The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมนูญองค์กรพยาบาลโรงพยาบาลฝาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Benjama Chaiwong, 2024-01-16 01:27:25

ธรรมนูญองค์กรพยาบาลโรงพยาบาลฝาง

ธรรมนูญองค์กรพยาบาลโรงพยาบาลฝาง

คู่มือบริหาร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ปี2567 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลฝาง จังหวัดเชียงใหม่


ก ค ำน ำ คู่มือบริหารกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลโรงพยาบาลฝาง ฉบับนี้เป็นเอสาร อธิบายวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย และแนวทางบริหารกกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลฝาง รวมถึงบทบาทหน้าที่ ของคณะกรรมการต่างๆ และบทบาทหน้าที่ บุคลกรทางการพยาบาลในต าแหน่งต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติงานใน กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลเข้าใจและถือปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกันและร่วมกัน พัฒนาบริการพยาบาล อยู่ตลอดเวลา ทันตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการแพทย์และการสาธารณสุขรวมถึงการส่งเสริม ความ ก้าวหน้าของวิชาชีพ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลฝาง หวังว่าคู่มือบริหารกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลฝางฉบับนี้ จะช่วยให้ผู้บริหารทางการพยาบาลและผู้ปฎิบัติการพยาบาลที่ปฏิบัติงานภายใต้ความ รับผิดชอบกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ใช้เป็นแนวทางในการบริหารและปฏิบัติงานได้ถูกต้องเหมาะสม กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลโรงพยาบาลฝาง 1 ตุลาคม 2563


สารบัญ หน้า ค าน า ก 1. วิสัยทัศน์ พันธกิจ ของโรงพยาบาลฝาง 1 2. ข้อมูลทั่วไป กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลฝาง 3 3. โครงสร้างการบริหารงานของกลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาลโรงพยาบาลฝาง ปี 2565 4 4. บทบาทหน้าที่ความรับผิด ชอบของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 6 5. บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของพยาบาลแบ่งตามต าแหน่ง 6 6. ระเบียบการลา 21 7. ภาคผนวก 27 - สิทธิการลาของพนักงานราชการตามระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ - เงินเพิ่มส าหรับต าแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (พตส.) - ค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน ( Pay for Performance : P4P )


1 1. วิสัยทัศน์ พันธกิจ ของโรงพยาบาลฝาง วิสัยทัศน์ โรงพยาบาลฝาง “เป็นโรงพยาบาลคุณภาพชั้นน า ผู้บริการปลอดภัย ผู้ให้บริการมีความสุข” พันธกิจ โรงพยาบาลฝาง 1. พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ได้คุณภาพ และมาตรฐาน 2. พัฒนาความรู้บุคลากรอย่างต่อเนื่อง 3. น าเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ระบบบริการ เพื่อประสิทธิภาพการให้บริการ 4. ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง มีความพึงพอใจทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ SHARED VALUES: TEMP T = Trust: เชื่อมั่น E = Excellence: เชี่ยวชาญ M = Manner: พฤติกรรมบริการดี P = Participation: มีส่วนร่วม 2. วิสัยทัศน์ พันธกิจ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรพยาบาลคุณภาพชั้นน า ผู้บริการปลอดภัย ผู้ให้บริการมีความสุข” พันธกิจ 1. พัฒนาระบบบริการพยาบาลให้มีคุณภาพ 2. พัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง 3. พัฒนาระบบสารสนเทศให้ทันสมัย 4. มุ่งให้บริการแบบองค์ร่วม 5. สร้างองค์กรแห่งความสุข กลยุทธ์ 1. พัฒนาคมสามารถบุคลากรพยาบาล เพื่อสร้างความเป็นเลิศในการให้บริการใน สถานพยาบาล และชุมชน 2. พัฒนาระบบนิเทศ ก ากับ ติดตาม และสนับสนุนการบริการพยาบาลให้มีคุณภาพที่ยั่งยื่น 3. พัฒนาความเข้มแข็ง ของเครือข่าย ความร่วมมือทางการแพทย์ในระดับจังหวัด 4. ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม และวิจัยทางการพยาบาล เพื่อยกระดับคุณภาพทางการพยาบาล ให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 5. พัฒนาระบบสารสนเทศทางการพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ


2 เป้าประสงค์ 1. การให้การบริการมีคุณภาพตามมาตรฐาน 2. บุคลากรเพียงพอ และมีสมรรถนะเฉพาะทาง 3. มีระบบนิเทศ ก ากับ ติดตาม และสนับสนุนการบริการพยาบาลให้มีคุณภาพ และยั่งยื่น 4. มีระบบสารสนเทศทางการพยาบาลที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ 5. มีนวัตกรรม หรือวิจัยทางการพยาบาล อย่างน้อยปีละ 2 เรื่อง 6. เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็ง ค่านิยมขององค์กร “NURSE” N = Nourishing: นุ่มนวลอ่อนโยน U = Unity: เป็นหนึ่งเดียว R = Responsibility: ความรับผิดชอบ S = Sacrificed: เสียสละ Standard: มาตรฐาน E = Empowerment: เสริมสร้างพลัง จุดเน้นการปฏิบัติขององค์กร 1. 3P (Patient, People, Personal) 2. Learning Organization 3. Functional Competency (Common Competency, Specific Competency) 4. Management information System 5. Lean Enterprise ในแผนก OPD, ER และOR


3 ข้อมูลทั่วไป กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลฝาง 1. บริบท กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลฝางฝางจังหวัดเชียงใหม่ มีภารกิจในการจัดบริการทางการพยาบาล และผดุงครรภ์แก่ผู้รับบริการทั้งด้านส่งเสริม รักษา ฟื้นฟู และป้องกันตาม มาตรฐานวีชาชีพ สรรหาบุคลากรให้ เพียงพอ ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะเรื่องวิชาชีพ เพื่อให้สามารถ ให้บริการอย่างมีคุณภาพ 2. การจัดระบบการพยาบาล กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล มีกระบวนการจัดบริการพยาบาลที่มีความปลอดภัย ปราศจากภาระ แทรกซ้อนที่ป้องกันได้ โดยส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย และผู้ให้บริการ ยืด หลัก 3P (Patient, People, Personal) ที่สอดคล้องกับ เข็มมุ่งของโรงพยาบาล มีการนิเทศ ก ากับ ดูแล ติดตาม ตามล าดับชั้นโครงสร้าง สายบังคับบัญชา ตั้งแต่หัวหน้าพยาบาล หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างาน หัวหน้าเวร และ ผู้ตรวจการนอกเวลาราชการ เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนา น าประเด็นที่ต้องพัฒนาจากการนิเทศ มาปรับปรุง แก้ไข การจัดระบบบริการพยาบาลครอบคลุมทุกสาขา การพยาบาลในเครือข่าย 3 อ าเภอ คือ โรงพยาบาลฝาง โรงพยาบาลแม่อาย โรงพยาบาลไชยปราการ โดยเป็น Node รับการส่งต่อจากเครือข่าย 3 อ าเภอ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาในสาขาเฉพาะทางจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรวมทั้งได้รับการบริการ ทางการพยาบาลที่ได้มาตรฐาน (QA) ครอบคลุม Service Plan 24 สาขา โดยด าเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ของ โรงพยาบาลฝาง 3. จ านวนบุคลากรทางการพยาบาล (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2566) ล าดับ ต าแหน่ง จ านวนบุคลากร รวม ขรก. ลปจ. พรก. พกส. ลชค. ลชค. (ว) ลชค. (เหมา) 1 พยาบาลวิชาชีพ 171 44 17 232 2 นักวิชาการสาธารณสุข (พยาบาล) 2 2 3 นักวิชาการสาธารณสุข (เวชกิจ) 2 2 4 เจ้าพนักงานสาธารณสุข (เวชกิจ) 2 1 1 4 5 เจ้าพนักงานธุรการ 1 1 6 เจ้าพนักงานเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 1 7 ผู้ช่วยพยาบาล 19 9 28 8 พนักงานช่วยเหลือคนไข้ 65 28 93 9 พนักงานเปล 1 1 2 10 พนักงานทั่วไป 6 6 11 พนักงานบริการ 1 5 6 รวม 173 1 0 138 0 65 0 377


4 โครงสร้างการบริหารงานของกลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาลโรงพยาบาลฝาง ปี 2566 การบริหารงานกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล เพื่อให้การขับเคลื่อนการด าเนินงานกลุ่มภารกิจพยาบาล เป็นไปตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ประกอบด้วย หัวหน้าพยาบาลเป็นผู้น าสูงสุดขององค์กรพยาบาล และจึงได้แต่งตั้ง รองหัวหน้าพยาบาลขึ้น 6 ด้าน ได้แก่ 1. รองหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรมนุษย์(HRM+HRD) 2.รองหัวหน้า พยาบาลด้านวิชาการ 3. รองหัวหน้าพยาบาลด้านการบริการ 4. รองหัวหน้าพยาบาลด้านการประสานงาน 5. รอง หัวหน้าพยาบาลด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ 6. รองหัวหน้าพยาบาลด้านงานวิจัยและพัฒนาคุณภาพการพยาบาล นอกจากนี้ยังได้ปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีกลุ่มงานการพยาบาล เฉพาะสาขา ดังต่อไปนี้ กลุ่มงานการพยาบาลด้านคลินิก ประกอบด้วย 16 กลุ่มงานได้แก่ 1. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก 2. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 3. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก 4. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด 5. กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี 6. กลุ่มงานการพยาบาลผู้คลอด 7. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอายุรกกรรม 8. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยศัลยกรม 9. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 10. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ 11. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยโสต ศอ นาสิก 12. กลุ่มงานการพยาบาลสูตินรีเวชกรรม 13. กลุ่มงานการพยาบาลตรวจรักษาพิเศษ 14. กลุ่มงานการพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ 15. กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยจิตเวช 16. กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล


5 โครงสร้างการบริหารของกลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาลโรงพยาบาลฝาง โครงสร้าง เน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ กลไกการด าเนินการ ผู้อ านวยการโรงพยาบาล หัวหน้าพยาบาล รองหนพ.ด้าน ทรัพยากรมนุษย์ (HRM+HRD) รองหนพ. ด้านวิชาการ รองหนพ. ด้านบริการ รองหนพ.ด้าน เทคโนโลยีและ สารสนเทศ รองหนพ.ด้าน การประสานงาน รองหนพ.ด้าน งานวิจัยและ พัฒนาคุณภาพ คณะกรรมการบริหารฯกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล - ก าหนดนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพและความ ปลอดภัยที่สอดคล้องกับนโยบายของโรงพยาบาล - แผนยุทธศาสตร์ - มาตรฐานวิชาชีพ - คณะกรรมการบริหารคุณภาพ - การพัฒนาศักยภาพบุคลากร - การสื่อสาร/สารสนเทศทางการ พยาบาล - การนิเทศ ก ากับ ติดตาม ประเมินผล หนก.พยาบาล 16 กลุ่มงาน - ก าหนดแผนการด าเนินงาน ที่สอดคล้องกับนโยบาย กลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาล - ก ากับดูแล/ส่งเสริมการ ปฏิบัติตามแผน ก. ผู้ป่วยหนัก ก. อายุรกรรม ก. ศัลยกรรม ก. สูตินรีเวชกรรม ก. กุมารเวชกรรม ก. ออร์โธปิดิกส์ ก. อุบัติเหตุและฉุกเฉิน ก. โสต ศอ นาสิก ก. ผู้คลอด ก. ผู้ป่วยนอก ก. ป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ก. ตรวจรักษาพิเศษ ก. ผ่าตัด ก. วิสัญญี ก. จิตเวช ก. วิจัยและพัฒนาการพยาบาล หัวหน้าหอผู้ป่ วย/หัวหน้างาน - ก ากับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุน นิเทศ ติดตาม - ประเมินผลการปฏิบัติตาม แผนอย่างมีประสิทธิภาพ


6 บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 1. ก าหนดทิศทางการบิหารการพยาบาลให้มีความชัดเจน และมี ความสอดคล้องกับ นโยบายโรงพยาบาล บุคลากรทางการพยาบาลมีส่วนร่วมใน การก าหนด และยอมรับในทิศทางที่ก าหนด 2. จัดองค์กรพยาบาลและ การบริหารงานที่เอื้อให้หน่วยบริการในความรับผิดชอบ สามารถ จัดบริการ พยาบาลที่มีคุณภาพ 3. จัดทีม การพยาบาลใน ความรับผิด ชอบ ของกลุ่มการพยาบาล มี ความพร้อมในการให้บริการ พยาบาลที่มี คุณภาพ ตลอด 24 ชั่วโมง 4. ส่งเสริม และพัฒนาความรู้ทักษะที่จ าเป็นส าหรับการให้บริการทางการพยาบาลทุกหน่วยบริการใน ความรับผิดชอบกลุ่มการพยาบาลให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 5. ก าหนดมาตรฐานและวิธีปฏิบัติงานกลุ่มการพยาบาล ซึ่ง เป็นความรู้และวิชาการที่ทันสมัย ให้ เจ้าหน้าที่ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ บุคลากรทางการพยาบาลที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการก าหนด 6. พัฒนากระบวนการบริหาร หน่วยบริการในความรับผิดชอบ กลุ่มการพยาบาลมีคุณภาพตาม มาตรฐาน วิชาชีพ และตอบสนองความต้องการผู้ป่วย / ผู้ใช้บริการแต่ละราย 7. พัฒนาคุณภาพการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อการประกันคุณภาพการพยาบาล กลุ่มการพยาบาล โดย การมีส่วนร่วมบุคลากรทุกหน่วยบริการในความรับผิดชอบ 8. พัฒนาระบบสารสนเทศทางการพยาบาล กลุ่มการพยาบาลมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ 9. งานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมายพิเศษ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของพยาบาลแบ่งตามต าแหน่ง บทบาทหน้าที่ของหัวหน้าพยาบาล ปฏิบัติงานในต าแหน่งรองผู้อ านวยการฝ่ายการพยาบาลและหัวหน้าพยาบาล และปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1. เป็นคณะกรรมการบริหาร กรรมการนโยบาย โรงพยาบาลฝาง 2. รับนโยบายจากผู้อ านวยการโรงพยาบาลฝาง 3. วิเคราะห์เชิงระบบ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ การด าเนินการเชิงรุก และใช้ความรู้ด้านการบริหาร องค์กรแบบ มุ่งผลสัมฤทธิ์ 4. ก าหนดนโยบาย เป้าหมาย และจัดท าแผนยุทธศาสตร์ สื่อสารให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดท าแผนปฏิบัติ การ 5. ประเมินผลและติดตามแผนงานตามตัวชี้วัด ของหน่วยงานที่รับผิดชอบและโครงการส าคัญต่างๆโดยใช้ ทักษะการท างานเป็นทีม การส่งเสริมแรงจูงใจ การให้ค าปรึกษา แนะ 6. บริหารและพัฒนาบุคลากรโดยการประเมินและพัฒนาสมรรถนะรายบุคคล ให้เหมาะสมกับลักษณะงานแต่ ละสาขา 7. บริหารทรัพยากรทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ


7 8. บริหารจัดการระบบสารสนเทศ ใช้เทคโนโลยีในการบริหารข้อมูล ตัดสินใจ วางแผน โดยใช้ข้อมูล สถิติ ผู้รับบริการแต่ละหน่วยงาน 9. จัดระบบ การพยาบาลให้สอดคล้องกับลักษณะผู้ป่วยแต่ละสาขา 10. บริหารจัดการอัตราก าลังให้เพียงพอในภาวะปกติและเหตุการณ์ฉุกเฉิน 11. จัดสิ่งแวดล้อม อาคาร สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย 12. จัดระบบพัฒนาและประกันคุณภาพการพยาบาล การบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ 13. ศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยและการปรับพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในโรคต่างๆ 14. การส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง กลุ่มโรคเรื้อรังเพื่อลดอัตรา ความเจ็บป่วยใน โรคที่ป้องกันได้ซึ่งต้อง ใช้ศาสตร์ทางการพยาบาล โดยบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น 15. สร้างสัมพันธภาพ การสื่อสาร การประสาน งานทักษะ การท างานเป็นทีม กับสหวิชาชีพ ประสาน หน่วยงานภายใน และภายนอก ในการจัดระบบการดูแลสุขภาพ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเครือข่ายบริการ สุขภาพ 16. สร้างแรงจูงใจ โน้มน้าวผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ให้ร่วมด าเนินการพัฒนา ปรับปรุงระบบบริการ ระบบ พัฒนาคุณภาพ ตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ก าหนด 17. เจรจาต่อรอง ด้านการจัดสรรบุคลากร งบประมาณ ขอสนับสนุนทรัพยากรต่างๆเพื่อการบริหารที่ดีมี ประสิทธิภาพ 18. ส่งเสริม แรงจูงใจให้บุคลากรทางการพยาบาลทุกหน่วยงานปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐาน/ จริยธรรมวิชาชีพ และกฎระเบียบวินัยข้าราชการ 19. ส่งเสริมสุขภาพในบุคลากรทางการพยาบาล 20. จัดช่องทางการสื่อสารใน แนวดิ่งและ แนวราบ ช่องทางร้องเรียน เสนอแนะ 21. จัดการความ ขัดแย้ง เจรจาไกล่เกลี่ย กรณีเกิดข้อขัดแย้ง ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ รวมทั้ง สห สาขาวิชาชีพ 22. จัดระบบ/แนวทางการสื่อสารเพื่อจัดการ แก้ปัญหากรณีมีเหตุการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 23. ใช้เทคนิคการนิเทศ ชี้แนะ ให้ค าปรึกษาทีมการพยาบาลในการแก้ปัญหาผู้ป่วยที่ซับซ้อน 24. พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารที่รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ 25. ใช้องค์วามรู้ศาสตร์ทางวิชาการ การแพทย์ การพยาบาล ประสบการณ์คามเชี่ยวชาญในการวินิจฉัย ปัญหา ผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ในวิเคราะห์ และประเมินปัญหาการตัดสินใจเชิงจริยธรรม และให้การรักษา บ าบัดทางการพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย และบรรเทาอาการรุนแรงของโรคหรือความเจ็บป่วย 26. .น าผลการศึกษา วิจัยมาพัฒนาแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรเทาอาการทุกข์ทรมาน จากพยาธิสภาพของโรคลด ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและผู้ป่วยเรื้อรัง 27. จัดระบบการวางแผนจ าหน่าย ส่งเสริมสุขภาพใน กลุ่มผู้ป่วยสามัญ ทุกสาขา โดยใช้ทักษะเชิงวิชาชีพ และ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ 28. .เฝ้าระวัง / คัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ส าคัญ เพื่อการป้องกัน และรักษาในระยะ แรกเริ่ม ให้ความรู้ในการ ดูแล ตนเอง เช่น มะเร็งเต้านม เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง เป็นต้น


8 29. ใช้สมรรถนะด้านการวิเคราะห์เชิง วิชาการ และ ความ คิดสร้างสรรค์์เพื่อหาวิธีการใหม่ๆ ใน การต่อ ยอด ความรู้และบูรณาการศาสตร์ทางการพยาบาล การแพทย์ แพทย์ทางเลือกแพทย์แผนไทยหรือ ศาสตร์อื่์นๆ เพื่อ พัฒนาบริการพยาบาลให้มีคุ์ณภาพเช่น Pain management palliative care, relaxation, music therapy ฯลฯ 30. จัดระบบ การจัดการรายโรค และราย กรณี(Case management, disease management) เพื่อให้ ผู้ป่วยได้รับการดูแล แบบองค์รวม ลดค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาล ละลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล และส่งเสริมการ ดูแลต่อเนื่อง 31. จัดระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รับผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุ(EMS) เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ลดความพิการ 32. จัดระบบเฝ้าระวัง โรคระบาดรุนแรงเชื่อมโยงกับชุมชน 33. นิเทศ ควบคุม ก ากับการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพในระดับโรงพยาบาลและระดับเขต ประเมินโดย คณะกรรมการภายนอก (องค์กรวิชาชีพ) ซึ่งผลกระทบภาพรวมท าให้น าไปสู่การรับรองคุณภาพโรงพยาบาล


9 บทบาทหน้าที่รองหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรมนุษย์ 1. วางแผนพัฒนา ติดตามนิเทศ และประเมินผลคุณภาพ งานทางการพยาบาลในกลุ่มงานการพยาบาล/ หน่วยงานที่ รับผิดชอบ 2. ก าหนด ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ( Job Description) คุณลักษณะเฉพาะต าแหน่งบุคลากร ทางการพยาบาล ( Job Specific) ในแต่ละระดับและสมรรถนะบุคลากร( Competency ) รวมทั้งติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงาน บุคลากร ทางการพยาบาลทุกระดับ 3. วางแผนพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลให้สอดคล้องกับ นโยบายการพัฒนา ปัญหา และ ความต้องการการพัฒนา 4. สนับสนุน การท าเอกสารวิชาการในการเลื่อนระดับ 5. ด าเนิน การปฐมนิเทศบุคลากรใหม่และ ติดตามประเมินผล บทบาทหน้าที่รองหัวหน้าพยาบาลด้านวิชาการ 1. ก าหนดนโยบาย แนวทางพัฒนา และประเมิน งานการศึกษาวิเคราะห์วิจัย พัฒนาถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี 2. ก าหนดแผนงานแนวทางและด าเนินการพัฒนา/หรือสนับสนุน งานการศึกษาวิเคราะห์ วิจัยพัฒนาถ่ายทอดความรู้และ เทคโนโลยี 3. ด าเนินการในการ จัดการอบรมถ่ายทอด ความรู้เทคโนโลยี ทางการพยาบาล ก ากับ ติดตาม งานด้านการวิจัย 4. จัดระบบการเรียน การสอน การปฐมนิเทศและ จัดประสบการณ์ แก่นักศึกษา และผู้ศึกษาดูงาน 5. สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านวิชาการกับสถาบันการศึกษา เพื่อจัดการเรียนการสอนนักศึกษาพยาบาลเพื่อให้ เป็น แหล่งฝึกที่ได้มาตรฐาน บทบาทหน้าที่รองหัวหน้าพยาบาลด้านบริการ 1. ก าหนดมาตรฐานการบริการพยาบาล 2. งานเฝ้าระวังและ ควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล 3. ร่วมพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลในระบบเครือข่ายบริการพยาบาล 4. ควบคุมคุณภาพ และประกันคุณภาพ การบริการพยาบาลทุกหน่วยงาน 5. ก าหนด แนวทางการพิทักษ์สิทธ์ ผู้ใช้และผู้ให้บริการ กลุ่มการพยาบาล 6. เป็นที่ปรึกษา และให้การสนับสนุนการพัฒนาและรับรองคุณภาพการพยาบาล 7. เป็นที่ปรึกษา และร่วมพัฒนางานบริหารความเสี่ยงกลุ่มการพยาบาล 8. ปฏิบัติงานอื่นๆที่ได้รับมอบหมาย บทบาทหน้าที่รองหัวหน้าพยาบาลด้านการประสานงาน 1. ประสานงานกับทุกหน่วยงานและ หรือส่วนราชการต่างๆเพื่อให้เกิดความร่วมมือ โดยแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นและข้อมูลต่างๆด้านวิชาการ ด้านบริหารจัดการและด้านบริการพยาบาลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพใน การรักษาพยาบาล 2. เป็นผู้ประสานการด า เนินงานบริการพยาบาลทุกรูปแบบ ทั้งในเขตรับผิดชอบและนอกเขตรับผิดชอบ รวมทั้งเครือข่ายบริการพยาบาลที่เกี่ยวข้อง 3. ให้ข้อคิดเห็นและเป็นที่ปรึกษาหรือให้ค า แนะน า แก่หน่วยงานหรือส า นักงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิด ความร่วมมือและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน


10 บทบาทหน้าที่รองหัวหน้าพยาบาลด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศทางการพยาบาล 1. วางแผนการด าเนินงานที่เกี่ยวกับสารสนเทศทางการพยาบาล 2. ก าหนดมาตรฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องทางการพยาบาล 3. รวบรวมข้อมูลทางการพยาบาล พร้อมทั้งวิเคราะห์ ระบบบริการพยาบาลและภาระงาน 4. พัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ 5. เป็นแกนน าในการน าข้อมูลต่างๆ มาใช้ให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในการท างาน 6. สรุปผลในการด าเนินงาน เพื่อรายงานหัวหน้าพยาบาล 7. รายงานข้อมูลตัวชี้วัดต่างๆแก่กลุ่มการพยาบาลและกองการพยาบาล บทบาทหน้าที่รองหัวหน้าพยาบาลด้านงานวิจัยและพัฒนาคุณภาพการพยาบาล 1. ก าหนดมาตรฐานการบริการพยาบาล 2. ร่วมพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลในระบบเครือข่ายบริการพยาบาล 3. ควบคุมคุณภาพและประกันคุณภาพการบริการพยาบาลทุกหน่วยงาน 4. ก าหนดแนวทางการพิทักษ์สิทธิ์ผู้ใช้และผู้ให้บริการกลุ่มการพยาบาล 5. เป็นที่ปรึกษาและให้การสนับสนุนการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล 6. เป็นที่ปรึกษาและร่วมพัฒนางานบริหารความเสี่ยงกลุ่มการพยาบาล 7. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย


11 บทบาทหน้าที่หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลเฉพาะสาขา ด้านบริหาร 1. รับนโยบายหัวหน้าพยาบาล 2. ร่วมก าหนดแผนยุทธศาสตร์กลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขาให้ตอบสนองนโยบายหลักขององค์กร 3. ก าหนดแผนปฏิบัติงานต่างๆทั้งประจ าปีประจ าเดือนและประจ าสัปดาห์ให้สอดคล้องกับนโยบายกลุ่ม การ พยาบาลเฉพาะสาขา 3.1 จัดท างบประมาณประจ าปีและควบคุมดูแลการใช้วัสดุการแพทย์ และวัสดุอื่นๆให้เป็นไปอย่าง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 3.2 จัดระบบพัฒนาและประกันคุณภาพกลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขา : การบริหารความเสี่ยงการปฏิบัติ ตามมาตรฐานวิชาชีพ 4. บริหารตามแผนงานที่ก าหนด 4.1 จัดระบบบริหารงานในกลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขาให้เป็นไปตามแผนงานที่ก าหนด 4.2 ควบคุมก ากับการใช้งบประมาณกลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขาให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สูงสุด 4.3 พิจารณาตรวจสอบการมอบหมายงานของหัวหน้าหอผู้ป่วยให้เหมาะสมกับความสามารถของ เจ้าหน้าที่ทุกระดับ พร้อมให้ค าแนะน าในกรณีที่ต้องแก้ไข 5. นิเทศงานเพื่อตรวจตรา ควบคุม ให้ค าแนะน าแก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับให้ปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานที่ ก าหนด 5.1 นิเทศติดตาม ให้ความรู้ค าแนะน าบุคลากรทางการพยาบาลทุกระดับ ให้ปฏิบัติงานเป็นไปตาม มาตรฐาน 5.2 ประเมินผลและติดตามแผนงานตามตัวชี้วัดหน่วยงานที่รับผิดชอบและ โครงการส าคัญ ต่างๆ 6. บริหารจัดการด้านอัตราก าลัง 6.1 วางแผนอัตราก าลัง ควบคุมและ ก ากับให้บุคลากรในกลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขาเพียงพอในการ ปฏิบัติงาน 6.2 บริหารจัดอัตราก าลังให้เพียงพอในภาวะปกติและเหตุการณ์ฉุกเฉิน 6.3 ตรวจสอบการลา การเบิกจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรในสายงานที่รับผิดชอบ 7. จัดท าและประเมินแผนพัฒนาบุคลากรตามความต้องการ(Training need) กลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขา และตามความก้าวหน้า ในสายวิชาชีพ(Career path) 8. พิจารณาเสนอความดีความชอบบุคลากรทางการพยาบาลในกลุ่มงานทุกระดับ 9. ควบคุมดูแลสิ่งแวดล้อมให้สะอาดเป็นระเบียบมีความปลอดภัยแก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการ และประเมิน กิจกรรม 5 ส 10. เป็นที่ปรึกษาให้กับบุคลากรในกลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขา 11. พิจารณาผลการด าเนินงานตัวชี้วัด วางแผนและพัฒนางานส่วนขาดเป็นผู้แทนองค์กร ร่วมกิจกรรม พิเศษของโรงพยาบาล / กลุ่มการพยาบาล 12. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย 13. สรุปผลการปฏิบัติงานกลุ่มการพยาบาลเฉพาะสาขาทุกสิ้นปี


12 ด้านบริการ 1. ใช้ความรู้ขั้นสูงในศาสตร์พยาบาล และน ากระบวนการพยาบาลมาใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลใน หน่วยงานตลอดจนติดตามประเมินผลหาทางแก้ไขให้เหมาะสม 2. น ามาตรฐานการพยาบาลมาใช้และควบคุม ก ากับงานให้ได้ตามมาตรฐาน 3. ตรวจเยี่ยมทางการพยาบาลเพื่อให้ค าปรึกษาทางการพยาบาลให้ข้อคิดเห็น และเป็นที่ปรึกษาในการ พัฒนา บุคลากรทุกระดับ 4. ปฏิบัติการเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ตามนโยบายของโรงพยาบาลและน าแผนฉุกเฉินต่างๆ มา ชี้แจงผู้ ปฏิบัติทราบ 5. ควบคุมการจัดการให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือการสอนสาธิตเพื่อให้สุขศึกษาผู้รับบริการ 6. ให้ค าปรึกษาแก่ผู้ป่วยและครอบครัวที่มีปัญหายุ่งยากซับซ้อน 7. ให้ความร่วมมือและประสานงาน กับเจ้าหน้าที่อื่นๆที่เกี่์ยวข้อง ด้านวิชาการ 1. สนับสนุน ส่งเสริมให้บุคลากรผลิต เผยแพร่และน าใช้ผลงานด้านวิชาการ งานวิจัย R2R แนวปฏิบัติการ พยาบาล (CNPG) คู่มือและแนวทางปฏิบัติต่างๆ โดยการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์สู่การพัฒนา คุณภาพ บริการพยาบาล 2. สนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อม ก้าวสู่ต าแหน่งที่สูงขึ้น 3. พัฒนาระบบสารสนเทศทางการพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ 4. สร้างการเรียนรู้แก่บุคลากรพยาบาล โดยใช้เครื่องมือการจัดการความรู้(Knowledge Management : KM ) 5. บริหารจัดการ และพัฒนาพยาบาลรายกรณีและผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง 6. ส่งเสริม สนับสนุนการ จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ทางการพยาบาล ครอบคลุมทุกสาขาการพยาบาล 7. สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านวิชาการกับสถาบันการศึกษา เพื่อจัดการเรียนการสอน นักศึกษา พยาบาลเพื่อให้เป็นแหล่งฝึกที่ได้มาตรฐาน


13 บทบาทหัวหน้าหอผู้ป่วย 1. รับนโยบาย จากกลุ่มงานพยาบาล 2. จัดท าแผนงาน 3. มอบหมายงานให้แก่เจ้าหน้าที่ตามระดับความรู้ 4. ติดตามควบคุมก ากับการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ 5. ประเมินผลงานเกี่ยวกับ 5.1 การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ 5.2 คุณภาพการพยาบาลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ 6. พิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ทุกระดับในหน่วยงาน 7. ส่งเสริมขวัญและก าลังใจแก่เจ้าหน้าที่ 8. จัดระบบบริการรักษาพยาบาลในหน่วยงาน 9. ก าหนดมาตรฐานการพยาบาลในหน่วยงาน 10. ก าหนด ความต้องการการใช้อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้รวมทั้งเครื่องนอนและเสื้อผ้า 11. จัดหา ควบคุมการใช้การบ ารุงรักษา อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้รวมทั้งเครื่องนอน ละเสื้อผ้า 12. ปรับปรุงงานบริการพยาบาล หน่วยงานที่รับผิดชอบ 13. ควบคุมดูแลการจัดความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของอาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อม 14. จัดตารางเวรการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่และ ควบคุมให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบให้การพยาบาลผู้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 15. ควบคุมการจัดสอนสุขศึกษาผู้ใช้บริการเป็นรายกลุ่ม 16. ควบคุมและตรวจสอบการบันทึกรายงานทางการพยาบาล 17. รวบรวมสถิติรายงานหน่วยงานประจ าวันประจ าเดือน ประจ าปี 18. เยี่ยมตรวจและนิเทศการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ทุกวัน 19. จัดท า จัดหาเอกสาร ต ารา คู่มือ ทางวิชาการต่าง ๆ 20. สนับสนุน การท าวิจัยทางการพยาบาล และติดตามน าผลการวิจัยมาปรับปรุงบริการทางการพยาบาล 21. ปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่ใหม่และผู้มาศึกษา อบรม ดูงานทางการพยาบาล ทุกครั้งที่มีผู้ศึกษาดูงาน 22. จัดประสบการณ์ทางด้านการพยาบาลให้นักศึกษาและผู้มาฝึกอบรมดูงาน 23. เป็นผู้น าในการด าเนินงานวิชาการหน่วยงาน 24. เป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้ทางการพยาบาล 25. ร่วมเป็นกรรมการเฉพาะกิจในขณะท างานต่าง ๆ 26. เป็นที่ปรึกษาและแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน 27. ปฏิบัติงานอื่นๆตามที่ได้รับมอบหมาย


14 บทบาทหน้าที่พยาบาลเวรตรวจการนอกเวลาราชการ 1. ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจการพยาบาล โดยได้รับมอบหมายอ านาจรับผิดชอบจากหัวหน้าพยาบาล ใน การควบคุม ตรวจตราและเป็นผู้ให้ค าปรึกษา แนะน าชี้แนะ ในการปฏิบัติงานแก่บุคลากรทุกระดับให้มีการ บริการอย่างมีคุณภาพ 2. นิเทศงานแก่บุคลากรทุกระดับ 3. เยี่ยมตรวจทางการพยาบาลในหอผู้ป่วย ทุกหอผู้ป่วย ในด้านบุคลากร คุณภาพบริการ สิ่งแวดล้อม อุปกรณ์ บรรยากาศในการปฏิบัติงาน การให้ค าปรึกษา การแก้ปัญหา การให้ความร่วมมือ การบันข้อมูล 4. ให้ค าปรึกษา และช่วยเหลือในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลและปัญหาอื่นๆ 5. ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง 6. บันทึกเหตุการณ์ ปัญหาแนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะต่อ หัวหน้าพยาบาล 7. รายงานสถานการณ์ให้หัวหน้าพยาบาลทราบทุกวัน บทบาทหน้าที่พยาบาลวิชาชีพการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง (APN) สภาการพยาบาล ได้ปรับปรุงขอบเขตการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง และสมรรถนะผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้น สูง จากการสังเคราะห์การปฏิบัติของผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงของประเทศไทย นโยบาย หลักประกันสุขภาพถ้วน หน้าที่เน้นการจัดการรายกรณีในผู้ป่วยที่เจ็บป่วยซับซ้อนมีภาวะเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายใน การดูแลสูงโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณภาพและลดค่าใช้จ่ายและการขยาย ขอบเขตการพยาบาลในการรักษาโรค เบื้องต้น และสร้างความเข้มแข็งของบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิร่วมกับ การทบทวนวรรณกรรม สภาการพยาบาล ได้ให้ความหมายการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง ดังนี้ การปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงหมายถึงการกระท าการพยาบาล โดยตรงแก่ผู้ใช้บริการกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่ม เฉพาะ โรคที่มีปัญหาซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความช านาญและทักษะการพยาบาลขั้นสูงในการจัดการรายกรณีหรือใช้วิธีการ อื่นๆ การจัดระบบการดูแลผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะโรค ที่มีประสิทธิภาพ ให้เหตุผล และตัดสินใจ เชิงจริยธรรม โดยบูรณาการหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลการวิจัย ความรู้ทฤษฎี การพยาบาลและ ทฤษฎีอื่น ๆ ที่เป็นปัจจุบัน มุ่งเน้นผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว พัฒนานวัตกรรม และ กระบวนการดูแล ในกลุ่มผู้ใช้บริการ กลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มเฉพาะ โรคอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ร่วมงานในการพัฒนา ความรู้และทักษะ งานเชิงวิชาชีพ ตลอดจนติดตามประเมิน คุณภาพ และ จัดการผลลัพธ์ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงประเมินผลในการดูแล ผู้ใช้บริการ กลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มเฉพาะโรคที่มีปัญหาซับซ้อน สมรรถนะหลักที่เป็นแกนของผู้ปฏิบัติการพยาบาล ขั้นสูง ( Core Competency)ประกอบด้วย 9 สมรรถนะ หลักดังนี้ สมรรถนะที่ 1 มี ความสามารถในการพัฒนา จัดการ และก ากับระบบการดูแลกลุ่มเป้าหมาย หรือเฉพาะกลุ่มหรือ เฉพาะโรค (Care Management) สมรรถนะที่ 2 มีความสามารถในการดูแลกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มเฉพาะโรคที่มีปัญหาสุขภาพซับซ้อน (Direct Care)


15 สมรรถนะที่ 3 มีความสามารถในการประสานงาน (Collaboration) สมรรถนะที่ 4 มีความสามารถในการเสริมสร้างพลังอ านาจ( empowering) การสอน (educating) การฝึก (coaching) การเป็นพี่เลี้ยงในการปฏิบัติ(mentoring) สมรรถนะที่ 5 มีความสามารถในการให้ค าปรึกษาทางคลินิก ในการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการ กลุ่มเป้าหมายที่ ตนเองเชี่ยวชาญ (Consultation) สมรรถนะที่ 6 มีความสามารถในการเป็นผู้น าการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) สมรรถนะที่ 7 มีความสามารถในการให้เหตุผลทางจริยธรรมและการตัดสินในเชิงจริยธรรม ( Ethical reasoning and ethical decision making) สมรรถนะที่ 8 มีความสามารถในการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Practice) สมรรถนะที่ 9 มีความสามารถใน การจัดการและประเมินผลลัพธ์ (outcome management and evaluation) ความสามารถใน การใช้หลักฐานอ้างอิง ( Evidence Based Practice) เพื่อปรับปรุงการบริการเป็น ทักษะที่ ส าคัญมาก ส าหรับผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงการปฏิบัติโดยใช้หลักฐานอ้างอิง หมายถึงการบูรณา การผล การวิจัย ทฤษฎีทางการพยาบาล และทฤษฏีเกี่ยวข้องกับเหตุผลทางพยาธิสรีรภาพ ประสบการณ์ผู้ปฏิบัติและ ความพอใจ ผู้ใช้บริการ/ผู้ป่วย เป็นแนวทางในการตัดสินใจและให้บริการ ทั้งนี้ต้องค านึง ถึง ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม การ ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงนั้นพยาบาลจะต้องสามารถตอบประชาชนได้ถึงประสิทธิภาพและผลลัพธ์การปฏิบัติการ ตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐาน การใช้ปัญญา และ วิจารณญาณ ประเมินวิเคราะห์การปฏิบัติตลอดจนใช้ความรู้และ สร้างความรู้จากการปฏิบัติ


16 บทบาทหน้าที่พยาบาลวิชาชีพ บุคลากรพยาบาล ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทส าคัญ ในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับงานการบริการให้กับผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน เนื่องจากพยาบาลเป็นบุคลากร กลุ่มใหญ่และใกล้ชิด กับผู้รับบริการมากที่สุด การปฏิบัติงาน พยาบาล ถือเป็นลักษณะงานที่ แสดงถึงความเป็นวิชาชีพเนื่องจากมีการน ากระบวน การทางวิทยาศาสตร์มาใช้ใน การ แก้ไขปัญหา โดยมีเครื่องมือส าคัญที่แสดงถึงความเป็นวิชาชีพ นั่นคือการปฏิบัติงาน โดยใช้กระบวนการ พยาบาล การเปรียบเทียบขั้นตอน การปฏิบัติการพยาบาล กับขั้นตอน การแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงกระบวนการพยาบาล กระบวนการพยาบาล กระบวนการแก้ไขปัญหา 1. การประเมินสภาพผู้ป่วย 1. การสืบค้นข้อมูล/ ข้อเท็จจริงเพื่อหาปัญหา 2. การวินิจฉัยทางการพยาบาล 2. การวิเคราะห์/สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อก าหนดปัญหา 3. การวางแผนการพยาบาล 3. การหาแนวทางการแก้ไขปัญหา 4.การปฏิบัติการพยาบาล 4. การลงมือแก้ไขปัญหา 5.การประเมินผล 5. การติดตามประเมินผลการแก้ไขปัญหา พยาบาลวิชาชีพมีต าแหน่งในสายงานเป็นพยาบาลวิชาชีพเริ่มจากระดับปฏิบัติการ ระดับช านาญการ ระดับช านาญ การพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ จนถึงระดับทรงคุณวุฒ ในแต่ละระดับมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักในแต่ละระดับงาน ด้านต่างๆ 4 ด้าน ดังนี้(ส านักงาน ก.พ., 2555) 1. ด้านปฏิบัติการ 2. ด้านการวางแผน 3. ด้านการประสานงาน 4. ด้านการบริการ


17 ตารางที่ 2 แสดงหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก และลักษณะงานของพยาบาลวิชาชีพแต่ละระดับ ระดับ ต าแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ลักษณะงานที่ปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพ ด้าน ปฏิบัติการ ด้านการ วางแผน ด้านการ ประสาน งาน ด้านการ บริการ ปฏิบัติ การ ปฏิบัติงานในฐานะผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ที่ ต้องใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการใน การท างาน - ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานพยาบาลวิชาชีพ ภายใต้การก ากับ แนะน า ตรวจสอบ และ - ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย - ปฏิบัติการพยาบาลขั้นพื้นฐานตาม มาตรฐานวิชาชีพ - วางแผนการท างานที่รับผิดชอบร่วม ด าเนินการวางแผนการท างานของหน่วย งานหรือโครงการ - ประสานการท างานร่วมกันทั้งภายในและ - ภายนอกทีมงานหรือหน่วยงาน - สอนแนะน า ให้ค าปรึกษาเบื้องต้น - แก่ผู้ใช้บริการ และครอบครัวชุมชน ปฏิบัติการ พยาบาล ขั้นพื้น ฐานตาม มาตรฐาน วิชาชีพ วางแผน การ ท างานที่รับ ผิดชอบ ร่วม ด า เนินการ วางแผน การ ท างานหน่วย งาน หรือ โครงการ ประสาน การท า งานร่วม กันทั้ง ภายใน และ ภายนอก ทีมงาน หรือ หน่วยงาน สอน แนะน าให้ ค าปรึกษา เบื้องต้น ผู้ใช้บริการ และ ครอบครัว ชุมชน ช านาญ การ - ปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้างานซึ่งต้อง ก ากับแนะน าตรวจสอบการปฏิบัติ งาน ผู้ร่วมปฏิบัติงาน โดยใช้ความรู้ ความสามารถประสบการณ์ และความ ช านาญสูงในงานพยาบาลวิชาชีพ - ปฏิบัติงานที่ต้องตัดสินใจ หรือปัญหาที่ ยากและปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบ หมายหรือปฏิบัติงานในฐานะผู้ปฏิบัติงาน ที่มีประสบการณ์ โดยใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความ ช านาญสูงในงานพยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติการ พยาบาลที่ ต้องตัดสิน ใจหรือ แก้ปัญหา ที่ยากตาม มาตรฐาน วิชาชีพ วางแผน หรือร่วม ด าเนินการ วางแผนการ ท างานตาม แผนงาน หรือโครงการ หน่วยงาน ระดับส านัก หรือกองและ แก้ไขปัญหา ในการ ปฏิบัติงาน ประสาน การท า งานร่วม กันโดยให้ ความเห็น และค า แนะน า เบื้องต้น แก่สมาชิก ในทีมงาน หรือ หน่วย งานอื่น ให้บริการ วิชาการที่ ซับซ้อน สอนนิเทศ ฝึกอบรม ถ่ายทอด ความรู้ ทางการ พยาบาล ผู้ใต้บังคับ บัญชาและ บุคคล ภายนอก


18 ระดับ ต าแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ลักษณะงานที่ปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพ ด้าน ปฏิบัติการ ด้านการ วางแผน ด้านการ ประสาน งาน ด้านการ บริการ ช านาญ การพิเศษ - ปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้างานซึ่งต้อง ก ากับ แนะน า ตรวจสอบการปฏิบัติงาน ผู้ร่วมปฏิบัติงานโดยใช้ความรู้ความ สามารถ ประสบการณ์และความช านาญ งานสูงมากในงานพยาบาลวิชาชีพ - ปฏิบัติงาน ที่ต้องตัดสินใจหรือแก้ปัญหาที่ ยากมากและปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับ มอบหมายหรือปฏิบัติงานในฐานะผู้ ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ โดยใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความ ช านาญในงานสูงมากในงานพยาบาล วิชาชีพ ปฏิบัติการ พยาบาล ขั้นสูงที่ ยุ่งยาก ซับซ้อน หรือภาวะ วิกฤต ตาม มาตรฐาน วิชาชีพ - วางแผน หรือร่วมด า เนินการวาง แผนงาน โครงการของ หน่วยงาน ระดับส านัก หรือกอง - มอบหมาย งาน แก้ไข ปัญหาในการ ปฏิบัติงาน และติดตาม ประเมินผล ประสาน การท า งานร่วม กันโดย ชี้แนะจูง ใจทีมงาน หรือ หน่วยงาน อื่นใน ระดับ ส านักหรือ กองชี้แจง ให้ข้อคิด เห็นในที่ ประชุม ต่าง ๆ ให้ค า ปรึกษา อ านวย การถ่าย ทอดความ รู้ให้ผู้ใต้ บังคับ บัญชาผู้ใช้ บริการ ทั้ง ภายใน และภาย นอก หน่วยงาน


19 บทบาทหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาล (PN) ปฏิบัติงานทางด้านการพยาบาลที่เกี่ยวกับการให้การพยาบาลขั้นมูลฐาน ผู้ป่วยทางร่างกายหรือจิตใจที่มีอาการไม่ รุนแรงหรือไม่เป็นอันตรายตามแผนการพยาบาลที่ก าหนดไว้ ภายใต้การก ากับตรวจสอบของพยาบาลวิชาชีพ หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ปฏิบัติงานในฐานะผู้ที่ต้อง ใช้ความรู้ความสามารถในการท างาน ปฏิบัติงานด้านผู้ช่วยพยาบาลตาม แนวทางแบบ อย่าและวิธีการที่ชัดเจนภายใต้การ ก ากับ แนะน า ตรวจสอบ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆมีดังนี้ 1. ด้านปฏิบัติการ 1. เตรียมความพร้อมในการให้บริการพยาบาลผู้ป่วยโดยจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือทางการ แพทย์ และการท าหัตถการต่างๆเพื่ออ านวยความสะดวกในการให้บริการการพยาบาลตามมาตรฐานที่ก าหนด 2. ปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการในระยะไม่รุนแรง และไม่เป็น อันตรายได้ตามมาตรฐานที่ก าหนดหรือ ช่วยแพทย์และพยาบาลดูแลผู้ป่วยในระยะที่เป็นอันตรายภายใต้การก ากับ ตรวจสอบ พยาบาลวิชาชีพ เช่นการให้อาหารทางสายยาง การดูดเสมหะ การวัดปรอท สัญญาณชีพ การอุ้ม หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ขณะ อยู่บนเตียง เก้าอี้ หรือรถเข็น ช าระล้างท าความสะอาดร่างกายผู้ป่วย จัดเตรียม และให้อาหารให้ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผู้ป่วยรวมถึงการสังเกตอาการและศึกษาสาเหตุ อาการผู้ป่วยเป็นต้น โดยได้ ผ่านการ อบรมตามมาตรฐานที่ก าหนดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ 3. บันทึกปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานและรายงาน อาการผู้ป่วยเพื่อค้นหาสาเหตุ โดยใช้ศาสตร์ ทางการพยาบาล และวิทยาศาสตร์ 4. ร่วมทีมแพทย์พยาบาลปฎิบัติงานด้านส่งเสริมสุขภาพด้านการป้องกันโรคและควบคุมโรค ด้านการ ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยในชุมชนเพื่อให้เป็นไปตามแผนการรักษา 5. สรุปสถิติรายงานผู้รับบริการตามประเภทการให้บริการ เพื่อไปพัฒนาระบบให้มีคุณภาพ 6. ร่วมกิจรรมคุณภาพที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ ปฏิบัติการด้านช่วยเหลือพยาบาลเพื่อน าความรู้ วิทยาการใหม่ๆมาใช้ช่วยเหลือดูแลรักษาผู้ป่วย 7. ดูแลบ ารุงรักษาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้เครื่องมือในการให้บริการรักษาพยาบาลหลังเสร็จสิ้น การใช้ งานเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ก าหนด 2. ด้านบริการ 1. ติดต่อประสานงานอ านวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยเช่น ติดตามผลการตรวจทางห้องทดลองติดตาม ผลการรักษาของผู้ป่วยจากแพทย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ ก าหนด 2. ให้ค าปรึกษาแนะน าเกี่ยวกับการช่วยเหลือการพยาบาลแก่ผู้ป่วยกับการปฏิบัติงานในทีมเช่น การให้ ความรู้ด้านสุขวิทยา การควบคุม และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ให้บริการ 3. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย


20 บทบาทหน้าที่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ 1. ตรวจนับอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ประจ าวัน ภายในหน่วยงานให้ครบถ้วนและมีพอเพียงพร้อมที่ จะ ใช้งานอยู่เสมอ 2. ดูแลความสะอาดเรียบร้อยโต๊ะข้างเตียงและสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงให้สะอาดต่อการปฏิบัติงาน 3. ตรวจสอบจัดเตรียมจัดเก็บและดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนเครื่องนอน และเสื้อผ้า หน่วยงานให้มีพอเพียงและพร้อมที่จะใช้งานอยู่เสมอ 4. ปฏิบัติงานการพยาบาลที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น การท า ความสะอาดตัวผู้ใช้บริการการป้อนอาหารผู้ใช้บริการ อ านวยความสะดวกเกี่ยวกับการ ขับถ่าย วัด สัญญาณชีพ ชั่งน้ าหนักวัดส่วนสูงและอื่น ๆ 5. ช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือเกี่ยวกับการเตรียมตรวจและการรักษาพยาบาลประจ าวัน เช่น การ เจาะปอด การสวนอุจจาระการท าแผล 6. ท าหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของหน่วยงาน 7. ปฏิบัติงานอื่นๆตามที่ได้รับมอบหมาย


21 ระเบียบการลา 1.การลงเวลาปฏิบัติงาน การลงเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กลุ่มการพยาบาลทุกระดับ ให้ลงเวลาปฏิบัติงานโดยใช้ระบบการแสกน ใบหน้าทุกครั้งที่ขึ้นปฏิบัติงาน โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้เพื่อให้หัวหน้างานควบคุมก ากับการขึ้น ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในแผนก 2. ระเบียบการขึ้นปฏิบัติงานเวรผลัด เช้า – บ่าย – ดึก 2.1 เจ้าหน้าที่ทุกระดับขึ้นปฏิบัติงานก่อนเวลาปฏิบัติงานจริง 15 นาที 2.2 ท าการตรวจสอบและดูแลความเรียบร้อยในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 2.3 รับ – ส่งเวร 2.4 รายงานสถานการณ์ทั่วไป เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ที่เกิดขึ้นในเวร 2.5 ประชุมกลุ่มปรึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงาน/เรื่องแจ้งต่างๆ โดยหัวหน้างาน 3. ระเบียบการปฏิบัติงานเวรส่งต่อผู้ป่วย (Refer) 3.1 พยาบาลเวรส่งต่อปฏิบัติงานตามตารางเวรที่ก าหนดไว้ 3.2 พยาบาลเวรส่งต่อสแกนใบหน้า ลงเวลาปฏิบัติงานทุกครั้งก่อนไป refer 3.3 ก าหนดให้มีการประกันเวลา หลังจากได้รับแจ้งจากประชาสัมพันธ์ - กรณีส่งต่อเคส Fast Track ก าหนดเวลามาปฏิบัติงานทันทีหรือไม่เกิน 20 นาทีหลังเรียก - กรณีส่งต่อทั่วไป ก าหนดเวลามาปฏิบัติงานไม่เกิน 30 นาทีหลังเรียก 3.4 กรณีคาบต่อเวร ให้อยู่ Standby ต่อ หากเกินเวร 1 ชั่วโมง แจ้ง Referral center เพื่อเรียกเวรถัดไป มาปฏิบัติงานแทน 3.5 เวร Refer ทุกเวรที่ก าหนดในตาราง สามารถเบิกค่าตอบแทน เวร On Call ได้หากไม่มี Refer แต่ถ้า ไป Refer ให้เบิกเป็นค่าตอบแทนเวร Refer 3.6 กรณีไม่มีเวรตามตารางการปฏิบัติงาน แต่ถูกเรียกให้มาปฏิบัติงานเวรส่งต่อเสริม ภายหลังมารับเวร แล้วมีเหตุให้ยกเลิกการส่งต่อ สามารถเบิกค่าตอบแทน เวร On Call ได้ หมายเหตุ : เจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉินจะท าการตรวจสอบความพร้อมใช้ของรถพยาบาลในทุกเวรเช้า และจัดเตรียม อุปกรณ์ที่ใช้ในการ Refer โดยให้พยาบาลเวร Refer ท าการเซ็นเบิกรับ และส่งคืนเมื่อเสร็จภารกิจ 4. การบริหารอัตราก าลังและเงื่อนไขการปฏิบัติงาน 4.1 สามารถขึ้นปฏิบัติงานต่อเนื่องไม่เกิน 16 ชั่วโมง/วัน ติดต่อกันไม่เกิน 2 วัน และ ขึ้นปฏิบัติงานต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง/วัน ติดต่อกันไม่เกิน 3 วัน และ ขึ้นเวรดึก ติดต่อกันไม่เกิน 3 วัน 4.2 ห้ามขึ้นปฏิบัติงานลักษณะเวร ดึกต่อเช้า และบ่ายต่อดึก ในวันเดียวกัน ยกเว้นมีเหตุผลและความ จ าเป็น** เช่น กรณีการขึ้นปฏิบัติงานลักษณะเวร On Call ของงานห้องผ่าตัด 4.3 การจัดเวรให้ขึ้นปฏิบัติงานต่อเนื่องไม่เกิน 8 เวร / 60 ชั่วโมง หากมีความจ าเป็นเกี่ยวข้องกับการบริหาร อัตราก าลังในหน่วยงานให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงาน แต่ต้องไม่เกิน 12 เวร หากมีความจ าเป็นต้องขึ้นเวร เกิน 12 เวรให้เขียนบันทึกรายงานหัวหน้ากลุ่มการพยาบาลรับทราบ และแจ้งคณะกรรมการเบิกจ่ายค่าตอบแทน เพื่อตรวจสอบและเบิกจ่ายค่าตอบแทนตามจริง 4.4 การขอวันลาให้เป็นไปตามสิทธิ และระเบียบการลาของราชการ โดยก าหนดให้ขอลาหยุดต่อเนื่องจาก การลาพักผ่อน (N) ได้ วันหยุด = N-1และขอหยุดปกติที่ไม่ต่อเนื่องวันลาได้ไม่เกิน 3 วัน/ครั้ง ยกว้นกรณีเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ปฏิบัติงานลักษณะผลัดบ่ายดึกการลาให้นับวันลาเฉพาะวันท าการ


22 4.5 กรณีการขอลาหยุดเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ ให้ด าเนินการตามระเบียบของราชการ 4.6 การขอวันหยุด (X) ต่อเนื่องกับวันลาพักผ่อน (N) กรณีมีเหตุผลและความจ าเป็นให้พิจารณาประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ/หน่วยงาน/องค์กร ให้หัวหน้างานท าบันทึกเสนอหัวหน้ากลุ่มการพิจารณาเป็นรายกรณี วันหยุด X < N โดยให้ถือผลการพิจารณาของหัวหน้ากลุ่มการเป็นที่สิ้นสุด 4.7 กรณีเจ้าหน้าที่ขึ้นปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามระเบียบที่ก าหนด และก่อให้เกิดความผิดพลาด (AE) ส่งผล กระทบต่อ หน่วยงาน / องค์กร ให้หัวหน้าหน่วยงานท าบันทึกชี้แจงต่อหัวหน้ากลุ่มการพยาบาล เพื่อแจ้ง คณะกรรมการ HRM พิจารณาแนวทางการจัดการ และน าเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกลุ่มการฯ 4.8 การบริหารอัตราก าลังที่เหมาะสมกับหน่วยงานให้เป็นไปตามความเห็นชอบของคณะกรรมการ HRM โดยอ้างอิงจากกองการพยาบาล 4.9 กรณีขึ้นปฏิบัติงานนอกหน่วยงาน สามารถขึ้นได้ไม่เกิน 5 เวร หากมีความประสงค์ขอขึ้นเวรเกินให้ ท าบันทึกขอขึ้นปฏิบัติงานพิเศษเสนอหัวหน้ากลุ่มการ สามารถขึ้นได้ไม่เกิน 15 เวร 5. การแลกเวร 5.1 การแลกเวรปกติให้หัวหน้าหน่วยงานแก้ไขตารางปฏิบัติงานในหน่วยงาน พร้อมเซ็นใบแลกเวร (กรณี หัวหน้าติดภารกิจ มอบหมายให้หัวหน้าเวร รคส.ได้) 5.2 ส่งใบแลกเวรล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เวร ในวันราชการก่อนเวลา 15.30 น. งดการส่งใบแลกเวรนอกเวลา ราชการทุกกรณี 5.3 กรณีมีเหตุฉุกเฉินให้หัวหน้างานแจ้งใน Line เวรตรวจการ และด าเนินการแก้ไขตารางเวรในแฟ้ม NSO ด้วยปากกาสีน้ าเงิน พร้อมเซ็นชื่อก ากับ 5.4 กรณีขึ้นเวรโดยไม่พบหลักฐานการแลกเวร หัวหน้าหน่วยงานให้เจ้าตัวท าบันทึกชี้แจงต่อหัวหน้ากลุ่ม การพยาบาล เพื่อแจ้ง HRM พิจารณาแนวทางจัดการที่เหมาะสม และน าเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกลุ่ม การพยาบาล หมายเหตุ: ** กรณีเหตุผลและความจ าเป็น ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้ากลุ่มการพยาบาล ใบแลกเวรของโรงพยาบาลฝาง Ward…………………… Refer…………………… คัดกรอง COVID…………………… วันที่ส่ง.............เดือน......................พ.ศ...................... วันที่แลก.............เดือน......................พ.ศ...................... เวรที่แลก ................. เจ้าของเวร ................................................. ลายเซ็น………………………….. ต าแหน่ง.................................................................. ผู้แลกเวร ................................................. ลายเซ็น………………………….. ต าแหน่ง.................................................................. หัวหน้าตึก ................................................. ลายเซ็น………………………….. ต าแหน่ง.........................................../รคส ....................... วันที่.............เดือน......................พ.ศ...................... ผู้ตรวจการ ................................................. ลายเซ็น………………………….. ต าแหน่ง.................................................................. หมายเหตุ ปกติ กรณีฉุกเฉิน........................... 24/2/64


23 6. การเบิกค่าตอบแทน 6.1 อัตราค่าตอบแทนรายคาบ วิชาชีพ ค่าตอบแทน OT (บาท) ค่าเวร (บาท) Ward สามัญ ICU Ward สามัญ ICU พยาบาล 710 740 360 360 พนักงานเวชกิจฉุกเฉิน 560 0 270 0 ผู้ช่วยพยาบาล 420 420 255 255 พนักงานช่วยเหลือคนไข้ 360 360 120 120 พนักงานบริการ / พนักงานเปล 360 0 120 0 6.2 สามารถเบิกค่าตอบแทน (OT) ได้ 1 เวร/วัน หรือกรณีผู้ที่ปฏิบัติงานเวรลอยเช้าสามารถเบิก ค่าตอบแทนวันหยุดได้ตามเวรที่ขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 2 เวร/วัน ( 16 ชั่วโมง) หรือกรณีมีค าสั่งปฏิบัติงานพิเศษ สามารถ เบิกได้ทุกเวรตามข้อสั่งการที่ระบุ 6.3 การขึ้นปฏิบัติงาน < 8 ชั่วโมง / เวร ให้เบิกจ่ายเป็นรายชั่วโมง ทั้งเวร OT และ ค่าเวร 6.4 การคิดสัดส่วนค่าตอบแทน OT 6.4.1 คิดสัดส่วน เวรเช้า : เวรบ่าย/ดึก = 50 : 50 กรณีผู้ปฏิบัติไม่มีผลัดครบ เช้า บ่าย ดึก ให้ วง OT เวรบ่าย / ดึก / เช้าวันหยุด โดยไม่คิดสัดส่วน 6.4.2 กรณีขึ้นปฏิบัติเวรนอกหน่วยงานให้นับเป็นเวร OT ทั้งหมดก่อน แล้วคิดสัดส่วนเวรที่เหลือ 6.5 การวง OT ให้เลือกวงวันที่มีเวรคู่ก่อน หากครบแล้วให้เลือกวงเวรเดี่ยวเป็นล าดับต่อไป 6.6 การขึ้นปฏิบัติงานไม่ตรงตามระเบียบ โดยเจตนา และหรือ ไม่มีหนังสือชี้แจงต่อหัวหน้ากลุ่มการฯ ให้งด การเบิกจ่ายค่าตอบแทนในเวรนั้นๆ และส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ HRM ต่อไป 7.การอบรม/ลาศึกษาต่อ 7.1 กรณีอบรมเฉพาะทางระยะเวลาตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป ภายหลังส าเร็จการอบรม ให้กลับมาปฏิบัติงานที่ หน่วยงานสาขาที่มีความช านาญเฉพาะด้านตามที่ได้อบรมมา และไม่สามารถขอย้ายหน่วยงานภายในโรงพยาบาล และภายนอกโรงพยาบาลฝางได้ภายในระยะเวลา 5 ปี ให้นับตั้งแต่สิ้นสุดการอบรม โดยมีผลใช้กับบุคลากรทางการ พยาบาลทุกระดับ ยกเว้นกรณีมีปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานนั้นๆ ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของทีมบริหาร บุคคลกลุ่มการพยาบาล 7.2 กรณีที่เป็นผู้ที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง มีความประสงค์ขอย้ายโรงพยาบาล ให้เสนอต่อที่ประชุมคณะ กรรมการบริหารของกลุ่มการพยาบาล ก่อนส่งเรื่องให้ทีม HR ของโรงพยาบาลด าเนินการตามขั้นตอนต่อไป 7.3 ระเบียบนี้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 อ้างอิงตามธรรมนูญองค์กร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (ยกเลิกระเบียบ เดิม)


24 ระเบียบการลาประเภทต่างๆ 1. การลาป่วย / ลากิจ / ลาพักผ่อน / ลาคลอดบุตร / ลาอุปสมบท / ลาอื่นๆ รวมการขอหยุด 1.1 การลาป่วย 1) ลาป่วยเกิน 2 วัน ต้องมีใบรับรองแพทย์แนบกับใบลาทุกครั้ง 2) การขอลาป่วยในวันที่มีตารางปฏิบัติงาน ให้แจ้งหัวหน้ากลุ่มงาน / หัวหน้างานทราบล่วงหน้า เพื่อจัดหาคนมาขึ้นปฏิบัติงานแทน - เวรเช้า แจ้งก่อนเวลา 07.00 น. - เวรบ่าย แจ้งก่อนเวลา 14.00 น. - เวรดึก แจ้งก่อนเวลา 20.00 น. 3) การลาเพื่อรักษาตัวให้ส่งใบลาก่อน หรือในวันแรกที่กลับมาปฏิบัติงาน พร้อมใบรับรองแพทย์ และให้แจ้งหัวหน้ากลุ่มงาน / หัวหน้างานทราบ 4) กรณีไปตรวจพบแพทย์ตามนัดที่เกี่ยวข้องกับการท าศัลยกรรมเพื่อความงาม ให้ลาพักผ่อนหรือ ลากิจเท่านั้น 1.2 การลากิจ 1) การลากิจส่วนตัว ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมเขียนใบลายื่นก่อนล่วงหน้า 3 วัน ยกเว้นกรณีลากิจฉุกเฉิน สามารถลาได้ทันที 2) ไม่อนุญาตให้ขอลากิจ นอกเวลาราชการ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินที่จ าเป็นต้องลา ให้แจ้งหัวหน้ากลุ่ม งาน / หัวหน้างานรับทราบทันที 3) ระหว่างที่ลากิจ หากมีเหตุกรณีจ าเป็น หัวหน้ากลุ่มงาน/หัวหน้างาน สามารถเรียกตัวกลับก่อน ก าหนดได้ และให้ถือวันลาสิ้นสุดลง และให้ส่งบันทึกยกเลิกการลา 4) การลากิจส่วนตัวให้นับเฉพาะวันท าการ 1.3 การลาพักผ่อน 1) การลาพักผ่อนประจ าปี ผู้มีสิทธิลาได้ต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนใน ปีงบประมาณนั้น 2) ยื่นใบลาพักผ่อน พร้อมกับมอบหมายงานทุกครั้ง โดยให้ยื่นใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน 3) สิทธิการลาพักผ่อน เป็นไปตามระเบียบการลาพนักงานราชการ พ.ศ. 2555 4) ระหว่างที่ลาพักผ่อน หากมีเหตุกรณีจ าเป็น หัวหน้ากลุ่มงาน/หัวหน้างาน สามารถเรียกตัว กลับก่อนก าหนดได้ และให้ถือวันลาสิ้นสุดลง และให้ส่งบันทึกยกเลิกการลา 5) จ านวนวันลาพักผ่อนให้เป็นไปตามระเบียบของกลุ่มการพยาบาล 1.4 การลาคลอดบุตร 1) การลาคลอดบุตร สามารถลาได้ 90 วัน รวมวันหยุดราชการ โดยได้รับเงินเดือนตามปกติ 2) ผู้ที่ลาคลอดบุตร หากต้องการลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อ หลังครบ 90 วัน สามารถลา ต่อเนื่องได้อีก แต่ไม่เกิน 150 วันท าการ แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างที่ลา 3) หากขอลาคลอดแต่ยังไม่คลอดให้ยกเลิกการลาคลอด และสามารถเปลี่ยนเป็นการลากิจ ส่วนตัวแทน 4) กรณีมีการลาประเภทอื่นและยังไม่ครบก าหนดการลา แต่ต้องลาคลอดในระหว่างเวลานั้น ให้


25 ถือว่าการลาประเภทนั้นๆสิ้นสุดลง และให้นับเป็นการลาคลอดแทนตั้งแต่วันที่มีการคลอด 1.5 การลาอุปสมบทหรือการลาประกอบพิธีฮัจจ์ ต้องยื่นใบลาตามระเบียบก่อนวันอุปสมบทหรือก่อนวันเดินทาง 60 วัน 1.6 การลาอื่นๆและการขอวันหยุด 1) การลาพักผ่อนและขอวันหยุดต่อเนื่อง อนุญาตให้หยุดติดต่อกันได้ครั้งละไม่เกิน 9 วัน หากมี ความจ าเป็นต้องหยุดมากกว่า 9 วัน ให้ท าบันทึกเสนอขออนุญาตจากกลุ่มการพยาบาล 2) การลาติดต่อกันในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ให้ท าบันทึกข้อความแนบ และควรเป็นการลาชนิด เดียวกันกรณีการลานั้นหลายช่วง 2. กฎระเบียบการลาศึกษาต่อ ประชุม อบรม ดูงาน 2.1 การลาศึกษาต่อ การลาศึกษาต่อของบุคลากรทางการพยาบาล ให้ไปศึกษาตามความต้องการและความเหมาะสม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ให้มีความก้าวหน้า เกณฑ์การพิจารณาให้เป็นไปตามระเบียบของ หลักสูตรและการเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต้นสังกัด 2.2 การลาประชุม อบรม ดูงาน หลักเกณฑ์ในการพิจารณา 1) หลักสูตรการศึกษาเป็นไปตามความต้องการและภารกิจจ าเป็นของหน่วยงาน 2) พิจารณาความรู้ความสามารถ และความเหมาะสมของผู้อบรม ดูงานดังนี้ - ลักษณะงานที่ปฏิบัติตรงกับสาขาที่อบรม - ความพร้อมในเรื่องของจ านวนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ผู้อบรมสังกัด - มีสุขภาพร่างกาย และจิตใจ สมบูรณ์ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการอบรม - มีความประพฤติดี - เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และน าความรู้มาถ่ายทอดได้ 3) ขออนุมัติไปอบรม ประชุม ตามระเบียบการเดินทางไปราชการ และกรณีการอบรมมีระยะ เวลานานเกิน 1 เดือนให้มีการมอบหมายงานเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน 4) หลักสูตรใดมีผู้สมัครหลายคน คณะกรรมการบริหารกลุ่มการพยาบาลจะพิจารณาในแต่ละ สาขาตามคุณสมบัติและความเหมาะสม


ระเบียบการลาของข้าราชการ / พนักงานของรัฐ / ลูกจ้างประจ า / ลูกจ้างชั่วคราวประเภท ข้าราชการ พนักงานของรัฐ 1. ลากิจส่วนตัว 45 วันท าการ 10 วัน 42. ลาป่วยธรรมดา ลาป่วยรักษาตัว 60 วันท าการ 120 วันท าการ 30 วัน 613. ลาคลอดบุตร 90 วัน มีสิทธิลา 90 วันแต่รับ ค่าตอบแทน 45 วันอีก 45 วันที่เหลือได้รับจาก ส านักงานประกันสังคม ตามสิทธิ์ที่ก าหนด 94. ลาพักผ่อน 10 วันท าการ 10 วันส าหรับปีแรกที่ ได้รับการจ้างไม่ครบ 6 เดือน ไม่มีสิทธิ์ลา พักผ่อน 15. ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร ต่อเนื่องจากากรลาคลอดบุตร 150 วัน (โดย ไม่ได้รับเงินเดือน ระหว่างลา) - 36. ลาอุปสมบทหรือลาไป ประกอบพิธีฮัจย์(เมืองเมกกะ) 120 วัน - 1หมายเหตุ : - เป็นการนับสิทธิ์การลาที่มีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทน - นับปีงบประมาณ 1 ตุลาคม – 30 กันยายน ของปีถัดไป


26 ว ลูกจ้างประจ า ลูกจ้างชั่วคราว หมายเหตุ 45 วันท าการ - ปีที่เริ่มปฏิบัติงานได้ 15 วันท าการ 60 วันท าการ 120 วันท าการ ปีแรก 8 วันท าการ ปีถัดไป 15 วันท าการ ระยะเวลาการปฏิบัติงานใน ปีงบประมาณแรกไม่ครบ 8 เดือน 90 วัน มีสิทธิลา 90 วัน ได้ ค่าจ้าง 45 วัน ลูกจ้างชั่วคราวจ้างต่อเนื่องเริ่ม ปฏิบัติงานในปีแรก 7 เดือน ไม่มีสิทธิ 10 วันท าการ 10 วันท าการ ต้องบรรจุข้าราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน สะสมวันลาได้ไม่เกิน 20 วันท า การ กรณีข้าราชการ/ลูกจ้างประจ า หากรับราชการติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปีสะสมเวลาได้ไม่เกิน 30 วันท าการ 30 วันท าการ - กรณีลูกจ้างประจ าให้นับอยู่ในวันลากิจ ส่วนตัว 45 วันท าการ 120 วัน - ตั้งแต่เริ่มเข้าปฏิบัติงานไม่เคย อุปสมบท/ประกอบพิธีฮัจย์และ ปฏิบัติงานมาไม่น้อยกว่า 12 เดือน


27 ภาคผนวก


28 สิทธิการลาของพนักงานราชการตามระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการพ.ศ. 2535 1. การลาป่วย การลาป่วย เป็นการลาหยุดราชการเพื่อพักรักษาตัวเมื่อมีอาการป่วยไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ หรือ เข้ารับ การรักษาตัวกับแพทย์- ตามระเบียบการลาข้าราชการ พ.ศ. 2535 ไม่ได้ก าหนดไว้ว่าลาได้กี่วัน - แต่ถูก ก าหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี เงินบ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่น ในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 โดยให้มีสิทธิได้รับเงินเดือนในปีงบประมาณหนึ่งได้ไม่เกิน 60 วันท าการ ขยายเวลาได้อีก 60 วันท า การ รวมแล้วต้องไม่เกิน 120 วันท าการ (ส่วนใหญ่เป็นการลาป่วยที่มีความจ าเป็น ต้องพักรักษาตัวเป็น เวลานานตามแพทย์สั่ง) หากเกิน 120 วันท าการ จะไม่ได้รับเงินเดือน หลักเกณฑ์1. การลาป่วยติดต่อกันตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนและ รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แนบกับใบลาด้วย ในกรณีจ าเป็นหรือเห็นสมควร ผู้มีอ านาจอนุญาต จะสั่งให้ใช้ใบรับรองของแพทย์อื่นซึ่งผู้มี อ านาจอนุญาตเห็นชอบแทนก็ได้ 2. การลาป่วยไม่ถึง 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นการลาครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ติดต่อกัน ถ้าผู้มีอ านาจอนุญาต เห็นสมควร จะสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ประกอบใบลาหรือสั่งให้ผู้ลาไปรับการ ตรวจจากแพทย์ของทางราชการ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได้การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ให้เสนอ หรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับ จนถึงผู้มีอ านาจอนุญาต 2. โดยหลักจะเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อน หรือในวันที่ลา แต่ในกรณีจ าเป็น จะเสนอหรือจัดส่งใบลา ในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ ควรแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงการลาป่วยดังกล่าว เช่น ทางโทรศัพท์ ทางไลน์ เป็นต้น และเมื่อมาปฏิบัติ ราชการได้แล้วก็ให้ยื่นใบลาตามแบบในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ 3. กรณีป่วยจนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลา ได้ จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้ว ต้องเสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว หมายเหตุ : เพื่อไม่ให้การลาป่วยส่งผลกระทบต่อการไม่ได้เลื่อนเงินเดือน ควรดูเรื่องเกณฑ์การเลื่อนเงินเดือน ของกรมประกอบด้วย ซึ่งก าหนดไว้ว่า การลากิจ ลาป่วย นับรวมกันต้องไม่เกิน 23 วันท าการ หรือ 10 ครั้ง ต่อ 1 รอบการประเมิน รอบที่ 1 (1 เม.ย. - 30 ก.ย.) รอบที่ 2 (1 ต.ค. - 31 มี.ค.) การได้รับเงินเดือนระหว่างลา ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาป่วย มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ปีหนึ่งไม่ เกิน 60 วันท าการถ้าเกินระยะเวลาดังกล่าวเป็นอ านาจของอธิบดีที่จะพิจารณาอนุมัติให้ได้รับเงินเดือนระหว่าง ลาต่อไปได้อีก แต่ต้องไม่เกิน 60 วันท าการ* ทั้งนี้ ข้าราชการที่ลาป่วย อันเนื่องมาจากได้รับอันตรายหรือป่วย เจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระท าการตามหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย การสงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตราย หรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการ มีสิทธิได้รับเงินเดือนเต็ม ระหว่างลา** *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 27 **พระราชบัญญัติสงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บ เพราะเหตุปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2546 แนวทางปฏิบัติ1. กรณีมีใบนัดแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา สามารถเสนอ ใบลาป่วยก่อนวันที่ลาได้2. ข้าราชการบรรจุใหม่และอยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติราชการ เจ็บป่วยหรือจะต้องเข้า รับการรักษา โดยมีใบนัดจากแพทย์ สามารถขออนุญาตลาป่วยได้ โดยมีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาตามพระ ราชกฤษฎีกาการจ่าย เงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไข เพิ่มเติม 3. การลาป่วยในส่วนที่เกิน 60 วันท าการ ให้เสนอขออนุมัติให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาผ่านหน่วยงาน ต้นสังกัด และจัดส่งไปยังกองการเจ้าหน้าที่ พร้อมแนบเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณา ได้แก่ ส าเนา ใบลาป่วย ส าเนาใบรับรองแพทย์ เป็นต้น ซึ่งกองการเจ้าหน้าที่จะได้น าเสนออธิบดีเพื่อพิจารณาต่อไป


29 2. การลาคลอดบุตร (ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์) การลาคลอดบุตร เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการสตรีซึ่งมีครรภ์ในช่วงก่อนคลอด วันคลอด และหลังคลอด หลักเกณฑ์1. มีสิทธิลาคลอดบุตรครั้งหนึ่งได้ 90 วัน จะลาในวันที่คลอด ก่อน หรือหลังคลอดก็ ได้แต่รวมแล้วไม่เกิน ระยะเวลา 90 วัน (นับต่อเนื่องรวมวันหยุดราชการ) 2. ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์แนบท้าย การยื่นใบลา 3. ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดบุตร และได้หยุดราชการไปแล้ว แต่ไม่ได้คลอดบุตร ตาม ก าหนด หากประสงค์จะยกเลิกวันลาคลอดบุตรที่หยุดไป ให้ผู้มีอ านาจอนุญาตพิจารณาอนุญาตให้ยกเลิกได้ โดยให้ถือว่าวันที่ได้หยุดราชการไปแล้วเป็นวันลากิจส่วนตัว 4. การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับการลาประเภทใด ซึ่งยังไม่ครบก าหนดวันลาของการลาประเภทนั้น ให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสิ้นสุดลง และให้นับเป็นการลา คลอดบุตรตั้งแต่วันเริ่มวันลาคลอด เช่น ข้าราชการ ซึ่งอยู่ระหว่างลาศึกษา และประสงค์จะลาคลอดบุตร เมื่อ ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดบุตรแล้ว ให้ถือว่าการลาศึกษา สิ้นสุดลง 5. การลาคลอดบุตร หากเด็กที่คลอดออก มาแล้วเสียชีวิต ก็ไม่กระทบสิทธิของการลาคลอดบุตร การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อ ผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจอนุญาต 2. จะเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนหรือในวันที่ลาก็ได้3. ในกรณี ที่ไม่สามารถลงชื่อในใบลาได้ จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วต้องเสนอ หรือจัดส่งใบลา โดยเร็ว หมายเหตุ : หากวันที่คลอดบุตรตรงกับวันหยุดราชการ (เสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์) ให้เริ่มนับวัน ท างาน เป็นวันแรกของการลาคลอดบุตร 90 วัน การได้รับเงินเดือนระหว่างลา ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดบุตร มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาไม่ เกิน 90 วัน *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 28 แนวทางปฏิบัติ หากประสงค์จะลาคลอดให้ยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจอนุญาต และเก็บใบลาไว้ที่ หน่วยงานต้นสังกัด (งานบริหาร) เมื่อครบก าหนดเวลาที่ หน่วยงานในสังกัดจะต้องแจ้งสถิติวันลาให้กองการเจ้าหน้าที่ ทราบเป็นประจ าทุกปีงบประมาณ หน่วยงานใน สังกัดต้องจัดส่งส าเนาใบลาคลอดบุตรแนบมาให้กองการเจ้าหน้าที่ด้วย 3. การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร (ที่ชอบด้วยกฎหมาย) การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการชายเพื่อไปช่วยเหลือ ภริยาโดยชอบ ด้วยกฎหมายที่คลอดบุตร หลักเกณฑ์1. ต้องเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย 2. ลาได้ครั้งหนึ่ง ติดต่อกันได้ไม่เกิน 15 วันท าการ (จะลาเป็นช่วง ๆ เว้นระยะไม่ได้) 3. ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 15 วันท าการ การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจ อนุญาต2. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่ภริยาได้คลอดบุตรตัวอย่างเช่น ภริยาคลอดบุตรวันที่ 2 กันยายน มีสิทธิในการเสนอใบลา (ยื่นใบลา) ไปช่วยเหลือภริยา ที่คลอดบุตรเริ่ม นับตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ภริยาคลอดบุตร โดยจะต้องเสนอใบลาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ 2 กันยายน หากพ้นก าหนดเวลาดังกล่าวแล้ว กล่าวคือ เสนอใบลาเกินระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ ภริยาคลอด บุตร กรณีนี้ผู้มีอ านาจอนุญาตไม่อาจอนุญาตให้ลาได้3. ให้แนบส าเนาทะเบียนสมรส และส าเนาสูติบัตรเพื่อ ประกอบการพิจารณา การได้รับเงินเดือนระหว่างลา 1. ข้าราชการที่ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ภริยา คลอดบุตรมีสิทธิได้รับ เงินเดือนระหว่างลาไม่เกิน 15 วันท าการ 2. ถ้าเป็นการลาเมื่อพ้น 30 วันนับแต่ภริยา คลอดบุตรจะไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เว้นแต่ผู้มีอ านาจอนุญาต (อธิบดี/ผู้ว่าราชการจังหวัด) เห็นสมควรจะ ให้จ่ายเงินเดือนระหว่างลานั้น แต่ไม่เกิน 15 วันท าการ *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 28/1 แนวทางปฏิบัติให้เสนอ


30 ใบลาพร้อมเอกสารหลักฐาน ได้แก่ ส าเนาทะเบียนสมรส ส าเนาสูติบัตร และเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบ และท าหนังสือเสนอไปยังอธิบดีพิจารณาอนุญาตส าหรับข้าราชการ ส่วนกลาง ส าหรับ ข้าราชการส่วนภูมิภาคให้เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาต่อไป 4. การลากิจส่วนตัว การลากิจส่วนตัว เป็นการลาหยุดราชการเพื่อท ากิจธุระต่าง ๆ เช่น ลาหยุดเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัว หรือไป ติดต่อท าธุรกรรมต่าง ๆ เป็นต้น รวมถึงการลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรด้วย หลักเกณฑ์ 1. ปีที่เริ่มรับราชการลากิจส่วนตัวได้ไม่เกิน 15 วันท าการ โดยให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา 2. ปีต่อไปลาได้ไม่เกิน 45 วันท าการ โดยให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา 3. การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร จะต้องลาต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 150 วันท าการ การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ต้องเสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจอนุญาต 2. ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะหยุดราชการได้ เว้นแต่ 2.1 มีเหตุจ าเป็นไม่สามารถรอรับอนุญาตได้ทัน ให้จัดส่งใบลาพร้อมด้วยระบุเหตุจ าเป็นไว้แล้วหยุด ราชการไปก่อนได้แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอ านาจอนุญาตทราบโดยเร็ว หากผู้มีอ านาจอนุญาตการลาไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้จะต้องเสนอหรือจัดส่งใบลา ต่อผู้มีอ านาจอนุญาตเหนือชั้นขึ้นไปเพื่อพิจารณา เว้นแต่จะมีผู้รักษาราชการแทน ก็ให้เสนอต่อผู้รักษาราชการแทน และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการ ได้ 2.2 กรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนหยุดราชการได้ เมื่อหยุดราชการไปแล้ว ให้ เสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมกับเหตุผลความจ าเป็นต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับ จนถึงผู้มีอ านาจอนุญาตทราบ ทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ การได้รับเงินเดือนระหว่างลา 1. ข้าราชการที่ลากิจส่วนตัว มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาปีหนึ่งไม่เกิน 45 วันท าการ แต่ในปีที่เริ่ม รับ ราชการให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 15 วันท าการ 2. ข้าราชการซึ่งลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตร ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่าง ลา *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 29 - 29/1 แนวทางปฏิบัติ 1. เพื่อไม่ให้การลากิจส่วนตัวส่งผลกระทบต่อการไม่ได้เลื่อนเงินเดือน ควรดูเรื่องเกณฑ์การเลื่อน เงินเดือนของกรมประกอบด้วย ซึ่งก าหนดไว้ว่า การลากิจ ลาป่วย นับรวมกันต้องไม่เกิน 23 วันท าการ หรือ 10 ครั้งต่อ 1 รอบการประเมิน รอบที่ 1 (1 เม.ย. - 30 ก.ย.) รอบที่ 2 (1 ต.ค. - 31 มี.ค.) 2. กรณีการลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตร จะไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา ดังนั้น เมื่อครบก าหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตร แล้ว ให้หน่วยงานต้นสังกัดมีหนังสือแจ้งการกลับมาปฏิบัติราชการของข้าราชการรายดังกล่าวไปยังกองการ เจ้าหน้าที่ ในวันแรกที่กลับมาปฏิบัติราชการ หากไม่แจ้งอาจส่งผลกระทบถึงการไม่ได้รับเงินเดือนต่อเนื่องอีกก็ ได้


31 5. การลาพักผ่อน การลาพักผ่อน เป็นการลาหยุดราชการเพื่อพักผ่อนประจ าปี หรือเพื่อไปท ากิจธุระต่าง ๆ หลักเกณฑ์ 1. ข้าราชการมีสิทธิลาพักผ่อนประจ าปีงบประมาณหนึ่งได้ 10 วันท าการ 2. ข้าราชการดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิลาพักผ่อนประจ าปีในปีที่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการยังไม่ถึง 6 เดือน 2.1 ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครั้งแรก 2.2 ลาออกจากราชการเพราะเหตุส่วนตัว แล้วต่อมาได้รับบรรจุเข้ารับราชการอีก 2.3 ลาออกจาก ราชการเพื่อด ารงต าแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง แล้วต่อมาได้รับ การบรรจุเข้ารับราชการอีก หลัง 6 เดือน นับแต่วันออกจากราชการ 2.4 ถูกสั่งให้ออกจากราชการในกรณีอื่น นอกจากกรณีไปรับราชการทหาร และกรณีไป ปฏิบัติงาน ใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ แล้วต่อมาได้รับบรรจุเข้ารับราชการอีก 3. ผู้ที่รับราชการติดต่อกันไม่ถึง 10 ปี สะสมวันลาพักผ่อนได้ โดยวันลาพักผ่อนสะสมกับวันลาพักผ่อน ในปีปัจจุบันรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 20 วันท าการ 4. ผู้ที่รับราชการติดต่อกันมาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สะสมวันลาพักผ่อนได้ โดยวันลาพักผ่อนสะสมกับ วัน ลาพักผ่อนในปีปัจจุบันรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 30 วันท าการ 5. ข้าราชการที่ประจ าการในต่างประเทศ ในเมืองที่ก าลังพัฒนาซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ลาติน อเมริกา อเมริกากลาง หรือเมืองที่มีความเป็นอยู่ยากล าบาก เมืองที่มีภาวะความเป็นอยู่ไม่ปกติ เมืองที่มี สถานการณ์พิเศษ มีสิทธิลาพักผ่อนในปีหนึ่งได้เพิ่มขึ้นอีก 10 วันท าการ แต่ไม่ให้น าวันที่ยังไม่ได้ลาในปีนั้น ไป รวมเข้ากับปีต่อไป การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับ จนถึงผู้มีอ านาจอนุญาต 2. ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะหยุดราชการได้3. ผู้มีอ านาจอนุญาต จะอนุญาตให้ลาครั้งเดียวหรือ หลายครั้งก็ได้ โดยมิให้เสียหายแก่ราชการ การได้รับเงินเดือนระหว่างลา ข้าราชการที่ลาพักผ่อนประจ าปี ได้รับเงินเดือนระหว่างลาไม่เกินระยะเวลาที่ก าหนดในระเบียบว่าด้วย การลาของข้าราชการ *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะ เดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 30 แนวทางปฏิบัติข้าราชการบรรจุใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างทดลอง ปฏิบัติราชการ ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน แต่เมื่อปฏิบัติราชการ ครบ 6 เดือนแล้ว ไม่ว่าจะมีค าสั่งให้พ้นการทดลอง ปฏิบัติราชการแล้วหรือไม่ ก็มีสิทธิลาพักผ่อนได้เลย 6. การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ การลาอุปสมบท หมายถึง การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา (ของข้าราชการชาย) และต้องปฏิบัติ ตามพระราช กฤษฎีกาว่าด้วยการลาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการลาอุปสมบท พ.ศ. 2521 ด้วย การลาไปประกอบพิธีฮัจย์หมายถึง ข้าราชการที่นับถือศาสนาอิสลาม และประสงค์จะลาไปประกอบพิธี ฮัจย์ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย หลักเกณฑ์การลาอุปสมบท


32 1. จะต้องอุปสมบทหรือออกเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ภายใน 10 วันนับแต่วันเริ่มลา และเมื่อ ลา สิกขาหรือเดินทางกลับจากไปประกอบพิธีฮัจย์แล้ว ต้องกลับมารายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการภายใน 5 วัน นับ แต่วันที่ลาสิกขาหรือวันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยหลังจากเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยจะต้อง นับ รวมอยู่ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตการลา ตัวอย่างเช่น ได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบทหรือเดินทางไป ประกอบพิธีฮัจย์ ตั้งแต่วันที่ 1 -30 มิถุนายน ดังนั้น จะต้องอุปสมบทหรือเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ภายใน 10 วัน (ภายในวันที่ 1 - 10 มิถุนายน) จะต้องลาสิกขาในวันที่ 25 มิถุนายน และกลับเข้ารายงานตัวเพื่อปฏิบัติ ราชการหลังจากลาสิกขาหรือเดินทางกลับ จากไปประกอบพิธีฮัจย์ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่ลาสิกขาหรือ เดินทางกลับจากไปประกอบพิธีฮัจย์ ซึ่งอยู่ ในช่วง เวลาที่ขอลาไว้ (ไม่เกิน 30 มิถุนายน) 2. กรณีได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลาอุปสมบท และได้หยุดราชการไปแล้ว แต่มีปัญหา หรืออุปสรรคท าให้ไม่สามารถอุปสมบทตามที่ขอลาได้ ให้มารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติราชการตามปกติและ ขอ ยกเลิกวันลา และหากผู้มีอ านาจพิจารณาเห็นควรอนุญาตให้ยกเลิกวันลาอุปสมบทได้แล้ว ให้ถือว่าวันที่ ได้หยุด ราชการไปแล้วเป็นวันลากิจส่วนตัว การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจพิจารณา 2. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนวันอุปสมบทไม่น้อยกว่า 60 วัน 3. กรณีมีเหตุพิเศษไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนวันอุปสมบทไม่น้อยกว่า 60 วันได้ ให้ชี้แจงเหตุผล ความจ าเป็นประกอบการลา และกรณีเช่นนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอ านาจที่จะพิจารณาให้ลาหรือไม่ก็ได้ การได้รับเงินเดือนระหว่างลา 1. ในช่วงที่รับราชการ ข้าราชการชายที่ยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา และรับราชการมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 12 เดือน สามารถลาอุปสมบทได้ โดยมีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาไม่เกิน 120 วัน 2. ข้าราชการชายเคยอุปสมบทมาแล้ว และจะอุปสมบทอีกโดยเข้าร่วมโครงการการอุปสมบทและ โครงการนั้นเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีก าหนดไม่ให้ถือเป็นวันลา และรับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า12 เดือน สามารถอุปสมบทได้ โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาไม่เกิน 120 วัน 3. ในช่วงที่รับราชการ ข้าราชการชายได้เคยอุปสมบทมาแล้วและต่อมาจะอุปสมบทอีก (อุปสมบท แบบส่วนตัว โดยไม่ใช่ตามโครงการที่มีมติคณะรัฐมนตรีก าหนดไม่ให้ถือเป็นวันลา) สามารถลาอุปสมบทอีกได้ แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปีบ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่น ในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 31 แนวทางปฏิบัติ 1. ให้เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และจัดส่งหนังสือ พร้อม ใบลาให้กองการเจ้าหน้าที่เพื่อด าเนินการเสนอเรื่องถึงผู้มีอ านาจอนุญาต 2. เมื่อครบก าหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบทหรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ให้หน่วยงาน ต้นสังกัดมีหนังสือแจ้งการกลับมาปฏิบัติราชการของข้าราชการรายดังกล่าวไปยังกองการเจ้าหน้าที่ในวันแรก ที่ กลับมาปฏิบัติราชการ 7. การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล การลาเข้ารับการตรวจเลือก เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกให้ไปรับการ ตรวจเลือก เพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจ าการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร การลาเข้ารับ การเตรียมพล เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกให้ไปเข้ารับการระดมพล เข้ารับการ ตรวจสอบพล เข้ารับการฝึกวิชาทหาร หรือเข้ารับการทดลองความพรั่งพร้อมตามกฎหมายว่าด้วย การรับ ราชการทหาร


33 หลักเกณฑ์ 1. ต้องเป็นผู้ได้รับหมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือก 2. เมื่อพ้นจากการเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลแล้ว ให้มารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติ ราชการตามปกติต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 7 วัน ยกเว้นเมื่อมีเหตุจ าเป็น อธิบดีอาจขยายเวลาให้ได้แต่รวมแล้ว ไม่เกิน 15 วัน การรายงานการลา 1. กรณีลาเข้ารับการตรวจเลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันเข้ารับการตรวจเลือกไม่น้อย กว่า 48 ชั่วโมง 2. กรณีลาเข้ารับการเตรียมพล ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลารับ หมายเรียก เป็นต้นไป 3. รายงานแล้วให้ไปเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลตามวันเวลาในหมายเรียก โดยไม่ ต้อง รอรับค าสั่งอนุญาต 4. ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับรายงานลา มีหน้าที่ต้องรายงานลาไปตามล าดับจนถึงอธิบดี การได้รับเงินเดือนระหว่างลา 1. ข้าราชการที่ลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา 2. กรณีพ้นระยะเวลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลแล้ว ไม่มารายงานตัวเพื่อเข้า ปฏิบัติราชการภายใน 7 วัน ให้งดจ่ายเงินเดือนหลังจากนั้นไว้ จนถึงวันเข้าปฏิบัติราชการ ยกเว้น กรณีมีเหตุ จ าเป็น อธิบดีจะให้จ่ายเงินเดือนระหว่างนั้นต่อไปอีกก็ได้แต่ไม่เกิน 15 วัน 8. การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน เป็นการลาหยุดราชการเพื่อไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการ วิจัย หรือดูงาน ซึ่งตามระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และดูงาน ณ ต่างประเทศ พ.ศ. 2549 ให้ค านิยามไว้ดังนี้“ศึกษา” หมายความว่า การเพิ่มพูน ความรู้ด้วยการเรียน หรือการวิจัยตามหลักสูตรของสถาบันการศึกษา หรือสถาบันวิชาชีพ เพื่อให้ได้มาซึ่ง ปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ ก.พ. รับรอง และหมายความรวมถึง การฝึกฝนภาษาและการรับ ค าแนะน าก่อนเข้าศึกษา และการฝึกอบรมหรือการดูงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา หรือต่อจากการศึกษา นั้นด้วย “ฝึกอบรม” หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้ ความช านาญ หรือประสบการณ์ด้วยการเรียน หรือการ วิจัย ตามหลักสูตรของการฝึกอบรม หรือการสัมมนา อบรมเชิงปฏิบัติการ การด าเนินงานตามโครงการ แลกเปลี่ยน กับต่างประเทศ การไปเสนอผลงานทางวิชาการและประชุมเชิงปฏิบัติการ ทั้งนี้ โดยมิได้มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ซึ่งปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ ก.พ. รับรอง และหมายความรวมถึงการฝึกฝน ภาษาและการรับ ค าแนะน าก่อนเข้าฝึกอบรม หรือการดูงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมหรือต่อจากการ ฝึกอบรมนั้นด้วย “ปฏิบัติการวิจัย” หมายความว่า การท างานวิจัยเพื่อน าผลที่ได้รับมาใช้ประโยชน์ของส่วน ราชการโดยตรง ซึ่งไม่รวมถึงการวิจัยตามลักษณะของการศึกษาหรือฝึกอบรม “ดูงาน” หมายความว่า การ เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ด้วยการสังเกตการณ์และการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น หลักเกณฑ์การไป ศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และดูงานภายในประเทศ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการ ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศตามหนังสือส านักงาน ก.พ. ที่ นร 1013.8.5/ว 22 ลงวันที่ 15 กันยายน 2552 หลักเกณฑ์การไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และ ดูงาน ณ ต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรม


34 ปฏิบัติการวิจัย และดูงาน ณ ต่างประเทศ พ.ศ. 2549 การเสนอหรือจัดส่งใบลา (ในประเทศและต่างประเทศ) ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาอนุญาต การได้รับเงินเดือนระหว่างลา 1. ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ได้รับเงินเดือน ระหว่างลา ไม่เกิน 4 ปี นับแต่วันไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย จนถึงวันก่อนวันมารายงานตัว เพื่อเข้าปฏิบัติราชการ 2. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอ านาจอนุญาตการลา (อธิบดี) ให้ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือ ปฏิบัติการวิจัย เกิน 4 ปี ก็ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา แต่รวมแล้วจะต้องไม่เกิน 6 ปี*พระราชกฤษฎีกาการ จ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 33 แนวทางปฏิบัติ ให้เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นเพื่อพิจารณาให้ความเห็น และจัดส่งใบลา ดังกล่าว พร้อมหนังสือปะหน้าให้กองการเจ้าหน้าที่เพื่อด าเนินการเสนออธิบดีพิจารณาอนุญาตต่อไป เมื่อครบ ก าหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตหรือกรณีส าเร็จการศึกษาก่อนครบก าหนดเวลาที่ได้รับอนุญาต ให้หน่วยงาน ต้นสังกัดมีหนังสือแจ้งการกลับมาปฏิบัติราชการของข้าราชการรายดังกล่าวไปยังกองการเจ้าหน้าที่ ภายใน ระยะเวลาที่ก าหนดตามหลักเกณฑ์การไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และดูงาน พร้อมทั้งรายงานผล การศึกษา ฝึกอบรมฯ โดยด่วนต่อไป 9. การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการซึ่งประสงค์จะ ไป ปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ หลักเกณฑ์ 1. มีความประสงค์ที่จะไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ และให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ที่ ก าหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการก าหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปท าการซึ่งให้นับเวลา ระหว่างนั้น เหมือนเต็มเวลาราชการ 2. การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศที่มีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เมื่อปฏิบัติงานแล้วเสร็จ ให้รายงานตัวเข้าปฏิบัติหน้าที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันครบก าหนดเวลาและให้รายงานผลการปฏิบัติงาน ให้ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่กลับมาปฏิบัติราชการ โดยใช้แบบรายงานตามที่ก าหนดไว้ ท้ายระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาอนุญาต และมีค าสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นลาไปปฏิบัติงานได้ 2. การขออยู่ปฏิบัติงานต่อ ให้ยื่นเรื่องพร้อมด้วยเหตุผลความจ าเป็นและประโยชน์ที่ทางราชการจะ ได้รับ ตามแบบท้ายระเบียบต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาอนุญาต การได้รับเงินเดือนระหว่างลา ข้าราชการที่ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เว้นแต่อัตรา เงินเดือนที่ได้รับจากองค์การระหว่างประเทศต่ ากว่าอัตราเงินเดือนของทางราชการที่ผู้นั้นได้รับอยู่ในขณะนั้น ให้ได้รับเงินเดือนจากทางราชการสมทบ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินเดือนจากองค์การระหว่างประเทศแล้วไม่เกินอัตรา เงินเดือนของทางราชการที่ได้รับอยู่ในขณะนั้น *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 34 แนวทางปฏิบัติให้เสนอใบลาต่อ


35 ผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นเพื่อให้ความเห็น และจัดส่งให้กองการเจ้าหน้าที่ เพื่อด าเนินการเสนอถึงอธิบดีและ รัฐมนตรีต่อไป 10. การลาติดตามคู่สมรส การลาติดตามคู่สมรส เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการเพื่อติดตามสามีหรือภริยาโดยชอบด้วย กฎหมาย ที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ เป็นระยะเวลาติดต่อกัน หรือทางราชการสั่งให้ไปปฏิบัติงานในต่างประเทศตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่รวมถึงกรณีที่ คู่สมรสลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน ณ ต่างประเทศ หลักเกณฑ์ 1. คู่สมรส 1.1 เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย 1.2 คู่สมรสเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ 1.3 คู่สมรสไปต่างประเทศเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไปปฏิบัติงาน 1.4 กรณีคู่สมรสลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัยหรือดูงาน ณ ต่างประเทศ ไม่ถือเป็นการ ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติงาน ไม่สามารถลาติดตามคู่สมรสได้ 2. ขอลาได้คราวหนึ่ง (ช่วงระยะเวลาที่คู่สมรสอยู่ปฏิบัติหน้าที่ราชการหรืออยู่ปฏิบัติงานใน ต่างประเทศ เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่ว่าจะเป็นประเทศเดียวกันหรือไม่ก็ตาม) ไม่เกิน 2 ปี และขอลาต่อได้อีก แต่รวมแล้ว ต้องไม่เกิน 4 ปี ถ้าเกิน 4 ปี ต้องลาออกจากราชการ 3. จะลาติดตามคู่สมรสได้ใหม่อีก เมื่อคู่สมรสได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติงานประจ า ใน ประเทศไทยแล้ว และต่อมาได้รับค าสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติงานในต่างประเทศอีก การเสนอ หรือจัดส่งใบลา ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงปลัดกระทรวงเพื่อพิจารณาอนุญาต การได้รับเงินเดือนระหว่างลา ข้าราชการที่ลาติดตามคู่สมรส ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 35 แนวทางปฏิบัติ ให้เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นเพื่อให้ความเห็น และจัดส่งให้กองการเจ้าหน้าที่เพื่อ ด าเนินการ เสนออธิบดีและปลัดกระทรวงพิจารณาอนุญาตต่อไป ๑๑. การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการที่ได้ปฏิบัติราชการและ ได้รับ อันตรายหรือเจ็บป่วยเพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระท าการตามหน้าที่ จนตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการอันเนื่องมาจากเหตุปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกระท าการตามหน้าที่นั้น และ ประสงค์จะเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จ าเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือ ที่จ าเป็นต่อการประกอบอาชีพ หลักเกณฑ์ 1. ต้องเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการจากการได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยเพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่ราชการ ในหน้าที่หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระท าการตามหน้าที่ หรือ 2. เป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการจากการได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยเพราะเหตุอื่น และผู้มีอ านาจสั่ง บรรจุพิจารณาแล้วเห็นว่ายังสามารถรับราชการต่อไปได้


36 3. มีความประสงค์จะลาไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จ าเป็นต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือที่จ าเป็นต่อการประกอบอาชีพ 4. บุคคลตามข้อ 1 จะเลือกลาไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จ าเป็น ต่อการปฏิบัติหน้าที่ หรือที่จ าเป็นต่อการประกอบอาชีพก็ได้ 5. บุคคลตามข้อ 2 มีสิทธิลาเฉพาะการลาเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่ จ าเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ 6. ลาได้ครั้งหนึ่งตามระยะเวลาที่ก าหนดไว้ในหลักสูตร แต่ไม่เกิน 12 เดือน 7. ต้องเป็นหลักสูตรที่ส่วนราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐ องค์กรการกุศลอันเป็นสาธารณะหรือสถาบัน ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของทางราชการเป็นผู้จัดหรือร่วมจัด การเสนอหรือจัดส่งใบลา 1. ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจพิจารณาหรืออนุญาต 2. แสดงหลักฐานเกี่ยวกับหลักสูตรที่ประสงค์จะลาและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอนุญาต 3. ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะหยุดราชการได้ การได้รับเงินเดือนระหว่างลา ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาเพื่อไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ จ าเป็น ต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือที่จ าเป็นต่อการประกอบอาชีพ ได้รับเงินเดือนระหว่างลาตาม ระยะเวลาที่ก าหนด ในหลักสูตร แต่ไม่เกิน 12 เดือน *พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บ าเหน็จ บ านาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 35/1 แนวทางปฏิบัติ ให้เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับชั้นเพื่อให้ความเห็น และจัดส่งให้กองการเจ้าหน้าที่ ด าเนินการ เสนออธิบดี/ปลัดกระทรวงพิจารณาอนุญาตต่อไป การอนุญาตการลากรณีผู้มีอ านาจอนุญาตไม่อยู่ 1. กรณีผู้มีอ านาจอนุญาตการลาตามระเบียบนี้ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และมีเหตุ จ าเป็น เร่งด่วนไม่อาจรอขออนุญาตจากผู้มีอ านาจอนุญาตได้ ให้ผู้ลาเสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้มีอ านาจอนุญาต ชั้นเหนือ ขึ้นไปเพื่อพิจารณา เมื่ออนุญาตแล้วให้แจ้งผู้มีอ านาจอนุญาตตามระเบียบนี้ทราบด้วย 2. ผู้มีอ านาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาจะมอบหมายหรือมอบอ านาจโดยท าเป็นหนังสือให้แก่ผู้ด ารง ต าแหน่งอื่น เป็นผู้พิจารณาหรืออนุญาตแทนก็ได้โดยให้ค านึงถึงระดับต าแหน่งและความรับผิดชอบของผู้รับ มอบ อ านาจเป็นส าคัญ ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ข้อ 8 วรรค การลาช่วงก่อน/หลังวันหยุดราชการ การลาช่วงก่อนและหลังวันหยุดราชการประจ าสัปดาห์หรือประจ าปีเพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกันให้ผู้มี อ านาจพิจารณาหรืออนุญาตใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสมและจ าเป็นที่จะอนุญาตให้ลาได้ โดยมิให้ เสียหาย แก่การปฏิบัติราชการ จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการลากิจ ลาพักผ่อน เช่น การลา พักผ่อนในวันศุกร์และวันจันทร์ ซึ่งเป็นการลาก่อนและหลังช่วงวันหยุดราชการในวันเสาร์และ วันอาทิตย์ หรือ กรณีการลาที่ต่อเนื่องกับวันหยุดราชการประจ าปีต่าง ๆ จึงให้เป็นอ านาจของผู้มีอ านาจพิจารณา หรืออนุญาตที่ จะใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ลาได้ โดยการอนุญาตดังกล่าวจะต้องมิให้เสียหายแก่การปฏิบัติราชการ


37 การลาของข้าราชการที่ได้รับค าสั่งให้ไปช่วยราชการ 1. การลาป่วย ลาคลอดบุตร ลากิจส่วนตัว ลาพักผ่อน ลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียม พล ให้เสนอขออนุญาตลาต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอ านาจพิจารณาหรืออนุญาตของหน่วยงานที่ไปช่วยราชการ เช่น กรณีข้าราชการของกองความปลอดภัยแรงงาน ไปช่วยราชการที่ส านักงานเลขานุการกรม ประสงค์ จะลา พักผ่อนให้เสนอขออนุญาตลาต่อเลขานุการกรม และให้หน่วยงานนั้นรายงานจ านวนวันลาให้หน่วยงาน ต้น สังกัดของผู้นั้นทราบอย่างน้อยปีละครั้ง 2. การลาประเภทอื่น ได้แก่ การลาอุปสมบท หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ หรือลาติดตามคู่สมรส ให้เสนอขออนุญาต ต่อ ผู้มีอ านาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาของส่วนราชการเจ้าสังกัดตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดส าหรับการลา ประเภทนั้น การนับวันลา 1. การนับวันลาให้นับตามปีงบประมาณ 2. การนับวันลาเพื่อประโยชน์ในการเสนอหรือจัดส่งใบลา อนุญาตให้ลา และค านวณวันลา ให้นับ ต่อเนื่องกันโดยนับวันหยุดราชการที่อยู่ในระหว่างวันลาประเภทเดียวกันรวมเป็นวันลาด้วย เว้นแต่ การนับเพื่อ ประโยชน์ในการค านวณวันลาส าหรับวันลาป่วยที่ไม่ใช่วันลาป่วยตามกฎหมาย ว่าด้วยการสงเคราะห์ ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการ วันลาไปช่วยเหลือ ภริยาที่คลอดบุตร วัน ลากิจส่วนตัว และวันลาพักผ่อน ให้นับเฉพาะวันท าการ 3. การลาป่วยหรือลากิจส่วนตัวซึ่งมีระยะเวลาต่อเนื่องกัน จะเป็นในปีงบประมาณเดียวกันหรือไม่ก็ ตาม ให้นับเป็นการลาครั้งหนึ่ง ถ้าจ านวนวันลาครั้งหนึ่งรวมกันเกินอ านาจของผู้มีอ านาจอนุญาตระดับใด ให้น า ใบลาเสนอขึ้นไปตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจอนุญาต 4. ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร ลากิจส่วนตัว ซึ่งมิใช่ลากิจส่วนตัว เพื่อเลี้ยงดูบุตรตามข้อ 22 หรือลาพักผ่อน ซึ่งได้หยุดราชการไปยังไม่ครบก าหนด ถ้ามีราชการจ าเป็นเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอ านาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติราชการระหว่างลาก็ได้ 5. การลาของข้าราชการที่ถูกเรียกกลับมาปฏิบัติราชการระหว่างการลา ให้ถือว่าสิ้นสุดก่อนวัน มา ปฏิบัติราชการ เว้นแต่ผู้มีอ านาจอนุญาตเห็นว่าการเดินทางต้องใช้เวลา ให้ถือว่าสิ้นสุดก่อนวันเดินทางกลับ 6. การลาครึ่งวันในตอนเช้าหรือตอนบ่าย ให้นับเป็นการลาครึ่งวันตามประเภทของการลานั้น ๆ 7. ข้าราชการซึ่งได้รับอนุญาตให้ลา หากประสงค์จะยกเลิกวันลาที่ยังไม่ได้หยุดราชการ ให้เสนอขอ ยกเลิก วันลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจอนุญาตให้ลา และให้ถือว่าการลาเป็นอันสิ้นสุดก่อน วันมา ปฏิบัติราชการ แนวปฏิบัติ การลาป่วยซึ่งผู้อ านวยการกองมีอ านาจอนุญาตการลาครั้งหนึ่งไม่เกิน 60 วัน การลาป่วยที่ต่อเนื่องกัน จะต้องรวมวันหยุดราชการที่อยู่ระหว่างลาเพื่อรวมนับระยะเวลาในการเสนอใบลาว่าอยู่ในอ านาจการพิจารณา ของผู้อ านวยการกองหรือไม่ หากนับรวมแล้วเกิน 60 วัน ผู้มีอ านาจอนุญาตลาคือหัวหน้าส่วนราชการมิใช่ ผู้อ านวยการกอง จึงต้องเสนอขออนุญาตการลาต่ออธิบดี (หัวหน้าส่วนราชการ) หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ส าหรับ ข้าราชการในราชการบริหารส่วนภูมิภาค แต่ส าหรับการค านวณวันลาว่าลาป่วยมาแล้วกี่วันให้นับ เฉพาะ วันท าการไม่รวมวันหยุดราชการ การหยุดราชการอันเนื่องมาจากพฤติการณ์พิเศษ การหยุดราชการอัน เนื่องมาจากพฤติการณ์พิเศษ ตามระเบียบนี้อธิบายได้ ดังนี้1. เป็นพฤติการณ์พิเศษซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไปใน ท้องที่นั้น หรือ 2. เป็นพฤติการณ์พิเศษซึ่งเกิดขึ้นกับข้าราชการผู้นั้นโดยพฤติการณ์พิเศษนั้น มิได้เกิดจากความ


38 ประมาท เลินเล่อ หรือความผิดของข้าราชการผู้นั้นเอง 3. พฤติการณ์พิเศษดังกล่าวร้ายแรงจนเป็นเหตุขัดขวาง ท าให้ ไม่สามารถมาปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้ง ตามปกติได กรณีที่ข้าราชการได้หยุดงาน (ไม่มาท างาน) เนื่องจากมีพฤติการณ์พิเศษลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามที่ กล่าวข้างต้น ให้ข้าราชการผู้นั้นรีบรายงานพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งอุปสรรคขัดขวางที่ท าให้มาปฏิบัติ ราชการ ไม่ได้ต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึง อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติ ราชการ ส าหรับ อธิบดีให้รายงานต่อปลัดกระทรวง เมื่อรายงานแล้วและผู้มีอ านาจเห็นว่าการที่ข้าราชการผู้นั้น มาปฏิบัติราชการ ไม่ได้เป็นเพราะพฤติการณ์พิเศษจริง ให้สั่งให้การหยุดราชการของผู้นั้นไม่นับเป็นวันลาตาม จ านวนวันที่ไม่สามารถ มาปฏิบัติราชการได้นั้น กรณีที่ผู้มีอ านาจเห็นว่าการที่ไม่มาปฏิบัติราชการยังไม่สมควร ถือเป็นพฤติการณ์พิเศษ ให้ถือว่าวันที่ ข้าราชการผู้นั้นไม่มาปฏิบัติราชการเป็นวันลากิจส่วนตัว แนวทางปฏิบัติ 1. ให้จัดท าบันทึกเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา โดย ให้ระบุรายละเอียดพฤติการณ์ ที่เกิดขึ้นหรืออุปสรรคขัดขวางที่ท าให้มาปฏิบัติราชการไม่ได้ พร้อมแนบ หลักฐานประกอบการพิจารณา (ถ้ามี) เช่น ภาพถ่าย 2.กรณีที่ผู้มีอ านาจอนุญาตพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่สมควรถือเป็นพฤติการณ์พิเศษให้จัดท าใบลากิจ ส่วนตัวเสนอผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจอนุญาต


คณะกรรมการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน Pay for Performance (P4P) พฤษภาคม 2565 รายละเอียด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (P4P) โรงพยาบาลฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2565


หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข 1. การก าหนดกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงาน ตามที่คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้กับหน่วยบริการในสังกัดกระทรวง สาธารณสุข จังหวัดเชียงใหม่ ได้ประชุมพิจารณาก าหนดกรอบวงเงิน อาศัยอ านาจตามความในข้อ 12.5 หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทน แนบท้ายข้อบังคับกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการจ่าย ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติให้กับหน่วยบริการ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2544 (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2559 ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานประจ าปี งบประมาณ 2565 ส าหรับโรงพยาบาลฝาง เป็นเงิน 12,472,504.17 บาท รายละเอียดดังนี้ 1. ค่าแรงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 กรกฎาคม 2564 เป็นเงิน 237,300.307.62 บาท ประมาณการเป็นค่าแรงรวม ทั้งปีงบประมาณ 2565 เป็นเงิน 284,760,369.14 บาท 2. สัดส่วนจากประสิทธิภาพด้านการเงินเท่ากับ 4.38 (ตามประกาศตารางที่ 2 แสดงสัดส่วนจาก ประสิทธิภาพด้านการเงิน ในกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีความยกล าบากในการบริหาร ทรัพยากร จ าแนกรายโรงพยาบาล) ค่าน้ าหนักของการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลเท่ากับ 1.0 ค านวณเป็น จ านวนเงิน (Capmax) (4.38) 12,472,504.17 บาทต่อปี หมายเหตุ : ค่าน้ าหนักของระดับการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล ปีงบประมาณ 2565 พิจารณา จากผลการพัฒนาคุณภาพ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 ซึ่งโรงพยาบาลฝาง ผ่านการรับรองคุณภาพ Re-accreditation HA ระยะการรับรองวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ผลงาน พัฒนาคุณภาพจึงอยู่ในระดับใบรับรอง Re-accreditation หมดอายุค่าน้ าหนัก 1.0


2. การแบ่งกลุ่มวิชาชีพ แบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 แพทย์ กลุ่มที่ 2 ทันตแพทย์ กลุ่มที่ 3 เภสัชกร กลุ่มที่ 4 พยาบาลวิชาชีพ กลุ่มที่ 5 นักวิชาการสาธารณสุข แพทย์แผนไทย และนักวิทยาศาสตร์ หมายเหตุ : นักวิทยาศาสตร์ หมายความรวมถึง ผู้ด ารงต าแหน่ง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักกายภาพบ าบัด นัก รังสีการแพทย์ นักวิชาการอาหารและยา นักเทคนิคการแพทย์ นักอาชีวบ าบัด หรือผู้ที่ปฏิบัติงานทางด้านวิทยา ศาสตร์การแพทย์ ที่ด ารงต าแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งได้รับการบรรจุด้วยวุฒิไม่ต่ ากว่าปริญญาตรี ซึ่งใช้เป็น คุณสมบัติเฉพาะต าแหน่งตามที่ ก.พ.ก าหนด กลุ่มที่ 6 เจ้าพนักงานเทคนิคและเจ้าหน้าที่งานเทคนิค 6.1 ปวส. 6.2 ปวช. กลุ่มที่ 7 สายสนับสนุนปริญญาตรี กลุ่มที่ 8 สายบริการอื่น เช่น ผู้ช่วยเหลือคนไข้ กลุ่มที่ 9 สายสนับสนุนต่ ากว่า ปริญญาตรี 9.1 ปวส. ปวท./สนับสนุน 9.2 ปวช./สนับสนุน 9.3 วุฒิ ม.6/สนับสนุน 3. การก าหนดค่าคะแนนประกันผลการปฏิบัติงานขั้นต่ าในเวลาราชการ วิชาชีพ/ประเภทเจ้าหน้าที่ ค่าคะแนนประกันผลการปฏิบัติงานขั้นต่ า แพทย์ 2,200 ทันตแพทย์ 2,200 เภสัชกร 1,440 พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข แพทย์แผน ไทย และนักวิทยาศาสตร์ 1,200 พยาบาลเทคนิคและเจ้าพนักงานเทคนิค 960 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่เทคนิค 720 เจ้าหน้าที่อื่นๆ - สายงานเริ่มต้นในระดับ ปวช. - สายงานเริ่มต้นในระดับ ปวส. - สายงานเริ่มต้นในระดับ ปริญญาตรี 720 960 1,200 เจ้าหน้าที่อื่น ที่ไม่ได้จ้างตามวุฒิการศึกษา เช่น ผู้ช่วย เหลือคนไข้ คนงาน เป็นต้น 600


4. การก าหนดสัดส่วนระหว่างวิชาชีพ วิชาชีพ/ประเภทเจ้าหน้าที่ สัดส่วนวิชาชีพ แพทย์ ไม่น้อยกว่า 1.00 ทันตแพทย์ ไม่น้อยกว่า 0.80 เภสัชกร ไม่น้อยกว่า 0.35 พยาบาลวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 0.25 นักวิชาการสาธารณสุข แพทย์แผนไทย และ นักวิทยาศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 0.20 เจ้าพนักงานเทคนิค เจ้าหน้าที่เทคนิค เจ้าหน้าที่ พยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล ไม่น้อยกว่า 0.10 สายสนับสนุนปริญญาตรี ไม่น้อยกว่า 0.10 สายบริการอื่น เช่น ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ไม่น้อยกว่า 0.05 สายสนับสนุนต่ ากว่า ปริญญาตรี ไม่น้อยกว่า 0.05 สัดส่วนระหว่างวิชาชีพตามตารางข้างต้น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามผลการศึกษาทางวิชาการ


จากตารางก าหนดสัดส่วนวิชาชีพ น าสัดส่วนคูณด้วยจ านวนเจ้าหน้าที่ในแต่ละวิชาชีพ แล้วน าผลรวม สัดส่วนของแต่ละกลุ่มวิชาชีพไปค านวณวงเงินค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานของโรงพยาบาล ดังนี้ หมายเหตุ : การค านวณวงเงินค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานในแต่ละเดือนจะไม่เท่ากัน ตามจ านวนเจ้าหน้าที่ในแต่ละ กลุ่มวิชาชีพ/ประเภทเจ้าหน้าที่ในแต่ละเดือน 5. การจัดเก็บค่าคะแนนผลการปฏิบัติงาน จัดเก็บตามกิจกรรมที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติจริง (Activity Base) ตามที่คณะกรรมการด าเนินงานตามกลุ่ม วิชาชีพ ก าหนดโดยผ่านมติการเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบแต้มปฏิบัติงาน อ้างอิงภาระงานจาก โรงพยาบาลมะการักษ์ และ โรงพยาบาลนครพิงค์ภาระงานเป็น 2 ส่วนหลัก ค่ากลางโรงพยาบาลและภาระ งานของหน่วยงาน LC ปงีบ 2564 (ณ 31 ก.ค 2564) 237,300,307.62 ประมาณการจา่ยทงั้ปงีบ 2564 284,760,369.14 LC 4.380% (4.38*1.0) 12,472,504.17 สว่นตา่งปี64 - 131,576.63 (ลดขึ้น) วงเงิน รายเดอืน 1,039,375.35 5,409.89 /1 สดัสว่น 831,500.28 วิชาชีพ จ านวน(คน)* สดัสว่น รวมสดัสว่น 80% คา่ตอบแทนเฉลยี่ /คน 1. แพทย์ 41 1.00 41 221,806 5,409.89 2. ทันตแพทย์ 11 0.80 8.8 47,607 4,327.91 3. เภสัชกร 19 0.35 6.65 35,976 1,893.46 4. พยาบาลวิชาชีพ 255 0.25 63.75 344,881 1,352.47 5. นักวิชาการสาธารณสุข แพทย์แผนไทย และนักวิทยาศาสตร์ 62 0.20 12.4 67,083 1,081.98 6.เจ้าพนักงานเทคนิคและเจ้าหน้าทเี่ทคนิค 6.1 เจ้าพนักงานเทคนิคและเจ้าหน้าทเี่ทคนิค (960) 57 0.10 5.7 30,836 540.99 6.2 เจ้าพนักงานเทคนิคและเจ้าหน้าทเี่ทคนิค (720) 6 0.10 0.6 3,246 540.99 7. สายสนับสนุน ป.ตรี 21 0.10 2.1 11,361 540.99 8. สายบริการอื่น เช่น ผู้ช่วยเหลือคนไข้ 155 0.05 7.75 41,927 270.49 9. สายสนับสนุน ต่่ากว่า ป.ตรี 9.1 ปวส. ปวท./สนับสนุน (960) 31 0.05 1.55 8,385 270.49 9.2 ปวช./สนับสนุน (720) 9 0.05 0.45 2,434 270.49 9.3 วุฒิม.6/สนับสนุน (600) 59 0.05 2.95 15,959 270.49 รวม 726 3.10 153.7 831,500 1,145.32 *จ่านวนบุคลากร ณ เดอืนสิงหาคม 2564 ประมาณการวงเงินส าหรับการดา เนินการจา่ยเงินคา่ตอบแทนตามผลการปฏิบตังิานฯ (P4P) โรงพยาบาลฝาง ปงีบประมาณ 2565


6. หลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน กรอบวงเงิน แบ่งการจัดสรรวงเงินค่าตอบแทนส าหรับการวัดผลการปฏิบัติงานตามภาระงาน ร้อยละ 80 และการวัดผลการปฏิบัติงานเชิงคุณภาพ ร้อยละ 20 รายละเอียด ดังแสดง 1. จัดสรรตามค่าภาระงาน ร้อยละ 80 เงื่อนไข 1. จัดสรรให้เฉพาะบุคลากรที่มีค่าคะแนนภาระงานเกินค่าคะแนนประกันขั้นต่ า หากมีผู้ที่ไม่ได้รับเงิน เนื่องจากค่าคะแนนไม่ถึงค่าคะแนนขั้นต่ า ให้คืนเงินกลับไปเฉลี่ยให้บุคลากรในกลุ่มวิชาชีพนั้น 2. ก าหนดให้มีความแตกต่างของผู้ได้รับเงินสูงสุดกับผู้ได้รับเงินต่ าสุด ไม่เกินร้อยละ 60 โดยค านวณจาก สูตรการค านวณ ตามมติการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าคะแนนตามผลการปฏิบัติงาน ครั้งที่ 3/2562 วันที่ 19 กันยายน 2562 ดังนี้ วงเงิน P4P = (แต้มเกินของแต่ละคน − แต้มต่ าสุด) 30 (ค่ากึ่งกลางพิสัยของแต้มปฏิบัติงานในกลุ่มวิชาชีพ − แต้มต่ าสุด) + 70 วงเงินวิชาชีพ จ านวนคน 100


2.จัดสรรตามคุณภาพงาน ร้อยละ 20 ตามมติการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าคะแนนตามผลการปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2565 แบ่ง การจัดสรรในส่วนคุณภาพงาน ออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 1. ประเด็นคุณภาพงาน 20% ของผู้บริหาร มีตัวชี้วัดที่ติดตามในปีงบประมาณ 2565 ดังนี้ ตัวชี้วัดรายเดือน ประเด็นคุณภาพผู้บริหาร ผู้อ านวยการ ล าดับ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ 1 โรงพยาบาลฝาง (รพท.ขนาดเล็ก (M1)) มีค่า CMI ไม่น้อยกว่า 1.00 นพ.วิชญ์ สิริโรจน์พร/ นางสาวเรียม ฟองมูล (เลขา) 2 วิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาล ฝาง ไม่เกินระดับ 7 นพ.วิชญ์ สิริโรจน์พร/ นางสาวเรียม ฟองมูล (เลขา) ตัวชี้วัดรายเดือน ประเด็นคุณภาพผู้บริหาร รองผู้อ านวยการฝ่ายการแพทย์ ล าดับ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ 1 ประชุมคณะกรรมการบริหาร โรงพยาบาลฝาง มีการประชุม นายศราวุธ กันสืบ/ นางสาวพัชราพร ใจป่าตาล (เลขา) 2 Unit cost ไม่เกินค่ามาตรฐาน นายศราวุธ กันสืบ/ นางสาวพัชราพร ใจป่าตาล (เลขา) ตัวชี้วัด ประเด็นคุณภาพผู้บริหาร รองผู้อ านวยการฝ่ายการบริหาร ล าดับ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ 1 การบริหารสินค้าคงคลังของ โรงพยาบาลฝาง ไม่เกิน 2 เดือน นายรณกร จันทร์ซา/ นายพุฒิพงศ์ จันทรฟู (เลขา) 2 การบริหารสัญญาไม่ให้เกิดความ ผิดพลาด ร้อยละ 80% นายรณกร จันทร์ซา/ นายพุฒิพงศ์ จันทรฟู (เลขา) ตัวชี้วัด ประเด็นคุณภาพผู้บริหาร รองผู้อ านวยการฝ่ายการพยาบาล ล าดับ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ 1 ร้อยละของหน่วยงานใน NSO ทีมี การน าเครื่องมือคุณภาพมาใช้ใน การให้บริการ ร้อยละ 80 นางสาวแสงอาทิตย์ วิชัยยา/ นางสาวไอยูมิ อิซุมิ (เลขา) 2 ร้อยละของหน่วยงานที่มีการ บริหารอัตราก าลังเพียงพอตาม FTE ร้อยละ 80 นางสาวแสงอาทิตย์ วิชัยยา/ นางสาวไอยูมิ อิซุมิ (เลขา)


2. ประเด็นตามตัวชี้วัด (KPI) ปีงบประมาณ 2565 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ร้อยละ 70 ตามผลงานหน่วยงาน ซึ่งมีการก าหนดเงื่อนไข ดังนี้ 1. ต้องมีรายงานผลงานประจ าปี/มีผลการปฏิบัติงาน/ผลงานตามตัวชี้วัด 2. ต้องมีการน าเสนอผลงานในเวทีการน าเสนอที่ก าหนด 3. ต้องส่งสรุปผลงาน Service Profile ภายในระยะเวลาที่ก าหนดเท่านั้น 4. บุคลากรนั้นต้องปฏิบัติงาน 8 เดือนขึ้นไปในปีงบประมาณประมาณ ตามมติการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าคะแนนตามผลการปฏิบัติงาน ครั้งที่ 1/2565 วันที่ 18 มกราคม 2565 เห็นชอบตามแนวทางปีงบประมาณประมาณ 2564 แต่เนื่องจากด าเนินงานที่ผ่านมา เวลา การน าเสนอมีอย่างจ ากัด ไม่ครอบคลุมทุกฝ่าย/งาน ดังนั้นการด าเนินงานปีงบประมาณ 2565 จึงเสนอให้มีการ น าเสนอครอบคลุมทุกฝ่าย/งาน เน้นผลลัพธ์เชิงคุณภาพมากขึ้น 2. ร้อยละ 30 ผลงานตามตัวชี้วัดอื่น ที่การด าเนินงานเป็นทีม/คณะท างาน/คณะกรรมการ/งาน นโยบาย/ความจ าเป็น ซึ่งมีประเด็นและเงื่อนไข ดังนี้ หมายเหตุ : จากมติที่ประชุมครั้งที่ 3/2565 วันที่ 7 มิถุนายน 2565 และได้หารือเพิ่มเติมในส่วนร้อยละ 5 จ านวนเงิน 29,857.51 ที่คงเหลือ จากประเด็นเดิมเรื่องอัตราตายผู้ป่วยโควิด-19 ใน Home Isolation เป็น ศูนย์ ซึ่งมติที่ประชุมที่ผ่านมา มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบทบทวนประเด็นที่เสนอ ตามข้อเสนอแนะของคณะ กรรมการฯ และให้เสนอในที่ประชุมพิจารณาในครั้งถัดไปนั้น ผู้รับผิดชอบแจ้งขอยกเลิกและไม่มีประเด็นเสนอ ทดแทน โดยที่ประชุมเห็นว่าการด าเนินงานต่าง ๆ ผ่านไตรมาส 2 แล้ว จึงขอยกเก็บไว้เพื่อคืนเข้าเงินบ ารุง โรงพยาบาลฝาง


Click to View FlipBook Version