แผนการจดั การเรยี นรู้
รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ว21101
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2
เร่อื ง เซลล์ของสง่ิ มชี วี ติ
นางสาวนิภาพร แสงสุรยิ ะ
รหัสประจาตัวนักศึกษา 62040113125
สาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์ทว่ั ไปและฟิสิกส์
โรงเรยี นอนบุ าลหนองวัวซอ
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 1
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
แผนการจัดการเรยี นรู้
วชิ าวทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน ว 21101
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอื่ ง เซลล์ของสง่ิ มชี วี ิต
ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1
โรงเรยี นอนบุ าลหนองววั ซอ
นางสาวนภิ าพร แสงสุรยิ ะ
รหสั ประจาตวั นกั ศกึ ษา 62040113125
สาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์ทั่วไปและฟสิ ิกส์
การฝึกปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษา 1
รหสั วิชา ED16014 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1)
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุดรธานี
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
ก
คานา
แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์พื้นฐาน รหัสวชิ า ว 21101 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 เล่ม 2 นี้
จดั ทาข้นึ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจดั การเรียนการสอนให้มีประสิทธภิ าพ และใหน้ กั เรียนบรรลุตามมาตรฐาน
การเรียนรู้/ตัวช้ีวัด ท่ีกาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
2560) ผ้จู ัดทาจงึ ได้ศกึ ษาสาระการเรียนรู้ เทคนิค วิธกี ารสอน การวดั และประเมนิ ผล มาจดั ทาแผนการจัดการ
เรยี นรใู้ นครัง้ น้ี
แผนการจัดการเรียนรู้ในเล่ม 2 นี้ ประกอบไปด้วย หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เซลล์ของสิ่งมีชีวิต
เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริง จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการ
เรียนรู้ฉบับนี้ จะสามารถนาไปใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ นาไปสู่การพัฒนาที่
ถูกต้องและเกดิ ผลแกผ่ ู้เรียนเปน็ อยา่ งดี
นางสาวนภิ าพร แสงสรุ ยิ ะ
10 ตุลาคม 2565
ข
สารบญั
เรอื่ ง หนา้
คานา..........................................................................................................................................ก
สารบญั …………………………………………………………………………………………………………………………ข
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เซลลข์ องสิ่งมีชีวิต
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 16 ประเภทของส่ิงมชี วี ิต………………………………………………………..1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 17 การใช้กลอ้ งจุลทรรศน์..............................................................13
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 18 โครงสรา้ งและหน้าทีข่ องเซลล์พืชและเซลลส์ ัตว์.......................22
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 19 เซลลพ์ ชื และเซลล์สตั ว์..............................................................31
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 20 การแพร่…………………………………………………………………………..40
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 21 การออสโมซิส............................................................................49
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 16 1
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน ว 21101 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เซลลข์ องส่ิงมีชีวิต
ประเภทของสิง่ มชี ีวติ จานวน 2 ชั่วโมง
เรอื่ งที่ 1 ประเภทของส่ิงมีชีวิต ภาคเรียนท่ี 1/2565
ผู้สอนโดย นางสาวนภิ าพร แสงสรุ ยิ ะ
1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า และออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ี ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตัวช้วี ัด
ว 1.2 ม.1/3 อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรปู ร่าง กบั การทาหนา้ ท่ีของเซลล์
2. สาระสาคัญ
เซลล์เป็นหน่วยพืน้ ฐานของสงิ่ มีชวี ติ ส่งิ มีชีวติ บางชนิดมีเซลลเ์ พยี งเซลลเ์ ดยี ว เชน่ อะมีบา พารามเี ซยี ม ยีสต์
บางชนดิ มหี ลายเซลล์ เชน่ พืช สัตว์
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ งรปู ร่างของเซลลต์ อ่ การทาหน้าทีข่ องเซลลไ์ ด้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถบอกลกั ษณะของสงิ่ มชี วี ติ เซลล์เดยี วและสง่ิ มชี ีวิตหลายเซลลไ์ ด้ (K)
3. นกั เรยี นสามารถเปรยี บเทียบความเหมือนและความแตกตา่ งของสง่ิ มชี วี ิตเซลล์เดียวและสงิ่ มีชวี ิต
หลายเซลลไ์ ด้ (K)
4. นักเรยี นใฝ่รใู้ ฝ่เรียน (A)
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
ส่ิงมีชีวิตเซลล์เดียว (unicellular organism) เป็นส่ิงมีชีวิตท่ีร่างกายประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์
เดียวซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการดารงชีวิต เช่น การกินอาหาร การขับถ่ายการสืบพันธ์ุ เป็นต้น จะ
เกิดขึ้นในเซลล์เพียงเซลล์เดียวส่ิง มีชีวิตเซลล์เดียวส่วนใหญ่สามารถดารงชีวิตอยู่เป็นอิสระได้ เช่น อะมีบา
พารามีเซียม ไดอะตอม ยูกลีนา เป็นต้น สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดมีนิวเคลียสท่ีไม่มีเย่ือหุ้มจึงพบสาร
พนั ธกุ รรมกระจายอยใู่ นไซโทพลาซมึ เชน่ แบคทเี รยี เปน็ ตน้
สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular organism) เป็นส่ิงมีชีวิตท่ีร่างกายประกอบด้วยเซลล์จานวนมาก
หลายล้านเซลล์ โดยเซลล์ชนิดเดียวกันหรือเซลล์ที่มีลักษณะเหมือนกันจะมาอยู่รวมกันเพ่ือทาหน้าท่ีอย่าง
2
เดียวกนั เรยี กกลุ่มเซลล์เหล่านวี้ ่า เนอื้ เย่อื (tissue ) และเนอื้ เย่ือหลายชนิดจะประกอบกนั เปน็ อวัยวะ (organ)
ซึ่งอวัยวะต่าง ๆ หลายอวัยวะจะทาหน้าท่ีประสานสัมพันธ์กันเป็นระบบอวัยวะ (organ system) และทุก
ระบบอวยั วะจะประกอบกันเปน็ ร่างกายของสิง่ มชี วี ติ ตัวอยา่ งส่งิ มชี วี ติ หลายเซลล์ เชน่ พชื สัตว์ เป็นต้น
เซลล์แต่ละชนิดของส่ิงมีชีวิตหลายเซลล์จะมีรูปร่างและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจาก
ลักษณะเฉพาะของเซลล์ถูกควบคุมด้วยสารพันธุกรรมหรือยีน (gene) ทาให้เซลล์แต่ละชนิดมีลักษณะรูปร่าง
แตกต่างกันตามกิจกรรมท่ที า หรอื ตาแหน่งและหนา้ ทีข่ องเซลล์น้นั ๆ
4.2 ทักษะ/กระบวนการ
1. ทักษะการส่ือความหมายข้อมลู
2. ทกั ษะการจาแนกประเภท
3. ทกั ษะการตคี วามหมายขอ้ มลู และลงข้อสรปุ
4.3 คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. นักเรยี นใฝ่รูใ้ ฝ่เรียน
2. นกั เรียนมวี ินยั
3. นกั เรยี นมุ่งมนั่ ในการทางาน
5. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
การจัดกิจกกรมการเรียนรู/้ แนวทางการเสรมิ แรงหรือช่วยเหลอื นักเรยี น ใชร้ ูปแบบการจัดการเรยี น
การสอนแบบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles:5Es)
ชั่วโมงท่ี 1
ขั้นท่ี 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ
1. ให้นักเรียนดูภาพสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ จาก PPT จากนั้นครูถามคาถาม ว่า สิ่งท่ี
เลก็ ทีส่ ุด ในร่างกายของเราคืออะไร แล้วใหน้ ักเรียนระดมความคิดในการตอบคาถาม
แนวคาตอบ เซลล์
2. ครถู ามคาถามกบั นักเรียน เพอ่ื กระตุ้นความคดิ
- นักเรียนคิดว่าร่างกายของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างและจานวนเซลล์ในการดารงชีวิต
เหมอื นกันหรือไม่
แนวคาตอบ ร่างกายของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างและจานวนเซลล์ในการดารงชีวิตไม่
เหมอื นกนั
- นกั เรยี นสามารถมองเหน็ เซลล์ด้วยตาเปล่าได้หรือไม่ เพราะอะไร
แนวคาตอบ ไมไ่ ด้ เพราะเซลลม์ ีขนาดเล็กมาก
3
ขัน้ ที่ 2 ขนั้ สารวจและค้นหา
3. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 5 กลุ่มคละความสามารถ ศึกษาวีดิทัศน์การเคลื่อนท่ีของพารามีเซียมกับการ
เคล่ือนท่ีของสัตว์ แล้วให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตท้ังสองชนิด ใน
ประเด็นของจานวนเซลล์ และการทางานรว่ มกนั ของเซลล์ท่ีมผี ลต่อการเคลอื่ นท่ี
https://youtu.be/P3iV1QfZsns
4. จากน้นั ครูใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม ช่วยกนั วเิ คราะห์ลกั ษณะของเซลลข์ องสงิ่ มีชีวติ เซลลเ์ ดียวและเซลล์ของ
สงิ่ มชี วี ิตหลายเซลลว์ า่ แตกตา่ งกนั อยา่ งไร
5. สมาชิกแต่ละกลุ่มชว่ ยกันเปรียบเทียบวา่ เซลล์ของสิ่งมีชีวติ เซลล์เดียวและเซลล์ของส่ิงมีชวี ิตหลายเซลล์
มรี ูปรา่ งและลักษณะทเี่ หมอื นกันหรือคลา้ ยคลึงกันอย่างไร
ขั้นท่ี 3 ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป
6. ครูใหต้ วั แทนของแต่ละกล่มุ ออกมานาผลการวิเคราะหแ์ ละเปรียบเทียบมาสรุปแล้วนาเสนอหน้าชั้นเรียน
(ครูเกบ็ ประเด็นทนี่ กั เรยี นยงั นาเสนอไม่ครอบคลมุ เพอื่ ที่จะมาอภิปรายและลงข้อสรปุ )
ชั่วโมงที่ 2
7. ครูถามคาถามดังตอ่ ไปน้ี
- ส่ิงมีชีวิตเซลลเ์ ดียวมลี กั ษณะอยา่ งไร
แนวคาตอบ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว ท่ีอาจมีผนังเซลล์หรือไม่มีก็ได้
มีเยื่อหุ้มเซลล์ นิวเคลียส ไซโทรพลาสซึม มีโครงสร้างภายในเซลล์เป็นแบบง่ายๆ พบได้ทั้งบนบกในน้า และ
สามารถดารงชีวติ ได้อยา่ งอสิ ระ
- สง่ิ มชี ีวติ หลายเซลล์มลี ักษณะอยา่ งไร
แนวคาตอบ ส่งิ มีชีวติ ทปี่ ระกอบดว้ ยเซลลม์ ากกว่า 1 เซลล์ เชน่ สาหร่าย มด เป็นต้น
- ความแตกต่างระหวา่ งสง่ิ มีชีวติ เซลลเ์ ดียวและสงิ่ มีชวี ติ หลายเซลล์ เป็นอยา่ งไร
แนวคาตอบ ส่ิงมชี วี ิตเซลล์เดียวทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วข้องกับการดารงชวี ิตได้ซ่งึ จะเกิดขึ้นในเซลล์
เพียงเซลล์เดียว เช่น การกิน การขับถ่าย การสืบพันธ์ุ เป็นต้น ส่วนส่ิงมีชีวิตหลายเซลล์ ประกอบด้วยเซลล์
จานวนมากหลายล้านเซลล์ โดยเซลล์ชนิดเดียวกันหรือเซลล์ท่ีมีลักษณะเหมือนกันจะมาอยู่รวมกันเพ่ือทา
หน้าท่ีอย่างเดียวกันเรียกกลุ่มเซลล์เหล่านี้ว่า เน้ือเย่ือ และเน้ือเย่ือหลายชนิดจะประกอบกันเป็นอวัยวะ ซ่ึง
อวัยวะต่าง ๆ หลายอวัยวะจะทาหน้าที่ประสานสมั พันธก์ ันเปน็ ระบบอวัยวะ และทุกระบบอวัยวะจะประกอบ
กนั เป็นร่างกายของสง่ิ มชี ีวิตตัวอย่างส่ิงมีชวี ิตหลายเซลล์ เชน่ พชื สตั ว์ เปน็ ต้น
8. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปเกี่ยวกับสง่ิ มีชวี ิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ โดยครูนาเสนอ PPT ให้
นักเรียนได้เห็นเก่ียวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและโครงสร้างของส่ิงมีชีวิตหลายเซลล์ เช่น โครงสร้าง
ของพืชและสัตว์ เพ่อื ให้เห็นความแตกต่างของสิ่งมชี ีวิตเซลลเ์ ดยี วและสง่ิ มชี ีวติ หลายเซลล์
ข้ันที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้
9. ครูกระต้นุ ความสนใจโดยการตงั้ คาถามว่า นกั เรียนคิดว่า ไวรสั เป็นสง่ิ มีชีวิตหรอื ไม่
4
10. จากนั้นให้นักเรียนช่วยกันหาคาตอบ โดยการอ่าน Science Focus ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1
เลม่ 1 หน้า 29
11. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายและลงข้อสรปุ เกีย่ วกับไวรัส ดังนี้
ไวรัสมโี ปรตนี หรือไขมันห่อหุ้มสารพนั ธุกรรม (DNA หรือ RNA) สามารถเพมิ่ จานวนโดยอาศยั ส่ิงมีชีวิต
อื่นด้วยการปล่อยสารพันธุกรรมเข้าสู่ส่ิงมีชีวิตอื่น และสังเคราะห์สารพันธุกรรมและโปรตีนท่ีจาเป็นต่อการ
จาลองตัวในส่ิงมชี วี ติ กอ่ ใหเ้ กิดโรค เมื่อเซลล์ของสิง่ มีชวี ิตเส่ือมสลาย ไวรัสจานวนมากจะออกสู่ภายนอก จงึ ไม่
จดั ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ไวรสั ไม่มีสมบัตขิ องเซลล์เน่ืองจากไวรสั ไม่มีทั้งเย่ือหุ้มเซลล์และไซโทพลาซึม
แต่ไวรัสจดั เป็นอนภุ าคเรยี กว่าไวรอ์ อน (vinion)
ขน้ั ที่ 5 ขัน้ ประเมนิ
12. ครใู ห้นกั เรียนทาใบงาน เร่ือง สงิ่ มชี ีวติ เซลลเ์ ดียวและส่ิงมีชวี ิตหลายเซลลแ์ ละแบบฝึกหดั 1.1 หนงั สือ
แบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1
6. กระบวนการวัดและประเมนิ ผล
สิ่งที่วัดผล วิธวี ัดผล เครื่องมอื วัดผล เกณฑก์ ารประเมนิ
ดา้ นความรู้
1. นักเรยี นสามารถ - ตอบคาถาม - คาถาม ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 ขน้ึ
อธบิ ายความสัมพันธ์ - ตรวจใบงาน เร่อื ง - ใบงาน เรื่อง ส่ิงมีชวี ิต ไป ถือว่าผา่ นการประเมนิ
ระหว่างรูปร่างของเซลล์ สิ่งมชี วี ติ เซลล์เดียว เซลลเ์ ดียวและสง่ิ มชี วี ิต
ต่อการทาหน้าท่ีของ และสิ่งมีชีวิตหลาย หลายเซลล์
เซลลไ์ ด้ เซลล์
2. นักเรียนสามารถบอก
ลักษณะของสิ่งมชี ีวติ
เซลล์เดยี วและสิ่งมีชีวิต
หลายเซลล์ได้
3. นักเรียนสามารถ
เปรียบเทยี บความเหมอื น
และความแตกตา่ งของ
สงิ่ มชี ีวิตเซลล์เดยี วและ
ส่ิงมีชวี ิตหลายเซลล์ได้
ด้านเจตคติ -ประเมนิ จากแบบ -แบบสังเกตพฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์ระดบั 2
4. นักเรยี นใฝร่ ู้ใฝเ่ รียน สังเกตพฤตกิ รรม
5
7. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สื่อการเรียนรู้
1. ใบงาน เรือ่ ง ส่ิงมชี วี ติ เซลลเ์ ดียวและสง่ิ มชี ีวติ หลายเซลล์
2. แบบฝกึ หัด 1.1 หนังสือแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือเรยี น วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม.1 เลม่ 1
2. PowerPoint เรือ่ งประเภทของส่งิ มีชีวติ
3. วีดทิ ัศน์การเคลื่อนทีข่ องพารามเี ซียมกบั การเคล่ือนทขี่ องสัตว์ https://youtu.be/P3iV1QfZsns
6
7
ภาคผนวก
8
9
แบบฝกึ หัด 1.1 ตอบคาถามเกย่ี วกับเซลล์ของส่ิงมชี วี ิต
1. จงอธิบายความหมายของเซลล์
2. เพราะเหตุใดเซลลข์ องสิ่งมชี วี ติ จงึ มีขนาดเลก็
3. เมื่อพิจารณาเซลล์ของสิง่ มีชีวติ สามารถแบ่งสง่ิ มีชีวิตได้กี่ประเภทอะไรบ้าง
4. สง่ิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี วและสิง่ มชี ีวติ หลายเซลลเ์ หมือนหรอื แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
5. ยกตวั อย่างสง่ิ มชี ีวิตแต่ละประเภทท่ีกาหนดให้ 2)
สิ่งมชี ีวติ เซลล์เดียว 1) 2)
สง่ิ มชี วี ิตหลายเซลล์ 1)
10
แบบฝึกหัด 1.1 ตอบคาถามเก่ียวกับเซลล์ของสง่ิ มชี วี ิต (เฉลย)
1. จงอธบิ ายความหมายของเซลล์
เซลล์ คอื หน่วยพนื้ ฐานที่เลก็ ทีส่ ดุ ของส่ิงมชี ีวิต
2. เพราะเหตุใดเซลล์ของส่ิงมีชีวิตจึงมีขนาดเลก็
เพือ่ ความเหมาะสมกับหนา้ ท่กี ารทางานของเซลล์ ซึ่งเซลลข์ องสิ่งมีชวี ติ จะมีขนาดและรปู ร่าง
แตกต่างกัน ข้ึนอยกู่ บั ชนิด หนา้ ท่ี และตาแหน่งของเซลล์นน้ั ๆ
3. เม่ือพิจารณาเซลลข์ องส่ิงมีชวี ิต สามารถแบง่ สง่ิ มีชีวติ ไดก้ ปี่ ระเภทอะไรบา้ ง
2 ประเภท ไดแ้ ก่ ส่งิ มชี ีวิตเซลล์เดียว และสงิ่ มีชวี ติ หลายเซลล์
4. ส่ิงมีชีวติ เซลลเ์ ดยี วและสง่ิ มีชีวติ หลายเซลลเ์ หมือนหรือแตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร
แตกต่างกนั สง่ิ มีชีวติ เซลล์เดียวสามารถดารงชวี ิตได้ดว้ ยเซลล์เดียว สิ่งมีชวี ิตหลายเซลลป์ ระกอบ
ดว้ ยเซลล์มากกว่าหนง่ึ เซลล์ทางานประสานกัน และเปล่ยี นแปลงไปทาหนา้ ทเ่ี ฉพาะตา่ ง ๆ
5. ยกตัวอย่างสิง่ มชี วี ิตแต่ละประเภทท่ีกาหนดให้
สง่ิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดียว 1) แบคทเี รีย 2) ยูกลีนา 3) พารามีเซยี ม
3) พืช
ส่งิ มีชวี ติ หลายเซลล์ 1) คน 2) สัตว์
แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 11
นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/......... คา่ ผลการ
ระดับ ประเมนิ
เลข ชือ่ -สกลุ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ท่ี รักชา ิต
ซื่อสัตย์
ีม ิวนัย
ใฝ่เรียนรู้
พอเ ีพยง
ุม่ง ัมน
เ ็ปนไทย
จิตสาธารณะ
ค่าเฉล่ีย
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
เกณฑก์ ารประเมินคณุ ภาพ เกณฑก์ ารประเมนิ คุณภาพ 12
ช่วงคา่ เฉลี่ย ค่าระดับ คา่ ชว่ ง ผลการประเมิน
ต้ังแต่ ถงึ ไม่ผา่ น
0.00 0.99 0 0.99 ผ่าน
1.00 1.66 1 0.66 ดี
1.67 2.33 2 0.66 ดีเยี่ยม
2.34 3.00 3 0.66
13
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 17 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1
รายวิชาวิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน ว 21101
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 เซลลข์ องส่ิงมีชีวิต จานวน 2 ชั่วโมง
กลอ้ งจุลทรรศน์ ภาคเรยี นท่ี 1/2565
เรื่องที่ 1 การใชก้ ล้องจุลทรรศน์
ผ้สู อนโดย นางสาวนภิ าพร แสงสุริยะ
1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1. 2 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสิง่ มีชีวติ หน่วยพื้นฐานของส่ิงมชี วี ิต การลาเลยี งสารเข้า และออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตวั ชวี้ ัด
ว 1.2 ม.1/2 ใชก้ ล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สงศกึ ษาเซลล์ และโครงสรา้ งตา่ ง ๆ ภายในเซลล์
2. สาระสาคัญ
กล้องจุลทรรศน์เป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยขยายขนาดส่ิงต่าง ๆ ท่ีไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น เซลล์ เป็น
ตน้
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถบอกส่วนประกอบของกล้องจลุ ทรรศน์แบบใช้แสงได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถใชง้ านกลอ้ งจุลทรรศน์แบบใช้แสงตามขนั้ ตอนที่ถกู ต้องได้ (P)
3. นกั เรียนใฝร่ ู้ใฝเ่ รียน (A)
4. สาระการเรียนรู้
4.1 ความรู้
กลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใชแ้ สงมีส่วนประกอบดงั นี้ เลนส์ใกลต้ า เลนส์ใกล้วตั ถุ ไอริสไดอะเฟรม เลนส์รวม
แสง ปุม่ ปรบั ภาพหยาบ ปมุ่ ปรบั ภาพละเอยี ด
การใช้งานกลอ้ งจุลทรรศนแ์ บบใช้แสงมขี ัน้ ตอน ดังน้ี
1. วางกลอ้ งบนพนื้ เรียบหมุนเลนส์ใกล้วัตถุท่ีมีกาลงั ขยายต่าสุดมาอยู่ตรงกลางลากลอ้ ง
2. ปรบั กระจกเงาใต้แท่นวางวตั ถใุ หแ้ สงสะท้อนเข้าส่กู ล้องแล้วนาสไลดว์ างบนแทน่ วางวัตถุ
3. หมุนป่มุ ปรับภาพหยาบให้ลากล้องเล่ือนมาอย่ใู กลก้ บั วัตถุมากที่สุดแลว้ มองวตั ถุผา่ นเลนส์ใกล้ตา
4. หมนุ ปุ่มปรับภาพหยาบชา้ ๆ จนมองเห็นภาพวตั ถุจากน้ันหมนุ ปุม่ ปรับภาพละเอียดเพ่อื ใหภ้ าพชดั ข้นึ
5. ถ้าต้องการเห็นภาพขนาดใหญ่ขึ้นให้หมุนเลนส์ใกล้วัตถุท่ีมีกาลังขยายสูงเข้าในแนวลากลอ้ งแลว้ หมุนปุ่ม
ปรบั ภาพละเอียด
6. ปรบั ไอรสิ ไดอะแฟรมเมอื่ ตอ้ งการเพมิ่ ความเข้มแสงทเ่ี ข้าสู่ลากล้อง
14
7. ทาความสะอาดกล้องเมื่อใช้งานเสร็จโดยบรเิ วณเลนสใ์ ห้เช็ดดว้ ยกระดาษเช็ดเลนสห์ รือน้ายาสาหรับเช็ด
เลนส์
4.2 ทักษะ/กระบวนการ
1. ทักษะการสื่อความหมายข้อมลู
2. ทักษะการจาแนกประเภท
3. ทกั ษะการตคี วามหมายขอ้ มลู และลงข้อสรุป
4.3 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. นกั เรียนใฝร่ ้ใู ฝ่เรยี น
2. นกั เรยี นมวี นิ ัย
3. นักเรยี นมุ่งมั่นในการทางาน
5. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
การจัดกจิ กกรมการเรยี นร้/ู แนวทางการเสริมแรงหรือชว่ ยเหลือนกั เรียน ใช้รปู แบบการจดั การเรียน
การสอนแบบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles:5Es)
ชั่วโมงที่ 1
ขัน้ ท่ี 1 ขัน้ สร้างความสนใจ
1. ครูถามคาถามเกร่ินนาเข้าสู่หัวข้อท่ีจะเรียนว่า เราจะศึกษารูปร่างและลักษณะเซลล์ของส่ิงมีชีวิตเซลล์
เดยี ว และเซลล์ของส่ิงมชี ีวติ หลายเซลล์ได้อยา่ งไร
แนวคาตอบ การศกึ ษาเซลล์ของสิ่งมีชวี ติ เซลล์เดียว และเซลล์ของสงิ่ มชี วี ิตหลายเซลล์ตอ้ งอาศัยกล้อง
จลุ ทรรศนเ์ ข้ามาชว่ ยในการศึกษา
2. ครนู าเข้าสู่บทเรียนโดยการเล่าประวัติของรอเบิร์ต ฮคุ พอสงั เขป พร้อมทงั้ นาเสนอภาพกล้องจุลทรรศน์
และเซลล์ท่รี อเบริ ์ต ฮุค ใช้ ดังน้ี
ในปีค.ศ.1655โรเบิร์ตฮุค(Robert Hooke) นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์
และได้สังเกตโครงสร้างของไม้คอร์ก (cork) ที่เฉือนเป็นแผ่นบางๆ พบว่ามีลักษณะเป็นห้องเล็กๆ คล้ายรังผึ้ง
เขาไดเ้ รียกห้องเล็กๆ เหล่าน้ีว่า เซลล์ ซงึ่ การศกึ ษาของโรเบริ ์ต ฮุค ในคร้งั น้ัน เป็นการคน้ พบเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
เปน็ ครงั้ แรกแต่เป็นเซลล์ท่ีตายแล้วคงเหลอื แตส่ ่วนของผนงั เซลล์ (cell wall) เท่าน้นั
15
ขน้ั ท่ี 2 ขั้นสารวจและคน้ หา
3. จากน้ันครูแสดงรูปตัวอย่างกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ให้นักเรียนดู จาก PPT และให้นักเรียนช่วยกัน
สืบค้นข้อมูลว่ากล้องจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสงมี สว่ นประกอบอะไรบ้าง
4. ครูในนักเรียนแต่ละคนบอกส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง พร้อมทั้งชี้ว่าอยู่ส่วนไหนของ
ตวั กล้อง
5. เม่ือนักเรียนบอกส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ครบแล้วครูและนักเรียนร่วมกันหน้าที่
และการทางานของสว่ นประกอบต่าง ๆ ของกลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสง
6. ครูแสดงภาพข้ันตอนการใช้งานกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง จาก PPT จากนั้นครูถามนักเรียนว่าจาก
ภาพนกั เรียนพอทราบหรอื ไม่ว่ามีข้ันตอนอย่างไรบ้าง
แนวคาตอบ ตอบตามทนี่ ักเรียนเขา้ ใจ
ข้ันท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป
7. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายเกีย่ วกับข้นั ตอนในการใชง้ านกลอ้ งจุลทรรศน์แบบใช้แสง
ช่วั โมงท่ี 2
8. ครูสาธติ การใช้งานกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงตามข้ันตอนท่ถี กู ต้อง
9. ครูให้นกั เรยี นจับกล่มุ 4 กล่มุ คละความสามารถ ฝกึ ปฏบิ ตั ิใช้งานกล้องจลุ ทรรศน์
10. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเก่ียวกับกาลังขยายของกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นค่าท่ีบ่งบอกว่า กล้องจุลทรรศน์
สามารถขยายของวตั ถุไดก้ เ่ี ท่า โดยคานวณจากสตู ร
กาลังขยายของกล้องจุลทรรศน์ = กาลงั ขยายของเลนส์ใกล้วัตถุ × กาลังขยายของเลนส์ใกล้ตา
ขัน้ ที่ 4 ข้ันขยายความรู้
11. ครูใหเ้ กร็ดความรูแ้ กน่ กั เรียนเกี่ยวกบั การดแู ลรกั ษากลอ้ งจุลทรรศน์ ซงึ่ มีขนั้ ตอนในการปฏิบัติ ดงั นี้
1. ระวงั ไม่ให้สไลด์และกระจกปดิ สไลดเ์ ปียก เพราะอาจทาให้เกิดสนิม
2. ในการมองภาพตอ้ งเร่ิมตน้ จากกาลงั ขยายตา่ สุดกอ่ น
3. หากจาเป็นต้องใช้เลนส์ขยายสูงสุด ควรหยดน้ามันเพ่ือป้องกันไม่ให้เลนส์ใกล้วัตถุกระทบกับ
กระจกสไลด์
12. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเป็น 4 กลุ่มจากนั้นให้นกั เรียนเลน่ เกมโดยมีกตกิ า ดงั น้ี
- ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งจากนั้นให้ตัวแทนกลุ่มทีละคนตอบคาถามจากภาพที่ครู
เปิดให้ดูใน PPT โดยให้เขียนคาตอบลงในกระดานทุกกลุ่มเขียนพร้อมกัน กลุ่มใดเขียนคาตอบถูกต้อง ได้ 1
แต้ม โดยภาพที่ครูให้เล่นเกมจะเป็นภาพของส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงและข้ันตอนในการ
ปฏิบัติการใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง เมื่อเล่นเกมจบกลุ่มที่มีแต้มเยอะสุดจะเป็นกลุ่มท่ีชนะ โดยจะได้
คะแนน 4 3 2 1 ตามลาดับ
ข้ันที่ 5 ข้ันประเมิน
13. ครใู หน้ ักเรียนทาใบงาน
16
6. กระบวนการวดั และประเมนิ ผล
สงิ่ ที่วดั ผล วิธีวัดผล เครือ่ งมือวัดผล เกณฑก์ ารประเมิน
ด้านความรู้ - คาถาม ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 60
- เกม ขน้ึ ไป ถือว่าผา่ นการ
1. นกั เรียนสามารถบอก - ตอบคาถาม - ใบงาน ประเมิน
ส่วนประกอบของกล้อง - เล่นเกม - คาถาม ได้คะแนนร้อยละ 60
- การใช้กล้อง ขึน้ ไป ถือวา่ ผ่านการ
จุลทรรศนแ์ บบใชแ้ สงได้ - ตรวจใบงาน จุลทรรศนแ์ บบใชแ้ สง ประเมิน
ตามขัน้ ตอน
ด้านทักษะกระบวนการ - ใบงาน ผ่านเกณฑร์ ะดับ 2
2. นักเรียนสามารถใช้ - ตอบคาถาม -แบบสังเกตพฤติกรรม
งานกลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ บบ - สังเกตการใช้กล้อง
ใชแ้ สงตามขน้ั ตอนท่ี จลุ ทรรศน์แบบใช้แสงตาม
ถกู ต้องได้ ขนั้ ตอน
- ตรวจใบงาน
ด้านเจตคติ
3. นักเรยี นใฝ่รูใ้ ฝ่เรยี น -ประเมนิ จากแบบสังเกต
พฤติกรรม
7. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
7.1 ส่อื การเรียนรู้
1. เกม
2. ใบงาน
7.2 แหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสอื เรียน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.1 เลม่ 1
2. PowerPoint เร่ือง กล้องจลุ ทรรศน์
17
18
ภาคผนวก
19
แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 20
นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/......... คา่ ผลการ
ระดับ ประเมนิ
เลข ชือ่ -สกลุ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ท่ี รักชา ิต
ซื่อสัตย์
ีม ิวนัย
ใฝ่เรียนรู้
พอเ ีพยง
ุม่ง ัมน
เ ็ปนไทย
จิตสาธารณะ
ค่าเฉล่ีย
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
เกณฑก์ ารประเมินคณุ ภาพ เกณฑก์ ารประเมนิ คุณภาพ 21
ช่วงคา่ เฉลี่ย ค่าระดับ คา่ ชว่ ง ผลการประเมิน
ต้ังแต่ ถงึ ไม่ผา่ น
0.00 0.99 0 0.99 ผ่าน
1.00 1.66 1 0.66 ดี
1.67 2.33 2 0.66 ดีเยี่ยม
2.34 3.00 3 0.66
22
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 18 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ว 21101
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 เซลล์ของสิ่งมชี ีวิต จานวน 2 ชวั่ โมง
โครงสร้างของเซลล์ ภาคเรียนที่ 1/2565
เรือ่ งที่ 1 โครงสร้างและหนา้ ที่ของเซลล์พืชและเซลลส์ ัตว์
ผู้สอนโดย นางสาวนภิ าพร แสงสุริยะ
1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวช้วี ดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า และออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตัวช้ีวดั
ว 1.2 ม.1/1 เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะ และโครงสร้างของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์รวมท้ังบรรยาย
หนา้ ทข่ี องผนังเซลล์เยอื่ ห้มุ เซลล์ไซโทพลาซึม นวิ เคลยี ส แวควิ โอล ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์
2. สาระสาคญั
ส่ิงมีชีวิตส่วนใหญจ่ ะประกอบด้วยเซลล์หลายชนิดโดยเซลล์แต่ละชนิดจะมีรูปร่างที่แตกต่างกันไปตาม
หน้าทขี่ องเซลลช์ นดิ นนั้ ๆ หรือกล่าวได้วา่ หน้าทที่ แ่ี ตกต่างกนั ทาใหเ้ ซลล์แต่ละชนิดมรี ูปรา่ งทีต่ ่างกัน
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถระบุหน้าทโี่ ครงสรา้ งภายในของเซลล์พืชและเซลลส์ ตั วไ์ ด้ (K)
2. นักเรยี นสามารถจัดกระทาและสือ่ ความหมายเกีย่ วกับโครงสร้างของเซลล์ได้ (P)
3. นกั เรยี นมีความสามารถในการทางานรว่ มกับผู้อ่ืนได้ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
เซลลข์ องส่ิงมชี วี ิตประกอบดว้ ย ส่วนหอ่ หมุ้ เซลล์ นิวเคลยี ส ไซโทพลาซมึ เซลลพ์ ืชมสี ว่ นท่ีห่อหุ้มเซลล์
2 ช้ันคือ ผนังเซลล์ (cell wall) เย่ือหุ้มเซลล์ (cell membrane) และคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ที่อยู่ใน
ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) ส่วนเซลล์สัตว์ประกอบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ไซโทพลาซึม
(Cytoplasm) และนิวเคลยี ส (nucleus)
ส่วนประกอบและหนา้ ท่ีของเซลลพ์ ืช
เซลล์พืช (Plant cell) มีสว่ นประกอบ 3 ส่วนมีหน้าทต่ี ่าง ๆ ดงั น้ี
1. สว่ นทหี่ ่อหมุ้ เซลล์ประกอบดว้ ย
1.1 เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วยสารประเภทไขมันและโปรตีนมีสมบัติเป็น เยื่อ
เลือกผ่าน (semipermeable membrane) ทาหน้าที่ควบคุมปริมาณและชนิดของสารท่ีผ่านเข้าออกจากเซลล์เช่น
อาหารอากาศและสารละลายเกลือแรต่ ่าง ๆ
23
1.2 ผนงั เซลล์ (cell wall) อย่ดู ้านนอกสดุ ของเซลล์พบเฉพาะเซลล์พชื เท่าน้ันทาหน้าที่เสริมสรา้ งความแขง็ แรง ของ
เซลลท์ าให้เซลล์พืชคงรูปอยไู่ ด้ประกอบดว้ ยเซลล์ลโู ลส
2. นิวเคลียส (nucleus) เป็นส่วนประกอบที่สาคัญของเซลล์มีลักษณะค่อนข้างกลมภายในของเหลวมีนิวคลีโอลัสและ
โครมาทินทาหนา้ ทคี่ วบคุมการ ทางานของเซลลแ์ ละกจิ กรรมต่างๆภายในเซลล์เช่นการหายใจการบง่ เซลล์การถ่ายทอด
ลักษณะทางพันธกุ รรม
3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) เป็นของเหลวภายในเยื่อหุ้มเซลล์ยกเว้นนิวเคลียสมีส่วนประกอบท่ีสาคัญเช่นโปรตีน
ไขมันและแกส๊ ตา่ งๆภายใน ไซโทพลาซึมประด้วยออรแ์ กเนลลต์ ่าง ๆ ซ่ึงมีรปู รา่ งลักษณะแตกตา่ งกนั ได้แก่
3.1 ไรโบโซม (ribosome) ทาหนา้ ทีเ่ ป็นแหลง่ สงั เคราะหโ์ ปรตีน
3.2 เอนโดพลาสมกิ เรตคูลัม (endoplasmic reticulum) ทาหน้าท่ีสรา้ งและขนสง่ โปรตนี
3.3 กอลจิบอด้ี (Golgi body) ทาหน้าทข่ี นสง่ โปรตนี ออก นอกเซลล์
3.4 คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ประกอบดว้ ยเยอื่ หุ้มเซลล์ 2 ช้นั ชน้ั นอกทาหน้าท่ีควบคุมโมเลกุลต่างๆที่
ผา่ นเขา้ ออกชัน้ ในมีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) และเอนไซมช์ ว่ ยในกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
3.5 ไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ทาหนา้ ท่ีสร้างพลังงาน
3.6 แวควิ โอล (Vacuole) ลักษณะเปน็ ถุงใส
ส่วนประกอบและหนา้ ท่ขี องเชลสตั ว์
เซลลส์ ตั ว์ (Animal cell) มีสว่ นประกอบ 3 ส่วนมีหนา้ ท่ีตา่ ง ๆ ดงั นี้
1. เยอ่ื หุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นส่วนทีอ่ ยูน่ อกสุดของเซลล์ประกอบด้วยโปรตีนและไขมัน
2. มีลักษณะค่อนข้างกลมอยู่ตรงกลางเซลล์เป็นศูนย์กลางควบคุมกิจกรรมภายในเซลล์ภายในนิวเคลียสบรรจุ
ด้วยสารควบคุมพันธกุ รรม แต่มเี ซลล์บางชนดิ เมอื่ เจริญเติบโตเต็มท่ไี มม่ นี วิ เคลยี สเชน่ เซลล์เม็ดเลอื ดแดง
3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) เป็นของเหลวที่อยู่ระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์กับนิวเคลียสประกอบด้วยออร์แกเนลล์
หลายชนดิ ยกเวน้ คลอโรพลาส ต์ซึง่ พบในเซลล์พืชเท่าน้ันเซลล์สตั ว์ไม่มผี นังเซลล์และคลอโรพลาสต์ฉะนั้นเซลล์
สตั วจ์ ึงออ่ นนมุ่ และไมส่ ามารถสร้างอาหารเองได้ทาหนา้ ทีเ่ กบ็ สะสมของเสียก่อนถูกขบั ออกนอกเซลล์
4.2 ทักษะ/กระบวนการ
1. ทกั ษะการส่อื ความหมายขอ้ มลู
2. ทกั ษะการจาแนกประเภท
3. ทกั ษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ
4.3 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. นักเรียนใฝร่ ้ใู ฝเ่ รยี น
2. นักเรียนมีวินยั
3. นักเรยี นมุง่ มัน่ ในการทางาน
5. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
การจัดกจิ กกรมการเรยี นรู/้ แนวทางการเสริมแรงหรอื ชว่ ยเหลือนักเรียน ใช้รูปแบบการจัดการเรียน
การสอนแบบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles:5Es)
ชวั่ โมงที่ 1
ขั้นที่ 1 ข้ันสรา้ งความสนใจ
1. ครูเปดิ เพลง “เซลล์” จากน้ันใหน้ ักเรียนร้องตามวีดิทัศนท์ ค่ี รูเปดิ
24
2. หลงั จากร้องเพลงจบ ครใู ช้คาถามดังตอ่ ไปนี้
- จากเพลงทน่ี ักเรยี นร้องไป มีคาศัพท์ใดบ้างทนี่ ักเรยี นไมเ่ ข้าใจ
3. ครูเขียนคาศัพทท์ น่ี กั เรียนบอกบนกระดาน และอธบิ ายคาศัพทท์ ่ีนักเรยี นไมเ่ ขา้ ใจพรอ้ มใช้รูปภาพในการ
ประกอบการอธิบาย
ขั้นที่ 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา
4. ให้นกั เรยี นแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 5-6 คน โดยคละความสามารถ
5. ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ดูวดี ิทัศน์ “โครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องเซลล์”
6. จากน้ันครูชแ้ี จงใหแ้ ต่ละกลุ่ม ชว่ ยกนั ศึกษาใบความรู้ เรอ่ื ง โครงสรา้ งของเซลล์
7. ใหน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกนั สรุปองค์ความร้ทู ่ีไดจ้ ากการดูวีดิทศั นแ์ ละใบความรู้ เปน็ แผงผังความคดิ
ช่ัวโมงที่ 2
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ
8. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ส่งตัวแทนกลมุ่ นาเสนอแผนผงั ความคิดหน้าชั้นเรยี น
9. จากนั้นใหน้ กั เรียนร่วมกันตอบคาถาม โดยครใู ช้คาถามดงั นี้
- เซลล์แตล่ ะเซลล์มีหนา้ ทีต่ า่ งกันอย่างไร
แนวคาตอบ เซลลป์ ระสาทส่วนใหญ่มีเส้นใยประสาทเปน็ แขนงยาวนากระแสประสาทไปยังเซลลอ์ ื่น ๆ
ท่อี ย่ไู กลออกไปเซลล์ชนรากเป็นเซลล์ผวิ ของรากทมี่ ผี นังเซลลแ์ ละเยื่อห้มุ เซลล์ยื่นยาวออกมาลกั ษณะคลา้ ยขน
เส้นเล็ก ๆ เพือ่ เพิ่มพ้นื ทผ่ี ิวในการดดู น้าและแร่ธาตุ
- ส่ิงมชี วี ติ มกี ารจดั ระบบรา่ งกายอยา่ งไร
แนวคาตอบ เซลลห์ ลายเซลล์มารวมกันเป็นเน้ือเยื่อเน้ือเยื่อหลายชนดิ มารวมกนั และทางานร่วมกนั
เป็นอวยั วะอวัยวะต่าง ๆ ทางานรว่ มกนั เปน็ ส่งิ มชี ีวติ
10. ครูและนักเรียนร่วมกนั อภิปรายผลจากการทากจิ กรรม โดยสรุปได้ว่า รปู ร่างของเซลล์พชื และเซลล์สัตว์
มลี กั ษณะต่างกัน เซลล์พืชจะมีรูปรา่ งเปน็ เหลี่ยม ส่วนเซลลส์ ตั วจ์ ะมลี ักษณะเป็นวงกลม เซลล์พืช (Plant cell) มี
สว่ นประกอบ 3 สว่ นมีหนา้ ทต่ี า่ ง ๆ ดังนี้
1. ส่วนทห่ี ่อห้มุ เซลล์ประกอบดว้ ย
1.1 เย่ือหุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นเย่ือบาง ๆ ประกอบด้วยสารประเภทไขมันและโปรตีนมีสมบัติเป็น เยื่อ
เลือกผ่าน (semipermeable membrane) ทาหน้าท่ีควบคุมปริมาณและชนิดของสารท่ีผ่านเข้าออกจากเซลล์เช่น
อาหารอากาศและสารละลายเกลือแร่ตา่ ง ๆ
1.2 ผนังเซลล์ (cell wall) อยดู่ ้านนอกสุดของเซลล์พบเฉพาะเซลล์พชื เท่านนั้ ทาหน้าที่เสริมสรา้ งความแข็งแรง ของ
เซลลท์ าให้เซลล์พชื คงรูปอยู่ไดป้ ระกอบดว้ ยเซลลล์ ูโลส
2. นิวเคลียส (nucleus) เป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญของเซลล์มีลักษณะค่อนข้างกลมภายในของเหลวมีนิวคลีโอลัสและ
โครมาทินทาหน้าทคี่ วบคุมการ ทางานของเซลลแ์ ละกิจกรรมตา่ งๆภายในเซลล์เชน่ การหายใจการบง่ เซลล์การถ่ายทอด
ลักษณะทางพนั ธกุ รรม
3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) เป็นของเหลวภายในเย่ือหุ้มเซลล์ยกเว้นนิวเคลียสมีส่วนประกอบท่ีสาคัญเช่นโปรตีน
ไขมันและแกส๊ ต่างๆภายใน ไซโทพลาซึมประด้วยออร์แกเนลลต์ า่ ง ๆ ซ่ึงมีรปู ร่างลกั ษณะแตกตา่ งกนั ได้แก่
3.1 ไรโบโซม (ribosome) ทาหนา้ ทเ่ี ป็นแหล่งสังเคราะหโ์ ปรตีน
25
3.2 เอนโดพลาสมิกเรตคูลัม (endoplasmic reticulum) ทาหน้าท่สี ร้างและขนส่งโปรตีน
3.3 กอลจบิ อด้ี (Golgi body) ทาหน้าท่ีขนส่งโปรตีนออก นอกเซลล์
3.4 คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ประกอบด้วยเย่อื หมุ้ เซลล์ 2 ชั้นชน้ั นอกทาหนา้ ทคี่ วบคุมโมเลกลุ ต่างๆท่ี
ผ่านเขา้ ออกชน้ั ในมีคลอโรฟลิ ล์ (chlorophyll) และเอนไซม์ช่วยในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
3.5 ไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ทาหนา้ ทสี่ ร้างพลงั งาน
3.6 แวคิวโอล (Vacuole) ลักษณะเป็นถงุ ใส
เซลล์สตั ว์ (Animal cell) มีสว่ นประกอบ 3 ส่วนมหี น้าทต่ี ่าง ๆ ดงั นี้
1. เยอ่ื ห้มุ เซลล์ (cell membrane) เป็นสว่ นทอ่ี ยู่นอกสดุ ของเซลลป์ ระกอบด้วยโปรตีนและไขมนั
2. มีลักษณะค่อนข้างกลมอยู่ตรงกลางเซลล์เป็นศูนย์กลางควบคุมกิจกรรมภายในเซลล์ภายในนิวเคลียสบรรจุ
ด้วยสารควบคุมพนั ธุกรรม แต่มีเซลล์บางชนดิ เม่อื เจรญิ เตบิ โตเต็มที่ไมม่ นี ิวเคลียสเชน่ เซลล์เม็ดเลือดแดง
3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) เป็นของเหลวท่ีอยู่ระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์กับนิวเคลียสประกอบด้วยออร์แกเนลล์
หลายชนิดยกเว้นคลอโรพลาส ต์ซง่ึ พบในเซลลพ์ ชื เท่านั้นเซลลส์ ตั ว์ไม่มผี นังเซลลแ์ ละคลอโรพลาสต์ฉะนนั้ เซลล์
สตั ว์จึงอ่อนนมุ่ และไมส่ ามารถสร้างอาหารเองได้ทาหนา้ ท่เี กบ็ สะสมของเสียก่อนถูกขับออกนอกเซลล์
ขัน้ ที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้
11. ครูให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นเพ่ิมเติม และครูและนักเรียนร่วมแลกเปล่ียนความคิดเห็นจากการ
อภปิ ราย
12. จากน้ันครูยกตัวอย่างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันจะมีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันเซลล์ประสาทส่วน
ใหญ่มีเส้นใยประสาทเป็นแขนงยาวนากระแสประสาทไปยัง เซลล์อ่ืน ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์ขนราก เป็น
เซลล์ผิวของรากท่ีมีผนังเซลล์และเย่ือหุ้มเซลล์ย่ืนยาวออกมาลักษณะคล้ายขนเส้นเล็ก ๆ เพ่ือเพิ่มพ้ืนท่ีผิวใน
การดูดน้าและแร่ธาตุและเซลล์หลายเซลล์มา รวมกันเป็นเน้ือเย่ือเน้ือเย่ือหลายชนิดมารวมกันและทางาน
ร่วมกันเปน็ อวัยวะอวยั วะตา่ ง ๆ ทางานร่วมกันเปน็ สงิ่ มีชวี ิต
ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ
13. นักเรยี นทาใบงานเร่ือง อักษรไขว้
14. นกั เรยี นเปลี่ยนกันตรวจคาตอบ
15. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั เฉลยคาตอบ โดยใช้คาถามจากใบงาน
26
6. กระบวนการวดั และประเมนิ ผล
สิ่งที่วดั ผล วธิ ีวัดผล เคร่อื งมอื วดั ผล เกณฑ์การประเมนิ
ดา้ นความรู้
1. นักเรียนสามารถระบุ - ตอบคาถาม - คาถาม ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 ข้นึ
หน้าทโ่ี ครงสร้างภายใน - ตรวจใบงานเรอื่ ง - ใบงานเรื่อง อักษรไขว้ ไป ถอื วา่ ผ่านการประเมิน
ของเซลล์พืชและเซลล์ อักษรไขว้
สตั ว์ได้
ด้านทกั ษะกระบวนการ - ตรวจแผนผงั - แผนผงั ความคดิ ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 60 ขึ้น
ความคิด ไป ถอื วา่ ผ่านการประเมนิ
2. นักเรยี นสามารถจดั
กระทาและสื่อ
ความหมายเกย่ี วกับ
โครงสร้างของเซลล์ได้
ด้านเจตคติ -ประเมนิ จากแบบ -แบบสงั เกตพฤติกรรม ผา่ นเกณฑร์ ะดบั 2
สงั เกตพฤตกิ รรม
3. นักเรยี นมี
ความสามารถในการ
ทางานร่วมกับผู้อนื่ ได้
7. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1. ใบงานเร่อื ง อักษรไขว้
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สือเรียน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม.1 เล่ม 1
2. ใบความรู้ เร่อื ง โครงสรา้ งของเซลล์
3. เพลง “เซลล์” https://youtu.be/2DOumLtl65o
4. วดี ทิ ัศน์ “โครงสรา้ งและหน้าทขี่ องเซลล์” https://youtu.be/gHa4UT3yTuk
27
28
ภาคผนวก
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 29
นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/......... คา่ ผลการ
ระดับ ประเมนิ
เลข ชือ่ -สกลุ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ท่ี รักชา ิต
ซื่อสัตย์
ีม ิวนัย
ใฝ่เรียนรู้
พอเ ีพยง
ุม่ง ัมน
เ ็ปนไทย
จิตสาธารณะ
ค่าเฉล่ีย
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
เกณฑก์ ารประเมินคณุ ภาพ เกณฑก์ ารประเมนิ คุณภาพ 30
ช่วงคา่ เฉลี่ย ค่าระดับ คา่ ชว่ ง ผลการประเมิน
ต้ังแต่ ถงึ ไม่ผา่ น
0.00 0.99 0 0.99 ผ่าน
1.00 1.66 1 0.66 ดี
1.67 2.33 2 0.66 ดีเยี่ยม
2.34 3.00 3 0.66
31
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 19 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 1
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน ว 21101
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เซลล์ของส่ิงมชี ีวิต จานวน 2 ช่วั โมง
โครงสรา้ งของเซลล์ ภาคเรยี นที่ 1/2565
เรอื่ งท่ี 2 เซลล์พชื และเซลล์สัตว์
ผูส้ อนโดย นางสาวนภิ าพร แสงสรุ ิยะ
1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวช้ีวดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของส่ิงมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า และออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ี ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตัวช้ีวัด
ว 1.2 ม.1/1 เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะ และโครงสร้างของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์รวมท้ังบรรยาย
หน้าท่ีของผนงั เซลลเ์ ย่อื หุ้มเซลลไ์ ซโทพลาซึม นิวเคลียส แวควิ โอล ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์
2. สาระสาคัญ
เซลล์สิ่งมีชีวิตมีส่วนประกอบพ้ืนฐานสาคัญ 3 ส่วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส
แต่เซลล์พืชและเซลล์สัตว์จะมีบางส่วนประกอบที่แตกต่างกัน เช่น เซลล์พืชจะมีผนังเซลล์ห่อหุ้มเย่ือหุ้มเซลล์
อกี ชั้นหนึ่ง และมีคลอโรพลาสต์ ทาหน้าทสี่ รา้ งอาหารใหแ้ ก่เซลล์ ซึ่งทัง้ ผนงั เซลลแ์ ละคลอโรพลาสต์จะไม่พบใน
เซลล์สัตว์
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถบรรยายหน้าที่องค์ประกอบของเซลล์ได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถเปรียบเทียบรูปร่างและโครงสรา้ งของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ได้ (K)
3. นักเรียนมีความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อน่ื ได้ (A)
4. สาระการเรียนรู้
4.1 ความรู้
เซลลข์ องสิง่ มีชีวิตประกอบด้วย สว่ นห่อหุ้มเซลล์ นวิ เคลยี ส ไซโทพลาซมึ เซลลพ์ ชื มีส่วนท่ีห่อหุ้ม
เซลล์ 2 ชั้นคือ ผนังเซลล์ (cell wall) เย่ือหุ้มเซลล์ (cell membrane) และคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ที่
อยู่ในไซโทพลาซึม (Cytoplasm) ส่วนเซลล์สัตว์ประกอบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ไซโทพลาซึม
(Cytoplasm) และนิวเคลียส (nucleus)
ส่วนประกอบและหนา้ ท่ีของเซลลพ์ ชื
เซลลพ์ ชื (Plant cell) มีสว่ นประกอบ 3 สว่ นมหี น้าท่ตี ่าง ๆ ดังน้ี
1. สว่ นที่หอ่ หมุ้ เซลลป์ ระกอบดว้ ย
32
1.1 เย่ือหุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วยสารประเภทไขมันและโปรตีนมีสมบัติเป็น เย่ือ
เลือกผ่าน (semipermeable membrane) ทาหน้าท่ีควบคุมปริมาณและชนิดของสารที่ผ่านเข้าออกจากเซลล์เช่น
อาหารอากาศและสารละลายเกลือแร่ต่าง ๆ
1.2 ผนงั เซลล์ (cell wall) อยู่ด้านนอกสดุ ของเซลล์พบเฉพาะเซลล์พชื เท่านั้นทาหน้าท่ีเสริมสร้างความแข็งแรง ของ
เซลล์ทาใหเ้ ซลล์พชื คงรปู อยไู่ ดป้ ระกอบดว้ ยเซลลล์ โู ลส
2. นิวเคลียส (nucleus) เป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญของเซลล์มีลักษณะค่อนข้างกลมภายในของเหลวมีนิวคลีโอลัสและ
โครมาทินทาหน้าทค่ี วบคุมการ ทางานของเซลลแ์ ละกิจกรรมต่างๆภายในเซลลเ์ ช่นการหายใจการบง่ เซลล์การถา่ ยทอด
ลักษณะทางพนั ธกุ รรม
3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) เป็นของเหลวภายในเย่ือหุ้มเซลล์ยกเว้นนิวเคลียสมีส่วนประกอบที่สาคัญเช่นโปรตีน
ไขมันและแกส๊ ตา่ งๆภายใน ไซโทพลาซึมประดว้ ยออรแ์ กเนลล์ตา่ ง ๆ ซง่ึ มีรูปรา่ งลกั ษณะแตกตา่ งกนั ได้แก่
3.1 ไรโบโซม (ribosome) ทาหน้าทเ่ี ปน็ แหล่งสังเคราะห์โปรตนี
3.2 เอนโดพลาสมกิ เรตคูลมั (endoplasmic reticulum) ทาหน้าทสี่ ร้างและขนสง่ โปรตีน
3.3 กอลจบิ อด้ี (Golgi body) ทาหนา้ ที่ขนส่งโปรตนี ออก นอกเซลล์
3.4 คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ประกอบดว้ ยเย่ือหุ้มเซลล์ 2 ชนั้ ชนั้ นอกทาหน้าทค่ี วบคมุ โมเลกลุ ต่างๆท่ี
ผ่านเขา้ ออกช้ันในมีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) และเอนไซม์ช่วยในกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
3.5 ไมโทคอนเดรยี (mitochondria) ทาหน้าทสี่ รา้ งพลงั งาน
3.6 แวคิวโอล (Vacuole) ลกั ษณะเปน็ ถุงใส
สว่ นประกอบและหนา้ ที่ของเชลสตั ว์
เซลล์สตั ว์ (Animal cell) มสี ่วนประกอบ 3 ส่วนมหี นา้ ที่ต่าง ๆ ดังนี้
1. เยื่อ หุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นสว่ นท่อี ยนู่ อกสุดของเซลล์ประกอบดว้ ยโปรตีนและไขมัน
2. มีลักษณะค่อนข้างกลมอยู่ตรงกลางเซลล์เป็นศูนย์กลางควบคุมกิจกรรมภายในเซลล์ภายในนิวเคลียสบรรจุ
ด้วยสารควบคุมพนั ธุกรรม แตม่ ีเซลล์บางชนิดเมอ่ื เจรญิ เติบโตเต็มท่ีไม่มีนิวเคลยี สเชน่ เซลล์เม็ดเลือดแดง
3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) เป็นของเหลวที่อยู่ระหว่างเย่ือหุ้มเซลล์กับนิวเคลียสประกอบด้วยออร์แกเนลล์
หลายชนดิ ยกเว้นคลอโรพลาส ต์ซึ่งพบในเซลลพ์ ชื เทา่ น้ันเซลล์สตั ว์ไม่มีผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ฉะนน้ั เซลล์
สตั ว์จึงออ่ นนุ่มและไม่สามารถสรา้ งอาหารเองได้ทาหนา้ ทเ่ี กบ็ สะสมของเสยี ก่อนถูกขบั ออกนอกเซลล์
4.2 ทกั ษะ/กระบวนการ
1. ทกั ษะการสื่อความหมายขอ้ มูล
2. ทกั ษะการจาแนกประเภท
3. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
4.3 คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. นักเรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียน
2. นักเรียนมวี นิ ัย
3. นกั เรียนมงุ่ มั่นในการทางาน
5. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
การจัดกจิ กกรมการเรียนรู้/แนวทางการเสริมแรงหรือชว่ ยเหลือนักเรียน ใช้รปู แบบการจดั การเรยี น
การสอนแบบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles:5Es)
33
ช่ัวโมงที่ 1
ขน้ั ที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ
1. ครนู ารูปช้างและตน้ ไม้มาใหน้ กั เรียนดจู ากนนั้ ใหน้ ักเรียนช่วยกนั คดิ ว่าชา้ งและต้นไม้มอี ะไรเหมือนกนั
แนวคาตอบ ตอบตามท่นี ักเรียนเขา้ ใจ ครูพิจารณาคาตอบของนักเรยี นตามความเหมาะสม เชน่ เป็น
ส่ิงมีชีวิตเหมือนกัน ต้องการอาหาร ตอ้ งการท่อี ยู่อาศยั มีการเจรญิ เตบิ โต มีการสบื พันธุ์ มีเซลล์ท่ีเปน็ หน่วยที่
เล็กท่สี ุดของสิ่งมชี วี ติ
2. ครยู กตัวอย่างภาพ ผักสลัด นา้ ตาล ไสเ้ ดอื นดิน จากนัน้ ถามวา่ ตวั อยา่ งใดประกอบด้วยเซลล์
แนวคาตอบ ตัวอย่างทปี่ ระกอบด้วยเซลล์ คือ ผักสลดั และไส้เดือนดิน เพราะเป็นสงิ่ มชี วี ิต ซง่ึ
ประกอบด้วยเซลลใ์ นขณะท่ีน้าตาล ไมใ่ ช้สง่ิ มชี ีวติ จึงไมป่ ระกอบด้วยเซลล์
3. ครูตั้งคาถามกระตนุ้ ความคดิ นักเรยี นวา่ เซลล์พืชและเซลลส์ ตั วม์ ีลกั ษณะเหมือนหรือต่างกนั อยา่ งไร
แลว้ ใหน้ ักเรียนช่วยกันระดมความคดิ ในการตอบคาถาม
แนวคาตอบ เซลล์พืชและเซลล์สัตว์จะมีโครงสร้างพ้นื ฐานสาคัญ 3 สว่ นท่เี หมอื นกนั คือ ส่วนทหี่ อ่ หุ้ม
เซลล์ ไซโทพลาซมึ และนิวเคลยี ส แตแ่ ตกต่างกนั ทร่ี ปู รา่ งของเซลล์ ซึ่งเซลลพ์ ืชจะมรี ปู ร่างเหลยี่ ม สว่ นเซลล์
สัตวจ์ ะมีรปู ร่างกลม
4. จากนั้นครเู กรน่ิ ว่า เราจะมาหาคาตอบว่าเซลล์พชื และเซลล์สัตวแ์ ตกต่างกนั อย่างไร ซ่ึงเราจะไปหา
คาตอบในกจิ กรรม “เซลล์พืชและเซลล์สตั วแ์ ตกต่างกันอย่างไร”
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ สารวจและค้นหา
5. ให้นักเรยี นดวู ดี ิทัศนเ์ ก่ียวกับการศึกษาเซลล์พชื และเซลล์สัตว์
6. ให้นักเรยี นวาดภาพ เซลล์พืชและเซลลส์ ัตว์ทสี่ งั เกตไดจ้ ากการดวู ดี ทิ ัศนเ์ กีย่ วกับการศึกษาเซลล์พืชและ
เซลลส์ ัตว์
7. เมอ่ื ดวู ดี ทิ ศั นจ์ บ ครถู ามนักเรยี นดังนี้
- นักเรยี นคดิ วา่ เซลล์ของเย่ือหอมแดงและเซลลข์ องสาหร่ายหางกระรอกมีรปู ร่างและลักษณะเหมอื น
หรือแตกต่างกันหรือไม่ อยา่ งไร
แนวคาตอบ ตอบตามท่นี กั เรียนพิจารณาได้ในวีดทิ ัศน์
8. ครูนาภาพเซลล์เย่อื หอมแดงและเซลล์ของสาหร่ายหางกระรอกมาเปรียบเทียบกนั จะสงั เกตเหน็ วา่ เซลล์
เยอื่ หอมเหน็ ก้อนกลมอยู่ภายในเซลล์ สว่ นเซลล์ของสาหรา่ ยหางกระรอกจะสังเกตเหน็ เม็ดสีเขยี วจานวนมาก
อยภู่ ายในเซลล์
34
9. จากน้ัน ครถู ามนักเรยี นวา่ นกั เรยี นรูไ้ หมวา่ สง่ิ ท่ีนักเรียนเห็นคืออะไร
10. ครนู าภาพเซลล์เย่ือหอมแดงและเซลล์ของสาหรา่ ยหางกระรอกมาระบโุ ครงสรา้ งของเซลล์จากการ
เปรียบเทยี บจากภาพเซลล์
ขั้นที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรุป
11. ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายผลจากการเปรยี บเทยี บว่าเซลลเ์ ยื่อหอมแดงและเซลล์ของสาหร่ายหาง
กระรอกมีโครงสร้างอะไรบ้าง โดยเซลล์เย่ือหอมแดงจะพบ ผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทรพลาสซึมและ
นิวเคลียส ส่วนเซลล์ของสาหร่ายหางพบผนังเซลล์ เย่ือหุ้มเซลล์ ไซโทรพลาสซึม และคลอโรพลาสต์ เมื่อ
เปรียบเทียบเซลล์ท้ังสองเซลล์จะพบว่าเซลล์ของสาหร่ายหางกระรอกมีคลอโรพลาสต์ เนื่องจากทาหน้าท่ี
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ส่วนเซลลเ์ ยื่อหอมแดงไมพ่ บคลอโรพลาสต์เพราะไมไ่ ด้ทาหน้าที่สังเคราะหด์ ้วยแสง
12. ครนู าภาพเซลลเ์ ยื่อบุขา้ งแก้มท่ีได้จากการศึกษามาใหน้ ักเรียนชว่ ยกนั วเิ คราะห์ลักษณะ จะได้ว่า เซลล์
เย่ือบขุ ้างแก้ม มีรูปร่างค่อนข้างกลม ภายในเซลลพ์ บโครงสร้างทีม่ ีลักษณะกลม
13. จากนน้ั ครนู าภาพเซลล์เย่อื บุขา้ งแกม้ มาระบโุ ครงสรา้ งของเซลลจ์ ากการเปรียบเทยี บจากภาพเซลล์
14. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการเปรียบเทียบพบว่าในเซลล์เยื่อบุข้างแก้มพบ เยื่อหุ้มเซลล์
ไซโทรพลาสซึม และนวิ เคลยี ส
ช่ัวโมงที่ 2
15. จากน้ันครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจากการทากิจกรรม พบว่าเซลล์พืชส่วนใหญ่มีรูปร่างเหล่ียม
ส่วนเซลล์สัตว์มีรูปร่างค่อนข้างกลม นอกจากน้ีจะเห็นได้ว่าท้ังเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ต่างมีส่วนประกอบของ
เซลล์ที่เปน็ โครงสร้างพื้นฐานท่ีเหมือนกัน ไดแ้ ก่ เย่อื หมุ้ เซลล์ ไซโทรพลาสซมึ และนวิ เคลียส ในเซลลพ์ ชื จะพบ
โครงสร้างบางอย่างที่แตกต่างจากเซลล์สัตว์ คือ ผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ในเซลล์พืชต่างชนิดกันอาจพบ
โครงสร้างท่ีแตกต่างกันได้ เช่น ในเซลล์ของสาหร่ายหางกระรอกพบคลอโรพลาสต์เพราะทาหน้าท่ีสังเคราะห์
ด้วยแสง
ข้นั ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้
16. ครูถามคาถามเพ่ือกระตุ้นความสนใจว่า นอกจากโครงสร้างท่ีพบในกิจกรรมนักเรียนคิดว่าเซลล์มี
โครงสรา้ งอื่นอีกหรือไม่
แนวคาตอบ มี
17. ครูขยายความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างท่ีทาหน้าท่ีเฉพาะอยู่ภายในไซโทพลาสซึม เรียกว่า ออแกเนลล์ คือ
คลอโรพลาสต์ นอกจากนี้ยังมีออแกเนลล์ที่ไม่สามารถสังเกตเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ได้ในกิจกรรมน้ี เช่น
ไมโทรคอนเดรีย และแวคิวโอล
ขั้นท่ี 5 ขั้นประเมนิ
18. จากนัน้ ให้นกั เรยี นระบายสีเซลลแ์ ล้วใช้แอพพลเิ คชน่ั Quiver ในการถา่ ยดูเซลล์ภาพ 3 มิติ
19. ครใู หน้ ักเรยี นสรุปองค์ความรลู้ งในสมุด
35
6. กระบวนการวัดและประเมินผล
สิง่ ที่วดั ผล วิธวี ัดผล เคร่อื งมอื วดั ผล เกณฑ์การประเมิน
- คาถาม ไดค้ ะแนนร้อยละ 60 ข้นึ
ดา้ นความรู้ - แบบบันทกึ กิจกรรม ไป ถอื วา่ ผ่านการประเมนิ
- แบบสรปุ องค์ความรู้
1. นักเรยี นสามารถ - ตอบคาถาม ผ่านเกณฑร์ ะดับ 2
-แบบสงั เกตพฤติกรรม
บรรยายหนา้ ที่ - ตรวจแบบบันทึก
องค์ประกอบของเซลล์ได้ กจิ กรรม
2. . นักเรยี นสามารถ - ตรวจแบบสรปุ องค์
เปรยี บเทียบรูปรา่ งและ ความรู้
โครงสร้างของเซลล์พืช
และเซลล์สตั วไ์ ด้
ดา้ นเจตคติ
3. นักเรียนมี -ประเมนิ จากแบบ
ความสามารถในการ สงั เกตพฤติกรรม
ทางานรว่ มกับผู้อนื่ ได้
7. สือ่ /แหลง่ การเรยี นรู้
7.1 สื่อการเรียนรู้
1. แบบบันทึกกจิ กรรม
2. ภาพเซลล์
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.1 เลม่ 1
2. วีดทิ ศั น์ https://youtu.be/gHa4UT3yTuk
3. Power Point โครงสร้างของเซลล์
36
37
ภาคผนวก
แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 38
นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/......... ค่า ผลการ
ระดับ ประเมนิ
เลข ชือ่ -สกลุ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ท่ี รักชา ิต
ซื่อสัตย์
ีม ิวนัย
ใฝ่เรียนรู้
พอเ ีพยง
ุม่ง ัมน
เ ็ปนไทย
จิตสาธารณะ
ค่าเฉล่ีย
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
เกณฑก์ ารประเมินคณุ ภาพ เกณฑก์ ารประเมนิ คุณภาพ 39
ช่วงคา่ เฉลี่ย ค่าระดับ คา่ ชว่ ง ผลการประเมิน
ต้ังแต่ ถงึ ไม่ผา่ น
0.00 0.99 0 0.99 ผ่าน
1.00 1.66 1 0.66 ดี
1.67 2.33 2 0.66 ดีเยี่ยม
2.34 3.00 3 0.66
40
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 20 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน ว 21101
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เซลลข์ องสิ่งมชี ีวิต จานวน 2 ชัว่ โมง
การลาเลยี งสารเข้าออกจากเซลล์ ภาคเรียนท่ี 1/2565
เร่อื งที่ 1 การแพร่
ผูส้ อนโดย นางสาวนิภาพร แสงสรุ ิยะ
1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวช้วี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิง่ มชี วี ติ หนว่ ยพ้ืนฐานของสง่ิ มชี ีวิต การลาเลยี งสารเขา้ และออก
จากเซลล์ ความสัมพนั ธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ท่ขี องระบบตา่ ง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษยท์ ี่ทางานสัมพันธ์กัน
ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าที่ ของอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทางานสัมพนั ธก์ ัน รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตวั ชี้วดั
ว 1.2 ม.1/5 อธิบายกระบวนการแพร่และออสโมซสิ จากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์และยกตวั อยา่ งการ
แพร่ และออสโมซิสในชีวิตประจาวัน
2. สาระสาคัญ
การแพร่ เป็นกระบวนการเคลอ่ื นทีข่ องอนภุ าคสารจากบริเวณที่มคี วามเข้มขน้ สงู ไปยังบรเิ วณที่มคี วามเข้มขน้
ต่า จนกระทงั่ ความเขม้ ขน้ ของสารทง้ั สองบรเิ วณสมดุลกนั
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายกระบวนการแพร่ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถยกตัวอย่างการแพรใ่ นชีวิตประจาวนั ได้ (K)
3. นกั เรยี นสามารถบอกปจั จัยควบคุมการแพร่ได้ (K)
4. นักเรียนสามารถปฏบิ ัตติ ามขน้ั ตอนการทดลองได้ (P)
5. นักเรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียน (A)
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
การแพร่ เป็นกระบวนการเคลือ่ นท่ขี องสารจากบรเิ วณท่ีมีความเข้มข้นของสารสงู ไปยังบรเิ วณท่มี ี
ความเขม้ ข้นของสารตา่ จนกระท่ังความเขม้ ข้นของสารทง้ั สองบริเวณเทา่ กัน เรยี กว่าสมดุลการแพร่ โดยการ
กระจายของอนภุ าคสารมีทศิ ทางท่ีไม่แน่นอน
4.2 ทกั ษะ/กระบวนการ
1. ทกั ษะการทดลอง
2. ทกั ษะการตีความหมายและลงขอ้ สรปุ
3. ทักษะการสังเกต
41
4.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. นักเรยี นใฝ่รใู้ ฝเ่ รยี น
2. นักเรยี นมงุ่ มัน่ ในการทางาน
3. นักเรียนมวี นิ ยั
5. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
การจดั กิจกกรมการเรยี นรู/้ แนวทางการเสริมแรงหรอื ชว่ ยเหลือนกั เรียน ใชร้ ปู แบบการจดั การเรียน
การสอนแบบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles:5Es)
ชั่วโมงที่ 1
ขั้นที่ 1 ขน้ั สร้างความสนใจ
1. ครูกระตนุ้ ความสนใจโดยการนาเสนอภาพการทดลองการแพร่ของลูกอม m&m กอ่ นและหลังสมดุลการ
แพร่
2. เพราะเหตใุ ด สขี องลกู อมจึงมีการเคลอื่ นท่ไี ปท่วั จาน
แนวคาตอบ ตอบตามทนี่ กั เรยี นเขา้ ใจ
ข้ันท่ี 2 สารวจและค้นหา
3. ครูใหน้ กั เรียนแบง่ กลุ่ม ออกเปน็ 6 กลมุ่ คละความสามารถ
4. จากน้นั ใหต้ วั แทนกลุม่ มารับอปุ กรณ์ในการทดลอง และแบบบนั ทกึ ผลการทดลอง
5. ครูบอกช่ือกิจกรรม “อนุภาคของสารมีการเคล่ือนที่อย่างไร” จากน้ันอธิบายขั้นตอนในการทดลองให้
นักเรยี นฟัง
6. นักเรียนทาการทดลอง (ในขณะท่ีนักเรียนทาการทดลองครูเดินดูนักเรียนทากิจกรรม เมื่อนักเรียนเกิด
ปญั หาในการทาการทดลองครูชว่ ยแนะแนวทางในการแกไ้ ข)
7. นักเรียนสงั เกตการเปล่ียนแปลงของลูกอม m&m แลว้ บันทกึ ลงในแบบบนั ทึกกจิ กรรม
ขนั้ ที่ 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป
8. เมื่อทาการทดลองเสร็จแล้วครูให้สุ่มนักเรียนจานวน 3 กลุ่ม ออกมานาเสนอผลการทดลอง (ครูเก็บ
ประเด็นผลผลการทดลองที่นักเรยี นขาด เพอ่ื อภปิ รายและลงข้อสรุป)
9. จากนัน้ ครูและนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายผลกจิ กรรม ดังน้ี
จากผลของกิจกรรมเม่ือเติมน้าลงบนจานเพาะเช้ือท่ีมีลูกอม m&m ในระยะแรกสีของลูกอม m&m จะ
ยังไม่มีการเคลื่อนท่ีของอนุภาคของลูกอม m&m เมื่อเวลาผ่านไปอนุภาคของลูกอม m&m จะเคล่ือนที่จาก
บริเวณที่มีความเข้มข้นสูง คือ บริเวณที่ลูกอม m&m อยู่ ไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นต่า ซ่ึงปรากฏการณ์นี้
42
เรียกว่า การแพร่ จนกระทั่งความเข้มข้นของสารในจานเพาะเชื้อเข้าสู่สภาวะสมดุล น้าในจานเพาะเช้ือจะ
เปลีย่ นเป็นสีตามสขี องลูกอม m&m เรยี กว่า สมดลุ การแพร่
10. จากนั้นครูกระตุ้นนักเรียนโดยการถามว่า นอกจากการแพร่ท่ีครูพาทากิจกรรมแล้วนักเรียนคิดว่ าใน
ชวี ิตประจาวนั ของเรามีการแพรอ่ ะไรอีกบา้ ง
แนวคาตอบ นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจ โดยครพู จิ ารณาคาตอบของนักเรียน เชน่ การแพรข่ องสีผสม
อาหาร การแพรข่ องกล่นิ ดอกไม้ การแพรข่ องกล่ินอาหาร เปน็ ตน้
ชวั่ โมงท่ี 2
ข้ันที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้
11. ครูต้ังคาถามดงั นี้ เพอื่ เขา้ สู่ปจั จัยควบคุมการแพรข่ องสาร
- ถ้าครูนาน้าตาลมาละลายในน้า 2 แก้ว แก้วที่ 1 มีน้าตาลน้อย แก้วที่ 2 มีน้าตาลมาก แก้วไหนจะเกิด
การแพรไ่ ด้ดีกวา่ กัน เพราะเหตใุ ด
แนวคาตอบ แกว้ ท่ี 2 เพราะความเข้มขน้ มากแกว้ ท่ี 1
- ถ้าครูนาน้าตาลมาละลายในน้า 2 แก้ว แก้วที่ 1 เป็นน้าที่อุณหภูมิสูงหรือน้าร้อน แก้วท่ี 2 เป็นน้าที่
อณุ หภมู ิปกติ แก้วไหนจะเกิดการแพร่ได้ดกี ว่ากัน เพราะเหตใุ ด
แนวคาตอบ แก้วที่1 เพราะมอี ุณหภูมิสูงกวา่ จงึ เกิดการแพร่ได้ดีกวา่
- ถ้าครูนาน้าตาลมาละลายในน้า 2 แก้ว แก้วท่ี 1 เป็นน้าตาลท่ีจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ แก้วที่ 2 เป็น
นา้ ตาลทีเ่ ปน็ เมด็ เลก็ ๆ แก้วไหนจะเกิดการแพร่ได้ดีกว่ากัน เพราะเหตใุ ด
แนวคาตอบ แก้วที่ 2 เพราะน้าตาลมขี นาดเลก็ กวา่ จงึ แพรไ่ ดด้ ีกว่า
- ถา้ ครูนาสาร 2 ชนดิ มาละลายนา้ แก้วท่ี 1 เปน็ สารที่ละลายน้าได้ดี แก้วท่ี 2 เป็นสารทล่ี ะลายนา้ ได้ไม่
ค่อยดี แก้วไหนจะเกดิ การแพรไ่ ดด้ กี วา่ กัน เพราะเหตุใด
แนวคาตอบ แกว้ ท่ี 1 เพราะสารทส่ี ามารถละลายได้ดจี ะเกดิ การแพรส่ ูง
12. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปปัจจัยควบคุมการแพร่ของสาร โดยการแพร่จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับ
ปจั จยั ตา่ ง ๆ ดังนี้
1. ความเขม้ ข้นของสาร สารทม่ี คี วามเข้มข้นมาก จะแพรไ่ ดเ้ รว็ กวา่ สารท่มี ีความเข้มขน้ นอ้ ย
2. อุณหภูมิ การเพ่ิมอุณหภูมิเป็นการเพ่ิมพลังงานจลน์ให้กับอนุภาคที่จะแพร่ จึงทาให้การแพร่เกิดได้
เร็วขึน้
3. ขนาดอนภุ าคของสาร สารที่มอี นภุ าคขนาดเลก็ จะแพร่ไดเ้ รว็ กว่าสารท่ีมีอนภุ าคขนาดใหญ่
4. ความสามรถในการละลายของสาร สารที่สามารถละลายไดด้ ี จะมีอัตราการแพรส่ ูง
13. จากนนั้ ขยาย ความรูเ้ พ่มิ เติมให้นักเรียน โดยการเกร่ินว่านกั เรียนรูไ้ หมร่างกายของเรากเ็ กิดการแพร่ได้
เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การแพร่ของสารผ่านเข้าออกของเซลล์ จะมีการแพร่อยู่ตลอดเวลา หรือการแพร่ของ
ออกซเิ จน และแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ บรเิ วณปากใบ เป็นตน้
ขนั้ ที่ 5 ขัน้ ประเมนิ
14. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันตอบคาถามท้ายกจิ กรรม
43
6. กระบวนการวดั และประเมินผล
สงิ่ ทวี่ ัดผล วิธีวัดผล เครื่องมอื วัดผล เกณฑ์การประเมิน
ได้คะแนนร้อยละ 60 ข้ึน
ดา้ นความรู้ ไป ถือว่าผา่ นการประเมนิ
1 . นั ก เ รี ย น ส า ม า ร ถ - ตอบคาถาม - คาถาม ได้คะแนนร้อยละ 60 ข้ึน
ไป ถอื วา่ ผา่ นการประเมนิ
อธิบายกระบวนการแพร่ - ตรวจแบบบันทึก - แบบบนั ทกึ กิจกรรม
ได้ กจิ กรรม
2 . นั ก เ รี ย น ส า ม า ร ถ
ยกตัวอย่างการแพร่ใน
ชีวติ ประจาวนั ได้
ดา้ นทักษะกระบวนการ
3 . นั ก เ รี ย น ส า ม า ร ถ - ตอบคาถาม - คาถาม
ปฏิบัติตามข้ันตอนการ - ตรวจแบบบันทึก - แบบบนั ทกึ กิจกรรม
ทดลองได้ กิจกรรม
ด้านเจตคติ ผ่านเกณฑ์ระดับ 2
4. นักเรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียน -ประเมินจากแบบ -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
สงั เกตพฤติกรรม
7. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
7.1 สื่อการเรยี นรู้
1. แบบบนั ทึกกิจกรรม
2. อุปกรณ์ในการทาการทดลอง ไดแ้ ก่ ลูกอม M&M นา้ และจานเพาะเช้ือ
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สือเรยี น วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม.1 เลม่ 1
44
45
ภาคผนวก
46
แบบบนั ทึกกิจกรรม การแพรข่ องสาร
วัสดอุ ุปกรณ์
1. ลูกอม M&M
2. จานเพาะเช้ือ
3. นา้
วธิ ีปฏิบตั ิ
1. วางลูกอม M&M ลงบนจานเพาะเชื้อ จานวน 6 เม็ด ใหม้ ลี ักษณะเป็นวงกลม
2. เติมนา้ ลงในจานเพาะเชือ้ ใหท้ ่วมลูกอม M&M สังเกตการเปล่ยี นแปลงท่เี กิดขึน้ ภายใน 5 นาที
ตาราบนั ทึกผลกิจกรรม
เวลา (นาที) การเปลี่ยนแปลงท่ีสงั เกตได้
0
1
2
3
4
5
อภิปรายผลกจิ กรรม
คาถามท้ายกิจกรรม
1. หลังจากเตมิ น้าลงในจานเพาะเชื้อที่มีลูกอม M&M อยู่ เกดิ การเปล่ยี นแปลงอย่างไร
2. ถ้าวางจานเพาะเชอ้ื ทิ้งไว้ 5 นาที สขี องสารละลายเปลยี่ นแปลงหรอื ไม่ เพราะเหตุใด