The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๘-นายพงษ์เพชร วิชาชัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2022-05-22 11:27:31

๘-นายพงษ์เพชร วิชาชัย

๘-นายพงษ์เพชร วิชาชัย

๔๑

3) ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.: Standard Deviation) โดยใชส้ ูตร
3.8.2 สถิติที่ใชใ้ นการวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของเครือ่ งมอื

1) ค่าความเทีย่ งตรง (Validity Value) เป็นค่าสถิติในการหาคุณภาพของเครื่องมือ
เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบย่อยท้ายวงจร แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิด
แก้ปัญหา และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ซึ่งสถิติท่ีหาค่าความเท่ียงตรงคือการหา
คา่ ความสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อคาถามกับวัตถุประสงค์หรือเนื้อหา (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3
คน เป็นผตู้ รวจสอบ โดยให้เกณฑใ์ นการตรวจพิจารณาขอ้ คาถาม ดังนี้

คะแนน +1 หมายถึง เห็นวา่ สอดคล้อง
คะแนน 0 หมายถงึ ไมแ่ นใ่ จ
คะแนน -1 หมายถึง เห็นว่าไมส่ อดคลอ้ ง
แลว้ นาผลคะแนนท่ีไดจ้ ากผูเ้ ชีย่ วชาญมาคานวณหาคา่ IOC ตามสตู ร ดงั นี้

เมอ่ื IOC แทน ดัชนีความสอดคลอ้ งของขอ้ คาถามกับจุดประสงค์
R แทน ผลรวมของคะแนนการพจิ ารณาของผู้เชย่ี วชาญ
N แทน จานวนผเู้ ชี่ยวชาญทง้ั หมด

เกณฑก์ ารพิจารณา
1.ข้อท่ีมีคา่ ความสอดคล้อง (IOC) ตงั้ แต่ 0.50 - 1.00 มีคา่ ความเทีย่ งตรงสงู สามารถใช้ได้
2.ขอ้ ท่ีมีค่าความสอดคล้อง (IOC) ตา่ กว่า 0.50 ตอ้ งเปลี่ยนขอ้ คาถามใหม้ ีความสอดคลอ้ ง
มากขึ้น

บทท่ี 4

ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

การวิจัยคร้ังน้ี เป็นเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นดอนดูค่ รุ ุราษฎรว์ ทิ ยา ดว้ ยการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ
(STAD) รูปแบบการวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในช้ันเรียน (Classroom Action
Research) โดยมวี ัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) ศึกษาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์
รายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา
ดว้ ยการจดั การเรียนการสอนแบบรว่ มมอื (STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อย
ละ 70 ข้ึนไป 2) เพ่ือพัฒนาการผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ
(STAD) ให้นักเรยี นไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 70 ข้ึนไป 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ
ในการเรยี นรายวิชาพระพุทธศาสนาของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์
วทิ ยา ด้วยการจัดการเรยี นการสอนแบบร่วมมือ (STAD) โดยสามารถนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ได้ ดังน้ี

4.1 ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์รายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นดอนด่คู ุรรุ าษฎรว์ ิทยา ดว้ ยการจดั การเรยี นการสอนแบบ
ร่วมมอื (STAD) ให้นกั เรียนไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 ข้ึนไป

4.2 ผลการหาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีที่3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ (STAD)
ให้นักเรียนไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 ขึน้ ไป

4.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ
(STAD)

4.4 ความร้ทู ไ่ี ดจ้ ากการวจิ ัย

๔๓

4.๑ ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์รายวิชาพระพุทธศาสนา
ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบา้ นดอนดคู่ รุ รุ าษฎรว์ ทิ ยา ดว้ ยการจัดการ
เรยี นการสอนแบบรว่ มมอื (STAD) ใหน้ ักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อย
ละ 70 ข้นึ ไป

ผู้วิ จั ยไ ด้ ท าก า ร ศึ ก ษ าผ ล ก าร พั ฒ น า ค วา ม ส าม า ร ถ ใ น กา ร คิด อ ย่ าง ส ร้ าง ส ร ร ค์ ร าย วิ ช า

พระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการ

จดั การเรียนการสอนแบบร่วมมือ (STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70

ข้ึนไป โดยทาการทดสอบกับนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของ

ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ใหเ้ ป็นไปตามเกณฑ์ ใหน้ ักเรยี นไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์

ร้อยละ 70 โดยใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรยี นได้ข้อมลู ดงั น้ี

ตารางท่ี 4.1 แสดงผลการหาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์รายวิชา
พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์
วิทยาดว้ ยการจัดการเรียนการสอนแบบรว่ มมอื (STAD)

จานวน คะแนน จานวนนักเรยี นที่ จานวนนกั เรียนท่ี
นักเรียน ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผา่ นเกณฑ์
ท้งั หมด
เตม็ ผา่ น ̅ S.D. รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
เกณฑ์ ( คน ) ( คน )

7 20 14 14.86 1.57 74.30 5 71.42 2 28.57

จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผลการ หาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์รายวิชา
พระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการ
จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ (STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
พบว่า ผลการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ จานวน 7 คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จานวน 5 คน คิดเป็น
ร้อยละ 71.42 คะแนนสูงสุด 17 คะแนน คะแนนต่าสุด 13 คะแนน จากคะแนน 2๐ คะแนน
คะแนนเฉลี่ยเทา่ กบั 14.68 คะแนน คิดเป็นร้อยละ ๗4.30 ซ่ึงผ่านเกณฑ์ที่กาหนดไว้ คือ นักเรียน
จานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ของจานวนนักเรียนทั้งหมด มีผลการพัฒนาความสามารถในการคิด
อยา่ งสร้างสรรค์ทางการเรยี นรอ้ ยละ ๗๐ ขึน้ ไป

๔๔

4.๒ ผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอน
แบบรว่ มมือ (STAD) ให้นักเรยี นไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ข้ึนไป

ผ้วู จิ ยั ไดท้ าการศกึ ษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ทางการเรียนรายวิชา
พระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการ
จดั การเรียนการสอนแบบร่วมมือ (STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
ข้ึนไป ได้ขอ้ มูลดงั น้ี

ตารางที่ 4.2 ผลการพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา ก่อนเรียนและ
หลังเรียน โดยใช้การจัดการจัดการเรียนด้วยรูปแบบร่วมมือ (STAD) ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบ้านดอนดคู่ ุรุราษฎรว์ ทิ ยา ตาบลบงึ เนยี ม อาเภอเมือง จงั หวดั ขอนแกน่

จานวน คะแนน จานวนนักเรียนท่ี จานวนนักเรยี นที่
นกั เรียน ผ่านเกณฑ์ ไม่ผา่ นเกณฑ์
ทงั้ หมด
เตม็ ผ่าน ̅ S.D. ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ
เกณฑ์ ( คน ) ( คน )

7 30 21 21.71 1.50 72.37 5 71.42 2 28.57

จากตารางที่ 4.2 พบว่า ผลการวิเคราะห์การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา
พระพุทธศาสนาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการ
จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ (STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
พบวา่ การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน จานวน 7 คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จานวน 5 คน คิดเป็น
ร้อยละ 71.42 คะแนนสูงสุด ๒4 คะแนน คะแนนต่าสุด 20 คะแนน จากคะแนน ๓๐ คะแนน
คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๒๑.71 คะแนน คิดเป็นร้อยละ ๗2.42 ซ่ึงผ่านเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ คือ นักเรียน
จานวนไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ ๗๐ ของจานวนนักเรียนท้ังหมด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ ๗๐ ขึ้น
ไป

๔๕

4.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้น

ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอน

แบบรว่ มมือ (STAD)

ผู้วิจัยได้ทาการศึกษาความพึงพอใจในการเรียน ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นดอนดู่คุรรุ าษฎร์วทิ ยา ดว้ ยการจัดการเรยี นการสอนแบบ
รว่ มมอื (STAD) ไดข้ ้อมูลดงั นี้

ตารางท่ี 4.๓ ผลความพึงพอใจในการเรียน ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา โดยใช้
การจดั การจัดการเรียนด้วยรปู แบบร่วมมือ (STAD) ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่
คุรรุ าษฎรว์ ิทยา ตาบลบึงเนียม อาเภอเมือง จังหวดั ขอนแกน่

ข้อท่ี รายการประเมิน ̅ S.D. แปลผล

1 คาชแี้ จงสาหรบั นักเรยี นและเหมาสม 4.57 0.53 มากทส่ี ุด

2 เนือ้ หาท่ีกาหนดในกิจกรรมการเรียนร้เู หมาสมกบั ผู้เรียน 4.71 0.49 มากทส่ี ดุ

3 สอ่ื การเรียนรเู้ หมาะสมกบั กิจกรรม 4.29 0.49 มาก

4 กิจกรรมการเรียนรมู้ ีความน่าสนใจ 4.29 0.7 มาก

5 การเรยี นรู้เหมาะสมกบั เวลา 4.43 0.79 มาก

6 กิจกรรมการเรยี นรู้เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้สอบถาม 3.86 0.69 มาก

7 กระบวนการเรยี นรู้หลากหลายเน้นผเู้ รียนเป็นสาคญั 3.71 0.49 มาก

8 ผเู้ รยี นได้เรียนรู้ ไดใ้ ชค้ วามสามารถในเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 4.14 0.69 มาก

9 ผู้เรยี นเกดิ ทกั ษะจากชุดกิจกรรมเพื่อนาไปสกู่ าร 4.14 0.69 มาก
พฒั นาการเรยี น

10 ผูเ้ รียนเกดิ การเรยี นรจู้ ากการจัดกจิ กรรมและสามารถ 4.71 0.49 มากทสี่ ุด
ทางานการเป็นกลุ่มได้

รวม 4.29 0.12 มาก

จากตารางที่ 4.๓ พบว่า ผลของการวิเคราะห์ความพึงพอใจรายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นโรงเรียนบา้ นดอนดคู่ ุรรุ าษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการ
สอนแบบร่วมมือ (STAD) ของนกั เรียน โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉล่ียเท่ากับ

๔.๒๗, S.D. 0.๑๒ เมื่อแยกเป็นรายข้อพบว่า ข้อท่ีมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ เนื้อหาท่ีกาหนดใน
กิจกรรมการเรียนรู้เหมาสมกับผู้เรียน และผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมและสามารถ

ทางานการเป็นกลุ่มได้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.71, S.D. 0.49
รองลงมาคือ คาช้ีแจงสาหรับนักเรียนและเหมาสม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉล่ีย
เท่ากับ ๔.57, S.D. 0.53, การเรียนรู้เหมาะสมกับเวลา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย

เท่ากับ ๔.43, S.D. ๐.7๙, สื่อการเรียนรู้เหมาะสมกับกิจกรรม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

๔๖

ค่าเฉล่ียเท่ากับ ๔.๒๙, S.D. 0.49,กิจกรรมการเรียนรู้มีความน่าสนใจ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มาก คา่ เฉลยี่ เท่ากบั 4.29, S.D. 0.7, ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้ใช้ความสามารถในเรียนรู้ด้วยตนเอง และ
ผู้เรียนเกิดทักษะจากชุดกิจกรรมเพื่อนาไปสู่การพัฒนาการเรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.14, S.D. 0.69, กิจกรรมการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สอบถาม มีความพึง
พอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย 3.86, S.D. 0.69 และข้อที่มีความพึงพอใจน้อยท่ีสุดคือ
กระบวนการเรียนรหู้ ลากหลายเนน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคัญ มีความพงึ พอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉล่ีย 3.71,
S.D. 0.49 ตามลาดับ

4.4 ความรู้ทไี่ ด้จากการวจิ ยั

การวิจัยครั้งน้ี เป็นเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบา้ นดอนดคู่ รุ รุ าษฎร์วิทยา ดว้ ยการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ
(STAD) ผู้วิจยั ไดท้ าการศกึ ษาและ สรปุ เป็นองคค์ วามรไู้ ด้ คือ ในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้าน
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและมกี ารพัฒนาไปอย่างรวดเรว็ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซ่ึงเกิดผลกระทบ
ในหลาย ๆ ด้าน เช่น การดาเนินชีวิตในปัจจุบัน สภาพสิ่งแวดล้อม สภาพบริบทสังคม การศึกษา
ดังน้ัน จัดทารูปแบบการสอนแบบร่วมมือ (STAD) เข้ามาใช้ประกอบการสอนทาให้เกิดจุดเด่นท่ีจะ
สามารถพัฒนา หรือจุดที่จะควรปรับให้มากข้ึน โดยสามารถ นาเสนอข้อมูลได้ท้ังข้อความ รูปภาพ
วดี โี อ นามาใสเ่ พ่มิ ความน่าสนใจหรอื กระตุ้นให้ผู้เรยี นสนใจกบั งานนาเสนอไดต้ รงตามทอี่ อกแบบไว้

การจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีผู้วิจัยได้ทาการสร้างข้ึน เพื่อเป็นการนาเข้ามาปรับใช้ให้
ตรงกบั วตั ถุประสงค์ พฒั นากจิ กรรมการเรียนรใู้ นข้นั ตอนต่าง ๆ ใหน้ กั เรียนไดศ้ ึกษา เรียนรู้ ฝึกทักษะ
การทางานแบบกลุ่ม เพอ่ื ทาให้นกั เรยี นไม่เกิดความเบอื่ หนา่ ยหรอื ด้อยค่าในตัวเองในการจัดการเรียน
การสอน นกั เรยี นชอบการเรียนแบบกลุ่มมากกว่าแบบเดี่ยว เนื่องมาจากจะได้มีการปรึกษาและออก
ความคดิ เห็นช่วยกนั พึ่งพาอาศยั กนั และกันมีความหลากหลายของโอกาสทางการ

ดังนั้น รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ (STAD) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่
ผสมผสานและสามารถปรับได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบเด่ียว การเรียนรู้แบบกลุ่ม
ที่เกิดข้ึนในห้องเรียนหรือการใช้แหล่งเรียนรู้ท่ีมีอยู่หลากหลาย ดังนั้นเป้าหมายอยู่ที่การผู้เรียนเป็น
สาคญั

บทท่ี 5

สรปุ ผล อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ

การวิจัยการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยาด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (STAD)
มีวตั ถุประสงค์ 1. ศึกษาความสามารถในการคดิ อย่างสรา้ งสรรคร์ ายวชิ าพระพุทธศาสนาของนักเรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดอนดคู่ รุ รุ าษฎร์วทิ ยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ
(STAD) ใหน้ กั เรยี นไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70 ขึน้ ไป 2. เพือ่ พัฒนาการผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุ
ราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ (STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70
ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป 3. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นดอนดคู่ ุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจดั การเรยี นการสอนแบบ
รว่ มมือ (STAD) สามารถสรปุ และอภิปรายผลการศึกษา ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้

5.1 สรุปผลการศึกษา
5.2 อภิปรายผลการวิจยั
5.3 ขอ้ เสนอแนะ

5.1 สรุปผลการศกึ ษา

5.1.1 ผลการหาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์รายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบา้ นดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอน
แบบร่วมมือ (STAD) ใหน้ ักเรยี นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70 ขึ้นไป

ผลการหาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์รายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนบ้านดอนด่คู ุรุราษฎรว์ ิทยา ดว้ ยการจดั การเรยี นการสอนแบบ
ร่วมมือ (STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ข้ึนไป พบว่ามี ผลการ
พฒั นาความคิดสร้างสรรค์ จานวน 7 คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 71.42
คะแนนสูงสุด 17 คะแนน คะแนนตา่ สุด 13 คะแนน จากคะแนน 2๐ คะแนน คะแนนเฉล่ียเท่ากับ
14.68 คะแนน คิดเป็นร้อยละ ๗4.30 ซงึ่ ผ่านเกณฑท์ ี่กาหนดไว้ คือ นกั เรยี นจานวนไมน่ อ้ ยกว่าร้อย

๔๘

ละ ๗๐ ของจานวนนักเรียนท้งั หมด มีผลการพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางการ
เรียนร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป

5.1.2 ผลการหาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นรายวชิ าพระพุทธศาสนาของนักเรยี นชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบ้านดอนดคู่ รุ รุ าษฎรว์ ทิ ยา ดว้ ยการจัดการเรยี นการสอนแบบร่วมมอื
(STAD) ใหน้ ักเรียนไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขนึ้ ไป

ผลการวิเคราะหก์ ารพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน รายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ
(STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน จานวน 7 คน มนี กั เรียนผ่านเกณฑ์จานวน 5 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 71.42 คะแนนสูงสุด
๒4 คะแนน คะแนนต่าสุด 20 คะแนน จากคะแนน ๓๐ คะแนน คะแนนเฉล่ียเท่ากับ ๒๑.71
คะแนน คิดเป็นร้อยละ ๗2.42 ซ่ึงผา่ นเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ คือ นักเรียนจานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐
ของจานวนนกั เรยี นทงั้ หมด มผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรียนรอ้ ยละ ๗๐ ขึน้ ไป

5.1.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนบา้ นดอนดคู่ รุ ุราษฎร์วิทยา ด้วยการจดั การเรียนการสอนแบบร่วมมือ
(STAD)

ผลของการวเิ คราะห์ความพึงพอใจรายวชิ าพระพุทธศาสนาของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่
3 โรงเรยี นโรงเรียนบ้านดอนดูค่ ุรุราษฎรว์ ิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบรว่ มมอื (STAD) ของ
นกั เรียน โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉล่ียเท่ากับ ๔.๒๗, S.D. 0.๑๒ เมื่อแยก
เปน็ รายข้อพบว่า ขอ้ ท่มี ีความพงึ พอใจมากทสี่ ดุ คอื เนื้อหาทก่ี าหนดในกจิ กรรมการเรยี นรู้เหมาสมกับ
ผู้เรียน และผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมและสามารถทางานการเป็นกลุ่มได้ มีความพึง
พอใจอย่ใู นระดับมากทส่ี ดุ ค่าเฉลี่ยเท่ากบั ๔.71, S.D. 0.49

5.2 อภปิ รายผลการวจิ ัย

5.2.1 ผลการหาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์รายวิชาพระพุทธศาสนาของ
นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบ้านดอนดู่คุรรุ าษฎร์วิทยา ดว้ ยการจัดการเรียนการสอนแบบ
ร่วมมอื (STAD) ใหน้ ักเรยี นไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70 ขึ้นไป พบว่ามปี ระสิทธิภาพ
มีคะแนนเฉล่ียก่อนเรียน คะแนนเฉล่ียหลังเรียน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ 80/80
(29.67/82.67) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จุฑามาส สดแสงจันทร์ 41 ได้ทาการวิจัยเพ่ือ

41 จฑุ ามาส สดแสงจันทร์, การวจิ ยั เพ่อื เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและพฤติกรรมการทางาน
ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD กับการสอนตามปกติ,
ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต แขนงวิชาหลักสตู รและการสอน (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2540), หน้า
61.

๔๙

เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและพฤติกรรมการทางานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1
ที่สอนโดยการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD กับการสอนตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 01 และผลจาก
การศึกษาพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ ของนกั เรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนท่ีสอนโดยการเรียน
แบบร่วมมือโดยใชเ้ ทคนคิ STAD ไมแ่ ตกตา่ งกัน ส่วนงานวิจัยของ จงกล วจนะเสถียร ได้ทาการการ
พัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ท่ี 3 โดยการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบซินเนคติกส์ ผลวิจัยพบว่า ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลัง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์สูงกว่าการจัดกิจกรรมรูปแบบซินเนคติกส์ 42 อย่างมี
นยั สาคัญทางสติถิในระดับ.05

5.2.1 การวเิ คราะห์การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น รายวิชาพระพทุ ธศาสนาของนักเรียน
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นดอนดคู่ รุ รุ าษฎร์วิทยา ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ
(STAD) ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน จานวน 7 คน มีนักเรยี นผา่ นเกณฑ์จานวน 5 คน คิดเปน็ ร้อยละ 71.42 คะแนนสูงสุด
๒4 คะแนน คะแนนต่าสุด 20 คะแนน จากคะแนน ๓๐ คะแนน คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๒๑.71
คะแนน คดิ เป็นร้อยละ ๗2.42 ซึง่ ผา่ นเกณฑท์ ี่กาหนดไว้ คือ นักเรียนจานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐
ของจานวนนักเรียนท้ังหมด มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนร้อยละ ๗๐ ขึ้นไปสอดคล้องกับงานวิจัยของ
พิทักษ์ นิลนพคุณ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องพุทธประวัติสาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โดยใช้ชุดส่ือประสม ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1. สื่อประสมท่ีพัฒนาขึ้นมี
ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ 83.96/84.43 ซึ่ ง เ ป็ น ไ ป ต า ม เ ก ณ ฑ์ ที่ ก า ห น ด 43 ส่ ว น ง า น วิ จั ย ข อ ง
อนสุ รณ์ สชุ าตานนท์44 ได้ศึกษาเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าสงั คมศึกษาของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีสอนโดยการเรียนการใช้สื่อ Pop-Up กับการสอนตามแนวคู่มือครู ผลการวิจัย
พบวา่ นักเรียนท่เี รียนวชิ าสังคมศึกษาที่สอน โดยการเรยี นการใช้สื่อ Pop-Up และ การสอนตามแนว
คู่มอื ครูมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นแตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05

5.2.3 การวิเคราะห์ความพึงพอใจรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่
3 โรงเรียนโรงเรยี นบา้ นดอนดู่ครุ รุ าษฎร์วทิ ยา ด้วยการจัดการเรยี นการสอนแบบร่วมมือ (STAD) ของ
นกั เรียน โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉล่ียเท่ากับ ๔.๒๗, S.D. 0.๑๒ เมื่อแยก

42 จงกล วจนะเสถียร, การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยการจดั กจกิ รรมการเรยี นรรู้ ปู แบบซินเนคติกส์, ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาการ
สอนภาษาไทย (มหาวิยาลัยศิลปากร, 255๕), หนา้ 6.

๑๔พิทักษ์ นิลนพคุณ การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ืองพุทธประวัติสาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 3 โดยใชช้ ุดสือ่ ประสม, ครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราช
ภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ปทมุ ธานี, 2558) หน้า 32.

๑๕อนุสรณ์ สุตาชานนท์,การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวชิ าสงั คมศึกษาของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปี
ท่ี 1 ทส่ี อนโดยการเรียนการใช้สื่อ Pop-Up กับการสอนตามแนวคู่มือครู, ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขา
วชิ าเอกมัธยมศกึ ษา (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทวโิ รฒประสานมิตร, 2536) หนา้ 65.

๕๐

เป็นรายขอ้ พบว่า ข้อทมี่ ีความพึงพอใจมากท่ีสุด คือ เนื้อหาท่กี าหนดในกิจกรรมการเรยี นรู้เหมาสมกับ
ผู้เรียน และผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมและสามารถทางานการเป็นกลุ่มได้ มีความพึง
พอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.71, S.D. 0.49 ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชนะ
เกียรติ สิงหมาตย์ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค45 LT เร่ืองหน้าที่ชาว
พุทธและวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ผลวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของ
นักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT อยู่ในระดับมาก (คะแนนเฉล่ีย= 4.34,
S.D. = 0.67) ส่วนงานวิจัยของ พระธีระ จิตตโสภโณ (ขาวแจ้ง) ได้ศึกษาความพึงพอใจของ
นกั เรียนชั้นประถมศึกษาที่ 6 ตอ่ พุทธวธิ กี ารสอนแบบไตรสิกขา46ในโรงเรียนอนุบาลจันทบรี ผลวิจับ
พบว่า ความพงึ พอใจของนักเรียนต่อพุทธวธิ ีการสอนแบไตรสิกขาในโรงเรียนอนุบาลจันทบุรีโดยรวม
พบว่าความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 4.42) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า
นกั เรียนมรี ะดับความพึงพอใจ ในระดบั ปานกลาง (ค่าเฉล่ีย = 4.36 – 4.48)

5.3 ขอ้ เสนอแนะ

การวิจัยการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยาด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (STAD)
ผวู้ ิจัยมีขอ้ เสนอแนะ ดังน้ี

5.3.1 ขอ้ เสนอแนะของการนาผลทไ่ี ดจ้ ากการวิจัย
1. กอ่ นท่จี ะทาการเรียนการสอนหรือพัฒนารูปแบบการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ในในรายวชิ าพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ไปใช้ประกอบการสอน ผู้สอนควร
ศึกษารายละเอยี ดของทกุ กจิ กรรมกอ่ นนาไปใช้

2. รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ (STAD) เร่ือง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใน
รายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 จะเกิดความสมบูรณ์มากขึ้น
โดย ครผู ูส้ อนต้องใช้ควบคไู่ ปกบั แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ผ้วู จิ ยั จัดทาข้ึนจัดกจิ กรรมให้ครบทุกขั้นตอน
ตอ้ งตรวจแบบฝึกอย่างเป็นปัจจุบัน ให้ผู้เรียนรู้ผลทันทีพร้อมกับเฉลยคาตอบท่ีถูกต้อง ให้ผู้เรียนได้รู้
ทุกคร้งั

5.3.2 ข้อเสนอแนะในการทาวิจัยครง้ั ตอ่ ไป
1. ควรใช้สื่อประกอบการเรียนการสอน ให้มากขึ้น เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียนและทกั ษะในดา้ นต่าง ๆ เชน่ ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ ทกั ษะการใช้เทคโนโลยี เปน็ ต้น

45 ชนะเกยี รติ สิงหมาตย์,การพัฒนากจิ กรรมการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือเทคนิค LT เร่ืองหนา้ ที่ชาวพุทธ
และวันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2, (ครุศาสตรมหาบณั ฑติ (สังคมศกึ ษา) มหาวิทยาลัยราช
ภัฏมหาสารคาม,2562) หน้า 18.

46 พระธรี ะ จิตตโสภโณ(ขาวแจง), ความพึงพอใจของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 6 ตอพุทธวธิ ีการ
สอนแบบไตรสิกขาในโรงเรียนอนุบาลจนั ทบรี, ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร มหาบัณฑิต
สาขาสงั คมศาสตรเ์ พ่อื พัฒนา, (มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ราไพพรรณ, 2555) หนา้ 9.

๕๑

2. ควรมีใช้การประยุกต์ปรับรูปแบบการสอนโดยนาเกมเข้ามาประกอบ เพื่อท่ี
นกั เรียนจะให้นกั เรียนสามารถจดจาเนอ้ื หาและเขา้ ใจง่ายอย่างยิง่ ขึน้

3. ควรมีการจัดทาวิจัยโดยการนาการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบร่วมมือ (STAD)
ไปประยุกต์ใชก้ ับสื่อได้ด้วยอื่น ๆ

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ และแก้ไขเพ่ิมเติม ฉบับท่ี
๒. พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๒.

กาญจนา อรุณสุขรุจี. ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเท่ียวชาวไทย. ปริญญาตรี
บริหารธุระกิจบัณฑิต. สาขาบริหารธุระกิจบัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
2546.

กรมวิชาการ. ความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2557.
กร ร ณิก าร์ เฉก แสง รัตน . ทฤษ ฎีกา รเ รีย นรู้. ก รุง เทพ : มหาวิทยาลัยร ามคาแหง ,

2560.
เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักด์ิ. การคิดเชิงสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : ซัคเซสมีเดีย, 2556.
กฤษณี สงสวัสดิ์. การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนรายวชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 1 โรงเรยี นไชยาวทิ ยา โดยใชกจิ กรรมการเรยี นรูแบบ
รว่ มมอื รูปแบบเอสทเี อด.ี มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี, 2561.
จริ นันท์ กุญชะโมรนิ ทร์. การเรยี นรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบเกม. กรงเทพฯ: สวุ รี ยิ าสา
สน, 2558.
จิราภรณ์ แป้นสุข. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับบทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีทุ่งสง. เทคโนโลยี และส่ือสารการศึกษา. พิษณุโลก:
มหาวิทยาลยั นเรศวร, 2558.
จาเริญ จิตรหลัง. วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม. แหลง่ ที่มา
https:pongmed.wordpress.com20130826par1, สืบคน้ เมอื่ วันท่ี12/12/64.
จฑุ ามาส สดแสงจันทร์. การวจิ ัยเพื่อเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและพฤติกรรมการทางาน
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD
กับการสอนตามปกติ. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต แขนงวิชาหลักสูตรและการสอน
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช, 2540.
จงกล วจนะเสถียร. การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยการจดั กจิกรรมการเรยี นรู้รูปแบบซนิ เนคตกิ ส์. ปริญญาการศึกษา
มหาบณั ฑิต สาขาการสอนภาษาไทย มหาวิยาลยั ศิลปากร,2559.
ชนะเกยี รติ สงิ หมาตย์. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรแู้ บบรว่ มมือเทคนคิ LT เรอื่ งหน้าท่ีชาวพุทธ

และวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนา ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สังคม
ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 2562.
ชาริณี. ทฤษฎกี ารแสวงหาความพึงพอใจ. กรุงเทพฯ : สวุ รี ิยาสาสน์ , 2535.
ธนียา ปญั ญาแก้ว. ความพงึ พอใจของประชาชน. คณะรัฐศาสตร. สาขาการเมืองและการปกครอง.

บัณฑติ วิทยาลยั . มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, 2541.

แน่งน้อย พงษ์สามารถ. ความพงึ พอใจของนกั ทอ่ งเท่ยี วชาวไทยที่มตี อ่ โรงแรมขนาด 3 ดาวใน
เขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ, 2551.

ปภาวดี ดุลยจนิ ดา. ความพึงพอใจตอ่ การใหบ้ ริการของสานักวทิ ยาบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั นครพนม.
มหาสารคาม, 2540.

ปาริชาติ สังข์ขาว. ความพึงพอใจของนักศึกษาท่ีมีต่อการใช้บริการห้องสมุดมหาวิทยาลัย
ศรีประทมุ การศกึ ษาค้นควา้ อิสระบรหิ ารธรุ กิจบัณฑติ . กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั ราชภฏั
พระนคร,25๔๐.

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. จิตวิทยาบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพฯ.
2544.

ทิศนา แขมมณี. ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพอื่ การจดั กระบวนการเรียนรทู้ ่ีมีประสิทธภิ าพ. พมิ พ์

คร้ังท่ี 2 (ฉบับพิมพ์เพม่ิ เตมิ ). กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2545.

ทวีพงษ์ หินคา. ความพึงพอใจของประชาชนต่อการบรหิ ารงานสขุ าภบิ าลริมใต้จังหวดั เชียงใหม่.
คณะรัฐศาสตร. สาขาการเมอื งและการปกครอง. บัณฑติ วิทยาลยั . มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่,
2541.

พระธีระ จติ ตโสภโณ (ขาวแจง). ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 6 ตอพทุ ธวิธีการ
สอนแบบไตรสกิ ขาในโรงเรยี นอนบุ าลจันทบรี. หลักสตู ร ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาสังคมศาสตร มหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์เพอ่ื พฒั นา มหาวิทยาลยั ราชภฏั รา
ไพพรรณ, 2555.

พทิ ักษ์ ตรุษทิบ. ความพงึ พอใจของต่อประชาชนและกระบวนการใหบ้ รกิ ารของกรุงเทพมหานคร.
กรุงเทพฯ : สถาบันบณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร, 2551.

พิทกั ษ์ นลิ นพคณุ . การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรอื่ งพุทธประวัติสาหรับนักเรียนชน้ั
ประถมศกึ ษาปที ี่3 โดยใช้ชุดสอ่ื ประสม. หลกั สูตรครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาหลกั สูตร
และการสอน มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวัดปทุมธานี
มหาสารคาม, 255.

ไพศาล ไกรสิทธ์ิ. ปัญหาการศึกษาข้ันพ้ืนฐานของไท.

แหล่งที่มาhttp:paisarnkr.blogspot.com201311blog-post_17.html สบื ค้นเมอ่ื
วันท่ี8/12/64.
ภณดิ า ชยั ปญั ญา. การวัดความพึงพอใจ. กรุงเทพฯ : แสงอกั ษร, 2541.
ยศ สันตสมบัติ . ฟรอยด์และพัฒนาการของจิตวิเคราะห์ .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
.มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2556.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ สถาน. กรงุ เทพฯ : นานมบี ุ๊คส์พับลิเคชัน่ ส์, 2542.
วสิ ิฐ โสภณอุดมสิน. ความพึงพอใจในทางบวก. พระนครศรีอยุธยา : คณะครุศาสตร์ สถาบนั ราชภัฎ
พระนครศรอี ยุธยา, 2552.
วรัญญา นิลรัตน. ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD
รว่ มกับกระบวนการแก้ปญั หาตามแนวคดิ ของโพลยา (Polya) เร่ือง อัตราส่วนตรีโกณมิติ
ที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสวนกุหลาบ
วิทยาลัยธนบุรี. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 1 สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ,
2553.

วโิ รจน์ เจษฎาลักษณ. การพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรคเ์ พ่ือสรา้ งผลการปฏบิ ตั ิงานเชิงนวัตกรรมของ
บคุ ลากรสายสนับสนนุ การสอนมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. สาขามนุษยศาสตร์ คณะ

สังคมศาสตร์, 2558.
วิทย์ เท่ียงบูรณธรรม. ทัศนคติเก่ียวกับการจัดการ. ปริญญาตรีบริหารธุระกิจบัณฑิต,

สาขาการจดั การบัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, 2541.
วริ ุฬ พรรณเทวี. พฤติกรรมของความพงึ พอใจ. ปรญิ ญาตรบี ริหารธุระกิจบณั ฑติ . สาขาการจดั การ

บณั ฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2542.
ศิริวรรณ วรโพด. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา

ฉะเชงิ เทรา เขต 2. ราชภฏั ราชนครินทร์, 2551.
ศริ วิ รรณ เสรรี ตั น. พฒั นาทกั ษะการคดิ ตามแนวปฎิรปู การศกึ ษา, กรุงเทพฯ: หา้ งหนุ้ ส่วนจากดั

9119 เทคนคิ พริ้นตง้ิ , 2554.

สมพร ตง้ั สะสม. ความพงึ พอใจของลกู คา้ ในการรบั บรกิ ารของธนาคารกรงุ ไทยจากดั . สาขาการ
วิเคราะหแ์ ละวางแผนทางสงคม. คณะพฒั นาสังคม. สถาบันบัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์,
2551.

สิรนิ ทร์ ลัดดากลม บญุ เชิดชู. การพฒั นาความสามารถด้านการคิดสรา้ งสรรคข์ องนักศึกษา
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวยั โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบกากับตนเอง.
มหาวิทยาลยั ศิลปากร : นครปฐม, 2559

เสรี วงษมณฑา. กลยทุ ธ์การตลาด. การวางแผนตลาด. กรงุ เทพฯ : ธรี ะฟิลม์ และไซแท็กซ์, 2541.

กฤษณี สงสวัสด์ิ. การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการอา่ นจบั ใจความและคณุ ลกั ษณะจิตสาธารณะของ
นักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษกที่จดั การเรียนรู้
แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนิค STAD. สาขาวิชาการสอนภาษาไทย,มหาวิทยาลยั ศิลปากร,
2556.

อทิติยา สวยรูป. การเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน,2556.

อนุสรณ์ สุตาชานนท์. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ท่สี อนโดยการเรยี นการใช้ส่อื Pop-Up กบั การสอนตามแนวคมู่ อื ครู,
ปรญิ ญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกมัธยมศกึ ษา บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนค
รนิ ทวิโรฒ ประสานมิตร, 2536.

อารี พันธ์มณี. คิดอย่างสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ แกรมมีจากัด, 2556.
อิศรา รุ่งอภิญญา. การพัฒนาผลสัมฤธิ์การทางเรียนเรอ่ื งชนดิ ของประโยคของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่2

ที่จดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝกึ หดั . มหาวทิ ยาลัยศิลปากร,
2558.
อานวย แสงสว่าง. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานการบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ : สถาบัน
เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนอื , 2544.
อาพร เรืองศรี. ระบบการศึกษาไทย,
แหล่งท่ีมา https:www.gotoknow.orgposts174101 สืบค้นเมื่อวันที่
8/12/64.
Johnson, D.W. and R.T. JohnsonCareless of Learning : Cooperative in the Classroom.
Edina : Edwards Brothers. (1975 a).

ภาคคผนวก

ภาคผนวก ก
รายช่ือผู้เช่ยี วชาญ

๕๗

รายช่ือผเู้ ชี่ยวชาญ

1. นางฐิดาพร แยบดี ตาแหน่ง รักษาการผู้อาอวยการโรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์
2. นายธนสทิ ธิ์ ธนศรลี งั กูร วิทยา ตาบลบึงเนียม อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
3. นายวรี ะศกั ด์ิ พฤกษเทเวศ ตาแหน่ง ครูชานาญการพิเศษ โรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ์ ตาบล
โคกสี อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
ตาแหน่ง ครูชานาญการพิเศษ รองผู้อานวยการโรงเรียนโคกสี
พิทยาสรรพ์ ตาบล โคกสี อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

ภาคผนวก ข
แบบประเมนิ คณุ ภาพเครื่องมอื โดยผ้เู ชี่ยวชาญ

๕๙

แบบประเมินแผนการจดั การเรียนรู้ คณะครุศาสตร์ สาขาสังคมศกึ ษา
วชิ า วจิ ยั อิสระ รหสั วิชา 203420 สาหรับนสิ ติ ช้ันปที ี่ 4

แผนการเรียนร้ทู ่ี 1 เรื่อง พระไตรปฎิ ก

คาชี้แจง: ข้อความท่ีเสนอต่อไปนี้เป็นเกณฑ์พ้ืนฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โปรดใส

เคร่ืองหมายถูก () ลงในช่องท่ีตรงกับความคิดเห็นลงในแบบประเมิน และหากท่านมี

ข้อเสนอแนะกรุณาระบุรายละเอียดให้เป็นแนวทางในการปรับปรุงต่อไป โดยกาหนดให้

ความหมายเกณฑป์ ระเมิน ดังน้ี

ระดับ 5 หมายถึง เหน็ ด้วยมากทส่ี ดุ

ระดบั 4 หมายถงึ เห็นดว้ ยมาก

ระดับ 3 หมายถึง เห็นดว้ ยปานกลาง

ระดับ 2 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยนอ้ ย

ระดบั 1 หมายถงึ เห็นด้วยน้อยทสี่ ุด

โปรดใสเ่ ครอ่ื งหมายถกู () ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั ความคิดเห็นลงในแบบประเมนิ

รายการประเมนิ ระดับความคิดเหน็ หมายเหตุ
54321

1. หนว่ ยการเรียนรมู้ ีองคป์ ระกอบครบถว้ นเหมาะสม
และมีรายละเอียดที่สอดคล้องสัมพนั ธก์ นั

2. การเขยี นสาระที่สาคญั ในแผน กระชับ ครอบคลุม

ตามเปา้ หมาย

3. จุดประสงค์การเรียนรมู้ ีความชัดเจนถกู ตอ้ ง
ครอบคลมุ เนื้อหาสาระ

4. เนอื้ หา / กจิ กรรมการสอนเหมาะสมกบั จานวน

เวลาที่กาหนด

5. เนอ้ื หาสาระในแผนถูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการ

6. กิจกรรมการเรยี นรหู้ ลากหลาย / เหมาะสมกับวยั

ของผู้เรียนและสามารถนาไปปฏบิ ัติได้จรงิ

7. กิจกรรมการสอนตามรูปแบบหอ้ งเรียนกลับดา้ น
สอดคล้องกับการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ

8. มีการใช้ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้ที่เหมาะสมกบั วยั

และเนื้อหาสาระ

9. มรี ปู แบบการวดั ผลและประเมนิ ผลที่หลากหลาย

10.มีการวดั ผลและประเมนิ ผลทีส่ อดคล้องกบั

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

ขอ้ เสนอแนะเพมิ่ เติม...........................................................................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………………………..
(……………………………………………………………………….)

ผูป้ ระเมนิ

๖๐

แบบประเมนิ แผนการจัดการเรียนรู้ คณะครุศาสตร์ สาขาสงั คมศึกษา
วิชา วิจยั อิสระ รหัสวชิ า203420 สาหรบั นสิ ติ ชัน้ ปีที่ 4

แผนการเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง พระรตั นตรยั

คาช้ีแจง : ข้อความท่ีเสนอต่อไปน้ีเป็นเกณฑ์พ้ืนฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โปรดใส

เคร่ืองหมายถูก () ลงในช่องท่ีตรงกับความคิดเห็นลงในแบบประเมิน และหากท่านมี

ข้อเสนอแนะกรุณาระบุรายละเอียดให้เป็นแนวทางในการปรับปรุงต่อไป โดยกาหนดให้

ความหมายเกณฑป์ ระเมิน ดงั น้ี

ระดบั 5 หมายถงึ เห็นดว้ ยมากทส่ี ุด

ระดับ 4 หมายถงึ เห็นด้วยมาก

ระดับ 3 หมายถงึ เห็นดว้ ยปานกลาง

ระดับ 2 หมายถงึ เห็นด้วยน้อย

ระดบั 1 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยนอ้ ยทีส่ ดุ

โปรดใสเ่ คร่อื งหมายถกู () ลงในชอ่ งท่ตี รงกับความคิดเห็นลงในแบบประเมิน

รายการประเมนิ ระดบั ความคดิ เหน็ หมายเหตุ
54321

1. หน่วยการเรยี นรู้มอี งค์ประกอบครบถว้ นเหมาะสม
และมรี ายละเอียดท่ีสอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ ัน

2. การเขียนสาระทีส่ าคญั ในแผน กระชบั ครอบคลมุ

ตามเป้าหมาย

3. จดุ ประสงค์การเรียนรมู้ คี วามชัดเจนถกู ต้อง
ครอบคลมุ เนอื้ หาสาระ

4. เนอ้ื หา / กิจกรรมการสอนเหมาะสมกับจานวน

เวลาท่ีกาหนด

5. เนื้อหาสาระในแผนถูกต้องตามหลกั วชิ าการ

6. กิจกรรมการเรียนรหู้ ลากหลาย / เหมาะสมกับวัย

ของผเู้ รยี นและสามารถนาไปปฏบิ ัตไิ ด้จรงิ

7. กจิ กรรมการสอนตามรูปแบบห้องเรียนกลบั ดา้ น
สอดคลอ้ งกับการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ

8. มีการใช้สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ท่ีเหมาะสมกับวยั

และเนอ้ื หาสาระ

9. มรี ูปแบบการวดั ผลและประเมนิ ผลท่ีหลากหลาย

10.มีการวัดผลและประเมินผลทสี่ อดคลอ้ งกบั

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ข้อเสนอแนะเพมิ่ เติม...........................................................................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………………………..
(……………………………………………………………………….)

ผปู้ ระเมนิ

๖๑

แบบประเมินแผนการจดั การเรยี นรู้ คณะครุศาสตร์ สาขาสงั คมศึกษา
วิชา วจิ ยั อิสระ รหสั วชิ า 203420 สาหรบั นสิ ติ ช้นั ปีท่ี 4

แผนการเรยี นรทู้ ี่ 3 เรอื่ ง หลักธรรมทางพระพุทธศานา

คาช้ีแจง: ข้อความท่ีเสนอต่อไปนี้เป็นเกณฑ์พ้ืนฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โปรดใส

เคร่ืองหมายถูก () ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นลงในแบบประเมิน และหากท่านมี

ข้อเสนอแนะกรุณาระบุรายละเอียดให้เป็นแนวทางในการปรับปรุงต่อไป โดยกาหนดให้

ความหมายเกณฑป์ ระเมนิ ดังน้ี

ระดับ 5 หมายถึง เห็นด้วยมากทสี่ ดุ

ระดับ 4 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยมาก

ระดับ 3 หมายถงึ เห็นดว้ ยปานกลาง

ระดับ 2 หมายถึง เห็นด้วยนอ้ ย

ระดบั 1 หมายถงึ เหน็ ด้วยน้อยท่สี ุด

โปรดใส่เคร่ืองหมายถกู () ลงในชอ่ งทีต่ รงกับความคดิ เห็นลงในแบบประเมนิ

รายการประเมนิ ระดบั ความคดิ เหน็ หมายเหตุ
54321

1. หน่วยการเรียนร้มู ีองคป์ ระกอบครบถว้ นเหมาะสม
และมรี ายละเอียดที่สอดคล้องสมั พันธ์กนั

2. การเขยี นสาระที่สาคญั ในแผน กระชบั ครอบคลุม

ตามเป้าหมาย

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้มีความชดั เจนถกู ตอ้ ง
ครอบคลมุ เน้ือหาสาระ

4. เนือ้ หา / กจิ กรรมการสอนเหมาะสมกับจานวน

เวลาท่กี าหนด

5. เน้อื หาสาระในแผนถกู ตอ้ งตามหลักวิชาการ

6. กจิ กรรมการเรียนรูห้ ลากหลาย / เหมาะสมกับวยั

ของผเู้ รยี นและสามารถนาไปปฏิบตั ิได้จริง

7. กิจกรรมการสอนตามรปู แบบหอ้ งเรยี นกลับดา้ น
สอดคล้องกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

8. มกี ารใชส้ ื่อ/แหลง่ การเรยี นร้ทู ี่เหมาะสมกบั วัย

และเนอื้ หาสาระ

9. มีรูปแบบการวดั ผลและประเมนิ ผลที่หลากหลาย

10.มกี ารวัดผลและประเมนิ ผลท่สี อดคลอ้ งกบั

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

ขอ้ เสนอแนะเพมิ่ เติม...........................................................................................................................................

ลงชือ่ ………………………………………………………………..
(……………………………………………………………………….)

ผู้ประเมนิ

๖๒

แบบประเมนิ ความสอดคลอ้ งระหวา่ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
กับจุดประสงค์การเรยี นรู้

เรือ่ ง การพฒั นาความคิดสรา้ งสรรคใ์ นรายวิชาพระพทุ ธศาสนา
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่3 โรงเรียนบา้ นดอนด่คู ุรุราษฎรว์ ทิ ยา

ดว้ ยการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือ (STAD)

คาช้ีแจง
โปรดพจิ ารณาข้อสอบแต่ละขอ้ ว่าสามารถวัดได้ตามตรงวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ เม่ือพิจารณา

แล้วให้ท่านทาเครอ่ื งหมาย / ลงในชอ่ งทต่ี รงตามกบั ความคิดเหน็ ของท่านมากที่สดุ โดยใชเ้ กณฑ์ดังน้ี
+1 หมายถงึ แนใ่ จวา่ ข้อสอบมีความสอดคลอ้ งกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
0 หมายถงึ ไม่แน่ใจวา่ ขอ้ สอบมีความสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียนรู้
-1 หมายถงึ แนใ่ จว่าขอ้ สอบไม่มคี วามสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

ขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู
นายพงษเ์ พชร วิชาชัย
นักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี หลกั สูตรครศุ าสตร สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๖๓

วัตถุประสงค์การ ขอ้ สอบ ระดบั ระดบั ความ ข้อเสนอแนะ
เรยี นรู้ พฤตกิ รรม สอดคลอ้ ง

วิเคราะห์ความสาคัญ 1. คมั ภีร์ที่รวบรวมคาสง่ั ความรู้ +1 0 -1
ของพระไตรปิฎก ความจา
สอนของพระพทุ ธเจา้ มี .
อธิบายความหมาย ความรู้
และความสาคญั ของ ชอ่ื เรียกวา่ อะไร ความจา
พระไตรปิฎก
ก.พระธรรม ความรู้
อธิบายความหมาย ความจา
และความสาคัญของ ข.พระอภธิ รรม
พระไตรปิฎก ความเขา้ ใจ
ค.พระไตรปฎิ ก
อธบิ ายความหมาย
และความสาคญั ของ ง.พระรัตนตรัย
พระไตรปฎิ ก
เฉลย ข้อ ก.
2. เหตุการณ์ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

กับพระพทุ ธเจา้ ตรงกบั ขอ้

ใด

ที่ไมไ่ ด้เกิดในวนั วสิ าขบชู า
ก. ประสูติ
ข. อภิเษกสมรส
ค. ตรสั รู้
ง. ปรนิ ิพพาน
เฉลย ข้อ ก.
3. ศลี ขอ้ ใดเว้นจากการ
พูดเท็จ
ก. ศีลขอ้ 1
ข. ศีลข้อ 2
ค. ศีลข้อ 4
ง. ศีลข้อ 5
เฉลย ขอ้ ค.
4. วนั สาคญั ทางศาสนา
เก่ียวขอ้ งกับการดาเนิน
ชีวิตชาวพทุ ธอย่างไร
ก. ไดเ้ ท่ยี วชมงานมหรสพ
ข. เตอื นความทรงจาใน
อดตี
ค. เตือนสตใิ นการปฏบิ ัติ
ตน

๖๔

วัตถุประสงคก์ าร ขอ้ สอบ ระดบั ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
เรยี นรู้ พฤติกรรม สอดคลอ้ ง

+1 0 -1

ง. มีโอกาสไดร้ ว่ มทาบุญ

กับพี่นอ้ ง

เฉลย ขอ้ ค.

เห็นคุณค่าและ 5. ข้อใดไม่ใช่โอวาทของ

ความสาคญั ของการ พระพุทธเจา้ ความเขา้ ใจ

นาหลกั ธรรมคาสอน ก.ไม่ทาความช่ัว
ในพระไตรปิฎกมาเป็น ข.ทาจิตใจให้บรสิ ุทธิ์
หลกั ปฏิบัติใน
ชวี ติ ประจาวัน ค.ทาชีวิตมีสขุ
ง.ทาแตค่ วามดี

เฉลย ขอ้ ค.

เห็นคณุ ค่าและ 6. หลักธรรมใดเป็นหลกั ความเข้าใจ

ความสาคัญของการ ปฏบิ ตั ิของผู้ครองเรอื น

นาหลักธรรมคาสอน ก.เบญจศลิ

ในพระไตรปิฎกมาเป็น ข.เบญจธรรม

หลกั ปฏบิ ตั ิใน ค.สงั ฆหวัตถุ

ชีวิตประจาวัน ง.ฆาราวาสธรรม

เฉลย ข้อ ง.

เหน็ คณุ ค่าและ 7. กจิ กรรมใดท่ีชาวพุทธ

ความสาคญั ของการ นยิ มปฏบิ ัตทิ ุกวนั สาคญั ความเขา้ ใจ

นาหลกั ธรรมคาสอน ทางพระพุทธศาสนา

ในพระไตรปิฎกมาเป็น ก. การถวายผา้ อาบน้า ฝน

หลักปฏบิ ตั ิใน ข. การทาบญุ ตกั บาตร

ชวี ติ ประจาวัน ค. การเวยี นเทียน

ง. การนงั่ สมาธิ

เฉลย ขอ้ ข.

วเิ คราะหค์ วามสาคญั 8.สังคหวัตถ4ุ ตรงกบั ขอ้ การนาไปใช้

ของพระไตรปิฎก ใด

ก.ขอ้ ควรละเวน้

ข.ข้อควรปฏิบตั ิ

ค.หลักการอยูร่ ว่ มกนั

ง.หลักการทาจติ ใจให้สงบ

เฉลย ก.

๖๕

วัตถปุ ระสงคก์ าร ขอ้ สอบ ระดบั ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
เรยี นรู้ พฤตกิ รรม สอดคล้อง

+1 0 -1

เห็นคุณค่าและ 9. ขอ้ ใดหมายถงึ การ ความข้าใจ

ความสาคญั ของการ ระลึกได้ในสิง่ ทที่ าในคาท่ี
นาหลกั ธรรมคาสอน พูด
ในพระไตรปิฎกมาเปน็ ก.สติ
หลกั ปฏบิ ัติใน
ชีวิตประจาวนั ข.สมั ปชญั ญะ
ค.ปญั ญา

ง.สมาธิ

เฉลย ก.

วเิ คราะหค์ วามสาคัญ 10. ศลี ท่ลี ะเว้นจากการ

ของพระไตรปฎิ ก ฆา่ สัตวค์ ือขอ้ ใด

ก. ศลี ข้อ 1 ความเขา้ ใจ
ข. ศีลขอ้ 2

ค. ศีลข้อ 3

ง. ศีลขอ้ 4

เฉลย ข้อ ก.

อภิปรายถึงความสาคัญ 11 .ถ้าเพอื่ นทนี่ ัง่ ใกล้

และประโยชนข์ อง นักเรียนลมื เอาหนงั สือ มา ความเขา้ ใจ

การศกึ ษาพระรัตนตรัย โรงเรยี น นกั เรียนควรทา

ได้อย่างมเี หตุผลใน อยา่ งไร

ชวี ติ ประจาวัน ก. บอกครูว่าเพ่อื นลมื

หนังสอื

ข. ใหเ้ พอ่ื นอา่ นกับเราดว้ ย

ค. ต่อว่าเพอ่ื นเปน็ คนข้ลี มื

ง. น่งั เฉยๆ ไม่สนใจ

เฉลย ขอ้ ข.

อภิปรายถงึ 12. ผทู้ ีจ่ ะเสียสละได้ดี ความรู้

ความสาคญั และ ควรมีลักษณะตามข้อใด ความจา

ประโยชนข์ อง ก. ทาด้วยความจาใจ

การศึกษาพระ ข. เหน็ เพื่อนให้ก็ให้บ้าง

รตั นตรัยได้อยา่ งมี ค. มคี นมาชักชวนให้

เหตผุ ลใน บรจิ าค

ชวี ิตประจาวัน ง. ให้ดว้ ยความเตม็ ใจและ

๖๖

วัตถปุ ระสงค์การ ขอ้ สอบ ระดบั ระดับความ ข้อเสนอแนะ
เรียนรู้ พฤติกรรม สอดคลอ้ ง

อภิปรายถงึ +1 0 -1
ความสาคญั และ
ประโยชนข์ อง ไมเ่ ดอื ดรอ้ น
การศึกษาพระ
รัตนตรัยได้อย่างมี เฉลย ขอ้ ง.
เหตุผลใน
ชวี ติ ประจาวัน 13. อบุ ตั ิเหตุทเี่ กิดบน

วเิ คราะหค์ วามสาคญั ท้องถนนมสี าเหตุสว่ นใหญ่ ความรู้
ของ “พระพทุ ธ” ใน
หลักพระรตั นตรยั ได้ มาจากอะไร ความจา

อภิปรายถงึ ก. คนไมเ่ คารพกฎจราจร
ความสาคัญและ
ประโยชนข์ อง ข. ไมม่ ตี ารวจจราจร
การศึกษาพระ
รัตนตรัยได้อย่างมี ค. ถนนคับแคบ
เหตผุ ลใน
ชวี ิตประจาวัน ง. รถมาก

อภปิ รายถึง เฉลย ข้อ ก.
ความสาคัญและ
ประโยชนข์ อง 14. คนที่นกึ ถงึ แตต่ วั เอง การนาไปใช้
การศกึ ษาพระ
ไมเ่ คยใหห้ รือแบง่ ปัน

สิง่ ของให้ใครแสดงวา่ ขาด

คุณธรรมขอ้ ใด

ก. ความเสียสละ

ข. ความซ่อื สัตย์

ค. ความกตญั ญูกตเวที

ง. ความมรี ะเบียบวนิ ัย

เฉลย ขอ้ ก.

15. เวลาพบพระสงฆ์เรา ความเขา้ ใจ

ตอ้ งยกมอื ไหว้ เพื่อแสดง

ถงึ อะไร

ก. เปน็ คนไทย

ข. นับถอื ศาสนาพุทธ

ค. ทาตามที่ผูใ้ หญส่ อนไว้

ง. แสดงความเคารพตอ่ ผู้ท่ี

ควรเคารพ

เฉลย ขอ้ ง.

16. ถ้าทุกคนปฏบิ ัตติ าม

คาสอนของศาสนา ผลที่ ความเข้าใจ

ไดร้ ับจะเป็นอยา่ งไร

ก. สังคมสงบสุข

๖๗

วตั ถุประสงค์การ ขอ้ สอบ ระดบั ระดับความ ข้อเสนอแนะ
เรยี นรู้ พฤติกรรม สอดคลอ้ ง

รัตนตรัยไดอ้ ย่างมี +1 0 -1
เหตผุ ลใน
ชีวติ ประจาวนั ข. ทกุ คนเรยี นไดด้ ี
อธบิ ายความหมาย
ของพระพุทธใน ค. การจราจรไมแ่ ออดั
ความหมายของพระ
รัตนตรัยไดถ้ กู ตอ้ ง ง. ทุกคนมฐี านะม่ันคง

อธิบายความหมาย เฉลย ข้อ ง.
ของพระพุทธใน
ความหมายของพระ 17. พระพุทธเจา้ เสด็จ ความรู้
รตั นตรยั ได้ถูกตอ้ ง
ออกผนวชตอนไหน ความจา
วเิ คราะหค์ วามสาคัญ
ของพระพุทธในพระ ก. ก่อนพิธีอภิเษกสมรส
รตั นตรยั ได้
ข. เมือ่ พระชนมายุ ครบ
อธบิ ายความหมาย
ของพระพทุ ธใน 20 ปี

ค. หลังจากพระราหลุ

ประสตู ิแล้ว

ง. หลังจากพระมารดา

สิน้ พระชนมเ์ ล็กนอ้ ย

เฉลย ขอ้ ค.

18 .พระพุทธเจา้ มี ความเข้าใจ

ความคิดอย่างไรจงึ ออก

ผนวช

ก. ตอ้ งการดับทกุ ข์

ข. เบือ่ หนา่ ยชวี ติ คู่

ค. ตอ้ งการเป็นศาสดาเอก

ง. ตอ้ งการมีสาวกมากๆ

เฉลย ขอ้ ค.

19. เหตุใดพระพทุ ธเจ้าจงึ การนาไปใช้

ออกประกาศพระศาสนา

ก. ตอ้ งการให้คนนบั ถอื

ข. ต้องการมพี ระสาวก

ค. ตอ้ งการใหผ้ ู้อ่นื พ้นทุกข์

ง. ตอ้ การกอ่ ตั้ง

พระพทุ ธศาสนา

เฉลย ขอ้ ค.

20. พุทธศักราชเริ่มนบั ความเขา้ ใจ

จากเวลาใด

๖๘

วตั ถปุ ระสงค์การ ข้อสอบ ระดบั ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
เรยี นรู้ พฤตกิ รรม สอดคลอ้ ง

ความเข้าใจ +1 0 -1

ความหมายของพระ ก. หลังพระพทุ ธเจา้ แสดง

รัตนตรยั ไดถ้ ูกต้อง ปฐมเทศนา

ข. หลงั พระพทุ ธเจา้

ปรนิ ิพพาน

ค. หลงั พระพทุ ธเจ้า

ประสูติ

ง. หลังพระพทุ ธเจา้ ตรสั รู้

เฉลย ข้อ ข.

เห็นคุณค่าและ 21. การทีเ่ รามีใจจดจอ่

ความสาคัญของการใช้ อยู่ที่การคดิ แสดงวา่ เรา

หลักธรรมทาง เป็นอย่างไร

พระพทุ ธศาสนาเพ่ือ ก. มสี มาธใิ นการฟงั

พัฒนาชวี ติ อภปิ รายถงึ ข. มีสมาธใิ นการอ่าน

ความสาคญั และ ค. มสี มาธิในการคดิ

ประโยชน์ของ ง. มสี มาธิในการเขยี น

การศึกษาพระ เฉลย ขอ้ ค.

รัตนตรัยได้อยา่ งมี

เหตุผลใน

ชีวิตประจาวัน

วเิ คราะหห์ ลักธรรม 22. การกระทา ในข้อใด การนาไปใช้
ทางพระพุทธศาสนา ไมส่ อดคล้องกับหลกั ธรรม การนาไปใช้
เพ่อื การพฒั นาชวี ติ อัตถจริยา
ก. ทาความสะอาดบริเวณ
วเิ คราะห์หลกั ธรรม วดั
ข. ประหยัดเงนิ ไว้ซ้ือของ
สว่ นตวั
ค. นาเสอื้ ผ้าที่ใช้แลว้ มา
แจกคนจน
ง. บริจาคเงนิ ช่วยเหลือ
ผปู้ ระสบภยั
เฉลย ข้อ ข.

23. ท่านงั่ ใดเหมาะสา

๖๙

วตั ถุประสงคก์ าร ข้อสอบ ระดับ ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
เรยี นรู้ พฤตกิ รรม สอดคลอ้ ง

ทางพระพุทธศาสนา +1 0 -1
เพ่ือการพัฒนาชวี ิต
หรบั ฝกึ นั่ง สมาธิ
วิเคราะหห์ ลักธรรม
ทางพระพทุ ธศาสนา ก. น่ังพับเพยี บ
เพือ่ การพฒั นาชีวิต
ข. น่งั ขดั สมาธิ
อธบิ ายหลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาเพื่อ ค. น่งั ตามสบาย
การพฒั นาชวี ิตได้
ง. น่ังไขวาหา้ ง

เฉลย ข้อ ข.

24.การถวายพระเพลิง

พระพุทธสรีระกระทาใน ความรู้
วนั ใด ความจา
ก. วนั มาฆบชู า

ข. วนั วิสาขบูชา

ค. วนั อาสาฬหบูชา

ง. วนั อฏั ฐมีบูชา ง. วนั อฏั ฐมีบูชา

เฉลย ข้อ ง.

25. วนั ใดท่ีพระสงฆ์

เกิดข้ึนคร้งั แรกและทาให้

พระรตั นตรยั ครบองคส์ าม ความรู้
ก. วันอาสาฬหบูชา ความจา
ข. วันอฏั ฐมบี ูชา

ค. วันวิสาขบูชา

ง. วันมาฆบชู า

เฉลย ข้อ ก.

อธิบายหลกั ธรรมทาง 26. บุคคลทอี่ ยู่ใน ความเขา้ ใจ
พระพทุ ธศาสนาเพื่อ
การพฒั นาชวี ติ ได้ ครอบครวั เดยี วกันควรยึด ง. โอวาท 3
ความเข้าใจ
อธิบายหลักธรรมทาง หลักธรรมขอ้ ใด

ก. ฆราวาสธรรม 4

ข. สงั คหวัตถุ 4

ค. อทิ ธบิ าท 4
ง. อรยิ สจั 4
เฉลย ข้อ ก.
27. ขอ้ ใดคอื การ

๗๐

วัตถปุ ระสงค์การ ข้อสอบ ระดบั ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
เรียนรู้ พฤตกิ รรม สอดคล้อง

+1 0 -1

พระพุทธศาสนาเพอื่ สมาทาน

การพัฒนาชีวิตได้ ก. การขอรบั คา สั่งสอน

ข. การฟงั เทศน์ฟงั ธรรม

ค. การรับเอาคา

ส่ังสอนไปปฏบิ ัติ

ง. การบรจิ าค ง. การแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ

เฉลย ข้อ ค.

อธบิ ายหลักธรรมทาง 28.ศลี ขอ้ ใดสนับสนุนการ

พระพุทธศาสนาเพอ่ื มสี ติและความไม่ประมาท ความรู้
การพัฒนาชีวิตได้ ก. ศีลข้อ 5 ความจา

ข. ศลี ขอ้ 4

ค. ศีลขอ้ 3

ง. ศีลขอ้ มี

เฉลย ข้อ ก.

วิเคราะห์หลักธรรม 29. ผูท้ ่มี ปี ยิ วาจาจะได้รับ ความรู้

ทางพระพทุ ธศาสนา ผลอยา่ งไร ความจา
เพ่ือการพัฒนาชวี ิต ก. คนอนื่ อิจฉา

ข. ไมม่ คี นเชื่อถอื

ค. มคี นอยากคบเปน็ เพ่ือน

ง. ไดผ้ ลประโยชน์จากคน

ฟงั

เฉลย ขอ้ ค.

เหน็ คณุ ค่าและ 30. ขอ้ ใดไม่ใชพ่ ธิ กี รรม

ความสาคญั ของการใช้ ทางพระพทุ ธศาสนา
หลกั ธรรมทาง
ก. การอุปสมบท
พระพทุ ธศาสนาเพอ่ื ข. การทอดกฐิน
พฒั นาชวี ิตอภิปรายถึง การนาไปใช้
ความสาคญั และ ค. การทาบุญตักบาตร
ประโยชนข์ อง ง. การรอ้ งเพลงในโบสถ์
เฉลย ข้อ ง.
การศกึ ษาพระ

รัตนตรยั ไดอ้ ย่างมี

เหตุผลใน

๗๑

วตั ถปุ ระสงคก์ าร ขอ้ สอบ ระดับ ระดบั ความ ข้อเสนอแนะ
เรยี นรู้ พฤตกิ รรม สอดคล้อง

ชีวิตประจาวนั +1 0 -1
วเิ คราะหค์ วามสาคัญ
ของ “พระพุทธ” ใน 31. ทาอยา่ งไรจึงจะไดชือ่ การนาไปใช้
หลักพระรตั นตรัยได้ ว่า เปน็ ผบู้ ูชาคุณพระสงฆ์
ก. ไมว่ ิ่งเลน่ ในวัด
อภปิ รายถึง ข. มาโรงเรียนแต่เชา้
ความสาคญั และ ค. แตง่ กายเรียบร้อย
ประโยชน์ของ ง. เชือ่ ฟังคาสอนของ
การศกึ ษาพระ พระสงฆ์
รตั นตรัยได้อยา่ งมี เฉลย ขอ้ ง.
เหตผุ ลใน 32. เหตใุ ดชาวพุทธควร การนาไปใช้
ชีวติ ประจาวัน บูชาคุณพระสงฆ์
ก. ท่านมอี ายมุ มากแล้ว
อภปิ รายถึง ข. ท่านสงั่ สอนให้เป็นคนดี
ความสาคัญและ ค. ทา่ นไมไ่ ด้ ฉันอาหาร
ประโยชนข์ อง เยน็
การศกึ ษาพระ ง. ทา่ นใหอ้ าหาร
รตั นตรัยได้อย่างมี รบั ประทาน
เหตุผลใน เฉลย ขอ้ ข.
ชีวิตประจาวนั 33. การเข้าไปช่วยทา การนาไปใช้
ความสะอาดวดั จะทาให้
อภปิ รายถงึ เกดิ ผลดผี ลเสียอย่างไร
ความสาคัญและ ก. วดั ไมร่ กรุงรัง
ประโยชน์ของ ข. ไดร้ ับคาชมเชย
การศกึ ษาพระ ค. ไดร้ บั พรจากพระในวดั
ง. ภมู ิใจทไี่ ดป้ ฏบิ ตั ิหนา้ ที่
ชาวพทุ ธทด่ี ี
เฉลย ขอ้ ง.
34. หน้าทขี่ องชาวพทุ ธท่ี การนาไปใช้
ดีทส่ี ุดคอื ข้อใด
ก. ไปวัด
ข. สวดมนต์

๗๒

วตั ถปุ ระสงคก์ าร ข้อสอบ ระดบั ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
เรียนรู้ พฤติกรรม สอดคลอ้ ง

รตั นตรยั ได้อย่างมี +1 0 -1
เหตผุ ลใน
ชีวติ ประจาวัน ค. ใสบ่ าตรพระสงฆ์
วิเคราะหค์ วามสาคญั ง. ปฏบิ ัตติ นตามหลักธรรม
ของ “พระพทุ ธ” ใน เฉลย ขอ้ ง.
หลักพระรตั นตรัยได้ 35. คนทน่ี ึกถงึ แต่ตวั เอง ความเข้าใจ
ไมเ่ คยใหห้ รอื แบ่งปัน
อภิปรายถึง สง่ิ ของใหใ้ ครแสดงว่า ขาด
ความสาคัญและ คณุ ธรรมขอ้ ใด
ประโยชน์ของ ก. ความเสียสละ
การศกึ ษาพระ ข. ความซอื่ สตั ย์
รตั นตรัยได้อย่างมี ค. ความกตญั ญกู ตเวที
เหตุผลใน ง. ความมรี ะเบยี บวินัย
ชวี ติ ประจาวัน เฉลย ข้อ ก.
36. ถ้าเพื่อนทนี่ งั่ ใกล้
อภปิ รายถงึ นักเรยี นลมื เอาหนงั สอื มา
ความสาคญั และ โรงเรยี น นักเรยี นควรทา การนาไปใช้
ประโยชน์ของ อย่างไร
การศกึ ษาพระ ก. บอกครูวา่ เพอื่ นลมื
รตั นตรยั ได้อย่างมี หนงั สือ
เหตผุ ลใน ข. ให้เพ่อื นอ่านกับเราด้วย
ชีวิตประจาวนั ค. ตอ่ วา่ เพื่อนเป็นคนข้ลี มื
ง. นั่งเฉยๆ ไม่สนใจ
เฉลย ข้อ ข.
37. ถา้ นักเรยี นอยาก
ทราบพระราชประวตั ขิ อง ความรู้
สมเด็จพระเจา้ ตากสิน ความจา
มหาราช นักเรยี นสามารถ
คน้ ควา้ ได้จากเร่ืองใด
ก. ชีวติ และธรรมชาติ
ข. ทอ่ งเท่ียวท่วั ไป
ค. บุคคลสาคญั ของไทย
ง. ประเทศไทยของเรา

๗๓

วตั ถุประสงคก์ าร ขอ้ สอบ ระดบั ระดบั ความ ข้อเสนอแนะ
เรียนรู้ เฉลย ขอ้ ค. พฤติกรรม สอดคลอ้ ง

+1 0 -1

อธิบายหลกั ธรรมทาง 41. ผทู้ ม่ี ีสติสมั ปชัญญะ ความเข้าใจ
พระพทุ ธศาสนาเพ่ือ มกั เปน็ คนอยา่ งไร ความเข้าใจ
การพฒั นาชีวติ ได้ ก. มคี วามรอบคอบ ความเข้าใจ
ข. มีความเฉลยี วฉลาด
วิเคราะหค์ วามสาคัญ ค. มีความกระฉบั กระเฉง
ของ “พระพุทธ” ใน ง. มีความเอื้อเฟอื้ เผ่ือแผ่
หลกั พระรตั นตรยั ได้ เฉลย ขอ้ ก.
39. การบรจิ าคในขอ้ ใดมี
วิเคราะห์ความสาคัญ ค่ามากที่สดุ
ของ “พระพทุ ธ” ใน ก. สิ่งของ
หลักพระรัตนตรัยได้ ข. ดวงตา
ค. เงิน
ง. ทรพั ยส์ นิ
เฉลย ขอ้ ข.
40. ใครปฏบิ ัตติ นตาม
หลักธรรมของศาสนาไม่
ถูกตอ้ ง
ก. ปน่ิ สวดมนต์ไหว้พระ
เพือ่ ให้จติ ใจสงบ
ข. แกว้ ตาไปทาบญุ ตัก
บาตรทว่ี ัดทกุ วัน
ค. นุชมคี วาม
เอือ้ เฟ้ือเผ่ือแผ่แกเ่ พอ่ื นๆ
ทกุ คน
ง. กงุ้ ไมพ่ ูดคุยกับเพอื่ นท่ี
นบั ถอื ศาสนาอื่น
เฉลย ข้อ ง.

ภาคผนวก ค
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลผู้เชีย่ วชาญแผนการจดั การเรยี นรู้
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลผู้เช่ียวชาญขอ้ สอบการหาความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลผู้เช่ียวชาญขอ้ สอบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลผู้เชีย่ วชาญแบบสอบถามความพึงพอใจ

๗๕

ตารางท่ี ๔.๔ ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เร่อื ง หลักธรรมนาชีวติ
ระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ของโรงเรียนบา้ นดอนดคู่ ุรุราษฎรว์ ิทยา

แผนท่ี ๑ ผู้เชี่ยวชาญ ๓ ∑ ̅ S.D.
๑ ๔.๔ ๒ ๕ ๑๔.๔ ๔.๘๐ ๐.๓๕

๒ ๔.๓ ๕ ๑๔.๓ ๔.๗๗ ๐.๔๐

๓ ๔.๓ ๕ ๑๔.๓ ๔.๗๗ ๐.๔๐

๔.๗๘ ๐.๐๓
รวม

๗๖

ตารางที่ 4.5 ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับตัวชี้วัดของแบบ
การพฒั นาความสามารถในการคดิ อย่างสร้างสรรค์รายวชิ าพระพุทธศาสนาของนกั เรยี นชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 จานวน 20 ข้อ

ข้อสอบที่ ความคิดเห็นของผเู้ ชย่ี วชาญ ∑ ̅ แปลผล
๑๒๓
๑ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๒ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๓ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๔ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๕ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๖ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๗ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๘ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๙ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๐ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๑ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๒ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๓ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๔ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๕ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๖ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๗ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๘ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๙ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒๐ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้

๗๗

ตารางที่ 4.6 ผลการประเมินความสอดคลอ้ งระหวา่ งแบบทดสอบกบั ตัวชีว้ ัดของแบบทดสอบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น กอ่ นเรยี นและหลังเรียน จานวน 30 ข้อ

ขอ้ สอบที่ ความคดิ เห็นของผูเ้ ชยี่ วชาญ ∑ ̅ แปลผล
๑๒๓
๑ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๓ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๔ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๕ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๖ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๗ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๘ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๙ ๑๑๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๐ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๑ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๒ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๓ ๑๑๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๔ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๕ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๑๖ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๗ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๘ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๑๙ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๒๐ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๒๑ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒๒ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒๓ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒๔ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒๕ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒๖ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๒๗ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้
๒๘ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๒๙ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้
๓๐ ๑๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้

๗๘

ตารางท่ี 4.7 ผลการประเมินความเหมาะสมของความพึงพอใจของนักเรียน ชน้ั ประถมศึกษาปีท3่ี
ทางการเรยี นรายวชิ าพระพุทธศาสนา จานวน 1๐ ขอ้

ขอ้ ที่ ผู้เช่ยี วชาญ ∑ ̅ แปลผล

๑ ๓

๑ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้

๒ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้

๓ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้

๔ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้

๕ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้

๖ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้

๗ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้

๘ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้

๙ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใชไ้ ด้

๑๐ ๑ ๑ ๑ ๓ ๑ ใช้ได้

ภาคผนวก ง
แผนการจดั การเรยี นรู้

๘๐

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1

กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 หลักธรรมนาชีวิต เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง

หน่วยยอ่ ย 1 เรอ่ื ง พระไตรปฎิ ก ปีการศกึ ษา 2564

สอนวนั ที่ 11 มนี าคม 2565 ผู้สอน นายพงษ์เพชร วิชาชยั

มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชี้วดั
มาตรฐาน รแู้ ละเขา้ ใจประวตั ิ ความสาคญั ของศาสนาหลักธรรมของพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ี

ตนเองนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาท่ีถูกต้อง ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมเพ่ืออยู่ร่วมกันอย่าง
สนั ติ

ตวั ชีว้ ดั ส 1.1
ป. 3/4 บอกความหมาย ความสาคัญของพระไตรปิฎก หรือคัมภีร์ของศาสนาที่ตนนับถือ

สาระสาคัญ/ความคดิ ร่วมยอด

พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาท่ีรวบรวมหลักธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้า

เพ่อื ใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนไดน้ าไปปฏิบัติในการดาเนินชีวิต เพอ่ื ให้เกดิ ความสขุ ในสงั คม

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

๑. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของพระไตรปฎิ ก

๒. วเิ คราะหค์ วามสาคัญของพระไตรปิฎก

๓. เหน็ คุณคา่ และความสาคัญของการนาหลกั ธรรมคาสอนในพระไตรปิฎกมาเป็นหลักปฏิบัติ

ในชวี ติ ประจาวัน

ด้านความรู้

๑. มคี วามรคู้ วามเข้าใจในเรอ่ื งของพระไตรปิฎก

๒. สามารถใหค้ วามหมายของพระไตรปฎิ กได้

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ

๑. สามารถอธิบายเรื่องพระไตรปฎิ กได้

๒. สามารถรู้เข้าใจในองค์ประกอบและความหมายพระไตรปฎิ ก

ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (Attitude)

รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซอื่ สัตย์ สจุ ริต

 ม่งุ มัน่ ในการทางาน  มีวินยั รักความเปน็ ไทย

 ใฝเ่ รยี นรู้  มีจติ สาธารณะ

๘๑

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน

 ความสามารถในการส่อื สาร : สามารถสอื่ สารความรูอ้ อกมาอย่างเขา้ ใจ

 ความสามารถในการคดิ : สามารถวเิ คราะหข์ อ้ คดิ และนาความร้ไู ปใชไ้ ด้

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา : สามารถคิดวิเคราะหเ์ ขา้ ใจในเนอ้ื หาได้

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี : มกี ารใชเ้ ทคโนโลยีให้เกดิ ประโยชน์

 ความสามรถในการใชท้ ักษะชวี ติ : นาความรทู้ ่ไี ดไ้ ปปรับใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่าง

เหมะสม

ด้านคณุ ลกั ษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล

 เป็นเลิศวิชาการ ส่ือสารสองภาษา  ลา้ หนา้ ทาง

ความคดิ

 ผลิตงานอยา่ งสร้างสรรค์  ร่วมกนั รับผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก

บรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

๑. หลักความพอประมาณ : ใช้เวลาแบบพอประมาณให้เกิดประโยชน์

๒. หลักความมีเหตุผล : สาเหตผุ ลแทนการใชอ้ ารมณ์

๓. หลักภมู ิคุม้ กัน : มคี วามระมัดระวัง รอบคอบในทกุ ด้าน

4. เงือ่ นไขความรู้ : มคี วามรู้และความเข้าใจนอกด้าน

๕. เงือ่ นไขคณุ ธรรม : แบ่งปนั ความรู้ความสามารถให้เกดิ ประโยชน์

(หมายเหตุ ในแตล่ ะดา้ นไม่จาเปน็ ตอ้ งมีครบทุกข้อในทกุ แผนการจัดการเรียนร)ู้

สาระการเรียนรู้
-พระไตรปฎิ ก
๑. ความหมายของพระไตรปิฎก
๒. พระไตรปฎิ กมีความสาคญั ตอ่ ศาสนาอย่างไร
๓. หลักธรรมคาสอนไปปรับใช้ในชวี ิตประจาวันได้

หลักฐานหรอื รอ่ งรอยของการเรยี นร/ู้ การวดั ผลประเมนิ ผล/ช้นิ งาน/ภาระงาน
1. หนงั สอื เรียน
2. สมดุ จดบันทึก
3. ใบความรู้เร่อื งพระไตรปิฎก
4. ใบงานท่ี1

๘๒

กจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบ (STAD)

ขน้ั นาเขา้ สู่บทเรียน
1. ครูกล่าวทักทายนักเรยี น ดว้ ยคาวา่ สวสั ดแี ล้วพดู ถึงเรื่องศาสนาและหลักธรรมพอ

สงั เขป เพ่ือให้มีความพรอ้ มและเปน็ การกระตนุ้ ใหน้ กั เรียนพรอ้ มรับการเรยี นรู้
2. ครใู หน้ ักเรยี นทาสมาธโิ ดยสงบนิ่งหรือหลับตาโดยครูอธิบายเร่ืองการทาสมาธิไป

ดว้ ย
๓. ครูทาการเรียกช่ือนักเรียนตามใบ ป.พ. แล้วให้นักเรียนลูกขึ้นตอบ เก่ียวกับ

ความรเู้ ดิมทไ่ี ด้เรยี นมา
ขนั้ สอน/กิจกรรมการเรียนร/ู้ กิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น
๔. ครูแบง่ กลุ่มนักเรียนให้นักเรียน แล้วแจกแจกใบความรู้เร่ืองพระไตรปิฎกให้กับ

นักเรยี น
๕. ครูอธบิ ายเร่ืองของพระไตรปฎิ ก โดยใช้ Power point
6. ครใู ห้นกั เรียน นกั เรยี นแตล่ ะคนจะทาแบบทดสอบดว้ ยตนเอง ไม่มีการช่วยเหลือ

กันลงมอื ทาใบงานที่1เรือ่ งพระไตรปิฎก
7. ครูทาการตรวจและพร้อมเฉลยใบงานท่ี1เร่ืองพระไตรปิฎก โดยคะแนนที่

นักเรียนทาได้ในการทดสอบจะถือเป็นคะแนนรายบุคคล แล้วนาคะแนนรายบุคคลไปแปลงเป็น
คะแนนกล่มุ

8. ครูให้นักเรียนนาเสนอใบงานท่ี1หน้าช้ันเรียน และชมเชย ยกย่อง บุคคลหรือ
กลมุ่ ทีม่ ีคะแนนยอดเยย่ี ม

ขน้ั สรุป/กิจกรรมรวบยอด
9. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ ความรเู้ ก่ยี วกบั เรอ่ื งพระไตรปฎิ ก

สอื่ /วัสดุอปุ กรณ/์ แหลง่ เรียนรู้
สอ่ื การเรยี นรู้
1. Power point พระไตรปฎิ ก

วสั ดุอปุ กรณ์
1. ดนิ สอ ยางลบ ปากกา
2. คอมพิวเตอร์

๘๓

แหลง่ เรยี นรู้

1. อนิ เตอรเ์ น็ต
2. หอ้ งสมุด

การวัดผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านทวี่ ดั ประเมนิ เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ เกณฑก์ ารประเมิน

K (ความรู้) ใบงานที่ 1 ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

ตรวจใบงาน เรื่องพระไตรปฎิ ก

P (กระบวนการ) การสงั เกต ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์

ก า ร ล ง มื อ ป ฏิ บั ติ ห รื อ ก า ร

ทางาน

A (พฤติกรรม) แบบประเมินคุณลักษณะ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

สังเกตพฤตกิ รรมการทางาน อันพงึ ประสงค์

กจิ กรรมเสนอแนะ/มอบหมาย
1...............................................................................................................................................

.......................................................................................................................................
2...............................................................................................................................................

........................................................................................................................................
3...............................................................................................................................................

........................................................................................................................................

๘๔

บันทกึ หลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

รหัสวชิ า ส 13101 รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาค
เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
หนว่ ยการเรียนรยู้ ่อยท่ี ๑ เร่อื ง พระไตรปฎิ ก เวลา 1 ชวั่ โมง
1. ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
..............................

2. ปญั หา อุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. วธิ กี ารแก้ไข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอื่ พงษเ์ พชร วชิ าชยั ผู้สอน
( นายพงษ์เพชร วิชาชยั )

วันที่ / /

ความคเิ ห็น (รองผ้อู านวยการกลมุ่ บริหารวชิ าการ/ผบู้ รหิ าร/ผูท้ ี่ไดร้ ับมอบหมาย)
................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

ลงชอื่ .........................................................
(...........................................................)
ตาแหนง่ ..................................................

๘๕

ใบความรู้เรอ่ื ง พระไตรปฎิ ก

พระไตรปิฎก คอื ตาราหรือคัมภีรท์ ่ีบนั ทึกหรือจารกึ คาสอนขององค์พระสัมมาพระพุทธเจ้าที่
ถกู นามาจดั ไวเ้ ป็นหมวดหมตู่ ่าง ๆ โดยประกอบด้วยเนื้อหาใจความหลัก ๆ อยู่ 3 หมวดใหญ่ๆ ได้แก่
พระวินัยปิฎก, พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก โดยเป็นธรรมะท่ีพระองค์ได้ทรงแสดงไว้
ตลอด 45 พรรษา ที่ทรงได้แสดงพระธรรมเทศนาให้แก่ทุกคนโดยไม่เกี่ยงว่าคนน้ันคือผู้ใดอยู่วรรณ
ไหน หรือยากดีมีจนเช่นไร และสืบทอดมายังพระสาวกตั้งแต่คร้ังพุทธกาลจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
ซึง่ เราคนไทยตา่ งคุน้ เคยหรือเคยไดย้ ินช่ือพระไตรปฎิ กกันมาแล้วตั้งแต่ตอนเรียนวิชาพระพุทธศาสนา
ในชัน้ ประถมฯ หรือมัธยมฯ โดยพระไตรปิฎกนี้เรียกว่ามีความสาคัญแก่คนไทยและชาวพุทธอย่างยิ่ง
เลยทเี ดยี ว

โดยคาว่า พระไตรปิฎก มีความหมายว่า 3 คัมภีร์ ซ่ึงคาว่า พระ เป็นคาท่ียกย่องหรือแสดง
ความเคารพ ส่วนคาวา่ ไตรี แปลตรงตวั วา่ สาม และคาว่า ปิฎก แปลว่า ตารา, คัมภีร์, กระจาด หรือ
ตะกร้า โดยรวม ๆ ก็หมายถึงเป็นการรวมคาสอนขององค์พระพุทธเจ้าเอาไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อไม่ให้
กระจัดกระจาย เหมือนการนาตะกรา้ หรือกระจาดมารองไว้เปน็ ภาชนะนั่นเอง

หมวดหมู่โครงสรา้ งพระไตรปิฎกมี 3 หมวด ได้แก่
1. พระวินัยปิฎก เป็นพระวินัยสิกขาบทต่าง ๆ ของทั้งพระภิกษุและภิกษุณี
2. พระสุตตนั ตปิฎก เป็นพระสตู รซง่ึ เป็นพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าและพระอรหนั ตสาวก
ท่ปี ระมวลออกมาเปน็ เรือ่ ง ๆ โดยมีเรือ่ งราวประกอบ ตลอดจนภาษิต และชาดก ท่ที รงได้แสดงธรรม
แก่บุคคลต่างๆ ทุกชนช้ัน โดยไม่มีการแบ่งช้ันวรรณะใด ๆ ซ่ึงมีทั้งท่ีเป็นร้อยแก้วและร้อย
กรอง
3. พระอภิธรรมปฎิ ก เป็นพระธรรมขนั้ สงู ทป่ี ระกอบด้วยหลักวิชาธรรมะลว้ น ๆ โดยไม่มีการอา้ งอิงถึง
เหตุการณ์และบุคคลใด ๆ โดยแบ่งออกเปน็ หมวด ๆ ข้อ ๆ

ซ่ึงพระไตรปิฎกนี้นอกจากจะมีความสาคัญต่อคนไทยและชาวพุทธทั้งหลายแล้ว ยังมี
ความสาคัญอย่างยง่ิ ต่อการมอี ยขู่ องพระพทุ ธศาสนาอีกด้วย เรียกว่าเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรสงวนและ
รักษาไวเ้ พอ่ื สบื ตอ่ ใหล้ กู หลานเราได้เห็นและศึกษาถึงแก่นแท้ของพระธรรมคาสอนอย่างแท้จริง และ
เพอื่ ใหพ้ ทุ ธศาสนาคงอยู่ต่อไปได้อกี ตราบนานเท่านาน และการนาธรรมะของพุทธองค์มาปฏิบัติย่อม
ทาใหเ้ ราไดร้ บั ทั้งพระธรรมคาสอนและคุณธรรมอย่างเต็มเปี่ยมในการดาเนินชีวิตต่อไปจวบจนถึงวัน
ส้ินลมหายใจน่นั เอง

๘๖

ใบงานท1่ี เรื่องพระไตรปฎิ ก

ชอ่ื ……………………………………………..เลขท่ี………......ชนั้ ……………………
คาชแี้ จง: ให้นักเรยี นตอบคาถามและจับคู่พระไตรปิฎกหมวดตา่ ง ๆ ตอ่ ไปนี้

พระไตรปฎิ ก …………………………………………………
คอื …………………………………………………
………………………………………………….

พระวินยั ปฎิ ก คาสอนที่เก่ียวกบั ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั และ
พระอภิธรรมปิฎก การปฏบิ ตั ติ นของพระภกิ ษุ เชน่ ศีล 227
ขอ้

คาสอนท่ีเกี่ยวกบั เร่อื งเล่าตา่ ง ๆ เช่น ชาดก
พทุ ธสาวก ต่าง ๆ

พระสุตตนั ตปฎิ ก คาสอนที่อธิบายถงึ หลกั ธรรมลว้ น ๆ ไมม่ เี รอื่ งเลา่
ประกอบ

๘๗

ชือ่ ………………………………………………………..เลขท่ี………...............ชนั้ …………………………

เฉลย แบบกจิ กรรม นาก่อนเรียน

ใบงานที่ ๑ เร่อื ง พระไตรปฎิ ก
คาช้แี จง: ใหน้ ักเรียนตอบคาถามและจับคพู่ ระไตรปิฎกหมวดต่าง ๆ ต่อไปน้ี

พระไตรปิฎก คมั ภีร์ หรอื ตาราท่ีรวบคาส่งั สอน
คือ ทางพระพทุ ธศาสนามีทงั้ หมด 3 หมวด

พระวินัยปฎิ ก คาสอนที่เก่ียวกบั ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั และ
พระอภธิ รรมปฎิ ก การปฏิบตั ติ นของพระภิกษุ เช่น ศีล 227
ขอ้

คาสอนท่ีเก่ียวกบั เรื่องเล่าตา่ ง ๆ เชน่ ชาดก
พทุ ธสาวก ตา่ ง ๆ

พระสตุ ตันตปิฎก คาสอนท่ีอธิบายถงึ หลกั ธรรมลว้ น ๆ ไมม่ เี รอ่ื งเลา่
ประกอบ

๘๘

สงั เกตพฤตกิ รรมการทากจิ กรรม

วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4

ช่ือ-สกุล ความร่วม ืมอ
เลขท่ี การแสดงความ ิคดเ ็หน
การรับผิดชอบ
๑. การรับฟังผู้ ื่อน
๒. ความมีน้าใจ
๓. รวม หมายเหตุ
๔. ๔ ๔ ๔ ๔ ๔ ๒๐
๕.
๖. ลงชื่อ พงษเ์ พชร วิชาชยั ผปู้ ระเมนิ
๗. (นายพงษเ์ พชร วิชาชยั )
๘.
๙. คะแนนรวม ๑๖-๒๐ ดมี าก
๑๐. คะแนนรวม ๑๑-๑๕ ดี
คะแนนรวม ๖-๑๐ ปานกลาง
เกณฑก์ ารประเมนิ มดี ังนี้ คะแนนรวม ๑-๕ ปรับปรงุ
๔. ดีมาก
๓. ดี
๒. ปานกลาง
๑. พอใช้
๐. ปรับปรงุ

๘๙

แบบประเมนิ ผลงาน

วชิ า สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4

ความ ูถก ้ตอง
สารประโยชน์
วิธีการนาเสนอ
ความ ิคดริเริ่ม
การตรง ่ตอเวลา
เลขท่ี ชอ่ื -สกลุ รวม หมายเหตุ
๔ ๔ ๔ ๔ ๔ ๒๐
๑.
๒. ลงช่ือ พงษเ์ พชร วชิ าชัย ผู้ประเมนิ
๓. (นายพงษ์เพชร วชิ าชัย)
๔.
๕. คะแนนรวม ๑๖-๒๐ ดีมาก
๖. คะแนนรวม ๑๑-๑๕ ดี
๗. คะแนนรวม ๖-๑๐ ปานกลาง
๘. คะแนนรวม ๑-๕ ปรับปรุง
๙.
๑๐.

เกณฑ์การประเมนิ มดี ังนี้
๔. ดมี าก
๓. ดี
๒. ปานกลาง
๑. พอใช้
๐. ปรับปรุง


Click to View FlipBook Version