หวงั พานิช. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น. กรุงเทพฯ : สาํ นักทดสอบทางการศกึ ษาและ. จิตวทิ ยา
มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, 2523.

พิมพนั ธ เดชะคุปต. และพเยาว ยินดสี ขุ . ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ขนาดของความสำเรจ็ ที่ไดจากกระ
บวนการเรียนการสอน. พิมพครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
2548.

ชยั วัฒน สทุ ธริ ตั น. การคิดแกปญ หา. การวิจัยการศึกษา. มหาสารคาม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม, 2555.

ชวลติ ชกู าแพง. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากหนงั สอื การสรางและพฒั นาเครื่องมือ.
พิมพครัง้ ท่ี 2. มหาสารคาม :มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2553.

ณัฐรนิ ทร ศรีวโิ ชตธิ นกูล. การพฒั นาผลการเรยี นรู เรือ่ งกลยุทธการบริหารตนเองของนักศึกษาระดบั
ประกาศนียบัตรวชิ าชีพชั้นสูงโดยการสอนแบบอภปิ รากลุม. วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตร
มหาบัณฑติ สาขาวิชาการสอนสงั คมศกึ ษา บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2551.

ธญั ญาลักษณ สังขแกว . การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิก์ ารเขยี นสรุปความของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาป
ที่ 3 ที่สอนโดยวิธี KWL PLUS กับวิธีสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ ศษ.ม. กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2552.

ศขิ รนิ ทรธ าร โคตรสิงห การพฒั นารูปแบบการสอนวิทยาศาสตรโดยใชปญหาเปนฐานสาหรับพัฒนา
ทักษะกระบวนการคิดแกปญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1. วิทยาการวิจัยและ
วิทยาการปญ ญา, 2557.

๖๕

ชนะชยั ทะยอม และคณะ. การวิจัยปฏิบัตกิ ารเพ่ือพฒั นาสมรรถนะการแกปญ หาแบบ รว มมือโดยใช
รปู แบบการเรยี นรแู บบเสริมตอ การเรยี นรบู นฐานของการใชป ญ หาเปน ฐานเรือ่ ง ปริมาณสาร
สัมพันธ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 หองเรียนพิเศษ. วิทยาศาสตร. วารสารวิทย
บรกิ าร มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร, 2560.

อานุภาพ เลขะกุล. การเรียนรูโดยใชป ญหาเปน ฐาน การเรียนรูโ ดยใชปญหาเปน ตวั กระตนุ หรือเปน
บริบทใหน กั เรียนไดค ดิ วิเคราะห แสวงหา, 2551.

ฆนัท ธาตุทอง. การจดั การเรียนรโู ดยใชเทคนิค KWL Plus. นครปฐม : เพชรเกษมการพิมพ, 2551.
มาลณิ ี จุโฑปะมา. ความหมายของการคิดแกปญ หาไวว า เปน วธิ กี ารคดิ แบบหนึง่ ดวยการนาความรู

ทักษะจากประสบการณเกา มาสรางความสัมพันธกับสิ่งเราใหมอยางมี ระบบ มีขั้นตอน,.
บุรรี ัมย : คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรรี ัมย, 2554.
ดลิ ก ดลิ กานนท 2543. ฝก ทกั ษะการคดิ เพือ่ สงเสรมิ ความคดิ สรา งสรรค. วิทยานพิ นธ. ปริญญา
การศึกษาดุษฎีบัณฑติ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ, 2543.

ภาษาอังกฤษ

Dark and Long. Drake and Long. A comparative study of the problem-based learning
model.between the two classrooms, 2009.

Maxwell Maxwell, a comparative study of the outcomes of students learning about
economics in schools.High school using PBL, 2005.

Noreen Noreen. has studied problem-based learning in practice nurses' education.
includingClinical Practice, 2005.

Lopez, problem-based learning (PBL) is perhaps the most innovative teaching
method.Felt in the history of PBL studie, 2005.

Treffinger Treffinger. problem solving is a skill that must always be practiced, 1988.
Dressel Dressel. Problem solving is an important goal of education in all fields.

Problem solving was an influential part during the course, 1995.
Guilford Guilford. problem solving is the result. from the interactions between the

three dimensions in the structureIntellectually, 1967.
Stolberg Stolberg. the problem and how to think about it Each person has a specific

character.Individuals, 1956.
Morgan Morgan. Each person's approach to problem solving is different. giving the

ability to think.Solve different problems too, 1978.
Bloom Benjamin S et al. Taxonomy of Educational Objectives. New York : DavidMckay

Company, 1976.

๖๖

Martini, Donna. and others, Strategies [Online]. April 19 December 2022. Available.
from http://www.units.mrohio.edu/eap edt346e/fall 2000/ GroupNine.

Conner. The goals of the KWL-Plus. Technique, 2004.
Queen Mail Quellmalz. Problem Solving Ability. Educational Leadership, 1985.

ภาคผนวก

๖๘

ภาคผนวก ก
รายช่อื ผเู ชี่ยวชาญตรวจสอบเคร่อื งมอื ทใี่ ชใ นการวิจยั

๖๙

รายช่อื ผเู ช่ียวชาญตรวจสอบเคร่อื งมือทใ่ี ชใ นการวจิ ัย

1. ผศ.ดร.อนสุ รณ นามทะราช ตำแหนง ประธานประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑติ
สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครุศาสตร
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน

2. นายบญุ สง นาแสวง ตำแหนง คณาจารยในหลกั สูตรครศุ าสตรบณั ฑติ

สาขาวชิ าสงั คมศึกษา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลง

กรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน

3. พระมหาบุญยม้ิ โสภณปฺโญ รองผูอำนวยการโรงเรยี นวัดศรสี ระแกว วิทยา

อาจารยประจำรายวชิ าวิทยาศาสตรและชีววทิ ยา

4. อาจารยว ิรัตน ทองภู ตำแหนง อาจารยป ระจำหลักสูตรครศุ าสตรบัณฑติ
สาขาสงั คมศกึ ษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน

5. อาจารยสริญญา มารศรี ตำแหนง อาจารยประจำหลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑิต
สาขาสงั คมศกึ ษา
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน

๗๐

ภาคผนวก ข
แบบประเมินคณุ ภาพเคร่ืองมือโดยผเู ช่ียวชาญ

๗๑

แบบประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู
วชิ า หนา ท่ีพลเมือง วิชา ส 22233 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓

แผนการเรยี นรทู ่ี ๑ เร่ือง วัฒนธรรมและภูมิปญ ญา

คำชี้แจง : ขอความที่เสนอตอไปนี้เปนเกณฑพื้นฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู โปรดใส

เครื่องหมายหรือเลขตามระดับความคิดเห็น เชน 1 หรือ 2 ลงในชองที่ตรงกับความคิดเห็นลงในแบบ

ประเมนิ และหากทา นมีขอ เสนอแนะกรณุ าระบุรายละเอยี ดใหเ ปนแนวทางในการปรับปรงุ ตอไป
ระดบั ๕ หมายถึง เหมาะสมมากท่สี ุด

ระดบั ๔ หมายถงึ เหมาะสมมาก

ระดบั ๓ หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง

ระดับ ๒ หมายถึง เหมาะสมนอ ย

ระดับ ๑ หมายถึง เหมาะสมนอยท่สี ดุ
โปรดใสเครือ่ งหมายหรอื เลขตามระดบั ความคดิ เห็น ลงในชองทีต่ รงกบั ความคิดเหน็ ลงในแบบประเมนิ

ระดบั ความคดิ เห็นของ
ผูเชยี่ วชาญ

รายการประเมนิ คนท่ี รวม เฉล่ีย ความหมาย
12345

1. สาระสำคัญ
1.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู
1.2 สอดคลองกับสาระการเรียนรู
1.3 มคี วามชัดเจนเขา ใจงา ย

2. จุดประสงคก ารเรียนรู
2.1 สอดคลอ งกบั เนื้อหา
2.2 นำไปสูก ารปฏิบตั ไิ ด
2.3 ระบุพฤติกรรมที่ประเมินได
ชัดเจน

3. สาระการเรยี นรู
3.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู

๗๒

3.2 เหมาะสมกับระดับชั้นของ
นักเรียน
3.3 มีความชัดเจนนา สนใจ
5. สอื่ อุปกรณ/แหลงเรียนรู
5.1 สอดคลองกับกิจกรรมการ
เรยี นรู
5.2 นักเรียนมีสวนรวมในการใช
สื่อ
5.3 นา สนใจเหมาะกบั นกั เรยี น
5.4 ประหยัดเวลาในการสอน
6. การวัดผลและประเมินผล
6.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู
6.2 สอดคลอ งกับสาระการเรยี นรู
6.3 เคร่อื งมือทใ่ี ชเ หมาะสมกับวัย

รวม

ขอ เสนอแนะเพม่ิ เตมิ
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ..................................................................
(................................................................)
ผปู ระเมนิ

๗๓

แบบประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู
วชิ า หนา ท่ีพลเมือง วิชา ส 22233 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓

แผนการเรยี นรทู ่ี 2 เร่ือง วัฒนธรรมและภูมิปญ ญา

คำชี้แจง : ขอความที่เสนอตอไปนี้เปนเกณฑพื้นฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู โปรดใส

เครื่องหมายหรือเลขตามระดับความคิดเห็น เชน 1 หรือ 2 ลงในชองที่ตรงกับความคิดเห็นลงในแบบ

ประเมนิ และหากทา นมีขอ เสนอแนะกรณุ าระบุรายละเอยี ดใหเ ปนแนวทางในการปรับปรงุ ตอไป
ระดบั ๕ หมายถึง เหมาะสมมากท่สี ุด

ระดบั ๔ หมายถงึ เหมาะสมมาก

ระดบั ๓ หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง

ระดับ ๒ หมายถึง เหมาะสมนอ ย

ระดับ ๑ หมายถึง เหมาะสมนอยท่สี ดุ
โปรดใสเครือ่ งหมายหรอื เลขตามระดบั ความคดิ เห็น ลงในชองทีต่ รงกบั ความคิดเหน็ ลงในแบบประเมนิ

ระดบั ความคดิ เห็นของ
ผูเชยี่ วชาญ

รายการประเมนิ คนท่ี รวม เฉล่ีย ความหมาย
12345

1. สาระสำคัญ
1.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู
1.2 สอดคลองกับสาระการเรียนรู
1.3 มคี วามชัดเจนเขา ใจงา ย

2. จุดประสงคก ารเรียนรู
2.1 สอดคลอ งกบั เนื้อหา
2.2 นำไปสูก ารปฏิบตั ไิ ด
2.3 ระบุพฤติกรรมที่ประเมินได
ชัดเจน

3. สาระการเรยี นรู
3.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู

๗๔

3.2 เหมาะสมกับระดับชั้นของ
นักเรียน
3.3 มีความชัดเจนนา สนใจ
5. สอื่ อุปกรณ/แหลงเรียนรู
5.1 สอดคลองกับกิจกรรมการ
เรยี นรู
5.2 นักเรียนมีสวนรวมในการใช
สื่อ
5.3 นา สนใจเหมาะกบั นกั เรยี น
5.4 ประหยัดเวลาในการสอน
6. การวัดผลและประเมินผล
6.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู
6.2 สอดคลอ งกับสาระการเรยี นรู
6.3 เคร่อื งมือทใ่ี ชเ หมาะสมกับวัย

รวม

ขอ เสนอแนะเพม่ิ เตมิ
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ..................................................................
(................................................................)
ผปู ระเมนิ

๗๕

แบบประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู
วชิ า หนา ท่ีพลเมือง วิชา ส 22233 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓

แผนการเรยี นรทู ่ี 3 เร่ือง วัฒนธรรมและภูมิปญ ญา

คำชี้แจง : ขอความที่เสนอตอไปนี้เปนเกณฑพื้นฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู โปรดใส

เครื่องหมายหรือเลขตามระดับความคิดเห็น เชน 1 หรือ 2 ลงในชองที่ตรงกับความคิดเห็นลงในแบบ

ประเมนิ และหากทา นมีขอ เสนอแนะกรณุ าระบุรายละเอยี ดใหเ ปนแนวทางในการปรับปรงุ ตอไป
ระดบั ๕ หมายถึง เหมาะสมมากท่สี ุด

ระดบั ๔ หมายถงึ เหมาะสมมาก

ระดบั ๓ หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง

ระดับ ๒ หมายถึง เหมาะสมนอ ย

ระดับ ๑ หมายถึง เหมาะสมนอยท่สี ดุ
โปรดใสเครือ่ งหมายหรอื เลขตามระดบั ความคดิ เห็น ลงในชองทีต่ รงกบั ความคิดเหน็ ลงในแบบประเมนิ

ระดบั ความคดิ เห็นของ
ผูเชยี่ วชาญ

รายการประเมนิ คนท่ี รวม เฉล่ีย ความหมาย
12345

1. สาระสำคัญ
1.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู
1.2 สอดคลองกับสาระการเรียนรู
1.3 มคี วามชัดเจนเขา ใจงา ย

2. จุดประสงคก ารเรียนรู
2.1 สอดคลอ งกบั เนื้อหา
2.2 นำไปสูก ารปฏิบตั ไิ ด
2.3 ระบุพฤติกรรมที่ประเมินได
ชัดเจน

3. สาระการเรยี นรู
3.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู

๗๖

3.2 เหมาะสมกับระดับชั้นของ
นักเรียน
3.3 มีความชัดเจนนา สนใจ
5. สอื่ อุปกรณ/แหลงเรียนรู
5.1 สอดคลองกับกิจกรรมการ
เรยี นรู
5.2 นักเรียนมีสวนรวมในการใช
สื่อ
5.3 นา สนใจเหมาะกบั นกั เรยี น
5.4 ประหยัดเวลาในการสอน
6. การวัดผลและประเมินผล
6.1 สอดคลองกับจุดประสงคการ
เรยี นรู
6.2 สอดคลอ งกับสาระการเรยี นรู
6.3 เคร่อื งมือทใ่ี ชเ หมาะสมกับวัย

รวม

ขอ เสนอแนะเพม่ิ เตมิ
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ..................................................................
(................................................................)
ผปู ระเมนิ

๗๗

แบบประเมนิ ความสอดคลองระหวา งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กบั จุดประสงคก ารเรยี นรู

เรื่อง วัฒนธรรมและภูมิปญญา รายวชิ ามนษุ ยกบั สงั คม (ส 23201) สำหรับนักเรยี นชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3 โรงเรียนโคกสพี ิทยาสรรพ โดยใชการเรียนการสอนแบบปญหาเปนฐานรวมกับ

เทคนคิ KWL Plus

คำช้ีแจง
โปรดพิจารณาขอสอบแตละขอวาสามารถวดั ไดต ามตรงวัตถุประสงคการเรยี นรู เมือ่ พิจารณาแลว ใหทาน

ทำเครอ่ื งหมาย / ลงในชอ งท่ีตรงตามกบั ความคิดเห็นของทา นมากท่ีสุด โดยใชเกณฑด ังน้ี
+1 หมายถงึ แนใ จวาขอสอบมคี วามสอดคลอ งกับจุดประสงคก ารเรียนรู
0 หมายถึง ไมแ นใ จวา ขอสอบมีความสอดคลองกับจดุ ประสงคก ารเรียนรู
-1 หมายถงึ แนใจวา ขอ สอบไมม คี วามสอดคลองกับจุดประสงคก ารเรียนรู

ขอบพระคณุ เปนอยางสงู
พระมหาเกรยี งไกร จารวุ ํโส/วงเวียน
นกั ศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา
กลมุ วชิ าเฉพาะการสอนสงั คมศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน

๗๘

วตั ถุประสงคก าร ขอสอบ ระดบั ระดับความ ขอเสนอ
เรียนรู พฤติกรรม สอดคลอ ง แนะ
1. เพราะเหตใุ ดศาสนาจึงมีความสำคัญในฐานะ ความเขาใจ
อธิบายความหมาย เปนมรดกทางวฒั นธรรมของชาติไทย +0-
ความเปน มา ความเขาใจ 11
องคประกอบของ ก.เพราะศาสนามีหลกั ธรรมสำคัญให
วฒั นธรรมและภมู ิ ปฏิบัตติ าม คิด .
ปญ ญาได วเิ คราะห
ข.เพราะศาสนามีพธิ ีกรรมสำคัญให
อธิบายความหมาย ปฏิบตั ติ าม แกไข
ความเปน มา ปญหา
องคประกอบของ ค.เพราะมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
วฒั นธรรมและภมู ิ เกิดจากการนับถือศาสนา
ปญ ญาได
ง.เพราะศาสนามีหลักธรรมที่ชว ยหลอ
วิเคราะหอ งคประกอบ หลอมอปุ นิสยั ของคน
ของวฒั นธรรมและภูมิ เฉลย ขอ ค.
ปญญาไทยได 2. ภมู ปิ ญญาไทยในขอใดแสดงออกไดห ลาย
ทาง
สำรอง
การคิดแกปญหา โดย ก.วถิ ชี ีวิต
ใชการจัดการเรยี นรู ข.ศลิ ปวัฒนธรรม
ค.ทัศนคติ ความเช่อื
ง.ถกู ทุกขอ
เฉลย ขอ ง.
3. วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยเกดิ ขน้ึ เพราะมี
จุดประสงคห ลายประการ ยกเวน ดานใด
ก.ทำใหสังคมสงบสขุ
ข.ทำใหการประกอบอาชพี คลองตวั
ค.ทำใหผูคนมีความสขุ
ง.ทำใหค วามสมั พนั ธก ับตางประเทศดี
ขน้ึ
เฉลย ขอ ง.
4. นักเรยี นชายคนหน่งึ ทะเลาะกบั เพ่ือน จาก
คำที่กลา วมา นักเรียนจะแกไขสถานะการน้ี
อยางไร

๗๙

วตั ถุประสงคการ ขอ สอบ ระดับ ระดับความ
เรียนรู พฤติกรรม สอดคลอง ขอเสนอ
+ 0 - แนะ
11

แบบปญหาเปนฐา ก.ยุยงใหเพื่อนเอาชนะอีกฝาย ความรู
นรว มกับเทคนิค ข.แนะนำเพื่อนใหตอยกนั ความจำ
KWL Plus ค.ไปบอกครูใหมาหามเพ่ือน
ง.ยนื ดูเฉยๆไมควรไปเกย่ี วขอ ง ความเขาใจ
สำรอง เฉลย ขอ ค.
อธิบายความหมาย
ความเปนมา 5. ขอใดเปน ภูมปิ ญ ญาที่เกย่ี วขอ งกับการ
องคประกอบของ ประกอบอาชีพ
วฒั นธรรมและภูมิ
ปญญาได ก.การทอผา
ข.การใชค ันไถไถนา
อธิบายความหมาย ค.การสรา งโบสถ
ความเปนมา ง.การปลกู บาน
องคป ระกอบของ เฉลย ขอ ข.
วฒั นธรรมและภมู ิ
ปญญาได 6.ขอ ใดเปน สถาบันสังคมแหงแรกของมนษุ ย
ก.สถาบันศาสนา
ข.สถาบนั การศกึ ษา
ค.สถาบันครอบครัว
ง.สถาบันการเมอื งการปกครอง

เฉลย ขอ ค.

การคิดแกปญหา โดย 7.ถา ภูมปิ ญญาไทยหายไปจากชุมชน นักเรียน แกไข
ใชการจัดการเรียนรู ควรทำอยา งไรเปน อนั ดับแรก ปญหา
แบบปญหาเปนฐา ก.ประกาศใหคนในชุมชนรกั ษาภูมปิ ญญา
นรวมกับเทคนิค ข.การปลอยใหภ ูมปิ ญญาหายไปตามกาลเวลา
KWL Plus ค.การรบั วัฒนธรรมตางชาติเขามาแทน
ง.การปฏิบตั ติ นเปน ตัวอยา งและแนะนำผูอืน่ ให
อนุรกั ษ
เฉลย ขอ ง.

๘๐

วตั ถุประสงคการ ขอ สอบ ระดบั ระดบั ความ
เรยี นรู พฤติกรรม สอดคลอง ขอเสนอ
8. สาเหตุใดที่ทำใหส งั คมไทยประสบปญ หา + 0 - แนะ
การคิดแกปญหา โดย ทารกแรกเกิดมนี ำ้ หนกั ตวั นอ ยผดิ ปกตนิ กั เรียน แกไข 11
ใชการจัดการเรียนรู คดิ วาเกิดจากอะไร ปญ หา
แบบปญหาเปนฐา
นรวมกบั เทคนิค ก.มารดาตดิ สุรา แกปญหา
KWL Plus ข.มารดาสูบบุหรี่
ค.มารดาเจบ็ ปวย วิเคราะห
การคิดแกปญหา โดย ง.ถกู ทุกขอ
ใชการจดั การเรียนรู เฉลย ขอ ง. การ
แบบปญหาเปนฐา 9. นกั เรียนจะอนรุ ักษวฒั นธรรมไทยอยาง นำไปใช
นรว มกับเทคนิค เหมาะสมไดห ลายประการยกเวนขอ ใด
KWL Plus ก.ใชแกว นำ้ ลายไทย
ข.ยกยองปราชญท อ งถิ่น
อธิบายความหมาย ค.ใชภาชนะเคร่อื งปนดนิ เผาใสอ าหาร
ความเปนมาและ ง.รองเพลงชาตปิ ระสมกับเพลงตะวันตก
สามารถวเิ คราะห เฉลย ขอ ก.
องคป ระกอบของ 10. ในอดีตของไทยท่ีมีการปลูกฝง ความเชอื่
วัฒนธรรมและภูมิ ดา นจิตวิญญาณ ทง้ั น้ีเพ่ือจุดประสงคใ ด
ปญ ญาไทยได ก.การดำรงชวี ิต
ข.การจดั ระเบยี บสังคม
อธิบายความหมาย ค.การประกอบอาชีพ
ความเปนมา ง.การแสดงออกทางศิลปะ
องคประกอบของ เฉลย ขอ ข.
วฒั นธรรมและภูมิ 11. นกั เรยี นควรอนุรักษภ มู ปิ ญญาไทยอยางไร
ปญญาได ก.รวบรวมเขยี นไวเปน ตำรา
ข.เชิญชวนใหชวยกันอนุรักษไ ว
ค.สิ่งใดดี ก็ควรปฏบิ ัตติ อ ไป
ง.ออกกฎหมายลงโทษผไู มเหน็ คณุ คา ของภมู ิ
ปญ ญาไทย
เฉลย ขอ ค.

๘๑

วตั ถุประสงคการ ขอสอบ ระดับ ระดับความ ขอเสนอ
เรียนรู พฤติกรรม สอดคลอ ง แนะ
12. วัฒนธรรมหมายถงึ อะไร ความรู
อธิบายความหมาย ก.ความเจรญิ รงุ เรอื ง ความเขาใจ +0-
ความเปนมา ข.ขอ กำหนดที่ควรปฏบิ ัติ 11
องคป ระกอบของ ค.ความเจรญิ งอกงามกาวหนา การ
วฒั นธรรมและภมู ิ ง.ขอกำหนดใหมนุษยปฏิบัติเพอ่ื ใหเกดิ ความ นำไปใช
ปญญาได
เจรญิ งอกงามกา วหนา แกไ ข
อธิบายความหมาย เฉลย ขอ ง. ปญหา
ความเปน มา 13. ปจ จัย 4 เก่ยี วขอ งกบั สถาบนั ใดมากที่สุด
องคป ระกอบของ ความเขา ใจ
วฒั นธรรมและภมู ิ ก.สถาบนั ศาสนา
ปญ ญาได ข.สถาบนั เศรษฐกจิ
ค.สถาบันครอบครัว
การคดิ แกปญหา โดย ง.สถาบันการเมอื งการปกครอง
ใชก ารจัดการเรยี นรู เฉลย ขอ ค.
แบบปญหาเปน ฐาน 14. ใครละเมิดจารีต
รว มกับเทคนิค KWL ก.ออ ยทบุ ตพี อแม
Plus ข.เกงใชก รรไกรปอกผลไม
ค.ฟางไมใสรองเทาเวลาอยูน อกบา น
อธิบายความหมาย ง.หนอ ยไมส วมหมวกนริ ภัยขณะขบั
ความเปนมา รถจกั รยานยนต
องคประกอบของ เฉลย ขอ ก.
วัฒนธรรมและภูมิ 15. การทีฆ่ าตกรถูกลงโทษจำคกุ ตลอดชีวิต
ปญ ญาได เน่อื งจากฆา คนตายถงึ 5ศพ ถือวาเปน
วฒั นธรรมในรูปแบบใด
ก. คติธรรม
ข. สหธรรม
ค. เนตธิ รรม
ง. วตั ถุธรรม
เฉลย ขอ ค.

๘๒

วัตถุประสงคก าร ขอ สอบ ระดับ ระดบั ความ ขอเสนอ
เรยี นรู พฤติกรรม สอดคลอง แนะ
16. ขอใดไมใชค วามสำคญั ของภมู ปิ ญญา ความเขาใจ
อธิบายความหมาย ทอ งถ่นิ +0-
ความเปนมา ความรู 11
องคประกอบของ ก. ชว ยสรา งอาชีพใหแ กคนในทองถน่ิ ความเขาใจ
วฒั นธรรมและภูมิ ข. ทำใหค นในทองถ่นิ รูจกั การพ่งึ พาตนเอง
ปญ ญาได ค. เกดิ การใชประโยชนจ ากธรรมชาตใิ น วเิ คราะห
ทอ งถิน่
สำรอง ง. ชวยใหพชื พนั ธสมุนไพรถูกใชมากย่ิงขึ้น ความเขา ใจ
จนหมดไป
อธิบายความหมาย เฉลย ขอ ง.
ความเปน มา 17. ขอใดคอื ความหมายของภูมิปญญาทองถ่ิน
องคป ระกอบของ ก. การพัฒนาสิง่ ประดษิ ฐ
วัฒนธรรมและภมู ิ ข. การเลอื กสรรส่งิ ตา งๆ ในทองถิ่น
ปญ ญาได ค. ขอ กำหนดการปฏิบตั ขิ องบรรพบรุ ุษ
ง. ความรอู ันเกดิ จากความสามารถ
สำรอง ประสบการณในการประดิษฐคิดคน ของคนใน
ทอ งถิ่น
อธิบายความหมาย เฉลย ขอ ง.
ความเปน มา 18. ปญญาธรรมเปนคณุ คา ของวฒั นธรรมใน
องคป ระกอบของ เร่ืองใด
วัฒนธรรมและภมู ิ ก. การใชเ หตุและผล
ปญ ญาได ข. การใหเ กยี รตกิ นั
ค. การเคารพยกยอง
อธิบายความหมาย ง. ความรวมมือซ่งึ กนั และกัน
ความเปน มา เฉลย ขอ ก.
องคประกอบของ 19. ขอ ใดเปนการควบคุมทางสังคม
วัฒนธรรมและภูมิ ก.การตฉิ ินนนิ ทา
ปญญาได ข.การลงโทษทางกฎหมาย
ค.การใหใบประกาศเกยี รติคณุ แกผทู ำความ
ดี

๘๓

วัตถุประสงคก าร ขอสอบ ระดบั ระดับความ
เรยี นรู พฤติกรรม สอดคลอ ง ขอเสนอ
ง.ถกู ทกุ ขอ + 0 - แนะ
สำรอง เฉลย ขอ ง. การ 11
อธิบายความหมาย นำไปใช
ความเปน มา 20. การทำเหมอื งฝาย เปนภูมปิ ญ ญาโบราณ
องคป ระกอบของ ของคนไทยในภาคใด การแกไข
วฒั นธรรมและภมู ิ ปญหา
ปญ ญาได ก. ภาคใต
ข. ภาคเหนอื การแกไข
การคดิ แกป ญ หา โดย ค. ภาคกลาง ปญหา
ใชการจดั การเรยี นรู ง. ภาคอสี าน
แบบปญ หาเปนฐาน เฉลย ขอ ข.
รวมกบั เทคนิค KWL 21. แนวทางการแกปญหาสุขภาพของคนไทยท่ี
Plus ดีที่สุดคืออะไร
ก. สง เสริมการออกกำลงั กาย
สำรอง ช.เพ่ิมงบประมาณใหแกโ รงพยาบาล
ค.ผลติ บุคลาการดานการแพทยใหมากทีส่ ดุ
การคิดแกปญหา โดย ง.จัดสรางสถานพยาบาลใหครอบคลุมทกุ
ใชการจดั การเรยี นรู ชมุ ชน
แบบปญ หาเปนฐาน เฉลย ขอ ก.
รว มกบั เทคนิค KWL 22. ขอ ใดไมใชการปฏิบัตเิ พื่อเปนพลเมืองดี
Plus ก.ชว ยเหลอื ซ่งึ กันและกนั
ข.ชว ยกันแกไ ขปญ หาตา งๆ
ค.มีความเคารพซึ่งกันและกนั
ง.ทำสิ่งตา งๆ ตามทต่ี นเองตองการ
เฉลย ขอ ก.

อธิบายความหมาย 23. ขอใดไมใชแนวทางในการอนุรักษ ความรู
ความเปน มาและ วัฒนธรรมไทย ความจำ
สามารถวิเคราะห นำไปใช
องคป ระกอบของ ก.เผยแพรวัฒนธรรมไทย
ข.ศกึ ษาเกย่ี วกับวัฒนธรรมไทย

๘๔

วัตถุประสงคก าร ขอสอบ ระดบั ระดับความ ขอเสนอ
เรียนรู พฤติกรรม สอดคลอ ง แนะ
ค.ปฏบิ ตั ิตามวัฒนธรรมทด่ี ีงามของไทย
วฒั นธรรมและภูมิ ง.รบั วัฒนธรรมตางชาติมาปฏิบัติเพื่อพฒั นา ความเขา ใจ +0-
ปญญาไทยได ตนเอง 11
เฉลย ขอ ง.
สำรอง 24. วัฒนธรรมในขอใดเก่ยี วของกับการดำเนนิ
ชีวิตของเรามากทีส่ ดุ
อธิบายความหมาย ก.ภาษา
ความเปนมาและ ข.ประเพณี
สามารถวิเคราะห ค.ศลิ ปกรรม
องคประกอบของ ง.การละเลน
วัฒนธรรมและภมู ิ เฉลย ขอ ก.
ปญ ญาไทยได
25. ภาษาไทยจดั เปนภูมปิ ญญาสาขาใด วิเคราะห
สำรอง ก. ศาสนาประเพณี วเิ คราะห
อธิบายความหมาย ข. ศิลปกรรม วิเคราะห
ความเปน มาและ ค. ภาษาและวรรณคดี
สามารถวเิ คราะห ง. การจดั การองคก ร
องคป ระกอบของ
วัฒนธรรมและภมู ิ เฉลย ขอ ค.
ปญญาไทยได
อธิบายความหมาย 26.เหตใุ ดคนภาคกลางจึงสรางบานยกพื้นสูง
ความเปนมาและ ก. ท่ีราบลมุ ปองกันน้ำทวม
สามารถวเิ คราะห ข. บานคนมากปอ งกันขโมย
องคประกอบของ ค. ตึกสงู ปองกันแผนดนิ ไหว
วฒั นธรรมและภูมิ ง. ชมุ ชนแออดั ปอ งกันไฟไหม
ปญ ญาไทยได
อธิบายความหมาย เฉลย ขอ ก.
ความเปน มาและ
สามารถวเิ คราะห 27. สถาบันใดมบี ทบาทในการปลกู ฝงภูมิ
องคป ระกอบของ ปญญานอ ยท่สี ุด

ก. สถาบนั ครอบครวั
ข. สถาบันการศกึ ษา
ค. สถาบันศาสนา

๘๕

วัตถุประสงคก าร ขอ สอบ ระดับ ระดบั ความ
เรียนรู พฤติกรรม สอดคลอง ขอเสนอ
ง. สถาบนั ศาล + 0 - แนะ
วฒั นธรรมและภูมิ เฉลย ขอ ง. การแกไข 11
ปญ ญาไทยได ปญหา
สำรอง 28. เมือ่ สงั คมไทยตองประสบกับปญหาการ
การคิดแกป ญ หา โดย จางงานควรแกไขดว ยวธิ กี ารใด การ
ใชก ารจัดการเรียนรู ก.เพมิ่ อตั ราดอกเบ้ยี เงินกู นำไปใช
แบบปญหาเปนฐาน ข.เพิ่มอตั ราภาษีมลู คาเพิ่มใหสงู ขน้ึ
รว มกบั เทคนิค KWL ค.แจกสวัสดิการใหแ กผวู างงานอยางเต็มท่ี ความรู
Plus ง.สงเสรมิ และจัดใหมีการพฒั นาฝม ือแรงงาน ความจำ
เฉลย ขอ ง.
อธิบายความหมาย 29. การอนุรกั ษภ ูมิปญญาทีเ่ หมาะสมควรทำ ความรู
ความเปน มาและ อยางไร ความจำ
สามารถวิเคราะห
องคป ระกอบของ ก. สอบถามจากผรู ู
วฒั นธรรมและภูมิ ข. นำไปปฏิบัติ
ปญ ญาไทยได ค. เผยแพรผ ทู ่สี นใจ
ง. การจดั ต้ังศูนยภูมิปญญาทองถน่ิ
อธิบายความหมาย เฉลย ขอ ข.
ความเปนมาและ 30. ความรูท ค่ี นพื้นเมอื งใชในการพฒั นาสังคม
สามารถวเิ คราะห และเศรษฐกิจของชุมชนตนเองโดยการสบื ทอด
องคป ระกอบของ กนั มาจากอดตี สปู จ จุบนั คือขอใด
วัฒนธรรมและภมู ิ ก. ภูมิปญญาชาติ
ปญ ญาไทยได ข. ภูมิปญ ญาสากล
ค. ภูมปิ ญญาทอ งถ่ิน
อธิบายความหมาย ง. ภมู ิปญ ญาผสม
ความเปนมาและ เฉลย ขอ ค.
สามารถวเิ คราะห 31. ขอ ใดแสดงใหเหน็ ภมู ปิ ญ ญาคนไทยในการ
องคประกอบของ ปรับตวั ใหเหมาะสมกับสภาพดินฟา อากาศ
ก. การหงุ ตม
ข. การสรา งบา นเรอื นไทย

๘๖

วัตถปุ ระสงคการ ขอสอบ ระดับ ระดับความ
เรยี นรู พฤติกรรม สอดคลอ ง ขอเสนอ
ค. การใชส มุนไพรรกั ษาโรค + 0 - แนะ
วัฒนธรรมและภูมิ ง. การประดิษฐเครื่องมือดักสตั ว แกไข 11
ปญญาไทยได เฉลย ขอ ข. ปญหา

สำรอง 32. ขอใดไมใชส าเหตุของปญ หาสงั คม ความรู
การคิดแกปญหา โดย ก.การจัดระเบียบสงั คม
ใชก ารจัดการเรียนรู ข.สิง่ แวดลอ มทางสังคม
แบบปญ หาเปน ฐาน ค.การเปลีย่ นแปลงทางสังคม
รวมกับเทคนิค KWL ง.ความไมเปน ระเบยี บของสงั คม
Plus เฉลย ขอ ก.

สำรอง 33. การสรางบานเรือนไทยแตล ะภมู ิภาคมี
อธิบายความหมาย ความแตกตา งกนั มีสาเหตมุ าจากขอใดมากท่สี ุด
ความเปนมาและ
สามารถวเิ คราะห ก. ภูมปิ ระเทศ
องคป ระกอบของ
วัฒนธรรมและภูมิ ข. คานิยม
ปญ ญาไทยได ค. ฐานะทางเศรษฐกจิ

อธิบายความหมาย ง. ความเช่อื ทางศาสนา วเิ คราะห
ความเปน มาและ เฉลย ขอ ก. วิเคราะห
สามารถวิเคราะห
องคประกอบของ 34. การถา ยทอดภูมปิ ญญาทางออมคืออะไร
วฒั นธรรมและภมู ิ ก. การเรยี นในหอ งเรียน
ปญญาไทยได ข. การอานตำรา
ค. การปฏิบัตติ ามบรรพบุรุษ
อธิบายความหมาย ง. การเลานิทาน
ความเปน มาและ
สามารถวิเคราะห เฉลย ขอ ง.

35. เพราะเหตใุ ดคนไทยสมยั รตั นโกสินทร
ตอนตนจงึ นยิ มปลูกเรอื นไทยท่ีมใี ตถ ุนสูง

๘๗

วัตถุประสงคก าร ขอสอบ ระดบั ระดบั ความ
เรียนรู พฤติกรรม สอดคลอ ง ขอเสนอ
ก.เพื่อความสะดวกในการแยกชน้ิ สว น + 0 - แนะ
องคประกอบของ เหมอื นบา นสาํ เร็จรปู ความจำ 11
วัฒนธรรมและภมู ิ
ปญญาไทยได ข.เพอื่ ปองกนั นำ้ ทว มบานในฤดูนำ้ หลาก ความรู
ค.เพือ่ แสดงเอกลกั ษณท โี่ ดดเดน ของเรอื น
สำรอง ไทย การแกไข
ง.เพื่อเปนชอ งระบายน้ำและถา ยเทน้ำเวลา เปน หา
อธิบายความหมาย ฝนตกเฉลย ขอ ข.
ความเปน มาและ 36. การสรา งบานเรอื นไทยแตละภูมภิ าคมี
สามารถวิเคราะห ความแตกตา งกันมีสาเหตุมาจากขอใดมากท่สี ดุ
องคป ระกอบของ ก. ภูมิประเทศ
วัฒนธรรมและภูมิ
ปญญาไทยได ข. คานยิ ม
สำรอง ค. ฐานะทางเศรษฐกิจ

อธิบายความหมาย ง. ความเช่อื ทางศาสนา
ความเปนมาและ เฉลย ขอ ก.
สามารถวิเคราะห 37. สถาบันใดมบี ทบาทในการปลกู ฝง ภมู ิ
องคป ระกอบของ ปญ ญานอ ยทีส่ ุด
วฒั นธรรมและภูมิ
ปญ ญาไทยได ก. สถาบนั ครอบครัว
ข. สถาบันการศึกษา
สำรอง ค. สถาบนั ศาสนา
การคิดแกปญ หา โดย ง. สถาบนั ศาล
ใชการจัดการเรยี นรู เฉลย ขอ ง.
แบบปญหาเปนฐาน
รว มกับเทคนิค KWL 38. สภาพทางสงั คมทีแ่ ย ควรทำอยางไรให
Plus สงั คมดขี ึน้

ก. ปฏบิ ัติตนเปน ตวั อยาง
ข. ถายรูปประจานสังคมของตนผานโซเชียว

๘๘

วัตถุประสงคการ ขอ สอบ ระดับ ระดับความ
เรียนรู ค. การไมส นใจใยดรตอสงั คม พฤติกรรม สอดคลอ ง ขอเสนอ
+ 0 - แนะ
11

อธิบายความหมาย ง. ขอความชว ยเหลอื จากชมุ ชน การ
ความเปนมาและ เฉลย ขอ ก. นำไปใช
สามารถวเิ คราะห
องคป ระกอบของ 39. ขอ ใดแสดงใหเหน็ ภมู ิปญ ญาคนไทยในการ แกไ ข
วัฒนธรรมและภูมิ ปรบั ตวั ใหเหมาะสมกบั สภาพดินฟา อากาศ ปญหา
ปญ ญาไทยได
ก. การหุงตม
การคิดแกปญ หา โดย ข. การสรางบา นเรือนไทย
ใชก ารจดั การเรยี นรู ค. การใชส มนุ ไพรรักษาโรค
แบบปญหาเปน ฐาน ง. การประดิษฐเ คร่อื งมอื ดกั สตั ว
รว มกับเทคนิค KWL เฉลย ขอ ข.
Plus
40. นกั เรียนคดิ วา ปญหาใหญข องระบบ
การศึกษาของไทยคอื อะไร

ก. ขาดแคลนครู
ข.ขาดแคลนโรงเรียน
ค.ขาดแคลนนกั เรียน
ง.ขาดแคลนหองสมดุ
เฉลย ขอ ก.

ลงช่อื ....................................................
(...………………….....………………………)

ผปู ระเมิน

๘๙

ภาคผนวก ค
ผลการวเิ คราะหเ ครือ่ งมอื โดยผเู ชยี่ วชาญ

๙๐

ตาราง 8 ผลการประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรูที่ 1 โดยใชการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐาน
รว มกับเทคนิค KWL Plus เร่อื ง วัฒนธรรมและภมู ปิ ญ ญา โดยผเู ชีย่ วชาญ 5 ทา น

รายการประเมนิ ระดบั ความคดิ เห็นของ รวม เฉลย่ี ความหมาย
ผเู ชีย่ วชาญ

คนที่

1234 5

1. สาระสำคัญ

1.1 สอดคลอ งกับจดุ ประสงค

การเรียนรู 5 4 4 5 5 23 4.60 เหน็ ดว ยมากท่สี ดุ

1.2 สอดคลอ งกบั สาระการ

เรียนรู 5 4 4 5 5 23 4.60 เห็นดวยมากที่สดุ

1.3 มีความชัดเจนเขา ใจงา ย 4 4 4 4 5 21 4.20 เหน็ ดวยมาก

2. จุดประสงคก ารเรียนรู

2.1 สอดคลอ งกับเนื้อหา 5 4 5 4 4 22 4.40 เหน็ ดวยมาก

2.2 นำไปสูการปฏิบตั ิได 5 3 5 5 5 23 4.60 เหน็ ดว ยมากทส่ี ุด

2.3 ระบพุ ฤตกิ รรมทปี่ ระเมนิ ได

ชัดเจน 5 3 5 5 4 22 4.40 เห็นดว ยมาก

3. สาระการเรยี นรู

3.1 สอดคลองกับจดุ ประสงค

การเรยี นรู 5 4 4 4 5 22 4.40 เห็นดว ยมาก

3.2 เหมาะสมกบั ระดบั ชั้นของ

นกั เรยี น 5 5 5 4 4 23 4.60 เหน็ ดว ยมากทส่ี ดุ

3.3 มคี วามชัดเจนนาสนใจ 5 4 5 4 4 22 4.40 เห็นดว ยมาก

5. สื่ออุปกรณ/แหลงเรียนรู

5.1 สอดคลองกับกิจกรรมการ

เรยี นรู 5 5 4 4 5 23 4.60 เหน็ ดวยมากทสี่ ดุ

5.2 นักเรยี นมีสวนรวมในการใช

สื่อ 5 5 5 4 4 23 4.60 เหน็ ดวยมากที่สุด

5.3 นาสนใจเหมาะกบั นักเรยี น 5 5 4 4 5 23 4.60 เหน็ ดว ยมากทสี่ ดุ

5.4 ประหยัดเวลาในการสอน 5 5 4 4 5 23 4.60 เหน็ ดว ยมากที่สดุ


Click to View FlipBook Version