ชื่อวิจัย ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ชื่อผู้ทำวิจัย นางสาวอัญธิกา จันทร์เครือ 634316040 นายธราดล คูหาน้อย 634316045 นายจิรัฏฐ์ บัวทองเลิศ 634316077 การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามรายวิชาสถิติสำหรับการวิจัยทางรัฐประศาสศาสตร์ หลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พ.ศ. 2566
Research Name: Knowledge and Understanding of the Personal Data Protection Act B.E.2019 of Chombueng Rajabhat University Students Researcher's name Ms. Anthika Junkrua 634316040 Mr. Tharadon Kuhanoy 634316045 Mr. Jirat Buuathongloet 634316077 THIS STUDY IS A PART OF THE STUDY ACCORDING TO THE STATISTICS FOR PUBLIC ADMINISTRATION RESEARCH FOR THE DEGREE OF BACHELOR OF ARTS PUBLIC ADMINISTRATION IN PUBLIC ADMINISTRATION FACULTY OF HUMANITIES AND SOCIAL SCIENCES MUBAN CHOMBUENG RAJABHAT UNIVERSITY 2023
ก ชื่อเรื่องวิจัย ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ชื่อนักศึกษา นางสาวอัญธิกา จันทร์เครือ นายธราดล คูหาน้อย นายจิรัฎฐ์ บัวทองเลิศ รหัสประจำตัว 634316040 634316045 634316077 ปริญญา ปริญญาตรี สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร. จีรพรรณ นิลทองคำ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความรู้ต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 2) ระดับการรับรู้จะส่งผลต่อความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จำนวนทั้งสิ้น 351 คน การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ตั้งแต่ระดับชั้นปี ที่ 1 - 4 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยเป็นแบบสอบถาม/แบบสัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่างวิจัยเชิงคุณภาพและกลุ่มตัวอย่างวิจัยเชิงปริมาณ จากนั้นนำแบบสอบถามที่รวบรวมได้มาดำเนินการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อคำนวณหาค่าสถิติสำหรับตอบวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัยให้ ครบถ้วนตามที่ตั้งไว้ ผลการวิจัยพบว่า (1) ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 พบว่า ความคิดเห็นด้านความรู้ ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 3.87 , S.D. = 0.693)
ข research title Knowledge and Understanding of the Personal Data Protection Act B.E.2019 of Chombueng Rajabhat University Students Student name Ms. Anthika. Junkrua Mr. Tharadon Kuhanoy Mr. Jirat Buathongloet Student ID 634316040 634316045 634316077 Degree Bachelor's degree Field of Study public administration Advisor Teacher Jeerapan ninthongkam Academic Year 2023 ABSTRACT The objectives of this research were to study 1) level of knowledge on the personal data protection act B.E.2019, and 2) the level of perception affects comprehension.The researcher defined the sample group as Student of ChomBueng Rajabhat University A total of 351 people. Determination of the sample size from Chombueng Rajabhat University students. from year 1 - 4 by using a convenient sampling method The research tool was a questionnaire. Then the collected questionnaires were used to analyze and process the data with computer statistical software packages. to calculate statistical values for answering research objectives and hypotheses completely as set The results of the research were as follows: (1) The Knowledge of Chom Bueng Rajabhat University students on the Personal Data Protection Act B.E. 2019 found that the overall opinion on Personal Data Protection Act B.E. 2019 among ChomBueng Rajabhat University students was at a high level (̅= 3.87 , S.D. = 0.693)
ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่อง ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงสำเร็จได้ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นในงานที่รับผิดชอบของ ผู้วิจัย เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจากท่านอาจารย์วชิรวัชร งามละม่อม อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษาตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ผู้วิจัย ตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของอาจารย์และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ณ ที่นี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณผู้ตอบแบบสอบถามทุกท่านที่ได้กรุณาเสียสละเวลาและให้ความร่วมมือใน การตอบแบบสอบถามเป็นอย่างดีซึ่งทำให้งานวิจัยนี้สำเร็จได้อย่างสมบูรณ์และบรรลุผลได้ดังความตั้งใจ สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจศึกษา ต่อไป คณะผู้วิจัย
ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย.......................................................................................................................... ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ..................................................................................................................... ข กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................................... ค สารบัญ ........................................................................................................................................... ง สารบัญภาพ..................................................................................................................................... ซ สารบัญตาราง.................................................................................................................................. ฌ บทที่ 1 บทนำ.................................................................................................................................. 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………………… 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย……………………………………………………………………………….. 3 1.3 สมมติฐานของการวิจัย…………………………………………………………………………………… 3 1.4 ขอบเขตและข้อจำกัดของการวิจัย…………………………………………………………………… 3 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย……………………………………………………………. 4 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะในการวิจัย...................................................................................... 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................... 6 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562….. 6 2.1.1 ความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล…………………….. 6 2.1.2 ความหมายของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล……………………………………… 9 2.1.3 แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล…………………………………………………………. 11 2.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ …………………………………………………. 11 2.2.1 ความหมายของความรู้ความเข้าใจ………………………………………………………. 11 2.2.2 ความหมายของการรับรู้……………………………………………………………………. 12 2.2.3 ระดับความรู้ความเข้าใจ…………………………………………………………………… 15 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………………………….. 16 2.4 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………………… 17 2.5 นิยามศัพท์ปฎิบัติการของการวิจัย……………………………………………………………………… 18
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย.....................................................................................................…. 20 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างอย่าง…………………………………………………………………….. 20 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย………………………………………………………………………… 21 3.3 การสร้างเครื่องมือ…………………………………………………………………………………………. 22 3.4 การศึกษาคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย…………………………………………………………… 23 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………………………. 23 3.6 การจัดทำและการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………. 24 แบบสอบถามการวิจัย………………………………………………………………………………………………………… 26 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………….…………………………….……………………………….. 31 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………….…………………………………… 32 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ………………………………………………. 32 4.3 การวิเคราะห์ข้อมูลความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562………………………………………....... 36 4.4 สรุปผลการวิจัยและทดสอบสมมติฐานของการวิจัย……………………………………………… 39 4.5 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก………………………………………. 39 4.6 ข้อคิดเห็น ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.......... 43 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.................................................................................… 45 5.1 สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………………………………………….. 45 ส่วนที่ 1 ผลการวิจัยเชิงปริมาณ……………………………………………………………….. 45 ส่วนที่ 2 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ……………………………………………………………….. 46
ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า 5.2 อภิปรายผลการวิจัย………………………………………………………………………………………… 47 5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย………………………………………………………………………………… 48 5.3.1 ข้อเสนอที่ได้จากการศึกษาวิจัย……………………………………………..………….. 48 5.3.2 ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ………………..….………………..….………………..……… 49 5.3.3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย…………………..……………………………………………… 49 5.3.4 ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป…………………………………………………… 49 บรรณานุกรม……………..……………..……………..……………..……………..……………..…………………………. 50 ภาคผนวก……………..……………..……………..……………..……………..……………..……………………………… 52 ภาคผนวก ก แบบสอบถามการวิจัย………………………………………………………………………… 53 ภาคผนวก ข แบบสัมภาษณ์การวิจัย……………………………………………………………………….. 59 ประวัติผู้เขียน……………..……………..……………..……………..……………..……………..………………………… 63
ซ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดในการ วิจัย………………………………………………………………………………………………………………………………… 17
ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตาม เพศ………………………..................................................................................……………………………….. 32 4.2 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามอายุ ....................……………….............................................................……………………………………………….. 33 4.3 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามชั้นปี ..................………………..............................................................……………………………………………….. 34 4.4 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามเกรดเฉลี่ย ...........………………………..............................................................……………………………………………….. 34 4.5 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามคณะ .................................................................................……………………………………………………………….. 35 4.6 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ความเข้าใจ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวม.........................................................................……………………………………………………………. 36
ญ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 4.7 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ความเข้าใจ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านความรู้.....................................................……………………………………………………………. 37 4.8 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ความเข้าใจ ของนักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านความเข้าใจ...............................................................................................………………. 38 4.14 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ความเข้าใจ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านการนำความรู้ไปใช้....................................................................................………………. 39
1 บทที่1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันในหลายๆด้านมากขึ้นไม่ ว่าจะเป็นการสื่อสาร การบันเทิงในรูปแบบต่างๆ การเดินทาง ธุรกิจ และการศึกษา ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับมนุษย์เป็นอย่างมาก เมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้มักจะก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นตามมา (กวีพงษ์เลิศวัชรา, 2555) และย่อมเกิดผลกระทบทั้งในแง่บวกและแง่ลบทำให้การเก็บรวบรวม การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทำ ได้โดยง่าย สะดวกและรวดเร็ว จึงมีผลกระทบทำให้มีการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วน บุคคลเป็นจำนวนมากจนสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนแก่เจ้าของข้อมูล รวมทั้งก่อให้เกิดความ เสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม จึงเป็นเหตุผลอันสมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคลขึ้น (สราวุธ ปิติยาศักดิ์, 2555) ปริยวิศว์ชูเชิด และเรวดีศักดิ์ดุลยธรรม (2559) กล่าวถึงการประกาศใช้พระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งผ่าน การพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยสาเหตุหลักที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายฉบับนี้ก็ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (General Data Protection Regulation : GDPR) ซึ่งประกาศใช้โดยสหภาพยุโรป (European Union: EU) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับการส่งข้อมูล ภายในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการในประเทศไทยที่จะต้องติดต่อรับส่งข้อมูล ส่วนบุคคลของประชาชนในประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Cross-Border Data Transfer Issues)ก็ต้อง มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสมเพียงพอ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) คือ กฎหมายใหม่ที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาการถูกล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น การซื้อขายข้อมูลเบอร์โทรศัพท์และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ซึ่งมักพบได้มากใน รูปแบบการโทรมาโฆษณาหรือล่อลวง โดยกฎหมายนี้ได้เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางก าร เมื่อวันที่1 มิถุนายน 2565 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รูปถ่าย บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพเป็นต้น ซึ่งข้อมูล
2 เหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือหรือ จัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, 2562) การบังคับใช้กฎหมายคือต้องการให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลใจกับข้อมูล รั่วไหล จะได้รับการแจ้งให้ทราบสิทธิแก่ประชาชนในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและการนำไปใช้ ประชาชนมีสิทธิขอรับทราบว่าองค์การเก็บข้อมูลอะไรของประชาชนไปบ้าง และหากข้อมูลที่จัดเก็บไม่ ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน ประชาชนก็สามารถให้ปรับปรุงข้อมูลของตนได้ ผลกระทบของการบังคับใช้ กฏหมาย คือโรงงาน บริษัท องค์กร หรือแม้แต่สถานที่ศึกษาต่างวิตกกังวลใจกับการจัดเก็บรับผิดชอบ ข้อมูลส่วนบุคคล หากวันใดวันหนึ่งข้อมูลได้รั่วไหลออกไปทางหน่วยงานต่างๆ จะรับผิดชอบได้อย่างไร แต่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ที่ประกาศใช้ออกมาเน้นเรื่องการให้องค์กรดูแล ข้อมูลให้ปลอดภัย กิจการขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนดจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องทำตามข้อกำหนดในบางเรื่อง และในส่วนของผู้รับผิดชอบหากมีการกระทำผิดกฎข้อบังคับจะเป็น องค์กรที่จดทะเบียนนิติบุคคลที่ต้องรับรับผิดชอบ ไม่ใช่เป็นเพียงพนักงานในบริษัทหรือองค์กรนั้นๆ ที่ต้อง รับโทษปรับ ในปีแรกของการบังคับใช้กฏหมายจะมุ่งเน้นให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจในกฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ให้กับประชาชน รวมถึงสถาบันองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน มากกว่าที่จะบังคับใช้ บทลงโทษดังกล่าว (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562) จากสาระสำคัญการบังคับใช้กฎหมายนั้นหากประเทศไทยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลก็จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอันจะมีผลกระทบต่อ ความน่าเชื่อถือของประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และการทำธุรกิจระหว่างประเทศ รวมไปถึง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และจะทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นรั่วไหลและเกิดความผิดพลาด ต่อการทำงานได้ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลกได้ตระหนักถึง เพราะเป็นสิ่งที่บุคคลอื่นสามารถจะนำไปใช้หา ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลของเราได้ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกจัดเก็บ อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถประมวลผลและเผยแพร่ถึงบุคคลจำนวนมากได้โดยง่าย สะดวก และ รวดเร็ว ซึ่งความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการปฏิบัติงานของบุคคลากรเป็นส่วนหนึ่งที่มี ความสำคัญในการรับรู้สื่อของนักศึกษาต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ซึ่งทำให้มี โอกาศเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้หากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงขาดความตระหนักรับรู้ และความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ก็อาจทำให้เกิดผลกระทบได้จึง
3 ต้องหันมาตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและหาแนวทางมาตรการเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (ปกรณ์ มงคลประสิทธิ์, 2551) จากแนวทางดังกล่าวทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง รวมถึง ความสัมพันธ์ระหว่างช่องทางรับข่าวสารกับความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึง เพื่อนำข้อมูลไปปรับใช้เป็นแนวทางให้แก่ผู้บริหาร ผู้บังคับบัญชา และผู้ปฏิบัติงานในการเพิ่ม ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาระดับความรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 1.2.3 เพื่อศึกษาระดับการรับรู้จะส่งผลต่อความเข้าใจพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.3 ขอบเขตและข้อจำกัดของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตในการวิจัยไว้ทั้งหมด 4 ด้าน คือ ขอบเขตด้านเนื้อหา ขอบเขตด้าน ประชากร ขอบเขตด้านพื้นที่ที่กำหนดการศึกษา และขอบเขตส่วนช่วงเวลาที่ใช้ในการศึกษา รายละเอียด ดังนี้ 1.4.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 1.4.2 ขอบเขตด้านประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราช ภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ 1 ถึงระดับชั้นปีที่ 4 จำนวนทั้งหมด 3,857 คน (สำนักงานส่งเสริม วิชาการและงานทะเบียนมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 2565) 1.4.3 ขอบเขตทางด้านพื้นที่ที่ทำการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.4.4 ช่วงเวลาที่ใช้ในการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษา ดำเนินการ และรวบรวม ข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม พ.ศ.2565
4 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1.5.1 ทราบถึงความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงมากยิ่งขึ้น 1.5.2 สามารถนำผลจากความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ไปแก้ไขปรับปรุงกระบวนการบริหารงานและ แนวทางในการปฏิบัติงานการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.5.3 นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ศ.2562 ไปช่วยแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ 1.5.4 นักศึกษาสามารถพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น 1.5.5 ทำให้ทราบถึงสภาพปัญหาในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ที่มีผลกระทบต่อสิทธิของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงและประชาชนทั่วไปเพิ่ม มากขึ้น 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะในการวิจัย 1.5.1 ความรู้ความเข้าใจ หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงในเรื่องพระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 การรับรู้ข้อมูลที่เคยมี ประสบการณ์หรือสิ่งที่เคยพบเจอ และสามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถนำความรู้ ความเข้าใจนั้นไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ 1.5.2 ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมถึงข้อมูลที่นำมารวมกันแล้วสามารถใช้ระบุอัตลักษณ์ของบุคคลได้ ตัวอย่าง ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขบัตรประจำตัว เบอร์โทรศัพท์ รูปถ่ายบัญชีธนาคาร อีเมลล์ ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ เป็นต้น 1.5.3 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หมายถึง กฎหมายว่าด้วยการให้ สิทธิ์กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การสร้างมาตรฐานการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัยและนำไปใช้ให้ ถูกวัตถุประสงค์ตามคำยินยอมที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอนุญาต 1.5.4 นักศึกษา หมายถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตั้งแต่ระดับชั้น ปีที่ 1-4 ที่มีความรู้ ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
5 1.5.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง หมายถึง สถาบันทางการศึกษาที่มีการจัดการ เรียนการสอน การฝึกสอนภายใต้การดูแลของอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐบาลที่เปิดทำการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี- ระดับปริญญาเอก ปัจจุบันอยู่ใน การดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
6 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง ความรู้ ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยศึกษาเอกสารทางวิชาการ แนวคิดทฤษฎี และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 2.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.4 กรอบแนวความคิดในการวิจัย 2.5 นิยามศัพท์ปฏิบัติตาม 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 2.1.1 ความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่ง มาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีประสิทธิภาพและเพื่อให้มีมาตรการเยียวยาเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จากการถูกละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับ เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพ.ศ. 2562”
7 มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้น แต่บทบัญญัติในหมวด 6 หมวด 3 หมวด 5 หมวด 6 หมวด 7 และความในมาตรา 95 และมาตรา 96 ให้ ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 3 ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะ ใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการ นั้น เว้นแต่ (1) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะช้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม (2) บทบัญญัติเกี่ยวกับการร้องเรียน บทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งเพื่อ คุ้มครองเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่รวมทั้งบท กำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินั้นในกรณีดังต่อไปนี้ (ก) ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการนั้นไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการร้องเรียน (ข) ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการนั้นมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณา เรื่องร้องเรียนตามกฎหมายดังกล่าวออกคำสั่งเพื่อคุ้มครองเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล แต่ไม่เพียงพอเท่ากับ อำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัตินี้และเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ร้องขอต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียนต่อ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่ (1) การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้นเท่านั้น (2) การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรวมถึงความมั่นคง ทางการคลังของรัฐ หรือการรักษาความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน นิติวิทยาศาสตร์ หรือการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (3) บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการ สื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็น ประโยชน์สาธารณะเท่านั้น (4) สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา รวมถึงคณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งโดยสภาดังกล่าว
8 ซึ่งเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดผยข้อมูลส่วนบุคคลในการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของสภา ผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา หรือคณะกรรมาธิการ แล้วแต่กรณี (5) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (6) การดำเนินการกับข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตและสมาชิกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจ ข้อมูลเครดิตการยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนมาใช้บังคับแก่ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดทำนองเดียวกับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง (2) (3) (4) (5) และ (6) และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของ หน่วยงานที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วย มาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยผู้ ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยนั้น ได้กระทำในหรือนอกราชอาณาจักรก็ตามในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรโดยการดำเนินกิจกรรม ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว เมื่อเป็นกิจกรรม ดังต่อไปนี้ (1) การเสนอสินค้าหรือบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะมีการชำระ เงินของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ก็ตาม (2) การเฝ้าติดตามพฤติกรรมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร มาตรา 6 ในพระราชบัญญัตินี้ "ข้อมูลส่วนบุคคล" หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ "ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการ เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล "ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล " หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล "บุคคล" หมายความว่า บุคคลธรรมดา
9 "คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ "สำนักงาน" หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล "เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ (ราชกิจจานุเบกษา, 27 พฤษภาคม 2562) 2.1.2 ความหมายของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แนวความคิดเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ถือเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญประการหนึ่งที่ได้รับการคุ้มครองในทางสากล ดังที่ปรากฎในปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ข้อ 12 ว่า (บุคคลใดๆ จะถูกสอดแทรกโดยพลการในชีวิตส่วน บุคคลในครอบครัวในเคหสถาน ในการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่ในเกียรติยศและชื่อเสียงมิได้ ทุกคนมีสิทธิ ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายต่อการแทรกสอด หรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น) (นคร เสรีรักษ์, 2557) ทั้งนี้การคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ถือเป็นสิทธิในความเป็นส่วนตัวในเรื่องข้อมูลข่าวสารส่วน บุคคล (Information Privacy) ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิความเป็นส่วนตัวนอกเหนือจากความเป็นส่วนตัวใน อาณาเขต หรือสถานที่ของตนเอง (Territorial Privacy) ความเป็นส่วนตัวในชีวิตร่างกาย (Bodily Privacy) และความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสาร (Communication Privacy) นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์(2557) สิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยกฎหมายและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศเป็นสิทธิที่จะต้องได้รับการ เคารพจากบุคคลทั้งหลายในอันที่จะต้องไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการแทรกแซงและละเมิดสิทธินั้นไม่ว่าจะ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือปัจเจกชนอื่นในส่วนของภาครัฐเองนั้น นอกจากจะต้องไม่กระทำการใดๆ ที่เป็น การแทรกแซงหรือละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลทั้งหลาย รัฐหรือองค์กรของรัฐยังมีหน้าที่ใน การกำหนดกลไกหรือมาตรการทางกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็น หน้าที่กระทำการของรัฐในการให้ความคุ้มครอง บูรณ์ ฐาปนดุล (2562) ได้ให้ความหมายไว้ว่า มนุษย์ทุกคนต่างต้องการแสวงหาความ เป็นส่วนตัวแต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคมซึ่งต้องอยู่อาศัยร่วมกับผู้อื่นในสังคมในระดับ ครอบครัว สังคมในที่ทำงาน และบุคคลอื่นๆ ในสภาพสังคมในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปตามสภาพ
10 แต่ละสังคม การแบ่งความสมดุลระหว่างความเป็นปัจเจกชนกับความเป็นสัตว์สังคมถือเป็นส่วนหนึ่งใน ลักษณะพื้นฐานของมนุษย์ จุดเริ่มต้นของการมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนของประเทศไทยได้เริ่มจาก การมีแนวความคิดที่ว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้รับข้อมูลต่างๆ จากการส่งอีเมลที่มีข้อความโฆษณา ไปให้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล (Spam) และด้วยความที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้รับการ พัฒนาไปไกล ทำให้เจ้าของข้อมูลถูกรบกวนความเป็นส่วนตัวมากขึ้นโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความ ยินยอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ประมวลผลโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือนำไปใช้ โดยทุจริต เพื่อให้บุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นเสียหาย อันเป็นการก้าวล่วงในความเป็นส่วนตัวของบุคคล อื่นจึงจำเป็นต้องการร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นมาเพื่อคุ้มครองเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ต่อไป ซามูเอล ดี วอร์ และหลุยส์ แบรน (Samuel D. Warrenand Louis, D. Brandeis, 2019) ได้ เขียนไว้ในทบทวนกฎหมายฮาร์วาร์ด (Harvard Law Review) เกี่ยวกับข้อมูลความเป็นส่วนตัวไว้ว่า บุคคลควรจะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองในตัวบุคคลหรือการคุ้มครองในตัว ทรัพย์สิน ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่มีมาแต่เดิมและได้ถูกกำหนดไว้ในระบบกฎหมายจารีตประเพณี แต่ หลักการดังกล่าวนี้บางครั้งมีความจำเป็นที่ต้องถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อกำหนดลักษณะและขอบเขตของการ ป้องกันที่เกี่ยวข้องกับในทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่งการรับรู้สิทธิใหม่ๆ และกฎหมายจารีตประเพณีเพื่อสนองความต้องการของสังคมในครั้งแรกที่มีการปรับปรุงกฎหมาย ดังนั้น ในช่วงเวลาที่กฎหมายให้การเยียวยาที่เกี่ยวกับการถูกแทรกแซงทางกายภาพ ชีวิต และทรัพย์สินสำหรับที่ ถูกบุกรุก สิทธิในชีวิต เป็นสิทธิเพียงเพื่อมีไว้ป้องกันตัวจากการทำร้ายร่างกายเท่านั้น และหมายความ รวมถึงสิทธิเสรีภาพตามความเป็นจริงโดยการถูกควบคุมสิทธิในทรัพย์สินเพื่อให้มีความปลอดภัย รายบุคคล รวมทั้งความปลอดภัยในที่ดินและสัตว์เลี้ยงของบุคคลนั้น ต่อมาได้มีการรับรู้ถึงธรรมชาติใน ด้านความรู้สึกและสติปัญญาของมนุษย์และสิทธิทางกฎหมายได้ค่อยขยายออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป และ สิทธิในการมีชีวิตได้หมายถึงสิทธิในชีวิตที่จะได้อยู่เพียงลำพัง สิทธิเสรีภาพในการใช้สิทธิทางแพ่ง และคำ ว่า “ทรัพย์สิน” ประกอบไปด้วยทรัพย์สินที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หมายถึง กฎหมายใหม่ ที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาการถูกล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน เช่น การซื้อ ขายข้อมูลเบอร์โทรศัพท์และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ที่มักพบได้มากในรูปแบบ การโทรมาโฆษณา หรือล่อลวง เป็นต้น
11 2.1.3 แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิความเป็นส่วนตัวได้ให้ความหมายของสิทธิความเป็นส่วนตัวเป็นคำที่มี ความหมายกว้างและครอบคลุมในหลายเรื่อง ซึ่งได้มีผู้ให้คำอธิบายไว้หลายความหมาย ดังต่อไปนี้ ริชาร์ด เอ สปิเนลโล (Richard, A. Spinello, 1967) ได้ให้ความหมายของสิทธิความ เป็นส่วนตัวหมายถึง การจำกัดการเข้าถึงตัวปัจเจกชนโดยบุคคลอื่น (The Limitation of Others Access to an Individual) ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1. การเก็บรักษาความลับ (Secrecy) หมายถึง การจำกัดมิให้บุคคลอื่นทราบข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับตนเอง (Limiting the Dissemination of Knowledge About Oneself) 2. การปิดบังชื่อหรือไม่เปิดเผยตัว (Anonymity) หมายถึง การป้องกันมิให้คนอื่นทราบ ว่าตนเองเป็นใคร (Protection From Undesired Attention) 3. การอยู่ตามลำพัง (Solitude) หมายถึง การที่ไม่มีบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ใกล้ชิดในทาง กายภาพ (Lack of Physical Proximity of Others) สรุปได้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล หมายถึง สิทธิของบุคคลที่ประกอบไปด้วย สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ในเรื่องดังกล่าวน่าจะจัดอยู่ใน เรื่องของความเป็นอยู่ส่วนตัว ซึ่งหมายความว่าสถานะที่บุคคลจะรอดพ้นจากการสังเกต การรู้เห็น การสืบ ความลับ การรบกวนต่างๆ และความมีสันโดษ ไม่ติดต่อสัมพันธ์กับสังคม โดยทั้งนี้ ขอบเขตที่บุคคลควร ได้รับการคุ้มครองและการเคารพในสิทธิส่วนบุคคลก็คือการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ มีการพัฒนา บุคลิกลักษณะตามที่ต้องการ สิทธิที่จะแสวงหาความสุขในชีวิตตามวิถีทางที่อาจเป็นไปได้และเป็นความ พอใจตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ เป็นการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น 2.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ 2.2.1 ความหมายของความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจ คือ สิ่งที่เกิดมาจากการสั่งสมจากการศึกษา การค้นคว้า หรือ ประสบการณ์ รวมถึงความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจาก ประสบการณ์ ทั้งการได้ยิน การฟัง การคิด หรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขาตามที่พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2556 ได้ให้ความหมายไว้ ได้จำแนกความหมายระหว่างความรู้ความเข้าใจ เพื่อ ประโยชน์ในการสื่อความหมาย ไว้ดังนี้
12 ความรู้ หมายถึง พฤติกรรมและสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเน้นการจำเป็นหลักทั้งการระลึกถึง สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นที่สืบเนื่องมาจากการเรียนรู้ โดยเริ่มต้นจากการรวบรวมสารต่างๆ จนกระทั่งพัฒนา ไปสู่ขั้นที่มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไป โดยความรู้อาจแยกออกจากความรู้เฉพาะสิ่ง และความรู้เรื่องสากล ความเข้าใจ เป็นขั้นตอนสำคัญของการสื่อความหมาย โดยอาศัยความสามารถทาง สมองและทักษะ อาจจะกระทำได้โดยการใช้ปากเปล่า ภาษา ข้อเขียน หรือสัญลักษณ์ต่างๆ การทำความ เข้าใจ อาจไม่มีผลสมบูรณ์เสมอไป สำหรับพฤติกรรมความเข้าใจแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่การแปล ความ การตีความ และการสรุปอ้างอิง ซึ่งมีความสอดคล้องกัน และรายละเอียดต่างๆ ที่มนุษย์ได้รับและ เก็บสะสมไว้ ซึ่งมีความคล้ายกับความหมายตามพจนานุกรมศัพท์เว็บสเตอร์ (The Lixion Webster) ได้ ให้คำจำกัดความของความรู้ว่าเป็นความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง กฎกณฑ์โครงสร้างที่เกิดจากการศึกษา ค้นหา หรือเป็นความรู้เกี่ยวกับสถานที่สิ่งของ หรือบุคคลที่ได้จากการสังเกตประสบการณ์หรือรายงาน การรับรู้ข้อเท็จจริงต้องชัดเจนและต้องอาศัยเวลา และใกล้เคียงกับความหมายที่บลูม (Bloom, 2007, อ้าง ถึงในแสงจันทร์ โสภากาล, 2550: 15-16) ได้ให้ความหมายว่า ความรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการระลึกถึงเฉพาะ เรื่อง ระลึกถึงวิธีการ กระบวนการหรือสภาพการณ์ต่างๆ โดยเน้นการจำเป็นสิ่งสำคัญ สรุปได้ว่า ความหมายของความรู้ความเข้าใจ หมายถึง กระบวนการรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นระบบ และสามารถรวบรวมหรือแยกแยะในประเด็นต่างๆ ได้อย่างละเอียดและสามารถลำดับขึ้น ตอนได้อย่างชัดเจน 2.2.2 ความหมายของการรับรู้ กันยา สุวรรณแสง (2552) กล่าวถึงความสำคัญของการรับรู้ในหนังสือจิตวิทยาทั่วไปว่า “การรับรู้มีความสำคัญต่อ เจตคติ อารมณ์และแนวโน้มของพฤติกรรม เมื่อรับรู้แล้วย่อมเกิดความรู้สึกและ มีอารมณ์พัฒนามาเป็นเจตคติ แล้วพฤติกรรมจะตามมาในที่สุด ดังนั้นมนุษย์เมื่อเกิดการรับรู้ในสิ่งใดสิ่ง หนึ่งแล้วจะตีความหมายและส่งผลกระทบต่อไปยังอารมณ์ ความรู้สึกก่อให้เกิดพฤติกรรมขึ้นในแต่ละ บุคคลที่แตกต่างกันไป ซึ่งการรับรู้ดังกล่าวจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ ละครั้งก็มีผลต่อการรับรู้ครั้งต่อไปเสมอ” อูลริก เนสเซอร์ (Ulric Neisser, 2012) กล่าวถึงทฤษฎีการรับรู้ ( Perception Theory) เป็นทฤษฎีที่ถูกกล่าวถึงมายาวนาน นักวิชาการด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาหลายท่านให้ทัศนะ เกี่ยวกับกระบวนการรับรู้ไว้หลากหลาย โดยสรุปอาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภทที่แตกต่างกัน คือการ ประมวลผลจากล่างขึ้นบน และการประมวลผลจากบนลงล่าง จากทัศนะดังกล่าวพัฒนาไปสู่ทฤษฎีหนึ่งที่
13 อธิบายว่ากระบวนการประมวลผลจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบนมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิด การตีความสิ่งเร้าที่ดีที่สุดเรียกว่า “วงจรการรับรู้” ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่ากระบวนการของการรับรู้เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันระหว่าง ความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ความจำ การเรียนรู้ การตัดสินใจ กระบวนการรับรู้เกิดขึ้นได้จะต้องมี องค์ประกอบ 4 ประการ ดังนี้ 1. สิ่งเร้า (Stimulus) ที่จะทำให้เกิดการรับรู้ เช่น สถานการณ์ เหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม รอบกายที่เป็นคน สัตว์ และสิ่งของ 2. ประสาทสัมผัส (Sense Organs) ที่จะทำให้เกิดความรู้สึก เช่น ตามองเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรู้รส และผิวหนังรู้สึกร้อนหนาว 3. ประสบการณ์หรือความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าที่สัมผัส 4. การแปลความหมายของสิ่งเร้าที่สัมผัส โดยสมองจะทำหน้าที่ทบทวนประสบการณ์ หรือความรู้เดิมว่าสิ่งเร้านั้นคืออะไร นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมนอกจากกระบวนรับรู้ที่ นำไปสู่การแปลความหมายแล้วยังต้องพิจารณาปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้ ซึ่งได้แก่ ผู้รับรู้ เป้าหมายที่จะรับรู้ และบริบทหรือสถานการณ์ของการรับรู้ วิเชียร วิทยอุดม (2557) กล่าวถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับ (Factors Influencing Perception) โดยอธิบายว่าการรับรู้ของบุคคลมีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเห็นสิ่งเดียวกันแต่มีการรับรู้ที่ แตกต่างกันได้ขึ้นกับปัจจัยและสิ่งที่ก่อให้เกิดภาพการรับรู้ที่ส่งผลให้การรับรู้นั้นบิดเบือนและไม่ตรงกับ ความเป็นจริง ปัจจัยเหล่านี้สามารถเกิดจากภายในผู้รับรู้เป้าหมายของการรับรู้ และเนื้อหารายละเอียด ของสถานการณ์ที่มีการรับรู้ อธิบายได้ดังนี้ 1. ผู้รับรู้(Perceiver) เมื่อบุคคลมองดูเป้าหมายและพยายามแปลความหมายของสิ่งที่ เห็นการแปลความหมายนั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอุปนิสัยส่วนตัวของบุคคลที่เป็นผู้รับรู้ รวมถึงปัจจัย ที่เกี่ยวกับทัศนคติ แรงจูงใจ ความสนใจ ประสบการณ์ที่ผ่านมา และความคาดหวัง 2. เป้าหมายของการรับรู้(Target) ลักษณะของเป้าหมายที่ถูกมองดูจะกระทบกับการ รับรู้ของเรา เช่น คนที่ส่งเสียงดังจะได้รับการสังเกตเห็นในหมู่คนมากกว่าคนที่เงียบขรึม คนที่จะได้รับ ความสนใจอย่างมากหรือคนที่ไม่ได้รับความสนใจเลยขึ้นอยู่กับปัจจัยทางอารมณ์ เสียง ขนาด และ องค์ประกอบอื่นๆ ของเป้าหมายที่สามารถกระทบต่อการรับรู้ได้ เพราะว่าเป้าหมายไม่ได้ถูกมองในสภาพ ที่แยกออกมาจากสิ่งอื่นๆสัมพันธภาพของเป้าหมายกับปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังหรือภูมิหลัง มีอิทธิพลต่อ การรับรู้ของเรา เช่นเดียวกับที่เรามีแนวโน้มที่จะจัดกลุ่มของสิ่งที่คล้ายกันเข้าไว้ด้วยกัน
14 3. สถานการณ์ของการรับรู้(Situation) คือ สิ่งแวดล้อมในขณะที่เรามองเห็นภาพและ เหตุการณ์นั้นๆ เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งที่ผู้รับรู้หรือเป้าหมายจะเป็นสิ่งเดิมที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง หากแต่ สถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ก็จะมีอิทธิพลต่อการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย นอกจากสถานที่ แล้วเวลา แสง เสียง อุณหภูมิ หรือสภาวการณ์อีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ล้วนเป็น องค์ประกอบในสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของบุคคล เติมศักดิ์ คทวณิช (2556: 127) กล่าวว่า การรับรู้ หมายถึง กระบวนการในการแปล ความหมายที่เกิดขึ้นภายหลังร่างกายเกิดการรับสัมผัสจากสิ่งเร้าทั้งหลาย ในการแปลความหมายของ สมองจะถูกต้อง ละเอียด และชัดเจนมากน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิม ความรู้ที่สะสมไว้ ความจำ ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ฐิติรัตน์ บำรุงวงศ์(2555: 30) สรุปว่า การรับรู้ คือความรู้สึกนึกคิด ความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดจากการสัมผัสของร่างกายซึ่งจะแตกต่างกันแต่ละบุคคล โดยอาศัยประสบการณ์และ สิ่งแวดล้อมเป็นตัวตีความและแปลความหมายออกมา สมถวิล ผลสอาด (2555: 27) ผู้วิจัยได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้มาใช้ในการกำหนดตัว แปรต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการรับรู้จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับกระบวนการของผู้รับสารจะทำหน้าที่กลั่นกรอง ข่าวสารในการรับรู้ของบุคคล โดยมีองค์ประกอบด้านจิตใจและองค์ประกอบด้านสังคมเป็นตัวกำหนดใน การแปลข่าวสารและนำไปใช้ในแต่ละบุคคล ทั้งนี้บุคคลสองคนอาจเปิดรับข่าวสารจากสื่อเดียวกันใน สถานการณ์เดียวกัน แต่อาจมีพฤติกรรมในการตอบสนองที่แตกต่างกัน ในเรื่องของการรับรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ กับลักษณะของสิ่งเร้าที่มาในรูปแบบของข่าวสารเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับสิ่งเร้าภายนอกกับ สิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัว รวมถึงเงื่อนไขในแต่ละบุคคลอีกด้วย จิราภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์(2556: 79) กล่าวว่า การรับรู้ หมายถึง กระบวนการที่อินทรีย์ หรือสิ่งมีชีวิตพยายามทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อม โดยผ่านทางอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย กระบวนการนี้จะเริ่มจากอวัยวะรับสัมผัส (Sensory Organ) สัมผัสกับสิ่งเร้าแล้วส่งกระแส ประสาทไปยังระบบประสาทส่วนกลาง จากนั้นสมองจะอาศัยประสบการณ์เดิม แรงจูงใจ อารมณ์ สติปัญญา ฯลฯ เพื่อแปลความหมายของอาการสัมผัส (Sensation) ออกมาเป็นการรับรู้ สรุปได้ว่า ความหมายของการรับรู้หมายถึง กระบวนการประมวลและตีความข้อมูล ต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราที่ได้จากการรู้สึก ซึ่งการรับรู้ของบุคคลจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางจิตวิทยาบางตัว ได้แก่ การเรียนรู้ ประสบการณ์ แรงจูงใจ อารมณ์ฯลฯ โดยปัจจัยเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทร่วมกับการ รับรู้
15 2.2.3 ระดับความรู้ ความเข้าใจ ระดับความรู้ ความเข้าใจของแต่ละบุคคลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และแนวทางในการลำดับความสำคัญซึ่งบลูม (Bloom,2007) ได้แบ่งระดับความรู้ความสามารถทางด้าน สติปัญญา (Cognitive Domain) ออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1. ความรู้(Knowledge) เป็นขั้นแรกของพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความสามารถในการ จดจำ อาจจะโดยการนึกได้ มองเห็น ได้ยิน หรือได้ฟัง ความรู้ในชั้นนี้ ประกอบด้วยคำจำกัดความ ความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ โครงสร้าง วิธีการแก้ปัญหา มาตรฐาน เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าความรู้นี้ เป็นเรื่องราวของการจดจำได้หรือระลึกได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดที่ขับซ้อนและไม่ต้องใช้สมองมาก นัก ดังนั้นการจำได้หรือระลึกได้จึงเป็นกระบวนการที่สำคัญทางจิตวิทยาและเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่ พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ การนำความรู้ไปใช้ ในการวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมินผล ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ได้ความคิดและความสามารถด้านสมองเพิ่มมากขึ้น 2. ความเข้าใจ (Comprehensive) เป็นพฤติกรรมขั้นต่อมาจากความรู้ ขั้นตอนนี้ จะต้องใช้ความสามารถทางสมองและทักษะในขั้นสูงจนถึงระดับของ "การสื่อความหมาย" ซึ่งอาจทำได้ทั้ง ที่เป็นการใช้ปากเปล่า ข้อเขียน ภาษา หรือการใช้สัญลักษณ์ มักเกิดขึ้นหลังจากที่บุคคลได้รับทราบ ข่าวสารต่างๆแล้ว โดยการฟัง เห็น อ่าน หรือเขียน ความเข้าใจนี้อาจแสดงออกในรูปของการใช้ทักษะหรือ การแปลความหมายต่างๆ เช่น การบรรยายข่าวสาร โดยใช้คำพูดของตนเองหรือการแปลความหมายจาก ภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง โดยคงความหมายเดิมไว้ หรืออาจเป็นการแสดงความคิดหรือใช้ข้อสรุปหรือ การคาดคะเนได้เช่นกัน 3. การนำความรู้ไปใช้(Application) ความสามารถในการนำความรู้ไปใช้นี้เป็น พฤติกรรมชั้นที่สาม ซึ่งจะต้องอาศัยความสามารถหรือทักษะทางด้านความเข้าใจดังกล่าวมาแล้วการนำ ความรู้ไปใช้นี้กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ การแก้ปัญหานั่นเอง 4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการช่วยแยกภาพรวมออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นอาจจะแบ่งเป็นขั้นย่อยๆได้ 3 ขั้น ด้วยกัน (1) ความสามารถในการ แยกแยะองค์ประกอบของปัญหาออกเป็นส่วนๆ (2) ความสามารถในการเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ส่วนประกอบ และ (3) ความสามารถในการมองเห็นหลักของการผสมผสานปัญหาที่มีองค์ประกอบย่อย มากมาย 5. การสังเคราะห์ (Synthesis) คือ ความสามารถในการนำเอาส่วนประกอบย่อย หลายๆ ส่วนมารวมกันเข้าเป็นกรอบโครงสร้างที่แน่ชัด โดยทั่วไปแล้วการนำเอาประสบการณ์ในอดีต มาร่วมกันกับประสบการณ์ในปัจจุบันและนำมาสร้างเป็นกรอบที่มีระเบียบแบบแผนเป็นส่วนหนึ่งของ
16 พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดริเริ่ม จึงต้องมีความเข้าใจในการนำความรู้ไปใช้ใน การวิเคราะห์มาประกอบ 6. การประเมินผล (Evaluation) เป็นความสามารถในการประเมินผลที่เกี่ยวข้องกับ การให้ค่าต่อความรู้หรือข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งต้องใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานเป็นส่วนประกอบในการ ประเมินผลมาตรฐานนี้อาจจะอยู่ในทุกขั้นตอนของความสามารถหรือทักษะต่างๆ สรุปได้ว่า ระดับความรู้ ความเข้าใจเป็นการเข้าใจถึงเรื่องราวข้อเท็จจริงรายละเอียด ต่างๆที่เคยมีประการณ์หรือพบเจอ และความสามารถในการนำความรู้ที่เก็บรวบรวมมาใช้ดัดแปลง อธิบาย เปรียบเทียบในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างมีเหตุผล ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึง การนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ตามขั้นตอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละ บุคคลเป็นสำคัญ 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นพดล นิ่มหนู (2565) ได้ศึกษาเรื่อง หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล : ศึกษาเปรียบเทียบ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 กับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540ผลการศึกษา พบว่า หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ที่มีฐานะเป็นกฎหมายกลาง กำหนดหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะทั่วไป ครอบคลุมทุกมิตินั้น ได้รับอิทธิพลจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (GDPR) ทำให้ มีมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ แต่สำหรับในส่วนของพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะ มุ่งเน้นคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานภาครัฐ ยังมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับหลักการ คุ้มครองข้อมูลอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเก็บรักษาข้อมูล การกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ ควบคุมข้อมูล การประมวลผลและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมาตรฐานยังแตกต่างจากพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการทำการทบทวนหลักการและแก้ไขบทบัญญัติ เพื่อให้กฎหมายทั้งสองฉบับมีมาตรฐานในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่ เกิดภาวะสองมาตรฐาน ลลิตา พ่วงมหา (2564) ได้ศึกษาเรื่อง สื่อมวลชนกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผล การศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เพื่อให้ความ คุ้มครองสิทธิในข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกันแม้สื่อมวลชนจะมีสิทธิและ เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและความคิดเห็นสู่สาธารณะได้ตามที่กฎหมายรับรองแต่การทำหน้าที่ของ
17 สื่อมวลชน อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้อาทิการแสวงหาข่าวโดยทำการเก็บ รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นโดยไม่ได้แจ้งให้บุคคลนั้นทราบล่วงหน้า การเผยแพร่ข้อมูลส่วน บุคคลของบุคคลอื่นผ่านสื่อโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น และทำให้บุคคลนั้นได้รับความ เดือดร้อนเสียหายอาจส่งผลให้สื่อมวลชนได้รับบทลงโทษทางกฎหมายสื่อมวลชนจึงจำเป็นต้องศึกษา รายละเอียดของพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างจริงจังรวมทั้งใช้ความระมัดระวังในการแสวงหาข่าวและคัด กรองข้อมูลก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะให้มากขึ้น อัจฉราพร ปะทิ (2560) ได้ศึกษาเรื่อง ความรู้ ความเข้าใจ และความคิดเห็นของประชาชนใน ชุมชนต่อการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจต่อการคุ้มครองคนไร้ ที่พึ่ง โดยรวมมีระดับความรู้ความเข้าใจในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเห็นได้ว่าประชาชนมี ความรู้ความเข้าใจในด้านการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ความหมายของคนไร้ที่พึ่งและคนขอทาน ศูนย์คุ้มครอง คนไร้ที่พึ่งในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 87.5, 75.0, 50.0 ยกเว้นด้านกฎหมายคนไร้ที่พึ่งและคนขอทาน ซึ่งประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งอยู่ในระดับน้อยคิดเป็นร้อยละ 100 ตามลำดับ 2.4 กรอบแนวคิดของการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง ความรู้ ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาจากแนวคิดทฤษฎี เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะตอบประเด็นคำถามได้สมบูรณ์ โดยกำหนดตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา คือ ตัว แปรต้นผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับชั้นปี เกรดเฉลี่ย คณะ นอกจากนี้ในส่วนของตัวแปรตาม ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้วิจัยได้นำแนวคิดของบลูม (Bloom) มา ประยุกต์ใช้เป็นตัวแปรในการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยหลักกรณีที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้(1) ความรู้(2) ความเข้าใจ (3) การนำความรู้ไปใช้ ตามภาพกรอบแนวคิดของการศึกษาวิจัย
18 ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 2.5 นิยามศัพท์ปฏิบัติการของการวิจัย ปัจจัยส่วนบุคคล หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับชั้น ปี เกรดเฉลี่ย คณะ ช่องทางในการรับรู้สื่อ เป็นต้น - เพศ หมายถึง เพศสภาพชาย หญิง และเพศที่สามของนักศึกที่บ่งบอกถึงตัวตนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง - อายุหมายถึง อายุของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 - 4 - ระดับชั้นปี หมายถึง ข้อมูลระดับชั้นปีที่นักศึกษากำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง - เกรดเฉลี่ย หมายถึง ผลสัมทฤธิ์ทางการเรียนหรือผลการเรียนของนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ใน มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง - คณะ หมายถึง นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในคณะตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึง ปัจจัยส่วนบุคคล - เพศ - อายุ - ระดับชั้นปี - เกรดเฉลี่ย - คณะ ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอม บึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 - ความรู้ - ความเข้าใจ - การนำความรู้ไปใช้
19 ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงในเรื่องพระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 การรับรู้ข้อมูลที่เคยมี ประสบการณ์หรือสิ่งที่เคยพบเจอ และสามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถนำความรู้ ความเข้าใจนั้นไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ - ความรู้ หมายถึง ความรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงในเรื่อง พระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 การรับรู้ข้อมูลที่เคยมีประสบการณ์หรือสิ่งที่เคย พบเจอสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ - ความเข้าใจ หมายถึง ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึ ในเรื่อง พระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 การทำความเข้าใจข้อมูลที่เคยมีประสบการณ์ หรือสิ่งที่เคยพบเจอ และสามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถนำความเข้าใจนั้นไปใช้ใน สถานการณ์จริงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ - การนำความรู้ไปใช้หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้ไปใช้นี้เป็นพฤติกรรมชั้นที่สาม ซึ่ง จะต้องอาศัยความสามารถหรือทักษะทางด้านความเข้าใจดังกล่าวมาแล้วการนำความรู้ไปใช้นี้กล่าวอีกนัย หนึ่ง ก็คือ การแก้ปัญหานั่นเอง
20 บทที่ 3 วิธีการดําเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งผู้วิจัยมีวิธีการดำเนินการวิจัยดังมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างเครื่องมือและการตรวจสภาพเครื่องมือ 3.4 การศึกษาคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6 การจัดทำและการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ 1 ถึงระดับชั้นปีที่ 4 จํานวน 3,857 คน (สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง, 2565) ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro yamane) ได้ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยเกิดความคาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 5 % ซึ่งจะได้กลุ่ม ตัวอย่าง 351 คน ดังนี้ สูตร n = 1+() 2 เมื่อ n = จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่จะต้องทำการสุ่ม N = จำนวนประชากรทั้งหมด = ค่าความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่าง แทนค่าสูตรได้ดังนี้
21 n = 3,857 1+3,857 (0.05) 2 n = 350.63 = 351 ดังนั้น กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ 351 คน 3.1.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) สำหรับการเก็บข้อมูลได้ เก็บข้อมูลจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ชั้นปีที่ 1-5 จำนวน 17 คน โดยแบ่งตามสัดส่วนคณะต่างๆ 5 คณะ คณะละ 3-4 คน 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาในเชิงปริมาณซึ่งได้ประยุกต์มาจากการทบทวน วรรณกรรมแนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 4 ตอนดังนี้ 3.2.1 การวิจัยเชิงปริมาณ ตอนที่ 1 แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ อายุ ระดับชั้นปี เกรดเฉลี่ย คณะ ตอนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับ ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอม บึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 คือ (1) ความรู้ (2) ความเข้าใจ (3) การนำ ความรู้ไปใช้ ลักษณะเป็นคำถามปลายปิดแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิเคอร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง ระดับมากที่สุด 4 หมายถึง ระดับมาก 3 หมายถึง ระดับปานกลาง 2 หมายถึง ระดับน้อย 1 หมายถึง ระดับปรับปรุง
22 เกณฑ์ในการแปลผลคะแนนความหมายของค่าเฉลี่ยมีดังนี้ (สุจิตรา บุณยรัตพันธ์, 2542) 1.00-1.49 หมายถึง ความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับปรับปรุง 1.50-2.49 หมายถึง ความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับน้อย 2.50-3.49 หมายถึง ความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง 3.50-4.49 หมายถึง ความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับมาก 4.50-5.00 หมายถึง ความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับมากที่สุด ตอนที่ 3 ข้อคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะในกระบวนการทางความรู้ความเข้าใจของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มีลักษณะเป็นคําถามแบบปลายเปิด สําหรับให้ผู้ตอบ แบบสอบถามเติมข้อเสนอแนะ เพื่อนําไปพัฒนาปรับปรุงการให้มีประสิทธิภาพต่อไป 3.2.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured) เป็นลักษณะ ปลายเปิดและมีความยืดหยุ่น เพื่อนําไปใช้ในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) ซึ่งจะมีทั้งหมด 1 ชุด แนวคําถามในแบบสมภาษณ์ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ถูกสัมภาษณ์ ส่วนที่ 2 ข้อเสนอแนะในเรื่องของการให้บริการ 3.3 การสร้างเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยสร้างตามกรอบที่จะศึกษาโดยมีขั้นตอนการสร้าง เครื่องมือ ตามลําดับ ดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2539) 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกรอบที่จะศึกษาตามหลักการ ให้บริการของสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือ 2. สร้างแบบสอบถามที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยการพิจารณาประเด็นคําถาม ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการศึกษา 3. นําเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบ แก้ไขปรับปรุงให้ ครอบคลุมและเหมาะสมกับกรอบที่จะศึกษามากที่สุด
23 4. แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่อง และให้ครอบคลุมตามแนวทางการสร้างเครื่องมือ 5. นําแบบสอบถามไปหาค่าความเชื่อมั่น 6. นําเครื่องมือที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 3.4 การศึกษาคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย 1. การวิเคราะห์ค่าความสอดคล้องของแบบสอบถามใช้สถิติค่าเฉลี่ยจากคะแนนที่ได้จากผู้กรอก แบบสอบถาม 2. การวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบสอบถามแบบมาตรวัด 3 ระดับ ใช้การหาค่า สัมประสิทธิ์แอลฟา (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยนําแบบสอบถามไปทดสอบใช้ (try out) กับ กลุ่มตัวอย่างจํานวน 30 คน จากนั้นนําแบบสอบถามมาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดย วิธีใช้การทดสอบค่าความเชื่อมั่นของครอนบาค (Cronbach, L. J., 1977; อ้างถึงในยุทธ มะลิรส, 2555: 78) 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้ 3.5.1 การวิจัยเชิงปริมาณ 1. ผู้วิจัยประสานงานผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการดําเนินการ วิจัยและรวบรวมข้อมูล 2. ทําการชี้แจงรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง 3. ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างทุกคนด้วยตนเองโดยวิธีการสุ่มแบบตามสะดวก จํานวน 351 ชุด และนัดหมายการเก็บแบบสอบถามคืน 4. ผู้วิจัยติดตามเก็บแบบสอบถามคืนจากกลุ่มตัวอย่างให้ได้แบบสอบถามคืนมา จํานวน 351 ชุด 5. นําแบบสอบถามที่เก็บรวบรวมได้มาจัดกระทํา ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนของการ ตอบแบบสอบถามแล้ว จึงนําไปทําการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
24 3.5.2 การวิจัยเชิงปริมาณ การรวบรวมข้อมูลใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกซึ่งได้กำหนดคำถามไว้อย่างกว้าง ๆ โดยการ สังเคราะห์จากผลการวิจัยเชิงปริมาณเป็นแนวทางการกำหนดคำถามบูรณาการร่วมกับแนวคิดทฤษฎีและ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิดการวิจัย จากนั้นได้ร่างชุดคำถามที่จะนำไปใช้ในการสัมภาษณ์ ขอคำปรึกษาแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับรูปแบบชุดคำถามแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และปรับแก้ไข ข้อคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ต่อจากนั้นผู้วิจัยได้นำชุดคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ไปใช้ในการเก็บข้อมูล โดยเจาะจงนักศึกษาที่มารับบริการจากสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงเกี่ยวกับการให้บริการของพนักงานเจ้าหน้าที่ 3.6 การจัดทําและการวิเคราะห์ข้อมูล 3.6.1 การวิจัยเชิงปริมาณ ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล โดยการนํา คะแนนที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์ทางสถิติดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโดยการหาค่าความถี่ และร้อยละ 2. วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการ โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้าน และรายข้อ 3. วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการให้บริการ โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้าน และรายข้อ 4. วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการให้บริการของสำนักส่งเสริมวิชาการและ งานทะเบียนมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้าน และรายข้อ โดยการแปล ความหมายของคะแนน ค่า t-test และค่า F-test 5. วิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจกับการให้บริการของสำนักส่งเสริม วิชาการและงานทะเบียนมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงโดยใช้ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) ใช้ เกณฑ์การแปลความหมาย (สุจิตรา บุณยรัตพันธ์, 2542) ดังนี้
25 0.90 ขึ้นไป หมายถึง มีความสัมพันธ์กันสูงมาก 0.70 - 0.89 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันสูง 0.50 - 0.69 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันปานกลาง 0.30 - 0.49 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันต่ำ ต่ำกว่า 0.30 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันต่ำมาก 3.6.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ หัวใจสำคัญยิ่งของการวิจัยเชิงคุณภาพเน้นการที่ตีความหมายจากการปรากฎการณ์และ สัญลักษณ์ตลอดจนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยหลักการอุปนัยเป็นหลัก นั่นคือการให้เหตุผลโดย อาศัยข้อสังเกตหรือผลการทดลองจากหลายๆ ตัวอย่าง มาสรุปเป็นข้อตกลง หรือข้อคาดเดาทั่วไป หรือ คำพยากรณ์ ซึ่งจะเห็นว่าการจะนำเอาข้อสังเกต หรือผลการทดลองจากบางหน่วยมาสนับสนุนให้ได้ ข้อตกลง หรือ ข้อความทั่วไปซึ่งกินความถึงทุกหน่วย ย่อมไม่สมเหตุสมผล เพราะเป็นการอนุมานเกินสิ่งที่ กำหนดให้ ซึ่งหมายความว่า การให้เหตุผลแบบอุปนัยจะต้องมีกฎของความสมเหตุสมผลเฉพาะของ ตนเอง นั่นคือ จะต้องมีข้อสังเกต หรือผลการทดลอง หรือ มีประสบการณ์ที่มากมายพอที่จะปักใจเชื่อได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแน่ใจในผลสรุปได้เต็มที่ เหมือนกับการให้เหตุผลแบบนิรนัย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการให้ เหตุผลแบบนิรนัยจะให้ความแน่นอน แต่การให้เหตุผลแบบอุปนัย จะให้ความน่าจะเป็น
26 แบบสอบถาม ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง คำชี้แจง 1. แบบสอบถามนี้จัดทำขึ้นเพื่อทราบความคิดเห็นและความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับเลือกเป็นผู้ตอบ แบบสอบถาม กรุณาตอบตามความเป็นจริง และตอบให้ครบทุกข้อ คำตอบของท่านจะเป็น ประโยชน์ในการศึกษาวิจัย เพื่อนำผลมาใช้ในการพัฒนาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ นักศึกษาต่อไปให้เกิดประโยชน์ 2. ข้อมูลที่ได้จากท่านจะได้รับการรักษาไว้เป็นความลับ ฉะนั้นแบบสอบถามทุกชุดจะไม่ระบุชื่อ ผู้ตอบแบบสอบถาม และจะไม่ส่งผลต่อผู้ตอบแบบสอบถามแต่ประการใด การวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลงานผู้ศึกษา จะทำในภาพรวม 3. แบบสอบถามฉบับนี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 4. ขอความกรุณาตอบแบบสอบถามทุกข้อตามความคิดเห็นของท่านตามความเป็นจริง เพื่อให้ ข้อมูลที่ได้รับเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและผู้เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัย นักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
27 ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม คำชี้แจง เขียนเครื่องหมาย √ ลงใน ( ) ที่ตรงกับความเป็นจริง 1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง ( ) เพศสภาพ 2. อายุ ( ) ต่ำกว่า 18 ปี ( ) 19 ปี ( ) 20 ปี ( ) 21 ปี ( ) 22 ปี ( ) มากกว่า 22 ปี 3. ระดับชั้นปี ( ) ชั้นปีที่ 1 ( ) ชั้นปีที่ 2 ( ) ชั้นปีที่ 3 ( ) ชั้นปีที่ 4 4. เกรดเฉลี่ย ( ) ต่ำกว่า 2.00 ( ) 2.01 – 2.50 ( ) 2.51 – 3.00 ( ) 3.01 – 3.50 ( ) มากกว่า 3.50 5. คณะ ( ) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ( ) วิทยาการจัดการ ( ) เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ( ) วิทยาลัยมวยไทยและการแพทย์แผนไทย ( ) ครุศาสตร์ ( ) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
28 ตอนที่ 2 ความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 คําชี้แจง ให้ท่านพิจารณาประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้ว่าความรู้ความเข้าใจของนักศึกษาอยู่ในระดับใด โดยให้ท่านทําเครื่องหมาย √ ลงในช่องว่าง ให้ตรงกับความเห็นของท่าน ลำดับที่ ความรู้ความเข้าใจ ระดับความรู้ความเข้าใจ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย ปรับปรุง ความรู้ 1 นักศึกษามีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 2 นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับโทษ ของ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 3 นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับจาก พระราชบัญญัติฉบับนี้ในการนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ด้วยความระมัดระวังได้มากน้อย เพียงใด ความเข้าใจ 1 นักศึกษามีความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาก น้อยเพียงใด 2 นักศึกษามีความเข้าใจของการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 3 นักศึกษามีความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติ ตามข้อกำหนดต่างๆของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มากน้อยเพียงใด
29 ตอนที่ 3 (ต่อ) ลำดับที่ ความรู้ความเข้าใจ ระดับความรู้ความเข้าใจ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย ปรับปรุง การนำความรู้ไปใช้ 1 นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันด้วยความระมัดระวังจาก การศึกษาพระราชบัญญัติฉบับนี้ 2 นักศึกษาสามารถใช้สิทธิในการขอให้จำกัด สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของ ตนเองได้มากน้อยเพียงใด 3 นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ไข ป ั ญ ห า ข อ ง ข ้ อ ม ู ล ส ่ ว น บ ุ ค ค ล ต า ม พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มากน้อยเพียงใด
30 ตอนที่3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................…................................................................................................ ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ..............................................................................................................………………………………………………… ขอขอบพระคุณอย่างสูง ในความอนุเคราะห์ตอบแบบสอบถามนี้เป็นอย่างดี
31 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง ความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้วิจัยตั้งวัตถุประสงค์ไว้ 2 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาระดับ ความรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (2) เพื่อศึกษาการรับรู้จะส่งผลต่อความเข้าใจพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จำนวนทั้งสิ้น 351 คน การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ตั้งแต่ ระดับชั้นปีที่ 1 - 4 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จากนั้นนำแบบสอบถามที่รวบรวมได้มาดำเนินการวิเคราะห์และ ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อคำนวณหาค่าสถิติสำหรับตอบ วัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัยให้ครบถ้วนตามที่ตั้งไว้ ลำดับขั้นตอนดังนี้ 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 4.3 การวิเคราะห์ข้อมูลความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 4.4 สรุปผลการทดสอบสมมติฐานของการวิจัย 4.5 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก 4.6 ข้อคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
32 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการแปลความหมายข้อมูล จึงกำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย S.D แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาความมีนัยสำคัญจากการแจกแจงแบบ t (t - Distribution) F แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาความมีนัยสำคัญจากการแจกแจงแบบ F (F - Distribution) r แทน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) Sig แทน ระดับนัยสำคัญทางสถิติ * แทน นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แทน นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ในการวิจัยเรื่องนี้กลุ่มตัวอย่างที่วิจัยคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งมีข้อมูล ทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ระดับชั้นปี เกรดเฉลี่ย คณะ ช่องทางในการรับรู้สื่อ โดยใช้ การวิเคราะห์โดยการแจกแจงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) แล้วนำเสนอในรูป ตารางประกอบการบรรยาย ปรากฏดังตารางที่ 4.1 - 4.13 ตารางที่ 4.1 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามเพศ ลำดับที่ เพศ จำนวน ร้อยละ 1 ชาย 101 28.8 2 หญิง 225 64.1 3 เพศทางเลือก 25 7.1 รวม 351 100
33 จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนมากเป็นนักศึกษาเพศหญิง จำนวน 225 คน คิดเป็นร้อยละ 64.1 รองลงมาเป็นนักศึกษา เพศชาย จำนวน 101คน คิดเป็นร้อยละ 28.8 และเป็นเพศทางเลือก จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 7.1 ตามลำดับ ตารางที่ 4.2 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามอายุ ลำดับที่ อายุ จำนวน ร้อยละ 1 ต่ำกว่า 18 ปี 15 4.3 2 19 ปี 49 14 3 20 ปี 115 32.8 4 21 ปี 138 39.3 5 22 ปี 27 7.7 6 มากกว่า 22 ปี 7 2 รวม 351 100 จากตารางที่ 4.2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนมากเป็นนักศึกษาอายุ 21 ปี จำนวน 138 คน คิดเป็นร้อยละ 39.3 รองลงมาเป็น นักศึกษาอายุ 20 ปี จำนวน 115 คน คิดเป็นร้อยละ 32.8 ถัดมาเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 14 นักศึกษาอายุ 22 ปี จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 7.7 นักศึกษาอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และนักศึกษาอายุมากกว่า 21 ปี จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 2 ตามลำดับ
34 ตารางที่ 4.3 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามชั้นปี ลำดับที่ ชั้นปี จำนวน ร้อยละ 1 ชั้นปีที่ 1 48 13.7 2 ชั้นปีที่ 2 111 31.6 3 ชั้นปีที่ 3 172 49 4 ชั้นปีที่ 4 20 5.7 รวม 351 100 จากตารางที่ 4.3 พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนมากเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 172 คน คิดเป็นร้อยละ 49 รองลงมาเป็นนักศึกษา ชั้นปีที่ 2 จำนวน 111 คน คิดเป็นร้อยละ 31.6 ถัดมาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 48 คน คิดเป็นร้อย ละ 13.7 และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 5.7 ตามลำดับ ตารางที่ 4.4 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามเกรดเฉลี่ย ลำดับที่ เกรดเฉลี่ย จำนวน ร้อยละ 1 ต่ำกว่า 2.00 3 0.9 2 2.01 – 2.50 54 15.4 3 2.51 – 3.00 162 46.2 4 3.01 – 3.50 113 32.2 5 มากกว่า 3.50 19 5.4 รวม 351 100
35 จากตารางที่ 4.4 พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนมากเป็นนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.51 – 3.00 จำนวน 162 คน คิดเป็นร้อยละ 46.2 รองลงมาเกรดเฉลี่ย 3.01 – 3.50 จำนวน 113 คน คิดเป็นร้อยละ 32.2 ถัดมาเกรดเฉลี่ย 2.01 – 2.50 จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 15.4 เกรดเฉลี่ยมากกว่า 3.50 จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 5.4 และ เกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 2.00 จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 0.9 ตามลำดับ ตารางที่ 4.5 การแสดงค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามคณะ ลำดับที่ คณะ จำนวน ร้อยละ 1 มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 137 39 2 วิทยาการจัดการ 58 16.5 3 เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 56 16 4 วิทยาลัยมวยไทยและการแพทย์แผนไทย 33 9.4 5 ครุศาสตร์ 53 15.1 6 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 14 4 รวม 351 100 จากตารางที่ 4.5 พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนมากเป็นนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จำนวน 137 คน คิดเป็นร้อยละ 39 รองลงมาเป็นนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ จำนวน 58 คน คิดเป็นร้อยละ 16.5 ถัดมาเป็นนักศึกษา คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 16 คณะครุศาสตร์จำนวน 53 คน คิดเป็น ร้อยละ 15.1 นักศึกษาวิทยาลัยมวยไทยและการแพทย์แผนไทยจำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 9.4 และ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 4 ตามลำดับ
36 4.3 การวิเคราะห์ข้อมูลความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักศึกษาต่อความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงใช้การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำเสนอในรูปตาราง ประกอบการบรรยาย ดังตารางที่ 4.6 – 4.9 ตารางที่ 4.6 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวม ลำดับ ความรู้ความเข้าใจ ระดับความรู้ความเข้าใจ ( X ) (S.D) แปลผล 1 ด้านความรู้ 3.96 0.752 มาก 2 ด้านความเข้าใจ 3.87 0.700 มาก 3 ด้านการนำความรู้ไปใช้ 3.87 0.776 มาก รวม 3.87 0.693 มาก จากตารางที่ 4.6 พบว่า ความคิดเห็นด้านความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 3.87 , S.D. = 0.693) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความรู้มีค่าสูงสุด (̅= 3.96 , S.D. = 0.752) รองลงมาเป็นด้านการนำความรู้ไปใช้ (̅= 3.87 , S.D. = 0.776) และด้านความ เข้าใจ (̅= 3.87 , S.D. = 0.700) ตามลำดับ
37 ตารางที่ 4.7 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ความ เข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยรวมด้านความรู้ ลำดับ ความรู้ความเข้าใจ ระดับความรู้ความเข้าใจ ( X ) (S.D) แปล ผล 1 นักศึกษามีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 4.10 0.954 มาก 2 นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับโทษของพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 3.80 0.856 มาก 3 นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ฉบับนี้ในการนำข้อมูล ต่างๆไปใช้ด้วยความระมัดระวังได้มากน้อยเพียงใด 3.97 0.966 มาก รวม 3.96 0.752 มาก จากตารางที่ 4.7 พบว่า ความคิดเห็นด้านความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านความรู้อยู่ในระดับ มาก (̅= 3.96 , S.D. = 0.752) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่ 3 นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ ได้รับจากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ฉบับนี้ในการนำข้อมูลต่างๆไปใช้ด้วยความ ระมัดระวังได้มากน้อยเพียงใดมีค่าสูงที่สุด (̅= 43.97 , S.D. = 0.966) รองลงมาเป็นข้อที่ 1 นักศึกษามี ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มากน้อยเพียงใด (̅ = 4.10 , S.D. = 0.954) และข้อที่ 2 นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับโทษของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีค่าต่ำที่สุด (̅= 3.80 , S.D. = 0.856) ตามลำดับ
38 ตารางที่ 4.8 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ความ เข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านความเข้าใจ ลำดับ ความรู้ความเข้าใจ ระดับความรู้ความเข้าใจ ( X ) (S.D) แปล ผล 1 นักศึกษามีความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ศ.2562 มากน้อยเพียงใด 3.94 0.930 มาก 2 นักศึกษามีความเข้าใจของการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 3.83 0.888 มาก 3 นักศึกษามีความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคลพ.ศ.2562 ตามข้อกำหนดต่างๆของพระราชบัญญัติฉบับ นี้มากน้อยเพียงใด 3.82 0.880 มาก รวม 3.87 0.700 มาก จากตารางที่ 4.8 พบว่า ความคิดเห็นความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านความเข้าใจอยู่ใน ระดับมาก (̅= 3.87 , S.D. = 0.700) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่ 2 นักศึกษามีความเข้าใจ ของการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีค่าสูงที่สุด (̅= 3.83 , S.D. = 0.888)รองลงมาเป็นข้อที่ 3 นักศึกษามีความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ตามข้อกำหนดต่างๆของพระราชบัญญัติฉบับนี้มากน้อยเพียงใด (̅= 3.82 , S.D. = 0.880) และข้อที่ 1 นักศึกษามีความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาก น้อยเพียงใดมีค่าต่ำที่สุด (̅= 3.94 , S.D. = 0.930) ตามลำดับ
39 ตารางที่ 4.9 แสดงค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นด้านความรู้ความ เข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านการนำความรู้ไปใช้ ลำดับ ความรู้ความเข้าใจ ระดับความรู้ความเข้าใจ ( X ) (S.D) แปลผล 1 นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ไปใช้ได้อย่างเข้าใจ และถูกต้อง 3.90 0.870 มาก 2 นักศึกษาสามารถถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่ได้จาก พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ให้แก่ ผู้อื่น 3.85 0.876 มาก 3 นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของ ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มากน้อย เพียงใด 3.95 0.972 มาก รวม 3.87 0.776 มาก จากตารางที่ 4.9 พบว่า ความคิดเห็นด้านความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดยรวมด้านการนำความรู้ไปใช้ อยู่ในระดับมาก (̅= 3.87 , S.D. = 0.776) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่ 3 นักศึกษา สามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้มากน้อยเพียงใดมีค่าสูงที่สุด (̅= 3.95 , S.D. = 0.972) รองลงมาเป็นข้อที่ 1 นักศึกษา สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ไปใช้ได้อย่างเข้าใจและ ถูกต้อง(̅= 3.90 , S.D. = 0.870) และข้อที่ 2 นักศึกษาสามารถถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่ได้ จากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ให้แก่ผู้อื่นมีค่าต่ำที่สุด (̅= 3.85 , S.D. = 0.876) ตามลำดับ