The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2. ชุดที่ 2 ระบำสี่บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kenika1977er, 2021-11-18 19:41:39

2. ชุดที่ 2 ระบำสี่บท

2. ชุดที่ 2 ระบำสี่บท

ชุดท่ี 3 ระบำสบ่ี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 1

ชดุ ที่ 2
ระบำสบี่ ท บทที่ 1 (พระทอง)

สำระและมำตรฐำนกำรเรยี นรู้

สำระท่ี 2 ระบำมำตรฐำน
มำตรฐำนท่ี ศ 2.1 มีควำมร้คู วำมเข้ำใจ สำมำรถอธิบำยประวตั คิ วำมเปน็ มำ องคป์ ระกอบของ

ระบำมำตรฐำน
มำตรฐำนที่ ศ 2.2 มที กั ษะในกำรปฏิบัตทิ ่ำรำระบำมำตรฐำนได้อย่ำงถูกตอ้ งตำมแบบแผน

สำระกำรเรยี นรู้

ประวัติควำมเป็นมำ องคป์ ระกอบ รปู แบบกำรแสดง โอกำสทใ่ี ช้ บทร้องและทำนองเพลงระบำ
มำตรฐำน ระบำสี่บท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง)

ชดุ ท่ี 3 ระบำสีบ่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 2

ผลกำรเรียนรู้

1. บอกประวตั ิควำมเป็นมำ องค์ประกอบ รูปแบบกำรแสดง โอกำสทใี่ ช้ บทรอ้ งและ
ทำนองเพลง ระบำสบ่ี ท บทที่ 1 (พระทอง) (K)

2. รอ้ งเพลงและปฏิบัติทำ่ รำ ระบำสบี่ ท บทท่ี 1 (พระทอง)ได้(P)
3. มีความสนใจ ใฝ่เรยี นรู้ (A)

ผลกำรเรยี นรู้
1. บอกความหมายและประเภทของการขบั ร้องเพลงไทยได้
2. ปฏบิ ตั กิ ารขับรอ้ งเพลงไทยเบื้องตน้ ได้
3. สามารถการอา่ นโนต้ เพลงไทยได้
4. สามารถบอกลกั ษณะคาประพนั ธ์ ความหมายจากบทร้อง ถึงบทร้องและทานองเพลง
ระบาสบี่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) ระบากฤดาภินหิ าร
5. สามารถขับร้องเพลงระบาสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) ระบากฤดาภินิหารได้

ชดุ ท่ี 3 ระบำสี่บท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 3

แผนผงั มโนทศั น์ ชดุ ฝกึ ทกั ษะกำรปฏบิ ตั ทิ ำ่ รำ เรอื่ ง ระบำมำตรฐำน
ชุดที่ 3 ระบำสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง)
ระบำมำตรฐำนแบบดงั้ เดมิ
ประวตั คิ วำมเปน็ มำ
องคป์ ระกอบของกำรแสดง
วธิ กี ำรขบั รอ้ ง
กระบวนทำ่ รำ
เทคนิคกำรปฏบิ ตั ทิ ำ่ รำ

ชดุ ท่ี 3 ระบำสบ่ี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 4

ใบควำมรทู้ ่ี 1
ระบำมำตรฐำนแบบดง้ั เดมิ

ระบำมำตรฐำนแบบดง้ั เดมิ : ระบำส่ีบท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง)
1. ประวตั คิ วำมเปน็ มำ
ระบำสบี่ ทเป็นระบำมำตรฐำนที่มีมำแต่ดั้งเดิม และเป็นต้นแบบของกำรคิดประดิษฐ์ระบำ

มำตรฐำนชุดอ่ืน ๆ อีกทั้งยังได้รับกำรยกย่องมำแต่โบรำณว่ำเป็นระบำท่ีมีควำมสวยงำม บทร้องไพเรำะ
อนั เป็นระบำที่แสดงใหเ้ หน็ ถึงกำรเก้ียวพำรำสีของเทวดำนำงฟำ้ ดว้ ยควำมงดงำมสอดประสำนกับบทร้องที่
สำมำรถนำไปประกอบกำรแสดงโขน ละคร หรือแสดงชุดเด่ียว เดิมกำรแสดงชุดนี้ไม่ได้เรียกว่ำ ระบำ
ส่ีบท แต่เรียกว่ำ “ชุดจับระบำ” ต่อมำภำยหลังจึงได้เรียกว่ำ ระบำสี่บท ซ่ึงอำจำรย์มนตรี ตรำโมท ได้
กล่ำวไว้เก่ียวกับเพลงท่ีบรรเลงประกอบกำรแสดงระบำสี่บทและระบำไว้ว่ำ “...กำรแสดงละครนั้น
โดยมำกจะมจี ับระบำ แตร่ ะบำในสมยั โบรำณมกั จะเปน็ ระบำเทวดำนำงฟ้ำ ระบำเทวดำนำงฟ้ำก็มักจะร้อง
เพลงทเ่ี รียกกนั วำ่ ระบำสีบ่ ท ทเี่ รยี กวำ่ ระบำส่ีบทก็เพรำะบทรอ้ งนนั้ เป็น 4 บท จริง ๆ แล้วก็ร้อง 4 เพลง
ดว้ ย...” (วิทยำลยั นำฏศิลป, ม.ป.ป.: 95) ดังนัน้ จงึ เชื่อว่ำ “ระบำส่ีบท” นิยมเรียกชื่อตำมทำนองเพลงท่ี
ใช้ประกอบกำรแสดงซ่ึงมีด้วยกัน 4 เพลง ได้แก่ เพลงพระทอง เพลงเบ้ำหลุด เพลงสระบุหร่ง และ
เพลงบลิ่ม บทเพลงเหล่ำนี้สันนิษฐำนว่ำมีมำตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งมีกระบวนท่ำรำ บทร้องแตกต่ำงกัน
ออกไป ซึง่ เนอื้ หำของบทร้องเปน็ ในทำนองเกีย้ วพำรำสขี องเหลำ่ เทวดำนำงฟ้ำ และเปน็ กำรจับระบำอย่ำง
พร้อมเพรียงกัน

ระบำชุดนี้ไม่ปรำกฏหลักฐำนว่ำถูกเรียกมำต้ังแต่เมื่อใดอำจำรย์เฉลย ศุขะวณิช อดีต
ผู้เชี่ยวชำญนำฏศลิ ป์ไทย วทิ ยำลัยนำฏศลิ ป กรมศลิ ปำกร และศลิ ปินแห่งชำติ ผู้ซึ่งเคยแสดงระบำชุดน้ีมำ
แต่คร้ังเมื่ออำยุรำว 11 – 12 ปี (ปัจจุบันท่ำนเสียชีวิต) ท่ำนได้เรียกชุดนี้ว่ำระบำส่ีบทและใช้แสดง
ประกอบในละครเบิกโรงชุดรำมสูรเมขลำเท่ำนั้น ไม่เคยแสดงกับตอนอื่นของเร่ืองรำมเกียรต์ิเลย และ
ถึงแมว้ ่ำระบำชุดน้ีจะถูกตัดให้สั้นลงเหลือเพยี ง 2 บทหรือบทเดยี ว เพ่ือควำมเหมำะสมกับกำรแสดงเฉพำะ
โอกำสในยุคหลงั ต่อมำก็ตำมก็ยังเรยี กระบำชุดนีว้ ำ่ “ระบำส่ีบท” อย่นู ่นั เอง (อดุ ม กุลเมธพนธ,์ สัมภำษณ์
15 ธันวำคม 2558)

ชุดที่ 3 ระบำส่บี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 5

ระบำส่บี ทจัดเป็นระบำมำตรฐำนท่ีมีมำแต่โบรำณ และเป็นแบบฉบับของท่ำรำตัวพระและ
ตัวนำงในชุดต่อ ๆ มำ ดังที่ได้กล่ำวไปแล้วว่ำระบำชุดน้ีมีกำรสืบทอดมำหลำยร้อยปี ซ่ึงเช่ือกันว่ำระบำ
สบ่ี ทน้นั เปน็ ระบำนำงในท่ีถอื กำเนิดในสมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยำเพือ่ แสดงในเขตพระรำชฐำน ซึ่งพิจำรณำได้จำก
กระบวนทำ่ รำ เพลงรอ้ ง และดนตรี รปู แบบกำรแปรแถว ซึง่ สอดประสำนอย่ำงลงตัว และหำกแสดงแบบ
เตม็ มีควำมยำวเกอื บ 22 คำกลอน จะใชเ้ วลำแสดงมำกกว่ำ 2 ชวั่ โมง

อย่ำงไรก็ตำมกำรแสดงระบำสี่บทน้ันได้ปรำกฏหลักฐำนเป็นบทจับระบำของเทวดำนำงฟ้ำ
ในเรื่องรำมเกียรติ์และเรื่องอุณรุท ในบทพระรำชนิพนธ์ในพระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลก
มหำรำช บทพระรำชนิพนธ์เร่ืองรำมเกียรติ์ในพระบำทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ำนภำลัย ส่วนบทจับ
ระบำตอนรำมสูรเมขลำมีปรำกฏในตอนต้นของเร่ืองรำมเกียรติ์ ในบทพระรำชนิพนธ์ในพระบำท
พระบำทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟำ้ จุฬำโลกมหำรำช เนื้อหำของบทจับระบำที่ได้กล่ำวไปนั้นจะเกี่ยวกับกำร
จับระบำของเทวดำนำงฟำ้ และกำรเกย้ี วพำรำสี และไดก้ ลำยเปน็ ต้นแบบในกำรแสดงจนถงึ ปัจจบุ ัน

ระบำส่ีบทเป็นระบำที่มีควำมสำคัญที่หำกได้ฝึกฝนจะทำให้ผู้รำมีควำมสำมำรถด้ำนกำรแสดง
เข้ำคูพ่ ระนำงได้อยำ่ งสวยงำม จึงไดถ้ กู นำมำบรรจอุ ยใู่ นหลักสูตรกำรเรียนกำรสอนของวิทยำลัยนำฏศิลป
สถำบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในระดับช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 4 และถือได้ว่ำเป็นระบำมำตรฐำนและเป็นเพลง
พ้ืนฐำนในกำรฝกึ หดั นำฏศลิ ป์ไทย โดยมคี วำมสำคญั ดงั น้ี

1) ประกอบดว้ ยแมท่ ำ่ จำนวนมำก
2) เปน็ มลู บทในกำรรำตบี ท รำใชบ้ ท ซ่งึ สำมำรถนำไปใชใ้ นกำรแสดงละครตอ่ ไป1
3) มรี ปู แบบกำรแปรแถวที่หลำกหลำย เชน่ วงกลม แถวตอน สลับฟันปลำ
4) บทเพลงมคี วำมไพเรำะ
ระบำสี่บทในปัจจุบัน ที่บรรจุในหลักสูตรกำรเรียนกำรสอนของวิทยำลัยนำฏศิลป สถำบัน
บณั ฑิตพัฒนศิลป์ ประกอบดว้ ยบทร้อง 4 บท และใชเ้ พลงหน้ำพำทยบ์ รรเลง ตำมลำดับดงั นี้

1. เพลงโคมเวียน - รวั
2. เพลงพระทอง
3. เพลงเบำ้ หลุด
4. เพลงสระบหุ รง่
5. เพลงบหล่ิม
6. เพลงช้ำ

1 อำจำรย์ เฉลย ศขุ ะวณชิ ได้อธบิ ำยไว้วำ่ “หำกเพลงชำ้ เพลงเร็วเปรียบเสมือน ก.ไก่ ข. ไข่ ใหร้ ู้ท่ำรำ ระบำส่บี ทก็เปรียบเหมือนมลู บท
คือกำรรำตีบท หรือรำใช้บท ...เชน่ ทำ่ ยมิ้ ทำ่ อำย ท่ำผูกพนั ทำ่ กำงกนั้ เป็นต้น” (ผสุ ดี หลิมสกุล, 2537 : 3-4)

ชดุ ท่ี 3 ระบำสี่บท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 6

7. เพลงเรว็ – ลำ

2. องค์ประกอบของกำรแสดง

2.1 ผแู้ สดง

กำรแสดงระบำสีบ่ ทผ้แู สดงรำเป็นคู่พระ-นำง ไม่จำกัดจำนวนขึ้นอยู่กับโอกำสที่นำไปใช้

แสดงและพน้ื ที่ในกำรแสดง ในหลักสูตรกำรเรยี นกำรสอนวิทยำลยั นำฏศิลป ได้มีกำรจัดกลุ่มผู้แสดงระบำ

สี่บทเป็นกลุ่มละ 8 คน หรือ 4 คู่ ท่ีสมมติบทบำทเป็นเทพบุตร นำงฟ้ำ ชวนกันมำจับระบำแสดงควำม

ยนิ ดีดว้ ยท่วงท่ำลลี ำท่ีสวยงำม

2.2 บทร้อง

จำกบทละครจับระบำพระรำชนิพนธ์ในรัชกำลท่ี 1 แต่เดิมมีบทร้องเพียง 2 บท ซึ่งได้

ขน้ึ ต้นดว้ ยเพลงสระบหุ ร่ง และตำมด้วยเพลงพระทอง ต่อมำในรัชกำลท่ี 2 ได้ทรงพระรำชนิพนธ์บทร้อง

ขน้ึ อีก 2 บท คือเพลงเบำ้ หลุด และเพลงบล่ิม และได้มกี ำรกำหนดลำดับเพลงท่ีใช้ในกำรแสดง และยึดถือ

เป็นแบบฉบับมำจนถึงปัจจุบันว่ำด้วยเพลงร้องของระบำสี่บท ประกอบด้วย 4 เพลง คือ เพลงพระทอง

เพลงเบ้ำหลุด เพลงสระบหุ ร่ง และเพลงบลิม่ ซึง่ บทรอ้ งระบำส่ีแต่เดิมมคี วำมยำวและใช้เวลำในกำรแสดง

มำก เมื่อเขำ้ สสู่ มยั รชั กำลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีกำรตัดต่อบทร้องให้กระชับขึ้นทำให้ปัจจุบันบท

ร้องที่ใช้ประกอบกำรแสดงระบำสบ่ี ทมำจำกบทพระรำชนิพนธ์ในรัชกำลที่ 4 ที่ได้ตัดทอนมำจำกบทพระ

รำชนพิ นธข์ องรชั กำลที่ 2 ดังน้ี

ปพี่ ำทย์ทำเพลงโคมเวยี น

เพลงพระทอง

เมอ่ื น้นั ฝ่ำยฝงู เทวำทุกรำศี

ทั้งเทพธิดำนำรี สขุ เกษมเปรมปรีด์ิเปน็ สดุ คดิ

เทพบตุ รจับระบำทำท่ำ นำงฟ้ำรำฟ้อนออ่ นจริต2

รำเรียงเคียงเขำ้ ไปให้ชดิ ทอดสนิทติดพนั กัลยำ

แล้วตีวงเวยี นเปลี่ยนซ้ำย รำ่ ยตีวงเวยี นเปลีย่ นขวำ

ตลบหลงั ลดเลี้ยวลงมำ เทวญั กัลยำสำรำญใจ

ฯ 6 คำ ฯ

2 บทเดิมคือ “งอนจรติ ”

ชดุ ท่ี 3 ระบำสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 7

เพลงเบำ้ หลดุ

เมอ่ื นั้น นำงเทพอปั สรศรีใส

รำล่อเทวำสรุ ำลยั ท่วงทีหนีไล่พอไดก้ ัน

เทพบุตรฉุดฉวยชำยสไบ นำงปัดกรค้อนให้แล้วผนิ ผนั

หลกี หลบลดเลยี้ วเกีย่ วพนั เหยี นหันมำขวำทำท่ำทำง

ครัน้ เทพเทวญั กระชนั้ ไล่ นำงชม้อยถอยไปเสียใหห้ ่ำง

เวยี นระวนั หนั วงอยู่ตรงกลำง ฝูงนำงนำรกี ป็ รีดำ

ฯ 6 คำ ฯ

เพลงสระบหุ รง่

เมอ่ื นนั้ ฝำ่ ยฝูงเทพไทถว้ นหนำ้

รำเรียงเคยี งค่นั กัลยำ เล้ียวไล่ไขว่คว้ำเปน็ แยบคำย

เทพบตุ รหยุดยืนจับระบำ นำงฟ้ำฟอ้ นรำทำถวำย3

ทอดกรอ่อนระทวยกรีดกรำย เทพไทท้ังหลำยก็เปรมปรีด์ิ

ฯ 4 คำ ฯ

เพลงบลม่ิ

เม่อื น้นั นำงเทพธิดำมำรศรี

กรำยกรอ่อนระทวยทงั้ อินทรีย์ ดัง่ กนิ รรี ำฟ้อนรอ่ นรำ

แล้วตีวงลดเลีย้ วเก่ียวกล ประสำนแทรกสนั สนซำ้ ยขวำ

ทอดกรงอนงำมกริ ิยำ เทวำปฎิพันธ์เปรมปรดี ิ์

ฯ 4 คำ ฯ

ปพ่ี ำทย์ทำเพลงชำ้ – เรว็ ลำ

(คุณำนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ลมุล ยมะคปุ ต์, 2555: 46-47)

3 บทเดิม “ทำฉุยฉำย”

ชุดท่ี 3 ระบำสีบ่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 8

จำกบทรอ้ งข้ำงตน้ ได้มกี ำรปรบั เปลี่ยนคำร้องบำงคำเพื่อให้เกิดควำมไพเรำะ และเกดิ ควำม
เขำ้ ใจในควำมหมำยมำกยิ่งขึน้ เช่น
 ในบทร้องเพลงพระทอง คำกลอนท่ี 3 วรรคสดุ ทำ้ ย จำก “นำงฟำ้ รำฟอ้ นงอนจรติ ”

ปรับเป็น “นำงฟำ้ รำฟอ้ นอ่อนจริต”
 ในบทรอ้ งเพลงสระบหุ ร่ง คำกลอนท่ี 3 วรรค จำก “นำงฟ้อนฟอ้ นรำทำฉุยฉำย”

ปรับเปน็ “นำงฟำ้ ฟ้อนรำทำถวำย”

2.3 ทำนองเพลง
ทำนองเพลงที่ปรำกฏอยู่ในระบำส่ีบทในสมัยพระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว

รัชกำลที่ 4 ได้มีกำรบรรจุทำนองเพลงระบำสี่บทเพ่ือใช้ประกอบกำรแสดง โดยตอนสุดท้ำยป่ีพำทย์ทำ
เพลงช้ำ เพลงเร็ว และเพลงลำ แต่ปัจจุบันได้มีกำรปรับทำนองเพลงที่ใช้ในหลักสูตรกำรเรียนกำรสอน
และกำรแสดงจำกเพลงลำ เป็นเพลงช้ำเร็ว ระบำ เพลงโคมเวียน เป็นเพลงหน้ำพำทย์ปกติ ใช้บรรเลง
ประกอบกริ ยิ ำกำรเดินทำงของเหล่ำเทวดำ นำงฟ้ำ ใช้จังหวะหน้ำทับโคมเวียน มีตะโพนและกลองทัดซึ่ง
เป็นเครอ่ื งตี เปน็ กำรตีใหจ้ งั หวะ เพลงโคมเวียนนน้ี ิยมนำมำใช้ในละครหรือระบำที่มีกำรชุมนุมของเทวดำ
นำงฟำ้ ตอ่ ด้วยเพลงรัวซึ่งเป็นเพลงหนำ้ พำทย์ปกติซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทวดำ นำงฟ้ำได้เดินทำงมำถึงแล้ว
เพลงพระทอง เพลงในอัตรำ 2 ช้ัน มีควำมเร็วปำนกลำงในกำรบรรเลง ใช้หน้ำทับพิเศษช่ือว่ำ “หน้ำทับ
พระทอง” โดยใช้กลองแขกเป็นเครอื่ งมอื ในกำรตจี งั หวะ

ชดุ ท่ี 3 ระบำสี่บท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 9

ตำรำงท่ี 1 ทำนองเพลงระบำสีบ่ ท ทำนองเพลง ระบำสบ่ี ท
ทำนองเพลง ระบำสบ่ี ท ปจั จบุ นั

บทพระรำชนพิ นธร์ ชั กำลที่ 4 ปพี่ ำทยท์ ำเพลงโคมเวยี น
ปพี่ ำทยท์ ำเพลงโคมเวยี น
เพลงโคมเวียนเป็นเพลงหน้ำพำทย์ปกติ ที่ใช้ รอ้ งเพลงพระทอง
สำหรับบรรเลงประกอบ กิริยำกำรเดินทำงของ รอ้ งเพลงเบ้ำหลดุ
พวกเทวดำนำงฟำ้ เป็นขบวน ซ่ึงใช้จังหวะหน้ำทับ
โคมเวียน โดยมี ตะโพน และกลองทัดเป็น
เครอ่ื งมือในกำรตใี ห้จงั หวะ เพลงโคมเวียนน้ีใช้กัน
มำก ในละครหรือระบำท่ีมีกำรชุมนุมของเทวดำ
นำงฟ้ำ
ส่วนเพลงรัว เป็นเพลงหน้ำพำทย์ปกติ มัก
นำมำใช้ต่อท้ำยเพลงอ่ืนเพื่อ แสดงถึงกำรจบ
สำเร็จเสร็จส้ิน (ในท่ีนี้หมำยถึงกำรเดินทำงมำถึง
ของเทวดำ นำงฟำ้ )

รอ้ งเพลงพระทอง
เพลงพระทอง เป็นเพลงในอตั รำ 2 ชัน้ ทีม่ ี
ควำมเร็วในระดบั ปำนกลำง ใช้หน้ำทับพเิ ศษ ช่อื
หน้ำทับพระทอง ซงึ่ ใช้กลองแขกเปน็ เครือ่ งมอื ใน
กำรตีใหจ้ งั หวะ

รอ้ งเพลงเบ้ำหลดุ
เพลงเบ้ำหลุดเป็นเพลงในอตั รำ 2 ช้ัน ทม่ี ี
ควำมเรว็ ระดบั ปำนกลำง ใช้จังหวะหนำ้ ทับพเิ ศษ
เรยี กว่ำ หน้ำทบั เบ้ำหลุด ซ่ึงใช้กลองแขกเปน็
เครือ่ งมอื ในกำรตใี ห้จงั หวะ

ชดุ ที่ 3 ระบำสบ่ี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 10

ทำนองเพลง ระบำสบี่ ท ทำนองเพลง ระบำสบ่ี ท

บทพระรำชนพิ นธร์ ชั กำลที่ 4 ปจั จบุ นั

รอ้ งเพลงสระบหุ รง่ รอ้ งเพลงสระบหุ รง่

เพลงสระบุหรง เป็นเพลงในอัตรำ 2 ชน้ั ท่มี ี

ควำมเรว็ ระดับ ปำนกลำง ใชจ้ งั หวะหนำ้ ทับพิเศษ

เรียกว่ำ หน้ำทบั สระบุหรง่ ใน ซง่ึ ใชก้ ลอง แขกเป็น

เครื่องมอื ในกำรตใี ห้จงั หวะ

รอ้ งเพลงบลมิ่ รอ้ งเพลงบลมิ่

เพลงบหล่มิ เป็นเพลงในอตั รำ 2 ชั้น ท่มี ี

ควำมเร็วระดบั ปำนกลำง ใช้จงั หวะหนำ้ ทบั พิเศษ

เรยี กว่ำหน้ำทับข้ึนมำซึง่ ใชก้ ลองแขกเป็นเครื่องมอื

ในกำรตีใหจ้ งั หวะ

ปพ่ี ำทยท์ ำเพลงชำ้ ปพ่ี ำทย์ทำเพลงชำ้ เรว็ ระบำ

เพลงช้ำเป็นเพลงหน้ำพำทย์ปกติ ท่ีใช้แสดง เป็นเพลงท่ถี ูกตัดมำจำกเพลงชำ้ เพลงเรว็

ควำมสนุกสนำนร่ืนเริง และกำรเดินทำงอย่ำงช้ำ แสดงให้เหน็ ถงึ กำรเดินทำงอย่ำงปกติ เพลงเร็ว

ๆ เปน็ กำรแสดงให้เห็นกำรเดนิ ทำงอย่ำงใกล้ๆ กำร

บรรเลงเพลงน้ีเพอ่ื แสดงใหเ้ ห็นถงึ กำรเดนิ ทำงด้วย

ควำมควำมรน่ื เรงิ สนกุ สนำนยนิ ดี

ปีพ่ ำทย์ทำเพลงเร็ว -

เพลงเร็วเป็นเพลงหนำ้ พำทย์ปกติ ท่ีใชแ้ สดง

ควำมสนุกสนำนรนื่ เริง เช่นเดยี วกบั เพลงชำ้ และ

ใชเ้ ปน็ เพลงสำหรับกำรเดนิ ทำงในระยะใกล้ ๆ

ปพ่ี ำทยท์ ำเพลงลำ -

เพลงลำ เป็นเพลงหน้ำพำทย์ปกติ ท่ีแสดงถึง

กำรจบหรือเสร็จสิน้

ชดุ ที่ 3 ระบำส่บี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 11

2.4 เครือ่ งดนตรีทใี่ ชป้ ระกอบกำรแสดง
สว่ นใหญใ่ นกำรแสดงโขนนยิ มวงดนตรีท่ีใชแ้ สดงเปน็ วงปี่พำทย์ไม้แข็ง ซึ่งระบำส่ีบทเป็น

กำรแสดงระบำชดุ หนง่ึ ทีส่ อดแทรกอยู่ในกำรแสดงโขนเรื่องรำมเกียรต์ิ ตอนนำรำยณ์ปรำบนนทุก ดังน้ัน
จงึ ใชว้ งป่ีพำทย์ไมแ้ ขง็ บรรเลงประกอบกำรแสดง แต่บำงครั้งที่นำกำรแสดงระบำสี่บทไปใช้แสดงเป็นชุด
เอกเทศจงึ หนั มำใช้วงป่พี ำทย์ไมน้ วมประกอบกำรบรรเลง เนื่องจำกวงป่ีพำทย์ไม้นวมจะให้เสียงที่นุ่มนวล
เหมำะแก่กำรบรรเลงประกอบกำรแสดงระบำมำกกวำ่ วงป่พี ำทย์ไม้แขง็

สำหรับวงปพ่ี ำทย์ไม้แข็งท่ีใช้บรรเลง ชุด ระบำสี่บท มี 3 ลักษณะ คือ วงป่ีพำทย์เคร่ือง
ห้ำ วงปี่พำทย์เคร่ืองคู่ และวงป่ีพำทย์เคร่ืองใหญ่ ซ่ึงสำมำรถเลือกใช้ได้ตำมโอกำสอันเหมำะสมท้ัง
สถำนที่ และจำนวนผู้บรรเลง แต่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้วงป่ีพำทย์เคร่ืองคู่ เนื่องจำกระบำส่ีบทได้ชื่อว่ำเป็น
ระบำใหญ่ และมักสอดแทรกอยู่ในกำรแสดงโขน เรื่อง รำมเกียรติ์ ตอนนำรำยณ์ปรำบนนทุก ทำให้
จำนวนผบู้ รรเลง และสถำนทพี่ รอ้ มตอ่ กำรบรรเลง

 วงปีพ่ ำทยเ์ ครอ่ื งหำ้ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี 6 ชน้ิ ได้แก่

1. ปใี่ น 2. ระนำดเอก 3. ฆ้องวงใหญ่

4. ตะโพน 5. กลองทัด 6. ฉิ่ง

ฆอ้ งวงใหญ่
ฉงิ่

ปใี่ น

ระนำดเอก กลองทดั

ตะโพน
วงปพ่ี ำทย์เครอื่ งหำ้

ภำพที่ 21 ชอ่ื เครื่องดนตรใี นวงปีพ่ ำทยเ์ คร่ืองห้ำ
ท่มี ำ : ขวญั ฟำ้ ภูแ่ พ่งสทุ ธ์ิ (2560)

ชดุ ท่ี 3 ระบำสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 12

ภำพท่ี 22 กำรจัดวงปพี่ ำทยเ์ คร่ืองหำ้
ท่ีมำ : ขวัญฟำ้ ภแู่ พ่งสุทธ์ิ (2560)

 วงป่ีพำทยเ์ ครอ่ื งคู่ ประกอบดว้ ยเคร่ืองดนตรี 13 ชิ้น ได้แก่

1. ปี่ใน 2.ปนี่ อก (ปัจจุบันไม่นยิ มนำมำใช้)

3. ระนำดเอก 4. ระนำดทมุ้ 5. ฆ้องวงใหญ่

6. ฆอ้ งวงเล็ก 7. ตะโพน 8. กลองทัด

9. ฉิ่ง 10. ฉำบเลก็ 11. ฉำบใหญ่

12. กรบั 13. โหมง่

ภำพท่ี 23 ช่ือเคร่ืองดนตรีในวงป่ีพำทยเ์ ครอื่ งคู่
ทม่ี ำ : ขวัญฟ้ำ ภแู่ พง่ สทุ ธิ์ (2560)

ชุดท่ี 3 ระบำสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 13

ภำพท่ี 24 กำรจดั วงปีพ่ ำทย์เครอื่ งคู่
ที่มำ : ขวัญฟำ้ ภแู่ พง่ สทุ ธิ์ (2560)

 วงปพี่ ำทยเ์ ครือ่ งใหญ่ ประกอบดว้ ยเคร่ืองดนตรี 16 ชน้ิ ไดแ้ ก่

1. ป่ีใน 2. ป่ีนอก (ปัจจบุ นั ไม่นิยมนำมำใช)้

3. ระนำดเอก 4. ระนำดท้มุ 5. ระนำดเอกเหลก็

9. ระนำดทุ้มเหลก็ 10. ตะโพน 11. กลองทัด

12.ฉำบเล็ก 13. ฉำบใหญ่ 14. โหม่ง

15. กรับ 16. ฉ่ิง

ภำพท่ี 25 ช่ือเครือ่ งดนตรใี นวงป่พี ำทย์เครื่องใหญ่
ท่ีมำ : ขวญั ฟำ้ ภู่แพ่งสุทธิ์ (2560)

ชดุ ที่ 3 ระบำสี่บท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 14

ภำพที่ 26 กำรจัดวงปพ่ี ำทยเ์ คร่ืองใหญ่
ทม่ี ำ : ขวัญฟ้ำ ภูแ่ พ่งสุทธ์ิ (2560)

2.5 กำรแตง่ กำย
กำรแต่งกำยของระบำส่บี ท ในสมยั โบรำณใชก้ ำรแตง่ กำยยนื เครื่องพระ นำง แต่มีควำม

แตกตำ่ งจำกกำรแตง่ กำยยนื เคร่ืองพระ นำง อย่ำงในปจั จุบัน คือ
- กำรแต่งกำยยนื เครือ่ งพระ ในอดตี ใชส้ วมเสอ้ื แขนยำว ประดบั ด้วยอนิ ทรธนู ส่วน

ในปจั จบุ ัน สวมเสอ้ื แขนสนั้ มกี ำรประดับกนกหรือพำหุรัดอย่ทู ปี่ ลำยแขนเสื้อ

ชดุ ที่ 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 15

ภำพท่ี 27 เครือ่ งแตง่ กำยยืนเครือ่ งพระ
ที่มำ : หัวโขน สมบตั ิศลิ ป์ แผน่ ดินไทย (2542)

(แขนขวำ - แสดงเสอ้ื แขนสน้ั ไมม่ ีอนิ ทรธนู แขนซำ้ ย – แสดงเส้อื แขนยำวมีอนิ ทรธน)ู

1. กำไลเทำ้ เปน็ เคร่ืองประดบั ทีใ่ ช้สวมข้อเท้ำ จะทำด้วยเงนิ หรือทอง แตโ่ ดยมำกจะใช้กำไลเงิน
หรอื ทองเหลอื ง

2. สนบั เพลำ คอื กำงเกงเรยี วยำวถึงกลำงแข้ง ตอนบนใช้ผ้ำดิบหรือผ้ำขำวธรรมดำเย็บเป็นรูป
กำงเกง ตอนใตเ้ ขำ่ ถงึ กลำงแข้งนน้ั มีผ้ำสตี ่ำง ๆ ตอ่ เปน็ เชงิ อกี ท่อนหน่ึง ปกั ดว้ ยดิ้น หรือเลื่อมเป็นลวดลำย
ตำ่ ง ๆ เชิงของสนบั เพลำถ้ำเป็นตัวเอกของเรื่องอำจจะปักอย่ำงปรำณีตงดงำม และมีลักษณะเป็นเชิงงอน
แตถ่ ้ำเป็นตวั รองหรือตวั ประกอบอื่น ๆ อำจลดควำมประณีตงดงำมลงบำ้ ง

3. ผ้ำนุ่งหรือภูษำ ผ้ำท่ีจะใช้นุ่งต้องเป็นผ้ำเน้ือดี ที่เรียกว่ำ ผ้ำยก คือผ้ำที่ใช้เส้นไหมหรือเส้น
ลวดทองหรอื เงิน ทอยกเป็นดอกใหเ้ ปน็ ลำยนนู เหน็ เด่นชดั จำกพ้นื ธรรมดำ

ชดุ ที่ 3 ระบำสบ่ี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 16

4. เจียระบำด หรือเรียกอีกอย่ำงหน่ึงว่ำ หอ้ ยขำ้ ง คือมชี ำยห้อยลงมำท่ีหน้ำขำ มี 2 ชิ้น ปักด้วย
ดิ้นและเล่ือมเป็นลวดลำยตำ่ ง ๆ ถำ้ เป็นตัวเอกจะปักลวดลำยอย่ำงประณีตงดงำมห้อยข้ำง เรียกอีกอย่ำง
ว่ำ ชำยแครง

5. เส้อื หรอื ฉลององค์ เส้อื ของตวั พระ ตัดเปน็ เสอ้ื คอกลม เวำ้ วงแขน ปักด้วยด้ินและเลื่อมเป็น
ลวดลำยต่ำง ๆ มที ง้ั แขนยำวและแขนส้นั ถ้ำนักแสดงเปน็ ชำยใหใ้ ช้เสื้อแขนยำว แต่ถ้ำเป็นนักแสดงหญิง
ใหใ้ ช้แขนสนั้

6. รัดสะเอวหรือรัดองค์ เป็นผ้ำอกี ช้นิ หนึง่ ทท่ี ำดว้ ยผำ้ แพรหรือผ้ำต่วนปักด้วยดิ้นและเล่ือมเป็น
ลวดลำยตำ่ ง ๆ เมื่อสวมเสอื้ แล้วจะใชผ้ ำ้ รัดสะเอวนคี้ ำดทับรอบสะโพกนักแสดงอีกครั้งหนึ่ง

7. หอ้ ยหนำ้ หรือชำยไหว อยูร่ ะหว่ำงชำยแครง เปน็ ผ้ำสีเดยี วกับชำยแครงปักลวดลำยเข้ำชุดกับ
รัดสะเอวและชำยแครง ชำยไหว ชำยแครงทั้งสองอย่ำงนี้แต่ก่อนถือว่ำเป็นเคร่ืองต้นสำหรับแต่งองค์
พระมหำกษตั ริยโ์ ดยเฉพำะ

8. สวุ รรณกระถอบ เป็นเครื่องแต่งกำยอีกช้ินหน่ึงอยู่ด้ำนหน้ำของห้อยหน้ำ ในสมัยโบรำณจะ
ทำดว้ ยโลหะหรอื ทองคำแยกส่วนออกจำกห้อยหน้ำ แต่ปัจจุบันใช้ผ้ำตำดทองเย็บติดกับห้อยหน้ำแล้วปัก
ลวดลำยด้วยดน้ิ และเลื่อม

9. เข็มขัด หรือป้ันเหน่ง อำจทำด้วยเงินหรือทองก็ได้แต่โดยมำกนิยมใช้โลหะชุบเงินหรือทอง
หัวเข็มขดั ประดบั ดว้ ยพลอยขำว

10. กรองคอ หรือนวมคอ (ในวรรณคดเี รยี ก กรองศอ) เป็นผ้ำสีปักดิ้น เวลำแต่งใช้สวมทับลำย
เสือ้ ส่วนมำกจะใชผ้ ำ้ คนละสีกบั เสือ้ (สขี ลบิ ) เพื่อสีจะได้ ตัดกัน มองเหน็ อยำ่ งชัดเจน

11. ทบั ทรวง เปน็ เครอื่ งประดับอก เปน็ รปู สีเ่ หล่ียมขนมเปยี กปนู ด้ำนไม่เท่ำกัน (เมือ่ ใส่แล้วด้ำน
ท่มี คี วำมยำวเรียวจะอยดู่ ำ้ นลำ่ ง) ประดบั ดว้ ยพลอยขำวเป็นช้ัน

12. อนิ ทรธนู เปน็ เครอ่ื งประดับของตัวพระ ยักษ์เท่ำนั้น อินทรธนูมีลักษณะทรงสูง ปลำยงอน
เข้ำเล็กน้อย ตรงปลำยติดพู่ขนำดไม่ใหญ่มำก กำรทำอินทรธนูนั้นจะต้องสอดกระดำษแข็งไว้ข้ำงใน
(โบรำณใช้ใบลำน) แล้วใช้ผ้ำสีทับอีกช้ันหนึ่ง ผ้ำท่ีใช้นั้นต้องปักดิ้นและเลื่อมเป็นลวดลำย ใช้กับเส้ือแขน
ยำว

13. พำหุรัด เปน็ เครอื่ งประดบั แขนหรอื กำไลแขนก็เรียก หรือถ้ำใส่เสื้อแขนสั้นก็ต้องใช้พำหุรัด
ติดแขนเพื่อแทนอินทรธนู หรือเรียกอีกอย่ำงว่ำ กนกแขน หรือกนกปลำยแขน ทำเป็นลำยกนกปักลงผ้ำ
ด้วยดิ้นและเลื่อม

ชุดท่ี 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 17

14. สังวำล เป็นสร้อยชนิดหน่ึงใช้คล้องสะพำยหลังสลับกัน มี 2 สำย มีตำบทิศเช่ือมสร้อยให้
ตดิ กนั เป็นรปู กำกบำท สังวำลนั้นประดับดว้ ยพลอยขำว

15. ตำบทศิ เป็นเคร่อื งประดับท่ีมีลักษณะเป็นรูปส่ีเหล่ียมข้ำวหลำมตัด เย็บติดกับสังวำล เม่ือ
แตง่ แล้วจะแขวนอย่ขู ำ้ ง ๆ ตัว เปน็ ช้นิ รูปส่เี หลีย่ มจัตรุ สั เยบ็ เช่ือมสังวำลให้ไขวก้ ัน แลว้ จะอยกู่ ลำงหลังของ
นักแสดง ตำบทิศจะมลี กั ษณะเปน็ เครือ่ งประดบั ทีต่ ิดกับสังวำลอยใู่ ต้สะเอวและขำ้ งหลงั เมื่อสวมใส่

16. ชฎำ เปน็ เครือ่ งประดบั ศรี ษะ ถอื เปน็ เคร่อื งทรงสูงของพระมหำกษัตริย์ ชฎำ ประกอบด้วย
เก้ยี ว 3 ช้นั กรอบพกั ตร์ ดอกไม้เพชรทดั ข้ำงกรรเจียกจร ดำ้ นซำ้ ย อบุ ะ – ดอกไมท้ ัดทดั ด้ำนขวำ

17. ดอกไมเ้ พชร
18. จอนหู
19. ดอกไมท้ ัด
20. อบุ ะ หรือพวงดอกไมท้ ดั ขำ้ งหู ตัวพระจะทดั ขำ้ งหูขวำเสมอ
21. ธำมรงค์ หรือเรยี กอกี อยำ่ งหน่งึ วำ่ แหวน จะใสห่ รอื ไมใ่ ส่ก็ได้
22. แหวนรอบ เครือ่ งประดับขอ้ มือทีส่ วมตอ่ จำกกำไลแผง โบรำณทำจำกแหวนวงเล็ก ๆ หลำย
สบิ วง รอ้ ยละถักด้ำยควนั่ ตดิ กนั เป็นพวง ปจั จบุ ันทำดว้ ยโลหะชุบทองมลี กั ษณะเปน็ ขดลวด
เหมอื นสปริงโคง้ เป็นวง ใสม่ อื และขอ้ เทำ้ ต่อจำกกำไลหวั บัว (ปจั จุบันไมใ่ ส่กไ็ ด)้
23. ปะวะหล่ำ เป็นเคร่ืองประดับข้อมือที่สวมต่อจำกแหวนรอบ เป็นลูกปัดเงินรูปเม็ดมะยม
หรอื ลูกปดั โลหะชุบทอง รอ้ ยค่นั ดว้ ยลูกปดั สีแดง (ปจั จบุ นั ไมใ่ ส่ก็ได)้
24. กำไลแผง หรือทองกร เป็นเครื่องประดับที่ข้อมือ ปัจจุบันทำเป็นกำไลแผงโลหะชุบเงิน
ประดับเพชร 5-6 แถว ประกบกนั ลกั ษณะคล้ำยบำนพบั เมื่อประกบกนั จะเป็นรูปทรงกระบอก รัดข้อมือ
ท้งั สองขำ้ งได้พอดี

ชดุ ท่ี 3 ระบำสบ่ี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 18

- กำรแต่งกำยยนื เคร่ืองนำง ในอดีตใช้กำรห่มสไบแบบสองชำย หรือสะพักสองบ่ำ
สวมรัดเกลำ้ ทีศ่ ีรษะ แตใ่ นปจั จุบันสวมผำ้ หม่ นำงผืนใหญ่ผืนเดยี ว และใส่มงกุฎกษัตรีย์

ภำพที่ 28 เครอื่ งแตง่ กำยยนื เครอ่ื งนำง
ท่ีมำ: หัวโขน สมบัตศิ ิลป์ แผน่ ดินไทย (2542)

1. กำไลเทำ้ เป็นเคร่อื งประดบั ทีใ่ ช้สวมข้อเทำ้ จะทำด้วยเงนิ หรือทอง แตโ่ ดยมำกจะใช้กำไลเงิน
หรอื ทองเหลอื ง

2. เสือ้ ในนำง ใชผ้ ำ้ สเี หลืองที่หนำ ถ้ำผ้ำบำงมำกจะขำดง่ำย ควรใช้ผ้ำลินิน เพรำะมีควำมหนำ
และทนทำน หรือใช้ผำ้ ต่วนซบั ในอีกช้ันหน่งึ

3. ผ้ำนุ่งหรือภูษำ ผ้ำที่จะใช้นุ่งต้องเป็นผ้ำเน้ือดี ท่ีเรียกว่ำ ผ้ำยก คือผ้ำที่ใช้เส้นไหมหรือเส้น
ลวดทองหรือเงิน ทอยกเปน็ ดอกใหเ้ ปน็ ลำยนูนเหน็ เดน่ ชดั จำกพน้ื ธรรมดำ กำรนงุ่ ผำ้ ใชน้ งุ่ แบบจีบหนำ้ นำง

ชุดที่ 3 ระบำสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 19

4. เข็มขัด หรือป้ันเหน่ง อำจทำด้วยเงินหรือทองก็ได้แต่โดยมำกนิยมใช้โลหะชุบเงินหรือทอง
หวั เขม็ ขดั ประดบั ด้วยพลอยขำว

5. สะอ้งิ หรอื สร้อยตัว
6. ผ้ำห่มนำง เป็นผ้ำท่ยี ำวประมำณครึง่ นอ่ ง และปกั ดว้ ยดนิ้ และเลอ่ื มอยำ่ งสวยงำม
7. นวมนำงหรือนวมคอ (ในวรรณคดีเรียก กรองศอ) ใช้ผ้ำต่วนปักด้ินและเลื่อมเป็นลวดลำย
สวยงำม
8. จ้ีนำง มีลักษณะเหมือนขนมเปียกปูน เคร่ืองประดับพวกน้ีจะทำด้วยเงินหรือโลหะชุบเงิน
หรอื ทอง และประดบั ด้วยพลอยขำว
9. พำหุรัดหรือกำไลต้นแขน (ปัจจุบันแต่งเครื่องนำงจะไม่นิยมใส่ แต่ถ้ำห่มสไบหรือเรียกอีก
อย่ำงว่ำนงุ่ ยกห่มตำด จะใสก่ ำไลต้นแขน
10. แหวนรอบ เครื่องประดับขอ้ มอื ท่สี วมต่อจำกกำไลแผง โบรำณทำจำกแหวนวงเล็ก ๆ หลำย
สบิ วง ร้อยละถกั ด้ำยควัน่ ติดกันเปน็ พวง ปจั จบุ ันทำด้วยโลหะชุบทองมีลกั ษณะเป็นขดลวด
เหมือนสปริงโคง้ เป็นวง ใสม่ อื และข้อเทำ้ ตอ่ จำกกำไลหัวบัว (ปจั จบุ นั ไม่ใส่กไ็ ด)้
11. ปะวะหล่ำ เป็นเครื่องประดับข้อมือท่ีสวมต่อจำกแหวนรอบ เป็นลูกปัดเงินรูปเม็ดมะยม
หรอื ลูกปดั โลหะชุบทอง รอ้ ยคั่นด้วยลกู ปดั สีแดง (ปัจจุบันไม่ใสก่ ไ็ ด)้
12. กำไลแผง หรือทองกร เป็นเคร่ืองประดับที่ข้อมือ ปัจจุบันทำเป็นกำไลแผงโลหะชุบเงิน
ประดับเพชร 5-6 แถว ประกบกนั ลักษณะคล้ำยบำนพบั เมือ่ ประกบกันจะเป็นรูปทรงกระบอก รัดข้อมือ
ทง้ั สองขำ้ งไดพ้ อดี
13. ธำมรงค์ หรือเรยี กอีกอย่ำงหนึง่ ว่ำ แหวน จะใส่หรอื ไมใ่ ส่กไ็ ด้
14. มงกฎุ ผดิ กับชฎำของพระ คือ ตวั พระขำ้ งหน้ำน้นั เตียน สว่ นมงกุฎจะมีกระบังหน้ำ
15. กรรเจยี ก หรอื จอนหู ในวรรณคดเี รียกวำ่ กรรเจยี กจอน เอำหนังวัวมำฉลุเป็นลวดลำยแล้ว
ก็นำมำประดบั พลอย
16. ดอกไมท้ ดั ติดดำ้ นซ้ำย
17. อบุ ะ หรือพวงดอกไม้ทัดข้ำงหู ตัวพระจะทัดขำ้ งหูซำ้ ยเสมอ

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่ีบท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 20

2.2.6 โอกำสท่ใี ชใ้ นกำรแสดง
ปัจจบุ ัน ระบำสีบ่ ท นยิ มนำไปใช้ประกอบกำรแสดงโขน เรอื่ ง รำมเกียรติ์ ตอนนำรำยณ์

ปรำบนนทุก4 ส่วนในชุด เมขลำ-รำมสูร ที่แต่เดิมเคยนำไปใช้แสดงไม่ค่อยมีให้ชมเหมือนอย่ำงนำรำยณ์
ปรำบนนทกุ นอกจำกน้ีระบำส่บี ท ในตอนนำรำยณ์ปรำบนนทุก มักจะพบว่ำ มีกำรนำบทรอ้ ง และทำนอง
เพลงไปใชป้ ระกอบกำรแสดง 2 ลักษณะ คอื

ลักษณะท่ี 1 นำเพลงพระทองมำใช้เพียง 4 คำกลอน โดยคำร้องที่ 1 – 2 ใช้เพลง
พระทอง สว่ นคำรอ้ งท่ี 3 – 4 ใช้เพลงเบำ้ หลดุ

ลกั ษณะที่ 2 นำบทร้องในเพลงพระทองมำใชป้ ระกอบกำรแสดงทั้งหมด 6 คำกลอน
ส่วนบทร้องในเพลงอนื่ ๆ ไมค่ ่อยนิยมนำไปใชป้ ระกอบกำรแสดง เนื่องจำกระบำชุดนี้ มี
ระยะเวลำค่อนข้ำงนำน จึงมีกำรเลือกบทไปใช้เพียงบทเดียว ทั้งน้ีบทระบำส่ีบทท่ีพบในกำรแสดงโขน
ข้ึนอยกู่ บั ผู้ประพนั ธ์ หรือจัดทำบทโขน ละคร ว่ำจะมีกำรตัดทอนคำกลอน ลด หรือเพิ่มเติมส่วนใด ทั้งนี้
บทท่ใี ชย้ ังคงอย่ใู นบทรอ้ งของระบำสี่บทคงเดิม
นอกจำกกำรนำไปใช้ประกอบกำรแสดงโขน เรื่อง รำมเกียรต์ิ ยังพบกำรนำระบำส่ีบท
โดยเฉพำะบทที่ 1 เพลงพระทอง ไปใช้ในกำรแสดงอวยพร งำนร่ืนเริงต่ำง ๆ ส่วนบทที่ 2 เพลงเบ้ำหลุด
บทที่ 3 เพลงสระบุหร่ง และบทท่ี 4 เพลงบล่ิม พบได้ในหลักสูตรกำรเรียนกำรสอนของวิทยำลัย
นำฏศิลป และสถำบนั กำรศกึ ษำท่ีเรยี นเก่ียวกับวชิ ำนำฏศลิ ปไ์ ทย
ระบำสี่บทเปน็ ระบำทม่ี คี วำมสำคญั ทีห่ ำกไดฝ้ ึกฝนจะทำใหผ้ รู้ ำมีควำมสำมำรถด้ำนกำรแสดง
เขำ้ คูพ่ ระนำงได้อย่ำงสวยงำม จึงไดถ้ ูกนำมำบรรจอุ ยใู่ นหลกั สูตรกำรเรียนกำรสอนของวิทยำลัยนำฏศิลป
ซึ่งบททนี่ ำมำน้ันเป็นบทในพระรำชนิพนธ์รัชกำลที่ 4 ที่ทรงแก้ไข และตัดทอนบทพระรำชนิพนธ์ในรัชกำล
ที่ 2 สั้นลงกว่ำเดิม ซ่ึงมีกำรเรียงมีลำดับดังน้ี ออกด้วยเพลงหน้ำพำทย์โคมเวียนซ่ึงแสดงให้เห็นถึงกำร
เดนิ ทำงไป มำของเทวดำนำงฟ้ำ บทท่ี 1 ร้องเพลงพระทอง บทท่ี 2 ร้องเพลงเบ้ำหลุด บทที่ 3 ร้องเพลง
สระบุหรง่ บทท่ี 4 รอ้ งเพลงบล่มิ จบดว้ ยป่ีพำทย์ทำเพลงชำ้ -เร็ว ระบำ ระบำชดุ น้เี รยี กว่ำ “ระบำใหญ่” ท่ี
มกั นำไปประกอบในกำรแสดงโขน เช่นตอนนำรำยณ์ปรำบนนทุก ที่แสดงให้เห็นถึงกำรร่ำยรำของเทวดำ
นำงฟำ้ เมือ่ แสดงมกั จะเลอื กเพียงบทใดบทหนงึ่ หรอื นำบทรอ้ งเพลงพระทองเพียง 2 บทแรก และนำเพลง
เบ้ำหลดุ ใน 2 บทหลงั มำใชร้ ำในกำรแสดง เปน็ ตน้

4 บทพระรำชนิพนธใ์ นรชั กำลท่ี 1 ใชช้ ่ือ “นนทก”

ชดุ ที่ 3 ระบำส่ีบท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 21

สรปุ ทำ้ ย
เลม่

ระบำส่ีบทเป็นระบำมำตรฐำนที่มีมำแต่ดั้งเดิม และเป็นต้นแบบของกำรคิดประดิษฐ์ระบำ
มำตรฐำนชุดอ่ืน ๆ อีกทั้งยังได้รับกำรยกย่องมำแต่โบรำณว่ำเป็นระบำที่มีควำมสวยงำม บทร้องไพเรำะ
อนั เปน็ ระบำทแ่ี สดงให้เห็นถงึ กำรเกย้ี วพำรำสีของเทวดำนำงฟำ้ ด้วยควำมงดงำมสอดประสำนกับบทร้องที่
สำมำรถนำไปประกอบกำรแสดงโขน ละคร หรอื แสดงชุดเดี่ยว “ระบำสี่บท” นิยมเรียกช่ือตำมทำนอง
เพลงที่ใช้ประกอบกำรแสดงซ่ึงมีด้วยกัน 4 เพลง ได้แก่ เพลงพระทอง เพลงเบ้ำหลุด เพลงสระบุหร่ง
และเพลงบล่มิ บทเพลงเหล่ำน้ีสันนิษฐำนว่ำมมี ำตง้ั แตส่ มัยสโุ ขทัย ซึ่งมีกระบวนท่ำรำ บทร้องแตกต่ำงกัน
ออกไป ซึ่งเน้ือหำของบทรอ้ งเป็นในทำนองเกี้ยวพำรำสีของเหล่ำเทวดำนำงฟำ้ และเปน็ กำรจับระบำอย่ำง
พร้อมเพรยี งกนั

ชดุ ท่ี 3 ระบำสี่บท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 22

แบบฝกึ หดั ท่ี 1

คะแนน

ช่ือ ชน้ั เลขที่

ตอนท่ี 1
คำชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถำมต่อไปนี้

1. ใหน้ ักเรยี นอธิบำยถึงควำมหมำยของทำนองเพลงและเพลงทป่ี รำกฏในระบำสี่บท บทท่ี 1
(เพลงพระทอง)
เพลงโคมเวียน

เพลงรวั

2. ระบำสีบ่ ท ประกอบดว้ ยเพลงรอ้ งอะไรบ้ำง

3. กำรแสดงระบำสบ่ี ทนน้ั ได้ปรำกฏหลักฐำนเป็นบทจับระบำของเทวดำนำงฟำ้ ในเรอ่ื งใด

4. ในบทร้องเพลงสระบุหร่ง คำกลอนท่ี 3 วรรค จำก “นำงฟ้อนฟ้อนรำทำฉุยฉำย” คำท่ีขีดเส้นใต้
หมำยถงึ ใคร

คะแนน

ชดุ ที่ 3 ระบำสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 23

ใบควำมรทู้ ่ี 2
วธิ กี ารขบั รอ้ ง

1.ควำมหมำยของกำรขบั รอ้ งเพลงไทย
กำรขับรอ้ งเพลงไทย เป็นกำรใชเ้ สียงทเ่ี ปล่งออกมำเป็นทำนองในกำรขับและกำรร้อง ถ่ำยทอด

อำรมณ์ ควำมรูส้ ึกตำ่ ง ๆ ผ่ำนทำงเน้อื รอ้ งหรือบทร้อง พร้อมทั้งมี กำรร้องทำนองเอื้อนสอดแทรกลงใน
ทำนองเพลง เพือ่ เพ่มิ ควำมไพเรำะและแสดงออกถึงเอกลกั ษณ์ดงั้ เดิมท่มี ีมำแตโ่ บรำณของเพลงไทยเดิม

2.ประเภทของกำรขับรอ้ งเพลงไทย
ลกั ษณะกำรขับรอ้ งเพลงไทย สำมำรถจำแนกรูปแบบออกเป็น 3 ประเภท คือ กำรร้องอิสระ กำร

รอ้ งประกอบดนตรี และกำรรอ้ งประกอบกำรแสดง
2.1 กำรร้องอสิ ระ คอื กำรร้องเพลงโดยไม่มดี นตรีประกอบ ผู้ขับร้องสำมำรถกำหนดเสียงของตนเอง

ไดอ้ ย่ำงอิสระ ไมต่ อ้ งเทียบเสียงใหต้ รงกับเสียงดนตรี
2.2 กำรร้องประกอบดนตรี คือ กำรร้องโดยมีระดับเสียงของดนตรีเป็นตัวกำหนด สำมำรถแบ่ง

ลกั ษณะกำรขบั รอ้ งออกเปน็ 4 ประเภท ดงั น้ี
2.2.1 กำรรอ้ งคลอ เป็นกำรรอ้ งไปพร้อมกบั กำรบรรเลงดนตรี โดยดำเนนิ ทำนองเดียวกัน
2.2.2 กำรร้องเคล้ำ เป็นกำรร้องไปพร้อมกับกำรบรรเลงดนตรี แต่ต่ำงก็ดำเนินทำนองไปตำม

ทำงของตน ยดึ ถอื แต่เนือ้ เพลง จังหวะ และเสยี งทีต่ กจังหวะ (หน้ำทบั ) เท่ำน้ัน
2.2.3 กำรร้องลำลอง เป็นกำรร้องไปพรอ้ มกับกำรบรรเลงดนตรี แต่วิธีกำรร้องและบรรเลงต่ำงก็

ดำเนินไปโดยอิสระ ส่ิงท่ียึดถือ คือเสียงขับร้องและบรรเลงจะต้องเป็นระดับเสียงเดียวกัน ทำนองท้ังสอง
สมั พนั ธ์กลมกลืนกัน

2.2.4 กำรร้องประสำน เป็นกำรร้องไปพร้อมกับกำรบรรเลงคนละทำงในเพลงเดียวกัน น่ันคือ
เสียงของดนตรีและร้องแยกกันเป็นคนละทำง มลี ักษณะเช่นเดียวกับหลักกำรประสำนเสยี งของดนตรีสำกล

2.3 กำรร้องประกอบกำรแสดง เปน็ กำรร้องทตี่ ้องให้ควำมสำคัญตำมบท และลีลำท่ำรำของผู้แสดง โดบผู้
ขับร้องจะต้องสังเกตท่ำรำและกิริยำอำรมณ์ของผู้แสดง และร้องใส่ควำมรู้สึกในน้ำเสียงลงไปในทำนองเพลงให้
สอดคล้องตรงกับอำรมณ์ของบทเพลงและกิริยำอำรมณ์ของผู้แสดงได้อย่ำงสมบทบำท สำมำรถถ่ำยทอดควำมรู้สึกไป
ถึงผู้ชมกำรแสดงจนเกิดอำรมณ์คล้อยตำมไปกับเหตุกำรณ์ในเร่ืองท่ีแสดงและบทบำทของตัวละคร (วัฒนำ โกศินำ
นนท์, 2541 : 3-5)

ชดุ ที่ 3 ระบำส่ีบท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 24

3. แนวปฏบิ ตั ใิ นกำรขบั รอ้ งเพลงไทยเบอื้ งตน้

ผู้ขับร้องจะตอ้ งทรำบเน้ือหำทส่ี ำคัญเก่ียวกับกำรขับร้องเพลงไทยเบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทำง
ในกำรศกึ ษำ และปฏิบตั ทิ กั ษะในกำรขับร้องเพลงไทย ดังนี้

3.1 เนื้อเพลง ผู้ขับร้องจะต้องศึกษำเนื้อร้องหรือบทร้อง เป็นบทประพันธ์ประเภทใด มีวรรค

ตอนอย่ำงไร และจะตอ้ งรอ้ งเพลงไปตำมทำนองเพลงใหค้ รบถ้วน

3.2 ทำนอง ผขู้ ับรอ้ งจะต้องร้องเพลงไมว่ ่ำจะเป็นทำนองเอ้อื น หรือถ้อยคำ จะตอ้ งรักษำทำนอง

เพลงของแต่ละเพลงไวใ้ ห้ครบถว้ น

3.3 เสยี ง ผู้ขบั รอ้ งจะตอ้ งรจู้ ักวิธีกำรใช้เสยี งให้ถูกต้อง สำมำรถเปล่งเสียงได้ตรงกับเสียงดนตรี

ผขู้ ับร้องจงึ จำเป็นตอ้ งรกั ษำระดับเสยี งไว้ให้ตรงกับเสยี งดนตรี และตอ้ งกำลังเสยี งท่ีสม่ำเสมอ

3.4 ถ้อยคำ ผู้ขับร้องตอ้ งร้องเน้ือรอ้ งให้ชัดเจนและถกู ตอ้ งตำมบทประพนั ธ์ รู้จักแบ่งวรรคตอน

ให้ถูกตอ้ งตำมวิธอี ่ำนของบทประพันธน์ ั้น ๆ ออกเสียงอกั ษร และคำ ให้ชดั เจน และออกเสียงส้ัน เสียง

ยำวใหถ้ ูกตอ้ ง

3.5 จังหวะ ผู้ขับร้องจะต้องขับร้องเพลงไปตำมทำนอง และสอดคล้องกับจังหวะของเพลง

น้ัน ๆ ไดอ้ ย่ำงถูกตอ้ ง (วัฒนำ โกศินำนนท์, 2541 : 1-2)

3.6 กำรหำยใจ ลมหำยใจเป็นปจั จยั อยำ่ งหน่งึ ในกำรขับรอ้ ง ผู้ขับร้องตอ้ งฝกึ ผ่อนและถอนลมหำยใจ

ให้ถูกท่ี ซ่งึ จะสง่ ผลใหก้ ำรขบั รอ้ งฟงั แลว้ นุ่มนวล ไมร่ ู้สกึ ขำดเว้นเป็นหว้ ง ๆ

3.7 กำรสร้ำงอำรมณ์ เป็นข้อสำคัญของกำรขับร้องเพลงไทย จะต้องอำศัยวิธีกำรต่ำง ๆ เช่น

ควบคุมเสยี ง ผ่อนเสยี ง เป็นต้น ให้เหมำะให้ควรตำมอำรมณ์เพลงแบบต่ำง ๆ (สุดำรัตน์ ชำญเลขำ, 2541 :

2)

4. วธิ กี ำรและเทคนิคกำรขบั ร้องเพลงไทย

กำรเอือ้ น

กำรเอ้ือน เป็นกำรออกเสียงทำนองโดยไมม่ เี นอื้ ร้อง เสยี งเอื้อนเป็นเสียง ที่ผ่ำนออกมำจำก

ลำคอ โดยมเี สยี งทีใ่ ช้ และวิธีกำรเปล่งเสียงในกำรร้องทำนองเอื้อน ดังนี้

4.1 เสียงเออ ใช้น้ำหนักเสียงลึกนิ่งอยู่ที่โคนลิ้น บังคับคอให้แข็ง เผยอริมฝีปำกเล็กน้อยแล้ว

เปลง่ เสียงออกจำกคอโดยตรงโดยไมข่ ยบั คำง และไมห่ ุบปำก

4.2 เสยี งเอย มีวิธเี ชน่ เดียวกบั เสยี ง “เออ” จนเม่ือจะออกเสียง “เอย” ให้ขยับโคนล้ินกระดก

ขน้ึ หำเพดำนปำกเลก็ น้อย แยกมมุ ปำกเลก็ น้อย นยิ มใชเ้ มือ่ สิน้ สดุ กำรเอ้อื นกอ่ นถงึ คำร้อง

ชดุ ที่ 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 25

4.3 เสียงเอย๋ เหมือนกำรทำเสยี ง “เอย” แต่ผนั เสยี งใหส้ งู ขึน้ โดยไม่หบุ ปำก เปล่ยี นนำ้ หนักเสยี ง
ในช่วงหำงเสียงใหไ้ ปอย่ทู ่ีจมกู

4.4 เสยี งออื เผยอรมิ ฝีปำกเล็กน้อย บังคบั คำงใหน้ ิง่ แลว้ ยกโคนลิน้ ขน้ึ เล็กน้อย เพอื่ เปล่ียนทำงลม
ใหม้ ำกระทบเพดำนปำก และเปล่งเสียงให้ออกมำทั้งทำงจมกู และปำก

4.5 เสียงเออะ เปลง่ เสยี งเหมือนเสียง “เออ” แต่สะดดุ เสยี งใหส้ ้ันลง
4.6 เสียงเฮอ เปล่งเสียงออกจำกลำคอ บังคับให้น้ำหนักเสียงมำอยู่ท่ีเพดำนและ ขึ้นจมูก เปล่ง
เสียงให้กระทบทงั้ สองทำง แตผ่ ่ำนทำงปำกมำกกว่ำทำงจมกู
4.7 เสียงฮอื เปลง่ เสียงเหมอื นเสียง “เฮอ” แตต่ ้องออกเสียงให้มีน้ำหนักขน้ึ จมกู แรงกว่ำปกติ โดย
ยกโคนลน้ิ กระดกขึ้นหำเพดำนปำกแต่ไมช่ ดิ เมื่อตำมด้วยเสียง “เออ” มักจะมีเสียง “ง” ติดออกมำด้วย แต่
ถำ้ ใช้ “เออ” คกู่ ับเสยี ง “อือ” จะไมม่ ีเสียง “ง” ติดมำ
4.8 เสยี งฮึ หลักกำรเหมอื นกำรเปล่งเสยี ง “ฮอื ” แต่ทำใหเ้ สียงสะดดุ สน้ั ลง
4.9 เสียงหอื เผยอริมฝีปำกเล็กน้อย เปล่งเสียง “ฮือ” ผ่ำนออกมำช้ำ ๆ พร้อมกับผันเสียงขึ้นสูง
ใหเ้ สียงออกมำจำกจมูก กำรเปล่งเสยี งจะออกคำไมช่ ัดเจน
4.10 เสยี งเอิงเงอ เริม่ ต้นด้วยกำรเปลง่ เสยี ง “เออ” แลว้ กระดกโคนลิน้ ขน้ ไปสัมผัสชิดเพดำนปำก
เสียงจะออกทำงจมูกและเกิดเสียง “เอิง” แล้วเปล่งเสียงต่อเหมือน “เออ” โดยติดเสียง “ง” มำด้วย
(กำญจนำ อนิ ทรสนุ ำนนท.์ 2541 : 1-3)
5. วิธีและเทคนิคกำรเปลง่ เสยี ง
เทคนคิ หรือกลวิธีกำรเปลง่ เสียงกำรขับร้องเพลงไทยมมี ำกมำย ซ่ึงมกี ำรใช้คำศัพท์ท่ีใช้เรียกแตกต่ำง
กนั ออกไปตำมวิธีกำรเปล่งเสียง สำหรับเทคนิคขั้นพื้นฐำนท่ีผู้ขับร้องสำมำรถเรียนรู้ และนำไปใช้ในกำรฝึก
ปฏบิ ัตกิ ำรขบั รอ้ งเพลงไทย มีดงั น้ี

5.1 เสียงกระทบ เป็นกำรออกเสียงคำร้อง หรือเสียงเอ้ือน โดยออกเสียงคำร้องคำเดียวหรือ
หลำยพยำงคก์ ไ็ ด้

5.2 กลงึ เสยี ง เปน็ เทคนคิ ทใี่ ช้ในคำร้อง โดยต้องร้องคำน้ัน ๆ ให้ชัดจนในรูปของกำรร้อง กลึง
เสียงไว้ใหเ้ สียงคงทตี่ รงกบั ทำนองของบทเพลง

5.3 กลนื เสียง ใช้ในกำรร้องทำนองเอื้อน ซงึ่ จะต้องปิดปำกในกำรรอ้ ง แล้วกลนื เสยี งที่รอ้ งเพลง
นัน้ ลงไปในคอ

5.4 เสยี งโปรย ใชใ้ นกำรรอ้ งทำนองเอื้อนและคำร้อง โดยจะต้องค่อย ๆ ผอ่ นเสยี งออกมำช้ำ ๆ

ชุดท่ี 3 ระบำสบ่ี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 26

5.5 ผันเสียง เป็นกำรออกเสียงคำร้องให้ได้ตรงตำมเสียงวรรณยุกต์ กำรผันเสียงต้องค่อย ๆ
เปลง่ เสยี งเพ่ือให้คำค่อยชดั เจน โดยผันจำกเสยี งหนงึ่ ไปยงั อีกเสยี งหนงึ่ (กำญจนำ อนิ ทรสุนำนนท์, 2541
: 4-15)
6. มำรยำทในกำรขับรอ้ งเพลงไทย

มำรยำทในกำรขบั ร้องเพลงน้นั เปน็ สงิ่ จำเปน็ ทผี่ ู้ขับรอ้ งตอ้ งทรำบ เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติ เพื่อเป็น
กำรแสดงบุคลกิ ภำพท่ดี ใี นกำรขับรอ้ ง

6.1 กำรน่ังขับร้อง กำรนงั่ ขับรอ้ งเพลงไทยนิยมกำรน่งั 2 วิธี คือ กำรน่งั พบั เพียบกับพน้ื และกำร
นัง่ บนเกำ้ อี้ จะตอ้ งนั่งตัวให้ตรง อกผำยไหล่ผ่ึง ในลักษณะที่ไม่เกร็ง ซ่ึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในเร่ือง
กำรหำยใจขณะขับรอ้ งเพลงอกี ดว้ ย

6.2 กำรวำงสีหน้ำ ผ้ขู ับร้องควรวำงสีหน้ำเป็นปกติ ไม่สอดส่ำยสำยตำ หรือเหลียวหน้ำเหลียว
หลัง ไม่แสดงสีหนำ้ ตนื่ เตน้ กงั วล หรอื สหี น้ำรื่นเรงิ จนเกนิ ไป จะเปน็ กำรบง่ บอกถึงบุคลิกทไ่ี มส่ ภุ ำพ

6.3 กำรเคำะจงั หวะ ขณะขบั รอ้ งเพลง ผขู้ บั ร้องสำมำรถใช้น้วิ มือเคำะเบำ ๆ และไม่ควรยกขึ้น
สูงจนเกินไป และส่ิงท่ีไมค่ วรปฏบิ ัติ คือ กำรใชเ้ ทำ้ เคำะจังหวะ เพรำะเปน็ กริ ิยำทไ่ี ม่สภุ ำพ

6.4 กำรเปลง่ เสียง ผู้ขับรอ้ งควรเปลง่ เสียงขบั ร้องให้มีควำมสม่ำเสมอตำมควำมเหมำะสมของบทเพลง ไม่
ดังและเบำจนเกนิ ไป และควรควบคุมระดับเสยี งในกำรขับร้องเพลงหมู่ เพ่ือให้เสียงที่ออกมำมีควำมนุ่มนวล พร้อม
เพรยี งกนั (สดุ ำรตั น์ ชำญเลขำ, 2541 : 1)

ภำพที่ 1 วิธีนัง่ ขบั ร้องในกำรแสดง
ทม่ี ำ : กรมศลิ ปำกร (2556: 151)

ชุดที่ 3 ระบำสี่บท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 27

บทร้องและทานองเพลงระบาส่ีบท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง)

บทรอ้ งเพลงระบำสบ่ี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง)

เมอ่ื นัน้ เพลงพระทอง
ทง้ั เทพธดิ ำนำรี ฝ่ำยฝูงเทวำทกุ รำศี
เทพบตุ รจับระบำทำทำ่ สขุ เกษมเปรมปรดี ์ิเปน็ สดุ คดิ
รำเรยี งเคียงเข้ำไปให้ชิด นำงฟ้ำรำฟ้อนออ่ นจรติ
แลว้ ตวี งเวียนเปลี่ยนซำ้ ย ทอดสนิทติดพนั กลั ยำ
ตลบหลังลดเล้ียวลงมำ รำ่ ยตวี งเวียนเปลี่ยนขวำ
เทวญั กัลยำสำรำญใจ
(ผุสดี หลิมสกุล, 2537 : 39)

ลักษณะคำประพนั ธ์

บทรอ้ งเพลงพระทอง เป็นลักษณะของกลอนบทละคร มีวรรคละ 6-8 คำ มีทั้งหมด 3 บท (6 บำท) ใช้
คำว่ำ “เม่ือนั้น” เป็นคำขึ้นต้นบท (พระยำอุปกิตศิลปสำร, 2541 : 367) แสดงลักษณะกำรสัมผัส ดังแผนผัง
ต่อไปน้ี

เมอื่ นั้น ฝำ่ ยฝงู เทวำทกุ รำศี

ทัง้ เทพธิดำนำรี สุขเกษมเปรมปรดี ์ิเป็นสดุ คดิ

เทพบตุ รจบั ระบำทำท่ำ นำงฟ้ำรำฟอ้ นออ่ นจรติ

รำเรียงเคียงเขำ้ ไปให้ชดิ ทอดสนทิ ติดพนั กลั ยำ

แลว้ ตวี งเวียนเปลี่ยนซำ้ ย รำ่ ยตวี งเวียนเปล่ียนขวำ

ตลบหลงั ลดเลี้ยวลงมำ เทวญั กลั ยำสำรำญใจ

ชดุ ที่ 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 28

ควำมหมำยจำกบทรอ้ ง
บทร้องเพลงพระทองที่ใช้กนั ในปัจจุบัน เป็นบทร้องของพระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว (รัชกำล

ที่ 4) ทรงได้นำบทพระรำชนิพนธ์ของรัชกำลท่ี 2 มำตัดทอนให้ส้ันลง ปรำกฏอยู่ในบทละครจับระบำ ตอน
รำมสรู เมขลำ

บทร้อง กล่ำวถึง กำรร่ำยรำเกี้ยวพำรำสี หยอกล้อล่อไล่กันระหว่ำงเทวดำกับนำงฟ้ำอย่ำงมี
ควำมสุขสนกุ สนำน จงึ นิยมนำมำขบั ร้องและแสดงในละครตอนที่มีกำรแสดงควำมยินดีปรีดำ และอำนวย
พรในโอกำสตำ่ ง ๆ

กำรแสดงเร่มิ ต้นเรมิ่ ตน้ ด้วยวงดนตรปี ี่พำทย์บรรเลงเพลงโคมเวียน รัวลำเดียว ร้องเพลงพระทอง
เบ้ำหลดุ สระบุหร่ง บะหล่ิม ออกดว้ ยเพลงเร็วและเพลงลำ (ณรงค์ชยั ปิฎกรชั ต์, 2557 : 584)
ววิ ฒั นำกำรของบทรอ้ งเพลงระบำสบี่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง)

จำกขอ้ มูลทำงประวัตศิ ำสตรส์ มัยรตั นโกสินทร์ได้พบหลักฐำนสำคัญเกี่ยวกับวิวัฒนำกำร และกำรสืบ
ทอดบทรอ้ งระบำสี่บท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) โดยเริ่มจำก บทจับระบำของรัชกำลที่ 1 ถึงรัชกำลที่ 6
ตำมลำดับดังต่อไปน้ี

1. สมัยรัชกำลท่ี 1 ปรำกฏบทร้องเพลงพระทองในบทพระรำชนิพนธ์เรื่องรำมเกียรต์ิ ตอนรำมสูร

เมขลำ ท้ำวทศรถฆ่ำยักษ์ปทูตทันต์ พระนำรำยณ์อวตำร นำงสีดำลุยไฟ รำชำภิเษกพระรำม และตอน

พระอนิ ทรเ์ ขำ้ เฝำ้ พระอศิ วร

ตัวอย่ำงบทร้องเพลงพระทอง ตอนรำมสรู เมขลำ

เมอ่ื นนั้ นำงเทพธิดำสำวสวรรค์

รำรอลอ่ ไวไ้ ม่ติดพนั เกษมสนั ต์ชำเลืองแลไป

ครน้ั เทวัญเขำ้ ชิดก็บดิ หนี รำ่ ยรำทำทีมิใหใ้ กล้

หลกี เลย้ี วตวี งเวียนไป นยั น์เนตรชม้อยคอยที

คร้ันเทพบุตรฉดุ ครำ่ นำงฟำ้ ปอ้ งปัดสลัดหนี

แสนสนกุ สุขเกษมเปรมปรีด์ ทุกเทพนำรเี ทวำ ฯ

นอกจำกนม้ี ีปรำกฏในบทจับระบำในเร่ืองอุณรุท ตอน พระนำรำยณ์อวตำรเป็นพระบรมจักรกฤษณ์
ดงั นี้

จงึ่ จับระบำรำถวำย เยอ้ื งกรำยร่ำยคดิ ระดษิ ฐ์ท่ำ
กระหยับย่ำงนวยนำดเข้ำมำ ใกลฝ้ งู นำงฟำ้ ยพุ ำพำล
แล้วซัดสองกรออ่ นชอ้ ย ทำท่ำพระรถโยนสำร

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่บี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 29

เรยี งรอคลอเคลำ้ เยำวมำลย์ ประโลมลำนทอดสนิทติดพัน

นำงรำพิสมยั เรยี งหมอน ทำทีคมคอ้ นแลว้ ผนิ ผนั

เมียงมำ่ ยชำยหนเี ทวัญ หันเวยี นเปล่ยี นซำ้ ยร่ำยมำ

เทเวศรำเคล้ำเข้ำให้ใกล้ เลย้ี วไล่ผลดั เปล่ียนเวยี นขวำ

ฉวยฉุดยดุ กรกลั ยำ เลยี มลอดสอดควำ้ ไปในที

นำงสวรรค์กันกรปอ้ งปัด บิดสะบัดเบยี่ งบำ่ ยชำยหนี

เทวบตุ รรำทำ่ ม้ำตีคลี เวยี นไปตำมทีอ่ นั ดับกัน

2. สมัยรัชกำลท่ี 2 ปรำกฏบทร้องเพลงพระทองในบทพระรำชนิพนธ์ บทละครเร่ืองรำมเกียรต์ิ

เป็นตอนสั้น ๆ เพ่ือจุดประสงค์ในกำรแสดงละครโดยเฉพำะ ในตอนอภิเษกพระรำมกับนำงสีดำ และ

นำมำแสดงเป็นชุดเบิกโรงเพื่อมุ่งใช้เฉพำะโอกำส นอกจำกนี้ยังอยู่ในฐำนะที่เป็นระบำนำงในที่สูงส่งอีก

ดว้ ย

ตวั อยำ่ งบทร้องเพลงพระทอง ตอนอภิเษกพระรำมกับนำงสีดำ

เม่ือน้นั ฝ่ำยฝูงเทพไททว่ั หน้ำ

ทั้งนำงอัปสรสวรรคก์ ลั ยำ ยนิ ดีปรดี ำเป็นสุดคดิ

จง่ึ ชวนกันจับระบำรำถวำย เยอ้ื งกรำยงำมงอนอ่อนจริต

รำเรยี งเคยี งเขำ้ ไปใกลช้ ดิ ทอดสนทิ ตดิ พนั กัลยำ

แลว้ ตวี งเวยี นเปลยี่ นซ้ำย รำ่ ยตวี งเวยี นเปลยี่ นขวำ

เลียมลอดสอดเคลำ้ เขำ้ มำ ก้ันกำงขวำงหน้ำนำงไว้

หลกี เลยี้ วเก่ียวพนั หันเหียน แทรกเปลย่ี นไปมำคว้ำไขว่

เหนบ็ แนมกลปนไป เล้ยี วไล่สพั ยอกหยอกนำง

ซอ้ นจังหวะประเท้ำเคล่ำคลอ่ ง เล้ยี วลอดสอดคล้องไปตำมหว่ำง

วนเวียนเหียนหนั กนั้ กำง ทำทีมิให้ห่ำงกัลยำ

ฉวยฉุดยุดนำงขำ้ งซ้ำย แล้วยำ้ ยยุดนำงข้ำงขวำ

ตลบหลงั ลบเลีย้ วลงมำ เทวัญกัลยำสำรำญใจ

ชุดที่ 3 ระบำสบ่ี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 30

3. สมยั รัชกำลท่ี 4 ปรำกฏอยู่ในบทละครจับระบำตอนรำมสูรเมขลำ โดยได้ทรงนำบทพระรำช

นพิ นธ์ในรชั กำลที่ 2 มำตัดทอนให้สนั้ ลง ซง่ึ บทจับระบำนีเ้ องไดน้ ำมำใช้ในกำรรำ และรอ้ งในปัจจุบัน มีบท

ร้อง ดงั นี้

เมอ่ื นนั้ ฝ่ำยฝงู เทวำทกุ รำศี

ทง้ั เทพธดิ ำนำรี สขุ เกษมเปรมปรดี ์ิเป็นสดุ คดิ

เทพบุตรจบั ระบำทำทำ่ นำงฟ้ำรำฟ้อนอ่อนจรติ

รำเรียงเคยี งเขำ้ ไปใหช้ ิด ทอดสนทิ ติดพนั กลั ยำ

แลว้ ตีวงเวียนเปลี่ยนซำ้ ย ร่ำยตีวงเวียนเปล่ยี นขวำ

ตลบหลงั ลดเล้ียวลงมำ เทวัญกลั ยำสำรำญใจ

4. สมยั รชั กำลท่ี 5 มบี ทละครจับระบำในตอนรำมสูรเมขลำซึ่งเป็นพระรำชนิพนธ์ในรัชกำลที่ 5

มีอยู่ 2 บทคอื บทท่ใี ช้เพลงสระบุหร่ง และเพลงบะหลิ่ม ส่วนสองบทแรกต้นฉบับขำดหำยไป สันนิษฐำน

ว่ำใช้บทพระรำชนพิ นธ์ในรชั กำลที่ 4

5. สมัยรัชกำลที่ 6 ทรงพระรำชนิพนธบ์ ทละครเบิกโรงชดุ “รำมสรู ชิงแก้ว” คัดเลอื กบทร้องจำก

พระรำชนพิ นธ์รำมเกยี รติ์ในรชั กำลที่ 1 โดยเลือกใชเ้ ฉพำะบำงบท มบี ทร้องเพลงพระทอง ดังน้ี

จง่ึ จับระบำรำร่ำย ทอดกรกรดี กรำยทัง้ ซำ้ ยขวำ

รำเรยี งเคียงชิดเข้ำมำ เลยี มลอดสอดควำ้ ทุกนำง

แลว้ กลับร่ำยรำทำที แซกเปลย่ี นเสยี ดสมี ใิ ห้ห่ำง

ย่วั เย้ำเคล้ำคลอก้ันกำง พลำงแนมแกมกลปนมำ

ฉวยฉุดยุดนำงเบอ้ื งซ้ำย ย้ำยไปหยอกนำงข้ำงขวำ

ร่นื เรงิ บันเทิงทกุ เทวำ ด้วยฝงู นำงฟ้ำวิลำวรรณ

จะเห็นได้ว่ำบทจับระบำเทวดำนำงฟ้ำ หรือระบำส่ีบทนี้ มีอยู่ในตอนรำมสูรเมขลำมำโดยตลอด
ตัง้ แต่รัชกำลที่ 1 จนถงึ รัชกำลที่ 6 จำกบทท่มี คี วำมสน้ั 6 คำ ไปส่บู ทท่ีมีควำมยำว 12 คำ และถูกตัดทอน
ใหส้ ้ันลงเรอ่ื ย ๆ จนเหลอื เพียง 4 คำ ในปัจจบุ นั ระบำส่ีบทใช้เป็นกำรแสดงละครเบิกโรงอยู่บ้ำงแต่ไม่มำก
นกั บทท่ีใช้ คือบทพระรำชนิพนธ์ในรัชกำลที่ 4 นอกจำกนี้ระบำส่ีบทอยู่ในฐำนะระบำแม่บทท่ีใช้ในกำร
ฝกึ หดั นำฏศิลปใ์ หแ้ ก่นำฏศิลปินไทยในปจั จบุ นั (ผุสดี หลิมสกุล, 2537 : 17-45)

ชุดท่ี 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 31

ทำนองและจงั หวะของเพลงพระทอง
เพลงพระทอง เป็นเพลงในลำดับแรกของระบำส่ีบท ซ่ึงประกอบด้วยเพลงจำนวน 4 เพลง คือ

เพลงพระทอง เบำ้ หลุด สระบุหรง่ และเพลงบะหลิ่มหรือบหล่ิม ซ่ึงในแต่ละเพลงจะมีรำยละเอียดในกำร
ใช้ หน้ำทับท่ีแตกตำ่ งกันเฉพำะบทเพลงน้ัน ๆ โดยผู้บรรเลงจะตอ้ งมคี วำมชำนำญในกำรบรรเลงท่ีถูกต้อง
เน่ืองจำกจะใช้หน้ำทับพิเศษในกำรบรรเลง เพ่ือให้เกิดควำมสนิทสนมและกลมกลืนเป็นอันหน่ึงอัน
เดียวกนั กับบทเพลง เพรำะถ้ำบรรเลงหน้ำทับผิดจะทำให้จังหวะคร่อมหน้ำทับในขณะท่ีบรรเลงได้ (ชนะ
ชัย กอผจญ, สัมภำษณ์ 2 กมุ ภำพนั ธ์ 2560)
วธิ กี ำรขบั รอ้ งเพลงระบำสบี่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง)

กำรฝึกขบั ร้องเพลงพระทอง ผ้ขู บั รอ้ งมวี ิธกี ำรในกำรฝกึ ปฏบิ ัติ ดงั น้ี
1. ฝึกอ่ำนออกเสียงบทรอ้ งแบบรอ้ ยแกว้ เพ่ือทำควำมเข้ำใจกำรสะกดคำ และกำรแบ่งวรรคตอน
ของบทรอ้ ง ดงั นี้

เม่อื นนั้ ฝ่ำยฝูง / เทวำ / ทกุ รำศี
ทั้งเทพ / (พะ)ธดิ ำ / นำรี สุขเกษม / เปรมปรดี ิ์ / เปน็ สุดคิด
เทพบุตร / จับระบำ / ทำทำ่ นำงฟ้ำ รำฟ้อน ออ่ นจริต
รำเรยี ง / เคยี งเขำ้ / ไปให้ชิด ทอดสนิท / ตดิ พนั / กัลยำ
แลว้ ตี / วงเวยี น / เปลีย่ นซ้ำย ร่ำยตี / วงเวยี น / เปล่ยี นขวำ
ตลบหลงั / ลดเลี้ยว / ลงมำ เทวญั / กัลยำ / สำรำญใจ

2. ฝึกขับร้องเพลง โดยฟงั ทำนองและจังหวะจำกวีดิทศั น์เพลงระบำสบ่ี ท บทที่ 1 (พระทอง)
บนเว็บไซตท์ จ่ี ดั ทำโดยครูผสู้ อน สำมำรถเขำ้ ถึงข้อมลู โดยกำรสแกน QR Code ดังนี้

ทั้งนีส้ ำมำรถอำ่ นโน้ตเพลงทำงขบั ร้องประกอบกำรฝึกขับร้อง เพ่ือทำให้ผู้ขับร้องมีควำมเข้ำใจใน
กำรร้องเพลงมำกยงิ่ ขึน้

ชดุ ท่ี 3 ระบำสบี่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 32

แบบฝกึ ทกั ษะกำรขบั รอ้ ง
เพลงระบำสบี่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง)

บทรอ้ ง : เมือ่ น้ัน ฝำ่ ยฝูงเทวำทกุ รำศี สีแดง หมำยถึง ทำนองกำรเออ้ื น
สีม่วง หมำยถึง เน้ือเพลง
สีดำ หมำยถึง โนต้ เพลงทำงขบั ร้อง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เมอ่ื - - - เออ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ซม - - - ม

- - ฮ้งึ เงอ เออเออ่ - เออ - เอ่อ - เฮ้อ เออเฮอะเองิ -เงย ---- - - - เม่ือ - - - เอย๋ ฮึออื ออื -น้ัน
- - ซม รท - รม - ร - ซ มซม - ม ---- ---ซ ---ท รทล - ลท

- ออื - ออ่ื ฮอึ ือ - เออ - - - เฮอ้ เออเฮอะเอิงเงอ -เฮอ้ เออเออ่ เออ๊ - - ฮง้ึ เงอ - - เฮอะเอย - เจ้ำ - เอย
-ล - ซ ทล - ล ---ท - - รล - - ทล - ซม - ซ
ลทล ล - ทลซ ลท

- - - - - เฮอเอ่อเอย - - - - - - - - - ฮึ - หนำ - ฮึ - น้อง - - - อ่ือ ฮฮึ ือ - เอย

---- - ล ซ ท ---- ---- -ร- ล - ร - ลทล - - - ซ ทล - ล

- - - - - - - ฝ่ำย - - - อื่อ ฮอึ อื - ฝูง - ฮึ - เอย - - - - - เอย๋ - เท - - - วำ
- - - - - ทร - ล - - - ล
---- --- ซ - - - ซ ทล - ลท - ร - ล

- - - - - - - เอ่อ - - - เออ เฮอะเออเอย ทุก - - ออื ฮือ้ ออื ออ่ื - รำ - - - อื่อ ฮอึ ือ - ศรี
- - - - - - - ล - - - ท รทล ท - - ลท ลซ - ล - - - ซ ทล - ลท

- ฮึ - เออ่ - - - เออ เฮอะเออฮ้งึ เงอ เฮอ้ เออเองิ เงอ - - - เออ - เออ่ - เออ - - - ฮ้งึ เงอ เออเออะเอิงเงอ
-ร- ซ ---ล ---ท
ทล รล ทลซ ซ - ล - ท - - - รท ลทล ล

- - - - - - - - - - - เออ่ - - - เออ - เออฮึ้งเงอ เฮ้อเออเอิงเงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย

---- ---- ---ซ ---ล - ท รล ทลซ ซ - - ลซ - ซม - ซ

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่ีบท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 33

บทรอ้ ง : ทง้ั เทพธิดำนำรี สขุ เกษมเปรมปรีด์ิเปน็ สดุ คดิ

- - - - - - - ทงั้ - - - อ่ือ ฮอึ อื - เทพ - - - เออ - - - ฮ้ึงเงอ เฮอะเอย-พ(ะ)ธิ - อือ - ดำ

- - - - - - - ลท - - - ซ ทล - ลซ - - - ลท - - - รล ทล -ซซล - ซ - ซ

- - - ฮ้อื อืออือ่ - เออ - - - ฮง้ึ เงอ เออ่ เฮอะเอ่อเอ้ย ---- - - - นำ - - - เอ๋ย ฮอึ ืออือ - รี
---ล ซม - ม - - - ซม ---- ---ท ---ท รทล - ล
- - - อ่อื ฮอึ ือ - เออ - - - เฮอ้ ร ม ร มซ - - ฮ้งึ เงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย
---ซ ทล - ล ---ท - เฮอ้ เออเออ่ เออ้ - - รล - - ทล - ซม - ซ
เออเฮอะเอิงเงอ
- ทลซ ลท
ลทล ล

- - - - - เฮอเอ่อเอย - - - - - - - - - ฮึ - หนำ - ฮึ - น้อง - - - อ่ือ ฮฮึ ือ - เอย
---- - ล ซ ท ----
- - - - - ร - ล - ร - ลทล - - - ซ ทล - ล

- - - - - - - สขุ - - - อื่อ ฮึอือ - เกษม - ฮึ - เออ - - - - - เอ๋ย - เปรม - - - ปรี

---- ---ซ - - - ซ ทล - ลลท - ร - ล - - - - - ทร - ล - - - ล

- - - - - - - เอ่อ - - - เออ เฮอะเออเอย เปน็ - - - ฮื้อ ออื ออ่ื - สุด - อือ - เอย๋ ฮอึ ือออื - คดิ
- - - - - - - ล - - - ท รทล ล - - - ท ลซ - ล - ท - ท รทล - ลท

- - - เออ่ - - - เออ เฮอะเออฮง้ึ เงอ เฮอ้ เออเอิงเงอ - - - เออ - เอ่อ - เออ - - - ฮง้ึ เงอ เออเออะเอิงเงอ
---ซ ---ล ---ท - ล - ท - - - รท ลทล ล
ทล รล ทลซ ซ

- - - - - - - - - - - เอ่อ - - - เออ - เออฮ้งึ เงอ เฮอ้ เออเองิ เงอ - - เฮอะเอย - เจ้ำ - เอย
- - - - - - - - - - - ซ - - - ล - ท รล ทลซ ซ - - ลซ - ซม - ซ

ชุดท่ี 3 ระบำส่บี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 34

บทรอ้ ง : เทพบตุ รจบั ระบำทำทำ่ นำงฟ้ำรำฟอ้ นออ่ นจรติ

- - - - - - - เทพ - - - ออ่ื ฮอึ ือ-(พะ)บุตร - - - เออ - - - ฮึ้งเงอ เฮอะเอย-จบั - - - ระบำ

- - - - - - - ลซ - - - ซ ทล - ลซ - - - ลท - - - รล ทล - ม - - - ซซ

- - - ฮอื้ ออื ออ่ื - เออ - - - ฮ้งึ เงอ เอ่อเฮอะเอ่อเอ้ย ---- - - - ทำ - - - เอ๋ย ฮึอืออือ - ทำ่
---ล ---- ---ท - - - ท รทล - ลซ
ซม - ม - - - ซม รมร มซ

- - - อ่อื ฮอึ อื - เออ - - - เฮอ้ เออเฮอะเอิงเงอ - เฮ้อเออเอ่อเออ้ - - ฮงึ้ เงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย
---ซ ทล - ล ---ท - - รล - - ทล - ซม - ซ
ลทล ล - ทลซ ลท

- - - - - เฮอเอ่อเอย - - - - - - - - - ฮึ - หนำ - ฮึ - นอ้ ง - - - อือ่ ฮฮึ ือ - เอย

---- - ล ซ ท ---- ---- -ร- ล - ร - ลทล - - - ซ ทล - ล

- - - - - - - นำง - - - ออ่ื ฮึอือ - ฟำ้ - - - เออ - - - - - เอย๋ - รำ - - - ฟอ้ น

---- ---ล - - - ซ ทล - ลท - - - ล - - - - - ทร - ล - - - ลท

- - - อือ - - - เออ่ - - - เออ เฮอะเออเอย ออ่ น ---- - - - จ(ะ) - ออื - เอย๋ ฮึออื อือ - ริต
---ล ---ล ---ท ---- - - - ล - ท - ท รทล - ซ
รทล ลซ

- - - เออ่ - - - เออ เฮอะเออฮึง้ เงอ เฮอ้ เออเองิ เงอ - - - เออ - เออ่ - เออ - - - ฮึ้งเงอ เออเออะเอิงเงอ
---ซ ---ล ---ท
ทล รล ทลซ ซ - ล - ท - - - รท ลทล ล

- - - - - - - - - - - เออ่ - - - เออ - เออฮึ้งเงอ เฮอ้ เออเองิ เงอ - - เฮอะเอย - เจ้ำ - เอย

---- ---- ---ซ - - - ล - ท รล ทลซ ซ - - ลซ - ซม - ซ

ชดุ ที่ 3 ระบำสบี่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 35

บทรอ้ ง : รำเรยี งเคียงเข้ำไปให้ชิด ทอดสนทิ ติดพันกัลยำ

---- - - - รำ - - - อือ่ ฮึออื -เรยี ง ฮ้ือออื อ่อื - เอ้อ - - - ฮึง้ เงอ เฮอะเอย-เคียง - - - เข้ำ

- - - - - - - ล - - - ซ ทล - ล ทลซ - ลท - - - รล ทล - ซ - - - ซม

- - ออื ฮือ้ ออื อื่อ - เออ - - - ฮง้ึ เงอ เออ่ เฮอะเอ่อเอ้ย ---- - ไป - ให้ - - - เอ๋ย ฮึออื ออื - ชดิ
- - ซล ซม - ม - - - ซม ร ม ร มซ ---- - ท - ทลซ - - - ลท รทล - ลท

- - - ออ่ื ฮอึ อื - เออ - - - เฮ้อ เออเฮอะเองิ เงอ - เฮอ้ เออเออ่ เออ้ - - ฮ้ึงเงอ - - เฮอะเอย - เจ้ำ - เอย
---ซ ทล - ล ---ท - - รล - - ทล - ซม - ซ
ลทล ล - ทลซ ลท

- - - - - เฮอเอ่อเอย - - - - - - - - - ฮึ - หนำ - ฮึ - นอ้ ง - - - อ่ือ ฮึฮือ - เอย

---- - ล ซ ท ---- ---- -ร- ล - ร - ลทล - - - ซ ทล - ล

- - - - - - - ทอด - - - อือ่ ฮึอือ - สนิท - - - เออ - - - - - เอย๋ - ติด - - - พัน
- - - - - - - ลซ - - - ซ ทล - ลซ - - - ล - - - - - ทร - ซ - - - ล

---- - - - เออ่ - - - เออ เฮอะเออเอย กลั - - - ฮ้อื อืออ่อื - ล(ะ) - ออื - เอ๋ย ฮอึ อื อือ - ยำ
---- ---ล ---ท ---ท ลซ - ร - ท - ท รทล - ล
รทล ล
- - - เออ่
---ซ - - - เออ เฮอะเออฮงึ้ เงอ เฮ้อเออเอิงเงอ - - - เออ - เออ่ - เออ - - - ฮึ้งเงอ เออเออะเอิงเงอ
---ล ---ท
ทล รท ทลซ ซ - ล - ท - - - รท ลทล ล

- - - - - - - - - - - เออ่ - - - เออ - เออฮ้งึ เงอ เฮอ้ เออเองิ เงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย
- - - - - - - - - - - ซ - - - ล - ท รล ทลซ ซ - - ลซ - ซม - ซ

ชดุ ที่ 3 ระบำส่บี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 36

บทรอ้ ง : แล้วตีวงเวียนเปลยี่ นซำ้ ย ร่ำยตวี งเวยี นเปลี่ยนขวำ

- - - - - - - แลว้ - - - อ่ือ ฮอึ ือ - ตี ฮอ้ื ออื ออื่ - เอ้อ - - - ฮง้ึ เงอ เฮอะเอย - วง - - - เวียน

- - - - - - - ลท - - - ซ ทล - ล ทลซ - ลท - - - รล ทล - ซ - - - ซ

- - อือฮ้ือ อืออือ่ - เออ - - - ฮึ้งเงอ เออ่ เฮอะเอ่อเอย้ - - - - - - - เปล่ยี น - อือ - เอ๋ย ฮึอืออือ - ซำ้ ย

- - ซล ซม - ม - - - ซม รมร มซ - - - - - - - ล - ท - ท รทล - ลทล

- - - อ่ือ ฮอึ ือ - เออ - - - เฮ้อ เออเฮอะเองิ เงอ - เฮอ้ เออเอ่อเอ้อ - - ฮึง้ เงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย
---ซ ทล - ล ---ท - - รล - - ทล - ซม - ซ
ลทล ล - ทลซ ลท

- - - - - เฮอเออ่ เอย - - - - - - - - - ฮึ - หนำ - ฮึ - นอ้ ง - - - ออ่ื ฮึฮือ - เอย

---- - ล ซ ท ---- ---- -ร- ล - ร - ลทล - - - ซ ทล - ล

- - - - - - - ไล่ - - - ออ่ื ฮึอือ - ตี - - - เออ - - - - - เอย๋ - วง - - - เวยี น

- - - - - - - ลซ - - - ซ ทล - ล - - - ล - - - - - ทร - ล - - - ล

- - - - - - - เอ่อ - - - เออ เฮอะเออเองิ เง้อ - - เออเอย่ - - - เปลีย่ น - - - เอ๋ย ฮึออื ออื -ขวำ
- - - - - - - ล - - - ท รทล ลท - - ลซ - - - ล - - - ท รทล - ลทร

- - - เออ่ - - - เออ เฮอะเออฮง้ึ เงอ เฮอ้ เออเองิ เงอ - - - เออ - เออ่ - เออ - - - ฮึ้งเงอ เออเออะเอิงเงอ
---ซ ---ล ทล รท ทลซ ซ ---ท
- ล - ท - - - รท ลทล ล

- - - - - - - - - - - เออ่ - - - เออ - เออฮง้ึ เงอ เฮอ้ เออเองิ เงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย

---- ---- ---ซ - - - ล - ท รล ทลซ ซ - - ลซ - ซม - ซ

ชุดที่ 3 ระบำสบ่ี ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 37

บทรอ้ ง : ตลบหลังลดเล้ียวลงมำ เทวญั กัลยำสำรำญใจ

---- - - - ตลบ - - - อื่อ ฮอึ ือ - หลงั ออื ฮอื้ ออื อ่ือ- เออ้ - - - ฮ้งึ เงอ เฮอะเอย - ลด - - - เลย้ี ว

- - - - - - - ลท - - - ซ ทล - ล ทลซ - ลท - - - รล ทล - ซล - - - ซล

- - ออื ฮื้อ อืออ่อื - เออ - - - ฮ้ึงเงอ เออ่ เฮอะเอ่อเอย้ ---- - - - ลง - - - เอย๋ ฮอึ อื อือ - มำ
- - ซล ---- --- ล ---ท รทล - ล
ซม - ม - - - ซม รมร มซ

- - - ออ่ื ฮึออื - เออ - - - เฮอ้ เออเฮอะเอิงเงอ - เฮอ้ เออเอ่อเออ้ - - ฮงึ้ เงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย
---ซ ทล - ล ---ท - - รล - - ทล - ซม - ซ
ลทล ล - ทลซ ลท

- - - - - เฮอเอ่อเอย - - - - - - - - - ฮึ - หนำ - ฮึ - น้อง - - - ออื่ ฮึฮอื - เอย

---- - ล ซ ท ---- - - - - - ร - ล - ร - ลทล - - - ซ ทล - ล

- - - - - - - เท - - - ออื่ ฮึอือ - วญั - - - เออ - - - - - เอ๋ย - กัล - - ล(ะ)ยำ

- - - - - - - ล - - - ซ ทล - ล - - - ล - - - - - ทร - ล - - ล ล

- - - - - - - เอ่อ - - - เออ เฮอะเออเองิ เง้อ - - เออเอย่ - - - สำรำญ - - - เอย๋ ฮึออื ออื -ใจ

---- ---ล ---ท รทล ลท - - ลซ - - - ทรท - - - ท รทล - ล

- - - เออ่ - - - เออ เฮอะเออฮ้ึงเงอ เฮ้อเออเอิงเงอ - - - เออ - เอ่อ - เออ - - - ฮึง้ เงอ เออเออะเอิงเงอ
---ซ ---ล ทล รท ทลซ ซ ---ท
- ล - ท - - - รท ลทล ล

- - - - - - - - - - - เอ่อ - - - เออ - เออฮ้ึงเงอ เฮ้อเออเองิ เงอ - - เฮอะเอย - เจำ้ - เอย

---- ---- ---ซ - - - ล - ท รล ทลซ ซ - - ลซ - ซม - ซ

ชดุ ท่ี 3 ระบำสบี่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 38

สรปุ

หลักในกำรขับร้องเพลงไทยเบือ้ งตน้ เปน็ หลกั กำรพน้ื ฐำนท่สี ำคญั ของกำรฝกึ ขับร้อง

สำหรบั ผู้ขบั ร้องท่ีจะเร่มิ ฝกึ ปฏบิ ัตขิ ับร้องเพลงไทย ประกอบไปดว้ ย

1. ความหมายและประเภทของการขับร้องเพลงไทย
2. แนวปฏิบัตใิ นการขบั รอ้ งเพลงไทยเบ้อื งตน้
3. วธิ ีการและเทคนคิ การขับร้องเพลงไทย
4. มารยาทในการขับร้องเพลงไทย
ผู้ขับร้องจำเป็นท่ีจะต้องศึกษำเน้ือหำทำงทฤษฎีให้มีควำมเข้ำใจ เพ่ือเป็นแนวทำงไปสู่

กำรฝึกปฏบิ ัติกำรขบั ร้องทีถ่ ูกตอ้ ง

บทร้องเพลงพระทอง เป็นลักษณะของกลอนบทละคร มีวรรคละ 6 - 8 คำ มีทั้งหมด 3 บท

(6 บำท) ใช้คำว่ำ “เมื่อน้ัน” เป็นคำข้ึนต้นบท บทร้องที่ใช้กันในปัจจุบัน เป็นบทร้องของพระบำทสมเด็จ

พระจอมเกล้ำเจำ้ อยู่หัว (รัชกำลที่ 4) ทรงได้นำบทพระรำชนิพนธ์ของรัชกำลท่ี 2 มำตัดทอนให้ส้ันลง

ปรำกฏอย่ใู นบทละครจบั ระบำ ตอนรำมสูรเมขลำ

บทร้อง กลำ่ วถึง กำรร่ำยรำเกย้ี วพำรำสี หยอกลอ้ ล่อไล่กนั ระหวำ่ งเทวดำกับนำงฟ้ำอย่ำง

มีควำมสุขสนุกสนำน จึงนิยมนำมำขับร้องและแสดงในละครตอนท่ีมีกำรแสดงควำมยินดีปรีดำ

และอำนวยพรในโอกำสตำ่ ง ๆ

กำรแสดงเรมิ่ ต้นเร่ิมต้นดว้ ยวงดนตรีป่ีพำทยบ์ รรเลงเพลงโคมเวียนและร้องเพลงพระทอง

ชดุ ที่ 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 39

ระเกบรำด็ส่ีบคทวใำนมรรูปเู้ แพบมิ่ บเตกมำิ รแสดงร้องเพลง

พระทอง และเพลงเบ้ำหลุด ซึง่ ทั้ง 2 บทนัน้ เปน็ บทพระรำชนิพนธใ์ นรัชกำลท่ี 4

นำมำรอ้ งเพือ่ ใหเ้ กิดควำมแตกต่ำงของบทร้องในกำรแสดง ซึง่ สำมำรถปรบั เปลีย่ นได้

ขึ้นอยกู่ บั ผจู้ ัดทำบทในกำรแสดง ดังตวั อยดู่ งั น้ี

เพลงพระทอง

เมื่อนั้น ฝำ่ ยฝงู เทวำทุกรำศี

ทงั้ เทพธิดำนำรี สุขเกษมเปรมปรีด์ิเปน็ สุดคิด

เพลงเบำ้ หลุด

เทพบตุ รจับระบำทำทำ่ นำงฟ้ำรำฟ้อนอ่อนจริต

รำเรยี งเคียงเข้ำไปใหช้ ิด ทอดสนทิ ติดพนั กัลยำ

(วทิ ยำลัยนำฏศิลป, เอกสำรอดั สำเนำ)

ระบำส่บี ทในรูปแบบกำรแสดงร้องเพลงพระทอง และเพลงเบ้ำหลุด

เพลงพระทอง

เม่อื น้นั ฝ่ำยฝงู เทวำทกุ รำศี

ทัง้ เทพธิดำนำรี สุขเกษมเปรมปรีด์ิเปน็ สดุ คิด

เพลงเบ้ำหลุด

...ครง้ั เทพเทวนั กระชัน้ ไล่ นำงชมอ้ ยถอยไปเสยี ใหห้ ่ำง

เวียนระวนั หันวงอยตู่ รงกลำง ฝงู นำงนำรกี ป็ รดี ำ

(วทิ ยำลัยนำฏศิลป, เอกสำรอดั สำเนำ)

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่ีบท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 40

แบบฝกึ หดั ท่ี 2

คะแนน

ชอ่ื ชน้ั เลขที่

ตอนท่ี 1
คำชี้แจง : ให้นักเรียนสรปุ เนื้อหำหลักกำรขับรอ้ งเพลงไทยเปน็ แผนภำพควำมคิด (Mind Map)

ดังหัวข้อต่อไปนี้
 ความหมายและประเภทของการขบั รอ้ งเพลงไทย
 แนวปฏบิ ัติในการขับรอ้ งเพลงไทยเบื้องต้น
 วิธีการและเทคนิคการขบั รอ้ งเพลงไทย
 มารยาทในการขับรอ้ งเพลงไทย

แผนผงั ควำมคดิ หลกั กำรขบั รอ้ งเพลงไทย

หลกั กำรขับรอ้ งเพลงไทย

ชุดที่ 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 41

คะแนน

ชือ่ ชน้ั เลขที่

ตอนท่ี 2
คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นหำควำมหมำยของคำศพั ทใ์ นบทร้องเพลงระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง)

และเพลงระบำกฤดำภินิหำร

1. คำศพั ทใ์ นบทรอ้ งเพลงระบำสบ่ี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง)
1) เกษม หมำยถงึ ...............................................................................
2) เปรมปรีดิ์หมำยถงึ ...............................................................................
3) จรติ หมำยถงึ ............. ..................................................................
4) ทอดสนิท หมำยถงึ ...............................................................................
5) กัลยำ หมำยถึง ...............................................................................
6) รำศี หมำยถึง ...............................................................................
7) เทพบุตร หมำยถึง ...............................................................................
8) ตลบ หมำยถึง ...............................................................................
9) เทวัญ หมำยถึง ...............................................................................
10) สำรำญ หมำยถงึ ...............................................................................

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่ีบท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 42

ใบควำมรทู้ ่ี 3
กระบวนทำ่ รำ

กระบวนทำ่ รำระบำสบ่ี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) และรปู แบบกำรแปรแถว

รปู แบบสญั ลกั ษณม์ ีดงั น้ี
ตวั พระ ตวั นำง

ปลำยลกู ศรแสดงทิศทำงกำรเคลอ่ื นที่
กระบวนทำ่ รำระบำสบี่ ท (เพลงพระทอง)

ภำพที่ 22 ท่ำท่ี 1

ทำนองเพลง โคมเวยี น
ทิศทำง ดำ้ นหนำ้
วิธปี ฏิบัติ ท่ำเตรียม (ท่ำยนื )

ตัวพระ เท้ำขวำยืนเป็นหลัก เท้ำซ้ำยใช้จมูกเท้ำแตะท่ีพ้ืน เปิดส้นเท้ำข้ึน มือขวำ
เทำ้ เอว มือซำ้ ยวำงมือบนหนำ้ ขำซ้ำย ศีรษะเอยี งขวำ กดไหลข่ วำ

ตวั นำง เทำ้ ซำ้ ยเหล่อื มเท้ำ เท้ำขวำยืนเปน็ หลัก มือขวำจบี หงำยระดับชำยพก มือซ้ำยวำงมือบน
หน้ำขำซำ้ ย ศีรษะเอยี งซำ้ ย กดไหล่ซำ้ ย

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่ีบท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 43

ภำพที่ 23 ท่ำที่ 2.1

ทำนองเพลง โคมเวยี น
ทิศทำง ด้ำนหนำ้
วิธีปฏิบตั ิ ท่ำเดนิ

ตัวพระ ยกเท้ำซ้ำยข้ึน มือทั้งสองหยิบจีบข้ำงลำตัว แล้วนำมำปล่อยจีบโดยมือขวำต้ังวงระดับ
ชำยพก ตัวพระกันวงใหก้ ว้ำงออกไป และมอื ซำ้ ยตง้ั มอื ขนึ้ ทอดลำแขนขำ้ งลำตัว กำ้ วเท้ำซ้ำยลงพร้อมเอียง
ศีรษะทำงขวำ กดไหลข่ วำ

ตวั นำง ยกเท้ำซ้ำยข้ึน มือซ้ำยจีบหงำยระดับชำยพก มือขวำหยิบจีบข้ำงลำตัว ศีรษะเอียงซ้ำย
แลว้ ก้ำวเท้ำซ้ำยลง พรอ้ มปล่อยจีบมือขวำตงั้ วงระดับชำยพก ศรี ษะเอียงขวำ กดไหลข่ วำ

ชุดที่ 3 ระบำสบี่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 44

ภำพที่ 24 ท่ำท่ี 2.2

ทำนองเพลง โคมเวียน
ทศิ ทำง ดำ้ นหน้ำ
วธิ ีปฏิบัติ ท่ำเดนิ

ตัวพระ ยกเท้ำขวำข้ึน มือทั้งสองหยิบจีบข้ำงลำตัว แล้วนำมำปล่อยจีบโดยมือซ้ำยตั้งวงระดับ
ชำยพก ตวั พระกนั วงใหก้ ว้ำงออกไป และมอื ขวำต้ังมอื ขึ้นทอดลำแขนขำ้ งลำตัว ก้ำวเทำ้ ขวำลงพร้อมเอียง
ศีรษะทำงซำ้ ย กดไหลซ่ ้ำย

ตัวนำง ยกเท้ำขวำขึ้น มือซ้ำยจีบหงำยระดับชำยพก มือขวำหยิบจีบด้ำนหน้ำระดับ
ชำยพก ศีรษะเอยี งขวำ แล้วก้ำวเท้ำขวำลง พร้อมปล่อยจีบมือขวำต้ังมือข้ึนทอดลำแขนข้ำงลำตัว ศีรษะ
เอยี งซำ้ ย กดไหล่ซ้ำย

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่ีบท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 45

ภำพที่ 25 ท่ำที่ 2.3

ทำนองเพลง โคมเวยี น
ทิศทำง ด้ำนหนำ้
วิธีปฏิบตั ิ ท่ำเดนิ

ตัวพระ ยกเท้ำซ้ำยข้ึน มือทั้งสองหยิบจีบข้ำงลำตัว แล้วนำมำปล่อยจีบโดยมือขวำต้ังวงระดับ
ชำยพก ตัวพระกันวงใหก้ ว้ำงออกไป และมอื ซำ้ ยตง้ั มอื ขนึ้ ทอดลำแขนข้ำงลำตัว กำ้ วเท้ำซำ้ ยลงพรอ้ มเอียง
ศีรษะทำงขวำ กดไหลข่ วำ

ตวั นำง ยกเท้ำซ้ำยข้ึน มือซ้ำยจีบหงำยระดับชำยพก มือขวำหยิบจีบข้ำงลำตัว ศีรษะเอียงซ้ำย
แลว้ ก้ำวเท้ำซ้ำยลง พรอ้ มปล่อยจีบมือขวำตั้งวงระดับชำยพก ศรี ษะเอียงขวำ กดไหลข่ วำ

ชดุ ท่ี 3 ระบำสี่บท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 46

ภำพที่ 26 ท่ำท่ี 3.1

ทำนองเพลง โคมเวียน
ทศิ ทำง ดำ้ นขวำ
วิธปี ฏบิ ัติ ทำ่ เชอื่ ม

ตวั พระ ประเท้ำซ้ำย มือซ้ำยแบมือหงำยหักข้อมือลง มือขวำจีบคว่ำระดับไหล่ ศีรษะเอียงซ้ำย
กดไหล่ซ้ำย

ตัวนำง ประเท้ำซ้ำย มือซ้ำยแบมือหงำยหักข้อมือลง มือขวำจีบคว่ำระดับไหล่ ศีรษะเอียงซ้ำย
กดไหล่ซ้ำย

ชุดที่ 3 ระบำสีบ่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 47

ภำพท่ี 27 ท่ำที่ 3.2

ทำนองเพลง โคมเวยี น
ทศิ ทำง ด้ำนขวำ
วธิ ีปฏบิ ตั ิ ท่ำกลำงอัมพร

ตวั พระ ยกเท้ำซ้ำย มอื ขวำสอดสงู มือซ้ำยตง้ั วงหกั ข้อมอื ขน้ึ แขนเหยยี ดตงึ ระดบั ไหล่
ศรี ษะเอียงขวำ กดไหล่ขวำ จำกนัน้ กดไหลซ่ ้ำย หมนุ ตวั ไปทำงซ้ำย

ตวั นำง ยกเท้ำซ้ำย มือขวำสอดสงู มือซำ้ ยต้ังวงหกั ขอ้ มือขึ้นแขนเหยยี ดตงึ ระดบั ไหล่
ศรี ษะเอยี งขวำ กดไหลข่ วำ จำกนั้นกดไหลซ่ ้ำย หมนุ ตัวไปทำงซำ้ ย

ชดุ ที่ 3 ระบำสีบ่ ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 48

ภำพที่ 28 ท่ำที่ 3.3

ทำนองเพลง โคมเวยี น
ทศิ ทำง หมนุ ตวั ไปด้ำนซ้ำย
วธิ ปี ฏิบตั ิ ท่ำกรำย

ตัวพระ ก้ำวเทำ้ ซ้ำยลง มอื ขวำแทงมอื เป็นตั้งวงบน มือซำ้ ยจีบส่งหลงั ศีรษะเอียงขวำ
กดไหลข่ วำ พรอ้ มกับขยน่ั เท้ำ

ตวั นำง ก้ำวเทำ้ ซ้ำยลง มือขวำแทงมอื เปน็ ตั้งวงบน มือซำ้ ยจบี ส่งหลงั ศรี ษะเอยี งขวำ
กดไหล่ขวำ พรอ้ มกับขยัน่ เท้ำ

ชดุ ท่ี 3 ระบำส่บี ท บทที่ 1 (เพลงพระทอง) 49

ภำพท่ี 29 ท่ำที่ 3.4

ทำนองเพลง โคมเวยี น
ทศิ ทำง ดำ้ นซำ้ ย
วิธีปฏิบัติ ทำ่ เชือ่ ม

ตวั พระ ลำกเท้ำขวำมำประยกเทำ้ ขนึ้ พร้อมกบั มอื ขวำตกปลำยมือลง มอื ซ้ำยจีบสง่ หลงั
ศีรษะเอยี งขวำ กดไหลข่ วำ

ตัวนำง ลำกเท้ำขวำมำประยกเท้ำข้ึน พร้อมกับมอื ขวำตกปลำยมือลง มือซำ้ ยจบี ส่งหลัง
ศีรษะเอยี งขวำ กดไหลข่ วำ

ชดุ ท่ี 3 ระบำสีบ่ ท บทท่ี 1 (เพลงพระทอง) 50

ภำพที่ 30 ท่ำท่ี 3.5

ทำนองเพลง โคมเวยี น
ทศิ ทำง ดำ้ นซำ้ ย
วิธีปฏิบัติ ท่ำโบกพกั เพลง

ตวั พระ วำงสน้ เท้ำขวำลง มือขวำตงั้ วงระดับศีรษะ มอื ซ้ำยจบี ส่งหลัง ศรี ษะเอยี งซำ้ ย
กดไหลซ่ ำ้ ย

ตัวนำง วำงส้นเท้ำขวำลง มือขวำต้ังวงระดับปำก มือซ้ำยจีบส่งหลัง ศีรษะเอียงซ้ำย
กดไหล่ซำ้ ย


Click to View FlipBook Version