The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Plans คณิตเพิ่มเติม ม.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SSuchanya Ruangjan, 2023-05-22 22:57:25

E-Plans คณิตเพิ่มเติม ม.1

E-Plans คณิตเพิ่มเติม ม.1

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่2 เรื่อง จำนวนและตัวเลข จำนวน 6 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง ระบบตัวเลขฐานสอง เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. บอกค่าของตัวเลขโดดในตัวเลขฐานต่าง ๆ ที่กำหนดให้ได้ 2. เขียนตัวเลขฐานที่กำหนดให้เป็นตัวเลขฐานต่าง ๆ ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับระบบตัวเลขฐานสอง (K) 2. เขียนแสดงจำนวนในระบบตัวเลขฐานสองได้ (P) 3. เห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง ระบบตัวเลขฐานสอง ไปใช้(A) สาระการเรียนรู้ ระบบตัวเลขฐานสอง สาระสำคัญ 1. ระบบตัวเลขฐานสอง จะใช้เลขโดดสองตัว คือ 1 และ 0 มีหลักการเขียนตัวเลขเช่นเดียวกับตัวเลขในระบบฐานสิบ มีค่า ประจำหลักอยู่ในรูปเลขยกกำลังฐานเป็น 2 2. เมื่อเขียนในรูปกระจายผลบวกของค่าประจำหลักที่ได้จะมีค่าเท่ากับจำนวนที่เป็นตัวเลขระบบฐานสิบ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning)


7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาทบทวนเกี่ยวกับระบบตัวเลขฐานสิบโดยใช้คำถามถาม-ตอบ จากนั้นให้นักเรียนพิจารณา ระบบตัวเลขฐานสอง โดยครูเขียนตัวเลขฐานสองบนกระดาน แล้วตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น ดังนี้ พิจารณาระบบตัวเลขฐานต่อไปนี้ 1. 1101สอง 2. 101สอง 3. 11010สอง • จากตัวอย่าง ข้อ 1-3 นักเรียนคิดว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขระบบตัวเลขฐานใด (ระบบตัวเลขฐานสอง) • นักเรียนคิดว่าตัวเลขระบบตัวเลขฐานสองมีตัวเลขโดดกี่ตัว อะไรบ้าง (มีเลขโดด สองตัว คือ 0 และ 1) • นักเรียนคิดว่าหลักการเขียนตัวเลขฐานสองมีหลักการเขียนอย่างไร เหมือนหรือ แตกต่างกับการเขียนระบบตัวเลขฐานสิบอย่างไร (มีหลักการเขียนเช่นเดียวกับระบบตัวเลขฐานสิบ แต่จะมีค่าประจำหลักอยู่ในรูป เลขยกกำลังที่มีฐานเป็น 2 หรือตามประสบการณ์การเรียนของผู้เรียน)


ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ให้นักเรียนพิจารณาตารางแสดงหลักและค่าประจำหลักในระบบตัวเลขฐานสอง พร้อมทั้งอธิบายประกอบ ดังนี้ ตารางแสดงหลักและค่าประจำหลักของระบบตัวเลขฐานสอง หลักที่ ... เจ็ด หก ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ค่าประจำหลัก ... 2 6 2 5 2 4 2 3 2 2 2 1 1 ค่าของตัวเลขเทียบกับ เลขฐานสิบ ... 64 32 16 8 4 2 1 จากนั้นครูตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ • นักเรียนสามารถเขียนระบบตัวเลขฐานสองให้อยู่ในรูปการกระจายได้อย่างไร (นำตัวเลขในหลักนั้น คูณกับค่าประจำหลักของหลักนั้น ๆ) • 11001สอง เขียนในรูปกระจายได้อย่างไร (11001สอง มีค่าเท่ากับ (1 2 4 ) + (1 2 3 ) + (0 2 2 ) + (0 2 1 ) + (1 1) เป็นการเขียนในรูปกระจายที่มี 1 อยู่ในหลักที่หนึ่ง มีค่าเท่ากับ 1 1 0 อยู่ในหลักที่สอง มีค่าเท่ากับ 0 2 1 0 อยู่ในหลักที่สาม มีค่าเท่ากับ 0 2 2 1 อยู่ในหลักที่สี่ มีค่าเท่ากับ 1 2 3 1 อยู่ในหลักที่ห้า มีค่าเท่ากับ 1 2 4 ) • ผลบวกที่ได้จากการเขียนในรูปกระจายของเลขฐานสองจะเป็นเลขในระบบตัวเลขฐานใด (ระบบตัวเลขฐานสิบ) • นักเรียนมีวิธีการจดจำเกี่ยวกับค่าประจำหลักของเลขฐานสองอย่างไร (2หลัก – 1 ) • ระบบตัวเลขฐานสองต้องเขียนสิ่งใดไว้ต่อท้ายจำนวน เพราะเหตุใด (สอง แสดงว่า จำนวนนั้นเป็นระบบตัว เลขฐานสอง) ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ครูยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเขียนระบบตัวเลขฐานสองเป็นระบบตัวเลขฐานสิบ ให้นักเรียนพิจารณา โดยใช้การถาม-ตอบประกอบการ อธิบาย ดังนี้ พิจารณาการเขียนตัวเลขระบบตัวเลขฐานสองเป็นระบบตัวเลขฐานสิบต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 จงเขียน 111101สอง ให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบ วิธีทำ ขั้นที่ 1 เขียนระบบตัวเลขฐานสองให้อยู่ในรูปกระจาย จะได้ = (1 2 5 ) + (1 2 4 ) + (1 2 3 ) + (1 2 2 ) + (0 2 1 ) + (1 1) ขั้นที่ 2 หาค่าของผลคูณที่ได้จากรูปกระจาย จะได้ = 32 + 16 + 8 + 4 + 0 + 1 ขั้นที่ 3 นำผลคูณจากการกระจายแต่ละหลักมาบวกกันผลลัพธ์ที่ได้ เท่ากับตัวเลขฐานสิบ จะได้ = 61 นั่นคือ 111101สอง = 61


ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ตัวอย่างที่ 2 ให้เขียนจำนวนต่อไปนี้ในรูปการกระจาย 1. 11110สอง = (1 2 4 ) + (1 2 3 ) + (1 2 2 ) + (1 2 1 ) + (0 1) 2. 1010101สอง = (1 2 6 ) + (0 2 5 ) + (1 2 4 ) + (0 2 3 ) + (1 2 2 ) + (0 2 1 ) + (1 1) 3. 11011011สอง = (1 2 7 ) + (1 2 6 ) + (0 2 5 ) + (1 2 4 ) + (1 2 3 ) + (0 2 2 ) + (1 2 1 ) + (1 1) จากตัวอย่างที่ 2 ผลลัพธ์ที่ได้จากการเขียนในรูปการกระจายตัวเลขฐานสองคือ 1. 11110สอง = (1 2 4 ) + (1 2 3 ) + (1 2 2 ) + (1 2 1 ) + (0 1) = 16 + 8 + 4 + 2 + 0 = 30 2. 1010101สอง = (1 2 6 ) + (0 2 5 ) + (1 2 4 ) + (0 2 3 ) + (1 2 2 ) + (0 2 1 ) + (1 1) = 64 + 0 +16 + 0 + 4 + 0 + 1 = 85 3. 11011011สอง = (1 2 7 ) + (1 2 6 ) + (0 2 5 ) + (1 2 4 ) + (1 2 3 ) + (0 2 2 ) + (1 2 1 ) + (1 1) = 128 + 64 + 0 + 16 + 8 + 0 + 2 + 1 = 219 ผลลัพธ์ที่ได้เป็นการเขียนในระบบตัวเลขฐานสิบ ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ โดยเชื่อมโยงจากตัวอย่างและการตอบคำถามข้างต้น ดังนี้ 1. ระบบตัวเลขฐานสอง จะใช้เลขโดดสองตัว คือ 1 และ 0 มีหลักการเขียนตัวเลขเช่นเดียวกับตัวเลข ในระบบฐานสิบ มีค่าประจำหลักอยู่ในรูปเลขยกกำลังฐานเป็น 2 2. เมื่อเขียนในรูปกระจายผลบวกของค่าประจำหลักที่ได้จะมีค่าเท่ากับจำนวนที่เป็นตัวเลขระบบฐานสิบ ให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูถามคำถาม ดังนี้ • ในชีวิตประจำวันนักเรียนพบเห็นการใช้ระบบตัวเลขฐานสองในเรื่องใดบ้าง ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 4 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1


ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 4 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ ระบบตัวเลขฐานสอง (K) ตรวจแบบฝึกหัด4 แบบฝึกหัด 4 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.เขียนแสดงจำนวนในระบบตัว เลขฐานสองได้ (P) ตรวจแบบฝึกหัด4 แบบฝึกหัด4 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.เห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง ระบบตัวเลขฐานสอง ไปใช้(A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่2 เรื่อง จำนวนและตัวเลข จำนวน 6 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง ระบบตัวเลขฐานห้า เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. บอกค่าของตัวเลขโดดในตัวเลขฐานต่าง ๆ ที่กำหนดให้ได้ 2. เขียนตัวเลขฐานที่กำหนดให้เป็นตัวเลขฐานต่าง ๆ ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับระบบตัวเลขฐานห้า (K) 2. เขียนแสดงจำนวนด้วยระบบตัวเลขฐานห้า (P) 3. เห็นความสำคัญของการนำความรู้เรื่อง ระบบตัวเลขฐานห้า ไปใช้(A) สาระการเรียนรู้ ระบบตัวเลขฐานห้า สาระสำคัญ ระบบตัวเลขฐานห้า จะใช้เลขโดดห้าตัว คือ 0, 1, 2, 3 และ 4 มีค่าประจำหลักอยู่ในรูป เลขยกกำลังที่มีฐานเป็น 5 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning)


วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับระบบตัวเลขฐาน โดยตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ • นักเรียนคิดว่านอกจากระบบตัวเลขฐานสิบและฐานสองแล้วมีระบบตัวเลขอื่นอีกหรือไม่ (มี) • จำนวน “33241ห้า” นักเรียนคิดว่าเป็นจำนวนระบบตัวเลขฐานใด เพราะเหตุใด (ระบบตัวเลขฐานห้า เพราะมีค่าของระบบตัวเลขฐานห้ากำกับไว้) • นักเรียนคิดว่าระบบตัวเลขฐานห้ามีตัวเลขกี่ตัว และมีจำนวนใดบ้าง (มีเลขโดด 5 ตัว คือ 0, 1, 2, 3 และ 4) • ค่าประจำหลักของระบบตัวเลขฐานห้าเป็นอย่างไร (ค่าประจำหลักอยู่ในรูปเลขยกกำลังที่มีฐานเป็น 5) • หลักการคิดและหลักการเขียนระบบตัวเลขฐานห้าเหมือนกับระบบตัวเลขฐานสิบหรือฐานสองหรือไม่ (เหมือนกัน) ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ให้นักเรียนพิจารณาตารางแสดงหลักและค่าประจำหลักในระบบตัวเลขฐานห้า จากนั้นตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของ นักเรียน ดังนี้


ตารางแสดงหลักและค่าประจำหลักของระบบตัวเลขฐานห้า หลักที่ ... หก ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ค่าประจำหลัก ... 5 5 5 4 5 3 5 2 5 1 1 ค่าของตัวเลขเทียบกับ เลขฐานสิบ ... 3,125 625 125 25 5 1 • จำนวน 3241ห้า เขียนในรูปกระจายได้อย่างไร ใช้หลักการเดียวกับระบบเลขฐานสองหรือไม่ (ใช้หลักการเดียวกัน จะได้ (3 5 3 ) + (2 5 2 ) + (4 5 1 ) + (1 1) ซึ่ง 1 อยู่ในหลักที่หนึ่ง มีค่าเท่ากับ 1 1 4 อยู่ในหลักที่สอง มีค่าเท่ากับ 4 5 1 2 อยู่ในหลักที่สาม มีค่าเท่ากับ 2 5 2 3 อยู่ในหลักที่สาม มีค่าเท่ากับ 3 5 3 ) • จำนวน 3241ห้า มีผลลัพธ์ที่ได้จากการกระจายที่อยู่ในรูประบบตัวเลขฐานสิบได้หรือไม่อย่างไร (ได้ คือ 3241ห้า = (3 5 3 ) + (2 5 2 ) + (4 5 1 ) + (1 1) = 375 + 50 + 20 + 1 = 446 ดังนั้น 3241ห้า = 446) ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ครูยกตัวอย่างการเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานห้าให้อยู่ในรูประบบตัวเลขฐานสิบ ให้นักเรียนพิจารณา โดยใช้การถาม-ตอบประกอบการ อธิบายตัวอย่าง ดังนี้ พิจารณาการเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานห้าให้อยู่ในรูประบบตัวเลขฐานสิบต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 จงเปลี่ยน 32432ห้า ให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบ วิธีทำ ขั้นที่ 1 เขียนระบบตัวเลขฐานห้าให้อยู่ในรูปการกระจาย จะได้ = (3 5 4 ) + (2 5 3 ) + (4 5 2 ) + (3 5 1 ) + (2 1) ขั้นที่ 2 นำค่าที่ได้จากการกระจายมาบวกกันจะได้ผลลัพธ์จากการบวกคือ จำนวนในระบบตัวเลขฐานสิบ จะได้ = 1,875 + 250 + 100 + 15 + 2 = 2,242 ดังนั้น 32432ห้า = 2,242 ตัวอย่างที่ 2 ให้เปลี่ยน 2233ห้า ให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบ วิธีทำ 2233ห้า = (2 5 3 ) + (2 5 2 ) + (3 5 1 ) + (3 1) = 250 + 50 + 15 + 3 = 318 ดังนั้น 2233ห้า = 318 ตัวอย่างที่ 3 ให้เปลี่ยน 14132ห้า ให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบ วิธีทำ 14132ห้า = (1 5 4 ) + (4 5 3 ) + (1 5 2 ) + (3 5 1 ) + (2 1) = 625 + 500 + 25 + 15 + 2


= 1,167 ดังนั้น 14132ห้า = 1,167 ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันสร้างโจทย์การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานห้าให้เป็นระบบตัว เลขฐานสิบ พร้อมทั้งแสดงวิธีการหาคำตอบ กลุ่มละ 5 ข้อ ลงในกระดาษที่ครูแจก จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งผู้แทนกลุ่มออกมา เขียนโจทย์และเลือกผู้แทนอีกกลุ่มออกมาแสดงวิธีหาคำตอบสลับกันจนครบทุกกลุ่ม โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบ ความถูกต้อง ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ โดยเชื่อมโยงจากตัวอย่าง กิจกรรม และการตอบคำถามข้างต้น ดังนี้ ระบบตัวเลขฐานห้า จะใช้เลขโดดห้าตัว คือ 0, 1, 2, 3 และ 4 มีค่าประจำหลักอยู่ในรูป เลขยกกำลังที่มีฐานเป็น 5 ให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูถามคำถาม ดังนี้ • นักเรียนจะนำความรู้เรื่อง ระบบตัวเลขฐานห้า ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องใดได้บ้าง ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 5 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 5 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ ระบบตัวเลขฐานห้า (K) ตรวจแบบฝึกหัด5 แบบฝึกหัด 5 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.เขียนแสดงจำนวนด้วยระบบ ตัวเลขฐานห้า (P) ตรวจแบบฝึกหัด5 แบบฝึกหัด5 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.เห็นความสำคัญของการนำ ความรู้เรื่อง ระบบตัวเลขฐานห้า ไปใช้(A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่2 เรื่อง จำนวนและตัวเลข จำนวน 6 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง ระบบตัวเลขฐานสิบสอง เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. บอกค่าของตัวเลขโดดในตัวเลขฐานต่าง ๆ ที่กำหนดให้ได้ 2. เขียนตัวเลขฐานที่กำหนดให้เป็นตัวเลขฐานต่าง ๆ ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับระบบตัวเลขฐานสิบสอง (K) 2. เขียนแสดงจำนวนในระบบตัวเลขฐานสิบสอง (P) 3. เห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง ระบบตัวเลขฐานสิบสอง ไปใช้(A) สาระการเรียนรู้ ระบบตัวเลขฐานสิบสอง สาระสำคัญ ระบบตัวเลขฐานสิบสอง มีเลขโดดเพียงสิบตัว คือ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 และเพิ่มสัญลักษณ์อีกสองตัว คือ A และ B แทนสิบและสิบเอ็ดตามลำดับ และมีค่าประจำหลักอยู่ในรูป เลขยกกำลังที่มีฐานเป็น 12 และมีหลักการเขียนเช่นเดียวกับระบบตัวเลขฐานอื่น ๆ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning)


7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ให้นักเรียนพิจารณาระบบตัวเลขฐานสิบสอง แล้วตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ พิจารณาระบบเลขฐานต่อไปนี้ 1. 101257สิบสอง 2. 53739สิบสอง 3. 3A57Bสิบสอง • นักเรียนคิดว่าระบบตัวเลขฐานข้างต้น เป็นระบบตัวเลขฐานใด (ระบบตัวเลขฐานสิบสอง) • นักเรียนคิดว่าระบบตัวเลขฐานสิบสองมีเลขโดดกี่ตัว และมีสัญลักษณ์อื่นอีกหรือไม่ อย่างไร (มีเลขโดดสิบตัว คือ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 และมีสัญลักษณ์อีกสองตัว คือ A และ B) • นักเรียนคิดว่าสัญลักษณ์ที่เพิ่มขึ้นมา คือ A และ B แทนค่าใด (สิบและสิบเอ็ด) • นักเรียนคิดว่าค่าประจำหลักของระบบตัวเลขฐานสิบสองอยู่ในรูปอย่างไร คล้ายหรือแตกต่างจากระบบตัวเลขฐาน อื่นหรือไม่ อย่างไร (อยู่ในรูปเลขยกกำลังที่มีฐานเป็น 12 คล้ายกับระบบตัวเลขฐานอื่น คือ จะอยู่ในรูปเลขยกกำลังที่ฐานเป็น ระบบตัวเลขฐานนั้น ๆ) ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ให้นักเรียนพิจารณาตารางแสดงหลักและค่าประจำหลักในระบบตัวเลขฐานสิบสอง โดยครูอธิบายประกอบการพิจารณา พร้อมตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้


ตารางแสดงหลักและค่าประจำหลักในระบบตัวเลขฐานสิบสอง หลักที่ ... หก ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ค่าประจำหลัก ... 125 124 123 122 121 1 ค่าของตัวเลขเทียบกับ เลขฐานสิบ ... 248,832 20,736 1,728 144 12 1 • นักเรียนคิดว่าการเขียนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสิบสองในรูปกระจายใช้หลักการเช่นเดียวกับระบบตัวเลขฐานอื่น ๆ หรือไม่ อย่างไร (ใช้หลักการเดียวกัน คือ จำนวนตัวเลขในหลักนั้นคูณกับค่าประจำหลักของหลักนั้น) ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ . ครูเขียนตัวเลขในระบบฐานสิบสองในรูปการกระจายบนกระดาน ให้นักเรียนพิจารณา จากนั้นตั้งคำถามกระตุ้นความคิดนักเรียน ดังนี้ พิจารณาการเขียนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสิบสองในการกระจายต่อไปนี้ 95AB7สิบสอง มีค่าเท่ากับ (9 124 ) + (5 123 ) + (A 122 ) + (B 121 ) + (7 1) • จำนวน 7 อยู่ในหลักที่เท่าใด มีค่าเท่ากับเท่าไร (หลักที่ 1 มีค่าเท่ากับ 7 1) • จำนวน B อยู่ในหลักที่เท่าใด มีค่าเท่ากับเท่าไร (หลักที่ 2 มีค่าเท่ากับ B 121 หรือ 11 121 ) • จำนวน A อยู่ในหลักที่เท่าใด มีค่าเท่ากับเท่าไร (หลักที่ 3 มีค่าเท่ากับ A 122 หรือ 10 122 ) • จำนวน 5 อยู่ในหลักที่เท่าใด มีค่าเท่ากับเท่าไร (หลักที่ 4 มีค่าเท่ากับ 5 123 ) • จำนวน 9 อยู่ในหลักที่เท่าใด มีค่าเท่ากับเท่าไร (หลักที่ 5 มีค่าเท่ากับ 9 124 ) • นักเรียนคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการกระจายจะเป็นจำนวนที่อยู่ในระบบตัวเลขฐานใด(ระบบตัวเลขฐานสิบ) • 95AB7สิบสอง มีค่าเท่าใดในระบบตัวเลขฐานสิบ (196,843) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ครูยกตัวอย่างการเขียนตัวเลขในระบบฐานสิบสองในรูปการกระจาย ให้นักเรียนพิจารณา โดยใช้การถาม-ตอบประกอบการอธิบายตัวอย่าง ดังนี้ ตัวอย่างที่ 1 จงเปลี่ยน A1638Bสิบสอง ให้เป็นระบบเลขฐานสิบ วิธีทำ A1638Bสิบสอง = (A 125 ) + (1 124 ) + (6 123 ) + (3 122 ) + (8 121 ) + (B 1) = (10 125 ) + (1 124 ) + (6 123 ) + (3 122 ) + (8 121 ) + (11 1) = 2,488,320 + 20,736 + 10,368 + 432 + 96 + 11 = 2,519,963 ดังนั้น A1638Bสิบสอง = 2,519,963 ตัวอย่างที่ 2 จงเปลี่ยน ABAB9สิบสอง ให้เป็นระบบเลขฐานสิบ วิธีทำ ABAB9สิบสอง = (A 124 ) + (B 123 ) + (A 122 ) + (B 121 ) + (9 1) = (10 124 ) + (11 123 ) + (10 122 ) + (11 121 ) + (9 1) = 207,360 + 19,008 + 1,440 + 132 + 9 = 227,949


ดังนั้น ABAB9สิบสอง = 227,949 ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ครูกำหนดจำนวนในระบบตัวเลขฐานสิบสอง ชุดละ 4-5 ข้อ (จำนวนชุดเท่ากับจำนวนกลุ่มของนักเรียน) จากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันแสดงวิธีการเปลี่ยนจากระบบตัว เลขฐานสิบสองเป็นระบบตัวเลขฐานสิบ พร้อมทั้งนำเสนอหน้าชั้นเรียน โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง ตัวอย่างจำนวนในระบบตัวเลขฐานสิบสองชุดละ 4-5 ข้อ จงเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานสิบสองให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบ 1. 901B72สิบสอง (2,242,886) 2. AB345สิบสอง (226,853) 3. 5332Aสิบสอง (109,330) 4. 1234ABสิบสอง (296,195) 5. 5326Bสิบสอง (109,235) ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 6 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 6 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ ระบบตัวเลขฐานสิบสอง (K) ตรวจแบบฝึกหัด6 แบบฝึกหัด 6 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.เขียนแสดงจำนวนในระบบตัว เลขฐานสิบสอง (P) ตรวจแบบฝึกหัด6 แบบฝึกหัด6 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.เห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง ระบบตัวเลขฐานสิบสอง ไปใช้(A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่2 เรื่อง จำนวนและตัวเลข จำนวน 6 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง การเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. บอกค่าของตัวเลขโดดในตัวเลขฐานต่าง ๆ ที่กำหนดให้ได้ 2. เขียนตัวเลขฐานที่กำหนดให้เป็นตัวเลขฐานต่าง ๆ ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข (K) 2. แสดงการเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข (P) 3. เห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง การเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข ไปใช้(A) สาระการเรียนรู้ การเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข สาระสำคัญ ในการเปลี่ยนฐานที่กำหนดให้เป็นฐานอื่น ๆ โดยฐานทั้งคู่ไม่ใช่ฐานสิบ จะทำการเปลี่ยนโดยตรงไม่ได้ จะต้องทำให้เป็น ระบบฐานสิบก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นระบบตัวเลขฐานที่ต้องการ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning)


วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาทบทวนเกี่ยวกับระบบตัวเลขฐานต่าง ๆ การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานสิบให้เป็นระบบตัวเลข ฐานต่าง ๆ และถามโดยใช้คำถาม ถาม-ตอบกับนักเรียนเป็นรายบุคคล จากนั้นครูตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น ดังนี้ • ถ้านักเรียนต้องการเปลี่ยนฐานให้เป็นระบบตัวเลขฐานอื่น ๆ นักเรียนสามารถเปลี่ยนได้โดยตรงเลยได้หรือไม่ (ไม่ได้) • นักเรียนมีวิธีการเปลี่ยนฐานที่กำหนดให้เป็นฐานอื่น ๆ อย่างไร (ตามประสบการณ์ การเรียนรู้ของผู้เรียน) ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ครูยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข ให้นักเรียนพิจารณา โดยใช้ การถาม-ตอบประกอบการอธิบายตัวอย่าง ดังนี้ พิจารณาตัวอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลขต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 จงเปลี่ยน 233ห้า เป็นระบบตัวเลขฐานสาม วิธีทำ ขั้นที่ 1 เปลี่ยนระบบตัวเลขฐานห้าให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบโดยการเขียนในรูปกระจาย จะได้ 233ห้า = (2 5 2 ) + (3 5 1 ) + (3 1) = 50 + 15 + 3 = 68


ขั้นที่ 2 นำระบบตัวเลขฐานสิบที่ได้เปลี่ยนเป็นระบบตัวเลขฐานสามโดยการใช้การหาร จะได้ 3 68 3 22 เศษ 2 3 7 เศษ 1 3 2 เศษ 1 0 เศษ 2 ดังนั้น 233ห้า = 2112สาม ตัวอย่างที่ 2 จงเปลี่ยน 34567เก้า เป็นระบบตัวเลขฐานสิบสอง วิธีทำ ขั้นที่ 1 เปลี่ยนระบบตัวเลขฐานสิบสองให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบโดยการเขียน 34567เก้า = (3 9 4 ) + (4 9 3 ) + (5 9 2 ) + (6 9 1 ) + (7 1) = 19,683 + 2,916 + 405 + 54 + 7 = 23,065 ขั้นที่ 2 นำระบบตัวเลขฐานสิบที่ได้เปลี่ยนเป็นระบบตัวเลขฐานสิบสอง โดยนำ 12 ไปหารตัวเลขฐานสิบ จะได้ 12 23065 12 1922 เศษ 1 12 160 เศษ 2 12 13 เศษ 4 1 เศษ 1 ดังนั้น 34567เก้า = 11421สิบสอง ตัวอย่างที่ 3 จงเปลี่ยน 3A2B57สิบสอง ให้เป็นระบบตัวเลขฐานแปด วิธีทำ ขั้นที่ 1 เปลี่ยนระบบตัวเลขฐานสิบสองให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบโดยการเขียน ในรูปกระจาย จะได้ 3A2B57สิบสอง = (3 125 ) + (10 124 ) + (2 123 ) + (11 122 ) + (5 121 ) + (7 1) = 746,496 + 207,360 + 3,456 + 1,584 + 60 + 7 = 958,963 ขั้นที่ 2 นำระบบตัวเลขฐานสิบที่ได้เปลี่ยนเป็นระบบตัวเลขฐานแปด โดยนำ 8 ไปหารตัวเลขฐานสิบ จะได้


8 958963 8 119870 เศษ 3 8 14983 เศษ 6 8 1872 เศษ 7 8 234 เศษ 0 8 29 เศษ 2 8 3 เศษ 5 0 เศษ 3 ดังนั้น 3A2B57สิบสอง = 3520763แปด ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ครูตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน หลังจากให้นักเรียนพิจารณาตัวอย่างที่ 1-3 แล้ว โดยใช้คำถาม ดังนี้ • จากตัวอย่างที่ 1-3 หลักการเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลขมีวิธีการอย่างไร (ต้องเปลี่ยนฐานที่กำหนดโดยการใช้หลักการ กระจายให้เป็นฐานสิบ จากนั้นใช้การหารด้วยฐานที่ต้องการเปลี่ยน) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ให้นักเรียนแต่ละคนแสดงการเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลขที่กำหนดให้ 5-6 จำนวน ลงในกระดาษที่ครูแจก จากนั้นคัดเลือกผู้แทนนักเรียนออกมาแสดงวิธีการหาคำตอบหน้าชั้นเรียน โดยครูและนักเรียนร่วมกัน ตรวจสอบความถูกต้อง จงเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลขต่อไปนี้ 1. จงเปลี่ยน 32AB32สิบสอง เป็นระบบตัวเลขฐานเก้า (1458732เก้า) 2. จงเปลี่ยน 324567แปด เป็นระบบตัวเลขฐานสอง (11010100101100111สอง) 3. จงเปลี่ยน 444433หก เป็นระบบตัวเลขฐานสิบสอง (19719สิบสอง) 4. จงเรียงลำดับจากน้อยไปมาก 32A7สิบสอง 3325หก 1234ห้า (1234ห้า 3325หก 32A7สิบสอง) 5. จงเรียงลำดับจากมากไปน้อย 46638เก้า 5532หก 4213เจ็ด (46638เก้า 4213เจ็ด 5532หก) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ โดยเชื่อมโยงจากตัวอย่างและการตอบจากคำถามข้างต้น ดังนี้ ในการเปลี่ยนฐานที่กำหนดให้เป็นฐานอื่น ๆ โดยฐานทั้งคู่ไม่ใช่ฐานสิบ จะทำการเปลี่ยนโดยตรงไม่ได้ จะต้องทำให้เป็นระบบฐานสิบก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นระบบตัวเลขฐานที่ต้องการ ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้


นักเรียนทำแบบฝึกหัด 7 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 7 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนฐาน ในระบบตัวเลข (K) ตรวจแบบฝึกหัด7 แบบฝึกหัด 7 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.แสดงการเปลี่ยนฐานในระบบ ตัวเลข (P) ตรวจแบบฝึกหัด7 แบบฝึกหัด7 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.เห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง การเปลี่ยนฐานในระบบตัวเลข ไป ใช้(A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่3 เรื่อง การประยุกต์ของจำนวนเต็มและเลขยกกำลัง จำนวน 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 เรื่อง การคิดคำนวณ การบวกจำนวนหลาย ๆจำนวนที่เรียงกัน เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. ใช้ความรู้เกี่ยวกับจำนวนเต็มและเลขยกกำลังในการแก้ปัญหาได้ 2. ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการบวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียงกัน (K) 2. แสดงการคิดคำนวณการบวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียงกัน (P) 3. ตระหนักและเห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง การบวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียงกัน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน (A) สาระการเรียนรู้ การบวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียงกัน สาระสำคัญ ในกรณีที่มีจำนวนเต็มบวกหลาย ๆ จำนวนหาผลบวกได้ ดังนี้ 1. ผลบวกของจำนวนเต็มบวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n = (n + 1) เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย 2. ผลบวกของจำนวนคู่บวกเรียงกันตั้งแต่ 2 ถึง n = + 1 เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย 3. ผลบวกของจำนวนคี่บวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n = เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) n 2 n 2 n 2 n+ 1 2 2


5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาทบทวนเกี่ยวการคิดคำนวณ โดยใช้สมบัติการสลับที่และการเปลี่ยนกลุ่ม เพื่อให้ได้คำตอบที่ รวดเร็วขึ้น จากนั้นครูตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ • ถ้ามีจำนวนเต็มบวกหลาย ๆ จำนวนบวกกัน นักเรียนจะมีวิธีการคิดคำนวณอย่างไร เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องและ รวดเร็ว (ตามประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน) ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ครูยกตัวอย่างจำนวนเต็มบวกหลาย ๆ จำนวนบวกกัน ให้นักเรียนพิจารณา จากนั้น ตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ พิจารณาผลบวกจำนวนเต็มบวกหลาย ๆ จำนวนบวกกันต่อไปนี้ 1. 1 + 2 + 3 + 4 + 5 + ... + 30 2. (30 + 1) 30 2


3. 2 + 4 + 6 + ... + 20 4. + 1 5. 1 + 3 + 5 + ... + 21 6. • ประโยคข้อ 1 จำนวนที่บวกกันเป็นจำนวนใด (เป็นจำนวนเต็มบวกที่เรียงกันตั้งแต่ 1 ถึงจำนวนสุดท้าย คือ 30) • ผลบวกของข้อ 1 เท่ากับเท่าใด (465) • ผลลัพธ์ในข้อ 2 เท่ากับเท่าใด (465) • จากผลลัพธ์ข้อ 1 และ 2 ทำให้ได้ความสัมพันธ์ของการบวกจำนวนเต็มอย่างไร (ผลบวกของจำนวนเต็มบวก เรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n เมื่อ n เป็นจำนวนสุดท้าย สามารถหาได้จาก สูตร n = (n + 1)) • ประโยคข้อ 3 จำนวนที่บวกกันเป็นจำนวนใด (เป็นจำนวนคู่บวกเรียงกันตั้งแต่ 2 ถึงจำนวนสุดท้าย คือ 20) • ผลบวกของข้อ 3 เท่ากับเท่าใด (110) • ผลลัพธ์ในข้อ 4 เท่ากับเท่าใด (110) • จากผลลัพธ์ข้อ 3 และ 4 ทำให้ได้ความสัมพันธ์ของการบวกจำนวนคู่อย่างไร (ผลบวกของจำนวนคู่บวกเรียงกันตั้งแต่ 2 ถึง n เมื่อ n เป็นจำนวนสุดท้าย สามารถหาได้จาก สูตร + 1 ) • ประโยคข้อ 5 จำนวนที่บวกกันเป็นจำนวนใด (เป็นจำนวนคี่บวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึงจำนวนสุดท้าย คือ 21) • ผลบวกของข้อ 5 เท่ากับเท่าใด (121) • ผลลัพธ์ในข้อ 6 เท่ากับเท่าใด (121) • จากผลลัพธ์ข้อ 5 และ 6 ทำให้ได้ความสัมพันธ์ของการบวกจำนวนคี่อย่างไร (ผลบวกของจำนวนคี่บวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n เมื่อ n เป็นจำนวนสุดท้าย สามารถหาได้จาก สูตร ) ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ครูยกตัวอย่างและอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเต็มบวกหลาย ๆ จำนวนบวกกัน ให้นักเรียนพิจารณา ดังนี้ กรณีที่มีจำนวนเต็มบวกหลาย ๆ จำนวนบวกกันเราอาจหาผลบวกได้ ดังนี้ 1. ผลบวกของจำนวนเต็มบวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n = (n + 1) เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย เช่น 1 + 2 + 3 + ... + 20 = (20 + 1) = 10 × 21 = 210 2. ผลบวกของจำนวนคู่บวกเรียงกันตั้งแต่ 2 ถึง n = + 1 เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย เช่น 2 + 4 + 6 + ... + 50 = + 1 = 25 × 26 = 650 3. ผลบวกของจำนวนคี่บวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n = เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย เช่น 1 + 3 + 5 + ... + 51 = = 26 × 26 = 676 20 2 20 2 21 + 1 2 2 n 2 n 2 n 2 n + 1 2 2 n 2 20 2 n 2 n 2 50 2 50 2 n + 1 2 2 51+ 1 2 2


ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ โดยเชื่อมโยงจากตัวอย่างและการตอบคำถามข้างต้น ดังนี้ ในกรณีที่มีจำนวนเต็มบวกหลาย ๆ จำนวนหาผลบวกได้ ดังนี้ 1. ผลบวกของจำนวนเต็มบวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n = (n + 1) เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย 2. ผลบวกของจำนวนคู่บวกเรียงกันตั้งแต่ 2 ถึง n = + 1 เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย 3. ผลบวกของจำนวนคี่บวกเรียงกันตั้งแต่ 1 ถึง n = เมื่อ n คือ จำนวนสุดท้าย ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูถามคำถาม ดังนี้ • นักเรียนสามารถนำความรู้เรื่อง การบวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียงกัน ไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ให้นักเรียนทำใบงาน เรื่อง การบวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียงกัน เพื่อฝึกทักษะและตรวจสอบความเข้าใจ ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 2 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 2 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการ บวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียง กัน (K) ตรวจแบบฝึกหัด2 แบบฝึกหัด 2 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.แสดงการคิดคำนวณการบวก จำนวนหลายๆจำนวนที่เรียงกัน (P) ตรวจแบบฝึกหัด2 แบบฝึกหัด2 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.ตระหนักและเห็นคุณค่าของการนำ ความรู้เรื่อง การบวกจำนวนหลาย ๆ จำนวนที่เรียงกัน ไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน (A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 n 2 n 2 n 2 n+ 1 2 2


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่3 เรื่อง การประยุกต์ของจำนวนเต็มและเลขยกกำลัง จำนวน 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 เรื่อง การหาผลคูณโดยใช้สมบัติการแจกแจง เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. ใช้ความรู้เกี่ยวกับจำนวนเต็มและเลขยกกำลังในการแก้ปัญหาได้ 2. ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายขั้นตอนการใช้สมบัติการแจกแจงไปใช้ในการหาผลคูณ (K) 2. แสดงวิธีการหาผลคูณโดยใช้สมบัติการแจกแจง (P) 3. ตระหนักและเห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง สมบัติการแจกแจง ไปประยุกต์ใช้(A) สาระการเรียนรู้ การหาผลคูณโดยใช้สมบัติการแจกแจง สาระสำคัญ การหาผลคูณโดยใช้สมบัติการแจกแจงจะช่วยทำให้หาผลคูณได้รวดเร็วขึ้น สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning)


วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาทบทวนเกี่ยวกับหลักการคิดคำนวณโจทย์ที่มีเครื่องหมาย บวก ลบ คูณ และหาร โดยใช้คำถาม ถาม-ตอบกับนักเรียนเป็นรายบุคคล จากนั้นให้นักเรียนพิจารณาโจทย์การคิดคำนวณเกี่ยวกับการคูณแล้วตั้งคำถามกระตุ้นความคิด ของนักเรียน ดังนี้ พิจารณาโจทย์ต่อไปนี้ 1. 85 9 2. 110 21 3. (4 199) + (20 497) • โจทย์ทั้งสามข้อเป็นโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับอะไร (การคูณ) • นักเรียนคิดว่ามีวิธีการช่วยในการคิดคำนวณทั้งสามข้อให้รวดเร็วได้อย่างไร (ใช้สมบัติการแจกแจง หรือตาม ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน) ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ครูยกตัวอย่างและอธิบายเกี่ยวกับการคูณ โดยใช้สมบัติการแจกแจงช่วยในการคำนวณ 2-3 ตัวอย่าง ให้นักเรียนพิจารณา ดังนี้ พิจารณาตัวอย่างการคูณต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 จงหาผลคูณ 54 9


วิธีทำ 54 9 = 54 (10 – 1) ← สมบัติการแจกแจง ซึ่ง 10 – 1 = 9 = 540 – 54 ← สมบัติการแจกแจง ซึ่ง 54 10 = 540 54 1 = 54 = 486 ← หลักการลบ ตอบ 486 ตัวอย่างที่ 2 จงหาผลลัพธ์ของ (4 199) + (20 497) วิธีทำ (4 199) + (20 497) = 4(200 – 1) + 20(500 – 3) = (800 – 4) + (10,000 – 60) ← สมบัติการแจกแจง = 800 + 10,000 – 4 – 60 ← การจัดกลุ่มเครื่องหมายเหมือนกัน = (800 + 10,000) – (4 + 60) ← หลักการใส่วงเล็บจัดกลุ่ม = 10,800 – 64 ← การคำนวณในแต่ละวงเล็บ = 10,736 ← หลักการลบ ตอบ 10,736 ตัวอย่างที่ 3 จงหาผลคูณ (5 298) + (30 199) วิธีทำ (5 298) + (30 199) = 5(300 – 2) + 30(200 – 1) = (1,500 – 10) + (6,000 – 30) = 1,500 + 6,000 – 10 – 30 = (1,500 + 6,000) – (10 + 30) = 7,500 – 40 = 7,460 ตอบ 7,460 ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ให้นักเรียนแต่ละคนสร้างโจทย์เกี่ยวกับการคูณ พร้อมทั้งแสดงการคิดคำนวณโดยใช้สมบัติการแจกแจงช่วยในการหา ผลลัพธ์ลงในกระดาษที่ครูแจก คนละ 2 ข้อ จากนั้นครูคัดเลือกผู้แทนนักเรียน 3-5 คน ออกมาแสดงวิธีการคำตอบของตนเอง หน้าชั้นเรียน โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ โดยเชื่อมโยงจากตัวอย่างและกิจกรรมข้างต้น ดังนี้ การหาผลคูณโดยใช้สมบัติการแจกแจงจะช่วยทำให้หาผลคูณได้รวดเร็วขึ้น ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูถามคำถาม ดังนี้ • นักเรียนมีวิธีการอย่างไรในการหาผลคูณให้ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น ให้นักเรียนทำใบงาน เรื่อง การหาผลคูณโดยใช้สมบัติการแจกแจง เพื่อฝึกทักษะและตรวจสอบความเข้าใจ


ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 4 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 4 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. อธิบายขั้นตอนการใช้สมบัติการ แจกแจงไปใช้ในการหาผลคูณ (K) ตรวจแบบฝึกหัด4 แบบฝึกหัด 4 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.แสดงวิธีการหาผลคูณโดยใช้ สมบัติการแจกแจง (P) ตรวจแบบฝึกหัด4 แบบฝึกหัด4 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.ตระหนักและเห็นคุณค่าของการ นำความรู้เรื่อง สมบัติการแจกแจง ไปประยุกต์ใช้(A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่3 เรื่อง การประยุกต์ของจำนวนเต็มและเลขยกกำลัง จำนวน 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 เรื่อง สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. ใช้ความรู้เกี่ยวกับจำนวนเต็มและเลขยกกำลังในการแก้ปัญหาได้ 2. ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับหลักการคิดคำนวณโดยใช้สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ (K) 2. แสดงการคิดคำนวณโดยใช้สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ (P) 3. ตระหนักและเห็นคุณค่าของการนำความรู้เรื่อง สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน (A) สาระการเรียนรู้ สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ สาระสำคัญ 1. สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ คือ การเขียนจำนวนที่อยู่ในรูป A 10n เมื่อ A เป็นจำนวนใด ๆ และ n เป็นจำนวนเต็มบวก ซึ่งนำสัญกรณ์วิทยาศาสตร์มาใช้ในกรณีที่มีการบวก การลบ การคูณ หรือการหาร ในรูปเลขยกกำลัง 2. การบวก การลบ จำนวนที่อยู่ในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์จะต้องทำให้ค่าของ 10n มีค่าเท่ากันทุกจำนวนก่อน จึง สามารถบวกลบได้ 3. การเขียนสัญกรณ์วิทยาศาสตร์นิยมใช้แทนจำนวนที่มีค่ามาก ๆ และค่าน้อย เพื่อสะดวกในการเขียนและนำไปใช้ในการ คิดคำนวณ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning)


5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ให้นักเรียนพิจารณาจำนวนที่มีค่ามาก ๆ จากนั้นครูตั้งคำถามทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับการเขียนจำนวนในรูปสัญกรณ์ วิทยาศาสตร์ ดังนี้ พิจารณาจำนวนต่อไปนี้ 1. 72,000,000 2. 13,200,000,000 3. 1,202,100,000 • จากจำนวนข้างต้นเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นอย่างไร (เป็นจำนวนที่มีค่ามาก) • นักเรียนคิดว่ามีวิธีการเขียนจำนวนที่มีค่ามากเหล่านี้ในรูปอื่นได้หรือไม่ อย่างไร (ได้ เขียนแทนในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์) • รูปทั่วไปของสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ มีลักษณะอย่างไร หมายความว่าอย่างไร (A 10n เมื่อ A เป็นจำนวนใด ๆ และ n เป็นจำนวนเต็มบวก)


• จากตัวอย่าง 72,000,000 เขียนในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร (72 106 ) • 13,200,000,000 และ 1,202,100,000 เขียนในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร (132 108 และ 12,021 105 ) ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ให้นักเรียนพิจารณาการบวกและการลบจำนวนที่อยู่ในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ จากนั้นครูตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันแสดง ความคิดเห็น ดังนี้ พิจารณาการบวกและการลบจำนวนในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ต่อไปนี้ 1. (9 106 ) + (4 106 ) 2. (72 105 ) – (40 105 ) 3. (19 107 ) + (12 105 ) 4. (120 106 ) – (10 107 ) • จากตัวอย่าง ข้อ 1 และ 2 มีค่า n เป็นอย่างไร (มีค่า n เท่ากัน) • จากตัวอย่าง ข้อ 1 และ 2 หาผลบวกและผลลบของจำนวนในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร (ตาม ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน) • จากตัวอย่าง ข้อ 3 และ 4 มีค่า n เป็นอย่างไร (มีค่า n ไม่เท่ากัน) • จากตัวอย่าง ข้อ 3 และ 4 หาผลบวกและผลลบของจำนวนในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร (ตาม ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน) ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ครูยกตัวอย่างเกี่ยวกับการบวกและการลบที่อยู่ในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ ให้นักเรียนพิจารณา โดยใช้การถาม-ตอบประกอบการ อธิบายตัวอย่าง จากนั้นตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 จงหาผลลัพธ์ (8 104 ) + (39 104 ) วิธีทำ (8 104 ) + (39 104 ) = (8 + 39) 104 ← ค่า n เท่ากัน บวกกันได้เลย = 47 104 = 4.7 105 ตอบ 4.7 105 ตัวอย่างที่ 2 จงหาผลลัพธ์ (72 105 ) – (40 105 ) วิธีทำ (72 105 ) – (40 105 ) = (72 – 40) 105 ← ค่า n เท่ากัน ลบกันได้เลย = 32 105 = 3.2 106 ตอบ 3.2 106 ตัวอย่างที่ 3 จงหาผลลัพธ์ (42 106 ) + (759 105 ) วิธีทำ (42 106 ) + (759 105 ) = (420 105 ) + (759 105 ) ← ทำค่า n ให้เท่ากับ 5 โดย 42 10 105 = 420 105


= (420 + 759) 105 = 1,179 105 = 1.179 108 ตอบ 1.179 108 ตัวอย่างที่ 4 จงหาผลลัพธ์ (85 107 ) – (5 108 ) + (37 106 ) วิธีทำ (85 107 ) – (5 108 ) + (37 106 ) = (850 106 ) – (500 106 ) + (37 106 ) = (850 – 500 + 37) 106 = 387 106 = 3.87 108 ตอบ 3.87 108 • จากตัวอย่างที่ 1 และ 2 ถ้าค่า n เท่ากันหาผลลัพธ์ของการบวกและการลบได้อย่างไร (นำค่า A มาบวกหรือลบ โดยที่ ค่า 10n เหมือนเดิม) • จากตัวอย่างที่ 3 และ 4 ถ้าค่า n ไม่เท่ากันหาผลลัพธ์ของการบวกและการลบได้อย่างไร (ทำให้ค่า 10n เท่ากันทุกค่าก่อน แล้วค่อยนำค่า A มาบวกหรือลบกัน) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ให้แต่ละกลุ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียน และนำข้อมูลมาสร้างโจทย์เกี่ยวกับสัญ กรณ์วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 1-2 โจทย์ จากนั้นให้แต่ละกลุ่มออกไปเขียนโจทย์บนกระดาน กลุ่มละ 1 โจทย์ แล้วคัดเลือกผู้แทนจาก กลุ่มอื่นออกมาแสดงการหาคำตอบ โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ โดยเชื่อมโยงจากตัวอย่างและการตอบคำถามข้างต้น ดังนี้ 1. สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ คือ การเขียนจำนวนที่อยู่ในรูป A 10n เมื่อ A เป็นจำนวนใด ๆ และ n เป็นจำนวนเต็ม บวก ซึ่งนำสัญกรณ์วิทยาศาสตร์มาใช้ในกรณีที่มีการบวก การลบ การคูณ หรือการหาร ในรูปเลขยกกำลัง 2. การบวก การลบ จำนวนที่อยู่ในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์จะต้องทำให้ค่าของ 10n มีค่าเท่ากันทุกจำนวนก่อน จึง สามารถบวกลบได้ 3. การเขียนสัญกรณ์วิทยาศาสตร์นิยมใช้แทนจำนวนที่มีค่ามาก ๆ และค่าน้อย เพื่อสะดวกในการเขียนและนำไปใช้ในการ คิดคำนวณ ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 5 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 5 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล


การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. อธิบายเกี่ยวกับหลักการคิด คำนวณโดยใช้สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ (K) ตรวจแบบฝึกหัด5 แบบฝึกหัด 5 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.แสดงการคิดคำนวณโดยใช้สัญ กรณ์วิทยาศาสตร์ (P) ตรวจแบบฝึกหัด5 แบบฝึกหัด5 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.ตระหนักและเห็นคุณค่าของการ นำความรู้เรื่อง สัญกรณ์ วิทยาศาสตร์ ไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน (A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่3 เรื่อง การประยุกต์ของจำนวนเต็มและเลขยกกำลัง จำนวน 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 เรื่อง โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์กับชีวิตประจำวัน เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ 1. ใช้ความรู้เกี่ยวกับจำนวนเต็มและเลขยกกำลังในการแก้ปัญหาได้ 2. ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับการนำค่าที่ใกล้เคียงมาใช้คำนวณ (K) 2. แสดงการคิดคำนวณโดยใช้ค่าที่ใกล้เคียง (P) 3. ตระหนักและเห็นคุณค่าของการนำค่าที่ใกล้เคียงกับค่าจริงมาคิดคำนวณและประยุกต์ใช้ กับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน (A) สาระการเรียนรู้ โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์กับชีวิตประจำวัน สาระสำคัญ 1. ในการคิดคำนวณบางครั้งอาจใช้ค่าประมาณที่ใกล้เคียง ซึ่งทำให้สามารถคิดคำนวณได้อย่างรวดเร็ว ง่ายต่อการ คำนวณและได้คำตอบที่ใกล้เคียง 2. การคิดคำนวณโดยใช้ค่าประมาณนี้เหมาะสมกับการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในสถานการณ์ที่ต้องคำนวณเกี่ยวกับจำนวนต่าง ๆ ที่อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องคำนวณให้ได้ค่าที่แท้จริง แต่สามารถนำค่าที่ได้จาก การคำนวณนั้นไปใช้แทนได้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning)


5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง หรือเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของนักเรียน ซึ่งจะต้องมีการคิดคำนวณ เช่น การซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ จากนั้นครูให้นักเรียนแต่ละคนลองสร้างโจทย์ที่เกิดขึ้นกับ ชีวิตประจำวันของนักเรียนที่เกี่ยวกับจำนวนต่าง ๆ ที่ต้องมีการคิดคำนวณ คนละ 1 โจทย์ จากนั้นครูเลือกผู้แทนนักเรียน 4-5 คน ออกมาเขียนโจทย์บนกระดาน พร้อมทั้งเลือกผู้แทนนักเรียนอีก 4-5 คน เพื่อออกมาแสดงวิธีหาคำตอบ โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ครูยกตัวอย่างเกี่ยวกับโจทย์ปัญหา ให้นักเรียนพิจารณา โดยใช้การถาม-ตอบประกอบการอธิบายตัวอย่าง จากนั้นตั้งคำถามกระตุ้น ความคิดของนักเรียน ดังนี้ พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ 1 พลอยไพลินไปห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ต้องการซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนหลายอย่าง


ดังนี้ ปากกา 2 ด้าม ด้ามละ 16 บาท ดินสอกด 1 แท่ง แท่งละ 25 บาท ไม้บรรทัด 1 อัน อันละ 12 บาท ยางลบ 2 ก้อน ก้อนละ 5 บาท สมุด 5 เล่ม เล่มละ 15 บาท และ กล่องดินสอ 1 กล่อง กล่องละ 95 บาท นักเรียนคิดว่าพลอยไพลินต้องจ่ายค่าอุปกรณ์- เครื่องเขียนเป็นเงินประมาณเท่าไร วิธีทำ พลอยไพลินซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียน ดังนี้ ปากกา 2 ด้าม ด้ามละ16บาท เป็นเงิน 32บาท คิดเป็นเงิน 30 บาท ดินสอกด 1 แท่งแท่งละ 25บาทเป็นเงิน 25 บาทคิดเป็นเงิน 25 บาทไม้บรรทัด 1 อันอันละ 12 บาท เป็นเงิน 12 บาท คิด เป็นเงิน14 บาท มาจากปากกา 2 ด้าม ยางลบ 2ก้อนก้อนละ 5บาท เป็นเงิน 10 บาท คิดเป็นเงิน 10 บาท สมุด 5 เล่ม เล่มละ 15บาท เป็นเงิน 75 บาท คิดเป็นเงิน 70 บาทกล่องดินสอ 1กล่องกล่องละ 95 บาท เป็นเงิน 95 บาทคิดเป็นเงิน 100 บาท มาจากสมุด 5 บาท ดังนั้น พลอยไพลินต้องจ่ายค่าอุปกรณ์เครื่องเขียนเป็นเงิน 30 + 25 + 14 + 10 + 70 + 100 = 249 บาท ตอบ พลอยไพลินต้องจ่ายค่าอุปกรณ์เครื่องเขียนเป็นเงินประมาณ 249 บาท ตัวอย่างที่ 2 นักเรียนออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านกับพ่อแม่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และสั่งอาหารหลายอย่าง เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ทางร้านคิดค่าอาหาร ดังนี้ • แกงส้ม 150 บาท • ปลาราดพริก 75 บาท • กุ้งอบวุ้นเส้น 135 บาท • ยำปลาดุกฟู 80 บาท • ไข่เจียวหมูสับ 45 บาท • ข้าว 35 บาท • น้ำแข็ง 20 บาท • น้ำ 24 บาท • ไอศกรีม 36 บาท รวม 600 บาท ให้นักเรียนช่วยกันคิดคำนวณค่าอาหารที่ทางร้านคิดว่าถูกต้องหรือไม่ วิธีทำ ขั้นแรกนักเรียนอาจคิดคำนวณที่หลักหน่วยก่อนว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องแล้วจึงคิดหลักสิบและหลักร้อยต่อไป หรืออาจจะคิดโดยวิธีประมาณ ก็ได้ ดังนี้ • แกงส้ม 150 บาท ประมาณเป็นเงิน 150 บาท • ปลาราดพริก 75 บาท ประมาณเป็นเงิน 80 บาท • กุ้งอบวุ้นเส้น 135 บาท ประมาณเป็นเงิน 130 บาท ชดเชยผลต่างกับราคาปลาราดพริก • ยำปลาดุกฟู 80 บาท ประมาณเป็นเงิน 80 บาท • ไข่เจียวหมูสับ 45 บาท ประมาณเป็นเงิน 50 บาท • ข้าว 35 บาท ประมาณเป็นเงิน 30 บาท


ชดเชยผลต่างกับราคาไข่เจียวหมูสับ • น้ำแข็ง 20 บาท ประมาณเป็นเงิน 20 บาท • น้ำ 24 บาท ประมาณเป็นเงิน 20 บาท • ไอศกรีม 36 บาท ประมาณเป็นเงิน 40 บาท รวมเป็นค่าอาหารทั้งหมด 150 + 80 + 130 + 80 + 50 + 30 + 20 + 20 + 40 = 600 บาท ตอบ รวมเป็นเงินค่าอาหารทั้งหมดประมาณ 600 บาท ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ตัวอย่างที่ 3 มุกดามีเงินอยู่ 500 บาท ต้องการพาเพื่อน 4 คน ไปเลี้ยงอาหาร นักเรียนคิดว่า ถ้ามุกดาจะพาเพื่อนไปรับประทานไอศกรีมราคาถ้วยละ 35 บาท แซนด์วิชราคา ชิ้นละ 25 บาท น้ำอัดลมแก้วละ 15 บาท และไส้กรอกไม้ละ 18 บาท มุกดาจะ มีเงินพอเลี้ยงอาหารเพื่อน ๆ หรือไม่ วิธีทำ มุกดาและเพื่อนอีก 4 คน รวมเป็น 5 คน ฉะนั้นราคาอาหารแต่ละชนิดต้องคำนวณโดยคูณ 5 • ไอศกรีมราคาถ้วยละ 35 บาท ประมาณเป็น 40 บาท = 5 40 = 200 บาท • แซนด์วิชราคาชิ้นละ 25 บาท ประมาณเป็น 20บาท = 5 20 = 100 บาท • น้ำอัดลมแก้วละ 15 บาท ประมาณเป็น 15 บาท = 5 15 = 75 บาท • ไส้กรอกไม้ละ 18 บาท ประมาณเป็น 20 บาท = 5 20 = 100 บาท ดังนั้น รวมเป็นเงินประมาณ 200 + 100 + 75 + 100 = 475 บาท แต่ราคาที่ถูกต้องคือ 5 (35 + 25 + 15 + 18) = 465 บาท ตอบ มุกดามีเงินพอที่จะเลี้ยงอาหารเพื่อน ๆ • จากตัวอย่างที่ 1, 2 และ 3 จำนวนที่นำมาคิดคำนวณเป็นจำนวนจริงหรือค่าใกล้เคียง (ค่าใกล้เคียง) • จำนวนที่เป็นจำนวนที่มีค่าใกล้เคียงกับจำนวนจริง ผลลัพธ์ที่ได้มีค่าใกล้เคียงกัน เมื่อนำจำนวนที่มีค่าจริงมาคำนวณ หรือไม่ (ผลลัพธ์ที่ได้มีค่าใกล้เคียงกัน) • นักเรียนคิดว่าการนำค่าที่ใกล้เคียงกับจำนวนจริงมาคิดคำนวณมีประโยชน์อย่างไร (ง่ายต่อการคำนวณ สามารถคิดค่าประมาณได้อย่างรวดเร็ว) • การนำค่าใกล้เคียงจำนวนจริงมาใช้คิดคำนวณนี้เหมาะสมกับการใช้ในสถานการณ์แบบใด (สถานการณ์ที่ไม่ต้องการค่า จริง หรือไม่จำเป็นต้องใช้ค่าจริงไปใช้โดยใช้ค่าใกล้เคียงแทนที่ได้) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ให้นักเรียนแต่ละคนสร้างโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ต้องการ คิดคำนวณ แล้วแสดงวิธีคิดคำนวณโดยใช้ค่าใกล้เคียงในการคิดคำนวณและแก้ปัญหา โดยพิจารณา จากตัวอย่างประกอบ จากนั้นครูคัดเลือกผู้แทนนักเรียน 2-3 คน ออกมาแสดงวิธีการแก้โจทย์ปัญหาของตน บนกระดาน โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง


ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ โดยเชื่อมโยงจากตัวอย่าง กิจกรรม และการตอบคำถามข้างต้น ดังนี้ 1. ในการคิดคำนวณบางครั้งอาจใช้ค่าประมาณที่ใกล้เคียง ซึ่งทำให้สามารถคิดคำนวณได้อย่างรวดเร็ว ง่ายต่อการ คำนวณและได้คำตอบที่ใกล้เคียง 2. การคิดคำนวณโดยใช้ค่าประมาณนี้เหมาะสมกับการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในสถานการณ์ที่ต้องคำนวณเกี่ยวกับจำนวนต่าง ๆ ที่อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องคำนวณให้ได้ค่าที่แท้จริง แต่สามารถนำค่าที่ได้จาก การคำนวณนั้นไปใช้แทนได้ ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 6 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 6 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1. อธิบายเกี่ยวกับการนำค่าที่ ใกล้เคียงมาใช้คำนวณ (K) ตรวจแบบฝึกหัด6 แบบฝึกหัด 6 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.แสดงการคิดคำนวณโดยใช้ค่าที่ ใกล้เคียง (P) ตรวจแบบฝึกหัด6 แบบฝึกหัด6 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.ตระหนักและเห็นคุณค่าของการ นำค่าที่ใกล้เคียงกับค่าจริงมาคิด คำนวณและประยุกต์ใช้กับสถาน การณ์ในชีวิตประจำวัน (A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค 21201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ เรื่อง การสร้าง จำนวน 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 เรื่อง การแบ่งส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง เวลา 1 ชั่วโมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผลการเรียนรู้ ใช้ความรู้และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการแบ่งส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง (K) 2. แสดงการแบ่งส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง (P) 3. ตระหนักและเห็นคุณค่าของการนำหลักการแบ่งส่วนของเส้นตรงไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน (A) สาระการเรียนรู้ การแบ่งส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง สาระสำคัญ การแบ่งส่วนของเส้นตรง คือ การแบ่งความยาวของส่วนของเส้นตรงออกเป็นส่วน ๆ เท่ากันโดยใช้วงเวียน ไม้บรรทัด โปรแทรกเตอร์ การแบ่งส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนการแบ่งส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง ขั้นที่ 1 ลากส่วนของเส้นตรงที่ต้องการแบ่งครึ่ง ขั้นที่ 2 ให้จุดปลายของส่วนของเส้นตรงทั้งสองข้างเป็นจุดศูนย์กลาง กางวงเวียนรัศมียาว เกินครึ่งของส่วนของเส้นตรง เขียนส่วนโค้งตัดกันทั้งด้านบนและด้านล่างของ ส่วนของเส้นตรง ขั้นที่ 3 ลากส่วนของเส้นตรงจากจุดตัดทั้งสองผ่านส่วนของเส้นตรงที่กำหนดจะได้ส่วน ของเส้นตรงทั้งสองส่วนที่ถูกแบ่งเท่ากัน สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning


1) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) 3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 5) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6) การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 7) การเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) 8) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) วิธีการสอนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทดลอง การสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบโครงงาน การสอนแบบ Mapping อื่นๆ………………………… บูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1) หลักความพอประมาณ 2) หลักความมีเหตุผล 3) หลักการมีภูมิคุ้มกัน 4) เงื่อนไขความรู้ 5) เงื่อนไขคุณธรรม บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 1. ความเชื่อศรัทธา (faith) 2. ความจริง (truth) 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) 5. อิสรภาพ (freedom) 6. ความยินดี (joy) 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) 9. ความซื่อตรง (honesty) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) 11. ความรัก (love) 12. เมตตา (compassion) 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) 14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) 15. การรับใช้ (service) 16. ความยุติธรรม (justice) 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) 18. อภัย (forgiveness) 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) 20. การพิศเพ่งสิ่งสร้าง / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) 21. ความหวัง (hope) บูรณาการอัตลักษณ์โรงเรียน รัก เมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญู อยู่อย่างพอเพียง กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาทบทวนเกี่ยวกับการวัด โดยครูตั้งถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ • ส่วนของเส้นตรงมีลักษณะอย่างไร (ส่วนหนึ่งของเส้นตรงที่มีจุดปลายสองจุด) • ถ้านักเรียนต้องการแบ่งส่วนของเส้นตรง นักเรียนจะมีวิธีการและขั้นตอนอย่างไรบ้าง ขั้นนำเสนอความรู้ใหม่ ให้นักเรียนลากส่วนของเส้นตรงที่มีความยาวตามความเหมาะสม โดยนักเรียนกำหนดเอง จากนั้นครูตั้งคำถามกระตุ้น ความคิดของนักเรียน ดังนี้


• นักเรียนสามารถแบ่งส่วนของเส้นตรงออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันได้อย่างไร โดยไม่ใช้ไม้บรรทัดวัด (ตาม ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน) จากนั้นให้นักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอนการแบ่งครึ่งส่วนของเส้นตรง โดยใช้วงเวียน ดังนี้ ขั้นตอนการแบ่งส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง ขั้นที่ 1 ลากส่วนของเส้นตรงที่ต้องการแบ่งตามกำหนด สมมุติให้เป็น PR P R ขั้นที่ 2 ให้จุดปลายของส่วนของเส้นตรงทั้งสองข้าง คือ จุด P และ จุด R เป็นจุดศูนย์กลาง กางวงเวียนรัศมียาวเกินครึ่งของส่วนของเส้นตรง เขียนส่วนโค้งตัดกันด้านบน และด้านล่างของส่วนของเส้นตรง ขั้นที่ 3 ลากส่วนของเส้นตรง AB จากจุดตัดทั้งสองผ่านส่วนของเส้นตรง PR ที่กำหนด ตัดกันที่จุด O ซึ่งจะแบ่ง PR ออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ขั้นการวิเคราะห์และสรุปความรู้ ครูตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนเกี่ยวกับการแบ่งส่วนของเส้นตรงจากขั้นตอน การแบ่งส่วนของเส้นตรงข้างต้น ดังนี้ • จากการแบ่งครึ่งส่วนของเส้นตรงโดยวิธีแบ่งครึ่งข้างต้น นักเรียนคิดว่าสามารถแบ่งส่วนของเส้นตรงออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน โดยใช้หลักการและขั้นตอนจากการแบ่งครึ่งส่วนของเส้นตรงนี้ได้หรือไม่ อย่างไร (ได้ ตามประสบการณ์การ เรียนรู้ของผู้เรียน) • ถ้านักเรียนสามารถแบ่งเส้นออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน แล้วสามารถใช้หลักการเดิมแบ่งส่วนของเส้นตรงออกเป็น 8 ส่วน เท่า ๆ กันได้อีกหรือไม่ (ได้ ตามประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน) P R A B P R O


ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขั้นการฝึกปฏิบัติ ครูยกตัวอย่างการแบ่งส่วนของเส้นตรงออกเป็น 4 ส่วน และ 8 ส่วน ให้นักเรียนพิจารณาโดยใช้การถาม-ตอบ ประกอบการอธิบายตัวอย่าง พร้อมทั้งแสดงการแบ่งครึ่งส่วนของเส้นตรง ดังนี้ ตัวอย่าง ให้นักเรียนแบ่ง MN ออกเป็น 4 และ 8 ส่วนที่เท่ากัน กำหนดให้ MN ต้องการสร้าง แบ่ง MN เป็น 4 ส่วน วิธีสร้าง 1. ใช้ M และ N เป็นจุดศูนย์กลาง กางวงเวียนรัศมียาวพอสมควรและต้องยาว เท่ากัน เขียนส่วนโค้งตัดกันที่จุด C และ D 2. ลาก CD ตัดกับ MN ที่จุด O 3. ใช้ M และ O เป็นจุดศูนย์กลาง กางวงเวียนรัศมียาวพอสมควรและต้องยาว เท่ากัน เขียนส่วนโค้งตัดกันที่จุด A และจุด B 4. ลาก AB ตัดกับ MO ที่จุด R 5. ใช้ O และ N เป็นจุดศูนย์กลาง กางวงเวียนรัศมียาวพอสมควรและต้องยาว เท่ากัน เขียนส่วนโค้งตัดกันที่จุด X และจุด Y 6. ลาก XY ตัดกับ ON ที่จุด S 7. MN ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนที่ยาวเท่ากัน จะได้ MR = RO = OS = SN กำหนดให้ MN ต้องการสร้าง แบ่ง MN ออกเป็น 8 ส่วน A B M R O S N C D X Y M A B C D E F G N


วิธีสร้าง 1. แบ่งครึ่ง MN จะได้ MD = DN 2. แบ่งครึ่ง MD และ DN จะได้ MB = BD = DF = FN 3. แบ่งครึ่ง MB, BD, DF และ FN จะได้ MA = AB = BC = CD = DE = EF = FG = GN 4. จะได้ MN ถูกแบ่งเป็น 8 ส่วนที่เท่ากัน ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ให้แต่ละกลุ่มสร้างส่วนของเส้นตรงความยาวพอสมควร พร้อมทั้งทดลองแบ่งส่วน ของเส้นตรงที่สร้างขึ้นออกเป็น 4 ส่วน 8 ส่วน และ 16 ส่วน พร้อมทั้งเขียนแสดงวิธีสร้างอย่างละเอียดลงในกระดาษที่ครูแจก โดยใช้หลักการดังตัวอย่าง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง จนครบทุกกลุ่ม ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ นักเรียนทำแบบฝึกหัด 1 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ หนังสือเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ของหนังสือเรียน พว. ชั้น ม.1 ชิ้นงาน/ภาระรวบยอด นักเรียนทำแบบฝึกหัด 1 ในหนังสือเรียน เป็นรายบุคคล การออกแบบวิธีการและเครื่องมือประเมินผล ตัวชี้วัดจากจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การให้ คะแนน เกณฑ์ 1.อธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการแบ่ง ส่วนของเส้นตรงโดยการแบ่งครึ่ง (K) ตรวจแบบฝึกหัด1 แบบฝึกหัด 1 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60 2.แสดงการแบ่งส่วนของเส้นตรง โดยการแบ่งครึ่ง (P) ตรวจแบบฝึกหัด1 แบบฝึกหัด1 ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 3.ตระหนักและเห็นคุณค่าของการ นำหลักการแบ่งส่วนของเส้นตรงไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน (A) สังเกตพฤติกรรม การทำงาน แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน ประเมินผล ตามสภาพจริง ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 60


บันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนการสอน - นักเรียนจำนวน.........................................คน - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีเยี่ยมจำนวน...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับดีจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ........................... - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับพอใช้จำนวน........................คน คิดเป็นร้อยละ............................ - นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ระดับผ่านจำนวน...............................คน คิดเป็นร้อยละ...................... - นักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จำนวน...........................................คน คิดเป็นร้อยละ...................... ได้แก่ (ระบุชื่อ)……………………………………………………………………………..…………………………………….………. เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับดีเยี่ยม คะแนนร้อยละ 80 - 100 ระดับดี คะแนนร้อยละ 70 - 79 ระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 69 ระดับผ่าน คะแนนร้อยละ 50 - 59 ระดับไม่ผ่าน คะแนนร้อยละ 0 - 49 ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ไข ........................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้สอน (นางสาวสุชัญญา เรืองจันทร์) วันที่……..../................../................ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระฯ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นายอนุรักษณ์ โพธิ์โพ้น) หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ 1.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่าง เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกันของผู้เรียน ที่ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3.เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4.ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………. ลงชื่อ....................................................... (นางสาวเดือนเพ็ญ วาปีกัง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ


Click to View FlipBook Version