51
18. ทักษะการใช้ภาพพรรณนา
หมายถึงการฝึกใหผ้ ู้เรียนแสดงความรู้สกึ ความคิดจากภาพในเชงิ สรา้ งสรรค์
ตัวอย่างเช่น
• วาดภาพใหเ้ ขา้ ใจได้ว่าสงั คมปจั จุบนั ไร้พรมแดน
• วาดภาพใหเ้ ข้าใจว่า ถา้ ประเทศขาดต้นไม้แลว้ จะเกดิ ปัญหาต่าง ๆ ตามมาอยา่ งไรบ้าง
สรปุ
ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างน้ี เป็นเพยี งแนวทางของกลวธิ กี ารสอนเพ่อื แสดงใหเ้ ห็นเปน็ ข้อคิดสาหรับ
ผสู้ อนทีเ่ รมิ่ เขา้ ใจ เร่อื ง ความคดิ สรา้ งสรรค์ และสามารถสรา้ งความคดิ ความสนใจตอ่ เนื่องในการพัฒนา
ความคดิ สร้างสรรคไ์ ด้เปน็ อย่างดี เปรยี บประดุจตน้ ไม้ท่ีงอกจากเมลด็ ซึง่ กาลังเตบิ โตขึ้นและมีความ
สวยงามได้จากการปรงุ แตง่ อย่างสรา้ งสรรค์ของผดู้ แู ล
กลวิธกี ารสอนความคดิ สร้างสรรคย์ ังมีอกี มากมายสมควรศึกษาเพ่มิ เติม เพ่ือใหเ้ กิดแนวคดิ ในการ
ประยกุ ต์ใชเ้ ปน็ วิธีการสอนใหเ้ หมาะสมกับสาขาวิชาของตนเอง
46. กระบวนการเรยี นการสอนของรปู แบบ แอล.ที. ( L.T )
L.T. คอื “Learning Together” ซ่ึงมกี ระบวนการทีง่ ่ายไมซ่ ับซอ้ น ดังน้ี
1 จดั ผู้เรียนเขา้ กลุ่มคละความสามารถ ( เก่ง - กลาง - อ่อน ) กลุ่มละ 4 คน
2 กลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 คน ศกึ ษาเน้ือหารว่ มกนั โดยกาหนดใหแ้ ตล่ ะคนมีบทบาทหนา้ ท่ีช่วยกลุ่มใน
การเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น
สมาชิกคนท่ี 1 : อา่ นคาสงั่
สมาชิกคนท่ี 2 : หาคาตอบ
สมาชิกคนท่ี 3 : หาคาตอบ
สมาชกิ คนท่ี 4 : ตรวจคาตอบ
3 กลุ่มสรุปคาตอบร่วมกัน และสง่ คาตอบนน้ั เปน็ ผลงานกลุม่
52
4 ผลงานกล่มุ ไดค้ ะแนนเท่าไร สมาชิกทุกคนในกลุ่มนั้นจะไดค้ ะแนนน้ันเท่ากนั ทุกคน
ทมี่ า : ทิศนา แขมมณี . (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์คร้ังที่ 4. กรงุ เทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
47. กระบวนการเรยี นการสอนของรปู แบบ จี.ไอ. ( G.I. )
G.I. คือ “ Group Investigation ” รปู แบบนเ้ี ป็นรปู แบบทส่ี ่งเสริมใหผ้ ้เู รยี นช่วยกันไปสืบค้น
ขอ้ มูลมาใชใ้ นการเรยี นร้รู ว่ มกัน โดยดาเนนิ การเป็นข้นั ตอน ดังนี้
1 จดั ผ้เู รียนเขา้ กลมุ่ คละความสามารถ ( เกง่ -กลาง-อ่อน ) กลุ่มละ 4 คน
2 กลมุ่ ย่อยศึกษาเนอ้ื หาสาระร่วมกัน โดย
ก. แบง่ เนอ้ื หาออกเปน็ หัวข้อยอ่ ย ๆ แล้วแบ่งกนั ไปศกึ ษาหาข้อมูลหรือคาตอบ
ข. ในการเลอื กเน้ือหา ควรใหผ้ ้เู รียนออ่ นเป็นผเู้ ลือกก่อน
3 สมาชิกแต่ละคนไปศึกษาหาขอ้ มูล /คาตอบมาใหก้ ลุ่ม กลุ่มอภปิ รายร่วมกัน และสรุปผล
การศกึ ษา
4 กลุม่ เสนอผลงานของกลมุ่ ต่อชัน้ เรียน
ท่มี า : ทศิ นา แขมมณี . (2548). ศาสตร์การสอน. พมิ พ์ครงั้ ท่ี 4. กรุงเทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
48. การเรียนการสอนของรูปแบบ เอส.ที.เอ.ดี. ( STAD )
53
STAD คอื “Student Teams Achievement Division” กระบวนการดาเนินการมดี งั น้ี
1 จดั ผู้เรียนเขา้ กลมุ่ คละความสามารถ ( เก่ง - กลาง - อ่อน ) กลุ่มละ 4 คนและเรียกกลมุ่ น้วี ่า
กลุ่มบ้านของเรา (Home Group)
2 สมาชิกในกลมุ่ บา้ นของเรา ได้รับเน้อื หาสาระและศึกษาเน้อื หาสาระนั้นร่วมกัน
เนื้อหาสาระนัน้ อาจะมีหลายตอนซึง่ ผูเ้ รียนอาจต้องทาแบบทดสอบในแต่ละตอนและเก็บคะแนนของตนไว้
3 ผเู้ รยี นทกุ คนทาแบบทดสอบครงั้ สดุ ทา้ ย ซ่ึงเปน็ การทดสอบรวบยอดและนาคะแนนของตน
ไปหาคะแนนพัฒนาการ (Improvement Score) ซงึ่ หาไดด้ ังน้ี
คะแนนพืน้ ฐาน : ไดจ้ ากคา่ เฉล่ยี ของคะแนนทดสอบย่อยหลาย ๆ คร้ังที่ผเู้ รยี น แตล่ ะคนทาได้
คะแนนพฒั นาการ : ถ้าคะแนนทไ่ี ด้คอื
- 11 ข้นึ ไป คะแนนพฒั นาการ = 0
- 1 ถึง -10 คะแนนพัฒนาการ = 10
+1 ถึง +10 คะแนนพัฒนาการ = 20
+11 ข้ึนไป คะแนนพฒั นาการ = 30
4.4 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรานาคะแนนพฒั นาการของแตล่ ะคนในกลมุ่ มารวมกัน เป็นคะแนน
ของกลุ่ม กลุ่มใดได้คะแนนพัฒนาการของกล่มุ สงู สดุ กลมุ่ นัน้ ได้รางวลั
ที่มา : ทศิ นา แขมมณ.ี (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครงั้ ที่ 4. กรุงเทพมหานคร :จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
49. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบจกิ๊ ซอร์ ( Jigsaw )
1 จดั ผู้เรยี นเข้ากลมุ่ คละความสามารถ ( เก่ง-กลาง-อ่อน ) กลุ่มละ 4 คนและเรยี กกล่มุ นวี้ า่ กลุ่ม
บา้ นของเรา (home group)
54
2 สมาชกิ ในกลมุ่ บา้ นของเราได้รบั มอบหมายให้ศึกษาเนอ้ื หาสาระคนละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้
ช้ินส่วนของภาพตดั ต่อคนละ 1 ช้ิน) และหาคาตอบในประเด็นปัญหาท่ีผู้สอนมอบหมายให้
3 สมาชิกในกลมุ่ บ้านของเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชกิ กลุม่ อื่นซึ่งได้รับเน้ือหาเดยี วกัน ตง้ั เป็น
กล่มุ ผเู้ ช่ียวชาญ (expert group) ข้นึ มา และรว่ มกันทาความเข้าใจในเน้ือหาสาระนน้ั อย่างละเอยี ด และ
ร่วมกนั อภปิ รายหาคาตอบประเด็นท่ีผูส้ อนมอบหมายให้
4 สมาชกิ กลุ่มผู้เช่ยี วชาญ กลับไปสกู่ ลุ่มบา้ นของเรา แต่ละกลุ่มช่วยสอนเพ่อื นในกลุ่ม ให้เขา้ ใจ
สาระท่ีตนไดศ้ ึกษารว่ มกับกลุ่มผ้เู ช่ียวชาญเช่นนี้ สมาชิกทกุ คนกจ็ ะไดเ้ รยี นรภู้ าพรวมของสาระทั้งหมด
5 ผเู้ รยี นทกุ คนทาแบบทดสอบ แตล่ ะคนจะไดค้ ะแนนเป็นรายบคุ คล และนาคะแนนของทกุ คนใน
กลุม่ บ้านของเรามารวมกนั (หรือหาค่าเฉล่ยี ) เป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มท่ไี ดค้ ะแนนสูงสุดไดร้ ับรางวลั
ท่ีมา : ทศิ นา แขมมณี. (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครง้ั ที่ 4. กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
50. รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ
(Instructional Models of Cooperative Learning)
ก. ทฤษฎ/ี หลกั การ/แนวคิดของรูปแบบ
รปู แบบการเรยี นการสอนของการเรียนรูแ้ บบร่วมมือพฒั นาขนึ้ โดยอาศยั หลักการเรียนรูปแบบ
รว่ มมอื ของจอหน์ สนั และจอห์นสัน ( Johnson & Johnson, 1974 : 213 - 240 ) ซ่งึ ไดช้ ้ใี ห้เห็นวา่
ผ้เู รียนควรรว่ มมอื กนั ในการเรียนรูม้ ากกวา่ การแขง่ ขนั กนั เพราะการแข่งขันกอ่ ใหเ้ กดิ สภาพการณ์ของ การ
แพ้-ชนะ ตา่ งจากการรว่ มมือกัน ซ่ึงก่อให้เกดิ สภาพการณ์ของการชนะ-ชนะ อนั เป็นสภาพการณ์ท่ดี กี วา่ ท้ัง
ทางดา้ นจติ ใจและสตปิ ัญญาหลักการเรียนรแู้ บบร่วมมือ 5 ประการ ประกอบดว้ ย
55
(1) การเรยี นร้ตู อ้ งอาศัยหลักการพ่งึ พากนั (positive interdependence) โดยถอื ว่าทกุ คน
มีความสาคัญเทา่ เทยี มกนั และจะต้องพง่ึ พากันเพอ่ื ความสาเรจ็ รว่ มกัน
(2) การเรียนรูท้ ดี่ ีต้องอาศัยการหนั หนา้ เขา้ หากัน มปี ฏสิ ัมพันธก์ นั (face to face interaction)
เพอ่ื แลกเปล่ียนความคิดเหน็ ขอ้ มูล และการเรียนรตู้ ่าง ๆ
(3) การเรยี นรูร้ ่วมกนั ต้องอาศยั ทกั ษะทางสังคม (social skills) โดยเฉพาะทักษะในการทางาน
รว่ มกนั
(4) การเรยี นรู้รว่ มกนั ควรมีการวิเคราะหก์ ระบวนการกลุ่ม (group processing) ท่ีใช้ใน การ
ทางาน
(5) การเรียนรรู้ ว่ มกนั จะต้องมผี ลงานหรือผลสัมฤทธท์ิ ้ังรายบคุ คลและรายกลุ่มท่ีสามารถ
ตรวจสอบและวดั ประเมินได้ (individual accountability)หากผู้เรยี นมีโอกาสไดเ้ รยี นรู้แบบร่วมมือกนั
นอกจากจะช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรทู้ างด้านเน้ือหาสาระต่าง ๆ ไดก้ วา้ งขนึ้ และลึกซง้ึ ข้ึนแล้ว ยัง
สามารถชว่ ยพัฒนาผเู้ รยี นทางดา้ นสังคมและอารมณ์มากข้ึนด้วย รวมทงั้ มโี อกาสได้ฝกึ ฝนพัฒนาทกั ษะ
กระบวนการต่าง ๆ ท่ีจาเปน็ ตอ่ การดารงชวี ิตอีกมาก
ข. วตั ถปุ ระสงคข์ องรูปแบบ
รปู แบบนี้มุ่งชว่ ยใหผ้ เู้ รียนได้เรียนรู้เนอื้ หาสาระต่าง ๆ ด้วยตนเองและด้วยความร่วมมือและความ
ช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ รวมทงั้ ไดพ้ ัฒนาทักษะทางสังคมตา่ ง ๆ เช่น ทกั ษะการสื่อสาร ทักษะ การทางาน
ร่วมกับผู้อ่นื ทักษะการสร้างความสมั พันธ์ รวมทั้งทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการคิด การแกป้ ญั หา
และอนื่ ๆ
ค. กระบวนการเรยี นการสอนของรูปแบบ
รปู แบบการเรยี นการสอนท่ีส่งเสรมิ การเรยี นรู้แบบร่วมมือมหี ลายรูปแบบ ซงึ่ แตล่ ะรูปแบบจะมี
วิธีการดาเนนิ การหลัก ๆ ซึง่ ได้แก่ การจดั กลมุ่ การศกึ ษาเนือ้ หาสาระ การทดสอบ การคดิ คะแนน และ
ระบบการใหร้ างวัล แตกต่างกนั ออกไปเพ่ือสนองวัตถปุ ระสงคเ์ ฉพาะแต่ไมว่ า่ จะเป็นรปู แบบใด ต่างก็ใช้
หลักการเดียวกันคอื หลกั การเรยี นรู้แบบร่วมมือ 5 ประการและมีวตั ถุประสงค์มุง่ ตรงไป ในทิศทางเดยี วกัน
คอื เพอื่ ช่วยให้ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรูใ้ นเร่อื งที่ศึกษาอย่างมากท่ีสดุ โดยอาศัย การร่วมมือกนั ช่วยเหลือกนั
56
และแลกเปลี่ยนความร้กู นั ระหว่างกลุ่มผเู้ รียนด้วยกัน ความแตกต่างของรูปแบบแต่ละรูป จะอยทู่ ่ีเทคนคิ
ในการศึกษาเนือ้ หาสาระและวิธกี ารเสรมิ แรงและการให้รางวลั เปน็ ประการสาคญั
ท่มี า : ทศิ นา แขมมณี . (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครงั้ ท่ี 4. กรุงเทพมหานคร :จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
51. การสอนแบบเอกตั ภาพ ( Individualized Instruction )
การเรียนการสอนแบบนีใ้ นระดบั โรงเรยี นเพ่ิงเริม่ ข้นึ เม่ือไม่นานมานีเ้ อง ในประเทศไทยเริ่มการ
สอนภาษาองั กฤษแบบนี้ในระดบั มัธยมต้น ในปกี ารศึกษา 2523
การสอนแบบเอกตั ภาพนี้ยดึ หลักการสอนแบบบุคคล นั่นคือ เชอ่ื ในเรอื่ งความแตกต่างระหวา่ ง
บคุ คล ถือว่าคนทกุ คนมคี วามสามารถไมเ่ ท่ากัน ใครทเ่ี รียนดี เรียนได้เรว็ ควรจะไปรดุ หนา้ กว่าคนทอี่ อ่ น
และชา้ บทเรยี นท่ีจัดขึ้นมีทั้งบทเรียนธรรมดาและบทเรียนสาเรจ็ รูป ( programmed lessons )
การสอนแบบนี้ เป็นพฒั นาการของการจดั การศึกษาตามแนวทางใหม่ เปน็ การปฏริ ปู ระบบการ
เรียน การสอน และการจัดห้องเรียนจากแบบเดิมทม่ี ีครูเป็นผูน้ าแตผ่ ้เู ดียวมาเป็นระบบทคี่ รูและนักเรยี นมี
ส่วนร่วมรับผิดชอบในชน้ั เรยี นหน่ึง ๆ โดยการแบง่ ออกเป็นมมุ ตา่ ง ๆ เช่น มุม oral , reading และ
writing แบ่งนกั เรียนออกเป็นกลมุ่ ๆ สัก 3 – 5 กลมุ่ อาจจะใชค้ รูผู้สอน 2 หรอื 3 คนช่วยกนั สอนเป็น
team teachering
วิธกี ารเรียนการสอนแบบเอกัตภาพนีใ้ ชใ้ นระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น ในปกี ารศกึ ษา 2523 โดยใช้
ชอื่ เรียกสื่อการเรยี นการสอนชุดน้วี ่า “ ชุดการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ ( Learning Kit ) ”
วธิ กี ารสอนแบบเอกตั ภาพ
1. ครสู อนส่ิงทีน่ กั เรยี นจะตอ้ งเรยี นพร้อมกนั ทีเดยี วทัง้ หอ้ งหรอื คร่ึงหอ้ ง เป็นต้นวา่ การออกเสียง
ไวยากรณ์ หรือคาศัพท์ สัก 10 – 15 นาที
2. แบ่งนกั เรียนออกเปน็ กลุ่มยอ่ ยสกั 3 – 5 กลมุ่ มหี ัวหน้าดแู ลความเรียบร้อยแตล่ ะกลมุ่ ทางาน
ตามที่ครมู อบหมายให้ทาดว้ ยตนเอง ถา้ มีปญั หาหรือต้องการความช่วยเหลือจะเขา้ มาปรึกษาครูไดเ้ ป็นราย
57
ๆ ไป ในครง้ั หนงึ่ ๆ นักเรยี นอาจจะเลอื กทากิจกรรมมากกวา่ หน่ึงอยา่ งก็ไดต้ ามความสนใจของตน แตค่ รู
จะต้องเป็นผู้รับร้ดู ้วย
3. การเรยี นอ่านและเขียนนั้นเป็นการเรยี นด้วยตนเองเป็นสว่ นใหญ่ ครูมีหน้าที่ให้คาแนะนา
ช่วยเหลือ อธบิ ายอยา่ งครา่ ว ๆ นักเรยี นคนใดเรียนไดเ้ รว็ ทางานที่ได้รบั มอบหมายเสรจ็ เรยี บรอ้ ย ครูจะให้
ช่วยเหลอื หรือแนะนาหรือดูแลการทาแบบฝึกหดั ของนกั เรียนท่ีออ่ น
4. แตล่ ะครง้ั นกั เรียนเอางานทสี่ าเร็จแล้วมาใหค้ รดู ู แล้วไปเขยี นในสมุดหรือกระดาษรายงาน
ส่วนตัวที่เรยี กว่า progress chart เพอื่ เปน็ หลักฐานวา่ ในคร้งั น้ัน ๆ ตนได้ทางานอะไรไปแล้วบ้าง
ข้อเสยี
1. ถ้ามนี ักเรียนหลายคนในห้องเรยี น จะต้องอาศัยครูหลายคนจึงจะดูแลนักเรียนได้ทว่ั ถึง
2. จะต้องอบรมใหน้ กั เรียนมีระเบียบวนิ ยั ซ่ือตรงต่อตนเอง สามารถบังคบั ใจให้ทางานได้เองโดย
ไม่มใี ครบังคบั
3. บทเรียนที่ใชม้ กั จะมีราคาแพง เพราะตอ้ งบรรจุกิจกรรมมากอยา่ งเพื่อเรา้ ความสนใจของผู้เรียน
4. ครูจะตอ้ งมีความสนใจต่อนักเรยี นเปน็ รายบคุ คลอยา่ งแท้จรงิ จึงจะช่วยให้การเรยี นเป็น
ผลสาเรจ็
5. ในหอ้ งเรียนทน่ี กั เรียนมีความสามารถต่างกันมาก ทาใหย้ ากตอ่ การเตรยี มการสอนในส่วนของ
บทเรียนที่จะต้องเรียนรว่ มกัน เพราะนกั เรยี นเก่งจะเรยี นรเู้ กนิ หน้านักเรียนที่ออ่ นไปมากแล้ว แตจ่ ะต้องมา
เรยี นบทเรียนย้อนหลงั ดังนนั้ ครจู งึ ต้องเตรยี มบทเรยี นเป็นหลายระดบั และสอนแต่ละกลมุ่ ด้วยเนื้อหาท่ี
ตา่ งกนั ออกไป ทาให้ครูทางานหนกั มาก
ข้อดี
1. สามารถจะแกป้ ัญหานักเรยี นทมี่ พี ื้นฐานความรตู้ า่ งกนั ได้
2. นกั เรียนไดร้ บั การฝกึ ภาษาอยา่ งทั่วถงึ กัน เพราะแตล่ ะกล่มุ เปน็ กลุ่มเล็ก
3. นักเรยี นออ่ นไม่รู้สึกมปี มด้อยในการเรียน เพราะไดเ้ รยี นตามความสามารถของตนเปน็ การ
แขง่ ขนั กบั ตนเองมากกวา่ แขง่ กับคนอ่นื
58
4. นักเรียนทเ่ี รยี นเก่งไม่รสู้ กึ เบอื่ หน่ายในการทีจ่ ะต้องรอนักเรียนทีเ่ รยี นช้า มโี อกาสที่จะเลอื ก
กจิ กรรมไดม้ ากอยา่ งตามความสนใจของแต่ละคน
5. ฝึกให้นกั เรยี นรูจ้ กั การให้และการรบั รู้จักช่วยเหลือเพื่อนรว่ มชนั้ เป็นการฝึกนสิ ยั ในการที่จะ
ดาเนนิ ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสนั ติสุข
52. การสอนภาษาโดยใชเ้ นื้อหาเพอื่ นาไปสู่การเรียนรูภ้ าษา(Content – Based Instruction)
จากประสบการณท์ ้ังดา้ นการสอนและการสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นในห้องเรียนชีใ้ ห้เหน็ ว่า การ
เรียนภาษาตา่ งประเทศจะได้ผลมากที่สดุ ถา้ ครูสอนให้ผ้เู รียนใชภ้ าษาในสถานการณท์ ่ีสอดคล้องกบั
สถานการณ์จรงิ ทงั้ ครแู ละผู้ที่เกีย่ วขอ้ งกับการจดั การเรยี นการสอนภาษาทมี่ งุ่ ให้ผูเ้ รียนสามารถสื่อสารได้
จะจดั การสอนโดยเนน้ ใหผ้ เู้ รียนฝึกการใช้ภาษาในสถานการณท์ เี่ หมือนจรงิ ครูสอนภาษาตา่ งประเทศใน
ประเทศไทยส่วนใหญ่สอนทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคลในระดับพนื้ ฐาน (Basic Interpersonal
Communication Skills) ซึ่งเนน้ ใหผ้ ู้เรยี นฝึกการใชภ้ าษาใหถ้ กู ตอ้ งตามหน้าท่ี (Functions) ใน
สถานการณซ์ ง่ึ ครูจาลองให้เหมือนชีวิตประจาวนั มากท่สี ุด เช่นการซอ้ื ของ การถามหรอื การบอกทศิ ทาง
การแนะนาตวั เอง เป็นต้น การสอนลกั ษณะนจ้ี ะชว่ ยให้ผู้เรียนส่อื สารได้ในระดบั หนง่ึ เท่านนั้
ผู้เรียนทีส่ าเรจ็ การศึกษาระดบั มธั ยมศกึ ษาจานวนมากจะศกึ ษาต่อในระดับสงู ขึ้น ไม่ว่าจะศกึ ษาตอ่
ในสาขาวิชาใดก็ตามผเู้ รยี นจาเปน็ ตอ้ งใช้ภาษาองั กฤษเชงิ วิชาการ (Academic English) เพือ่ ศกึ ษาหา
ความรู้และความก้าวหนา้ ทางวิทยาการ การสอนภาษาโดยเน้นเพียงการสอื่ สารในชวี ติ ประจาวัน จงึ ไม่
สามารถเตรยี มผู้เรียนให้มคี วามพรอ้ มในการใชภ้ าษาองั กฤษในการศกึ ษาหาความรู้ต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนภาษา ไดศ้ ึกษาเปรยี บเทยี บการเรยี นภาษาเพอื่ การสอื่ สารระหว่าง
บุคคล และการเรียนภาษาองั กฤษเชิงวิชาการ สรุปวา่ ผเู้ รยี นสามารถใชภ้ าษาเพอ่ื การสอื่ สารใน
ระดับพืน้ ฐานได้ หลงั จากการเรยี นในระยะเวลา 2 ปแี ตผ่ เู้ รยี นไมส่ ามารถใชภ้ าษาเชงิ วิชาการได้ (Grabe
และ Stoller, 1997, Cummins, 1983, 1989) ซง่ึ ถ้าผเู้ รียนตอ้ งการพัฒนาทกั ษะภาษาเชงิ วชิ าการด้าน
พุทธิพิสยั หรอื Cognitive Academic Language Proficiency (CALP) จะต้องใช้เวลาเรียนถงึ 7 ปี
(Cummins 1983, 1989) นอกจากน้ี Cummins ยงั อธิบายเพ่ิมเติมว่า ถงึ แม้ผเู้ รยี นสว่ นใหญจ่ ะไม่ได้ใช้
ชีวติ อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มท่ใี ชภ้ าษาอังกฤษ แต่ผเู้ รียนย่อมจะมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษเชงิ วิชาการ ด้วย
59
เหตุผลดงั กลา่ วขา้ งต้นจงึ ควรเร่ิมสอนภาษาองั กฤษเชิงวิชาการ โดยเนน้ วิธีการสอนที่ใชเ้ น้อื หาเพือ่ นาไปสู่
การเรียนรภู้ าษาในระดบั มัธยมศึกษา
Brinton, Snow และ Wesche (1989) ให้คาอธบิ ายเกี่ยวกับการสอนภาษาโดยใช้เนอื้ หาเพื่อ
นาไปสู่การเรยี นรภู้ าษา หรอื ท่ีเรียกว่า Content – Based Instruction (CBI) วา่ เป็นการสอนทปี่ ระสาน
เนอ้ื หาเข้ากบั จดุ ประสงค์ของการสอนภาษาเพอ่ื การสื่อสาร โดยมงุ่ ให้ผเู้ รียนสามารถใช้ภาษาองั กฤษเปน็
เคร่ืองมอื ในการศกึ ษาเนอ้ื หาพร้อมกับพัฒนาภาษาอังกฤษเชิงวิชาการผูส้ อนทใี่ ช้แนวการสอนแบบนีเ้ หน็
ว่าครูไม่ควรใช้เนือ้ หาเปน็ เพียงแบบฝึกหัดทางภาษาเทา่ น้ัน แตค่ รคู วรฝึกให้ผู้เกิดความเข้าใจสาระของ
เน้อื หา โดยใชท้ กั ษะทางภาษาเป็นเคร่ืองมือ ครูจะใชเ้ น้อื หากาหนดรปู แบบของภาษา (Form) หน้าที่ของ
ภาษา (Function) และทกั ษะย่อย (Sub – Skills) ท่ผี เู้ รียนจาเปน็ ต้องรู้เพ่อื ทจี่ ะเข้าใจสาระของเน้ือหา
และทากจิ กรรมได้ การใช้เนอ้ื หาเพ่ือนาไปสู่การเรยี นร้ภู าษาน้ีจะทาใหค้ รูสามารถสร้างบทเรียนให้
สอดคล้องกบั สถานการณ์จรงิ ไดม้ ากทสี่ ดุ ทง้ั น้คี รจู ะต้องเขา้ ใจการสอนแบบบรู ณาการหรือทักษะสัมพันธ์
ตลอดจนเขา้ ใจเนือ้ หาและสามารถ ใช้เนอื้ หาเป็นตวั กาหนดบทเรียนทางภาษา (Brinton, Snow,
Wesche, 1989)
แนวการสอนแบบนี้ ครูจะประสานทักษะท้งั สใี่ หส้ ัมพนั ธก์ บั หัวเรือ่ ง (Topic) ทกี่ าหนดในการ
เลอื กหัวเรือ่ งครจู ะต้องแนใ่ จว่าผเู้ รียนมที ักษะและกลวธิ กี ารเรยี น (Learning Strategies) ท่ีจาเปน็
เพื่อท่ีจะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ การสอนภาษาแนวนี้เหมาะสมอยา่ งย่ิง เพราะเป็นการฝึกกลวิธีการเรียน
ภาษา เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นสามารถเข้าใจความหมายของภาษาและสามารถนากลวิธีนี้ไปใช้ได้ตลอด ส่วนเนือ้ หา
และกิจกรรมการเรยี น ครสู ามารถปรบั แตง่ ให้มีความหลากหลายมากขน้ึ
กิจกรรมการเรยี นการสอนในแนวนจ้ี ะกระตุ้นใหผ้ ้เู รยี นคดิ และเกดิ การเรียนรู้ โดยผา่ นการฝึก
ทกั ษะทางภาษา กิจกรรมเป็นแบบทกั ษะสัมพนั ธท์ ีส่ มจริง ตวั อยา่ งเช่น เมื่อผู้เรยี นได้ฟังหรอื อ่านบทความ
ทีไ่ ด้จากสื่อจรงิ (Authentic Material) แล้วผ้เู รยี นไมเ่ พยี งแตท่ าความเข้าใจข้อมลู เท่านนั้ แต่จะตอ้ ง
ตคี วามและประเมนิ ข้อมลู นั้น ๆ ดว้ ย ดังนนั้ ผู้เรยี นจะต้องรู้จักการวเิ คราะห์และสงั เคราะหข์ อ้ มลู เพ่ือทีจ่ ะ
สามารถพดู หรือเขียนเชงิ วิชาการท่เี กีย่ วกับเรื่องน้ัน ๆ ได้ จะเหน็ ได้วา่ ผ้เู รยี นจะไดฝ้ กึ ทั้งทกั ษะทางภาษา
(Language Skills) และทกั ษะการเรียน (Study Skills) ซ่งึ จะเตรยี มผ้เู รยี นให้พรอ้ มทจ่ี ะใชภ้ าษาอังกฤษ
เชงิ วิชาการในสถานการณ์จริงในอนาคต
60
การสอนแบบ CBI มงุ่ เตรยี มผู้เรยี นให้สามารถใชภ้ าษาอังกฤษเพ่ือหาความรทู้ างวิชาการเพ่ิมเตมิ
ซึ่งการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนไมแ่ ตกต่างไปจากการสอนภาษาเพอื่ การส่อื สารโดยมแี นวการเรยี น
การสอนท่สี าคญั ดังนี้ คือ
- การสอนแบบยดึ ผู้เรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง (Learner – Centered Approach)
- การสอนทีค่ านึงถงึ ทุกสิ่งทุกอยา่ งท่ีเก่ียวข้องกับภาษา (Whole Language Approach)
- การสอนท่ีเน้นการเรยี นรูจ้ ากประสบการณ์ (Experiential Learning)
- การสอนท่ีเน้นการเรยี นรจู้ ากการทาโครงงาน (Project – Based Learning)
นอกจากน้ียังเน้นหลักสาคัญว่า ผูเ้ รียนสามารถเรยี นรภู้ าษาได้ดี ถา้ มีโอกาสใช้ภาษาในสถานการณท์ ี่
เหมือนจริง และผูเ้ รยี นจะใช้ภาษามากขึน้ ถ้ามีความสนใจในเนอื้ หาที่เรียน ดงั นั้นผ้เู รียนจงึ ตอ้ งนาเน้อื หาที่
เป็นจริงและสถานการณ์การเรียนรู้ทีส่ มจรงิ มาใหผ้ ู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษา เพอ่ื ทีจ่ ะทาความเขา้ ใจสาระของ
เน้ือหา โดยผเู้ รียนสามารถใช้พนื้ ความรู้เดิมของตนในภาษาไทยมาโยงกับเน้อื หาของวิชาในภาษาอังกฤษ
และที่สาคญั ท่สี ุด คือ แนวการสอนแนวนฝ้ี กึ ใหผ้ ้เู รียนคดิ เป็น สามารถวิพากษว์ ิจารณ์ข้อมูลที่ได้จาก
เนื้อหาท่ีเรยี น และใช้ทักษะทางภาษาเป็นเคร่อื งมือในการคน้ ควา้ ข้อมูลเพิ่มเติมได้ ฉะนั้นการเรยี นการสอน
วธิ ีนีจ้ งึ เหมาะสมกับการสอนภาษาในระดับประถมศึกษา
53. การสอนแบบวิธีธรรมชาติ ( Natural Method )
วธิ ีน้ีใช้วธิ สี อนโดยให้ผูเ้ รียนพบปะคลุกคลีกับเจา้ ของภาษาโดยตรง เปน็ วิธีที่จะต้องลงทนุ มาก เพราะ
จะตอ้ งจา้ งครูอังกฤษหรืออเมรกิ า หรอื ครไู ทยท่พี ูดภาษาอังกฤษเกง่ ๆ มาสอน หรอื ส่งผู้เรยี นไปยงั ประเทศ
เจ้าของภาษา การสอนใช้วิธพี ดู เปน็ หลัก และผู้สอนจะเน้นเรื่องคาศัพทม์ าก โดยถือว่าการเรยี นภาษานน้ั
คือการเรียนคาศพั ท์ ถา้ นกั เรยี นรจู้ ักคาศัพท์มากกถ็ ือว่านักเรยี นคนนัน้ รภู้ าษาดี ส่วนไวยากรณ์ทีเ่ รียนน้นั ก็
เป็นแบบใหค้ าจากัดความและกฎเกณฑ์ และเน้ือเร่ืองท่ีเรียนกม็ ักจะยดึ เอาเหตุการณซ์ ึ่งเกดิ ขึ้นในขณะนั้น
เปน็ เกณฑ์ เช่น วนั ทอี่ ากาศครมึ้ ฝนตก ครมู ักจะคยุ กับนักเรียนเร่ืองฝนหรือเร่อื งอ่ืน ๆ ทนี่ ักเรียนสนใจอยู่
ในขณะน้ัน
61
การเรียนดว้ ยวธิ นี ี้ ถ้าได้ครทู ่สี ามารถ นักเรียนจะเรียนภาษาใหมไ่ ดเ้ ร็ว และไดเ้ ปรยี บวิธีสอนอื่น ๆ
ตรงทผี่ ้เู รยี นได้มโี อกาสคลกุ คลีกบั ภาษาอังกฤษโดยตรง
ขอ้ เสยี ของวธิ ีสอนแบบนีม้ ีอยูห่ ลายประการ เชน่
1. เป็นวธิ ที ี่ต้องลงทนุ มาก
2. ครูมกั จะเป็นผู้พูดเสียเองเปน็ ส่วนมาก ทาให้นกั เรยี นไมค่ อ่ ยมีโอกาสไดฝ้ ึก ถึงแม้จะพูดก็พูด
ไมไ่ ด้ดจี ริง และอาจจะพูดผิดไวยากรณ์ เพราะครผู ู้สอนมกั จะถือหลกั วา่ พูดพอให้เข้าใจกันไดเ้ ทา่ นนั้ ไม่
ต้องถกู ทง้ั หมดก็ใช้ได้
3 เนอื่ งจากการสอนไมไ่ ดเ้ นน้ โครงสรา้ งของภาษา ไม่มีการคัดเลอื กรูปแบบประโยค ( pattern )
มาสอนตามลาดับ และไม่ยา้ รปู แบบประโยครูปใดรูปหนงึ่ มาทาการฝกึ จนนกั เรียนทาได้อย่างแม่นยา จงึ
ปรากฏวา่ นักเรียนไมส่ ามารถจะใช้ภาษาไดอ้ ย่างถูกต้อง
อ้างอิง
จาก https://sites.google.com/site/prapasara/15-1 เข้าถงึ เมื่อวนั ท่ี 17 ต.ค.56
54. การสอนแบบชุมชนเปน็ ฐาน
1. เพอ่ื ใหน้ ักศึกษาสามารถทางานไดก้ ับทุกภาคสว่ นในสังคม
2. เพอ่ื ใหน้ กั ศึกษาเกิดการหยั่งรู้ในโลกของความเป็นจริงมากขน้ึ เขา้ ใจการปฏบิ ัตขิ องบุคคลทม่ี ีต่อ
สงั คม และการเมืองมากข้ึน
3. เพ่อื ให้นักศึกษามีความรับผิดชอบต่อสงั คมมากข้นึ
4. เพอ่ื ใหน้ กั ศึกษาสามารถเข้าใจกระบวนการเรียนรู้
5. เพ่อื ให้นักศกึ ษาได้เรยี นรูเ้ กี่ยวกับประเดน็ ปญั หาสังคมท่ีมีความซับซอ้ น เรยี นรู้วัฒนธรรมสาหรบั
การปฏบิ ตั ิงาน และสามารถปฏิบตั งิ านได้
6. เพ่อื พัฒนาทกั ษะทางวิชาชพี ทกั ษะทางสังคม และความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับนักศกึ ษา
62