คู่มอื เตรยี มสอบ
ธรรมศึกษาชั้นตรี
ระดบั มธั ยมศกึ ษา
ตรงตามหลกั สูตรแม่กองธรรมสนามหลวง
ปี ๒๕๖๑
รวมสรุปยอ่ เนื้อหาทใ่ี ชใ้ นการเตรยี มสอบธรรมศกึ ษาชน้ั ตรี ระดบั มธั ยมศกึ ษา
ภายในเลม่ มเี น้อื หาประกอบดว้ ย เทคนิคการเขียนเรยี งความแก้กระทู้ธรรม
สรปุ ย่อเนอ้ื หาและตวั อยา่ งข้อสอบที่ใช้สอบในปจั จบุ นั ครบทุกวชิ า
เหมาะอยา่ งย่งิ สาหรบั นักเรียนใชท้ บทวนเน้อื หา
และเตรยี มความพร้อมก่อนสอบ
ชว่ ยเพมิ่ ความมั่นใจในการสอบมากยง่ิ ขน้ึ
พระอตคิ ณุ ฐิตวโร ( เอีย่ มดี )
ข
คมู่ อื เตรียมสอบธรรมศกึ ษาช้ันตรี ระดบั มัธยมศึกษา
พิมพค์ ร้ังแรก : ๖ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๖๒
จานวน : ๒,๐๐๐ เลม่
ISBN : 978-616-497-565-1
จดั พิมพ์โดย : พระอติคุณ ฐิตวโร (เอี่ยมดี)
โรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย
๒๓/๒ หมู่ ๗ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทมุ ธานี ๑๒๑๒๐
http://www.pariyat.com, E-mail : [email protected]
พิมพ์ท่ี : บรษิ ทั สขุ มุ วิทการพิมพ์ จากดั
สขุ ุมวิท ๙๗/๑ แขวงบางจาก เขตพระโขนง จ.กรุงเทพฯ ๑๐๒๖๐
ข้อมลู ทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
อตคิ ุณ ฐติ วโร (เอย่ี มดี).
คูม่ อื เตรียมสอบธรรมศึกษาช้นั ตรี ระดบั มธั ยมศกึ ษา.-- ปทุมธานี : สุขมุ วิทการพิมพ์, 2562.
64 หน้า.
1. พทุ ธศาสนา--การศกึ ษาและการสอน. I. ช่ือเร่ือง.
294.307
ISBN 978-616-497-565-1
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชนิ าติ
การใหธ้ รรมะเปน็ ทาน ย่อมชนะการให้ท้ังปวง
หนังสือเลม่ นีไ้ ดร้ ับการสนับสนุนการจัดพมิ พ์และเผยแพร่เปน็ ธรรมทาน โดย มูลนธิ ธิ รรมกาย
สาหรับสานกั ศาสนศกึ ษา สถานศึกษา
ทม่ี คี วามประสงคจ์ ะนาไปใช้ประกอบการเรียนการสอน ธรรมศึกษาชน้ั ตรี ระดบั มัธยมศึกษา
กรุณาตดิ ตอ่ โรงเรียนพระปริยตั ิธรรม วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี โทร. ๐-๒๘๓๑-๑๐๐๐
ค
คานา
คู่มือเตรียมสอบธรรมศึกษาช้ันตรี ระดับมัธยมศึกษา จัดพิมพ์
ขน้ึ เพ่อื ใหน้ กั เรียนไดม้ คี ่มู อื เตรยี มสอบ ที่สามารถอ่านไดท้ ัง้ สรุปย่อเน้ือหา
และตัวอย่างข้อสอบ ตรงตามหลักสูตรแม่กองธรรมสนามหลวง ปี
๒๕๖๑ ภายในเลม่ มเี น้ือหาประกอบด้วย เทคนคิ การเขยี นเรียงความแก้
กระทู้ธรรม สรุปย่อเนื้อหาและตัวอย่างข้อสอบที่ใช้สอบในปัจจุบันครบ
ทุกวิชา เหมาะอยา่ งย่งิ สาหรบั นกั เรยี นใช้ทบทวนเนอื้ หาและเตรียมความ
พรอ้ มก่อนสอบ
ผู้จัดทาหวังว่า นักเรียนธรรมศึกษาจะได้รับประโยชน์จาก
การศกึ ษาหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะวิธกี ารเขียนเรียงความแกก้ ระทธู้ รรมที่
ง่ายต่อการจดจา และสรุปย่อเนื้อหาแต่ละวิชาท่ีจะช่วยเสริมความเข้าใจ
และจดจาแนวทางการออกขอ้ สอบได้ง่าย ใช้ทบทวนเน้ือหาก่อนเข้าสอบ
ธรรมสนามหลวง เพ่ือให้เกิดความม่ันใจในการทาข้อสอบได้มากย่ิงข้ึน
สามารถสอบผา่ นธรรมศกึ ษาตรไี ดอ้ ย่างภาคภูมิใจ
ท้ายที่สุดนี้ ขอขอบคุณผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าท่ี และผู้มี
สว่ นเก่ยี วขอ้ งทุกท่านท่ใี ห้คาแนะนา พรอ้ มทั้งความชว่ ยเหลอื สนบั สนุนใน
การจัดพิมพ์หนังสือเล่มน้ีจนสาเร็จเรียบร้อยด้วยดีทุกประการ ขอน้อม
อุทิศบุญกุศลทั้งหลายอันจะเกิดขึ้น แด่มหาปูชนียาจารย์ มารดาบิดา
คณุ ครอู ุปชั ฌายอ์ าจารย์และผูม้ พี ระคณุ ทุกทา่ น
ขอขอบคณุ และอนโุ มทนาบุญ
พระอติคณุ ฐิตวโร (เอีย่ มดี)
โรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรม วัดพระธรรมกาย
๖ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๖๒
ง
สารบญั หน้า
๑
บทที่ ๑ การเขยี นเรียงความแกก้ ระทู้ธรรม ธรรมศกึ ษาชนั้ ตรี
ระดับมัธยม ๒
๑.๑ วธิ อี ่านภาษาบาลี ๓
๑.๒ หลกั เกณฑก์ ารเขยี นเรียงความแกก้ ระทธู้ รรม ๔
๑.๓ โครงสร้างการเขียนกระท้ธู รรม ๕
๑.๔ แนวทางการอธบิ ายหวั ข้อกระทูธ้ รรม ๙
๑.๕ ตัวอยา่ งการเขยี นอธิบายหวั ข้อกระทูธ้ รรม ๑๒
๑.๖ กระทู้ยอดนิยม ๑๔
๑๕
บทที่ ๒ สรุปยอ่ เนอ้ื หา-แนวขอ้ สอบธรรมศกึ ษาชนั้ ตรี ระดบั มัธยม ๒๕
๒.๑ แนวขอ้ สอบธรรมศึกษาชน้ั ตรี วิชาธรรมวภิ าค ๔๒
๒.๒ แนวขอ้ สอบธรรมศกึ ษาช้นั ตรี วชิ าพุทธประวตั ิ ๔๖
๒.๓ แนวข้อสอบธรรมศึกษาชัน้ ตรี วชิ าศาสนพิธี ๕๔
๒.๔ แนวข้อสอบธรรมศึกษาชัน้ ตรี วชิ าเบญจศีลเบญจธรรม
บรรณานุกรม
บทท่ี ๑
การเขียนเรียงความ
แก้กระทู้ธรรม ธรรมศกึ ษาช้นั ตรี
ระดบั มธั ยม
๒
๑.๑ วธิ ีอา่ นภาษาบาลี
๑) พยัญชนะท่มี สี ระกากับอยู่ ให้อา่ นออกเสียงตามสระน้นั ๆ เช่น
ปรุ มิ านิ อา่ นว่า ป-ุ ริ-มา-นิ
ตณี ิ อ่านว่า ตี-ณิ
๒) พยัญชนะที่ไมม่ ีสระใดๆ กากับอยูเ่ ลย ใหอ้ า่ นออกเสียงสระ อะ ทกุ แห่ง เช่น
นววิธ อ่านวา่ นะ-วะ-วิ-ธงั
ปน อา่ นว่า ปะ-นะ
๓) พยญั ชนะทีม่ ี พินทุ ( ) อยขู่ ้างลา่ ง แสดงวา่ พยญั ชนะตวั นั้นเป็นตัวสะกด ใหอ้ ่านออกเสยี งรวมกบั สระของพยญั ชนะ
ทอี่ ยขู่ ้างหน้า เช่น
ภกิ ขู (ภิ+ก=ภกิ ) อา่ นวา่ ภกิ -ขู
โหนติ (โห+น=โหน) อา่ นวา่ โหน-ติ
ถ้าพยญั ชนะทอี่ ยขู่ ้างหน้าไม่มีสระใดๆ กากับอยู่เลย พนิ ทุ ( ) นนั้ จะเทา่ กับไม้หันอากาศ เช่น
ตตถ (ตะ+ต=ตตั ) อ่านวา่ ตัต-ถะ
อฏฺฐ (อะ+ฏ=อัฏ) อา่ นว่า อฏั -ฐะ
๔) พยญั ชนะที่มี นคิ หติ ( ) อยู่ข้างบนและมสี ระกากบั อยดู่ ว้ ย ให้อ่านออกเสียงมี ง เป็นตัวสะกด เชน่
กึ (ก+ิ ง=กิง) อ่านว่า กงิ
กาตํุ (ตุ+ง=ตุง) อ่านวา่ กา-ตุง
ถา้ พยัญชนะทมี่ ี นิคหติ ( ) อยูข่ ้างบน แตไ่ มม่ ีสระใดๆ กากบั อยเู่ ลย นิคหติ ( ) นน้ั จะเท่ากับ องั เช่น
วตต (ตะ+ง=ตัง) อา่ นวา่ วตั -ตัง
อย (ยะ+ง=ยัง) อ่านว่า อะ-ยงั
๕) พยัญชนะตวั หนา้ ท่มี ี พินทุ ( ) อยู่ขา้ งล่าง ให้อ่านออกเสียงสระ อะ กงึ่ เสียง เช่น
เทวฺ อา่ นว่า ท-๎ เว
พยตต อ่านว่า พ๎-ยตั -ตัง
๖) ถา้ มี ร อยู่หลงั พยัญชนะท่มี ี พนิ ทุ ( ) อยูข่ ้างลา่ ง ให้อา่ นออกเสียงควบกลา้ กนั เชน่
ตตร อา่ นวา่ ตัต-ตระ
พรหมจริยา อ่านว่า พรัม-มะ-จะ-ร-ิ ยา
๗) ส ท่ีมี พนิ ทุ ( ) อยขู่ า้ งลา่ ง ใหอ้ ่านออกเสียงเป็นตัวสะกดของพยญั ชนะที่อย่ขู า้ งหนา้ และออกเสยี ง ส น้นั อกี ก่งึ เสยี ง
เชน่
อิมสมึ อา่ นวา่ อิ-มัส-ส๎-หมงิ
ตสมา อ่านว่า ตัส-ส-๎ หมา
๓
๘) คาทล่ี งทา้ ยด้วย ตวา ตวาน ให้อ่านออกเสียง ต เปน็ ตัวสะกดของพยญั ชนะท่ีอยขู่ ้างหนา้ และออกเสียง ต น้ัน
อกี ก่งึ เสียง เชน่
กตวา อ่านวา่ กตั -ต๎-วา
คเหตวา อ่านวา่ คะ-เหต-ต๎-วา
๙) ฑ ให้อ่านออกเสยี งเปน็ ตัว ด ท้งั หมด เชน่
ปณิ ฑปาต อา่ นวา่ ปณิ -ดะ-ปา-ตัง
ปิณฑาย อา่ นวา่ ปณิ -ดา-ยะ
๑๐) ห ท่ีมีสระ อี อยดู่ ว้ ย ให้อา่ นออกเสยี งเปน็ ฮี เชน่
ตณุ หี อ่านว่า ตณุ -ณ-๎ ฮี
อจฉาเทหตี ิ อา่ นว่า อัจ-ฉา-เท-ฮี-ติ
๑.๒ หลักเกณฑก์ ารเขยี นเรียงความแก้กระทู้ธรรม
๑) กระทู้ตงั้ คอื ธรรมภาษติ ทีเ่ ป็นปญั หาท่ยี กขึน้ มาก่อนสาหรับให้แต่งแก้ เชน่
ปาปาน อกรณ สขุ .
การไมท่ าบาป นาสขุ มาให้.
๒) คานา คือ คาขึ้นต้นหรือคาชี้แจงกอ่ นจะแต่งต่อไป กล่าวคือ เมื่อยกคาถาบทต้ังไว้แล้วเวลาจะแต่งต้อง
ข้นึ อารมั ภบทก่อนว่า
บัดนี้จักได้บรรยายขยายความตามธรรมภาษิตท่ีได้ลิขิตไว้ ณ เบ้ืองต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการ
ประพฤติปฏบิ ตั ิของสาธุชนผู้ใคร่ในธรรมสบื ไป
๓) เนื้อเร่ืองของกระทู้ตั้ง ต้องมีเน้ือหาสาระสาคัญ ลาดับเน้ือหาสาระให้ต่อเนื่องกันเป็นเหตุเป็นผล โดย
ขึ้นต้นดว้ ยคาวา่ “อธิบายความว่า” ก่อนจบการอธบิ ายจะลงท้ายด้วยคาว่า “นส้ี มด้วยธรรมภาษิต ทีม่ าใน (ใสท่ มี่ าของ
ธรรมภาษิตทนี่ ามารบั ) วา่ ” เพอื่ รบั รองไวเ้ ป็นหลกั ฐาน เชน่
นีส้ มด้วยธรรมภาษิต ท่ีมาใน ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท วา่
๔) กระทู้รับ คือ ธรรมภาษิตท่ียกขึ้นมารับรองให้สมเหตุสมผลกับกระทู้ต้ัง เพราะการแต่งเรียงความน้ัน
ต้องมีกระท้รู ับอ้างให้สมจรงิ กับเนอื้ ความทีไ่ ดแ้ ต่งไป มใิ ช่เขยี นไปแบบลอย ๆ เช่น
อตตา หิ อตตโน นาโถ.
ตนแลเปน็ ทีพ่ ่งึ แห่งตน.
๕) เนื้อเรื่องของกระทู้รับ คือ อธิบายเนื้อหาสาระสาคัญของธรรมภาษิตท่ียกมารับ โดยขึ้นต้นด้วยคาว่า
“อธบิ ายความว่า”
๖) บทสรุป คือ การรวบรวมใจความสาคัญของเรื่องท่ีได้อธิบายมาแต่ต้น โดยกล่าวสรุปลงส้นั ๆ หรือย่อ ๆ
ใหไ้ ด้ความหมายท่ีครอบคลุมถงึ เน้ือหาทกี่ ล่าวมาทง้ั กระทู้ตง้ั และกระทู้รับ โดยข้ึนต้นดว้ ยคาว่า “สรปุ ความวา่ ” กอ่ นจบ
๔
การสรุปจะลงท้ายด้วยคาว่า “สมด้วยธรรมภาษิตท่ีได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า” แล้วจึงเขียนกระทู้ต้ัง พร้อมคาแปลอีก
ครั้งหนึ่ง เชน่
สมดว้ ยธรรมภาษติ ท่ีได้ลขิ ิตไว้ ณ เบอ้ื งต้นว่า
ปาปาน อกรณ สขุ .
การไม่ทาบาป นาสขุ มาให้.
๗) คาลงท้าย คือ ประโยคที่เป็นการจบการเขียนเรียงความ จะใช้คาว่า “มีนัยดังได้พรรณนามาด้วย
ประการฉะนี้ ฯ” โดยใหเ้ ขียนขน้ึ บรรทดั ใหมช่ ดิ เสน้ กน้ั หน้า
๘) จานวนกระทรู้ ับ คือ จานวนธรรมภาษติ ทีจ่ ะต้องหามาเชือ่ มกบั กระทู้ตง้ั สาหรบั ระดบั ธรรมศึกษาชั้นตรี
ใหใ้ ช้ ๑ ธรรมภาษิต
๙) จานวนหน้าท่ีต้องเขียน คือ การเขียนเรียงความในกระดาษตอบสนามหลวง ขนาด F14 เว้นบรรทัด
สาหรับระดับธรรมศึกษาช้ันตรี ต้องเขียนอย่างน้อย ๒ หน้ากระดาษขึ้นไป และห้ามใช้ดินสอหรือปากกาน้าหมึกสีแดง
เขียนหรือขีดเส้นโดยเด็ดขาด ให้ใช้ปากกาน้าหมึกสีน้าเงนิ หรือสีดาเท่าน้นั หากเขียนผิดเล็กน้อย สามารถใช้น้ายาหรอื
เทปลบคาผดิ ได้
๑๐) การเขยี นตวั เลขบอกจานวน หากตอ้ งเขยี นตวั เลขบอกจานวนข้อ เช่น ๑)........ ๒)........ ๓)........ ให้
ใชต้ วั เลขไทย หา้ มเขียนตัวเลขอารบิค และไม่ต้องขนึ้ ยอ่ หนา้ ใหม่ ใหเ้ ขียนเรียงต่อกันอย่ใู นย่อหน้าของการอธิบายความ
๑.๓ โครงสรา้ งการเขียนกระท้ธู รรม
(กระท้ตู ัง้ )------------------.
(คาแปลกระทูต้ ัง้ )----------------. (ไม่ตอ้ งเขยี นท่มี าของกระท้ตู งั้ )
บัดนี้จักได้บรรยายขยายความตามธรรมภาษิตท่ีได้ลิขิตไว้ ณ เบ้ืองต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการ
ประพฤติปฏบิ ตั ิของสาธชุ นผูใ้ ครใ่ นธรรมสืบไป
อธบิ ายความว่า ---------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------(เขียนอธิบายประมาณ ๑๐-๑๒ บรรทดั )------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------ น้สี มดว้ ยธรรมภาษติ ทม่ี าใน -----(ทมี่ าของกระทู้รับ)-----ว่า
(กระทรู้ บั )------------------.
(คาแปลกระทรู้ บั )----------------.
อธิบายความวา่ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------(เขียนอธบิ ายประมาณ ๑๐-๑๒ บรรทดั )-----------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๕
สรุปความว่า -------------------(เขยี นอธบิ ายประมาณ ๕-๘ บรรทดั )----------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------- สมด้วยธรรมภาษิตท่ีได้ลขิ ติ ไว้ ณ เบ้อื งตน้ วา่
(กระทู้ตัง้ )------------------.
(คาแปลกระทู้ตงั้ )----------------. (ไม่ตอ้ งเขียนที่มาของกระทตู้ ง้ั )
มีนัยดงั ได้พรรณนามาดว้ ยประการฉะนี้ ฯ
____________
๑.๔ แนวทางการอธบิ ายหัวข้อกระทธู้ รรม
สาหรับการเรียนการสอนธรรมศึกษาช้ันตรี ระดับมัธยมศึกษา มีขอบข่ายพุทธศาสนสุภาษิตท่ีจะใช้เป็น
หัวขอ้ กระทู้ตงั้ มี ๓ หมวดธรรม ไดแ้ ก่ ๑) หมวดบาป ๒) หมวดกรรม ๓) หมวดบญุ มีรายละเอยี ด ดังนี้
๑. ปาปวรรค คือ หมวดบาป
หมวดบาป มีพทุ ธศาสนสุภาษติ ที่ตอ้ งศกึ ษา ๓ หัวข้อ (ขอ้ สอบอาจจะเลือกมาเป็นกระทู้ต้ัง) คือ
๑) ทกุ โข ปาปสส อจุ จโย. ความส่งั สมบาป นาทกุ ข์มาให้.
๒) ปาปาน อกรณ สขุ . การไมท่ าบาป นาสขุ มาให้.
๓) นตถิ อการยิ ปาปํ มสุ าวาทิสส ชนตโุ น. คนมกั พูดมุสา จะไมพ่ งึ ทาความชว่ั ยอ่ มไม่มี.
สาหรบั ตวั อยา่ งกระทูร้ บั ทแ่ี นะนาใหใ้ ช้ คือ
อตตา หิ อตตโน นาโถ ตนแลเป็นทพี่ ึ่งแห่งตน
ทม่ี า ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบท
กระทู้ตั้ง กระท้รู ับ
ทกุ ฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย.
ความส่ังสมบาป นาทกุ ขม์ าให้.
ปาปาน อกรณ สุข. อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ.
การไมท่ าบาป นาสขุ มาให้. ตนแลเปน็ ที่พ่ึงแหง่ ตน.
นตถฺ ิ อการิย ปาปํ มุสาวาทสิ ฺส ชนตฺ ุโน.
คนมักพูดมุสา จะไม่พงึ ทาความชั่ว ยอ่ มไมม่ ี.
มแี นวทางการอธิบาย ดังนี้
๖
กระทู้ตง้ั ทเ่ี ป็นขอ้ สอบ หมวดบาป
(กระทู้ตง้ั )------------------.
(คาแปลกระท้ตู งั้ )----------------. (ไม่ต้องเขียนท่ีมาของกระท้ตู ง้ั )
บัดน้ีจักได้บรรยายขยายความตามธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพ่ือเป็นแนวทางแห่งการ
ประพฤตปิ ฏบิ ัตขิ องสาธุชนผู้ใคร่ในธรรมสืบไป
อธิบายความว่า บาป หมายถึง ความประพฤติชั่ว มี ๓ ทาง คือ ทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม ทางวาจา ได้แก่ การพูดปด พูดคาหยาบ พดู ส่อเสยี ด พูดเพ้อเจอ้ และทางใจ ได้แก่ โลภ คิดพยาบาท
ผู้อื่น เห็นผิดเป็นชอบ คนที่สั่งสมบาปเป็นประจา แม้จะมีความสุขสบายในช่วงแรก แต่ผลแห่งบาปที่ทาน้ันย่อมติดตาม
ส่งผลใหไ้ ดร้ ับความทุกขใ์ นที่สุด เชน่ ถูกยดึ ทรัพย์สิน ตดิ คุกตาราง ผู้ท่ีสามารถละเว้นจากบาปได้ย่อมจะได้รับความสุข
อย่างแท้จริง มีความสุขใจเป็นเบื้องต้น เราต้องฝึกฝนละเวน้ จากบาปด้วยตนเอง ไม่สามารถพ่ึงผู้อ่นื ให้ทาแทนได้ นี้สม
ด้วยธรรมภาษติ ทีม่ าใน ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบท วา่
อตตา หิ อตตโน นาโถ.
ตนแลเปน็ ท่ีพ่งึ แห่งตน.
อธิบายความว่า ตน คือ ตัวเราที่ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ เราใช้ร่างกายในการประกอบอาชีพ หา
เลยี้ งชีวติ ให้ดารงสงั ขารอยูไ่ ด้ และใช้จติ ใจควบคมุ รา่ งกายอีกทหี นงึ่ ซง่ึ จติ ใจทไ่ี ด้รับการฝึกฝนอบรมดีแล้วย่อมพาร่างกาย
น้ีให้กระทาแต่สิ่งท่ีเป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งให้แก่ตนเองได้ เช่น การทาบุญกุศลด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิ
ภาวนา ท้ังในชาตนิ ี้และภพชาตติ อ่ ๆ ไป
สรุปความว่า บาปเป็นส่ิงท่ีต้องละเวน้ ไม่ให้เกดิ ขึ้น เราต้องฝึกฝนด้วยตนเอง ไม่สามารถพ่ึงผู้อื่นให้ทาแทน
ได้ ผทู้ ่ีสามารถละเว้นจากบาปได้ ยอ่ มไม่พบกบั ความทุกข์ มแี ต่ความสขุ และยังทาใหส้ ามารถทาความดี สร้างบุญกุศลได้
มากยิ่งข้ึนไป ละโลกไปแลว้ จะไดไ้ ปสวรรค์ สมด้วยธรรมภาษิตท่ีได้ลิขิตไว้ ณ เบอ้ื งต้นวา่ ....
กระทตู้ งั้ ทีเ่ ป็นขอ้ สอบ หมวดบาป
(กระทตู้ งั้ )------------------.
(คาแปลกระทตู้ ้งั )----------------. (ไม่ต้องเขียนท่มี าของกระทตู้ งั้ )
มีนัยดงั ได้พรรณนามาดว้ ยประการฉะนี้ ฯ
_____________
๒. กมั มวรรค คือ หมวดกรรม
หมวดกรรม มพี ุทธศาสนสุภาษติ ที่ตอ้ งศกึ ษา ๔ หัวข้อ (ข้อสอบอาจจะเลอื กมาเป็นกระทู้ต้ัง) คือ
๑) สานิ กมมานิ นยนติ ทคุ คตึ. กรรมชว่ั ของตนเอง ย่อมนาไปสู่ทุคติ.
๒) อกต ทกุ กฏ เสยโย. ความช่ัว ไม่ทาเลยเสียดีกวา่ .
๓) กลยาณการี กลยาณ ปาปการี จ ปาปก. ทาดีไดด้ ี ทาช่วั ได้ชั่ว.
๔) กมมุนา วตตตี โลโก. สัตวโ์ ลกยอ่ มเปน็ ไปตามกรรม.
๗
สาหรบั ตวั อย่างกระทู้รบั ที่แนะนาให้ใช้ คอื ตนแลเปน็ ทพี่ ่งึ แหง่ ตน.
อตตา หิ อตตโน นาโถ. ที่มา ขุททกนิกาย ธรรมบท
กระทู้ตง้ั กระทรู้ ับ
สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ.
กรรมช่ัวของตนเอง ย่อมนาไปสู่ทคุ ติ. อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ.
อกต ทุกกฺ ฏ เสยฺโย. ตนแลเป็นที่พงึ่ แห่งตน.
ความชว่ั ไม่ทาเลยเสียดกี วา่ .
กลยฺ าณการี กลยฺ าณ ปาปการี จ ปาปก.
ทาดีได้ดี ทาช่วั ไดช้ ่วั .
กมมฺ ุนา วตตฺ ตี โลโก.
สตั ว์โลกย่อมเปน็ ไปตามกรรม.
มีแนวทางการอธิบาย ดงั น้ี
กระทู้ตัง้ ท่เี ป็นข้อสอบ หมวดกรรม
(กระทตู้ ้ัง)------------------.
(คาแปลกระทูต้ ัง้ )----------------. (ไม่ตอ้ งเขียนทีม่ าของกระทูต้ ้ัง)
บัดน้ีจักได้บรรยายขยายความตามธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการ
ประพฤติปฏิบัตขิ องสาธชุ นผู้ใคร่ในธรรมสืบไป
อธบิ ายความว่า กรรม หมายถงึ การกระทาท่ีประกอบด้วยเจตนาทีแ่ สดงออกมาจากตัวเรา มี ๓ ทาง ได้แก่
การแสดงออกทางกาย (กายกรรม) ทางวาจา (วจีกรรม) และทางใจ (มโนกรรม) ผู้ท่ีทากรรมชั่ว มีการฆ่าสัตว์ ลักขโมย
เจ้าชู้ โกหกหลอกลวง เสพยาเสพติด เป็นต้น ย่อมได้รับผลแห่งการกระทาคือความทุกข์ใจ ไม่มีใครไว้ใจ และต้องถูก
กฎหมายลงโทษ เมื่อตายไปต้องตกนรกชดใช้กรรมท่ีตนทาไว้ ความช่ัวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทา ควรทาแต่ความดี ผู้ทา
กรรมดียอ่ มได้รับผลดี มีคนยกยอ่ งนบั ถอื เม่ือตายไปย่อมได้ไปสวรรค์ เราตอ้ งฝึกฝนละเวน้ จากกรรมชั่ว ทาความดดี ้วย
ตนเอง ไม่สามารถพง่ึ ผอู้ น่ื ให้ทาแทนได้ นส้ี มด้วยธรรมภาษติ ที่มาใน ขุททกนกิ าย ธรรมบท ว่า
อตตา หิ อตตโน นาโถ.
ตนแลเปน็ ทพี่ ึ่งแห่งตน.
อธิบายความว่า ตน คือ ตัวเราที่ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ เราใช้ร่างกายในการประกอบอาชีพ หา
เลยี้ งชวี ติ ให้ดารงสังขารอยไู่ ด้ และใช้จติ ใจควบคมุ รา่ งกายอีกทีหนึ่ง ซึง่ จติ ใจท่ีไดร้ ับการฝึกฝนอบรมดีแล้วย่อมพาร่างกาย
น้ีให้กระทาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นที่พ่ึงให้แก่ตนเองได้ เช่น การทาบุญกศุ ลด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิ
ภาวนา ท้ังในชาตินแี้ ละภพชาตติ อ่ ๆ ไป
๘
สรุปความว่า กรรมช่ัวเป็นส่ิงที่ต้องละเว้นไม่กระทา เพราะผลของกรรมชั่วทาให้ได้รับความทุกข์ทรมาน
ควรหมั่นทาแต่กรรมดี ด้วยการฝึกฝนตนเอง ให้เป็นที่พ่ึงแกต่ น หมั่นสร้างบุญกุศลให้มากยิง่ ขึ้นไป ละโลกไปแล้วจะได้ไป
สวรรค์ สมด้วยธรรมภาษติ ที่ไดล้ ิขิตไว้ ณ เบ้อื งตน้ วา่
กระทตู้ ้งั ทีเ่ ปน็ ขอ้ สอบ หมวดกรรม
(กระท้ตู งั้ )------------------.
(คาแปลกระท้ตู ั้ง)----------------. (ไมต่ ้องเขียนทม่ี าของกระท้ตู ั้ง)
มีนยั ดังไดพ้ รรณนามาด้วยประการฉะน้ี ฯ
_____________
๓. ปุญญวรรค คือ หมวดบุญ
หมวดบุญ พุทธศาสนสภุ าษิตท่ตี อ้ งศกึ ษา ๓ หวั ขอ้ (ข้อสอบอาจจะเลอื กมาเป็นกระทู้ตัง้ ) คอื
๑) ปญุ ญ โจเรหิ ทรู . บญุ อันโจรนาไปไม่ได้.
๒) สโุ ข ปุญญสส อุจจโย. ความส่ังสมขึ้นซึ่งบญุ นาสุขมาให้.
๓) ปุญญานิ ปรโลกสมึ ปติฏฐฺ า โหนติ ปาณิน. บญุ เป็นที่พึง่ ของสัตว์ในโลกหน้า.
สาหรับตวั อย่างกระทรู้ บั ทแ่ี นะนาใหใ้ ช้ คือ
อตตา หิ อตตโน นาโถ. ตนแลเป็นที่พง่ึ แหง่ ตน.
ทมี่ า ขุททกนิกาย ธรรมบท
กระทู้ตง้ั กระทรู้ บั
ปญุ ฺญ โจเรหิ ทูร.
บุญอนั โจรนาไปไมไ่ ด้.
สุโข ปุญญฺ สฺส อุจจฺ โย. อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ.
ความสั่งสมขึ้นซงึ่ บุญ นาสขุ มาให้. ตนแลเปน็ ที่พึ่งแห่งตน.
ปญุ ญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฐฺ า โหนฺติ ปาณนิ .
บุญเป็นทพี่ ่ึงของสัตว์ในโลกหนา้ .
มีแนวทางการอธิบาย ดังน้ี
กระทตู้ ง้ั ท่ีเป็นข้อสอบ หมวดบญุ
(กระทูต้ ง้ั )------------------.
(คาแปลกระทตู้ ง้ั )----------------. (ไม่ต้องเขียนที่มาของกระทู้ตงั้ )
บัดนี้จักได้บรรยายขยายความตามธรรมภาษิตท่ีได้ลิขิตไว้ ณ เบ้ืองต้น เพ่ือเป็นแนวทางแห่งการ
ประพฤติปฏิบัตขิ องสาธุชนผใู้ คร่ในธรรมสืบไป
๙
อธิบายความว่า บุญ หมายถึง ส่ิงเกิดขึ้นในจิตใจ แล้วทาให้จิตใจใสสะอาดบริสุทธ์ิ ปราศจากความเศร้า
หมองขนุ่ มวั บุญเป็นช่อื ของความสุขและความสาเรจ็ เป็นผลจากการประกอบกรรมดี เกิดขึน้ ไดด้ ้วยอาการ ๓ อยา่ ง คือ
๑) ทานมัย บุญสาเร็จด้วยการให้ทาน ๒) ศีลมัย บุญสาเร็จด้วยการรักษาศีล ๓) ภาวนามัย บุญสาเร็จด้วยการเจริญ
สมาธิ บุญท่ีทาแล้วติดอยทู่ ใ่ี จของเรา โจรไมส่ ามารถลักขโมยไปได้ จะนาความสุขและความสาเร็จมาให้ เป็นท่พี ่ึงของ
เราในโลกหน้า เราต้องสั่งสมบุญด้วยตนเอง ไม่สามารถพ่ึงผู้อ่ืนใหท้ าแทนได้ น้ีสมด้วยธรรมภาษิตท่ีมาใน ขุททกนกิ าย
ธรรมบท ว่า
อตตา หิ อตตโน นาโถ.
ตนแลเปน็ ทพี่ ง่ึ แห่งตน.
อธบิ ายความว่า ตน คือ ตัวเราทป่ี ระกอบด้วยรา่ งกายและจิตใจ เราใช้ร่างกายในการประกอบอาชีพ หาเล้ยี ง
ชวี ิตให้ดารงสังขารอยไู่ ด้ และใชจ้ ิตใจควบคุมร่างกายอกี ทหี นึ่ง ซงึ่ จติ ใจทีไ่ ดร้ ับการฝึกฝนอบรมดีแล้วย่อมพาร่างกายนี้ให้
กระทาแต่ส่ิงที่เป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งให้แก่ตนเองได้ เช่น การทาบุญกุศลด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิ
ภาวนา ทั้งในชาตินีแ้ ละภพชาติตอ่ ๆ ไป
สรุปความว่า บุญเปน็ สงิ่ ทต่ี อ้ งหมั่นสัง่ สมไว้ เพราะผลของบญุ ทาใหไ้ ด้รับความสุขทง้ั ในปจั จุบนั และเม่ือตาย
ไปแล้ว ด้วยการฝึกฝนตนเองให้สร้างแต่บุญกุศล ให้เป็นที่พึ่งแก่ตน หม่ันสร้างบุญกุศล ละโลกไปแล้วจะได้ไปสวรรค์
สมดว้ ยธรรมภาษิตทไ่ี ดล้ ิขติ ไว้ ณ เบอ้ื งต้นว่า
กระทู้ต้งั ท่ีเปน็ ขอ้ สอบ หมวดบญุ
(กระทตู้ ง้ั )------------------.
(คาแปลกระทตู้ ้ัง)----------------. (ไมต่ ้องเขียนท่ีมาของกระทตู้ ง้ั )
มีนัยดังได้พรรณนามาด้วยประการฉะน้ี ฯ
_____________
๑.๕ ตวั อย่างการเขยี นอธิบายหวั ข้อกระท้ธู รรม
การสอบในวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม ให้เขียนในกระดาษที่ทางสนามหลวงจัดให้เท่านน้ั โดยกาหนดให้
เขียนดว้ ยลายมือตัวบรรจง เตม็ บรรทัด ให้มีความยาวตง้ั แต่ ๒ หน้ากระดาษข้ึนไป ด้วยปากกาสีน้าเงิน (ห้ามใชด้ นิ สอ)
ตวั อยา่ งโจทย์กาหนดกระทตู้ ั้งวา่ ขนติ หติ สุขาวหา.
ความอดทน นามาซ่ึงประโยชนส์ ขุ .
นกั เรียนใชก้ ระทู้รบั วา่ อตตา หิ อตตโน นาโถ.
ตนแลเปน็ ท่พี ่งึ แหง่ ตน. (ทม่ี าขทุ ทกนกิ าย ธรรมบท)
๑๐
เลขท.่ี ...........
ประโยคธรรมศกึ ษาชนั้ ตรี
วชิ า เรยี งความแกก้ ระทธู้ รรม
วนั ท่ี ___ เดอื น __________ พ.ศ.____
ปาปานํ อกรณํ สขุ .ํ
การไมท่ าบาป นาสขุ มาให.้
บัดน้ีจักไดบ้ รรยายขยายความตามธรรมภาษิตทีไ่ ด้ลิขติ ไว้ ณ เบื้องตน้
เพอื่ เป็นแนวทางแห่งการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องสาธุชนผู้ใคร่ในธรรมสืบไป
อธบิ ายความวา่ บาป หมายถึง ความประพฤติช่วั มี ๓ ทาง คอื ทาง
กาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ ลกั ทรัพย์ ประพฤติผดิ ในกาม ทางวาจา ได้แก่ การ
พูดปด พูดคาหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และทางใจ ได้แก่ โลภ คิด
พยาบาทผู้อ่ืน เห็นผิดเป็นชอบ คนที่ส่ังสมบาปเป็นประจา แม้จะมีความสุข
สบายในช่วงแรก แตผ่ ลแห่งบาปท่ที านน้ั ยอ่ มติดตามส่งผลให้ไดร้ บั ความทุกข์
ในที่สุด เช่น ถูกยึดทรัพย์สิน ติดคุกตาราง ผู้ท่ีสามารถละเว้นจากบาปได้
ยอ่ มจะไดร้ ับความสุขอย่างแท้จรงิ มีความสุขใจเปน็ เบือ้ งต้น เราต้องฝึกฝนละ
เวน้ จากบาปดว้ ยตนเอง ไม่สามารถพงึ่ ผูอ้ น่ื ให้ทาแทนได้ นส้ี มดว้ ยธรรมภาษติ
ทมี่ าใน ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบท ว่า
๑๑
อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ.
ตนแลเปน็ ทพี่ ง่ึ แหง่ ตน.
อธิบายความว่า บุญ หมายถึง สิ่งเกิดข้ึนในจิตใจ แล้วทาให้จิตใจใส
สะอาดบริสทุ ธิ์ ปราศจากความเศรา้ หมองขุ่นมัว บุญเปน็ ชื่อของความสุขและ
ความสาเร็จ อันเป็นผลจากการประกอบกรรมดีด้วยกาย วาจา และใจ บุญ
เกดิ ข้ึนไดด้ ว้ ยอาการ ๓ อยา่ ง ทเ่ี รยี กว่า บุญกริ ยิ าวตั ถุ คอื ๑) ทานมัย บญุ
สาเร็จด้วยการให้ทาน ๒) ศีลมัย บุญสาเร็จด้วยการรกั ษาศีล ๓) ภาวนามัย
บญุ สาเรจ็ ดว้ ยการเจรญิ สมาธิ คนทวั่ ไปแม้จะมองไม่เหน็ บญุ แตส่ ามารถรับรู้
อาการของบุญหรือผลของบุญได้ว่าเกิดข้ึนแล้ว คือจิตใจจะชุ่มช่ืนเป็นสุข
บคุ คลใดเมื่อส่ังสมบุญอย่เู สมอ ยอ่ มมีชีวิตท่ีสูงกวา่ คนธรรมดา เมอ่ื มชี ีวิตอยู่
ย่อมดารงชีวิตอยู่ด้วยความสุขกายสบายใจ และเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วบุญย่อม
นาความสขุ มาให้ คือ มสี ุคตเิ ปน็ ทีไ่ ป
สรุปความว่า บาปเป็นส่ิงท่ีต้องละเว้นไม่ให้เกิดขึ้น เราต้องฝึกฝนด้วย
ตนเอง ไม่สามารถพึ่งผู้อื่นให้ทาแทนได้ ผู้ที่สามารถละเว้นจากบาปได้ ย่อม
ไม่พบกับความทุกข์ มีแต่ความสุข และยังทาให้สามารถทาความดี สร้างบญุ
กุศลได้มากยิ่งข้ึนไป ละโลกไปแล้วจะได้ไปสวรรค์ สมด้วยธรรมภาษิตทีไ่ ด้
ลขิ ิตไว้ ณ เบ้อื งตน้ ว่า
ปาปาน อกรณ สขุ .
การไมท่ าบาป นาสขุ มาให.้
มนี ยั ดงั ไดพ้ รรณนามาดว้ ยประการฉะน้ี ฯ
๑๒
๑.๖ กระท้ยู อดนยิ ม
ในการเตรียมตัวก่อนสอบ นักเรยี นสามารถเลือกทอ่ งพุทธศาสนสุภาษิตท่นี ยิ มนามาเปน็ กระทรู้ ับเพิ่มเติมได้
ซง่ึ ได้เลอื กกระทรู้ ับยอดนยิ ม พรอ้ มแนวทางการอธบิ ายไว้ ๕ กระทู้ ดังนี้
๑) อตตา หิ อตตโน นาโถ.
ตนแลเป็นที่พงึ่ ของตน.
ที่มาใน ขุททกนกิ าย ธรรมบท
อธบิ ายความวา่ ตน หมายถึง ร่างกายและจิตใจ ทเี่ รยี กวา่ อตั ภาพหรือตัวตนของเรา ในคาวา่ ตนและเป็นที่
พ่ึงของตน หมายถึงให้พึ่งตัวเองใหม้ าก ในขอบเขตที่สามารถทาได้ ในขณะท่ียังอยู่ในวัยหรือในภาวะหนึ่งๆ ท้ังนี้เพราะท่ี
พ่ึงอย่างอื่นท่ีคนเราจะยึดเป็นที่พ่ึงไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ครูอาจารย์ ย่อมจะทาได้โดยยาก พระสัมมา
สัมพุทธเจ้าตรัสสอนให้คนเราพึง่ ตนเอง ซึ่งทาได้ ๒ อย่าง คือ ๑) ทางร่างกาย อาศัยแรงกายทางานประกอบสัมมาอาชีพ
เพื่อให้ชีวิตดารงอยไู่ ด้ ๒) ทางจิตใจ อาศยั รา่ งกายน้ีเปน็ สว่ นหน่งึ ทจ่ี ะตอบสนองใหท้ าสิ่งต่างๆ เช่น ทาความดี ทาบญุ กศุ ล
การสงั่ สมทรัพย์สนิ เงนิ ทองไวเ้ พอ่ื ให้เราพง่ึ ตนเองได้เพียงในโลกนี้ เพราะเมื่อสนิ้ ชวี ิตลงทรัพยเ์ หล่านนั้ ไม่สามารถนาติดตัว
ไปได้ ส่วนการสงั่ สมบญุ กุศลเปน็ การทาท่พี ่ึงให้แก่ตนเองในโลกหนา้ คนเราเมอ่ื มบี ญุ มากเมอื่ ละจากโลกนีไ้ ปแลว้ ย่อมได้ไป
เกดิ ในสุคตโิ ลกสวรรค์
๒) ปญุ ญ สุข ชีวิตสงขยมหิ.
บญุ นาสุขมาให้ในเวลาสิ้นชวี ิต.
ที่มาใน ขุททกนกิ าย ธรรมบท
อธิบายความว่า บุญ หมายถึง สิ่งเกิดขึ้นในจิตใจ แล้วทาให้จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความเศร้า
หมองข่นุ มวั บญุ เปน็ ชอื่ ของความสุขและความสาเร็จ เปน็ ผลจากการประกอบกรรมดี เกดิ ข้นึ ไดด้ ้วยอาการ ๓ อย่าง คอื
๑) ทานมยั บุญสาเรจ็ ดว้ ยการใหท้ าน ๒) ศีลมัย บญุ สาเรจ็ ด้วยการรักษาศีล ๓) ภาวนามยั บญุ สาเรจ็ ด้วยการเจริญสมาธิ
คนทั่วไปแมจ้ ะมองไมเ่ หน็ บุญ แต่สามารถรู้อาการของบญุ หรือผลของบุญไดว้ ่าเกิดขึ้นแลว้ ทาให้จิตใจชุ่มช่ืนเป็นสขุ บคุ คล
ใดเมอ่ื สัง่ สมบุญอยู่เสมอ ยอ่ มมีชวี ติ ทีส่ งู กว่าคนธรรมดา เม่อื มีชีวติ อยยู่ อ่ มดารงชวี ิตอยู่ด้วยความสุขกายสบายใจ และเม่ือ
สิน้ ชวี ิตไปแล้วบุญย่อมนาความสุขมาให้ คอื มีสคุ ตเิ ป็นที่ไป
๓) ธมมจารี สุข เสติ.
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เปน็ สขุ .
ที่มาใน ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท
อธบิ ายความวา่ ผปู้ ระพฤติธรรม หมายถงึ ผทู้ ี่เรยี นรูธ้ รรมแลว้ ปฏิบตั ติ ามธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะธรรม
คือสภาพที่ทรงไว้ ซ่ึงรักษาผูป้ ฏบิ ตั ติ ามไม่ใหต้ กไปในทีช่ ั่ว ผู้ประพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรม จะทาความดงี าม ไม่ทาบาป คือความช่ัว
ท้ังปวง จึงอยู่เป็นสุข เพราะเป็นผู้อยู่ด้วยการสารวมระวังกายวาจาใจ อยู่ด้วยความไม่ประมาท มีสติระลึกรู้ว่า กาลังทา
๑๓
พดู คดิ อะไรก็รู้เท่าทนั มีปกตทิ าดี พดู ดี คิดดี ผปู้ ระพฤตธิ รรมยอ่ มไดร้ ับอานิสงส์ คือ ความสุขกาย สุขใจ เพราะธรรม คอื
สภาพที่ทรงไวซ้ ่ึงบุคคลมใิ หต้ กไปในทีช่ ว่ั ทเี่ รียกวา่ ทุคติ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ คือ นรก เปรต อสรุ กาย และสัตว์เดรจั ฉาน
๔) ปาปาน อกรณ สุข.
การไมท่ าบาปนาความสขุ มาให้.
ทีม่ าใน ขุททกนิกาย ธรรมบท
อธบิ ายความว่า บาป คือ ความชว่ั ความทุจริต หมายถึง ความประพฤตชิ ว่ั ๓ อย่าง ไดแ้ ก่ ความประพฤติ
ชัว่ ทางกาย วาจาและใจ เช่น การฆา่ สัตวต์ ดั ชวี ิต เปน็ ตน้ คนทไี่ ม่ทาบาป ไดช้ ือ่ ว่าเปน็ ผ้มู ปี ัญญา ละเว้นบาปทงั้ ปวง เป็นผู้
มีโอกาสได้บาเพญ็ คุณความดีให้เกิดข้นึ เช่น การใหท้ าน รกั ษาศีล เจริญภาวนา ใหเ้ กดิ ปญั ญาพิจารณาสงั ขารใหเ้ ห็นเป็น
ไตรลักษณ์ท่ีว่าส่ิงท้ังปวงไม่เท่ียง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ส่ิงเหล่านี้เม่ือเกิดข้ึนในจิตใจได้ ย่อมเป็นทางให้พบความสุข
เปน็ ต้นทางไปส่สู วรรคต์ ลอดจนถงึ นิพพานได้
๕) ททมาโน ปโิ ย โหติ.
ผใู้ หย้ อ่ มเป็นท่ีรัก.
ท่ีมาใน อังคตุ ตรนกิ าย ปญั จกนิบาต
อธิบายความว่า ผู้ให้ หมายถึง ผู้บริจาคส่ิงของของตนให้แก่ผู้อ่ืนด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบ
แทน การให้มี ๒ ประเภท คอื ให้ส่ิงของอย่างหนึ่ง และให้ธรรมะ ให้ความรู้ คาแนะนา หรอื การใหอ้ ภยั อย่างหนึง่ การให้
นาความสุขและประโยชน์มาให้ทั้งแก่ผู้ให้และผู้รบั เพราะผู้ให้ได้สละความตระหนอ่ี อกจากจิตใจ แบ่งปันช่วยเหลอื สงั คม
ผรู้ บั ได้สง่ิ ของไปใชเ้ ติมเตม็ สงิ่ ที่ขาด ชว่ ยบรรเทาความหิวกระหาย ช่วยให้ชีวติ มคี วามสขุ ได้ และจะมีความรกั เคารพนับถือ
และรูส้ ึกซาบซง้ึ ในนา้ ใจของผู้ให้ ผู้ท่ีรู้จักให้ทานย่อมเปน็ ผมู้ นี ้าใจ สามารถยึดเหน่ียวน้าใจของผู้อน่ื ไวไ้ ด้ ทาใหเ้ กิดมิตรภาพ
ทด่ี ตี ่อกนั กอ่ ให้เกิดความรรู้ กั สามคั คีในหม่คู ณะ
_____________
๑๔
บทท่ี ๒
สรปุ ย่อเนื้อหา-แนวข้อสอบ
ธรรมศึกษาช้นั ตรี
ระดบั มัธยม
๑๕
๒.๑ แนวข้อสอบธรรมศึกษาช้ันตรี วิชาธรรมวิภาค ธรรมเป็นโลกบาล ๒ (ธรรมคุ้มครองโลก)
หมวด ๒
๑) หิริ ความละอายแก่ใจ หมายถึง ความละอายแก่ใจ
ธรรมมีอปุ การะมาก ๒
ตนเองในการกระทาทุจริตต่างๆ ทั้งมีอาการรังเกียจต่อบาป
๑) สติ ความระลึกได้ หมายถงึ ความระลกึ ถึงสิ่งท่ีล่วง ทุจริต เสมือนบุคคลเห็นสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ แล้วไม่อยากเข้าไป
มาแล้ว
ใกล้ ไม่อยากจบั ตอ้ ง
๒) สัมปชัญญะ ความรู้ตัว หมายถึง เมื่อกาลังทา กาลัง
พดู กาลงั คดิ ก็รู้ตวั วา่ เรากาลังทา กาลงั พูด กาลังคดิ ๒) โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป หมายถึง ความ
ธรรม ๒ อย่างน้ี ช่ือว่าเป็น พหุปการธรรม คือ ธรรมมี เกรงกลัวต่อผลของการกระทาชว่ั ทจุ ริต เสมอื นคนเหน็ งูกลวั
อุปการะมาก ควบคุมการทา พูด คิด ไม่ให้พล้ังเผลอหรือ
ผดิ พลาด อันจะนามาซ่ึงความเกื้อกลู ในการงานทง้ั ปวง ต่อพิษของมนั แล้วหลีกเล่ยี งเสียให้หา่ งไกล
ธรรม ๒ อย่างนี้ ช่ือว่า ธรรมเป็นโลกบาล คือ ธรรม
คุ้มครองโลก เรียกอีกชื่อว่า กุศลธรรมหรือเทวธรรมก็ได้
_____________ เพราะถ้าโลกขาดธรรมสองอย่างน้ี โลกย่อมถึงความสับสน
๑. ขอ้ ใดเป็นธรรมมีอปุ การะมาก ?
วุน่ วาย แตถ่ ้ามนุษย์มหี ิรแิ ละโอตตปั ปะ ไม่ทาบาปท้งั ในที่ลับ
ก. สติ สมั ปชญั ญะ ข. หิริ โอตตปั ปะ และทแี่ จง้ โลกกจ็ ะสงบร่มเยน็ อยู่ด้วยกันอยา่ งมีความสุข
ค. ขันติ โสรจั จะ ง. กตัญญู กตเวที _____________
๑. ธรรมใดเปน็ พ้นื ฐานให้คนมศี ีลธรรม ?
๒. ธรรมใดมีอปุ มาดุจหางเสอื เรอื ?
ก. หิริ ข. โอตตปั ปะ ก. สติ สัมปชญั ญะ ข. ขันติ โสรัจจะ
ค. สติ ง. ขนั ติ ค. หริ ิ โอตตัปปะ ง. กตัญญูกตเวที
๓. ข้อใดเปน็ ความหมายของสติ ? ๒. หริ โิ อตตปั ปะ จัดเปน็ ธรรมอะไร ?
ก. ความระลึกได้ ข. ความรู้ตวั ก. มีอปุ การะมาก ข. คมุ้ ครองโลก
ค. ความรอบรู้ ง. ความจาได้ ค. ธรรมอนั ทาให้งาม ง. ธรรมของโลก
๔. สตคิ วรใชเ้ วลาไหน ? ๓. คนมีหริ ิมลี กั ษณะเชน่ ใด ?
ก. กอ่ นทาพูดคิด ข. ขณะทาพูดคิด ก. รังเกียจคนชว่ั ข. ละอายบาป
ค. หลังทาพดู คดิ ง. ทาพดู คิดแลว้ ค. เกรงกลวั บาป ง. เกรงกลัวคนช่วั
๕. ข้อใดเป็นลกั ษณะของคนมีสมั ปชัญญะ ? ๔. คนมีโอตตปั ปะ มีลักษณะเช่นใด ?
ก. กล้าหาญอดทน ข. ซ่อื สตั ย์สุจริต ก. รงั เกียจคนชว่ั ข. ละอายบาป
ค. ไม่ประมาท ง. อายชวั่ กลวั บาป ค. เกรงกลวั บาป ง. เกรงกลวั คนช่ัว
๖. คนขาดสตสิ ัมปชัญญะมลี กั ษณะเช่นไร ? ธรรมอนั ทาให้งาม ๒ อยา่ ง
ก. โง่เขลา ข. ประมาท ๑) ขันติ ความอดทน หมายถึง ความอดกลั้น ความมีใจ
หนักแน่น ได้แก่ อดทนต่อความลาบากตรากตรา อดทนต่อ
ค. ขาดความละอาย ง. ไร้ความรับผิดชอบ ทุกขเวทนา อดทนต่อคาล่วงเกินด่าว่าของผู้อื่น อดทนต่อ
อานาจกเิ ลส
๗. เราควรใช้สัมปชญั ญะเม่อื ใด ?
ก. ขณะทา พดู คิด ข. ก่อนทา พดู คดิ
ค. หลังทา พดู คิด ง. กอ่ นทา ขณะพูด คิด
๑๖
๒) โสรัจจะ ความเสงี่ยม หมายถึง ความข่มใจให้สงบ ๑. ข้อใดเป็นความหมายของบพุ พการี ?
เย็น ไม่แสดงอาการไม่พอใจออกมาภายนอก ในบางแห่งใช้ ก. ผู้ทาอุปการะก่อน ข. ผู้ตอบแทนคณุ
คาว่า อวิโรธนะ ไม่โกรธ ในภาษาไทยว่า ใจเย็น ก็ทาให้ ค. ผู้รู้บุญคุณ ง. ผู้เกดิ ก่อน
งดงามเหมอื นกนั ๒. บพุ พการีชน หมายถงึ ใคร ?
ธรรม ๒ ประการนี้ หากผู้ใดปฏิบัติให้เกิดมีในตนแล้ว ก. พระพทุ ธเจา้ ข. พระมหากษตั รยิ ์
ยอ่ มมีคนรักใคร่และนยิ มชมชอบ ทาใหเ้ ป็นคนท่ีมีเสน่ห์ ค. บิดามารดา ง. ถูกทกุ ข้อ
_____________ ๓. ธรรมขอ้ ใดจัดเปน็ เคร่อื งหมายของคนดี ?
๑. ธรรมข้อใดทาให้งดงามทั้งภายในภายนอก ?
ก. กตญั ญกู ตเวที ข. เมตตากรุณา
ก. หริ ิ โอตตปั ปะ ข. สติ สมั ปชญั ญะ ค. ประหยดั อดออม ง. ขยันอดทน
ค. ขนั ติ โสรจั จะ ง. กตญั ญู กตเวที ๔. ข้อใดเปน็ ความหมายของกตเวที ?
๒. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ลักษณะของขนั ติ ? ก. ทดแทนบุญคุณ ข. เกื้อกูลผอู้ ่ืน
ก. ทนทางาน ข. ทนลาบาก ค. รู้จักบุญคณุ ง. ทาคุณไวก้ ่อน
ค. ทนหวิ ง. ทนเลน่ เกมส์ ๕. ไม้เท้าผเู้ ฒา่ ดกี วา่ ลกู เต้าอกตัญญู จัดเป็นลูกประเภทใด ?
๓. ผูถ้ กู ดูหมิน่ ให้เจบ็ ใจแต่ยิม้ แย้มได้ เพราะมีธรรมข้อใด ? ก. เนรคณุ ข. ตอบแทนคณุ
ก. หิริ ข. สติ ค. รบู้ ุญคณุ ง. ทาบญุ คุณ
ค. โสรจั จะ ง. ขนั ติ ๖. คนเรามกั ลมื บญุ คณุ ผอู้ ่ืน พระพุทธศาสนาจงึ สอนเรื่องใด
๔. เมอื่ ถูกเหยยี ดหยามแต่สามารถข่มใจใหเ้ ปน็ ปกตไิ ด้ ไว้ ?
เพราะมีธรรมใด ? ก. ความกตญั ญู ข. ความมเี มตตา
ก. ขนั ติ ข. โสรจั จะ ค. ความซ่ือสัตย์ ง. ความเสียสละ
ค. หิริ ง. โอตตปั ปะ หมวด ๓
๕. ขอ้ ใดเปน็ ลักษณะของผู้มีความงามตามหลกั ธรรม ? ทจุ ริต คือ ความประพฤตชิ ว่ั มี ๓ อยา่ ง
ก. ไมย่ ินดยี ินรา้ ย ข. อดกล้ันไม่หว่นั ไหว ๑) กายทุจริต คือ ความประพฤติชั่วด้วยกาย ๓ อย่าง มี
ฆา่ สตั ว์ ลกั ทรัพย์ ประพฤติผดิ ในกาม
ค. ไม่กระวนกระวาย ง. ไมต่ ื่นตระหนก
๒) วจีทุจริต คือ ความประพฤติชั่วด้วยวาจา ๔ อย่าง มี
บคุ คลหาไดย้ าก ๒ อย่าง พดู เท็จ พดู ส่อเสียด พูดคาหยาบ พดู เพ้อเจอ้
๑) บุพการี บุคคลผู้ทาอุปการะแก่ผู้อ่ืนก่อน ได้แก่ ๓) มโนทุจริต คือ ความประพฤติช่ัวด้วยใจ ๓ อย่าง มี
พระพทุ ธเจ้า มารดาบดิ า อาจารย์ พระมหากษัตริย์ โลภอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้ายเขา เหน็ ผดิ จากคลอง
ธรรม ทจุ ริต ๓ อย่างน้ี เปน็ กจิ ไม่ควรทา ไมค่ วรประพฤติ
๒) กตัญญู ผู้รู้อุปการคุณ ได้แก่ พุทธบริษัท บุตร ศิษย์
พสกนกิ ร, กตเวที ตอบแทนคณุ _____________
๑. ทจุ ริต ๓ หมายถงึ การประพฤตเิ ชน่ ไร ?
สรุป กตัญญูกตเวที คือ ผู้รู้อุปการคุณของผู้อ่ืนแล้ว
กระทาการตอบแทนคุณของท่าน ยังคุณของท่านให้ปรากฏ ก. ทาช่วั ข. พดู ชวั่
บคุ คลท้ัง ๒ เรียกว่า ทุลลภบุคคล (บุคคลหาได้ยาก) ค. คดิ ช่ัว ง. ถกู ทุกขอ้
_____________
๑๗
๒. การประพฤติช่วั ทางกาย วาจา ใจ เรยี กว่าอะไร ? ๒. คนจะดีหรอื ช่ัวเพราะอะไร ?
ก. ทุจรติ ข. บาป ก. การศกึ ษา ข. การกระทา
ค. กรรม ง. มลทิน ค. เชือ้ ชาติ ง. วงศ์ตระกลู
๓. ขอ้ ใดจัดเป็นกายทุจรติ ? ๓. การประพฤตสิ ุจริต ตรงกบั ข้อใด ?
ก. พยาบาทปองร้าย ข. ลักทรัพย์ ก. ทาดี ข. พดู ดี
ค. ยุยงให้แตกกัน ง. ใหร้ า้ ยผูอ้ น่ื ค. คิดดี ง. ถกู ทุกขอ้
๔. ข้อใดเป็นโทษของการพูดสอ่ เสียด ? ๔. ขอ้ ใดจัดเป็นวจสี ุจรติ ?
ก. ใหเ้ จบ็ ใจ ข. ให้แตกสามคั คี ก. ไมค่ อร์รัปชนั ข. ไมห่ ลอกลวง
ค. ขาดคนเชอ่ื ถอื ง. ขาดคนรกั ใคร่ ค. ไมพ่ ยาบาท ง. ไม่โลภ
๕. ขอ้ ใดเป็นโทษของการพูดคาหยาบ ? ๕. วจสี ุจริตขอ้ ใดสง่ เสริมความปรองดอง ?
ก. ใหเ้ จบ็ ใจ ข. ให้แตกสามัคคี ก. ไม่พูดสอ่ เสยี ด ข. ไมพ่ ดู เท็จ
ค. ขาดคนเชื่อถอื ง. ขาดคนรักใคร่ ค. ไม่พดู คาหยาบ ง. ไมพ่ ดู เพ้อเจ้อ
๖. คาพูดใดทาลายความสามัคคี ? ๖. ขอ้ ใดจัดเปน็ ผลของวจีสจุ รติ ?
ก. คาปด ข. คาหยาบ ก. มคี นเชอื่ ถือ ข. มคี นเห็นใจ
ค. คาส่อเสยี ด ง. คาเพอ้ เจอ้ ค. มีทรัพย์มาก ง. มบี ริวารมาก
๗. เหน็ คลาดเคลอื่ นจากความเป็นจรงิ ตรงกับขอ้ ใด ? ๗. ขอ้ ใดจัดเป็นมโนสจุ รติ ?
ก. กายทุจริต ข. วจีทุจริต ก. ไมน่ นิ ทาวา่ รา้ ยคนอื่น ข. ไมป่ ระทุษรา้ ยคนอน่ื
ค. มโนทจุ ริต ง. ถกู ทุกข้อ ค. ไม่เห็นแกพ่ วกพ้อง ง. ไมโ่ ลภของเขา
๘. ข้อใดจัดเป็นมโนทุจรติ ? ๘. เห็นไมผ่ ิดจากคลองธรรม คือเหน็ เชน่ ไร ?
ก. โหดร้าย ข. พยาบาท ก. ทาดไี ด้ดี ข. ทาดีได้ชว่ั
ค. ใสร่ ้าย ง. ปากรา้ ย ค. ดีชั่วอยู่ทผี่ ูอ้ ื่น ง. ทาชว่ั ได้ดี
สจุ ริต ๓ คือ ความประพฤติชอบ มี ๓ อย่าง บุญกริ ยิ าวัตถุ (วิธีทาบุญ) ๓ อยา่ ง
๑) กายสุจริต ประพฤติชอบดว้ ยกาย ๑) ทานมัย การทาบญุ ด้วยการบริจาคทาน
๒) วจีสุจริต ประพฤตชิ อบดว้ ยวาจา ๒) สลี มยั การทาบุญด้วยการรักษาศีล
๓) มโนสจุ ริต ประพฤติชอบด้วยใจ ๓) ภาวนามัย การทาบุญด้วยการเจริญภาวนา
สุจรติ ๓ อย่างนี้ เปน็ กิจควรทา ควรประพฤติ
_____________
_____________ ๑. สง่ิ เป็นท่ตี ้งั แหง่ การบาเพญ็ บุญ เรยี กว่าอะไร ?
๑. การประพฤตดิ ที างกาย วาจา ใจ เรียกว่าอะไร ?
ก. บุญกิริยา ข. ไทยทาน
ก. บญุ ข. ทาน
ค. กศุ ล ง. สจุ รติ ค. สังคหวตั ถุ ง. บญุ กิรยิ าวตั ถุ
๒. ข้อใดจัดเป็นบญุ ตามความหมายของบญุ กริ ยิ าวตั ถุ ?
ก. ความสขุ ข. ความยินดี
ค. ความสงบ ง. ความปตี ิ
๑๘
๓. ผลบุญยอ่ มตดิ ตามผกู้ ระทา เปรยี บเหมือนอะไร ? ๒. จะรกั ษาความยุตธิ รรม ตอ้ งเวน้ จากอะไร ?
ก. มติ รสหาย ข. เจ้าหนี้ ก. อบายมุข ข. อกศุ ล
ค. เงา ง. ลกู หน้ี ค. อคติ ง. ทจุ ริต
๔. การบริจาคส่ิงของชว่ ยเหลือผู้ประสบภัย จัดเข้าในขอ้ ใด ? ๓. คาวา่ ค่าของคนอยู่ท่คี นของใครจัดเข้าในอคตขิ ้อใด ?
ก. ทานมัย ข. สลี มัย ก. ฉนั ทาคติ ข. โทสาคติ
ค. ภาวนามัย ง. อปจายนมยั ค. โมหาคติ ง. ภยาคติ
๕. ผู้ถกู ความตระหนี่ครอบงาควรประพฤติธรรมใด ? ๔. ลาเอียงเพราะไมช่ อบกัน ชื่อวา่ มีอคติใด ?
ก. บรจิ าคทาน ข. รักษาศลี ก. ฉันทาคติ ข. โทสาคติ
ค. เจริญภาวนา ง. สารวมอนิ ทรยี ์ ค. โมหาคติ ง. ภยาคติ
๖. ทาบญุ แบบประหยัดฝกึ หดั กาย ตรงกบั ข้อใด ? ๕. ความอยตุ ิธรรมจากการไมร่ ้ขู ้อมลู ทแี่ ท้จริงตรงกบั ขอ้ ใด ?
ก. ทานมัย ข. สีลมัย ก. ฉนั ทาคติ ข. โทสาคติ
ค. ภาวนามัย ง. ปัตติทานมยั ค. โมหาคติ ง. ภยาคติ
๗. อยากสวยงามต้องบาเพญ็ บุญกิรยิ าวตั ถุขอ้ ใด ? ๖. ลาเอยี งเพราะกลัวหรือเกรงใจ ตรงกับข้อใด ?
ก. ใหท้ าน ข. รักษาศลี ก. ฉันทาคติ ข. โทสาคติ
ค. เจริญภาวนา ง. ฟงั ธรรม ค. โมหาคติ ง. ภยาคติ
๘. การสวดมนต์ จัดเข้าในการทาบญุ ประเภทใด ? ๗. ข้อใดทาให้เกียรติยศดับสูญดจุ จันทรแ์ รม ?
ก. ทานมัย ข. สลี มยั ก. อคติ ๔ ข. จักร ๔
ค. ภาวนามัย ง. อนโุ มทนามยั ค. ปธาน ๔ ง. อิทธบิ าท ๔
หมวด ๔ ๘. จะเปน็ คนเทย่ี งธรรมได้ ตอ้ งเวน้ ธรรมใด ?
อคติ ๔ (ความลาเอยี ง) ก. ทจุ ริต ๓ ข. อกศุ ลมูล ๓
๑) ฉันทาคติ ลาเอียงเพราะรกั ใคร่กัน ค. กรรมกิเลส ๔ ง. อคติ ๔
๒) โทสาคติ ลาเอียงเพราะไมช่ อบกนั
๓) โมหาคติ ลาเอียงเพราะโง่เขลา ๙. พ่อแมต่ ามใจลูกจนเสยี คน สงเคราะห์เขา้ ในอคตใิ ด ?
๔) ภยาคติ ลาเอยี งเพราะกลวั
เว้นอคติ ๔ เมื่อทาข้อหน่ึงแล้วก็เป็นเหตุให้เสียความ ก. ฉนั ทาคติ ข. โทสาคติ
ยตุ ธิ รรม
ค. โมหาคติ ง. ภยาคติ
จักร ๔ (วงลอ้ ท่นี าไปสคู่ วามเจริญ)
_____________ ๑) ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร หมายถึง
๑. ตามหลกั โลกธรรม เมอ่ื ถกู นินทาใหท้ าอย่างไร ? การเลือกสถานทอ่ี ยอู่ าศยั ใหเ้ หมาะสม
ก. หาทางนินทาตอบ ข. ถือเปน็ เรอ่ื งธรรมดา ๒) สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ หมายถึง การเข้าไปคบ
หาสมาคมและผูกไมตรกี บั คนดี มีความรู้
ค. ทาเปน็ ไมส่ นใจ ง. พยายามปรบั ปรงุ ตน
๓) อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไวช้ อบ หมายถึง การตง้ั ตนอยู่
ในกรอบของหลักศีลธรรม
๑๙
๔) ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทาความดีไว้ใน ๒) สมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด หมายถึง ตัณหา คือ ความ
ทะยานยาก ซึ่งเป็นเหตุให้ทุกข์ท้ังปวงเกิด ทั้งท่ีเป็น
ปางก่อน หมายถึง ความเป็นผู้มีบุญความดีท่ีได้ทาไว้แล้วใน กามตณั หา ภวตณั หา และวิภวตณั หา
ชาติกอ่ นๆ ทาให้ชาติปจั จบุ นั ได้รับความสุข ความเจริญ ๓) นิโรธ ความดับทุกข์ หมายถึง ความดับตัณหาไดโ้ ดย
ส้ินเชิง เพราะเป็นเหตุดับทุกข์ทั้งปวง เม่ือทุกข์ดับเพราะ
สรุป จกั ร ๔ นี้ เป็นธรรมทนี่ าผปู้ ฏิบตั ิไปสู่ความเจริญ สุข นิโรธ ความสุขคือนิพพานก็ปรากฏ แต่นิโรธเป็นผลของการ
ดบั ตณั หา ไม่ใชข่ ้อปฏบิ ัตทิ ี่ใชใ้ นการดบั ทกุ ข์
สมหวัง และถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างมีความสุขและ
๔) มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ หมายถึง ข้อ
ปลอดภยั ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ โดยปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘
ได้แก่ เห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ), ดาริชอบ (สัมมาสังกัปปะ),
_____________ เจรจาชอบ (สัมมาวาจา), การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ),
๑. ปฏิรูปเทส มีลักษณะเชน่ ไร ? เล้ียงชีพชอบ (สมั มาอาชีวะ), เพียรชอบ (สมั มาวายามะ), ต้ัง
สตชิ อบ (สัมมาสติ), ตงั้ ใจชอบ (สัมมาสมาธิ)
ก. มีพืน้ ทก่ี ว้างขวาง ข. มีประชากรมาก
สรปุ อริยสัจ ๔ สมุทัยกบั มรรคเปน็ เหตุ ทกุ ขก์ ับนโิ รธเปน็
ค. มีคนดใี นสงั คมมาก ง. มีความสวยงาม ผล
๒. ประเทศอนั สมควร มีลักษณะเช่นใด ?
ก. มพี ื้นทมี่ าก ข. มปี ระชากรมาก
ค. มคี นดีมาก ง. มคี วามสวยงาม
๓. การอยู่ในถิน่ อนั สมควรเปน็ เหตใุ หเ้ จรญิ ตรงกับข้อใด ?
ก. ปฏิรปู เทสวาสะ ข. สปั ปุรสิ ปู สั สยะ
ค. อัตตสัมมาปณิธิ ง. ปุพเพกตปญุ ญตา _____________
๑. ไม่สบายกายไมส่ บายใจชอ่ื ว่าทกุ ข์ เพราะเหตใุ ด ?
๔. ทา่ นเปรยี บธรรมใด ดุจล้อรถนาไปสู่ความเจริญ ?
ก. วุฑฒิ ๔ ข. จกั ร ๔ ก. ทนได้ยาก ข. เหน็ ได้ยาก
ค. อทิ ธบิ าท ๔ ง. ปธาน ๔ ค. รกั ษาได้ยาก ง. ตดิ ตามได้ยาก
๕. ข้อใดสงเคราะห์เข้าในปฏิรูปเทส ? ๒. ทกุ ขใ์ นอริยสจั เกิดจากอะไร ?
ก. พ้ืนทก่ี ว้าง ข. ประชากรมาก ก. กเิ ลส ข. กรรม
ค. มีคนดมี าก ง. มโี บราณวตั ถุ ค. วบิ าก ง. ตัณหา
๖. อัตตสมั มาปณิธิ มีความหมายตรงกบั ข้อใด ? ๓. ความทะยานอยากจดั เขา้ ในข้อใด ?
ก. มศี ลี ธรรม ข. กนิ บุญเก่า ก. ทกุ ข์ ข. สมุทัย
ค. เฝ้าขอพร ง. ออ้ นวอนเทวดา ค. นโิ รธ ง. มรรค
๗. ปพุ เพกตปุญญตา มีความหมายตรงกับข้อใด ? ๔. ความจรงิ อันประเสรฐิ หมายถึงธรรมใด ?
ก. บุญประเพณี ข. บญุ เกา่ ก. ปธาน ๔ ข. อิทธบิ าท ๔
ค. บญุ ใหม่ ง. แสวงบญุ ค. อริยสจั ๔ ง. พรหมวิหาร ๔
อริยสัจ ๔ (ความจริงอันประเสริฐ) ๕. ความไมส่ บายกายไม่สบายใจ เรยี กว่าอะไร ?
๑) ทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หมายถึง ก. ทกุ ข์ ข. สมทุ ัย
สภาวะท่ีทนได้ยาก ความทุกข์มีหลายประการ มีทั้งทุกข์จร
และทกุ ขป์ ระจา นามาซึง่ ความไมส่ บายกาย ไมส่ บายใจ ค. นโิ รธ ง. มรรค
๒๐
๖. ในอรยิ สัจ ๔ ขอ้ ใดควรละ ? ๒. เมอ่ื จิตฟุ้งซา่ น ควรเจริญพลธรรมข้อใด ?
ก. ทกุ ข์ ข. สมทุ ยั ก. วริ ยิ ะ ข. สติ
ค. นิโรธ ง. มรรค ค. สมาธิ ง. ปัญญา
๗. ข้อปฏบิ ตั ใิ ห้ถึงความดับทกุ ข์ หมายถึงข้อใด ? ๓. ธรรมข้อใดเป็นคู่ปรบั กบั ความเกยี จครา้ น ?
ก. ทุกข์ ข. สมุทัย ก. สทั ธา ข. วิริยะ
ค. นิโรธ ง. มรรค ค. ขันติ ง. สมาธิ
๘. ทุกขใ์ นอริยสัจ เกิดจากอะไร ? ๔. อยากมกี าลังใจ ควรเจริญธรรมใด ?
ก. กิเลส ข. กรรม ก. อิทธบิ าท ข. วฑุ ฒิ
ค. วิบาก ง. ตณั หา ค. พละ ง. อรยิ สจั
หมวด ๕ ๕. ความบากบ่ันแกลว้ กล้า ตรงกับพละขอ้ ใด ?
พละ ๕ (ธรรมะชกู าลังใจ) ก. สัทธา ข. วริ ยิ ะ
๑) สัทธา ความเช่ือ หมายถึง ความเช่ือม่ันในสิ่งท่ีตน ค. สติ ง. สมาธิ
กระทาว่ามีคุณประโยชน์ เพราะเชื่อต่อสิ่งที่ควรเชื่อ เป็น
ความเช่ือทป่ี ระกอบด้วยปญั ญาไตร่ตรองดว้ ยเหตุและผล ๖. ความร้แู จ้งเหน็ จรงิ ในสง่ิ ทง้ั ปวง ตรงกับพละใด ?
๒) วิริยะ ความเพียร หมายถึง ความเพียรเป็นแรงจูงใจ ก. สัทธา ข. วริ ิยะ
มุ่งม่นั ในการทากจิ ทงั้ ปวงไม่ใหท้ ้อถอยเม่อื เจออปุ สรรค
ค. สติ ง. ปัญญา
๓) สติ ความระลึกได้ หมายถึง ความระลึกได้ เป็นเหตุ
ค ว บ คุ ม ใ จ ใ ห้ ต้ั ง ม่ั น กั บ กิ จ ก า ร ท่ี ก า ลั ง ท า อ ยู่ ใ ห้ มี ค ว า ม ๗. จติ ใจสงบไม่ฟ้งุ ซ่าน ตรงกบั พละใด ?
รอบคอบ เพ่ือไม่ให้เกดิ ความผิดพลาด
ก. สทั ธา ข. วิรยิ ะ
๔) สมาธิ ความตั้งใจม่ัน หมายถึง ความตั้งใจม่ันสืบ
เนื่องมาจากสติ เป็นจิตท่ีมีความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว มี ค. สติ ง. สมาธิ
สมาธิตลอดในการทากิจทุกอย่างจนกวา่ จะสาเรจ็
หมวด ๖
๕) ปัญญา ความรอบรู้ หมายถึง ความรอบรู้ เป็นกาลัง
อุดหนุนใจให้รู้เท่าทันต่อเหตุการณ์ที่จะเกดิ ขึ้น และสามารถ สาราณียธรรม ๖
แกไ้ ขปญั หาทีเ่ กดิ ขน้ึ ได้
(ธรรมเปน็ ทต่ี ั้งแหง่ ความระลึกถึงกัน)
สรปุ พละ ๕ เรียกอีกอยา่ งวา่ อนิ ทรยี ์ ๕ ก็ได้ เพราะเป็น
ใหญใ่ นกิจของตน ๑) เมตตากายกรรม ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพ่ือน
กันด้วยกาย
_____________
๑. ขอ้ ใดจัดเปน็ สัทธาในพละ ๕ ? ๒) เมตตาวจีกรรม ช่วยขวนขวายในกิจธรุ ะของเพอื่ นกัน
ดว้ ยวาจา มกี ารกล่าวส่งั สอน เปน็ ตน้
ก. เช่ือวา่ โลกกลม ข. เชือ่ วา่ บาปไมม่ ีจรงิ
๓) เมตตามโนกรรม ช่วยขวนขวายในกิจธุระท่ีจะคิดแต่
ค. เช่ือวา่ โลกหน้าไมม่ ี ง. เชอื่ การตรสั รู้ ส่ิงที่เป็นประโยชนแ์ ก่เพื่อนกนั
๔) สาธารณโภคี แบ่งปันลาภที่ตนได้มาแล้วโดยชอบ
ธรรมให้แก่เพ่ือน ไมห่ วงไว้บรโิ ภคผเู้ ดียว
๕) สีลสามัญญตา รักษาศีลบริสุทธเิ์ สมอกัน ไม่ทาตนให้
เปน็ ทร่ี งั เกียจของผ้อู น่ื
๒๑
๖) ทิฏฐิสามัญญตา การปรับความเห็นให้เป็นอัน หมวด ๗
เดยี วกัน สัปปรุ ิสธรรม ๗ (ธรรมของสตั บุรุษ)
สรุป ธรรม ๖ อย่างนี้ ย่อมทาให้ผู้ประพฤติตามเป็นท่ีรกั ๑) ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ เช่น รู้ว่าส่ิงนี้เป็นเหตุแห่งสุข
ท่ีเคารพของผู้อ่ืน เป็นไปเพ่ือความสงเคราะห์อนุเคราะหก์ ัน สงิ่ น้ีเป็นเหตุแห่งทุกข์ เปน็ ตน้
และกัน เป็นไปเพ่ือความไม่วิวาทกันและกัน เป็นไปเพื่อ
ความพร้อมเพรียงเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ๒) อัตถัญญุตา รู้จักผล เช่น รู้ว่าทาเหตุอย่างนี้ ย่อม
ไดผ้ ลอยา่ งน้ี เป็นตน้
_____________
๑. คนทอี่ ย่รู ่วมกนั เป็นหมู่คณะควรประพฤติธรรมใด ? ๓) อัตตัญญุตา รู้จักตน วางตัวให้เหมาะสมกบั วฒุ ภิ าวะ
ของตน ไม่อวดดอ้ื ถือดี ให้สงบเสงยี่ มเจียมตน
ก. โพธิปักขยิ ธรรม ข. คารวธรรม
๔) มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ ในการรับ ในการจ่าย
ค. สาราณียธรรม ง. สปั ปุรสิ ธรรม ไม่ใหฟ้ ุม่ เฟือย ให้รู้จกั ความพอดี
๒. ขอ้ ใดมคี วามหมายตรงกบั คาว่า สาราณียธรรม ? ๕) กาลัญญตุ า รจู้ ักกาลเวลา รู้ถงึ คุณคา่ ของเวลาท่ีผ่าน
ไป รูว้ า่ เวลาน้คี วรพดู อย่างนี้ ทาและพดู อย่างไม่ประมาท
ก. อยู่บา้ นท่าน อยา่ น่งิ ดูดาย
๖) ปริสัญญุตา รู้จักประชุมชน สังคมที่ตนอยู่อาศัยที่
ข. อยใู่ ห้เขารัก จากให้เขาคดิ ถึง ทางาน รู้จักปรบั ตัวให้เข้ากบั สังคมชมุ ชนนั้นๆ
ค. คนเดียวหัวหาย สองคนเพ่อื นตาย ๗) ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้จักเลือกคบบุคคล ด้วย
การศกึ ษาอปุ นิสยั ใจคอ เปน็ ต้น
ง. น้าขนึ้ ให้รีบตัก
สรปุ ผูใ้ ดปฏบิ ัตติ ามได้ ยอ่ มเปน็ ผทู้ ่นี ่าคบหาสมาคมดว้ ย
๓. สาราณยี ธรรม สอนให้คนเปน็ เชน่ ไร ?
ก. มีความพอเพยี ง ข. เลี้ยงตนโดยชอบ
ค. ไม่ประกอบอกุศล ง. ร้รู ักสามัคคี _____________
๑. ผ้วู างตนสมตามฐานะ จดั เข้าในสัปปรุ สิ ธรรมขอ้ ใด ?
๔. ข้อใดชอ่ื วา่ รักษาศีลบรสิ ทุ ธิ์เสมอกัน ?
ก. มอี ะไรก็แบ่งปนั ข. มีอะไรกช็ ว่ ยกนั ก. ธัมมญั ญุตา ข. อตั ถญั ญตุ า
ค. ว่าอะไรก็ว่าตามกัน ง. รกั ษาระเบียบรว่ มกัน ค. อัตตัญญตุ า ง. มัตตัญญุตา
๕. สาราณียธรรม คอื ธรรมเช่นไร ? ๒. คนทีใ่ ช้ชีวิตแบบพอเพียง ตรงกับหลกั ธรรมขอ้ ใด ?
ก. ธรรมทเ่ี ปน็ แก่นสาร ข. ธรรมของผทู้ รงศีล ก. ธมั มัญญุตา ข. อตั ถัญญุตา
ค. ธรรมเปน็ เหตุบรจิ าค ง. ธรรมเปน็ เหตุให้ระลึกถงึ กนั ค. มตั ตญั ญุตา ง. อตั ตญั ญุตา
๖. อยู่ใหเ้ ขาสบายใจจากไปให้เขาคิดถงึ หมายถงึ มธี รรมใด ? ๓. คบคนพาลพาลพาไปหาผดิ ขาดสัปปุรสิ ธรรมข้อใด ?
ก. พรหมวหิ าร ข. สาราณยี ธรรม ก. มัตตัญญุตา ข. กาลญั ญตุ า
ค. คารวธรรม ง. สัปปรุ ิสธรรม ค. ปริสญั ญตุ า ง. ปคุ คลปโรปรญั ญตุ า
๗. สาธารณโภคี มคี วามหมายตรงกบั ข้อใด ? ๔. เขา้ เมืองตาหลิ่ว ตอ้ งหลวิ่ ตาตาม ตรงกบั ขอ้ ใด ?
ก. มเี มตตา ข. มีศลี เสมอกนั ก. อตั ตัญญตุ า ข. กาลัญญุตา
ค. เห็นตรงกนั ง. รูจ้ ักแบ่งปนั ค. ปรสิ ญั ญตุ า ง. มตั ตญั ญุตา
๒๒
๕. รู้ว่าอะไรเป็นเหตแุ ห่งความสุขและทุกข์ตรงกบั สัปปรุ สิ ๒) อนิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ท่ีไม่น่าพอใจ ได้แก่ เส่ือม
ธรรมข้อใด ? ลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์
ก. ธัมมญั ญตุ า ข. อัตถญั ญตุ า โลกธรรมท้ัง ๘ ประการนี้ เม่ืออย่างใดอย่างหน่ึงเกิดข้ึน
ค. อัตตัญญตุ า ง. มตั ตัญญตุ า แล้ว พึงพิจารณาด้วยปัญญาของตนว่า ส่ิงน้ีท่ีเกิดขึ้นกับเรา
๖. รวู้ ่าสขุ และทกุ ข์เปน็ ผลมาจากอะไร ตรงกับสปั ปรุ สิ ธรรม ทั้งท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจ ก็เป็นเพียงการเกิดขึ้นเท่านั้น
ข้อใด ? ไม่นานก็มีการผันแปรเปลี่ยนไป สุดท้ายก็ถึงจุดท่ีต้องพลัด
ก. ธมั มัญญุตา ข. อัตถญั ญุตา พรากจากไปไม่จีรังยั่งยืน เราควรวางตัว วางใจเป็นกลางใน
ค. กาลัญญุตา ง. ปริสัญญุตา โลกธรรมเหล่านี้ แล้วเราจะอยอู่ ย่างมคี วามสุข
๗. ช้าๆ ได้พรา้ เล่มงาม ใช้ได้กบั สัปปรุ ิสธรรมข้อใด ? _____________
๑. โลกธรรม หมายถึงธรรมขอ้ ใด ?
ก. ร้จู กั เหตุ ข. รจู้ กั ผล
ค. รจู้ กั ตน ง. ร้จู กั กาล ก. ธรรมรกั ษาโลก ข. ธรรมเหนือโลก
๘. สปั ปุริสธรรมขอ้ ใด มคี วามหมายตรงกบั เศรษฐกิจ ค. ธรรมที่อยคู่ ่โู ลก ง. ธรรมทีส่ ร้างโลก
พอเพยี ง ? ๒. โลกธรรมอยา่ งใดอย่างหนง่ึ เกิดขน้ึ ควรทาอย่างไร ?
ก. รู้จักประมาณ ข. รจู้ กั กาล ก. ไม่ยนิ ดยี ินร้าย ข. ไมห่ ลงระเริง
ค. รจู้ กั ตน ง. รูจ้ ักชุมชน ค. ไมม่ ัวเมา ง. ไม่เพลดิ เพลิน
๙. การรจู้ ักปรับตวั ให้เข้ากับสังคม จดั เขา้ ในสัปปุริสธรรม ๓. โลกธรรมขอ้ ใด จัดเป็นอนิฏฐารมณ์ ?
ข้อใด ? ก. มลี าภ ข. มียศ
ก. รจู้ กั เหตุ ข. รู้จกั ผล ค. มสี ขุ ง. มที กุ ข์
ค. รจู้ ักตน ง. รจู้ ักชุมชน ๔. เม่ือถูกนนิ ทา ควรปฏบิ ัติอย่างไร ?
๑๐. คบคนให้ดูหนา้ ซื้อผา้ ใหด้ ูเนือ้ จดั เข้าในสัปปุริสธรรม ก. ควรโตต้ อบ ข. ไม่ต้องทาอะไร
ข้อใด ? ค. แกข้ ่าว ง. ไม่ยินดียินร้าย
ก. ร้จู ักเหตุ ข. ร้จู ักผล ๕. ข้อใด จดั เปน็ อฏิ ฐารมณ์ ?
ค. รจู้ ักบุคคล ง. รู้จกั ประมาณ ก. สุข ข. ทกุ ข์
หมวด ๘ ค. นนิ ทา ง. เส่อื มลาภ
โลกธรรม ๘ (สิ่งทม่ี อี ย่ปู ระจาโลก) คหิ ิปฏบิ ัติ
๑) มลี าภ ๒) เส่ือมลาภ สังคหวตั ถุ ๔ (ธรรมเคร่อื งยดึ เหนีย่ วน้าใจผอู้ ่นื )
๓) มยี ศ ๔) เสอ่ื มยศ ๑) ทาน ให้ปนั สิ่งของของตนแก่คนทคี่ วรใหป้ นั
๒) ปิยวาจา เจรจาด้วยวาจาทีอ่ อ่ นหวาน
๕) นินทา ๖) สรรเสริญ ๓) อัตถจริยา ประพฤตสิ ง่ิ ทเี่ ปน็ ประโยชน์
๔) สมานตั ตตา ความเปน็ คนมีตนเสมอไมถ่ ือ
๗) สขุ ๘) ทกุ ข์
_____________
โลกธรรมนีแ้ บง่ เป็น ๒ ประเภท คอื
๑) อิฏฐารมณ์ คอื อารมณท์ ่นี ่าพอใจ ได้แก่ ความมีลาภ
มยี ศ สรรเสริญ และความสุข
๑. สงั คหวตั ถุ ทาให้เกิดประโยชนอ์ ะไร ? ๒๓
ก. ความสาเร็จ ข. ความเจริญ (๓) บอกศิลปวทิ ยาให้สิน้ เชิง ไม่ปดิ บงั อาพราง
(๔) ยกยอ่ งให้ปรากฏในเพ่ือนฝงู
ค. ความสามัคคี ง. ความงาม (๕) ทาความป้องกนั ในทศิ ทงั้ หลาย
ศิษยพ์ งึ บารุง ครูอาจารย์ดว้ ยสถาน ๕ ดังน้ี
๒. เขาเปน็ คนดีคงเสน้ คงวา แสดงถงึ คุณธรรมขอ้ ใด ? (๑) ดว้ ยลุกข้นึ ยืนรบั
(๒) ดว้ ยเข้าไปยนื คอยรบั ใช้
ก. ทาน ข. ปิยวาจา (๓) ด้วยเชื่อฟัง
(๔) ด้วยอุปฏั ฐาก
ค. อัตถจรยิ า ง. สมานัตตตา (๕) ดว้ ยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ
๓) ปจั ฉมิ ทิส คอื ทศิ เบือ้ งหลงั บตุ รภรรยา
๓. สงั คมจะไดป้ ระโยชน์อะไร จากการประพฤตสิ ังคหวตั ถุ มหี นา้ ทีจ่ ะต้องปฏิบัติตอ่ สามี ๕ ประการ ดังน้ี
(๑) จัดการงานดี
ธรรม ? (๒) สงเคราะห์คนขา้ งเคยี งของสามีดี
(๓) ไมป่ ระพฤตนิ อกใจสามี
ก. ความสาเรจ็ ข. ความเจริญ (๔) รักษาทรพั ย์ทส่ี ามหี ามาได้
(๕) ขยนั ไมเ่ กียจคร้านในกจิ การท้งั ปวง
ค. ความสามัคคี ง. ความสขุ สามีพึงบารุงภรรยาด้วยสถาน ๕ ดงั น้ี
(๑) ดว้ ยยกยอ่ งนบั ถอื วา่ เปน็ ภรรยา
๔. โครงการจติ อาสาเราทาความดีด้วยหวั ใจ จัดเข้าใน (๒) ดว้ ยไม่ดหู มนิ่
(๓) ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ
สงั คหวตั ถุใด ? (๔) ดว้ ยมอบความเป็นใหญ่ให้
(๕) ด้วยให้เครอื่ งแต่งตัว
ก. ทาน ข. ปิยวาจา ๔) อุตตรทิส คอื ทิศเบ้ืองซ้าย มิตรสหาย
มหี น้าที่จะต้องปฏบิ ัตติ ่อเพ่ือน ๕ ประการ ดงั นี้
ค. อตั ถจรยิ า ง. สมานตั ตตา (๑) รกั ษาเพื่อนผู้ประมาทแลว้
(๒) รักษาทรพั ยข์ องเพอื่ นผปู้ ระมาทแลว้
ทิศ ๖ (หนา้ ท่ีที่ต้องปฏิบตั ิต่อกนั ตามฐานะ) (๓) เม่ือมีภัย เอาเป็นที่พง่ึ พานักได้
(๔) ไม่ละทงิ้ ในยามวบิ ัติ
๑) ปุรัตถิมทิส คอื ทศิ เบื้องหนา้ มารดาบิดา (๕) นับถอื ตลอดถงึ วงศ์ของมติ ร
มหี นา้ ท่จี ะตอ้ งปฏิบัตติ อ่ บุตร ๕ ประการ ดงั นี้ กุลบุตรพงึ บารงุ มิตรสหายดว้ ยสถาน ๕ ดงั นี้
(๑) ดว้ ยให้ปนั
(๑) ห้ามไม่ให้ทาความช่วั (๒) ดว้ ยเจรจาถ้อยคาไพเราะ
(๒) ให้ต้งั อยู่ในความดี
(๓) ให้ศกึ ษาศิลปวทิ ยา
(๔) หาคูค่ รองทส่ี มควรให้
(๕) มอบทรพั ย์ให้ในสมัย
บุตรธดิ าพึงบารงุ มารดาบดิ าดว้ ยสถาน ๕ ดงั น้ี
(๑) ทา่ นเล้ียงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
(๒) ช่วยทากจิ ของทา่ น
(๓) ดารงวงศส์ กุล
(๔) ประพฤตติ นให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
(๕) เม่อื ท่านลว่ งลบั ไปแลว้ ทาบุญอุทิศใหท้ ่าน
๒) ทกั ขิณทิส คือ ทศิ เบอื้ งขวา ครูอาจารย์
มหี น้าท่ีจะตอ้ งปฏิบัตติ อ่ ศิษย์ ๕ ประการ ดังนี้
(๑) แนะนาดี
(๒) ให้เรียนดี
๒๔
(๓) ด้วยประพฤตสิ ่ิงทีเ่ ปน็ ประโยชน์ ๑. ในทิศ ๖ ศิษย์พงึ ปฏิบัตติ อ่ อาจารยอ์ ยา่ งไร ?
(๔) ด้วยความเปน็ ผู้มีตนเสมอ
(๕) ดว้ ยไม่แกลง้ กล่าวให้คลาดจากความเปน็ จริง ก. ดารงวงศส์ กลุ ข. เลยี้ งทา่ นตอบ
๕) เหฏฐมิ ทิส คอื ทศิ เบอ้ื งต่า บา่ วไพร่
มหี น้าทจ่ี ะตอ้ งปฏบิ ตั ิต่อนาย ๕ ประการ ดังน้ี ค. เชอ่ื ฟังคาสอน ง. ไมด่ หู มิ่น
(๑) ลุกข้นึ ทาการงานก่อนนาย
(๒) เลกิ ทาการงานทีหลังนาย ๒. ห้ามทาความช่วั ทาความดีเปน็ ความอนุเคราะห์ของ ?
(๓) ถอื เอาแต่สง่ิ ของท่ีนายให้
(๔) ทาการงานใหด้ ีข้นึ ก. มารดา-บดิ า ข. ครู-อาจารย์
(๕) นาคุณของนายไปสรรเสริญในทนี่ น้ั ๆ
นายพงึ บารุงบา่ วไพรด่ ว้ ยสถาน ๕ ดงั น้ี ค. ภรรยา-สามี ง. บตุ ร-ธดิ า
(๑) ด้วยจดั การงานใหท้ าตามสมควรแก่กาลงั
(๒) ดว้ ยให้อาหารและรางวัล ๓. ทศิ เบือ้ งหนา้ ไดแ้ ก่ขอ้ ใด ?
(๓) ด้วยรกั ษาพยาบาลในเวลาเจบ็ ไข้
(๔) ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดใหก้ นิ ก. ครูอาจารย์ ข. มารดาบดิ า
(๕) ดว้ ยปลอ่ ยในสมยั
๖) อปุ ริมทสิ คือ ทิศเบอ้ื งบน สมณพราหมณ์ ค. บุตรภรรยา ง. มิตรสหาย
มหี น้าทจี่ ะตอ้ งอนเุ คราะหต์ อ่ กลุ บุตร ๖ ประการ ดงั น้ี
(๑) ห้ามไม่ให้กระทาความชวั่ ๔. ยกยอ่ งเชดิ ชูครู ไม่เจ้าชู้นอกใจ เปน็ หน้าทีข่ องใคร ?
(๒) ให้ต้งั อยูใ่ นความดี
(๓) อนเุ คราะหด์ ว้ ยนา้ ใจอันงาม ก. สามี ข. ภรรยา
(๔) ให้ได้ฟงั สิง่ ทย่ี งั ไม่เคยฟงั
(๕) ทาส่งิ ทีเ่ คยไดฟ้ งั แลว้ ใหแ้ จม่ แจง้ ค. นาย ง. ครอู าจารย์
(๖) บอกทางสวรรค์ให้
กุลบตุ รพึงบารงุ สมณพราหมณด์ ว้ ยสถาน ๕ ดงั นี้ ๕. ต่นื กอ่ น นอนทีหลงั เปน็ หนา้ ที่ใครปฏบิ ัติตอ่ ใคร ?
(๑) ด้วยกายกรรม คือ ทาอะไรๆ ประกอบด้วยเมตตา
(๒) ด้วยวจีกรรม คอื พดู อะไรๆ ประกอบด้วยเมตตา ก. ลูก-พ่อแม่ ข. ภรรยา-สามี
(๓) ด้วยมโนกรรม คอื คิดอะไรๆ ประกอบดว้ ยเมตตา
(๔) ดว้ ยความเป็นผไู้ ม่ปดิ ประตู คอื ไม่ได้ห้ามเขา้ ค. ศษิ ย-์ ครู ง. บา่ ว-นาย
บา้ นเรอื น ๖. อุปริมทิส คือทิศเบ้ืองบน หมายถงึ บุคคลในขอ้ ใด ?
(๕) ด้วยใหอ้ ามสิ ทาน
ก. บดิ ามารดา ข. ครูอาจารย์
_____________
ค. สมณพราหมณ์ ง. มิตรสหาย
๗. หา้ มไม่ใหท้ าความช่ัว ให้ตงั้ อยู่ในความดี เป็นหนา้ ทีข่ อง
ใคร ?
ก. ครูอาจารย์ ข. บิดามารดา
ค. สามภี รรยา ง. บตุ รธิดา
๘. ทกั ขณิ ทิส คือทิศเบ้อื งขวา หมายถึงบคุ คลในข้อใด ?
ก. บดิ ามารดา ข. มิตรสหาย
ค. สมณพราหมณ์ ง. ครอู าจารย์
๙. ยกย่องเชิดชู ไมเ่ จ้าชนู้ อกใจเปน็ หน้าทใ่ี ครปฏิบตั ติ อ่ ใคร ?
ก. สามี-ภรรยา ข. บดิ ามารดา-บุตร
ค. นาย-บ่าว ง. อาจารย์-ศิษย์
_____________
๒๕
๒.๒ แนวข้อสอบธรรมศึกษาช้ันตรี วิชาพุทธประวตั ิ ๔. ดนิ แดนชมพทู วปี ในปจั จุบัน คือประเทศใด ?
ปรเิ ฉทที่ ๑ ชมพทู วปี และประชาชน
ก. อินเดีย ข. มาเลเซีย
ดินแดนเป็นท่ีเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาหรือดินแดนที่ ค. อนิ โดนีเชยี ง. ออสเตรเลีย
เรียกว่าประเทศอินเดียในสมัยก่อน เรียกว่า ชมพูทวีป
(ดินแดนท่ีกาหนดด้วยต้นหว้า) ในปัจจุบันเป็นท่ีต้ังของ วรรณะ ๔
ประเทศอินเดีย เนปาล ปากีสถาน บังคลาเทศและภูฏาน
ตั้งอยทู่ างทศิ พายัพ (ตะวนั ตกเฉียงเหนอื ) ของประเทศไทย คนอินเดียแบ่งเป็นช้ันวรรณะด้วยชาติกาเนิด ตามหลัก
ศาสนาพราหมณ์ มี ๔ วรรณะ คอื
ชนชาติ ทอี่ าศยั อยู่ในชมพทู วปี มี ๒ พวก คือ
๑) พวกมิลักขะ เจา้ ถิ่นเดมิ ทอ่ี าศยั อยู่กอ่ น ๑) กษัตริย์ นักปกครอง นักรบ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง
๒) พวกอริยกะ พวกท่ีอพยพมาใหม่โดยอพยพมา ยทุ ธวธิ ี
ทางด้านภูเขาหมิ าลยั รกุ ไลเ่ จา้ ถน่ิ เดิมถอยร่นไปอยรู่ อบนอก
ชมพูทวปี แบง่ เปน็ ๒ เขต คอื ๒) พราหมณ์ สั่งสอน ทาพิธีกรรมทางศาสนา ศึกษา
๑) มัชฌิมชนบท หรือมัธยมประเทศ คือ ประเทศภาค เก่ียวกับเรือ่ งพิธีกรรมต่างๆ
กลาง เป็นทอ่ี าศยั อย่ขู องพวกอรยิ กะ
๒) ปัจจันตชนบท หรือปัจจันตประเทศ คือ ประเทศ ๓) แพศย์ ทานา ค้าขาย เล้ียงสัตว์ ช่างฝีมือ และ
ปลายแดนเปน็ ทอี่ าศยั อยู่ของพวกมลิ ักขะ หตั ถกรรม ศึกษาเกี่ยวกับเรอื่ งทานาคา้ ขาย เปน็ ตน้
แคว้นใหญ่ มี ๑๖ แคว้น ได้แก่ อังคะ มคธะ กาสี เจตี
โกสละ มัลละ วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ ๔) ศูทร พวกกรรมกรใช้แรงงาน ศึกษาเก่ียวกับเร่ือง
วัชชี อวันตี คันธาระ กัมโพชะ และท่ีปรากฏในคัมภีร์อื่นอกี การใช้แรงงาน
มี ๕ แคว้น คือ สักกะ โกลิยะ ภัคคะ วิเทหะ อังคุตตราปะ
แคว้นเหล่านี้ บางแคว้นปกครองโดยกษัตริย์มีอานาจ แต่ละวรรณะจะไม่แต่งงานข้ามวรรณะกัน ถ้าแต่งงาน
สิทธิ์ขาด บางแควน้ ปกครองโดยสามัคคีธรรม ข้ามวรรณะ ลูกที่คลอดออกมากลายเป็นอีกชนชั้นหน่ึง
เรียกวา่ จัณฑาล เปน็ ทด่ี ถู กู เหยียดหยามของคนท่วั ไป
_____________
๑. เจ้าชายสิทธัตถะ ประสตู ิในวรรณะใด ?
ก. กษัตรยิ ์ ข. พราหมณ์
ค. แพศย์ ง. ศูทร
๒. วรรณะ ในชมพูทวปี แบ่งออกเป็นก่ชี นช้ัน ?
_____________ ก. ๓ ชนช้นั ข. ๔ ชนชัน้
๑. พุทธประวตั ิทาให้ทราบความเปน็ ไปของใคร ?
ค. ๕ ชนช้นั ง. ๖ ชนชั้น
ก. พระพุทธเจ้า ข. พทุ ธสาวก ๓. วรรณะใด มีหน้าท่ีสัง่ สอนศิลปวทิ ยาการ ?
ค. พทุ ธสาวิกา ง. พุทธบริษทั ก. กษัตริย์ ข. พราหมณ์
๒. เจ้าของถิ่นเดมิ ในชมพทู วปี ตรงกบั ขอ้ ใด ? ค. แพศย์ ง. ศทู ร
ก. มิลกั ขะ ข. อรยิ กะ ๔. วรรณะพราหมณ์แตง่ งานกับวรรณะศูทร บุตรท่เี กิดมา
ค. เขมร ง. ไทย เรยี กวา่ อะไร ?
๓. ประชาชนในชมพทู วีป แบ่งเปน็ กี่ชนชาติ ? ก. พราหมณ์ ข. แพศย์
ก. ๑ ชนชาติ ข. ๒ ชนชาติ ค. ศูทร ง. จณั ฑาล
ค. ๓ ชนชาติ ง. ๔ ชนชาติ
๒๖
ปรเิ ฉทที่ ๒ สกั กชนบทและศากยวงศ์ พระนางสริ มิ หามายา แม่ พระชนนี
สกั กชนบท ตัง้ อยู่ตรงข้ามภเู ขาหิมพานต์ ตอนเหนอื ของ พระนนั ทกมุ าร น้องชาย พระอนชุ า
ชมพูทวปี เหตทุ ่ีชือ่ ว่า สักกชนบท เพราะถอื ตามภูมปิ ระเทศ พระนางรูปนันทา นอ้ งสาว พระขนษิ ฐภคนิ ี
เดมิ เป็นดงไม้สักกะ พระนางยโสธรา(พิมพา) ภรรยา พระชายา
ศากยวงศ์ ได้พระนามนี้ เพราะสาเหตุ ๓ ประการ คือ พระราหลุ ลูก พระโอรส
๑) เพราะตั้งตามอาณาจักรหรือชนบท คือ สักกชนบท _____________
๑. พระเจา้ ชัยเสนะ เป็นพระบิดาของใคร ?
๒) เพราะตั้งตามความสามารถของพระโอรสโดยลาพัง
ก. พระเจ้าสหี หนุ ข. พระเจ้าอญั ชนะ
ปกครองประเทศได้รุ่งเรืองจนพระบิดาตรัสชมว่าเป็นผู้
ค. พระเจา้ สุทโธทนะ ง. พระเจ้าโธโตทนะ
องอาจ
๒. พระเจา้ สุทโธทนะกบั เจ้าชายสิทธัตถะเก่ยี วข้องกันคอื ?
๓) เพราะกษัตริยว์ งศ์นี้ทรงอภิเษกสมรสกันเองระหว่างพ่ี
ก. พระเจ้าปู่ ข. พระเจา้ ตา
นอ้ งท่เี รียกกันว่า สกสกสงั วาส
ค. พระบิดา ง. พระเจา้ อา
สกั กชนบท แบง่ ออกเปน็ ๓ นคร
๓. เมอื งกบิลพสั ด์ุ ตั้งตามชื่อของดาบสใด ?
๑) พระนครเดิมของพระเจา้ โอกกากราช
ก. อุทกดาบส ข. อสติ ดาบส
๒) พระนครกบิลพสั ด์ุ
ค. กบลิ ดาบส ง. อาฬารดาบส
๓) พระนครเทวทหะ
๔. พระเจา้ สทุ โธทนะ เปน็ กษัตริย์ปกครองพระนครใด ?
_____________
๑. ศากยวงศ์ ต้ังอยู่ในป่าท่ีหนาแน่นด้วยต้นไมใ้ ด ? ก. พาราณสี ข. กบลิ พัสด์ุ
ก. พยงุ ข. สาละ ค. เทวทหะ ง. สาวัตถี
ค. ตะเคียน ง. สักกะ ปรเิ ฉทท่ี ๓ ประสตู ิ
ลาดับศากยวงศ์ เสด็จลงสพู่ ระครรภ์
ในวันทีพ่ ระมหาบุรษุ เสดจ็ ลงส่พู ระครรภ์ พระนางสริ มิ หา
พระประยรู ญาติของพระพุทธเจา้
มายาได้สุบนิ (ฝัน) เหน็ พญาชา้ งเผอื กชูงวงถือดอกบวั ขาว ส่ง
พระเจา้ ชัยเสนะ ทวด พระไปยกา กล่ินหอมขจร เดินประทักษิณ (เวียนขวา) ๓ รอบ แล้วหาย
เข้าไปในพระอุทร (ท้อง) ขณะนั้นเกิดแผ่นดินไหวเป็นท่ี
พระเจ้าสีหหนุ ปู่ พระอยั กา อศั จรรย์ ตรงกับวันพฤหสั บดี ขน้ึ ๑๕ ค่า เดอื น ๘
พระนางกญั จนา ย่า พระอัยยกิ า โหราจารยท์ านายวา่ ไดม้ ีบุรุษอาชาไนยมากด้วยบญุ ญา-
ธิการมาปฏิสนธิในพระครรภ์ ยังความปลาบปล้ืมมาสู่พระ
พระเจา้ อัญชนะ ตา พระอยั กา เจา้ สุทโธทนะ พระราชบิดายิ่งนัก
วันประสตู ิ
พระนางยโสธรา ยาย พระอยั ยกิ า
พระนางสริ ิมหามายาทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน ไดท้ ูล
พระเจา้ สุปปพุทธะ ลุง พระมาตลุ า ลาพระเจ้าสุทโธทนะ เสด็จไปเย่ียมสกุลของพระองค์ที่เมือง
พระนางอมติ า ปา้ พระปิตุจฉา
พระนางปชาบดี น้า พระมาตุจฉา
พระเจา้ สุทโธทนะ พอ่ พระชนก
เทวทหะ และตามประเพณีท่ีจะต้องกลับไปคลอดที่บ้านของ ๒๗
ตนเอง พระชนมายไุ ด้ ๓ วัน อสติ ดาบสเข้าเยยี่ ม
อสติ ดาบสหรือกาฬเทวิลดาบส ผ้คู นุ้ เคยและเปน็ ที่นับถือ
เมื่อพระนางเสด็จถึงสวนลุมพินีวัน ซึ่งอยู่ระหว่างเมือง
ของราชสานักเข้าเย่ียม พระเจ้าสุทโธทนะทรงอุ้มพระโอรส
กบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะได้เสด็จประพาสพระอทุ ยาน เกิด มาเพ่ือนมัสการพระดาบส ปรากฏว่าอสิตดาบสเป็นฝ่าย
กราบไหว้พระบาทพระโอรส และทานายลักษณะของ
ประชวรพระครรภจ์ ะประสูติ อามาตยจ์ ดั ทถ่ี วายใต้ต้นสาละ พระโอรสว่ามีคติเป็น ๒ ตามตารามหาปุริสลักษณะ แต่ตัว
ท่านเชื่อมัน่ ว่าพระโอรสจะเสดจ็ ออกผนวช
พระนางประทับยืน พระหัตถ์จับกิ่งสาละ ประสูติพระราช พระชนมายุได้ ๕ วนั ขนานพระนาม
โอรสเมือ่ เวลาสายใกล้เท่ยี ง ตรงกบั วันศุกร์ ขน้ึ ๑๕ ค่า เดือน เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาฉันภัตตาหารและเลือกเอา
พราหมณ์ ๘ คน เป็นผู้ทานายพระลักษณะ พราหมณ์ ๗ คน
๖ (วันวิสาขบชู า ปจี อ กอ่ นพทุ ธศกั ราช ๘๐ ปี) ทานายลักษณะของพระโอรสมีคตเิ ปน็ ๒ อยา่ ง แต่ทา่ น โกณ
ฑัญญพราหมณ์ทานายเป็นคติเดียว คือ เสด็จออกบรรพชา
พระราชโอรสเสด็จดาเนินได้ ๗ ก้าว แต่ละก้าวมีดอกบัว เป็นศาสดาเอกของโลก และได้ขนานพระนามเป็น ๒ คือ
ทิพย์ผุดขึ้นรองรับและทรงเปล่ง อาสภิวาจา ว่า “เราคือผู้ ๑) สทิ ธตั ถะ แปลว่า ผู้มีความต้องการสาเรจ็ และ
๒) องั ครี สะ แปลวา่ ผ้มู รี ัศมสี วยงาม แตน่ ิยมเรียกว่า
เลิศของโลก เราคือผู้เจริญท่สี ุดของโลก เราคือผู้ประเสริฐ โคตมะ เพราะเป็นโคตรของพระองค์
พระชนมายไุ ด้ ๗ วนั พระมารดาสนิ้ พระชนม์
ท่ีสุดของโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดน้ีภพใหม่ไม่มีอีก พระมารดาสิ้นพระชนม์หลังประสูติพระราชโอรสได้ ๗
วัน พระราชบิดาจึงมอบให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระ
แลว้ ” นา้ นาง) เป็นผู้เลี้ยงดู ตอ่ มาพระนางมหาปชาบดีโคตมปี ระสูติ
พระโอรสและพระธดิ า ๒ พระองค์ คือ พระนันทะและพระ
_____________ นางรูปนนั ทา
๑. พระนางสริ มิ หามายาทรงพระครรภ์ สุบินนมิ ติ อยา่ งไร ? พระชนมายไุ ด้ ๗ ปี พระราชบดิ าขุดสระโบกขรณี ๓ สระ
พระราชบดิ าให้ขุดสระโบกขรณี ๓ สระ คือ ๑) สระปทุม
ก. พญาชา้ งเผอื กชูสังข์ ข. พญาชา้ งเผือกชูดอกบัว (บวั หลวง) ๒) สระบุญฑรกิ (บัวขาว) ๓) สระอุบล (บวั ขาบ)
พระโอรสได้ปฐมฌานที่ใต้ต้นหว้า (ชมพูพฤกษ์) ในงาน
ค. พราหมณ์มอบสังข์ทอง ง. พราหมณม์ อบดอกบวั วัปปมงคลแรกนาขวัญ คือ เม่ืออยู่พระองค์เดียวได้
นงั่ ขดั สมาธิ ขณะนั้นเปน็ เวลาบ่ายแต่เงาของต้นหวา้ ไม่คล้อย
๒. โหราจารย์ทานายสบุ นิ น้ันอย่างไร ? ไปตามดวงอาทติ ย์
เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น พระราชบิดานาตัวไปฝากเป็นศิษย์
ก. จะไดพ้ ระธิดา ข. จะไดพ้ ระโอรส ของ “ครูวิศวามิตร” ทรงศึกษาจบศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา
ไดอ้ ย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะศลิ ปะการยงิ ธนู
ค. จะได้ลาภกอ้ นโต ง. จะโชคร้าย
๓. วนั ท่ีเจา้ ชายสทิ ธัตถะประสตู ิ ตรงกบั ข้อใด ?
ก. วันมาฆบชู า ข. วนั วสิ าขบูชา
ค. วนั อาสาฬหบูชา ง. วนั อฏั ฐมบี ชู า
๔. วาจาทพ่ี ระมหาบรุ ุษทรงเปล่งในวันประสูตเิ รียกวา่ อะไร ?
ก. อาสภวิ าจา ข. มธรุ สวาจา
ค. ปยิ วาจา ง. สณั หวาจา
๕. พระมหาบรุ ุษ ประสตู ิทใ่ี ด ?
ก. ลุมพินีวัน ข. สาลวนั
ค. อัมพวัน ง. เวฬวุ ัน
อสติ ดาบสเขา้ เฝ้าและพยากรณ์
ลาดับเหตกุ ารณห์ ลังประสตู ิ
พระชนมายไุ ด้ ๑๖ ปี ทรงอภเิ ษกสมรสกับพระนางพิมพา ๒๘
พระราชบิดาสร้างปราสาท ๓ หลัง สาหรับเป็นท่ีประทับ
ปริเฉทท่ี ๔ เสด็จออกบรรพชา
ใน ๓ ฤดู คือ ฤดรู อ้ น ฤดฝู น ฤดหู นาว และได้ทลู ขอพระนาง
ยโสธราหรือพิมพา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาเม่ือพระชนมายุได้
พระนางอมิตา มาอภเิ ษกสมรสเป็นพระชายา ๒๙ ปี เหตุการณ์ท่ีทาให้เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินพระทัยออก
บวชนน้ั มดี งั นี้
_____________
๑. เม่ือพระมหาบุรุษประสตู ไิ ด้ ๓ วัน ดาบสใดเขา้ เยย่ี ม ? ๑) ขณะเสดจ็ ประพาสพระราชอทุ ยาน ทรงทอดพระเนตร
เห็นเทวทูต ๔ มี คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงสลด
ก. อจตุ ดาบส ข. อสิตดาบส สังเวชพระทัยย่ิงนัก เมื่อเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย แต่เม่ือ
ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะ ซึ่งมีอาการสงบเสงี่ยมน่า
ค. อาฬารดาบส ง. อุททกดาบส เล่ือมใส ก็ทรงพอพระหฤทัยและน้อมพระทัยไปในการออก
บวช
๒. เจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วนั มีเหตกุ ารณใ์ ดเกดิ ขน้ึ ?
๒) ตกเย็นขณะประทับในพระราชอุทยาน ใคร่ครวญถึง
ก. ดาบสเขา้ เฝ้า ข. ขุดสระบัว การบวชอยู่น้ัน ทรงได้ทราบว่าพระนางพิมพาประสูติ
พระโอรสแล้ว ทรงเปล่งอุทานว่า ราหุล ชาต พนธน ชาต
ค. ขนานพระนาม ง. ได้ฌาน แปลว่า บ่วงเกิดขึ้นแล้ว เคร่ืองพันธนาการเกิดข้ึนแล้ว พระ
ราชโอรสจึงไดช้ ื่อว่า ราหุล
๓. พระนามว่า สทิ ธตั ถะ มีความหมายว่าอย่างไร ?
๓) ตกดึกคืนเดียวกันนั้น ทรงตื่นบรรทมกลางดึก
ก. มวี าสนา ข. มรี ูปงาม ทอดพระเนตรเหน็ นางสนมนอนหลับมอี าการตา่ งๆ เชน่ บาง
คนนอนน้าลายไหล กัดฟัน ละเมอ เป็นต้น ปรากฏแก่
ค. มคี วามต้องการสาเรจ็ ง. มยี ศศกั ด์ิ พระองค์เหมือนซากศพในป่าช้า มีพระทัยน้อมไปในการ
บรรพชาย่ิงนัก จึงตดั สนิ พระทัยสวมฉลองพระองค์ ทรงพระ
๔. พราหมณใ์ ด ทานายว่าเจา้ ชายสิทธัตถะจะออกผนวช ขรรค์เสด็จลงจากปราสาท ทรงม้ากัณฐกะ ออกจาก
พระราชวัง มีนายฉนั นะอามาตย์ตามเสดจ็ มุง่ หน้าส่แู ม่น้า
แนน่ อน ? อโนมา
ก. ลกั ขณะ ข. รามะ ทรงอธิษฐานเพศบรรพชิตในที่นั้น ทรงใช้พระขรรค์ปลง
พระเกศาด้วยพระองค์เอง เอาพระภูษาห่อพระเกศา
ค. สยามะ ง. โกณฑญั ญะ อธิษฐานแล้วโยนข้ึนในอากาศ พระเกศาลอยอยู่ในอากาศ
๑ โยชน์ ท้าวสักกะเอาผอบแก้วมารองรับพระเกศา นาไป
๕. พระมารดาของพระมหาบุรษุ พระนามว่าอะไร ? ประดษิ ฐานไวใ้ นจฬุ ามณีเจดยี ์ สวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์
ก. สิริมหามายา ข. ปชาบดี ฆฏิการพรหมซ่ึงเป็นเพ่ือนกันมากับพระโพธิสัตว์ตั้งแต่
ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้
ค. ปมิตา ง. อมติ า น้อมถวายผ้ากาสาวพัสตรแ์ ละบริขารของนกั บวช มี ๘ อยา่ ง
๖. ใครเลีย้ งเจ้าชายสิทธัตถะหลงั จากพระมารดาทิวงคต ?
ก. พระนางมหาปชาบดี ข. พระนางปมติ า
ค. นางสชุ าดา ง. นางวสิ าขา
๗. เจา้ ชายสิทธตั ถะไดป้ ฐมฌานใต้ต้นหว้าในพธิ ีมงคลใด ?
ก. ขนานพระนาม ข. แรกนาขวัญ
ค. อภิเษกสมรส ง. ราชาภเิ ษก
๘. ใครเป็นครูคนแรกของเจา้ ชายสิทธตั ถะ ?
ก. วิศวามิตร ข. อทุ กดาบส
ค. อสิตดาบส ง. อาฬารดาบส
๒๙
คือ สบง จีวร สังฆาฏิ ประคตเอว บาตร มีดโกน เข็ม ศึกษาสมาธิกับพระดาบส
หลังจากที่พระเจ้าพิมพิสารทูลลากลับไปแล้ว พระมหา
ธมกรก (ทกี่ รองนา้ )
บรุ ุษเสด็จไปฝึกสมาธิกับพระดาบส ๒ ท่าน คือ
_____________ ๑) อาฬารดาบส กาลามโคตร ไดส้ มาบตั ิ ๗
๑. พระมหาบุรษุ เสด็จออกผนวช พระชนมายุกพ่ี รรษา ? ๒) อุทกดาบส รามบตุ ร ได้สมาบตั ิ ๘
ก. ๑๖ ข. ๒๐
ค. ๒๙ ง. ๓๕ _____________
๑. หลงั ผนวชแล้ว พระมหาบรุ ุษเสด็จประทับแรมท่แี คว้นใด
๒. ข้อใดไมจ่ ดั อย่ใู นเทวทตู ๔ ?
ก. คนเกิด ข. คนแก่ ก่อน ?
ค. คนเจ็บ ง. คนตาย ก. มคธ ข. โกศล
๓. เจา้ ชายสิทธตั ถะทรงอธิษฐานเพศบรรพชาทร่ี มิ แม่นา้ ? ค. สักกะ ง. มลั ละ
ก. อโนมา ข. เนรัญชรา ๒. กษตั ริย์พระองคใ์ ด ทรงปกครองแควน้ มคธ ?
ค. คงคา ง. สินธุ ก. สทุ โธทนะ ข. พิมพิสาร
๔. ใครถวายบริขารพระมหาบุรุษ คราวเสด็จออกผนวช ? ค. ปเสนทิ ง. อเุ ทน
ก. ทา้ วสกั กะ ข. สหมั บดีพรหม ๓. บรรพชาแล้ว พระมหาบรุ ุษทรงเรมิ่ ศกึ ษาในสานักใด ?
ค. ฆฏิการพรหม ง. พระอนิ ทร์ ก. กาฬเทวิลดาบส ข. กบิลดาบส
ปริเฉทที่ ๕ ตรสั รู้ ค. อาฬารดาบส ง. อทุ กดาบส
พระเจา้ พิมพิสารเข้าเฝา้ ปญั จวัคคยี อ์ อกบวช
พระมหาบุรุษทรงบรรพชาแลว้ ประทบั อยทู่ ี่อนปุ ยิ อมั พวัน
ฝา่ ยโกณฑัญญะพราหมณ์ เมอื่ ทราบขา่ วว่าพระมหาบุรุษ
แคว้นมัลละ เป็นเวลา ๗ วัน เสวยความสุขที่เกิดจาก
บรรพชา ต่อจากน้นั เสด็จไปบณิ ฑบาตทเี่ มอื งราชคฤห์ แคว้น เสดจ็ ออกบวชจงึ ชวนบุตรของพราหมณ์ออกบวชดว้ ยกันรวม
มคธ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาเข้าเฝ้า ทูลถามถึงพระชาติ
ตระกูล จะถวายราชสมบัติให้ก่ึงหน่ึง พระองค์ทรงปฏิเสธ เปน็ ๕ คน คอื ๑) โกณฑัญญะ ๒) วัปปะ ๓) ภทั ทิยะ
และทรงแสดงวัตถุประสงค์ของการเสด็จออกบรรพชา เพื่อ
แสวงหาพระโพธิญาณให้ทราบ พระเจ้าพิมพิสารทูลขอ ๔) มหานามะ ๕) อัสสชิ มาพบพระมหาบุรุษขณะบาเพ็ญ
ปฏิญญาว่า หากได้ตรัสรู้แล้วขอให้เสด็จมาแสดงธรรมโปรด
ดว้ ย ทรงรบั ปฏิญญาของพระเจา้ พมิ พิสาร ทุกรกริ ยิ า อย่ทู ตี่ าบลอุรเุ วลาเสนานคิ ม
ทรงบาเพ็ญทุกรกิรยิ า ๓ วาระ
เมอ่ื ศึกษาจนหมดความรู้ของอาจารย์ หลงั จากนน้ั ทรงลา
อาจารยท์ งั้ ๒ มาถึงตาบลอุรเุ วลาเสนานคิ ม แคว้นมคธ ก็พกั
อาศัยบาเพญ็ ทุกรกริ ยิ าอยทู่ ่นี ้ี ๖ ปี
_____________ พระมหาบุรุษไดท้ ดลองบาเพญ็ ทุกรกริ ิยา คือ การกระทา
๑. กษตั ริยท์ ่ีอัญเชญิ ใหส้ ึกไปครองราชยด์ ว้ ยคือใคร ?
ที่ทาได้ยากอย่างย่ิง ท่ีนักบวชในสมัยนั้นยกย่องกันว่าเป็น
ก. พระเจา้ ปเสนทโิ กศล ข. พระเจ้าพิมพสิ าร การกระทาอย่างเยยี่ ม ๓ วาระ คอื
ค. พระเจา้ อชาตศตั รู ง. มลั ลกษัตริย์ ๑) ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุด้วยพระ
ชิวหา คอื กดฟนั ด้วยฟนั กดเพดานด้วยล้ิน
๒) ทรงผอ่ นกลั้นลมอัสสาสะและปสั สาสะ คือ ลมหายใจ
๓๐
เข้าและหายใจออก ควรได้ตรัสรู้ เปรียบเหมือนไม้สดชุ่มด้วยยางวางอยู่บนบก
๓) ทรงอดพระกระยาหาร ผ่อนเสวยแต่วันละน้อยจน ไม่สามารถจะสีให้ติดไฟได้
พระวรกายเหี่ยวแห่ง พระฉวีเศร้าหมอง พระอัฐิปรากฏท่ัว
พระวรกาย ๓) สมณพราหมณ์ผู้มีกายออกจากกาม ละความพอใจใน
ขณะท่ีบาเพ็ญทุกรกิริยาอยู่น้ัน ปัญจวัคคีย์คอยเฝ้าดูแล กามเสียได้ แม้จะไม่บาเพ็ญเพยี รจนไดร้ ับทกุ ขเวทนากล้า ก็
อุปฏั ฐากทุกเช้าค่า ดว้ ยหวังว่าพระองคไ์ ด้บรรลุธรรมแลว้ จัก ควรตรสั รไู้ ด้ เปรียบเหมอื นไมแ้ ห้งวางอยบู่ นบก สามารถจะสี
ทรงส่ังสอนพวกตนบา้ ง ใหต้ ิดไฟได้
ปญั จวัคคียห์ นจี ากพระมหาบุรษุ
_____________
๑. พระมหาบรุ ษุ ทรงบาเพ็ญทุกรกริ ยิ า ณ ทใ่ี ด ? พระมหาบุรุษเห็นว่า การบาเพ็ญทุกรกิริยาไม่สามารถที่
จะบรรลุธรรมได้ จึงละการบาเพญ็ นนั้ หนั มาเสวยพระกระยา
ก. คยาสีสะ ข. อรุ ุเวลาเสนานคิ ม หารใหม่ เพ่ือท่ีจะบาเพ็ญเพียรทางใจต่อไป ปัญจวัคคีย์เห็น
พระองค์คลายจากความเพียร พากันละท้ิงพระองค์ไปอยู่ท่ี
ค. อนปุ ยิ อัมพวัน ง. ลัฎฐิวัน ป่าอสิ ิปตนมฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี
๒ ขอ้ ใดไม่ใช่การบาเพ็ญทุกรกริ ิยาของพระมหาบรุ ษุ ?
ก. อดขา้ ว อดนา้ ข. กลน้ั ลมหายใจ _____________
๑. พระมหาบุรษุ ทรงเลกิ บาเพญ็ ทุกรกิริยา เพราะเหตุใด ?
ค. ขบฟัน ง. ยกแขนชฟี้ ้า
๓. ใครเปน็ พยานการบาเพญ็ ทุกรกิริยาของพระมหาบุรุษ ? ก. ทรงท้อพระทัย ข. ทรงเบอ่ื หนา่ ย
ก. อาฬารดาบส ข. อทุ กดาบส ค. ทรงเห็นว่าไม่ใชท่ างตรัสรู้ ง. ทรงคลายความเพยี ร
ค. ฉนั นะอามาตย์ ง. ปัญจวคั คยี ์ ๒. ปัญจวัคคีย์หลีกหนไี ป เพราะพระมหาบุรุษเลิกบาเพญ็ สงิ่
๔. ข้อใดไม่นบั เป็นการบาเพ็ญทกุ รกิริยาของพระมหาบุรุษ ? ใด ?
ก. กดพระทนต์ ข. กลน้ั ลมหายใจ ก. กดพระทนต์ ข. กล้นั ลมหายใจ
ค. อดอาหาร ง. นง่ั สมาธิ ค. อดอาหาร ง. ถกู ทุกขอ้
ทรงเลิกบาเพญ็ ทุกรกิริยา เหตกุ ารณก์ ่อนตรสั รู้ วนั เพญ็ ขน้ึ ๑๕ คา่ เดอื น ๖
อุปมา ๓ ขอ้ ๑) เชา้ รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา
พระมหาบุรุษบาเพ็ญทุกรกิริยาได้รับทุกขเวทนาอย่างยงิ่ ใต้ต้นอชปาลนิโครธ นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส คือ
แต่ไม่ทรงท้อพระทัย ขณะน้ันอุปมา ๓ ข้อ ได้เกิดขึ้นใน ข้าวสุกหุงด้วยน้านมโค พร้อมด้วยถาดทองคา ทรงปั้นเป็น
พระทยั ของพระองค์ คอื ๔๙ ก้อน เสวยจนหมด
๑) สมณพราหมณ์ท่ีมีกายไม่หลีกออกจากกาม มีความ ๒) สาย ทรงอธิษฐานลอยถาด
พอใจในกาม แม้จะบาเพ็ญเพียรจนได้รับทุกขเวทนากล้า ก็ เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้าเนรัญชรา ทรงจับถาดทองคา
ไม่ควรได้ตรัสรู้ เปรียบเหมือนไม้สดชุ่มด้วยยางแช่ในนา้ ไม่ อธิษฐานลอยถาดว่า ถ้าพระองคจ์ กั ตรัสรู้ ขอให้ถาดลอยทวน
สามารถจะสีใหต้ ดิ ไฟได้ กระแสน้าข้ึนไป ทรงเห็นเป็นนิมิตว่า จักได้บรรลุพระสัมมา
๒) สมณพราหมณ์ท่ีมีกายหลีกออกจากกาม แต่ยงั มคี วาม สมั โพธิญาณ
พอใจในกาม แม้บาเพ็ญเพียรจนได้รับทุกขเวทนากล้า ก็ไม่
๓๑
๓) เยน็ ทรงรบั หญา้ คาจากโสตถิยพราหมณ์ ๓) ปัจฉมิ ยาม ทรงบรรลุอาสวกั ขยญาณ ความรู้เปน็ เหตุ
ทรงเสด็จไปที่ต้นอัสสัตถพฤกษ์ (ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ)
ระหว่างทาง โสตถิยพราหมณ์ถวายหญ้าคา สาหรับปูนั่ง ๘ สน้ิ อาสวะ คือ อริยสัจ ๔ ตรสั รเู้ ปน็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า
กา ทรงปูลาดใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์บังเกิดเป็นรัตนบัลลังก์สูง
๑๔ ศอก ประทบั นั่งสมาธผิ นิ พระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก อรยิ สจั ๔
ทรงต้งั สตั ยาธิษฐานว่า “หากไมบ่ รรลธุ รรมเพียงใด จะไม่
ลุกจากท่ีน่ังเพียงน้ัน แม้ว่าเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไปก็ ในยามสุดท้ายของวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖ ปีระกา
ตามที”
๔) ค่า ทรงชนะพญามาร ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี เป็นการเกิดคร้ังที่ ๒ คือ เกิดด้วย
พญาวสวัตตีมาร ยกพลเสนามารเข้าขัดขวาง พระองค์
ทรงยกเอาบารมี ๓๐ ทัศเข้าต่อสู้ แม่พระธรณีขึ้นมาเป็น ธรรมกาย ที่ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ริมฝ่ังแม่น้าเนรัญชรา
พยาน บีบน้าจากมวยผมท่วมพญามารและเสนามารจนพา่ ย
แพ้กลับไป ขณะน้ันพระชนมายไุ ด้ ๓๕ พรรษา บาเพญ็ ความเพียรอยู่ ๖
ปี วันตรสั รธู้ รรมเรยี กวา่ วนั วสิ าขบชู า
อริยสจั คอื ความจรงิ อนั ประเสริฐ ๔ ประการ ไดแ้ ก่
๑) ทกุ ข์ คือ ความไม่สบายกาย ไมส่ บายใจ
๒) สมทุ ยั คือ เหตุเกิดทุกข์
๓) นโิ รธ คือ ความดบั ทกุ ข์
๔) มรรค คือ ขอ้ ปฏบิ ัติใหถ้ ึงความดับทุกข์
_____________ _____________
๑. ใครถวายข้าวมธุปายาสแกพ่ ระมหาบรุ ุษในวนั ตรัสรู้ ? ๑. พระพุทธเจา้ ตรัสรู้ในวนั ใด ?
ก. พระนางพิมพา ข. พระนางอมิตา ก. วนั เพ็ญ เดือน ๓ ข. วันเพญ็ เดอื น ๖
ค. นางสชุ าดา ง. นางวสิ าขา ค. วันเพ็ญ เดอื น ๘ ง. วันเพญ็ เดอื น ๑๐
๒. พราหมณ์ถวายหญ้าคาแก่พระมหาบรุ ษุ นามวา่ อะไร ? ๒. พระพุทธเจา้ ตรสั รูอ้ ะไร ?
ก. โสตถยิ ะ ข. ปุกกสุ ะ ก. สมมติสัจจะ ข. ธรรมสจั จะ
ค. ฉนั นะ ง. ตปุสสะ ค. อรยิ สจั จะ ง. ปรมัตถสัจจะ
๓. ตน้ พระศรมี หาโพธิ์ มชี ่อื เรียกอีกอยา่ งหนง่ึ วา่ อะไร ? ๓. พระมหาบุรษุ ผนวชได้กป่ี ี จึงตรัสรู้ ?
ก. อสั สัตถพฤกษ์ ข. ชัยพฤกษ์ ก. ๕ ปี ข. ๖ ปี
ค. ราชพฤกษ์ ง. กัลปพฤกษ์ ค. ๗ ปี ง. ๘ ปี
ตรัสรู้ ปริเฉทท่ี ๖ แสดงปฐมเทศนา
พระมหาบุรษุ ทรงชนะพญามารและเสนามารแล้ว ทาใจ เสวยวิมุตตสิ ขุ
พระมหาบุรุษหลังจากตรัสรู้ธรรมแล้ว ประทับเสวย
หยุดนิ่งเป็นหนง่ึ เดียวดาเนินใจไปในทางสายกลาง ได้บรรลุ
วิมุตติสุข คือสุขท่ีเกิดจากการหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ๗
ธรรมตามลาดับ ดงั ต่อไปนี้ สปั ดาห์ ในสถานท่ี ๗ แห่ง รวมเปน็ ๔๙ วนั ตามลาดับ ดังนี้
๑) ปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้ สัปดาห์ที่ ๑ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงพิจารณา
ปฏจิ จสมปุ บาทธรรมโดยอนโุ ลมและปฏิโลมตามลาดบั
ระลึกชาตหิ นหลงั ของตนได้
สัปดาห์ท่ี ๒ อนิมิสเจดีย์ ทรงประทับยืนมองต้นพระศรี
๒) มัชฌิมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ ความรู้การจุติ มหาโพธ์ิ อยทู่ างทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ๗ วนั
(ตาย) และการอบุ ตั ิ (เกดิ ) ของสัตวท์ ัง้ หลาย
สัปดาห์ที่ ๓ รัตนจงกรมเจดีย์ เสด็จจงกรมระหว่าง ๓๒
อนิมิสเจดียก์ บั ตน้ พระศรมี หาโพธ์ิ
พระพรหมมาอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม
สัปดาห์ท่ี ๔ รัตนฆรเจดีย์ ทรงพิจารณาพระอภิธรรม พอล่วง ๗ วันไปแล้ว ทรงกลับไปประทับนั่งที่ใต้ต้นไทร
ปิฎกที่เรือนแก้ว อยู่ทางทิศตะวันตกเฉยี งเหนือของต้นพระ
ศรีมหาโพธ์ิ ๗ วนั ทรงพิจารณาเห็นว่า ธรรมะท่ีพระองค์ตรัสรู้เป็นของลึกซึ้ง
ยากท่ีบุคคลอ่ืนจะตรัสรู้ตามได้ ท้าวสหัมบดีพรหมมา
สัปดาห์ท่ี ๕ ใต้ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร) อยู่ทางทิศ อาราธนาให้แสดงธรรมโดยอ้างเหตุผลว่า ผู้ที่มีกิเลสน้อย
ตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ๗ วัน ทรงแสดงธรรมแก่ พอจะรู้พระธรรมไดม้ อี ยู่
พราหมณ์คนหนึ่งท่ีชอบตวาดคนอื่นว่า “หึหึ” ทรงผจญธิดา ดอกบัว ๔ เหล่า
มาร ๓ ตน คอื ตัณหา ราคา อรดี
พระองค์รับคาอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม ทรง
สัปดาห์ที่ ๖ ใต้ต้นมุจจลินท์ (ต้นจิก) อยู่ทางทิศ พิจารณาเห็นอุปนิสัยของสัตว์โลก เปรียบด้วยดอกบัว ๔
ตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ฝนตกตลอด ๗ เหลา่ คือ
วัน พญานาคออกมาขดกายแผพ่ ังพานปอ้ งกนั ฝนให้
๑) อุคฆฏิตัญญู ผู้มีปัญญาดี เพียงฟังแต่หัวข้อธรรมก็
สัปดาห์ที่ ๗ ใต้ต้นราชายตนะ (ต้นเกตุ) อยู่ทางทิศใต้ สามารถเข้าใจไดท้ ันที เปรยี บเหมอื นบวั พน้ นา้
ของต้นพระศรีมหาโพธ์ิ มีพ่อค้า ๒ คน คือ ตปุสสะและภัลลิ
กะ ถวายขา้ วสตั ตกุ ้อนสัตตุผง และแสดงตนเป็นปฐมอุบาสก ๒) วิปจิตัญญู ผู้มีปัญญาปานกลาง เมื่อฟังหัวข้อธรรม
คือ ขอถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะตลอดชีวิต และคาอธิบายประกอบก็เขา้ ใจ เปรียบเหมอื นบวั เสมอผิวน้า
เรียกว่า เทฺววาจิกอุบาสก หลังจากตรัสรู้ทรงเสวยวิมุตติสุข
๔๙ วนั ในสถานที่ ๗ แหง่ เรยี กว่า สัตตมหาสถาน ๓) เนยยะ ผู้มีปัญญาน้อย เมื่อได้ฟังธรรมซ้า ๆ และ
ปฏิบตั ดิ ว้ ยความพากเพียร ก็จะเขา้ ใจได้ เปรียบเหมอื นบัวใต้
_____________ นา้ รอวันบานในวันตอ่ ๆ ไป
๑. สัปดาหแ์ รกหลังตรัสรู้ พระศาสดาทรงพจิ ารณาธรรมใด ?
๔) ปทปรมะ ผู้อับปัญญา ไม่สามารถเข้าใจธรรมได้
ก. อริยสจั ข. อริยมรรค เปรยี บเหมอื นดอกบวั ทอี่ ยู่ในโคลนตม เป็นอาหารของปลา
ค. บารมี ง. ปฏิจจสมปุ บาท ทรงพิจารณาเห็นความแตกต่างกันแห่งอุปนิสัยของสัตว์
โลก ทรงทาอายุสังขาราธิษฐานว่า จะดารงพระชนม์อยู่
๒. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ธิดามารที่ประเล้าประโลมพระมหาบุรุษ ? จนกวา่ พระศาสนาจะแพร่หลายตงั้ มัน่ ถาวร
ก. อรดี ข. ราคา ทรงดาริผู้รับปฐมเทศนา คร้ังแรกนกึ ถึงอาฬารดาบสและ
อุทกดาบส เน่ืองจากท่านทั้งสองเป็นคนฉลาด มีกิเลสบาง
ค. ตณั หา ง. อสิ สา เบา สามารถรู้ธรรมได้ฉับพลันแต่เสียชีวิตไปแล้ว พระองค์
ทรงนกึ ถงึ ปญั จวคั คีย์ผู้อปุ ัฏฐากจึงเสดจ็ ไปโปรด
๓. คาว่า นิโครธ เปน็ ชอ่ื ของต้นไมใ้ ด ?
ในระหว่างทางได้พบอุปกาชีวกเดินสวนทางมา ได้เห็น
ก. ต้นจิก ข. ตน้ ไทร พระวรกายของพระองคผ์ ่องใส จงึ ทูลถามวา่ ใครเป็นศาสดา
ของท่าน พระองค์ตรัสตอบว่า เราเป็นผู้ตรัสรู้เองไม่มีใคร
ค. ตน้ โพธ์ิ ง. ต้นรงั เปน็ ครสู ง่ั สอน อปุ กาชีวกได้ฟังดงั นัน้ สน่ั ศีรษะแล้วหลีกไป
๔. เทววาจกิ อบุ าสก หมายถงึ ใคร ? _____________
ก. ตปุสสะ ภัลลกิ ะ ข. บิดายสะ
ค. มารดายสะ ง. นางสุชาดา
๓๓
๑. บคุ คลผู้มปี ัญญาเฉยี บแหลมอปุ มาดง่ั บวั พ้นนา้ ตรงกับ ๒. ทางสุดโต่ง ๒ อย่างและทางสายกลางอย่ใู นพระสูตรใด ?
ข้อใด ? ก. ธมั มจักกปั ปวตั ตนสูตร ข. อนัตตลักขณสตู ร
ก. อคุ ฆติตัญญู ข. วิปจิตญั ญู ค. อาทิตตปรยิ ายสูตร ง. เวทนาปริคคหสูตร
ค. เนยยะ ง. ปทปรมะ ๓. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เรยี กอีกอยา่ งหนึ่งวา่ อะไร ?
๒. เวไนยสัตวเ์ ปรียบไดก้ บั ดอกบวั ก่ีเหล่า ? ก. อริยสจั ข. อรยิ มรรค
ก. ๒ เหล่า ข. ๓ เหลา่ ค. ปฐมเทศนา ง. อนปุ ุพพิกถา
ค. ๔ เหล่า ง. ๕ เหลา่ ๔. มัชฌิมาปฏปิ ทา คือ ทางสายกลาง ไดแ้ ก่อะไร ?
๓. ระหวา่ งทางเสด็จไปเมืองพาราณสี พระพทุ ธเจ้าทรงพบ ก. สมาบัติ ๘ ข. วิชชา ๘
กับผูใ้ ด ? ค. อริยบุคคล ๘ ง. มรรค ๘
ก. นางสุชาดา ข. นายโสตถิยะ ๕. ผไู้ ดด้ วงตาเหน็ ธรรม หมายถงึ พระอริยบุคคลชั้นไหน ?
ค. พานชิ ๒ พน่ี อ้ ง ง. อุปกาชีวก ก. พระโสดาบัน ข. พระสกทาคามี
ปฐมเทศนา ค. พระอนาคามี ง. พระอรหนั ต์
ทรงแสดงธมั มจักกัปปวัตตนสูตร สูตรว่าด้วยการหมุนวง ๖. ผใู้ ดไดด้ วงตาเหน็ ธรรมหลังฟังปฐมเทศนา ?
ล้อพระธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ เม่ือวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๘ ก. โกณฑัญญะ ข. วัปปะ
(อาสาฬหบูชา) ท่ปี ่าอสิ ิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี มี ค. ภัททยิ ะ ง. มหานามะ
เนอื้ ความโดยยอ่ วา่ ๗. พระสาวกรูปใด ได้รับการอปุ สมบทเปน็ ปฐมเอหภิ ิกขุ ?
๑) ทรงแสดงทางสดุ โต่ง ๒ ทาง มิใชท่ างตรสั รู้ ไดแ้ ก่ ก. พระสารบี ุตร ข. พระอานนท์
-กามสุขลั ลิกานุโยค การประกอบตนให้พัวพนั อยูใ่ นกาม ค. พระมหากสั สปะ ง. พระโกณฑญั ญะ
-อัตตกิลมถานโุ ยค การทรมานตวั เองให้ลาบาก ๘. พระอรยิ สาวกองคแ์ รก คือใคร ?
๒) ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง ก. พระวปั ปะ ข. พระภทั ทยิ ะ
ประกอบดว้ ยมรรคมีองค์ ๘ ค. พระอัญญาโกณฑัญญะ ง. พระอัสสชิ
๓) ทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แสดงอนตั ตลกั ขณสตู ร
เมื่อทรงแสดงปฐมเทศนาจบ ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็น ทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์
ธรรมเกิดข้ึนแก่ท่านโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ พร้อมกันทั้ง ๕ องค์ ในวันแรม ๕ ค่า เดือน ๘ มีเน้ือความ
เกิดข้ึนเป็นธรรมดา สิ่งน้ันท้ังหมดล้วนมีความดับสิ้นไปเป็น ย่อว่า “ขนั ธ์ ๕ คอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ เป็น
ธรรมดา” เป็นคนแรกท่ีบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระพุทธ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้ ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็น
องค์ทรงเปล่งวาจาว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ” ทกุ ข์ ไม่ควรยดึ มั่นถือม่ันวา่ นั่นเปน็ ตวั ตนของเรา”
โกณฑญั ญะได้รแู้ ลว้ หนอ _____________
๑. ในอนตั ตลกั ขณสูตร พระพุทธเจ้าแสดงส่งิ ใดวา่ เป็น
_____________
๑. ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแกใ่ คร ? อนัตตา ?
ก. ปัญจวคั คีย์ ข. ยสกลุ บตุ ร ก. มรรค ๘ ข. ขนั ธ์ ๕
ค. ภัททวัคคยี ์ ง. ชฎลิ ๓ พ่ีนอ้ ง ค. อริยสจั ๔ ง. ธาตุ ๔
๓๔
๒. พระอรหนั ตเ์ กิดข้นึ ในโลกคร้ังแรก เพราะฟงั พระสูตรใด? ปฐมอบุ าสกิ า
เศรษฐีทูลอาราธนาพระพุทธองค์ไปเสวยภตั ตาหารที่บ้าน
ก. ธัมมจกั กัปปวัตตนสตู ร ข. อนัตตลกั ขณสูตร
มีพระยสะติดตามไปด้วย ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ
ค. อาทิตตปริยายสตู ร ง. อนปุ พุ พกิ ถา ๔ แกม่ ารดาและภรรยาเก่าของพระยสะ ครัน้ จบพระธรรม
เทศนาได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ประกาศตนเป็น
๓. หลงั ฟังอนัตตลกั ขณสูตร ปญั จวคั คีย์เปน็ พระอริยบคุ คล อุบาสิกา ขอถงึ พระรตั นตรยั เปน็ สรณะตลอดชีวิตเป็นคนแรก
เรยี กว่า เตวาจกิ อุบาสิกา
ชนั้ ใด ? เพ่ือนพระยสะ ๕๔ คนออกบวช
ก. โสดาบัน ข. สกทาคามี เพ่ือนของพระยสะ ๕๔ คน ปรากฏช่ือ ๔ คน คือ วิมละ
สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ ทราบข่าวการบวชของพระยสะจึง
ค. อนาคามี ง. อรหนั ต์ ออกบวชตาม พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและ
อริยสัจ ๔ ให้ฟัง ครั้นจบพระธรรมเทศนาได้บรรลุธรรมเป็น
๔. แสดงอนัตตลกั ขณสูตรจบพระอรหนั ตเ์ กิดขึน้ กอ่ี งค์ ? พระโสดาบัน กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท ต่อมาได้บรรลุ
ธรรมเป็นพระอรหันต์ ทาให้ขณะน้ันมีพระอรหันตสาวก
ก. ๕ องค์ ข. ๑๑ องค์ เกดิ ข้นึ ในโลก ๖๐ องค์ รวมกบั พระพทุ ธเจา้ เป็น ๖๑ องค์
ค. ๖๑ องค์ ง. ๘๐ องค์
ปรเิ ฉทท่ี ๗ ประกาศพระศาสนา
โปรดยสกุลบตุ ร _____________
ยสะเป็นบุตรของเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี มีปราสาท ๓ ๑. ท่นี ่ีวุ่นวายหนอ ทนี่ ี่ขัดขอ้ งหนอ เปน็ คาพดู ของใคร ?
หลงั เปน็ ทพ่ี กั ๓ ฤดู ท่านเห็นอาการต่างๆ ของบรวิ ารทก่ี าลัง ก. โกณฑัญญะ ข. ยสกลุ บตุ ร
นอนหลบั ปรากฏเหมือนซากศพในป่าช้า มจี ิตใจเบื่อหนา่ ยใน
การครองเรือน จึงเดินเปล่งอุทานว่า “ท่ีน่ีวุ่นวายหนอ ท่ีน่ี ค. อปุ ติสสะ ง. โกลิตะ
ขัดข้องหนอ” เดินออกจากปราสาท ผ่านไปทางป่าอิสิปตน
มฤคทายวัน ๒. พระพทุ ธองคท์ รงแสดงอนุปุพพกี ถาครงั้ แรกแกใ่ คร ?
ในเวลาใกล้รุ่งพระพุทธองค์เสด็จจงกรม ทรงได้ยินเสียง ก. พระยสะ ข. พ่อพระยสะ
อุทานของเขา จึงตรัสว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ ท่ีนี่ไม่ขัดข้อง
หนอ ท่านจงมาที่นเี่ ถดิ น่ังลงเถดิ เราจกั แสดงธรรมแก่ท่าน” ค. แมพ่ ระยสะ ง. เพอื่ นพระยสะ
ครนั้ ฟังอนุปพุ พกิ ถาและสามุกกงั สกิ ธรรม (อรยิ สัจ ๔)จบ ได้
บรรลุธรรมเปน็ พระโสดาบัน ๓. อุบาสกคนแรกผู้ถึงรัตนะ ๓ คือใคร ?
ปฐมอุบาสก
ก. อนาถปิณฑิกะ ข. ตปสุ สะและภัลลกิ ะ
ตอนเช้า เศรษฐีผู้เป็นบิดาของยสะออกตามหาบุตร เดิน
ไปทางป่าอสิ ิปตนมฤคทายวัน เหน็ รองเทา้ ของบตุ รวางอยู่จึง ค. พระเจ้าสุทโธทนะ ง. บดิ าของพระยสะ
เดินเขา้ ไป ได้พบพระพุทธองค์ ทรงแสดงอิทธาภิสังขาร คือ
การปรุงแตง่ ฤทธ์ขิ ้นึ ไมใ่ ห้บิดาเหน็ บตุ ร ๔. ผู้ถงึ รตั นะ ๓ เปน็ สรณะ เรียกว่าอะไร ?
ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ให้ฟัง เศรษฐีได้ ก. เทววาจกิ อบุ าสก ข. เตวาจกิ อุบาสก
บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ประกาศตนเป็นอุบาสกขอถึง
พระรตั นตรยั เปน็ สรณะตลอดชีวิตเป็นคนแรก เรยี กวา่ เตวา ค. จตุวาจิกอุบาสก ง. ปัญจวาจกิ อุบาสก
จิกอบุ าสก ส่วนยสะไดบ้ รรลธุ รรมเป็นพระอรหันต์
๕. มารดาและภรรยาของพระยสะ เปน็ พระอรยิ บคุ คลชัน้
ใด ?
ก. โสดาบนั ข. สกทาคามี
ค. อนาคามี ง. อรหนั ต์
๓๕
เสน้ ทางประกาศศาสนา ๑. พระสาวกท่ีไปประกาศพระศาสนาครั้งแรกกอ่ี งค์ ?
ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกพระ
ก. ๕ องค์ ข. ๗ องค์
สาวก ๖๐ องค์ มาประชุมพร้อมกันทรงให้โอวาทส่งไปเผยแผ่
พระศาสนา เพื่อประโยชนส์ ุขแก่ทวยเทพและมนษุ ยท์ ัง้ หลาย ค. ๔๕ องค์ ง. ๖๐ องค์
แม้พระองคเ์ องกเ็ สดจ็ ไปที่ตาบลอุรุเวลาเสนานคิ ม เพือ่ แสดง
ธรรมโปรดชฏิล ๓ พ่นี อ้ ง ๒. ท่านจะแสวงหาหญงิ หรอื แสวงหาตนดีกวา่ ใครกล่าว ?
ไร่ฝ้าย ระหว่างทรงพบภัททวัคคีย์ ๓๐ คน เที่ยวหา ก. พระพทุ ธเจ้า ข. ภทั ทวัคคีย์
ผู้หญงิ โสเภณที ี่ขโมยเคร่อื งประดบั แลว้ หนีไป ทรงแสดงอนุ
ปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ให้ฟัง ได้บรรลุธรรมเป็นพระ ค. ปญั จวัคคีย์ ง. พระยสะ
โสดาบันบ้าง พระสกทาคามีบ้าง และพระอนาคามีบ้าง แล้ว
ทูลขอบวช ทรงส่งไปเผยแผ่พระศาสนาทเี่ มอื งปาวา ๓. พระอุรเุ วลกสั สปะ เดมิ นบั ถอื ลัทธิอะไร ?
โปรดชฎิล ๓ พน่ี อ้ ง ก. บูชาไฟ ข. บชู ายญั
เสด็จถึงตาบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงขอเข้าพักในอาศรม
ของอุรุเวลกัสสปะ เป็นเจ้าลัทธิบูชาไฟ สร้างอาศรมอยู่ท่ีริม ค. บชู าเทวดา ง. บูชาพรหม
ฝงั่ แมน่ า้ เนรัญชรา ทรงแสดงปาฏิหารยิ ์ทรมานอุรุเวลกัสสปะ
ให้เห็นว่า ลัทธิของตนไม่มีแก่นสารสาระ และให้เกิดความ ๔. ผู้ใด ไมน่ ับเข้าในชฎิล ๓ พี่นอ้ ง ?
สังเวชสลดใจจนคลายทิฏฐิมานะได้ จึงทูลขอบวชพร้อมท้ัง
บริวาร ๕๐๐ คน ก. อรุ เุ วลกัสสปะ ข. นทกี สั สปะ
นทีกัสสปะ (มีบริวาร ๓๐๐ คน) และคยากัสสปะ (มี
บริวาร ๒๐๐ คน) ซึ่งเป็นน้องชายของอุรุเวกัสสปะ เห็น ค. คยากัสสปะ ง. กมุ ารกสั สปะ
บริขารของพ่ีชายลอยมาคิดว่า มีอันตรายเกิดแก่พี่ชาย พา
บรวิ ารมาสานักของพ่ชี าย เหน็ พชี่ ายบวชเปน็ ภกิ ษุ ถามจนได้ ๕. พระพทุ ธองค์ทรงแสดงอาทิตตปรยิ ายสูตรโปรดใคร ?
ความว่า พรหมจรรยน์ ้ีเป็นของประเสริฐจงึ บวชตาม
ทรงประทับอยู่ที่ตาบลอุรุเวลาเสนานิคมพอสมควรแล้ว ก. ปัญจวคั คยี ์ ข. ภทั ทวัคคีย์
พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๓ รูป เสด็จไปท่ีริมฝั่งแม่น้าคยา
ตาบลคยาสสี ะ กรุงราชคฤห์ ค. ชฎิล ๓ พีน่ อ้ ง ง. ปริพาชก
ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรว่า “อายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖ เป็นของร้อน ร้อนเพราะถูกไฟ คือ ปรเิ ฉทท่ี ๘ โปรดพระเจ้าพมิ พิสาร
ราคะ โทสะ โมหะ และเพลิงทกุ ขค์ อื ชาติ ชรา มรณะเปน็ ต้น
เผาไหม้” เม่ือแสดงธรรมจบท้ังหมดได้บรรลุธรรมเป็นพระ โปรดพระเจา้ พิมพิสารและบรวิ าร ๑๒ นหตุ
อรหันต์ แคว้นมคธเป็นแคว้นใหญ่ มีเมืองราชคฤห์เป็นเมืองหลวง
_____________ พ ร ะ พุ ท ธ อ ง ค์ ท ร ง เ ลื อ ก แ ค ว้ น ม ค ธ เ ป็ น ท่ี ป ร ะ ดิ ษ ฐ า น
พระพุทธศาสนาเป็นแคว้นแรก เพราะเป็นแคว้นท่ีมีความ
เจรญิ ม่ันคงในด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ดา้ นสังคม ดา้ น
การศึกษาและศาสนา เสด็จไปประทับที่สวนลัฏฐิวัน (สวน
ตาลหนมุ่ ) พรอ้ มด้วยพระภกิ ษุ ๑,๐๐๓ รปู
พระเจา้ พิมพิสารพร้อมด้วย บรวิ าร ๑๒ นหุต เสด็จมาเข้า
เฝ้า ได้ฟังอนุปุพพิกถาและสามุกกังสิกเทสนา บริวาร ๑๑
นหุต ได้ดวงตาเห็นธรรม อีก ๑ นหุต ต้ังอยู่ในไตรสรณคมน์
(๑ นหตุ = ๑๐,๐๐๐ คน)
_____________
๑. พระพุทธเจ้าประดษิ ฐานพระพุทธศาสนาคร้ังแรกที่ใด ?
ก. มคธ ข. วชั ชี
ค. มัลละ ง. กาสี
๓๖
ทรงรบั พระอุทยานเวฬุวนั เปน็ สงั ฆาวาส อุปติสสะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิว่า “ธรรมเหล่าใดเกดิ แต่
ในวันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์เสด็จไปเสวยภัตตาหารท่ีพระ เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่าน้ันและความ
ดับแห่งธรรมเหล่าน้ัน พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างน้ี”
ราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ จึงได้ดวงตาเห็นธรรม แลว้ กลบั ไปบอกโกลิตะใหไ้ ดฟ้ ังธรรม
พระเจ้าพิมพิสารไดถ้ วายพระราชอุทยานเวฬุวันให้เปน็ สังฆา นัน้ จากโกลิตะ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมตาม จากน้นั ทัง้ สองจึงไป
ราม คือ วดั เวฬวุ ัน (ป่าไมไ้ ผ)่ เป็นวดั แรกในพระพทุ ธศาสนา เข้าเฝ้าพระพทุ ธเจา้ ทีว่ ัดเวฬุวนั ทลู ขออุปสมบท
ขณะน้ันเปรตที่เคยเป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสารเม่ือไม่ได้
รับส่วนบุญจากพระเจ้าพิมพิสาร ในราตรีคืนน้ันมาแสดง พระมหาโมคคัลลานะ หลังจากอุปสมบทได้ ๗ วัน ไป
รูปร่างและสง่ เสยี งให้ไดย้ ิน ทรงสะดงุ้ ตกใจต่นื ขน้ึ มา บาเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ ถูก
ความง่วงเขา้ ครอบงา พระพุทธองค์ทรงแสดงอบุ ายแกง้ ่วง ๘
ตอนเช้าเสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ทราบความจริง ประการ และทรงสอนต่อไปว่า โมคคัลลานะ เธอควร
จึงนิมนต์พระพุทธองค์และหมู่สงฆ์ไปเสวยภัตตาหาร ทรง สาเหนียกในใจอย่างนี้วา่
หลั่งน้าทักษิโณทกอุทิศส่วนบุญทาปุพพเปตพลีให้เปรต
ท้ังหลาย พ้นจากสภาพเปรต ได้เสวยสมบตั ิทิพย์ไปเกิดเปน็ ๑) เราจักไม่ชงู วง (ถือตวั ) เขา้ ไปสู่ตระกลู
เทวดา ๒) เราจักไมพ่ ดู คาอันเป็นเหตุเถียงกัน เพราะจะเป็นเหตุ
ให้หา่ งจากสมาธิ
_____________ ๓) เราจักไม่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิต แต่ควร
๑. วัดแหง่ แรกในพระพทุ ธศาสนา ชื่อวา่ อะไร ? คลกุ คลีด้วยเสนาสนะอันสงดั
และได้ฟังตณั หักขยธรรม คอื ข้อปฏบิ ตั ิทีภ่ ิกษุปฏบิ ัติแล้ว
ก. เชตวัน ข. เวฬุวัน ชือ่ ว่า ยอ่ มน้อมไปในธรรมเปน็ ท่ีสิน้ ไปแห่งตัณหา ท่านปฏิบัติ
ตามพระโอวาทได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ในวนั นน้ั
ค. บพุ พาราม ง. นิโครธาราม พระสารีบุตร หลังจากอุปสมบทได้ ๑๕ วัน ท่านถวาย
งานพัดเบ้ืองพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระพุทธองค์ทรง
๒. ใครสร้างวัดถวายพระพทุ ธเจา้ เป็นคนแรก ? แสดงธรรมชื่อว่า เวทนาปริคคหสูตร แก่ฑีฆนขปริพาชก ท่ี
ถ้าสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวงเมืองราชคฤห์ ท่านพิจารณา
ก. พระเจา้ พิมพิสาร ข. นางมัลลิกา ธรรมไปดว้ ย ได้บรรลุธรรมเปน็ พระอรหนั ต์
ค. อนาถปิณฑิกะ ง. นางวสิ าขา
๓. ใครทาปพุ พเปตพลเี ป็นคนแรก ในพระพุทธศาสนา ?
ก. พระเจา้ พิมพสิ าร ข. พระเจา้ ปเสนทิโกศล
ค. อนาถบิณฑิกเศรษฐี ง. ธนญั ชัยเศรษฐี
๔. บรวิ ารพระเจา้ พิมพสิ ารเคารพพระพุทธเจ้าเพราะใคร ?
ก. พระอสั สชิ ข. พระอรุ เุ วลกัสสปะ _____________
๑. พระโมคคัลลานะ เดมิ เปน็ นักบวชในลัทธิใด ?
ค. พระยสะ ง. พระวปั ปะ
ทรงไดพ้ ระอัครสาวก ก. ปรพิ าชก ข. ชฏิล
อัครสาวกเบือ้ งซา้ ย คือ พระมหาโมคคลั ลานะ ได้รับยก ค. อาชีวก ง. นคิ รนถ์
ยอ่ งว่าเปน็ เอตทัคะทางดา้ นมฤี ทธ์มิ าก มีชื่อเดมิ วา่ โกลิตะ ๒. พระโมคคัลลานะ ขณะบาเพ็ญเพียรมีอปุ สรรคเร่ืองใด ?
อัครสาวกเบ้อื งขวา คือ พระสารบี ุตร ไดร้ บั ยกยอ่ งว่าเปน็ ก. ความหวิ ข. ความร้อน
เอตทัคะทางด้านมปี ัญญามาก ชอื่ เดิมวา่ อุปติสสะ ค. ความเหนือ่ ย ง. ความงว่ ง
ก่อนบวชท้ังสองเป็นเพอื่ นกนั ออกบวชเป็นปรพิ าชก
๓๗
๓. เธอไม่พงึ ชูงวงถือตวั เข้าไปส่ตู ระกูล พระองค์สอนใคร ? ๓. โอวาทปฏคิ คหณูปสมั ปทา ทรงอปุ สมบทแก่ใคร ?
ก. พระสารีบุตร ข. พระมหาโมคคัลลานะ ก. พระอัญญาโกณฑัญญะ ข. พระสารบี ุตร
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระอุรเุ วลกัสสปะ ค. พระโมคคัลลานะ ง. พระมหากัสสปะ
๔. เวทนาปรคิ คหสตู ร พระพุทธเจา้ แสดงแก่ใคร ? แสดงโอวาทปาฏโิ มกข์
ก. ทีฆนขปรพิ าชก ข. พระสารีบุตร พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์อัน เป็น
ค. พระมหาโมคคัลลานะ ง. พระอบุ าลี อุดมการณ์ หลักการ วิธีการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๕. พระสารีบุตรเป็นพระอรหนั ต์ หลังอปุ สมบทแล้วก่ีวัน ? ให้แก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ท่ีมาประชุมพร้อมกันโดย
ก. ๗ วัน ข. ๑๒ วนั ไม่ได้นัดหมายหลังจากตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน ที่วัดเวฬุวัน กรุง
ค. ๑๕ วนั ง. ๓๐ วนั ราชคฤห์ ในวันขึน้ ๑๕ คา่ เดือน ๓ (เดอื นมาฆบูชา) เรยี กวา่
๖. พระอคั รสาวกเบื้องขวา เดมิ ช่ือวา่ อะไร ? จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมที่ประกอบดว้ ยองค์ ๔
ก. สุทัตตะ ข. โกลติ ะ ๑) พระภกิ ษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชมุ กนั โดยมไิ ด้นดั หมาย
ค. อปุ ติสสะ ง. ราธะ ๒) พระสงฆ์เหล่านั้นลว้ นบวชด้วยเอหภิ กิ ขุ
๗. พระเถระใด เปน็ พระอคั รสาวกเบอื้ งขวา ? ๓) พระสงฆเ์ หล่านน้ั ลว้ นเปน็ พระอรหันต์ขีณาสพ
ก. พระสารีบตุ ร ข. พระโมคคัลลานะ ผู้ได้อภิญญา ๖
ค. พระยสะ ง. พระอัสสชิ ๔) วนั นั้นเป็นวันเพ็ญเดอื นมาฆะ (ขน้ึ ๑๕ ค่า เดือน ๓)
ปริเฉทที่ ๙ พทุ ธกจิ ในแควน้ มคธ ๑. วนั จาตรุ งคสันนิบาต พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมอะไร ?
ประทานอุปสมบทแกพ่ ระมหากัสสปะ ก. ธัมมจกั กัปปวตั ตนสูตร ข. โอวาทปาฏิโมกข์
ก่อนอุปสมบทท่านมีชื่อว่า ปิปผลิ เป็นบุตรชายของกบิล
ค. อริยธรรม ง. วมิ ตุ ติธรรม
พราหมณ์ในหมู่บ้านมหาติตถะ แคว้นมคธ แต่งงานเมื่ออายุ
๒๐ ปี กับนางภทั ทกาปิลานี ผู้มีอายุ ๑๖ ปี ทั้ง ๒ เบอื่ หนา่ ย ๒. พระพุทธเจา้ ทรงแสดงโอวาทปาตโิ มกข์ ณ สถานท่ใี ด ?
ในการครองเรือน ถือเพศบรรพชิตบวชอุทิศพระอรหันต์ใน
โลก ได้พบพระพุทธองค์ที่ใต้ต้นไทรช่ือว่า พหุปุตตนิโครธ ก. วัดเวฬุวนั ข. วดั เชตวัน
ระหวา่ งเมืองราชคฤห์กบั เมืองนาลนั ทา ทรงอปุ สมบทใหด้ ้วย
ประทานโอวาท ๓ ขอ้ (โอวาทปฏิคคหณปู สัมปทา) ค. วดั บุพพาราม ง. วดั นโิ ครธาราม
โปรดสงิ คาลกมาณพ
พระพุทธองค์ทรงแสดงเร่ืองทิศ ๖ แก่สิงคาลกมาณพ
ชาวเมืองราชคฤห์ ผู้มีผา้ เปียก ผมเปียก ไหว้ทิศทั้ง ๖ ตามคา
_____________ ของพ่อก่อนที่พ่อจะตาย ทรงแนะนาวิธีไหว้ที่ถูกต้องตาม
๑. ปิปผลมิ าณพ เป็นคนเดยี วกันกับข้อใด ?
อริยวินัย คือ ละกรรมกิเลส ๔ อคติ ๔ อบายมุข ๖ และ
ก. อปุ ติสสะ ข. โกลติ ะ วิธกี ารปฏิบัติตัวต่อทศิ ทัง้ ๖ ท่ถี กู ตอ้ ง
ค. อุรเุ วลกสั สปะ ง. มหากัสสปะ _____________
๑. พระพุทธเจา้ ทรงแสดงการไหวท้ ศิ ๖ แกใ่ คร ?
๒. พระสาวกรูปใด ไดร้ ับการอุปสมบทดว้ ยโอวาท ๓ ขอ้ ?
ก. นันทมาณพ ข. โกลิตมาณพ
ก. พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ข. พระมหากสั สปะ
ค. สิงคาลมาณพ ง. อปุ ตสิ สมาณพ
ค. พระยสะ ง. พระสารีบุตร
๓๘
ปรเิ ฉทท่ี ๑๐ เสด็จแคว้นสกั กะ ๓. พระพทุ ธเจา้ เสด็จกรุงกบลิ พสั ด์ทุ ้ังหมดกว่ี ัน ?
ในพรรษาที่ ๒ พระเจา้ สุทโธทนะ พุทธบดิ าทราบข่าวการ ก. ๗ วัน ข. ๑๐ วัน
ตรัสรู้และการประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้า ส่งกาฬุทายี
อามาตย์ไปทลู เชิญให้เสด็จกลบั กรุงกบิลพสั ด์ุ ค. ๑๕ วัน ง. ๑ เดอื น
ทรงแสดงมหาเวสสันดรชาดกแก่ประยูรญาติ แล้วเสด็จ ๔. มหาเวสสนั ดรชาดก วา่ ดว้ ยการบาเพญ็ บารมใี ด ?
ประทับอยทู่ ่ีวัดนโิ ครธาราม พรอ้ มหม่สู งฆ์ ๒๐,๐๐๐ รูป
ก. ทาน ข. ศีล
รุ่งเช้าวันที่ ๑ ทรงเสด็จบิณฑบาต พระเจ้าสุทโธทนะ
เสด็จมาทรงห้าม ทรงชี้แจงว่าเป็นพุทธกิจ จากน้ันแสดง ค. เนกขมั มะ ง. ปญั ญา
ธรรมโปรดจนพุทธบิดาได้บรรลุพระโสดาบัน
๕. มหาเวสสนั ดรชาดก ทรงแสดงแก่ผใู้ ด ?
รงุ่ เช้าวันที่ ๒ เสด็จโปรดพระนางมหาปชาบดี จนได้บรรลุ
พระโสดาบัน ส่วนพุทธบิดาบรรลพุ ระสกทาคามี ก. พระเจา้ สุทโธทนะ ข. พระนางพมิ พา
รุ่งเช้าวันที่ ๓ แสดงมหาธรรมปาลชาดก โปรดพุทธบิดา ค. เจ้าชายนนั ทะ ง. ประยรู ญาติ
จนไดบ้ รรลุพระอนาคามี และแสดงกินรชี าดก โปรดพระนาง
พมิ พา ไดบ้ รรลพุ ระโสดาบนั ๖. พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงมหาธรรมปาลชาดก โปรดใคร ?
รุ่งเชา้ วนั ที่ ๕ ทรงเสดจ็ ไปงานวิวาหมงคล (แต่งงาน) ของ ก. พทุ ธบิดา ข. พทุ ธมารดา
เจ้าชายนันทะ น้องชายต่างมารดา ทรงโปรดให้เจ้าชาย
นันทะอุ้มบาตรตามเสด็จถึงวัด ตรัสให้บวชก่อน พระนันทะ ค. พระนางพมิ พา ง. ราหุลกมุ าร
ได้บรรลุธรรมในทส่ี ุด
ปรเิ ฉทท่ี ๑๑ เสด็จแควน้ โกศล
รุ่งเช้าวันที่ ๗ เจ้าชายราหุล พระราชโอรส ทูลขอราช
สมบัติ แต่ทรงประทานอริยทรัพย์แก่ราหุล ให้พระสารีบุตร อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐีถวายวดั เชตวัน
บวชเจ้าชายราหุลเป็นสามเณร นับเป็นสามเณรรูปแรกใน ที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล มีเศรษฐีชื่อว่า สุทัตตะ แต่
พระพทุ ธศาสนา
ชาวเมืองนิยมเรียกว่า อนาถบิณฑิกะ แปลว่า ผู้มีก้อนข้าว
ทรงประทบั อย่กู รุงกบิลพสั ดุ์ ๗ วัน จงึ เสดจ็ กลบั กรงุ เพ่ือคนอนาถาหรือคนไม่มีท่ีพึ่ง ท่านไปเย่ียมน้องเขยที่เมือง
ราชคฤห์ ราชคฤห์ ทราบว่าพระพทุ ธเจ้าเกิดข้นึ แล้ว จึงไปเข้าเฝ้าพระ
พุทธองค์ก่อนถวายภัตตาหารเช้า ณ ป่าสีตวัน ได้ฟังอนุ
_____________ ปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน จึงขอ
๑. พระเถระใด ทลู พระพุทธเจ้าให้เสด็จกลบั กรุงกบลิ พัสด์ุ อาราธนาพระพทุ ธองคเ์ สด็จไปจาพรรษาท่เี มอื งสาวตั ถี
สาเร็จ ? อนาถบิณฑกิ เศรษฐีได้เดินทางลว่ งหน้าไปก่อน ซื้อท่ีของ
เจา้ เชตดว้ ยเงิน ๑๘ โกฏิ (๑ โกฏิ = ๑๐ ล้าน) โดยการใช้เงิน
ก. พระนนั ทะ ข. พระกาฬทุ ายี ปูเต็มพ้ืนที่ เจ้าเชตจึงยอมขายที่ให้ บริจาคทรัพย์อีก ๑๘
โกฏสิ รา้ งวดั เชตวนั สร้างเสร็จแล้วนิมนต์พระพทุ ธองค์พรอ้ ม
ค. พระราหุล ง. พระโมคคัลลานะ สงฆ์หมู่ใหญ่ไปเมืองสาวัตถี ถวายวัดแด่พระพุทธองค์และ
สงฆผ์ มู้ าจากทิศทงั้ ๔ ทาบญุ ฉลองวัดด้วยทรัพย์อกี ๑๘ โกฏิ
๒. วดั ที่พระประยรู ญาตสิ รา้ งถวายคอื วดั ใด ? สิ้นเวลา ๙ เดือน เฉพาะวัดเชตวันเศรษฐีได้บริจาคทรัพย์
ท้ังสิ้น ๕๔ โกฏิ (๕๔๐ ล้าน) พระพุทธองค์ทรงจาพรรษาอยู่
ก. วดั บุปผาราม ข. วัดนโิ ครธาราม ที่เมืองสาวัตถี ๒๕ ปี ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนให้
เลื่อมใสมัน่ คงในพระรัตนตรยั เปน็ จานวนมาก
ค. วดั เชตวนั ง. วัดเวฬวุ ัน
_____________
๓๙
๑. อนาถบิณฑิกะ มีความหมายตรงกบั ข้อใด ? บ้านนายจุนทะพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ นายจุนทะถวาย
สุกรมัททวะ ต่อมาทรงอาพาธกล้าประชวรลงพระโลหิต
ก. ผใู้ หก้ ้อนขา้ วคนจน ข. ผูข้ อข้าวจากคนรวย ทรงมีสตสิ ัมปชญั ญะอดกล้ันเวทนานน้ั ดว้ ยอธิวาสนขันติ
ค. ผู้มกี อ้ นข้าวเยอะ ง. ผยู้ ดึ ข้าวจากคนจน
๒. สทุ ัตตะ เป็นชอื่ เดมิ ของเศรษฐีท่านใด ? _____________
๑. ผใู้ ด ถวายปัจฉิมบณิ ฑบาตแกพ่ ระพุทธเจา้ ?
ก. เมณฑกะ ข. โฆสกะ
ค. โชตกิ ะ ง. อนาถบณิ ฑกิ ะ ก. นางสุชาดา ข. นางวิสาขา
๓. วัดใด ทอี่ นาถบณิ ฑิกเศรษฐสี ร้างถวาย ? ค. นายจนุ ทะ ง. หมอชวี ก
ก. เชตวัน ข. เวฬุวัน ๒. สุกรมัทวะ เกี่ยวขอ้ งกับพระพทุ ธเจา้ อย่างไร ?
ค. บพุ พาราม ง. นิโครธาราม ก. อาหารมือ้ แรก ข. อาหารมอ้ื สุดทา้ ย
ปรเิ ฉทที่ ๑๒ ปรนิ ิพพาน ค. อาหารท่ที าจากหมู ง. ยาทาให้หายประชวร
เสดจ็ จาพรรษา ณ เวฬุวคาม ๓. วดั แหง่ สุดท้ายท่ีพระพุทธเจา้ ทรงรับไว้ ชอื่ วา่ อะไร ?
พรรษาที่ ๔๕ พรรษาสุดท้าย พระพุทธองค์ทรงจา
ก. เชตวัน ข. เวฬวุ นั
พรรษา อยู่ท่ีบ้านเวฬุวคาม ทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาล
เจดยี ์ ในวันขน้ึ ๑๕ คา่ เดือน ๓ วา่ อกี ๓ เดือนจักปรินพิ พาน ค. บุพพาราม ง. อมั พปาลีวนั
ขณะน้ันเกดิ แผน่ ดินไหวอยา่ งรุนแรง
สันติวิหารธรรม
พระพุทธองค์เสด็จไปเมอื งกุสินารา แควน้ มัลละ ระหวา่ ง
_____________ ทาง ทรงพักท่ีใต้ต้นไม้ พระอานนท์ตักน้ามาถวาย ขณะนั้น
๑. พระพทุ ธเจา้ ทรงจาพรรษาสุดท้าย ณ สถานที่ใด ?
ปกุ กสุ ะ โอรสมลั ลกษัตริย์ เปน็ ศษิ ย์ของอาฬารดาบสเดินทาง
ก. ภัณฑคุ าม ข. เวฬวุ คาม ไปเมืองกุสินารา เข้าไปเฝ้า ทรงแสดงสันติวิหารธรรม มีจิต
ค. กัลลวาลมุตตคาม ง. หตั ถคี าม ศรทั ธานอ้ มถวายผา้ สงิ ควิ รรณ ( ผา้ เนอื้ ดี ละเอยี ด ประณตี
๒. ขอ้ ใดมคี วามหมายตรงกบั คาว่า ปลงอายุสงั ขาร ? มีสีเหมอื นทองคา) ๑ คู่ พระองค์รบั ๑ ผนื และใหถ้ วายพระ
ก. กาหนดทตี่ าย ข. กาหนดวนั ตาย อานนท์ ๑ ผืน
ค. กาหนดวิธีตาย ง. กาหนดท่จี ะอย่ตู อ่ ผิวกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผ่องใสยิ่ง ๒ เวลา คือ
๓. พระพุทธเจา้ ทรงปลงอายุสังขาร ณ ท่ีใด ? ๑) ในเวลาท่จี ะตรสั รู้
ก. อานนั ทเจดยี ์ ข. อทุ เทสกิ เจดีย์ ๒) ในเวลาทีจ่ ะปรินิพพาน
ค. ปาวาลเจดีย์ ง. ธรรมเจดยี ์ _____________
๑. กายของพระตถาคตจะผ่องใสทส่ี ดุ เวลาใด ?
๔. พระพทุ ธเจ้าทรงปลงอายสุ งั ขารกอ่ นปรินิพพานกีเ่ ดือน ?
ก. ตรสั รู้ ข. ปลงอายุสังขาร
ก. ๓ เดอื น ข. ๔ เดือน
ค. ใกลป้ รินพิ พาน ง. ข้อ ก และ ค ถูก
ค. ๕ เดือน ง. ๖ เดอื น
๒. ผ้าสิงคิวรรณมีสตี รงกับข้อใด ?
เสด็จปาวานคร
ก. เหลืองดงั ทองคา ข. แดงเหมือนถ่านเพลงิ
พระพทุ ธองคเ์ สด็จไปเมืองปาวา แคว้นมลั ละ ประทบั อยู่
ค. เขยี วดังปกี แมงทับ ง. เขียวเหมือนใบไมอ้ อ่ น
ท่ีอัมพวัน (สวนมะม่วงของนายจุนทะกัมมารบุตร) นายจุน
ทะนิมนต์ไปเสวยท่ีบ้าน วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖ เสด็จไป
๔๐
บรรทมอนฏุ ฐานไสยาสน์ ปจั ฉมิ สาวก (สาวกองค์สดุ ทา้ ย)
พระพุทธองค์เสด็จข้ามแม่น้าหิรัญญวดี ไปถึงสวนสาละ
สภุ ทั ทปริพาชก ขอเข้าเฝา้ ทูลถามปัญหา พระอานนทไ์ ม่
เขตกรุงกุสินาราของพวกมัลลกษัตรยิ ์ ตรัสสั่งให้พระอานนท์
ปลู าดเตยี ง หนั พระเศยี รไปทางทิศอุดรระหว่างต้นสาละท้ังคู่ อนุญาตแต่พระองค์ให้เข้าเฝ้า เมื่อฟังธรรมจบได้บวชเป็น
ทรงบรรทมสหี ไสยาสนต์ ะแคงขวา มีสติสมั ปชัญญะเปน็ การ
บรรทมครงั้ สุดท้าย โดยไม่คดิ จะลุกขึ้นอีก เรียกวา่ อนุฏฐาน ภกิ ษุและสาเรจ็ เปน็ พระอรหนั ต์ เป็นสาวกองคส์ ุดทา้ ย
ไสยา
๑. ใครเป็นปจั ฉมิ สาวกผู้ทันเห็นพระพุทธเจา้ ?
ก. พระฉันนะ ข. พระกาฬทุ ายี
ค. พระภทั ทิยะ ง. พระสภุ ทั ทะ
_____________ ประทานโอวาทแก่ภกิ ษุสงฆ์
๑. อนุฏฐานไสยา มีความหมายตรงกบั ข้อใด ?
พระพุทธองค์ตรสั ประทานโอวาทใหแ้ ก่ภกิ ษุสงฆ์ โดยตรัส
ก. นอนแลว้ ลกุ อกี ข. นอนคร้ังแรก เรียกช่ือพระอานนท์ว่า “อานนท์ พวกเธออย่าคิดว่าพระ
ค. นอนไมล่ ุกขนึ้ อกี ง. นอนหลับ ๆ ตนื่ ๆ ศาสดาของพวกเราไม่มี พวกเธอไม่พึงคิดอย่างน้ัน ธรรมก็ดี
ทรงแสดงสังเวชนียสถาน ๔ ตาบล วนิ ยั กด็ ี อนั ใดอันเราแสดงแล้ว ไดบ้ ัญญัติแลว้ แกเ่ ธอท้ังหลาย
พระพุทธองค์ทรงตรสั กบั พระอานนท์ถึงสถานที่ ๔ ตาบล ธรรมและวนิ ัยนัน้ จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไป
เป็นท่ีควรดูควรเห็นควรให้เกิดความปีติใจแก่กุลบุตรผู้มี แหง่ เรา”
ศรทั ธา เมือ่ พระพทุ ธองค์ทรงปรนิ พิ พานแลว้ คอื ปจั ฉมิ โอวาท
๑) สถานท่ีประสูติ (ลุมพนิ ีวัน) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดน้ีเราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า
๒) สถานที่ตรัสรู้ (อุรุเวลาเสนานิคม) ปัจจุบัน พุทธคยา สังขารทั้งหลายมีความเส่ือมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจง
๓) สถานที่แสดงปฐมเทศนา (ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน) ยังกิจท้ังปวง ที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึง
๔) สถานท่ีปรินิพพาน (สาลวโนทยาน) พร้อมดว้ ยความไม่ประมาทเถดิ ” (อปั ปมาทธรรม)
และบคุ คลท่ีเทยี่ วไปในสถานท่ี ๔ ตาบล ดว้ ยจติ เล่ือมใส ปรนิ ิพพาน
เมอ่ื ตายไปแลว้ มีสคุ ตโิ ลกสวรรค์เปน็ ทไ่ี ป ทรงปรินพิ พานในปจั ฉิมยามแหง่ ราตรี วสิ าขบูชา ข้ึน ๑๕
_____________ ค่า เดือน ๖ เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ที่ป่าไม้สาละ
๑. สถานทใี่ ด ไม่ใช่สังเวชนยี สถาน ?
เมืองกุสินารา หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก เหนือพระ
ก. ทป่ี ระสตู ิ ข. ที่ตรัสรู้ แท่นปรินิพพานไสยาสน์ มีพระสาวกผู้ใหญ่ ๒ รูปเป็น
ค. ทีป่ รินิพพาน ง. ทถี่ วายพระเพลงิ ประธาน คือ พระอนรุ ทุ ธะและพระอานนท์
ถูปารหบุคคล ๔ _____________
๑. ก่อนปรนิ พิ พาน ทรงตง้ั ใครเปน็ ศาสดาแทน ?
พระพุทธองค์ตรัสถึงถูปารหบุคคล คือ บุคคลที่ควรสร้าง
สถปู หรอื เจดีย์ไวเ้ คารพสักการะ ๔ จาพวก คอื ก. พระมหากัสสปะ ข. พระอานนท์
๑) พระอรหนั ตสมั มาสมั พุทธเจา้ ค. พระอุบาลี ง. ธรรมวนิ ัย
๒) พระปัจเจกพุทธเจ้า ๒. ปัจฉมิ โอวาทมีใจความสาคญั ว่าดว้ ยเรอื่ งอะไร ?
๓) พระอรหันตสาวก ก. ความไม่ประมาท ข. ความตาย
๔) พระเจ้าจักรพรรดิราช ค. ความเพยี ร ง. ความสามคั คี
๔๑
๓. พระพุทธเจา้ เสด็จดบั ขนั ธปรินิพพาน ที่เมอื งใด ? ๒. วันถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะ เรยี กวา่ วันอะไร ?
ก. ไพสาลี ข. สาวตั ถี ก. มาฆบูชา ข. วสิ าขบชู า
ค. พาราณสี ง. กสุ นิ ารา ค. อฏั ฐมีบูชา ง. อาสาฬหบูชา
ปริเฉทที่ ๑๓ ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ปริเฉทท่ี ๑๔ แบ่งพระบรมสารรี กิ ธาตุ
เคลื่อนพระพทุ ธสรรี ะ โทณพราหมณ์
ตลอดราตรีนั้นพระอนุรุทธะกับพระอานนท์แสดงธรรม โทณพราหมณ์เป็นอาจารย์สอนไตรเพท มีปัญญาเป็น
โปรด พุทธบรษิ ทั ให้คลายความเสยี ใจ พอสวา่ งพระอนุรุทธะ ผู้ใหญ่มีถ้อยคาเป็นที่น่าเช่ือถือ เห็นว่าจะเกิดสงครามจึง
ให้พระอานนท์ ไปแจ้งข่าวการปรินิพพานแก่มัลลกษัตริย์ท่ี กล่าวสุนทรพจน์ เรื่องสามัคคีธรรม ให้แบ่งพระบรม
สัณฐาคาร ทรงสั่งให้ประกาศแจ้งชาวพระนครตระเตรียม สารีริกธาตุเป็น ๘ ส่วน กษัตริย์และพราหมณ์ ๘ นคร
ดอกไม้ของหอม เครอ่ื งดนตรี และผา้ ๕๐๐ ผืน ไปยัง เหน็ ชอบดว้ ย
สาลวโนทยาน เพอื่ บชู าพระพทุ ธสรีระของพระพุทธองค์
โทณพราหมณ์เป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ โดยใช้
ในวันที่ ๗ จึงอัญเชญิ พระพทุ ธสรีระเคล่อื นเขา้ ส่พู ระนคร ทะนานทองตวงได้ ๘ ส่วน ถวายแก่เจ้านครทั้ง ๘ ตัวเอง
ทางประตูดา้ นทศิ เหนอื ผา่ นใจกลางพระนคร ดอกมณฑารพ ขอทะนานทองบรรจุไว้ในเจดีย์ ชือ่ ตมุ พสถปู หรือตมุ พเจดยี ์
ได้ร่วงหล่นลงมาสักการะบูชาพระพุทธสรีระท่ัวทั้งพระนคร เจดีย์ ๔ ประเภท
ข บ ว น ไ ด้ เ ค ล่ื อ น อ อ ก จ า ก พ ร ะ น ค ร ท า ง ป ร ะ ตู ด้ า น ทิ ศ
ตะวนั ออก ไปประดิษฐานท่ี มกฏุ พันธนเจดยี ์ กษัตรยิ ์และพราหมณ์ ๘ นคร เมอื่ ไดพ้ ระบรมสารีริกธาตุ
ถวายพระเพลิง ไปแล้ว ได้สร้างเจดยี ์บรรจพุ ระธาตุเพื่อเปน็ ท่ีสักการะบูชา มี
๔ ประเภท คอื
พระมหากัสสปะมาถึงมกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ประนมมือ
เวียนประทักษิณพระบรมศพ ๓ รอบ ถวายบังคมพระบาท ๑) ธาตุเจดีย์ บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ
ด้วยเศียรเกล้า ภิกษุ ๕๐๐ รูปก็ทาเช่นนั้น พอท่านถอย ๒) บรโิ ภคเจดยี ์ บรรจุบรขิ ารของพระองค์
ออกมาเพลิงทิพย์ก็ลุกโพลงข้ึน วันถวายพระเพลิงเรียกว่า ๓) ธรรมเจดยี ์ บรรจพุ ระธรรมคาส่ังสอน
วนั อฏั ฐมีบูชา (แรม ๘ ค่าเดอื น ๖) ๔) อุทเทสกิ เจดยี ์ บรรจุพระพุทธรูป
พระบรมสารรี กิ ธาตุ
_____________
เม่อื เพลิงทิพย์ดับลงแลว้ คงเหลอื พทุ ธสรีระที่ไม่ไหม้อยู่ ๕ ๑. ใครทาหน้าท่ีแบง่ พระบรมสารีริกธาตุ ?
อย่าง คือ พระอัฐิ (กระดูก) พระเกสา (ผม) พระโลมา (ขน)
พระนขา (เล็บ) พระทันตา (ฟัน) และผ้าห่อพระพุทธสรีระ ก. วสั สการพราหมณ์ ข. ราธพราหมณ์
ผืนนอกสุดกับผนื ในสดุ
ค. โฑณพราหมณ์ ง. หุหุกพราหมณ์
๒. ใครขอทะนานตวงพระบรมสารรี ิกธาตไุ ปบชู า ?
ก. พระอินทร์ ข. ฆฏิการพรหม
_____________ ค. โฑณพราหมณ์ ง. พระเจ้าโมริยะ
๑. สถานท่ีถวายพระเพลิงพระพทุ ธสรรี ะคือขอ้ ใด ?
๓. เมอื งทไี่ ดร้ บั แจกพระบรมสารีริกธาตุมีกเี่ มอื ง ?
ก. ปาวาลเจดีย์ ข. มกฏุ พันธนเจดยี ์ ก. ๘ เมือง ข. ๙ เมอื ง
ค. ป่ามหาวัน ง. อทุ เทสิกเจดยี ์ ค. ๑๐ เมอื ง ง. ๑๑ เมอื ง
_____________
๔๒
๒.๓ แนวข้อสอบธรรมศกึ ษาชนั้ ตรี วิชาศาสนพธิ ี มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล คนแรกที่แสดงตนเป็นพุทธมามกะ
ศาสนพิธี คือ ตปุสสะและภัลลิกะ ขอถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรม
เป็นสรณะตลอดชวี ติ
ความหมายของศาสนพิธี
ระเบียบแบบอย่างหรือแบบแผนต่างๆ ท่ีพึงปฏิบัติทาง ก า ร แ ส ด ง ต น เ ป็ น พุ ท ธ ม า ม ก ะ เ กิ ด ข้ึ น ใ น ส มั ย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ ทรง
ศาสนาโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา เรยี กว่า ศาสนพธิ ี ปรารภถึงเด็กที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกจะมีความรู้สึกไม่ดี
ศาสนาเกิดข้ึนก่อนแล้วจึงมีพิธีกรรมต่างๆ เกิดข้ึนมาใน ตอ่ พระพุทธศาสนา จงึ ใหพ้ ระโอรสแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ
ก่อนไป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น
ภายหลัง เม่ือชาวพุทธทาความดีต่าง ๆ ตามหลักการที่พระ พระองค์แรกท่ีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ และใช้เป็น
พุทธองค์ ตรสั ไวซ้ ึง่ เรยี กวา่ การทาบุญ วตั ถเุ ปน็ ท่ีตั้งแหง่ การ พระราชประเพณีสืบต่อกันมา
ทาบุญ เรียกวา่ บุญกริ ิยาวตั ถุ มีอยู่ ๓ ประการ คอื
อายุของบุตรหลานเมื่อเจริญวัยอยู่ในระหว่าง อายุ
๑) ทาน การให้สิง่ ของตา่ ง ๆ ๑๒-๑๕ ปี ควรได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อให้เด็กสืบ
๒) ศีล การรกั ษากายและวาจาใหเ้ รียบรอ้ ย ความเปน็ ชาวพุทธตามสกุล
๓) ภาวนา การทาจิตให้ผ่องใส
บุญกิริยาวตั ถุท้งั ๓ ประการน้ี เมอื่ ชาวพทุ ธทาแลว้ ทาให้ _____________
เกดิ ศาสนพธิ ีต่างๆ ขนึ้ มาตามลาดบั ตามยุคตามสมยั ๑. ผใู้ ดทีป่ ระกาศตนว่าพระพทุ ธเจ้าเปน็ ของเรา ?
_____________ ก. อบุ าสก ข. อุบาสกิ า
๑. ระเบียบแบบแผนทีพ่ ึงปฏิบัตใิ นทางพระพุทธศาสนา ตรง
ค. พทุ ธมามกะ ง. ศาสนิกชน
กับขอ้ ใด ?
๒. ผรู้ บั นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา มีคาเรยี กว่าอะไร ?
ก. ศาสนบุคคล ข. ศาสนธรรม
ก. พุทธชยนั ตี ข. พทุ ธสาวก
ค. ศาสนวตั ถุ ง. ศาสนพิธี
ค. พทุ ธมามกะ ง. พทุ ธบุตร
๒. ศาสนพิธี มคี วามหมายตรงกับขอ้ ใด ?
๓. การแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะนิยมทาในระหว่างอายุกีป่ ี ?
ก. พธิ ีกรรมทางศาสนา ข. ความเช่อื ทางศาสนา
ก. ๑๐-๑๑ ปี ข. ๑๑-๑๒ ปี
ค. ธรรมเนยี มทางศาสนา ง. ขอ้ บงั คับทางศาสนา
ค. ๑๒-๑๕ ปี ง. ๑๕-๑๘ ปี
๓. หลกั การทาบญุ ในศาสนพธิ ี เกดิ จากคาสอนเรื่องใด ?
๔. พธิ แี สดงตนเป็นพทุ ธมามกะเกดิ ขน้ึ ในรชั กาลใด ?
ก. บุญกิริยาวตั ถุ ข. สงั คหวัตถุ
ก. รชั กาลที่ ๑ ข. รชั กาลที่ ๓
ค. ทานวตั ถุ ง. กศุ ลมูล
ค. รชั กาลที่ ๔ ง. รัชกาลท่ี ๕
๔. การอบรมจติ ให้ผอ่ งใสตามหลกั บุญกิรยิ าวตั ถุ ๓ เรยี กวา่
พิธเี วยี นเทียนในวนั สาคัญทางพระพุทธศาสนา
อะไร ?
เวียนเทียน หมายถึง การที่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก
ก. ทาน ข. ศีล
และอุบาสิกาประนมมือถือดอกไม้ธูปเทียนในมือ เดินเวียน
ค. ภาวนา ง. เนกขมั มะ
ขวา ๓ รอบในสถานที่สาคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น
พิธแี สดงตนเปน็ พุทธมามกะ
อุโบสถ ศาลาและเจดีย์เป็นต้น เพื่อระลึกถึงคุณของพระ
พุทธมามกะ หมายถึง การประกาศตนเป็นผู้รับนับถือ
รัตนตรัย วันสาคัญนน้ั มีอยู่ ๔ วัน คือ
พระพุทธเจ้าว่าเป็นของตน การแสดงตนเป็นพุทธมามกะมี
๔๓
๑) วนั มาฆบูชา องค์ทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน วันวิสาขบูชานิยม
๒) วนั วิสาขบูชา เรียกอีกวันหนึ่งว่า “วันพระพุทธเจ้า” วันท่ี ๑๕ ธันวาคม
๓) วันอฏั ฐมีบชู า ๒๕๔๔ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันวิสาขบูชา
๔) วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสาคญั สากลของโลก
_____________ _____________
๑. วนั สาคัญใดทไ่ี ม่ต้องเวียนเทียน ? ๑. วนั ประสตู ิ ตรสั รู้ ปรนิ ิพพาน ตรงกับวันใด ?
ก. วนั มาฆบูชา ข. วนั วสิ าขบูชา ก. มาฆบูชา ข. วสิ าขบชู า
ค. วันอาสาฬหบูชา ง. วนั ออกพรรษา ค. อาสาฬหบูชา ง. อัฏฐมบี ชู า
๒. พิธเี วียนเทยี นวันสาคัญของชาวพุทธเพ่ือระลึกถงึ ใคร ? ๒. วนั ทไี่ ด้ชือ่ วา่ เป็นวนั พระพุทธเจา้ คอื วันใด ?
ก. พระพทุ ธเจา้ ข. พระธรรม ก. วนั มาฆบูชา ข. วันวสิ าขบชู า
ค. พระสงฆ์ ง. ถูกทกุ ข้อ ค. วันอัฏฐมบี ูชา ง. วันอาสาฬหบชู า
วันมาฆบูชา ๓. สหประชาชาติประกาศใหว้ ันใด เป็นวันสาคัญสากล ?
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๓ ในปีที่เป็นอธิกมาสให้ ก. วันวิสาขบชู า ข. วันมาฆบชู า
เลือ่ นเปน็ วันขนึ้ ๑๕ คา่ เดือน ๔ เปน็ วันทพี่ ระพทุ ธองค์ ทรง ค. วันอฏั ฐมบี ูชา ง. วนั อาสาฬหบูชา
แสดงโอวาทปาฏโิ มกข์ คอื คาสอนที่เปน็ อดุ มการณ์ หลักการ วันอฏั ฐมีบูชา
และวิธีการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่พระอรหันต์ ตรงกบั วันแรม ๘ ค่า เดือน ๖ หรือเดือน ๗ นบั ถัดจากวนั
๑,๒๕๐ องค์ ที่วัดเวฬุวัน วันนี้เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต วิสาขบูชาไปอีก ๗ วัน เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระ
คือ การประชุมพร้อม ด้วยองค์ ๔ ประการ คือ พทุ ธสรีระ ท่มี กุฏพันธนเจดยี ์ เมืองกุสินารา
๑) ตรงกบั วนั เพ็ญ เดือน ๓ วันอาสาฬหบชู า
๒) พระภกิ ษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชมุ พร้อมกนั โดยมิได้ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๘ กอ่ นวนั เขา้ พรรษา ๑ วนั
นัดหมาย เป็นวันคล้ายวันท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อว่า
๓) พระภิกษุล้วนเป็นพระอรหันต์ขณี าสพไดอ้ ภญิ ญา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ท่ีป่าอิสิปตนมฤค-
๔) พระภิกษุล้วนเป็นเอหิภกิ ขุอปุ สมั ปทา ทายวัน เมืองพาราณสี พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบครั้งแรกใน
วันมาฆบูชานิยมเรยี กอีกวนั หน่ึงวา่ “วนั พระธรรม” โลกในวันนี้ วันอาสาฬหบูชา นยิ มเรียกอกี วันหน่ึงว่า
_____________ “วันพระสงฆ”์
๑. จาตุรงคสนั นบิ าต คือการประชุมประกอบด้วยองค์ ๔
_____________
เกิดข้นึ วันใด ? ๑. พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวนั ใด ?
ก. มาฆบูชา ข. วิสาขบูชา ก. มาฆบูชา ข. วสิ าขบชู า
ค. อฏั ฐมีบูชา ง. อาสาฬหบูชา ค. อาสาฬหบูชา ง. อัฏฐมบี ูชา
วันวิสาขบูชา ๒. วันทีไ่ ด้ชอ่ื ว่าเป็นวนั พระสงฆ์คอื วันใด ?
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖ ในปีท่ีเป็นอธิกมาสให้ ก. วันมาฆบชู า ข. วันวิสาขบูชา
เลือ่ นเป็นวนั ข้นึ ๑๕ ค่า เดือน ๗ เปน็ วันคล้ายวนั ที่พระพุทธ ค. วันอฏั ฐมบี ชู า ง. วนั อาสาฬหบชู า
๔๔
พิธถี วายทาน ๒. อภวิ าท มีความหมายตรงกับกริ ยิ าใด ?
การถวายทานในพระพุทธศาสนาน้ันมีอยู่ ๒ อย่าง คือ
๑) ปาฏิบุคลิกทาน ทานที่ถวายเจาะจงรูปน้ันรูปน้ี ก. ประนมมือ ข. ไหว้
๒) สังฆทาน ทานท่ีถวายไม่เจาะจง มอบถวายเป็นของ
สว่ นรวมแก่สงฆ์ ค. กราบ ง. คุกเข่า
การถวายทาน ๒ อย่างนี้ การถวายสังฆทานชื่อว่าได้บญุ
๓. เบญจางคประดิษฐ์ ตรงตามขอ้ ใด ?
มากกว่าปาฏบิ ุคลิกทาน เพราะทาให้ผถู้ วายมใี จใหญ่ ใจกว้าง
ก. เข่า ๒ ศอก ๒ หวั ๑ ข. มอื ๒ ศอก ๒ หัว ๑
ค. เขา่ ๒ มอื ๒ หน้าผาก ๑ ง. มอื ๒ เท้า ๒ หน้า ๑
การอาราธนาศลี ๕
_____________ อาราธนาศีล คือ การขอให้พระให้ศีลก่อนท่ีจะประกอบ
๑. การถวายสงั ฆทาน หมายถงึ ข้อใด ?
พิธีกรรม เช่น การถวายทาน เป็นต้น เมื่อเจ้าภาพจุดเทียน
ก. ถวายเจาะจงเจ้าอาวาส ข. ถวายพระที่เคารพนับถอื ธปู บชู าพระเสรจ็ แล้ว ต้องอาราธนาศีลรับศีลก่อนเพื่อความ
ค. ถวายแกส่ งฆท์ ่วั ไป ง. ถวายพระท่ีมชี ื่อเสยี ง บรสิ ุทธกิ์ ายและวาจา
๒. ถวายปัจจยั เปน็ ค่ารถแกพ่ ระสงฆ์ ตรงกับข้อใด ? _____________
๑. ธัมมัง สะระณงั คัจฉามิ คอื การกล่าวถงึ สรณะใดเปน็ ท่ี
ก. สงั ฆทาน ข. ปาฏิบุคลกิ ทาน
ค. อภยั ทาน ง. วทิ ยาทาน พึง่ ?
๓. สิ่งใด ท่ไี มค่ วรนาไปถวายสังฆทานหลังเท่ยี งวันไปแล้ว ? ก. พระพทุ ธ ข. พระธรรม
ก. ข้าวสุก ข. น้าดื่ม ค. พระสงฆ์ ง. ถกู ทุกขอ้
ค. ยารกั ษาโรค ง. ผ้าจวี ร การอาราธนาพระปริตร
วิธแี สดงความเคารพพระรัตนตรยั อาราธนาพระปรติ ร คือ การเชือ้ เชญิ หรอื นิมนต์พระสงฆ์
วิธแี สดงความเคารพพระ มี ๓ วิธี คือ ให้เจริญพระพุทธมนต์ หรือสวดพระพุทธมนต์ เช่น สวดเจ็ด
๑) การประนมมอื (อัญชล)ี ตานาน หรอื สบิ สองตานาน เปน็ ต้น
๒) การไหว้ (วันทา) อาราธนาธรรม
๓) การกราบ (อภิวาท) อาราธนาธรรม คือ การเช้ือเชิญหรือนิมนต์พระให้แสดง
การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ธรรมเพอื่ เป็นการเคารพต่อพระธรรมก่อนท่ีพระจะเทศน์
การกราบ คือ การแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ต่อ ๑. อาราธนาธรรม คือขอใหพ้ ระทาอะไร ?
บุคคลท่ีเราเคารพนับถือย่างสูงสุด โดยการให้อวัยวะทั้ง ๕ ก. ใหศ้ ีล ข. สวดพระปรติ ร
จรดกับพ้ืน คอื หนา้ ผาก ๑ ฝ่ามือ ๒ เขา่ ๒ เรียกว่า “กราบ ค. แสดงธรรมเทศนา ง. สวดพระอภธิ รรม
แบบเบญจางคประดษิ ฐ์” การประเคนของถวายพระ
_____________ การประเคน คือ การถวายของพระหรือการส่งของให้
๑. การไหว้ ตรงกับกิริยาใด ?
พระใหถ้ ึงมอื การประเคนท่ีถกู ตอ้ งน้ันต้องประกอบด้วยองค์
ก. อัญชลี ข. วนั ทา ๕ คอื
ค. อภวิ าท ง. คุกเขา่ ๑) ของทีจ่ ะถวายน้นั ตอ้ งไมห่ นกั และใหญเ่ กนิ ไป คนเดียว
พอยกขึ้นได้
๔๕
๒) ผู้ถวายต้องอยู่ในหัตถบาส คือไม่ใกล้หรือไกลเกินไป ๑. การกรวดน้าหลังจากบาเพ็ญกุศล มุ่งประโยชน์อะไร ?
๓) เวลาถวายต้องยกของให้พ้นจากพ้ืนไม่ไสไปกับพื้น
๔) ต้องถวายดว้ ยความเคารพ ก. อทุ ศิ สว่ นบญุ ข. แสดงความเคารพ
๕) เมื่อถวายเสรจ็ แลว้ ต้องไหว้ ๑ ครงั้
การกรวดน้า ค. ตง้ั จิตอธิษฐาน ง. เพ่ือให้เทวดารบั รู้
การกรวดน้า คือ การอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไป
แล้วหลังจากการทาบุญ จุดประสงค์ของการกรวดน้ามีอยู่ ๓ ๒. เมือ่ พระสวดวา่ ยะถา วารวิ ะหา ควรทาเช่นใด ?
อย่างคอื
๑) เป็นการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่มี ก. กรวดนา้ ข. ประนมมือรับพร
พระคุณต่อเรา มีคุณพ่อคุณแม่เป็นต้น เพื่อแสดงความ
กตัญญูตอ่ ท่าน ค. นง่ั ฟัง ง. ลกุ หนี
๒) เปน็ การตง้ั ความปรารถนา คอื ด้วยบุญท่เี ราไดท้ าไว้ดี
แล้วนี้ ขอใหเ้ รามีรา่ งกายทีแ่ ขง็ แรงได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ๓. อิทงั เม ญาตนี งั โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตโย คืออะไร ?
เปน็ ต้น
๓) เปน็ การแสดงกริ ยิ าให้ของที่ใหญ่เกนิ ไปที่จะยกได้ ตอ้ ง ก. คากรวดนา้ ข. คาบูชาพระ
หล่งั น้าใสม่ ือผรู้ บั
วธิ กี รวดนา้ ค. คาอาราธนาศีล ง. คาอาราธนาธรรม
๑) เตรียมนา้ ทส่ี ะอาดใสใ่ นภาชนะไวพ้ อสมควรจะเป็น
_____________
แกว้ หรือขันกไ็ ด้
๒) พอพระสงฆ์เร่มิ บทวา่ ยะถา วารวิ ะหา ก็เรม่ิ กรวดน้า
นกึ ถึงบญุ อทุ ิศให้แก่ผทู้ ่ีล่วงลบั ไปแลว้
๓) พอพระสงฆ์รับบทว่า สพั พีติโย ให้รนิ นา้ ท่เี หลือลงให้
หมด น่งั ประนมมือรบั พร
๔) เอานา้ ที่กรวดไปเทลงทโ่ี คนต้นไม้
๕) ถ้าไม่มีนา้ ให้ทาใจใหเ้ ป็นสมาธแิ ลว้ อุทศิ บุญให้ โดย
การนกึ ถงึ หน้าหรือชื่อของผ้ทู ล่ี ว่ งลับไปแลว้
คากรวดนา้ แบบย่อ
อิทัง เม ญาตนี ัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย.
ขอบุญน้จี งสาเร็จแก่ญาติทง้ั หลายของขา้ พเจา้
ขอญาติทงั้ หลายของขา้ พเจา้ จงเป็นสุขๆ เถดิ
_____________