The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สนง.พมจ. นครสวรรค์, 2020-08-06 05:08:07

driverbook

driverbook

คมู่ ือการปฏบิ ัติงาน
ของพนกั งานขับรถยนต์

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ
31 มกราคม 2561

คานา

คู่มือการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ จัดทาข้ึนเพ่ือเป็นการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติ
งานในหน้าท่ี การใหบ้ รกิ ารของพนักงานขับรถ และความรู้ในหน้าท่ีและส่วนงานทีเ่ ก่ียวขอ้ ง เพ่ือการดาเนินงาน
ได้อย่างสะดวก รวมถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์ในระบบงาน ระบบเครื่องยนต์ วิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ระเบียบ
ปฏิบัติงานท่ัวไป แนวทางการปฏิบัติงาน ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาในการ
ให้บริการของพนักงานขับรถได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการสร้างทัศนคติท่ีดีต่อการทางาน ความต้องการของ
ผใู้ ช้บริการ คุณธรรม จริยธรรมเพ่ือการบริการ และความรับผดิ ชอบในการเป็นเจ้าหน้าท่ีหรือพนักงานขับรถได้
อยา่ งถกู ตอ้ งและมปี ระสทิ ธิภาพ

กลมุ่ อาคารสถานทแ่ี ละยานพาหนะ
สานักงานเลขานกุ ารกรม

สารบัญ

หนา้

การเตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัตงิ าน...................................................................................................... 1
1.ด้านบุคลากร…………………………………………………………………………………………………………………… 1
2.ดา้ นยานพาหนะทใ่ี ช้..................................................................................................................... 4

ระเบยี บปฏิบัติที่พนักงานขับรถต้องปฏิบตั .ิ ............................................................................................... 4
วธิ ปี ฏบิ ัติก่อนออกปฏิบัติงาน....................................................................................................... 5

ระบบเครอื่ งยนต์ และการดแู ลรักษา........................................................................................................ 7
การดแู ลรกั ษาช่วงล่าง................................................................................................................. 8

ความรูเ้ บอื้ งต้นในการขับข่.ี ........................................................................................................................ 8
ความรู้ความเขา้ ใจในระบบงาน............................................................................................................... 10
เรยี นรู้ ปญั หาเบ้อื งต้นที่พบและแก้ไข...................................................................................................... 11

1.มิเตอร์ เกจวดั และไฟเตือน สงิ่ แรกท่ผี ู้ขับขค่ี วรร.ู้ ..................................................................... 11
2.วธิ สี ตาร์ตเครอื่ งยนตอ์ ยา่ งถกู ต้อง............................................................................................. 15
การตรวจรถยนตป์ ระจาวัน..................................................................................................................... 17
การตรวจคลตั ช์และแบตเตอรี่................................................................................................................ 21
ตรวจไฟใหญ่ (ไฟสูงและต่า) ไฟหรี่ ไฟส่องป้ายทะเบยี น ไฟเบรก ไฟเลย้ี ว ไฟถอยหลัง
และไฟฉุกเฉิน…………………………………………………………………………………………………………………... 26
ตรวจระดับน้าในหม้อน้าในถังพักนา้ สารองและระดบั น้าในถังนา้ ล้างกระจก.......................................... 29
ตรวจดสู ายพาน....................................................................................................................................... 34
ตรวจความดนั ภายในลมยางและล้อยางอะไหล่....................................................................................... 34
ตรวจระดับน้ามนั เชื้อเพลิงในถัง.............................................................................................................. 38
การทาความสะอาดไส้กรองอากาศ......................................................................................................... 38
การตรวจสภาพหวั เทียน......................................................................................................................... 39
การตรวจระดบั นา้ มนั เครื่อง................................................................................................................... 40
ตรวจระดบั น้ามันเกยี ร์อตั โนมัต.ิ ............................................................................................................. 44
ตรวจระดับนา้ มันพวงมาลัยเพาเวอร์..................................................................................................... 46
ตรวจระดบั นา้ มันเกยี รแ์ ละเฟืองท้าย.................................................................................................... 46
การอัดจารบลี กู หมากปีกนก บูช๊ แกนนก.............................................................................................. 48
ควรเปลี่ยนโช๊คอพั ในรถเมื่อใด................................................................................................... 49

-๒-

การประหยัดพลังงานในการเดินทางดว้ ยรถยนต์......................................................................... หน้า
ก่อนขบั : เรยี นรู้และวางแผนก่อนเดินทาง.............................................................................. 50
ขณะขับ : รจู้ กั วธิ ิการใชร้ ถยนตอ์ ย่างถกู ต้องและไมส้ ้นิ เปลอื งน้ามนั ...................................... 50
หลังขับ : รู้จกั บารงุ รกั ษาเคร่อื งยนต์อย่างสม่าเสมอ.............................................................. 52
53
สาเหตแุ ละข้อปฏิบตั เิ บ้ืองต้นเม่อื รถราชการเกิดเหตุฉุกเฉิน............................................................... 56
แนวทางและขน้ั ตอนการปฏบิ ัติเมอื่ รถยนต์ราชการกิเดอุบติเหต.ุ ...................................................... 57
รักรถ ตรวจเช็ครถอย่างสมา่ เสมอ : บนั ทกึ การบารงุ รักษา ............................................................... 61
แบบรายงานการตรวจสภาพรถยนต์............................................................................................... 62

---------------------------------------------

การเตรยี มความพร้อมกอ่ นออกปฏิบัตงิ าน

การเตรียมความพร้อมสาหรับพนักงานขับรถยนต์ จะแบ่งออกเป็นไปตามภาระงานและความ
รับผดิ ชอบ โดยแบง่ ออกเปน็ 2 ด้าน
1. ดา้ นบุคลากร (พนักงานขบั รถยนต)์

1.1 การเตรยี มความพรอ้ มทางด้านรา่ งกาย
- พักผ่อนใหเ้ พียงพอ
- ไม่ดม่ื หรือเสพสงิ่ มึนเมาหรอื ยาเสพตดิ
- ไมเ่ ปน็ ผู้สายตาบอดสีหรือพกิ ารในการได้ยิน
- หนว่ ยงานตอ้ งมีการเตรียมบคุ ลากรใหเ้ พยี งพอและเหมาะสมกับงาน
- ตอ้ งมีความรคู้ วามสามารถในการแก้ไขปญั หาเฉพาะหนา้ ไดด้ ี รวมถงึ การให้
บรกิ ารต่อผใู้ ช้บรกิ ารและแนวทางการพัฒนาได้ดี
- ต้องมกี ารตรวจสขุ ภาพประจาปีและสง่ ผลตรวจตอ่ หนว่ ยงาน

1.2 การเตรียมความพรอ้ มทางดา้ นจติ ใจ
- มีจติ ใจย้มิ แย้มแจ่มใส
- ขจัดความเครยี ดท้งิ ไปโดยวิธีตา่ งๆ
- ไม่คิดอคติต่องานท่ที า
- ทาใจยอมรบั ฟังความคิดผู้อ่นื คิดไตร่ตรองและหาวธิ ีแกไ้ ขในสง่ิ ผดิ
- มที ศั นคตทิ ีด่ ีต่องานทีท่ า รวมถงึ การมีคุณธรรมจรยิ ธรรม
สญั ญาณเตือนวา่ มีความเครยี ดเกิดขนึ้
- หงดุ หงิดกบั ผูร้ ่วมงาน เพื่อน ครอบครวั สถานการณร์ อบขา้ ง
- ไม่มีสมาธิ
- นอนไม่หลับหรอื ฝนั ร้าย
- กังวลกับงานและสง่ิ รอบข้าง
- ลงั เล ตดั สินใจไมไ่ ด้
- รู้สกึ ผดิ หรือเปน็ ต้นเหตุ หมดกาลงั ใจในการทางาน
- เบอื่ อาหาร
- ชอบอย่ตู ามลาพังในทเี่ งียบ ๆ
วิธีขจดั ความเครยี ด
- ปรับชวี ิตให้สมดุลระหวา่ งการทางาน ครอบครวั เพอื่ น และพกั ผ่อนให้เพยี งพอ
- กนิ อาหารท่ีมีประโยชน์ตอ่ ร่างกาย
- ไม่เสพสงิ่ ของมนึ เมาหรอื ส่ิงเสพตดิ

-2-
- ออกกาลงั กายอยเู่ สมอ
- ทาจิตใจใหผ้ ่อนคลาย เชน่ ฟงั เพลง ดูหนงั นงั่ สมาธิ
- การเปล่ยี นสถานการณ์ในการทางาน เชน่ เปลีย่ นรอบการมาปฏิบตั ิงาน หรอื
พ้นื ท่อี อกปฏบิ ัตงิ าน
- ขอความช่วยเหลอื ปรึกษาจากจิตแพทย์ นกั จิตวทิ ยา
1.3 การเตรียมความพรอ้ มทางด้านระบบงานเอกสาร และแบบฟอรม์ ตา่ งๆ ท่เี กี่ยวข้อง
ในการปฏิบัติงานด้านยานพาหนะประจาวัน แต่ละหน่วยงานย่อมมีการติดต่อประสานงานกันกับ
หน่วยงานภายในเพื่อดาเนินงานได้อย่างสะดวก แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับพนักงานขับรถที่ควรเรียนรู้และทา
ความเขา้ ใจเพ่อื ให้เป็นไปตามระเบยี บสานักนายกรฐั มนตรีว่าด้วยรถราชการ และทแ่ี ก้ไขเพิ่มเตมิ เช่น
- แบบใบขอใช้รถประจาวัน (แบบ 3)
- แบบบนั ทกึ การออกปฏบิ ัตงิ านประจาวัน (แบบ 4)
- แบบประเมินความพึงพอใจในการใหบ้ รกิ าร
- แบบตรวจสภาพรถกอ่ นใช้งาน
- แบบใบรายงานกรณรี ถเกิดอบุ ตั ิระหวา่ งออกปฏิบตั ิราชการ

แนวทางในการบริการท่ดี แี ละสรา้ งความประทับใจ
การพัฒนาบุคลากรมีความจาเป็นต่อวิชาชีพการบริการเพื่อเพ่ิมพูนศักยภาพของบุคลากร -หน่วยงาน

หรือองค์กร ดังน้ันการบริการท่ีดีจะเกิดขึ้นจากตัวบุคคลโดยอาศัยทักษะ ประสบการณ์ เพ่ือให้เกิดการบริการให้
เกิดความพงึ พอใจและอยากใช้บริการอีก

- ต้องมใี จรักในการ ทมุ่ เท สมัครใจ เสยี สละ ใจรกั ในงาน
- มคี วามร้ใู นงานทบี่ รกิ าร สามารถตอบข้อซักถามได้
- มคี วามชา่ งสงั เกต มคี วามคิดสรา้ งสรรค์ให้เกดิ บรกิ ารที่ดแี ละตอบสนองความต้องการของผใู้ ชบ้ รกิ าร
- มีความกระตือรือรน้ ในการบริการ
- มกี ริยา วาจาสภุ าพ ออ่ นน้อมตอ่ ผู้ใช้บรกิ าร
- มคี วามรเิ รมิ่ สร้างสรรคใ์ นการใหบ้ ริการอยเู่ สมอ
- มีความสามารถในการควบคมุ อารมณ์มีสตใิ นการแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึน และมีทัศนคตติ อ่ การบรกิ าร
- มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อลกู ค้าหรือผ้รู บั บริการ

วิธีการบริการทเี่ ปน็ เลศิ
การบริการ (Customer Service) ถือเป็นเรื่องสาคัญเพราะเป็นเคร่ืองมือในการสร้างสรรค์และ

ความสามารถในการบรกิ ารท่ีมีคณุ ภาพและยังผกู ใจผู้ใช้บริการ การบริการอย่างไรท้ ิศทางจะขาดการวางแผนท่ีดี
ยอ่ มทาใหเ้ กิดการถดถอยในการบริการทดี่ ีและความประทบั ใจจึงมวี ธิ ีการให้บรกิ ารให้บริการท่ีดแี ละเกิดความพึง
พอใจต่อผู้ใช้บริการท่ดี ีและเกิดความพึงพอใจต่อผู้ใชบ้ รกิ ารดงั น้ี

-3-

1. การทาให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการกลับมาใช้บริการอีกศึกษาความต้องการขอผู้ใช้บริการว่า
วัตถุประสงค์คืออะไรรวมถึงการบริการที่ดี ดูองค์ประกอบในการให้บริการ เช่นผู้ใช้บริการคือใคร เภท อายุ
พฤตกิ รรม ฯลฯ

2. ผู้ให้บรกิ ารตอ้ งแสวงหาความรูแ้ ละวิธกี ารการใหบ้ ริการต่อผู้ใชบ้ รกิ ารใหเ้ กดิ ความประทบั ใจ
3. กาหนดกลยุทธ์ในการบริการลูกค้า องค์กรหน่วยงานต้องสร้างบริการอย่างมีคุณค่าพนักงานต้อง
เข้าใจและซาบซึ้งกับงานบริการและสร้างวิสัยทัศน์ในการบริการอย่างชัดเจนและจะต้องปฏิบัติในกลยุทธ์อย่าง
เคร่งครัด
4. การฝึกและอบรมพนักงานขับรถให้มีความสามารถและทักษะในการบริการอย่างสม่าเสมอให้ทราบ
ถึงขอ้ มูลพนื้ ฐานเกีย่ วกบั การใหบ้ ริการ วัตถปุ ระสงค์ เป้าหมายการใหบ้ ริการ เทคนคิ ในการสรา้ งความพอใจ และ
การแก้ไขปญั หาเฉพาะหนา้ และสร้างความพึงพอใจใหก้ บั ผู้ใช้บริการ
5. กาหนดเป้าหมายคุณภาพของการบรกิ ารและผลตอบแทนท่ดี ีเหมาะสมต้องทาใหค้ ลอบคลุมทุกระดับ
ทงั้ องคก์ รหนว่ ยงานจาเปน็ ตอ้ งสอดคลอ้ งกนั ทาให้ทุกคนรวู้ ่าเปาหมายคณุ ภาพ
บริการของตนคืออะไร ถูกประเมินอย่างไรในเวลาเท่าไรหากทาได้แล้วได้รับผลตอบแทนอย่างไร เช่นลดการ
ร้องเรยี นของผใู้ ชบ้ รกิ าร ลดขอ้ ผดิ พลาดในการบรกิ ารลงได้ขนาดไหน ลดระยะบรกิ ารลงเท่าไร เปน็ ต้นเมื่อ
เป้าหมายท่ีชัดเจน ภายในช่วงระยะเวลาเท่าไรผลตอบแทนที่ได้คืออะไร เม่ือส้นสุดระยะเวลาจะต้องมีการ
ประเมนิ ผลพรอ้ มกับทบทวนความผดิ พลาดเพื่อปรับปรุงให้เกดิ การบรกิ ารทด่ี ีท่ีสดุ
6. ศึกษาสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงคอยศึกษาว่าผู้ใช้บริการคิดและต้องการอะไรและคอย
ตอบข้อร้องเรียนเพ่ือปรับปรุงการบริการและทาความเข้าใจกับการบริการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการได้แนะนา
เสนอความคิดในส่งิ ทีต่ ้องการนอกเหนือจากการบริการที่เป็นอยู่เพ่ือให้เกิดการบริการท่ีพึงพอใจในการให้บริการ
ซ่งึ พนักงานอาจมองไมเ่ ห็นถึงความต้องการท่ีแทจ้ ริงของผู้ใช้บรกิ าร
7. อดทนและต้องไม่รู้สึกพอใจกับคุณภาพการบริการเพราะการบริการไม่มีวันส้ินสุด ตราบใด
สภาพแวดล้อมของผใู้ ช้บริการเปล่ียนแปลงตลอดเวลายังคงมีช่องว่างในงานบริการเสมอและต้องช่องทางในการ
ปรับปรุงอยู่เสมอเพ่ือให้เกิดความพอใจในการบริการการนาเทคนิคและเคร่ืองมือใหม่ๆเข้ามาเพ่ือบริการ
ผู้ใช้บริการอานวยความสะดวกสบาย ให้เกิดกับผู้ใช้บริการ การบริการย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลายุคสมัยอยู่
ตลอดเวลา พนกั งานตอ้ งคอยปรบั ปรุงการให้บรกิ ารอย่ตู ลอดเวลาเพ่อื ความพึงพอใจต่อผ้ใู ชบ้ ริการ
สรุปแล้วการให้บริการที่เป็นเลิศจะประสบผลสาเร็จในการบริการต้องอาศัยทั้งฝ่ายบริหาร (ceo) และ
ผปู้ ฏิบัตงิ านร่วมมอื กันช่วยเหลือ เก้ือกูล เพ่ือใหก้ ารบรกิ ารบรรลสุ ู่เป้าหมายท่ีวางไวโ้ ดยเฉพาะฝ่ายบริหารตอ้ งให้
ความสาคัญกบั ผปู้ ฏิบัติงาน นโยบาย เป้าหมายที่วางไวจ้ ะประสบผลสาเร็จได้ก็ดว้ ยผปู้ ฏิบัตงิ านจะพบปญั หาและ
แนวทางการแก้ไขได้กเ็ พราะด้วยผู้ปฏบิ ัติงานหากไม่ใหค้ วามสาคญั ต่อผู้ปฏิบัติงานก็ยากทจ่ี ะประสบผลสาเร็จ มี
หลายวิธีที่จะเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติเพ่ือบรรลุเป้าหมาย เช่น การยกย่อง การชมเชย การให้สวัสดิการต่างๆ
การปรับเพิ่มเงินเดือน การให้โอกาสในการเสนอความคดิ แนวทางแก้ไขปัญหาท่พี บเสนอวธิ ีการในการดาเนินงาน
การปฏิบัติงาน ผู้บริหารไม่ควรยึดติดกับแนวทาง เป้าหมาย ความคิด นโยบาย ท่ีวางไว้ เพราะบางครั้งนโยบาย
แบบแผนท่ีวางไวก้ ็ตอ้ งมีการปรับเปล่ียนไปตามสภาวะท่เี ปน็ จริงและผู้ทีจ่ ะทาให้

-4-
เป้าหมายที่กาหนดและวางไว้ประสบผลสาเร็จได้ก็คือผู้ปฏิบัติงาน การเปิดกว้างทางด้านความคิด
ข้อเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาและแนวทางการนาไปสู่ความสาเร็จระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติงานจึงมี
ความสาคญั หากต้องการนาไปส่คู วามสาเรจ็ และเปา้ หมายท่วี างไว้

2. ดา้ นยานพาหนะที่ใช้
2.1 การเตรยี มความพรอ้ มของยานพาหนะ
ยานพาหนะที่ใช้จะต้องมีความพร้อมทั้งสภาพเคร่ืองยนต์และสภาพส่ิงอานวยความสะดวก รวมทั้ง

เคร่ืองมืออุปกรณ์ในการซ่อมบารุงเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งการตรวจเช็ครถประจาวันจะเป็นตัวช่วยในการ
เตรียมความพร้อมของรถได้ดี ผู้ปฏิบัติงานก็ต้องเรียนรู้ถึงรถที่จะนาไปใช้หรือสมรรถนะและขีดจากัดของรถใน
อัตราการเร่ง การบรรทุก สาหรับ การศึกษาเส้นทางหรือข้อมูลที่จะเดินทางมีความสาคัญไม่น้อย แม้กระท่ังตัว
ผู้ปฏิบตั ิงานก็ตอ้ งมคี วามพรอ้ มในการปฏบิ ตั ิงานดว้ ยเช่นกนั ปัจจัยหลกั เหลา่ นม้ี ผี ลตอ่ การปฏบิ ัติหน้าที่ และทา
ให้เกิดความสะดวกต่อการทางาน เพอ่ื ให้การเดนิ ทางไปติดตอ่ ราชการได้ทนั กาหนดเวลา และเกดิ ความปลอดภัย
ทงั้ ผู้ขบั ขี่ ผ้โู ดยสาร และตวั ของยานพาหนะ

2.2 ความเหมาะสมในการใชง้ านของยานพาหนะ
การทางานจะประสบผลสาเร็จได้ย่อมมาจากการวางแผนท่ีดี สภาพแวดล้อมที่ดี หรือการใช้

ยานพาหนะท่ีถูกต้องเหมาะสมย่อมทาให้งานไปได้ด้วยดี การเลือกใช้ยานพาหนะที่ถูกกับสภาวะการ สภาพภูมิ
ประเทศ อากาศ ฤดู การบรรทุก หรือการอานวยความสะดวก และจานวนของผู้ใช้บริการ จะเป็นประโยชน์ต่อ
การดาเนินงานได้ดี หากเลือกใช้ยานพาหนะที่ไม่เหมาะสมย่อม จะทาให้เกิดการทางานท่ีมีปัญหาหรืออุปสรรค
มากกวา่ การกาหนดหรือการศกึ ษาวิธีการใชย้ านพาหนะท่ีถูกตอ้ งและเหมาะสมจะช่วยในการดาเนนิ งานได้ดกี ว่า
การใชร้ ถผิดประเภท หรอื การใชร้ ถทีไ่ มถ่ กู วิธไี มถ่ ูกตอ้ งตามสภาพรถทไ่ี ดม้ า

ระเบียบปฏิบัติท่ีพนกั งานขับรถต้องปฏบิ ตั ิ

1 ตอ้ งแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับภาระงาน
2. ไม่ไว้ผมและหนวดเครายาวรกรงุ รัง
3. ไมด่ ม่ื เคร่ืองดื่มแอลกอฮอล์หรอื สารเสพติด
4. ไมม่ าทางานสายหรือขาดงานโดยพละการ
5 ตอ้ งมาทางานก่อนเวลาอย่างนอ้ ย 15 นาทเี พื่อเตรยี มความพรอ้ มของรถ
6. ดูแลรถทกุ เชา้ กอ่ นออกปฏิบตั ิงาน
7. ตรวจเช็ครถทุกเชา้ ตามขนั้ ตอนปฏิบตั แิ ละบันทึกในตารางตรวจเช็ครถ
8. ตรวจเชค็ อุปกรณ์ในรถและนอกรถให้พรอ้ มใชง้ าน
9. ศกึ ษาขอ้ มลู ในการเดินทางหรอื เส้นทางในการเดินทาง ทางเอก ทางโท
10. ศกึ ษาข้อมลู ของงาน และประสานงานกับหน่วยงานทเี่ ก่ียวขอ้ งเพื่อสะดวกในการเดินทาง
11. เตรียมรถใหพ้ รอ้ มใช้งานกับลักษณะงาน
12. ตรวจเช็คอุปกรณท์ ี่จาเป็นเกีย่ วกบั การเดนิ ทาง

-5-
13. พนักงานต้องไปถึงทห่ี มายในการเดินทางอย่างนอ้ ย 15 นาที
14. ไมพ่ ดู จาแทะโลมหรอื ชสู้ าวตอ่ ผู้ใช้บรกิ าร
15.ไมแ่ สดงความคดิ เห็นหรือพดู จากบั ผ้ใู ชบ้ ริการหากไมข่ อความคดิ เห็น
16. ไมแ่ สดงออกถงึ อาการที่ไม่พอใจ
17. พดู จากบั ผใู้ ชบ้ รกิ ารด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม
18. รับ-ส่ง ผโู้ ดยสารด้วยความสะดวกรวดเร็ว ปลอดภยั
19. ทาความสะอาดรถก่อนออกบริการ และเสรจ็ ส้ินงานบรกิ าร
20. สรุปรายงานการเดินทางเสมอแม้ไม่มีปัญหาในการเดินทางหรือมีปัญหาก็สามารถพบสาเหตุของ
ปญั หาและแนวทางการแก้ไข และวิธปี ้องกันการเกิดปัญหาข้ึนอีกและเปน็ การพัฒนาคุณภาพของหนว่ ยงาน
ประชุมภายในหน่วยงานอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อทราบปัญหาและผลการดาเนินงาน วิธีแก้ไข แนวทาง
พัฒนาและปฏบิ ัตเิ พอื่ สะดวก ในการดาเนนิ งานตอ่ ไปในภายภาคหน้า

วิธปี ฏิบตั ิตนกอ่ นออกปฏบิ ตั ิงาน
1. กอ่ นที่พนักงานจะเรมิ่ ปฏิบัติงาน พนักงานจะต้องมคี วามพร้อมทั้งทางร่างกายและจติ ใจอยเู่ สมอ การ

พักผ่อนที่เพียงพอไม่เจ็บไข้ หรือป่วยเป็นโรคที่สภาวะที่พร้อมต่อการทางานทุกเวลา และสถานท่ีจะต้องอานวย
ตอ่ การทางานได้อย่างดี

2.การแต่งกายของพนักงานตอ้ งสะอาด ดเู รยี บร้อย และสุภาพอยู่เสมอ
3. ควรมาก่อนเวลาทางานอยา่ งน้อย 15 นาที หรือมากกวา่ น้ัน เพื่อตรวจเชค็ สภาพรถ และความพร้อม
ของรถ รวมถึงศกึ ษาขอ้ มูลในการปฏิบตั งิ าน
4. การตรวจดูเอกสารเกี่ยวกับการทางานจะช่วยย้าเตือนความจาเกี่ยวกับตารางการทางาน พนักงาน
ควรมีสมุดโน้ตงานหรือกระดานปฏิบัติงานเพ่ือคอยตรวจเช็คงานอยู่เป็นประจา ระบบงานในหน่วยงาน
โดยเฉพาะเอกสารพนักงานต้องศึกษาข้อมูลโดยละเอียดในแต่ละหน่วยงานอาจมีเอกสารมากมายจึงเป็นหน้าท่ี
ของพนักงานที่จะต้องศึกษาหาข้อมูลและทาความเข้าใจโดยเฉพาะตารางงานของพนักงานขับรถส่วนใหญ่ จะ
แบ่งออกเป็นประเภทโดยสังเขป ดังน้ี
- เอกสารการขอใช้รถประจาวัน
- ใบลงเวลาทางาน และ ออกปฏิบัติงาน
- ใบบันทึกการใชร้ ถ
- ใบตรวจสภาพรถ รวมถงึ ข้อบกพร่องของรถและอุปกรณ์ภายในรถ
- ใบอนุญาตการใช้รถบางประเภท
- หนงั สอื เดินทางไปราชการ
- ใบขอซอ่ มแซมรถ, ใบส่งซอ่ ม
- แฟ้มประวัติรถ และการซ่อมแซม ฯลฯ

-6-
เอกสารประกอบต่าง ๆ พนกั งานต้องร้แู ละสามารถปฏิบัตไิ ดอ้ ยูเ่ สมอ ในบางหนว่ ยงานอาจมีมากกว่าท่กี ล่าว
ข้างต้นและท่สี าคญั จะต้องมีตู้และท่เี กบ็ เอกสารและสามารถคน้ หาและเรียกใช้ไดเ้ สมอ เพอื่ ง่ายตอ่ การ
ตรวจสอบและดาเนินงาน

5. การตรวจเช็ครถทกุ เช้าตามระเบียบปฏิบตั งิ าน ซึ่งมคี วามสาคญั มากสาหรบั พนักงานขับรถ และการ
บนั ทกึ ในใบบนั ทึกการตรวจเชค็ รถ จะมรี ายละเอยี ดทพี่ นักงานขับรถต้องเรยี นรแู้ ละเขา้ ใจตามข้ันตอนท่ีควรรู้
และปฏิบตั ิ รวมถงึ รบั ทราบการทางานในระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ และสัญลักษณไ์ ฟเตอื นตา่ ง ๆ ซง่ึ สามารถ
แก้ไขในเบื้องต้นได้ หรอื เข้าศูนย์บริการ โดยมขี ้นั ตอนดังนี้

- ลงรายละเอียดในใบตรวจเชค็ รถประจาวัน
- เม่อื พบปัญหาแจง้ ผู้บังคบั บัญชาการตามลาดับ
- รบั คาสง่ั ให้ซ่อมแซมหรือเขา้ ศูนย์บรกิ าร
- หากซอ่ มแซมไดเ้ ม่ือซ่อมแซมเสรจ็ แจง้ ผบู้ งั คบั บญั ชาตามลาดับ โดยประเมนิ วเิ คราะหต์ าม
สาเหตุและแนวทางการแกไ้ ขในใบบันทกึ ขอ้ ความเพ่ือเปน็ แนวทางในการป้องกันและพฒั นาตอ่ ไป
- นารถเข้าศนู ย์บรกิ ารเพอื่ ตรวจเช็คซ่อมแซม (กรณีท่ีไมส่ ามารถซอ่ มแซมได้)
5.1 การทางานของอุปกรณ์ และการควบคมุ ต่าง ๆ

-แผง ควบคุมตา่ ง ๆ ในรถ ตอ้ งตรวจเชค็ วา่ ระบบควบคุมทางานปกติหรือไม่ หรือเกิดปัญหา
อะไร มผี ลกระทบต่อการขบั ข่ีหรือไม่ สามารถตรวจเชค็ ซ่อมแซมเบ้ืองตน้ ได้หรอื ไม่ หรือตอ้ งเข้าศูนยบ์ รกิ าร
รวมถงึ สอดคล้องกับระบบหรือไม่กบั ระบบเคร่ืองยนตแ์ ละระบบไฟฟ้า

-มาตรวดั ตา่ ง ๆ มีสภาพดหี รือไม่แสดงผลการทางานของเครอื่ งยนต์หรือแสดงปริมาณของ
นา้ มนั ไดห้ รือไม่อยา่ งไร

-ระบบไฟ และสัญลักษณ์ วา่ ทางานปกตหิ รือไม่ หากไม่ปกตติ อ้ งตรวจเช็คและหาสาเหตุ พร้อม
ทัง้ ซ่อมแซมเบ้ืองต้น หรือต้องเขา้ ศูนยบ์ รกิ าร เช่น ไฟเลี้ยว ไฟส่องสว่าง และไล่ฝา้ เปน็ ต้น

-ระบบบงั คับมือ (พวงมาลัย) และระบบห้ามล้อ วา่ สมบรู ณเ์ หมาะแกก่ ารขบั ข่ี และความ
ปลอดภัยหรือไม่

-ระบบเครอ่ื งปรับอากาศ ว่าทางานดหี รอื ไม่ เยน็ หรือมแี ตล่ ม สามารถทางานได้ดหี รอื ไม่
-ระบบเคร่ืองเสยี งและสิง่ บนั เทิง ทางานไดด้ ีพร้อมอานวยความสะดวกหรอื ไม่
-สงิ่ อานวยความสะดวกในรถใชก้ ารไดด้ ีหรอื ไม่ อย่างไร สมบรู ณพ์ ร้อมใช้งานหรือชารดุ
-สิง่ ปอ้ งกนั ความปลอดภัย เชน่ เขม็ ขัดนิรภัย, ระบบถุงลมนิรภยั ระบบเบรก ABS พนกั งาน
ตอ้ งเรยี นรูร้ ะบบและทาความเข้าใจในแตร่ ะบบได้เป็นอย่างดี
5.2 การตรวจเช็คเครื่องยนต์และระบบไฟก่อนสตารท์ เคร่อื งยนต์
เมอ่ื เปดิ ฝากระโปรงรถแล้วพนักงานต้องเปิดดรู ะบบ น้าหล่อเยน็ ระดบั นา้ ปดั น้าฝน, ระดับน้ามัน
เครอ่ื ง, ระดับนา้ มนั เบรก, ระดบั น้ากลั่น, ตรวจสอบความตึงย่อนของสายพาน และปลัก๊ ไฟ สายไฟในรถว่าชารดุ
เสียหายหรอื ไม่ ให้ทาการซ่อมแซมและเติมน้าหรอื นา้ มันเครอ่ื ง น้ามนั เบรก น้ากล่นั หากมีการลดลงไปจาก
ปรมิ าณท่ีกาหนดไว้เสมอก่อนสตาร์ทเครือ่ งยนต์

-7-
5.3 ตรวจสอบระบบลมยางให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือเหมาะสมกับสภาพการใช้งานและชนิดของยาง
รถท่นี ามาใช้รวมถงึ สภาพการนามาใช้งานของรถและการบรรทุกเพ่ือใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพในการขบั ขี่
5.4 การทาความสะอาดท้ังภายในและภายนอกก่อนออกบริการแก่ผู้ใช้บริการ เพื่อความสะอาดและ
สร้างความประทบั ใจแกผ่ ู้ใชบ้ ริการ
6. การเรียนรู้วิธีขับขี่อย่างถูกต้องตาม กฎหมายจราจรและเข้าใจในสัญลักษณ์และความหมายของ
เคร่ืองหมายจราจรได้เปน็ อยา่ งดี
7. จะต้องเรียนรู้ถึงคุณลักษณะ รวมถึงส่วนประกอบและสิ่งอานวยความสะดวก รวมถึงสมรรถนะของ
รถ ประเภท และวธิ ีขับขี่
8. ตอ้ งมีความรแู้ ละความเข้าใจในระบบเครอื่ งยนตแ์ ละวิธแี ก้ไขซ่อมบารงุ เบื้องตน้ ได้ก่อนเขศ้ ูนยบ์ ริการ
9. ศึกษาเส้นทางหลักและทางรองในการเดนิ ทางลว่ งหน้าเสมอหรอื สอบถามเส้นทางจากผ้รู ู้ ผทู้ ่ีเคย
เดนิ ทางไปยงั ท่ีจะไปกอ่ นจะเดินทางไปเสมอ
10. ตรวจสอบผู้ขอใชร้ ถหรอื ผใู้ ชบ้ ริการถงึ จานวน ชอ่ื เบอรโ์ ทร และสถานทต่ี ดิ ตอ่
11. พนกั งานขบั รถตอ้ งทาหนา้ ทผ่ี ูใ้ หบ้ ริการไม่ขดั ขวางหรอื ทาการโตแ้ ยง้ แกผ่ ู้ใช้บริการ เช่น รบั ตรงเวลา
สง่ ถงึ ที่หมาย สะดวก ปลอดภัย
12. ออกแบบฟอร์มประเมินคุณภาพและให้ผู้ใช้บริการประเมินและให้ข้อคิดเห็น หรือข้อแนะนาเพื่อ
เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพในการทางาน และเป็นแนวทางการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาให้เกิดความพึง
พอใจตอ่ ผใู้ ช้บริการ
13. พนักงานต้องมีความพร้อมด้านการพัฒนาหน่วยงาน องค์กรท่ีตนเองทางานอยู่เพ่ือเพิ่มศักยภาพใน
การทางาน
14. ตอ้ งยอมรบั ความคดิ เห็นของผู้บังคบั บญั ชา และเพือ่ นรว่ มงาน
15. ปฏบิ ตั ิตามกฎระเบยี บ และคาสัง่ ของผู้บังคับบัญชา

ระบบเคร่ืองยนต์ และการดแู ลรักษา

ผ้เู ปน็ พนักงานขบั รถต้องมคี วามรเู้ รอื่ งเครื่องยนต์ รวมถึงวธิ แี ก้ไขปญั หาก่อนเข้าศูนยบ์ ริการ ดงั น้ี

ระบบเคร่ืองยนต์แบ่งออกเปน็ 2 ชนิดคือ ดเี ซล และ เบนซิน

- ตรวจดูน้ามนั เครื่อง

- ตรวจดนู ้ามนั เบรค

- ตรวจดนู า้ กลนั่ แบตเตอรี่ ใหอ้ ยู่ในระดับท่กี าหนด

- ตรวจดกู ล่องฟวิ ล์

- ตรวจดนู ้าฉดี กระจก

- ตรวจดนู า้ หล่อเยน็

- ตรวจดคู อนเด็นซอร์ อยู่ในสภาพดีหรือไมร่ ่ัวหรอื อุดตัน

- ตรวจดหู มอ้ น้า

-8-
ข้อควรระวงั

- ระหวา่ งเคร่ืองยนตท์ างานระวังอย่าให้เส้อื ผา้ หรือรา่ งกายอปุ กรณ์เขา้ ใกล้ใบพดั หรือ
สายพานขบั เคร่อื งยนต์

- พยายามอย่าแตะตอ้ งตวั เครอ่ื งท่ขี ับขีเ่ พราะมีความรอ้ นสงู
- อย่าเปดิ ฝาหมอ้ นา้ ขณะเครือ่ งยนตร์ ้อนอาจเกิดอนั ตรายต่อรา่ งกาย
- เม่อื เตมิ น้ามันเบรกและหกแล้วใหร้ บี ล้างน้าสะอาดทันทเี พื่อป้องกันการกดั กร่อนของน้ามัน
- อย่าดาเนินการเองเพื่อระบบเครื่องยนต์ผิดปกตจิ ากภายในเครื่อง ควรแจง้ ให้ผ้รู ับผดิ ชอบ
หัวหน้างานตามสายงานรับทราบเพือ่ เข้าศนู ยบ์ รกิ าร

การดแู ลรกั ษาชว่ งล่าง
ระบบช่วงลา่ งมีความสาคัญในการทรงตัวของรถยนต์ให้เกดิ ความสมดุลในการขับขี่และการบรรทุก การ

ตรวจดูความเรียบร้อย จุดบกพร่องของช่วงล่างรวมถึงระบบถ่ายแกน้าหนัก จึงมีความจาเป็นต้องคอยตรวจเช็ค
อยู่เป็นประจา รวมถงึ ระบบเบรกและเวลาขับเคล่ือนและล้อเป็นส่วนประกอบของความสมดุลและการทรงตวั ใน
การยึดเกาะถนน ความสัมพันธ์ของระบบช่วงล่างจึงมีความจาเป็นพอๆกับระบบเครื่องยนต์ การตรวจเช็คระบบ
ช่วงลา่ งท่ีพนกั งานขบั รถควรตรวจเช็คเปน็ ประจาคือ

1. ล้อและลมยาง
2.ระบบเบรก
3.ระบบรับน้าหนัก (โช๊คอพั )
4.ระบบบงั คบั เล้ยี ว
5.ระบบส่งน้ามัน, น้ามันเบรก
6.วาล์วนา้ มนั เบรก ,ฝกั เบรก
7.แซสซแ่ี ละตวั ถงั

ความร้เู บ้อื งตน้ ในการขับข่ี การขับขสี่ ามารถแบ่งออกเป็น

1. การขับขี่ในเวลากลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะกลางวันทัศนะวิสัยในการมองเห็นชัดเจนละกว้าง
ขึ้น สามรถมองเห็นการขับข่ีในบริเวณกว้างและในระยะใกล้ ปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะพบในการใช้รถใช้ถนนที่ไม่
ถกู กฎจราจรเช่น จอดในทีห่ ้ามจอด กระทาผดิ กฎหมายโดยไม่ทาตามปา้ ยบอกหรือห้าม ไมส่ นใจกฎหมายจราจร
ซึ่งทาให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยคร้ังมาก ส่วนในเวลากลางคืนการมองเห็นจะอยู่ในระยะจากัดจึงไม่ควรใช้ควรเร็วมาก
และเม่ือเกิดอาการง่วงนอนไม่ควรจะฝืนขับ หาที่จอดในที่ปลอดภัยเพ่ือพักผ่อน ก่อนออกเดินทางต่อจะช่วยลด
การเกิดอุบัติเหตไุ ด้ หากมผี รู้ ่วมเดนิ ทางใหร้ บั ทราบถงึ ปญั หาท่ีเกิด

2. การขับข่ีในชุมชน ซึ่งเป็นที่พลุกพล่านของพาหนะและผู้คนจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ
พยายามอย่าใช้ความเร็วในการเดินทางและคอยดูยานพาหนะที่ออกมาตามตรอก ซอย เพ่ือป้องกันการเกิด
อบุ ตั เิ หตุ และจอดรถให้ชดิ ขอบทางมากทส่ี ดุ

-9-
3. การขับขี่ในชนบท ปริมณฑลหรือต่างอาเภอ ซ่ึงไม่ค่อยจะมียวดยานพาหนะพลุกพล่านและเป็น
เส้นทางคดเค้ียวหรือแคบ ข้อควรระวังคือสัตว์เล้ียง เกวียน และคนเล้ียงสัตว์ จึงไม่ควรใช้ความเร็วมากนักและ
มักจะไมม่ ีปา้ ยบอกเสน้ ทางหรือป้ายเตือนในการขับขี่
4. การขับข่ีในสภาวะฝนตกหรือน้าท่วม ในกรณีฝนตกต้องระวังถนนล่ืน การใช้ความเร็วในช่วงฝนตกท่ี
อยู่ในเส้นทางท่ีคดเคี้ยว ลาดชันโอกาสเกิดอุบัติเหตุมีมากหากเป็นรถท่ีขับเคล่ือนระบบ 4 ล้อ ควรปรับระดับ
ขบั เคล่ือนไปท่ี 4H เพื่อเป็นการยดึ เกาะถนนจะช่วยยดึ เกาะพื้นผิวถนนดีข้ึน ในกรณีน้าทว่ มขังควรดูวา่ เหมาะสม
กับการลุยผ่านน้าท่วมขังหรือไม่ และจะเป็นผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า เครื่องยนต์หรือไม่ สมรรถนะของรถ
เหมาะสมที่จะขับข่ีในสภาพนัน้ หรือไม่ ในทางทดี่ หี ากหลีกเลี่ยงเสน้ ทางท่ีเกดิ นา้ ท่วมขังไดค้ วรหลกี เลย่ี ง
5. การขับขีท่ ี่เป็นฝุ่น ควรตรวจสอบน้าฉีดกระจกและท่ีปดั น้าฝนว่าใช้งานได้ดีหรอื ไม่ ซ่อมแซมปรับปรุง
ก่อนออกเดินทาง รวมถึงสภาพดอกยางของรถ แรงดันลมยางด้วยจะช่วยลดการเกิดการลื่นและการยึดเกาะ ไม่
ควรใช้ความเรว็ ในทางที่มีฝุน่ มากๆ หรือพ้ืนผวิ ที่มฝี ุ่นหนา ใช้ระบบ 4x4 เพ่ือช่วยในการยึดเกาะในอัตราความเร็ว
ที่เหมาะสม
6. การขับขี่ที่มีความลาดชันและภูเขา ควรตรวจสภาพเครื่องยนต์รถและสมรรถนะของรถที่เหมาะสมกับ

งานและการบรรทุกตรวจสอบดอกยาง ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับงาน ใช้ความเร็วต่าหรือใช้ระบบ 4x4 เพื่อ

ช่วยแรงขบั เคลือ่ นและการยึดเกาะ
7. การขับข่ีบนถนนทางหลวงหรือทางด่วน, ทางต่างระดับ ใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกาหนด ทิ้ง

ระยะห่างจากรถคันหน้าให้พอประมาณเพื่อลดอุบัติเหตุ เมื่อเกิดการเบรกแบบกะทันหัน และไม่ขับขี่แบบแซง
ซา้ ย แซงขวา ปฏบิ ตั ติ ามกฎจราจรทีก่ าหนดอย่างเคร่งครัด

8. การขับข่ีแบบบรรทุกและสิ่งลากจูง ให้บรรทุกสิ่งของตามท่ีคู่มือกาหนด มีการรัดตรึงส่ิงของให้แน่น
หนา กันการตกหล่นหรือโยกแกว่งไปมา จะทาให้การบังคับรถยากมากย่ิงขึ้น และทาให้รถเสียการทรงตัว
ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ในขณะทบี่ รรทุกและมีสิ่งลากจูง ควรตรวจสอบอุปกรณ์ลากจูงให้ดี ไม่หลวมหลุดออกจากตัว
ยึดเกาะมีป้ายบอกถึงการลากจูง สัญลักษณ์และไฟบริเวณด้านท้ายของตัวลากจูง รวมถึงไฟสัญญาณเล้ียวซ้าย
,ขวา ,เบรก ทาการตรวจสอบระบบดงั กลา่ วใหแ้ น่ใจก่อนออกเดนิ ทาง

9. ศึกษาข้อมูลของรถแต่ละคัน ข้อมูลด้านเทคนิค เคร่ืองยนต์ ระบบไฟ ,ส่ิงอานวยความสะดวก ,
สมรรถนะของรถให้เหมาะสมกับงานรวมถึงวิธีบารงุ รักษา ซอ่ มแซมแก้ไข เมื่อเกดิ สัญลักษณข์ ้ึนท่ีหน้าปัดรถยนต์
ทาการแกไ้ ขหรอื เขา้ ศนู ยบ์ รกิ าร

10. ศึกษาระบบการทางานของเครื่องยนต์แต่ละชนิด การทางานของเคร่ืองยนต์ ส่วนประกอบ วิธีการ
ทางาน วธิ กี ารแกไ้ ขซ่อมบารงุ ควรศึกษาจากข้อมูลในหนงั สือหรอื คู่มือรถแตล่ ะคนั ว่าอปุ กรณ์ต่างๆ อยู่จดุ ไหน

11. การเลอื กใชร้ ถได้อยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสมกับการใช้งานของรถแต่ละคัน
12. เรียนรู้วิธีการตรวจเช็คของระบบพาหนะในแต่ละคันได้ในเบ้ืองต้นและศึกษาข้อมูลในคู่มือรถ ของ
แตล่ ะคนั รวมถึงการบารุงรกั ษารถแตล่ ะคนั
13. อยา่ เพิ่มเติมหรือดัดแปลงเครื่องยนต์ อาจทาความเสียหายต่อระบบการทางานของเคร่ืองยนต์ ควร
ปรึกษาศูนย์บรกิ ารกอ่ นกระทาการใดๆ ต่อระบบเครอ่ื งยนตห์ รอื ระบบอ่ืน ๆ ภายในรถ

-10-
14. ศึกษาวิธีการขับขี่อย่างถูกต้องของระบบเครื่องยนต์ 4x4และวิธีการขับขี่, ใช้เกียร์เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพใน
การขบั ขอ่ี ย่างถูกตอ้ ง และถกู วิธี จงึ ควรศกึ ษาขอ้ มลู จากคมู่ ือรถ
15. ห้ามกระทาการใดๆ กับรถยนต์ เคร่ืองยนต์ ระบบต่างๆของรถยนต์ ที่อยู่ในระยะประกัน หากเกิดความ
เสียหายทางศูนย์บริการจะไม่รับผิดชอบ ต่อการกระทาดังกล่าว หากเกิดปัญหาหรือสิ่งผิดปกติ ให้นารถเข้า
ศูนย์บรกิ ารทนั ที
16. ศกึ ษากฎหมายการจราจรเบอื้ งตน้

ความรูค้ วามเข้าใจในระบบงาน

พนักงานขับรถต้องเรียนรู้ถึงระบบงานของหน่วยงานของตนเพื่อจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และสามารถ
ทราบถงึ บทบาทและหนา้ ที่ของแต่ละหน่วยงาน กลุม่ งาน วิธีการดาเนนิ งาน ข้นั ตอนปฏบิ ัติ และสามารถติดต่อ
ประสานงานได้กบั หนว่ ยงานภายในและภายนอกไดถ้ กู ต้องตามหลักปฏบิ ัตหิ รอื กฎระเบยี บของแต่ละหน่วยงาน
นัน้ ๆ ความรูแ้ ละความเข้าใจในระบบงานจะช่วยให้พนกั งานขับรถสามารถดาเนินหน้าท่ีไดอ้ ย่างรวดเร็ว ปัญหาที่
เกิดขึ้นพนักงานต้องสามารถตอบคาถาม และสาเหตุได้เพ่ือเป็นแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาในหน่วยงาน
รวมถงึ การปอ้ งกนั มิให้เกิดเหตกุ ารณแ์ บบนัน้ ขึ้นอีก

ในการทางานของพนักงานขับรถต้องมีองค์ประกอบและสิ่งอานวยความสะดวกต่อการดาเนินงานและ
พรอ้ มใชง้ านเมอ่ื มีความจาเปน็ ทีต่ อ้ งใช้ในการทางานยกตวั อย่างเชน่

1. โรงจอดรถราชการ หน่วยงานต้องหาสถานทใ่ี นการจอดรถราชการให้เป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย
2. สถานทที่ าความสะอาดรถ (ล้างรถ) ตอ้ งมรี ่องระบายนา้ ไดด้ ี
3. อุปกรณ์อานวยความสะดวก เช่นสายยางล้างรถ บันได อุปกรณ์ล้างรถไฟฟ้า เครื่องดูดฝุ่น ระบบ
แรงดันลม มาตรวัดลมยาง ควรมีไว้ 2 อัน ห้องพักผ่อนของพนักงานขับรถ อุปกรณ์ทาความสะอาดรถ เช่นไม้
กวาด ไม้ถูพืน้ ไมข้ นไก่ ฯลฯ
4. ถงั ดับเพลิง ชนิดตดิ ผนัง และชนดิ พกพาในรถยนต์ ควรมีไว้ทกุ คนั เพ่ือป้องกันการเกิดกระแสไฟฟ้าวัด
วงจรในรถ

ส่ิงสาคัญอีกอย่างหน่ึงท่ีจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแก่พนักงานขับรถ รถคือแรงจูงใจต่อพนักงานขับรถ
หลายหน่วยงาน มักให้ความสาคัญต่อพนักงานขับรถว่าเป็นผู้ดูแลชีวิต ในการเดินทางอาจจะให้ในรูปแบบ ใบ
ประกาศนียบัตร พนักงานดีเด่น ผลตอบแทน การขึ้นเงินเดือน โบนัส, ค่าตอบแทน การนาพาไปพักผ่อน และ
ศึกษาดูงาน การให้ความสาคัญเหล่านี้ก็อาจเป็นแรงจูงใจผลักดันให้พนักงานเกิดแรงกระตุ้นในการทางาน และ
พัฒนาศักยภาพในการทางาน บุคลิกภาพ เกิดการแข่งขันในเชิงพัฒนาในด้านต่างๆ ทาให้หน่วยงานมี
ความกา้ วหนา้ และเกดิ ปญั หานอ้ ยท่ีสดุ ในการดาเนนิ งานและสามารถบรรลุวัตถุประสงคท์ ี่วางไว้ได้

-11-

เรยี นรู้ ปัญหาเบ้อื งตน้ ทพ่ี บและแก้ไข

เมื่อพนักงานขับรถได้ทาการตรวจเช็ครถในทุกเช้าก่อนออกปฏิบัติงาน เพ่ือเตรียมความพร้อมของรถ
และได้พบปัญหาท่ีเกิดข้ึนและได้ลงในใบตรวจเช็ครถแล้ว หากทาการแก้ไขได้หรือต้องส่งเข้าศูนย์บริการ
ตามลาดับข้ันตอนซงึ่ ทาง่ายๆ ดงั นี้

- ตรวจเช็ครถประจาวนั
- ลงในบันทกึ การใช้รถ
- เมื่อพบปัญหาแจ้งผบู้ ังคับบญั ชาการตามลาดับ
- รบั คาสง่ั ใหซ้ อ่ มแซมหรอื เข้าศนู ยบ์ รกิ าร
- หากซอ่ มแซมได้เมอ่ื ซอ่ มแซมเสรจ็ แจ้งผู้บังคับบัญชาตามลาดบั
- ประเมิน วิเคราะห์ตามสาเหตุและแนวทางการแก้ไขในใบบันทึกข้อความเพ่ือเป็นแนวทางในการ
ป้องกนั และพัฒนาต่อไป
- นารถเข้าศนู ยบ์ ริการเพ่อื ตรวจเชค็ ซอ่ มแซม

ในการตรวจเช็ครถประจาวันปัญหาที่พบบ่อยๆและสามารถทาการแก้ไขได้ในหน่วยงาน ไม่ต้องเข้า
ศูนยบ์ ริการ และสามารถหาซอ้ื วสั ดอุ ุปกรณ์ มาทาเองได้ ยกตวั อยา่ งเช่น

- หลอดไฟขนาดตา่ งๆ
- ฟวิ ล์
- ที่ปดั นา้ ฝน
- สวิตตไ์ ฟบางตัว, อุปกรณเ์ สรมิ อานวยความสะดวก
- ความดนั ลมยาง
- สายรดั ตรึง,สายไฟ,น็อต
หมายเหตุ วัสดุอุปกรณ์ท่ีเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าและระบบเคร่ืองยนต์หากขาดความรู้ความ
ชานาญ ควรเข้าศนู ยบ์ ริการเปน็ การดที ่สี ุดเพอ่ื ลดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและเคร่อื งยนต์

มเิ ตอร์ เกจวดั และไฟเตอื น สงิ่ แรกที่ผ้ขู ับขี่ควรรู้
ในขณะขับรถ ผขู้ บั ขจ่ี ะต้องหมั่นสังเกตการทางานของมิเตอร์ เกจวัด และไฟเตือนทแี่ ผงหน้าปัดอยเู่ สมอ

เพราะจะช่วยทาให้ผู้ขับข่ีทราบถึงสภาวะต่างๆ ของรถยนต์ขณะทางาน ปัญหาหลายๆอย่างจะเร่ิมต้นจากความ
ผิดปกติเล็กๆน้อยๆก่อน จากน้ันจะลุกลามใหญ่โต จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา จนในที่สุดทาให้รถยนต์
เสียหายอย่างมาก ดงั นั้นการทาความเขา้ ใจมเิ ตอรเ์ กจวดั และไฟเตือน จงึ นับวา่ เป็นสิง่ แรกที่ผขู้ ับขีค่ วรรู้

-12-

จากรูป มเิ ตอร์ เกจวดั และไฟเตอื นในรถยนต์อีซูซุ ตระกลู ทเี อฟ
1.เกจวัดอุณหภูมนิ ้าหลอ่ เยน็ ทาหน้าท่ีบอกผู้บอกผูข้ ับขี่ให้ทราบถึงอุณหภูมิน้าหล่อเย็นเคร่ืองยนต์ ถ้า
เข็มช้ีที่ตัวอักษร “H” แสดงว่าเคร่ืองยนต์ร้อนจัด ให้นารถออกจากผิวจราจร ดับเคร่อื งปล่อยท้ิงไว้ให้เคร่ืองเย็น
ตรวจระดับนา้ ในหม้อน้าและถงั พกั นา้ สารอง และตรวจความตรึงของสายพานปม๊ั นา้
2.ไฟเตอื น ไฟเลี้ยว
3.มิเตอร์วัดระยะทางรวม ทาหน้าท่ีบอกระยะทางท้ังหมดที่รถถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบันและยังทา
หน้าที่บอกให้ทราบถึงกาหนดเวลาในการตรวจบารุงรักษา ตัวเลขบอกเปน็ กิโลเมตรหรอื ไมล์
4.มิเตอรว์ ัดความเร็วรถ ทาหนา้ ท่ีบอกให้ผูข้ ับขีท่ ราบวา่ ขณะน้ีรถว่ิงดว้ ยความเรว็ ทาใด ตัวเลขบอกเป็น
กโิ ลเมตรตอ่ ช่วั โมงหรือไมล์ตอ่ ชวั่ โมง
5.เกจวดั น้ามันเชือ้ เพลงิ ทาหนา้ ทบ่ี อกผูข้ บั ขีใ่ หท้ ราบถงึ ระดบั นา้ มันเชื้อเพลงิ ท่ีมีอยู่ในถงั เพ่ือความ
ไม่ประมาท อยา่ ปลอ่ ยให้เข็มช้ีต่ากว่า ¼ ของถงั

6.มิเตอร์วดั ระยะทางเปน็ เที่ยว ทาหนา้ ท่บี อกระยะเดนิ ทางในแต่ละเทยี่ ว หรอื ตรวจการกินน้ามัน
เช้ือเพลิงของรถ สามารถปรับไปทเ่ี ลขศนู ย์ไดโ้ ดยกดปมุ่ ปรับต้งั ตัวเลขบอกเปน็ กิโลเมตรหรือไมล์

7.ปุ่มปรับมิเตอร์วัดระยะทางเปน็ เท่ยี ว
8.โวลตม์ ิเตอร์ ทาหน้าทบ่ี อกใหผ้ ู้ขบั ขี่ทราบถงึ สภาพของแบตเตอรรว่ี า่ ชารจ์หรือไม่ชารจ์ ในขณะท่ี
เคร่ืองยนตท์ างาน เขม็ จะชี้อยรู่ ะหว่าง 12-16 โวลต์

-13-
9.มิเตอร์วัดความเร็วรอบเครอื่ งยนต์ ทาหนา้ ทบี่ อกความเร็วรอบเครือ่ งยนต์ บอกเป็นรอบตอ่ นาที ผู้
ขบั ขไ่ี มค่ วรเรง่ เครื่องให้รอบสูง จนกระท่ังเข็มของมเิ ตอร์ชเี้ ข้าไปในเขตสแี ดงเพราะจะทาให้เคร่ืองยนต์เสยี หาย
10.เกจวัดความดนั น้ามนั เคร่ือง ทาหน้าที่บอกให้ผขู้ บั ขีท่ ราบถึงความดนั นา้ มันเคร่ืองในขณะที่
เครื่องยนต์ทางานอยู่ ถ้าความดันลดลงขณะท่ีขับรถอยู่ให้ดับเคร่ืองยนต์และตรวจระดับน้ามันเคร่ืองทันที ใน
กรณที ่ีเคร่อื งยนตย์ งั เย็นอยู่ เขม็ อาจช้ีสงู กว่าปกติ ในชว่ งนีไ้ ม่ควรเรง่ เครอ่ื งให้รอบสูงเกินควร

เพิ่มเติม
ไฟเตอื นประตู ไฟเตอื นน้จี ะติดและค้างอยู่เม่ือประตรู ถเปิดหรอื ประตปู ิดไม่สนิท
ไฟเตือนเบรกมือ สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะติดเมื่อดึงเบรกมือ อย่าขับรถโดยไม่ปลด

เบรกมอื เพราะจะทาใหผ้ ้าเยรกและจานเบรกรอ้ ยจดั หรือได้รบั ความเสยี หาย
ไฟเตือนระดับน้ามันเบรกหรือไฟเตือนระบบเบรก สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนนี้จะติดและ

ดับไปเม่ือเครื่องยนต์ติดแล้ว ขณะขับรถถ้าไฟเตือนนี้ติดแสดงว่า ระดับน้ามันเบรกในกระปุกลดต่ากว่าระดับท่ี
กาหนด ซ่งึ อาจเกิดนา้ มนั เบรกรัว่ หรือผ้าเบรกสึกหรอมาก ควรหยุดรถทนั ที

ไฟเตือนระบบเบรกเอบีเอส สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะติดและดับไปเมื่อเครื่องยนต์ติด
แล้ว ไฟเตือนนี้จะถูกออกแบบมาใช้กับรถท่ีติดตั้ง ระบบเบรกเอบีเอส เพ่ือป้องกันการล็อคของล้อขณะถนนล่ืน
หรอื เหยียบเบรกอยา่ งรุนแรง ขณะขบั รถถา้ ไฟเตอื นนี้ติดข้ึนมา แสดงวา่ วงจรอิเลก็ ทรอนกิ สค์ วบคมุ ระบบเอบีเอส
ขดั ข้อง แต่เบรกยังคงทางานเป็นปกตเิ พียงแต่ระบบปอ้ งกนั การลอ็ กล้อจะไม่ทางาน

ไฟเตือนผ้าเบรกสึก สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะติดและดับไปเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว
ขณะเหยียบเบรก ถ้าไฟเตือนนี้ติดข้ึนมาแสดงว่าผ้าเบรกล้อหน้าสึกหรอ รถที่ติดตง้ั ระบบเบรก เอบีเอส ไฟเตือน
นจี้ ะบอกทั้งผ้าเบรกล้อหนา้ ปละผา้ เบรกลอ้ หลงั ควรนารถไปตรวจซ่อมโดยเรว็

ไฟเตือนความผิดปกติของเคร่ืองยนต์ มีใช้ในรถยนต์เบนซินแบบใช้หัวฉีดรถบางยี่ห้อมีสัญลักษณ์เป็น
รูปเครือ่ งยนต์ สวิตช์กุญแจอยู่ในตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะตดิ และดบั ไปเมื่อเคร่อื งยนตต์ ิดแล้ว ขณะขับรถถา้ ไฟ
เตือนนี้ติดขนึ้ มาแสดงว่า อปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนิกสท์ างานผดิ ปกติ ควรนารถไปตรวจซอ่ มโดยเรว็

-14-
ไฟเตือนหลอดไฟขาด สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนนี้จะติดและดับไปเมื่อเคร่ืองยนต์ติดแล้ว
ถา้ ไฟเตอื นน้ตี ิด แสดงว่าในหลอดไฟขาดหรอื ผดิ ปกติคือ ไฟสงู ไฟตา่ ไฟท้าย ไฟเบรก (ไฟเตอื นตดิ เม่ือเหยยี บ
เบรก) ให้ตรวจฟิวส์และหลอดไฟ การเปล่ียนหลอดให้ใช้หลอดขนาดเดียวกันกับหลอดเดิมตามที่กาหนด ถ้าไฟ
เตอื นนี้ยังคงติดอย่เู มอ่ื เปลยี่ นหลอดแลว้ ให้เปลยี่ นหลอดอกี ขา้ งหนง่ึ ด้วย
ไฟเตือนไฟชารจ์
สวิตชก์ ุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะติดและดบั ไปเมอื่ เคร่ืองยนต์ติดแล้ว ขณะขับรถ ถ้าไฟเตือนนี้
ติดแสดงว่าระบบไฟชาร์จมีข้อบกพร่อง สายพานไดชาร์จอาจขาด ในกรณีนี้ให้เปลี่ยนสายพานก่อนขับรถต่อไป
หากยังไม่เปล่ียน จะทาให้เครอื่ งยนตร์ ้อนจดั และอาจเกดิ ความเสียหายอย่างรา้ ยแรง
ไฟเตือนความดันน้ามันเครื่อง สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะติดและดับไปเมื่อเครื่องยนต์
ติดแล้ว ขณะขับรถ ถ้าไฟเตือนน้ตี ิดแสดงว่าความดันนา้ มันเครอ่ื งตา่ กวา่ กาหนด ใหด้ ับเคร่ืองยนต์ทันทีและตรวจ
ระดับนา้ มนั เคร่อื ง
ไฟเตือนระดับน้าหล่อเย็นต่า รถบางย่ีห้อมีสัญลักษณ์เป็นรูปหม้อน้า ถ้าสวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON
ไฟเตือนนี้จะติดละดับไปเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว ขณะขับรถ ถ้าไฟเตือนนี้ติดแสดงว่าระดับน้าหล่อเย็นต่าเกินไป
ควรดบั เครอื่ งยนต์ทันที รอจนกระท่ังเครอื่ งยนต์เยน็ ตรวจระดบั และเติมนา้ ให้เพียงพอ
ไฟเตือนระดับน้าในกรองดักน้า (หม้อแยกน้า) ไฟเตือนระดับน้าในกรองดักน้า(หม้อแยกน้า) ของ
ระบบน้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเคร่ืองยนต์ดีเซล สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนนี้จะติดและดับไปเมื่อ
เคร่ืองยนต์ติดแล้ว ขณะขับรถถ้าไฟเตือนนี้ติดและมีเสียงออดดังข้ึน แสดงว่าระดับน้าในหม้อน้าแยกน้ามันมาก
กนิ ไป ตอ้ งทาการถา่ ยนา้ ทง้ิ ทนั ที อยา่ ขบั รถต่อไป เพราะอาจทาให้ป๊ัมหวั ฉดี เสียหายได้
ไฟเตือนสายพานราวลนิ้ หรือสายพานไทมิ่ง (T-belt) สวิตชก์ ุญแจอยตู่ าแหนง่ ON ไฟเตือนนี้จะติด
และดับไปเม่ือเคร่ืองยนต์ติดแล้ว ขณะขับรถ ถ้าไฟเตือนน้ีติดแสดงว่าสายพานขับเพลาลูกเบ้ียว (เพลาราวล้ิน)
หรือสายพานไทมิ่งหมดอายุการใช้งานแล้ว อย่าขับรถต่อไปเพราะอาจทาให้สายพานขาดและทาให้เคร่ืองยนต์
เสียหายได้
ไฟเตือนน้ามนั เชอ้ื เพลิงในถังเหลอื นอ้ ย ขณะขบั รถ ถ้าไฟเตือนนต้ี ิดข้นึ มา ควรรีบนารถเข้าเติมน้ามนั ท่ี
ปั๊มใกล้ทีส่ ดุ ทันที
ไฟเตือนเข็มขัดนิรภัย สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนนี้จะติดและจะดับเม่ือผู้ขับข่ีคาดเข็มขัด
นิรภยั
ไฟเตือนหัวเผา มีใช้ในรถยนต์บางยหี่ ้อที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะ
ติดและดบั ไปเอง(ประมาณ 7-10 ) เมอื่ เผาหวั ใหค้ วามร้อนพอแลว้ สตารต์ เครอื่ งยนตไ์ ด้ทันที
ไฟเตือนเข็มขัดนิรภัย สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนนี้จะติดและจะดับเมื่อผู้ขับข่ีคาดเข็มขัด
นิรภัย
ไฟเตือนหัวเผา มีใช้ในรถยนต์บางย่ีห้อท่ีใช้เครื่องยนต์ดีเซล สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะ
ตดิ และดบั ไปเอง(ประมาณ 7-10 ) เมอ่ื เผาหัวใหค้ วามร้อนพอแล้วสตาร์ตเครอ่ื งยนต์ไดท้ ันที

-15-
ไฟเตือนระบบแลมดาซอนด์ผิดปกติ มีใช้ในรถยนต์ย่ีห้อวอลโว่ที่ใช้กับเครื่องยนต์เบนซินแบบใช้หัวฉีด
สวิตช์กุญแจอยู่ตาแหน่ง ON ไฟเตือนน้ีจะติดและดับไปเม่ือเครื่องยนต์ติดแล้ว ขณะขับรถถ้าไฟเตือนน้ีติดขึ้นมา
แสดงว่ามีส่งิ ผดิ ปกติเกดิ ขึ้นในระบบหวั ฉีดหรอื ระบบจุดระเบิดของเครอ่ื งยนต์ ควรนารถไปตรวจทีศ่ ูนยบ์ ริการ

วธิ ีสตาร์ตเครื่องยนต์อยา่ งถูกต้อง
กอ่ นสตารต์ เคร่อื งยนตเ์ กียรธ์ รรมดา
1.ดงึ เบรกมือ
2.ปดิ อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด เชน่ ไฟแสงสว่าง ไลฝ่ ้า เครือ่ งปรับอากาศ เป็นตน้ เพ่ือให้แบตเตอร่ีมกี าลังใน

การสตารต์ เพียงพอ
3.เขา้ เกยี ร์ว่าง
4.เหยียบคลัตช์ให้สุด เพ่ือทาให้เครื่องยนต์สตาร์ตติดง่าย ช่วยผ่อนแรงมอเตอร์สตาร์ต ยืดอายุการใช้

งานของแบตเตอรี่ ป้องกันไม่ให้รถเคล่ือนที่ถ้าเกิดเกียร์ค้าง รถบางย่ีห้อถ้าไม่เหยียบคลัตช์เครื่องยนต์จะสตาร์ต
ไม่ตดิ

ก่อนสตาร์ตเครอ่ื งยนตเ์ กยี ร์อัตโนมตั ิ
1.ดึงเบรกมือ
2.ปดิ อุปกรณ์ไฟฟ้าทงั้ หมด เชน่ ไฟแสงสว่าง ไล่ฝา้ เครื่องปรับอากาศ เป็นตน้ เพือ่ ให้แบตเตอรี่มกี าลังใน
การสตาร์ตเพียงพอ
3.เข้าเกียร์ N หรอื P
4. เหยยี บเบรกเทา้
การสตาร์ตเครื่องยนตเ์ บนซนิ ขณะเครือ่ งยนตเ์ ยน็ (แบบใชค้ ารบ์ เู รเตอร์)
- บิดสวิตชก์ ุญแจไปทตี่ าแหนง่ ON ตรวจดกู ารทางานของเกจวัด และไฟเตือนตา่ งๆ
- เหยยี บคันเรง่ 1ครงั้ แลว้ ปลอ่ ยหรือดงึ ปุม่ โช้กอย่างใดอยา่ งหนึ่ง
- สตาร์ตเครื่องโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง เม่ือเคร่ืองยนต์ติดแล้วให้ปล่อยสวิตช์กุญแจทันที เพื่อป้องกัน
ไมใ่ หม้ อเตอรส์ ตารต์ ชารดุ

-16-
- ตรวจดกู ารทางานของเกจวัดและไฟเตือนตา่ งๆอกี ครง้ั หนึง่
- อนุ่ เครื่องยนต์กอ่ นที่จะขับรถออกไป

การสตารต์ เคร่อื งยนตเ์ บนซนิ ขณะเคร่อื งยนตเ์ ย็น (แบบใชห้ วั ฉีด)
- บิดสวิตช์กุญแจไปทีต่ าแหน่ง ON ตรวจดกู ารทางานของเกจวัด และไฟเตอื นตา่ งๆ
- สตาร์ตเคร่ืองโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง (เคร่ืองยนต์บางรุ่นมีหัวฉีดสตาร์ตเย็นทาหน้าที่แทนโช้ก) เมื่อ

เคร่ืองยนตต์ ดิ แลว้ ใหป้ ลอ่ ยสวิตช์กุญแจทันทีเพือ่ ปอ้ งกันมใิ หม้ ิเตอร์สตารต์ ชารุด
- ตรวจดูการทางานของเกจวัดและไฟเตือนตา่ งๆอกี ครง้ั
- อุ่นเครื่องยนตก์ อ่ นท่จี ะขับรถออกไป
คาแนะนา การอุ่นเครื่องยนต์ไม่ควรเบิ้ลคันเร่งบ่อยๆหรือใช้วิธีการขับรถเดินหน้าถอยหลังไปมา ติด

เครอ่ื งยนตท์ ้ิงไวโ้ ดยไมต่ ้อง เหยยี บคันเรง่ ประมาณ 2-3นาที ก่อนออกรถทกุ ครั้ง

การสตาร์ตเครือ่ งยนตด์ ีเซลขณะเครอ่ื งเย็น
- บดิ สวิตชก์ ุญแจไปทีต่ าแหนง่ ON ตรวจดกู ารทางานของเกจวัด และไฟเตือนตา่ งๆ
- เม่ือไฟเตือนหัวเผาดบั สตาร์ตเครือ่ งโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง(ถ้าเป็นแบบ direct injectionจะไม่มีหัว

เผา)
- เมื่อเครื่องยนตต์ ิดแลว้ ให้ปลอ่ ยสวิตชก์ ญุ แจทันที เพือ่ ป้องกันมิใหม้ อเตอร์สตารต์ ชารดุ
- ตรวจดูการทางานของเกจวดั และไฟเตือนตา่ งๆอกี คร้งั หนงึ่
- อนุ่ เครอื่ งยนต์กอ่ นทจ่ี ะขบั รถออกไป
- ถ้าสตาร์ตไม่ติดเกิน 2 คร้ังแสดงว่ามีปัญหาเก่ียวกับระบบไฟฟ้าและระบบน้ามันเชื้อเพลิง ควร

ตรวจสอบและซอ่ มทนั ที

ข้อควรระวงั
-ไม่ควรสตาร์ตเครื่องยนต์แต่ละคร้ังนานเกินกว่า 10 วินาที ถ้าเครื่องไม่ติด ควรท้ิงไว้อย่างน้อย 30
วินาที กอ่ นท่จี ะสตารต์ อกี ครัง้ เพื่อให้แบตเตอรคี่ ืนสภาพ และการสตารต์ ครัง้ ตอ่ ๆ ไปไมค่ วรนานกว่าครงั้ แรก
- อย่าสตาร์ตซ้าติดๆ กันเมื่อเคร่ืองยนต์ไม่ตดิ เพราะทุกครง้ั ที่มอเตอร์สตาร์ตหมุน น้ามันเช้ือเพลิงจะถูก
ดูดหรอื ฉดี เข้าไปในกระบอกสูบ ทาใหเ้ กดิ น้ามนั ทว่ ม
- อย่าเร่งเคร่ืองยนต์อย่างทันทีทันใด หรือใช้ความเร็วรอบสูงจนเกินไปในขณะเคร่ืองเย็น เพราะ
นา้ มนั หล่อลื่นยงั เย็นและหนืดไม่สามารถไหลไปหลอ่ ลืน่ ตามจดุ ต่างๆของเครือ่ งยนตอ์ ย่างรนุ แรง และยงั ทาใหเ้ กิด
การส้ินเปลอื งนา้ มันเชอื้ เพลิงอกี ด้วย ด้วยเหตนุ ีจ้ ึงจาเปน็ ต้องอ่นุ เคร่ืองยนต์กอ่ นออกรถทกุ คร้งั
- เม่ือเคร่ืองยนต์ติดใหม่ๆในขณะเครื่องเย็น ในรถบางย่ีห้อความเร็วรอบของเคร่ืองยนต์จะสูงกว่าปกติ
เพ่ือเอาชนะความฝืด ดังนั้นในการออกรถควรปล่อยให้เครื่องยนต์ติดสักระยะหน่ึงเพ่ือเป็นการอุ่นเคร่ือง รอ
จนกระทั่งรอบของเคร่อื งยนต์ลดลงเป็นปกติ แลว้ จึงคอ่ ยออกรถ

-17-
- ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เปน็ ก๊าซพษิ ไม่มีสี ไม่มีกล่ินปนออกมากับไอเสยี รถยนต์ ถ้าสูดดมเข้าไปอาจ
หมดสติ และถึงขั้นเสียชีวิตได้ ก๊าซนี้จะออกมามากเมื่อเครื่องยนต์เร่ิมทางานจึงควรหลีกเล่ียงการติดเครื่องยนต์
ในสถานที่ที่อากาศถ่านเทไม่สะดวก เช่น บริเวณโรงรถ ไม่ควรติดเคร่ืองยนต์ทิ้งไว้นานๆ เพราะจะเป็นอันตราย
มาก

การตรวจรถยนต์ประจาวัน

ก่อนหน้าที่ผู้ขับข่ีจะทาการตรวจบารุงรักษารถยนต์ประจาวันได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง น้ัน ผู้ขับข่ี
จะต้องรู้ว่าอุปกรณ์หรือช้ินส่วนท่ีจะตรวจน้ันอยู่ตรงไหนเสียก่อนจึงจะทาการตรวจได้ เช่น ต้องรู้ว่าแบตเตอร่ีอยู่
ที่ส่วนไหนของรถยนต์ ฟิวส์อยู่ท่ีไหน อันไหนเป็นฟิวส์ไฟเบรก ฟิวส์ไฟ เล้ียว กรองอากาศอยู่ตรงไหน เติมน้ามัน
เบรกและน้ามันครัตช์ตรงไหน หัวเทียนอยู่ที่ไหน เติมน้าตรงไหน และมีข้อขัดข้องเล็กๆน้อยๆ ผู้ขับข่ีสามารถ
ตรวจ และบารงุ รกั ษารถยนตใ์ หอ้ ยูใ่ นสภาพเรยี ยร้อยสมบูรณ์กอ่ นจะนารถยนต์ออกไปปฏิบตั ิงาน

-ตรวจระดบั นา้ มันเบรก, น้ามันคลัตชแ์ ละเบรกมือ
- ตรวจระบบไฟฟ้า, ระดับนา้ กรดในแบตเตอรี่
- ตรวจระดับน้าในหมอ้ น้า, ถังพกั น้าสารอง, ถังน้าลา้ งกระจก
- ตรวจความดันลมยาง, สภาพดอกยาง รวมท้งั ยางอะไหลด่ ้วย
- ตรวจระดับน้ามนั เชือ้ เพลงิ
- ตรวจระดับนา้ มันเคร่ืองและรอยรั่ว
- ตรวจเสียงดงั ของเคร่ืองยนต์และบรเิ วณตวั ถัง

-18-
ตรวจน้ามนั เบรกและนา้ มนั คลัตช์

ระดับน้ามันเบรกและน้ามันคลัตช์ในกระปุกสามารถมองเห็นได้ซ่ึงระดับของน้ามันเบรก และน้ามัน
คลัตช์ควรอยู่ระหว่างขีด “MAX” และ “MIN” ควรตรวจระดับน้ามันเบรกและน้ามัน คลัตช์ ทุกครั้งท่ีกรวด
น้ามันเคร่ือง เม่ือผ้าเบรกสึกหรอเนื่องจากการใช้ งาน น้ามันเบรกอาจลดลงบ้าง ควรเติมให้เต็มอยู่เสมอ แต่ถ้า
ระดับน้ามันลดลงต่ากว่า “MIN” แสดงวา่ มีการร่วั ในระบบเบรก ตอ้ งแก้ไขโดยเรว็

คาเตอื น หา้ มใช้นา้ มันเครอื่ งแทนนา้ มนั เบรกโดยเดด็ ขาด และ ไม่ควรใช้น้ามันเบรกต่างยหี่ อ้ เติมลงไป
การเติมนา้ มนั เบรกและน้ามันคลัตช์

ควรใชค้ วามระมดั ระวังเนื่องจากน้ามันเบรกและนา้ มันคลัตชเ์ ปน็ อันตรายตอ่ ดวงตาและ ทาลายสีรถได้
อยา่ ใช้น้ามนั เบรกและน้ามนั คลตั ช์ซ่ึงเปิดทงิ้ ไว้นานเกินกว่า 1 ปี เนอ่ื งจากนา้ มนั เบรกดูดความช้นื จากอากาศ ซง่ึ
เป็นอนั ตรายต่อประสิทธภิ าพของระบบเบรก ด้วยเหตุน้กี ารเปล่ียน นา้ มนั เบรกตามกาหนดเวลาจงึ เปน็ สง่ิ จาเป็น
โดยปกติควรเปล่ียนทกุ ๆ 1 ปี

ตรวจระยะฟรขี องแป้นเบรก
ตรวจในขณะที่เคร่ืองยนต์ไม่ทางาน ยา้ เบรกหลายๆคร้ัง แล้วเหยียบแป้น เบรกลงไปเบาๆ จนถงึ จดุ ที่มี

แรงต้านแล้ววัดระยะฟรี ถ้าไม่เว้นระยะฟรีจะมีผลเหมือนกบั วา่ เหยยี บเบรกเบาๆ ทาให้ผ้าเบรกรอ้ นจดั ถา้ มีระยะ
ฟรีมากเกนิ ไปจะมีผลทาใหเ้ บรกทางานช้าไม่ปลอดภยั ในการขับขี่

-19-
ตรวจความสูงของแปน้ เบรกในขณะเหยียบ

เหยยี บเบรก 2-3 คร้ังในขณะท่เี ครื่องยนต์ทางานแล้วเหยียบเบรกใหส้ ดุ วัดระยะจากพืน้ รถถึงแป้นเบรก
ต้องไมต่ า่ เกินไป

ตรวจเบรกมือ
เบรกมือทาหนา้ ท่หี า้ มลอ้ หลังทั้งสองข้าง โดยดึงด้ามเบรกมือขนึ้ เม่ือจะปลดเบรกมือใหด้ ึงขึน้ เลก็ นอ้ ย

และกดปุ่มที่ปลายดา้ ม แล้วจงึ กดลงจนสุด เมอ่ื เบรกทางาน ไฟเตือนสแี ดงเป็นตัวอกั ษร “P” บนแผงหนา้ ปดั จะ
สว่างขนึ้

คาแนะนา ควรกดป่มุ ปลดล็อคทปี่ ลายด้ามเบรกมือทุกครั้งท่ีดงึ เบรกมือข้ึน เพ่ือปอ้ งกันมิให้ฟนั เฟืองล็อค
สกึ หรอ เวลาดงึ เบรกมอื ขน้ึ ต้องไม่มเี สียงดัง

วิธีตรวจเบรกมือแบบง่ายๆ
ทาได้โดยจอดรถยนตท์ างลาดเอยี งแลว้ ดงึ เบรกมือขนึ้ จนสดุ ถ้ารถยงั เคลื่อนท่ีได้แสดงว่าสายเบรกมือ

หยอ่ นเกนิ ไปตอ้ งทาการปรบั ตง้ั ใหม่
ขอ้ สังเกต -ถา้ ปรับสายเบรกมือตึงเกนิ ไป จานวนเสียงดัง “คลิก” จะน้อยกว่าค่ากาหนด
-ถ้าปรับสายเบรกมือหย่อยเกนิ ไป จานวนเสยี งดัง “คลิก” จะมากกว่าค่ากาหนด

-20-
ตรวจหม้อลมเบรกแบบง่ายๆ

1. ย้าเบรกประมาณ 5 ครั้งแล้วเหยยี บเบรกค้างไว้
2. ตดิ เครอ่ื งยนต์ แป้นเบรกจะตอ้ งจมลกึ ลงไปเล็กน้อย
3. เหยียบเบรกคา้ งไว้ แลว้ ดบั เครอื่ งรอ 30 วนิ าที ความสูงของแป้นเบรกจะต้องไม่เปลยี่ นแปลง
4. ตดิ เคร่อื งยนต์อีก 1 นาที โดยไมต่ ้องเหยียบเบรก แลว้ ดับเครอ่ื ง เหยยี บเบรก 2-3 ครั้ง การเหยยี บ
เบรกแต่ละครง้ั จะรสู้ ึกวา่ แปน้ เบรกหนักและสูงขึน้ เร่ือยๆ เพราะสญุ ญากาศในหม้อลมเบรกลดลง

หมายเหตุ ในขณะท่ีเครือ่ งยนต์ทางาน เหยยี บเบรกลงไปปรากฏว่าเครอื่ งยนต์เดนิ ไมเ่ รียบ มสี ียงลมร่วั
อาจเกดิ จากหม้อลมเบรกร่วั หรอื ทอ่ ยางสญุ ญากาศท่ีต่อจากหม้อลมเบรกไปยังท่อร่วมไอดี หรือป๊มั สุญญากาศ
หลุดหรอื รวั่ ผู้ขบั ข่ีต้องนารถไปตรวจซอ่ มทนั ที

5. ระบบดิสก์เบรกจะมีเสียงเตอื นในขณะขับขี่ถ้าผา้ เบรกใกลห้ มด เพื่อเปน็ การเตือนใหผ้ ขู้ บั ขีท่ ราบ
6. อย่าขับรถถา้ ได้ยนิ เสยี งเตือนนี้ดังขึน้ เพราะจะทาใหแ้ ผน่ ดสิ กเ์ บรกเสียหายมาก
7. ในรถยนต์บางยี่ห้อจะมีหลอดไฟเตือนผ้าเบรกถ้าผ้าเบรกสึกหรอใกลห้ มด หลอดไฟเตือนนจ้ี ะสว่างข้นึ

-21-
มีเสียงดังขณะเหยยี บเบรก เกดิ จาก

• ผา้ เบรกหมด
• มีเศษหินหรอื ก้อนกรวดเข้าไปอยใู่ นจานเบรก
• ผวิ หนา้ ผา้ เบรกแขง็ เปน็ มันเงา
• ลกู ปนื ล้อหลวม
• ลุกยางเบรกเสื่อมภาพ

นา้ มันเบรกพร่องผดิ ปกติ เกิดจาก
• รั่วทล่ี ูกยางในแมป่ ั๊มเบรก
• ร่ัวทลี่ กู ยางในปัม๊ ล้อหรือรั่วทีซ่ ีล (ลูกยาง) ในกา้ มปู
• รว่ั ทีท่ ่อยางเบรก

วิธที ดสอบเบรกแบบง่ายๆ
• ขับรถความเร็วไม่เกิน 40 กโิ ลเมตรต่อช่ัวโมง
• จับพวงมาลยั เบาๆ
• เหยียบเบรกทันทที นั ใด
• สังเกตพวงมาลยั หมนุ ไปทางด้านไหน
-ถ้าไม่หมุน แสดงวา่ ระบบเบรกดี
-ถา้ หมุนไปทางดา้ นซา้ ย แสดงว่าเบรกลอ้ ด้านซ้ายทางานดีกวา่ ลอ้ ด้านขวา
-ถ้าหมนุ ไปทางดา้ นขวา แสดงว่าเบรกลอ้ ดา้ นขวาทางานดกี ว่าลอ้ ดา้ นซ้าย
จากผลการทดสอบขา้ งตน้ ถ้าพวงมาลยั หมนุ ในขณะเหยยี บเบรกแสดงวา่ ระบบเบรกทางานผดิ ปกติ ผู้

ขับขจ่ี ะตอ้ งนารถไปตรวจระบบเบรกทนั ที เพือ่ ป้องกันมิใหเ้ กิดอันตรายในขณะขบั ขี่

การตรวจคลัตช์และแบตเตอร่ี

การตรวจสอบคลัตช์แบบใชน้ ้ามนั ไฮดรอลิก มีจดุ ที่ควรจะต้องตรวจสอบ 10 จุด ดงั ต่อไปน้ี

-22-

จากรปู
1.แป้นคลตั ช์ ตรวจระยะฟรี ตรวจสภาพของยางหมุ้ แป้นคลัตช์ ถ้าพบว่าสกึ หรอ ควรเปล่ยี นใหม่
2.แม่ปม๊ั คลัตช์ตัวบน ตรวจดรู ะดับน้ามันในกระปุก ถ้าพร่องควรเติมใหไ้ ด้ระดับ ตรวจดรู อยรั่วในบริเวณ

แมป่ ัม๊ คลัตช์ และสภาพยางกันฝนุ่

3.ท่อน้ามันคลัตช์ ตรวจสภาพของท่อยางว่ามีรอยรั่วบวมหรือแตกลายงาหรอไม่ ถ้าพบว่าชารุด ควร
เปลีย่ นใหม่

4.ลูกปัม๊ คลตั ช์ตวั ลา่ ง ตรวจดรู อยรั่วและสภาพยางกันฝนุ่ เข้าไปภายไนทาใหช้ ดุ คลตั ช์เสียหาย
5.ก้ามปูกดคลัตช์ ตรวจดูยางกันฝุ่นที่สวมอยู่ในก้ามปู กดคลัตช์ถ้าขาดต้องเปล่ียนใหม่ทันที มิฉะนั้นจะ
ทาใหฝ้ ุ่นเขา้ ไปภายใน ทาใหช้ ดุ คลตั ช์เสยี หาย
6.ลกู ปัดกดคลตั ช์ ถา้ ขณะเหยียบคลัตช์มีเสยี งดงั แสดงวา่ ลกู ปืนกดคลัตช์สึกหรอ
7.ฝาครอบคลัตช์หรือหัวหมูคลัตช์ หรือจานกดคลัตช์ ถ้าผู้ขับข่ีปล่อยคลัตช์ข้าๆ รถออกตัวไม่น่ิมนวล
หรือกระชาก แสดงวา่ จานกดคลัตชช์ ารุด
8.แผ่นผา้ คลัตช์ ถ้าสกึ หรอมาก จะเข้าเกยี ร์ยาก และใชแ้ รงในการเหยยี บคลัตช์มากขน้ึ
9.สปรงิ ดงึ แปน้ คลตั ช์ให้กลบั ตาแหน่งเดมิ ตรวจดูวา่ หลุดหรือไม่
10.กา้ นดันก้ามปูกดคลตั ช์ รถบางยห่ี ้อจะปรบั ความยาวได้ ทาให้คลัตช์สูงหรือต่าตามต้องการ แตร่ ถบาง
ยีห่ อ้ ปรับตั้งไมไ่ ด้

-23-
ตรวจแบตเตอรี่

วธิ ตี รวจว่าแบตเตอรม่ี ไี ฟเพยี งพอท่ีจะสตารต์ เครื่องยนต์ได้หรือไม่ ทาได้โดยบบี แตรและเปิดไฟใหญ่ ถา้
แตรไมด่ ังหรอื ดังเพียงคอ่ ยๆ และไฟใหญ่หร่ี แสดงว่าแบตเตอร่ีมีไฟไม่พอ ให้ทาการตรวจสายไฟทต่ี ่อเข้ากับขว้ั
แบตเตอรี่ว่าหลวมหรือไม่ ข้ัวรอ้ นจดั หรือไม่ มขี เ้ี กลอื ขาวๆจับที่ขว้ั หรือไม่ น้ากลดมเี พยี งพอหรือไม่ วดั ความ
ถ่วงจาเพาะของน้ากรดในแบตเตอร่ีโดยใชไ้ ฮโดรมเิ ตอร์

แบตเตอร่เี มอื่ ใชง้ านไปนานๆ จะมีขี้เกลอื ขาวจบั อยทู่ ่ีขวั้ แบตเตอร่ี ขีเ้ กลอื ขาวนี้เกดิ จากน้ากรดใน
แบตเตอรี่ซึมออกมา หรืออาจเกิดจาก การเตมิ น้ากล่ันมากเกินควร เมื่อเคร่อื งยนตท์ างาน อัลเตอร์เนเตอร์(ได
ชาร์จ) จะชารจ์ ไฟเขา้ แบตเตอร่ี จนทาใหน้ ้ากรดเดือดและออกมาทางรูระบายทีจ่ ุกเตมิ น้ากลนั่ นา้ กรดจะเปื้อน
เปลอื กแบตเตอร่ีด้านบนและน้ากรดจะกัดกร่อนขายึดแบตเตอรี่และเหล็กรองรบั แบตเตอร่ี ควรหาแผน่ ยางมา
รองรับแบตเตอรี่เพ่ือป้องกนั การผุกร่อนท่ีอาจจะเกดิ ขึ้นได้
การทาความสะอาดขว้ั แบตเตอรี่แบบงา่ ยๆ

ทาได้โดยใชน้ ้าร้อนราดลงทีข่ ้ัว จากนน้ั ทาความสะอาด แลว้ ใช้จาระบีทาทข่ี ้วั เพอื่ ปอ้ งกันมใิ หเ้ กิดขเ้ี กลือ
ซง่ึ ผูข้ ับข่ีทุกทา่ นสามารถทาไดด้ ้วยตนเอง

การถอดขัว้ แบตเตอร่ี
เพ่อื ความปลอดภัย ควรถอดขั้วลบออกกอ่ นเสมอ เพราถา้ ถอดขั้วบวกออกก่อน บางครง้ั ประแจอาจจะ

ไปโดนกบั ส่วนทเี่ ป็นโลหะทาให้เกดิ ประกายไฟ และอาจทาให้แบตเตอรี่เกิดการระเบดิ ได้และในทางตรงกันขา้ ม
เวลาใสค่ วรใส่ขัว้ สายบวกก่อน ใส่ขัว้ สายลบทหี ลัง

-24-
ในกรณีคลายน๊อตออกจากข้ัวสายแบตเตอรี่แล้ว ปรากฏว่าข้ัวสายแบตเตอร่ีแน่นมากถอดออกยาก ใน
กรณีน้ีควรใช้เคร่ืองมือดูดข้ัวสายแบตเตอรี่ดูดออกมา ไม่ควรใช้ค้อนตอกหรือไขควงงัด เพราะอาจทาให้ข้ัว
แบตเตอร่ีชารดุ เสยี หายได้

เม่ือถอดข้ัวสายแบตเตอรอ่ี อกมาแลว้ อาจจะใชก้ ระดาษทรายขดั ทาความสะอาดขวั้ สายและข้ัว
แบตเตอร่ีกไ็ ด้ หรอื ใชแ้ ปรงลวดทาความสะอาดขัว้ แบตเตอรโี่ ดยเฉพาะก็ได้

คาเตือน ในขณะท่ที าความสะอาดขว้ั แบตเตอร่ีจะต้องใชค้ วามระมัดระวงั ให้มาก โดยเฉพาะผงตะกวั่
อย่าให้สัมผัสกับผิวหนัง ควรใส่ถุงมือขณ ะปฏิบัติงานทุกครั้ง เพ่ือความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ก่อนใส่ข้วั สายแบตเตอร่ีบางครงั้ อาจใสไ่ มเ่ ขา้ ควรใชค้ ีมถ่างขั้วสายเสียกอ่ น แล้วจงึ ใส่ขวั้ สายแบตเตอรี่
เข้ากับข้ัวแบตเตอร่ี ทาให้ใส่ได้ง่าย ถ้าไม่ใช้คีมถ่างอาจทาให้ใส่ข้ัวสายได้ไม่สนิท ไม่ควรใช้ค้อนตอกข้ัวสายแบต-
เตอรี่ เพราะจะทาใหต้ ะก่วั ท่ตี ดิ อยูก่ ับแผน่ ธาตุภายในแบตเตอรหี่ ลดุ รว่ ง ทาใหอ้ ายุการใช้งานของแบตเตอร่สี ัน้ ลง

ควรใสส่ ายแบตเตอร่ใี หแ้ นบสนิทกบั ขว้ั แบตเตอรี่ เพ่อื ให้กระแสไฟไหลได้สะดวก

-25-
การขันสายแบตเตอรี่เข้ากับขั้วแบตเตอรี่ก็นับว่ามีความสาคญั อย่างมาก ควรขันให้ถูกต้องอย่าขันขัว้ สาย
ให้แน่นมากเกนไปเพราะถ้าข้วั สายติดกัน จะทาให้เกิดช่องวา่ งระหว่างขั้วสายกับข้ัวแบตเตอรี่ เป็นเหตุให้ข้ัวสาย
หลวม ดังน้นั จงึ ต้องขันข้ัวสายให้มีชอ่ งวา่ งเหลือไว้บ้าง

ตรวจระดับน้ากรดในแบตเตอรี่
หากระดับต่าเกินไป จะทาให้เกิดข้ีเกลือข้ึนบนแผ่นธาตุแบตเตอร่ีจะชารุดอย่างรวดเรว็ ควรเติมน้ากล่ัน

ลงไปให้ได้ระดับ เม่ือตรวจระดับน้ากรดในแบตเตอรีค่ วรตรวจให้ครบทุกช่อง อยา่ ตรวจเพียงหน่งึ หรือสองช่อง ถ้า
ไม่ได้ระดับ ให้เติมด้วยน้ากลั่นเท่าน้ัน ห้ามเติมด้วยน้าชนิดอ่ืนโดยเด็ดขาดอย่าเติมจนล้น เพราะน้ากรดใน
แบตเตอร่ีจะไหลออกมากัดกร่อนภายนอก และทาให้ความถ่วงจาเพาะของน้ากรดเจือจาง เม่ือเติมน้ากล่ันแล้ว
ปิดฝาจกุ ใหแ้ น่น

คาแนะนา ควรตรวจดรู ะดับน้ากรดอยา่ งน้อยที่สุดสัปดาห์ละครั้ง หรอื ทกุ ครงั้ ทีเ่ ติมน้ามนั เช้อื เพลิง

-26-
สาเหตทุ ท่ี าให้แบตเตอร่ีมีอายกุ ารใช้งานทส่ี ้ัน

- ระดับนา้ กรดในแบตเตอรตี่ า่ เกนิ ไป
- ไมไ่ ดใ้ ช้น้ากลัน่ เตมิ แบตเตอรี่
- ทง้ิ แบตเตอร่ีไว้ ไม่ไดใ้ ช้งานเปน็ เวลานาน
- - ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรีด่ ว้ ยกระแสสงู มาก
- ระบบชารจ์ ไฟในรถยนตไ์ มท่ างาน
- มีขเ้ี กลือจบั ทีข่ ัว้ แบตเตอร่ี
วิธตี รวจกระแสไฟรว่ั ในระบบไฟฟ้า
ผู้ขับขี่บางท่านอาจพบว่าแบตเตอรี่ไฟหมดบ่อยๆ บางทีจอดรถไว้คืนเดียว ตอนเช้าสตาร์ตรถปรากฏว่า
ไฟหมดโดยไมร่ ู้สาเหตหุ าเท่าไหรก่ ไ็ ม่พบ รถของทา่ นเปน็ แบบนี้บา้ งหรือเปล่า ถา้ แบตเตอร่ไี ฟหมดบ่อยๆ นน้ั อาจ
เกิดจากกระแสไฟรั่วไหลออกจากแบตเตอร่ี การตรวจทาได้ง่ายๆโดยหาหลอดไฟโวลต์เท่ากับแบตเตอร่ีท่ีใช้บิด
สวิตช์กุญแจมาท่ี “OFF” และปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆให้หมด ถอดเอาข้ัวสายบวกของแบตเตอรี่ออกอย่างระมัด
ระวัง จากนนั้ เอาสายคีบ คีบระหว่างแบตเตอรี่กบั สายข้ัวดังรูป ถ้าหลอดไฟดบั แสดงว่าไฟไม่รั่ว ถ้าหลอดไฟสว่าง
แสดงว่ามกี ารร่ัวของกระแสไฟเกิดขน้ึ ตอ้ งทาการตรวจสอบวา่ รั่วตรงไหน จุดไหน ควรนารถไปยังศนู ย์ บรกิ าร

ตรวจไฟใหญ่ (ไฟสงู และต่า) ไฟหรี่ ไฟส่องปา้ ยทะเบียน ไฟเบรก ไฟเล้ียว
ไฟถอยหลงั และไฟฉกุ เฉิน

ผขู้ บั ข่ีโปรดจาไว้วา่ ถา้ หลอดไฟเหล่านไี้ ม่ติดหรอื อุปกรณไ์ ฟฟ้าไม่ทางาน ส่ิงแรกท่ผี ขู้ ับขจี่ ะต้องตรวจกค็ ือ
ฟิวส์ ตรวจดวู า่ ฟิวส์ขาดหรือไม่ บางคร้ังอาจจะเพยี งแคห่ ลวมก็ได้

ตาแหน่งแผงฟิวสค์ วรอยู่ในสมดุ ค่มู ือประจารถ โดยทวั่ ไปแล้วมกั จะติดต้ังอย่ทู ีบ่ ริเวณใต้แผงหน้าปดั และ
บริเวณหอ้ งเครื่อง

กล่องฟิวส์ (ในห้องเคร่ืองยนต์) -27-
ลาดับ แอมแปร์
1- วงจรทใี่ ช้
2- -
3 10A -
4 10A ไฟสญั ญาฉกุ เฉนิ
5 10A แตร
6 10A ไฟชาร์จ
7 20A เบนซนิ โชก้ อัตโนมตั ิ
8 10A อปุ กรณพ์ ิเศษ ฮิตเตอร์
9 10A อปุ กรณ์พิเศษ เคร่ืองปรบั อากาศ
10 10A ไฟใหญด่ า้ นขวา
ไฟใหญ่ด้านซ้าย
กลอ่ งฟิวส์ (ใตแ้ ผงหน้าปดั )
ลาดบั แอมแปร์ วงจรไฟฟ้าทีใ่ ช้
1 10A ไฟทา้ ย,ไฟจอด,ไฟสอ่ งหน้าปดั
2 10A ไฟเบรก
3 10A ไฟแสงสวา่ งในหวั เก๋ง,อุปกรณ์พเิ ศษ,ไฟบันได
4- -
5- -
6 15A ท่ีปัดน้าฝน,ที่ฉีดน้าลา้ งกระจก
7 10A ไฟเลย้ี ว,เกจ
8 10A(15A) อัลเตอรเ์ นเตอร์,ไฟถอยหลัง
9 15A เบนซนิ ,คอยลจ์ ุดระเบิด
10 - -
11 - -
12 10A มอเตอรส์ ตาร์ต
13 15A ทจ่ี ุดบหุ รี่,อุปกรณพ์ ิเศษ.วทิ ยุ
14 - -

-28-
วิธตี รวจฟวิ ส์แบบงา่ ยๆ ทาไดด้ ังนี้

1. เปดิ ฝาครอบแผงฟิวส์ออก
2. ดึงฟิวสข์ องอปุ กรณ์นั้นออกมาด้วยทดี่ ึงฟิวส์
3. ถา้ พบวา่ ฟวิ ส์ขาดให้เปลี่ยนใหม่ ควรใชฟ้ วิ ส์อะไหล่ตรงตามรายการทีใ่ ห้ไว้บนฝาครอบแผงฟวิ ส์
คาเตอื น ห้ามใชฟ้ วิ สท์ ีม่ ีคา่ แอมแปรส์ ูงกว่าทก่ี าหนดไวเ้ พราะอาจจะทาใหเ้ กิดไฟไหม้ได้
4. ถ้าใส่ฟิวส์อันใหม่ลงไปแล้วเปิดสวิตช์อุปกรณ์ไฟฟ้าน้ันปรากฏว่าขาดอีกแสดงว่าเกิดการลัดวงจรไม่
ควรใชเ้ สน้ ลวดใส่เข้าไปแทน ควรนารถเขา้ ไปตรวจสอบระบบไฟฟา้ ท่ีศูนยบ์ ริการทนั ที

ถ้าฟิวส์ไม่ขาดแต่หลอดไฟไม่ติด แสดงว่าหลอดไฟอาจจะขาดหรือข้ัวสายสกปรก ควรถอดหลอดไฟ
ออกมาตรวจดู
ขอ้ ควรระวังในการเปล่ยี นหลอดไฟ

1. หลอดไฟเปลยี่ นใหมค่ วรมีขนาดโวลต์และวัตตเ์ ท่าของเดิม
2. อย่าพยายามดึงหลอดไฟออกมาด้วยมือเปล่า ถ้าครอบแกว้ ร้าวหรือข้ัวเสียบเป็นสนิมอาจจะแตก ควร
ใชผ้ า้ จบั ขณะดึงออก
3. ข้วั เสียบหรอื ขั้วหลอดเปน็ สนิม ควรทาความสะอาดดว้ ยกระดาษทรายกอ่ นใส่หลอดไฟใหม่
4. หลังจากเปลี่ยนหลอดไฟแล้ว อย่าไขเลนส์ไฟแน่นเกินไปจะแตกได้ง่าย และรูระบายควรหันลง
ด้านลา่ ง
สาหรับรถยนต์บางยี่ห้อ เช่นฮอนด้า แอคคอร์ด จะมีไฟเตือนไฟเบรกอยู่ท่ีแผงหน้าปัด เมื่อสวิต์ชกุญแจ
อยู่ตาแหน่ง “ON” และเหยียบเบรก ถา้ ไฟเบรกที่ท้ายรถไม่ตดิ ไฟเตือนไฟเบรก (brake lamp) จะติดขนึ้ และค้าง
อยจู่ นกว่าจะเปลีย่ นไฟเบรกใหม่ ไฟเตือนไฟเบรกจึงจะดับ
- ถ้าน้าในถังล้างกระจกหมด ควรเติมให้เต็มทันที ถ้าน้าล้างกระจกแห้งเมื่อเปิดสวิตช์ จะทาให้มอเตอร์
หมุนดว้ ยความเร็วรอบสงู มาก อาจทาใหม้ อเตอรไ์ หม้หรือชารุดเสยี หายได้
- อย่าให้มอเตอร์ทางานติดต่อกันนานเกินกว่า 20 วินาที มอเตอร์น้าล้างกระจกไม่ได้ ออกแบบมาเพ่ือ
การทางานเปน็ เวลานานหรอื ใชง้ านตอ่ เนอื่ งเป็นเวลานาน จะทาใหม้ อเตอร์ไหม้

-29-
- ควรเปิดนา้ ฉีดกระจกกอ่ นใชท้ ป่ี ดั นา้ ฝนทกุ ครัง้ เพอ่ื ปอ้ งกันมใิ หก้ ระจกบงั ลมหน้าเปน็ รอยขีดขว่ น
- ถ้าที่ปัดน้าฝนไมท่ างาน ใหต้ รวจดฟู วิ สก์ ่อนเปน็ อันดับแรก
- ถา้ รฉู ีดน้าอดุ ตัน ควรใช้เขม็ เยบ็ ผา้ แยงรู
- ใบปัดน้าฝน ควรเปล่ียนปีละครั้ง และเพ่ือให้อายุการใช้งานยาวนาน เวลาจอดรถตากแดด ควรง้างใบ
ปดั ให้อ้าออก
- อยา่ ใชผ้ งซกั ฟอกเติมลงในถังน้าลา้ งกระจก เพราะจะทาให้เกิดเมือก มผี ลทาใหร้ ูฉดี น้าอดุ ตันได้งา่ ย
- อย่าขบั รถในเวลากลางคืนโดยเด็ดขาด ถา้ ไฟใหญไ่ มต่ ิด เพราะอาจทาใหเ้ กิดอุบตั เิ หตุไดง้ ่าย

ตรวจระดบั นา้ ในหม้อนา้ ระดบั น้าในถงั พักนา้ สารอง และ ระดบั นา้ ในถังนา้ ล้างกระจก
ตรวจระดับน้าหล่อเย็นในหม้อน้าขณะเคร่ืองเย็น โดยดูระดับน้าในถังพักน้าสารองจะต้องอยู่ระหว่างขีด
สูงสุดและต่าสุดระบบหล่อเย็นในปัจจุบันน้ีเป็นแบบปิด โอกาสท่ีน้าหล่อเย็นจะสูญเสียหรือลดลงมีน้อยมาก ถ้า
ระดบั น้าลดลงตา่ กว่าขดี ต่าสุดของถงั พกั นา้ สารอง ใหเ้ ปดิ ฝาและเตมิ นา้ ใหไ้ ดร้ ะดบั พอดี

คาแนะนา
- ถ้าน้าในถังพักน้าสารองแห้งสนิทให้เปิดฝาหม้อน้าและเติมน้าจนถึงระดับคอหม้อน้าจนถึงระดับคอ
หม้อน้า และเติมน้าในถังพักน้าสารองจนถึงขีดสูงสุด ถ้าน้าหล่อเย็นลดลงเร็วกว่าปกติ อาจเกิดการรั่วที่ใดที่หน่ึง
ควรตรวจดทู ่อยางหม้อนา้ ฝาปิดหมอ้ นา้ ก๊อกถา่ ยนา้ และปัม๊ นา้
- ไม่ควรเติมน้าเพียงอยา่ งเดียว ควรผสมน้ายาหล่อเยน็ (ทาหนา้ ที่ป้องกันสนิม เพิม่ จุดเดอื ดของน้า และ
ช่วยหล่อลื่นภายในตัวป๊ัมน้า) ถ้าเติมน้าเพียงอย่างเดียว อาจเกิดการกัดกร่อนเครื่องยนต์ได้ โดยเฉพาะส่วนของ
เคร่อื งยนตท์ ที่ าจากอะลูมิเนียมผสมและเหล็กหล่อ
- ควรเปลย่ี นถ่ายนา้ หลอ่ เยน็ ทกุ ๆ 2 ปี ถ้าเกนิ กวา่ นีอ้ าจทาให้น้ายาหล่อเยน็ (coolant) เสือ่ มคณุ ภาพ
การถา่ ยน้า
ผขู้ ับขสี่ ามารถทาได้ดว้ ยตนเอง มขี น้ั ตอนในการปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1. จอดรถอยบู่ นพื้นราบ
2. เปดิ ฝาหมอ้ น้าและคลายปล๊ักถา่ ยน้าทีห่ มอ้ น้าออกในขณะหม้อนา้ เยน็ ถ่ายนา้ ออกจากหม้อนา้ ใหห้ มด

-30-
3. คลายนอตถา่ ยนา้ ทเ่ี ส้อื สูบและถ่ายน้าออกจากเครื่องยนต์
4. ทาน้ายากนั รวั่ ท่ีนอตถ่ายนา้ ท่เี สอื้ สบู แล้วขันใหแ้ น่น
5. ขันปล๊กั ถ่ายน้าทหี่ ม้อนา้ ให้แนน่
6. ผสมน้ายาหล่อเย็น (coolant) กับน้ากล่ันในอัตราส่วนทเี่ ท่ากัน (ดคู าแนะนาที่ข้างกระป๋อง) แล้วเติม
น้ายาท่ีผสมแล้วลงในถงั พักสารองจนถึงระดบั ปกติ หรือรถบางยีห่ ้อเติมจนถึงระดบั สูงสุด

ข้อควรระวัง อย่าเติมน้ายาหล่อเย็นท่ียังไม่ได้ผสมน้าลงไปในหม้อเด็ดขาด เพราะจะทาให้หม้อน้าและ
ช้ินส่วนภายในเคร่ืองยนต์เกิดการผุกร่อนอย่างรวดเร็ว น้ายาหล่อเย็นบางย่ีห้อถึงแม้จะระบุว่าใช้สาหรับ
เคร่ืองยนต์ที่มีส่วนประกอบทาด้วยอะลูมิเนียมผสมได้ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถปกป้องเคร่ืองยนต์ได้ ดังน้ันวิธีที่ดี
ที่สุดควรใชน้ ้ายาหลอ่ เยน็ ตามทท่ี างบริษทั ผ้ผู ลติ รถยนต์แนะนาไวใ้ นคู่มือ

7.คลายน๊อตไล่ลมทางระบายน้า(ถ้ามี) แล้วเติมน้ายาที่ผสมลงไปจนถึงคอหม้อน้า รอจนกระทั่งไม่มี
ฟองอากาศ0ออกมาจงึ ขนั นอตไล่ลมใหแ้ น่น

8. ตดิ เคร่ืองยนต์ โดยยังไม่ต้องปดิ ฝาหมอ้ นา้ รอจนกระท่งั เครอ่ื งยนตร์ ้อนจนถงึ ทางานอุณหภูมทิ างาน
ปกติ (พดั ลมไฟฟ้าหมนุ หรือเข็มเกจ์วดั อุณหภูมินา้ หล่อเย็นช้ีกึ่งกลาง) ถา้ ระดบั น้าในหม้อน้าบกพร่องใหเ้ ติมนา้ ยา
ท่ีผสมแลว้ ลงไปจนระดับน้าข้ึนมาอยูท่ ่ีคอหม้อน้าอีกครัง้

9. ปิดฝาหมอ้ นา้ และตรวจดูรอยร่ัว

-31-
การเติมนา้

• ปิดกอ๊ กนา้ ท่เี ครอื่ งยนต์และหม้อน้า
• เติมนา้ ลงในหม้อนา้ จนเต็ม เตมิ น้าในถงั พักน้าประมาณคร่งึ หนึ่ง
• ตดิ เคร่ืองยนต์ ถา้ นา้ ในหมอ้ บกพรอ่ งเตมิ ใหเ้ ต็มอีกครัง้
• ปดิ ฝาหม้อน้าและถงั พักนา้ สารอง

หมายเหตุ รถยนต์บางยห่ี อ้ จะมีตวั ไลล่ มตดิ อย่ทู ส่ี ่วนบนของฝาสูบ เมอ่ื เติมน้าเยน็ ลงไป อณุ หภูมขิ องน้า
ตา่ เทอรโ์ มสตัต(วาล์วนา้ ) จะปดิ ทาใหเ้ กิดฟองอากาศภายในระบบทาใหเ้ ครอื่ งยนต์ร้อนจัดได้ จงึ จาเป็นต้องทา
การไลล่ มทุกครั้งในการเปลี่ยนถ่ายน้า

ขอ้ ควรระวัง
- อยา่ เปดิ ฝาถังนา้ สารองหรอื ฝาปดิ หม้อน้าขณะทเี่ คร่ืองยงั รอ้ นโดยเดด็ ขาด เพราะน้าหลอ่ เย็นมีแรงดัน
สงู และรอ้ นอาจพุ่งออกมาลวกทาให้ไดร้ ับบาดเจ็บ
- ถา้ น้ายาหล่อเย็นกระเดน็ มาโดนสีรถ ต้องใช้นา้ สะอาดล้างออกเพื่อป้องกันสรี ถมิให้เกดิ ความเสียหาย

ฝาปดิ หม้อน้า
ฝาปิดหม้อน้าท่ีใช้ในรถยนต์ปัจจุบันนี้เป็นแบบใช้ความดัน ถ้าไม่ใช้ฝาปิดหม้อน้าแบบนี้ น้าจะเดือดที่

อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเพ่ิมความดันเข้าไปในระบบอีก 0.9 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (14ปอนด์
ต่อตารางน้ิว) จะทาให้จุดเดือดของน้าสูงข้ึน น้าจะเดือดท่ีอุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส เป็นการช่วยเพ่ิม
ประสทิ ธิภาพใหก้ ับระบบหลอ่ เย็น

-32-
การทางานของฝาปดิ หม้อนา้ ประกอบดว้ ย

- ล้ินระบายความดัน จะเปิดเมื่อความดันภายในหม้อน้าสูงเกินกว่าแรงดันของสปริง ทาให้หม้อน้าไหล
ออกไปยังถงั พักน้าสารอง

- ล้นิ สุญญากาศ จะเปิดเม่ือความดันภายในหม้อน้าต่ากว่าความดันบรรยากาศปกติ ทาให้น้าในถังพกั น้า
สารองไหลกลบั ไปยงั หม้อน้าได้ น้าในหม้อน้าจึงเตม็ อยู่เสมอ

ฝาปิดหมอ้ น้าชารุดมกั เกดิ จาก
• ชีลยางชารุดหรือเสื่อมสภาพ ทาให้น้าเดือดเร็วและน้าจากถังพักน้าสารองจะไม่ไหลกลับไปยังหม้อน้า

เปน็ เหตุใหเ้ ครอ่ื งยนตร์ อ้ นจดั
• สปรงิ ลน้ิ ระบายความดนั ออ่ นเกนิ ไป เนอ่ื งจากใช้งานมานานทาให้น้าเดอื ดเรว็
• ล้นิ สุญญากาศชารุด ทาใหน้ ้าจากถังพกั นา้ สารองไหลกลบั ไปยังหม้อน้าไม่ได้ ทาใหภ้ ายในหมอ้ น้าเกิด

สญุ ญากาศความดนั บรรยากาศภายนอกจะดนั ใหห้ ม้อบบุ และท่อยางหม้อนา้ อนั ลา่ งแฟบหรือยบุ ตวั
คาแนะนา ในการเปลี่ยนฝาปิดหม้อน้าอันใหม่ ควรเลือกใช้อะไหล่แท้ ถ้าเลือกใช้อะไหล่เทียม เช่น ถ้า

สปรงิ ล้ินระบายความดันแขง็ กินไป เมื่อเครอื่ งรอ้ นจะเกดิ ความดันสูงมากอาจทาให้ท่อยางนา้ แตกได้ หรือถ้าสปริง
ลิ้นระบายความดันอ่อนเกนิ ไป น้าจะไหลออกจากหม้อนา้ ไดง้ ่าย ทาใหเ้ ดอื ดเร็วข้ึน ดงั นั้นผขู้ ับข่จี งึ ควรระมดั ระวัง
เรื่องน้ีไว้ด้วย
ตรวจสภาพท่อยางหม้อน้า จะตอ้ งไม่แขง็ กระด้างแตกลายงา หรือบวม ถ้าพบสภาพตามที่กลา่ วมาน้ี ควรเปล่ียน
ทอ่ ยางหม้อนา้ ใหมท่ ันที

-33-
วธิ ถี อดท่อยางหม้อนา้ แบบง่ายๆ

ทาไดโ้ ดยใชค้ ัตเตอร์กรีดจามแนวยาวของท่อยางก็สามารถ ดงึ ทอ่ ยางออกไดอ้ ย่างงา่ ยดาย

วิธใี ส่ท่อยางหม้อน้า
ใหท้ าจาระบีทบี่ ริเวณท่อเหล็กทั้งทห่ี ม้อนา้ และท่อทางนา้ ออก จากน้นั ใส่ท่อยางเขา้ กับหม้อน้าและท่อ

ทางนา้ ออก จากน้นั ใชไ้ ขควงขันใหแ้ น่นพอควร ไม่ควรใช้ประแจขัน เพราะถ้าใช้แรงขนั แนน่ เกนิ ไปจะทาให้ท่อ
ยางหม้อน้าถกู บบี และมีอายุการใชง้ านส้ัน

คาแนะนา ไมค่ วรทาจาระบีภายในท่อยาง เพราะจะคา้ งอยู่ภายในทาใหห้ ม้อน้าเกิดการอุดตันได้ง่าย

-34-

ตรวจดสู ายพาน

โดยดูรอยแตกชารุด หลุดลุ่ย สึกหรอ ถ้าสายพานอยู่ในสภาพเหล่าน้ี ควรเปลี่ยนสายพานใหม่ทันที
ปรับต้ังความตึงของสายพานให้ได้ตามท่คี ่ากาหมดหรือโดยใช้นิ้วหัวแมม่ ือกดบนสายพานระหวา่ งกลางพูลเลย์ ถ้า
พบวา่ หย่อนเกินไปให้ทาการปรับตงั้ ใหม่
การตัง้ สายพาน

1. คลายนอตท่ียดึ อลั เตอเนเตอรท์ ้ังตัวล่างและตัวบนให้พอหลวมใหอ้ ลั เตอเนเตอรข์ ยบั ตัวได้
2. เลอ่ื นอลั เตอเนเตอรจ์ นสายพานตึงอาจใชเ้ หล็กงดั ยางชว่ ยกไ็ ด้
3. ขนั นอตตวั บนและตวั ล่างให้แนน่
4. ตรวจความตงึ ของสายพาน โดยใช้นิว้ หวั แม่มอื กดหรือใชเ้ คร่อื งมือวัดความตึงของสายพานโดยเฉพาะ
ก็ได้
ถ้าสายพานหย่อยเกินไป จะมีผลดงั น้ี
- มเี สียงดังในขณะเร่งเครือ่ ง
- ป๊ัมนา้ หมนุ ช้า ทาใหเ้ คร่ืองยนต์รอ้ นจดั
- อัลเตอเนเตอร์ (ไดชาร์จ) หมุนช้า จึงทาให้ไฟชารจ์ เขา้ แบตเตอรี่ไมเ่ พยี งพอ ทาให้แบตเตอร่ีไฟหมด ถ้า
เปน็ รถที่ใชพ้ ดั ลมไฟฟ้าจะทาใหพ้ ดั ลมไฟฟา้ หมุนช้า เครือ่ งยนตอ์ าจร้อนจัดได้
- ถ้าเป็นรถปิคอัพใช้เครื่องยนต์ดีเซล จะทาให้ต้องใช้แรงในการเหยียบเบรกมากกว่าปกติ ทาให้ไม่
สะดวกสบายในการขบั ขี่
วธิ แี ก้สายพานดงั แบบง่ายๆ
ทาได้โดยใช้สบู่ถูท่ีบริเวณด้านข้างของสายพานให้ท่ัว โดยการหมุนเครื่องยนต์หรือโดยใหเ้ ครอื่ งยนต์เดิน
เบาแลว้ เอาสบู่ถูก็ได้แตก่ รณหี ลังน้ตี อ้ งระวงั ให้ดี

ตรวจความดันภายในลมยางและลอ้ ยางอะไหล่

ตามปกติความดันลมยางควรตรวจทุกๆ 2 สัปดาห์ ถ้าพบว่ายางอ่อนเร็วกว่าปกติอาจเกิดการร่ัวที่ใดที่
หน่ึง เช่น ร่ัวบริเวณดอกยางหรือบริเวณจุ๊บเติมลม ในกรณีหลังน้ีตรวจได้โดยใช้ฟองสบู่หรือน้าลาย ถ้ามี
ฟองอากาศผดุ ข้นึ มาแสดงว่ารว่ั จุ๊บเตมิ ลม ควรเปลี่ยนใหม่

-35-

รถมียางในกบั ไม่มยี างในอยา่ งไหนปลอดภยั กว่ากนั
ผู้ขับขี่จะต้องทราบว่ารถยนต์คันที่ท่านขับอยู่นั้นมียางในหรือไม่ในขณะขับถ้าเจอตะปูทิ่มแทงจะมรผล

อยา่ งไร มวี ธิ สี งั เกตง่ายๆ ดังนี้
- รถที่ไมใ่ ชย้ างใน จุบ๊ เตมิ ลมจะตายกับกระทะล้อท่แี กม้ ยางเขยี นวา่ “TUBELESS”
- รถท่ีใชย้ างใน จ๊บุ เติมลมจะไมต่ ิดตายกบั กระทะลอ้
คาเตือน ในขณะขับรถโดยใช้ความเร็วสูง รถที่มียางในเม่ือเจอตะปูทิ่มแทง ลมภายในยางจะร่ัวออก

อย่างรวดเรว็ ถา้ เกดิ กบั ล้อหนา้ จะอนั ตรายมาก ดงั น้นั ผขู้ ับข่จี ะต้องจบั พวงมาลัยสองมอื ตัง้ สตใิ หด้ ขี ณะขบั รถ

ส่วนรถที่ไม่ใช้ยางใน ถ้าเจอตะปูแทงจะค่อยๆร่ัวซึมทีละน้อยยังคงสามารถบังคับรถให้ถึงจุดหมาย
ปลายทางได้ นี่คอื ขอ้ ดขี องรถท่ไี มใ่ ชย้ างในการเติมลมยาง

-36-
ถา้ เติมลมยางนอ้ ยเกนิ ไป

ถ้าเติมลมยางน้อยเกินไปจะมีผลทาให้ดอกยางทางด้านข้างทั้งสองสึกหรอ แก้มยางจะชารุดเร็วกว่า
กาหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเลี้ยวรถ ทาให้พวงมาลัยหนัก ส้ินเปลืองน้ามันเช้ือเพลิงสูง ทาให้ยางร้อนจัด
เพราะมีความฝดื มาก อาจเปน็ สาเหตใุ ห้ยางระเบิดได้ นอกจากนี้ยังทาให้อายุการใช้งานสั้นและไม่ปลอดภัยในการ
ขับข่ี
ถา้ เตมิ ลมยางมากเกินไป

ถ้าเติมลมยางมากเกินไปจะมีผลทาให้การขับข่ีไม่นิ่มนวลเกิดการสะเทือน ดอกยางตรงกลางสึกหรอเร็ว
กว่าปกติ อาจเกิดอันตรายจากยางกระแทกกับหนิ ขณะใชค้ วามเรว็ สูง รถอาจเกิดการลนื่ ไถลไมเ่ กาะถนน

คาแนะนา
- ควรใช้เกจวัดความดันลมยางทกุ คร้ัง การใช้ตาเปล่าสังเกตดมู ีโอกาสผดิ พลาดได้มาก
- ไมค่ วรเติมลมขณะยางร้อน ควรเติมขณะทย่ี างยงั เย็นอยู่ ทาใหค้ วามดันลมยางแนน่ อนเท่ียงตรง
- เมื่อเสร็จจากการขับรถใหม่ๆ ไม่ควรปล่อยลมยางออกเพราะการใช้งานจะทาให้ยางร้อนและความดัน
ลมยางจะเพิ่มขึน้
- เวลาเลยี้ วรถต้องระมัดระวังอยา่ ใหแ้ กม้ ยางถูกับขอบถนนอาจทาใหย้ างเกดิ ระเบิดได้
- ทีจ่ ุ๊บเตมิ ลมยางจะตอ้ งมีฝาปดิ เพอื่ ป้องกนั ลมรว่ั รวมท้ังสงิ่ สกปรกต่างๆ เช่น เศษหิน ดนิ ทราย อดุ ทจี่ บุ๊
- ในร่องยางควรเขีย่ เอากรวดหนิ เลก็ ๆ หรือตะปูที่ติดค้างอยู่ออกหมด เพราะหากใช้ต่อไปจะคอ่ ยๆเบียด
ตวั ลกึ ลงไปทาใหย้ างรว่ั ซมึ หรือแตกได้

การสลับยาง
เพ่ือยืดอายุการใช้งานของยางให้ยาวนาน การสลับยางนับว่าเป็นเร่ืองที่สาคัญมากที่ผู้ขับข่ีควรให้ความ

สนใจ เพ่อื ทจ่ี ะใชย้ างไดอ้ ยา่ งคุ้มค่า ควรทาการสลบั ยางทุกๆ 15,000 กโิ ลเมตร วิธีการสลบั ยางถา้ เป็นยางเรเดยี ล
เวลาสลับให้เอาล้อหลังไปไวท้ ี่ล้อหน้าดา้ นเดียวกันและเอาล้อหน้ามาไวท้ ี่ล้อหลังแทนยางเรเดียลไม่ควรสลับแบบ
ทแยงมุมเพราะจะทาให้โครงยางชารุดเสียหาย ยางเรเดียลบางยี่ห้อจะมี “ROTATION”แสดงทิศทางการหมุน
ของยางล้อตดิ อยบู่ รเิ วณแก้มยาง ถา้ ลอ้ หมนุ กลบั ทางจะมผี ลต่อการรดี นา้

-37-
ถ้าเป็นยางธรรมดาสามารถสลับแบบทแยงมุมได้ ยางอะไหล่บางคร้ังก็นามาสลับได้ ถ้ากระทะล้อและ
ขนาดของยางเป็นชนิดเดียวกนั ดงั นน้ั จงึ ควรเตมิ ลมยางอะไหล่ทุกคร้ังในขณะที่ตรวจลมยางท้งั 4 ลอ้
ลักษณะการสึกหรอของดอกยาง
ลกั ษณะการสึกหรอของดอกยางแบบตา่ งๆ อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆดังน้ี
1. เติมลมยางนอ้ ยเกนิ ไปทาให้ดอกยางดา้ นข้างทั้งสองสกึ หรอ
2. เติมลมยางมากเกนไปทาให้ดอกยางตรงกลางสึกหรอ
3. เกดิ จากปรบั ต้ังมมุ โทอนิ หรือโทเอาต์ผิด(ตั้งศูนยล์ อ้ ไม่ถูก)
4. เกดิ จากมุมแคมเบอรผ์ ดิ (ตงั้ ศูนยล์ ้อไม่ถูก)
5. เล้ียวรถด้วยความเร็วสูง
6. ล้อไมไ้ ดศ้ ูนย์, ต้งั เบรกไม่เท่ากัน, ยางไม่สมดลุ , ลมยางอ่อน, จานเบี้ยว, ลกู หมากปกี นกสกึ หรอและ
ระบบกนั กระเทอื นชารุด

วธิ ตี รวจว่ายางหมดอายุหรอื ยัง
ตรวจสภาพดอกยางโดยดูจากจดุ หมดอายสุ ภาพในร่องของดอกยาง เมอื่ ยางสกึ จนเหลือดอกยางเท่ากับ

จดุ หมดสภาพหรอื ความลึกของดอกยางเหลอื น้อยกว่า 1.6 มลิ ลิเมตรควรเปลยี่ นยางใหม่ จดุ หมดสภาพบางที
เรียกว่าสะพานยาง

-38-
วิธีตรวจว่ายางหมดอายุหรือยัง อีกวิธีหน่ึงทาได้โดยดูที่บริเวณร่องดอกยางจะแตกลายงา ทดลองใช้
น้ิวหัวแม่มือจิกท่ีบริเวณดอกยาง ยางจะแข็งมากกดไม่ลง ซึ่งเป็นส่ิงบอกเหตุว่ายางรถยนต์หมดอายุการใช้งาน
แลว้ ควรเปล่ยี นยางใหมเ่ พอื่ ความปลอดภัย
ข้อสังเกต รถยนต์ที่จอดท้ิงไว้นานๆ ยางจะเบ้ียวเน่ืองจากถูกน้าหนักรถกดลงเพียงด้านเดียว เมื่อขับรถ
จะมีลักษณะโยนตัว ดงั นั้นถ้าจอดรถทงิ้ ไวน้ านๆควรหาขาตั้งมารองรบั เพื่อป้องกนั ปัญหาดังกลา่ ว

ตรวจระดับน้ามันเชอื้ เพลิงในถัง

ก่อนที่ผู้ขับขี่จะออกรถทุกคร้ังจาเป็นต้องตรวจระดับน้ามันเช้ือเพลิงในถัง เพื่อความม่ันใจในการขับขี่
ควรเติมน้ามันเชื้อเพลิงให้เต็มถัง ถ้าหากเติมน้ามันเชื้อเพลิงไม่เต็มถัง ความเช้ือของอากาศภายในถังจะกล่ันตัว
กลายเป็นหยดน้าเกาะอยู่ตามผนงั ด้านในของถังจะกลัน่ ตัวกลายเปน็ หยดน้าเกาะอยู่ตามผนังด้านในของถังน้ามัน
เชื้อเพลิง เน่ืองจากน้ามีน้าหนักมากกว่าน้ามันจึงอยู่ท่ีก้นถังทาให้เกิดสนิมได้ และสนิมน้ีจะถูกดูดเข้าไปทาให้ไส้
กรองนา้ มนั เชื้อเพลิงอดุ ตันเป็นสาเหตุทีท่ าใหเ้ คร่ืองยนต์เดินไมเ่ รยี บ

คาเตอื นสาหรับผู้ขบั ขี่
รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ถ้าเติมน้ามันเบนซินเข้าไปจะมีผลเสียคือทาให้อุปกรณ์ภายในป๊ัมฉีดน้ามัน
เช้อื เพลงิ (injection pump)และหัวฉีดเกิดการสกึ หรออยา่ งรวดเรว็ เน่ืองจากขาดการหลอ่ ลื่นเพราน้ามันเบนซิน
ไมม่ คี ุณสมบัติในการหลอ่ ล่ืนเหมอื นกบั น้ามันโซล่า
วิธีแกไ้ ข-ถ้าเตมิ น้ามันเบนซินเข้าไปในเครือ่ งยนต์ดเี ซล
ถ้ารู้ว่าเติมน้ามันเบนซินเข้าไปให้ถ่ายน้ามันออกจากถังให้หมด ทาความสะอาดท่อทางเดินของน้ามัน
และเปลี่ยนกรองนา้ มนั เชื้อเพลงิ ใหม่
รถยนต์ท่ีใช้เคร่ืองยนต์เบนซิน ถ้าเติมน้ามันโซล่าเข้าไปจะมีผลเสียคือ ทาให้เครื่องยนต์ดับหลังจากท่ีใช้
นา้ มันเบนซนิ จนหมดทอ่ ทางเดนิ แล้ว(อาจขบั รถไปได้ระยะหนงึ่ )
วธิ ีแกไ้ ข-ถา้ เติมน้ามันโซลา่ เขา้ ไปในเคร่ืองยนต์เบนซนิ
ถา้ รวู้ ่าเติมนา้ มันโซลา่ เข้าไป ให้ถา่ ยนา้ มนั ออกจากถังให้หมด ทาความสะอาดท่อทางเดินของน้ามัน และ
เปลยี่ นกรองน้ามนั เชื้อเพลิงอนั ใหม่

การทาความสะอาดไสก้ รองอากาศ

ให้คลายนอตหางปลา ปลดคลิปล็อค ยกฝาครอบหม้อกรองและดงึ ไสก้ รองออก ตรวจดูผวิ นอกของไส้
กรองอากาศ ถา้ สกปรกหรือมีฝ่นุ เกาะมากควรเปล่ยี นใหม่ ถ้าหากไส้กรองมีฝุ่นเกาะไม่มากให้ใช้ลมเปา่ ไสก้ รอง
โดยเปา่ จากด้านในออกดา้ นนอก

-39-

ถา้ ไสก้ รองอากาศอุดตัน จะมีผลทาให้การเผาไหมไ้ ม่หมดจด เนือ่ งจากเกิดสว่ นผสมหนา ส้นิ เปลอื ง
น้ามันเชอื้ เพลงิ มาก ควันไอเสียมสี ีดา
วธิ ีตรวจไส้กรองอากาศแบบง่ายๆ

• เปิดฝาครอบหม้อกรองอากาศขณะที่เครื่องยนต์ตดิ อยู่ ถ้าเครื่องยนตห์ มนุ เร็วข้ึนกวา่ เดิม และควันดา
หายไปแสดงว่าไส้กรองอากาศอดุ ตัน

• หลงั จากเป่าทาความสะอาดไสก้ รองอากาศแล้วใช้ไฟส่องจากภายใน ถา้ มองเหน็ แสงไฟลอดผา่ น
ออกมากระดาษไมข่ าดแสดงวา่ ไสก้ รองอากาศไม่อุดตัน

คาแนะนา ถ้าบริเวณท่มี ีฝุ่นมาก ควรทาความสะอาดไส้กรองอากาศใหเ้ รว็ กวา่ ปกติ
การตรวจสภาพหัวเทียน

-40-

การตรวจสภาพหัวเทียน มขี น้ั ตอนดังนี้

- สายหัวเทียนที่ใช้ในรถยนต์ปัจจุบันนี้มักจะมีไส้กลางเป็นใยปอเคลือบถ่าน ระวังอย่าให้ชิ้นส่วนน้ีขาด
ตอนได้ อย่าดึงสายแรงๆและงอมนั มากๆ

- ทาความสะอาดบรเิ วณเย้าหวั เทียนกอ่ นถอดหวั เทียนอนั เกา่ ออก เพ่ือป้องกันมิให้สง่ิ สกปรกตกลงไปใน
รหู วั เทยี น

- ถอดหัวเทียนอนั เก่าออกโดยใช้ประแจถอดหัวเทียนซ่ึงติดมากับรถ สงั เกตสภาพของเขี้ยวหัวเทียนถ้ามี
สีน้าตาลหรือสีเทาแสดงว่าการเผาไหม้ปกติ หากนอกเหนือจากนี้ควรเปลี่ยนใหม่ และควรตรวจสาเหตุที่เกิด
เพราะเครือ่ งยนต์อาจต้งั การการปรบั ต้ัง

- อย่าให้ส่ิงสกปรกหรือสิ่งของใดๆ ตกลงไปในรูหัวเทียนเพราะอาจทาให้กาลังอัดร่ัวไหลได้ ต้อง
ระมัดระวังให้ดีก่อนต้องตั้งเขี้ยวหัวเทียนอันใหม่ให้ได้ตามค่ากาหนดโดยดูจากหนังสือคู่มือประจารถ จากนั้นใส่
สายหัวเทียนใหถ้ กู ตามลาดับระเบดิ

- ตอ้ งแนใ่ จว่าหวั เทยี นอนั ใหม่ทกุ หวั มแี หวนปะเก็นรั่ว

- เวลาใส่ให้ใช้มือหมุนหัวเทียนในคร้ังแรกเพ่ือป้องกันการปืนเกลียวแล้วจึงใช้ประแจขันหัวเทียน ขันให้
แนน่ พอประมาณ

- ตรวจสอบให้แน่ใจว่า สายหัวเทียนแต่ละสายเสียบเข้าสนิทดี และถูกต้องตามลาดับจุดระเบิด โดยไม่
สลับสายหัวเทยี น

คาแนะนา การเปล่ียนหัวเทียนในกรณีที่ไม่ได้เป็นช่าง ขอแนะนาให้เปล่ียนทีละหัว เพื่อป้องกันการใส่
สายหวั เทียนสลับกนั

-41-
เครื่องยนต์เบนซินบางแบบออกแบบให้หัวเทียนอยู่ลึกลงไปไม่สามารถใช้มือหมุนได้ วิธีถอดหัวเทียนใน
กรณีนี้ให้หาท่อพลาสติกขนาดสวมเข้ากับหัวเทียนได้สวมตรงบริเวณกระเบื้องฉนวน ยาวประมาณ 6 น้ิว ตรง
กลางใส่โบลต์เพ่ือกันไม่ให้สายพลาสติกงอ การถอดหัวเทียนคร้ังแรกให้ใช้ประแจถอดหัวเทียนถอดออกก่อน
จากนั้นจึงใช้ท่อพลาสติกเสียบเข้าไปแล้วหมุนออกมาอีกทีหน่ึง หัวเทียนก็จะออกมาอย่างง่ายดายและยังไม่ร้อน
มอื อีกดว้ ย

การตรวจระดบั นา้ มนั เคร่ือง

ก่อนทาการตรวจวัดระดับน้ามันเคร่ืองรถยนต์จะต้องจอดอยู่บนพื้นราบและเครื่องยนต์ต้องเย็น (ถ้า
เครอ่ื งเยน็ นา้ มันเครื่องจะรวมตัวกนั อยู่ทีก่ ้นอ่าง) คา่ ทอ่ี า่ นไดจ้ ากเหลก็ วดั ระดบั จะถูกต้องแน่นอนและควรเติมให้
อยูใ่ นระดับสูงสุดไม่ควรเติมหัวเชื้อหรอื นา้ มันเคร่อื งต่างยห่ี ้อลงไปเพราะจะทาใหส้ ารปรงุ แต่งทางเคมี (chemical
additives) ของน้ามันเคร่อื งเดิมเปล่ียนแปลงไป ควรเติมนา้ มันเคร่ืองย่ีห้อเดียวกันหรือใช้ตามคาแนะนาท่ีระบุไว้
ในหนังสอื คมู่ ือการใชร้ ถน้ันๆ
การเปล่ียนน้ามันเครอ่ื งและไสก้ รองน้ามนั เคร่ืองมขี น้ั ตอนดงั น้ี

1. จอดรถอยบู่ นพื้นราบ ติดเครอื่ งยนต์ประมาณ 5 นาที แลว้ ดบั เครอื่ ง (ขณะทนี่ ้ามนั เครอ่ื งร้อนจะถ่าย
ออกไดด้ ีและหมดจด)

2. เปิดฝาเตมิ นา้ มนั เครื่อง เพื่อให้นา้ มันเครือ่ งไหลออกได้สะดวกข้ึน
3. นาภาชนะมารองไว้ใต้ปลั๊กถ่ายนา้ มันเคร่ือง
4. ใช้ประแจคลายปลก๊ั ถา่ ยน้ามันเคร่ืองออก จากนน้ั รอจนกระท่ังน้ามันเครื่องไหลออกจนหมดจรงิ ๆ
(ระวงั นา้ มันเครื่องอาจลวกมือได้ เพราะยังร้อนอยู่)
5. ถอดไส้กรองน้ามนั เครื่องออก อาจใชป้ ระแจสาหรบั ถอดไส้กรองโดยเฉพาะก็ได้ จากน้นั หมุนออกดว้ ย
มือ

6. ใชผ้ ้าสะอาดเช็ดบริเวณผวิ หนา้ ของแทน่ ยึดไส้กรอง
7. ทาน้ามันเครื่องเลก็ น้อยท่ซี ีลยางบนไสก้ รองอนั ใหม่
8. ขันไสก้ รองอันใหม่ให้แนน่ โดยใช้มอื ขันเทา่ นนั้ ห้ามใชเ้ คร่ืองมือขันโดยเดด็ ขาด เพราะถ้าขนั แน่น
เกินไป อาจทาให้ซลี ยางขาดทาใหน้ ้ามนั เคร่ืองรว่ั ซึมได้
9. ขันปลก๊ั ถ่ายน้ามนั กลบั เข้าท่ีพอรสู้ กึ ตงึ มือ อย่าขันแนน่ เกนิ ไปอาจทาให้เกลยี วหวานได้ ตอ้ งระวังใหด้ ี
10. เติมน้ามนั เครื่องใหมล่ งไป

-42-
11. ติดเครอื่ งยนต์ ตรวจดปู ล๊กั ถา่ ยนา้ มนั และไสก้ รองอีกคร้ังว่ามีรอยรวั่ หรือไม่
12. ดับเครื่องยนตแ์ ล้วตรวจดูระดบั นา้ มนั เครอื่ งอีกคร้ัง ถา้ ระดับนา้ มนั เครือ่ งนอ้ ยเกนิ ไป ก็เติมให้ได้
ระดับสงู สดุ

ถ้าระดบั น้ามนั เครือ่ งสูงมากเกินไป จะมีผลเสยี ดังน้ี
- น้ามันเครื่องจะถูกเพลาข้อเหวี่ยงดันผ่านแหวนลูกสูบขึ้นไป เผาไหม้ร่วมกับน้ามันเช้ือเพลิง ทาให้การ

เผาไหม้ไม่หมดจดจะมีเขม่าเกาะจับอยู่ภายในห้องเผาไหม้ทาให้เคร่ืองยนต์เกิดการน็อกอย่างรุนแรง มีผลให้
เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้น้ามันเคร่ืองที่ออกมาจะทาให้อุปกรณ์กาจัดแก๊สพิษมีอุณหภูมิสูงมาก
และชารดุ เสียหายอย่างรวดเรว็

- น้ามันเคร่ืองจะดันออกทางซีลด้านหนา้ และด้านหลงั ของเพลาขอ้ เหวยี่ ง ทาใหเ้ กิดการรวั่ ซมึ ได้งา่ ย

- ทาให้เกิดแรงดันภายในห้องเพลาข้อเหวี่ยง(ห้องแคร้ง) สูงและจะดันให้ไอน้ามันเคร่ืองออกมามาก
ในทางท่อระบายไอ

- ทาให้เครื่องยนต์ร้อนจัด
ถา้ ระดับน้ามันเครือ่ งตา่ เกินไป จะมผี ลเสียดังน้ี

- ป๊ัมน้ามันเคร่ืองจะไม่สามารถดูดน้ามันและส่งไปหล่อล่ืนช้ินส่วนที่เคลื่อนไหวภายในเคร่ืองได้อย่าง
เพียงพอ ผลก็คือ ทาใหช้ นิ้ ส่วนของเคร่อื งยนตเ์ กิดการสึกหรออยา่ งรวดเร็วและเปน็ สาเหตุหนึง่ ที่ทาใหเ้ ครอื่ งพงั

-43-

คาแนะนา ควรเปล่ียนไส้กรองน้ามันเครื่องทุกคร้ังที่เปล่ียนน้ามันเคร่ืองใหม่ ถ้าใช้ไส้กรองอันเก่า
น้ามันเครื่องเก่าจะค้างอยู่ในไส้กรอง ทาให้น้ามันเคร่ืองใหม่ปนกับน้ามันเคร่ืองเก่า และระยะเวลาในการเปล่ียน
ถา่ ยน้ามันเครอ่ื งจะช้าหรือเร็วข้นึ อยู่กับสภาพการใช้งาน โยทั่วไป ควรจะเปลี่ยนถา่ ยทกุ ๆ 5,000 กิโลเมตร แต่ถ้า
ใช้งานอยา่ งสมบุกสมบัน กเ็ ปลี่ยนถ่ายเร็วขึ้น คือเปล่ียนใหมท่ กุ ๆ 2,500 กิโลเมตร
วธิ ีถอดไส้น้ามนั เครอ่ื งแบบงา่ ยๆ

หายางในเก่าๆ มาตัดตามขวางยาวประมาณ 3 นวิ้ จากน้ันทาความสะอาดบริเวณตัวไส้กรอง เอายางใน
ท่ีเตรียมไว้รัดเข้าไป ใส่ถุงมือยางบิดไส้กรองออก ถ้าบิดแล้วยังไม่ออกให้ใช้ไขควงเจาะตัวไส้กรองเข้าไปแล้วบิด
ออกโดยหมนุ ทวนเข็มนาฬกิ า ไสก้ รองนา้ มนั เคร่ืองกจ็ ะออกมาได้อยา่ งงา่ ยดาย

ผลเสยี ของการเติมหวั เช้ือนา้ มันเคร่อื ง
หัวเชื้อน้ามันเครื่องจะเปน็ กากตะกอนจบั อย่ภู ายในห้องเผาไหม้ และบรเิ วณแหวนลกู สูบ เมอ่ื ได้รบั ความ

รอ้ นจากการเผาไหม้ในกระบอกสบู จะทาใหแ้ หวนลูกสูบตายเร็ว นอกจากน้ียังทาให้ฟิล์มน้ามันเครอื่ งหนาข้ึน ซง่ึ
ทาให้นา้ มันเครื่องไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปในช่องเล็กๆ ทีต่ อ้ งการนา้ มนั ได้ เชน่ บรเิ วณเพลากับแบร่ิง ซงึ่ มี
ช่องวา่ งประมาณ 0.001-0.003 นิ้ว เมื่อเครื่องยนต์ตดิ ใหม่ๆ จะทาใหข้ าดการหล่อล่นื เคร่ืองยนตจ์ ะเกดิ การสึก
หรอออยา่ งรวดเรว็

-44-
ตรวจเสยี งดังของเคร่อื งยนต์

ตามปกติแล้วถ้าเครื่องยนต์ทางานตามปกติเสียงดังของเคร่ืองยนต์จะไม่ดังมากมายนัก แต่ถ้าเสียงของ
ยนตด์ งั ผดิ ปกติ ผขู้ ับข่ีอาจใชเ้ คร่อื งฟังเสยี งตรวจดูแหล่งท่มี าของเสยี งดังนน้ั ก็ได้

เสียงดังที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ได้แก่เสียงดังท่ีเกิดจากสายพานหย่อนเสียงดังท่ีเกิดจากไฟแรงสูงร่ัว เสียงดังท่ี
เกดิ จากลูกปืนไดชาร์จสกึ หรอเสยี งดังที่เกดิ จากลกู ปนื ป๊ัมน้าสกึ หรอ เสียงดังทเี่ กิดจากเคร่ืองหรอื โซ่ราวลน้ิ สกึ หรอ
เสยี งดงั ที่เกิดจากทอ่ ไอเสยี รั่ว สียงวาลว์ ดงั และเสยี งดงั ตา่ งๆ ทีเ่ กดิ จากเครื่องยนตช์ ารุด

คาแนะนา ในขณะขับรถถ้าได้ยินเสียงดังผิดปกติเกิดขึ้นทันทีทันใด ผู้ขับข่ีควรหยุดรถและดับเคร่ือง ไม่
ควรขบั ต่อไป เพราะอาจจะทาให้เคร่ืองยนตเ์ สียหายอย่างร้ายแรง
สีของควันไอเสีย

ผ้ขู ับขีส่ ามารถวเิ คราะหส์ ภาพของเคร่อื งยนตว์ ่าผดิ ปกตหิ รือไม่โดยดไู ด้จากสขี องควันไอเสีย ดงั น้ี
ควนั ไอเสยี ไมม่ ีเสยี แสดงว่า การเผาไหม้หมดจดสมบูรณเ์ ครื่องยนต์อย่ใู นสภาพดี

ควันไอเสียมสี ีดา แสดงวา่ การเผาไหมไ้ มห่ มดจด สว่ นผสมหนาเกนิ ไป อากาศเขา้ ไปเผาไหม้ไมเ่ พยี งพอ
อาจเกิดจากไส้กรองอากาศอุดตัน โช้กคา้ ง หรอื ปรับคารบ์ ูเรเตอร์ไม่ถูก ถ้าเปน็ เคร่ืองยนตด์ ีเซลนอกจากไส้กรอง
อากาศอดุ ตนั แล้วยงั อาจเกดิ เกดิ จากป๊ัมฉดี น้ามันเชอ้ื เพลิงและหวั ฉดี สึกหรอมาก

ควนั ไอเสยี มีสีขาวหรือสีขาวปนฟา้ แสดงว่ามีนา้ มันเคร่ืองขนึ้ ไปเผาไหม้ ทาใหก้ ารเผาไหม้ไมห่ มดจด
เกดิ เขม่าเกาะจับบรเิ วณหัวลูกสบู และห้องเผาไหม้ สาเหตุเกดิ จากแหวนลูกสูบ, ลกู สูบหรือกระบอกสูบสกึ หรอ
มาก หรอื อาจเกิดจากวาลว์ และบู๊ซก้านวาลว์ สึกหรอมาก ทาให้นา้ มนั เครื่องไหลเขา้ มายังห้องเผาไหม้

ข้อสังเกต ถ้าตดิ เคร่ืองยนต์ในขณะอากาศเยน็ ควันไอเสียท่ีออกมาจะมสี ขี าวเน่ืองจากไอน้าและบางครง้ั
ท่ปี ลายท่อไอเสียจะมีหยดนา้ ออกมา ในกรณีนีถ้ ือวา่ การเผาไหม้ผดิ ปกติ มิได้เกดิ จากเคร่ืองยนต์หลวมแต่อยา่ งใด

-45-

ตรวจระดบั นา้ มันเกียรอ์ ตั โนมัติ

การตรวจวัดระดับน้ามันเกียร์อัตโนมัติขณะเครื่องเย็นใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดระดับสาหรับผู้ขับข่ีเท่าน้ัน
ซ่ึงควรมกี ารตรวจระดบั ท่ีถูกตอ้ งอกี คร้ังขณะเคร่ืองรอ้ น

ความสาคัญของนา้ มันเกียร์อัตโนมัติ
น้ามันเกียร์อัตโนมัติทาหน้าท่ีส่งกาลัง ระบายความร้อนและหล่อล่ืนชิ้นส่วนต่างๆในเกียร์ ดังน้ันจึงต้อง

รักษาระดับนา้ มันเกยี ร์อัตโนมตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งอยูเ่ สมอ
ถ้าระดับต่าเกินไป ทาให้ทอร์คคอนเวอร์เตอร์และคลัตช์ไฮดรอลิก ได้รับน้ามันไม่พอกับความต้องการ

เปน็ เหตใุ ห้เกียรท์ างานไมด่ แี ละชารุด รถจะวง่ิ ไม่ออก
ถ้าระดับสูงเกนิ ไป ทาให้นา้ มนั เปน็ ฟอง เป็นเหตใุ ห้เกียรร์ ้อนจัด เปลี่ยนเกียร์ผิดจงั หวะ รถไม่มกี าลงั

ข้ันตอนในการตรวจระดบั นา้ มนั เกียร์อัตโนมัติ
การตรวจระดบั นา้ มันเกียรอ์ ตั โนมตั ิมขี นั้ ตอนดงั นี้
1. จอดบนพ้ืนราบ ดงึ เบรกมือ
2. ขณะเครือ่ งยนต์เดนิ เบาให้เหยียบเบรก จากน้ันเลื่อนคนั เกียรไ์ ปตามตาแหน่งตา่ งๆ จาก “P” ไป “L”

โดยหยดุ ชวั่ ขณะในแต่ละตาแหนง่
3. เลอื่ นคันเกยี ร์ไปท่ี “N”
4. ดงึ เหลก็ วดั ออกมาเชด็ ด้วยผ้าสะอาด

คาแนะนา ต้องทาความสะอาดฝุ่นท่ีปลายท่อเติมน้ามันก่อนดงเหล็กวัดข้ึนมา ระวังอย่าให้ฝุ่นเข้าไปใน
เกียร์เพราะจะทาใหว้ าล์วไฮดรอลิกตดิ ขัด ช้นิ สว่ นภายในเกยี รส์ กึ หรอ

5. จากนั้นใส่เหล็กวัดเข้าไปใหมโ่ ดยดันให้สดุ และดงึ เหล็กวดั ออกมาอีกคร้ังหน่ึง ระดับน้ามันท่ีวดั ได้ควร
จะอยรู่ ะหว่างขีดสองขดี (ชว่ ง”HOT”)

คาแนะนา ขณะทาการตรวจเช็คระดับน้ามันเกียร์อัตโนมัติ ควรติดเคร่ืองยนต์เดินเบา และรถยนต์ต้อง
จอดอยู่บนพืน้ ราบ

ตรวจสอบคุณภาพน้ามนั เกียร์อัตโนมัติแบบงา่ ยๆ
ให้ดึงเหล็กวดั น้ามันเกียรอ์ อกมา แล้วหยดน้ามนั เกียร์ทีต่ ดิ อยปู่ ลายเหลก็ วัดลงบนกระดาษ รอดูผลสัก 2-

3 นาทแี ลว้ วเิ คราะหด์ รู อยเปือ้ นบนกระดาษว่า ถ้า.......
- จุดน้ามันเกียร์กระจายเป็นวงกวา้ งๆ มีสีแดงๆหรือชมพูหรอื สีน้าตาลอ่อน แสดงว่าน้ามันเกียร์ยังอยู่ใน

สภาพที่ดไี ม่จาเป็นต้องเปลย่ี นถ่าย
- จุดน้ามนเกียร์ตรงกลางเป็นจุดออกข้นๆและสีจะดากว่ารอบนอก แสดงว่าน้ามันเกียร์เริ่มจะเป็น

ออกไซดห์ รอื มกี ลน่ิ เหมน็ ไหม้ ถึงเวลาเปล่ียนถ่านน้ามนั เกียรอ์ ัตโนมัตไิ ด้แล้ว

-46-

- นา้ มันเกยี รอ์ ัตโนมตั ิควรเปล่ียนถ่ายทุกๆ 40,000 กโิ ลเมตร หรอื ดคู าแนะนาในหนังสือคู่มอื การใชร้ ถ
นนั้ ๆ
ตรวจระดับนา้ มนั พวงมาลยั เพาเวอร์

วิธีตรวจระดับนา้ มันพวงมาลยั เพาเวอร์

- จอดรถอยบู่ นพืน้ ราบ ติดเครื่องยนต์ หมุนพวงมาลยั ไปมาให้สุดตาแหนง่ เลย้ี วหลายๆครั้ง เพ่อื เพิ่ม
อณุ หภูมขิ องน้ามันพวงมาลยั เพาเวอร์

ข้อควรระวัง เมื่อหมุนพวงมาลยั ไปตาแหนง่ เล้ียวสุดแล้วอย่าคา้ งอยู่ตาแหนง่ น้ันนานกวา่ 10 วนิ าที
- ตรวจระดับน้ามันพวงมาลัยเพาเวอรท์ ่ีอยใู่ นระดบั ร้อนของถงั ด้วยก้านวดั ถ้าระดบั น้ามนั ตา่ เกินไป ให้
เตมิ นา้ มันชนดิ เดียวกันให้ได้ระดบั ที่กาหนด
ขอ้ ควรระวัง อยา่ เตมิ น้ามนั ให้เกินขดี กาหนดเพราะระบบพวงมาลยั เพาเวอร์อาจเสียหายได้
ตรวจระยะฟรขี องพวงมาลัย
ระยะฟรีพวงมาลยั ในรถยนต์น่ังตามปกติจะมปี ระมาณ มลิ ลเิ มตร ถา้ ระยะฟรีมากเกินไปรถจะสา่ ยไปมา
ท่คี วามเรว็ สูง จะทาให้บังคับรถได้ยากเปน็ อันตรายในการขับข่ี


Click to View FlipBook Version