The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปแบบการสอน 54 วิธี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by air1007, 2022-04-24 23:51:35

รูปแบบการสอน 54 วิธี

รูปแบบการสอน 54 วิธี

1

54 รปู แบบการสอนสาหรับผ้สู อนมืออาชีพ

1.การจดั การเรยี นรูแ้ บบใช้คาถาม (Questioning Method)
แนวคิด เปน็ กระบวนการเรียนรูท้ ม่ี งุ่ พัฒนากระบวนการทางความคดิ ของผู้เรยี น โดยผสู้ อนจะป้อนคาถาม
ในลักษณะตา่ ง ๆ ทีเ่ ปน็ คาถามทดี่ ี สามารถพฒั นาความคิดผู้เรียน ถามเพอ่ื ให้ผเู้ รียนใช้ความคดิ เชิงเหตผุ ล
วเิ คราะห์ วิจารณ์ สงั เคราะห์ หรอื การประเมนิ คา่ เพื่อจะตอบคาถามเหล่าน้ัน

การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบใช้คาถามมีข้นั ตอนสาคญั ดังตอ่ ไปน้ี
1. ขั้นวางแผนการใช้คาถาม ผูส้ อนควรจะมกี ารวางแผนไว้ล่วงหนา้ ว่าจะใชค้ าถามเพอื่

วตั ถปุ ระสงคใ์ ด รปู แบบหรอื ประการใดที่จะสอดคล้องกบั เนอ้ื หาสาระและวัตถุประสงคข์ องบทเรียน
2. ขน้ั เตรยี มคาถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคาถามทีจ่ ะใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยการสรา้ ง

คาถามอยา่ งมีหลักเกณฑ์
3. ขัน้ การใช้คาถาม ผูส้ อนสามารถจะใชค้ าถามในทกุ ขั้นตอนของการจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ ละ

อาจจะสร้างคาถามใหมท่ น่ี อกเหนอื จากคาถามทเี่ ตรยี มไว้กไ็ ด้ ทงั้ น้ตี อ้ งเหมาะสมกบั เนื้อหาสาระและ
สถานการณน์ ัน้ ๆ

4. ขน้ั สรุปและประเมนิ ผล
4.1 การสรุปบทเรยี นผ้สู อนอาจจะใช้คาถามเพ่ือการสรุปบทเรยี นกไ็ ด้
4.2 การประเมนิ ผล ผ้สู อนและผ้เู รยี นร่วมกนั ประเมินผลการเรยี นรู้ โดยใช้วธิ กี ารประเมินผลตาม
สภาพจริง
ประโยชน์
1. ผู้เรยี นกบั ผู้สอนส่ือความหมายกันไดด้ ี
2. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
3. สร้างแรงจงู ใจและกระตุ้นความสนใจของผ้เู รยี น
4. ช่วยเน้นและทบทวนประเดน็ สาคัญของสาระการเรียนรู้ท่ีเรยี น
5. ช่วยในการประเมนิ ผลการเรียนการสอน ใหเ้ ขา้ ใจความสนใจท่ีแท้จริงของผ้เู รียน และวินจิ ฉัย
จดุ แขง็ จุดออ่ นของผู้เรียนได้
6. ชว่ ยสร้างลักษณะนิสัยการชอบคิดใหก้ ับผูเ้ รียน ตลอดจนนิสยั ใฝ่รใู้ ฝ่เรยี นตลอดชีวิต

2.วิธสี อนแบบโมเดลซิปปา

2

แนวคิด การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โมเดลซิปปา เป็นแนวคิดของทศิ นา แขมมณี ที่กล่าววา่ ซิปปา
(CIPPA) เปน็ หลกั การซ่งึ สามารถนาไปเปน็ หลกั ในการจดั กจิ กรรมการเรียนรตู้ ่าง ๆ ใหแ้ กผ่ เู้ รยี น การจัด
กระบวนการเรยี นการสอนตามหลกั “CIPPA” สามารถใชว้ ิธีการและกระบวนการท่ีหลากหลาย อาจ
จัดเปน็ แบบแผนได้หลายรปู แบบ CIPPA MODEL เปน็ วธิ หี น่งึ ในการจดั การเรียนการสอนท่ีเน้นผ้เู รยี นเป็น
สาคัญ เป็นรปู แบบการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน ที่มุ่งเนน้ ใหน้ ักเรียนศกึ ษาค้นควา้ รวบรวมข้อมูล
ด้วยตนเอง การมสี ่วนรว่ มในการสรา้ งคามรู้ การมีปฏิสัมพันธ์กบั ผู้อืน่ และการแลกเปลีย่ นความรู้ การได้
เคลื่อนไหวทางกาย การเรยี นรู้กระบวนการต่าง ๆ และการนาความรูไ้ ปประยุกต์ใช้

การจดั การเรียนการสอนแบบ CIPPA MODEL มาจากแนวคิดหลัก 5 แนวคดิ ซ่ึงเป็นแนวคดิ
พน้ื ฐานในการจัดการศึกษา ได้แก่

1. แนวคดิ การสรา้ งสรรคค์ วามรู้ (Contructivism)
2. แนวคิดเร่อื งกระบวนการกลุ่มและการเรยี นแบบร่วมมือ (Group Process and
Cooperative Learning)
3. แนวคดิ เกย่ี วกับความพรอ้ มในการเรียนรู้ (Learning Readiness)
4. แนวคิดเกี่ยวกบั การเรยี นร้กู ระบวนการ (Process Learning)
5. แนวคิดเกีย่ วกับการถ่ายโอนการเรยี นรู้ (Transfer of Learning)
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบโมเดลซิปปา (CIPPA MODEL) ตามรูปแบบของ ทศิ นา
แขมมณี มขี นั้ ตอนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ดงั นี้
ขั้นที่ 1 การทบทวนความรเู้ ดิม
ขั้นน้ีเป็นการดึงความรู้เดิมของผเู้ รยี นในเร่ืองทจ่ี ะเรยี น เพือ่ ช่วยให้ผ้เู รยี นมีความพร้อมในการ
เช่ือมโยงความรู้ใหม่กับความรูเ้ ดมิ ของตน ซึ่งผูส้ อนอาจใชว้ ิธกี ารต่าง ๆ ไดอ้ ย่างหลากหลาย เช่น ผสู้ อน
อาจใช้การสนทนาซกั ถามให้ผเู้ รียนเลา่ ประสบการณ์เดิม หรือให้ผูเ้ รยี นแสดงโครงความรูเ้ ดิม (Graphic
Organizer) ของตน
ข้นั ที่ 2 การแสวงหาความร้ใู หม่
ขน้ั นเ้ี ปน็ การแสวงหาข้อมลู ความรใู้ หม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูล หรือแหล่งความรู้ตา่ ง ๆ ซึ่ง
ผ้สู อนอาจจดั เตรยี มมาให้ผ้เู รียนหรือใหค้ าแนะนาเก่ียวกับแหลง่ ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหากไ็ ด้
ในขนั้ นผ้ี สู้ อนควรแนะนาแหล่งความรตู้ ่าง ๆ ใหแ้ ก่ผูเ้ รียนตลอดท้ังจัดเตรยี มเอกสารสอ่ื ต่าง ๆ
ขัน้ ท่ี 3 การศกึ ษาทาความเขา้ ใจขอ้ มูล / ความรูใ้ หม่ และเชอ่ื มโยงความร้ใู หม่กับความรู้เดมิ
ขนั้ น้เี ปน็ ข้ันที่ผู้เรยี นศึกษาและทาความเข้าใจกับข้อมูล / ความรทู้ ห่ี ามาได้ ผู้เรียนสร้าง

3

ความหมายของข้อมลู / ประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยใช้กระบวนต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคดิ
กระบวนการกลุ่มในการอภปิ ราย และสรุปความเข้าใจเกยี่ วกับขอ้ มลู นั้น ๆ ซึง่ จาเปน็ ต้องอาศยั การ
เชื่อมโยงกับความรู้เดิม

ในขัน้ นี้ ผู้สอนควรใช้กระบวนการต่าง ๆ ในการจดั กจิ กรรม เช่น กระบวนการคดิ
กระบวนการกลุ่ม กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแกป้ ญั หา กระบวนการสร้างลักษณะนิสยั
กระบวนการทกั ษะทางสงั คม ฯลฯ เพอ่ื ให้ผู้เรยี นสร้างความรขู้ ้ึนมาดว้ ยตนเอง
ขนั้ ท่ี 4 การแลกเปล่ียนความรู้ความเขา้ ใจกับกลุม่

ขั้นนเ้ี ปน็ ขน้ั ทีผ่ ู้เรียนอาศัยกลมุ่ เป็นเครือ่ งมือในการตรวจสอบความรวมท้ังขยายความรู้ความ
เขา้ ใจของตนใหก้ ว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยใหผ้ ้เู รียนได้แบ่งปันความรคู้ วามเขา้ ใจของตนเองแก่ผู้อื่น และได้รบั
ประโยชนจ์ ากความรู้ ความเข้าใจของผู้อนื่ ไปพร้อม ๆ กัน
ข้ันท่ี 5 การสรปุ และจดั ระเบียบความรู้

ขน้ั นเี้ ป็นข้ันของการสรุปความรู้ทไ่ี ด้รบั ทงั้ หมด ท้ังความรู้เดมิ และความรูใ้ หม่ และจดั สิ่งที่เรียนให้
เป็นระบบระเบยี บ เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นจดจาสงิ่ ทเ่ี รยี นรูไ้ ด้ง่าย ผูส้ อนควรให้ผเู้ รียนสรุปประเด็นสาคัญ
ประกอบด้วยมโนทัศนห์ ลัก และมโนทศั น์ย่อยของความรู้ทั้งหมด แล้วนามาเรยี บเรียงใหไ้ ดส้ าระสาคัญ
ครบถ้วน ผสู้ อนอาจให้ผเู้ รยี นจดเป็นโครงสรา้ งความรู้ จะชว่ ยใหจ้ ดจาข้อมูลได้งา่ ย
ขนั้ ท่ี 6 การปฏบิ ตั ิและ / หรือการแสดงผลงาน

ขน้ั นีจ้ ะช่วยใหผ้ เู้ รยี นได้มโี อกาสแสดงผลงานการสรา้ งความรู้ของตนให้ผู้อ่นื รบั รู้ เป็นการชว่ ยให้
ผเู้ รียนไดต้ อกย้าหรอื ตรวจสอบความเข้าใจของตน และช่วยสง่ เสรมิ ให้ผ้เู รยี นใช้ความคดิ สรา้ งสรรค์ แต่
หากตอ้ งมีการปฏิบัติตามขอ้ มูลท่ไี ด้ ขน้ั น้จี ะเปน็ ขน้ั ปฏบิ ัติ และมกี ารแสดงผลงานท่ีได้ปฏิบัตดิ ้วย ในขน้ั นี้
ผู้เรียนสามารถแสดงผลงานดว้ ยวิธกี ารต่าง ๆ เชน่ การจัดนทิ รรศการ การอภิปราย การแสดงบทบาท
สมมติ เรยี งความ วาดภาพ ฯลฯ และอาจจัดให้มกี ารประเมินผลงานโดยมเี กณฑ์ทเ่ี หมาะสม
ขน้ั ที่ 7 การประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้

ข้ันนเ้ี ปน็ ขนั้ ของการส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนไดฝ้ กึ ฝนการนาความรู้ความเขา้ ใจของตนไปใช้ใน
สถานการณ์ต่าง ๆ ท่หี ลากหลาย เพิ่มความชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและ
ความจาในเร่อื งน้นั ๆ เป็นการให้โอกาสผเู้ รยี นใชค้ วามรู้ใหเ้ ป็นประโยชน์ เป็นการสง่ เสริมความคิด
สร้างสรรค์

หลงั จากประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ อาจมกี ารนาเสนอผลงานจากการประยุกต์อกี ครง้ั กไ็ ด้ หรอื อาจไม่มี
การนาเสนอผลงานในขนั้ ที่ 6 แต่นาความมารวม แสดงในตอนท้ายหลังขนั้ การประยุกตใ์ ชก้ ไ็ ด้ เช่นกนั

4

ขัน้ ที่ 1-6 เปน็ กระบวนการของการสร้างความรู้ (Construction of Knowledge)
ข้ันท่ี 7 เปน็ ขัน้ ตอนที่ช่วยให้ผเู้ รยี นนาความรู้ไปใช้ (Application) จึงทาใหร้ ูปแบบนี้มีคณุ สมบตั ิครบตาม
หลัก CIPPA
ประโยชน์

1. ผู้เรยี นรจู้ กั การแสวงหาข้อมูล ขอ้ เทจ็ จริงจากแหล่งการเรียนรตู้ ่าง ๆ เพอ่ื นามาใช้ในการเรียนรู้
2. ผเู้ รยี นได้ฝึกทักษะการคดิ ทห่ี ลากหลาย เป็นประสบการณท์ จ่ี ะนาไปใชไ้ ด้ในการดาเนินชีวิต
3. ผ้เู รียนมปี ระสบการณ์ในการแลกเปลย่ี นความรู้ความเข้าใจกับสมาชิกภายในกลุ่ม

3.วิธสี อนแบบโครงงาน(Project Method)
แนวคดิ เป็นวีการจดั การเรียนรทู้ ีใ่ หผ้ เู้ รียนได้ศกึ ษาค้นควา้ หรอื ปฏิบตั ิงานตามหัวข้อท่ผี ู้เรยี นสนใจ ซึ่ง
ผ้เู รยี นจะต้องฝึกกระบวนการทางานอยา่ งมขี ้ันตอน มีการวางแผนในการทางานหรือการแกป้ ัญหาอยา่ ง
เป็นระบบ จนการดาเนนิ งานสาเร็จลลุ ว่ งตามวัตถุประสงค์ สง่ ผลใหผ้ ูเ้ รียนมีทกั ษะการเรยี นรู้อยา่ ง
หลากหลาย อันเป็นประสบการณต์ รงทมี่ คี ุณคา่ สามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้ในการดาเนินงานต่าง ๆ ไดว้ กี าร
สอนโครงงานสามารถสอนต่อเน่ืองกบั วสี อนแบบบรู ณาการได้ ทั้งในรปู แบบบูรณาการภายในกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ และบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรยี นรู้ เพ่อื ให้ผ้เู รียนได้นาองคค์ วามรแู้ ละประสบการณท์ ่ี
ไดม้ าบรู ณาการเพื่อทาโครงงาน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1. ขน้ั กาหนดปัญหา หรอื สารวจความสนใจ ผู้สอนเสนอสถานการณ์หรอื ตัวอยา่ งทีเ่ ป็นปัญหา
และกระตุ้นให้ผเู้ รยี นหาวกี ารแก้ปญั หาหรือยัว่ ยใุ ห้ผูเ้ รียนมีความต้องการใคร่เรยี นใคร่รู้ ในเร่อื งใดเรื่องหน่ึง

2. ขน้ั กาหนดจดุ มุ่งหมายในการเรียน ผู้สอนแนะนาใหผ้ เู้ รยี นกาหนดจุดมงุ่ หมายให้ชัดเจนว่าเรยี น
เพอ่ื อะไร จะทาโครงงานนัน้ เพือ่ แกป้ ัญหาอะไร ซึ่งทาให้ผู้เรยี นกาหนดโครงงานแนวทางในการดาเนนิ งาน
ได้ตรงตามจดุ ม่งุ หมาย

3. ขน้ั วางแผนและวเิ คราะห์โครงงาน ใหผ้ ู้เรยี นวางแผนแก้ปัญหา ซ่ึงเป็นโครงงานเด่ยี วหรือกลุ่ม
กไ็ ด้ แลว้ เสนอแผนการดาเนนิ งานให้ผสู้ อนพจิ ารณา ให้คาแนะนาชว่ ยเหลือและขอ้ เสนอแนะการวางแผน
โครงงานของผเู้ รียน ผู้เรียนเขียนโครงงานตามหวั ขอ้ ซึง่ มีหัวข้อสาคญั (ช่อื โครงงาน หลกั การและเหตผุ ล
วัตถุประสงคห์ รอื จดุ มงุ่ หมาย เจา้ ของโครงการ ท่ีปรึกษาโครงการ แหล่งความรู้ สถานทด่ี าเนินการ
ระยะเวลาดาเนินการ งบประมาณ วิธดี าเนนิ การ เครอ่ื งมือท่ีใช้ ผลทีค่ าดว่าจะได้รบั )

4. ขน้ั ลงมือปฏบิ ตั ิหรือแก้ปัญหา ใหผ้ เู้ รียนลงมือปฏบิ ตั ิหรอื แกป้ ญั หาตามแผนการท่ีกาหนดไวโ้ ดย
มผี ู้สอนเป็นท่ปี รึกษา คอยสังเกต ตดิ ตาม แนะนาใหผ้ เู้ รียนรู้จักสังเกต เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล บนั ทึกผล

5

ดาเนนิ การดว้ ยความมานะอดทน มีการประชมุ อภปิ ราย ปรึกษาหารอื กันเป็นระยะ ๆ ผสู้ อนจะเขา้ ไป
เกีย่ วข้องเทา่ ท่ีจาเปน็ ผ้เู รยี นเปน็ ผูใ้ ชค้ วามคดิ ความรู้ ในการวางแผนและตัดสนิ ใจทาด้วยตนเอง

5. ข้นั ประเมินผลระหว่าปฏิบตั ิงาน ผูส้ อนแนะนาใหผ้ ู้เรยี นรู้จกั ประเมินผลก่อนดาเนินการระหว่าง
ดาเนินการและหลงั ดาเนินการ คือรจู้ กั พจิ ารณาว่ากอ่ นท่ีจะดาเนินการมสี ภาพเปน็ อย่างไร มีปญั หาอย่างไร
ระหว่างที่ดาเนนิ งานตามโครงงานนน้ั ยงั มีสิ่งใดที่ผดิ พลาดหรอื เปน็ ขอ้ บกพร่องอยู่ ต้อแก้ไขอะไรอีกบ้าง มี
วธิ แี ก้ไขอยา่ งไร เม่ือดาเนนิ การไปแลว้ ผู้เรยี นมีแนวคิดอย่างไร มคี วามพึงพอใจหรือไม่ ผลของการ
ดาเนินการตามโครงงาน ผเู้ รียนได้ความรูอ้ ะไร ไดป้ ระโยชนอ์ ยา่ งไร และสามารถนาความรู้นน้ั ไปพฒั นา
ปรบั ปรุงงานได้อย่างดีย่ิงข้นึ หรือเอาความรนู้ นั้ ไปใชใ้ นชีวิตได้อยา่ งไร โดยผ้เู รียนประเมนิ โครงงานของ
ตนเองหรอื เพ่ือนรว่ มประเมิน จากน้ันผสู้ อนจึงประเมนิ ผลโครงงานตามแบบประเมนิ ซ่งึ ผู้ปกครองอาจจะ
มีสว่ นร่วมในการประเมนิ ด้วยก็ได้

6. ขน้ั สรปุ รายงานผล และเสนอผลงาน เม่ือผู้เรียนทางานตามแผนและเกบ็ ข้อมูลแล้ว

ตอ้ งทาการวิเคราะห์ขอ้ มูล สรุปและเขยี นรายงานเพ่ือนาเสนอผลงาน ซึ่งนอกเหนือจากรายงานเอกสาร
แลว้ อาจมีแผนภมู ิ แผนภาพ กราฟ แบบจาลอง หรือของจริงประกอบการนาเสนอ อาจจดั ไดห้ ลาย
รูปแบบ เช่น จัดนิทรรศการ การแสดงละคร ฯลฯ
ประโยชน์

1. เปน็ การสอนที่มุ่งใหผ้ ู้เรียนมีบทบาท มีสว่ นร่วมในการจัดกระบวนการเรียนร้ไู ดป้ ฏิบตั ิจริงคิด
เอง ทาเอง อย่างละเอียดรอบคอบ อยา่ งเป็นระบบ

2. ผเู้ รยี นรูจ้ กั วีแสวงหาข้อมลู สรา้ งองคค์ วามรแู้ ละสรุปความรู้ได้ดว้ ยตนเอง
3. ผ้เู รียนมีทักษะในการแกป้ ญั หา มที กั ษะกระบวนการในการทางาน มที ักษะการเคลือ่ นไหวทาง
กาย
4. ผเู้ รียนได้ฝึกกระบวนการกลมุ่ สัมพันธ์ ทางานรว่ มกันกบั ผอู้ ่นื ได้
5. ฝกึ ความเป็นประชาธิปไตย คอื การรบั ฟังความคดิ เห็นซง่ึ กันและกัน มีเหตุผล มีการยอมรับใน
ความรู้ ความสามารถซ่ึงกนั และกนั
6. ผูเ้ รียนไดฝ้ กึ ลักษณะนสิ ัยทดี่ ีในการทางาน เชน่ การจดบนั ทึกขอ้ มลู การเก็บข้อมูลอย่างเป็น
ระบบ ความรับผดิ ชอบ ความซื่อตรง ความเอาใจใส่ ความขยันหม่นั เพียรในการทางาน รจู้ ักทางานอยา่ ง
เป็นระบบ ทางานอยา่ งมแี ผน ใช้เวลาวา่ งใหเ้ ปน็ ประโยชน์
7. ผู้เรียนเกิดความคิดรเิ ริม่ สร้างสรรค์ และสามารถนาความรู้ ความคดิ หรือแนวทางที่ไดไ้ ปใช้ใน
การแกป้ ญั หาในชวี ิต หรอื ในสถานการณอ์ ่นื ๆ ได้

6

4. การจดั การเรยี นรแู้ บบใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน
แนวคดิ เปน็ กระบวนการจัดการเรยี นรทู้ ี่เร่ิมตน้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นโดยสรา้ งความรจู้ ากกระบวนการ
ทางานกล่มุ ตัวปัญหาจะเป็นจดุ ตง้ั ต้นของกระบวนการเรียนรู้ และเป็นตัวกระตุ้นการพฒั นาทักษะการ
แกป้ ัญหาดว้ ยเหตผุ ล และการสบื ค้นหาขอ้ มูลเพ่อื เข้าใจกลไกของตัวปัญหา รวมทั้งวิธีการแกป้ ัญหา
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรู้

1. ข้นั ที่ 1 กาหนดปญั หาจัดสถานการณต์ า่ ง ๆ กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนเกิดความสนใจ มองเหน็ ปัญหา
กาหนดสงิ่ ทีเ่ ปน็ ปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้อยากเรยี น และเกิดความสนใจทจ่ี ะค้นหาคาตอบ

2. ทาความเข้าใจกับปัญหา ผเู้ รียนจะต้องสามารถอธบิ ายส่ิงตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวข้อกับปญั หาได้
3. ดาเนินการศึกษาคน้ ควา้ กาหนดสงิ่ ท่ตี ้องการเรียนและดาเนินการศกึ ษาค้นควา้ อย่าง
หลากหลาย
4. สงั เคราะหค์ วามรู้ ผูเ้ รียนนาความรูท้ ไ่ี ด้ค้นควา้ มาแลกเปล่ียนเรยี นรรู้ ่วมกนั อภปิ รายผลและ
สังเคราะห์ความรทู้ ่ไี ด้มาวา่ มีความเหมาะสมหรือไม่
5. สรปุ และประเมนิ คา่ ของคาตอบ ผเู้ รยี นแตล่ ะกลุ่มสรปุ สรุปผลงานของกลุ่มตนเอง ประเมินผล
งานวา่ ข้อมลู ทไ่ี ด้ศกึ ษาค้นคว้ามคี วามเหมาะสมเพียงใด โดยการตรวจสอบแนวคดิ ภายในกลมุ่ ของตนเอง
อยา่ งอิสระ ทุกกลุ่มรว่ มกันสรปุ องคค์ วามรูใ้ นภาพรวมของปัญหาอกี คร้งั
6. นาเสนอและประเมินผลงาน ผู้เรียนนาข้อมูลท่ไี ด้มาจดั ระบบองค์ความร้แู ละนาเสนอใน
รูปแบบผลงานท่ีหลากหลาย ผู้เรียนทกุ คนและผ้เู กี่ยวข้องกบั ปัญหา ร่วมกนั ประเมนิ ผลงาน
ประโยชน์
มุ่งเนน้ พฒั นาผู้เรียนในดา้ นทกั ษะและกระบวนการเรียนรู้ และพฒั นาผูเ้ รยี นใหส้ ามารถเรยี นรู้โดย
การช้นี าตนเอง ซ่งึ ผเู้ รยี นจะได้ฝึกฝนการสร้างองคค์ วามร้โู ดยผ่านกระบวนการคดิ ด้วยการแก้ปญั หาอยา่ ง
มีความหมายต่อผเู้ รียน

5. การจัดการเรียนรู้แบบคน้ พบ (Discovery Method)
แนวคิด

7

เป็นกระบวนการเรยี นร้ทู ี่เน้นให้ผู้เรยี นคน้ หาคาตอบ หรือความร้ดู ้วยตนเอง โดยผสู้ อนจะ
เป็นผู้สร้างสถานการณใ์ นลกั ษณะทีผ่ เู้ รียนจะเผชิญกบั ปัญหา ซ่ึงในการแกป้ ญั หาน้ัน ผู้เรยี นจะใช้
กระบวนการทต่ี รงกบั ธรรมชาตขิ องวิชาหรือปญั หาน้นั เชน่ ผู้เรียนจะศกึ ษาปญั หาทางชีววิทยา กจ็ ะใช้วธิ ี
เดียวกันกับนักชีววิทยาศึกษา หรอื ผ้เุ รยี นจะศึกษาปัญหาประวัตศิ าสตร์ ก็จะใชว้ ธิ ีการเช่นเดียวกับนกั
ประวตั ิศาสตร์ศึกษา ดงั นั้น จงึ เป็นวธิ ีจัดการเรียนร้ทู เี่ นน้ กระบวนการ เหมาะสาหรบั วิชาวิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์ แต่กส็ ามารถใชก้ ับวิธอี ่นื ๆ ได้ ในการแกป้ ัญหานั้น ผู้เรยี นจะต้องนาข้อมูลทาการวเิ คราะห์
สังเคราะห์ และสรุปเพื่อให้ได้ข้อคน้ พบใหม่หรือเกิดความคดิ รวบยอดในเรอื่ งนน้ั

การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

การจัดการเรียนร้แู บบค้นพบเน้นใหผ้ ูเ้ รยี นค้นหาคาตอบหรือความรู้ด้วยตนเอง ซ่ึงผู้เรียนจะ
ใชว้ ธิ กี ารหรอื กระบวนการต่าง ๆ ที่เหน็ ว่ามีประสทิ ธภิ าพและตรงกบั ธรรมชาตขิ องวิชา หรือปัญหา ดังนั้น
จึงมีผ้นู าเสนอวิธีการการจดั การเรยี นรู้ไวหลากหลาย เชน่ การแนะให้ผเู้ รยี นพบหลักการทางคณติ ศาสตร์
ดว้ ยตนเองโดยวธิ ีอุปนยั การท่ีผเู้ รียนใช้กระบวนการแก้ปัญหาแลว้ นาไปสูก่ ารค้นพบ มีการกาหนด
ปัญหา ต้ังสมมติฐานและรวบรวมข้อมูล ทดสอบสมมติฐานและสรปุ ข้อคน้ พบ ซงึ่ อาจใช้วิธีการเกบ็
ขอ้ มูลจากการทดลองด้วย การทผ่ี สู้ อนจัดโปรแกรมไว้ใหผ้ ูเ้ รยี นใชก้ ารคดิ แบบอปุ นัยและนริ นัยในเรอื่ ง
ตา่ งๆ กส็ ามารถไดข้ ้อคน้ พบดว้ ยตนเอง ผูส้ อนจะเป็นผ้ใู หค้ าปรึกษา แนะนาหรือกระตุน้ ใหผ้ เู้ รยี นใช้วิธี
หรือกระบวนการทีเ่ หมาะสม

จากเหตุผลดงั กลา่ ว ขัน้ ตอนการเรยี นรู้จึงปรับเปล่ยี นไปตามวธิ หี รอื กรอบกระบวนการตา่ งๆ
ทใี่ ช้ แต่ในทีน่ ี้จะเสนอผลการพบความรู้ ข้อสรุปใหม่ ดว้ ยการคิดแบบอุปนยั และนิรนยั

การจัดการเรยี นรแู้ บบค้นพบมีข้นั ตอนสาคัญดังต่อไปน้ี

1. ขน้ั นาเขา้ สู่บทเรยี น

ผูส้ อนกระตุน้ และเร้าความสนใจของผเู้ รียนใหส้ นใจทีจ่ ะศกึ ษาบทเรยี น

2. ขั้นเรียนรู้ ประกอบด้วย

2.1 ผูส้ อนใช้วธิ ีจัดการเรยี นรู้ แบบอุปนัยในตอนแรก เพอ่ื ให้ผู้เรียนค้นพบขอ้ สรุป

8

2.2 ผ้สู อนใชว้ ธิ ตี ัดการเรียนรู้ แบบนริ นัย เพ่อื ให้ผเู้ รียนนาข้อสรปุ ทีไ่ ดใ้ นข้อ 2 ไปใช้เพอ่ื เรียนรูห้ รอื
คน้ พบขอ้ สรปุ ใหมใ่ นตอนทส่ี อง โดยอาศัยเทคนิคการซกั ถาม โต้ตอบ หรอื อภิปรายเพ่ือเป็นแนวทางใน
การคน้ พบ
2.3 ผเู้ รยี นสรุปข้อคน้ พบหรือความคดิ รวบยอดใหม่
3. ขนั้ นาไปใช้
ผสู้ อนใหผ้ ู้เรยี นนาเสนอแนวทางการนาขอ้ คน้ พบท่ีไดไ้ ปใช้ในการแกป้ ัญหา อาจใช้วิธกี ารใหท้ า
แบบฝกึ หดั หรือแบบทดสอบหลงั เรยี น เพ่ือประเมินผลว่าผูเ้ รียนเกิดการเรียนรจู้ รงิ หรอื ไม่
ประโยชน์
1. ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นคิดอยา่ งมีเหตผุ ล
2. ชว่ ยให้ผเู้ รียนคน้ พบสง่ิ ที่ค้นพบไดน้ านและเข้าใจอย่างแจม่ แจง้
3. ผู้เรียนมีความมั่นใจ เพราะไดเ้ รียนรู้ส่งิ ใหมอ่ ย่างเข้าใจจริง
4. ช่วยให้ผู้เรยี นมีพัฒนาการทางด้านความคดิ
5. ปลูกฝงั นิสยั รกั การอ่าน ค้นควา้ เพ่อื หาคาตอบดว้ ยตนเอง
6. ก่อให้เกิดแรงจงู ใจ ความพงึ พอใจในตนเองต่อการเรยี นสูง
7. ผู้เรียนรู้วธิ ีสรา้ งความรู้ด้วยตนเอง เชน่ การหาข้อมูล การวเิ คราะห์และสรุปข้อความรู้
8. เหมาะสมกับผู้เรยี นทฉ่ี ลาด มีความเช่ือมนั่ ในตนเองและมแี รงจูงใจสูง

6. การจัดการเรยี นรแู้ บบนริ นยั (Deductive Method)
แนวคิด

กระบวนการที่ผสู้ อนจัดการเรียนรใู้ ห้ผเู้ รียนมีความเขา้ ใจเกยี่ วกบั
กฎ ทฤษฎี หลกั เกณฑ์ ขอ้ เทจ็ จริงหรือข้อสรุปตามวตั ถุประสงค์ในบทเรยี น จากน้ันจงึ ใหต้ ัวอยา่ ง
หลายๆตัวอยา่ ง หรอื อาจให้ผ้เู รยี นฝึกการนาทฤษฎี หลกั การ หลกั เกณฑ์ กฎหรอื ข้อสรุปไปใช้ใน

9

สถานการณ์ท่ีหลากหลาย หรืออาจเป็นหลักลักษณะให้ผเู้ รียนหาหลักฐานเหตุผลมาพิสูจน์ยนื ยนั
ทฤษฎี กฎหรอื ขอ้ สรปุ เหล่าน้นั การจดั การเรยี นรูแ้ บบนจี้ ะชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเปน็ คนมเี หตุผล ไมเ่ ชื่ออะไร
งา่ ยๆ และมคี วามเขา้ ใจในกฎเกณฑ์ ทฤษฎี ขอ้ สรุปเหล่านั้นอย่างลกึ ซึง้ การสอนแบบนอี้ าจกลา่ วได้
ว่า เป็นการสอนจากทฤษฎหี รือกฎไปสูตวั อย่างท่ีเป็นรายละเอียด

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

การสอนแบบนริ นัยมีขั้นตอนสาคญั ดังต่อไปน้ี

1. ข้ันกาหนดขอบเขตของปัญหา เป็นการนาเข้าสูบทเรียนโดยการเสนอปัญหาหรือระบุสงิ่ ที่

จะสอนในแงข่ องปัญหา เพ่อื ยั่วยใุ หผ้ ้เู รียนเกิดความสนใจทีจ่ ะหาคาตอบ ปญั หาทีจ่ ะนาเสนอควรจะ
เก่ยี วข้องกับสถานการณ์ของชีวติ และเหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรยี น

2. ข้ันแสดงและอธิบายทฤษฎี หลักการ เป็นการนาเอาทฤษฎี หลักการ กฎ ข้อสรปุ ทต่ี อ้ งการสอนมา
ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ทฤษฎี หลกั การนั้น

3. ข้ันใช้ทฤษฎี หลักการ เป็นขัน้ ท่ผี ู้เรียนจะเลือกทฤษฎี หลักการ กฎ ขอ้ สรปุ ทไ่ี ด้จากการเรียนรู้
มาใชใ้ นการแกป้ ญั หาที่กาหนดไวไ้ ด้

4. ขั้นตรวจสอบและสรุป เปน็ ขนั้ ท่ีผเู้ รยี นจะตรวจสอบและสรปุ ทฤษฎี หลกั การ กฎ ข้อสรปุ หรือ
นยิ ามท่ีใช้ว่าถูกต้อง สมเหตุสมผลหรอื ไม่ โดยอาจปรกึ ษาผูส้ อน หรือคน้ คว้าจากตาราต่างๆ หรือจาก
การทดลอง ข้อสรปุ ท่ไี ด้พสิ ูจนห์ รอื ตรวจสอบวา่ เป็นจรงิ จึงจะเปน็ ความร้ทู ีถ่ กู ต้อง

5. ขั้นฝกึ ปฏิบตั ิ เมอื่ ผเู้ รยี นเกิดความเข้าใจในทฤษฎี หลักการ กฎ ขอ้ สรุป พอสมควรแล้ว ผู้สอน
เสนอสถานการณใ์ หม่ให้ผู้เรียนฝกึ นาความร้มู าประยกุ ตใ์ ช้ในสถานการณ์ใหม่ๆทีห่ ลากหลาย

ประโยชน์

1. เป็นวิธีการทชี่ ่วยในการถ่ายทอดเนือ้ หาสาระได้ง่าย รวดเรว็ และไม่ยงุ่ ยาก

2. ใชเ้ วลาในการจดั การเรยี นร้ไู ม่มากนัก

3. ฝกึ ใหผ้ ู้เรียนร้ไู ด้นาเอาทฤษฎี หลกั การ กฎ ข้อสรปุ หรอื นิยามไปใชใ้ นสถานการณใ์ หมๆ่

4. ใช้ไดผ้ ลดีในการจดั การเรียนรวู้ ชิ าศลิ ปศกึ ษาและคณิตศาสตร์

10

5. ฝึกให้ผู้เรียนมเี หตุผล ไม่เช่อื อะไรง่ายๆ โดยไม่มีการพิสูจนใ์ หเ้ หน็ จริง

7. การจัดการเรียนร้แู บบอปุ นยั (Induction Method)
แนวคิด

กระบวนการท่ีผ้สู อนจากรายละเอยี ดปลีกย่อย หรือจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ หรอื
กฎเกณฑ์ หลกั การ ข้อเทจ็ จริงหรอื ข้อสรปุ โดยการนาเอาตวั อยา่ งข้อมูล เหตกุ ารณ์ สถานการณห์ รอื
ปรากฏการณ์ ท่ีมีหลกั การแฝงอยมู่ าใหผ้ ูเ้ รียนศกึ ษา สังเกต ทดลอง เปรียบเทยี บหรือวิเคราะหจ์ น
สามารถสรปุ หลักการหรอื กฎเกณฑ์ไดด้ ว้ ยตนเอง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การจัดการเรยี นรแู้ บบอปุ นัยมขี ้ันตอนสาคญั ดงั ต่อไปน้ี
1. ขั้นเตรียมการ เปน็ การเตรียมตัวผ้เู รียน ทบทวนความรู้เดิมหรือปพู ืน้ ฐานความรู้
2. ข้นั เสนอตวั อยา่ ง เปน็ ข้ันทผ่ี ูส้ อนนาเสนอตัวอย่าง
ขอ้ มูล สถานการณ์ เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ หรอื แนวคดิ ใหผ้ ูเ้ รียนไดส้ งั เกตลกั ษณะและคณุ สมบัตขิ อง
ตวั อยา่ งเพื่อพจิ ารณาเปรียบเทยี บสรปุ เปน็ หลักการ แนวคดิ หรือกฎเกณฑ์ ซ่ึงการนาเสนอตัวอยา่ งควร
เสนอหลายๆตัวอย่างให้มากพอที่ผูเ้ รยี นสามารถสรปุ เป็นหลักการหรือหลกั เกณฑ์ตา่ งๆได้
3. ขัน้ เปรียบเทียบ เปน็ ขน้ั ทีผ่ ู้เรียนทาการสงั เกต คน้ คว้า วเิ คราะห์ รวบรวม เปรียบเทียบความ
คล้ายคลึงกันขององคป์ ระกอบในตัวอยา่ ง แยกแยะข้อแตกตา่ ง มองเห็นความสัมพันธ์ในรายละเอยี ดที่
เหมือนกนั ตา่ งกัน
ในขั้นนี้หากตวั อยา่ งทใ่ี ห้แก่ผเู้ รียนเป็นตัวอย่างทดี่ ี ครอบคลมุ ลักษณะหรือคณุ สมบัติสาคัญๆของ
หลกั การ ทฤษฎกี ็ย่อมจะชว่ ยใหผ้ เู้ รียนสามารถศกึ ษาและวิเคราะหไ์ ดต้ รงตามวัตถุประสงค์ได้อย่าง
รวดเร็ว แต่หากผเู้ รียนไม่ประสบความสาเร็จ ผู้สอนอาจให้ขอ้ มลู เพิ่มเตมิ หรือใช้วธิ กี ระตุ้นให้ผูเ้ รยี นได้
คดิ ค้นต่อไป โดยการตั้งคาถามกระตุน้ แต่ไมค่ วรใหใ้ นลกั ษณะบอกคาตอบ เพราะวธิ ีสอนนี้มงุ่ ให้ผเู้ รียนได้

11

คดิ ทาความเข้าใจดว้ ยตนเอง ควรใหผ้ เู้ รียนไดร้ ว่ มกันคดิ วิเคราะห์เป็นกลมุ่ ย่อย เพ่อื จะได้แลกเปล่ียน
ความคิดเห็นซง่ึ กันและกนั โดยเนน้ ให้ผ้เู รยี นทุกคนมีส่วนรว่ ม ในการอภิปรายกล่มุ อย่างท่วั ถึง และ
ผูส้ อนไม่ควรรีบร้อนหรือเรง่ เร้าผ้เู รยี นจนเกนิ ไป

4. ขน้ั กฎเกณฑ์ เป็นการให้ผ้เู รียนนาขอ้ สังเกตตา่ งๆ จากตัวอย่างมาสรุปเป็นหลกั การ กฎเกณฑ์หรอื
นยิ ามดว้ ยตัวผู้เรียนเอง

5. ขน้ั นาไปใช้ ในข้นั น้ีผสู้ อนจะเตรยี มตัวอย่างข้อมูล สถานการณ์ เหตุการณ์ ปรากฏการณ์หรอื
ความคิดใหม่ๆ ที่หลากหลายมาใหผ้ เู้ รียนใช้ในการฝกึ ความรู้ ข้อสรปุ ไปใช้ หรอื ผู้สอนอาจให้โอกาส
ผเู้ รยี นชว่ ยกนั ยกตวั อยา่ งจากประสบการณข์ องผเู้ รียนเองเปรียบเทียบกไ็ ด้ เปน็ การส่งเสริมให้ผเู้ รยี นนา
ความรู้ที่ไดร้ บั ไปใช้ในชีวิตประจาวนั และจะทาให้ผเู้ รยี นเกดิ ความเข้าใจอย่างลึกซ้ึงย่ิงข้ึน รวมท้ังเป็น
การทดสอบความเขา้ ใจของผูเ้ รียนวา่ หลักการทไี่ ดร้ ัยน้ัน สามารถนาไปใช้แกป้ ัญหาและทาแบบฝึกหดั ได้
หรอื ไมห่ รือเป็นการประเมนิ ว่าผ้เู รยี นไดบ้ รรลวุ ตั ถุประสงคท์ ต่ี ้ังไว้หรอื ไม่นนั่ เอง

ประโยชน์

1. เป็นวิธกี ารท่ที าให้ผเู้ รียนสามารถคน้ พบความรูด้ ้วยตนเอง ทาให้เกดิ ความเข้าใจและจดจาไดน้ าน

2. เป็นวิธีการท่ีฝกึ ใหผ้ ู้เรียนได้พฒั นาทักษะการสังเกต คดิ วิเคราะห์ เปรยี บเทียบ ตามหลักตรรกศาสตร์
และหลักวิทยาศาสตร์ สรปุ ด้วยตนเองอยา่ งมีเหตุผลอันจะเปน็ เคร่ืองมือสาคญั ของการเรียนรู้ ซ่งึ ใช้ได้ดี
กบั การวชิ าวิทยาศาสตร์

3. เป็นวธิ ีการที่ผเู้ รยี นไดท้ ั้งเน้อื หาความรู้ และกระบวนการซ่งึ ผูเ้ รยี นสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ในการ
เรยี นรู้เรือ่ งอื่นๆได้

8. การพฒั นาทกั ษะ/กระบวนการแก้ปญั หา

แนวคดิ

การพัฒนาทักษะ/กระบวนการแก้ปญั หา โดยการจัดสถานการณ์ หรอื ปัญหา หรอื เกมส์ที่
นา่ สนใจ ท้าทายใหอ้ ยากคิดอาจเริ่มดว้ ยปญั หาท่ผี ้เู รยี นสามารถใช้ความรู้ที่เรยี นมาแลว้ มาประยกุ ต์
กอ่ น ตอ่ จากน้ันจงึ เพิม่ สถานการณ์หรือปญั หาท่ีแตกต่างจากทเ่ี คยพบมา

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

12

กระบวนการแกป้ ญั หามี 4 ข้ันตอน

1. ทาความเขา้ ใจปัญหาหรือวิเคราะห์ปญั หา

2. วางแผนแกป้ ัญหา

3. ดาเนินการแกป้ ญั หา

4. ตรวจสอบหรือมองยอ้ นกลับ

ประโยชน์

เพอ่ื ให้ผ้เู รียนมคี วามเข้าใจกระบวนการและพัฒนาทกั ษะ เนน้ ฝึกวิเคราะห์แนวคิดอย่าง
หลากหลาย

9. การพฒั นาทกั ษะ/กระบวนการใหเ้ หตผุ ล

แนวคดิ

เปน็ การจัดสถานการณห์ รอื ปัญหาที่นา่ สนใจให้ผู้เรยี นไดล้ งมือปฏิบตั ิ ผู้สอนจะใช้คาถาม
กระตุ้น ด้วยคาว่า ทาไม อย่างไร เพราะเหตใุ ด เป็นตน้ พรอ้ มท้ังให้ข้อคดิ เพ่ิมเติม เชน่ “ถ้า......
แลว้ ผู้เรียนคิดวา่ จะเป็นอย่างไร” เหตผุ ลท่ีไม่สมบูรณ์ต้องไม่ตัดสนิ ว่าไม่ถกู ตอ้ ง แตใ่ ชค้ าพูดเสริมแรง
ใหก้ าลังใจ เช่น “คาตอบท่ีนกั เรยี นให้มบี างส่วนถกู ตอ้ ง นกั เรยี นคนใดจะอธิบายหรือใหเ้ หตผุ ลเพ่ิมเติม
ของเพื่อนได้อกี บ้าง” เพ่ือใหผ้ ู้เรียนมีการเรียนรูร้ ่วมกนั มากข้นึ

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

วิธีการจัดการเรียนรู้

1. ให้นกั เรยี นพบกับโจทย์ปัญหาท่นี า่ สนใจเปน็ ปญั หาท่ไี ม่ยากเกนิ ที่นักเรียนจะคดิ และให้เหคุผลของ
คาตอบได้

2. ผ้เู รยี นมโี อกาส มีอิสระในการแสดงความคิดเหน็ ในการใชแ้ ละให้เหคผุ ลของตนเอง
3. ผสู้ อนชว่ ยสรปุ และช้ีแจงให้ผ้เู รียนเข้าใจวา่ เหตผุ ลของผูเ้ รยี นถกู ต้องตามหลกั เกณฑห์ รอื ไม่ ขาดตก
บกพรอ่ งอย่างไร

13

ประโยชน์
การพัฒนาทกั ษะ/กระบวนการใหเ้ หตผุ ล เพื่อส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นสามารถคดิ อยา่ งมเี หตุผล

และรู้จกั ให้เหตุผลและร่วมกันหาคาตอบ
10. การพฒั นาทักษะ/กระบวนการสื่อสาร การส่อื ความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ
แนวคิด

เป็นการฝกึ ทักษะให้ผ้เู รียนรจู้ กั คิดวเิ คราะห์ปัญหา สามารถเขียนปัญหาในรปู แบบของ
ตาราง กราฟหรือข้อความ เพอื่ ส่ือสารความสัมพนั ธข์ องจานวนเหล่าน้นั
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

การพฒั นาทักษะ/กระบวนการสอ่ื สาร การสอื่ ความหมายทางคณิตศาสตร์ และการ
นาเสนอมแี นวทางดงั นี้
1. กาหนดโจทย์ปญั หาท่นี ่าสนใจ และเหมาะสมกบั ความสามารถของผเู้ รียน
2. ใหผ้ ู้เรียนได้ลงมอื ปฏิบัติและแสดงความคดิ เห็นด้วยตนเอง โดยผู้สอนช่วยช้แี นะแนวทางในการ
สื่อสาร สอื่ ความหมายและการนาเสนอ
ประโยชน์

การพฒั นาทกั ษะ/กระบวนการสือ่ สาร การสื่อความหมายทางคณติ ศาสตร์ และการ
นาเสนอเพ่ือให้นกั เรียนเกิดทักษะ การสื่อสาร การส่อื ความหมายทางคณติ ศาสตรแ์ ละการนาเสนอ

11. การคน้ หารูปแบบ (Pattern Seeking)
แนวคดิ

เปน็ การสงั เกต และบันทึกปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ หรอื ทาการสารวจตรวจสอบ โดยท่ี
ไมส่ ามารถควบคุมตวั แปรได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูลการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
การค้นหารูปแบบประกอบด้วย

14

1. การจาแนกประเภทและการระบุชื่อ
2. การสารวจและคน้ หา
3. การพัฒนาระบบ
4. การสร้างแบบจาลองเพ่ือการสารวจตรวจสอบ
ประโยชน์

การค้นหารปู แบบ (Pattern Seeking) เพือ่ ฝกึ นกั เรยี นใหส้ ามารถสร้างรูปแบบ และสรา้ ง
ความรู้ได้

12. การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process)
แนวคิด
เป็นกระบวนการทสี่ ่งเสริมให้นักเรยี นไดส้ ืบคน้ สืบเสาะ สารวจ ตรวจสอบ และคน้ คว้าด้วยวธิ กี าร
ต่างๆ จนเกดิ ความเขา้ ใจและรบั รู้ความรู้นนั้ อยา่ งมีความหมาย
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ประกอบด้วย
1. ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) เป็นการนาเขา้ สบู่ ทเรียนโดยนาเรอื่ งที่สนใจ อาจมาจาก
เหตกุ ารณท์ ก่ี าลงั เกิดขึน้ อยู่ในช่วงเวลานัน้ หรอื เชอื่ มโยงกับความรเู้ ดิมทเี่ รยี นมาแลว้ เป็นตัวกระตนุ้ ให้
นกั เรียนสรา้ งคาถาม เป็นแนวทางท่ีใช้ในการสารวจตรวจสอบอยา่ งหลากหลาย
2. ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration) เมอ่ื ทาความเขา้ ใจในประเดน็ หรือคาถามที่สนใจ มกี ารกาหนด
แนวทางการสารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กาหนดทางเลอื กท่ีเป็นไปได้ ลงมือปฏิบัตเิ พอ่ื เก็บรวบรวม
ข้อมูล ขอ้ สนเทศหรือปรากฏการณต์ า่ งๆ วธิ กี ารตรวจสอบอาจทาไดห้ ลายวธิ ี เช่น ทาการทดลอง ทา
กิจกรรมภาคสนาม การศึกษาข้อมลู จากเอกสารตา่ งๆ
3. ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เม่อื ไดข้ ้อมลู เพยี งพอ จึงนาข้อมูลท่ไี ด้มาวเิ คราะห์ แปล
ผล สรปุ ผล นาเสนอผลทไี่ ด้ในรูปแบบตา่ งๆ เช่น บรรยายสรปุ สร้างแบบจาลองหรอื รปู วาด

15

4. ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนาความรทู้ ่สี รา้ งข้ึนไปเชือ่ มโยงกับความรู้เดิมแนวคดิ ท่ไี ด้
จะชว่ ยเช่อื มโยงกบั เรือ่ งต่างๆ ทาใหเ้ กิดความรู้กว้างขนึ้

5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เปน็ การประเมนิ การเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการต่างๆ ว่านกั เรียนมคี วามรู้
อะไรบา้ ง อย่างไรและมากนอ้ ยเพียงใด จากน้ันจะนาไปสกู่ ารนาความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นเรื่องอน่ื ๆ

ประโยชน์

กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ช่วยใหน้ กั เรียนเกิดการเรียนรู้ทงั้ เนื้อหา หลักและ
หลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติเพ่อื ใหไ้ ด้ความรู้

13. วธิ ีสอนแบบอปุ นัย (Inductive Method)
แนวคิด

วิธีสอนแบบอุปนัย เป็นการสอนรายละเอียดปลีกยอ่ ยไปหากฎเกณฑ์ หรือสอนจากตัวอย่าง ไปหา
กฎเกณฑ์ น่ันคอื นักเรยี นไดเ้ รียนรู้ในรายละเอียดก่อนแล้วจงึ สรุป ตัวอยา่ งของวิธสี อนน้ี ไดแ้ ก่ การให้
โอกาสนกั เรียนในการศึกษาคน้ คว้าสงั เกต ทดลอง เปรียบเทยี บแล้วพิจารณาค้นหาองค์ประกอบท่ี
เหมือนกนั หรือคลา้ ยคลงึ กนั จากตวั อย่างตา่ งๆ เพ่ือนามาเป็นขอ้ สรปุ

ความมุ่งหมายของวธิ สี อนแบบอุปนยั

1. เพอ่ื ให้นกั เรยี นไดค้ ้นพบกฎเกณฑห์ รือความจริงที่สาคัญๆ ด้วยตนเอง โดยการทาความ

เขา้ ใจความหมาย แล้วจึงสร้างความสัมพันธข์ องความคิดตา่ งๆ ใหแ้ จม่ แจง้ ก่อนนามาสรปุ กฎเกณฑ์
ครูผสู้ อนมีหน้าทใี่ นการกระตุ้นและใหแ้ นวทางการศกึ ษาค้นควา้ หาความรดู้ ว้ ยตนเองของนักเรยี น

2. เพ่อื ให้นักเรียนมที ักษะในการสรุปหลักเกณฑจ์ ากรายละเอียดอยา่ งมรี ะบบ

ขั้นตอนในการสอนแบบอปุ นัย

1. ขั้นเตรยี มนกั เรยี น เปน็ การเตรียมความร้แู ละแนวทางในการปฏบิ ัติกจิ กรรมของนักเรียน

ด้วยการทบทวนความรเู้ ดมิ กาหนดจุดมุ่งหมาย และอธบิ ายความม่งุ หมายใหเ้ ข้าใจอย่างแจม่ แจง้

2. ขนั้ เสนอตัวอยา่ งหรอื กรณีศกึ ษาตา่ งๆ ใหน้ กั เรียนพจิ ารณาเปรยี บเทียบและสรุปกฎเกณฑ์

การเสนอตัวอยา่ งควรเสนอหลายๆ ตัวอยา่ งให้มากพอที่จะสรุปกฎเกณฑไ์ ด้

16

3. ขน้ั หาองคป์ ระกอบรวม คือ การให้นักเรียนมโี อกาสพจิ ารณาความคลา้ ยคลึงกนั ของ
องค์ประกอบจากตัวอย่างเพื่อเตรยี มสรุปกฎเกณฑ์
4. ขั้นสรุปข้อสังเกตต่างๆ จากตัวอยา่ งเป็นกฎเกณฑ์ นยิ าม หลักการ ด้วยตัวนกั เรยี นเอง
5. ข้ันนาข้อสรปุ หรอื กฎเกณฑท์ ่ีได้จากการทดลองหรือสง่ิ ท่ีเข้าใจไปใชใ้ นสถานการณอ์ น่ื
ข้อดขี องวธิ ีสอนแบบอุปนยั
1. นกั เรียนสามารถสร้างความเข้าใจในรายละเอยี ด และหาขอ้ สรปุ ได้อย่างชดั เจนจดจานาน
2. นักเรียนได้รบั การฝกึ ทักษะการคดิ ตามหลักการ เหตผุ ล และหลกั วิทยาศาสตร์
3. นักเรียนเขา้ ใจวธิ ีการในการแก้ปญั หาและสามารถนาไปใช้ในชวี ิตประวนั ไดด้ ี
ขอ้ สังเกตของวธิ ีสอนแบบอุปนยั
1. ในการสอนแตล่ ะขั้น ครูควรใหโ้ อกาสนกั เรยี นคิดอยา่ งอสิ ระ
2. ครูควรสร้างบรรยากาศในการเรยี นรทู้ ่ีไมเ่ ป็นทางการเพ่อื ลดความเครยี ดและเบือ่ หนา่ ย
3. วิธีสอนแบบอปุ นัยจะใหผ้ ลสมั ฤทธิ์สงู ถา้ ครูสร้างความเขา้ ใจทกุ ข้ันตอนอยา่ งดีก่อนสอน

14. วธิ สี อนแบบนิรนัย (Deductive Method)
แนวคดิ

เป็นวิธสี อนท่เี รมิ่ จากกฎเกณฑห์ รอื หลักการตา่ งๆแล้วให้นักเรียนหาหลักฐานเหตุผลมาพสิ ูจนย์ ืนยนั
นนั่ คือการฝกึ ทักษะในการคดิ อย่างมเี หตผุ ล มีการพสิ จู น์ตรวจสอบขอ้ เท็จจรงิ อันมีที่มาจากหลักการ
ความมุ่งหมายของวิธีสอนแบบนิรนัย
1. เพอื่ ให้นักเรยี นได้เรียนรวู้ ิธกี ารแกป้ ญั หาโดยยึดกฎ สตู ร และหลกั เกณฑต์ ่างๆ
2. เพอื่ ฝกึ ทักษะการแก้ปญั หาและตัดสินใจในการทางาน ด้วยการพสิ ูจน์ให้ทราบข้อเท็จจริง
ขนั้ ตอนของวิธสี อนแบบนริ นัย

17

1. ขน้ั อธบิ ายปัญหาเป็นข้ันของการกาหนดปัญหาและกระตุ้นใหน้ ักเรยี นเกดิ ความสนใจทจ่ี ะ
หาคาตอบในการแกป้ ญั หา
2. ขั้นอธบิ ายกฎหรือหลักการเพื่อการแกป้ ัญหา เป็นการนาเอาข้อสรุป กฎเกณฑ์ หลักการ
มาอธบิ ายใหน้ กั เรยี นได้เลือกใชใ้ นการแกป้ ัญหา
3. ขนั้ ตัดสินใจ เปน็ ขั้นทน่ี กั เรียนจะเลือกกฎ หรือหลักการ หรอื ข้อสรปุ มาใชใ้ นการแกป้ ัญหา
4. ข้ันพสิ ูจนห์ รือตรวจสอบ เป็นขน้ั การนาหลักฐานหรอื เหตุผลมาพิสูจนต์ รวจสอบข้อเทจ็ จริง
ตามหลักการนั้นๆ
ข้อดขี องวิธีสอนแบบนิรนยั
1. วิธสี อนแบบนริ นัยใช้ได้กับการสอนเนอ้ื หาวิชาง่ายๆ เน่ืองจากหลักการหรอื กฎเกณฑ์
ต่างๆจะสามารถอธิบายใหน้ ักเรยี นเข้าใจความหมายได้ดี เปน็ การอธบิ ายจากสว่ นใหญไ่ ปหาสว่ นย่อย
2. เปน็ วธิ ีสอนท่ีฝกึ ทักษะการคิดอยา่ งมเี หตผุ ล และพิสูจนข์ ้อเทจ็ จริงได้
ข้อสังเกตของวธิ ีสอนแบบนิรนัย
1. ครผู สู้ อนต้องศกึ ษากฎเกณฑ์ หลักการหรือข้อสรปุ ตา่ งๆ อย่างแมน่ ยาก่อนทาการสอน
2. การสอนวิธีนี้ครเู ป็นผูก้ าหนดความคิดรวบยอดให้นกั เรียน จงึ ไม่ช่วยฝึกทักษะในการคดิ
หาเหตุผลและแก้ปัญหาดว้ ยตวั นักเรียนเองได้มากเทา่ ทค่ี วร

18

15. วธิ ีสอนแบบอภปิ ราย (Discussion Method)
แนวคิด

เปน็ การสอนโดยท่นี ักเรียนแลกเปล่ยี นความคดิ เห็นซง่ึ กนั และกันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอย่างใดอย่าง
หนงึ่ การอภิปรายกระทาระหว่างครูกบั นักเรยี น หรือระหวา่ งนักเรียนดว้ ยกัน โดยมีครูเป็นผูป้ ระสานงาน
วิธกี ารสอนแบบอภิปรายจะช่วยส่งเสรมิ ใหน้ กั เรียนคิดเป็น พดู เป็น และสร้างความเป็นประชาธิปไตย
ความมุ่งหมายของวิธสี อนแบบอภปิ ราย
1. เพอื่ ส่งเสริมการทางานรว่ มกนั แบบประชาธิปไตย
2. เพ่ือฝกึ ทกั ษะในการแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ ซึง่ กันและกัน
3. เพ่อื ฝึกทักษะในการพูด และการแสดงความคดิ สร้างสรรค์
ขน้ั ตอนของวิธีสอนแบบอภิปราย
1. ขั้นนาเข้าสูห่ วั ข้อการอภิปรายเปน็ ข้ันการกระต้นุ หรอื เรา้ ความสนใจของนกั เรียนใหม้ คี วาม
สนใจรว่ มอภิปรายแสดงความคดิ เหน็
2. ขั้นอภปิ ราย ให้แบง่ นกั เรียนเปน็ 2 ฝา่ ย คอื ฝ่ายผู้อภิปรายซึง่ อยู่หน้าชนั้ เรียนกบั ฝ่ายผู้ฟัง
ฝา่ ยผู้อภิปรายประกอบดว้ ยประธาน 1 คนทาหนา้ ที่เป็นผู้ดาเนนิ การอภปิ รายเปน็ ผเู้ สนอปัญหา สรุป
ประเด็นสาคัญ และนาการอภปิ รายไม่ใหอ้ อกนอกทาง ตัดบทสมาชกิ ทถี่ กเถยี งกนั การนาเขา้ ส่หู ัวขอ้ การ
อภิปราย ประธานต้องแนะนาหัวข้อทจี่ ะอภปิ รายจากน้ันแนะนาสมาชิกผ้รู ว่ มอภปิ รายแตล่ ะคน
ขอ้ ดขี องวิธสี อนแบบอภปิ ราย
1. ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและรบั ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

19

2. พฒั นาสติปัญญาของนักเรียนด้านการคดิ หาเหตุผล
3. ส่งเสริมการคน้ คว้าหาความรขู้ องนักเรียนเพอ่ื นามาใชใ้ นการอภิปราย
4. ผู้เรยี นสามารถนาวิธีการอภิปรายไปใชไ้ ดใ้ นชวี ติ ประจาวัน
ข้อสังเกตของวิธสี อนแบบอภปิ ราย
1. หากผดู้ าเนนิ การอภิปรายไม่มีความสามารถในการอภิปราย จะทาให้การอภิปรายไม่
สมั ฤทธ์ผิ ล และสิ้นเปลืองเวลามาก
2. หากการต้ังหัวข้อไม่ดีจะทาใหไ้ มไ่ ด้ขอ้ สรปุ ของการอภปิ ราย
3. ครผู ูส้ อนต้องควบคุมให้การอภปิ รายดาเนินไปตามหลักการท่ีถกู ตอ้ ง เช่น ประธานต้องไม่
ใช้ความคดิ ของตนเองชี้นาจนผู้รว่ มอภิปรายไมใ่ ชค้ วามคดิ ของตนเอง
16. วิธสี อนแบบสืบสวนสอบสวน
ความมุ่งหมายของการสอบแบบสบื สวนสอบสวน
1. เพ่อื กระตุน้ ให้นกั เรียนสืบสวนสอบสวนความรหู้ รือขอ้ เท็จจรงิ ด้วยตนเอง
2. เพื่อฝึกใหน้ กั เรียนรู้จักคดิ หาเหตุผล
3. เพ่อื ฝึกใหน้ ักเรยี นรจู้ กั คดิ เปน็ ทาเป็น แก้ปญั หาได้ด้วยตนเอง
ขน้ั ตอนของวธิ ีการสอนแบบสืบสวนสอบสวน
ขั้นท่ี 1 การสงั เกต (Observation) หลงั จากกาหนดประเด็นปญั หา ให้นักเรียนสังเกตสภาพ
แวดล้อมท่ีก่อให้เกิดปัญหา พยายามนาความคดิ รวบยอดเดิมมาแกป้ ญั หาโดยคิดหาเหตผุ ล จัดลาดบั
ความคดิ ในรปู แบบต่างๆ ให้สอดคล้องสมั พันธก์ ับสภาพการณ์อนั เปน็ ปัญหานน้ั
ขน้ั ที่ 2 การอธิบาย (Explanation) นักเรยี นจัดระบบความคิด ต้งั สมมตุ ิฐานเพอื่ อธิบาย
ความคิดรปู แบบต่างๆ ในการแกป้ ญั หา ทบทวนความคิด และทาความเขา้ ใจปัญหานั้นๆให้ชัดเจน

20

ขนั้ ที่ 3 การทานาย (Prediction) เมอ่ื อธบิ ายความคิดรูปแบบตา่ งๆ ในการแก้ปัญหาแล้วให้นกั เรยี น
ทานายหรือพยากรณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นไดอ้ ีกวา่ เมือ่ เกดิ แล้วผลเปน็ อย่างไรและแก้ไขอย่างไร
ข้ันท่ี 4 การนาไปใชแ้ ละสร้างสรรค์ (Control and Creativity) นกั เรียนสามารถนาเหตผุ ลและความ
เขา้ ใจในการแกป้ ัญหาไปใช้ประโยชนใ์ ห้กวา้ งไกลในชวี ติ ประจาวันได้ รวมทงั้ มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์นาไปใช้
ในสภาพการณ์อ่ืนๆ
ขอ้ ดีของวธิ ีสอนแบบสืบสวนสอบสวน
1. นักเรียนสามารถใชค้ วามคิด สติปญั ญาและประสบการณเ์ ดิมของตนเองอย่างมีอสิ ระ
2. ชว่ ยสง่ เสริมใหน้ ักเรยี นเป็นคนชา่ งสงั เกต มเี หตุผลไม่เชอ่ื อะไรง่ายๆ โดยไม่ตรวจสอบ
3. นกั เรยี นเกดิ ความเช่อื มนั่ กลา้ แสดงความคดิ เห็น
ข้อสงั เกตของวิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน
1. ครมู บี ทบาทสาคัญในการสอนแบบสืบสวนสอบสวน เน่อื งจากครตู ้องปอ้ นคาถามใหก้ บั
นกั เรียนเพอ่ื นาไปสู่การคดิ คน้ คว้า
2. ครูตอ้ งใหโ้ อกาสนกั เรียนท้ังห้องในการอภิปราย วางแผน และกาหนดวิธกี ารแก้ปัญหาเอง
3. ปญั หาท่กี าหนดเพอ่ื สืบสวนสอบสวนไม่ควรยากเกินความสามารถของนักเรียน
17. วธิ สี อนแบบแบ่งกลมุ่ ทางาน (Committee Work Method)
วธิ ีสอนแบบแบ่งกลุม่ ทางานเปน็ วิธสี อนท่คี รมู อบหมายใหน้ กั เรยี นทางานรว่ มกนั เป็นกลมุ่ ร่วมมอื กนั ศึกษา
ค้นควา้ หาวธิ กี ารแก้ปญั หาหรอื ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด หรอื ความสนใจ เปน็ การฝึก
ใหน้ กั เรียนทางานรว่ มกนั ตามวิถีแห่งประชาธปิ ไตย
ความมุ่งหมายของวิธกี ารสอนแบบแบง่ กล่มุ ทางาน
1. เพื่อใหน้ กั เรียนมีความรับผดิ ชอบร่วมกนั ในการทางานนน่ั คือสง่ เสริมการทา งานเป็นทีม
2. เพอ่ื สร้างวฒั นธรรมในการทางานรว่ มกนั อย่างมีระบบและมรี ะเบียบวนิ ัย ร้จู กั ทาหน้าท่ี
3. เพ่อื ฝกึ ทักษะในการแกป้ ัญหา การศึกษาคน้ ควา้ และแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง โดย

21

ปฏบิ ัติงานท้ังเป็นรายบุคคลและเปน็ กลุ่ม และมีประสบการณต์ รงในการทางาน
4. เพอื่ ใหน้ กั เรยี นได้ทางานตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ
ขน้ั ตอนในการสอนแบบแบง่ กล่มุ ทางาน
1. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันกาหนดความมุ่งหมายของการทางานในแตล่ ะกลมุ่ ขั้นตอนน้เี ป็น
ข้นั ที่กาหนดความมุ่งหมายและวิธีการทางานอยา่ งละเอยี ด
2. ครูเสนอแนะแหลง่ วิทยาการท่จี ะใช้คน้ ควา้ หาความรู้ ไดแ้ ก่ บอกรายละเอียดของหนังสอื ท่ี
ใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้
3. นกั เรียนรว่ มกันวางแผนและปฏิบัติงานตามทีไ่ ด้รับมอบหมาย
4. ครูและนักเรยี นประเมินผลการทางาน ในกรณที ีเ่ ป็นครใู ห้สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียน
ในการปฏิบัติงาน ในกรณนี ักเรยี นรว่ มกันประเมินผลการปฏิบัตงิ านในกลมุ่ ตนเองโดยบอกข้ันตอนการ
ปฏิบตั ิงาน ผลท่ไี ด้รบั และการพัฒนางานในโอกาสต่อไป
ขอ้ ดีของวธิ กี ารสอนแบบแบ่งกลุม่ ทางาน
1. นักเรยี นได้แสดงความคิดเห็นของตนเองอยา่ งเต็มที่
2. นักเรียนไดท้ างานตามความถนัด ความสามารถ และความสนใจของตนเอง
ขอ้ สงั เกตของวธิ กี ารสอนแบบแบง่ กลุ่มทางาน
1. ถา้ ครูเพ่งิ เริม่ ใชว้ ธิ ีการสอนแบบแบ่งกลุ่มทางานเปน็ ครง้ั แรก ครคู วรดูแลนกั เรยี นใกล้ชดิ
เช่น ต้องดแู ลให้นกั เรยี นทกุ คนทาหนา้ ท่ีตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย นักเรยี นผู้ท่เี ปน็ หัวหน้ากลุ่มต้องทาหน้าท่ี
ประสานงานระหว่างสมาชกิ ในกลมุ่ และนอกกลุม่ รวมท้ังประสานงานกบั ครู
2. หน้าทก่ี ารเปน็ หัวหน้ากลุ่ม ควรหมนุ เวียนสับเปลย่ี นกัน เพือ่ ฝกึ การเปน็ ผู้นาและผู้ตามที่ดี
3. การปฏิบัติกจิ กรรมในกลุ่มควรปฏบิ ตั ิตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครดั
18. วิธีสอนแบบหน่วย (Unit Teaching Method)

22

วิธสี อนแบบหน่วยเปน็ วธิ กี ารสอนที่นาเนื้อหาวชิ าหลายวิชามาสมั พนั ธ์กัน โดยไม่กาหนดขอบเขตของวชิ า
แต่ยดึ ความมุ่งหมายของบทเรียนท่ีเรียกว่า “หนว่ ย” นักเรยี นอาจเรียนหลายๆวิชาพร้อมๆกันไปตามความ
ตอ้ งการและความสามารถของนักเรยี น

ความมุ่งหมายของวิธีสอนแบบหน่วย

1. เพอ่ื ใหน้ ักเรียนเรยี นรูด้ ้วยการปฏิบัติการศกึ ษาคน้ ควา้ หาความรแู้ ละแก้ปญั หาด้วยตนเอง

2. เพอื่ ส่งเสริมการทางานทีเ่ ป็นประชาธปิ ไตย ไดแ้ ก่ นกั เรยี นรว่ มกนั ปรกึ ษาหารอื

แลกเปล่ียนความคดิ เห็นในการปฏิบตั งิ านและแก้ปัญหาร่วมกัน

ขั้นตอนของวธิ ีการสอนแบบหน่วย

1.ข้ันนาเขา้ สู่หน่วย ข้นั ตอนนีค้ รเู ป็นผ้เู ร้าความสนใจของนกั เรียนด้วยการนาหนังสือทนี่ า่ สนใจ

หรือสนทนาพดู คุยหรือเลา่ เรอ่ื งหรืออภิปรายหรือพาไปทัศนศกึ ษา หรือชมนิทรรศการ หรือชมภาพยนตร์
หรือชมวีดีทศั น์ ฯลฯ

2.ขน้ั นักเรียนและครูวางแผนร่วมกนั ในการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม เริ่มดว้ ยการกาหนดความมุ่งหมายทั่วไป ความ
มุ่งหมายเฉพาะ ช่วยกนั ตง้ั ปัญหาและแบง่ หวั ข้อปัญหา กาหนดกจิ กรรมของแต่ละปัญหากาหนดสอื่ การ
สอนที่จะนาไปใชแ้ ก้ปัญหา แล้วจัดแบง่ นักเรียนเป็นกลมุ่ ยอ่ ยเพื่อทากิจกรรม และรายงานผลการ
ปฏบิ ตั งิ าน

3.ขนั้ ลงมือทางาน เรม่ิ ต้นด้วยการสารวจและรวบรวมความรู้ต่างๆจากห้องสมดุ พิพิธภัณฑ์

ไดแ้ ก่ หนังสอื พิมพร์ ายวัน นิตยสาร เอกสาร แบบเรยี น ตารา รา้ นค้า ภาพยนตร์ ความสมั พนั ธก์ ับวชิ า
ตา่ งๆ เช่น ประวตั ิศาสตร์ ภูมศิ าสตร์ ศิลปะ ฯลฯ

1. ขนั้ เสนอกิจกรรม ไดแ้ ก่ การเสนอกจิ กรรมดว้ ยการรายงานผลการปฏบิ ตั งิ านโดยวาจาหรอื

รายงานผลเปน็ ขอ้ เขียน การอภิปราย การแสดงละคร การจดั นทิ รรศการ การใชเ้ ทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
และการเสนอกจิ กรรมเชิงสร้างสรรคแ์ บบอื่นๆ

2. ข้นั ประเมินผล เป็นการประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ านตามข้ันตอน และจุดประสงค์ของหน่วย

23

โดยพิจารณาความรู้เชิงวิชาการ เจตคติ และความสนใจต่างๆ รวมทั้งคณุ สมบัตสิ ่วนตัว เช่น คุณสมบัติ
ด้านการเป็นผนู้ า ความรับผดิ ชอบ ความมรี ะเบยี บวนิ ัย การแสดงความคดิ เหน็ ต่อกลุ่ม และยอมรับฟัง
ความคดิ เห็นของกลุ่ม
ข้อดีของวิธีสอนแบบหนว่ ย
1. เปน็ วิธกี ารสอนท่ีส่งเสรมิ ความถนัดตามธรรมชาติของนกั เรียน เพราะการสอนแบบนีม้ ี
กจิ กรรมหลายประเภทใหน้ ักเรยี นได้เลือกปฏบิ ัตทิ าตามท่ีถนดั และสนใจ
2. นักเรียนไดม้ สี ว่ นรว่ มในการวางแผนการเรยี นร่วมกบั ครู
3. นกั เรียนไดร้ บั การสง่ เสริมความเปน็ ประชาธิปไตย และได้ฝกึ ทักษะการทางานเป็นกลมุ่
4. เปน็ การสอนท่ีสร้างเสริมความสมั พนั ธ์ระหวา่ งวิชาตา่ งๆในหลักสูตร
ขอ้ สงั เกตของวิธสี อนแบบหนว่ ย
1. วธิ ีสอนแบบน้ตี อ้ งใชเ้ วลามาก
2. ครูผู้สอน ต้องมแี หล่งความรใู้ ห้นักเรยี นไดศ้ ึกษาค้นควา้ อย่างเพยี งพอ และหลากหลาย

19. วิธีสอนแบบแสดงบทบาท (Role Playing Method)
วิธสี อนแบบแสดงบทบาทเป็นวธิ ีสอนทีใ่ ชก้ ารแสดงบทบาทสมมุติ หรือการเทยี บเคียง

24

สถานการณท์ ี่เปน็ จรงิ มาเป็นเครอ่ื งมือในการสอน โดยทคี่ รสู ร้างสถานการณ์สมมตุ แิ ละบทบาทข้นึ มาให้
นกั เรยี นได้แสดงออกตามท่ตี นคิดว่าควรจะเปน็ การแสดงบทบาทอาจกระทาได้ทงั้ ทางด้านความรคู้ วามคิด
และพฤตกิ รรมของผู้แสดง วิธีการนีจ้ ะสร้างความเขา้ ใจและความรู้สึกให้เกดิ กบั นกั เรียนไดด้ ี
ความมุ่งหมายของวิธีสอนแบบแสดงบทบาท
1. เพือ่ ฝกึ ให้นักเรียนทางานร่วมกันเป็นทีม
2. เพอื่ ใหน้ ักเรียนกลา้ แสดงออกซง่ึ ความรู้สึก ความคดิ และพฤตกิ รรม
3. เพ่ือฝกึ ทกั ษะการแกป้ ญั หา
ขั้นตอนของวิธสี อนแบบแสดงบทบาท
1. เลอื กปัญหาที่นักเรยี นทาความเขา้ ใจยาก จายากสับสน หรอื กลา่ วตามสภาพจรงิ ไม่ไดม้ า
เปน็ เร่ืองท่จี ะแสดงบทบาท
2. ให้นกั เรยี นรว่ มกันกาหนดตัวบุคคลให้เหมาะสมกบั บทบาทนั้นๆ เท่าทลี่ กั ษณะของบุคคล
จะเออ้ื อานวยใหก้ ับสภาพความเป็นจริง
ขอ้ ดีของวิธีสอนแบบแสดงบทบาท
1. นกั เรยี นไดเ้ รยี นพร้อมกับความสนกุ สนานเพลดิ เพลิน
2. สามารถเขา้ ใจเรื่องราวได้ง่าย และจดจาได้ดี
3. ชว่ ยพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม
4. สง่ เสรมิ การสร้างความร่วมมือร่วมใจกนั ในการทางาน
ขอ้ สังเกตของวิธสี อนแบบบทบาท
1. ครผู ้สู อนต้องมีภาระในการเตรยี มสอนมากขน้ึ และการแสดงบทบาทบางครั้งใชเ้ วลามาก
ท้ังในการแสดงจริงและการฝึกซอ้ ม
2. การแสดงบทบาทบางคร้ังต้องส้นิ เปลืองคา่ ใช้จา่ ย

25

3. การกาหนดเรื่องท่นี ามาแสดงบทบาทตอ้ งมีสาระสอดคล้องกบั จดุ ประสงคท์ ี่กาหนดไว้
20. วิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)

วิธีสอนแบบวทิ ยาศาสตร์ เปน็ วิธีสอนทีเ่ ปดิ โอกาสให้นักเรียนพบปญั หา และคดิ หาวธิ แี ก้ปญั หา
โดยขัน้ ทงั้ 5 ของวิทยาศาสตร์
ขน้ั ตอนของวิธสี อนแบบวิทยาศาสตร์
1. ขนั้ กาหนดปัญหา และทาความเข้าใจถึงปัญหา
เป็นขนั้ ในการกระตุน้ หรอื เร้าความสนใจให้นักเรียนเกดิ ปัญหา อยากรอู้ ยากเห็นและอยากทากิจกรรมใน
สง่ิ ทีเ่ รยี น หน้าท่ีของครูคือการแนะแนนาใหน้ ักเรียนเหน็ ปัญหา จดั สิ่งแวดล้อมในการแก้ปัญหาโดยมี
นวตั กรรมตา่ งๆ เป็นเครอื่ งช่วย
2. ขนั้ แยกปญั หา และวางแผนแก้ปญั หา
ข้ันนคี้ รแู ละนกั เรยี นช่วยกนั แยกแยะปัญหา กาหนดขอบข่ายการแก้ปญั หาและจัดลาดบั ข้ันตอนก่อนหลงั
ในการแกป้ ัญหา ดงั นี้
2.1 ครูและนักเรียนรว่ มกนั วางแผนและกาหนดวธิ ีการแก้ปัญหา
2.2 แบ่งนกั เรียนเปน็ กล่มุ รบั ผิดชอบและทางานตามความสามารถและความสนใจ
2.3 แนะนาใหน้ ักเรยี นในแตล่ ะกลมุ่ รจู้ ักแหล่งความร้เู พอ่ื ศกึ ษาคน้ คว้าและนาไปใช้ประโยชนใ์ นการ
แกป้ ญั หา
3. ขน้ั ลงมือแก้ปัญหาและเก็บข้อมลู
เปน็ ข้นั การเรียนรขู้ องนักเรียนเองโดยการกระทาจรงิ ๆ โดยส่งเสริมให้นกั เรียนไดม้ ีความรู้
ความสามารถท่ีจะนามาใชใ้ นชวี ิตประจาวันได้ ในขนั้ นค้ี รูมหี นา้ ที่ ดงั นี้
3.1 แนะนาใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มเขา้ ใจปัญหา รูจ้ ักวิธีแก้ปญั หา และรู้จักแหลง่ ความร้สู าหรบั แกป้ ญั หา
3.2 แนะนาให้นกั เรยี นทางานอย่างมีหลกั การ
4. ขัน้ วเิ คราะห์ข้อมูลหรือรวบรวมความรูเ้ ข้าด้วยกันและแสดงผล

26

เป็นข้นั การรวบรวมความรตู้ ่างๆ จากปญั หาทแ่ี ก้ไขแลว้ นักเรยี นแต่ละกล่มุ จะต้องแสดง ผลงานของตน
5. ขน้ั สรปุ และประเมนิ ผลหรือข้ันสรุปและการนาไปใช้ ครูและนกั เรยี นชว่ ยกนั สรปุ และประเมนิ ผลการ
ปฏบิ ัตกิ ารแกป้ ัญหาดงั กลา่ วว่ามีผลดีผล เสยี อยา่ งไร แลว้ บนั ทึกเรียบเรยี งไว้เป็นหลักฐาน
ขอ้ ดีของวิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์
1. นกั เรยี นไดศ้ ึกษาค้นคว้าหาความรดู้ ้วยตนเองและได้รว่ มปฏิบัติงานเปน็ ทีม
2. สง่ เสรมิ ความเป็นประชาธิปไตย
3. ส่งเสรมิ ใหม้ คี วามรบั ผิดชอบ
4. สง่ เสริมใหน้ กั เรยี นไดใ้ ชค้ วามคดิ หาเหตผุ ลและมีการคิดอย่างเป็นระบบ
ขอ้ สังเกตของวิธสี อนแบบวิทยาศาสตร์
1. ปญั หาท่ีนามาใชต้ ้องเปน็ ปญั หาท่เี กดิ จากนกั เรียน ไม่ใช่เปน็ ปญั หาท่ีครูกาหนด
2. ครูต้องยึดมนั่ ในบทบาทของตนในการทาหน้าท่ีใหแ้ นวทางในการคดิ แก้ปญั หา ไม่ใชเ่ ปน็ ผู้ชน้ี าความคดิ
ของนักเรยี น
21. วิธสี อนแบบบรรยาย (Lecture Method)

เป็นวธิ สี อนที่ผู้สอนให้ความรู้ตามเนือ้ หาสาระด้วยการเลา่ อธิบายแสดงสาธิตโดยทผี่ ู้เรียนเปน็ ผู้ฟัง
เพียงอยา่ งเดยี ว อาจเปดิ โอกาสใหซ้ ักถามปญั หาได้บา้ งในตอนทา้ ยของการบรรยาย
ความมุ่งหมายของวธิ ีสอนแบบบรรยาย
1. เปน็ การสอนทีเ่ นน้ เนอ้ื หาสาระทน่ี าเสนอโดยครูผู้สอน ผู้บรรยายจะเสนอปญั หาวธิ ีการ
ต่างๆในการแก้ปญั หา และสรุปดว้ ยว่าวธิ ีการใดเป็นวิธกี ารแกป้ ญั หาที่ดที ส่ี ดุ ตามหลักการ
2. เพอื่ ใหผ้ เู้ รียนไดร้ ับความรู้หลายๆแนวคดิ ก่อนที่จะสรุปเป็นขอ้ คดิ หรอื ทางเลือกท่ีเหมาะสม
ข้อดขี องวธิ ีสอนแบบบรรยาย
1. ดาเนนิ การสอนไดร้ วดเรว็

27

2. งา่ ยต่อการสอนเพราะไม่ต้องเตรยี มสือ่ การสอน เพยี งแตค่ รูเตรยี มเน้อื หาสาระท่จี ะสอน
ลว่ งหนา้ กเ็ พียงพอ
3. สามารถใชส้ อนได้ในเวลาอันจากัด ส่งเสรมิ ทักษะในการย่อและเขยี นสรุป
ข้อสังเกตของวิธสี อนแบบบรรยาย
1. หากผเู้ รียนมีความต้ังใจฟังการบรรยาย จะช่วยเสริมทักษะในการสรุปความ
2. ผู้สอนต้องรู้จกั การสรา้ งบรรยากาศดว้ ยวาทศิลป์ เพอ่ื มใิ หผ้ ฟู้ ังสูญเสียความสนใจ
3. สาระทไ่ี ด้จากการบรรยายมิได้เกดิ จากการเรยี นรทู้ เ่ี กิดกับผูเ้ รียนโดยตรง แตเ่ ปน็ สาระ
ความร้ทู ี่ได้จากการบอกเลา่ จากครผู ูส้ อน
4. ความร้ทู ่ไี ดร้ บั จากการฟังเพียงอย่างเดยี วอาจลืมง่าย เปน็ ความทรงจาท่ีไมถ่ าวร
22. วิธีสอนแบบปฏิบตั ิการหรอื การทดลอง (Laboratory Method)

วธิ ีสอนแบบปฏบิ ตั ิการหรือการทดลอง เป็นวิธีสอนท่ีครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นลงมอื ปฏบิ ตั ิหรือทา
การทดลองค้นหาความร้ดู ว้ ยตนเอง ทาให้เกิดประสบการณต์ รง วิธีสอนแบบปฏบิ ัตหิ รือการทดลอง
แตกตา่ งจากวธิ ีสอนแบบสาธิต คือ วธิ สี อนแบบปฏบิ ัตกิ ารหรอื การทดลองผ้เู รยี นเป็นผกู้ ระทาเพอ่ื พิสจู น์
หรือคน้ หาความรู้ด้วยตนเอง ส่วนวธิ ีสอนแบบสาธิตน้ันครูหรือนักเรียนเปน็ ผู้สาธติ กระบวนการและผลที่
ไดร้ บั จากการสาธติ เมื่อจบการสาธิตแลว้ ผู้เรยี นตอ้ งทาตามกระบวนการและวิธกี ารสาธิตนัน้
ความมุ่งหมายของวิธีสอนแบบปฏิบตั กิ ารหรือการทดลอง
1. เพื่อให้นกั เรยี นไดล้ งมอื ปฏิบตั หิ รือทดลองค้นหาความรู้ดว้ ยตนเอง
2. เพื่อส่งเสรมิ การใช้ประสบการณ์ตรงในการแก้ปญั หา
3. เพอ่ื ส่งเสริมการศกึ ษาค้นคว้าแทนการจดจาจากตารา
ขั้นตอนของวธิ ีสอนแบบปฏิบัตกิ ารหรอื การทดลอง
1. ข้นั กล่าวนา
2. ขน้ั เตรียมดาเนินการ

28

3. ข้ันดาเนินการทดลอง
4. ข้ันเสนอผลการทดลอง
5. ขนั้ อภิปรายและสรปุ ผล
ข้อดีของวิธสี อนแบบปฏิบตั ิการหรือทดลอง
1. ผู้เรียนได้เรียนร้จู ากประสบการณ์ตรงของการปฏบิ ตั ิการหรอื ทดลอง
2. เปน็ การเรียนรู้จากการกระทา หรอื เปน็ การเรียนรูจ้ ากสภาพจริง
3. เสริมสรา้ งความคิดในการหาเหตผุ ล
4. เป็นการเรยี นร้เู พอ่ื นาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้
5. เป็นการเรยี นร้โู ดยผ่านประสาทสัมผัสหลายด้าน
6. การปฏิบตั กิ ารหรือทดลอง นอกจากช่วยเพ่ิมความเข้าใจในการเรียนรู้แลว้ ยังทาให้
นักเรียนมีความสนใจและตัง้ ใจเรียนเพราะได้ปฏิบตั ิจริงดว้ ยตนเอง
ขอ้ สงั เกตของวธิ สี อนแบบปฏบิ ตั กิ ารหรอื ทดลอง
1. ผู้เรียนทกุ คนตอ้ งมีโอกาสใช้เคร่อื งมือและ อปุ กรณเ์ ทา่ ๆ กันจึงจะได้ผลดี
2. ต้องมกี ารควบคุมความปลอดภัยในการใช้อปุ กรณ์และห้องปฏบิ ตั ิการ
3. ตอ้ งมเี วลาในการเตรียมจัดตัง้ เครื่องมือหรืออุปกรณก์ ารทดลองอย่างเพยี งพอ
4. ตอ้ งใช้งบประมาณมาก เน่อื งจากเครือ่ งมอื เครอ่ื งใชใ้ นการทดลองมีราคาแพง หากไม่
เตรียมการสอนทด่ี ีพอ ผลทีไ่ ดจ้ ะไม่คุ้มค่า
4. ตอ้ งกาหนดสดั ส่วนจานวนนักเรยี นตอ่ พ้ืนท่ีที่ปฏบิ ตั กิ ารหรือทดลองใหเ้ หมาะสม โดยปกติ
แล้ววธิ ีสอนแบบปฏบิ ัติการหรือการทดลองทาได้กบั นกั เรียนจานวนนอ้ ย
23. วธิ ีสอนแบบศกึ ษาด้วยตนเอง (Self Study Method)

29

วธิ ีสอนแบบศกึ ษาด้วยตนเอง เปน็ วิธีสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรยี นศกึ ษาหาความรู้จากแหลง่ วชิ า
ดว้ ยตนเอง ไดแ้ ก่ การศึกษาจากหนังสอื และการศกึ ษานอกสถานที่ การสอนวิธนี บี้ างครงั้ เรยี กวา่ วธิ ี
Problem Solving หรอื Discovery Method
ความมุ่งหมายของวธิ สี อนแบบศกึ ษาดว้ ยตนเอง
1. เพอื่ ให้นกั เรยี นเกดิ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง ภายใตก้ ารดแู ลและการแนะนาของครู เพอ่ื ให้
นกั เรียนได้มีโอกาสแกป้ ญั หาด้วยการแสดงความคดิ เห็นในกล่มุ ย่อย และหาข้อสรุป
ขัน้ ตอนของวิธสี อนแบบศึกษาดว้ ยตนเอง
1. จัดกลุ่มนกั เรียนเปน็ กลุ่มเลก็ ๆ หรืออาจเป็นผเู้ รยี นคนเดยี วศกึ ษาค้นควา้ ตามลาพัง
2. ครูกระต้นุ ใหน้ ักเรยี นแสดงความคดิ เห็นหรืออภปิ รายและใหค้ าแนะนาให้มีการรว่ มมอื กนั
ในการวางแผนทจ่ี ะศึกษาคน้ ควา้ ในเร่ืองต่างๆ ดแู ลและให้ความช่วยเหลอื ในการศกึ ษาของนักเรยี นแตล่ ะ
คน จัดหาและเสนอแนะแหล่งความรู้ ได้แก่ วสั ดุ หนังสือและสิง่ พิมพ์อนื่ ๆ ทีน่ ักเรยี นตอ้ งใช้ รวมทงั้ อาจ
แนะนาให้หาความรไู้ ด้จากการสมั ภาษณ์บุคคลภายนอกโรงเรยี น
3. หลังการแสดงความคิดเห็นและปฏิบตั ิกิจกรรมท่ีเน้นการเรยี นรดู้ ้วยตนเองแลว้ นักเรียน
เขียนรายงานผลการวินิจฉยั ปัญหา
ข้อดขี องวธิ สี อนแบบศึกษาด้วยตนเอง
1. เปน็ การสอนท่พี ัฒนาความงอกงามทางดา้ นสติปัญญา สง่ เสริมนสิ ัยในการวิเคราะห์
ขอ้ มูลและการตดั สินใจ การเลือกวิธแี กป้ ัญหา
2. สง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นร้จู กั ทจี่ ะควบคุมการทางานของตนเองได้
3. เสริมสรา้ งนิสัยรกั การศึกษาค้นคว้า และความรับผิดชอบตนเอง
4. เป็นวธิ ที ่ีม่งุ เนน้ ที่ผลการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มใิ ชเ่ รียนรู้จากการสอนของครู
ข้อสงั เกตของวธิ สี อนแบบศึกษาดว้ ยตนเอง
1. วธิ ีนอ้ี าจจะไม่ไดผ้ ล ถา้ ผเู้ รียนขาดความรับผดิ ชอบและไม่ตง้ั ใจจริง

30

2. การเรยี นรู้ท่เี กิดกบั นกั เรียนอาจใชเ้ วลาไม่เทา่ กนั จึงยากแกก่ ารประเมนิ ผล

24. วิธสี อนตามคาดหวงั (Expectation Method)
วิธสี อนตามความคาดหวงั ของนกั เรยี นเปน็ วธิ ีสอนที่ครจู ดั กิจกรรมการเรยี นการสอนตามความ

คาดหวงั ของนกั เรยี น นักเรียนไดเ้ กิดการเรยี นรูด้ ว้ ยตวั เองตามส่ือ/ประสบการณ์ทีค่ รูจดั ให้
ความมุ่งหมายของวิธีการสอนตามความคาดหวัง
1. เพื่อใหน้ กั เรียนไดเ้ รียนรู้ตามความคาดหวังและความสนใจ
2. เพ่ือให้นักเรยี นปฏบิ ัติกจิ กรรมรว่ มกับกลุ่มเพ่ือนที่มีความคาดหวังในสิ่งเดียวกัน
3. เพือ่ ตอบสนองความต้องการและความถนัดของนกั เรยี น
4. เพอ่ื เสรมิ สร้างการเรียนรูค้ วามแตกต่างระหว่างบคุ คล
ขัน้ ตอนของวธิ สี อนตามความคาดหวงั
1. ครูทราบถงึ จดุ ประสงค์การเรยี นรพู้ ร้อมท้ังกาหนดเน้อื หาสาระทจ่ี ะให้การเรียนรู้
1. ครูแจกกระดาษใหน้ ักเรยี นเขียนความคาดหวังทีจ่ ะได้รบั จากการเรยี นร้ตู ามจุดประสงค
และเนอ้ื หาสาระที่กาหนดให้
3. ครจู าแนกความคาดหวงั ของนักเรียนเป็นกลุ่มตามความคาดหวังท่ีตรงกัน
2. เปรยี บเทียบความคาดหวังของแตล่ ะกลุ่มกับจดุ ประสงคท์ ่ีกาหนดไวต้ ามแผนการเรยี นรู้
เพอ่ื ดูว่าจดุ ประสงคท์ นี่ กั เรียนคาดหวังกับจดุ ประสงค์ที่กาหนดในแผนการเรยี นรคู้ รบถ้วนตรงกนั หรือไม่
หากไม่ครบตามจุดประสงค์ในแผนการเรยี นรู้ครตู อ้ งเพ่มิ ความคาดหวังของครูที่ต้องการใหน้ ักเรยี นเกิดการ
เรียนรลู้ งไปด้วย
5. ครจู ดั ส่อื หรือวตั กรรมการเรียนการสอนจาแนกตามความคาดหวังของนักเรียน และความคาดหวงั ของ
ครู

31

6. ให้นักเรียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรมกลมุ่ ตามสอื่ หรอื วตั กรรมท่ีครูจัดเตรียมใหเ้ พ่อื ตอบสนองความคาดหวังของ
ตนเองและสมาชิกในกลุม่
7. ครแู สดงความคาดหวงั ของตนและแสดงให้นักเรยี นไดร้ ับทราบ
8. ให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มสรุปว่าการเรียนร้ไู ดร้ บั ตามความคาดหวงั หรือไม่
9. ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มรายงานผลการศึกษาคน้ ควา้ หรือเรียนรูต้ ามความคาดหวังของตนเองและความ
คาดหวงั ของกล่มุ
ขอ้ ดขี องวิธสี อนตามความคาดหวงั
1. นักเรียนได้เรียนรใู้ นสง่ิ ทตี่ ้องการรู้
2. ชว่ ยเสรมิ สร้างทักษะในการคิดและคาดหวัง
3. นกั เรียนมคี วามสนใจและต้ังใจจริงเพราะไดเ้ รยี นตามความคาดหวังของตน
ข้อสังเกตของวธิ ีการสอนตามความคาดหวงั
1. ครตู อ้ งเตรียมส่อื หรือวตั กรรมที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความคาดหวงั ของนักเรียน
2. ควรเปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนทุกคนรว่ มกิจกรรม ครูจึงต้องเตรยี มส่ือให้พอกบั จานวนนกั เรียน
2. หลังจากที่นกั เรียนได้รายงานผลงานท่ไี ดจ้ ากการเรียนรตู้ อบสนองความคาดหวังแล้ว
ครูแล้วนกั เรียนตอ้ งช่วยกันสรุปเน้อื หาตามจุดประสงค์การเรยี นรอู้ กี ครั้ง เพื่อเป็นการประสานความรคู้ วาม
เข้าใจในองค์รวมหรือความคิดรวบยอด โดยรวมความคาดหวังของนกั เรยี นทุกกลุ่ม และความคาดหวงั
ของครูเขา้ ด้วยกัน

25. วธิ ีสอนแบบโซเครติส (Socretis Method)
เปน็ วิธสี อนของนกั ปราชญช์ าวกรีก ช่ือโซเครติส วธิ ีสอนแบบนี้ใชก้ ารตั้งคาถามใหน้ ักเรียนคดิ หา

คาตอบหรือตอบปัญหาด้วยตนเอง โดยครจู ะกระตนุ้ ให้นักเรยี นนกึ ถงึ เร่ืองต่างๆ ทีเ่ คยเรยี นแลว้ คาถาม
ของครูจะเป็นแนวทางใหน้ กั เรียนคิดค้นหาความรู้ นักเรียนจะเรียนด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหา

32

คาตอบท่ีถกู ต้อง และเปน็ การเสริมสร้างสติปญั ญาใหท้ กุ คนรู้จกั แสดงความคิดเห็น อภปิ รายแล้วสรปุ ความ
คดิ เห็นลงในแนวเดียวกัน วิธสี อนแบบนีเ้ หมาะสาหรบั นักเรยี นท่ีชอบใชค้ วามคดิ คน้ ควา้ หาความรู้ในสงิ่
ตา่ งๆ

26. วธิ ีสอนแบบประสาทสัมผสั ( Method of Sense Realism)

เป็นวิธสี อนทีใ่ ห้นักเรียนเกดิ การเรียนรูผ้ ่านประสาทสัมผสั John Amos Comenius ใหค้ วามเหน็
เกย่ี วกับวธิ กี ารสอนแบบนี้ว่า การสอนทกุ อย่างต้องใช้ประสาทสัมผสั เป็นส่ือ และการใชป้ ระสาทสัมผสั
หลายๆ ทาง จะทาใหน้ ักเรยี นเกดิ ความจาและเขา้ ใจ เช่น การใช้รปู ภาพซ่ึงจะทาให้นักเรียนเกิดความ
เขา้ ใจมากขึน้

27. วธิ ีสอนดว้ ยส่งิ ของหรือวัตถุ

เป็นแนวคดิ ของ Johann Heinrich Pestalozasi ซึ่งได้กลา่ วว่าการสอนจากของจริงไปสูก่ ฎเกณฑ์
จะช่วยใหน้ ักเรียนเกิดการเรยี นร้ไู ดร้ วดเรว็ และถาวร กจิ กรรมของนกั เรยี นเป็นสงิ่ สาคัญของการเรยี น ถา้
นกั เรียนปฏบิ ัติกิจกรรมจะเกิดความประทบั ใจและจดจา นอกจากนก้ี ารสอนวธิ ีนีห้ ากครูใชส้ ิ่งของหรือวัตถุ
ทีใ่ ชใ้ นชีวติ ประจาวันของนกั เรยี นจะกอ่ ใหเ้ กดิ การเรียนรทู้ ี่สามารถนาไปใชแ้ ก่ตัวเองได้ดยี งิ่ ข้ึน

28. วธิ สี อนแบบแฮรบ์ าร์ต (Herbart Method)

วิธสี อนแบบแฮร์บารต์ เปน็ ไปตามแนวคดิ ของแฮร์บารต์ ที่วา่ การทีน่ กั เรียนจะเรยี นรสู้ ่ิงไดน้ันนกั เรียน
จะตอ้ งสนใจเป็นเบ้ืองแรก ครผู ู้สอนจาเปน็ ตอ้ งเร้าความสนใจของนักเรยี นก่อนเขา้ สู่ขนั้ ของการสอน
เพ่อื ให้เกดิ เรยี นรู้

ความมุ่งหมายของวธิ ีการสอนแบบแฮร์บารต์

1. เพอ่ื ใหน้ กั เรียนเกดิ การเรียนร้จู ากการสนใจ

2. เพ่ือฝกึ ในการสร้างความสมั พนั ธ์ระหว่างความรู้เก่าและความร้ใู หม่ทไี่ ด้รับ

3.เพือ่ ส่งเสริมให้นกั เรยี นสามารถจดั ลาดบั ความรู้จากงา่ ยไปหายากปละจากความจรงิ ท่ัวไปไปสู่หลกั เกณฑ์
หรือข้อสรปุ

ข้นั ตอนของการวิธสี อนแบบแฮร์บาร์ต

33

1. ขน้ั เตรียม เปน็ ขัน้ ตอนของการเรา้ ใหน้ ักเรยี นเกดิ ความสนใจทจ่ี ะเรียนรใู้ นส่งิ ใหม่ ครจู ะต้องทบทวน
ความรู้เดิมของนกั เรียนให้ประสานกบั ความรู้ใหม่
2. ข้ันสอน เปน็ ขัน้ ตอนท่คี รดู าเนินการสอนเพื่อใหน้ กั เรียนไดร้ บั ความรู้ตามบทเรียน
3. ข้ันสมั พนั ธ์หรอื ขั้นทบทวนและเปรียบเทยี บ เป็นขั้นตอนต่อจากการสอนของครูเมอ่ื ครู
สอนจบบทเรยี นแลว้ ครูตอ้ งทบทวนความรูท้ นี่ กั เรยี นเรยี นไปแลว้ และนาความรใู้ หม่ไปสมั พันธก์ ับความรู้
เดิมดว้ ยการวเิ คราะหแ์ ละเปรยี บเทียบความแตกตา่ งและคลา้ ยคลึงกนั ระหว่างความรู้เดมิ กับความรใู้ หม่
4. ขนั้ ตั้งกฎหรือข้อสรุป เป็นข้นั ท่นี กั เรยี นเข้าใจบทเรยี นกว้างขน้ึ ครูและนักเรยี นจะต้องช่วยกนั รวบรวม
ความรจู้ ากขน้ั ตอนท่ี 1-4 ตามลาดับจากง่ายไปหายากอย่างเปน็ ระบบ และจดบนั ทกึ ไว้
5.ขน้ั การนาไปใช้ เป็นขนั้ ตอนท่ีนกั เรยี นนาเอาความรู้ความเข้าใจทีไ่ ด้เรยี นมาแล้วไปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน
หรอื ใช้ในสถานการณ์อนื่
ข้อดขี องวธิ สี อนแฮร์บารต์
1.นักเรยี นไดเ้ รียนรู้จากความสนใจ
2.การเรียนร้ดู าเนนิ ไปจากงา่ ยไปหายากตามลาดับ
3.การสร้างกฎเกณฑ์หรือขอ้ สรุปกระทาโดยนกั เรียนและครู
ข้อสังเกตของวธิ สี อนแบบแฮร์บาร์ต
1.ในขัน้ ของการสัมพนั ธห์ รือทบทวนและเปรยี บเทยี บ ครูต้องให้โอกาสนกั เรยี นในการวเิ คราะห์
เปรยี บเทียบความแตกต่างและคลา้ ยคลึงกันระหวา่ งความรู้เดมิ กับความรใู้ หม่ดว้ ยตนเองมใิ ชเ่ กิดจากการ
แนะนาของครู
2.ครคู วรเนน้ ย้าให้นักเรียนจดบนั ทกึ ความรตู้ ามลาดบั ขน้ั ตอนจากงา่ ยไปหายาก
29. วิธีสอนแบบกจิ กรรม (Self-Activity Method)

เปน็ วิธีทค่ี รูสอนเน้นวสั ดุรปู ลกั ษณ์ต่างๆ ไดแ้ ก่ รปู ทรงกลม ทรงกระบอก และลกู บาศก์ มาให้

34

นกั เรียนเล่นโดยอสิ ระ ครคู วรใชโ้ อกาสในการสอนแบบน้ีปลูกฝงั ค่านยิ มท่ดี ีในสงั คมและเสริมสร้าง
พฒั นาการทางอารมณ์

29. วธิ ีสอนแบบแก้ปญั หา (Problem-Solving Method)
เป็นการสอนทีเ่ น้นข้ันตอนในการแก้ปญั หาตามหลกั การของ John Dewey มีข้ันตอน ดังน้ี
1.ขั้นต้งั ปัญหา
2.ขั้นสมมุติฐานและว่างแผนในการแก้ปญั หา
3.ขนั้ ทดลองและเก็บของมูล
4.ขน้ั วิเคราะหข์ ้อมลู
5.ขัน้ สรุปผล

30. กระบวนการแกป้ ญั หาตามหลกั อรยิ สัจ 4 โดยสาโรช บวั ศรี
เป็นผู้รเิ รม่ิ จุดประกายความคดิ ในการนาหลักพุทธศาสนามาประยุกตใช้กับการจดั การเรียนการ

สอน ซึ่งกระบวนการแกป้ ัญหาตามหลกั อรยิ สัจ 4 เปน็ รูปแบบกระบวนการจดั การเรียนรู้ ทป่ี ระยกุ ต์
หลกั ธรรมอริยสจั 4 ประการ คอื ทกุ ข์ สมุทยั นิโรธ และมรรค โดยใช้ควบคกู่ บั แนวทางปฏิบตั ิทเ่ี รียกกว่า
"กจิ ในอรยิ สัจ 4" ประกอบด้วย ปริญญา (การกาหนดรู)้ ปหานะ (การละ) สจั ฉกิ ิริยา (การทาให้แจง้ ) และ
ภาวนา (การเจริญหรอื การลงมือปฏบิ ัต)ิ โดยประกอบด้วยกระบวนการแก้ปัญหา 4 ข้ัน ดงั น้ี
1. ข้นั กาหนดปัญหา (ขนั้ ทุกข์) คอื การให้ผู้เรียนระบุปัญหาทต่ี ้องการแกไ้ ข
2. ขนั้ ตั้งสมมติฐาน (ขน้ั สมุทยั ) คือ การให้ผู้เรียนวเิ คราะหห์ าสาเหตุของปญั หา และตัง้ สมมติฐาน
3. ขัน้ ทดลองและเก็บข้อมลู (ขัน้ นิโรธ) คอื การใหผ้ ู้เรยี นกาหนดวัตถปุ ระสงค์ และวธิ ีการทดลองเพ่ือ
พสิ ูจนส์ มมตฐิ านและเก็บรวบรวมขอ้ มลู
4. ขนั้ วิเคราะหข์ ้อมูลและสรุปผล (ขั้นมรรค) คือการนาขอ้ มูลมาวเิ คราะห์และสรุป

35

31. วธิ สี อนแบบโครงการ (Project Method)
เปน็ การสอนตามแนวคิดของ William H. Kilpatrick วิธีสอนนี้เปิดโอกาสใหน้ ักเรียนได้กาหนด

โครงการและดาเนินงานใหเ้ สรจ็ ตามนั้น โครงการทก่ี าหนดขนึ้ อาจเปน็ โครงการรายบคุ คลหรือเปน็ กลุ่ม
ข้ันตอนของการจัดการโครงการ มลี าดบั ดงั นี้
1.ข้ันตัง้ ปัญหา
2.ข้ันกาหนดโครงการ
3.ขน้ั ดาเนนิ งานหรือลงมอื ปฏิบตั ิตามโครงการ
4.ขั้นประเมินผลโครงการ

32. วธิ สี อนแบบดัลตัน (Dalton Laboratory Plan)
เป็นวิธสี อนท่ไี มแ่ บง่ ชน้ั เรียนและไมจ่ ัดตารางสอนเป็นช่ัวโมง แตใ่ ช้ห้องทดลอง (Laboratory) ตาม

วชิ าทก่ี าหนดไวใ้ นหลกั สตู ร ทั้งน้โี ดยใหโ้ อกาสนกั เรยี นเลือกเรียนตามความสมัครใจและรบั ผดิ ชอบในการ
เรียนของตน นักเรียนมีสิทธเิ ลือกเรียนวิชาใดกอ่ นหลังได้ตามความสนใจ ความถนัด ความสามารถ เป็น
การสอนที่ใหเ้ สรภี าพกบั นกั เรยี นภายในขอบเขต การสอนที่ยดึ หลักสาคัญท่คี วามแตกต่างระหวา่ งบุคคล
ห้องสมุดและอุปกรณก์ ารสอนจงึ ต้องเตรียมไว้อยา่ งเพียงพอสาหรบั การศึกษาคน้ ควา้

ขอ้ ดขี องการสอนแบบดลั ตัน
1.เป็นการสอนทมี่ ุ่งส่งเสริมให้นกั เรยี นรจู้ กั แบง่ เวลาและใช้เวลาอย่างเหมาะสม

36

2.นกั เรยี นมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง มีการจัดตารางของตนเอง ภายใต้การแนะนาของครู
3.นักเรยี นสามารถรูว้ ่าการเรยี นรมู้ ีความกา้ วหนา้ ไปเพยี งใด
ขอ้ สงั เกตของวิธีสอนแบบดลั ตัน
ครูผ้สู อนวธิ ีนต้ี อ้ งมีความร้คู วามสามารถในการแนะแนวนกั เรียนได้อย่างดีด้วย

33. วิธสี อนแบบวนิ เนทกา้ (The Winnetka Plan)
เป็นวิธสี อนท่เี ปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นได้เรียนรูต้ ามอตั ราความเรว็ ทต่ี า่ งกัน นกั เรยี นคนใดมีความ

พรอ้ มก็สามารถเรยี นบทเรียนต่อไปโดยไม่ตอ้ งรอเพ่ือน ส่วนนักเรียนทยี่ งั ไม่พรอ้ มสาหรับการเรยี นรตู้ ่อไปก็
สามารถเรยี นซา้ ในบทเรียนเดิม จนกวา่ จะพร้อมท่ีจะเรียนรู้ต่อไป

34. วิธสี อนแบบนิเทศ (Supervised Plan)
เปน็ วธิ สี อนทีค่ รใู หค้ าแนะนาแกน่ กั เรียนในการปฏิบัตกิ ารเรียนรทู้ ี่ละขั้นตอนท้งั ทีเ่ ปน็ รายบคุ คล

หรือรายกลุ่ม นกั เรียนมีโอกาสในการเรยี นร้ตู ามลาพัง โดยมีครูคอยชว่ ยเหลือ การสอนแบบนิเทศเนน้ ย้าให้
นกั เรยี นเข้าใจเทคนคิ วิธกี ารเรยี นใหเ้ กิดผลดี โดยสามารถทาได้สองแบบ คอื

1. นกั เรียนเรยี นรเู้ ป็นรายบุคคล
2. นกั เรียนเรียนรเู้ ป็นกลมุ่
35. วธิ ีสอนแบบใช้ครพู ี่เลี้ยง (Tutorial Method)
เป็นวิธีสอนทใ่ี ช้กบั นกั เรียนกลุ่มเลก็ จานวน 1-5 คน ข้นั การสอนแบ่งเป็น 3 ข้นั คือ
1. ขน้ั นา

37

2. ขั้นศกึ ษาค้นคว้าหรอื ขน้ั เรยี นรู้
3. ขน้ั สรุปและประเมนิ ผล
36. วิธสี อนแบบใช้โสตทศั นวัสดุ (Audio-Visual Meterial of Instruction Method)
เปน็ วธิ ีสอนท่นี าอุปกรณ์โสตทศั น์วัสดุมาช่วยพัฒนาคุณภาพการเรยี นการสอน โสตทัศนว์ สั ดุ
ดงั กล่าว ไดแ้ ก่ ภาพยนตร์ สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องเล่นเทปซีดี ฯลฯ
37.วิธสี อนแบบทีม (Team Teaching Method)
เปน็ การสอนทมี่ คี รอู ย่างน้อย 2 คน รว่ มมอื กันเตรียมการสอนอยา่ งใกลช้ ิดและสอนนักเรียน
ร่วมกันในห้องเดยี วกันหรือกลมุ่ เดยี วกัน การสอนแบบทมี จะมคี รทู ี่เป็นหัวหน้าทีม (Team Leader) ครู
ร่วมทีม ไดแ้ ก่ ครอู าวุโส (Senior Teacher) ครูประจา (Master Teacher) และครูชว่ ยสอน (Co-
operative Teacher) การสอนแบบนไี้ ดผ้ ลดีถา้ ครูหวั หนา้ ทมี และครูร่วมทมี เข้มแขง็ ร่วมมอื ร่วมใจกนั
ปฏิบตั งิ านอยา่ งดี
ลักษณะของการสอนเปน็ ทมี
1. ในหอ้ งเรยี นมคี รสู อนมากกว่าหนง่ึ คนรบั ผดิ ชอบร่วมกันในการจดั การเรียนการสอน
เร่ิมต้ังแตก่ าหนดจดุ มุ่งหมาย เน้ือหาวิชา วธิ สี อน ส่ือการสอน ลงมือสอน ประเมินผล
2. ใช้วธิ สี อนหลายรูปแบบ ได้แก่ การบรรยาย การค้นคว้าด้วยตนเอง การอภปิ ราย การ
แกป้ ญั หา การสาธิต เป็นต้น
3. มีรูปแบบของการสอนเป็นทมี ได้แก่ แบบมีผนู้ าคณะ (Team Leader Type) แบบ
ไม่มผี ูน้ าคณะ (Associate Type) และแบบครพู เี่ ล้ยี ง
4. คณะผสู้ อนมีระหว่าง 2-7 คน แตล่ ะคนจะตอ้ งมกี ารแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ รว่ มกนั
ข้อดขี องการสอนเป็นทีม
1. ผสู้ อนแต่ละคนได้แสดงความสามารถในการสอนของตนอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
2. การวางแผนท่รี ่วมกันคดิ ร่วมกันทาใหไ้ ด้ผลงานท่ีสมบูรณ์กวา่ คิดคนเดยี ว

38

3. ผูเ้ รียนได้สมั ผสั ผ้สู อนในหลายลกั ษณะทาให้ไม่เบื่อหน่าย
ขอ้ สังเกตของการสอนเป็นทีม
1. เสียเวลาในการเตรียมงานมาก
2. ผู้สอนในคณะต้องมีความสามารถเพียงพอและต้องเข้าใจรูปแบบการทางานเป็นทีม
3. เคร่อื งอานวยความสะดวกและสอ่ื การสอนต้องมจี านวนมากพอ

38. วิธีสอนแบบจลุ ภาค (Micro-Teaching Method)
เป็นวธิ ีสอนที่ยดึ หลักการย่อส่วนท้งั ขนาดของช้ันเรยี น ระยะเวลาท่ีสอนและชนิดของทักษะ วิธี

สอนแบบจลุ ภาคใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ในการฝกึ ทกั ษะแตล่ ะชนดิ เมื่อสอนเสรจ็ มีการวเิ คราะห์
และประเมนิ ผลการสอนจากภาพและเสยี งบนั ทึกไว้ใน Video Tape และนาผลไปปรับปรงุ พัฒนาการ
สอน การสอนแบบจุลภาคจงึ เปน็ การฝึกทกั ษะการสอนในสถานการณ์ย่อส่วนจากสถานการณ์จริงๆ เพอ่ื
ง่ายแกก่ ารฝกึ ภายใตก้ ารควบคุมอยา่ งมีประสิทธภิ าพ ผู้ฝกึ ได้มโี อกาสตรวจสอบและปรังปรงุ การสอนของ
ตน ลกั ษณะการสอนแบบจุลภาคที่สาคัญ มดี ังนี้
1. เปน็ สถานการณ์จริงในสถานการณ์จาลอง
2. เปน็ การลดความซับซ้อนของการสอนตามช้ันเรยี นปกติ ไดแ้ ก่ ลดขนาดของห้องเรียน ลด

39

ขอบเขตของเนื้อหาวิชา และลดเวลา
3. เปน็ การฝกึ ทกั ษะเฉพาะอย่าง เชน่ ทักษะการอภปิ ราย การแกป้ ัญหา และการสาธิต ฯลฯ
4. ได้ทราบผลการประเมินประสทิ ธิภาพการสอนและนาไปสู่การปรบั ปรุงพัฒนา
ขนั้ ตอนการสอนแบบจลุ ภาค
ข้นั ที่ 1 เตรียมครูผู้สอน ได้แก่ การศกึ ษาทกั ษะการสอน
ขั้นท่ี 2 ทดลองสอนและบันทึกเทปวดี ที ศั น์
ขน้ั ท่ี 3 เรยี นรูผ้ ลการประเมินการสอน
ขน้ั ที่ 4 ปรับปรงุ พฒั นาการสอนกบั นกั เรียนกลุ่มใหม่
39. วิธีสอนแบบอริยสัจ

วธิ ีสอนแบบอริยสัจ คล้ายคลึงกบั วิธสี อนแบบวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งที่สุด ขัน้ ต่างๆ คอื
1. ทุกข์ ( ขั้นปญั หา ) การพจิ ารณาเพ่ือกาหนดปัญหาได้ถกู ตอ้ ง
2. สมุทยั คือการรทู้ ี่ของปัญหา และหาวธิ ีแก้ไขปัญหา
3. นิโรธ การดับทกุ ข์ คือการทดลองและการบนั ทกึ ผล หรือการเก็บข้อมลู
4. มรรค คอื การหาเหตผุ ลและการแก้ปัญหา

40. วธิ สี อนแบบแบง่ กล่มุ ระดมพลงั สมอง
เปน็ วธิ สี อนที่ครแู บง่ นักเรยี นเปน็ กลมุ่ ย่อย กลุ่มละ 8-10 คน หรืออย่างมากไม่เกนิ 15 คน ครูและ

นกั เรยี นร่วมกันกาหนดปญั หาในการระดมพลังสมองโดยใชเ้ วลาสนั้ ๆ ประมาณ 10-15 นาที แตล่ ะกล่มุ มี
ประธานกลุม่ เลขานุการกลุม่ ประธานเปน็ ผู้สง่ เสรมิ ใหส้ มาชิกในกลมุ่ แสดงความคดิ เห็น ซ่ึงความคดิ เห็นไม่
มกี ารตานวิ า่ “ถกู ” หรือ ”ผิด” และเลขานุการมีหน้าท่จี ดบนั ทกึ โดยไมค่ านึงถึงความสาคญั ก่อนหลัง
จากนน้ั ผู้แทนกลุม่ นามารายงานใหก้ ลมุ่ ใหญใ่ นช้นั เรยี นทราบผลการระดมพลังสมอง
41. วธิ สี อนแบบเอ็กซพ์ ลิซิท (Explicit Teaching Method)

40

วธิ ีสอนแบบเอ็กซ์พลซิ ทิ เป็นกระบวนการสอนที่เนน้ การทบทวนประจาวัน ประจาสัปดาหแ์ ละ
ประจาเดอื น มีการตรวจสอบการบา้ น และมีขัน้ ตอนการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนตามจดุ ประสงค์การ
เรียนร้สู น้ั ๆ เข้าใจงา่ ยไดค้ าตอบท่ีถูกต้องรวดเรว็ และแน่นอน

ข้ันตอนของวิธสี อนแบบเอก็ ซพ์ ลิซทิ
ขนั้ ตอนท่ี 1 ทบทวนประจาวนั และตรวจสอบการบา้ น มขี ั้นตอนดงั น้ี
1.1 ตรวจการบ้าน (ผูส้ อนอาจให้ผู้เรียนช่วยกันตรวจการบ้าน)
1.2 สอนใหมเ่ ม่อื จาเปน็ ในเน้อื หาทส่ี าคัญๆ
1.3 ทบทวนความรเู้ ดิมทเ่ี กี่ยวข้องกับความร้ใู หมแ่ ละผ้สู อนอาจซกั ถามเพิ่มเติม
1.4 ฝึกปฏิบัติ
ขนั้ ตอนท่ี 2 การนาเสนอสาระความรู้ มีขั้นตอนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ดงั น้ี
2.1 แจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรสู้ ัน้ ๆแตเ่ ข้าใจงา่ ย
2.2 เสนอโครงสรา้ งและภาพรวมของสาระความรู้
1.3 เรม่ิ สอนเนื้อหาทีละนอ้ ยทลี ะขนั้
1.4 ซกั ถามผู้เรียนเพื่อเปน็ การตรวจสอบความเข้าใจ
1.5 เน้นประเด็นที่สาคญั ให้ผู้เรยี นทราบ
1.6 อธิบายใหต้ ัวอยา่ ง อย่างชัดเจน
1.7 สาธติ และทาแบบให้ดู
1.8 อธบิ ายรายละเอยี ดและยกตวั อยา่ งประกอบประเด็นเนือ้ หาทีส่ าคญั ๆ
ขัน้ ตอนที่ 3 การปฏบิ ัติโดยผู้สอนคอยแนะนา มขี ัน้ ตอนการจดั กจิ กรรมการเรียนรดู้ ังน้ี
1.1 การฝกึ ผ้เู รยี นในระยะแรกผสู้ อนควรคอยช่วยเหลอื แนะนาโดยตลอด
1.2 ซักถามผู้เรียนบ่อยๆถามคาถามให้มากเพื่อให้ผู้เรียนตอบและให้ฝกึ อย่างเพียงพอ

41

1.3 คาถามทถ่ี ามควรเก่ียวขอ้ งกับเนื้อหาใหมห่ รือทกั ษะใหม่
1.4 ผู้สอนตรวจสอบความเข้าใจโดยประเมนิ จากคาตอบของผู้เรียน
1.5 ระหว่างตรวจสอบความเขา้ ใจ ผู้สอนจะให้คาอธิบายเพม่ิ เติม ใหข้ ้อมูลย้อนกลบั หรอื อธบิ าย
ซ้า (ถา้ จาเป็น) และให้ผ้เู รียนมีการตอบสนองและให้ข้อมลู ย้อนกลับ ผสู้ อนควรแน่ใจว่าผ้เู รียนคนมีส่วน
รว่ มในการเรียนรู้
1.6 การให้ฝกึ ปฏบิ ัตใิ นระยะแรก ผสู้ อนควรคอยแนะนาจนผ้เู รยี นสามารถปฏบิ ัตเิ องโดยลาพัง
ภายหลงั
การฝกึ ปฏิบตั ิควรทาอย่างต่อเนื่องจนกวา่ ผู้เรียนจะชานาญถึงขน้ั ท่ีผ้เู รียนทาได้ 80 %
ในขน้ั ตอนนมี้ ีข้อเสนอแนะในการตรวจสอบความเข้าใจเพือ่ จะได้แกไ้ ขความผดิ พลาด ความบกพร่อง ด้วย
กิจกรรมดงั นี้
1) เตรยี มคาถามไวล้ ว่ งหนา้ ให้มากเพือ่ ถามให้ผ้เู รยี นตอบอยา่ งท่ัวถงึ และคาตอบท่ี
ไดค้ วรเป็นคาตอบท่ตี รงประเดน็ สาคญั หรอื ตรงตามในเร่ืองหรือทกั ษะท่ีสอน
2) ใหผ้ ้เู รยี นสรปุ กฎหรอื กระบวนการด้วยตนเอง
3) ใหผ้ ้เู รยี นตอบโดยเขียนคาตอบในสมุด
4) หลังจากการสอน ผู้สอนควรใหผ้ ้เู รยี นเขียนสาระหรอื ประเดน็ สาคญั ของบทเรียน
และสรปุ ประเดน็ สาคัญลงในสมดุ
ดงั น้นั การตรวจสอบความเข้าใจจึงมีความสาคัญและจาเปน็ เพอ่ื เป็นการทบทวนเน้อื หาสาระที่
เรียนผ่านมาและย้าเพ่อื ความเข้าใจของผ้เู รยี น
ข้นั ตอนท่ี 4 การแกไ้ ขให้ถกู ตอ้ ง และการให้ขอ้ มลู ยอ้ นกลับ มีข้นั ตอน ดงั นี้
1.1 ผู้สอนควรรับร้แู ละตอบรับคาตอบทร่ี วดเร็วและมั่นใจของผ้เู รียนอย่างส้ันๆ เช่น ถูกตอ้ ง หรอื คาชม
อ่นื ๆ

42

4.2 คาตอบท่ลี งั เลของผู้เรียน ผู้สอนอาจตอ้ งให้ข้อมูลย้อนกลบั ใหต้ อบอยา่ งมัน่ ใจ
4.3 การตอบผดิ หรือปฏบิ ตั ผิ ิดของผู้เรียนบง่ บอกถึงความจาเปน็ ในการฝกึ เพม่ิ
1.4 ตรวจสอบตดิ ตามบทเรียนของผู้เรยี นเสมอ
1.5 พยายามใหก้ ารตอบสนองทกุ คาถามท่ีผ้เู รียนถาม
1.6 การแก้ไขการตอบผิดของผ้เู รียน ผูส้ อนควรให้ขอ้ มูลเพิ่มเตมิ เชน่ ถามคาถามใหง้ า่ ยขน้ึ ให้
คาแนะนา อธิบาย ทบทวน หรอื สอนใหม่ในขนั้ สดุ ทา้ ย
1.7 ถามคาถามซ้าจนกว่าจะถกู ต้อง
1.8 การให้ฝึกปฏิบตั โิ ดยผู้สอนคอยแนะนาการแกไ้ ขควรทาต่อไป จนกว่าผสู้ อนจะแน่ใจว่าผ้เู รยี น
บรรลผุ ลสาเร็จตามวตั ถุประสงคข์ องบทเรยี น
1.9 ใหค้ าชมเชยแตพ่ อควร ในเรือ่ งทเ่ี ฉพาะเจาะจง จะทาใหม้ ีประสิทธภิ าพมากกว่าการ
ชมเชยแบบพรา่ เพรือ่

ในประเดน็ ของการให้ข้อมูลย้อนกลบั เพื่อแก้ไขข้อผดิ พลาดของผู้เรียนมีข้อเสนอเพื่อการ
ตอบสนองคาตอบของผู้เรยี น ดังนี้
1) ตอบถกู ต้องเรว็ ด้วยความมนั่ ใจในคาตอบโดยปกติพฤตกิ รรมผูเ้ รยี น จะปรากฏในช่วง
การเรียนตอนแรกๆ ตอนที่มีการทบทวน ผู้ควรถามคาถามใหม่ๆ พร้อมท้ังมีการฝกึ เพ่ิมเติมและกล่าวคา
ชมเชย
2) ตอบถูกแตล่ ังเลไมแ่ นใ่ จ จะปรากฏในการเรยี นในตอนต้นหรอื ในช่วงให้ฝึกโดยมีผู้สอนคอย
แนะนา ผสู้ อนควรให้ข้อมลู ย้อนกลบั หรือตอบสนองกลบั ด้วยคาพูดสน้ั ๆ เชน่ ถูกต้อง ดมี าก การให้ข้อมูล
ย้อนกลับในลกั ษณะนี้ผสู้ อนควรให้ขอ้ มูลเพ่ิมเตมิ เพ่ือให้ผ้เู รยี นเข้าใจวา่ คาตอบน้นั ถกู ต้องเพราะอะไร
3) ถา้ ผู้เรียนตอบผดิ เพราะสะเพร่าควรให้การทบทวนแกไ้ ขและให้ข้อมลู ยอ้ นกลับทันที
4) ตอบผิดเพราะไม่มคี วามรู้ ไม่จาเนือ้ หาสาระ ผ้เู รียนทตี่ อบผดิ ในช่วงตน้ ซง่ึ เป็นระยะการ

43

เรยี นเนื้อหาสาระใหม่ ชี้ให้เหน็ วา่ มีความรู้ไมแ่ นน่ พอ ไมร่ จู้ รงิ เกย่ี วกบั สาระความรู้นั้น ผู้สอนควรแก้ไข
ดงั น้ี
4.1) ครูช้ีนาเสนอแนะแนวทางเพ่อื ใหไ้ ดค้ าตอบท่ีถกู ต้อง โดยถามคาถามใหม่และงา่ ย
พรอ้ มทั้งยกตวั อยา่ งและเหตุผลประกอบ
4.2) สอนใหม่ สาหรับนกั เรียนท่ีไมเ่ ขา้ ใจ
4.3) บอกเปน็ นัย ถามคาถามทงี่ า่ ยๆ หรือทาการสอนใหม่
การใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั เปน็ องคป์ ระกอบสาคัญเพื่อเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการเรยี นรไู้ ด้ประการหนึ่ง
ขั้นตอนท่ี 5 การฝกึ อย่างอิสระ (ฝกึ ปฏิบตั ทิ ี่โตะ๊ ) มีขอ้ เสนอแนะการจัดการเรียนรู้ ดังนี้
1.1 ให้นกั เรียนฝกึ อยา่ งเพียงพอ
1.2 ฝกึ ทกั ษะเนื้อหาสาระท่ีเรยี นไปแล้ว
1.3 ฝกึ เพือ่ ใหเ้ กดิ ความชานาญ
1.4 การฝกึ ปฏิบัติโดยลาพัง ควรปฏิบตั ไิ ด้ถูกต้อง 95%
1.5 นกั เรียนจะตื่นตัว ถ้าการใหฝ้ กึ ปฏบิ ัติ ได้โดยมกี ารติดตามตรวจสอบ
1.6 กระตุ้นให้นกั เรยี นมีความรับผดิ ชอบในงานท่ีตนเองปฏบิ ตั ิ และมีความกระตือรือรน้ เสมอ
การฝกึ ปฏบิ ัติทโี่ ต๊ะเพอื่ ใหก้ ารปฏบิ ัติกิจกรรมโดยลาพังท่ีมีประสิทธิภาพ ควรปฏิบัตดิ ังนี้

1) ครคู วรเดินดนู กั เรียนทางาน ให้ข้อมูลย้อนกลบั ถามคาถามและอธบิ ายสน้ั ๆ อยา่ งท่ัวถึง
2) ครคู วรจดั ทน่ี ง่ั ให้มองเห็นนักเรยี นท้งั ชั้นในขณะปฎิบัตงิ าน
3) ครคู วรวางแผนการปฏิบัตกิ จิ กรรมโดยใหน้ ักเรียนฝึกปฏบิ ตั อิ ย่างอิสระและประสบผลสาเรจ็
ครูต้องจดั กจิ กรรมให้เป็นไปตามจดุ ประสงค์ มีการเตรยี มการฝกึ ให้พร้อม และเพียงพอสาหรับนักเรยี นทุก
คน และต้องเป็นกิจกรรมทีม่ ีประสิทธิภาพ โดยความมุ่งหวังใหน้ กั เรียนสามารถตอบได้โดยอตั โนมัติ โดย
การทใี่ หน้ ักเรียนฝกึ ปฏบิ ัตมิ าก ๆ
ข้นั ตอนที่ 6 การทบทวนรายสัปดาห์และรายเดอื น มีขอ้ เสนอการจดั การเรยี นรูด้ งั น้ี

44

6.1 ทบทวนเนอื้ หาทีเ่ รยี นไปแลว้ อยา่ งเปน็ ระบบโดยทบทวนเปน็ ประจาสัปดาห์ และทบทวน
ประจาเดือน การทบทวนของครชู ่วยใหค้ รูได้ตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี น และเพอ่ื ใหแ้ นใ่ จวา่
ความรู้ทกั ษะท่ีเรยี นไปแลว้ นักเรยี นรแู้ ละปฏิบตั เิ ขา้ ใจเป็นอยา่ งดแี ละเพ่อื ความคงทนของความรู้
1.2 ตรวจการบ้านท่ใี หท้ า
1.3 ทดสอบบ่อย ๆ

1.4 สอนใหม่ในเนอ้ื หาทบี่ กพร่อง
42. วธิ ีสอนแบบสาธิต

เปน็ วธิ ีสอนท่คี รูแสดงใหน้ ักเรยี นดแู ละใหค้ วามร้แู ก่นักเรียนโดยใช้ส่อื การเรียนรทู้ ี่เปน็ รูปธรรม
และผเู้ รียนไดป้ ระสบการณต์ รง การสอนแบบสาธิตแบ่งออกเปน็ ประเภทต่างๆ ๆด้แก่ ผสู้ อนเป็นผู้
สาธิต ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกนั สาธติ ผเู้ รยี นสาธิตเปน็ กลุ่ม ผู้เรยี นสาธิตเปน็ รายบคุ คล วทิ ยากรเปน็ ผู้
สาธิต และการสาธติ แบบเงียบโดยให้นักเรียนสงั เกตเอง

ขั้นตอนของการสอนแบบสาธติ
1. ขนั้ เตรียมการสอน
1.1 กาหนดจุดประสงคก์ ารเรยี นรโู้ ดยวธิ ีการสาธติ
1.2 ศึกษาเนอื้ หาสาระใหช้ ดั เจน และจัดลาดับใหเ้ หมาะสม
1.3 เตรยี มกจิ กรรมให้ผเู้ รยี นปฏิบัติ
1.4 เตรยี มสอื่ อปุ กรณ์ เอกสารใหเ้ พยี งพอกบั ผเู้ รยี น
1.5 กาหนดเวลาการสาธติ ใหพ้ อเหมาะ
1.6 กาหนดวิธีการประเมนิ ผล
1.7 เตรยี มสภาพหอ้ งเรยี น
1.8 ทดลองสาธิตกอ่ นสอนจรงิ ในห้องเรียน
2. ข้ันสาธติ

45

2.1 แจ้งจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ เนือ้ หาสาระทจ่ี ะเรียนรู้
2.2 บอกให้นกั เรยี นรูบ้ ทบาทของตนเอง ไดแ้ ก่ การทดลองปฏบิ ัติ การจดบันทกึ การสรปุ
2.3 แนะนาสอื่ การเรียนรู้
2.4 ดาเนินการสาธติ
3. ขน้ั สรปุ
3.1 ผูส้ อนและผ้เู รยี นรว่ มกนั สรปุ ผลทเ่ี กิดจากการสาธิต
3.2 บันทึกขัน้ ตอนการสาธติ พร้อมท้ังผลทเี่ กิดข้ึน
4. ข้ันวดั และประเมนิ ผล
4.1 ผู้เรยี นทดลองสาธติ ให้ผู้อื่นดูพรอ้ มท้ังบอกผลและข้อคดิ ท่ไี ด้
4.2 ใหเ้ ขียนรายงาน ตอบคาถามจากแบบฝึกหดั และแสดงความคดิ เห็น
ขอ้ ดีของการสอนแบบสาธิต
1. ผู้เรียนได้ประสบการณต์ รง
2. สร้างความสนใจ และความกระตอื รือรน้
3. ฝึกการสังเกต การสรปุ ผล การบนั ทกึ และการจัดขน้ั ตอน
ข้อจากัดของการสอนแบบสาธติ
1. การสาธิตบางครง้ั ไม่สามารถใชก้ ับผเู้ รียนกลมุ่ ใหญ่
2. ผสู้ อนตอ้ งแนะนาขน้ั ตอน อปุ กรณ์ ทใี่ ชใ้ นการสาธิตอยา่ งชดั เจน

3. ผสู้ อนต้องทดลองการสาธติ ก่อนสอนใหแ้ ม่นยาเพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจเกดิ ข้ึน
43. วธิ ีการสอนแบบทดลอง

เป็นวธิ ีการสอนที่มุ่งเนน้ ใหน้ กั เรยี นเรียนรดู้ ว้ ยการกระทาเป็นประสบการณต์ รงหรอื โดยการ
สังเกต เปน็ การนารูปธรรมมาอธิบาย นักเรียนจะค้นหาข้อสรปุ จากการทดลองนัน้ ดว้ ยตนเอง อาจสอน

46

เป็นกลุ่มหรือรายบุคคลกไ็ ด้ การทดลองแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ การทดลองแบบไมม่ กี ลุ่ม
เปรยี บเทียบ และการทดลองที่มกี ลุ่มเปรยี บเทียบ ซงึ่ มีข้ันตอนการจดั การเรยี นรู้ ดังน้ี

1. ขั้นเตรียม เปน็ ขน้ั ของการกาหนดจุดประสงคก์ ารเรยี นรเู้ พ่อื ใหส้ อดคลอ้ งตามหลกั สตู ร
มาตรฐานการเรยี นช่วงชน้ั หรือผลการเรียนร้ทู ี่คาดหวัง รวมทัง้ สอดคล้องกับเนอ้ื หาสาระ จากนนั้ จงึ วาง
แผนการใหก้ ารเรียนรดู้ ว้ ยการทดลอง มีการเตรยี มวสั ดุ สื่อ อุปกรณ์ หรอื เอกสารตา่ งๆ ในการน้ตี ้อง
ตรวจสอบประสิทธภิ าพของสื่อหรืออปุ กรณ์ท่ีจาเปน็ ต้องใชใ้ นการทดลองด้วย

2. ขน้ั ทดลอง เปน็ ขนั้ ของการดาเนินกจิ กรรมการเรยี นรู้ เริ่มต้นด้วยการนาเข้าสบู่ ทเรียน

แจ้งจุดประสงคแ์ ละเน้ือหาสาระการเรียนรู้ และแบง่ กลุม่ นักเรยี นเป็นกลมุ่ ย่อยตามทีต่ ้องการ จากนั้นจงึ
ดาเนินการทดลองตามรปู แบบท่กี าหนดไว้

3. ข้นั เสนอผลการทดลอง เปน็ การนาเสนอผลการทดลองด้วยการสรปุ ข้ันตอนและผลการ
ทดลอง รวมทั้งปญั หาและข้อเสนอแนะ โดยกล่มุ ของนักเรยี นเองหรือผสู้ อนร่วมกับนกั เรยี น

ข้อดีของการสอนแบบทดลอง

1. ผเู้ รียนไดป้ ฏบิ ตั จิ รงิ และสามารถสรปุ ผลการทดลองไดด้ ว้ ยตนเอง

2. เรา้ ใจให้อยากเรยี นรแู้ ละคน้ หาคาตอบ

3. มที กั ษะในการเรยี นรูด้ ว้ ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ฝกึ ความมเี หตุผล และมีระบบ

ขอ้ จากดั ของการสอนแบบทดลอง

1. ใช้เวลามากในการดาเนนิ กจิ กรรมการทดลอง

2. ต้องระมัดระวงั การทดลองบางอยา่ งที่อาจเกิดอนั ตรายหรือความผิดพลาดอบุ ัติเหตุ

44. การสอนแบบบรู ณาการ (Integration Instruction)

เป็นการสอนที่นาเอาศาสตรส์ าขาวชิ าต่างๆทมี่ ีความสัมพนั ธเ์ กยี่ วข้องกนั เขา้ มาผสมผสานกนั
เพอื่ ใหเ้ กิดความรู้ทห่ี ลากหลายและสอดคล้องกับชวี ิตประจาวนั จุดเนน้ ของการบรู ณาการคอื การองค์รวม
ของวิชามากกว่ารายละเอยี ดของวิชา การบรู ณาการจาแนกเปน็ บรู ณาการตามจานวนผ้สู อน ไดแ้ ก่

47

บรู ณาการแบบผสู้ อนคนเดยี ว แบบคขู่ นาน แบบเป็นทีม บูรณาการตามกลุม่ สาระการเรียนรู้ และบรู ณา
การแบบสหวิทยาการและแบบพหุวิทยาการ ข้นั ตอนของการบูรณาการมี ดังนี้

1. ศกึ ษาหลักสตู รการศกึ ษาในภาพรวม และวเิ คราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ แล้วจึงกาหนดสาระ
การเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรทู้ ่คี าดหวงั

2. จัดทาคาอธบิ ายรายวชิ าและหน่วยการเรียนรู้

3. สรา้ งเครอื ข่ายการเรียนรู้ทีส่ มั พันธ์กันในแต่ละศาสตรส์ าขาวิชาและทาแผนการเรยี นรู้

45. การสอนใหเ้ กิดความคดิ สร้างสรรค์

การสอนเพ่ือพัฒนาความคดิ สร้างสรรค์มีมากมายหลายวิธีแล้วแตส่ าขาวิชา แตโ่ ดยท่วั ไปนิยม
สอนตามแนวคิดของวิลเลย่ี มส์ ซึ่งส่งเสริมพฤตกิ รรมความคิดสรา้ งสรรค์ ดา้ นความรู้ เจตคติในห้องเรียน
สอนให้ผูเ้ รยี นร้จู กั คดิ และแสดงความรสู้ กึ หรือแสดงออกเชงิ ความคดิ สรา้ งสรรค์ซง่ึ มกี ลวิธกี ารสอน 18
ลักษณะ ดังนี้

1. การสอนใหแ้ สดงความคดิ เห็น
หมายถึงการสอนให้ผู้เรียนอยากแสดงความคิดเห็น ซง่ึ มีตวั อยา่ งหลากหลายลักษณะ ดงั นี้
• ขดั แย้งในตวั มนั เอง ยกตัวอย่าง เชน่ คนสวย มักไมฉ่ ลาด (โง่)
• คา้ นกับสามัญสานึก เชน่ ถุงกระดาษใส่น้าสามารถนาไปตม้ ใหน้ ้าสุกได้โดยถงุ กระดาษไม่ไหมไ้ ฟ
• ความจริงทยี่ ากจะเช่ือหรืออธบิ ายได้ เชน่ โรคกระเพาะเกิดจากเชอื้ แบคทเี รยี
• ความเช่ือที่ฝังใจมานาน เช่น สรุ ิยคราสเกิดจากราหอู มพระอาทิตย์

2. การพจิ ารณาคุณลักษณะ
หมายถึงการสอนให้ผ้เู รยี นคิดพจิ ารณาคุณลกั ษณะตา่ ง ๆ ของคน สตั วส์ ่ิงของแล้วใหแ้ สดงความคดิ เหน็
ตัวอย่างเช่น
• การพิจารณาหาส่วนใดสว่ นหนึง่ ท่เี ห็นว่าแปลกไปจากอยา่ งอื่น เชน่ คณุ ลักษณะของน้า
• บอกประโยชน์ของหนังสือพมิ พ์มาให้มากท่สี ุด

3. การเปรียบเทียบ
หมายถึงการเปรียบเทียบสงิ่ ของ สถานการณ์ โดยให้ผเู้ รียนแสดงความคิดเหน็ ออกมา ตวั อยา่ งเช่น

48

• พืช และสัตว์ ตา่ งกเ็ ป็นสิ่งมีชวี ิตเหมือนกนั ให้บอกความแตกต่าง
• ลิงเป็นบรรพบุรุษของคนเหน็ ดว้ ยหรอื ไม่ อย่างไร

4. การพิจารณาความไม่สมบูรณ์
หมายถึงการสอนให้ผู้เรียนแสดงความคดิ เหน็ ของสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ หรือผดิ แผกไป
ตัวอยา่ ง เชน่
ขณะน้ีอากาศร้อนมาก ทา่ นเคยอยูใ่ นห้องแอรเ์ ยน็ สบายแต่ตอนน้ีไฟฟา้ ดับ
ทา่ นจะหาวธิ ีอยา่ งไรมาช่วยคลายรอ้ นใหก้ ับตัวเอง แสดงความคิดเห็นมาเป็นขอ้ ๆ

5. การใช้คาถามย่ัวยุ
หมายถึงการสอนโดยผู้สอนใช้คาถามยั่วยุ เรา้ ความรูส้ กึ หรือกระตุน้ ใหต้ อบ
ตัวอยา่ งเช่น
• ทา่ นเป็นหญงิ มเี พ่อื นชายชวนใหไ้ ปอ่านหนังสือท่ีบา้ นของเขาในตอนเยน็ ท่านไม่อยากไปแต่ก็ไมอ่ ยากให้
เพื่อนชายเสยี นา้ ใจและโกรธท่าน
ทา่ นจะตอบปฏิเสธอย่างไร จึงจะนมุ่ นวลท่ีสุด
• ถา้ ทา่ นมีเงิน 1 ล้านบาท ท่านจะทาอยา่ งไร เพ่อื ใหฐ้ านะความเป็นอยู่ของท่านมัน่ คงตลอดไป

6. การสอนใหค้ ดิ เปลี่ยนแปลง
หมายถึงการสอนให้เกิดการคดิ ดัดแปลง ปรบั ปรุง สิ่งตา่ ง ๆ ให้อยูใ่ นรูปอ่นื ๆ ที่คิดว่าสร้างสรรค์
ตวั อยา่ งเชน่
• การใชต้ ้นผกั ตบชวามาทาเปน็ เครอื่ งจกั สานต่าง ๆ
• การใชก้ ะลามะพร้าวมาทาเป็นภาชนะเครอื่ งใช้ในบ้าน
• การใชเ้ กล็ดปลามาทาเป็นของชาร่วยใหผ้ ้เู รียนจินตนาการ คดิ หาวัสดเุ หลือใชอ้ ืน่ ๆ มาทาเปน็ ของใช้
หรือของชาร่วยเชิงสร้างสรรค์

7. การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ
หมายถึงการฝึกให้ผ้เู รียนมีความยืดหยุ่นคลายความยดึ มั่นยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ตัวอย่างเช่น
• ถ้าไดก้ นิ ตวั เดียวอันเดียวของกวาง จะชว่ ยเพิม่ สมรรถภาพทางเพศได้ท่านคิดเหน็ เปน็ อย่างไร
• ลูกผู้ชายต้องสูบบุหร่เี ปน็ ดื่มเหลา้ เป็นและเทยี่ วผู้หญิงเปน็ หรือมีเพ่ือนหญิงหลายคน จงึ จะถอื วา่ แนเ่ ป็น
ชายชาตรี ใหท้ า่ นแสดงความเหน็

49

8. การดดั แปลงสิ่งใหมจ่ ากสิ่งเดิม
หมายถึงการฝกึ ให้ผู้เรียนรูจ้ กั สร้างส่งิ ใหมจ่ ากโครงสร้างหรือกฎเกณฑเ์ ดมิ
ตัวอย่างเชน่
• การใชแ้ ตงกวาแทนมะละกอในการทาสม้ ตา (ฝกึ ปฏิบัติ)
• การเลอื กใชพ้ ลังงานอ่ืนทดแทนการใช้นา้ มนั เป็นเชอื้ เพลิงใหย้ กตัวอยา่ งเป็นข้อ ๆ

9. ทักษะการค้นควา้ หาข้อมูล
หมายถึงการฝกึ ให้ผเู้ รียนร้จู กั การหาขอ้ มูลหรือคาตอบด้วยตนเอง เพือ่ ตอบคาถามท่ีสนใจ ตวั อยา่ งเช่น
• เหล็กจมนา้ แตท่ าไมเรือเหลก็ จึงลอยนา้ ได้ ให้อธบิ าย
• ประเทศไทยเคยเปน็ เจา้ ภาพกฬี าเอเซี่ยนเกมส์กคี่ รงั้ ในปี พ.ศ. ใดบ้าง และแตล่ ะครั้งได้เหรียญทองเท่าไร

10. การค้นคว้าคาตอบจากคาถามทไี่ มช่ ัดเจน
หมายถึงการฝกึ ใหผ้ เู้ รียนพยายามค้นหาคาตอบจากคาถามท่ีกากวม ไม่ชดั เจน ตวั อย่างเช่น
• ผีมใี นโลกน้ีหรอื ไม่ ใหอ้ ภปิ ราย
• มมี นุษยต์ า่ งดาว หรือยาน UFO จริงหรอื ไม่ ใหอ้ ภิปราย

11. การแสดงออกจากการหยัง่ รู้
หมายถึงการฝกึ ใหผ้ เู้ รียนรู้จกั แสดงความรู้สกึ ที่เกดิ จากส่ิงที่มาเรา้ อวัยวะสัมผัส
ตัวอย่างเชน่
• ทา่ นเหน็ ฝูงชนขูดตน้ ไมป้ ระหลาดเพ่ือหาเลขเด็ดไปแทงหวยใต้ดินทา่ นรู้สึกอยา่ งไร ใหแ้ สดงความคดิ เห็น
• ท่านเหน็ คนนอนตายกลางถนนจากอุบัตเิ หตรุ ถชน ให้ท่านแสดงความรู้สึกโดยอภิปราย

12. การพฒั นาปรับตวั
หมายถึงการฝกึ ให้ผูเ้ รียนรูจ้ กั พิจารณาศึกษาจากความพลาดพลั้ง ล้มเหลวแลว้ ใช้เป็นบทเรยี นสู่
ความสาเรจ็ ตัวอย่างเชน่
• ประเทศไทยเสียกรงุ ให้แก่พมา่ ครง้ั แรกเพราะสาเหตุใด จงสรุปบทเรียนเพ่ือเป็นแนวทางการป้องกนั ได้
อย่างไร
• เศรษฐกจิ ฟองสบู่แตกทาใหบ้ ริษทั หา้ งร้านขาดทนุ ปดิ กจิ การเกิดจากสาเหตอุ ะไร แนวทางในการปอ้ งกัน
การเกดิ ซ้าจะทาได้อย่างไร

13. ลกั ษณะบคุ คลสาคญั และกระบวนการคดิ สร้างสรรค์
หมายถึงการศึกษาประวัตบิ ุคคลสาคัญทั้งในแง่ลกั ษณะพฤติกรรมและกระบวนการคิดตลอดจนวิธกี ารและ

50

ประสบการณ์สรา้ งสรรคข์ องเขา ตวั อย่างเช่น
• บโี ทเฟน นกั ดนตรหี ูหนวกแตไ่ ม่ทอ้ ถอย มมุ านะสรา้ งสรรค์โลกให้งดงามด้วยเสยี งดนตรีจนเป็นคีตกวเี อก
ของโลก ใหส้ รปุ ลกั ษณะเดน่ ของนักดนตรีเอกผู้นี้
• บลิ เกตต์ ผู้พัฒนาซอฟแวร์คอมพิวเตอร์และบุกเบิกจนผูค้ นยอมรับและ สามารถครองตลาดโลก
คอมพิวเตอร์ไวไ้ ด้ ขณะน้ีเป็นบุคคลร่ารวยทีส่ ุดของโลก
ให้สรปุ ข้อเดน่ ของ บลิ เกตต์ วา่ ทาไมจึงประสบความสาเร็จ

14. การประเมนิ สถานการณ์
หมายถึงการฝกึ หาคาตอบโดยคานึงถึงคาถามว่าส่ิงนเี้ กิดข้ึนแลว้ จะเกิดผลอย่างไร
ตวั อย่างเชน่
• ถ้าท่านหลงทางในทะเลทราย ทา่ นอยากไดอ้ ะไรติดตวั ไปกบั ทา่ น เพอ่ื ให้ทา่ นปลอดภยั และสามารถรอด
ตายกลับมาได้
• ถา้ โลกร้อนขน้ึ จากปฏกิ ริ ยิ าเรือนกระจกจะกอ่ ผลเสียต่อโลกอย่างไรบ้าง

15. พฒั นาทกั ษะการอา่ นอย่างสรา้ งสรรค์
หมายถึงการฝกึ แสดงความคิดภายหลังการอ่านหนังสือ หรือบทความดี ๆบางเรื่อง ตัวอยา่ งเชน่
• ใหผ้ ู้เรียนอ่าน เรื่อง “ กอ่ งข้าวนอ้ ยฆา่ แม่ ” แลว้ แสดงความคิดเหน็ ตอ่ เร่อื งท่ีอ่าน
• ให้ผู้เรียนอ่านบทความเรอ่ื ง “ โลกหลงั ยคุ 2000 ” แลว้ แสดงความคดิ เห็นด้านการเรียนการสอนควร
เปน็ อยา่ งไร

16. พฒั นาการฟงั อยา่ งสรา้ งสรรค์
หมายถึงการฝกึ ใหผ้ เู้ รียนคิดขณะฟังบทความหรอื สนุ ทรพจน์แล้วแสดงความรสู้ ึก
ตวั อยา่ งเช่น
• ให้ผู้เรียนฟงั สุนทรพจน์ เรอ่ื ง “ พระคณุ ของแม่ ” จากเทปแล้วแสดง
ความคดิ เหน็

17. พฒั นาการเขียนอยา่ งสร้างสรรค์
หมายถึงการฝกึ ใหผ้ ู้เรียนแสดงความคดิ เหน็ ความรสู้ ึก ด้วยการเขียนบรรยาย
• ถ้าท่านได้รบั คัดเลือกเปน็ ตัวแทนไปประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านจะเตรียมอะไรไปแสดงใหต้ ่างชาตริ ้จู ัก
วฒั นธรรมของชาติไทย
• ถ้าฝนไม่ตกตลอดปีพ้นื ท่ีแห้งแลง้ ชาวไร่ ชาวนาเดือดร้อน ท่านเปน็ ผูน้ าท่านจะจดั การปญั หาน้ีอยา่ งไร


Click to View FlipBook Version