นางสาวณชนก วงศศ์ รี 1
รหสั 6420540432013
หลักการ ทฤษฎี
และกระบวนการวางแผนการบรหิ ารงานวชิ าการ
วชิ า ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาในฐานะผูน้ าทางวชิ าการ
รหัสวิชา ED 41209
นาเสนอ ดร.ชาลี ภกั ดี
โดย นางสาวณชนก วงศ์ศรี
รหัสนักศกึ ษา 6420540432013
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 2
รหสั 6420540432013
หลกั การ ทฤษฎี และกระบวนการวางแผนการบรหิ ารงานวิชาการ
หลักการ ทฤษฎี และกระบวนการวางแผนการบริหารงานวชิ าการ
การบริหารโดยท่ัวไปมคี วามมุง่ หมายเพื่อตอ้ งการให้การปฏิบตั ิงานบรรลตุ ามวตั ถุประสงค์ การบริหาร
จึงเป็นท้งั ศาสตร์และศิลป์ ซึ่งมเี ทคนิควิธีเพื่อนาไปสู่เปูาหมายที่กาหนดไว้ โดยอาศัยหลักการและกระบวนการ
ก่อนที่จะกล่าวถึงหลักการและกระบวนการจึงต้องทาความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของการบริหารและงาน
วชิ าการ ดังน้ี
ความหมายของการบรหิ ารงานวิชาการ
จตุรภัทร ประทุม (2559) กล่าวว่า การบริหารงานวิชาการเป็นกระบวนการบริหารในกิจกรรมต่าง ๆ
ทส่ี ถานศึกษาจัดข้ึน ซง่ึ สง่ ผลทัง้ โดยตรงและโดยอ้อมต่อผู้เรียน ท้ังน้ีเพ่ือปรับปรุง ส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียน
ให้มีคุณภาพมาตรฐานได้ตามเจตนารมณข์ องการศึกษาให้มากทีส่ ุด
อาภา บุญช่วย (2537, หน้า 2 อ้างในจตุรภัทร ประทุม 2559) กล่าวว่า การบริหารงานวิชาการเป็น
การบริหารท่ีมีความยุ่งยาก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการสอน ผู้บริหารต้องใช้ความพยายามและ
ความสามารถอย่างมาก ในการนาคณะครูและผู้เก่ียวข้องเพ่ือดาเนินการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุ
จุดมงุ่ หมายของหลกั สูตร
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2543, หน้า 2 อ้างในจตุรภัทร ประทุม 2559) กล่าวว่า การบริหารงาน
วิชาการหมายถึง การบริหารสถานศึกษาโดยมีการจัดกิจกรรมทุกส่ิงทุกอย่างที่เก่ียวกับการปรับปรุง
พัฒนาการเรยี นการสอนให้ได้ผลดี และมีประสทิ ธิภาพให้เกิดประโยชน์สงู สดุ กบั ผู้เรียน
ชุมศกั ด์ิ อนิ ทรร์ ักษ์ (2545, หน้า 9 อ้างในจตุรภัทร ประทุม 2559) กล่าวว่าการบริหารงานวิชาการ
หมายถึงกระบวนการจัดกิจกรรมในงานวิชาการ ซึ่งเป็นภารกิจหลักให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาและเป็น
ประโยชน์สงู สดุ แกผ่ ู้เรียนหรือผรู้ ับบริการ
ภาวิดา ธาราศรสี ุทธิ (2550, หนา้ 3 อ้างในจตรุ ภัทร ประทุม 2559) กลา่ วว่าการบริหารงานวิชาการ
หมายถึงการบริหารงานหรือดาเนินงานทุกชนิดในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิด
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โรงเรียนเป็นหน่วยปฏิบัติการท่ีมีหน้าท่ีและภารกิจโดยตรงในการจัด
การศึกษา มีหนา้ ท่ีพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความสามารถ นาไปใช้ในการดารงชีวิตได้อย่างมีคุณค่า และมี
ศักด์ิศรี
ยาเบ็น เรืองจรูญศรี (2552) กล่าวว่า การบริหารงานวิชาการ หมายถึงกระบวนการจัดกิจกรรมใน
งานวิชาการ ซึ่งเป็นภารกิจหลักให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนหรือผู้รับบริการ
กระบวนการดังกล่าวน้ี ได้แก่ การวางแผน การจัดระบบโครงสร้าง และการกาหนดบทบาทหน้าท่ี การจัด
ดาเนินงานทางวิชาการ การผลิตส่ือและอุปกรณ์การศึกษา การวัดและประเมินผล การจัดบรรยากาศเพ่ือ
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 3
รหสั 6420540432013
ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพทางวิชาการ การจัดแหล่งหรือศูนย์สารสนเทศ รวมทั้งการจัดส่ิงอานวยความ
สะดวกอน่ื ๆ และการนเิ ทศภายในเพื่อให้งานวิชาการมคี ณุ ภาพ
สรุปได้ว่า การบริหารงานวิชาการ หมายถึง การบริหารงานของสถานศึกษาท่ีครอบคลุมในทุกด้าน
เพื่อให้บรรลุเปูาหมายตามแผนงานท่ีวางไว้ โดยมีข้ันตอน ระบบโครงสร้าง และหน้าที่รับผิดชอบ และ
กระบวนการทางานอยา่ งมีลาดับข้ันตอน เพ่อื ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพและคุณภาพสงู สดุ
หลกั การบริหารงานวิชาการ
ชุมศักด์ิ อินทร์รักษ์ (2545, หน้า 9 อ้างในจตุรภัทร ประทุม 2559) ได้กล่าวถึงหลักการบริหารงาน
วชิ าการที่สาคัญๆ ดงั นี้
1. หลักการพัฒนาคุณภาพ (Quality Management) เป็นการบริหารเพ่ือนาไปสู่ความเป็นเลิศทาง
วชิ าการ องคป์ ระกอบของคุณภาพท่เี ปน็ ตัวชี้วัดคือผลผลิต และกระบวนการเป็นปัจจัยสาคัญท่ีทาให้
บุคลากรและผู้รับบริการได้รับความพึงพอใจ พัฒนาศักยภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมในระดับสากล
มากข้ึน โดยอาศัยกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาได้แก่ การควบคุมคุณภาพการตรวจสอบ
คุณภาพและการประเมนิ ผล
2. หลักการมีส่วนร่วม (Participation) การปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการบริหารได้พัฒนามาอย่าง
ต่อเน่ือง สม่าเสมอ โดยหลักการมีส่วนร่วม การเสนอแนะและการพัฒนาในงานวิชาการ ต้องอาศัย
ความร่วมมอื จากหลายฝุาย จึงอาจดาเนนิ งานในรปู ของคณะกรรมวิชาการโดยมีเปูาหมายนาไปสู่การ
พัฒนาคณุ ภาพได้มากขึน้ การมีสว่ นร่วมต้องเรม่ิ จากการรว่ มคดิ รว่ มทาและรว่ มประเมินผล
3. หลกั การ 3 องค์ประกอบ (3 – Es) ได้แก่ ประสิทธภิ าพ ประสทิ ธิผล ประหยดั
3.1 หลักประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การปฏิบัติตามแผนที่กาหนดไว้เป็นไปตามขั้นตอน
และกระบวนการ มีปัญหาและอุปสรรคขณะดาเนินการก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ การมี
ประสิทธิภาพเน้นไปท่ีกระบวนการ (Process) การใช้กลยุทธ์และเทคนิควิธีต่าง ๆ ท่ีทาให้
บรรลวุ ัตถุประสงคม์ ากท่สี ุด
3.2 หลักประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง ได้ผลผลิต (Outcome) ตามวัตถุประสงค์ที่
กาหนดไว้ ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมีความรู้ความสามารถ มีทักษะเพ่ิมข้ึนรวมทั้งการ
คานึงถึงผลประโยชน์ท่ีได้รับ อย่างไรก็ตามมักใช้สองคานี้ควบคู่กันคือมีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธิผล
3.3 หลักประหยัด (Economy) หมายถึง การใช้เวลาน้อย การลงทุนน้อย การใช้กาลังหรือแรงงาน
น้อย โดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรการบริหาร แต่ได้ผลผลิตตามท่ีคาดหวัง ดังน้ันการลงทุนทาง
วชิ าการจึงต้องคานึงหลักความประหยดั ดว้ ยเชน่ กนั
4. หลักความเป็นวิชาการ (Academics) หมายถึง ลักษณะท่ีครอบคลุมเน้ือหาสาระของวิชาการได้แก่
หลักการพัฒนาหลักสูตร หลักการเรียนรู้ หลักการสอน หลักการวัดผลประเมินผล หลักการนิเทศ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 4
รหสั 6420540432013
การศึกษา และหลักการวิจัย เป็นต้น หลักการเหล่าน้ีเป็นองค์ประกอบสาคัญที่ก่อให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงและสร้างสรรค์
ภิญโญ สาธร (2537, หนา้ 325 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กล่าวถึงหลักการบริหารงานวิชาการไว้
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. พิจารณาหลักสูตรท่ีใช้อยู่โดยรอบคอบ ให้รู้วัตถุประสงค์ของการสอนรายวิชาท่ีจะต้องสอนตาม
หลักสูตรว่ามีอะไรบ้าง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ควรนามาปฏิบัติในการสอนเพ่ือเสริมหลักสูตร หรือ
สง่ เสริมความรู้ความเขา้ ใจวชิ านั้นๆ ของนักเรยี น
2. พิจารณาแบบเรียนหรือหนังสือประกอบโดยรอบคอบ ดูว่าเนื้อหาของแบบเรียนหรือหนังสืออ่าน
ประกอบตรงกับหลักสูตรเพียงใด บางทีครูผู้สอนจะต้องเพิ่มเติมแก้ไขปรับปรุงด้วยตนเองตามความ
เหมาะสม
3. ในกรณีที่มีโครงการสอนอยู่แล้ว ครูจะต้องร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมและความสมบูรณ์ของ
โครงการสอนด้วย การพิจารณาดังกล่าว ควรเปรียบเทียบปฏิบัติด้วย เพราะบางทีโครงการสอนบาง
ตอนอาจจะปฏบิ ตั ไิ ดไ้ มส่ มบูรณ์ หรือไม่สะดวกท่ีจะสอนตามลาดับนั้นๆ ซึ่งอาจต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่
ให้เหมาะสม ถ้ายังไม่มีโครงการสอนก็ต้องให้ครูช่วยกันจัดทาขึ้นใช้ในโรงเรียนด้วยตนเอง เพื่อเป็น
แนวทางควบคมุ การสอนใหอ้ ยใู่ นระเบยี บแบบแผนและตรงเปาู หมายของหลักสูตร
4. พิจารณาข้อสอบวิชาต่างๆ ท่ีเคยจัดสอบมาแล้วเพื่อทราบแนวทางของข้อสอบเพราะโดยปกติข้อสอบ
จะแสดงวัตถุประสงค์ของการสอนวิชาน้ันๆ ออกมาชัดเจนดีกว่าหลักสูตรอีก แนวของข้อสอบจะช่วย
ครไู ด้มากในการสอนให้ถกู ทิศทาง
5. การเปล่ียนแปลงหลักสูตรหรือการเปลี่ยนแบบเรียน ไม่มีประโยชน์เลยถ้าครูไม่เปลี่ยนวิธีการสอนให้
เหมาะสมกับนักเรียนและสภาพแวดล้อม การปรับปรุงการสอนของครูมีความสาคัญเหนือกว่าการ
ปรับปรุงหลักสูตรและแบบเรียน ดังนั้นโรงเรียนจึงควรจัดให้มีการปาฐกถาในด้านวิชาการ โดยเฉพาะ
เรอ่ื งวิธีสอนเป็นครง้ั คราว
6. ในด้านนักเรียน ควรจัดให้มีการบรรยายของผู้ที่รู้จักกันทั่วไปและมีช่ือเสียง หัวข้อบรรยายก็เก่ียวกับ
วิธกี ารเรยี นอยา่ งไรจงึ จะก่อให้เกดิ ผลดี
7. ควรจดั ให้ครใู นโรงเรียนผลัดเปลยี่ นกนั บรรยายพิเศษให้นักเรยี นทัง้ โรงเรยี นฟังในการประชมุ ใหญ่
8. ควรนาผลการสอบของแต่ละวิชา แตล่ ะช้ันมาวเิ คราะหท์ กุ สน้ิ ปีการศกึ ษา
9. ผู้บริหารควรชักจูงหรือแนะนาให้ครู อาจารย์อ่านหนังสือวิชาครูบ้างเป็นครั้งคราว ถึงแม้ว่าจะเรียน
มาแล้วก็ตาม
10. ควรมีการประชุมครู เพื่ออภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการสอนและการเรียนของนักเรียนบ้างอย่างน้อย
ภาคเรยี นละคร้งั
11. ผบู้ ริหารควรไปเย่ียมห้องเรียนขณะครูกาลังสอนบ้าง ให้รู้ว่าในโรงเรียนครูสอนกันอย่างไรและควรทา
เป็นประจาจนครูรสู้ ึกเป็นเร่อื งธรรมดาทีผ่ บู้ รหิ ารเดินตรวจดู
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 5
รหัส 6420540432013
12. ผบู้ ริหารควรชกั จงู ใหค้ รทู ม่ี ีช่ัวโมงว่างเข้าไปดูการสอนของเพ่ือนครูบ้างจะได้เกิดความคิดใหม่ๆ นามา
ปรบั ปรุงตนเอง หรือแนะนาเพอื่ น
13. ผบู้ ริหารไม่ควรแสดงการสอนให้ครูคนอื่นๆ ดู เพราะอาจผิดพลาดได้พึงระลึกเสมอว่าวิธีการสอนของ
ใครก็ของคนนั้น ยากท่ีจะเลียนแบบกันได้ เพราะบุคลิกของแต่ละคนไม่เหมือนกันและนักเรียนแต่ละ
หอ้ งก็ไมเ่ หมือนกนั
14. ในระหว่างปิดภาคเรียน โรงเรียนควรจัดให้มีการสัมมนาของคณะครูท้ังโรงเรียนเพ่ือให้ครูมีส่วนร่วม
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสอนในบรรยากาศทางวิชาการ ในการน้ีโรงเรียนอาจเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ
ภายนอกมาสมทบด้วย
15. สง่ ครูอาจารย์ไปรว่ มอบรมที่คุรุสภา วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานอ่ืนท่ีเขาจัดขึ้นเป็นการเปิด
หเู ปิดตาเหน็ โลกกวา้ งขนึ้ แทนทจี่ ะเห็นแตเ่ ฉพาะโรงเรียนของตนเองเพียงอย่างเดียว
กิติมา ปรีดีดิลก (2532, หน้า 50-51 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้เสนอหลักการบริหารงาน
วิชาการในแงข่ องกระบวนการมี 3 ข้นั ตอน ดงั น้ี
1. ข้ันวางแผนก่อนดาเนินงาน ผู้บริหารจาเป็นต้องวางแผนงานด้านวิชาการเอาไว้โดยกาหนดนโยบาย
การปฏิบัติงาน จัดระบบงาน การกาหนดวิธีการ จัดบุคลากร จัดทาโครงการและแผนปฏิบัติงาน
จัดทาปฏิทินการปฏิบัติงานเพื่อให้งานดาเนินไปตามเปูาหมายและข้ันตอนของแผนที่วางไว้ โดยให้
คณะครมู ีส่วนร่วมในการวางแผนดว้ ย
2. ขนั้ การจดั ดาเนินการ ผบู้ รหิ ารจะต้องเปน็ ผูค้ วบคมุ การปฏิบัตงิ านใหเ้ ปน็ ไปตามแผนทว่ี างไว้ งานที่วาง
ไว้ในแผนแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
2.1 งานท่ีเกี่ยวกับเน้ือหาวิชา ผู้บริหารต้องควบคุมดูแลให้มีการจัดทาแผนการสอนในแต่ละวิชา เพ่ือ
เปน็ แนวทางในการสอนของครู เปน็ การนาหลกั สูตรหรอื แผนงานลงสู่การปฏบิ ัติการสอน
2.2 งานที่เก่ียวกับกิจกรรมเสริมหลักสูตรทางด้านวิชาการ ได้แก่ การจัดโครงการสอนซ่อมเสริม
โครงการส่งเสริมเด็กเรียนดี มีการจัดชุมนุมต่างๆ ลูกเสือและเนตรนารี มีการแนะแนวการศึกษา
และอาชีพ ตลอดจนปัญหาตา่ งๆ จดั ใหม้ ีหอ้ งสมุดโรงเรียนเพ่ือเปน็ แหลง่ ค้นคว้า
2.3 งานเกี่ยวกับบริการ ผู้บริหารจะต้องส่งเสริมให้มีการบริการเกี่ยวกับสื่อการสอนเพ่ือช่วยเหลือครู
ในการสอน และอุปกรณต์ ่างๆ มกี ารจดั รวบรวมเอกสารการสอน คู่มือครู เพ่ือช่วยครูทาการสอน
3 ขน้ั ส่งเสรมิ และควบคมุ งานวชิ าการ ผูบ้ ริหารจะตอ้ งติดตามและควบคุมงานวชิ าการให้ไดม้ าตรฐาน
3.1 สนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิชาการน่ันคือ กาหนดจุดมุ่งหมายและนโยบายที่
เหมาะสมกับโรงเรียน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการของนักเรียนกับ จุดมุ่งหมายของ
โรงเรียน จัดหนว่ ยงานให้สามารถดาเนินงานตามเปูาหมายที่ต้ังไว้ สรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่
มีความรับผิดชอบทางวิชาการ จัดสรรเวลาและสถานท่ีให้แก่กิจกรรมการเรียนการสอน จัดสรร
วัสดุอุปกรณ์และสถานท่ี ติดต่อส่ือสารกับชุมชน เพ่ือทราบความต้องการของชุมชนและ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 6
รหัส 6420540432013
จุดเปูาหมายถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสัมฤทธ์ิผลของนักเรียน
ดว้ ย
3.2 ส่งเสรมิ งานวิชาการและจัดบรรยากาศทางวิชาการ ผู้บริหารควรสนับสนุนที่จะให้ปฏิบัติงานด้าน
วชิ าการมีประสทิ ธิภาพย่ิงขน้ึ กิจกรรมทค่ี วรจดั เพอื่ สนองและเสริมบรรยากาศทางวิชาการยิ่งข้ึนมี
ดังนี้
1) จัดต้ังคณะทางานทางวิชาการขึ้นลักษณะของคณะ อาจจัดรวมกันเป็นคณะครูท่ีสอนวิชา
เดียวกันมารว่ มกนั ทางาน แลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ ซ่ึงกันและกนั
2) สง่ เสรมิ ให้มกี ารจัดตั้งชุมนมุ หรือชมรม หรือสมาคมทางวิชาการ เพื่อปรึกษาและเผยแพรงาน
วชิ าการให้กว้างขวาง
3) ส่งเสรมิ ใหม้ กี ารจัดทาหนังสือ วารสาร เพอื่ เผยแพรห่ รือมปี ระชมุ สัมมนา ค้นควา้ วิจยั อย่เู สมอ
4) ส่งเสริมให้ครูได้ความรู้และวุฒิสูงขึ้น เช่น ให้โอกาสในการศึกษาต่อ หรือรับการอบรมเพื่อ
เล่ือนวทิ ยะฐานะ และเพอื่ จะไดน้ าความรู้ไปเผยแพร่แกน่ ักเรยี น
5) การเรียนในห้องเรียน ควรจัดให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของโรงเรียน เช่น แบ่งกลุ่ม
นกั เรียนตามความสามารถ แบ่งตามเอกัตภาพ หรือแบ่งแบบคละกัน การจัดครูเข้าสอน ควร
คานึงถึงความสามารถความถนัดและวุฒิของครู
นอกจากนั้นวิธีการจัดครูเข้าสอนยังมีส่วนส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการได้ เช่น จัดครูเข้าสอน
ประจาชัน้ ประจาวิชา หรือจัดครูเข้าสอนเป็นทีม เป็นต้น อย่างไรก็ตามได้มีผู้สรุปไว้ว่า หลักและกระบวนการ
บริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพควรเป็นดังน้ี (สานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา, 2547, หน้า 100-101
อา้ งในอานาจ นาคแกว้ 2552)
1. การจัดทาแผนงานวิชาการที่สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคห์ รอื นโยบายหลกั
2. การบรหิ ารงานวิชาการมงุ่ รว่ มมือกันทางาน
3. การมีเอกภาพในจุดมงุ่ หมายจะทาให้การดาเนนิ การสอดคล้องสัมพนั ธ์และเปน็ ไปในทิศทางเดียวกัน
4. ควรกระจายอานาจและความรบั ผิดชอบใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิ
5. ควรสง่ เสริมผู้รว่ มงานใหป้ รับปรงุ ตนเองด้านวิชาการ
6. ความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์และการพฒั นางานเปน็ สิง่ จาเปน็ สาหรบั งานวิชาการ
7. การมวี ินยั ของบคุ ลากรท่เี กีย่ วข้องกบั งานวชิ าการจะสามารถทางานให้งานดาเนนิ ไปไดด้ ้วยดี
8. ผู้บรหิ ารควรใชเ้ ทคนคิ การส่งเสริมคนอ่ืนมากกว่าการสอนคนอื่น
9. บุคลากรทุกคนต้องการขวญั กาลงั ใจในการปฏบิ ตั ิงาน
10. ควรมคี ณะกรรมการทป่ี รกึ ษางานวชิ าการ
11. ใหค้ รตู ั้งวัตถปุ ระสงคแ์ ละจุดมุ่งหมายของการสอนทุกวิชาท่รี ับผิดชอบ
12. การประสานงาน ความสามัคคี ความมีมนุษยสัมพันธ์และความร่วมมือย่อมนามาซึ่งความสาเร็จของ
หน่วยงาน
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 7
รหสั 6420540432013
13. การติดตามและประเมินผล เปน็ ส่ิงท่ีจาเป็นในการพฒั นางานวชิ าการ
14. การบริหารเป็นท้ังศาสตร์และศิลป์ ดังนั้น การบริหารงานวิชาการจาเป็นต้องใช้ศาสตร์ ศิลป์ ทักษะ
และเทคนิคในการบรหิ ารงาน
นอกจากนี้ หลกั การบรหิ ารงานวชิ าการควรยึดหลักแหง่ ประสิทธภิ าพ และประสิทธิผล ดังนี้ (ปรียาพร
วงศอ์ นุตรโรจน์, 2535, หนา้ 21 อา้ งในอานาจ นาคแก้ว 2552)
1. หลักแห่งประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การได้ผลผลิตเพิ่มข้ึนโดยไม่เพ่ิมการลงทุน นั่นคือ
นักเรียน นักศึกษา สามารถสาเร็จการศึกษาตามกาหนดของหลักสูตรโดยไม่ออกกลางคัน เรียนเกิน
เวลา และชา้ เกินกาหนด
2. หลักแห่งประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง ผลผลิตได้ตามจุดมุ่งหมายท่ีวางไว้น่ันคือ นักเรียน
นกั ศึกษา มีคณุ ภาพตามจดุ มงุ่ หมายของหลักสตู ร มคี วามรู้ ความสามารถ ทักษะ คุณภาพ
ความสาคัญของการบริหารงานวชิ าการ
การบริหารงานวชิ าการ นับวา่ เป็นหวั ใจสาคญั ของบริหารโรงเรียน ผู้บริหารจะต้องให้ความสาคัญเป็น
อย่างยิ่ง ส่วนการบริหารงานด้านอื่นๆ แม้จะมีความสาคัญเช่นเดียวกันแต่ก็เป็นเพียงงานท่ีสนับสนุนให้งาน
วิชาการของโรงเรียนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหัวใจสาคัญของโรงเรียนก็คือเป็นสถานที่ฝึกอบรม
คุณธรรม จริยธรรม อาชีพให้กับผู้เรียนให้เป็นคนดีคนเก่ง และให้สามารถดารงชีพอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
มีนักวชิ าการให้ความสาคญั ของการบรหิ ารงานวิชาการดังน้ี
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2543, หน้า 1 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้ให้ความสาคัญของการ
บรหิ ารงานวชิ าการไวว้ า่ งานวิชาการเปน็ งานหลักของการบริหารสถานศึกษา ไม่ว่าสถานศึกษาจะเป็นประเภท
ใดมาตรฐานและคุณภาพของสถานศึกษาจะพิจารณาได้จากผลงานด้านวิชาการเนื่องจาก งานวิชาการ
เก่ียวข้องกับหลักสูตร การจัดโปรแกรมการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงเป็นหัวใจหลักของ
สถานศึกษา ซงึ่ อาจเกย่ี วข้องทางตรงหรือทางอ้อมก็อย่ทู ่ีลักษณะของงานนั้นๆ
สุมนา พุ่มประพาฬ (2537, หน้า 29 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้ให้ความสาคัญของการ
บริหารงานวิชาการไว้ว่างานวิชาการนับว่าเป็นงานที่มีความสาคัญอย่างยิ่งสาหรับองค์กร ผู้บริหารมีความ
จาเป็นต้องให้การสนับสนุน เพื่อพัฒนางานวิชาการให้ทันสมัย แต่งานวิชาการเป็นงานที่ต้องสัมพันธ์กับ
บคุ ลากรทกุ คนในโรงเรียน
อาภา บุญช่วย (2537, หน้า 2 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้ให้ความสาคัญของการบริหารงาน
วิชาการไว้ว่า โดยทั่วไปภารกิจหรืองานในสถานศึกษาโดยเฉพาะในโรงเรียนมักจะแยกเป็น 6 งาน ในบาง
สถานศึกษาจะแยกย่อยมากหรือน้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของนักเรียน นักศึกษาของสถานศึกษานั้นๆ แต่
ไมม่ สี ถานศกึ ษาหรือโรงเรียนใดไม่ได้จัดให้มีงานด้านวิชาการซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสาคัญหรือเรียกว่าเป็นงานหลัก
ของสถานศึกษาหรือโรงเรียน ส่วนงานด้านบุคลากร ธุรการ กิจการนักเรียนและงานอื่นๆ น้ันเป็นงานมา
สนับสนุนงานวิชาการให้มีคุณภาพ ดังน้ันงานวิชาการจึงมิใช่เพียงให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ ทาเลขเก่ง
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 8
รหัส 6420540432013
เท่าน้ัน แต่ยังรวมถึงการดารงชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข งานวิชาการยังเน้นถึงการออกไป
ประกอบอาชพี ได้ และเป็นงานทร่ี ับผิดชอบตอ่ คุณภาพของพลเมอื งทีจ่ ะออกไปชว่ ยพัฒนาประเทศในอนาคต
พนัส หันนาคินทร์ (2542, หน้า 235 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) กล่าวว่างานหลักในการบริหาร
โรงเรียนน่าจะเป็นงานท่เี กี่ยวข้องกบั การเรยี นการสอน คอื งานวิชาการนั่นเอง ส่วนงานอื่นๆ เป็นงานสนับสนุน
ให้งานวชิ าการดาเนินไปดว้ ยดเี ท่านั้น
สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2534, หน้า 27 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552)
กล่าวว่า การบริหารโรงเรียนประกอบด้วย 6 งาน คือ งานวิชาการ งานบุคลากร งานกิจการนักเรียน งาน
ธุรการเงินพัสดุ งานอาคารสถานที่และงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยมีงานวิชาการเป็นงาน
หลักสวนงานอนเปน็ งานสนับสนนุ ส่งเสรมิ ให้งานวิชาการสมบูรณย์ ่งิ ขน้ึ
อานาจ นาคแก้ว (2552) กล่าวว่าการบริหารงานวิชาการเป็นงานท่ีสาคัญและเป็นงานหลักในการ
บริหารของสถานศึกษา คือ มุ่งให้การเรียนการสอนของสถานศึกษาประสบความสาเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
ผ้เู รยี นมีคุณภาพ มคี วามรู้ความสามารถ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม ทส่ี ังคมต้องการและตามทห่ี ลักสูตรกาหนดไว้
กระบวนการบรหิ ารงานวชิ าการ
กระบวนการบริหารวิชาการ นับว่าเป็นศาสตร์อย่างหน่ึงท่ีผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวของจาเป็นต้องนา
หลักการบริหารมาประยุกต์ใช้เพ่ือใช้ในการบริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด มี
นกั วิชาการเสนอไวด้ งั น้ี
อาภา บุญช่วย (2537, หน้า 9-14 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กล่าวว่า กระบวนการ
บริหารงานวชิ าการในโรงเรียน ควรมี 4 ข้ันตอน ดงั นี้
1. ข้ันตอนการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการสภาพปัจจุบัน หมายถึง สภาพความเป็น
จริงท่ีกาลงเป็นอยู่ หรอื ดาเนนิ อยู่ในขณะนั้น สภาพปัญหา หมายถึง สภาพแตกตางของส่ิงท่ีเป็นอยู่ใน
ปัจจุบันหรือผลที่ปรากฏ ส่ิงท่ีต้องการให้เป็นไป หรือเปูาหมาย ความต้องการ หมายถึงแนวโน้มท่ีจะ
ให้ถึงจุดหมายท่ีพึงปรารถนา ตามวัตถุประสงค์และเปูาหมายท่ีวางไว้ ดังน้ันการศึกษาสภาพทั้ง 3
อย่างนี้ อาจจะทาไดใ้ นเร่ืองต่อไปน้ี
1.1 ขอ้ มูลต่างๆ ของโรงเรียน ประกอบด้วย ผลสัมฤทธ์ิของนักเรียน ยอดรวมแสดงผลการสอบรายปี
สถิติการมาเรียน จานวนและอัตราการซ้าช้ันของนักเรียน สื่อการเรียนการสอนประจาหองเรียน
จานวนและประเภทส่ือในห้องเรียน การนิเทศภายใน การสอนซ่อมเสริม โครงการต่างๆ ท่ี
ส่งเสริมงานวิชาการ
1.2 ข้อมูลที่เป็นข้อกาหนดที่ต้องยึดเป็นแนวทาง เช่น แผนการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ หลักสูตร เอกสารหลักสูตร หนังสือแบบเรียนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
ทวี่ ่าดว้ ยเร่อื งการประเมินผลการเรียนการสอนตามหลักสูตรนโยบายของกรมและกระทรวง และ
มติคณะรัฐมนตรี ส่วนวิธีการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ มีวิธีศึกษาได้หลาย
อยา่ ง ดงั น้ี
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 9
รหสั 6420540432013
1) ศึกษาโดยวธิ ปี ระเมินความตอ้ งการ มี 4 ขัน้ ตอน คือ
- สารวจสง่ิ ทีเ่ กีย่ วข้อง
- ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าปญั หาคอื อะไร
- หามาตรฐานและคุณค่าวา่ ส่งิ นั้นควรเปน็ เช่นไร
- บันทกึ รายการของความตอ้ งการท่ีแตกต่างกันของส่งิ น้ันๆ
1.3 ศกึ ษาโดยวิธวี ิจยั เป็นกระบวนการเสาะแสวงหาความรจู้ ากปัญหาท่ีชัดเจนอย่างมีระบบโดยอาศัย
วธิ ีทางวทิ ยาศาสตร์
1.4 ศึกษาโดยการใช้ส่ือและเครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องมือประเมินคุณภาพการศึกษาท่ีหน่วยงาน
จัดทาข้นึ
1.5 ศกึ ษาโดยสัมมนาเพื่อค้นหาปัญหา เชน่ การสัมมนาครูผสู้ อนคณิตศาสตร์เป็นตน้
2. ขน้ั ตอนการวางแผนประกอบดว้ ย
2.1 จัดทาแผน
1) กาหนดนโยบายเปูาหมาย และการวางแผนงานวิชาการของโรงเรยี น
2) จัดหาและสง่ เสรมิ การใชส้ ่อื การเรียน
3) การวางแผนการสอน
4) การจดแบ่งกลมนักเรียน
5) การนเิ ทศการสอน
6) ห้องสมุด
7) การวัดและประเมนิ ผล
8) พฒั นาการสอนในกลุ่มสาระต่างๆ
9) การสอนซอ่ มเสริม
10) การใชท้ รพั ยากรในชุมชนเพอื่ การเรียนการสอน
11) รายงานผลการเรียน
2.2 การจัดปฏิทินปฏิบัติงาน ในรอบปีการศึกษาหนึ่งๆ มีกิจกรรมหลายอย่างที่โรงเรียนต้องปฏิบัติ
การจัดให้มกี ารทาปฏิบัติงานให้ชัดเจนว่า วันใด เดือนใด จะประกอบกิจกรรมอะไร ท้ังน้ีเพื่อเป็น
เคร่อื งเตือนความจาของผรู้ ับผิดชอบให้ปฏบิ ตั งิ านให้เสรจ็ ตามเวลา
2.3 การจัดทาแผนการสอน ผู้บริหารโรงเรียน ควรจะควบคุม ติดตามการปฏิบัติการสอนของครูให้
เป็นไปตามเนอ้ื หาและกาหนดเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือและแผนการสอน
2.4 การจัดตารางสอน ผู้บริหารควรมอบหมายให้ผู้ช่วยฝุายวิชาการและคณะทางานเป็นผู้จัด
ตารางสอนโดยผ้บู ริหารคอยควบคุมดูแลใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑก์ ารจดั ทาตารางสอน
2.5 การจดั ครเู ข้าสอน ผู้บริหารโรงเรียนควรคานงึ ถึงความต้องการและความถนัดของครู เช่น ครูสอน
ป. 1 ควรเปน็ ผ้ทู ส่ี นใจเด็กวยั นอ้ี ยา่ งดี
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 10
รหสั 6420540432013
2.6 การจัดนักเรียนเข้าช้ันเรียน ผู้บริหารโรงเรียนต้องมีความรู้ความเข้าใจในการจัดนักเรียนเข้าช้ัน
เรยี น
3. ข้นั ตอนการดาเนินการตามแผนงานวิชาการ ดงั นี้
3.1 ตรวจการเตรยี มการสอนหรือบันทกึ การสอน
3.2 ใหค้ รูเข้าปฏิบตั ิการสอนตรงเวลา
3.3 ควบคุม กากับ ติดตาม และนิเทศให้ครูดาเนินการเรียนการสอนให้เป็นไปตามแผนการสอนหรือ
ค่มู อื ครู
3.4 จัดครเู ขา้ สอนแทนในกรณีครูไม่มาปฏบิ ตั กิ ารสอน
3.5 ควบคมุ ดูแล ใหค้ รจู ัดสอนซ่อมเสรมิ นักเรยี น
3.6 สนับสนนุ ให้ครูจดั กจิ กรรมต่างๆ เพอ่ื สง่ เสริมการเรยี นการสอนให้สมบูรณย์ ง่ิ ข้ึน
3.7 ควบคุมติดตามใหค้ รูที่รับผดิ ชอบงานและโครงการเป็นไปตามปฏิทนิ ปฏบิ ัตงิ าน
4. ข้ันตอนการประเมินผล การประเมินผลงานวิชาการเป็นส่ิงจาเป็น เพราะจะทาให้ทราบว่าการ
ดาเนินงานมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่วางไว้หรือไม่จะได้หาทาง
ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป เรื่องของการประเมินผลงานวิชาการผู้บริหารโรงเรียนควรมีบทบาทและ
หน้าท่ี ดงั นี้
4.1 การประเมินผลการเรยี นของนกั เรียน มีแนวปฏิบตั ดิ ังนี้
1) จัดหาเครือ่ งมือประเมินทกุ ชนิด เพอื่ ใหค้ รูสะดวกในการใช้
2) สง่ เสริมให้ครปู ระเมนิ ผลการเรียนของนกั เรยี นสม่าเสมอเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน
3) รับฟังปัญหาในการประเมินผลการเรียนเพ่ือจะได้แนะนาช่วยเหลือและให้การนิเทศใน
ลักษณะตา่ งๆ
4) จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ สอ่ื การเรยี น เพอ่ื ใหค้ รใู ช้สอนซอ่ มเสริมแกน่ กั เรียน
5) ประสานสมั พนั ธ์กบั ทางผูป้ กครองนักเรียนเพ่ือรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนเพ่ือหาทาง
รว่ มมือกนั พฒั นาเด็ก
6) ประเมินผลความก้าวหน้าทางวิชาการของโรงเรียนแล้วนาผลมาเปรียบเทียบกับปีก่อนเพื่อ
ปรบั ปรงุ การปฏบิ ตั ิงานให้ดีขึ้นตลอดเวลา
4.2 การประเมนิ ผลโครงการวิชาการของโรงเรียนมแี นวปฏบิ ัติ ดังน้ี
1) เป็นผรู้ เิ ริ่ม และส่งเสริมการจัดทาโครงการวิชาการของโรงเรยี น
2) พิจารณาและประเมินความสาคญั ของโครงการรว่ มกนั กับครู
3) ติดตามและช่วยเหลือการดาเนนิ การตามโครงการ
4) ให้ขวัญกาลังใจแก่ผูป้ ฏิบัตงิ านโครงการ
5) เปน็ ผูป้ ระเมนิ หรือแต่งต้ังคณะทางานประเมินผลโครงการ
6) เปน็ ผู้ตรวจสอบและตดั สนิ ใจในการปฏิบัติงานหรือจัดทาโครงการต่อเนือ่ ง
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 11
รหสั 6420540432013
7) เผยแพรผ่ ลงานที่ได้จากโครงการ
4.3 การประเมนิ ผลการปฏิบัติงานของครมู แี นวปฏบิ ตั ิ
1) สังเกตพฤตกิ รรมการสอนของครู
2) ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานของครูโดยวิธีการต่างๆ เช่น การสังเกตความก้าวหน้าของเด็ก
ตรวจสอบจากผลงานของเด็ก
3) รับฟังข้อมลู จากผปู้ กครองเกีย่ วกบั การปฏบิ ตั งิ านของครู
4) จัดประชุมประเมินผลงานของครู
5) สรปุ จากการประเมนิ การทางานโครงการวิชาการทีไ่ ด้รบั มอบหมาย
6) ทาการประเมนิ ตามเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียน
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2543, หน้า 5-16 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) กล่าวว่า กระบวนการ
บริหารงานวิชาการในสถานศึกษาโดยทั่วไปมีขอบข่ายค่อนข้างกว้างขวาง หลักการบริหารงานวิชาการ จะ
แบ่งเป็นขั้นตอนของกระบวนการการบรหิ ารงานวชิ าการดงั น้ี
1. ขน้ั ก่อนดาเนินการจะเป็นการกาหนดนโยบายและวางแผนงานด้านวชิ าการโดยมีงานต่อไปน้ี
1.1 จดั ทางานงานวชิ าการให้สอดคล้องกบั วัตถปุ ระสงคข์ องหลกั สูตร
1.2 จดั สภาพงานวชิ าการและวิธกี ารทางาน
1.3 จัดครอู าจารยเ์ ขาสอน
1.4 จัดทาปฏิทินการปฏิบตั งิ าน
1.5 จัดทาโครงการสอน
1.6 จัดตารางสอน
1.7 ปฐมนิเทศนกั เรียน
1.8 การลงทะเบียนนักเรยี น
2. ขั้นการดาเนินงานเป็นข้ันที่จัดและดาเนินงานรวมทั้งการควบคุมดูแลให้ปฏิบัติตามแผนท่ีวางไว้โดยมี
ขั้นตอนดังน้ี
2.1 การดาเนินงานการสอนตามหลักสูตรโดยการดูแลให้การสอนเป็นไปตามโครงการสอนในแต่ละ
รายวชิ า เป็นการนาหลักสูตรไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ
2.2 การดาเนินงานเก่ียวกับกิจกรรมเสรมหลักสูตรทางด้านวิชาการได้แก่ การจัดโครงการสอนซ่อม
เสริม โครงการส่งเสริมเด็กเรียนดี โครงการส่งเสริมการค้นคว้าด้วยตนเอง การจัดชุมนุมต่างๆ
ลูกเสือและเนตรนารี มีการแนะแนวการศึกษาและอาชีพตลอดจนการให้คาปรึกษาในการ
แก้ปญั หาต่างๆ จดั ใหม้ ีห้องสมุดโรงเรียนเพอื่ เปน็ แหลง่ ค้นคว้า
2.3 งานท่ีเก่ียวกับการบริหารส่งเสริมให้มีการบริการเก่ียวกับส่ือการสอนเพ่ือช่วยเหลือครูในด้านการ
สอนและอุปกรณ์ต่างๆ มีการจัดรวบรวมเอกสาร คาสอน คู่มือครูรวมทั้งการจัดสิ่งอานวยความ
สะดวกต่างๆ เชน่ อาคารสถานที่ การจดั หาวสั ดุอุปกรณ์ เปน็ ต้น
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 12
รหัส 6420540432013
3. ข้ันส่งเสริมและติดตามผลในด้านวิชาการเพื่อให้ได้มาตรฐานของงานวิชาการ ผู้บริหารควรมีการ
ส่งเสรมิ ปรับปรงุ พฒั นาและประเมินผลงานด้านวิชาการ ดังน้ี
3.1 สง่ เสริมใหค้ รูอาจารยไ์ ด้ปรับปรุงตนเองด้านวิชาการ
3.2 สนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิชาการ ได้แก่ การกาหนดจุดมุ่งหมายและนโยบายท่ี
เหมาะสมกับโรงเรยี นและสามารถนาไปส่กู ารปฏิบัตไิ ด้
3.3 ริเรมิ่ และสรา้ งสรรค์ในการปรับปรงุ งานดา้ นวชิ าการ
3.4 จดบรรยากาศทางวชิ าการในสถานศกึ ษา เช่น การจดกจิ กรรมทีส่ ่งเสรมิ ทางดา้ นวิชาการ
3.5 จดั ให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ
3.6 จัดตั้งคณะทางานทางวิชาการข้ึน ลักษณะของคณะอาจจัดรวมกันเป็นคณะครูในแผนกเดียวกัน
มารว่ มกนั ทางานและแลกเปลยี่ นความคิดเห็นซงึ่ กันและกนั
3.7 ส่งเสรมิ ให้จัดตง้ั ชุมนมุ หรือชมรมทางวชิ าการเพื่อจัดกิจกรรมและเผยแพรง่ านดา้ นวิชาการ
3.8 ส่งเสริมให้มีการเข้าร่วมประชุมสัมมนาฝึกอบรม เพ่ือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และเพ่ิมพูน
ความร้ทู างวิชาการ
3.9 ส่งเสรมิ ใหศ้ ึกษาต่อเพอ่ื ความก้าวหน้าทางวิชาการ
กมล ภปู่ ระเสรฐิ (2544, หน้า 7-8 อา้ งในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กล่าวว่ากระบวนการบริหารงาน
วชิ าการประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1. การวางแผนพัฒนาหรือการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นการวางแผนที่มีพื้นฐานมาจากสถานท่ีเป็น
ปัญหาหรอื ความต้องการทจี่ ะพฒั นางานและกาลังงบประมาณในขน้ั ตอนประกอบดว้ ยงานต่อไปน้ี
1.1 การกาหนดวิสยั ทศั น์
1.2 การกาหนดภารกจิ หรอื พนั ธกิจ
1.3 การกาหนดจุดมงุ่ หมาย
1.4 การกาหนดกลยทุ ธ์
1.5 การกาหนดแผนงาน/โครงการ
2. การนาแผนไปปฏบิ ัตเิ พอื่ ใหบ้ รรลุจดุ มุ่งหมายท่ีตงั้ ไว้ในขั้นตอนน้ีประกอบดว้ ยงานต่อไปนี้
2.1 การจัดองคก์ รหรือจัดบคุ ลากรเขารับผิดชอบงานได้แก่ การกาหนดหัวหน้างาน หัวหน้าโครงการ
ผดู้ าเนนิ งาน และภารกจิ ของผู้รับผิดชอบ
2.2 การส่ังการหรอื มอบหมายงาน
2.3 การควบคมุ งาน
2.4 การตดิ ตามกากับ
2.5 การประสานงาน
2.6 การนเิ ทศงาน
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 13
รหัส 6420540432013
3. การประเมินผลการปฏิบัติตามแผน เพ่ือตรวจสอบว่าการดาเนินงานสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้ังไว้
หรือไม่ ประกอบดว้ ยงานต่อไปน้ี
3.1 การประเมินระหวา่ งการดาเนินงาน
3.2 การประเมินเมื่อส้ินสุดงาน
3.3 การรายงาน
โครงสร้างการบริหารงานวิชาการ
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2543, หน้า 3-4 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กล่าวไว้ว่า โครงสร้าง
งานวิชาการไว้ดังน้ี ความสาเร็จของสถานศึกษาอยู่ที่การบริหารงานวิชาการ ซึ่งงานวิชาการมีโครงสร้าง
กวา้ งขวางในด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน โดยท่ัวไปสถานศึกษาที่จัดการศึกษาไม่ว่าจะด้านอาชีวศึกษา
หรือด้านอื่นในแต่ละระดับนั้น จะมีหลักสูตรและโปรแกรมการศึกษาที่เข้าร่วมกัน โดยทั่วไปหลักสูตรจัดโดย
ส่วนกลาง ดังน้ีโครงสร้างของงานวิชาการจะครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน เกี่ยวกับงานวิชาการ การจัด
ดาเนินงานเก่ียวของกับการเรียนการสอน การจัดบริการการสอนและการวัดผลประเมินผลรวมท้ังติดตาม
โครงการสร้างการบริหารงานวิชาการประกอบด้วยงานต่อไปนี้
1. การวางแผนเกย่ี วกับงานวชิ าการ เป็นการวางแผนเกย่ี วกับการพัฒนาหลักสตู ร และการนาหลักสูตรไป
ใช้ การจดั การล่วงหน้า เกย่ี วกบั การเรียนการสอนมีรายละเอียดของงานตอ่ ไปนี้
1.1 แผนงานวิชาการ ได้แก่ การประชุมเก่ียวกบั หลักสูตรการจัดปฏิทินการศึกษาความรับผิดชอบงาน
ตามภาระหนาที่ การจดั ขน้ั ตอนและเวลาในการทางาน
1.2 โครงการสอนเป็นการจดั รายละเอียดเกีย่ วกับวิชาทีต่ อ้ งสอนตามหลักสตู ร
1.3 บันทึกการสอนเป็นการแสดงรายละเอียดของการกาหนดเนื้อหาท่ีจะสอนในแต่ละคาบเวลาของ
แต่ละวันโดยวางแผนล่วงหน้าและยดึ โครงการสอนเปน็ หลกั
2. การจัดดาเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน เพ่ือให้การสอนในสถานศึกษาดาเนินไปด้วยดีและ
สามารถปฏิบัติไดจ้ งึ ตอ้ งมีการจดั เก่ยี วกบั การเรยี นการสอนดังน้ี
2.1 การจัดตารางสอนเป็นการกาหนดวิชา เวลา ผสู้ อน สถานทต่ี ลอดจนผู้เรยี นในแต่ละรายวชิ า
2.2 การจดั ชัน้ เรยี นเปน็ งานท่ีฝายวิชาการต้องประสานกับฝุายอาคารสถานที่รวมท้ังการจัดสิ่งอานวย
ความสะดวกตา่ งๆในห้องเรียน
2.3 การจัดครูเข้าสอน การจัดครูเข้าสอนต้องพิจารณาถึงความพร้อมของสถานศึกษา และความ
พร้อมของบุคลากร รวมถึงการเชญิ วทิ ยากรภายนอกมาช่วยสอน
2.4 การจัดแบบเรียน โดยปรกติสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจะใช้แบบเรียนท่ีกระทรวง
กาหนดนอกจากนั้นครูอาจใชห้ นงั สอื ประกอบหรือจากเอกสารทคี่ รูเตรยี มเอง
2.5 การปรบั ปรงุ การเรยี นการสอน เป็นการพัฒนาครูผู้สอนให้ก้าวทันวิทยาการเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อ
พัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการความก้าวหน้าของสังคม ธุรกิจ
อุตสาหกรรมเปน็ ตน้
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 14
รหสั 6420540432013
2.6 การฝึกงาน จุดมุ่งหมายของการฝึกงานเป็นการให้นักเรียนนักศึกษารู้จักนาเอาทฤษฎีมา
ประยกุ ตใ์ ชก้ บั ชีวติ จริง รวมทง้ั ยังมุง่ ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ ห็นปญั หาทแี่ ทจ้ รงิ ในสาขาวชิ าและอาชีพ เพ่ือให้
โอกาสผู้เรยี นได้เตรียมตัวท่จี ะออกไปเผชิญกบั ชวี ิตจริง
3. การจัดบริหารเก่ียวกับการเรียนการสอน เป็นการจัดส่ิงอานวยความสะดวกและส่งเสริมการจัด
หลักสูตร และโปรแกรมการศกึ ษาให้มีประสทิ ธภิ าพและคุณภาพ ได้แก่งาน
3.1 การจัดส่ือการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่เอ้ือต่อการศึกษาของนักเรียน นักศึกษา เน้นเคร่ืองมือและ
กจิ กรรมให้ครไู ด้เลอื กใช้ในการสอน
3.2 การจัดห้องสมุด เป็นท่ีรวมหนังสือ เอกสาร ส่ิงพิมพ์ และวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งวิทยาการให้
นกั เรยี นนกั ศึกษาได้ศึกษาคน้ คว้าเพิม่ เติม
3.3 การนเิ ทศการสอนเป็นการช่วยเหลือแนะแนวครใู หเ้ กดิ การปรบั ปรงุ แกป้ ญั หาการเรียนการสอน
4. การวดั ผลและประเมินผลกระบวนการเพ่ือใช้เป็นเครื่องมือในด้านการตรวจสอบและการวิเคราะห์ผล
การเรยี น
อารมณ์ เพชรช่ืน (2528, หน้า 116 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กาหนดโครงสร้างการ
บริหารงานวชิ าการในโรงเรียนมอี ยู่ 5 ประการ คือ
1. หลกั สตู รและวสั ดปุ ระกอบหลกั สูตร
2. การจดั การเรียนการสอน
3. การวัดและการประเมินผลการศกึ ษา
4. การนเิ ทศการศึกษา
5. กจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร
สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2529, หน้า 16-17 อ้างในอานาจ นาคแก้ว
2552) ได้กาหนดโครงสร้างการบริการงานวิชาการของโรงเรยี นประถมศกึ ษาไวดงั น้ี
1. งานหลกั สตู รและการนาหลักสูตรไปใช้
2. การเรยี นการสอน
3. งานวสั ดุประกอบหลักสตู รและส่ือการเรียนการสอน
4. งานวดั และประเมนิ ผล
5. งานหอ้ งสมดุ
6. งานนิเทศการศกึ ษา
7. งานด้านการวางแผนและกาหนดวิธีดาเนินงาน
8. งานส่งเสริมการสอน
9. งานประชมุ อบรมทางวิชาการ
สงัด อุทรานันท์ (2540, หน้า 30-34 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กาหนดโครงสร้างการ
บรหิ ารงานวิชาการไว้ในโรงเรียนควรประกอบด้วยงานยอ่ ยๆ 20 งานดังตอ่ ไปนี้
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 15
รหสั 6420540432013
1. งานจัดบคุ ลากร
2. งานพัฒนาบคุ ลากร
3. งานบารงุ ขวญั บุคลากร
4. งานพัฒนาหลักสตู ร
5. งานทาแผนการสอน
6. งานจดั ตารางสอน
7. งานเลอื กหนังสอื
8. งานเลอื กแบบเรยี น
9. งานพฒั นาเทคนิคการจัดการเรียนการสอน
10. งานนิเทศการเรียนการสอน
11. งานทะเบยี นนกั เรยี น
12. งานหอ้ งสมดุ
13. งานบรกิ ารสื่อการเรียนการสอน
14. งานแนะแนว
15. งานคลังขอ้ สอบมาตรฐาน
16. งานคลังขอ้ สอบ
17. งานวัดผลและประเมินผลการเรียน
18. งานประเมนิ โครงการ
19. งานการใชแ้ หล่งวิทยาการในชุมชน
20. งานบรหิ ารทางวิชาการแก่ชมุ ชน
สุธีระ ทานตะวณิช (2534, หน้า 88-89 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กาหนดโครงสร้างการ
บรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรยี นควรมีโครงสร้างดงั น้ี
1. งานด้านหลกั สูตรและการนาหลกั สูตรไปใช้
2. งานการเรียนการสอน
3. งานวัสดปุ ระกอบหลักสตู รและสื่อการเรียนการสอน
4. งานวดั ผลและประเมนิ ผล
5. งานห้องสมดุ
6. งานนิเทศการศกึ ษา
7. งานดา้ นการวางแผนและกาหนดวิธกี ารดาเนนิ งาน
8. งานสง่ เสริมการสอน
9. งานประชุมและอบรมทางวชิ าการ
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 16
รหัส 6420540432013
อาภา บุญช่วย (2527, หน้า 4 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ไดกาหนดโครงสร้างการบริหารงาน
วชิ าการในโรงเรียนควรมดี งั นี้
1. งานดา้ นหลกั สูตรและการนาหลักสูตรไปใช้
2. งานการเรียนการสอน
3. งานวัดผลประกอบหลกั สูตรและส่ือการเรยี นการสอน
4. งานวดั ผลประเมนิ ผล
5. งานห้องสมุด
6. งานนเิ ทศการศึกษา
7. งานดา้ นการวางแผนและกาหนดวิธดี าเนินงาน
8. งานสง่ เสรมิ การสอน
9. งานประชมุ อบรมทางวิชาการ
10. งานพัฒนาการสอนกลุ่มประสบการณต่างๆ
กมล ภู่ประเสริฐ (2544, หน้า 9-18 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กาหนดโครงสร้างการ
บริหารงานวิชาการในโรงเรียนไวด้ งั นี้
1. การบริหารหลกั สูตร ได้แก่ การจัดให้มกี ารดาเนินงานดังน้ี
1.1 การวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางระดับประเทศ ที่ได้กาหนดเกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้และ
สาระการเรียนรู้โดยจัดเป็นกลุ่มๆ ไว้ เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.2 การกาหนดสาระมาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ในสวนท่ีเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
ทรัพยากร สภาพการดารงชีวิตและปัญหาต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับชุมชนและท้องถ่ินโดยตรง แต่
เนื่องจากมาตรฐาน การเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางจะเขียนไว้ครอบคลุมค่อนข้างมาก ถ้า
สถานศึกษาเห็นว่ามาตรฐานการเรียนรู้ด้อยแล้วก็อาจกาหนดเฉพาะสาระการเรียนรู้เฉพาะ
ท้องถิ่นทีจ่ าแนกตามช่วงชน้ั
1.3 การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา เป็นการนาผลงานใน ข้อ 1.1 และข้อ 1.2 มาจัดทาหลักสูตร
สถานศกึ ษาโดยการกาหนดมาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรเู้ ปน็ รายปีกาหนดเวลาเรียน
ให้เหมาะสมสาหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ถึงมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ส่วนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4-6
จะต้องกาหนดมาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้เป็นรายภาคและกาหนดหน่วยกิจให้
เหมาะสม
1.4 จัดทาหน่วยการเรียนรู้โดยเฉพาะ ในระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต้องนา
เอกสารสาระเรียนรู้ตามข้อ 1.3 ท่ีเก่ียวเน่ืองกันมาบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้ย่อยๆ เพ่ือ
สะดวกแกก่ ารจัดการเรยี นการสอนที่สัมพันธก์ ัน แตล่ ะหน่วยการเรยี นร้จู ะประกอบด้วยมาตรฐาน
การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้และเวลาเรียน ซึ่งเม่ือรวมทุกหน่วยเข้าด้วยกันจะสมบูรณ์ตาม
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 17
รหัส 6420540432013
หลักสูตรท่ีกาหนดไว้เป็นรายภาคหรือรายปี แต่ในระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ต้องทารายวิชา
นอกจากนน้ั ยงั ต้องดาเนินงานอืน่ ๆ ตามทกี่ าหนดด้วย
2. การบรหิ ารการเรยี นการสอนอนั ไดแ้ ก่ การจัดใหม้ กี ารดาเนนิ การดงั ต่อไปนี้
2.1 การรวบรวม วิเคราะห์ และกาหนดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมกับหน่วยการเรียนรู้ท่ี
กาหนดไว้ โดยคานึงกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญอันได้แก่ กิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ
จริงการใหผ้ ู้เรียนได้สร้างองคค์ วามรู้
2.2 การกาหนด การเตรียมการ และการจัดการหาสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ เครื่องมือ เคร่ืองใช้
ที่สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติสิ่งต่างๆ ส่ืออุปกรณ์ก็จะเป็นส่ิงที่
นักเรียนปฏิบัติ เช่น หนังสือค้นคว้าที่จัดมาให้ในการสอนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ การเตรียม
ห้องปฏิบัติการต่างๆ การเตรียมข้ันตอนการปฏิบัติที่จะช่วยพัฒนาความคิด การเตรียมคาถามท่ี
ใช้กระตุ้นความคิดเป็นต้น เน่ืองจากโรงเรียนทั้งหลายมีสื่อการเรียนการสอนน้อยมาก จากการ
จัดหารวบรวมและสะสมมาตลอด จึงควรมีการสารวจสง่ิ ที่มีอยู่แลว้ กอ่ นท่ีจะเตรียมการ การจัดหา
ส่งิ ท่ยี ังขาดแคลนตามกาลงั ของสถานศึกษาต่อไปนีค้ วรจะเน้นสอ่ื ที่มใี นท้องถิ่น
2.3 การกาหนดวิธีการประเมินผลการเรียน ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้หรือรายวิชาตามแนวความคิด
ในปัจจบุ ันตอ้ งการให้มกี ารประเมินผลการเรียนตามสภาพจริงซึ่งเป็นการประเมินที่สอดคล้องกับ
จุดเน้นของกิจกรรมการเรียนการสอน เพ่ือให้ผู้เรียนค้นคว้า ทดลองปฏิบัติในสิ่งต่างๆ ก็ควร
ประเมนิ จากการปฏิบตั ิและผลงานที่เกิดข้นึ
2.4 การจัดทาแผนการสอนหรือแผนการจดการเรียนรู้ของผู้สอนแต่ละคนในระดับชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรสถานศึกษา จัดเป็นหน่วยการเรียนรู้ซ่ึงมีลักษณะของ
การบรู ณาการอยแู่ ลว้ ส่วนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 จัดแผนการสอนเป็นรายวชิ า
2.5 การควบคุมดูแลและส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามแผนการสอน หรือ
แผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยเยี่ยมชน้ั เรยี น หรือการประชุมปรกึ ษาหารอื กนั เป็นระยะ
2.6 การรว่ มกนั แกป้ ัญหาท่เี กิดข้ึนระหวา่ งการเรียนการสอน โดยการนิเทศภายในการพัฒนาบุคลากร
การส่งเสริมด้านสื่อการเรียนการสอน และการแสวงหาความช่วยเหลือจากแหล่งภายนอก
สถานศึกษา
3. การประเมินผลการเรยี นอันไดแ้ ก่ การจดั ใหม้ ีการดาเนินงาน ดงั ต่อไปนี้
3.1 การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้/รายวิชาและกิจกรรมการเรียนการสอน
รวมทั้งการร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อการพิจารณาในการเตรียมการขั้นตอนต่อไปทั้งน้ีต้อง
คานึงถงึ ตัวบ่งช้ีที่กาหนดในมาตรฐานการเรียนรู้ด้วย
3.2 การกาหนดวธิ ีการและเคร่อื งมอื ทีจ่ ะใช้ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้และเตรียมการในการ
สร้างเคร่ืองมือและกาหนดวิธีการที่เป็นระบบในขั้นน้ีควรกาหนดช่วงเวลาในการประเมินผลการ
เรียนรู้ระหว่างดาเนินการสอน การประเมินปลายภาคเรียนและปลายปีนี้ด้วย เพ่ือสะดวกในการ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 18
รหัส 6420540432013
สังเกตการณ์ปฏิบัติงานของผู้เรียนและรวบรวมผลงานของผู้เรียนเป็นระยะๆ เพ่ือแสดงถึง
ความก้าวหน้าหรอื พัฒนาการของผู้เรียนแตล่ ะคน
3.3 การควบคมุ ดแู ล และสง่ เสริมให้มีการประเมนิ ผลการเรยี นตามวิธีการและเครื่องมือท่ีได้กาหนดไว้
รวมท้ังการดูแลให้มีการบันทึกผลการเรียนการสอน การบันทึก การสังเกต และรวบรวมผลงาน
ของนกั เรยี นตามชว่ งชั้นทก่ี าหนดไวอ้ ย่างสม่าเสมอ
3.4 การจดั ทาหลกั ฐานการศึกษาตามทก่ี ระทรวง กรม งานตน้ สงั กัดกาหนดไว้
3.5 การนาผลการประเมินไปใช้ในการแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนแต่ละคนอย่างสม่าเสมอ ซึ่งเป็น
หลักฐานสาคัญของการประเมินท่ีต้องการใช้ผลการประเมินเพ่ือการพัฒนาไม่ใช่การตัด สินได้ตก
ของผเู้ รยี นแต่อยา่ งใด
3.6 การกาหนดรปู แบบ ระยะเวลาการรายงานผลการเรียนรู้ท้ังการรายงานผู้ปกครองระหว่างปี และ
การรายงานผลของสถานศึกษาชว่ งปลายปตี ่อสาธารณและหน่วยงานต้นสงั กัด
4. การบริหารการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษาไดแ้ กก่ ารจัดใหม้ ีการดาเนินงานดังนี้
4.1 การทาความเข้าใจเก่ียวกับการนิเทศภายในท่ีมีหลักการให้บุคลากรทุกคนร่วมกันรับผิดชอบใน
การนาสถานศึกษาไปสู่มาตรฐานการศึกษาร่วมกัน ทุกคนจึงต้องร่วมกันคิดร่วมกันทาเพื่อให้
สถานศึกษาสามารถพ่ึงตนเองได้ในทางวิชาการ แต่ละคนเป็นผู้นิเทศและเป็นผู้รับการนิเทศตาม
ความสามารถเฉพาะตัวในแตล่ ะด้าน
4.2 การกาหนดวธิ กี ารและระยะเวลาการนเิ ทศภายใน วธิ กี ารท่ีจะนาไปใช้ ควรเป็นวิธีการท่ีมีลักษณะ
กัลยาณมิตรต่อกัน เช่น การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิด การแลกเปลี่ยนความรู้ความ
เข้าใจจากการอ่าน การค้นคว้า การได้ไปประชุมอบรมสัมมนาปฏิบัติการในระดับต่างๆ การ
สาธิตรปู แบบการสอนเพื่อช่วยกันค้นหาข้อบกพร่อง และปรับปรุงให้เป็นรูปแบบของสถานศึกษา
รว่ มกนั การประชุมระดมสมองทีไ่ มต่ ้องมกี ารวพิ ากษ์วจิ ารณก์ นั โดยตรงเป็นตน้
4.3 การควบคุมดูแลและส่งเสริมใหม้ ีการดาเนนิ การนเิ ทศภายในอย่างสมา่ เสมอ
4.4 การร่วมแกไ้ ขปญั หาที่เกดิ ข้ึนโดยถอื เป็นปัญหาของสถานศกึ ษาโดยส่วนรวม
5. การบริหารการพฒั นาบุคลากรทางวิชาการได้แก่ การจดั ให้มกี ารดาเนินงานต่อไปนี้
การวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของบุคลากรในสถานศึกษา โดยรวบรวม
อุปสรรคข้อขัดแย้งจากการบริหารงานในทุกๆ เรื่อง มาพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปว่า ความรู้
ความสามารถของบคุ ลากร ด้านใดท่ีสถานศึกษาสามารถช่วยแก้ปัญหาได้เองด้านใดท่ีคิดว่าต้องพึ่งพา
จากบคุ คลภายนอก
5.2 การกาหนดช่วงเวลาของการพัฒนาบุคลากรเป็นระยะๆ ซ่ึงควรกระทาอยางสม่าเสมอ เพ่ือ
ส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรในสถานศึกษาให้มีความรู้ความสามารถท่ีจะพัฒนาคุณภาพกา รศึกษา
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 19
รหสั 6420540432013
ร่วมกันได้ รวมท้ังการจัดส่งบุคลากรไปรับการอบรม ประชุมสัมมนาปฏิบัติการท่ีหน่วยงานภายนอก
เป็นผจู้ ัดการ
5.3 การควบคุมดูแลใหก้ ารดาเนนิ งานพฒั นาบุคลากรเป็นตน้ ท่ไี ด้กาหนดไว้
6. การบรหิ ารการวจิ ยั และพัฒนา ไดแ้ ก่ การจัดให้มีการดาเนินงานตอ่ ไปนี้
6.1 การทาความเขา้ ใจและสง่ เสริมใหม้ ีการวิจัยในชน้ั เรยี น เพอ่ื พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้สอนแต่
ละคนควรทาการวิจัยในช้ันเรียนของตน โดยเร่ิมจากประเด็นปัญหาการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอน
เห็นวา่ ควรมกี ารทดลองรูปแบบการสอนที่คิดว่าจะได้ผลดีกว่าเดิม หรือทดลองส่ือการเรียนการสอนที่
ดัดแปลง ปรบั ปรงุ หรือคดิ ค้นใหม่ เพ่ือตรวจสอบว่า ส่ิงที่ตนคิดมานั้นสามารถใช้พัฒนาการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนจนทาให้คุณภาพการศึกษาบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ได้จริงหรือไม่ อันเป็นการฝึกการทางาน
เป็นระบบโดยอาศัยกระบวนการวิจัย ซึ่งไม่จาเป็นต้องเป็นการวิจัยเต็มรูปแบบดังท่ีนักศึกษาระดับ
ปรญิ ญาโท หรือปริญญาเอกกระทานัน้
6.2 การร่วมกันกาหนดประเด็นปัญหาท่ีเป็นข้อขัดข้องร่วมกัน ในโรงเรียนหรือเป็นประเด็นท่ีควร
พฒั นารว่ มกนั ในโรงเรยี นเพ่ือการวิจยั ในภาพรวมของโรงเรยี น
6.3 การควบคุมดูแลและสง่ เสริมการดาเนินงานการวจิ ยั ทีก่ าหนดไว้
7. การบรหิ ารโครงการทางวิชาการอน่ื ๆ อันได้แก่ การจดั ใหม้ ีการดาเนินงานดงั ต่อไปนี้
7.1 การกาหนดหวั ขอ้ เร่ืองทางวิชาการทเ่ี ป็นการสนับสนุนงานหลักที่กล่าวในหัวข้ออ่ืน และคาดว่าจะ
เป็นเรื่องทส่ี ง่ ผลให้งานหลักนม้ี ปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ลมากขึ้น
7.2 การกาหนดวิธีการดาเนนิ การและระยะเวลา ทจ่ี ะดาเนนิ การใหเ้ หมาะสมกับการพัฒนาผู้เรยี น
7.3 การควบคุมดูแลและสง่ เสริมให้มกี ารดาเนินงานตามท่กี าหนดใหข้ ้อ 7.1 และ 7.2
8. การบริหารระบบขอ้ มูลและสารสนเิ ทศทางวชิ าการ ได้แก่ การจดั ใหม้ ีการดาเนินงานดังตอ่ ไปนี้
8.1 กาหนดขอ้ มูลและสารสนิเทศทางวชิ าการของงานบรหิ ารทั้งหมดท่ีจะต้องจัดเก็บร่วมกันภาคเรียน
และปีการศึกษา เพื่อมิให้เกิดการละเลยหรือละทิ้งข้อมูลและสารสนเทศที่มีความสาคัญต่อการ
พิจารณาและตัดสินใจในการดาเนินงานทางวิชาการ ระบบข้อมูลและสารสนเทศจะเกี่ยวของกับการ
บริหารงานวิชาการตั้งแต่ 1-7 และข้อ 9
8.2 การกาหนดเวลาในรวบรวมข้อมูลและสารสนเิ ทศตามชว่ งการดาเนินงานแตล่ ะงานให้เหมาะสม
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 20
รหัส 6420540432013
8.3 การควบคุมดูแลและส่งเสริมการจัดเก็บข้อมูล และสารสนเทศให้ตรงกับส่ิงที่กาหนดและช่วงชั้น
ตามขอ้ 8.1 และขอ 8.2
8.4 การนาข้อมลู และสารสนเทศไปใช้ประกอบการดาเนินงานในข้ออ่ืนๆ ใช้ประกอบการประเมินผล
งานทางวชิ าการของสถานศึกษาในขอ้ 9 และใชใ้ นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของสถานศกึ ษาตอ่ ไป
9. การบรหิ ารการประเมินผลงานทางวิชาการของสถานศึกษา อันได้แก่การจัดใหม้ กี ารดาเนนิ งานต่อไปน้ี
9.1 การกาหนดหัวข้อประเมินผลงานจากงานท่ีกล่าวแล้วในข้อ 1-8 ข้างต้นโดยคานึงถึงการประเมิน
ก่อนการดาเนินงาน (ควรทา) การประเมินระหวา่ งการดาเนนิ งาน (ต้องทา) และการประเมินผลหลัง
การดาเนนิ งาน (ต้องทา)
9.2 การกาหนดวธิ กี ารและเครอ่ื งมือในการประเมินรวมทั้งการจัดเตรียมการในเรื่องดังกล่าวและการ
กาหนดชว่ งเวลาเพ่ือใหส้ ามารถประเมินระหวา่ งการดาเนนิ งานได้
9.3 การควบคุมดแู ลและส่งเสรมิ ให้มกี ารประเมินตามที่กาหนดใน ข้อ 9.1 และ ขอ้ 9.2
9.4 การสรุปผลและการเขยี นรายงานประจาปี เพ่ือรายงานต่อสาธารณะและต่อหน่วยงานต้นสงั กดั
กระทรวงศึกษาธิการ (2540, หน้า 32 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ไดกาหนดโครงสร้างการ
บริหารงานวชิ าการในสถานศกึ ษาข้ันพืน้ ฐานไว้ 12 ดา้ นดังนี้
ด้านการพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา
ด้านการพฒั นากระบวนการเรยี นรู้
ด้านวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน
ด้านวิจยั เพอื่ พฒั นาคณุ ภาพการศึกษา
ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
ด้านการพัฒนาแหลงการเรียนรู้
ด้านนิเทศการศกึ ษา
ด้านการแนะแนวการศกึ ษา
ดา้ นการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษา
ดา้ นสง่ เสริมความรูด้ ้านวิชาการแก่ชมุ ชน
ดา้ นการประสานความรว่ มมือในการพัฒนาวชิ าการกับสถานศึกษา
ดา้ นการส่งเสรมิ สนับสนุนวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องคก์ ร หน่วยงาน และสถาบนั อืน่ ทจี่ ัดการศกึ ษา
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 21
รหสั 6420540432013
ทีปษร นันทพันธ์ (2539, หน้า 31 อ้างในอานาจ นาคแก้ว 2552) ได้กาหนดโครงสร้างงานวิชาการ
เพื่อศึกษาบทบาทการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศกึ ษา เขต 1 ดังนี้
1. ดา้ นการบรหิ ารหลักสตู ร
1. ข้ันเตรียมการเป็นการวางแผนงานการใช้หลักสูตร โดยต้องเตรียมการล่วงหน้าก่อนเปิดหลักสูตร
การวางแผนการใช้หลักสูตรอย่างเป็นระบบและนานวัตกรรมทางการศึกษามาช่วยเป็นส่ิงจาเป็น
การเตรียมเก่ียวกับหลักสูตรมดี ังนี้
1.1 การตรวจสอบหลักสูตรแม่บทก่อนนาไปใช้ ก็ได้มีการทดลองนาร่องการใช้ หลักสูตรแล้ว
ตรวจสอบหลักสูตรแม่บท แต่ละสถานศึกษาสามารถทาได้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของ
สถานศึกษาโดยการตรวจสอบตั้งแต่วัตถุประสงค์ท่ัวไป วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม รูปแบบ
โครงสร้าง เนื้อหาวิชา วิธีการจัดการการเรียนการสอน สื่อการสอนโดยมีวัตถุประสงค์ในการ
ตรวจสอบว่า เหมาะสมแก่สภาพปัจจุบันของสถานศึกษาน้ันๆ ทั้งน้ีเพราะสถานศึกษาแต่ละ
แห่งมสี ภาพท้องถ่นิ แตกต่างกนั ไป จึงจาเปน็ ตอ้ งปรับปรุงตามความเหมาะสม
1.2 การประชาสัมพันธ์หลักสูตร การประชาสัมพันธ์หลักสูตรก่อนนาหลักสูตรไปใช้เป็นส่ิงจาเป็น
ทัง้ นเี้ พราะการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะมีผลกระทบต่อการบริหารหลักสูตร ผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับ
หลกั สตู รนับตั้งแตผ่ ้บู รหิ ารสถานศึกษา ครอู าจารย์ นักเรียน นักศึกษาจะต้องรับผลกระทบจา
การเปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้างในลักษณะที่แตกต่างกันไป ทั้งน้ีก็เพราะการจัดหลักสูตร
เกี่ยวกับหลายอย่างไม่เฉพาะการจัดการเรียนการสอนเท่านั้นแต่ยังสัมพันธ์กับส่ือการสอน
ห้องสมุด ส่ิงอานวยความสะดวกอื่นๆ รวมท้ังงบประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ
หลักสตู รโดยเฉพาะผู้มหี น้าทบ่ี ริหารหลักสูตรได้แก่ฝุายวิชาการจาเป็นต้องเตรียมความพร้อม
ของสิ่งเหล่าน้แี ละต้องปรบั ปรุงแกไ้ ขวิธบี ริหารงานเพือ่ จะได้ใชห้ ลักสูตรให้ประสบความสาเร็จ
ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ การประชาสัมพันธ์ทาได้หลายรูปแบบ การออกเอกสารสิ่งพิมพ์
เช่น การออกแบบแผ่นปลิว บทความในหนังสือพิมพ์ วารสารต่างๆ การใช้ส่ือมวลชล เช่น
วทิ ยุ โทรทัศน์ หนังสอื พิมพ์ การประชุมสัมมนาเกย่ี วกับหลกั สูตรใหม่
1.3 การเตรียมความพร้อม การเตรียมความพร้อมของสิ่งต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องการบริหารหลักสูตร
เปน็ ส่ิงจาเปน็ การเตรียมความพรอ้ มด้านบุคลากรทีเ่ ก่ียวข้องไดแ้ ก่
1) การเตรียมความพร้อมของครูผู้สอน ซึ่งเป็นบุคคลท่ีมีความสาคัญต่อหลักสูตร การ
เปลี่ยนแปลงหลักสูตรจะประสบความสาเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้สอนเพราะเป็นผู้นา
หลักสูตรไปใช้ในห้องเรียนกับผู้เรียนส่ิงที่ควรทาในการเตรียมความพร้อมทางด้าน
ครูผู้สอนคือการสารวจจานวนครูผู้สอน ความพร้อมในการสอนโดยเฉพาะความเข้าใจใน
วตั ถปุ ระสงค์ของหลักสตู รการจัดเตรยี มเนื้อหาหลักสูตร รวมทั้งทักษะในด้านการสอนการ
และประเมนิ ผลการเรียน รวมทั้งการใหค้ วามเข้าใจกับผ้สู อนให้มีเจตคตทิ ดี่ ีต่อหลักสูตร
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 22
รหสั 6420540432013
2) การเตรียมผู้นิเทศการสอนและนักแนะแนวการศึกษาบุคคลเหล่าน้ีมีส่วนส่งเสริมให้
หลักสูตรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปบุคลากรที่เกี่ยวข้องเหล่านี้มีความเข้าใจเรื่อง
หลักสูตรก็จะชว่ ยครใู นดา้ นการเรยี นการสอนดีในพัฒนาคุณภาพการสอน
3) การเตรียมผู้บริหารโดยทั่วไปผู้บริหารมีหลายระดับหากเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ก็ควรมี
ผู้อานวยการ หัวหน้าคณะวิชาการ ตลอดจนหัวหน้างานอื่นๆ ผู้บริหารมีความสาคัญต่อ
การพฒั นาหลกั สูตรไม่ยิง่ หย่อนกวา่ ครูและผู้นิเทศการสอนเพราะเป็นผู้กากับดแู ล
4) หลักสูตรได้ดาเนินการไปุอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารควรสารวจสภาพและปัญหาของ
สถานศึกษาในความดูแลของตนเพื่อจะได้พัฒนาและแก้ไขได้ถูกต้อง การประชุมสัมมนา
ผู้บริหารเร่ืองบทบาทและหน้าทีใ่ นการส่งเสรมิ การพัฒนาหลักสูตรจึงเป็นส่ิงจาเป็นรวมทั้ง
แนวคิดและเทคนคิ ของงานบริหารหลกั สูตร
1.4 การเตรียมความพรอมด้านของอานวยความสะดวกอันได้แก่ วัสดุฝึก ส่ือการสอน ห้องสมุด
อาคารสถานท่ี งบประมาณ สถานทฝ่ี ึกงาน รวมท้ังการจดั ทาคูม่ อื ครเู กีย่ วกับหลักสูตร
1) เตรียมความพร้อมเก่ียวกับวัสดุในการสอนด้านทักษะปฏิบัติโดยเฉพาะด้านวิชาชีพ วัสดุ
ฝึกในโรงประลองและห้องปฏิบัติการ เป็นสิ่งจาเป็นที่จะต้องเตรียมจัดซื้อ และจัดการไว้
ล่วงหน้าก่อนการสอน มิฉะน้ันอาจเกิดการจัดซ้ือและขาดแคลนในเวลาสอนจึงควรจะได้
วางแผนการใชล้ ่วงหนา้ เก่ยี วกบั การจัดซอื้ วสั ดุ
2) การเตรยี มความพรอ้ มเก่ียวกับส่อื การสอนหลักสตู รให้มยี อ่ มต้องการสิ่งใหม่ๆ การจัดหาไว้
พร้อมเกี่ยวกับส่ือการสอน เช่น แผ่นใส เทป ตลอดจนอุปกรณ์ในการใช้สื่อจึงเป็นสิง
จาเป็น แต่ทงั้ นตี้ ้องคานึงถึงสภาพของสถานศึกษา เช่น ห้องท่ีจะใช้ส่ือ ความสามารถของ
ครผู ู้สอน เจ้าหน้าที่ ชา่ งเทคนิคท่ีจะชว่ ยบรกิ ารการใช้สอ่ื ด้วย
3) เตรยี มอาคารสถานทอี่ าคารสถานทีเ่ ป็นห้องเรียนบรรยาย ห้องปฏิบัติทดลอง โรงประลอง
ควรจัดหาให้พร้อม ถ้าจาเป็นต้องมีการปรับปรุงอาคารสถานที่เหล่านั้น เช่น
ห้องปฏบิ ัติการต้องจดั ทาลว่ งหน้าก่อนนาหลักสตู รไปใช้
4) การเตรียมงบประมาณ ค่าใช้จ่ายเก่ียวกับการดาเนินงานหลักสูตรเป็นส่ิงจาเป็นมาก
งบประมาณจะเป็นตัวบ่งช้ีที่จะทาให้หลักสูตรประสบความสาเร็จหรือไม่ นอกจากจะใช้
ค่าจ้างคา่ ตอบแทนและยังเป็นค่าใช้สอยในการพัฒนาวัสดุ หลักสูตรคู่มือครู คู่มือนักเรียน
เอกสาร และอุปกรณ์การสอน ส่ิงเหลา่ นี้เป็นส่วนสนบั สนุนตอ่ การสอน
5) การเตรียมห้องสมุดเป็นส่วนที่สนับสนุนการสอนให้ได้ผลดีย่ิงขึ้นครูและนักเรียนมีแหล่ง
ค้นคว้า สามารถศึกษาเพ่ิมเติมจากห้องสมุด จึงจาเป็นต้องจัดหาเอกสารต่างๆ ท่ีจาเป็น
สาหรบั การเรียนการสอนไวใ้ นห้องสมดุ
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 23
รหสั 6420540432013
1.5 การจัดทาโครงการสอน บางทีก็เรียกแผนสอนเป็นการเตรียมของครูเกี่ยวกับวัตถุประสงค์
เนื้อหา วิธีการประเมินผล การจัดทาโครงการการสอน จะช่วยให้ครูได้ดาเนินการสอนไป
ดว้ ยดีตามวัตถปุ ระสงค์ของหลักสูตร
1.6 การตรวจสอบความพร้อมของผู้เรียนเป็นสิ่งจาเป็นได้แก่ การรับสมัครนักศึกษาเพ่ือเข้าเรียน
การสอบข้อเขียน สัมภาษณ์ ตลอดจนการตรวจสอบหลักฐานก่อนเข้าศึกษาต่อในบางครั้ง
หากมคี วามจาเป็นเม่ือพบว่าผเู้ รยี นต้องเติมหรือให้ผู้เรียนรู้เน้ือหาบางส่วนก่อนเข้าสู่หลักสูตร
ให้มีก็อาจต้องเปิดการสอน เพ่ือปรับพ้ืนฐานของผู้เรียนเพ่ือเตรียมตัวผู้เรียนให้สามารถเรียน
ในหลักสูตรใหมไ่ ด้
1.7 การตรวจสอบการยอมรับจากสังคม เป็นการตรวจสอบความพร้อมของชุมชน เช่น ความ
คิดเห็นของผู้ปกครองของสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรมที่จะรับผู้สาเร็จการศึกษา
เพอ่ื เข้าทางาน เพื่อจะได้รับการสนับสนุนจากชุมชน โดยการสารวจความคิดเห็นเพ่ือจะเป็น
ประโยชนต์ ่อการบริหารหลกั สตู ร
1.8 การจดั โครงสรา้ งของหนว่ ยงานบริการบริหารหลกั สูตรอยูใ่ นการบริหารของฝุายวชิ าการ และ
คาบเกี่ยวกับฝุายอ่ืนๆ ซ่ึงเป็นฝุายสนับสนุนการสอน การจัดโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อจะ
ได้มีการรับผิดชอบเกี่ยวกับหลักสูตร โดยทั่วไปสถานศึกษามีหน่วยงานรองรับการบริหาร
หลักสูตรอยแู่ ลว้ แตอ่ าจจัดโครงการเฉพาะกจิ ขึน้ เพ่ือเปิดหลกั สูตร เช่น โครงการส่งเสริมและ
พฒั นาหลกั สตู รเป็นต้น
2. ข้ันดาเนนิ การเก่ียวกับหลักสูตร เป็นการกาหนดหลักสูตรไปใช้ซึ่งมีท้ังฝุายปฏิบัติการหลักสูตรและ
ฝาุ ยสนบั สนุน ตลอดจนฝุายควบคุมการใช้หลักสูตร การดาเนินการเก่ียวกับการบริหารหลักสูตรมี
ดังน้ี
2.1 การประชุมครูและบุคลากรที่เก่ียวข้องกับหลักสูตร เช่น ความจาเป็นท่ีจะต้องมีการประชุม
อย่างสม่าเสมอเพื่อประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรเพ่ือเป็นแนวทางในการ
เปลยี่ นแปลงและทาความเขา้ ใจหลกั สูตร
2.2 การปฐมนิเทศนักเรียนเป็นการช้ีแจงเก่ียวกับการเรียนการสอน ซ่ึงควรจะได้ชี้แจงเก่ียวกับ
การเรยี นการสอน ซึ่งควรจะได้ชี้แจงให้นักศึกษาทราบถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ลักษณะ
เนื้อหาวิชา โครงสร้างจานวนหน่วยกิจ วิชาเลือก วิชาบังคับตลอดจนวิธีการลงทะเบียน
เพื่อใหผ้ ู้เรียนไดม้ ีความเขา้ ใจเกย่ี วกับหลักสตู รและสามารถปรับตัวเกีย่ วกับการศึกษา
2.3 การจัดทาคู่มือครู เพื่อจะเป็นการให้ครูได้มีคู่มือครูในการศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรและการ
เรยี นการสอน การจัดทาคู่มืออาจทาได้โดยการมีโครงการ คณะกรรมการเฉพาะกิจจากครูใน
แผนกตา่ งๆ
2.4 การจัดตารางสอน ผู้รับผิดชอบเก่ียวกับการจัดตารางสอน จะต้องศึกษาองค์ประกอบในการ
จดั ตารางสอน คือ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 24
รหสั 6420540432013
1) รายวิชาในหลักสตู ร ไดแ้ ก่ รายวชิ าท่ีเปดิ สอนในโปรแกรมการศึกษาท้ังรายวิชาทฤษฎีและ
ปฏิบตั ริ วมทงั้ วิชาบงั คับ วิชาเลือก ตลอดจนการแบ่งกลมุ่ ผ้เู รยี นตามลกั ษณะวชิ า
2) ห้องเรยี น ไดแ้ ก่ หอ้ งทจี่ ดั เพือ่ เรยี นท้ังวิชาทฤษฎีและปฏิบตั ิตามวนั และเวลาในตารางสอน
3) เวลาเรียน ได้แก่ เวลาเรียนตามหลักสูตรจานวนภาคเรียนในแต่ละปีการศึกษา จานวน
สัปดาห์ในแต่ละภาคเรียน จานวนวันในแต่ละสัปดาห์ จานวนคาบชั่วโมงในแต่ละวันและ
จานวนความถข่ี องแตล่ ะวชิ าทเ่ี รยี น
4) ผู้เรยี นคือกลมุ่ นักเรียนนกั ศกึ ษาทล่ี งทะเบียนเรยี นในแต่ละภาคการศึกษาแบ่งเป็นรายวิชา
ที่เรยี น
5) ผ้สู อนในแตล่ ะวชิ าตามตารางสอน
2.5 การจัดครูเข้าสอนตามความรู้และลักษณะงาน โดยคานึงถึงการแบ่งชั่วโมงท่ีเหมาะสม
ตลอดจนภาระหนา้ ที่อื่นของครู
2.6 จัดสิ่งอานวยความสะดวก ได้แก่ เคร่ืองมืออุปกรณ์การสอน ส่ือการสอน วัสดุฝึก อาคาร
สถานท่ี รวมถงึ ความสะดวกสบายทางกายภาพ
2.7 การฝึกงานเป็นการฝึกภาคปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรียนได้มีประสบการณในวิชาชีพการฝึกงานมี 2
ลักษณะ คอื การฝกึ ภายในสถานศึกษา และนอกสถานศกึ ษาตามที่กาหนดไวใ้ นหลักสูตร
3. การประเมนิ ผลการเรียนการสอนตามหลักสูตร เมื่อได้นาหลักสูตรไปใช้ควรมีการประเมินจากการ
ประเมินเก่ียวกับหลักสูตร วัตถุประสงค์ของการประเมินผลเพื่อพิจารณาว่าตรงกับวัตถุประสงค์
ของหลักสูตรหรือไม่เพ่ือท่ีจะได้ใช้ในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเก่ียวกับหลักสูตร สานักงาน
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540, หน้า 17-128) ได้กาหนดขั้นตอนการบริหาร
หลักสตู รไว้วา่
1. กาหนดปรัชญาและอุดมการณ์ วตั ถุประสงค์ นโยบายของโรงเรียน
2. การศึกษาสารวจปญั หาความตอ้ งการและสภาพท้องถ่นิ
3. การศึกษาสารวจปญั หาความต้องการของนกั เรยี นและผปู้ กครอง
4. การศกึ ษาสารวจความถนัดความสามารถเฉพาะของนกั เรียน
5. การจัดแบง่ กล่มุ นักเรียนตามความตอ้ งการและความถนดั ความสามารถของผูเ้ รยี น
6. เลือกสรรพัฒนาจัดทาหลักสูตรท้องถ่ินและหลักสูตรหรือรายวิชาท่ีสอดคล้องกับสภาพชีวิต
อาชพี เศรษฐกจิ และสงั คมท้องถนิ่ และส่งเสรมิ ความสามารถความถนัดเฉพาะทางของนักเรียน
สู่ความเป็นเลิศ
7. การจัดบริการแนะแนวทางการศึกษา ให้นักเรียนรู้จักตนเอง รู้จักสภาพชีวิตเศรษฐกิจและ
สงั คมและส่งิ แวดลอ้ ม สามารถวิเคราะห์ความสมั พันธ์ระหวา่ งตนเองกบั สภาพแวดล้อม
8. จดั ครูอาจารยแ์ ละการพฒั นากระบวนการเรยี นการสอนของครูอาจารย์
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 25
รหัส 6420540432013
9. การใช้ทรัพยากรภายนอกคอื ทรพั ยากรธรรมชาติ ทรัพยากรท่ีมนุษย์สร้างข้ึน ทรัพยากรมนุษย์
เป็นการนาทรัพยากรทอ้ งถ่นิ เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน
10. การจัดแผนการสอน เนอ้ื หาสาระ รายละเอียด เทคนคิ การสอนอปุ กรณ์สอื่
11. การเตรียมสถานที่ อปุ กรณ์ เครือ่ งมอื เครือ่ งใช้
12. การทาความเข้าใจ และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองและหน่วยงานที่เก่ียวข้องได้รับทราบ
วตั ถปุ ระสงค์ของการจัดการศึกษาตามหลักสูตร
13. การจัดกิจกรรมเสริม เป็นต้นว่า การประกวดแข่งขัน การยกย่องเชิดชูเกียรติ ผลงานดีเด่น
การจัดนิทรรศการ การสาธิต การจัดกิจกรรม และปัจจัยเกื้อกูลให้เกิดกระบวนการส่งเสริม
และพัฒนาท่ีสมบูรณ์ครบวงจร เช่น การจัดต้ังร้านค้าของโรงเรียนเพ่ือส่งเสริมการผลิต การ
ขายผลผลติ ของนกั เรียน ฯลฯ
การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนจึงเป็นภารกิจหลักของผู้บริหารการศึกษาทุกระดับโดยมี
วัตถุประสงค์ให้งานวิชาการบรรลุเปูาหมายตามหลักสูตรประถมศึกษาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ควร
จัดกิจกรรมเร่อื งต่อไปนี้
1. กิจกรรมตามหลกั สตู ร
1.1 การเรยี นการสอนเป็นกิจกรรมท่ีสาคัญท่ีสุดในกระบวนการใช้หลักสูตร เพราะเป็นกิจกรรมท่ี
ใกล้ชิดเด็กและเด็กได้ปฏิบัติมากที่สุด การเรียนการสอนเป็นกิจกรรมท่ีครูและเด็กทาร่วมกัน
ถ้าจะแยกออกเป็น 2 ส่วน ก็เป็นการเรียน คือ กิจกรรมที่เด็กทา และการสอนคือ กิจกรรมที่
ครูทา แต่ในทางปฏิบัติแล้วทั้งสองอย่างนี้ทาไปพร้อมๆ กันจึงร่วมกันว่าการเรียนการสอนใน
การบริหารด้านการเรียนการสอนผู้บริหารควรยึดหลักเรียนสอนตามแนวของหลักสูตร
กลา่ วคือ ครูและนกั เรียนรว่ มดาเนนิ การต่างๆ โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางของความสนใจ น่ันคือ
เปน็ กจิ กรรมของเด็กโดยเด็กและเพ่ือเด็ก ครูเป็นผู้ดาเนินการให้กิจกรรมเป็นไปตามแนวทาง
ท่ีแผนการสอนและคู่มือครูเสนอแนะไว้ เด็กเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมมากท่ีสุด ไม่ว่าจะเป็นการ
สอนโดยวธิ ีใดๆ ก็ตาม
1.2 สื่อการเรียนการสอนเป็นองค์ประกอบสาคัญที่ช่วยให้การเรียนการสอนดาเนินไปด้วยดีและ
บรรลคุ ุณภาพตามเปูาหมายที่กาหนดตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ืองนโยบายการใช้
และการพัฒนาสอ่ื การเรียน ระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศกึ ษา
1.3 การวัดผลและประเมินผลการเรียน เป็นองค์ประกอบสาคัญท่ีจะช่วยให้การเรียนรู้ของ
นักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกระบวนการท่ีตรวจสอบว่านักเรียนได้บรรลุ
จดุ หมายปลายทางตามหลกั สตู รต้องการหรอื ไมเ่ พยี งใด
2. กิจกรรมเสริมหลักสูตร การจัดการศึกษาให้บรรลุเปูาหมายนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับการสอนในช้ันเรียน
เพียงอย่างเดียวเท่านั้น กิจกรรมเสริมหลักสูตรจะพัฒนาคุณลักษณะและนิสัยใจคอของเด็กได้มาก
การจัดตัง้ ชุมนุม ชมรมหรือโครงการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณลักษณะและนิสัยของนักเรียนให้มี
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 26
รหสั 6420540432013
ความเสียสละ ความเมตตา ความเป็นผู้นาผู้ตาม ความรักความสามัคคี โรงเรียนอาจจัดโครงการ
หรอื กจิ กรรมต่างๆ เพอื่ สนบั สนุนเสรมิ หลกั สูตรไดเ้ ช่น
2.1 การจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยเพ่ือสร้างเสริมหรือเผยแพร่ความรู้และการปฏิบัติตาม
ระบบประชาธิปไตยและวิถีชีวิตประชาธิปไตยได้กว้างขวางและฝึกให้นักเรียนปฏิบัติเพื่อให้
เกดิ พฤตกิ รรมท่เี ด่นชดั ในเรอื่ งวิธีรรม สามคั คธี รรมและปญั หาธรรม
2.2 การจัดกิจกรรมอาหารกลางวันของนักเรียน การจัดการอาหารกลางวันรับประทาน ท่ีเป็น
ประโยชน์มีคุณค่าทางโภชนาการ ความต้องการของร่างกายในราคาถูก ช่วยเหลือนักเรียน
ยากจนขาดแคลนการได้รับประทานและส่งเสริมความรู้พ้ืนฐานจากประสบการณ์เรื่อง
โภชนาการไปในชีวติ ประจาวนั ของนักเรียนได้
2.3 การจัดประสบการณ์ เป็นการส่งเสริมความรู้ ทักษะในการเรียนรู้ระบบสหกรณ์โดยได้ปฏิบัติ
จรงิ โดยมคี รแู ละนักเรยี นเป็นสมาชกิ ดาเนนิ การจาหน่ายสนิ คา้ ด้านผลผลิตจากสมาชิก
2.4 โครงการบริการแนะแนว การดาเนินงานโครงการให้ความรู้แก่ครูประจาช้ันและครูทุกคนใน
โรงเรยี นในเร่ืองการแนะแนว แตง่ ต้ังคณะทางานศกึ ษาเรอ่ื งการแนะแนวโรงเรียน ดาเนินการ
แนะแนวตามขอบข่ายของโครงการ คือการให้บริการในด้านการศึกษาต่อการแก้ปัญหาเรื่อง
การเรียนของเดก็ ที่เรยี นอ่อน การแก้ปญั หาสขุ ภาพอนามยั แนะแนวในงานอาชพี
2.5 กิจกรรมการเรียนการสอนจริยธรรมเพ่ือปลูกฝังอบรมนักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม
ต้ังแต่ยังเป็นเด็ก เพ่ือจะได้เติบโตเป็นบุคคลที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว สังคม
ประเทศชาติ
2.6 กจิ กรรมส่งเสริมสุขภาพอนามยั โรงเรียนจัดข้ึนเพ่ือให้การบริการแก่นักเรียน เพื่อปูองกันและ
ขจัดความเจบ็ ปุวยตา่ งๆ โดยส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นทุกคนมีสุขภาพอนามัยท่ีดีไม่เจ็บปุวยมากจน
เป็นอปุ สรรคต่อการเรียน
2.7 กิจกรรมห้องสมุด การจัดห้องสมุดในโรงเรียน หรือมุมหนังสือในห้องเรียนให้มีหนังสือ
เพียงพอ เพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีหนังสือค้นคว้าความรู้ด้วยตนเองอันจะเป็นประโยชน์
สาหรบั ครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้บรรลุเปูาหมายของหลักสตู ร
2.8 กิจกรรมนันทนาการ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนใช้ช่วงเวลาให้เกิดประโยชน์ตาม
ความสมัครใจของนักเรียนแต่ละคนในยามว่าง เพ่ือความสนุกเพลิดเพลินและผ่อนคลาย
ความตึงเครียด โดยกิจกรรมส่งเสริมตามความสนใจด้านต่างๆ จะเห็นว่าหลักสูตรเป็น
ประสบการณ์ท้ังมวลท่ีโรงเรียนจัดให้ผู้เรียนท้ังในและนอกห้องเรียนเพ่ือให้ผู้เรียนได้รับ
ความรู้ มีทักษะเกดิ ความคดิ และเจตคติทดี่ ี อนั จาเป็นต่อการดารงชีวิต
ส่วนความหมายในวงแคบ หมายถึง วิชาและเนื้อหาวิชาต่างๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการกาหนดหรือ
สถานศกึ ษาไดก้ าหนดใหผ้ ูเ้ รยี นในแตล่ ะชว่ งชัน้ จะตอ้ งเรียนอะไรบ้าง มากนอ้ ยเพียงใด ก ม ล ภู่ ป ร ะ เ ส ริ ฐ
(2544, หน้า 32-39) ได้กล่าวเกี่ยวกับการบริหารด้านหลักสูตรไว้ว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 27
รหัส 6420540432013
ไทย พทุ ธศกั ราช 2540 กาหนดให้บุคคลมสี ทิ ธเิ สมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม้น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐ
จัดให้อย่างท่ัวถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
กาหนดให้สถานศึกษาจัดทาหลักสูตรแกนกลางของการศึกษาข้ันพื้นฐานในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับสภา พปัญหาใน
ชุมชนและครอบครัว ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชกท่ีดีของครอบครัว ชุมชน
สงั คมและประเทศชาติ ภารกจิ ในการบริหารหลักสูตรทั้งหมด ซึ่งผู้บริหารหรือคณะผู้บริหารจะต้องจัดให้มีการ
ดาเนินการไปตามนั้นโดยอาจมีการมอบหมายงานจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะทางานดาเนินการภายใต้การ
กากับดแู ลของฝุายบรหิ ารภารกิจในการบรหิ ารหลักสูตรมดี ังน้ี
1. การรวบรวมเอกสารและวัสดุต่างๆ เก่ียวกับหลักสูตรให้สมบูรณ์และเพียงพอต่อการดาเนินงาน
ด้านหลักสูตร เอกสารดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยสาคัญในการสร้างความเข้าใจให้คณะบุคลากรใน
สถานศึกษาและเป็นแนวทางในการดาเนินงานดา้ นหลักสูตรเป็นอยา่ งดีเอกสารสาคัญได้แก่
1.1 หลกั สูตรการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐานและเอกสารประกอบหลักสตู ร
1.2 เอกสารเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาท้ังหลาย ที่ช่วยให้เสริมความเข้าใจถึงการเปล่ียนแปลง
แนวคิดในการจดั การศึกษาทาใหเ้ กิดความจาเป็นต้องจัดทาหลักสูตรในแนวที่แตกต่างไปจาก
เดิม
1.3 เอกสารที่เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรสถานศึกษารวมทั้งเร่ืองเก่ียวกับศูนย์
การเรยี นรใู้ นชุมชน ซ่งึ ให้แนวทางในการจัดทาสาระของหลกั สตู รสถานศกึ ษาเอกสารเก่ียวกับ
การบรู ณาการ โครงงาน หน่วยงานการเรียนรู้ ซ่ึงจะตอ้ งใช้ในการจัดทาหนว่ ยการเรยี นรู้
2. การรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศเก่ียวกับชุมชนซึ่งอาจดาเนินการโดยการศึกษาชุมชนอย่าง
ละเอียด โดยการสารวจ การสัมภาษณ์ หรือการพูดคุยกับคนในชุมชน ผู้นาชุมชน การขอข้อมูล
และสารสนเทศจากหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานภาคเอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ข้อมลู และสารสนเทศทส่ี าคญั ๆ ได้แก่
3. การทาความเขา้ ใจเกีย่ วกบั หลกั สูตรและภารกิจท่ีจะต้องปฏิบัติงานเกี่ยวกับหลักสูตร การทาความ
เข้าใจ ต้องอาศัยเอกสารในข้อ 1 เป็นตัวประกอบ สถานศึกษาสามารถสร้างความเข้าใจในเรื่อง
หลกั สตู รให้แกค่ ณะบุคลากรและบคุ คลในชมุ ชนได้โดยวธิ กี ารต่างๆ เช่น
3.1 การประชมุ ชแี้ จงโดยอาศยั วทิ ยากรจากทั้งภายในและภายนอกสถานศกึ ษา
3.2 การประชมุ แลกเปลย่ี นความเขา้ ใจและความคิดจากการใหศ้ ึกษาเอกสารต่างๆ มาก่อน
3.3 ส่งบคุ ลากรของสถานศกึ ษาไปรบั ฟงั การประชุมที่จดั ข้นึ โดยหน่วยงานต่างๆ
3.4 การเชิญวทิ ยากรภายนอกมาให้ความรู้
3.5 สถานศกึ ษาจดั เอกสารเพ่ิมเติม โดยเฉพาะในสว่ นทีเ่ ป็นประเด็นสาคญั หรือแนวทางสาคัญ
4. การจัดทาสาระหลักสูตรในส่วนที่เก่ียวกับปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถ่ินในการ
จดั ทาสถานศึกษาควรร่วมกับชุมชนโดยเชิญบุคคลในชุมชนเข้ามาร่วมคิดร่วมทาจึงทาให้สาระของ
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 28
รหสั 6420540432013
หลักสูตรสะท้อนสภาพของปัญหาและความต้องการ ตลอดจนภูมิปัญญาของท้องถิ่นท่ีจะนามาใช้
ในการแกป้ ญั หาสาระของหลกั สูตรในท่ีนีห้ มายถงึ
4.1 มาตรฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนอันเป็นที่คาดหวังของชุมชน ในส่วนนี้สถานศึกษาจะได้รับ
ความเหน็ เกย่ี วกบั คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ของผเู้ รยี นควบคู่ไปด้วย
4.2 สาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน สาระในส่วนน้ีจะได้มาจากการรวบรวมข้อมูลและ
สารสนเทศดังกล่าวของตนร่วมกับความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้ใหญใ่ นชุมชน
5. การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ซ่ึงได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นการนาเอา
หลักสูตรแกนกลาง และสาระของหลักสูตรที่ดาเนินการในข้อ 4 มาจัดทาร่วมกันท้ังนี้ให้คานึงถึง
แผนภูมิของภารกิจในการจัดทาหลักสูตรของสถานศึกษาดังกล่าวข้างต้นด้วย เพื่อให้การจัดทามี
ความสมบรู ณ์ในเรือ่ งตอ่ ไปนี้
5.1 มาตรฐานช่วงช้นั
5.2 มาตรฐานรายป/ี รายภาค
5.3 เวลาเรยี น/หนว่ ยกติ
5.4 คาอธิบายรายวิชา
5.5 หนว่ ยการเรียนรู้
5.6 แผนการจดั การจดั กิจกรรมพฒั นาผูเ้ รียน
6. การชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรในสถานศึกษาผู้ปกครองและประชาชนในท้องถิ่นทราบถึง
หลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐานทีเ่ ปน็ หลกั สตู รของสถานศึกษา ซ่ึงอาจดาเนินการในลักษณะตอ่ ไปนี้
6.1 การทาเอกสาร
6.2 การประชุมชแ้ี จง
6.3 การประชมุ ปฏบิ ัติการ
7. การเตรียมการใช้หลักสูตร จะช่วยให้สถานศึกษามีความรู้ท้ังในด้านบุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุ
อุปกรณ์ รวมทั้งบุคคลในชุมชนท่ีจะดาเนินการ ซึ่งสถานศึกษาลดอุปสรรคข้อขัดข้องในการใช้
หลักสูตรต้ังแต่ต้น สถานศึกษาอาจต้ังคณะทางานรับผิดชอบงานเป็นชุดๆ หรือจัดประชุม
ปฏบิ ตั ิการตามความเหมาะสม การเตรียมการใชห้ ลักสูตรควรคานึงถงึ เรื่องตอ่ ไปน้ี
7.1 การเตรียมด้านบุคลากร ได้แก่ การจัดบุคลากรเข้าดาเนินการสอนหรือปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ
โดยเฉพาะในขั้นแรกของการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะมีบุคลากรที่ทาหน้าที่ทั้ง
ตามหลกั สูตรเก่า และหลักสูตรใหม่ ซ่ึงอาจก่อให้เกิดความสับสนได้ นอกจากน้ียังรวมถึงการ
สร้างความมน่ั ใจให้บุคลการท่จี ะตอ้ งใหห้ ลักสูตรใหม่ด้วย
7.2 การเตรียมด้านอาคารสถานท่ี ซึ่งโดยปกติสถานศึกษาก็ดาเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่
เน่ืองจากหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เน้นการปฏิบัติจริงของผู้เรียน การเรียนแบบ
โครงงาน การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมจริง การเตรียมการในเร่ืองอาคารสถานท่ีไว้ก่อน จะ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 29
รหัส 6420540432013
ช่วยให้การดาเนินงานโดยเฉพาะการเรียนการสอนง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้สถานการณ์ท่ีเป็นจริง
ภายนอกสถานศึกษาทงั้ หมดทกุ เรอ่ื ง
7.3 การเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ เป็นการเตรียมเครื่องใช้ที่จาเป็นไว้ล่วงหน้า ทั้งในแง่ของการ
ซอ่ มแซมของเกา่ และจัดหาใหม่
8. การวางแผนแนวทางการติดตามกากับการใช้หลักสูตรในการดาเนินงานใดๆ ในองค์กรฝุายบริหาร
จะตอ้ งมกี ารกากบั งานโดยมีจดุ ม่งุ หมายอยู่ที่การกระตุ้นเร่งเร้าสนับสนุน ช่วยเหลือให้กาลังใจและ
คอยแก้ปัญหาให้แก่ผู้ปฏิบัติการติดตามกากับมีเปูาหมายท่ีจะช่วยให้งานน้ันๆ สาเร็จลุล่วงอย่าง
สมบูรณ์ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมไม่มีการจับผิดหรือการตาหนิ เพราะวิธีการเช่นนั้นไม่สามารถทา
ให้งานสาเร็จได้ ในการติดตาม กากับ ควรคานงึ ถึงเร่อื งต่อไปน้ี
8.1 หลักสูตรเป็นแบบแผนหนึ่ง คือ เป็นแผนการพัฒนาผู้เรียน การติดตามกากับจึงเป็นการ
ติดตามกากับใช้แผน ซึ่งมีการกากับแนวปฏิบัติ ระยะเวลา เกณฑ์/มาตรฐาน การปฏิบัติ จึง
ตอ้ งพยายามสง่ เสรมิ ใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิดาเนินงานตามแผน
8.2 การใช้หลักสตู รมีองคป์ ระกอบหลายอย่างท่ีจะทาให้ประสิทธิภาพ การใช้หลักสูตรโดยเฉพาะ
ในระยะแรกจะมีปัญหาในทุกข้ันตอนการแก้ปัญหาจึงเป็นหน้าท่ีของผู้ปฏิบัติและฝุายบริหาร
ร่วมกัน การวิเคราะห์ปัญหาก็ดี การแก้ปัญหาก็ดี จะต้องอาศัยการประชุมปรึกษาหารือกัน
อยา่ งสมา่ เสมอและแกป้ ญั หาอยูเ่ สมอ
9. การวางแนวทางการประเมินการใช้หลักสูตร ซึ่งจะมีการประเมินท้ังในเรื่องตัวหลักสูตร หรือ
ประเมินแผน ประเมินการดาเนินการตามหลักสูตร และผลของการใช้หลักสูตรซึ่งท้ังสาน
ความสมั พันธ์กนั และกัน การประเมินเป็นไปเพ่อื ตอบคาถามต่อไปน้ี
9.1 หลักสูตร/แผนท่ีวางไว้ชัดเจนหรือไม่เหมาะสมหรือไม่ปฏิบัติได้เพียงใดอุปสรรคขัดข้อง
เพียงใด
9.2 การใช้หลักสูตรมีการเตรียมการดีหรือไม่ มีความยุ่งยากในเรื่องใด ปัญหาและอุปสรรคท่ี
เกิดข้ึนมีอะไรบ้าง ได้ดาเนินการแก้ไขอย่างไร สามารถปฏิบัติตามหลักสูตรได้หรือไม่ คาถาม
และคาตอบเหลา่ นอี้ าจไดจ้ ากการกากับดูแลการใชห้ ลักสตู รอย่แู ลว้
9.3 ผลการใช้หลักสูตรสามารถทาให้ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้รายภาครายปีได้หรือไม่
เม่อื ใชห้ ลักสูตรครบ 3 ปี ผเู้ รียนบรรลุตามมาตรฐานช่วงชัน้ หรือไม่ มาตรฐานวางไว้ สูงเกินไป
หรือต่าเกนิ ไป ควรปรับปรงุ ใหเ้ หมาะสมอยางไร วิธีการจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามความ
ต้องการของหลกั สูตรหรอื ไม่
2. ดา้ นการจดั การเรยี นรู้
การเรียนการสอนเปน็ ภารกิจที่สาคัญยิ่งของสถานศึกษาเพราะเป็นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง
การเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพย่อมส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามท่ีคาดหวังไว้ การเรียนการสอนตามแนวของ
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 30
รหัส 6420540432013
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2544 ได้เปล่ียนจาก
เดมิ คอื เน้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั
กมล ภู่ประเสริฐ (2544, หน้า 41-50) ได้กล่าวไว้ว่า ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือการ
เรียนรู้ มีแนวคิดตลอดจนข้อเสนอทางเทคนิคการสอนหลายประการ ทั้งท่ีเกิดก่อนในอดีตแต่ยังมีผลดีและที่
เกิดข้ึนในปัจจุบันอันเป็นผลมาจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ ซึ่งจะช่วยให้การเรียนการสอนได้ผลดี ทาให้
ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ ความคิด ค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรมตามท่ีคาดหวังไว้การเสนอแนวคิด
ต่างๆ เกย่ี วกับการเรยี นการสอนน้ี เกดิ จากข้อบกพร่องหลายประการในการเรียนการสอน จนจาเป็นต้องมีการ
ปฏิรูปการเรียนรู้ ข้อบกพร่องดังกล่าวน้ันได้แก่ การเรียนในทุกระดับ เรียนอยู่แต่ในห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ ไม่
เน้นกระบวนการให้ผู้เรียนได้พัฒนาในการวิเคราะห์ การแสดงความคิดเห็น การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
การเรียนเป็นไปในลักษณะการถ่ายทอดความรู้ของครู การฝึกปฏิบัติ ฝึกคิด และการอบรมบ่มนิสัยมีอยู่น้อย
สิ่งที่เรียนไม่ได้ ผูกพันกับชีวิตของเด็ก ทาให้การเรียนรู้ขาดความหมาย ข้อบกพร่องดังกล่าวนี้ส่งผลต่อ
การศกึ ษา คือ เดก็ และเยาวชนมีความรคู้ วามสามารถ ความคดิ คณุ ธรรม จริยธรรมไม่ถึงระดับที่สังคมต้องการ
โดยเฉพาะปัจจุบันและอนาคต ประเทศชาติจาเป็นต้องให้ความร่วมมือและในขณะเดียวกันก็ต้องแข่งขันกับ
นานาประเทศ เด็กและเยาวชนที่จะเป็นพลเมืองของประเทศจะต้องมีศักยภาพสูง จึงจะสามารถนาพาและ
พัฒนาประเทศได้ จึงได้มีการกาหนดกฎหมาย และมีผู้เสนอแนวความคิดในการเปล่ียนแปลงไว้หลายประการ
ดงั น้ี
1. แนวคิดตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีหลายมาตราที่มีส่วนเก่ียวข้องกับเร่ือง
ของการเรียนรู้หรือการเรียนการสอน ได้แก่มาตรา 22 กาหนดให้การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า
ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด
กระบวนการจดั การศึกษาตอ้ งส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและศักยภาพ มาตรา 24
กาหนดว่าการจดั การเรยี นร้ใู ห้สถานศกึ ษาและหนว่ ยงานท่เี กี่ยวข้องดาเนินการดังต่อไปนี้
1.1 จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคานึงถึง
ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
1.2 ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือ
ปอู งกนั และแกป้ ัญหา
1.3 จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น รัก
การอา่ นและเกิดการใฝรุ ้อู ย่างต่อเน่ือง
1.4 จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝัง
คุณธรรม ค่านิยมทดี่ ีงาม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ไวท้ ุกวิชา
1.5 ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ส่ือการเรียนและอานวยความ
สะดวกเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมท้ังสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหน่ึง
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 31
รหัส 6420540432013
กระบวนการเรียนรู้ ทัง้ น้ี ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน จากส่ือการเรียนการสอน และ
แหลง่ วิทยาการอื่นๆ
1.6 จัดการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนได้ทุกเวลา ทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา
ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝุาย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ มาตรา 30
กาหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้
ผสู้ อนสามารถวจิ ยั เพื่อพฒั นาการเรยี นร้ทู เี่ หมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา มาตรา 66
กาหนดให้ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาใน
โอกาสแรกท่ีทาได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอท่ีจะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการ
แสวงหาความรู้ด้วยตนเองไดอ้ ย่างต่อเนอื่ งตลอดชวี ติ
2. แนวคดิ ในการปฏิรปู การเรียนรเู้ พอื่ สรา้ งความเข้มแข็งทางปญั ญาซึง่ แนวคิดของนายแพทย์ประเวศ วะ
สี ที่เห็นวา่ การศึกษาที่ดคี วรจะสร้างคนใหค้ นฉลาดเปน็ คนดี และมีความสุข ดังนี้ การเรียนรู้ควรให้บัง
เกดิ ผล 3 ประการ คอื
2.1 เกิดความรู้ ทร่ี ูค้ วามจริง
2.2 เกดิ ปัญญา ที่เช่ือมโยงความรู้ต่างๆ ได้
2.3 เกิดจิตสานึก จากความเข้าใจตัวเองท่ีสัมพันธ์กับสรรพสิ่งท้ังหลาย ด้านความรู้ปัจจุบันเราเน้นที่
การถา่ ยทอดเนื้อหาในหอ้ งเรยี นและการทอ่ งจาจากตารา ผู้เรียนขาดประสบการณ์และการศึกษา
จากความเป็นจริงรอบตัวท้ังใกล้และไกล ไม่ได้ฝึกความสามารถในการเลือกรับความจริง จาก
ข้อมูลข่าวสารทม่ี อี ยา่ งทว่ มท้น ซ่งึ มีท้งั จริงและเท็จการเรยี นรู้ที่เป็นการศึกษาจากการสัมผัสความ
จริงอาจทาไดโ้ ดยวธิ ีการต่อไปน้ี
1) การศึกษาจากการสัมผัสจริงทางธรรมชาติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ดิน น้า อากาศ ปุาไม้
ความหลากหลายทางธรรมชาติ ทาให้รู้รกั ษา และใชป้ ระโยชน์จากธรรมชาติ
2) การศึกษาจากการสัมผัสจริงทางสังคม วัฒนธรรม โดยเฉพาะจากชุมชนท้ังในชนบท และใน
เมอื ง ทาใหร้ คู้ วามจรงิ ทางสงั คมและวฒั นธรรม
3) สมั ผัสจริงจากการทางานและกิจกรรมโดยเลือกท่ีชอบอาจเป็นอาชีพหรือการเป็นอาสาสมัคร
เพอื่ สังคมเป็นการนาเอาการศึกษากับเร่ืองเศรษฐกิจ สังคมเข้ามาหากัน การศึกษาจะเขามามี
ส่วนแก้ปัญหาสังคมต่างๆ พร้อมกัน เช่น เร่ืองครอบครัว โรคเอดส์ เป็นการฝึกการอยู่และ
ทางานรว่ มกัน หรอื การสรา้ งความเป็นชมุ ชน รวมทงั้ ฝึกทกั ษะในการจดั การ
4) การศึกษาจากการสัมผัสความจริงที่เป็นสุนทรียะทั้งที่เป็นความงามทางธรรมชาติ ทางศิลปะ
เพอ่ื ความสขุ และพฒั นาความละเอยี ดออ่ นทางจิตใจรวมทงั้ เกดิ ความพอใจในการเรียนรู้ศิลปะ
ยงั อย่ใู นการทางานทุกชนิด ถ้าพยายามทาใหป้ ระณีตและงดงามกจ็ ะเข้ามาพัฒนาจติ ใจ
5) การศกึ ษาจากการสมั ผสั ความจริงทางข้อมูลข่าวสาร เพราะปัจจุบันและอนาคตจะเป็นสมัยท่ี
ทว่ มท้นด้วยข้อมูลขา่ วสาร ทั้งท่ีเป็นความจริงและไม่จริง คงต้องฝึกให้สามารถเลือกรับข้อมูล
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 32
รหัส 6420540432013
ข่าวสารท่ีเป็นความจริงและใช้ประโยชน์ได้ ท้ัง 5 ข้อดังกล่าว ก็จะช่วยพัฒนาปัญญาได้อย่าง
มาก ถ้านาไปประกอบกับการคิดในด้านปัญญา ที่จะเชื่อมโยงความรู้เป็นกระบวนการท่ี
ต่อเนอ่ื งและสมั พนั ธ์กบั การศกึ ษาจากการสัมผัสความจรงิ ได้แก่
5.1 ฝึกการสังเกต
5.2 ฝกึ การบันทึก
5.3 ฝึกการนาเสนอ
5.4 การฝึกฟัง
5.5 การฝึกซักถามไลเ่ รียงจนเกิดความเขา้ ใจ
5.6 ฝกึ ตั้งสมมติฐาน และตั้งคาถามเรือ่ งทงั้ หมด
5.7 ฝกึ การคน้ หาคาตอบจากหนงั สอื อนิ เตอรเ์ น็ต หรือคนเกา่ คนแก่
5.8 ฝกึ การวิจยั เพื่อหาคาตอบเดก็ กท็ าการวจิ ัยได้เพื่อการสร้างความรู้ การวิจัยดังกล่าวนี้อาจ
หมายถงึ การสารวจชมุ ชนของเดก็ เกยี่ วกบั สภาพทางธรรมชาติ สถานภาพทางสังคม ของ
ดหี รอื ความดีในชุมชน เพอ่ื รู้ถุงขุมทรัพยข์ องชุมชน
5.9 ฝึกการบูรณาการให้เห็นทั้งหมด เป็นการเชื่อมโยงความรู้ท่ีแยกเป็นเรื่องๆ เป็นส่วนๆ
เป็นภาพรวมท้ังหมด ซ่ึงจะต้องพัฒนาไปถึงข้ันเข้าใจตัวเองและพัฒนาการทางจิต
วิญญาณได้
5.10 ฝึกการเรียนเป็นการทบทวนความรู้และปัญญาท่ีเกิดข้ึนเป็นช้ันท่ีจะสร้างความเข้มแข็ง
ทางปญั ญา
3. แนวความคดเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญท่ีสุดในการจัดกระบวนการ
เรียนรู้ ตามแนวความคิดนี้มีคาท่ีใช้แตกต่างกันออกไปคือการเรียนการสอนท่ียึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ซ่งึ มสี ง่ิ ทตี่ อ้ งคานึงถึงดงั ตอ่ ไปน้ี
3.1 สอดคลอ้ งกบั ความถนัด ความสนใจและความตอ้ งการของผ้เู รยี น
3.2 ส่งเสริมความสามารถในกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตหรือเป็นบุคคลแห่ง
การเรียนรู้
3.3 ส่งเสรมิ พัฒนาการทกุ ด้านของผู้เรยี น แต่ละคนโดยคานึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
3.4 ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรยี นร้อู ย่างมปี ระสิทธิภาพโดยกระบวนการคิด การปฏบิ ัตจิ ริงนาไปใช้ประโยชน์
จรงิ หรอื มีสว่ นในการเรียนรใู้ ห้มากทสี่ ุด
3.5 ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันทั้งผู้เรียน ผู้สอนและผู้ที่เก่ียวข้อง การปฏิบัติจริงในท่ีนี้หมายความถึง
การปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ได้แก่ การค้นคว้าในห้องสมุด การค้นคว้าจากคอมพิวเตอร์ การ
ปฏบิ ัติการทดลอง การปฏิบัติในห้องปฏิบัติการต่างๆ การสรุปความรู้เองอย่างมีความหมาย การ
สารวจข้อมูลภายในโรงเรียนหรือชุมชน และกิจกรรมอื่นๆ ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทา ซึ่งหลาย
กจิ กรรมกม็ ีการปฏบิ ัติอยูแ่ ลว้ ในหอ้ งเรยี นท่ัวไป
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 33
รหัส 6420540432013
4. แนวคิดเก่ียวกับรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญท่ีสุดมีผู้คิดค้นรูปแบบการเรียนการ
สอนทคี่ านึงถงึ ผ้เู รยี นเป็นสาคัญมาก่อนทีจ่ ะมีการปฏริ ปู การศึกษาในระยะปัจจุบัน ซึ่งยังเป็นรูปแบบที่
ยังใช้ได้ดีในการปฏิรูปการศึกษาการเรียนรู้และมีรูปแบบท่ีเกิดขึ้นภายหลังเมื่อประเทศไทยเร่ิมการ
ปฏริ ูปการศึกษารปู แบบท่ีสาคัญท่ใี ครข่ อเสนอใช้ในท่ีน้ี ไดแ้ กร่ ูปแบบดังตอ่ ไปนี้
4.1 รูปแบบการเรยี นการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบ 5 แนวคิดหลัก (CIPPA model) ของ
ทศิ นา แขมมณี ซ่งึ มีแนวคิดดงั ตอ่ ไปนี้
1) ให้ผูเ้ รียนเปน็ ผสู้ รา้ งความรดู้ ้วยตนเอง (Construct) โดยยึดวิธีการดงั ต่อไปนี้
- แสวงหาความร/ู้ ประสบการณ์
- ศกึ ษาทาความเขาใจ (แปลความ ตีความ)
- คดิ วเิ คราะห์
- สรา้ งความหมายแก่ตนเอง
- สังเคราะหข์ ้อมูล จดั ระเบียบความรู้ จัดโครงสร้างความรู้
- สรปุ ความรู้
2) ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวท้ังกับบุคคล สิ่งแวดล้อมทาง
กายภาพ ส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อมทางด้านส่ือ ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วน
ร่วมทางสังคมและอารมณ์
3) ให้ผู้เรียนมีส่วนรว่ มทางกายภาพ (Physical participation) โดยการทากิจกรรมตา่ งๆ
4) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะกระบวนการ (Process learning) เช่น ทักษะการแสดงความรู้
ทักษะการคิด ทักษะการจัดการ ทักษะการทางานเป็นทีม ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงในของการ
เรยี นรู้แบบมีสว่ นรว่ มทางสติปญั ญา อารมณ์ จติ ใจ
5) ให้ผู้เรียนนาความรไู้ ปประยุกตใ์ ช้ (Application) ในสถานการณตา่ งๆ ท่หี ลากหลาย
4.2 รูปแบบการทาโครงงาน (Project) เป็นรูปแบบท่ีให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ทางานเหมือนจริงใน
ชีวิตจริงทาให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรงสามารถพัฒนาผู้เรียนได้รอบด้าน ผู้เรียนจะใช้
กระบวนการหลายอย่างในการสืบค้นหาคาตอบหรือหาข้อสรุปหรือประดิษฐ์คิดค้น จนได้ผลงาน
เป็นรายงานหรือเป็นสิ่งท่ีประดิษฐ์ขึ้น อาจทาเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม การทาโครงงานอาจ
เป็นในรูปของกาหนดโครงสร้าง โดยครูเป็นผู้กาหนดให้นักเรียนปฏิบัติ หรือเป็นแบบไม่กาหนด
โครงสร้าง ผู้เรียนหรือกลุ่มผู้เรียนเป็นผู้กาหนดในเรื่องหัวข้อ จุดมุ่งหมาย วิธีการ และการ
นาเสนอผล หรือแบบก่ึงกาหนดโครงสร้างโดยครูและผู้เรียนร่วมกันคิดและร่วมกาหนด การทา
โครงงานอาจเป็นในรูปของการใช้ห้องปฏิบัติการหรือใช้ห้องสมุดเป็นหลักหรือออกไปปฏิบัติ
โครงงานในชุมชน หรือในที่สะดวกแก่งาน การทาโครงการขึ้นอยู่กับหัวข้อที่ผู้เรียนมีความความ
สนใจข้ันตอนการทางานโครงงาน
1) ขน้ั นาเปน็ การกระต้นุ ความสนใจของผู้เรยี น หรือผู้เรยี นกระต้นุ ความสนใจภายในกลมุ่
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 34
รหสั 6420540432013
2) ขั้นเลอื กหัวข้อโครงงาน
3) ขน้ั การศกึ ษาหาความรใู้ นหัวข้อนัน้ ๆ อย่างกว้างขวาง (ห้องสมดุ และแหลง่ ความร)ู้
4) ขั้นวางโครงร่างของโครงงาน หรอื เขียนแผนโครงงาน กาหนดขนั้ ตอนการดาเนนิ งาน
5) ขน้ั ลงมือปฏิบตั ติ ามแผนทว่ี างไว้
6) ขั้นรายงานผลโครงงาน
7) ขั้นอภปิ รายเป็นขน้ั วเิ คราะห์และอภิปรายถึงกระบวนการที่ทาและผลท่เี กิดขน้ึ
8) ขน้ั สรปุ และประเมินผลการเรียนรู้ ในรปู แบบคลา้ ยกนั CIPPA model
4.3 รูปแบบทักษะกระบวนการตามแนวคิดของ โกวทิ ประวาลพฤกษ์ ซ่ึงมองเห็นปัญหาในการมุ่งเน้น
พฒั นาวิทยาการแทนที่พัฒนาคนโดยเฉพาะในระดับพ้ืนฐานท้ังน้ีเพราะการกาหนดเปูาหมายของ
การศึกษามักกาหนดในเรื่องของความสามารถที่ติดกับวิชา ผู้สอนจึงไม่ได้มองเลยไปถึงการนา
ความรู้ไปใช้และมุ่งสอนให้จบตารามากกว่าที่จะมองเลยไปที่การพัฒนาคนความสามารถพื้นฐาน
ท่ีจาเป็นต่อการพัฒนาสาหรับอนาคต ประกอบด้วย การวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ
ความสามารถในการวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์และความสามารถในการปรับให้ทันกับการ
เปลี่ยนแปลง การจะฝึกบุคคลให้เกิดคุณลักษณะเช่นน้ีได้ จะต้องแปลความไปสู่การปฏิบัติ โดย
คานึงถึงองคป์ ระกอบดา้ นความคด ความร้สู ึก และการลงมือปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน กระบวนการที่
ใช้ฝึกเรียกวา่ ทกั ษะกระบวนการ มที ้งั หมด 9 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่
1) ตระหนกั ในปัญหาและความจาเป็น คอื รับรวู้ า่ เปน็ ปญั หาหรือรู้สึกว่าควรจะให้ผลดีกว่านี้ เป็น
การฝกึ สงั เกต เก็บขอ้ มูลเปรียบเทยี บความแตกตางกับจดุ มุ่งหมาย
2) คิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณเป็นระบบ คือ การคิดถึงองค์ประกอบของปัญหาหรือการ
พฒั นาเปน็ การฝกึ เปรียบเทียบ จาแนก จดั หมู่ หาความสมั พันธ์ สรปุ หลักการ
3) สร้างทางเลือกอย่างหลากหลาย คือ การมองหาทางแก้ปัญหาหรือพัฒนาเป็นการฝึกการ
แสวงหาทางเลือกหลายทางครอบคลุมองคป์ ระกอบข้อ 2 สรปุ ความคิดใหมๆ่ หลายทาง
4) ประเมินและเลือกทางเลือกได้เหมาะสม คือ การวิพากษ์วิจารณ์ทางเลือกเป็น การฝึกการ
เลอื กงานท่เี กดิ ประโยชนก์ ับคนหมูม่ าก เลือกทางเลือกท่ตี รงกบั จุดเด่นของผ้ปู ฏบิ ัติ
5) กาหนดข้ันตอนและลาดับได้อย่างชัดเจน คือ การสร้างภาพงานตามลาดับก่อนหลังเป็นการ
ฝึกมองทางภาพความสาเร็จของงานแตล่ ะข้ันตอน มองภาพงานตลอดแนว
6) ปฏิบัติอย่างช่ืนชม คือการลงมือทาตามลาดับงานด้วยความรู้สึกท่ีดีเป็นการฝึกงาน ทางาน
ตามขัน้ ตอนทันเวลามีคณุ ภาพ
7) ประเมินระหว่างปฏิบัติด้วยตนเอง คือ การรู้สึกถึงการได้ผลหรือไม่ได้ผลในขณะท่ีทาตาม
ขั้นตอน เปน็ การตรวจสอบงานอยา่ งเป็นระยะ อยา่ งตนื่ ตัว และแกไ้ ขการกระทา
8) ปรับปรุงให้งานดีขึ้นอยู่เสมอ คือ การหาจุดท่ีให้ดีขึ้นเป็นการฝึกการค้นหา วิธีใหม่ๆ เทคนิค
ใหมๆ่ อยู่เสมอ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 35
รหสั 6420540432013
9) ชนื่ ชมตอ่ ผลการทเ่ี กดิ ข้นึ คือ การนาเสนอผลงานเพื่อให้เกิดความภูมิใจ เป็นการฝึกให้ยึดมั่น
ท่ีคุณภาพงาน
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2543, หน้า 51-164) ได้กล่าวไว้ว่า ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ประกอบดว้ ย
1. การประมวลการสอน (Syllabus) หลักสูตรได้กาหนดรายวิชาไว้ จึงเป็นหน้าท่ีของสถานศึกษาท่ีจะต้อง
ดาเนินการโดยความรว่ มมอื จากฝาุ ยวิชาการและครอู าจารยใ์ นการจัดประมวลการสอนเป็นรายวิชา ซ่ึง
ในบางสถานศกึ ษาจะเรียกประมวลการสอนว่าโครงการสอน การจัดทาประมวลการสอนหรือโครงการ
สอนน้ีจะวางเป็นภาคการศึกษา โดยเฉพาะวิชาที่มีหน่วยกิจและสามารถเรียนจบในแต่ละภาค
การศึกษา ด้วยเหตุนี้การสอนจึงเริ่มจากการวางแผนระยะยาวเป็นภาคการศึกษา แล้วจึงเป็นการ
วางแผนระยะสนั้ เช่น รายสัปดาห์ เป็นต้น
1.1 ความจาเปน็ ทต่ี อ้ งมีการจัดทาประมวลการสอนมดี งั นี้
1) เพอ่ื ช่วยใหก้ ารสอนได้มีข้ันตอนดาเนนิ การ และสามารถนาไปปฏิบตั ิได้
2) เพือ่ ให้ผสู้ อนไม่ลืมและไม่สอนซ้า
3) ได้มีการวางแผนล่วงหน้าเก่ียวกับกิจกรรม และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จาเป็นในการสอนได้มี
จดั ลาดบั ประสบการณ์อย่างครบถ้วน และมีระเบียบ
1.2 ส่ิงทีค่ วรคานึงถงึ ในการจดั ทาประมวลการสอน
1) การแบ่งเนื้อหา ควรคานึงถึงความเหมาะสม เช่น การสอนเกษตรต้องคานึงฤดูกาลเกษตร
การเพาะปลูก เปน็ ต้น
2) ควรสารวจจานวนวันในแต่ละสัปดาห์ตามที่สอน เพราะจะทราบว่ามีวันหยุดหรือกิจกรรมอื่น
ทีท่ าให้การสอนขาดหายไป
3) การหาแหล่งท่ีจะทาให้นักเรียนนักศึกษาได้เพ่ิมพูนความรู้ทางวิชาการ เช่น สถานที่ดูงาน
ฝึกงานใหน้ ักเรียน
4) การเชิญวิทยากรพเิ ศษลว่ งหนา้
5) เคร่อื งมอื โสตทศั นูปกรณ์ ตลอดจนวัสดฝุ กึ เครื่องจกั รต่างๆ ทีจ่ าเปน็ ตอ่ การเรียนการสอน
6) วธิ กี ารและเคร่ืองมอื ในการวัดผลและประเมินผลการเรยี น
1.3 รายละเอยี ดของประมวลการสอนมดี ังน้ี
1) รหสั วิชา ช่ือวิชา จานวนหน่วยกิต จานวนชั่วโมงที่เรยี นทั้งทฤษฎแี ละปฏิบตั ิ
2) รายวิชาโดยสงั เขปตามหลักสูตร
3) ความมงุ่ หมายโดยทั่วไปของรายวชิ า
4) ความมุ่งหมายเฉพาะในแต่ละหวั ขอ้
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 36
รหสั 6420540432013
5) เน้ือหาของประมวลการสอนจะประกอบด้วยความรู้และความสัมพันธ์กับความรู้อื่นๆ ท่ี
นักเรียนนักศึกษาต้องเรียนรู้ ทักษะและการปฏิบัติที่จาเป็นในรายวิชานั้น รวมทั้งเจตคติและ
คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์
6) กระบวนการสอน ได้แก่ วิธีสอน กิจกรรมในการเรียนการสอนที่จะเกิดความรู้ ทักษะปฏิบัติ
และเจตคติ
7) อปุ กรณ์การสอน รวมทั้งตาราและหนังสอื ค้นควา้ ที่จาเปน็
8) การทดสอบและการวดั ผลการเรียน
9) หนงั สืออา่ นประกอบ และหนังสือทีจ่ ะเปน็ เอกสารอา้ งอิง
10) แหลง่ ที่หาความรู้ เช่น ห้องสมดุ พพิ ิธภัณฑ์
2. การจัดแผนการเรียน สถานศึกษาต้องจัดแผนการเรียนให้สอดคล้องกับหลักสูตรเพ่ือให้ผู้เรียนมีโอกาส
เลอื กเรียนได้ตามความถนัด ตามความสนใจ และความสามารถ แผนการเรียนเป็นการกาหนดรายวิชา
ให้เรียนมีวิชาบังคับ วิชาเลือก และวิชาเลือกเสรีอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นหน้าท่ีของฝุายวิชาการท่ี
จะตอ้ งศึกษาโครงสรา้ งของหลกั สตู ร รายวิชาตา่ งๆ ในหลักสตู รใหเ้ ขา้ ใจโดยละเอียด
2.1 การจัดแผนการเรียนควรอาศยั ข้อมูลดงั ต่อไปนี้
1) มกี ารสารวจสภาพทอ้ งถิ่น อุตสาหกรรมและความต้องการของผู้ปกครอง
2) มกี ารสารวจความถนดั ความตอ้ งการของผเู้ รียนนกั ศึกษา
3) มกี ารสารวจความตอ้ งการของสถานประกอบการ
4) มีการสารวจความพร้อมของสถานศึกษาในด้านต่างๆ เช่น วัสดุอุปกรณ์ เคร่ืองจักร เครื่องมือ
ห้องเรียน หอ้ งปฏิบตั กิ าร แปลงสาธติ โรงประลอง
5) มีการนาผลสรปุ มาสรปุ วิเคราะหเ์ พือ่ นาไปสู่การจดั แผนการเรียนของนักเรยี นนกั ศกึ ษา
6) แผนการเรียนท่ีเปิดสอนจากการประชุมพิจารณาปรับเปล่ียนแผนการเรียนได้เหมาะสมกับ
ความต้องการ การจัดแผนการเรียน สถานศึกษาแต่ละแห่งจะแตกต่างกันไปตามสภาพความ
พร้อมในด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนครูอาจารย์ สถานศึกษาขนาดใหญ่จะ
สามารถจดั แผนการเรยี นไดม้ ากกวา่ สถานศึกษาขนาดเลก็
3. การจัดตารางสอน ตารางสอนเป็นการกาหนดวิชา และเวลาที่จะเรียนโดยละเอียดประจาวันตลอด
สปั ดาห์
3.1 ส่งิ ท่คี านึงถงึ ในการจัดตารางสอน
1) เค้าโครงของหลักสตู ร การแบง่ หมวดวชิ า วิชาบังคบั วิชาเลือก วชิ าเลือกเสรี แต่ละวิชาต้องให้
หอ้ งเรียนและอปุ กรณเ์ ครอื่ งมือเครื่องจักรในลักษณะใดบา้ ง
2) จานวนนกั เรียนนกั ศึกษาท่จี ะลงทะเบียนในวชิ าแตล่ ะวชิ า และจดั หอ้ งกลุ่ม
3) ระยะเวลาหรอื คาบชว่ั โมงในการสอนแบ่งเป็นกีค่ าบ คาบละก่นี าที ในหน่ึงวนั จัดกค่ี าบ
4) จานวนห้องเรียนและขนาดของหอ้ งเรียน รวมทงั้ ลักษณะหอ้ งเรียนท่ีใช้
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 37
รหัส 6420540432013
5) จานวนครูอาจารย์ท่ีจะรับผิดชอบในแต่ละวชิ า
6) วิทยากรพิเศษและความสะดวกในการเชิญมาสอน
7) ภาระงานสอนของครแู ตล่ ะคน
3.2 ประโยชน์จากการนาขอ้ มลู มาใชใ้ นการจดั ตารางสอน
1) ครูอาจารยส์ ามารถสอนวิชาท่ีตนเองถนัด
2) ภาระงานสอนครูอาจารย์ไม่เหลื่อมล้ากัน หากครูอาจารย์มีหน้าท่ีในด้านอื่นก็จะได้มอบหมาย
งานสอนใหล้ ดลง
3) นกั เรียนนกั ศกึ ษาเลอื กวิชาที่ตนเองถนดั และเหมาะสม
4) วทิ ยากรพเิ ศษได้มาสอนตามเวลาท่ีต้องการ
5) สอ่ื การสอนนามาใช้ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและทัว่ ถงึ
6) หอ้ งเรียนได้รับการหมุนเวียนในการใชใ้ ห้เกิดประโยชนส์ งู สุด
3.3 หลักในการจดั ตารางสอนมดี ังนี้
1) จัดให้ครบตามโครงสร้างของหลักสูตรเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้ลงทะเบียนและเรียนได้ตาม
หลักสูตร
2) มีการพิจารณาการจัดตารางสอนตามธรรมชาติของแต่ละรายวิชา เพ่ือให้เอื้ออานวยต่อการ
เรยี นของนักเรยี นนักศกึ ษา ไม่ใหเ้ กดิ ความเครียดหรือเหนื่อยเกินไป และไม่ให้ผลของวิชาหนึ่ง
กระทบอีกวิชาหนึ่ง เช่น ภาคปฏิบัติ ควรจัดควบคู่กับทฤษฎีของอีกวิชานั้น และไม่ควรเป็น 2
รายวชิ า
3) จดั วิชาทม่ี กี ารคานวณไวใ้ นภาคเช้ามากกวา่ ภาคบ่าย
4) ควรพจิ ารณาถงึ ครูอาจารย์ เชน่ ความสะดวกท่ีจะสอน การมีเวลาว่างตรงกันเพื่อการประชุม
หารือในภาควชิ าหรอื แผนกวิชา
3.4 ความสัมพันธ์ระหวา่ งตารางสอนกับการบรหิ ารงานของสถานศึกษา
1) การบริหารด้านครอู าจารย์ การจัดตารางสอน มคี วามสัมพันธ์กบั ภาระงานของครูอาจารย์
2) การจดั อาคารสถานที่ เครือ่ งมือและสื่อการสอน ตารางจะเป็นตัวกาหนดว่าใครจะเป็นผู้ใช้ ใช้
เม่ือใด และใช้อย่างไร
4. การจดั ชั้นเรียน การจดั ชน้ั เรียนในระดับการศกึ ษาขนั้ ต้น จะแบง่ กลมุ่ นกั เรียนไดด้ งั น้ี
4.1 การจัดกลุม่ ตามความรู้ความสามารถของนักเรยี น โดยพิจารณาจากผลการเรียน
4.2 การจดั แบง่ ตามรายชือ่ จัดโดยการคละกนั ไปตามบัญชรี ายชอ่ื
4.3 การจดั ตามวิชาทีเ่ ป็นความสามารถพเิ ศษ
4.4 การจัดแบบผสมผสาน กล่าวคือ บทเรียนกลุ่มเดียวกันบางครั้งก็เรียนวิชาเดียวกัน แต่ถ้าเป็นวิชา
เลือกก็จะเรยี นรว่ มกบั ผทู้ ่ีเรียนวิชาเลือกน้ันๆ
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 38
รหัส 6420540432013
5. การจัดครู อาจารย์เข้าสอน การจัดครูอาจารย์เข้าสอนเป็นงานฝุายวิชาการพิจารณาความเหมาะสม
และถกู ตอ้ งจึงเป็นสิง่ จาเป็น การดาเนนิ งานของการจดั ครูอาจารย์เขา้ สอนมดี งั นี้
5.1 การสารวจความพร้อมของบุคลากรด้านครูอาจารย์ ก่อนเปิดหลักสูตรใหม่หรือเปิดแผนการสอน
เพมิ่
5.2 การสารวจภาระงานของครอู าจารย์
5.3 การสารวจคุณสมบัติของครูอาจารย์ เช่น วุฒิ ประสบการณ์ ความชานาญในด้านการสอนแต่ละ
วชิ า
5.4 การจัดตามความพร้อมของครูผู้สอน เช่น ความถนัด ความต้องการในการสอน เช่น จัดตามวุฒิ
ทางการศึกษา จดั ตามความสนใจและความถนัด จัดตามความเช่ียวชาญและประสบการณ์
5.5 การแก้ปัญหาการขาดครูอาจารย์ ให้ครูอาจารย์ได้ไปฝึกอบรมในบางรายวิชาที่ขาดแคลน จัด
บุคลากรฝุายอื่นให้ช่วยสอน เช่น บุคลากรฝุายสนับสนุนการสอน จัดรวมกลุ่มนักเรียนนักศึกษา
จัดหาวทิ ยากรภายนอกมาช่วยสอน
5.6 จัดครูอาจารย์เขา้ สอนแทน เมอื่ ครไู ม่มาสอน
6. การสอนเสริม การสอนเสริมเป็นการสอนกรณีพิเศษ นอกเหนือจากการสอนตามปกติ เพื่อแก้ไข
ข้อบกพร่องของนักเรยี นการสอนเสรมิ มี 4 ลักษณะ
6.1 สอนเสรมิ ก่อนการเรียน เปน็ การสอนปรับพ้ืนฐานความรูข้ องผู้เรยี น
6.2 สอนเสรมิ ขณะที่ทาการสอน เปน็ การค้นพบขอ้ บกพรอ่ งของนักเรียนท่ีไมเ่ ข้าใจบทเรยี นบางตอน
6.3 การสอนเสริมรายวิชาเพื่อสอบแกต้ ัว เม่อื มกี ารวัดผลในวิชาแลว้ ปรากฏว่าไม่ผา่ นเกณฑ์ที่กาหนดมี
จดุ ประสงค์บางจุดประสงค์ไม่ผา่ น
6.4 สอนเสริมทีน่ ักเรยี นฉลาดหรอื เรียนเร็ว นักเรียนบางคนมีสติปัญญาสูงควรสอนซ่อมเสริมเพื่อจะไม่
เกดิ การเบือ่ หน่ายในการเรยี น
7. การเลอื กตาราเรียน ตาราเรียนหรือแบบเรียนเป็นอุปกรณ์การสอนที่สาคัญโดยทั่วไปสถานศึกษาจะใช้
ตาราเรียนท่ีกระทรวงศึกษาธิการกาหนดให้ใช้ นอกเหนือจากน้ันเรียกว่า หนังสืออ่านประกอบ ซ่ึง
สถานศึกษาจะใชก้ ไ็ ด้ไมใ่ ช้ก็ได้
8. คู่มือครูในงานวิชาการเป็นเคร่ืองมือช่วยครูอาจารย์ที่จะได้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานด้านวิชาการใน
สถานศึกษา เป็นการพัฒนาคุณภาพงานวิชาการ เพ่ือจะได้ให้การจดการเรียนการสอนในสถานศึกษา
เปน็ การพัฒนาคุณภาพงานวชิ าการ เพ่ือจะได้ให้การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษามีคุณภาพและ
ประสิทธภิ าพเพ่มิ ขึน้ เปน็ ไปตามจุดมุ่งหมายของหลกั สูตร
9. การจัดห้องศูนย์ควบคุมการเรียนการสอนทางวิชาการ ห้องท่ีจัดขึ้นไม่ใช่ห้องเรียนของนักเรียน
นักศึกษา แต่เป็นห้องที่เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับข่าวสาร และสารสนเทศของงานด้านวิชาการใน
สถานศกึ ษา
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 39
รหัส 6420540432013
3. ด้านการนเิ ทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษาเป็นการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนของครู จุดประสงค์ของการนิเทศ
ดังน้ันเพ่ือส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของเด็กและเพ่ือลดความสูญเปล่าทางการศึกษาความเปล่ียนแปลงทาง
เทคโนโลยที างดา้ นวิชาการ ก็จาเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกัน เช่น หลักสูตร วิธีการสอน และ
เพ่ือเป็นการแก้ปัญหาต่างๆ จึงได้มีการจัดให้มีการนิเทศติดตามเพ่ือให้ผู้มีส่วนเก่ียวข้องได้มีความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับวิธีการใหม่ๆ นาไปปรับปรุงการเรียนการสอนให้ก้าวหน้าทันกับความเปลี่ยนแปลงซ่ึงมีนักเรียน
นกั ศกึ ษาได้กลา่ วเกีย่ วกับการนิเทศไว้ดังนี้
กู๊ด (Good,1991 ; อ้างถึงใน สามารถ รักษาศิลป์, 2543, หน้า 26 ; อรัญญา นุ่มหอม, 2549) ได้ให้
ความหมายว่า การนิเทศการศึกษาเป็นความหมายพยายามทุกชนิดของเจ้าหน้าที่ของผู้จัดการศึกษาในการท่ี
จะแนะนาครูและบุคลากรของโรงเรียนให้รู้จักวิธีการปรับปรุงานสอน ช่วยให้เกิดความเจริญงอกงามทาง
วิชาชีพทางการศึกษา ช่วยในการพัฒนาครู ช่วยในการเลือกและปรับปรุงวัตถุประสงค์ของการศึกษา ช่วย
ปรบั ปรงุ วสั ดุและเนื้อหาการสอน ปรบั ปรุงวิธีสอนและช่วยปรับปรงุ การประเมนิ ผลการสอน
แฮร์ริส (Hariss ; อ้างถึงใน บังอร หนองคาย, 2544, หน้า 7) ได้ให้ความหมายของการนิเทศว่า การ
นเิ ทศคือสง่ิ ทีบ่ ุคลากรในโรงเรียนกระทากับบุคคลและสิ่งของเพ่ือจุดมุ่งหมายในการคงไว้หรือเปลี่ยนแปลงการ
ดาเนินงานของโรงเรยี นให้เปน็ ไปแนวทางที่สง่ เสริม
ชารี มณีศรี (2534, หน้า 43) ได้กล่าวถึงจุดหมายของการนิเทศไว้ว่าเป็นการปรับปรุงการเรียนการ
สอนของครู โดยทีผ่ ทู้ ่เี กย่ี วข้องทกุ ฝาุ ยปฏิบัติงานร่วมกัน ไม่มีการแบ่งกลุ่มว่าใครมีอานาจศักด์ิศรีเหนือกว่าใคร
และมุ่งส่งเสริมขวัญกาลังใจเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรของโรงเรียนตลอดเวลาที่ประจาการ
เพ่อื ใหก้ ารศกึ ษาของโรงเรียนประสบผลสาเร็จ
สงัด อุทรานันท์ (2533, หน้า 16) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษาไว้ว่า การนิเทศ
การศึกษามจี ุดม่งุ หมายทส่ี าคญั 4 ประการ คือ
1. พัฒนาคน คือ การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการทางานร่วมกันของครูและบุคลากรทางการศึกษา
เพ่ือให้ครูและบคุ ลากรเหลา่ น้นั ได้เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมในทางท่ีดีขน้ึ
2. การนิเทศการศึกษา เพ่ือพัฒนางาน เนื่องจากงานการนิเทศมีเปูาหมายสูงสุดอยู่ที่ผู้เรียนซ่ึงเป็น
ผลผลิตจากการสอนของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเหตุนี้การนิเทศที่จัดข้ึนจึงมีจุดมุ่งหมายท่ี
จะพัฒนางาน ซ่งึ ได้แก่ งานการสอนใหด้ ีขึ้นนน่ั เอง
3. การนิเทศการศึกษา เพ่ือสร้างการประชาสัมพันธ์เป็นผลท่ีเกิดข้ึน จากการทางานร่วมกันผลัดเปล่ียน
กันเป็นผู้นาและผู้ตามซึ่งไม่ใช่เป็นการทางานภายใต้การถูกบังคับและคอยตรวจตราหรือจับผิดจาก
การนิเทศการศึกษา
4. เพ่ือสร้างขวัญและกาลงใจ เพราะขวัญและกาลงใจเป็นสิ่งสาคัญที่จะทาให้บุคคลมีความตั้งใจทางาน
หากการนเิ ทศไมไ่ ดส้ ร้างขวัญและกาลงั ใจแล้ว การนิเทศการศึกษาก็ย่อมประสบความสาเร็จได้ยาก
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 40
รหสั 6420540432013
กรมสามัญศึกษา (2535, หน้า 382-383) ได้กล่าวถึงจุดหมายของการนิเทศงานวิชาการภายใน
โรงเรยี น ไว้วา่
1. เพอ่ื แกป้ ญั หา
2. พัฒนาคน พัฒนางาน
3. ประชาสัมพันธ์
4. สร้างขวญั กาลังใจ
กระทรวงศกึ ษาธิการ ได้กาหนดความมงุ่ หมายของการนิเทศการศึกษาไว้ 5 ประการคอื
1. เพื่อใหค้ รูดาเนินการสอนตามหลักสตู ร และใหผ้ ลตามความมุ่งหมายทีก่ าหนด
2. เพื่อให้ครูตระหนักในปัญหาเก่ียวกับการเรียนการสอนและการจัดการศึกษารวมท้ังสามารถแก้ปัญหา
น้นั ได้ เกดิ ผลดตี อ่ การศกึ ษาของนักเรียน
3. เพือ่ พัฒนาหลกั สูตรและการสอนใหมป่ ระสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการและความจาเป็น
4. เพอ่ื รักษา สง่ เสรมิ และควบคมุ คณุ ภาพ มาตรฐานการศึกษาในทุกระดับ
5. เพ่อื ให้ความช่วยเหลอื และประสานงานทางดา้ นวิชาการ ของกรมเจ้าสังกัดกระทรวง สถานศึกษาหรือ
หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ผู้บริหารจึงมีหน้าท่ีโดยตรงที่จะต้องดาเนินการงานนิเทศในหน่วยงานให้
สอดคลอ้ งกับวัตถปุ ระสงคท์ งั้ 5 ประการข้างตน้
จากแนวคิดของนักการศึกษาผู้ศึกษาจึงสรุปได้ว่าในการนิเทศการศึกษามีขอบเขตจุดมุ่งหมาย
กว้างขวาง ทั้งพัฒนาคุณภาพของคุณภาพของงานและคุณภาพของชีวิต สรุปความมุ่งหมายของการนิเทศ
การศึกษาได้ 3 ประการ
1. เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถที่จะปฏิบัติงานได้ผล มีความรับผิดชอบสามารถทางานร่วมกับ
ผู้อ่ืนท้ังในฐานะผนู้ าและผู้ตามท่ดี ี ทางานได้ครบวงจรคอื คิดเป็น ทาเปน็ และแกป้ ัญหาเป็น
2. เพื่อพัฒนาคุณภาพของานโดยไม่ได้มุ่งเฉพาะประสิทธิภาพของงานเพียงอย่างเดียวแต่เน้น
ประสิทธิภาพผลของงานเปน็ สาคญั
3. เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นการเสริมสร้างทางจิตใจ และความคิดให้กว้างไกล มองการณ์ไกล ไม่ติด
อยกู่ ับกรอบข้อจากัดของปัญหา
กระบวนการนเิ ทศ
แฮริสส์ (Hariss ; อ้างถึงใน วินัย สมมิตร, 2527, หน้า 267-270) ได้สรุปกระบวนการจัดนิเทศ
การศกึ ษาไว้ 5 ขน้ั ตอน ซ่งึ เขยี นยอ่ ๆ POLCA ซ่งึ อธบิ ายไวด้ ังน้ี
1. กระบวนการวางแผน (Planning processes) คือ การติดตามการนิเทศ จัดตารางทางาน ตารางการ
นิเทศ และทาโครงการต่างๆ
2. กระบวนการจัดการ (Organizing processes) คือมีการจาแนกหน้าที่เพื่อไม่ให้งานซ้อนงาน ขจัด
ปัญหาซ้าซ้อนกัน ใช้แหล่งข้อมูลทางวิชาการ จัดวัสดุอุปกรณ์ การอานวยความสะดวก การจัดให้มี
เครอ่ื งมอื เคร่ืองใช้ในโรงเรยี น
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 41
รหสั 6420540432013
3. กระบวนการนา (LEADING processes) หมายความว่าผู้บริหารต้องเป็นผู้นาในการตัดสินใจ ให้
ข้อเสนอแนะใหค้ าปรึกษาแนะนา ใหก้ าลังใจ เสริมแรง เอาใจใส่ในเรื่องสวัสดิภาพ ใช้ความสามารถใน
การสอ่ื สาร มีความคดิ รเิ รม่ิ
4. กระบวนการควบคุม (Controlling processes) หมายถึงการติดตามการทางานของบุคลากร เมื่อพบ
ข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องผู้นิเทศจะแก้ไข ข้อบกพร่องนั้นด้วยความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ให้การ
นิเทศและผู้รับการนิเทศ จะเห็นได้ว่าการควบคุมทางการนิเทศน้ันเป็นกระบวนการที่แตกต่างไปจาก
การควบคุมทางการบรหิ าร
5. กระบวนการประเมิน (Assessing processes) ได้แก่การตัดสนใจ การปฏิบัติงานวิจัยและการวัดผล
การปฏิบัติงาน กิจกรรมท่ีสาคัญคือการพิจารณาผลงานในเชิงปฏิบัติว่าให้ผลมากน้อยเพียงใด และ
วดั ผลอยา่ งมแี บบแผน มคี วามเทย่ี งตรงท้ังนค้ี วรมกี ารวิจยั ด้วย
กิจกรรมการนเิ ทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษา จะประกอบด้วยกิจกรรมหลายอย่างเพ่ือให้เกิดการปฏิบัติงานไปสู่จุดหมาย
เดยี วกนั กจิ กรรมท่ีจดั จะคานงึ ถึงจดุ มุ่งหมาย ขนาดกลมุ่ และประโยชนท์ ไี่ ดร้ บั
แฮร์ริสส์ (Hariss ; อ้างถึงใน ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2543, หน้า 71–81) ได้แบ่งกิจกรรมในการ
นิเทศไว้เปน็ ประเภทๆ ดังนี้
1. การบรรยาย จะใช้แต่การพูดอย่างเดียว ไม่มีการโต้ตอบจากผู้ฟังแต่บรรยายให้กับผู้ฟังได้ไม่จากัด
จานวน
2. การบรรยายสอ่ื ประกอบ เป็นการบรรยายโดยใช้ทัศนูปกรณ์เข้าร่วมด้วย เช่น สไลด์ แผนภาพ ทาให้
เกิดความสนใจมากกวา่ การบรรยายทั่วไป
3. การประชุมสมั มนา เปน็ กจิ กรรมท่ีสามารถจัดเป็นกลุ่มใหญ่ ซักถาม ตลอดจน เสนอเป็นบทความ บท
วิเคราะห์ ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการอภิปราย ซักถาม ตลอดจนเสนอความคิดเพิ่มเติมช่วยให้การบรรยาย
นา่ สนใจขึน้
4. การดูภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ เป็นการใช้ภาพยนตร์ โทรทัศน์หรือวีดีโอ เพ่ือเสนอข้อมูลในท่ีประชุม
หรอื ใช้ประกอบการบรรยาย
5. การฟังจากเทป วิทยุ และการบันทึกเสียง เป็นการบันทึกเสียงจากผู้บรรยายหรืออภิปรายถ่ายทอดสู่
ผู้ฟงั เพือ่ ช่วยให้เขา้ ใจมากขึ้น
6. การจัดนิทรรศการเก่ียวกับวัสดุ และเคร่ืองมือต่างๆ เป็นกิจกรรมสาหรับพัฒนาทางวัสดุต่างๆ
กิจกรรมนี้มีคุณค่ามากถ้าใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่น จะเพ่ิมความสนใจแก่ผู้ร่วมกิจกรรม เช่น การจัด
กจิ กรรมแสดง นทิ รรศการหนังสอื ของหอ้ งสมดุ
7. การสังเกตภายในห้องเรียน เป็นการตั้งคณะกรรมการสังเกตการทางานเพ่ือวิเคราะห์คุณภาพ
กิจกรรมคล้ายกับการสาธิตและการเยี่ยมช้ันเรียน แต่เป็นพิธีรีตองและมีแบบแผนมากกว่า ผู้สังเกต
ต้องมที ักษะมเี คร่อื งมือและมีจุดประสงค์ของการบันทึกขอ้ มูลอยา่ งมีระบบ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 42
รหัส 6420540432013
8. การสาธติ เป็นการลาดับเหตุการณ์ที่เหมือนจริงโดยเน้นท่ีจุดสาคัญๆ มีข้อจากัดคือถ้าเป็นกลุ่มใหญ่จะ
ไม่สามารถทราบรายละเอียดได้อยา่ งทั่วถึง ถ้าเปน็ กลมุ่ เลก็ เกนิ ไมค่ มุ้ คา่
9. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เป็นการดาเนินการระหว่างผู้ถูกสัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ เพ่ือให้ได้
ขอ้ มลู ท่ีต้องการและจะถกู ควบคมุ โดยผู้สัมภาษณ์
10. การสัมภาษณเ์ ฉพาะเรือ่ งเปน็ การสมั ภาษณแ์ บบก่ึงมีโครงสร้างโดย
1) ต้องสัมภาษณผ์ ทู้ สี่ ามารถตอบไดใ้ นเร่ืองนนั้
2) ผูส้ ัมภาษณต์ อ้ งเข้าใจและวเิ คราะหเ์ ร่อื งนน้ั ๆได้
3) มีแนวทางในการสัมภาษณ์แล้ว
4) ต้องสัมภาษณ์ตรงจดุ ท่ีต้องการจากประสบการณข์ องผู้ถูกสมั ภาษณ์
11. การสัมภาษณ์ทางอ้อม เป็นการได้ข้อมูลจากการสนทนาพูดคุยกันแบบไม่มีพิธีรีตอง เพ่ือให้ ได้
แสดงออกทางความคิดและความรู้สึกของผู้ที่เราคุยด้วย การสัมภาษณ์แบบน้ีช่วยให้พัฒนาคุณธรรม
ของครูและใหร้ จู้ ักวิเคราะหต์ นเอง ทาใหค้ รูรูส้ กึ วา่ เขาสามารถปฏบิ ัตงิ านไดด้ ว้ ยตนเอง
12. การอภปิ รายเปน็ การพูดคุยกันถึงปัญหาท่ีเกี่ยวข้องกันของกลุ่มเล็กๆ การอภิปรายจะใกล้เคียงกับการ
ประชุมกลุ่มและอภิปรายกล่มุ
13. การอ่าน เป็นกิจกรรมของการนิเทศที่ใช้กันมากท่ีสุดมีการจัดรูปแบบห้องสมุด เพื่อให้ครูได้หาความรู้
เพม่ิ เตมิ ปัจจุบันใชก้ จิ กรรมการอ่านผสมผสานกบั กจิ กรรมอน่ื สาหรบั การฝึกอบรมมากข้นึ
14. การวิเคราะห์ข้อมูลและการคานวณ เป็นกิจกรรมท่ีสาคัญสาหรับผู้นิเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ
ติดตามและประเมินโครงการพิเศษต่างๆ ของระบบการศึกษาต้องใช้ทักษะในการคานวณอย่างง่ายๆ
เพอ่ื วิเคราะห์ข้อมูล
15. การระดมสมองเปน็ การเสนอแนวความคิดและข้อเสนอแนะตา่ งๆ ซ่งึ มีกฎพ้ืนฐาน 4 ประการคือ
1) เป็นความคดิ ทีเ่ ราตอ้ งการจดุ ประสงค์ คือ ความคดิ ท่ีแตกตา่ งมารวมกัน
2) ประเมนิ ค่าแนวความคดิ ทีก่ อ่ ใหเ้ กดิ ผลเสีย
3) สนบั สนุนให้มีแนวความคิดแบบเปิดกวา้ ง
4) รวมความคิดและปญั หาอุปสรรคตา่ งๆ จากความคดิ เห็นทไี่ ด้
16. การบันทึกวีดีโอเทปและถ่ายภาพเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาหลักสูตรการประเมินผล
งาน การฝกึ อบรม การประชาสัมพันธ์ วดี โี อสามารถเน้นจุดสาคญั ๆและสามารถนากลับมาใชใ้ หม่ได้
17. การจัดทาเครื่องมือและข้อทดสอบ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้แบบทดสอบ แบบสารวจ แบบ
แสดงความคดิ เหน็
18. การประชุมกลุ่มยอ่ ย เปน็ การประชมุ กลุ่มเลก็ ๆ เพ่ืออภิปรายปัญหาพิเศษแบบไม่มีโครงสร้าง เน้นการ
ปฏสิ ัมพันธข์ องกลุ่ม เปิดโอกาสใหแ้ สดงความคิดเหน็ กบั ปัญหานน้ั
19. การพาไปทศั นศกึ ษาเป็นการเดินทางออกจากสถานศึกษาเพื่อศึกษาและดูงานในส่ิงที่เก่ียวกับท่ีปฏิบัติ
อยู่ เป็นการเพิม่ พนู ประสบการณ์
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 43
รหสั 6420540432013
20. การเยีย่ มเยียน เปน็ การเย่ียมการปฏิบัตงิ านของใครๆ หรอื สงั เกตการทางานของกลุ่มบุคคลอน่ื
21. บทบาทสมมติ เปน็ ลักษณะคล้ายกับการปฏิบัติในสถานการณ์ท่ีเป็นจริง น่ันคือจะกาหนดสถานการณ์
ขน้ึ แลว้ ให้ผทู้ ากิจกรรมตอบสนองหรือปฏิบัติตนเองไปตามธรรมชาติท่ีควรจะเป็นในกรณีที่นามาใช้ใน
การนิเทศนั้นส่วนใหญ่มักจะเอาปัญหาท่ีเกิดขึ้นกับครูมาเป็นตัวกาหนด ปัญหาให้ผู้ทากิจกรรมสมมติ
ตวั เองว่าอยใู่ นสถานการณ์นน้ั ๆ จะทาอย่างไร
22. การเขยี นเป็นกจิ กรรมสื่อกลางในการวิเคราะหเ์ กือบทุกเรอ่ื ง เช่น การเขียนโครงการ การบันทึกข้อมูล
การเขียนรายงาน
23. การปฏิบัตติ ามคาแนะนา กจิ กรรมนีใ้ ชก้ ับรายบคุ คลหรือกลมุ่ ขนาดเลก็ มุ่งเนน้ การปฏิบตั ิ
แนวคดิ เกย่ี วกบั การนเิ ทศภายในสถานศึกษา
กมล ภู่ประเสริฐ (2544, หน้า 59-64) ได้เสนอแนวคิดในการนิเทศภายในสถานศึกษาไว้ว่า การนิเทศ
ภายในสถานศึกษาหรือภายในหน่วยงานต่างๆ ทางการศึกษา ยังมีการปฏิบัติน้อย เพราะยังยึดถือความรู้สึก
เดิมกันอยู่ ผู้นิเทศต้องมีคุณสมบัติเหนือกว่าผู้รับการนิเทศ ทาให้เกิดภาวะการณ์ไม่ยอมรับ และการกล้า
ปฏิบัติงานนิเทศ แต่ความจริงแล้วการนิเทศภายในเป็นการช่วยกันดึงเอาความสามารถพิเศษของแต่ละคนมา
ใชใ้ ห้เกิดประโยชนต์ อ่ บุคคลอนื่ ในหมคู่ ณะ กอ่ ให้เกิดพลังที่จะผลักดันให้กิจกรรมต่างๆ ก้าวไปข้างหน้าได้อย่าง
ดี ปัญหาจึงอย่ทู วี่ า่ จะเริ่มงานนิเทศภายในกันอย่างไร แนวคิดตอ่ ไปนีอ้ าจจะช่วยแก้ปญั หาเหลา่ นน้ั ได้
1. การนิเทศเป็นกระบวนการทางานร่วมกันระหว่าง ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศเพื่อพัฒนางานในหน้าท่ี
ความรับผิดชอบ ถือเป็นการพัฒนาบุคลากรอีกรูปแบบหน่ึง ที่อาจให้ผลรวดเร็วกว่า โดยเฉพาะการ
นเิ ทศภายในสถานศึกษา เพราะเป็นผนู้ เิ ทศและผู้รับการนิเทศทางานร่วมกัน และผู้นิเทศในเร่ืองหนึ่ง
อาจเปน็ ผรู้ บั การนิเทศในอีกเรื่องหน่ึงได้ จึงเป็นการรวมพลังกนั เพื่อสรา้ งสรรคผ์ ลงานทีด่ กี ว่าการให้แต่
ละคนปฏบิ ัตงิ านในลักษณะต่างคนตา่ งทา
2. หลกั การสาคญั ท่ีนามาใช้ในการนเิ ทศภายในสถานศึกษา ได้แก่ หลักการดงั ต่อไปน้ี
2.1 มุ่งท่ีคุณภาพของผู้เรียนเป็นสาคัญ แม้ว่าการนิเทศภายในจะเป็นการพัฒนาบุคลากรใน
สถานศกึ ษา สิง่ ทจี่ ะพฒั นาจะตอ้ งโยงไปสู่คุณภาพของผู้เรยี น
2.2 อาศัยความร่วมมอื ภายในสถานศึกษาบุคลากรในสถานศึกษาจะต้องตระหนักถึงความสาคัญของ
การนเิ ทศภายใน รว่ มมอื รว่ มใจ ร่วมคดิ รว่ มทา เพื่อให้บุคลากรแตล่ ะคนพัฒนาตนเองได้อย่างมี
คุณภาพ และหลากหลายกรณีอาจต้องเชิญวิทยากร/ผู้เช่ียวชาญจากภายนอกมาช่วยให้
คาแนะนา
2.3 อาศัยวิธีการหลากหลาย ท่ีจะต้องเป็นส่ิงช่วยกระตุ้นความสนใจและความร่วมมือในการ
ดาเนนิ การ แตล่ ะวิธมี ุง่ จุดเดน่ จดุ ดอ้ ยท่จี ะชว่ ยเสรมิ ประสทิ ธภิ าพของกนั ได้
2.4 กระทาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ จนสร้างความรู้สึกว่ากระบวนการน้ีเป็นส่ิงที่ขาดไม่ได้
กลายเปน็ สว่ นหนึ่งของการปฏิบัติงานภายในสถานศึกษาซ่ึงเป็นการสร้างอุปนิสัยของการพัฒนา
ตนเองอยู่เสมอ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 44
รหสั 6420540432013
2.5 ใช้กระบวนการที่เป็นระบบเพื่อให้มั่นใจได้ว่างานนิเทศภายในสถานศึกษาจะสามารถบรรจุ
เปาู หมายท่ีตอ้ งการได้
3. ระบบงานทใ่ี ชก้ ันอยู่คือ วงจรของเดมม่ิง (Deming cycle) หรอื PDCA
3.1 การวางแผนปฏบิ ตั ิงาน P (Plan)
3.2 การลงมอปฏบิ ัติตามแผน D (Do)
3.3 การตรวจสอบกบั แผน (check)
3.4 การแก้ไขปรับปรงุ ทาใหต้ ้องเกิดการวางแผนใหม่ A (Action)
4. กระบวนการที่เปน็ ระบบอีกรปู แบบหน่งึ ได้แก่
4.1 การศกึ ษาวิเคราะห์สภาพปัจจบุ ัน ปัญหา และความต้องการ
4.2 กาหนดทางเลอื กและวางแผน
4.3 พฒั นาสือ่ เคร่ืองมอื นวตั กรรม
4.4 ปฏบิ ัติตามแผน
4.5 สรุปและรายงานผล
5. กระบวนการท่ีเปน็ ระบบอีกรปู แบบหนึ่งได้แก่
5.1 สร้างความตระหนกั ถึงความสาคญั
5.2 วเิ คราะหจ์ ดุ เด่น จุดด้อยของชั้นเรยี น/สถานศกึ ษา
5.3 กาหนดจุดทจี่ ะพฒั นา
5.4 กาหนดแผนกลยทุ ธห์ รือแผนพฒั นา
5.5 ปฏิบัตติ ามแผน
5.6 สรุป ประเมนิ ผล
5.7 รายงาน
6. เทคนิคในการนิเทศภายในสถานศึกษามีหลายรูปแบบ ที่สถานศึกษาสามารถดาเนินการได้เอง หรือ
อาศยั การช่วยเหลือจากภายนอกบางสวน ได้แก่ เทคนคิ ดังตอ่ ไปนี้
6.1 การใหค้ าอธบิ ายหรอื คาแนะนา
6.2 การให้ผทู้ มี่ คี วามสามารถ สาธติ ใหด้ ู
6.3 การปรกึ ษาหารอื
6.4 การระดมสมอง
6.5 การศกึ ษาเอกสารร่วมกนั
6.6 การศกึ ษาสือ่ เชน่ วดี ที ัศน์ ซดี ี รว่ มกัน
6.7 การช่วยกนั จดั หาสอ่ื ทจ่ี ะช่วยใหก้ ารสอนดขี ้นึ
6.8 การจดั ทมี ทาการทดลองวธิ กี ารสอนรว่ มกนั
6.9 การผลดั เปลย่ี นกนั แสดงบทบาทสมมตติ ามความคดิ แลว้ สรปุ เปน็ ขนั้ ตอนการสอนทีด่ ี
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 45
รหสั 6420540432013
4. ด้านการวดั ผลประเมนิ ผลการศกึ ษา
การวัดผลประเมนิ ผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ให้ผู้สอนใช้พัฒนาคุณภาพผู้เรียน เพราะจะช่วยให้
ได้ข้อมูลสารสนเทศท่ีแสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้าและความสาเร็จทางการเรียนของผู้เรียนรวมท้ังข้อมูลท่ี
จะเป็นประโยชน์ตอ่ การสง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นเกิดการพัฒนาและเรยี นรอู้ ยา่ งเต็มตามศกั ยภาพ
พนัส หันนาคินทร์ (2524, หน้า 199) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดผล คือ การเปรียบเทียบผลที่ได้จากการ
เรยี นกบั มาตรฐานอนั หนึง่ ที่ถดถอย การวัดผลมีลักษณะเป็นรูปธรรม คือมักแสดงออกมาเป็นตัวเลข เพ่ือแสดง
ว่านักเรียนมีความร้มู ากนอ้ ยเพยี งใดจากการท่ไี ดเ้ รียนไปแล้ว การประเมิน (Evaluation) เป็นการพิจารณาคุณ
คา จากคะแนนท่ีไดจ้ ากการวดั ผลนัน้
ประกิต รตั นสุวรรณ (2525, หน้า 23) ไดก้ ลา่ วไว้ว่า การวัดผลการศึกษาหมายถึง กระบวนการในการ
กาหนด หรือหาจานวน ปริมาณ อันดับ รายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรม ความสามารถของบุคคล
โดยใช้เคร่ืองมือในการวัด สาหรับการประเมินผลน้ัน หมายถึง กระบวนการในการตัดสิน ตีราคา ลงความเห็น
สรุปเพอ่ื พจิ ารณาความเหมาะสมหาคณุ คาของคณุ ลักษณะพฤติกรรมโดยอาศัยข้อมูล รายละเอียดที่ได้จากการ
วัดผลเปน็ หลักและใชว้ ิจารณญาณประกอบการพิจารณา
ไพศาล หวังพาณิช (2526, หน้า 13) ได้กล่าวว่าการวัดผลการศึกษาหมายถึง กระบวนการในการ
กาหนด หรือจานวน ปริมาณ หรือรายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรมคน โดยใช้เคร่ืองมือเป็นหลักใน
การวัด กระบวนการดงั กลา่ วทาให้ตัวเลขหรือขอ้ มูลรายละเอียดต่างๆ ทีใ่ ช้ในจานวนลักษณะท่วี ัดน้ัน
สรุปได้ว่า การวัดผลประเมินผลเป็นกระบวนการที่จะทาให้ทราบถึงประสิทธิภาพของการเรียนการ
สอน ทราบทั้งผลการสอนของครู ทราบผลการเรียนของนกั เรียนและผลสมั ฤทธข์ิ องหลักสูตร ส่ิงสาคัญจากการ
วัดผลและประเมินผลจะเป็นตัวบ่งช้ีคุณภาพของครูผู้สอนและผู้บริหารด้วยว่าอย่างไร และนาเอาผลที่ได้จาก
การวดั การประเมนิ ผลไปปรับปรงุ การเรียนการสอนตอ่ ไป
ความจาเป็นในการวัดผลและประเมินผลการเรียน การวัดผลและประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนการสอน การสอนที่สมบูรณ์จะต้องเริ่มที่ การต้ังจุดมุ่งหมายของการสอน เตรียมเน้ือหา
กิจกรรมและส่ือในเรื่องจะสอน สร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล ลงมือสอนและวัดผลประเมินผลการเรียน
การสอน นอกจากนี้แล้วการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอน ยังกระทาเพ่ือจะได้ทราบพ้ืนฐานความรู้
นักเรียน ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนเพื่อตัดสินเล่ือนชั้นดังนั้น การวัดผลและประเมินผลเป็นกิจกรรมทาง
วิชาการท่สี าคญั ยิง่
อาภา บุญช่วย (2537, หน้า 130-131) ได้กล่าวไว้ว่าโดยสรุปในแง่บริหารการจัดการประเมินผล
การศึกษามคี วามจาเปน็ ดงั นี้
1. เพ่ือทราบผลการเรยี นของนกั เรียน ชว่ ยให้ผูเ้ รียนปรับปรุงแก้ไขการเรียนของตนได้ก่อนที่ก้าวไปศึกษา
บทเรียนใหม่
2. เพอ่ื ประโยชน์ในการเลอ่ื นช้ันและการแบ่งนักเรียนตามความสามารถ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 46
รหัส 6420540432013
3. เพื่อเป็นหลักฐานในการรายงานผลการเรียนให้ผู้ปกครองทราบ ทาให้ผู้ปกครองรู้ความก้าวหน้าของ
นกั เรยี นในปกครองของตน และชว่ ยใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจอันดรี ะหวา่ งบ้านกบั โรงเรียน
4. ช่วยให้ฝายแนะแนวทราบข้อมูลของนักเรียน จะได้ช่วยวิเคราะห์ความเด่นด้อยของผู้เรียน เป็น
จุดเร่ิมต้นของการศกึ ษาเดก็ เปน็ รายบคุ คล และเป็นแนวทางในการแนะแนวการเรียนอาชีพของผ้เู รยี น
5. ช่วยฝุายบริหารทราบข้อมูล เพื่อปรับปรุงมาตรฐานทางวิชาการของโรงเรียนจะนาไปสู่แนวทาง
ปรบั ปรุงส่งเสรมิ สภาพการเรยี นการสอนให้แกค่ รู
พนัส หันนาคินทร์ (2524, หน้า 199-200) ได้กล่าวไว้ว่าประโยชน์จากการวัดผลประเมินผลและ
ประเมินผลการศกึ ษาดงั น้ี
1. เพอื่ ปรับปรงุ การเรยี นการสอนของครู ทาใหค้ รทู ราบผลการเรียนของนกั เรียนวา่ เป็นอยา่ งไร
2. เพื่อปรับปรุงผลการเรียนการสอนของนักเรียน รู้ว่าตนเองเก่งอ่อนอย่างไร ครูทราบว่านักเรียนของ
ตนเองเก่งออ่ นแคไ่ หนจะได้แก้ไขเป็นรายๆ
3. เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารของโรงเรียน ทาให้ทราบสภาพปัญหาที่แท้จริงของหลักสูตร โครงการ
สอน และบนั ทึกการที่นาไปสูภ่ าคปฏบิ ตั ิ ประสบปัญหาอย่างไรทใ่ี ดควรแก้ไขพัฒนาอยา่ งไร
4. เพื่อเป็นข้อมูลทางการศึกษาท่ัวไป เช่น เพ่ือแสดงผลการเรียนจบของนักเรียนและหลักฐานให้
ผปู้ กครองทราบ
5. เพื่อประโยชน์การเลื่อนชั้นของนักเรียน (Grade Placement) และการจัดแบ่งช้ันเรียนตาม
ความสามารถ (Ability-Grouping)
ทฤษฎที างการบริหาร
1. ทฤษฎีและแนวความคดิ การจดั การแบบวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Management)
การจัดการแบบวิทยาศาสตร์น้ันหมายถึงการจัดการการทางานแบบมีระบบ โดยอาศัยเทคนิคหรือ
วิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซ่ึงก็คือ “กฎระเบียบ” นามาใช้กับการปฎิบัติงาน มีการศึกษาเหตุและผล เก็บ
ข้อมูล ตลอดจนวิเคราะห์เพ่ือหาวิธีการที่ดีที่สุดในการทางานนั้นๆ เร่ิมเกิดข้ึนในช่วงต้นของยุคปฏิวัติ
อุตสาหกรรมทีเ่ ร่ิมเปลีย่ นจากแรงงานคนมาเป็นแรงงานจากเครื่องจักร ทฤษฎีในยุคน้ีจะมุ่งเน้นไปยังเปูาหมาย
ผลสาเรจ็ ทมี่ าจากการจดั การทาใหก้ ารทางานมีประสทิ ธภิ าพมากข้ึน นักทฤษฎแี ละแนวความคดิ ท่โี ดดเดน่
1.1 Frederic Winslow Taylor (เฟรเดอริค วินสโลว์ เทย์เลอร์) : บุคคลที่โดดเด่นที่สุดในยุคและถือเป็นผู้
เร่มิ ต้นสร้างทฤษฎีเกีย่ วกบั การบรหิ ารจดั การเลยก็ว่าได้ เขาไดร้ ับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการจัดการ
แบบวิทยาศาสตร์ (Principle of Scientific Management)” ซึ่งเป็นบุคคลแรกท่ีนาแนวความคิดการ
จัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) มาใช้กับระบบอุตสาหกรรม เขาตั้งใจชี้ให้เห็นว่า
การจดั การในรูปแบบน้ีดีกว่าการจัดการในรูปแบบเดิมอย่าง Rule of Thumb ที่ไม่มีรูปแบบชัดเจนดั่งใน
อดีตที่ผ่านมา โดยเขาได้เร่ิมศึกษาวิธีเพ่ิมประสิทธิภาพการทางานในโรงงานอุตสาหกรรมหลอมเหล็กที่
เพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1878 ซึ่งเป็นช่วงท่ีเศรษฐกิจตกต่าและการบริหารงานไร้
ประสิทธิภาพอย่างย่ิง Taylor ได้นาเอาวิธีการต่างๆ มาใช้ ต้ังแต่ การฝึกอบรมให้พนักงานใช้อุปกรณ์,
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 47
รหัส 6420540432013
การแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน, ตลอดจนการใช้วิธีจ่ายค่าแรงตามรายช้ิน ซึ่งทาให้โรงงานน้ีมี
ประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึนถึง 4 เท่าตัวเลยทีเดียว สาหรับแนวความคิดตามรูปแบบน้ีจะให้ความสาคัญกับ
ปรมิ าณมากกว่าคุณภาพการผลิต
1.2 Max Weber (แม็กซ์ เวเบอร์) : ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าตารับระบบราชการ (Bureaucracy) โดย
เขาได้ทาการศึกษาระบบโครงสร้างขององค์กรขนาดใหญ่มากมายในยุคน้ัน แล้วนาเสนอการจัดการ
องค์กรขนาดใหญ่ข้นึ มาในปี ค.ศ.1911 โดยมกี ารกาหนดโครงสร้างตลอดจนการบริหารงานท่ีชัดเจน โดย
มอี งค์ประกอบ 7 ประการ ดงั น้ี
1) หลกั ลาดับขนั้ (hierarchy)
2) หลักความสานกึ แหง่ ความรบั ผดิ ชอบ (responsibility)
3) หลกั แห่งความสมเหตสุ มผล (rationality)
4) หลักการมงุ่ สูผ่ ลสาเรจ็ (achievement orientation)
5) หลกั การทาให้เกิดความแตกตา่ งหรอื การมีความชานาญเฉพาะดา้ น (Specialization)
6) หลกั ระเบียบวนิ ัย (discipline)
7) ความเปน็ วิชาชพี (Professionalization)
2. ทฤษฎีและแนวความคิดการจดั การแบบหลกั การบรหิ าร (Administrative Management)
แนวคิดนี้เกิดข้ึนในยุคคลาสสิกเช่นกัน แต่จะมีการจัดการที่เป็นระบบระเบียบข้ึน แนวความคิดนี้เกิด
จากความเช่ือท่ีว่าการบริหารแบบวิทยาศาสตร์น้ันเป็นลักษณะสากลท่ีมีอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว แต่นักทฤษฎีใน
กล่มุ การจัดการแบบการบริหารนีจ้ ะมงุ่ เน้นสนใจในการปรบั ปรุงการทางานของฝุายบริหารหรือฝุายการจัดการ
โดยเฉพาะ ไม่มุง่ เน้นให้ความสาคญั กบั การทางานของพนกั งานระดับลา่ ง โดยนกั ทฤษฎีกลุ่มน้ีจะมีสมมติฐานว่า
ความสาเร็จของงานนั้นขึ้นอยู่กับการทางานของฝุายจัดการหรือฝุายบริหารเสียมากกว่า นักทฤษฎีและ
แนวความคดิ ท่ีโดดเด่น
2.1 Lyndall Urwick & Luther Gulick :สองนักทฤษฎีที่โดดเด่นในเรื่องทฤษฎีองค์กรและกระบวนการ
บริหารงาน ที่ให้ความสาคัญของการทาหน้าที่ของฝุายบริหารมากกว่าการทางานของฝุายพนักงานระดับ
ลา่ ง และมุ่งเนน้ ไปยงั วธิ กี ารทางานตลอดจนพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารระดับสูงเป็นหลัก โดย
หลกั การท่เี ป็นท่ีรูจ้ ักในระดับสากลนั้นกค็ ือ POSDCoRB ท่ีท้ังสองเป็นหน่ึงในกลุ่มนักวิชาการท่ีถูกกองทัพ
สหรัฐเรียกมารวมตัวกันช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อประเมินข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการ
กองทัพและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ซ่ึงท้ังสองได้นาเสนอแนวคิดดังกล่าวที่เป็นภาระหน้าที่
สาคญั ของนกั บริหารอันประกอบไปดว้ ยหนา้ ที่ 7 ประการดังนี้
1) P – Planning :การวางแผน ตลอดจนการจัดวางโครงสรา้ งของการทางาน รวมไปถึงการวางแผนการ
ลว่ งหนา้ เพือ่ เตรียมการ ไปจนถงึ การวางแผนทางานร่วมกันของฝุายต่างๆ
2) O – Organizing : การจัดองค์กร ตั้งแต่การกาหนดโครงสร้าง ตาแหน่ง อานาจหน้าที่ ความ
รบั ผิดชอบ ตลอดจนการกาหนดสง่ งาน แบ่งงานทาอยา่ งเปน็ ระบบระเบยี บ
นางสาวณชนก วงศศ์ รี 48
รหัส 6420540432013
3) S – Staffing :การจัดการเก่ียวกับบุคคลากรในองค์กร ต้ังแต่การจัดอัตรากาลัง การสรรหา การจัด
ตาแหนง่ การพัฒนา เป็นต้น
4) D – Directing : การอานวยการ ตั้งแต่หนา้ ทใ่ี นการตดั สินใจ วินิจฉัย ส่ังการ ออกคาส่ัง ไปจนถึงการ
มอบหมายภารกจิ ให้ผใู้ ตบ้ ังคบั บญั ชา ตลอดจนภาวะการเป็นผู้นา
5) Co – Co-ordinating : การประสานงานตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ให้การทางานบรรลุเปูาหมายด้วยดี
รวมไปถึงการประสานงานในแต่ละส่วนให้สอดคล้องกันด้วย เพื่อให้การทางานสาเร็จอย่างมี
ประสทิ ธิภาพสูงสดุ
6) R – Reporting : การรายงานการปฎิบัติงานต้ังแต่งานส่วนบุคคลไปจนถึงองค์กร เพื่อให้รู้ถึงการ
ทางานของฝุายต่างๆ และควบคุมให้ดาเนินไปตามแผนงานที่ได้กาหนดไว้ และสามารถตรวจสอบ
ตลอดจนประเมนิ ผลได้
7) B – Budgeting :การบริหารงบประมาณ ตั้งแต่การประเมินงบประมาณ การจัดทาบัญชี การ
ตรวจสอบดา้ นการเงิน ไปจนถงึ การนางบประมาณมาใชอ้ ยา่ งคุ้มคา่ ทีส่ ุด
3. ทฤษฎแี ละแนวความคิดการจดั การแบบมนษุ ยส์ ัมพนั ธ์ (Human Relation)
แนวคิดนี้ค่อนข้างจะขัดแย้งกับแนวความคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ท่ีเน้นไปที่ประสิทธิภาพของ
การทางานเป็นหลัก และมองข้ามความสาคัญของบุคคลไป มุ่งให้มนุษย์ทางานให้บรรลุผลสาเร็จตาม
กระบวนการควบคุมต่างๆ โดยคานึงถึงผลผลิตเป็นสาคัญ แต่นักทฤษฎีในแนวมนุษย์สัมพันธ์นี้มีแนวความคิด
ว่าการท่ีจะทางานให้บรรลุผลสาเร็จได้นั้นต้องอาศัยแรงงานคนเป็นสาคัญ แล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคมท่ีมีความ
ต้องการหลากมิตแิ ละไร้เหตุผลด้วย ไม่ได้ทางานเพ่ือหวังตอบแทนเรื่องค่าจ้างเพียงอย่างเดียว อีกทั้งมนุษย์ทุก
คนยงั มลี กั ษณะที่แตกต่างกัน ฉะน้ันการใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์ของบุคคลในองค์กรจึงเป็นส่ิงสาคัญที่ส่งผลต่อ
ผลผลิตโดยตรงด้วยเช่นกัน และส่งเสริมประสิทธิภาพขององค์กรได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นักทฤษฎีและ
แนวความคิดที่โดดเดน่
3.1 Abraham H. Maslow :แนวความคิดในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์ท่ีโดดเด่นมากและเป็นท่ีรู้จักไปท่ัวโลกจนถึง
ยุคปัจจุบันน้ีก็คือแนวความคิดของ Maslow ท่ีเรารู้จักกันดีน่ันเอง ซึ่งนักทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์นี้ได้
นาเสนอทฤษฎี Hierachy of Needs หรือ ทฤษฎีลาดับชั้นของความต้องการ หรือท่ีคนยุคน้ีอาจเรียกติด
ปากกันในช่ือ “ทฤษฎีมาสโลว์ (Maslow Theory)” ท่ีสร้างแผนภูมิปิรามิดแสดงลาดับขั้นความสาคัญ
ของความตอ้ งการของมนุษย์ไว้อยา่ งยอดเยี่ยมทเี ดยี ว โดยมีรายละเอียดดงั นี้
1) ความต้องการทางรา่ งกาย(physiological needs)
2) ความตอ้ งการความปลอดภยั และมั่นคง(security or safety needs)
3) ความตอ้ งการความรกั และความเปน็ เจา้ ของ (belongingness and love needs)
4) ความต้องการการยกย่อง (esteem needs)
5) ความต้องการความสาเร็จในชีวิต (self-actualization)
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 49
รหสั 6420540432013
3.2 Hugo Münsterberg :นักจติ วิทยาชาวเยอรมัน-อเมริกันที่เป็นหน่ึงในผู้บุกเบิกด้านจิตวิทยาประยุกต์ เขา
เป็นผู้ริเร่ิมเรื่องจิตวิทยาอุตสาหกรรมที่ศึกษาวิทยาศาสตร์เก่ียวกั บการบริหารงานบุคคลเพ่ือนามา
ปรบั ปรงุ ให้ไดผ้ ลผลติ มากทสี่ ดุ เขาได้นาเอาแนวคิด Psychology and Industrial Efficiency น้ีมาใช้กับ
ระบบโรงงาน โดยได้ผสมผสานทฤษฎีของเขาเข้ากับทฤษฎีการจัดการตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ของ
Frederic Winslow Taylor โดยเน้นการใช้พลังงานคนให้เป็นประโยชน์กับความก้าวหน้าทาง
อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ตัดทอนเวลาทางานให้น้อยลง แต่ได้งานเพิ่มมากขึ้น และมีความเป็นอยู่ท่ีดี
ขึน้ ได้
3.3 Elton Mayo :นักสังคมวิทยาแห่งฝุายวิจัยด้านอุตสาหกรรมของฮาร์วาร์ด (The Department of
Industrial Research at Harvard) ท่ีได้รับยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการจัดการแบบมนุษยสัมพันธ์” ท่ี
เน้นการศึกษาพฤติกรรมศาสตร์ ผลงานที่โดดเด่นของเขาก็คือการทางานกับคณะวิจัยพนักงานที่โรงงาน
Hawthorne Plant ของบริษัท Western Electric ในชิคาโก รัฐอิลินอยด์ สหรัฐอเมริกา ช่วงปี ค.ศ.
1927-1932 ซึ่งเน้นไปท่ีการวิจัย 3 เรื่องใหญ่ได้แก่ ศึกษาสภาพห้องทางาน (Room Studies), การ
สัมภาษณ์ (Interview Studies) และ การสังเกตการณ์ (Observation Studies) จนเกิดเป็นกรณีศึกษา
สาคัญอย่าง Hawthorne Effect ท่ีเป็นต้นแบบการศึกษาเรื่อง Employee Motivation หรือ Theory
of Motivation น่นั เอง
4. ทฤษฎีและแนวความคดิ แบบสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization)
ในยุคท่ีสภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไว ธุรกิจต่างๆ มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว การบริหาร
จัดการมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งข้ึน เน้นการปฎิบัติงานที่ถูกต้องและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ การบริหาร
จดั การองค์กรจึงมีการผสมผสานหลากหลายรายละเอียดเขา้ มา โดยเฉพาะการนาเอาหลักคณิตศาสตร์เข้ามาใช้
ในระบบการคานวณต่างๆ เพ่ือให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปจนถึงการบริหารงานบุคคลที่มีความ
ซับซ้อนมากข้ึน รวมถึงการสร้างกลยุทธ์ต่างๆ ในการบริหารจัดการออกมาหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เกิด
ประสิทธภิ าพในการทางานสูงท่ีสุด สาหรับในยุคการบริหารสมัยใหม่น้ีมีนักทฤษฎียุคใหม่เกิดข้ึนมากมาย และ
สม่าเสมอ มีการค้นคิดวิธีการบริหารจัดการหลากหลายรูปแบบออกมาไม่ต่างจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์
นักทฤษฎแี ละแนวความคิดทโ่ี ดดเดน่
4.1 Henri Fayol : ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นนักทฤษฎียุคเดียวกันกับ Frederick Winslow Taylor บิดาแห่ง
แนวความคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) แต่ทฤษฎีการจัดการของเขานั้น
แตกต่างจนได้รับการยกย่องว่าเป็น Founder of Modern Management Method ผู้ก่อกาเนิดศาสตร์
แหง่ การบริหารยุคใหม่เลยทเี ดียว โดยแนวความคิดของเขาให้ความสาคัญกับบุคคลากร ระบบการทางาน
ระบบค่าตอบแทน ไปจนถึงระบบสวัสดิการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่แรงงานและสร้างความภักดีต่อ
องค์กรในคราวเดียวกันด้วย ทฤษฎีของเขาน้ันก็คือ Fayolism หรือทฤษฎีการบริหารจัดการธุรกิจ
Theory of Business Administration น่ันเอง โดยมีหลักการสาคัญอยู่ 5 ปัจจัยหลักท่ีเรียกว่า POCCC
ซ่งึ ตอ้ งประสานสอดคล้องกันไดแ้ ก่
นางสาวณชนก วงศ์ศรี 50
รหัส 6420540432013
1) P – Planning : การวางแผน
2) O – Organizing : การจัดองคก์ ร
3) C – Commanding : การบังคบั บัญชาหรือส่ังการ
4) C – Coordinating : การประสานงาน
5) C – Controlling : การควบคุม
4.2 Edwards Deming : หนงึ่ ในนักทฤษฎีการจัดการยุคต้นของการบริหารสมัยใหม่ที่ได้รับการยอมรับไปทั่ว
โลก ทฤษฎีที่โดดเด่นที่สุดนั้นเห็นจะเป็น Shewhart Cycle ที่พูดถึงระบบการบริหารงานแบบ PDSA
หรือ Plan-Do-Study-Act ที่เป็นทฤษฎีการพัฒนาแบบต่อเน่ืองนั่นเอง ต่อมาได้มีการพัฒนามาเป็น
PDCA หรือ Plan-Do-Check-Act หรือบางทีก็เรียกว่า Deming Cycle โดยทฤษฎีน้ีประสบความสาเร็จ
เปน็ อย่างมากเม่ือถกู นาไปใชก้ บั การบรหิ ารบริษัทในญี่ปุนหลังช่วงยุคสงครามโลกคร้ังท่ีสองจนทาให้ญ่ีปุน
ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมท่ีใหญเ่ ป็นอนั ดับสองของโลกเลยทีเดียว
4.3 Clayton Magleby Christensen :นักวิชาการและท่ีปรึกษาธุรกิจผู้โด่งดัง รวมไปถึงเป็นศาสตราจารย์ที่
Harvard Business School ของ Harvard University ด้วย เขาเขียนตาราด้านศาสตร์การบริหาร
จัดการมากมาย แต่เล่มท่ีโด่งดังมากที่สุดก็คือ The Innovator’s Dilemma ผลงานเล่มแรกของเขา
โดยเฉพาะทฤษฎี Disruptive Innovation ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ซึ่งกาลังมีอิทธิพลกับการเปล่ียนแปลงใน
ยคุ ปัจจบุ นั มาก จนเขาไดร้ ับฉายาว่าเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางด้านธุรกิจมากท่ีสุดในศตวรรษที่ 21 เลย
ทีเดียว
4.4 William Ouchi :ศาสตราจารย์แห่ง UCLA ที่เป็นเจ้าตารับ Theory Z ซึ่งเป็นทฤษฎีการบริหารธุรกิจที่
ผสมผสานระหว่างระบบการบรหิ ารธรุ กิจแบบตะวันตกและตะวนั ออกเข้าด้วยกัน โดย Theory Z น้ันเกิด
จากการศึกษา Theory A ซ่ึงเป็นการบริหารจัดการแบบอเมริกัน และ Theory J ซ่ึงเป็นการบริหาร
จัดการแบบญี่ปนุ โดยนาเอาข้อดีของท้ังสองศาสตร์มาผสมผสานกันจนเกิดเป็นทฤษฎีบริหารรูปแบบใหม่
ขึน้ โดย Theory Z มหี ลกั สาคัญสรปุ ไดด้ ังน้ี
1) ระยะเวลาจ้างงานเปน็ แบบระยะยาว หรอื ตลอดชีวติ
2) ลักษณะงานอาชีพต้องใหเ้ รยี นร้หู ลายๆ ดา้ น ไม่เนน้ ทดี่ า้ นเดียว
3) การเล่อื นตาแหนง่ ไม่จาเปน็ ต้องรอระยะเวลา 10 ปี เลือ่ นไดต้ ามความสามารถและเหมาะสม
4) มกี ารประเมินประสทิ ธิภาพของการทางานแบบระบบทีม
5) การตัดสินใจ มกี ารกระจายอานาจ และรวมอานาจตามสถานการณแ์ ละความเหมาะสม
6) ทกุ คนมเี สรีภาพเท่าเทยี มกัน มอี สิ ระในความคิดของตนเอง เสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในองคก์ รใหด้ ี
7) การบริหาร ใชร้ ะบบ Management by Objective (MBO) หรือการบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์เป็น
หลกั และเป็นแบบทที่ ุกคนมสี ่วนร่วมกาหนด
4.5 W. Chan Kim : หน่ึงในนักทฤษฎีชาวตะวันออกท่ีมีอิทธิพลต่อการบริหารงานแบบตะวันตกและทั่วโลก
น้ันก็คอื นักทฤษฎีการบริหารชาวเกาหลผี นู้ ซ้ี ่ึงผลงานที่โด่งดงั ท่ีสดุ นน้ั กค็ อื Blue Ocean Strategy ซ่ึงเป็น