โรค/ เช้ือสําเหตุ
อํากํารและอํากํารแสดง
ระยะฟักตัว
ระยะติดต่อ
กํารถ่ํายทอดโรค
โรคไอกรน (Whooping cough or Pertussis) เช้ือแบคทีเรยี Bordetella pertussis
ผู้ป่วยจะมีอาการน้ามูกไหล แน่นจมูก ไอเล็กน้อย เหมอื นอาการหวัดทั่วไป ประมาณ 1-2 สปั ดาห์ ตอ่ มาจะมลี กั ษณะ ของไอกรน คอื มีอาการไอถ่ๆี ติดต่อกัน เป็นชุดๆ จนเด็กหน้าเขยี วเพราะหายใจ ไม่ทัน จึงหยุดไอ และมกี ารหายใจเข้า ลึกๆ เป็นเสียงวู๊ป (Whoop) สลับกับ การไอเป็นชุดๆ ซ่งึ ทาให้ผู้ป่วยขาด อากาศหายใจ และเสยี ชีวิตได้โดยเฉพาะ ในเด็กเล็กอายุต่ากว่า 6 เดอื น
ประมาณ 6-20 วัน ท่ีพบบ่อย 7-10 วัน
ตั้งแต่เร่ิมมอีาการ น้ามูกไหล จนถงึ สัปดาห์ท่ี 3 ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจแพร่เช้ือได้เป็น เวลา 4-6 สัปดาห์
จากการรับเชอ้ืท่ีอยู่ใน ละอองเสมหะ นา้ มูก น้าลายของผู้ป่วย หรอื ผทู้ เ่ี ปน็ พาหะ เขา้ รา่ งกาย ทางการหายใจ (Airborne transmission) จาก การไอ จามรดกัน โดยตรง (Droplets transmission)
โรคบาดทะยัก (Tetanus) เช้ือแบคทีเรยี Clostridium tetani
ในทารกแรกเกิดอาการมักเร่มิเม่ือ อายุประมาณ 4-10 วัน คอื เด็กดูดนม ลาบาก หรือไม่ค่อยดูดนม ต่อมา ดูดนมไม่ได้เลย หน้าแบบย้มิ แสยะ เด็กอาจร้องคราง หลังจากนนั้ มอื แขน ขาเกร็ง หลังแข็งและแอ่น ซ่ึงจะเป็นมากข้นึถ้ามีเสียงดัง หรือจับต้องตัว และจะทาให้มอี าการ ชักกระตุก หยุดหายใจ หน้าเขยี ว เป็นอันตรายถงึตายได้
ในเด็กโตหรอืผู้ใหญ่อาการเร่ิมแรก คือ ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ได้ คอแข็ง หลังจากน้ี 1-2 วัน จะเร่มิ มีอาการเกร็งแข็งในส่วนอ่นื ๆ ของ ร่างกาย คือ หลัง แขน ขา หน้าแบบ ยิ้มแสยะ ระยะต่อไปก็อาจจะมอี าการ กระตุกหยุดหายใจ และเสยี ชีวติ ได้
ประมาณ 3-21 วัน เฉล่ีย 8 วัน ข้นึ อยู่ กับส่ิงแวดล้อม ตาแหน่งของแผล และเช้ือโรคท่ีเข้าสู่ ร่างกาย
เช้ือบาดทะยักจะ ไม่ติดต่อจากบุคคล หน่ึงไปสู่อกีบุคคล หน่ึงโดยตรง
สาหรับทารก
ทารกมักติดเชอ้ืทาง สายสะดือท่ีตัดด้วย กรรไกรหรอืของมีคมท่ี ไม่สะอาด และการพอก สะดือด้วยยากลางบ้าน หรือโรยด้วยแป้งท่อีาจ ปนเปื้อนเชอ้ืบาดทะยัก โดยเฉพาะกรณที ่ีแม่ ไม่ได้รับวัคซนีป้องกัน บาดทะยักก่อนคลอด สาหรับบุคคลทั่วไป ผู้ป่วยมักได้รับเช้อื บาดทะยักผ่านทาง บาดแผลท่ีผิวหนัง เช่น ถูกของมีคมสกปรกบาด ทาให้เกิดแผลลกึ โดยเฉพาะตะปู หรอื มีดท่ีเป็นสนมิ ซ่ึงมักจะ มีเช้ือบาดทะยักตดิอยู่ บาดแผลท่ีปนเปื้อนดนิ หรือบาดแผลท่ถีูกสุนัข หรือแมวกัด เป็นต้น
50
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
โรค/ เช้ือสําเหตุ
อํากํารและอํากํารแสดง
ระยะฟักตัว
ระยะติดต่อ
กํารถ่ํายทอดโรค
โรคโปลิโอ หรือ ไข้ไขสันหลัง อักเสบ (Poliomyelitis) เช้ือไวรัส Poliovirus Type 1, 2, 3
ผู้ป่วยท่ีมอีาการไม่รุนแรง (Abortive case หรอื Minor illness) จะมีไข้ต่าๆ เจ็บคอ อาเจยี น ปวดท้อง เบ่ืออาหาร และอ่อนเพลยี ผู้ป่วยกลุ่ม นี้จะหายเป็นปกตใิ นเวลา 3-4 วัน โดยไม่มีอาการอัมพาต
ผู้ป่วยท่ีมอีาการเย่ือหุ้มสมอง อักเสบ จะมีอาการคล้าย Abortive case แต่จะตรวจพบอาการคอแข็ง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเน้อื
ผปู้ ว่ ยทเ่ี ปน็ อมั พาต จะมอี าการ 2 ระยะ ระยะแรกคล้าย Abortive case เป็น 3-4 วัน หายไป 3-4 วัน เร่มิ มีไข้กลับ มาใหม่ พร้อมอาการปวดกล้ามเน้อื กล้ามเน้ือเกร็ง แล้วจะมอี าการ อัมพาตเกิดข้นึ และจานวนกล้ามเน้อื ท่ีมีอัมพาตเพ่ิมอย่างรวดเร็ว มักเกดิ เต็มท่ีภายใน 48 ชั่วโมง โดยพบท่ขี า มากกว่าแขน และเป็นข้างเดยี ว (Unilateral) มากกว่า 2 ข้าง (Asymmetry Unilateral) มักเป็น กล้ามเน้ือต้นขา หรอื ต้นแขนมากกว่า สว่ นปลาย และเปน็ แบบออ่ นปวกเปยี ก (Flaccid) หากเป็นอัมพาตของ กล้ามเน้ือกระบังลม ผู้ป่วยจะ หายใจเองไม่ได้ ทาให้เสยี ชีวิต
เช้ือนี้จะอยู่ในลาไส้ ของคน ระยะฟักตัว ของผู้ท่ีมีอาการ ไม่รุนแรง ประมาณ 3- 6 วัน และ ระยะฟักตัวของ ผู้ป่วยท่ีเป็นอัมพาต อยู่ระหว่าง
1- 2 สัปดาห์ แต่อาจนานถงึ
5 สัปดาห์ หรอื สั้น เพียง 3-4 วัน ก็ได้
สามารถตรวจพบเช้อื ในลาคอประมาณ 1-2 สัปดาห์ และใน อุจจาระประมาณ 1-2 เดอื น ภายหลัง การติดเช้ือ ผู้ป่วยจงึ สามารถแพร่เช้ือได้ ตั้งแต่เร่ิมมอีาการไป จนถึงหลายสัปดาห์ เน่ืองจากมีเช้ืออยู่ จานวนมากท่ลีาคอ และในอุจจาระ
จากการรับเชอ้ืท่ี ปนเปื้อนมากับอุจจาระ ของผู้ป่วยเข้าทางปาก (Fecal-oral route) ในประเทศอุตสาหกรรม ท่ีมีสุขาภบิาลและอนามัย ส่วนบุคคลดี การติดต่อ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Oral-oral route โดยเช้อื เพ่ิมจานวนในลาคอ หรอื ทางเดินอาหารส่วนบน และถูกขับออกมาทาง ปาก ปนเปื้อนมอื ท่ีหยิบ จับอาหารเข้าปากของอกี คนหน่ึง
โรคหัด (Measles) เช้ือไวรัส Measles virus
เรม่ิ ดว้ ยมไี ข้ นา้ มกู ไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ หลังเร่ิมมีอาการ 3-7 วัน จะมผี ่ืนขึ้น นูนแดง (Maculo-papular rash) โดยจะ ขึ้นท่ีหน้าชดิ ขอบผม แล้วแผ่กระจายไป ตามลาตัว แขน ขา จนทั่วตัว วันท่ผี ื่นข้นึ มักจะเป็นวันท่ไี ข้ขึ้นสูงสุด เม่ือผ่นื แพร่ กระจายไปทั่วตัว ซ่งึ กินเวลาประมาณ 2-3 วัน ไข้ก็จะเร่มิ ลดลง ผ่นื ระยะแรก มีสีแดง และจะมสี ีเข้มขึ้นเป็นสีแดงคล้า หรือน้าตาลแดง ซ่งึ คงอยู่นาน 5-6 วัน กว่าจะจางหายไปหมดกนิเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และในระยะ 1-2 วันก่อนมผี ่ืน ขึ้นจะตรวจพบจุดขาวๆ เล็กๆ ท่เีย่ือบุใน ช่องปาก หรอื กระพุ้งแก้มใกล้ฟันกราม ล่าง เรียกว่า Koplik’s spots
ประมาณ
8-12 วัน เฉล่ยี จากวันท่ีสัมผัส จนถึงวันท่มีีผ่ืนขึ้น ประมาณ 14 วัน
1-2 วันก่อนเร่มิ มี อาการ หรอื 3-5 วัน ก่อนผ่ืนข้นึ ถึง
4-5 วัน หลังผ่นื ขึ้น (4 วันก่อน ถงึ 4 วัน หลังผ่ืนขึ้น)
จากการรับเชอ้ืท่ีอยู่ใน ละอองเสมหะ นา้ มูก น้าลายของผู้ป่วย ผ่านทางการหายใจ (Airborne or droplets transmission) หรอื การสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ามูก น้าลาย ของ ผู้ป่วย (Direct contact)
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
51
โรค/ เช้ือสําเหตุ
อํากํารและอํากํารแสดง
ระยะฟักตัว
ระยะติดต่อ
กํารถ่ํายทอดโรค
โรคหัดเยอรมัน (Rubella) เช้ือไวรัส Rubella virus
ปวดศรี ษะ มไี ขต้ า่ ๆ และเจบ็ คอรว่ มดว้ ย ประมาณวันท่ี 3 จะมีผ่ืนสีชมพูจางๆ กระจายห่างๆ แบบ Macular rash โดยเร่ิมข้ึนตามใบหน้า และจะ กระจายไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง และจะหายไปใน 1-2 วัน อาการสาคัญท่ชี่วยบ่งชี้ลักษณะของ โรคนี้ คือ ต่อมน้าเหลืองท่ีหลังหู ท้ายทอย และด้านหลังของลาคอโต และเจ็บ
ทารกท่ีติดเชอ้ืจากมารดาในระหว่าง ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก จะทาให้ทารกท่ีคลอดออกมามี ความพิการทางหู ตา หัวใจ และสมอง (Congenital rubella syndromes)
ประมาณ 14-21 วนั เฉล่ีย 16-18 วัน
ในช่วง 2-3 วัน ก่อนมีผ่ืนข้นึจนถึง 7 วันหลังมผี ่ืน
ทารกท่ีเป็น Congenital rubella syndromes จะมเีช้ือ ไวรัสอยู่ในลาคอ และขับถ่ายออกมา ทางปัสสาวะได้นาน ถึง 1 ปี ซ่งึ อาจแพร่ เช้ือสู่ผู้อ่ืนได้
จากการรับเชอ้ืท่ีอยู่ใน ละอองเสมหะ นา้ มูก น้าลายของผู้ป่วย ผ่านทางการหายใจ จากการไอ จาม (Droplets transmission) หรือการสัมผัสสารคัด หลั่งน้ามูก น้าลาย ของ ผู้ป่วย (Direct contact) หรือจากการได้รับเช้อื จากแม่ขณะตงั้ครรภ์
โรคคางทูม (Mumps) เช้ือไวรัส Mumps virus
ช่วง 1-3 วันแรก มีไข้ ปวดและบวม ท่ีต่อมน้าลาย ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นท่ี ต่อมน้าลายหน้าหู แล้วลุกลามไปท่ี ต่อมน้าลายใต้ล้ิน/ ใต้ขากรรไกร โดยมีอาการนาคอื รู้สึกปวดในหู หรือ หลังหู ขณะเค้ยี ว หรอื กลืน อาหาร ต่อจากนนั้ จะพบว่าบรเิ วณข้าง หู หรือขากรรไกรมอี าการปวด บวม แดง ร้อน จนไม่สามารถเค้ยี ว หรอื อ้าปากได้ถนัด มักเป็นข้างใดข้างหน่งึ (ข้างท่ีปวดหู) จะบวมเต็มท่ใี น
48 ชั่วโมง และต่อมน้าลายอีกข้างหน่งึ จะบวมในอกี 2 วันต่อมา อาจเกดิ ลูก อัณฑะอักเสบในผู้ชายท่เีข้าสู่วัยเจริญ พันธุ์ ซ่งึ ทาให้เป็นหมันได้ และรังไข่ อักเสบในผู้หญงิ
โรคแทรกซ้อนท่ีสาคัญ ได้แก่ เย่ือหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หูหนวก เส้นประสาทหูอักเสบ
ประมาณ 16 -18 วัน
2 วัน ก่อนท่ผี ู้ป่วยจะ แสดงอาการ จนถงึ วัน ท่ี 5 หลังต่อมน้าลาย บวมโต
จากการหายใจเอา ละอองฝอยท่ีมเีช้ือซ่ึงอยู่ ในลาคอและนา้ ลายของ ผู้ป่วยท่ีไอ หรอื จามออก มา (Airborne or droplets transmission) และการ สัมผัสกับน้าลายของ ผู้ป่วย เช่น การใช้ภาชนะ ร่วมกัน (Direct contact)
52
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
โรค/ เช้ือสําเหตุ
อํากํารและอํากํารแสดง
ระยะฟักตัว
ระยะติดต่อ
กํารถ่ํายทอดโรค
โรคไข้สมอง อักเสบเจอี (Japanese encephalitis) เช้ือไวรัส Japanese B encephalitis virus
ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ (Inapparent infection) ในรายท่รี ุนแรงจะเป็น สมองอักเสบ โดยมไี ข้สูง ปวดเม่อื ย อ่อนเพลยี ปวดศีรษะ คล่ืนไส้ อาเจยี น ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1-6 วัน ต่อมาเร่ิมมอีาการระคายเคืองของ เย่ือหุ้มสมอง มกี ารเปล่ียนแปลงของ ระดับความรู้สกึ ตัว ซึม คอแข็ง หลังแข็ง มอี าการเกร็งชักกระตุก ผู้ป่วยท่ีมีอาการรุนแรงมากจะเสยีชีวติ ประมาณวันท่ี 7-9 ถ้าพ้นระยะน้ี จะผ่านเข้าระยะฟื้นตัว ผู้ป่วยท่หี าย แล้วประมาณร้อยละ 60 จะมคี วาม พิการเหลืออยู่ เช่น อัมพาตแบบ แข็งเกร็งของแขนขา พฤตกิ รรม เปล่ียนแปลง สตปิ ัญญาเส่ือม จึงเป็น โรคท่ีมีความสาคัญทางการแพทย์และ สาธารณสุข
ประมาณ 2-15 วัน หลังจากถูกยุงท่ีมี เช้ือกัด
เช้ือโรคท่ีเป็นระยะ ติดต่อจะเกดิขึ้นใน ผู้ป่วยช่วงท่เีร่ิมมี อาการจนถงึ วันท่ี 5 ของการเกิดโรค เม่ือยุงมากัดและดูด เลือดจากผู้ป่วยแล้ว เช้ือโรคจึงจะพัฒนา เป็นระยะติดต่อในยุง ใช้เวลาประมาณ 8-11 วัน และพร้อมท่ี จะถ่ายทอดเช้ือโรคไป ยังคนต่อไป
ติดต่อจากการถูก ยุงราคาญ Culex tritaeniorhynchus ท่ีติดเช้ือกัด โดยยุงรับ เช้ือจากสัตว์ท่เีป็นแหล่ง รังโรค โดยมหี มูท่ีเป็น แหล่งรังโรคท่สีาคัญ และมีนกบางชนดิท่ีอยู่ ในวงจรการแพร่กระจาย ของไวรัสด้วย
โรคมะเร็ง ปากมดลูก/ (Cervical cancer) เช้ือไวรัส
Human papillomavirus: HPV
ผู้ท่ีติดเช้ือส่วนใหญ่ไม่มีอาการและ หายได้เอง มเีพียงส่วนน้อยท่ีการตดิ เช้ือคงอยู่นาน (Persistent infection) และพัฒนาไปสู่รอยโรคก่อนมะเร็ง ปากมดลูก (Cervical intraepithelial neoplasia: CIN) หรอื ก่อนเป็นมะเร็ง ในท่ีสุด
ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ในระยะแรก มักไม่พบอาการผดิปกติแต่มีความ ผิดปกติของเซลล์เย่อืบุปากมดลูกท่ี สามารถตรวจพบได้จากการตรวจ คัดกรองมะเร็งด้วยวธิ ี Pap smear หากไม่ได้รับการรักษาท่เีหมาะสม เซลล์ผิดปกตดิังกล่าวจะกลายเป็น มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม อาการ ท่ีพบ คือ มเีลือดออกผิดปกติทางช่อง คลอด เช่น เลอื ดออกกะปริบกะปรอย เลือดออกหลังมเีพศสัมพันธ์ มีตกขาว ปนเลือด เป็นต้น และมอี าการขาบวม ปวดหลัง ก้นกบและต้นขา ปัสสาวะ หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลอื ด เป็นต้น
การติดเช้ือ HPV ในระยะแฝงใช้เวลา อย่างน้อย 20 ปี ในการพัฒนาไปสู่ รอยโรคก่อนมะเร็ง ปากมดลูก ซ่งึ ช่วง เวลาของการตดิ เชอ้ื ระยะแฝงระหว่าง การติดเช้ือคงอยู่ นาน (Persistent HPV infection) และ พัฒนาไปเป็น Low grade cervical dysplasia จะใช้ เวลาประมาณ 5 ปี และระหว่าง Low grade lesions ไป
สู่ Invasive cancer จะใช้เวลาประมาณ 15 ปี
ตลอดเวลาท่ตีิดเช้ือ Human papillomavirus ท่ีอวัยวะสบืพันธุ์
ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmission) เม่ือมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้ท่ีมีเช้ือเอชพีวที ่ีอวัยวะ สืบพันธุ์ นอกจากน้ยี ัง สามารถถ่ายทอดเช้อื จากแม่สู่ลูกขณะคลอด ทาให้เกิดโรคหูดในเด็ก ทารก เช่น หูดในกล่อง เสียง
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
53
โรค/ เช้ือสําเหตุ
อํากํารและอํากํารแสดง
ระยะฟักตัว
ระยะติดต่อ
กํารถ่ํายทอดโรค
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เช้ือไวรัส Influenza virus
ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ามูกไหล ปวดเม่อื ยตามตัว บางราย อาจมีอาการถ่ายเหลว อาเจยี น
ภาวะแทรกซ้อนท่พี บบ่อยได้แก่ ปอด ติดเช้ือ หูชนั้ กลางติดเช้ือ ไซนัสอักเสบ รวมถึงอาจทาให้อาการทางคลนิิกเดิม เลวลง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หอบ หืด และเบาหวาน
นอกจากนี้อาจพบภาวะแทรกซ้อนท่ี พบได้ไม่บ่อยทางระบบประสาท ได้แก่ สมองอักเสบ หรอื อาจพบกลุ่มอาการ Gullian-Barre Syndrome ได้
ระยะฟักตัว
2-7 วัน แล้วแต่ สายพันธุ์ของไวรัส
ตั้งแต่ 1 วัน ก่อนเร่มิ มี อาการจนถงึประมาณ 5 วัน หลังเร่มิ มี อาการ
การหายใจเอาละออง ฝอยท่ีมีเช้ือซ่ึงผู้ป่วยไอ หรือจามออกมา (Droplets transmission) หรือการสัมผัสโดยตรง กับสารคัดหลั่งของทาง เดินหายใจ และมาสัมผัส กับเย่ือบุตา จมูก หรอื ปาก
โรคติดเช้ือ ฮิโมฟิลุส
อนิ ฟลเูอนเซ่ทยั ปบ์ ี (Haemophilus influenzae type b disease (Hib)) เช้ือแบคทีเรยี Haemophilus influenzae
type b
อาการและอาการแสดงตามระบบ หรอื อวัยวะท่ีเชอ้ื ฮิบ เข้าไปก่อโรค โดยโรคท่ี พบบ่อย ได้แก่ โรคเย่อื หุ้มสมองอักเสบ โรคปอดอกั เสบภาวะตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ด โรคข้ออักเสบ และโรคหูชนั้ กลางอักเสบ ทั้งนี้อาการของโรคต่างๆ มักไม่ต่างจาก การติดเช้ือแบคทเีรียอ่ืน ดังนี้ โรคเย่ือหุ้มสมองอักเสบจากเช้ือฮิบ
มักมีอาการไข้สูง ปวดศรี ษะ อาเจยี น ซึม คอแข็ง เด็กท่รี อดชีวิตมักมคี วาม พิการทางระบบประสาท หรอื มีภาวะ หูหนวกตามมา
ภาวะติดเช้ือในกระแสเลือด ผู้ป่วยมี อาการไข้สูง ซมึ ลง เบ่ืออาหาร อาจ เกิดอาการช๊อคจากการตดิเช้ือ
โรคปอดอักเสบจากเช้ือฮิบ ผู้ป่วยมี อาการมีไข้ ไอมเีสมหะ หายใจหอบ เหน่ือย ซมึ เป็นต้น
2-4 วัน
ตั้งแต่ตรวจพบเช้อื ในจมูกหรอืลาคอ ซ่ึงอาจตรวจพบได้ แม้ว่าจะไม่มนี้ามูก แล้วก็ตาม
การหายใจเอาละออง ฝอยท่ีมีเช้ือซ่ึงอยู่ใน ลาคอและนา้ ลายของ ผู้ป่วยท่ีไอ หรอื จามออก มา (Droplets transmission) หรือโดยการสัมผัส โดยตรงกับสาร คัดหลั่ง ของทางเดินหายใจ
โรคอุจจาระร่วง จากไวรัสโรต้า (Rotavirus diarrhea) เช้ือไวรัส Rotavirus
โรคจากไวรัสโรต้ามักเกดิในทารกและ เด็กอายุต่ากว่า 5 ปี โดยทาให้เกดิ อาการท้องเสยี อาเจียน เกิดภาวะขาด สารน้าและเกลือแร่ บางรายอาจมี อาการปวดท้องและไข้ อาการท้องเสยี ส่วนใหญ่มลีักษณะถ่ายเหลวเป็นน้า อาจมีมูกปนได้บ้างแต่ไม่มเีลือดปน เกิดภาวะขาดสารน้า ลักษณะของ อุจจาระอาจมกี ล่ินเปรี้ยว เพราะไวรัส ทาลายเซลล์ชนั้บนของเย่ือบุลาไส้เล็ก ซ่ึงทาหน้าท่ผี ลิตแลคเตส (Lactase) ท่ีเป็นเอนไซม์ย่อยน้าตาลแลคโตสในนม ดังนั้นเม่ือเด็กขับถ่ายนมท่มีีแลคโตสท่ไีม่ ย่อยออกมาจะมสีภาพอุจจาระเป็นกรด และทาให้อุจจาระเหลวเป็นน้า เด็กท่ีมี อาการรุนแรง อาจมภี าวะขาดน้าจนเกิด ภาวะช็อคและเสยีชีวิตได้
ภายใน 24-72 ชั่วโมง
ผู้ป่วยสามารถขับเช้อื ไวรัสโรต้าออกมา กับอุจจาระได้นาน ประมาณ 8 วันหลัง ติดเช้ือ และอาจขับ ออกมาได้นานถงึ
30 วัน ในผู้ท่มี ี ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เช้ือไวรัสโรต้าท่ถีูกขับ ออกมากับอุจจาระของ ผู้ป่วย จะถ่ายทอดไปยัง บุคคลอ่ืนโดยการรับเช้อื ท่ีเข้าทางปาก (Fecal-oral transmission) บางครั้งพบไวรัสอยู่ ตามผิวสัมผัสของเล่น เม่ือเด็กหยิบเข้าปากอาจ ติดเช้ือ รวมถงึ อาจ ติดเช้ือผ่านการสัมผัส ใกล้ชิดได้ด้วย
54
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
3. วัคซีนที่ใช้ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงสาธารณสขุ ไดก้ า หนดวคั ซนี พน้ื ฐานทป่ี ระชาชนทกุ คนควรไดร้ บั โดยเนน้ วคั ซนี ปอ้ งกนั โรคทเ่ี ปน็ ปญั หาสา คญั ซง่ึ ในปจั จบุ นั ประกอบดว้ ยวคั ซนี วณั โรค (BCG) ตบั อกั เสบบี (HB) คอตบี -บาดทะยกั -ไอกรน-ตบั อกั เสบบี (DTP-HB) คอตบี -บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) โปลิโอ(OPV/ IPV) หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ไข้สมองอักเสบ เจอี (LAJE) คอตบี -บาดทะยกั (dT) มะเรง็ ปากมดลกู (HPV) และไขห้ วดั ใหญ่ (Influenza) โดยกระทรวงสาธารณสขุ จดั ระบบบรกิ ารเพอ่ื ใหก้ ลมุ่ เปา้ หมายในประเทศทกุ คนไดร้ บั วคั ซนี ตามทก่ี า หนด และใหส้ ถานบรกิ ารสาธารณสขุ ของรฐั เปน็ หนว่ ยบรกิ ารหลกั ดงั มรี ายละเอยี ดเกย่ี วกบั คณุ สมบตั ขิ องวคั ซนี แตล่ ะชนดิ รวมทงั้ ขนาดและวธิ กี ารใช้ ในตารางท่ี 2.3 และภาพแสดงตัวอย่างของวัคซนี แต่ละชนิด ดังภาพท่ี 2.1-2.14
นอกจากนี้ยังมีวัคซีนท่ีได้รับคาแนะนาจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ให้นามาใช้ใน อนาคตอันใกล้ เช่น วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ (DTP-HB-Hib) วัคซีนป้องกัน อจุ จาระรว่ งจากไวรสั โรตา้ (RV) รวมถงึ ไดร้ เิ รม่ิ ใหข้ ยายขอบเขตการใหบ้ รกิ ารวคั ซนี ไปยงั ประชาชนกลมุ่ วยั ผใู้ หญ่ เพ่ือให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคท่ีครอบคลุมชนิดของวัคซีนมากข้ึน เช่น วัคซีนคอตบี-บาดทะยัก-ไอกรนชนดิไร้เซลล์(Tdap)ในหญิงตงั้ครรภ์วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน(MR)ในบุคลากร ทางการแพทย์ และคอตบี -บาดทะยัก (dT) เข็มกระตุ้นในวัยผู้ใหญ่ ดังรายละเอียดในตารางท่ี 2.4
หมวดเนื้อหาที่ 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพื้นฐาน
55
ภําพตัวอย่ํางวัคซีนที่ใช้ในแผนงํานสร้ํางเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทย
ภาพที่ 2.13 วัคซีนรวม คอตีบ- ภาพที่ 2.14 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ บาดทะยัก-ไอกรน- (Influenza vaccine) ตับอักเสบบี-ฮิบ
(DTwP-HB-Hib)
ภาพท่ี 2.1 วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG vaccine)
ภาพท่ี 2.4 วัคซีนรวมคอตีบ- บาดทะยัก-ไอกรน
(DTwP)
ภาพที่ 2.7 วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธ์ิจาก
เซลล์เพาะเล้ียง (LAJE-CD-JEVAX)
ภาพท่ี 2.10 วัคซีนโรต้า (RV)
ภาพท่ี 2.2
ภาพท่ี 2.5
ภาพท่ี 2.8
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (HB)
วัคซีนรวมคอตีบ- บาดทะยัก สาหรับเด็กโต และผู้ใหญ่ (dT)
วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธ์ิ ชนิด Chimeric (LAJE-Thaijev)
ภาพที่ 2.3
ภาพท่ี 2.6
ภาพที่ 2.9
วัคซีนรวม คอตีบ- บาดทะยัก-ไอกรน- ตับอักเสบบี (DTwP-HB)
วัคซีนรวมหัด-คางทูม- หัดเยอรมัน (MMR)
วัคซีนโปลิโอชนิด รับประทาน (OPV)
ภาพท่ี 2.11 วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV)
ภาพที่ 2.12 วัคซีนมะเร็งปากมดลูก ชนิดห้าสายพันธุ์
(Pentalent RV) ชนิดสองสายพันธุ์ (Bivalent HPV) ชนิดสี่สายพันธุ์ (Quadrivalent HPV)
56
หมวดเนื้อหาท่ี 2: โรคติดต่อท่ีป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
57
ตารางท่ี 2.3 รายละเอียดของวัคซีนท่ีใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข
วัคซีน/ ประเภทของ วัคซีน
ขนําดบรรจุ
ขนําดและวิธีใช้
บุคคล/ อํายุที่ ควรได้รับ
ปฏิกิริยําจําก กํารได้รับวัคซีน
ข้อควรระวัง/ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
กํารเก็บวัคซีน
บีซีจี (BCG)
: แบคทีเรยี
ชนิดผงแห้ง BCG ของ
BCG ของ QSMI ใช้ขนาด 0.1 มล.
เด็กแรกเกิด รวมทั้งทารก ท่ีเกิดจาก มารดาติดเช้ือ HIV
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: เป็นฝีในชนั้ ใต้ ผิวหนัง ต่อม น้าเหลืองโต เฉพาะท่ี และ Osteitis
ห้ามฉีด BCG ใน
1) ผทู้ ม่ี ภี มู คิ มุ้ กนั บกพรอ่ ง
ความต้านทานต่อ เช้ือวัณโรคจะเกดิ เต็มท่ี ประมาณ 2 เดอื น หลังได้รับวัคซนี
วัคซีนท่ียังไม่ผสม ควร เก็บไว้ท่ีอุณหภูมิ +2 ถึง +8 ๐C หรือช่องแช่แข็ง (ตัวทาละลายห้ามเก็บ ในช่องแช่แข็ง เพราะจะ ทาให้แตกได้)
เช้ือเป็นอ่อนฤทธ์ิ
สถานเสาวภา สภากาชาดไทย (QSMI) บรรจุ ขวดละ 10 โด๊ส
ฉีดเข้าในหนัง (ID) บริเวณ ต้นแขนส่วนบน ต่ากว่าหัวไหล่
รวมถึงผู้ท่ไี ด้รับยากด ภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ ยกเว้น ผู้ท่ีติดเช้ือเอชไอวี ถ้าไม่ได้รับวัคซนี เม่ือแรกเกิดสามารถ ให้วัคซีนได้ถ้ายัง ไม่มีอาการ
มีประสิทธิภาพดตี ่อ การป้องกันวัณโรค ระยะแรกในเด็ก โดยเฉพาะวัณโรค เย่ือหุ้มสมอง
ปฏิกิริยา ท่ัวร่างกาย: Disseminated fatal infection
ไม่ควรให้ถูกแสง เพราะจะทาให้เส่ือม สภาพเร็ว
หมายเหตุ หลังฉีด1-2วันรอยนูนท่ีเกิดจากการฉีดวัคซีนจะหายไปทาให้มองไม่เห็นจุดฉีดวัคซีนแต่จะมีปฏิกิริยาของวัคซีนท่ีอาจเป็นตุ่มนูน(Induration)อยู่ใต้ผิวหนัง สังเกตไม่พบรอย แต่คลาได้ ต่อมา 2-3 สัปดาห์ บริเวณท่ีฉีดวัคซีนจะเป็นรอยนูนแดง (Bluish-red pustule) โตขึ้นช้าๆ กลายเป็นฝีเม็ดเล็กและมีหัวหนอง ขนาดประมาณ 5-15 มม. จากนั้นจะเร่ิมแตกเป็นแผลท่ีมีขอบรอบๆ ตรงกลางของรอยนูนแดงจะนุ่มลง แผลจะเป็นๆ หายๆ ระยะน้ีใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ ในสัปดาห์ท่ี 6-10 ขอบจะเร่ิมหลุดลอก กลายเป็นแผลเป็นแบนๆ ขนาด 3-7 มม. บางรายแผลอักเสบท่ีเกิดข้ึนอาจเป็นอยู่นาน 3 เดือน
2) หญิงตงั้ ครรภ์
3) ผู้ท่ีเจ็บป่วยเฉยี บพลัน 4) มีแผลตดิ เช้ือ หรือ
(TB meningitis) และ วัณโรคชนดิ แพร่กระจาย (Miliary TB) สามารถ ป้องกันได้สูงถงึ ร้อยละ 52-100 และป้องกัน วัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ได้แตกต่างกัน
BCG ของ QSMI ผสมแล้วควรใช้ให้หมด ภายใน 2 ชั่วโมง
แผลไฟไหม้บรเิวณ ท่ีจะฉีด
ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมี อุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C และป้องกันแสง ตลอดเวลา
ร้อยละ 0-80
58
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ บุคคล/ ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน ข้อควรระวัง/ ภูมิคุ้มกันท่ีเกิดขึ้น กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้ อํายุที่ควรได้รับ ข้อห้ําม
ตับอักเสบบี (HB): ไวรัสเช้ือตาย (Recombinant DNA vaccine)
ชนิดน้า 0.5 มล. เด็กแรกเกิดทุกคน ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวด บวม แดง กรณีท่ี 1 มารดาไม่เป็น ภูมิคุ้มกันโรคจะเกิดข้ึน ควรเก็บไว้ท่ีอณุ หภมู ิ
1 มล./ขวด ในเด็ก (2 โด๊ส/ขวด) ฉีดเข้า
ให้ครั้งท่ี 1 ภายใน ตาแหน่งท่ฉี ีด
24 ชั่วโมงหลังคลอด ปฏิกิริยาทั่วร่างกาย: ไข้
ผู้ติดเช้ือไวรัส ตับอักเสบบี เร้ือรัง และทารกแรกเกดิ มีน้าหนักน้อยกว่า
2,000 กรัม ให้วัคซนี เข็ม แรกเม่ือเด็กมสี ุขภาพ แข็งแรงและอายุ
ถึงระดับท่ีป้องกันโรคได้ หลังการฉีดวัคซนี เข็มท่ี 2 วัคซีนเข็มท่ี 3 ถือเป็น การกระตุ้นให้ภูมคิ ุ้มกัน โรคสูงขึ้น และมภี ูมิคุ้มกัน ท่ีป้องกันโรคได้ร้อยละ 90-95
+2 ถงึ +8 ๐C และห้ามเก็บใน ช่องแช่แข็ง เพราะ วัคซีนจะเส่อื ม คุณภาพทันทเี ม่ือ แข็งตัว
กล้ามเน้ือ (IM)
ครั้งต่อๆ ไป ให้
ปฏิกิริยาแพ้: Anaphylaxis
วัคซีนรวม DTP-HB กรณีท่ีมารดาเป็น
ผู้ติดเช้ือไวรัสตับ อักเสบบีเร้ือรัง (โดยเฉพาะถ้าพบ HBeAg เป็นบวก) ทารกควรได้รับ Hepatitis B Immunoglobulin (HBIG) ร่วมกับ วัคซีน ถ้าไม่มี HBIG ควรให้วัคซนี เร็วท่ีสุดภายใน
1-2 เดอื นข้ึนไป หรือ
เปิดใช้แล้ว ควรเก็บ ไว้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
12 ชั่วโมงหลังคลอด และเม่ือเด็กอายุ ครบ 1 เดอื น หลังจากนั้นให้ วัคซีนรวม DTP-HB ท่ีอายุ 2, 4, 6 เดอื น
12 ชั่วโมง และให้ฉดี เข็มท่ี 2 เม่ืออายุ 1 เดอื น โดยเข็มท่ี 2 ห่างจากเข็ม แรกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จากนั้นฉีดวัคซนี DTP-HB ตามกาหนด
ร้อยละ 93 และถ้าให้ ร่วมกับ HBIG จะป้องกันได้ ร้อยละ 98
น้าหนักตัว > 2,000 กรัม กรณีท่ี 2 มารดาเป็น
การให้วัคซีนชนิด Recombinant อย่างเดยี ว ในทารกท่ีคลอดจาก มารดาท่ีเป็นผู้ตดิ เช้ือไวรัส ตับอักเสบบีเรอ้ื รังชนิด แพร่โรคได้สูง (HBeAg เป็นบวก) สามารถป้องกัน การติดเช้ือได้ถงึ
ผู้ติดเช้ือไวรัสตับอักเสบบี เร้ือรัง หรอื ไม่ทราบผล เลือด ให้ฉดี วัคซีนทันที หลังคลอดภายใน
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
59
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ
บุคคล/ อํายุที่ควรได้รับ
ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน
ข้อควรระวัง/ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันที่เกิดข้ึน
กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้
คอตีบ- บาดทะยัก- ไอกรน- ตับอักเสบบี (DTwP-HB): ท็อกซอยด์ แบคทีเรียและ ไวรัสเช้ือตาย
ชนิดน้า
5 มล./ขวด (10 โดส๊ /ขวด)
0.5 มล. ฉีดเข้า
เด็กทุกคน ครั้งท่ี 1
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวด บวม แดง ตาแหน่งท่ฉี ีด เกดิ ขึ้นภายใน
3-4 ชั่วโมง หลังฉดี และเป็นนาน ไม่เกิน 2 วัน
ไม่ให้ในเด็กอายุมากกว่า 7 ปี และผู้ใหญ่
ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ และบาดทะยัก จะเกดิ ประมาณ 2 สัปดาห์หลัง ได้รับวัคซนี ครั้งแรก
ควรเก็บไว้ท่ี อุณหภูมิ +2 ถงึ
+8 ๐C และหา้ มเกบ็ ในช่องแช่แข็ง เพราะวัคซนี จะ เส่ือมคุณภาพทันที เม่ือแข็งตัว
กล้ามเน้ือ (IM)
อายุ 2 เดอื น ครั้งท่ี 2
ไม่ควรฉดี ในเด็กท่ีกาลัง ป่วยเฉียบพลัน หรอื กาลัง มีไข้สูง
อายุ 4 เดือน ครั้งท่ี 3
ปฏิกิริยาท่ัวร่างกาย: ไข้ ร้องกวน ชัก ซึม คล่นื ไส้
อาเจียน Encephalopathy Hypotonic Hyporesponsive Episode: HHE (ตัวอ่อนปวกเปียกไม่ตอบสนอง)
ข้อห้ามของการฉีดวัคซีน ไอกรนทงั้ แบบ Whole cell (DTwP-HB) และ Acellular (DTaP-HB) คอื การเกิด ภาวะ Encephalopathy ภายใน 7 วัน หลังฉดี DTP-HB หรอื DTP แต่ถ้าเป็นปฏิกริ ิยา รูปแบบอ่ืน เช่น ไข้สูง ชัก HHE ร้องไห้ไม่หยุด ไม่ใช่ ข้อห้ามและอาจพิจารณา ใช้วัคซีนชนดิไร้เซลล์แทน
ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ ภายหลังได้รับวัคซนี ท่ีมี ส่วนประกอบของคอตบี 3 ครั้ง เท่ากับ ร้อยละ 95
อายุ 6 เดอื น
เปิดใช้แล้ว ควรเก็บ ไว้ไม่เกิน 8 ช่ัวโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
ปฏิกิริยาแพ้: Anaphylaxis และ ปฏิกิริยาแบบ Arthus-like reaction คือ บวมแดงเฉพาะท่อี ย่างมาก ซ่ึงเกิดจากวัคซนี บาดทะยัก แต่เกิด ได้น้อย เน่อื งจากเป็นวัคซีนท่มี ัก ใช้ในเด็กเล็ก ซ่งึ มักไม่ได้รับวัคซนี บาดทะยักซา้บ่อยๆ
ภูมิคุ้มกันต่อโรคบาดทะยัก ภายหลังได้รับวัคซนี ท่ีมีส่วนประกอบของ บาดทะยัก 3 ครงั้ เท่ากับ ร้อยละ 100
ไม่ควรฉดี DTP-HB ใน ผู้ป่วยท่ีมีโรคทางสมอง เพราะวัคซนี ไอกรนอาจไป กระตุ้นอาการทางสมอง ให้เลวลง หรอื กระตุ้นให้ ชักได้
ประสิทธิภาพในการ ป้องกันโรคไอกรนภายหลัง ได้รับวัคซนีท่ีมีส่วน ประกอบของไอกรนครบ
3 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 78 โดยภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลง และมภี ูมิคุ้มกัน โดยรวมนานประมาณ 5 ปี
ภมู คิ มุ้ กนั ตอ่ โรคตบั อกั เสบบี เชน่ เดยี วกบั วคั ซนี HB
60
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ
บุคคล/ อํายุที่ควรได้รับ
ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน
ข้อควรระวัง/ ภูมิคุ้มกันที่เกิดข้ึน ข้อห้ําม
กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้
คอตีบ- บาดทะยัก- ไอกรน (DTwP): ท็อกซอยด์และ แบคทีเรียเช้ือ ตาย
ชนิดน้า
5 มล./ขวด (10 โดส๊ /ขวด)
0.5 มล. ฉีดเข้า
DTwP ใช้ฉดี กระตุ้น ครั้งท่ี 1 อายุ 18 เดอื น ครั้งท่ี 2 อายุ 4 ปี
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวด บวม แดง ตาแหน่งท่ฉี ีด
ห้ามฉีด DTwP และ DTaP ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ
ควรเก็บไว้ท่ี อุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C และห้าม เก็บในช่องแช่แข็ง
คอตีบ- บาดทะยัก (dT): ท็อกซอยด์
ชนิดน้า
5 มล./ขวด (10 โดส๊ /ขวด)
0.5 มล. ฉีดเข้า
ฉีดในนักเรียน ชั้น ป.6 ทุกคน
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวดบวม แดง ตาแหน่งท่ฉี ีด
ให้ระมัดระวังในผู้ท่เีคยมี อาการของ Guillain-Barré syndrome (GBS) ภายใน 6 สัปดาห์ ภายหลังได้รับ วัคซีนท่ีมสี ่วนประกอบของ Tetanus toxoid
ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ และบาดทะยักจะเกดิ ประมาณ 2 สัปดาห์ หลัง ได้รับวัคซนี ครั้งแรก เม่ือ ได้รับวัคซนี ครบ 3 ครั้ง จะ มีภูมิคุ้มกันต่อโรค คอตบี และบาดทะยักเท่ากับ ร้อยละ 95 และ 100 ทงั้ น้ี ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตบี และบาดทะยัก จะอยู่นาน ประมาณ 10 ปี จงึ จาเป็น ต้องกระตุ้นซ้า ทุก 10 ปี
ควรเก็บไว้ท่ี อุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C และห้าม เก็บในช่องแช่แข็ง เพราะวัคซนี จะ เส่ือมคุณภาพทันที เม่ือแข็งตัว
กล้ามเน้ือ (IM)
ปฏิกิริยาทั่วร่างกาย: ไข้ ชัก ซมึ คล่ืนไส้ อาเจยี น Encephalopathy, HHE
ในเด็กอายุมากกว่า 7 ปี
และผู้ใหญ่ เพราะอาจ
มีปฏิกิริยารุนแรงจาก
วัคซีนไอกรนและปรมิาณ ต่อโรคคอตบีจะอยู่นาน เพราะวัคซนีจะ
กล้ามเน้ือ (IM)
ฉีดในหญิงมีครรภ์ 3 ครั้ง ระยะห่าง 0, 1, 6 เดอื น
ปฏิกิริยาทั่วร่างกาย: ไข้ แต่พบได้ น้อย
ฉีดกระตุ้นในผู้ใหญ่ ทุก 10 ปี
ปฏิกิริยาแพ้: Anaphylaxis และ ปฏิกิริยาแบบ Arthus-like reaction คือ บวมแดงเฉพาะท่อี ย่างมาก พบได้บ่อย หากได้รับวัคซนี บาดทะยัก มาหลายครงั้
เปิดใช้แล้ว ควรเก็บ ไว้ไม่เกิน 8 ช่ัวโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
ปฏิกิริยาแพ้: Anaphylaxis และ ปฏิกิริยาแบบ Arthus-like reaction คือ บวมแดงเฉพาะท่อี ย่างมาก
แอนติเจนท่สี ูงของ คอตีบ หากมีไข้สูง ชัก หลังฉีด
เกิน 10 ปี ภูมิคุ้มกันต่อโรคบาดทะยัก
เส่ือมคุณภาพทันที
DTwP เข็มก่อน ให้กนิ ยา
หลังได้วัคซนี เข็มกระตุ้น
เม่ือแข็งตัว เปิดใช้แล้ว ควรเก็บ
ลดไข้หลังฉดี
ถ้ามีอาการทางสมอง โรคคอตบีจะอยู่นานเกิน
ไว้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
(Encephalopathy) ภายใน 7 วัน หลังฉดี วัคซีน ให้ งดการฉีดวัคซนี ท่ีมีส่วน ประกอบของไอกรน
10 ปี ประสิทธิภาพในการ
หลังได้รับวัคซนี คอตีบเข็ม กระตุ้นครบ 2 ครงั้ เท่ากับ ร้อยละ 98 และ ภูมคิ ุ้มกัน
ครบ 2 ครงั้ ภูมิคุ้มกันต่อ
ป้องกันโรคไอกรน ร้อยละ 75-90
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
61
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ
บุคคล/ อํายุที่ควรได้รับ
ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน ข้อควรระวัง/ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันท่ีเกิดขึ้น กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้
โปลิโอชนิด รับประทาน (OPV)
:ไวรัส เช้ือเป็นอ่อน ฤทธ์ิ ทัยป์ 1, 3
ชนิดน้า ขนาด 20 โด๊ส/ขวด
โดยการ รับประทาน ขนาดโด๊สละ 2-3 หยด แล้วแต่ บริษัทผู้ผลิต
เด็กทุกคน ครั้งท่ี 1
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: วัคซีน OPV ทาให้ ห้ามให้วัคซีน OPV แก่
วคั ซนี OPV มปี ระสทิ ธภิ าพสงู ควรเก็บไว้ในช่อง
อายุ 2 เดอื น ครั้งท่ี 2
มาก
ปฏิกิริยาท่ัวร่างกาย: ผู้ได้รับวัคซนี
ไว้ไม่เกิน 8 ช่ัวโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
อายุ 4 เดือน ครั้งท่ี 3
OPV อาจเกดิ อาการอัมพาตเหมือน
โปลิโอ (Vaccine-associated
paralytic poliomyelitis; VAPP)
แต่พบได้น้อยมาก กล่าวคอื
อาจพบในเดก็ ทไ่ี ดร้ บั OPV ครงั้ แรก
ประมาณ 1 ราย ใน 1.4 ลา้ นโดส๊ และ ไม่ควรให้ OPV ในหญิง
อายุ 6 เดอื น ครั้งท่ี 4
ห้ามให้วัคซีน OPV แก่เด็ก ท่ีผู้ใกล้ชิดในบ้านมภี าวะ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรอื ได้รับยากดภูมคิ ุ้มกัน
อายุ 18 เดอื น ครั้งท่ี 5
ตั้งครรภ์
ไม่ให้ OPV ขณะยังอยู่ใน
ขวดท่ีเอาออกจาก ช่องแช่แข็งแล้ว ไม่ได้เปิดใช้สามารถ Refreeze ได้
อายุ 4 ปี
ลดลงเปน็ 1 รายใน 27.2 ลา้ นโดส๊ ในโด๊สถัดไป อย่างไรก็ดี ผู้ท่มี ี ภูมิคุ้มกันต่าอาจมโี อกาสเกิด VAPP ได้สูงกว่าเด็กปกติ
เกิดปฏิกิริยา หรอื ผลข้างเคียงน้อย
ผู้ท่ีมีภาวะภูมคิ ุ้มกัน บกพร่อง หรอื ได้รับยา ท่ีทาให้มีภาวะภูมคิ ุ้มกัน บกพร่อง
ในการสร้างภูมคิ ุ้มกันโรค ทั้งในเย่ือบุลาไส้ และ ในกระแสเลอื ด โดยสร้าง ภูมิคุ้มกันเฉพาะท่ี ท่ีเย่ือบุ ลาคอและลาไส้ (Secretory lgA) ทาให้ป้องกันไม่ให้เช้อื โปลิโอในธรรมชาตริ ุกล้าเข้า สู่ร่างกายได้ จงึ นามาใช้ใน การกวาดล้างโปลโิ อ
แช่แข็ง เปิดใช้แล้ว ควรเก็บ
โรงพยาบาล
หาก VVM ยังอยู่ใน เกณฑ์ท่ีใช้ได้
62
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ
บุคคล/ อํายุที่ควรได้รับ
ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน
ข้อควรระวัง/ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันที่เกิดข้ึน
กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้
โปลิโอชนิดฉดี (IPV): ไวรัสเช้ือตาย ทัยป์ 1, 2, 3
ชนิดน้า ขนาด 0.5 มล./ขวด
(1 โด๊ส/ขวด) หรือ
0.5 มล. ฉีดเข้า
เด็กทุกคน โดยให้ 1 ครงั้ เม่ืออายุ 4 เดอื น
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวด บวมแดง ตาแหน่งท่ฉี ีด
ในผู้ท่ีมีภาวะภูมิคุ้มกัน บกพร่อง หรอื ได้รับยา ท่ีทาให้มีภาวะภูมคิ ุ้มกัน บกพร่อง ให้ใช้ IPV แทน OPV ยกเว้นผู้ท่ตี ิดเช้ือ เอชไอวี WHO แนะนาให้ ใช้ OPV ได้เหมอื นเด็ก ปกติ
หลังได้รับ 2 โด๊ส ผู้ได้รับ วัคซีนมากกว่าร้อยละ 90 จะมีภูมิคุ้มกันในเลอื ดต่อ เช้ือโปลิโอทงั้ 3 ทัยป์ และ เพ่ิมขึ้นเป็นร้อยละ 99 เม่ือได้รับวัคซนี 3 โด๊ส
ควรเก็บไว้ท่ี อุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C และห้าม เก็บในช่องแช่แข็ง
5 มล./ขวด (10 โดส๊ /ขวด)
ปฏิกิริยาแพ้: อาจเกิดอาการแพ้ใน ผู้ได้รับวัคซนี ท่ีแพ้ยาปฏิชีวนะท่ีเป็น ส่วนประกอบของวัคซนี
ผู้ท่ีได้รับ IPV จะมี ภูมิคุ้มกันในลาคอและ ลาไส้น้อย ดังนนั้ แม้จะได้ รับ IPV ครบและมรี ะดับ ภูมิคุ้มกันในเลอื ดสูง พอท่ีจะป้องกันไม่ให้เกดิ อัมพาตหลังได้รับเช้อื Wild polio virus แต่ไม่สามารถ ป้องกันการตดิ เช้ือในลาไส้ ได้ เช้ือจงึ สามารถเพ่ิม จานวนในลาคอและลาไส้ และขับออกมากับอุจจาระ และแพร่เช้ือไปยังผู้อ่นืได้
กล้ามเน้ือ (IM)
ปฏิกิริยาท่ัวร่างกาย: ไม่ทาให้ เกิดอัมพาตเหมอื นท่ีเกิดกับ OPV เน่ืองจากเป็นวัคซนี เช้ือตาย
เปิดใช้แล้ว ควรเก็บ ไว้ไม่เกิน 8 ช่ัวโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
ในหญิงมีครรภ์ ถ้าจาเป็น ให้ใช้ IPV ได้
ไม่ควรให้วัคซีน IPV ใน ผู้ท่ีมีประวัตแิพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ต่อยา ปฏิชีวนะ Streptomycin, Polymyxin B และ Neomycin
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
63
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ
บุคคล/ ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน ข้อควรระวัง/ อํายุที่ควรได้รับ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้
หัด-คางทูม- หัดเยอรมัน (MMR)
หรือ หัด-
หดั เยอรมนั (MR): ไวรัสเช้ือเป็น อ่อนฤทธ์ิ
ชนิดผงแห้ง 0.5 มล.
ให้ MMR แก่เด็กทุกคน ปฏิกิริยาทั่วร่างกาย: ไข้ 5-12 วัน ไม่ควรฉดี ในหญิงมีครรภ์
การฉีดวัคซนี MMR เม่ืออายุ วคั ซนี MMR ผงแหง้
MMR ขวดละ
ฉีดเข้าใต้ หนัง (SC)
ครั้งท่ี 1 อายุ 9 เดอื น ครงั้ ท่ี 2 อายุ 2 ปี 6 เดอื น
หลังฉีด ผ่ืน อาจพบภาวะเกล็ดเลอื ด ต่า ต่อมน้าเหลืองโต ต่อมน้าลาย อักเสบ และอาการทางสมอง (Encephalitis หรอื Encephalopathy)
เพราะอาจเกิดอันตราย
9 เดือน จะมภี ูมิคุ้มกันต่อ โรคหัด โรคคางทูมและ โรคหัดเยอรมัน ร้อยละ 85-95, 63-95 และ 96-99 ตามลาดับ
ควรเก็บไว้ใน อุณหภูมิ +2 ถงึ +8๐C หรือในช่อง แช่แข็ง และป้องกัน แสง
1 โด๊ส ผสมด้วย น้ายา ทาละลาย 0.5 มล.
ปฏิกิริยาแพ้: พบได้น้อยและมัก ไม่รุนแรง อาจพบผ่นื ลมพิษตรง ตาแหน่งท่ฉี ีด ซ่งึ อาจเกิดจาก การแพ้ Neomycin หรอื Gelatin
ต่อทารกในครรภ์ได้ ไม่ควรฉดี ในผู้ป่วยท่ี มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
MR ขวดละ
อย่างมากจากทุกสาเหตุ ยกเว้นผู้ป่วยท่มี ีภูมิคุ้มกัน บกพร่องแต่กาเนดิ ชนิด
B cell defect, Compliment deficiency, Phagocytic dysfunction และผู้ท่ี ติดเช้ือเอชไอวที ่ีมีอาการ น้อยหรือปานกลาง
น้ายาทาละลายควร เก็บไว้ใน +2 ถงึ
+8 ๐C หรือ อุณหภูมิห้อง ห้ามแช่แข็ง
10 โด๊ส
ผสมด้วย
น้ายา
ทาละลาย สามารถให้วัคซนีได้
ก่อนให้บริการต้อง นาน้ายาทาละลาย ไปเก็บในอุณหภูมิ +2 ถึง +8 ๐C
5 มล.
ไม่ควรฉดี ในผู้ท่ีมีประวัติ แพ้ Neomycin แบบ Anaphylaxis
อยา่ งนอ้ ย 24 ชวั่ โมง ผสมแล้วต้องใช้ ภายใน 6 ชั่วโมง โดยเก็บไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิวัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8๐Cและปอ้ งกนั แสง
64
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ บุคคล/ ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน
ข้อควรระวัง/ ภูมิคุ้มกันท่ีเกิดข้ึน กํารเก็บวัคซีน ข้อห้ําม
ของวัคซีน
วิธีใช้ อํายุที่ควรได้รับ
ไข้สมองอักเสบ เจอี (LAJE): ไวรัสเช้ือเป็น อ่อนฤทธ์ิ
ชนิดผง 0.5มล. เด็กทุกคน ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี:ปวดบวมแดง
ห้ามฉีดวัคซนีเช้ือเป็น CD-JEVAX®หลงัฉดีครงั้แรกควรเก็บไว้ท่ีอณุหภมูิ
แห้ง ขนาด ฉีดเข้าใต้
มภี มู คิ มุ้ กนั เกดิ ขน้ึ รอ้ ยละ 89.3
และร้อยละ 95 ท่ี 30 วัน
และท่ี 90 วันตามลาดับ
หลังฉีดวัคซนี ครั้งท่ี 2
ภูมิคุ้มกันเกดิ ข้ึนร้อยละ 100
เน่ืองจากการได้รับวัคซนี เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น 2 ครั้ง ในเด็ก ภูมคิ ุ้มกัน หรือกระตกิ วัคซีน จะขึ้นสูงและอยู่นาน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ ประเทศไทยจงึแนะนาให้ฉีด +8๐C
1 โด๊ส/ขวด ผสมด้วย น้ายาละลาย 0.5 มล. หรือ ผงแห้ง ขนาด
หนัง (SC)
ปวดศีรษะ อ่อนเพลยี ปวดกล้ามเน้อื
ป้องกันแสง เปิดแล้ว ควรเก็บ
4 โด๊ส/ขวด (นา้ยาละลาย 2 มล.)
วัคซีนน้ี 2 ครั้ง
น้ายาทาละลายควร เกบ็ ไวใ้น+2ถงึ +8๐C หรืออุณหภูมหิ ้อง ห้ามแช่แข็ง
ครั้งท่ี 1 อายุ 1 ปี ตาแหน่งท่ฉี ีด
ครงั้ ท่ี 2 อายุ 2 ปี 6 เดอื น ปฏิกิริยาท่ัวร่างกาย: ไข้ ผ่ืน
อ่อนฤทธ์ใิ นผู้ท่ีมีภูมิคุ้มกัน บกพร่องจากสาเหตุต่างๆ หญิงตั้งครรภ์และสตรอี ยู่ใน ระหว่างให้นมบุตร
+2 ถงึ +8 ๐C และ
THAIJEV® หรือ IMOJEV หลัง ฉีดเข็มแรกในผู้ใหญ่และเด็ก มีภูมิคุ้มกันเกดิข้ึนร้อยละก่อนให้บริการต้อง
99.1 และ 96 ตามลาดับ ใน ผู้ใหญ่หลังจากฉดี วัคซีน 5 ปี ยังคงมีภูมิคุ้มกันร้อยละ 93 แต่ ในเด็ก 1 ปี หลังฉีดวัคซีน มีภูมิคุ้มกันร้อยละ 84 จงึ แนะนาให้ฉดี กระตุ้นในเด็ก อีก 1 ครงั้ หลังฉีดวัคซีนครงั้ แรก 1-2 ปี เพ่อื ให้ภูมคิ ุ้มกัน ข้ึนสูงและสามารถป้องกัน โรคได้นาน
นาน้ายาทาละลาย ไปเก็บในอุณหภูมิ +2 ถึง +8 ๐C อย่าง น้อย 24 ชั่วโมง ผสมแล้วต้องใช้ ภายใน 6 ชั่วโมง โดยเก็บไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิ วัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C และปอ้ งกนั แสง
ไว้ไม่เกิน 6 ช่ัวโมง ระหว่างการใช้ต้อง
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
65
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ บุคคล/ ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน ข้อควรระวัง/ ของวัคซีน วิธีใช้ อํายุที่ควรได้รับ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันท่ีเกิดข้ึน กํารเก็บวัคซีน
มะเรง็ ปากมดลกู ชนิดน้า 0.5 มล. เด็กหญิงชั้น ป.5 ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวด บวม แดง ห้ามฉีดในผู้ท่เี คยมีอาการ
วัคซีนมปี ระสิทธิภาพในการ ควรเก็บไว้ท่ีอณุ หภมู ิ
(HPV): ไวรัสเช้ือตาย สายพันธุ์ 16, 18 หรือ 6, 11, 16, 18
Prefilled syringe
ฉีดเข้า กล้ามเน้ือ (IM)
ทุกคน ควรได้รับวัคซนี 2 ครั้ง ห่างกัน อย่างน้อย 6 เดอื น
ตาแหน่งท่ฉี ีด ปฏิกิริยาทั่วร่างกาย: ไข้ คล่ืนไส้
แพ้วัคซีน HPV แบบ
ป้องกันการเกดิ เซลล์ผิดปกติ ท่ีสัมพันธ์กับเช้อื สายพันธุ์ 16 หรือ 18 ระดับ CIN 2 ข้นึ ไป ร้อยละ 98
+2 ถงึ +8 ๐C และ ป้องกันแสงห้าม เก็บในช่องแช่แข็ง
ขนาด
อาเจียน ปวดศรี ษะ อ่อนเพลยี ปวดเม่ือยกล้ามเน้อื มีรายงานการ เกิดอาการเป็นลมหมู่ ในวัยรุ่นหญงิ ท่ีได้รับวัคซนี พร้อมกันหลายคน ซ่ึงนับเป็น Psychological reaction ท่ีพบได้บ่อยในการให้วัคซนีในวัยรุ่น
Severe allergic reaction หลีกเล่ียงการฉดี วัคซีนใน
เปิดแล้ว ควรเก็บ ไว้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิวัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
0.5 มล. ขนาด
หญิงตั้งครรภ์
0.5 มล./ขวด (1โด๊ส/ขวด)
ปฏิกิริยาแพ้: Anaphylaxis
66
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ บุคคล/
ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับวัคซีน
ข้อควรระวัง/ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้ อํายุที่ควรได้รับ
ไข้หวัดใหญ*่ ** (Influenza vaccine): ไวรัสเช้ือตาย
เด็กท่ีอายุ เด็กทุกคน
ต่ากว่า อายุระหว่าง
3 ปี 6 เดือน ถงึ 2 ปี ท่ัวร่างกาย: ไข้ต่า ปวดเม่ือย 0.25 มล. ผู้ใหญ่ ท่ีมีความ กล้ามเน้ือ ปวดศรี ษะ คัน
ห้ามฉีดในผู้ท่มี ีประวัติแพ้ ส่วนประกอบของวัคซนี หรือแพ้ไข่ไก่ อย่างรุนแรง
ภูมิคุ้มกันจะเกดิ ขึ้นใน
เวลา 7-14 วัน โดยจะมี ประสิทธิภาพในการป้องกัน ไข้หวัดใหญ่จากสายพันธุ์ใน วัคซีนได้ ร้อยละ 70-90
เก็บท่ีอุณหภูมิ +2 ถึง +8 ๐C และ ป้องกันแสง ห้าม เก็บในช่องแช่แข็ง
ชนิดน้า Prefilled
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวด บวม แดง ตาแหน่งท่ฉี ีด-ปฏกิ ิริยา
syringe ขนาด 0.5 มล.
ฉีดเข้า กล้ามเน้ือ (IM) หาก เป็นเด็ก อายุต่า กว่า 9 ปี ท่ีไม่เคยได้ รับวัคซีน ไขห้ วดั ใหญ่ ใหฉ้ ดี วคั ซนี 2 ครั้ง ห่างกัน อย่างน้อย 1-2เดอืน หลังจาก นั้นให้ฉีด ป ลี ะ 1 ค ร งั ้
เส่ียงต่อการตดิเช้ือ ตามร่างกาย
ให้ระมัดระวังในผู้ท่ีเคยมี อาการของGuillain-Barré syndrome (GBS) ภายใน 6 สัปดาห์ ภายหลังได้รับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่
เปิดแล้วควรเก็บ ไว้ไม่เกิน 8 ช่ัวโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิวัคซีน ท่ีมีอุณหภูมิ +2 ถงึ +8 ๐C
ขนาด
2 มล./ขวด ( 4 โ ด ส๊ / ข ว ด )
ได้มาก หรอื เส่ียง ท่ีจะมีอาการป่วย รุนแรงจาก ไข้หวัด ใหญ่***
ปฏิกิริยาแพ้: Anaphylaxis
ขนาด
0.5 มล./ขวด (1 โดส๊ /ขวด)
ผู้ใหญ่ 0.5 มล.
ฉีดเข้า กล้ามเน้ือ (IM) ทุกปี
*** กลุ่มเป้าหมายท่ีกระทรวงสาธารณสุขกําาหนดให้ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ 1) บุคลากรท่ีมีความเส่ียงต่อการสัมผัสโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และไข้หวัดนก ได้แก่ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรอ่ืนๆ ในโรงพยาบาลทั้งท่ีทางาน ในหอผู้ป่วย และตึกผู้ป่วยนอก รวมถึงนักศึกษาฝึกงานในแต่ละวิชาชีพ เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขท่ีทาหน้าท่ีในการสอบสวนควบคุมโรค เจ้าหน้าท่ีและ อาสาสมคั รทา ลายซากสตั วป์ กี และสตั วอ์ น่ื ทสี่ งสยั ตดิ เชอ้ื ไขห้ วดั นก และเจา้ หนา้ ทห่ี อ้ งปฏบิ ตั กิ ารตรวจวนิ จิ ฉยั เชอ้ื ไวรสั ไขห้ วดั ใหญ่ 2) หญงิ ตงั้ ครรภ์ อายคุ รรภ์ 4 เดอื นขนึ้ ไป 3) เดก็ อายุ 6 เดอื น ถงึ 2 ปี ทกุ คน 4) ผู้มีโรคเร้ือรัง ดังนี้ ปอดอุดกั้นเร้ือรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งท่ีอยู่ระหว่างการได้รับเคมีบาบัด และเบาหวาน 5) บุคคลท่ีมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทุกคน 6) ผู้พิการทางสมองท่ี
ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 7) ธาลัสซเี มียและผู้ท่ีมีภูมคิ ุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ตดิ เช้ือ HIV ท่มี ีอาการ) 8) โรคอ้วน (นา้ หนัก > 100 กโิ ลกรัม หรอื BMI > 35 กโิ ลกรัมต่อตารางเมตร)
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
67
ตารางที่ 2.4 รายละเอียดของวัคซีนที่กําาลังจะนําามาใช้ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ
บุคคล/ อํายุที่ควรได้รับ
ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับ วัคซีน
ข้อควรระวัง/ ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น ข้อห้ําม
กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้
คอตีบ- บาดทะยัก- ไอกรน- ตับอักเสบบี- ฮิบ(DTwP- HB-Hib): ท็อกซอยด์ แบคทีเรียและ ไวรัสเช้ือตาย
ชนิดน้า 0.5 มล. ขนาด ฉีดเข้า
เด็กทุกคน
ห้ามฉีดในผู้ท่แีพ้ส่วนประกอบภูมิคุ้มกันท่ีเกดิต่อโรค ข้อห้ามในการฉีดเหมือนกับ ตับอักเสบบีเหมอืนกับ
ควรเก็บไว้ท่ีอุณหภูมิ +2 ถึง +8 °C และ หา้ มเกบ็ ในชอ่ งแชแ่ ขง็
โรต้า
(RV): ไวรัสเช้ือเป็น อ่อนฤทธ์ิ
ชนิดน้า ขนาด
1 โด๊ส/หลอด
รับประทาน โด๊สละ 1.5-2.0 มล. แล้วแต่
เด็กทุกคน
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ไม่มี ปฏิกิริยาทั่วร่างกาย:
เด็กท่ีมีอาการอาเจียนหลังได้รับ สามารถป้องกันโรคอุจจาระ วัคซีน ไม่แนะนาให้วัคซนี ซ้า ร่วงรุนแรงได้ ร้อยละ 85–98
ควรเก็บไว้ท่อีุณหภูมิ +2 ถึง +8 ๐C และ ป้องกันแสง ห้ามเก็บ ในช่องแช่แข็ง
5 มล./ขวด (10 โดส๊ /ขวด)
กล้ามเน้ือ (IM)
ครั้งท่ี 2 อายุ 4 เดือน ครั้งท่ี 3 อายุ 6 เดือน
HB ปฏิกิรยิ าท่ีเกิดจาก วัคซีน Hib พบน้อยและ อาการ ไม่รุนแรง เช่น ปวด บวมแดงบรเิวณท่ี ฉีด ไข้ เป็นต้น
วัคซีน DTwP-HB ภูมิคุ้มกันท่ีเกดิ หลังได้รับ เด็กท่ีอายุน้อยกว่า 2 ปี DTwP-HB
เปิดแล้ว ควรเก็บ ไว้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น หรือกระตกิวัคซีนท่ีมี อ ณุ ห ภ มู ิ + 2 ถ งึ + 8 ๐ C
ปฏิกิริยาท่ีเกิดเหมือนท่ี
ครั้งท่ี 1 อายุ 2 เดือน เกิดได้กับวัคซนี DTwP- ของวัคซีน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
Rotarix:
ครั้งท่ี 1 อายุ 2 เดอื น ครั้งท่ี 2 อายุ 4 เดอื น
ไข้ต่าท้องเสยีแบบไม่ รุนแรง อาเจยี น เด็กมี อาการงอแง มรี ายงาน ของการเกดิลาไส้กลนื กัน (Intussusception) แต่มีอุบัตกิารณ์ต่า
ห้ามให้วัคซีนในเด็กท่ีมี แล้วแต่ประเทศท่ทีาการศึกษา ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรอื เด็กท่ี
เคยเกิดภาวะลาไส้กลนืกันมา
ก่อน หรอื เคยมีประวัติแพ้
บรษิ ทั ผผู้ ลติ Rotateq:
ครั้งท่ี 1 อายุ 2 เดอื น
ส่วนประกอบของวัคซนีโรต้า
ครั้งท่ี 2 อายุ 4 เดอื น ครั้งท่ี 3 อายุ 6 เดอื น
รุนแรง หากเด็กมารับวัคซีนล่าช้าควร
ปฏิกิริยาแพ้:
Anaphylaxis ตรวจสอบอายุสูงสุดท่เีด็ก
แม้ว่าเคยติดเช้อืฮิบชนิดรุนแรงระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคติด
มาแล้ว ควรได้รับวัคซนี เพราะการตดิ เช้ือตามธรรมชาติ กระตุ้นภูมคิ ุ้มกันได้ไม่ดี โดยแนะนาให้เร่มิฉีดหลังจาก เป็นโรคตดิ เช้ือฮิบแล้ว 1 เดอื น
เช้ือฮิบภายหลังฉดี ครบ 3 ครั้ง นาน 1 เดอื น เท่ากับ ร้อยละ 98.5
สามารถรับวัคซนี ได้ หากมีอายุ เกินกว่าท่ีกาหนด ไม่ควรให้ วัคซีน เน่อื งจากอาจเพ่ิมความ เส่ียงต่อการเกดิลาไส้กลืนกัน
ควรให้วัคซีนอย่างระมัดระวังใน เด็กท่ีมโีรคทางเดนิอาหารเรอ้ืรัง หรือ Spina bifida หรอื Bladder exstrophy
68
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
วัคซีน/ประเภท ขนําดบรรจุ ขนําดและ
บุคคล/ อํายุท่ีควรได้รับ
ปฏิกิริยําจํากกํารได้รับ วัคซีน
ข้อควรระวัง/ ข้อห้ําม
ภูมิคุ้มกันท่ีเกิดข้ึน
กํารเก็บวัคซีน
ของวัคซีน
วิธีใช้
คอตีบ- บาดทะยัก- ไอกรนชนดิ ไร้เซลล์ (Tdap): ท็อกซอยด์ และแบคทีเรีย เช้ือตาย
ชนิดน้า 0.5 มล. ขนาด ฉีดเข้า
หญิงตั้งครรภ์ทุกคน ควร ได้รับวัคซนี Tdap 1 ครงั้ ในไตรมาสท่ี 2 หรือ 3 ก่อนคลอดอย่างน้อย
ปฏิกิริยาท่ีเกิดเหมือนท่ี เกิดได้กับวัคซนี dT
ห้ามให้ในผู้ท่ีเคยมีอาการแพ้ รุนแรงต่อส่วนประกอบของ วัคซีน
ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ บาดทะยัก เหมือนกับวัคซนี dT
ควรเก็บไว้ท่ีอุณหภูมิ +2 ถึง +8 °C และ หา้ มเกบ็ ในชอ่ งแชแ่ ขง็
0.5 มล./ขวด (1 โด๊ส/ขวด)
กล้ามเน้ือ (IM)
7 วัน
ปฏิกิริยาเฉพาะท่ี: ปวด
บวม แดง ตาแหน่งท่ฉี ีด ห้ามให้ในผู้ท่ีเคยมีอาการทาง การให้วัคซีนป้องกัน ไอกรน เปิดแล้ว ควรเก็บ
ปฏิกิริยาทั่วร่างกาย: ไข้ คล่ืนไส้ อาเจยี น ปวด ศีรษะ อ่อนเพลยี ปวด เม่ือยกล้ามเน้อื
ไว้ไม่เกิน 8 ช่ัวโมง ระหว่างการใช้ต้อง เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็น
ระบบประสาท เช่น ชัก หรอื
อาการผิดปกตขิ องสมอง
ภายใน 7 วันหลังการได้รับ
วัคซีนท่ีมสี่วนประกอบของ ภูมิคุ้มกันในหญิงตั้งครรภ์จะ หรือกระตกิวัคซีนท่ีมี ไอกรน ลดลงในระยะ 1 ปี หลังได้ อณุ หภมู ิ +2 ถงึ +8 ๐C
ปฏกิ ริ ยิ าแพ:้ Anaphylaxis
และปฏิกิริยาแบบ รับวัคซีนจนไม่เพยีงพอท่ีจะ
Arthus-like reaction คอื บวมแดงเฉพาะท่ีอย่าง มาก พบได้บ่อย หากได้ รับวัคซีนบาดทะยักมา หลายครั้ง
ถ่ายทอดภูมไิ ปยังทารก จึงต้องฉีดวัคซนี Tdap ทุกการตั้งครรภ์
ในมารดามีประสทิ ธิผลใน การปอ้ งกนั การเกดิ โรคไอกรน ในเด็กทารก ร้อยละ 91
4. กําาหนดการให้วัคซีนในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของ กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงสาธารณสุขได้กาหนดให้มีบริการวัคซีนพ้ืนฐานท่ีเด็กทุกคนควรได้รับในช่วงอายุท่ีเหมาะสม ซ่ึงในปัจจุบันประกอบด้วยวัคซีน 10 ชนิด ได้แก่ 1) วัคซีนวัณโรค (BCG) 2) วัคซีนตับอักเสบบี (HB) 3) วัคซีน รวมคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี (DTP-HB) 4) วัคซีนโปลิโอ (OPV) 5) วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (IPV) 6) วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) 7) วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (LAJE) 8) วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก- ไอกรน (DTP) 9) วคั ซนี ปอ้ งกนั มะเรง็ ปากมดลกู (HPV) และ 10) วคั ซนี คอตบี -บาดทะยกั (dT) โดยคา นงึ ถงึ โอกาส เสี่ยงในการเกิดโรค โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และความสามารถในการตอบสนองการกระตุ้นของวัคซีนใน แต่ละวัย สรุปดังตารางท่ี 2.5
ตารางที่ 2.5 ตารางวัคซีนตามเกณฑ์ปกติ
อํายุ
วัคซีนที่ให้
ข้อแนะนํา
แรกเกิด
BCG (วัคซนี ป้องกันวัณโรค)
ฉีดให้เด็กก่อนออกจาก โรงพยาบาล
HB1(วัคซนีป้องกันโรคตับอักเสบบ)ี
ควรให้เร็วท่สี ุดภายใน 24 ชั่วโมง หลังคลอด
1 เดือน
HB2(วัคซนีป้องกันโรคตับอักเสบบ)ี
เฉพาะรายท่ีคลอดจากมารดาท่ี เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี
2 เดือน
DTP-HB1 (วัคซนี รวมป้องกันโรคคอตบี -บาดทะยัก- ไอกรน-ตับอักเสบบ)ี
OPV1 (วัคซนี ป้องกันโรคโปลโิ อชนิดรับประทาน)
4 เดือน
DTP-HB2 (วัคซนี รวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก- ไอกรน-ตับอักเสบบ)ี
ให้วัคซีนป้องกันโรคโปลโิอ ชนิดฉีด 1 เข็ม พร้อมกับวัคซนี ป้องกันโรคโปลโิอชนิด รับประทาน 1 ครงั้
OPV2 (วัคซนี ป้องกันโรคโปลโิ อชนิดรับประทาน)
IPV1 (วัคซนี ป้องกันโรคโปลโิ อชนิดฉีด)
6 เดือน
DTP-HB3 (วัคซนี รวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก- ไอกรน-ตับอักเสบบ)ี
OPV3 (วัคซนี ป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน)
9 เดือน
MMR1 (วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน)
หากไม่ได้ฉดี เม่ืออายุ 9 เดือน ให้รีบตดิตามฉีดโดยเร็วท่ีสุด
1 ปี
LAJE1 (วัคซนี ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเช้ือ เป็นอ่อนฤทธ์)ิ
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อท่ีป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพื้นฐาน
69
อํายุ
วัคซีนที่ให้
ข้อแนะนํา
1ปี6เดอืน
DTP4 (วคั ซนี รวมปอ้ งกนั โรคคอตบี -บาดทะยกั -ไอกรน)
OPV4 (วัคซนี ป้องกันโรคโปลโิ อชนิดรับประทาน)
2ปี6เดอืน
LAJE2 (วัคซนี ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี ชนิดเช้ือเป็นอ่อนฤทธ์)ิ
MMR2 (วคั ซนี รวมปอ้ งกนั โรคหดั -คางทมู -หดั เยอรมนั )
4 ปี
DTP5 (วคั ซนี รวมปอ้ งกนั โรคคอตบี -บาดทะยกั -ไอกรน)
OPV5 (วัคซนี ป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน)
7 ปี (ป.1)
MMR (วัคซนี รวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน)
เฉพาะผู้ท่ีได้รับวัคซนี ไม่ครบตามเกณฑ์
HB (วัคซนี ป้องกันโรคตับอักเสบบี)
LAJE (วัคซนี ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเช้ือเป็น อ่อนฤทธ์)ิ
IPV (วัคซนี ป้องกันโรคโปลิโอชนดิ ฉีด)
dT (วัคซนี ป้องกันโรคคอตบี -บาดทะยัก)
OPV (วัคซนี ป้องกันโรคโปลิโอชนดิ รับประทาน)
BCG (วัคซนี ป้องกันวัณโรค)
1. ให้ในกรณที ่ีไม่มีหลักฐานว่า เคยได้รับเม่ือแรกเกดิและ ไม่มีแผลเป็น
2. ไม่ให้ในเด็กตดิ เช้ือเอชไอวี ท่ีมีอาการของโรคเอดส์
11 ปี (เฉพาะ นักเรียน หญิง ป.5)
HPV1 และ HPV2 (วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก)
ระยะห่างระหว่างเข็ม อย่างน้อย 6 เดอื น
12 ปี (ป. 6)
dT (วัคซนี ป้องกันโรคคอตบี -บาดทะยัก)
5. กําาหนดการให้วัคซีนแก่เด็กที่มารับวัคซีนล่าช้า และเด็กที่ได้รับวัคซีน ไม่ครบตามเกณฑ์
ในกรณที เ่ี ดก็ ไดร้ บั วคั ซนี ลา่ ชา้ กวา่ ปกติ เรม่ิ ใหว้ คั ซนี ทนั ทที พ่ี บครงั้ แรก หากเปน็ ผทู้ เ่ี คยไดร้ บั วคั ซนี มาแลว้ แต่ยังได้รับไม่ครบจานวนตามท่กีาหนดสามารถให้วัคซีนต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเร่ิมต้นครั้งท่ี1ใหม่โดยคานึงถึง อายุ ชนิดของวัคซีน จานวนโด๊สท่ีจาเป็นต้องได้รับ ระยะห่างระหว่างโด๊สท่ีแนะนา และระยะห่างระหว่างโด๊สท่ี สนั้ ทส่ี ดุ เพอ่ื นดั หมายมารบั วคั ซนี ตอ่ เนอ่ื ง และเมอ่ื ใหว้ คั ซนี ทล่ี า่ ชา้ จนทนั กบั ตารางวคั ซนี ปกตแิ ลว้ ใหป้ รบั การนดั หมาย
70
หมวดเนื้อหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
การให้วัคซีนให้เป็นไปตามตารางการให้วัคซีนปกติต่อไป สาหรับกาหนดการให้วัคซีนแก่เด็กท่ีมารับวัคซีนล่าช้า ท่ีไม่เคยได้รับวัคซนี มาก่อนเลยนนั้ อาจพิจารณาให้วัคซีนดังตารางท่ี 2.6-2.7
ตารางที่ 2.6 กําาหนดการให้วัคซีนแก่เด็กที่มารับวัคซีนล่าช้า
ครั้งที่
ช่วงอํายุ 1-6 ปี
ตั้งแต่อํายุ 7 ปีขึ้นไป
ข้อแนะนํา
เดือนที่
วัคซีน
เดือนที่
วัคซีน
1
0(เม่ือพบเด็ก ครั้งแรก)
DTP-HB1
0(เม่ือพบเด็ก ครั้งแรก)
dT1
OPV1
OPV1
IPV
IPV
ให้วัคซีน IPV เก็บตก เฉพาะเด็กอายุต่ากว่า 7 ปี และเด็กนักเรยี นชั้น ป.1
MMR1
MMR/ MR
BCG
BCG
1. ให้ในกรณที ่ีไม่มี หลักฐานว่าเคยได้รับเม่อื แรกเกดิ และไมม่ แี ผลเปน็
2. ไม่ให้ในเด็กตดิ เช้ือ เอชไอวทีี่มอีาการของ โรคเอดส์
2
1
DTP-HB2
1
HB1
OPV2
LAJE1
LAJE1
3
2
MMR2
2
dT2
OPV2
HB2
4
4
DTP-HB3
7
HB3
OPV3
5
12
DTP4
12
dT3
OPV4
OPV3
LAJE 2
LAJE 2
หมายเหตุ
1.กรณีการให้วัคซนีแก่ผู้ท่ีได้รับวัคซนีไม่ครบถ้วนหรือล่าช้าเด็กจะได้รับวัคซีนตามกาหนดครบภายใน ระยะเวลา 1 ปี จากนนั้ ให้วัคซนี ต่อเน่ืองตามท่ีกาหนดในกาหนดการให้วัคซีนปกติ
2. กรณมี เี หตจุ า เปน็ เหตอุ นั สมควร หรอื เพอ่ื ประโยชนต์ อ่ ผรู้ บั วคั ซนี แพทย์ หรอื ผใู้ หบ้ รกิ ารอาจพจิ ารณา กาหนดการให้วัคซนีตามความเหมาะสม
ทม่ี า:แผนงานสร้างเสรมิ ภมู คิ ุ้มกนั โรคกองโรคป้องกนั ด้วยวคั ซนี กรมควบคมุ โรคกระทรวงสาธารณสขุ
หมวดเนื้อหาที่ 2: โรคติดต่อท่ีป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพื้นฐาน
71
ตารางที่ 2.7 แสดงอายทุ แี่ นะนาํา ใหว้ คั ซนี อายนุ อ้ ยทสี่ ดุ ทสี่ ามารถใหว้ คั ซนี ได้ และระยะหา่ งแตล่ ะโดส๊ 1
วัคซีน อํายุ อํายนุ อ้ ยทสี่ ดุ ระยะห่ํางที่แนะนํา ระยะห่ํางท่ีน้อยท่ีสุด และโด๊สท่ีให้ ที่แนะนําให้ ของโด๊สน้ี กับโด๊สถัดไป ของโด๊สถัดไป
BCG แรกเกิด แรกเกิด - -
HB-1 แรกเกิด แรกเกิด 1-4 เดือน 4 สัปดาห์
HB-22 1-2 เดอื น 4 สัปดาห์ 2-17 เดอื น 8 สัปดาห์
HB-33 6-18 เดอื น 24 สัปดาห์ - โด๊สท่ี 3 ต้องห่างจากโด๊ส แรกอย่างน้อย 16 สัปดาห์
DTwP, DTaP -1 2 เดือน 6 สัปดาห์ 2 เดือน 4 สัปดาห์
DTwP, DTaP -2 4 เดือน 10 สัปดาห์ 2 เดือน 4 สัปดาห์
DTwP, DTaP -34 6 เดือน 14 สัปดาห์ 12 เดือน 6 เดือน
DTwP, DTaP -4 18 เดือน 12 เดือน 3 ปี 6 เดือน
DTwP, DTaP -5 4 ปี 4 ปี - -
dT 12 ปี 7 ปี 10 ปี 5 ปี
OPV, IPV -1 2 เดือน 6 สัปดาห์ 2 เดือน 4 สัปดาห์
OPV, IPV -2 4 เดือน 10 สัปดาห์ 2 เดือน 4 สัปดาห์
OPV, IPV -3 6 เดือน 14 สัปดาห์ 12 เดือน 6 เดือน
OPV, IPV -46 18 เดือน 12 เดือน 3 ปี 6 เดือน
OPV, IPV -5 4 ปี 4 ปี - -
MMR-1 9 เดือน 9 เดือน 12 เดือน 4 สัปดาห์
MMR-27 2ปี6เดอืน 18เดือน - -
Live JE-1 12 เดือน 9 เดือน 12 เดือน 3 เดือน
LiveJE-2 2ปี6เดอืน 12เดือน - -
Chimeric JE-1 12 เดือน 9 เดือน 12-24 เดอื น 12 เดือน
ChimericJE-2 2ปี6เดอื น 1ปี9เดอื น - -
HPV1 11 ปี 9 ปี 6 เดือน 5 เดือน (2 สายพันธุ์) 6 เดือน (4 สายพันธุ์)
HPV2 ห่างจากเข็ม - - - แรก6เดอืน
72
หมวดเนื้อหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
วัคซีน และโด๊สที่ให้
อํายุ ที่แนะนําให้
อํายนุ อ้ ยทสี่ ดุ ของโด๊สนี้
ระยะห่ํางที่แนะนํา กับโด๊สถัดไป
ระยะห่ํางที่น้อยที่สุด ของโด๊สถัดไป
Rota1
2 เดือน
6 สัปดาห์
2 เดือน
4 สัปดาห์
Rota2
4 เดือน
10 สัปดาห์
2 เดือน
4 สัปดาห์
Rota 3 (เฉพาะ RV 5)
6 เดือน
14 สัปดาห์
-
-
DTP-HB-Hib 1
2 เดือน
6 สัปดาห์
2 เดือน
4 สัปดาห์
DTP-HB-Hib 2
4 เดือน
10 สัปดาห์
2 เดือน
4 สัปดาห์
DTP-HB-Hib 3
6 เดือน
14 สัปดาห์
12 เดือน
6 เดือน
DTP-HB-Hib 4 (Booster)
13-24เดอืน
12 เดือน
-
-
Influenza
≥ 6 เดือน
6 เดือน
ปีละ 1 ครงั้
4 สัปดาห์
หมายเหตุ
1. ถ้าใช้ IPV เพยี ง 1 โด๊ส ให้เร่มิ ท่ีอายุ 4 เดือน
2. Rota โด๊สแรกควรให้อายุไม่เกิน 15 สัปดาห์ และโด๊สสุดท้ายอายุไม่เกิน 8 เดือน
นอกเหนอื จากการใหว้ คั ซนี แกเ่ ดก็ ทไ่ี ดร้ บั วคั ซนี ลา่ ชา้ แลว้ เดก็ ทกุ คนทเ่ี รม่ิ เขา้ เรยี นชนั้ ประถมปที ่ี 1 จะตอ้ ง ได้รับการตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนของเด็กในอดีต เพ่ือให้วัคซีนแก่เด็กท่ีได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ โดยตรวจสอบประวัตจิากผู้ปกครองจากสมุดบันทึกสุขภาพของแม่และเด็กหรือจากบันทึกการให้บรกิารวัคซีน ถ้าไม่มปีระวัติหรอืประวัตไิม่แน่ชัดให้ถอืว่าเด็กไม่เคยรับวัคซนีมาก่อนและให้พจิารณาให้วัคซนีเพ่ิมดังตารางท่ี 2.8-2.11
หมวดเนื้อหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
73
ตารางที่ 2.8 กาํา หนดการใหว้ คั ซนี HB ในนกั เรยี นชนั้ ป.1 ตามประวตั กิ ารไดร้ บั วคั ซนี กอ่ นเขา้ เรยี น
ประวัติกํารได้รับวัคซีน HB/DTP-HB
กํารให้วัคซีน HB ในนักเรียนชั้น ป.1
ไม่เคยได้รับ
ให้ HB 2 เข็ม เม่ือเข้าเรียนชนั้ ป.1 ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน แล้วให้ HB เม่อื เข้าเรียนชั้น ป.2 อกี 1 เข็ม (เข็มท่ี 3 ห่างจากเข็มท่ี 2 อย่างน้อย 6 เดอื น)
ได้ 1 เข็ม
ให้ HB 1 เข็ม เม่ือเข้าเรียนชนั้ ป.1 แล้วให้ HB เม่อื เข้าเรียน ชั้น ป. 2 อกี 1 เข็ม (เข็มท่ี 3 ห่างจากเข็มท่ี 2 อย่างน้อย
6 เดือน)
ได้ 2 เข็ม
ให้ HB 1 เข็ม (ห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 6 เดอื น)
ได้ 3 เข็ม
ไม่ต้องให้
ตารางที่ 2.9 กาํา หนดการใหว้ คั ซนี dT ในนกั เรยี นชนั้ ป.1 ตามประวตั กิ ารไดร้ บั วคั ซนี DTP-HB / DTP ก่อนเข้าเรียน
ประวัติกํารได้รับวัคซีนที่มีส่วนประกอบ ของคอตีบ-บําดทะยัก (DTP-HB, DTP)
กํารให้วัคซีน dT ในนักเรียนชั้น ป.1
เคยได้รับ DTP-HB / DTP มาครบ 5 เข็ม
ไม่ต้องให้
ไม่เคยได้รับ DTP-HB / DTP มาก่อน
ให้ dT 2 เข็ม เม่ือเข้าเรียนชนั้ ป.1 ห่างกัน อย่างน้อย 1 เดอื น แล้วให้ dT เม่อื เข้าเรยี น ชั้น ป.2 อกี 1 เข็ม (เข็มท่ี 3 ห่างจากเข็มท่ี 2 อย่างน้อย 6 เดอื น)
เคยได้รับวัคซีน DTP-HB / DTP มาแล้ว 1 เข็ม
ให้ dT 1 เข็ม เม่ือเข้าเรียนชนั้ ป.1 แล้วให้ dT เม่ือเข้าเรียนชนั้ ป. 2 อีก 1 เข็ม (เข็มท่ี 3 ห่างจากเข็มท่ี 2 อย่างน้อย 6 เดอื น)
เคยได้รับ DTP-HB / DTP มาแล้ว 2, 3 หรอื 4 เข็ม
ให้ dT เม่อื เข้าเรียนชั้น ป.1 อกี 1 เข็ม
74
หมวดเนื้อหาที่ 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพื้นฐาน
ตารางท่ี 2.10 กาํา หนดการใหว้ คั ซนี OPV/ IPV ในนกั เรยี นชนั้ ป.1 ตามประวตั กิ ารไดร้ บั วคั ซนี โปลโิ อ ก่อนเข้าเรียน
ประวัติกํารได้รับวัคซีนโปลิโอ*
กํารให้วัคซีน OPV
กํารให้วัคซีน IPV ในนักเรียนชั้น ป.1
ได้รับครบ 5 ครั้ง
ไม่ต้องให้
ให้วัคซีน IPV 1 เข็ม พร้อม OPV ในกรณี ต่อไปนี้
1. เด็กท่ีได้รับวัคซนี tOPV **
น้อยกว่า 3 ครงั้ และไม่เคยได้รับ IPV 2. เคยได้รับ IPV 1 ครงั้
เม่ืออายุน้อยกว่า 4 เดอื น (วัคซีน tOPV** มใี ห้บริการ ถึงวันท่ี 22 เม.ย. 2559 หลังจากนั้น เปล่ยี นเป็น bOPV***
ไม่เคยได้รับ
ให้ 3 ครงั้ ระยะห่าง 0, 1, 6 เดือน
ได้รับ 1 ครงั้
ให้ 2 ครงั้
ระยะห่าง 0, 6 เดอื น
ได้รับ 2, 3, 4 ครั้ง
ให้ 1 ครงั้
* ในกรณที ่ีได้รับวัคซีน OPV พร้อม IPV ให้นับรวมเป็น 1 ครงั้
** tOPV = Trivalent OPV เป็นวัคซนี โปลิโอชนดิรับประทาน
ประกอบด้วย ทัยป์ 1, 2 และ 3 ปัจจุบันยกเลิกการใช้แล้ว
*** bOPV = Bivalent OPV เป็นวัคซนี โปลิโอชนดิ รับประทาน ประกอบด้วย ทัยป์ 1 และ 3
ตารางท่ี 2.11 กําาหนดการให้วัคซีน MMR/ MR ในนักเรียนชั้น ป.1 ตามประวัติการได้รับวัคซีน ก่อนเข้าเรียน
หมายเหตุ: แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข แนะนาว่าถ้าได้ Inactivated JE มาแล้ว 3 โด๊ส แล้วไม่ต้องฉดี กระตุ้นอีก
ประวัติกํารได้รับวัคซีน MMR / MR
กํารให้วัคซีน MMR/ MR ในนักเรียนชั้น ป.1
ไม่เคยได้รับ
ให้ 1 เข็ม
ได้ 1 เข็ม
ให้ 1 เข็ม (ห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 1 เดือน)
ได้ 2 เข็ม
ไม่ต้องให้
หมวดเน้ือหาที่ 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพื้นฐาน
75
6. กําาหนดการให้วัคซีนแก่ผู้ใหญ่
กระทรวงสาธารณสขุ ไดเ้ ลง็ เหน็ ความสา คญั ของการปอ้ งกนั โรคทส่ี า คญั ในผใู้ หญ่ จงึ กา หนดใหส้ รา้ งเสรมิ ภูมิคุ้มกันโรคแก่ผู้ใหญ่ โดยให้เร่ิมใช้วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก ทดแทนวัคซีนบาดทะยักทุกกรณี เพ่ือกระตุ้น ภมู คิ ้มุ กนั โรคคอตบี ให้วคั ซนี คอตบี -บาดทะยกั แก่หญงิ ตงั้ ครรภ์และให้เขม็ กระต้นุ แก่ผ้ใู หญ่ทกุ 10 ปี ให้นา วคั ซนี ไข้หวัดใหญ่มาให้บรกิารในผู้ท่ีมคีวามเส่ียงจะเกดิอาการรุนแรงหากป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่รวมถงึแนะนาให้นา วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-หัดเยอรมัน (MR) มาให้บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเพ่ือป้องกัน การติดเช้ือในสถานพยาบาล โดยมีรายละเอียดการให้วัคซีนในผู้ใหญ่ รายละเอียดดังตารางท่ี 2.12-2.13
ตารางที่ 2.12 วัคซีนสําาหรับผู้ใหญ่ที่ให้บริการในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทย
กลุ่มเป้ําหมําย
วัคซีนที่ให้
จํานวนเข็มที่ต้องให้/ ข้อแนะนํา
1. หญิงมีครรภ์
dT
รายละเอียดตามตารางที่ 2.13
Influenza
1 ครั้ง ในทุกการตั้งครรภ์
ให้รับวัคซนี ไข้หวัดใหญ่เม่ืออายุครรภ์ครบ 4 เดอื น โดยอาจเป็น
สายพันธุ์เหนอื หรือใต้ กรณีหญิงตงั้ครรภ์เคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ระบาด
(Monovalent pandemic influenza vaccine) มาก่อนแล้ว ยังคงต้อง ได้รับวัคซนี ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Seasonal influenza vaccine) เน่ืองจากวัคซนีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ระบาดสามารถป้องกันการ เจ็บป่วยจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ระบาดเท่านนั้
2. บุคลากร ทางการแพทย์
MR
1 ครั้ง
ให้แก่บุคลากรท่ีสัมผัสผู้ป่วย รวมถึงนักศึกษาสาขาวิชาแพทย์
และสาธารณสุข
Influenza
1 ครั้ง (ทุกปี)
3. บุคคลทั่วไป
dT
1 ครงั้ เมอ่ื อายคุ รบ 20, 30, 40, 50, 60, 70, 80, 90 และ 100 ปี หากไม่เคย หรือเคยได้รับวัคซีนท่มี ีส่วนประกอบของคอตบี ไม่ครบ
3 ครั้ง ให้วัคซนี dT จานวน 3 ครงั้ ห่างกัน 0, 1, 6 เดอื น จากนนั้ นัดรับวัคซนี เข็มกระตุ้นทุก 10 ปี
76
หมวดเนื้อหาท่ี 2: โรคติดต่อท่ีป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพื้นฐาน
ตารางที่ 2.13 กําาหนดการให้วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก (dT) ในหญิงมีครรภ์
ประวัติกํารให้วัคซีนที่มีส่วนประกอบของวัคซีนบําดทะยัก (DTP-HB, DTP, DTP-HB-Hib, dT, Tdap, TT)
จํานวนครั้ง ที่ต้องให้
ระยะห่ํางระหว่ํางเข็มที่เริ่มฉีด ในช่วงตั้งครรภ์
ไม่เคยได้รับ หรอื ไม่ทราบ หรอื ไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซนี หรือไม่*
3
ฉีดเข็มท่ี 1 เม่อื มาฝากครรภ์ ทันที และฉีดเข็มท่ี 2 ห่างจาก เข็มท่ี 1 อย่างน้อย 1 เดอื น และ ฉีดเข็มท่ี 3 ห่างจากเข็มท่ี 2 อย่างน้อย 6 เดอื น จากนนั้ ให้ กระตุ้นทุก 10 ปี
เคยได้รับมาแล้ว 1 เข็มไม่ว่าจะนานเท่าใด
2
ฉีดเข็มแรกห่างจากเข็มล่าสุด อย่างน้อย 1 เดอื น และฉดี เข็ม ถัดไปห่างกันอย่างน้อย 6 เดอื น จากนั้นให้กระตุ้นทุก 10 ปี
เคยได้รับมาแล้ว 2 เข็ม ไม่ว่าจะนานเท่าใด
1
ฉีดห่างจากเข็มล่าสุด อย่าง น้อย 6 เดอื น จากนั้นให้กระตุ้น ทุก 10 ปี
เคยได้รับมาแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม และเข็มสุดท้าย นานกว่า 10 ปี
1
ฉีดเม่ือมาฝากครรภ์ทันที จากนั้นให้กระตุ้นทุก 10 ปี
เคยได้รับมาแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม และเข็มสุดท้าย น้อยกว่า 10 ปี
0
ไม่ต้องฉดีในระหว่างตั้งครรภ์ ครั้งนี้
เคยไดร้ บั มาแลว้ แตจ่ า ไมไ่ ดว้ า่ เคยไดร้ บั วคั ซนี มาแลว้ กค่ี รงั้ * ให้พิจารณาว่าเคยได้รับมาแล้วอย่างน้อย 1 ครงั้
2
ฉีดเข็มแรกห่างจากเข็มล่าสุด อย่างน้อย 1 เดอื น และฉดี เข็ม ถัดไปห่างกันอย่างน้อย 6 เดอื น จากนั้นให้กระตุ้นทุก 10 ปี
หมายเหตุ: ในกรณีท่ีเคยได้รับวัคซีนท่ีมีส่วนประกอบของวัคซีนบาดทะยักมาก่อน หากให้วัคซีน dT แล้วมีอาการปวดบวมลามมากกว่าปกติเช่นบวมไปทั่วทงั้แขนยกแขนไม่ได้(Arthusreaction)แสดงว่าร่างกาย ยังมีภูมิคุ้มกันต่อเช้อื บาดทะยักอยู่ในระดับสูง ขอให้เล่ือนการฉีดวัคซีน dT ครั้งต่อไปเป็นระยะเวลา 10 ปี
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้มีการวางแนวทางปฏิบัติสาหรับผู้ปฏิบัติงาน ด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเป็นอย่างดี ดังนั้นถ้าผู้ปฏิบัติงานเกิดความตระหนัก และเห็นความสาคัญของ งานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ซ่ึงเป็นงานพ้ืนฐานแต่มีความสาคัญอย่างย่ิงต่อสุขภาพของประชากรคนไทยตั้งแต่ แรกเกิดอันจะนาไปสู่การมสีุขภาพพ้ืนฐานท่ีแข็งแรงไม่ถูกรุกรานจากโรคต่างๆท่ีสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลท่มี ีคุณภาพ ทาคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป
หมวดเนื้อหาที่ 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
77
เอกสารอ้างอิง
กลุ กญั ญา โชคไพบลู ยก์ จิ , เกษวดี ลาภพระ, จฑุ ารตั น์ เมฆมลั ลกิ า, ฐติ อิ ร นาคบญุ นา และ อจั ฉรา ตงั้ สถาพรพงษ,์ บรรณาธิการ. ตาราวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ปี 2556. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนสุนันทา; 2558.
ธนากิต. การควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น; 2542.
ประเสริฐ ทองเจรญิ , บรรณาธกิ าร. คู่มือการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ฉบับท่ี 10 (พิมพ์เพ่ิมเติม); 2545. ปิยนิตย์ธรรมาภรณ์พลิาศ,บรรณาธกิาร.คู่มือการกวาดล้างโรคโปลิโอ.กรุงเทพฯ:สานักงานกิจการโรงพิมพ์
องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศกึ ; 2548.
ศิริรัตน์ เตชะธวัช, ปนัดดา ล่ีสถาพรวงศา, ธนพัฒน์ เลาวหุตานนท์ และวรรณภา สกุลพราหม์, บรรณาธิการ.
คู่มือการบริหารจัดการวัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น ปี 2554. กรุงเทพฯ: บริษัท ศรีเมืองการพิมพ์
จากัด; 2554.
พรรณพิศ สุวรรณกูล, ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร และชุษณา สวนกระต่าย. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในประเทศไทย:
ปัจจุบันสู่อนาคต. กรุงเทพฯ: บ.ีบี. การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์; 2547. วรศักด์ิโชตเิลอศักด์ิและคณะ.วัคซีนและโรคตดิเช้ือท่ีป้องกันได้ด้วยวัคซนี.กรุงเทพฯ:ธนาเพรส;2548.
วิชัย โชคววิ ัฒน์. ปริทัศน์ โรคตดิ ต่อ. นนทบุรี: โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชนก; 2544. สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล, เกศรา อัศดามงคล, มาเรียว ริกันติ, สมชาย สันติวัฒนกุล, คณะบรรณาธิการ.
ภาวะติดเชอ้ื Molecular/ Cellular and Clinical Basis. เล่ม 1. กรุงเทพฯ: เม็ดทรายพร้ินต้ิง; 2547.
สุชีรา ฉัตรเพรดิ พราย และคณะ. วัคซีน ทางออกในการป้องกันภัยร้าย. กรุงเทพฯ:ธนาเพรส; 2550.
อังกูร เกิดพาณิช และคณะ. Update on Pediatric infectious Diseases 2008. กรุงเทพมหานคร: บริษัท รุ่งศิลป์
การพิมพ์ (1977) จากัด; 2551.
โ อ ฬ า ร พ ร ห ม า ล ขิ ติ , อ จั ฉ ร า ต งั ้ ส ถ า พ ร พ ง ษ ,์ อ ษุ า ท สิ ย า ก ร , ค ณ ะ บ ร ร ณ า ธ กิ า ร . ว คั ซ นี . ก ร งุ เ ท พ ฯ : น พ ช ยั ก า ร พ มิ พ ;์
2558.
แผนปฏิบัติงานประจาปี 2558: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน สานักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข
พิรังกูร เกิดพาณิช. ใน บทท่ี 26 วัคซีนป้องกันวัณโรค โอฬาร พรมาลิขิต, อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ และ
อุษา ทิสยากร (บรรณาธิการ), วัคซีน (พิมพ์ครั้งท่ี 2) (น. 247-266). กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเช้ือในเด็ก
แห่งประเทศไทย; 2558.
สมาคมโรคตดิ เช้ือในเด็กแห่งประเทศไทย. ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกติ แนะนาโดยสมาคมโรคติดเช้ือเด็ก
แห่งประเทศไทย 2560 [แผ่นพับ].กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเช้ือในเด็กแห่งประเทศไทย; 2560.
The Carter center International Task Force for Disease eradication-Terms Defined [homepage on the Internet]. [updated 2009 Sep.7]. Available from: http:// www.cartercenter.org/health/itfde/program_
denition.html.
WHO. [homepage on the Internet]. Report on infectious diseases eradication and elimination initiatives.
[updated 2009 Sep.7]. Available from: http://www.who.int/infectious-disease-report/pages/ch6init. html.
78
หมวดเน้ือหาที่ 2: โรคติดต่อท่ีป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพื้นฐาน
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
79
แบบทดสอบความรู้หลังการอบรม
ข้อ
คําถําม
คําตอบ
1.
โรคท่ีสามารถกวาดล้างได้แล้วคอื
ก. วัณโรค
ข. บาดทะยัก ค. โรคไข้ทรพษิ ง. โรคโปลิโอ
2.
เช้ือโรคท่ีสามารถคงอยู่ใน สภาพแวดล้อมได้นาน คอื
ก. เช้ือ Mycobacterium Tuberculosis ข. เช้ือ Corynebacterium diphtheriae ค. เช้ือ Clostridium tetani
ง. เช้ือ Polio virus
3.
โรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อได้โดย
ก. ใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า
ข. การสัมผัสกับเลอื ด สารคัดหลั่งของผู้ป่วยผ่านทาง
บาดแผล
ค. จากการรับประทานอาหารร่วมกัน ง. ทางการหายใจ ไอ จามในระยะ 3 ฟุต
4.
โรคใดไม่ตดิต่อโดยตรงจากคนไปสู่คน
ก. วัณโรค บาดทะยัก
ข. โปลิโอ หัด
ค. ไข้สมองอักเสบเจอี บาดทะยัก ง. คอตีบ หัด
5.
วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูมควรเร่มิให้ในอายุเท่าใด จึงจะเกิดภูมิคุ้มกันท่ดีี
ก. 9 เดือน ข. 10 เดือน ค.11เดอืน ง.12เดอืน
6.
หญิงมีครรภ์ ถ้าเคยได้รับวัคซนี dT มา แล้ว 1 เข็ม จะต้องให้วัคซนี dT อย่างไร
ก. ให้ อกี 1 เข็มเพ่ือกระตุ้น
ข. ให้เพ่ิมอีก 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มล่าสุด 1 เดอื น ค. ให้เพ่ิมอีก 2 เข็ม ระยะห่าง 0, 6 โดยห่างจาก
เข็มล่าสุด 6 เดอื น
ง. ให้ 3 เข็ม ระยะห่าง 0, 1, 6 เดอื น
7.
ระยะห่างท่ีน้อยท่สีุดของการให้วัคซนี DTP1 และ DTP2 คอื
ก. 1 สัปดาห์ ข. 2 สัปดาห์ ค. 3 สัปดาห์ ง. 4 สัปดาห์
80
หมวดเนื้อหาที่ 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
ข้อ
คําถําม
คําตอบ
8.
เด็กแรกเกิดทุกคนท่ปีกติควรได้รับ วัคซีนชนดิใดเป็นอันดับแรก
ก. บีซีจี และตับอักเสบบี
ข. หัด หัดเยอรมัน คางทูม ค. คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ง. ไข้สมองอักเสบเจอี
9.
วัคซีนชนดิ ใด ท่ีเป็นวัคซีนเช้อื เป็น อ่อนฤทธ์ิ
ก.โปลิโอชนดิรับประทาน ข. ตับอักเสบบี
ค. คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ง.โปลิโอชนดิฉีด
10.
กรณีเด็กอายุ 1-6 ปีท่พี ลาดการรับ วัคซีนในช่วงอายุ 1 ปีแรก จะต้องให้ วัคซีน อะไรบ้างเม่อื พบครั้งแรก
ก. บีซีจี
ข. MMR
ค. DTP,OPV , HB ง. ถูกทุกข้อ
หมวดเน้ือหาท่ี 2: โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนพ้ืนฐาน
81
ประมาณ3การวัคซีน เพ่ือให้บริการ
หลักสูตรเชิงปฏิบัติการสําาหรับเจ้าหน้าท่ีสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ปี 2561
83
แผนการส3อนหมวดเนื้อหาที่ ประมําณกํารวัคซีนเพื่อให้บริกําร
วัตถุประสงค์
เม่ือสิ้นสุดการเรยี นการสอน ผู้เรียนจะสามารถ 1.ประมาณการวัคซนีท่ีจะใช้ในกลุ่มประชากรเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง 2.คานวณปรมิาณวัคซีนท่ีต้องการเบกิสาหรับแต่ละกลุ่มประชากรเป้าหมายและคานวณอัตราสูญเสีย
วัคซีนแต่ละชนดิได้
3. กรอกใบเบิกวัคซนี (แบบ ว.3/1) ได้ครบถ้วนและถูกต้อง
4. ตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้อง และความสอดคล้องของใบเบิกวัคซีน (แบบ ว. 3/1) ได้ 5. เข้าใจระบบการเบกิ -จ่ายวัคซีน ผ่านระบบ VMI (Vendor Managed Inventory) 6.จัดทาทะเบียนรับ-จ่ายวัคซนีได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง
กิจกรรมกํารสอน
1. บรรยายเน้ือหาตามวัตถุประสงค์
2. ฝึกปฏิบัติการคานวณและตรวจสอบในแบบเบิกวัคซนี (ว.3/1)และการจัดทาทะเบียนรับ-จ่ายวัคซีน 3. สาธิต หรอื แสดง: โปรแกรม Excel สาหรับแบบ ว.3/1 ระบบ VMI ขององค์การเภสัชกรรม
สื่อกํารสอน
1. เอกสารประกอบการบรรยาย (Hand out power point ท่ีใช้บรรยาย)
2. ใบงาน โจทย์ (แบบ ว. 3/1) ในการคา นวณ และตรวจสอบการเบกิ และรายงานการใชว้ คั ซนี พรอ้ มเฉลย
3. ใบงาน แบบฝึกหัดการกรอกรายละเอียดในทะเบียนเบิก-จ่ายวัคซีน และใบเฉลย/สรุปความรู้จาก
แบบฝกึ หดั
กํารประเมินผล
1. แบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม 2.การมีส่วนร่วมในกจิกรรมระหว่างเรียน
เรื่อง
ประมาณการวัคซนีเพ่ือให้บริการ
ผู้เรียน
เภสัชกร/ เจ้าหน้าท่สี าธารณสุข/ ผู้ให้บริการวัคซีนทุกระดับ
กําหนดกํารสอน
1.5 ช่ัวโมง
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพื่อให้บริการ
85
แบบทดสอบความรู้ก่อนการอบรม
ข้อ
คําถําม
คําตอบ
1.
ประโยชน์ของประมาณการวัคซนี คือข้อใด
ก. การเตรียมวัคซีนให้เพียงพอ ข.หลังให้บรกิารมีวัคซีนคงเหลือไม่มากเกินไป ค. เพ่ือลดอัตราสูญเสียของวัคซนี
ง. ถูกทุกข้อ
2.
ข้อใดคือกลุ่มเป้าหมายทงั้หมด ในประมาณการวัคซนี
ก. เด็กก่อนวัยเรียน หญิงมีครรภ์ และเด็กต่างชาติ ท่ีอาศัยอยู่ในประเทศไทย
ข. เด็กก่อนวัยเรียน นักเรยี น ป.1 นักเรียนหญงิ ป.5 นักเรียน ป.6 และเด็กต่างชาตทิ ี่อาศัยอยู่ใน ประเทศไทย
ค. เด็กก่อนวัยเรียน นักเรยี น ป.1 นักเรียนหญงิ ป.5 และ นักเรียน ป. 6 หญงิ มีครรภ์ทงั้ ชาวไทยและ ชาวต่างชาติท่อีาศัยอยู่ในประเทศไทย
ง. เด็กก่อนวัยเรียน เด็กนักเรยี น ป.1 นักเรียน ป.6 และหญงิ มีครรภ์
3.
ข้อใดไม่ใช่แหล่งข้อมูลเพ่อืการหาจานวน เป้าหมายเด็กก่อนวัยเรยีน
ก. ฐานข้อมูลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีบันทึกข้อมูล การให้บรกิาร
ข. ทะเบียนติดตามการได้รับวัคซีนของกลุ่มเป้าหมาย (แบบ 0119 รบ. 1ก/3)
ค. บัตรบันทึกการให้วัคซีน (0119 รบ.1ต.)
ง. สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (สมุดสีชมพู)
4.
ปัจจัยข้อใดท่มีีผลต่ออัตราสูญเสยี ของวัคซีน
ก. จานวนผู้มารับบริการ
ข. เทคนิคการผสมและดูดวัคซีนเข้ากระบอกฉดี ค. ขนาดบรรจุโด๊สต่อขวด
ง. ถูกทุกข้อ
5.
ข้อใดถูกต้องท่สีุดเก่ียวกับอัตราสูญเสยี ของวัคซีนแต่ละชนดิ
ก. กลุ่มเด็กแรกเกดิ BCG และ HB อัตราสูญเสีย เท่ากับร้อยละ 50
ข. กลุ่มเด็กอายุ 2 เดือน ถึง 5 ปี อัตราสูญเสยี เท่ากับร้อยละ 25
ค. กลุ่มเด็กนักเรียน อัตราสูญเสยี เท่ากับ ร้อยละ 10 ง. วัคซีน OPV อัตราการสูญเสยี เท่ากับ ร้อยละ 30
86
หมวดเน้ือหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพื่อให้บริการ
ข้อ
คําถําม
คําตอบ
6.
การคา นวณจา นวนวคั ซนี ทต่ี อ้ งการเบกิ ข้อใดถูกต้อง
ก.จานวนเป้าหมายคูณกับอัตราสูญเสยีของแต่ละ ชนิดวัคซนี
ข.จานวนเป้าหมายคูณกับตัวคูณการสูญเสยีลบด้วย วัคซีนท่เีหลือจากการบริการครั้งท่ีผ่านมา
ค.ปริมาณวัคซนีท่ีให้บริการในเดือนท่ีผ่านมา
ง. ค่าเฉล่ียของการให้บริการวัคซีนใน 6 เดือนท่ีผ่านมา
7.
การกรอกใบเบกิวัคซีนต้องกรอกข้อมูล ใดบ้าง
ก. จานวนเป้าหมาย จานวนวัคซนี ท่ีต้องการใช้ จานวนยอดคงเหลอื ยกมา และจานวนท่ขี อเบิก
ข. จานวนผู้มารับบริการ และวัคซีนท่ีเปิดใช้ในเดือน ท่ีผ่านมา
ค.อัตราสูญเสยีของวัคซีนท่ีเกิดข้ึนจริง ง. ถูกทุกข้อ
8.
ความหมายของ “จา นวนวคั ซนี ทเ่ี ปดิ ใช”้ คือข้อใด
ก. วัคซีนท่เี ปิดให้บริการ วัคซีนท่ีตกแตก วัคซนี ท่ี หมดอายุ และวัคซนี ท่ีเส่ือมสภาพ
ข.วัคซีนท่เีปิดให้บริการและวัคซนีท่ีตกแตกขณะให้ บริการ
ค. วัคซีนท่เีปิดให้บริการ วัคซีนท่ีหมดอายุ และวัคซนี ท่ีเส่ือมสภาพ
ง. เฉพาะวัคซีนท่ีเปิดให้บริการเท่านั้น
9.
หลักในการเปิดใช้วัคซนีคือข้อใด
ก. เปิดวัคซีนใช้ตามความสะดวกของผู้ใช้ ข.วัคซีนท่รีับมาก่อนต้องใช้ก่อน ค.วัคซีนท่รีับท่ีหลังต้องใช้ก่อน ง.วัคซีนท่จีะหมดอายุก่อนต้องใช้ก่อน
10.
ข้อใดคือข้อมูลท่สีาคัญของทะเบียน รับ–จ่ายวัคซนี
ก. ช่ือวัคซีน วัน/เดือน/ปีรับ-จ่าย ระบุสถานท่รี ับ-จ่าย จานวนรับ จานวนจ่าย จานวนคงเหลอื และวันหมดอายุ (Exp. Date)
ข. รุ่นการผลิต (Lot No.)
ค. บริษัทผู้ผลิตวัคซีน และนาเข้ามาจาหน่าย ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
หมวดเน้ือหาท่ี 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
87
88
หลักสูตรเชิงปฏิบัติการสําาหรับเจ้าหน้าท่ีสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ปี 2561
หม3วดเนื้อหาที่ ประมําณกํารวัคซีนเพื่อให้บริกําร
สาระสังเขป
ประมาณการวัคซีน หมายถึง การประมาณจานวนวัคซีนให้เพียงพอสาหรับกลุ่มเป้าหมายในและนอก พ้ืนท่ีท่ีมารับบริการ โดยหน่วยบริการทุกระดับต้องมีประมาณการวัคซีนเดือนละครั้ง เพ่ือการจัดเตรียมวัคซีน ให้เหมาะสมแก่การให้บริการ ถ้าประมาณวัคซีนรายเดือนมากเกินไป จะส่งผลให้มีวัคซีนคงค้างท่ีหน่วยบริการ หากหน่วยบริการมีระบบลูกโซ่ความเย็นไม่ดี จะทาให้วัคซีนเส่ือมคุณภาพ ในขณะเดียวกันถ้าประมาณวัคซีน น้อยกว่าจานวนผู้มารับบรกิ าร จะทาให้มีวัคซีนไม่เพียงพอ
ในการประมาณวัคซีนนั้นจะต้องคานึงถึงกลุ่มเป้าหมาย (เด็ก หญิงมีครรภ์ และกลุ่มผู้ใหญ่) และอัตรา สูญเสียของวัคซีนแต่ละชนิดด้วย ซ่ึงจานวนกลุ่มเป้าหมายในการให้บริการของหน่วยบริการท่ีจะนามาคานวณ ปริมาณวัคซนี ท่ีต้องการใช้ในแต่ละเดือน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ดังนี้
§จานวนเป้าหมายท่นีัดหมายมารับวัคซนี §จานวนกลุ่มเป้าหมายนอกพ้นืท่ีท่ีไม่ได้นัดแต่มาขอรับวัคซนี §จานวนกลุ่มเป้าหมายท่ไีม่ได้มาตามนัดเม่ือครั้งก่อน
สาหรับอัตราสูญเสียวัคซีนแต่ละชนิดข้ึนอยู่กับหลายองค์ประกอบ ได้แก่ จานวนกลุ่มเป้าหมายท่ีมา รบั บรกิ ารในแตล่ ะครงั้ ของการใหบ้ รกิ าร ขนาดบรรจขุ องวคั ซนี วคั ซนี ทบ่ี รรจหุ ลายโดส๊ ตอ่ ขวดจะมโี อกาสสญู เสยี ได้มากเทคนคิการเตรียมวัคซีนให้ได้ครบตามจานวนโด๊สท่ีบรรจุต่อขวดซ่ึงได้มีการกาหนดอัตราสูญเสียวัคซีน แต่ละชนิดไว้แล้ว เพ่อื ประมาณการใช้วัคซีนได้อย่างเพียงพอ ดังน้ี
หมวดเน้ือหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
89
1. ในเด็กก่อนวัยเรียน หญิงมีครรภ์ และกลุ่มผู้ใหญ่
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 1 โด๊ส มอี ัตราสูญเสยี เท่ากับร้อยละ 1
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 2 โด๊ส มอี ัตราสูญเสียเท่ากับร้อยละ 10
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 4 โด๊ส มอี ัตราสูญเสียเท่ากับร้อยละ 20
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 10-20 โด๊ส มีอัตราสูญเสียเท่ากับร้อยละ 25 ยกเว้น วัคซีน BCG ในเด็กแรกเกิด กาหนดให้มีอัตราสูญเสียเท่ากับร้อยละ 50
2. ในเด็กนักเรียน ป.1 ป.5 และ ป.6
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 1 โด๊ส มอี ัตราสูญเสยี เท่ากับร้อยละ 1
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 2-20 โด๊ส มีอัตราสูญเสียเท่ากับร้อยละ 10
ก า ร ค า น ว ณ ห า จ า น ว น ว คั ซ นี ท ต่ ี ้ อ ง ก า ร ใ ช ้ ข อ ง ห น ่ ว ย บ ร กิ า ร ใ น แ ต ่ ล ะ ร อ บ ก า ร เ บ กิ ม ปี จั จ ยั ท เ่ ี ก ย่ ี ว ข ้ อ ง ไ ด ้ แ ก ่ จานวนกลุ่มเป้าหมาย ตัวคูณการสูญเสียวัคซีน (WMF) ขนาดบรรจุ (โด๊สต่อขวด) โดยสามารถคานวณปริมาณ วัคซีน ท่ตี ้องการใช้ได้จากสูตรคานวณการใช้วัคซนี
หน่วยบริการต้องจัดทา ใบเบิกวัคซีน เพ่ือแจ้งประมาณการวัคซีนท่ีต้องการใช้ในเดือนถัดไปส่งให้แก่ฝ่าย เภสชั กรรม หรอื สา นกั งานสาธารณสขุ อา เภอเพอ่ื ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง และรวบรวมสง่ ใหเ้ ภสชั กรผรู้ บั ผดิ ชอบ เพ่ือท่ีคลังวัคซีนจะได้จัดเตรียมวัคซีนไว้ให้ตามใบเบิกของหน่วยบริการ นอกจากน้ีคลังวัคซีนและหน่วยบริการ ต้องจัดทาทะเบียนรับ-จ่ายวัคซีนแต่ละชนิด เพ่ือควบคุมจานวน และรายละเอียดของวัคซีน ซ่ึงจะทาให้ทราบ ถึงอัตราการจ่ายยอดคงเหลอื ช่วยให้สะดวกในการจ่ายวัคซนีตามหลักFirstExpireFirstOut(FEFO)รวมทั้ง ใช้ในการตดิ ตามวัคซีน Lot number ท่พี บผู้ป่วยมีอาการรุนแรงภายหลังได้รับวัคซนี
1. ความหมายและความสําาคัญของประมาณการวัคซีนเพื่อให้บริการ
1.1 ความหมายของประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ หมายถึง ประมาณการจานวน วัคซีนให้เพียงพอสาหรับกลุ่มเป้าหมายท่ีมารับบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคทั้งในและนอกเขตรับผิดชอบของ หน่วยบริการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อาเภอ และตาบล
1.2 ความสําาคัญของประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการโดยทั่วไปหน่วยบริการแต่ละแห่ง ต้องประมาณการวัคซีนรายเดือน เพ่ือการจัดเตรียมปริมาณวัคซีนให้เหมาะสมแก่กลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้ท่ีอาศัย อยู่ในและนอกพ้ืนท่ีรับผิดชอบ ซ่ึงเม่ือให้บริการแล้วจะมีวัคซีนคงเหลือไม่มากเกินไป (วัคซีนคงเหลือต้องมีจานวน น้อยกว่าจานวนเป้าหมายวัคซีนท่ีใช้ใน 1 เดือน) ถ้าประมาณการวัคซีนรายเดือนมากเกินไป จะส่งผลให้มีวัคซีน คงค้างท่ีหน่วยบริการมาก และหากระบบลูกโซ่ความเย็นของหน่วยบริการไม่ดีจะทาให้วัคซีนเส่ือมคุณภาพ ในขณะเดียวกันถ้าประมาณการใช้วัคซีนรายเดือนน้อยกว่าจานวนผู้มารับบริการ จะมีวัคซีนไม่เพียงพอในการ ให้บริการ
90
หมวดเน้ือหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
2. กลุ่มเป้าหมายในประมาณการวัคซีน
2.1 กลุ่มเป้าหมายในการให้บริการวัคซีน
2.1.1 กลุ่มเป้าหมายเด็กหมายถึงกลุ่มเด็กแรกเกิดกลุ่มเด็กอายุ2เดือน,4เดือน,6เดือน และ 9 เดือน กลุ่มเด็กอายุ 1 ปี, 1 ปี 6 เดือน, 2 ปี 6 เดือน และอายุ 4 ปี กลุ่มเด็กนักเรียน ป.1,ป.5(หญงิ)และป.6รวมทงั้เด็กท่ีตดิตามพ่อแม่ผู้ปกครองมาอยู่ในพน้ืท่ีและแรงงาน ต่างชาติ
2.1.2 กลุ่มเป้าหมายหญิงมีครรภ์ หมายถึง หญิงมีครรภ์ทุกราย ซ่ึงต้องได้รับวัคซีนตาม กาหนดการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข
2.1.3 กลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่ หมายถึง ประชาชนกลุ่มเส่ียงท่ีควรได้รับวัคซีนตามแผนงาน สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข
2.2 การหาจาํา นวนกลมุ่ เปา้ หมาย ในการให้บรกิ ารของหน่วยบรกิ าร เพอ่ื ใช้คา นวณปรมิ าณวคั ซนี ท่ีต้องการใช้ในแต่ละเดือน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ดังนี้
2.2.1 จําานวนเป้าหมายที่นัดหมายมารับวัคซีน สามารถหาได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น
§โปรแกรมคอมพวิเตอร์ท่ีบันทึกข้อมูลการให้บริการ §บัญชีรายช่ือกลุ่มเป้าหมายท่นีัดหมายทั้งในพ้ืนท่ีและนอกพ้ืนท่ีรับผิดชอบ
§ ทะเบียนติดตามการได้รับวัคซนี ของกลุ่มเป้าหมาย (แบบ 0119 รบ 1 ก/3) §บัญชีรายช่ือเด็กนักเรยีนท่ีต้องได้รับวัคซีนสร้างเสรมิภูมิคุ้มกันโรคในโรงเรียน
ทั้งนี้หน่วยบริการต้องบันทึกการนัดหมายทุกรายอย่างสมบูรณ์ จึงจะทาให้ประมาณ การกลุ่มเป้าหมายมีความครบถ้วน
2.2.2 จําานวนเป้าหมายนอกพ้ืนท่ีที่ไม่ได้นัดแต่มาขอรับวัคซีน สามารถประมาณโดยหา ค่าเฉล่ีย ในการให้บริการท่ีผ่านมาอย่างน้อย 3 เดือน
2.2.3 จาํา นวนเปา้ หมายที่ไม่ไดม้ าตามนดั เมอื่ ครงั้ กอ่ นจะตอ้ งเลอ่ื นนดั มารวมเปน็ เปา้ หมายใน การให้บรกิารในเดือนน้ีด้วย
นอกจากการคาดประมาณจานวนกลุ่มเป้าหมายแล้ว ในประมาณการใช้วัคซีนยังต้อง คานึงถึงอัตราสูญเสียวัคซีน เน่ืองจากวัคซีนท่ีใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีขนาดบรรจุขวดละ หลายโด๊ส ในการเปิดใช้แต่ละครั้งอาจใช้ไม่หมดขวด
3. อัตราสูญเสียวัคซีนแต่ละชนิด
อตั ราสญู เสยี วคั ซนี (Wastage rate: WR) หมายถงึ รอ้ ยละของวคั ซนี ทส่ี ญู เสยี ไปเมอ่ื มกี ารใหบ้ รกิ ารวคั ซนี แต่ละชนิดแก่กลุ่มเป้าหมาย ซ่งึ ปัจจัยท่เี ก่ียวข้องกับการสูญเสียวัคซีน มีดังนี้
§จานวนกลุ่มเป้าหมายท่มีารับบริการในแต่ละครั้ง
§ขนาดบรรจุของวัคซนี วัคซนีท่ีบรรจุหลายโด๊สต่อขวดจะมีโอกาสสูญเสียได้มาก §เทคนิคของเจ้าหน้าท่ใีนการเตรียมวัคซีนให้ได้ครบตามจานวนโด๊สท่ีบรรจุต่อขวด § วัคซีนท่ตี กแตก หรือหมดอายุ
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
91
ดงั นนั้ ในทกุ ๆ ครงั้ ของการใหบ้ รกิ ารวคั ซนี ผปู้ ฏบิ ตั งิ านตอ้ งทราบอตั ราสญู เสยี ของวคั ซนี แตล่ ะชนดิ สา หรบั ประเทศไทยกาหนดไว้ดังตารางท่ี 3.1-3.3
กํารกําหนดอัตรําสูญเสียวัคซีนแต่ละชนิด
อัตราสูญเสียของวัคซีนในเด็กก่อนวัยเรียน หญิงมีครรภ์ และกลุ่มผู้ใหญ่
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 1 โด๊ส มอี ัตราสูญเสยี เท่ากับ ร้อยละ 1
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 2 โด๊ส มอี ัตราสูญเสียเท่ากับ ร้อยละ 10
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 4 โด๊ส มอี ัตราสูญเสียเท่ากับ ร้อยละ 20
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 10-20 โด๊ส มีอัตราสูญเสียเท่ากับ ร้อยละ 25
ยกเว้น วัคซีน BCG ในเด็กแรกเกิด กาหนดให้มีอัตราสูญเสียเท่ากับ ร้อยละ 50 อัตราสูญเสียของวัคซีนในเด็กนักเรียน ป.1, ป.5 และ ป.6
§ วัคซีนท่มี ีขนาดบรรจุ 1 โด๊ส มอี ัตราสูญเสยี เท่ากับร้อยละ 1
§ วัคซีนท่ีมีขนาดบรรจุ 2-20 โด๊ส มีอัตราสูญเสียเท่ากับร้อยละ 10 เพราะเป็นการให้บริการเป็น
กลุ่มใหญ่
ตารางที่ 3.1 อัตราสูญเสียวัคซีน (WR) ตัวคูณการสูญเสียวัคซีน (WMF) และขนาดขวดบรรจุใน กลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน
รํายกําร
เด็กก่อนวัยเรียน
BCG
HB
OPV
DTP-HB
IPV
Rota
MMR
LA-JE
ขนาดบรรจุ (โด๊ส/ขวด)
10
2
20
10
1
10
1
1
1
4
อัตราสูญเสยี (%)
50
10
25
25
1
25
1
1
1
20
WMF*
2
1.11
1.33
1.33
1.01
1.33
1.01
1.01
1.01
1.25
หมายเหตุ: ในอนาคตอาจใช้ DTP-HB-Hib ทดแทน DTP-HB ซ่ึงมีอัตราสูญเสียเช่นเดียวกัน
ตารางที่ 3.2 อัตราสูญเสียวัคซีน (WR) ตัวคูณการสูญเสียวัคซีน (WMF) และขนาดขวดบรรจุ
ในกลุ่มเด็กนักเรียน
รํายกําร
ป.1
ป. 5
ป.6
BCG
HB
OPV
dT
IPV
MMR
MR
LA-JE
HPV
dT
ขนาดบรรจุ (โด๊ส/ขวด)
10
2
20
10
1
10
1
10
1
4
1
10
อัตราสูญเสยี (%)
10
10
10
10
1
10
1
10
1
10
1
10
WMF*
1.11
1.11
1.11
1.11
1.01
1.11
1.01
1.11
1.01
1.11
1.01
1.11
92
หมวดเน้ือหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพื่อให้บริการ
ตารางที่ 3.3 อัตราสูญเสียวัคซีน (WR) ตัวคูณการสูญเสียวัคซีน (WMF) และขนาดขวดบรรจุ ในกลุ่มหญิงมีครรภ์และผู้ใหญ่
รายการ
หญิงมีครรภ์
ผู้ใหญ่
dT
Influenza
dT
ขนาดบรรจุ (โด๊ส/ขวด)
10
1
4
10
อัตราสูญเสยี (%)
25
1
20
25
WMF*
1.33
1.01
1.25
1.33
* WMF หรอื Wastage multiplication factor สามารถหาได้จากสูตร 100 / (100-WR)
ตัวอย่าง วัคซีนท่มี ีอัตราสูญเสยี ร้อยละ 25 ถ้าต้องการให้วัคซีนแก่เด็ก 30 คน ต้องใช้วัคซนี ก่ีโด๊ส จานวนวัคซนี ท่ีต้องการใช้ = 30 x 100/ (100-25)
= 30 x 1.33
= 39.9 โด๊ส เท่ากับ 40 โด๊ส
4. การคําานวณการใช้วัคซีน
ก า ร ค า น ว ณ ห า จ า น ว น ว คั ซ นี ท ต่ ี ้ อ ง ก า ร ใ ช ้ ข อ ง ห น ่ ว ย บ ร กิ า ร ใ น แ ต ่ ล ะ ร อ บ ก า ร เ บ กิ ม ปี จั จ ยั ท เ่ ี ก ย่ ี ว ข ้ อ ง ไ ด ้ แ ก ่ จานวนกลุ่มเป้าหมายตัวคูณการสูญเสียวัคซนี (Wastagemultiplicationfactor:WMF)ขนาดบรรจุ(โด๊สต่อขวด) โดยมีสูตรคานวณปรมิ าณวัคซีนในการให้บริการ ดังนี้
สูตร คําานวณการใช้วัคซีน
§ จานวนประชากรกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดท่มี ารับบริการ § ตัวคูณการสูญเสยี วัคซีน (WMF)
§ จานวนโด๊สต่อขวด
§ จานวนวัคซนี ท่ีต้องการใช้
ในกรณที ี่คานวณแล้วได้ทศนยิ มให้ปัดเศษเป็น 1 ขวด
ที่มาของสูตร WMF มีดังนี้
วัคซีน 100 โด๊ส ฉดี เด็กได้ 100–WR คน
ดังนั้น ถ้ามเี ด็ก n คน ต้องเบกิ วัคซีนเท่ากับ n x 100 / (100-WR) โด๊ส
D =A x B C
แทนค่าด้วย A แทนค่าด้วย B แทนค่าด้วย C แทนค่าด้วย D
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพื่อให้บริการ
93
ตัวอย่าง การคําานวณการใช้วัคซีน
ในเดอื นมกราคม 2561 โรงพยาบาลประทบั ใจมปี ระชากรกลมุ่ เปา้ หมายเดก็ กอ่ นวยั เรยี นในพน้ื ทร่ี บั ผดิ ชอบ 80 ราย มเีด็กนอกพ้ืนท่ีมารับบริการจานวน 20 ราย ให้คานวณจานวนวัคซีน OPV ท่ีต้องการใช้
A จานวนประชากรกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
B ตัวคูณการสูญเสยี วัคซีน (WMF) ของวัคซีน OPV C จานวนโด๊สต่อขวดของวัคซนี OPV
= 80 ราย + 20 ราย = 100 ราย = 1.33
= 20
แทนค่าในสูตร
D = A x B C
= (80 + 20) x 1.33 20
= 6.65 ขวด (เศษปัดเป็น 1 ขวด) = 7 ขวด
จําานวนครั้งที่ให้บริการในแต่ละรอบการเบิกวัคซีน เป็นปัจจัยหน่ึงท่ีต้องคานึงถึง เน่ืองจากวัคซีนท่ี เปดิ ใช้ในการให้บรกิ ารจะมอี ายกุ ารใช้งาน 2 ถงึ 8 ชวั่ โมง โดยขนึ้ อย่กู บั ชนดิ ของวคั ซนี เมอ่ื เปดิ ใช้แล้วส่วนทเ่ี หลอื ต้องทาลายท้งิ ไม่สามารถนาไปใช้ได้อกี ดังนั้นหน่วยบริการท่ีเบิกวัคซีนเดือนละครั้งแต่ให้บริการมากกว่าเดือน ละครั้ง จาเป็นต้องประมาณการวัคซีนในแต่ละครั้ง แล้วนาผลแต่ละครั้งมารวมกัน ซ่ึงการคานวณเช่นนี้จะทาให้ ได้จานวนขวดของวัคซนีท่ีเบิกมากกว่าการนาเป้าหมายทงั้เดือนมาคานวณเพียงครั้งเดียว
5. การจัดทําาใบเบิกวัคซีน
5.1 ความสําาคัญของการจัดทําาใบเบิกวัคซีน
การกระจายวคั ซนี ผา่ นระบบ Vendor Managed Inventory (VMI) นนั้ สา นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพ แหง่ ชาติ (สปสช.) ไดก้ า หนดใหห้ นว่ ยบรกิ ารประจา คอื คลงั วคั ซนี ระดบั อา เภอ หรอื Contracting unit for primary care (CUP) เปน็ คลงั วคั ซนี ให้แก่หน่วยบรกิ ารปฐมภมู ใิ นเครอื ข่าย โดยองค์การเภสชั กรรมจะกระจายวคั ซนี มายงั หน่วยบรกิารประจาโดยตรงหลังจากนั้นหน่วยบริการประจาจะกระจายวัคซีนไปให้หน่วยบริการปฐมภูมิภายใน เครือข่ายต่อไปกลุ่มเป้าหมายในการเบิกวัคซีนในแผนงานสร้างเสริมภูมคิุ้มกันโรคหรือในโครงการEPIRoutine คอื กลมุ่ เดก็ อายตุ า่ กวา่ 5 ปี และหญงิ ตงั้ ครรภ์ จะมกี ารสง่ วคั ซนี เพอ่ื เตมิ เตม็ Stock โดยจดั สง่ เดอื นละ 1 ครงั้ ตาม รอบของแตล่ ะจงั หวดั และสามารถเบกิ เพม่ิ ระหวา่ งรอบไดโ้ ดยแจง้ ปรบั ขอ้ มลู ผา่ นแบบปรบั เปลย่ี นปรมิ าณการใช้ วัคซีน (FM3) เพ่ือให้ สปสช.อนุมัติ สาหรับกลุ่มเป้าหมายในการเบิกวัคซีนนักเรียน หรือในโครงการ EPI นักเรียน คือนักเรียนชนั้ ป.1,นักเรียนหญิงป.5และนักเรียนชั้นป.6โดยมีช่วงการจัดส่งและให้วัคซีนในกลุ่มนักเรียนใน ช่วงเดือนมถิุนายนถึงกันยายนของปี
ปรมิ าณวคั ซนี ทอ่ี งคก์ ารเภสชั กรรม (GPO) ซง่ึ เปน็ คลงั วคั ซนี ระดบั ประเทศจดั สง่ ผา่ นระบบ VMI ถงึ คลังวัคซีนระดับอาเภอ (CUP) ควรมีปริมาณวัคซีนท่ีไม่มาก หรือน้อยเกินกว่าความต้องการใช้จริงในแต่ละเดือน โดยพิจารณาจากข้อมูลท่แีสดงปริมาณวัคซนีของคลังวัคซีนระดับอาเภอ(CUP)ได้แก่ค่าReorderPoint(ROP) หรือจุดเตมิสินค้าคืออัตราการใช้วัคซีนแต่ละชนิดเฉล่ียต่อเดือนและค่าสูงสุด(MaximumLimit)ของปริมาณ วัคซีน ซ่งึ เท่ากับ ROP x 1.5
94
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
ในแต่ละเดือนคลังวัคซีนระดับอาเภอ (CUP) จะบันทึกยอดวัคซีนคงเหลือ (On hand) ในระบบ VMI และองค์การเภสัชกรรมจะส่งวัคซีนให้ในกรณีท่ีค่ายอดวัคซีนคงเหลือน้อยกว่า ค่า ROP โดยจัดส่งวัคซีนแบบ เติมเต็ม เท่ากับ Maximum Limit–On hand โดยปัดเศษให้เต็มกล่อง และจัดส่งให้เดือนละ 1 ครั้ง นอกจากจะมี การแจ้งเบิกวัคซนี กรณีฉุกเฉิน (นอกรอบ) จากคลังวัคซนี ระดับอาเภอ (CUP)
ตัวอย่าง รพ.ปัจจุบันมวี ัคซีนคงเหลืออยู่ 30 ขวด มีค่า ROP = 50 และค่า Maximum limit = 75 ดังนั้นองค์การเภสัชกรรมจะต้องส่งวัคซีนให้ก่ีขวด ?
ปริมาณวัคซนี ท่ีจัดส่ง (ขวด) = ค่า Maximum Limit–ค่า On hand
= 75–30 = 45 ขวด
ระบบกํารเบิกวัคซีนของหน่วยบริกํารในแผนงํานสร้ํางเสริมภูมิคุ้มกันโรค
องค์การเภสัชกรรมตัดจ่ายวัคซีน สปสช.อนุมัติผ่านระบบ ส่งวัคซีนให้หน่วยบริการ องค์การเภสัชกรรมตัดจ่ายวัคซีน
ส่งวัคซีนให้หน่วยบริการ
ขั้นตอนในกํารเบิกวัคซีนผ่ํานระบบ VMI
1.เม่ือเภสัชกรผู้รับผดิชอบการเบิกวัคซีนEPIได้รับUsername/Passwordให้เภสัชกรเข้าสู่ระบบVMI (http://scm.gpo.or.th/vmi/) (ภาพท่ี 3.1) และบันทึกปริมาณคงคลัง (On hand) แยกรายรุ่นการผลิต (Lot Number) ครงั้ แรก (กรณที ่ีไม่มีวัคซีนอยู่ในคลังให้บันทึกในระบบเป็นศูนย์ได้) (ภาพท่ี 3.2)
ภาพท่ี 3.1 หน้าจอเว็บไซด์ขององค์การเภสัชกรรมในการเบิกวัคซีนผ่านระบบ VMI
โครงการ EPI Routine
หน่วยบริการบันทึกผ่าน VMI
โครงการ EPI นักเรียน
หน่วยบริการบันทึกผ่าน VMI
หมวดเน้ือหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
95
2. องค์การเภสัชกรรมจัดส่งวัคซีนให้แก่คลังวัคซีนระดับอาเภอ (CUP) ในกรณีท่ีปริมาณวัคซีนคงคลัง (On hand) ต่ากว่าค่า Reorder Point
3. คลงั วคั ซนี ระดบั อา เภอ (CUP) จา่ ยวคั ซนี ใหแ้ กห่ นว่ ยบรกิ ารปฐมภมู /ิ โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตา บล (รพ.สต.)
4. เภสัชกรผู้รับผิดชอบการเบิกวัคซีนในระบบ VMI เข้าสู่ระบบ VMI และบันทึกปริมาณวัคซีนคงคลัง (Onhand)แยกรายรุ่นการผลติ (LotNumber)หลังจากท่ีได้จ่ายวัคซนีเรยีบร้อยแล้วถ้าปรมิาณวัคซนี คงคลังต่ากว่าค่า Reorder Point องค์การเภสัชกรรมจะจัดส่งวัคซนี ให้ (ภาพท่ี 3.3)
ภาพที่ 3.2 ตัวอย่างหน้าจอแสดงการบันทึกการเบิกวัคซีนในระบบ VMI
5. สาหรับค่า ROP นั้น คลังวัคซีนระดับอาเภอ (CUP) สามารถปรับให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้ ให้มีความเหมาะสม ไม่เกิดปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอในการให้บริการ หรือมีสารองคงคลังมากเกินไป ถ้าหน่วยบริการต้องการ ขอปรับอัตราการใช้วัคซีนต่อเดือน (ROP) โดยสามารถ Download แบบปรับเปล่ียนปริมาณการใช้วัคซีน (FM3) (ภาพท่ี 3.4) จากเว็บไซต์ขององค์การเภสัชกรรม (http://scm.gpo.or.th/vmi/index_allprojects.asp?id=EPI-Routine) แล้วบันทึกข้อมูลในแบบดังกล่าว ให้ครบถ้วน และส่งข้อมูลกลับไปยัง สปสช. เพ่ือตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนท่ีจะส่งข้อมูล ดังกล่าวให้แก่องค์การเภสัชกรรม เพ่ือปรับค่า ROP ต่อไป
6. กรณที ว่ี คั ซนี คงคลงั มปี รมิ าณไมเ่ พยี งพอและมคี วามจา เปน็ ตอ้ งใชเ้ รง่ ดว่ น คลงั วคั ซนี ระดบั อา เภอ (CUP) สามารถเบกิ วคั ซนี นอกรอบ หรอื ในกรณฉี กุ เฉนิ ได้ โดย Download ใบเบกิ กรณตี อ้ งการวคั ซนี เพม่ิ ระหวา่ ง รอบ (ภาพท่ี 3.5) จากเว็บไซต์ขององค์การเภสัชกรรม (http://scm.gpo.or.th/vmi/ index_allprojects. asp?id=EPI-Routine) และกรอกข้อมลู จา นวนวคั ซนี แต่ละชนดิ ทต่ี ้องการเบกิ นอกรอบ (โด๊สและขวด) แลว้ สง่ ใบเบกิ ดงั กลา่ วทาง Fax /E-mail ไปยงั องคก์ ารเภสชั กรรม เพอ่ื ดา เนนิ การจดั สง่ วคั ซนี ใหน้ อกรอบ ตอ่ ไป
96
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
ภาพที่ 3.3 ตัวอย่างหน้าจอแสดงปริมาณคงคลังของหน่วยบริการในระบบ VMI
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพื่อให้บริการ
97
98
ภาพท่ี3.4แบบปรับเปลี่ยภนาปพรทิมี่3า.ณ4กแาบรบใปชร้วับัคเซปีนลี่ย(นFปMริม3า)ณการใช้วัคซีน(FM3)
หมวดเนือ้ หาท่ี 3: ประมาณการวคั ซีนเพื่อให้บริการ
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพื่อให้บริการ
ภาพท่ี 3.5 ใบเบิกกรณีต้องการวัคซีนเพ่ิมระหว่างรอบ ภาพที่ 3.5 ใบเบิกกรณีต้องการวัคซีนเพิ่มระหว่างรอบ
5.2 การจัดทําาใบเบิกวัคซีนของหน่วยบริการ
5.2 การจัดทําใบเบิกวคั ซีนของหน่วยบริการ
ให้หน่วยบริการกรอกใบเบิกวัคซีน ว.3/1 (ภาพที่ 3.6) ซ่ึงแสดงข้อมูลการเบิกวัคซีนแต่ละชนิด
ให้หน่วยบรกิ ารกรอกใบเบกิ วคั ซนี ว.3/1 (ภาพท่ี 3.6) ซง่ึ แสดงข้อมลู การเบกิ วคั ซนี แต่ละชนดิ และ
และผลการให้บริการวัคซีนของกลุ่มเป้าหมายในเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ข้อมูลท่ีครบถ้วนและถูกต้อง ผู้กรอก
ผลการให้บริการวัคซีนของกลุ่มเป้าหมายในเดือนท่ีผ่านมา เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีครบถ้วนและถูกต้อง ผู้กรอกต้อง
ต้องบันทึกข้อมูลทุกรายการและส่งใบเบิกให้ตรงตามกําหนด ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับวัคซีนตามปริมาณท่ีขอเบิกและ
บนั ทกึ ขอ้ มลู ทกุ รายการและสง่ ใบเบกิ ใหต้ รงตามกา หนด ทง้ั นเี้ พอ่ื ใหไ้ ดร้ บั วคั ซนี ตามปรมิ าณทข่ี อเบกิ และทนั เวลา
ทันเวลาที่ต้องการใช้
ท่ีต้องการใช้
สา หรบั หนว่ ยบรกิ ารตอ้ งจดั ทา ใบเบกิ วคั ซนี เพอ่ื แจง้ ปรมิ าณวคั ซนี ทต่ี อ้ งการใชใ้ นเดอื นถดั ไป สง่ ให้
สําหรับหน่วยบริการต้องจัดทําใบเบิกวัคซีน เพ่ือแจ้งปริมาณวัคซีนที่ต้องการใช้ในเดือนถัดไป ส่งให้
สานักงานสาธารณสุขอาเภอ (สสอ.) เป็นผู้รวบรวมและตรวจสอบความถูกต้อง และส่งให้กลุ่ม/ ฝ่ายเภสัชกรรม
สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ (สสอ.) เป็นผู้รวบรวมและตรวจสอบความถูกต้อง และส่งให้กลุ่ม/ ฝ่ายเภสัชกรรม
ของคลงั วคั ซนี ระดบั อา เภอ (CUP) เพอ่ื ให้จดั เตรยี มวคั ซนี ตามใบเบกิ โดยกรมควบคมุ โรคได้กา หนดกจิ กรรมการ
ของคลังวัคซีนระดับอําเภอ (CUP) เพื่อให้จัดเตรียมวัคซีนตามใบเบิก โดยกรมควบคุมโรคได้กําหนดกิจกรรมการ
เบิก-จ่ายวัคซนีของคลังวัคซีนระดับอาเภอ(CUP)และหน่วยบริการดังตารางท่ี3.4และแนะนาให้หน่วยบริการ
เบิก - จ่ายวัคซีนของคลังวัคซีนระดับอําเภอ (CUP) และหน่วยบริการ ดังตารางที่ 3.4 และแนะนําให้หน่วย
ใช้ “แบบ ว.3/1” ในการเบิกวัคซีนและรายงานผลการให้วัคซีน ซ่ึงสามารถ Download แบบ ว.3/1 ท่ีเป็นไฟล์
MS-Excel ได้ท่เีว็บไซต์ของกองโรคป้องกันด้วยวัคซีน กรมควบคุมโรค
บริการใช้“แบบว.3/1” ในการเบิกวัคซีนและรายงานผลการให้วัคซีนซ่ึงสามารถ Download แบบว.3/1
ท่ีเป็นไฟล์MS-Excelได้ทเ่ีว็บไซต์ของกองโรคป้องกันด้วยวัคซีนกรมควบคุมโรค
หมวดเนือ้ หาที่ 3: ประมาณการวคั ซีนเพ่ือให้บริการ
หมวดเนื้อหาที่ 3: ประมาณการวัคซีนเพ่ือให้บริการ
99