The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-10-30 03:41:25

เทคนิคการปักชำไม้สัก

เอกสารประกอบการฝกอบรมเชงปฏิบัติการ





ื่
เรอง
กรมปาไม




“เทคนคการปกชาไมสก”



Rooted cutting technique of Teak


































15 มิถุนายน 2559

ศูนยเมล็ดพันธุไมภาคกลาง อ าเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุร ี







กลุมงานวนวัฒนวิจัย สานกวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม ้


การฝกอบรมหลักสูตร











“เทคนคการปกช าไม้สัก”




(Rooted cutting technique of teak)








โดย






กลุมงานวนวัฒนวิจัย สานกวิจัยและพัฒนาการปาไม ้



กรมปาไม ้



กระทรวงทรพยากรธรรมชาติและสงแวดลอม
ิ่






วันที่ 15 มิถุนายน 2559




ศูนยเมล็ดพันธุไมภาคกลาง อ าเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุร ี

สารบาญ


ื่

เรอง หนา


ี่
บทท 1 การคัดเลือกแม่ไมสัก 1
ี่


บทท 2 ปจจัยทมผลต่อการแตกรากของกงปกชา 7


ิ่
ี่
ิ่
บทท 3 การจัดการสวนผลิตกงไมสัก 16
ี่




บทท 4 การสรางโรงเรอนและแปลงปกชา 33

ี่
ี่
บทท 5 ขั้นตอนการปกชาไมสัก 43



บทท 6 การดูแลหลังการปกชา 54


ี่


บทที 1

การคัดเลอกแมไมสก




ค านา







การคัดเลือกแม่ไม เปนขบวนการแรกของงานปรบปรงพันธุไมปา โดยมวัตถุประสงคเพื่อทจะ


ี่




ี่



คัดเลือกและรวบรวมเอาตนไมทมลักษณะดี มาขยายพันธุเพื่อการปลูกสรางสวนปา หรอมาผสมพันธุ ์






เพื่อใหไดสายพันธุใหม่ ๆ เพื่อปรบปรงพันธุขั้นสูงต่อไป โดยอยูบนสมมุติฐานทว่า พ่อแม่ทมลักษณะ
ี่


ี่
ทางพันธุดี ย่อมจะถ่ายทอดลักษณะดีไปสูลูกหลาน



ี่




ลักษณะดีของไมชนิดต่างๆ นั้นเราดูจากการนาไปใชประโยชนเปนหลัก เช่น ไมทใชแปรรป




ย่อมตองการไมทมรปทรงกลม เปลาตรง ไสกบตบแต่งง่าย แต่ถาตองการใชเปนรมเงา และปลูก

ี่







ี่
ประดับ ย่อมตองเลือกไมทใบดก ดอกสวยงาม เปนตน






ขอก าหนดในการคัดเลือกแมไม










ขอกาหนดในการคัดเลือกแม่ไมกกาหนดตามการใชประโยชนไม ส าหรบไมสักนั้น โดยทั่วไปใช ้










ในการแปรรป ก่อสรางบานเรอน ทาเฟอรนิเจอร และไมบาง ดังนั้นขอกาหนดในการคัดเลือกแม่ไมจึง



ควรมลักษณะดังต่อไปน้








1. การเจรญเติบโต ตนไมทเจรญเติบโตเรว ถานาไปปลูกสรางสวนปาจะมีรอบตัดฟนสั้นทา




ี่



ใหมผลตอบแทนเรว ในการคัดเลือกแม่ไมจะดูลักษณะการเจรญเติบโตไดจาก




- เสนผ่าศูนยกลาง ถาเปนตนไมในสวนปา จะพิจารณาเลือกตนทโตทสุดของไมใน





ี่


ี่


ี่
สวนปาชั้นอายุหนึ่ง ๆ ในทองทหนึ่งเปนหลัก


- ความสูง แม่ไมจะตองมีความสูงจากโคนตนถึงจุดทแตกง่าม ไม่ต ่ากว่า 15 เมตร



ี่

2. รปทรงของล าตน


ิ่


ล าตนของแม่ไมสักจะตองมีลักษณะตรงเปลา ปราศจากกงกานจากโคนตนถึงง่าม


ิ่

ิ่


ี่

ิ่


ี่

หรอในกรณทมกง กงจะตองไม่มขนาดใหญกว่า 1/4 ของความโต ของล าตน ณ ต าแหน่งทกงแตก
ิ่
ิ่
ิ่
ออกมา มุมของกงตั้งฉากกับล าตนมากทสุด กงลักษณะดังกล่าวจะลิดกงเองตามธรรมชาติไดง่าย หรอ

ี่



ื่
เมอทาการลิดกงจะไม่เกดรอยแผลบนเน้อไมในภายหลัง



ิ่

2









3. ลักษณะเน้อไม


- ลักษณะของสีและคุณภาพเนื้อไมงดงาม (สักทอง หรอทองลายด า)



- เน้อไมจะตองมีความแข็งแรงหรอมความหนาแน่นสูง


4. สุขภาพ

- แม่ไมจะตองมความแข็งแรงปราศจากโรคและแมลงทาลาย




วิธการคัดเลือก




การเตรยมการคัดเลอกแมไม




การเตรยมการคัดเลือกแม่ไมจะมีการด าเนนการเปนขั้นตอนดังต่อไปน้ ี





1. คัดเลือกสวนปาหรอปาธรรมชาติทมไมสักขึ้นอยูอย่างหนาแน่น มอัตราการเจรญเติบโตและ


ี่

รปทรงโดยเฉลี่ยแลว ดีและงดงาม



ี่
ี่
2. ทาการตรวจสอบแผนทระวางถึงต าแหน่งของพื้นท ลักษณะทางกายภาพ และภูมิอากาศ

ี่
ื่

ของพื้นทอย่างกวาง ๆ เพอบันทึกในแบบฟอรมประวัติของแม่ไม ้
3. ทาการวางแปลงส ารวจคัดเลือกแม่ไมในแผนทสวนปาหรอปาธรรมชาติใหกระจายทั่วพื้นท ี่





ี่

ี่
เพื่อคัดเลือก โดยแบ่งพื้นทสวนออกเปนแปลงย่อยๆ ขนาด 40x40 เมตร หรอประมาณ 1 ไร ทั่วพ้นท ี่








ี่


สวนปาในแต่ละชั้นอายุของสวนปาหรอปาธรรมชาติทจะเขาไปทาการคัดเลือก

ี่


ี่

4. จัดเตรยมอุปกรณต่างๆทใชในการคัดเลือกแม่ไมไดแก แผนทระวาง เข็มทิศ เทปวัด



ื่
ระยะทาง เทปวัดความโต เครองมือวัดความสูง สมุดบันทึก มดถางแนว ฯลฯ เปนตน



ี่

ี่


การคัดเลอกแมไมในสนาม แบ่งตามลักษณะพื้นททคัดเลือกเปนสองลักษณะคือในสวนปา


และในปาธรรมชาติ ซึ่งจะมีขั้นตอนการคัดเลือกแตกต่างกันดังน้ ี

การคัดเลอกแมไมในสวนปา เปรยบเทยบลักษณะภายนอกของตนไม ดวยตา









ี่



เปล่า ซึ่งตองอาศัยความชานาญและประสบการณในการคัดเลือกอย่างมาก ในกรณทไม่สามารถ


เปรยบเทยบดวยตาเปล่าอย่างเด่นชัดกจะทาการตรวจวัดความโต ความสูงแลวเปรยบเทยบ การ










ด าเนินการคัดเลือกแม่ไมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนปาจะแบ่งออกเปน 3 รอบ ดังต่อไมน้ ี

1. ทาการคัดเลือกรอบแรก การคัดเลือกรอบแรกน้จะกระทา ในช่วงเดือน มนาคม-เมษายน





ี่






ซึ่งในช่วงดังกล่าวตนสักจะผลัดใบหมดตนทั้งสวนปา ทาใหสามารถมองเห็นรปทรงของล าตนไมทจะ

3















ทาการเปรยบเทยบและคัดเลือกไดอย่างชัดเจนมาก ทาใหง่ายต่อการเปรยบเทยบและคัดเลือกไมดวย



ี่

ตาเปล่า ในการด าเนนการคัดเลือก ผูคัดเลือกจะตองมองหาไมทโตทสุดและมีรปรางลักษณะดีงาม

ี่



ี่
ี่




ตามความตองการมากทสุด แลวหมายคัดเลือกไว 1 ตน จากพื้นทส ารวจ 1 แปลง (40 x 40 เมตร) หรอ



1 ไร ตนไมทคัดเลือกไดจะทาการหมายดวยสีน้ามันรอบตนจานวน 1 วง ทาทุกแปลงแปลงละ 1 ตน

ี่








เพื่อการคัดเลือกในรอบต่อไป
ี่

2. การคัดเลือกรอบสอง นาเอาตัวแทนแม่ไมทเลือกไดในรอบแรกมาแบ่งเปนกลุม ๆ กลุมละ





ี่


ี่

ี่



5 ตน ทอยูในแปลงคัดเลือกทใกลเคียงกัน มาเปรยบเทยบเพื่อคัดเลือกหาตัวแทนแม่ไมรอบท 2 เลือก
ต้นทดีทสุดจาก 5 ตน หมายดวยสีน้ามันเพิ่มขึ้นอีก 1 วง รวมเปน 2 วง แม่ไมทคัดเลือกไดในรอบน้จะ





ี่
ี่
ี่


นาไปคัดเลือกในรอบสุดทายต่อไป





ี่



อย่างไรกตามตัวแทนแม่ไมทคัดเลือกไดในรอบน้จะมสัดส่วนของการคัดเลือก 1 ตนต่อ 5 ไร


หรอประมาณ 1 ต่อ 500 ตน นับว่าสูงพอประมาณ ในกรณทตองใชฐานพันธุกรรมแบบกวาง ๆ


ี่







สามารถใชเปนแม่ไมไดเช่นกัน


ี่

ี่

ี่



3. การคัดเลือกรอบสุดทาย เปรยบเทยบแม่ไมทคัดเลือกไวในรอบทสอง จานวน 2 ตน ทอยู ่


ี่







ในแปลงใกลเคียงกัน แลวเลือกเอาตนทดีกว่าไวเปนแม่ไม ทาการหมายสีน้ามันเพิ่มขึ้นอีก 1 วงรวม




ื่

เปน 3 วง วัดความโต และความสูงเพื่อใชทาไม โดยจะทาการวัดจากโคนตนถึงง่าม ส่วนลักษณะอน

ิ่



ๆ เช่น ความตรง ลักษณะของกงและพุมเรอนยอด ลักษณะเน้อไม ทั้งสีและความหนาแน่น ซึ่งวัดได ้

ื่



ี่


ดวยการเจาะดวยเครองมือวัดความหนาแน่นเน้อไมและถากดูสีของเน้อไม บันทึกขอมูลทวัดไดทั้งหมด





ี่
ลงในแบบฟอรม แม่ไมทคัดเลือกไดน้จะมีสัดส่วนในการคัดเลือก 1 ตน ต่อ 10 ไร หรอประมาณ 1





ต่อ 1,000 ตน




ิ่

ี่


ี่
การคัดเลอกไมสกในปาธรรมชาติ จะเรมตนทการคัดเลือกกลุมไมทประกอบดวยตนไมสัก







ี่
ทมความเจรญเติบโตสูง การลิดกงตามธรรมชาติดี ล าตนกลม เปลา ตรง กงทามุมเปนมุมฉากหรอ


ิ่

ิ่

ใกลเคียงมุมฉากกับล าตน และมลักษณะอน ๆ ดีตามทตองการดวย ในทน้เรยกว่า หมูไมทมลักษณะดี
ี่

ี่
ื่







ี่

กได ้





ี่


ี่

ขนาดของกลุมไมไม่มขอจากัด แต่ตองประกอบไปดวย ตนทจะคัดเลือกได และ ตนทจะ








เปรยบเทยบ เพียงพอ ควรเลือกแม่ไมเพียงตนเดียวหากกลุมไมนั้นมีขนาดเล็ก ทั้งน้เพื่อหลีกเลี่ยง



4








ี่









ความเปนพี่นองกันหรอญาติกันของแม่ไมทไดรบการคัดเลือก ส าหรบไมสักไดกาหนดระยะห่าง
ระหว่างตนไวไม่นอยกว่า 200 เมตร ลักษณะตนทคัดเลือก และการบันทึกขอมูล ทาเช่นเดียวกันกับท ี่




ี่



ี่





คัดเลือกในสวนปา ยกเวนอายุของตนไมทอาจตองใชการประมาณการ





(a) (b)



ภาพท 1 ลักษณะพูพอนของตนสัก(a) พูพอนเปนรองลึก สูง เปนลักษณะไม่ดี (b) ไม่มพูพอน

ี่



ิ่


1. เรอนยอดบาง กงแผ่ขยายดี และทามุม



ใกลเคียงมุมฉากกับล าตน กงมขนาดปาน
ิ่


กลางถึงเล็กเมื่อเทยบกับขนาดล าตน

2. ใหผลผลิตเมล็ดปานกลาง ถึงดี


3. ไม่มโรคและแมลงเขาทาลาย







ิ่
ี่
ภาพท 2 ลักษณะกงทมขนาดเล็ก และตั้งฉากกับล าตน
ี่


5










ี่






ในอดีตทผ่านมา ทางโครงการปรบปรงพันธุไมสักไดเนนหนักในดานการคัดเลือกแม่ไมจากปา

ี่



สักธรรมชาติในทองทจังหวัดต่าง ๆ ทั่วภาคเหนอของประเทศเปนหลัก ต่อมาจึงใชการคัดเลือกจาก



สวนปาทมอายุมาก การคัดเลือกจากปาธรรมชาติมขอเสียบางประการ เช่น ลักษณะภายนอกทใช ้
ี่
ี่





คัดเลือกส่วนใหญอาจจะไดรบอิทธพลจากสภาพแวดลอมมากกว่าเปนลักษณะทางพันธุกรรม เช่น ไม ้






ี่

ื่
ี่
ื่
ทมขนาดใหญกว่าไมขางเคียงอาจเนองจากว่ามันมีอายุมากกว่าตนอน ๆ หรอดินทอยูรอบ ๆ ตนดีกว่า









ี่
ดินของตนอื่น ๆ หรอมีพื้นทมากกว่าจึงไม่ตองแกงแย่งกับตนขางเคียงมากนัก ส่วนการทตนไมมเรอน


ี่








ยอดใหญอาจจะเนองมาจาก เจรญเติบโตข่มตน อื่น ๆ หรอมีพื้นทกวางกว่าตนอื่น ๆ กได ส่วน

ี่

ื่

ลักษณะล าตนทไม่ดีของตนทไม่ไดรบการคัดเลือกอาจเกดจากการรบแสงสว่างไม่เต็มท ี่ ยอดถูกตัด




ี่


ี่




ขาดขณะตนยังเล็ก ส่วนความหนาแน่นของเน้อไมกอาจเกดจากการเจรญเติบโตทชากว่าตนอื่น


ี่


ื่



เนองจากสภาพแวดลอมไม่เหมาะสมกได


ดังนั้นในการคัดเลือกแม่ไมจากสวนปาจะช่วยลดอิทธพลอันเกดจากปจจัยสิ่งแวดลอม




ื่
ดังกล่าวขางตนไดมากกว่าการคัดเลือกจากปาธรรมชาติ เช่น เรองของอายุ ระยะห่างระหว่างตน พื้นท ี่








และแสงสว่าง ดังนั้นในการคัดเลือกแม่ไมจากสวนปาจะทาใหมั่นใจไดมากกว่าว่าลักษณะดีทแสดง
ี่




ออกมาจะเปนลักษณะทางสายพันธุมากกว่าลักษณะทเกดจากปจจัยสิ่งแวดลอม


ี่













อย่างไรกตามทางสถานบ ารงพันธุไมสัก กไดทาการคัดเลือกแม่ไมสักไวแลวทั้งจากปา


ี่
ธรรมชาติ ตัวอย่างดังภาพ 3a และจากสวนปาทมอายุมาก ตัวอย่างดังภาพ 3b และรวมแม่ไมท ี่





คัดเลือกไวแลวมทั้งหมดเกอบ 500 ตน แต่ละตนจะใหหมายเลขเปน V ต่าง ๆ ไว ซึ่งย่อมากจาก






Vegetative propagation หมายถึงสายพันธุดังกล่าวไดรบการขยายพันธุแบบไม่อาศัยเพศจากตนแม่






ไมไว ในการคัดเลือกแม่ไมสักของประเทศไทยตั้งแต่ตนจนถึงปจจุบัน อยูในความควบคุมดูแลและ





ื่

ด าเนินการโดยสถานบ ารงพันธุไมสักทั้งหมดยกเวนในป พ.ศ. 2543 ทมการกาหนดใหหน่วยงานอนใน

ี่














คณะทางานปรบปรงพันธุไมสักช่วยในการคัดเลือก ทั้งน้การด าเนินงานไดจัดทาในมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งสิ้น และรายละเอยดเกยวกับแม่ไมสักทั้งหมดในประเทศไทยทคัดเลือกไวจะถูกส่งมารวบรวมไวท ี่

ี่


ี่


สถานบ ารงพันธุไมสักทั้งหมด




6





















































ี่
ภาพท 3 ตัวอย่างแม่ไมทไดทาการคัดเลือกไวเปนแม่พันธุ (a) คัดจากปาธรรมชาติ (b) คัดจากปาปลูก


ี่


บทที 2


ปจจัยทีมีผลตอการแตกรากของกิงปกช า




ค าน า



ี่


การทจะทาการปกชากงไมสักใหประสบความส าเรจนั้น ขึ้นอยู่กับปจจัยต่าง ๆ หลาย

ิ่








ิ่
ประการดวยกัน เพื่อทจะไดเตรยมการต่าง ๆ ใหปจจัยเหล่าน้เหมาะสมต่อการแตกรากของกงปก

ี่



ี่

ชาและควบคุมใหถูกตองเหมาะสมเรมตั้งแต่ก่อนทาการปกชา ไปจนถึงปจจัยทเกยวของหลังการ


ิ่


ี่



ี่



ิ่




ปกชาไปแลว จาเปนตองทราบถึงปจจัยทมผลต่อการแตกรากของกงปกชาไมสักเสียก่อน





ปจจัยทีเกียวกับกิงทีเลอกมาปกช า



กงทุกกงมีความสามารถในการแตกรากไดไม่เท่ากันขึ้นอยูกับ

ิ่

ิ่




1. สภาพแวดลอมและสภาวะทางสรระวิทยาของตนแม


ี่


ี่
ิ่

ในส่วนของสภาพแวดลอมทมผลต่อลักษณะกงปกชาของตนแม่ไมสักทแตกต่างกัน

ออกไปไดแก ปรมาณน้า อุณหภูมิและแสงแดด การเพิ่มคารบอนไดออกไซด ปรมาณธาตุอาหารใน







ดิน เปนตน




ิ่


ี่
ปรมาณน้า หากปล่อยใหตนตอขาดน้า ลักษณะกงทผลิตไดจะแคระแกรน และ



ี่
เหยวเฉา กงทแตกออกมาย่อมไม่สมบูรณ การแตกรากของกงปกชาย่อมไม่ดี ในทางตรงกันขาม

ิ่
ี่


ิ่



ิ่




หากดูแลดวยการรดน้ามากเกนไป ตนตอกจะตายและไม่ผลิตกง หรอเจรญเติบโตเรวจนอวบ


ี่







ี่


เกนไป การใหน้าจึงตองระมัดระวังใหมปรมาณพอเหมาะ สิ่งทใชควบคุมปรมาณน้าทใหแก่ตนตอ





ไดแก่ วัสดุเพาะหรอดินบรเวณรอบตนตอ ซึ่งดูแลใหเปยกชุมกเพียงพอ อย่าใหเปยกโชก การรดน้า















ื่
ตนตอนั้นในฤดูฝนอาจไม่จาเปน หากฝนตกหนักเกนไปอาจตองระวังเรองน้าขัง ในฤดูแลงรดวัน

ละ 1 คร้งกเปนการเพยงพอ



อณหภูมและแสงแดด มความผันแปรตามฤดูกาล มผลอย่างยิ่งต่อลักษณะการ





เจรญเติบโตของไมสัก ในฤดูหนาวตั้งแต่เดือน ตุลาคม ถึง มนาคม อัตราการเจรญเติบโตของไมสัก












จะลดลง และหยุด เรยกว่า การงัน ในระยะน้ตนตอไมสักจะไม่ผลิตกงทจะใชปกชาได ถึงแมจะม ี
ิ่

ี่


ี่
การใหน้าเพื่อหยุดระยะการงัน ยอดทแตกออกมาจะเปนยอดเล็ก ๆ สั้น ๆ ไม่เหมาะสมต่อการปก


8











ชา แต่ในช่วงฤดูรอนและฤดูฝน ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึง เดือนกันยายน จะเปนช่วงทการ
ี่
ิ่



ี่


เจรญเติบโตของไมสัก ตนตอทชะงักงันอยู จะเจรญเติบโตอย่างรวดเรว พรอมทั้งผลิตกงท ี่


เหมาะสมต่อการปกชา


ี่




การเพิมคารบอนไดออกไซด ในสภาพแวดลอมทปลูกตนตอ จะช่วยเพิ่ม

ิ่


ปรมาณกงชา เพราะคารบอนไดออกไซดจะช่วยเพิ่มการสังเคราะหแสง ทาใหมอัตราการ







ี่
ิ่




เจรญเติบโตมากกว่าและการแตกกงแขนงไดมากกว่าดวย แต่จะไดผลเฉพาะกรณทปลูกในโรง



ี่
ี่
กระจกทปดสนิทและปรมาณคารบอนไดออกไซดขาดแคลน ในประเทศไทยทมสภาพอากาศรอน





และตนตอไมสักทปลูกทั้งหมดปลูกนอกเรอนกระจก และมคารบอนไดออกไซดอย่างเพียงพอต่อ


ี่




การสังเคราะหแสงอยู่แลว การเพิ่มคารบอนไดออกไซดไม่น่าจะช่วยใหอัตราการเจรญเติบโตและ




ิ่
การแตกกงแขนงเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ิ่


ี่
ิ่

แรธาตุอาหารในดิน มผลต่อการเจรญเติบโตของกง กงทเจรญเติบโตดีและ




อวบเกนไปมเปอรเซ็นตการแตกรากลดลง การศึกษาพบว่าการใส่ปุยชนิดต่าง ๆ ในช่วงฤดูกาล





ิ่

แรกของการผลิตกงของตนตอไมสัก ไม่ช่วยใหตนตอตายนอยลงหรอการผลิตกงไดเพิ่มขึ้น หรอกง



ิ่
ิ่

ปกชาแตกรากไดมากกว่าตนตอทไม่ใส่ปุยแต่อย่างใด

ี่












2. การท าใหตนแมกลบไปอยูในสภาพเยาววยและการปรบสภาพตนแมกอนตัด



ปกช ากิง



ิ่


ี่
ี่




ี่
อายุของตนแม่เปนปจจัยทส าคัญทสุดทมผลต่อการการแตกรากของกงปกชาไมสัก การ

ี่


ทจะทาการปกชาไมทออกรากยากเหล่าน้ใหไดผลจาเปนตองใชเทคนิคการลดอายุกงใหอ่อนลง ได ้

ิ่

ี่







ิ่


รวบรวมเทคนิคการลดอายุกงของไมต่าง ๆ ไว 6 วิธ คือ

1. โดยการตัดแม่ไมใหแตกหน่อใหม่



2. โดยการติดตาหรอเปลี่ยนยอด ซ ้ากันหลาย ๆ คร้ง



3. โดยการปกชาซ ้าหลาย ๆ คร้ง

ื่
4. โดยการสรางสวนขยายพันธุ และตัดแต่งกงเรอย ๆ


ิ่

ี่
ภาพท 2.1 การตัดแต่งกงกลาสักใหแตก

ิ่

ยอดอ่อนใหม่

9


















(a) (b)




ิ่


ภาพท 2.2 กลาไมสักในขวดเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อ (a) และ การตัดกงแก่ไมสักมาชาใหผลิต
ี่



ยอดอ่อน (b)


5. โดยการเพาะเลี้ยงเน้อเยอ
ื่




ิ่


ิ่
6. โดยการตัดกงหรอรากขนาดใหญมาชาใหผลิตยอดอ่อน เพื่อเกบกงอ่อนมาปกชาอกท ี





3. ชนดของเน้อไมทีเลอกมาช า



ิ่
ี่


ี่


ส าหรบไมสักนั้นอายุของกงหรอเน้อไมทแตกต่างกันเพียงไม่กสัปดาห มผลอย่างยิ่งต่อ


การแตกรากของกงปกชา เน้อไมทแก่เกนไปนาไปปกชาจะเกดแคลลัสและไม่แตกราก และการปก


ี่





ิ่




ชากลาไม ท่อนทอยูติดโคนตนทใบมสีเหลืองแลวและใบรวงแตกรากไม่ดีเมอเทยบกับส่วนยอด
ี่





ื่



ี่

แสดงว่าเน้อไมส่วนโคนน่าจะแกเกนไป



4. สายพันธมผลตอกิงปกช า








ในไมสักพบว่า สายพันธุมความแตกต่างกันอย่างมากในความสามารถของการแตกราก





ิ่



ี่
ี่
ี่

ของกงปกชา บางสายพันธุทแตกรากไดดี แตกรากไดถึง 100 เปอรเซ็นต ในขณะทสายพันธุทแตก
ี่




รากไดนอยทสุดเพยง 17 เปอรเซ็นตเท่านั้น



5. ฤดูกาลกบชวงการเจรญเติบโตของกิงปกช า



นอกจากอุณหภูมิและช่วงแสงต่อวันทเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละฤดูกาลแลว ปรมาณ


ี่
ิ่

น้าฝน ความช้นในดินและอากาศ มอิทธพลต่อความเปลี่ยนแปลงของกงปกชา อิทธพลของฤดูกาล






คือ การตอบสนองของกงชาต่อสภาพแวดลอมในช่วงต่าง ๆ ของป ในไมสักซึ่งเปนไมใบกวางผลัด







ิ่

10









ี่
ิ่


ิ่


ใบ การตัดชากงอ่อนทลดอายุในช่วงฤดูฝนมักออกรากไดดี การแตกรากไดดีของกงปกชาไมสัก



ในช่วงฤดูฝน มความสัมพันธกับฤดูกาลเจรญเติบโตของไมสักเอง










ปจจัยทีเกียวของกบการปฏิบัติตอกิงปกช า

เป้าหมายหลักของของการปฏิบัติต่อกงปกชา คือ ใหไดกงทมลักษณะสมบูรณ สด เมอ
ิ่


ื่
ี่
ิ่







ิ่

ปกชาลงในวัสดุเพาะชาจะมอัตราการแตกรากไดสูง การปฏิบัติต่อกงชา ทมผลต่อความสด ความ


ี่
ิ่



สมบูรณของกงปกชาไดแก ่

1. การคัดเลอกกิง


ิ่

กงปกชาทดีควรปราศจากไวรส แบคทเรย หรอเช้อราททาใหเกดโรคต่าง ๆ กงทมคุณภาพ



ี่





ิ่

ี่

ี่
ิ่

ี่

ิ่



ต ่าจะมผลต่อการแตกรากของกงปกชา การทจะผลิตกงใหมคุณภาพนั้นขึ้นอยูกับการจัดการสวน

ผลิตกงทดี
ี่
ิ่
2. เวลาในการตัดกิง



ิ่
ิ่
ิ่
เวลาในการตัดกงมผลต่อความสดของกงเปนอย่างยิ่ง เพราะเวลาในการตัดกงมความ

เกยวของกับอุณหภูมิ ความช้นในอากาศ และลม จึงควรพิจารณาเวลาทเหมาะสม ในตอนเชาตร ู่

ี่

ี่



อุณหภูมิจะต ่า ความช้นในอากาศสูง ลมพัดอ่อน ๆ กงทถูกตัดจากล าตน จะรกษาความสดไวได ้
ี่
ิ่



ิ่
ี่
ี่

นาน ในตอนบ่ายอากาศจะรอนจัด ความช้นในอากาศลดลง ลมพัดแรงกงทตัดจะเหยวเฉาอย่าง


ิ่
ื่

ิ่

ี่

รวดเรว เมอตัดกงอาจตองพ่นหมอก ในวันทอากาศมีความช้นสูง คร้มฝนไม่มแดด การตัดกงทาได ้

ิ่
ทั้งวันโดยทกงไม่เหยว
ี่
ี่


3. การดูแลกิงปกช าหลงการตัด

ิ่

ิ่





กงปกชาไมสักจะมลักษณะเปนกงอ่อน ใบค่อนขางบอบบางช้าง่าย ควรจับอย่างเบามอ




ิ่
เมอตัดแลวควรมีภาชนะใส่ การใหน้าในช่วงเวลาททาการตัดแต่งกง หากพบว่ามกงเหยว ควรให ้


ี่
ิ่
ี่
ื่




น้าดวยการพ่นหมอก หรอจุ่มน้า แต่การแช่น้าจะทาใหเซลลเต่งเกนไปและเน่าง่าย








4. ชวงเวลาจากการตัดกิงถึงเวลาตัดช า

ิ่

ช่วงเวลาจากการตัดกงถึงเวลาตัดชามผลโดยตรงต่อความเหยวแหงและเน่าเสียของกง
ี่
ิ่


ถาจากัดเวลาช่วงน้ใหสั้นทสุดจะมผลดีทสุดต่อกงปกชา



ี่
ี่

ิ่

11










5. การขนสง

ิ่
ิ่


หากสวนผลิตกงอยูไกลจากแปลงปกชา เทคนิคการขนส่งจะกระทบกระเทอนส่งผลใหกง



ปกชาบอบช้า การขนส่งทรวดเรวทสุดและบรรจุหบห่อททาใหสูญเสียความช้นในกงนอยทสุดและ


ี่

ี่

ี่



ิ่
ี่



ี่
กงช้านอยทสุด จะปลอดภัยทสุดส าหรบกงปกชา
ิ่
ี่
ิ่




6. การตัดแตงกิง


ิ่
ี่

การตัดแต่งกง จะตองค านึงถึงอุปกรณทสะอาด คม และลักษณะการตัดแต่งกง เช่น
ิ่

ิ่


การเหลือใบ จะมีผลต่อการแตกรากของกงปกชา

7. การใชสารควบคมการเจรญเติบโต




สารเรงการเจรญเติบโตของพืช คือ ฮอรโมนนั่นเอง มทั้งฮอรโมนสังเคราะหและฮอรโมน






ี่

ทผลิตเองในพืช โดยเฉพาะบรเวณปลายยอด การเคลื่อนทของฮอรโมนจะเคลื่อนจากปลายยอดสู ่
ี่

ี่
ี่

โคนตน ฮอรโมนสังเคราะหซึ่งใส่ทโคนกจะเคลื่อนทในทิศทางตรงกันขาม





ิ่
ส าหรบไมสัก ฮอรโมน IBA IAA และ NAAช่วยในการเรงรากของกงปกชาทผ่านการลด



ี่



ี่

ิ่
อายุกงใหติดรากไดดีขึ้น แต่กงอ่อนทไดจากกลาอ่อนจากการเพาะเมล็ดไม่จาเปนตองใชฮอรโมน
ิ่






เลย
ิ่





อิทธพลของฮอรโมนตอกิงปกช า อิทธพลของออกซินต่อกงปกชามีดังน้ ี




1. ทาใหกงปกชาออกรากเรวขึ้น





ิ่
2. กระตุนใหเกดจานวนรากมากขึ้น






ี่


3. เพิ่มบรเวณทจะเกดรากมากขึ้นทาใหระบบรากแข็งแรง


ี่
4. ช่วยใหพืชทเกดรากไดยากบางชนิด ใหแตกรากไดง่ายขึ้น




ี่

5. บางคร้งเปลี่ยนชนิดรากทเกดขึ้น เปนรากทแข็งแรงขึ้น

ี่
วิธการใสฮอรโมน





ิ่




1. การใชกจุมโคนกงลงในฮอรโมนทละลายในแอลกอฮอลตามความเขมขน ปกติจะ
ี่








ใชแอลกอฮอล 50% ในน้าเปนตัวทาละลาย ประมาณ 5 วินาท และยกขึ้นปล่อยใหแอลกอฮอล ์




ระเหยก่อนปกชา วิธน้มักจะใหผลดีทสุดส าหรบการเพาะชาเปนการคา เช่น ไมประดับ ขอดีคือ ร ้ ู





ี่


12












ิ่



ี่

ี่
ิ่


ปรมาณ ออกซินทแน่นอนทเขาสูกงปกชา รากมักจะออกสูงขึ้นจากโคนกง ขอเสียของวิธจุมกคือ


ี่

หากใชเทคนิคการจุมไปปกชาไป ระหว่างการใชแอลกอฮอลทใชเปนตัวทาละลายมักระเหยเรว ทา















ื่
ใหฮอรโมนเขมขนขึ้นเรอย ๆ ทาใหความเขมขนของฮอรโมนเปลี่ยนไป วิธแกไขกคือเวลาใชใหเท









ปรมาณนอยและปดฝาส่วนทเหลือไว ้

ี่




2. ใชฮอรโมนผง ซื้อฮอรโมนผงส าเรจรป ทมขายตามทองตลาด เช่น เซราดิกซ ์



ี่






ี่




(Seradix) ไมสักเปนไมยืนตนจะใชเบอร 3 ทมความเขมขนประมาณ 8 % วิธการใชฮอรโมนผงก ็


ิ่






โดยชุบโคนกง แลวเคาะเบา ๆ ใหส่วนเกนรวงไปแลวปกชาทันท สะดวกใชในกรณการทดลอง







เบื้องตน ไม่มเครองชั่งละเอยด ๆ คนงานยังไม่ชานาญการผสมฮอรโมน ขอเสียของวิธผง คือ



ื่



ิ่





มักจะเกดการพอกของผงฮอรโมนบรเวณโคนกง ทาใหไดฮอรโมนมากเกน ซึ่งบางคร้งมผลยับยั้ง






การเกดราก วิธการแกไขกคือ แบ่งฮอรโมนเท่าทจะใชใส่ภาชนะเล็กๆ แลวเติมน้าลงไปเล็กนอย





ี่



ิ่
ลองจุมกงปกชาดูใหฮอรโมนเคลือบโคนกงบางๆกใชได ขอเสียอกอย่างหนึ่งกคือผงฮอรโมนม ี


ิ่










โอกาสสูญเสียประสิทธภาพ ควรเกบในทแหงและในตูเย็น


ี่

ิ่



ี่
3. ละลายออกซินในน้า และแช่โคนกงนาน 4-12 ชั่วโมง เปนวิธทใชส าหรบบางชนิดท ี่








ไม่ทนต่อแอลกอฮอล ขอเสียของวิธแช่ในน้า ถาจะทาเปนจานวนมากจะไม่สะดวก และเสีย





เวลานาน บางคร้งใบอาจเหยวเสียก่อนและเซลลเต่งได โดยเฉพาะไมสักถาแช่น้าไวนานๆจะพบว่า



ี่



ยอดจะบอบช้ามาก ไม่สด และเน่าง่าย

ความเขมขนของฮอรโมนทีใช ความเขมขนทแนะนาคือ 2.6 – 5.0 g/l หรอ 2,500 –

ี่








5,000 ppm หรอใช IBA และ NAA ครงต่อครง อย่างไรกตามตองทดลองดูในพืชแต่ละชนิด ความ
ึ่

ึ่



ี่



เขมขนทมากเกนไปอาจยับยั้งการเกดราก




ี่
การเก็บฮอรโมนเพื่อใหฮอรโมนมอายุการใชงานนานขึ้น ควรเกบในตูเย็น ทแหงและ








เย็น ฮอรโมนบรสุทธ์สามารถเกบไดนานหลายป และถาเปนผงจะเกบไดประมาณ 1 ปี ในเขต

















อากาศรอนช้นเมื่อนาออกจากตูเย็นควรทิ้งไวใหอุนขึ้น 30 นาท เพื่อป้องกันไม่ใหฮอรโมนเปยก
8. การใชยากันเช้อรา



มรายงานว่าการใชยากันเช้อราบางชนิดนอกจากช่วยป้องกันการเกดเช้อราทจะเปน


ี่



ตัวนาเช้อโรคสู่กงปกชาแลว ยากันเช้อรายังช่วยป้องกันรากทเกดขึ้นใหม่ไม่ใหติดเช้อรา และเพิ่ม




ี่





ิ่


เปอรเซ็นตการรอดตายของกงปกชา


ิ่

13









9. การกรดโคนกิง

ิ่

ี่
ี่

การกรดโคนกง ช่วยเพิ่มพื้นทดูดซับฮอรโมนและดูดน้าไดมากกว่า และพื้นทในการแตก





ี่


ิ่




รากไดมากขึ้น ส าหรบชนิดทแตกรากไดดีอยูแลว การกรดโคนกงอาจไม่จาเปน เพราะตองเสียเวลา


ิ่


และถากงอ่อนการกรดโคนจะทาใหเน้อเยอช้า

ื่


ปจจัยทีเกียวกับสภาพแวดลอมระหวางการออกราก




1. ความชื้น




ิ่


ี่



ความช้นทมผลต่อการแตกรากของกงปกชามอยู 3 แหล่งคือ ความช้นในวัสดุปกชา
ความช้นในกงปกชา และความช้นในอากาศ ความช้นทั้ง 3 แหล่งมความสัมพันธและต่อเนองกัน



ื่



ิ่

และมผลกระทบต่อความสดของกงปกชา การมใบติดกงปกชาสามารถกระตุนการออกรากและ


ิ่





ิ่
ี่




ิ่




การเจรญเติบโตของกงปกชาได แต่ใบมหนาทอกอย่างหนึ่งคือ การคายน้า เปนสาเหตุของการ


สูญเสียน้าในกงปกชา ทาใหใบเหยวและตายไดหากไม่มการดูดน้าเขามาแทนท อัตราการคายน้า





ิ่

ี่

ี่





ของใบขึ้นอยูกับความแตกต่างของความช้นในอากาศรอบใบและความช้นภายในปากใบ ปกติแลว




ี่






ภายในปากใบจะมความช้นสูงเกอบ100 % เพื่อใหเกดการคายน้าจากใบนอยทสุด ตองรกษา

ี่


ิ่





บรรยากาศบรเวณรอบใบหรอกงปกชาใหมความช้นสัมพัทธสูงทสุด เพื่อลดการคายน้า อย่างไรก ็

ี่
ิ่




ตามน้าทคายออกทางใบจะถูกชดเชยจากน้าในวัสดุปกชาดูดขึ้นมาทางโคนกงดวยแรงดึงดูดของ






ื่
ิ่


ิ่
โมเลกุลน้าในกง เมอใบคายน้าออกไม่มากกงกจะรกษาความสดอยู่ไดปรมาณความช้นในวัสดุปก

ชาควรมความสมดุลยกับความช้นในอากาศ น้าในวัสดุปกชาทมากเกนไป จะลดปรมาณอากาศใน









ี่


ิ่
วัสดุชา และเปนสาเหตุของโรคและการเน่าของโคนกงได ้




(a) (b)
ี่



ภาพท 2.3 การควบคุมความช้นและอุณหภูมิในแปลงปกชาโดยการฉดน้ารอบแปลงเพาะ







(a) ใหผลดีกว่าการพ่นน้าลงแปลงโดยตรง (b) ซึ่งทาใหวัสดุแฉะเกนไปเปนสาเหตุของการเน่า

14








2. อณหภูม ิ


ิ่





อุณหภูมิทั้งในวัสดุชา และในอากาศโดยรอบกงปกชาลวนมอิทธพลต่อการแตกรากของ

ิ่



ี่

กงปกชา ในวัสดุชาทเปนของแข็งโดยทั่วไป อุณหภูมิจะไม่มความเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะ


ในประเทศในเขตรอน เช่น ประเทศไทย อุณหภูมิในวัสดุชาจะไม่ค่อยก่อใหเกดความกังวลมากนัก









ิ่
แต่อุณหภูมิในอากาศจะมความเปลี่ยนแปลงมากกว่า และมผลต่อความมชวิตของกงปกชา


ิ่
อุณหภูมิทเพิ่มสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส มผลทาใหกงปกชาไมสักเหยวและตาย



ี่
ี่

3. แสง
ิ่

ี่





แสงเปนปจจัยทมส่วนในการเจรญเติบโตของกงชาและสรางราก ทั้งความเขมแสงและ


ิ่





ความยาวช่วงแสง อาจมีผลต่อการแตกรากของกงปกชาในไมหลายชนิด แต่ส าหรบไมสักแลวยังไม่

ื่
มการทดลองในรายละเอยดเกยวกับเรองน้ อย่างไรกตาม ในการปกชาทผ่านมา แปลงปกชาไมสัก





ี่


ี่





จะถูกพรางแสงดวยพลาสติกพรางแสง 50% 2 ชั้น โดยรอบเรอนเพาะชา โดยมวัตถุประสงคหลัก



เพื่อลดอุณหภูมิ นอกจากแสงจะถูกพรางดวยพลาสติกพรางแสงแลว ยังมพลาสติกใสส าหรบทา



ี่


ี่


ื่
กระโจม ทจะมส่วนในการพรางแสงอกชั้นหนึ่ง เมอใชไปนาน ๆ สีจะขุ่นมัวลง ดวยระดับแสงทถูก





ี่

ื่
ิ่



พรางดังกล่าว กงปกชาไมสักกแตกรากไดดี เนองดวยฤดูกาลทปกชาไมสักใหผลดีเปนช่วงฤดูฝน


ซึ่งช่วงฤดูน้ในประเทศไทยจะมีความยาวแสงต่อวันประมาณ 12 ชั่วโมง

4. วัสดุปกช า

ี่


วัสดุปกชาทเหมาะสมต่อการปกชา ควรมีความพรนสูง อุมน้าไดดี ในขณะเดียวกันก ็









ิ่

ระบายน้าไดดีดวย ขอส าคัญควรปลอดภัยจากโรค หนาทของวัสดุปกชา คือ ยึดกงปกชาใหอยู่กับ
ี่






ิ่


ี่






ทช่วงการออกราก ใหความช้นแก่กงชา ใหอากาศแลกเปลี่ยนบรเวณโคนกงชา ใหสภาพมดหรอ

ิ่

ทึบ ลดการผ่านของแสงบรเวณโคนกง วัสดุปกชาจะมผลต่อการเน่าเสียของกงปกชา และมส่วน




ิ่
ิ่



ี่
ี่
เกยวของกับคุณภาพของระบบรากทแตกออกมา

15












ดน

bo



แกลบเผา ,มเดย


(a) (b)






ภาพท 2.4 ฆ่าเช้อวัสดุปกชาโดยการตากแดดกลางวันสลับการรดน้าตอนเย็น 3 วัน (a)
ี่


วัสดุทใชปกชา (b)
ี่

5. การดูแล


ี่


เปนเรองของการควบคุมสภาพแวดลอมทมอิทธพลต่อการแตกรากของกงปกชา ใหม ี

ื่
ิ่


ิ่

ความเหมาะสมอยูเสมอ และดูแลกงปกชาใหอยูในสภาพปกติ





บทที 3


การจัดการสวนผลิตกิงไมสก

ค าน า


ิ่
ี่

ื่

ิ่


เมอทราบว่าปจจัยหลักอย่างหนึ่งทมผลต่อการแตกรากของกงปกชา กคือสภาพของกง
ิ่






ี่


ี่




ปกชาเอง การจะไดมาซึ่งกงปกชาทมความเหมาะสมต่อการปกชานั้น จาเปนทจะตองมการ


ี่
ิ่


จัดการตนตอทถูกตองจึงจะผลิตกงลักษณะดังกล่าวออกมาได ้ ในการทจะผลิตกลาปกชาจานวน

ี่


ิ่
ิ่




ี่
มาก จานวนตนตอกตองเพิ่มมากขึ้นเปนสวนผลิตกง การจัดการสวนผลิตกงทเหมาะสมจะเปน

ี่



หัวใจหลักในการผลิตกลาจากการปกชาทจะใชในการปลูกปาขนาดใหญ ่ หรอกล่าวอกนัยหนึ่งก ็











คือ ความเปนไปไดของการปลูกสรางสวนปาไมสักขนาดใหญโดยใชกลาจากการปกชานั้นขึ้นอยู ่



ิ่
กับการจัดการสวนผลิตกงทดีนั่นเอง
ี่









อย่างไรกตามในการปลูกสรางสวนปาขนาดใหญจาเปนตองใชกลาไมจานวนมาก การ




ี่


จะใชเทคนิคการปกชาจะตองใชกงพันธุจานวนมาก จาเปนทจะตองมีการวางแผนและการจัดการ




ิ่







ี่

สวนผลิตกงทดี จึงจะทาใหเกดความเปนไปไดในการทใชวิธการขยายพันธุดวยการปกชา การ
ิ่

ี่






ิ่









จัดการสวนผลิตกงปกชาของไมชนิดใดใหประสบผลส าเรจจาเปนจะตองมีความรความเขาใจใน

ิ่
ลักษณะเฉพาะตัวของไมชนิดนั้นก่อน จึงจะวางแผนและจัดการสวนผลิตกงของไมชนิดนั้นให ้





เปนไปอย่างเหมาะสมได ้ เพื่อใหตนตอผลิตกงปกชาทนามาปกชาใหแตกรากไดดีจานวนมาก



ี่
ิ่




อย่างต่อเนองและยาวนาน
ื่



เปาหมายของการจัดการสวนผลิตกิงไมสก

1. เพื่อปรบสภาพกงใหมความเหมาะสมต่อการปกชา กงทมความเหมาะสมต่อการปก


ี่


ิ่

ิ่




ิ่

ี่

ชาตองเปนกงอ่อน หรอกงทผ่านการลดอายุใหอ่อนลง

ิ่
ิ่



2. เพื่อเพิ่มจานวนกงปกชาใหมจานวนมาก โดยการเพิ่มจานวนตนตอ หรอจานวนกง

ิ่






ต่อตนตอ หรอจานวนรอบในการเกบกงต่อป ี



ิ่


3. รกษาตนตอใหผลิตกงไดนานทสุดโดยทไม่ตาย
ี่


ิ่
ี่


17














ปญหาส าคัญทีจะตองมการจัดการสวนผลตกิงไมสก

ิ่

ิ่

1. กงจากตนเดียวกันไม่สามารถเปนกงปกชาทดีไดเท่ากันทุกกง เมอตอนเปนกลาไม จะ
ิ่
ื่




ี่









แตกรากไดง่าย แต่เมอเปนไมหนุ่มหรอไมแกจะแตกรากไดยาก
ื่

ื่
ิ่
2. กงไม่เหมาะสม เมอทาการปกชาจากกง ตนกลาทไดอาจไม่แสดงลักษณะการ

ิ่



ี่



เจรญเติบโตตามปกติ เช่นเอยงไปตามแนวระนาบ
ิ่

ิ่
ี่
3. กงปกชาไมสักจะแตกรากไดดีในกงทยอดกาลังเจรญเติบโตปานกลาง (ไม่ใช่ยอดท ี่









ี่



กาลังพุงหรอยอดทใกลจะหยุดการเจรญเติบโต) ส าหรบไมสักยอดทอวบเกนไปจะ

ี่
แตกรากไดนอยลง






ิ่

4. ในระยะเรมตนโครงการ ตนตอจะมจานวนจากัด การเพิ่มจานวนตนตอใหมากขึ้นเพื่อ





การผลิตกงเปนส่วนหนึ่งของการจัดการสวนผลิตกงใหสามารถผลิตกลาปกชาได ้
ิ่



ิ่
เพียงพอต่อความตองการ





5. ตนตอหนึ่งๆ จะผลิตกงปกชาไดจานวนนอย


ิ่


6. เกบเกยวผลผลิตไดนอยคร้งต่อป ี

ี่



ิ่

ี่
7. ตนตอหยุดแตกกง เมอเกบเกยวผลผลิตกงไปไดระยะหนึ่ง ตนตอทปลูกเรมแก่และ
ี่

ิ่
ื่
ิ่
ผลิตกงไม่ดี
ิ่

8. เกดการตายของตนตอทผ่านการเกบกงไประยะหนึ่ง หรอหลังการตัดแต่งกง


ี่
ิ่

ิ่





การด าเนนการจัดการสวนผลิตกิงไมสกเพือการปกช า


ื่


ิ่
ี่

สิ่งทจะกล่าวถึงในเรองการดาเนินการจัดการสวนผลิตกงเพอการปกชา มดังน้ ี
ื่
ิ่


1. รปแบบของวัสดุพันธุกรรมเรมตน
ิ่


2. การขยายพันธุเพื่อการปลูกสรางสวนผลิตกง
3. วิธการปลูกตนตอในสวนผลิตกง


ิ่
4. การดูแลสวนผลิตกง
ิ่

ี่

5. การทาใหกงมีลักษณะทเหมาะสมต่อการปกชา


ิ่
ิ่

6. วิธการเพิ่มจานวนกงต่อตนตอ



18






1. รูปแบบของวสดพันธกรรม (Genetic Materials) เรมตน







ิ่


ี่
ิ่






วัสดุพันธุกรรมเรมตนทจะใชในการจัดสรางสวนผลิตกงปกชาไมสักอาจจาแนกไดเปน 2



รปแบบคือ เมล็ด และตาจากแม่ไมพันธุดี
วัสดุพันธกรรมเรมตนทีเปนเมล็ด







1. กรณทเมล็ดเปนวัสดุพันธุกรรมเพียงรปแบบเดียวทมอยู เช่นในต่างประเทศท ี่


ี่
ี่





ิ่


ไม่ใช่ถนกาเนิดไมสัก และไม่เคยปลูกไมสักมาก่อน การมีเมล็ดจานวนจากัดอาจตองเพิ่มจานวน


กลาไมดวยการปกชา











ี่

2. มจานวนเมล็ดพันธุตามลักษณะทตองการอยูจานวนจากัด โดยเฉพาะเมล็ด
ี่

ี่




ี่
พันธุดีทไดจากการผสมพันธุจากตนพ่อตนแม่ทใหลูกไมลักษณะดี หรอจากแหล่งทดี ซึ่งส่วนใหญ ่





จะมจานวนนอยและไม่เพียงพอต่อความตองการในการปลูกสรางสวนปา หรอการปลูกทดสอบ








การปกชาจะช่วยเพิ่มจานวนกลาไดอย่างมีประสิทธภาพ






ี่
ี่





3. ขาดแคลนเมล็ดในปทมผลผลิตเมล็ดนอย กจัดสรางสวนผลิตกงทเปนกลาไมท ี่
ิ่
ี่





เพาะจากเมล็ด เพื่อเพิ่มจานวนกลาไมทมอยู่ใหมากขึ้นโดยนากงทไดไปตัดปกชา แต่ในกรณของ

ิ่


ี่


ี่




เมล็ดทั่วไปทไม่ไดผ่านการปรบปรงพันธุมาก่อนหากเมล็ดมีจานวนมากเพียงพอ ควรผลิตกลาไม ้




จากการเพาะเมล็ดจะประหยัดค่าใชจ่ายไดมากกว่า เพราะการปกชาหรอการขยายพันธุแบบไม่





อาศัยเพศวิธอนๆ กตาม จะไม่ใช่การปรบปรงพันธุไมใหดีขึ้น เพียงเปนการเพิ่มจานวนกลาไมเท่าท ี่





ื่












มอยูใหมจานวนมากขึ้นเท่านั้นเอง โดยมลักษณะทางพันธุกรรมเท่าทมอยูเดิม
ี่


ิ่



ขอดีของการใชเมล็ดเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน
ี่


1. จัดสรางไดง่ายทสุด
ี่
ิ่
2. ผลิตกงทมลักษณะอ่อนปกชาไดดี โดยไม่ตองทาการลดอายุกง




ิ่


ี่



3. ความผันแปรทางพันธุในเมล็ดมโอกาสไดสายพันธุใหม่ทดีกว่าเดิม


4. เพิ่มจานวนกลาไมจากเมล็ดทมจานวนจากัดไดรวดเรว





ี่






5. ใชแกปญหาจานวนกลาไมไม่พอ




ขอเสียของการใชเมล็ดเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน


ิ่
ี่
1. หากเมล็ดไม่ใช่เมล็ดลูกผสมพันธุดีอาจจะทาใหไดตนกลาทมลักษณะไม่ดีเกดขึ้นได ้








19







2. มความผันแปรทางพันธุกรรม


ื่

3. เนองจากกลาไมทใชยังมขนาดเล็กไม่สามารถบอกไดว่าเมอโตขึ้นจะมคุณลักษณะ

ี่


ื่

อย่างไร

4. เมอใชเปนตนตอไปไดระยะหนึ่งจะลดความสามารถในการแตกราก



ื่

วัสดุพันธกรรมเรมตนทีเปนตาจากตนแมไม











ี่
ิ่


ิ่
เหตุผลทเลือกใชตาเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตนในการจัดสรางสวนผลิตกงไมสักนั้น มดังน้ ี




ี่

1. จะไดกลาทมลักษณะเหมือนตนแม่ทุกประการ
ี่




2. การเกบตามาขยายพันธุจะไม่ก่อใหเกดความเสียหายทเปนอันตรายกับแม่ไม ้






ี่


3. ตาเปนชิ้นส่วนทขยายพันธุไดง่ายดวยการติดตา ใหเปอรเซ็นตความส าเรจมาก

ี่
ทสุด

ิ่

ขอดีของการใชตาเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน






ี่

1. สามารถเกบตาจากตนแม่ไมทแสดงลักษณะทตองการมาขยายพันธุต่อได ้

ี่


2. การขยายพันธุจากตาเปนการขยายพันธุแบบไม่อาศัยเพศ ซึ่งจะถ่ายทอดลักษณะทาง


พันธุกรรมของตนแม่ทุกประการ




ี่

3. เมอทาการติดตาบนตนอ่อน สามารถผลิตกงทปกชาใหแตกรากไดง่าย

ิ่
ื่

ขอเสียของการใชตาเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน


ิ่

ี่

1. ไม่มโอกาสทจะไดสายพันธุใหม่ทดีขึ้น


ี่
2. มลักษณะแกตองใชเทคนิคการลดอายุจึงจะปกชาใหแตกรากได ้







3. จานวนเรมตนในสวนผลิตกงจะนอย

ิ่


ิ่




2. การขยายพันธเพือการปลูกสรางสวนผลตกิง







ิ่


ี่
เทคนิคการขยายพันธุทจะนามาปลูกสรางสวนผลิตกงปกชา มทั้งหมด 4 วิธ ขึ้นอยูกับ



ี่


ิ่
ี่
วัสดุพันธุกรรมเรมตนทมอยู และทั้ง 4 วิธจะผลิตกงปกชาทมความเหมาะสมต่อการแตกราก


ิ่

ต่างกัน
ี่


ิ่





เทคนคการขยายพันธดวยการเพาะเมล็ด ใชกับวัสดุพันธุกรรมเรมตนทเปนเมล็ด

20











ี่

การด าเนนการเพาะเมล็ดสก เมล็ดสักทเกบคางปจะมีเปอรเซ็นตการงอกลดลง



ดังนั้นการเพาะควรด าเนินการทันทในปทไดเมล็ดมา โดยทั่วไปฤดูทเหมาะสมต่อการเพาะเมล็ดไม ้
ี่

ี่

สักกคือเดือนเมษายน-พฤษภาคม โดยเพาะลงแปลงทเตรยมดวยการยกรองเหมอนการเพาะเพื่อ
ี่







ื่




ิ่

ผลิตเหงาโดยทั่วไปหรอเพาะลงถุงกได เมอเมล็ดงอกเปนตนกลา สามารถเกบกงปกชาไดตั้งแต่




กลาไมมอายุ 1 เดือน ไปจนสิ้นสุดฤดูการปกชาในปนั้น แต่ความสามารถในการแตกรากของกงปก



ิ่





ชาจะลดลงตามอายุของตนตอ การปลูกลงถุงซึ่งจากัดรากของตนตอจะช่วยยืดอายุของตนตอใน




การผลิตกงทแตกรากดี
ี่
ิ่




เทคนคการขยายพันธดวยการติดตา


ี่

ิ่

ี่

ใชกับวัสดุพันธุกรรมเรมตนทเปนตา ตาทเกบจากแม่ไมสักทผ่านการคัดเลือก หรอแม่ไม ้
ี่




ในสวนรวมพันธุจะถูกนามาลดอายุดวยการติดตาตามขั้นตอนดังน้ ี



ี่
การเตรยมตนตอเพือใชในการติดตา ตนตอทจะใชส าหรบติดตานั้นจะตอง











ี่

ี่
เปนเหงาสักอายุไม่ต ่ากว่า 1 ปี แต่ไม่ควรจะเกน 3 ปี เหงาทใชตองมขนาดใหญพอทจะทาบแผ่น






ตาลงบนแผลทเฉอนบนเหงาได หรอมเสนผ่าศูนยกลางทคอรากตั้งแต่ 1.5 เซนติเมตรขึ้นไป การ
ี่
ี่



ี่



ื่


เตรยมการณในเรองน้จึงตองเรมอย่างนอย 1 ปี ก่อนทจะทาการปกชา โดยทาการเพาะเหงาสัก



ิ่


เตรยมเปนตนตอไวก่อน เหงาทจะใชติดตาหลังจากขุดไม่ควรจะเกบไวนานมากเกนหนึ่งสัปดาห ์




ี่





การเกบสามารถเกบโดยหมกไวในทรายช้นและควรอยูในทรม

ี่






การสรางโรงเรอนทีจะใชเล้ยงกลาติดตา ลักษณะโครงสรางโรงเรอนททาการ
ี่

















ติดตานั้น ไม่มความจาเปนจะตองสรางถาวรมากนักกได เพราะใชในระยะสั้นเพื่อใหตาติดกับเหงา





ไดดีเท่านั้น โรงเรอนใชเสาไมมระยะห่างประมาณ 5 เมตร หลังคาสูง 1.8-2.0 เมตร โครงหลังคา


ี่






จะใชไมไผ่หรอไมขนาดเล็กได หลังจากทกลาติดตาตั้งตัวไดประมาณ 1 เดือน ตองเปดหลังคาออก




ิ่
ใหหมด เพื่อใหตนตอไดรบแสงเต็มท สิ่งทควรหลีกเลี่ยงส าหรบสวนผลิตกงปกชาไมสักกคือ รมเงา








ี่
ี่

ไม่ว่าจะเปนรมเงาของตนไมใหญหรอรมเงาของอาคารเพราะจะทาใหตนตออ่อนแอ และตายได












ี่


ี่
สิ่งทตองค านึงถึงเกยวกับการสรางเรอนเพาะชาอกอย่างหนึ่งกคือพื้นทควร


ี่




ี่



หลีกเลี่ยงททมน้าท่วมถึง และหากพื้นของเรอนเพาะไม่ไดเปนคอนกรตตองปรบดินใหเรยบอย่าให ้



ี่


มแอ่งน้าขัง เพราะไมสักมความอ่อนแอต่อภาวะน้าขังมาก การระบายน้าของพื้นเรอนเพาะชาอาจ









ปรบใหพื้นมีความลาดเทเล็กนอยเพื่อใหน้าระบายไปดานใดดานหนึ่ง





21







1. การเตรยมถุงเพาะชา ก่อนทจะทาการติดตาสิ่งทจะตองเตรยมไวใหพรอมคือ ถุงเพาะ

ี่



ี่





ชาทกรอกวัสดุเพาะชาไวพรอมแลว ถามคนงานมากจะเตรยมไปพรอม ๆ กับการติดตากได ้ การ








ี่


กรอกวัสดุเพาะชาทิ้งไวนาน ๆ ไม่ดี เพราะดินจะแน่นและมวัชพืชงอกก่อน



ี่







2. วัสดุอุปกรณทตองเตรยมไดแก่ คัตเตอร ใบมดคัตเตอร เชอกฟาง ถุงพลาสติกใส


ขนาด 2X6 นิ้ว ยาง มดโต และ ป้าย


เทคนคการติดตา เดือนมนาคมจะเปนฤดูกาลในการติดตาไมสัก เพราะเปนช่วง








ทใบสักรวงหมดและตาใหม่จะเรมผลิ ทาใหเปอรเซ็นตการติดตามความส าเรจสูงเพราะตาอยูใน


ี่

ิ่
ี่



ี่

ระยะแบ่งตัวพรอมทจะผลิยอดใหม่ ขั้นตอนการติดตาไมสักในปจจุบันใชการติดตาแบบโล่หทให ้

ความส าเรจสูงกว่าการติดตาแบบเสียบ เทคนิคการติดตาแบบโล่ของไมสักแบ่งเปน 3 ขั้นตอนคือ







1. การแต่งเหงา ตัดแต่งโดยลิดรากแขนงออก ดานบนเหลือส่วนของล าตนไวมากกว่า
การแต่งเหงาโดยทั่วไป เฉอนเปลือกของตนตอทบรเวณเหนอคอรากประมาณ 5 เซนติเมตร



ี่



ออกเปนแผ่นใหรอยแผลมความยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตรเพอนาแผ่นตามาติด



ื่



2. การเตรยมแผ่นตา เกบปลายกงตัดมาเปนท่อน ๆ ยาวประมาณ 2 ฟุต สังเกตใหมตา


ิ่


ิ่



ี่
ิ่
ทเรมผลิติดอยู ตาทเรมผลิน้จะเหมาะสมต่อการติดตา ส่วนใหญแลวตาไมสักจะเรมผลิในเดือน
ิ่
ี่
ี่



กุมภาพันธและแตกเต็มทในเดือนเมษายน ทั้งน้ขึ้นอยูกับสภาพภูมิอากาศในแต่ละทองททแตกต่าง

ี่
ี่

22







ี่





กันจากภาคใตถึงภาคเหนอดวย ในช่วงเดือนดังกล่าวเปนช่วงเวลาทเหมาะสมต่อการเกบตามาติด


ิ่

ี่
ี่

แต่ถากงตาทเกบมาจากแม่ไมยังไม่เรมผลิกสามารถทจะเกบไวได โดยหมกไวในทรายเปยก แกลบ


ิ่




ช้น หรอฟางช้นเพื่อกระตุนใหตาผลิ โดยทกงไม่แหงตายและสามารถเกบไดเปนแรมเดือน หมั่น
ิ่






ี่



ตรวจเชคว่ามีตาผลิแลวกนาออกมาติด ตาทยังไม่ผลิกหมกไวใหม่




ี่





3. การติดตาไมสักทาไดง่ายโดยเฉอนเปลือกกงพันธุ เปนแผ่นขนาดยาวประมาณ 3-5

ิ่











เซนติเมตรใหมส่วนของตาติดอยูดวย ถามีส่วนของเน้อไมติดมาดวยใหแกะออก จากนั้นนาไปทาบ


ี่





บนรอยแผลของตนตอทเตรยมไว จัดแนวเน้อเยื่อเจรญใตเปลือกของตนตอและแผ่นตาใหตรงกัน










พันแผ่นตาและตนตอดวยเชอกฟางใหแน่น เวนตาใหเปดไว ใชถุงพลาสติกใสขนาด 3X6


เซนติเมตรครอบตาไวเพื่อเกบความช้นและกันน้าเขาตา และกันไม่ใหตาแหง รดดวยยางทปากถุง



ี่




4. หลังจากนั้นนากลาติดตาลงถุงเลี้ยงในเรอนเพาะชา






การดูแลตนตอในระยะเรมแรก เรอนเพาะชาจะตองทาการพรางแสง เพื่อให ้








ตาติดกับตนตอสนิทนอกจากการใหน้าทุกๆวันแลว ในระยะ 2-4 สัปดาหหลังการติดตาตองหมั่น




ตรวจดูตาทติดไวและอยูในถุงครอบหากพบว่ามการพัฒนาและแตกเปนยอดขนาดประมาณ 1



ี่

เซนติเมตรใหแกะถุงพลาสติกออกได้ ถา

ี่


ทิ้งไวตาจะเน่าเพราะไอน้าทคายออกมา


จะขังอยู่ในถุง นอกจากน้ตองคอยสังเกต


ี่

ตาทแตกจากตนตอถาพบใหลิดออกทิ้ง
ี่

ทันท หลังจากทตนกลาติดตาเจรญได ้




ระยะหนึ่งควรเปดหลังคาโรงเรอนออก




ี่
เพื่อใหตนตอไดรบแสงแดดเต็มท ยอดท ี่


23











เกดจากตาชุดแรกน้พบว่าปกชาไม่แตกราก ดังนั้นเมื่อกลาติดตาอายุประมาณสามเดือนทาการตัด



ี่


ื่
ยอดเพอกระตุนใหเกดยอดใหม่ทจะใชในการตัดปกชาต่อไป





ขอดีของการขยายพันธุดวยการติดตา


1. การขยายพันธุดวยการติดตาทาไดง่ายกว่า





ื่

การขยายพันธุดวยวิธอนๆ

ิ่
2. เทคนิคการติดตาทาใหอายุกงอ่อนลงและ





ปกชาใหเกดรากไดดี




ขอเสียของการขยายพันธุดวยการติดตา



1. ผลิตตนตอไดจานวนนอยกว่าวิธอน คืออย่างมากทสุด 1 ตาต่อ 1 ตนตอ ตนแม่ไม 1 ตน
ี่


ื่







มตาทจะนามาติดไดแต่ละคร้งไม่มากนัก
ี่




2. หากแม่ไมมความแก่มาก ๆ การติดตาเพียงคร้งเดียวจะยังไม่สามารถลดอายุกงใหปกชา


ิ่





ได อาจตองทาการติดตาซ ้าหลายคร้ง
ิ่

ิ่

3. สวนผลิตกงจากการติดตา มอายุสั้น และตายง่าย หลังการเกบกงระยะหนึ่ง
ี่



ี่
4. อาจเกดการผิดพลาดเกยวกับยอดทแตกจากตนตอได หากไม่ระมัดระวัง
เทคนคการขยายพันธดวยการปกช า





หลังจากทผ่านการผลิตกลาชุดแรก

ี่


ดวยการปกชาไดแลว สวนผลิตกงในปต่อๆไป
ิ่









สามารถใชเทคนิคการปกชาเพื่อเพิ่มจานวนตน
ตอในสวนผลิตกงใหมากขึ้นได หากตองผลิตกง

ิ่


ิ่

ปกชาจานวนมาก







ขอดีของการขยายพันธุดวยการปกชา


1. ช่วยเพิ่มจานวนตนตอใหมากขึ้นอย่างรวดเรว



2. ไม่เกดความผิดพลาดในเรองยอดทแตกจาก
ี่
ื่

ตนตอ


3. มความอ่อนวัย ปกชาใหแตกรากไดง่าย



24












ขอเสียของการขยายพันธุดวยการปกชา

1. เทคนิคการขยายพันธุทาไดยากกว่าการติดตา




2. จานวนกลาทผลิตดวยการปกชาจะเพิ่มจานวนไดชากว่าการเพาะเลี้ยงเน้อเยอ
ี่





ื่



เทคนคการขยายพันธดวยการเพาะเล้ยงเน้อเยือ










ี่




การขยายพันธุดวยวิธน้สามารถใชขยายพันธุไดทั้งวัสดุพันธุกรรมเรมตนทเปนตา และเปน


ิ่
ิ่


ี่

ื่


เมล็ด ขั้นตอนของการเพาะเลี้ยงเน้อเยอกเรมจากการนาเอาวัสดุพันธุกรรมทไดมาทาการฟอกฆ่า




ี่
เช้อบรเวณผิวใหสะอาดปราศจากเช้อโรค จากนั้นนาเน้อเยอทสะอาดมาเพาะเลี้ยงบนอาหาร

ื่

ี่





วิทยาศาสตรในสภาพปลอดเช้อในหองปฏิบัติการ บนอาหารวิทยาศาสตรสามารถทจะเรงให ้

เน้อเยอเพิ่มจานวนอย่างรวดเรวโดยการใส่ฮอรโมน เมอผลิตกลาไมไดจานวนหนึ่งหรอเต็ม



ื่




ื่






ศักยภาพของหองปฏิบัติการแลวกจะยายออกสูสภาพแวดลอมภายนอก และเพาะเลี้ยงในเรอน



ี่



ิ่






เพาะชา กลาทเลี้ยงในเรอนเพาะชาเหล่าน้สามารถเปนสวนผลิตกงปกชาไดอกแบบหนึ่ง เพราะ


สามารถเพิ่มจานวนไดอกดวยการปกชาซึ่งเปนวิธทประหยัดและใชเทคนิคนอยกว่า




ี่





25







ขอดีของการเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อ





1. กลาจากการเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อมลักษณะอ่อนปกชาง่าย



2. การเพาะเลี้ยงเน้อเยอสามารถผลิตตนกลาไดคร้งละ
ื่





จานวนมาก
3. ช่วยเพิ่มจานวนตนตอใหมากขึ้นอย่างรวดเรวกว่าวิธการ





อนๆ
ื่


ื่
ี่
4. ไม่เกดความผิดพลาดในเรองยอดทแตกจากตนตอ
ื่


ขอเสียของการเพาะเลี้ยงเน้อเยอ

1. เทคนิคการขยายพันธุทาไดยากกว่า และค่าใชจ่ายสูง



ื่

กว่าวิธอนๆ
2. ตองผลิตเปนจานวนมากจึงจะคุมค่าต่อการลงทุน










3. การเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อในหองปฏิบัติการ มโอกาสเกดความเสียหายเปนจานวนมาก






พรอมๆกันจากการปนเป้อนเช้อโรค หรอไฟฟ้าดับเปนเวลานาน การยายออกสูเรอนเพาะชาแลว








ขยายพันธุต่อดวยการตัดปกชาจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ และลดค่าใชจ่าย



3. วิธการปลูกตนตอในสวนผลตกิง








ี่

ี่
การปลูกตนตอม 3 วิธ คือ 1. ปล่อยตนตอไวทเดิมแลวตัดยอดทแตกใหม่มาปกชา เช่นไมยู


คาลิปตัส 2. ปลูกตนตอลงแปลง เปนแถวแลวตัดแต่งกง ใหผลิตกงจานวนมาก ทั้งสองวิธไม่

ิ่




ิ่

เหมาะสมกับไมสักเพราะผลิตกงทไม่แตกรากไดดี ในทน้จึงเสนอเฉพาะวิธท 3 คือการปลูกลง
ี่
ี่

ี่
ิ่




กระถางหรอถุงพลาสติก

วิธที 3 การปลูกตนตอลงกระถางหรอถงพลาสติก ทาโดย







1. วัสดุเพาะชา การปลูกตนตอลงกระถางหรอถุงพลาสติกเพื่อเปนสวนผลิตกงไมสักนั้น

ิ่





ี่



วัสดุเพาะชามีความส าคัญอย่างยิ่งต่อความมชวิตของตนตอ เนองจากไมสักเปนพืชทตองการวัสดุ
ื่





ี่
ทมการระบายน้าดี ถาน้าท่วมขังหรอรากขาดอากาศอาจถึงตายได โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทม ี

ี่






การตัดแต่งกงและลิดใบเพื่อใหแตกยอดใหม่ ซึ่งเปนช่วงฤดูฝนตนตอจะมการคายน้านอยหากทา

ิ่



การลิดใบหมดหรอถูกตัดใบใหมขนาดเล็กลง ถาวัสดุเพาะชาไม่มความพรนและระบายน้าไดดี ฝน









ี่
ตกชุกรากจะขาดอากาศตายทันท วัสดุทเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงตนตอไมสัก ควรมีส่วนผสม


26













ของดิน ข้เถาแกลบ และแกลบดิบ ถาหากใชดินอย่างเดียว จะมการถ่ายเทอากาศไม่ดี แต่กตองใช ้










ดินเปนองคประกอบหนึ่ง เพื่อใหตนตอตั้งอยูได และช่วยในการอุมน้า การใชส่วนผสมต่างๆใน

อัตราส่วนเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินในแต่ละท ี่ ส าหรบวัสดุทใชเพิ่มความพรนของดิน

ี่



อาจใชอย่างอื่นกไดเช่น ขุยมะพราว ทราย ข้เลื่อยผุเปนตน











4. การดูแลสวนผลตกิง



ี่

ี่
ี่

การก าจัดวัชพืช นอกจากวัชพืชทขึ้นรอบตนทขึ้นในแปลงหรอในภาชนะทจะตองกาจัด

ิ่
ี่






ี่
ใหหมด วัชพืชทจะตองใหความสนใจเปนพิเศษไดแกเถาวัลยทขึ้นพันกงจะตองตัดใหหมดเพราะจะ



ี่
ี่


ิ่



ิ่
ทาใหตนตออ่อนแอและกงไม่สมบูรณ โดยเฉพาะสวนผลิตกงทปลูกลงแปลงและแบบทเปนตนตอ

ในปา
ิ่

การดูแลโรค แมลง และสตวตางๆ โรคทพบในสวนผลิตกงไมสักส่วนใหญจะเปนโรค

ี่







ี่
เน่าทพบในฤดูฝน เกดจากการทดินระบายน้าไม่ดีน้าท่วมขังทาใหรากเน่า หรอใบโดนฝนมาก


ี่

เกนไปขณะทใบยังอ่อนทาใหใบเน่า หากมฝนชุกมากควรป้องกันดวยการบังดวยพลาสติกใสและ
ี่






ี่



ี่
ใหตนตอไดรบแสงมากทสุดเท่าทมโอกาส ในส่วนของแมลงในสวนผลิตกงซึ่งปกติจะมอายุไม่มาก

ิ่


นักไม่พบว่ามีการระบาดรนแรงของหนอนผเสื้อเจาะตนสัก แต่ในขณะทแตกใบอ่อนจะพบว่ามการ



ี่





ทาลายของหนอนกนใบสักมาก ควรหมั่นตรวจสอบหากพบว่าใบพับจะมหนอนอยูขางในควร

ทาลายเสีย






การรดน ้า ในระยะเรมแรกของการปลูกตนตอจาเปนตองใหน้าตนตอเพื่อใหตนตอตั้งตัว


ิ่








ิ่
ี่

ไดรวดเรวและรอดตาย การใหน้ามความจาเปนอย่างยิ่งในสวนผลิตกงทปลูกลงภาชนะเพราะม ี
ี่





ี่



ปรมาณน้าจากัด สิ่งทตองระวังคือตองตรวจดูว่าทุกตนไดรบน้าทั่วถึงโดยเฉพาะตนทมใบขนาด








ใหญปกคลุมถุง ถาไม่สังเกตน้าจะไหลไปตามใบหมดไม่เปยกวัสดุปลูก ตนเหล่าน้จะแสดงอาการ


27













เหยวในภายหลังเมอวัสดุรอบตนแหง ตองตรวจดูแลวรดน้าเฉพาะตนนั้นๆ หากพบว่าตนตอส่วน

ื่
ี่








ใหญมใบใหญมากแลวจาเปนอาจตองตัดแต่งใบออกบาง เพื่อใหการรดน้าไดทั่วถึงและลดการ



เจรญเติบโตของตนตอ การใหน้าจะไม่ทาใหกงอ่อนเกนไป แต่กงจะเจรญเติบโตแข็งแรงและยังไม่

ิ่



ิ่








แกเปนเน้อไม
ี่










การระบายน้า สิ่งททาใหตนสักตายไดมากกว่าความแหงแลงคือภาวะน้าท่วม หรอน้า
ิ่





ขัง ดังนั้นการดูแลสวนผลิตกงจะตองตรวจสอบไม่ใหมน้าขังเปนอันขาด



ิ่





การใหรมเงา ช่วงเรมแรกของการปลูกลงถุงการใหรมเงาจะช่วยใหตนตอตั้งตัวไดรวดเรว

ื่
ี่







โดยเฉพาะตนตอทขยายพันธุดวยการติดตา การใหรมเงามความจาเปนต่อการเชอมติดของตนตอ



ิ่





ี่

และกงตา หลังจากทตนตอติดดีและตั้งตัวไดแลวการใหรมเงากไม่มความจาเปนอกต่อไป





ื่
ี่




เนองจากไมสักเปนไมทตองการแสงมากการมรมเงากลับจะทาใหตนตอมความอ่อนแอและตายได ้




มากกว่าทเลี้ยงในกลางแจง
ี่


5. การท าใหกิงมลกษณะเหมาะสมตอการปกช า




การตัดแตงกิง



ี่
ี่
ิ่






การตัดแต่งในขั้นตอนน้ไม่ไดมวัตถุประสงคทจะนากงทตัดไปปกชาแต่ตัดเพื่อเพิ่ม
ิ่
ี่
ิ่



จานวนกง และตัดกงทแก่เกนทิ้งไป เรงใหกงอ่อนแตกขึ้นมาแทน การตัดกงเปนประจา จะช่วย
ิ่

ิ่



ี่
กระตุนใหตนตอผลิตกงปกชาทเหมาะสมออกมาเรอย ๆ




ื่
ิ่

หลกการตัดแตงกิง การตัดแต่งกงเพื่อผลิตยอดอ่อนมีหลักการตัดดังน้ ี
ิ่



ี่


1. การตัดปลายยอดเปนการตัดฮอรโมนบรเวณปลายยอดทข่มตาขางออก เปดโอกาสให ้





ี่


ตาขางทอยูดานล่างพัฒนาเปนยอดได

ี่
ิ่




2. การตัดตนตอไวถึงพื้น แลวเกบกงทแตกยอดขึ้นมาเรอย ๆ กงทสูงไม่เกน 1 เมตรจากดิน
ี่
ิ่
ื่
ิ่

ปกติจะเปนกงอ่อน และแตกรากง่าย และเปนกงทมโครงสรางเหมอนล าตน กงเหล่าน้ตองการการ
ิ่




ี่


ิ่


ิ่

ตัดแต่ง บ่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ใหกงสูงเกนไปและพัฒนาโครงสรางแบบกง

ิ่
ี่
ิ่
3. ตัดแต่งตนตอเพื่อเรงการแตกยอดทดีและเรงใหแตกกงตั้งตรง





ิ่

4. ตัดกงบ่อย ๆ สมาเสมอ อย่าทิ้งไวนาน

28






















ิ่
ี่
ิ่
ี่

ี่


ิ่
5. กงทสูง ๆ ตองตัดใหต ่าลงโดยเหลือใบทโคนไว 2-3 ใบ กงทไม่สูงมากตัดเฉพาะปลายกง
ิ่
ี่

แลวลิดใบออก เหลือใบทโคนกงไว 2-3 ใบ



ี่
ี่

6. ตัดแต่งใบทมีขนาดใหญลง เพื่อลดการเจรญเติบโตทรวดเรวเกนไป



เทคนคการตัดแตงกิง การตัดแต่งกงเพื่อใหกงมลักษณะ

ิ่
ิ่





เหมาะสมต่อการปกชา โดยทตนตอไม่ตายมีเทคนิคการตัดแต่งดังน้ ี
ี่

1. เวลาตัดตนตอใหเฉยงดีกว่าตัดขนาน เพื่อเวลาฝนตกน้าจะได ้








ไม่ขัง ทาใหตนตอไม่เน่าเสียและตัดเหนอตาเล็กนอย


ิ่
ี่
2. เวลาตัดกง ควรเหลือใบล่างไวทตนตอ

ิ่
ี่
3. ตนตอจากการติดตา การตัดทปลายกงหรอกลางกงดีกว่าตัดชิด
ิ่


โคน



4. ใหปุยบาง หลังการตัดแต่ละคร้ง

ิ่


ี่
5. รดน้าในช่วงฤดูแลงทยาวนานและงดการตัดกง


ิ่
ี่
6. ป้องกันอย่าใหกงแตกสูงเกนไป แลวผลิตกงขางจานวนมาก แทนทจะผลิตกงทตั้งตรง
ิ่

ี่


ิ่
ี่

ิ่



การโนมกงลงและการปลูกเอยง ๆ มผลต่อจานวนยอดและชนิดของยอดทผลิตออกมา


ี่

ี่
ิ่
7. พยายามตัดปลายยอดของกงทแข็งแรงทสุด เพื่อใหกงอื่น ๆ เจรญบาง
ิ่


ี่
8. อุปกรณทใชตัดตองสะอาดและคม


29









ื่

เครองมอทีใชในการตัดแตงกิง มขอพิจารณาในการเลือกเครองมอในการตัดแต่ง










ิ่
ิ่
ิ่



ิ่

ิ่


กงดังน้เช่น กงเล็กบางมเน้อไมควรใชกรรไกรตัดกง ถากงอ่อนควรใชมดคม ๆ และกงใหญควรใช ้
เลื่อย
ชวงเวลาทีเหมาะสมตอการตัดแตงกิง เพื่อใหกงทแตกใหม่มความเหมาะสมต่อ
ิ่

ี่






ี่
ิ่
ิ่





การปกชาควรพิจารณาตัดแต่งกงช่วงหลังจากการเกบกงปกชา ช่วงก่อนทยอดใดยอดหนึ่งจะโต
ี่
เกนไป และช่วงก่อนทยอดใหม่จะโตสูงกว่า 30 – 40 เซนติเมตร

การพรางแสง


ี่
ิ่


ี่

การพรางแสงจะช่วยยืดยอดทมขอสั้นใหยาวขึ้น จากกงทมขอสั้นเกนไปจะเปนกงทยาว

ิ่

ี่
ี่
ิ่


ขึ้น แต่การพรางแสงจะทาใหตนตออ่อนแอถาพรางแสงมากและนานเกนไป หากพบว่ากงทแตก








ออกมามขอสั้นมากอาจพิจารณาพรางแสงช่วงระยะ 1 สัปดาห ์ หลังจากขอห่างขึ้นใหเปดวัสดุ



พรางแสงออกใหตนตอไดรบแสงเต็มทจะไม่ก่อปญหาต่อตนตอมากนัก



ี่
การใชฮอรโมนยืดยอด





ี่

ี่
มรายงานเกยวกับฮอรโมน GA3 ทช่วยยืดความยาวปลองของไมหลายชนิด จาก

ิ่
การศึกษาของผูเขยน พบว่าฮอรโมน Gibberellic Acid (GA3) มแนวโนมทจะช่วยเพิ่มจานวนกงท ี่




ี่


ี่

ิ่




ื่

ใชปกชาไดเล็กนอย เมอใชความเขมขน 40 M คือเพิ่มจาก 38 กงต่อ 40 ตนตอทเปนปจจัย










ควบคุม (ฉดดวยน้า) เปน 52 กงต่อ 40 ตนตอ แต่การทดลองภายหลังเมอใชความเขมขนเพิ่มขึ้น
ิ่

ื่




เปน 50 100 และ 200 ppm. พบว่านอกจากจะไม่ช่วยเพิ่มจานวนยอดหรอยืดยอดแลว การฉด



ดวยฮอรโมนทเขมขนสูงระดับน้ทาใหยอดสักไหมทั้งหมด





ี่



30








การเลอกกิงทีมอายเหมาะสมไปปกช า







ิ่
ี่
อายุกงจะเปนตัวกาหนดลักษณะกงทเหมาะสมต่อการปกชา ดังนั้นเมอทาการตัดแต่ง
ื่


ิ่

ี่
กงแลวยอดทมอายุ 5-6 สัปดาห ในส่วนทเปนยอดทเจรญเติบโตดีทสุด จะเปนยอดทเหมาะสมต่อ



ี่

ี่

ี่

ี่
ิ่
การปกชา


สายพันธ ุ



ิ่

ี่




สายพันธุมอิทธพลต่อการแตกรากของกงปกชา การสรางสวนผลิตกงของสายพันธุทม ี
ิ่

ประวัติการแตกรากไดดี มส่วนช่วยใหกงทไดเหมาะสมต่อการแตกรากไดเพิ่มขึ้น



ิ่

ี่



เลอกเทคนคการขยายพันธ ุ


ิ่

ี่
การขยายพันธุดวยการเพาะเมล็ดและการเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อจะผลิตกงทมอายุท ี่



เหมาะสมต่อการปกชาตั้งแต่ยอดชุดแรก แต่การติดตาและการปกชาตองตัดแต่งกงซ ้าก่อนจึงจะ



ิ่
ผลิตยอดทปกชาได ้

ี่

6. วิธการเพิมจ านวนกิงตอตนตอ











ปจจัยทีมผลตอการแตกกิงของตนสก

สายพันธ ในตนไมชนิดเดียวกันจะแตกกงไม่เหมือนกันทุกตน



ิ่



ิ่


ิ่

ขนาดของตนตอ ตนกลาอ่อนหรอกงปกชาเล็ก ๆ จะไม่ผลิตกงจานวนมาก ดังนั้นก ็





จะไดตนกลาจานวนนอยในช่วงแรกของการปลูกสรางสวนผลิตกง การจะเรงผลิตกงตองปลูกกงปก


ิ่




ิ่
ิ่



ิ่







ชาชุดแรก ๆ เปนตนตอใหหมด หรอใชการตัดตนใหญแลวตัดกงซ ้าแลวซ ้าอกมักผลิตกงไดจานวน

ิ่




ิ่
มาก ๆ แต่ในไมสักตองระวัง เพราะตนตอขนาดใหญมักผลิตกงทแข็งแรงเกนไป กงทอวบและ
ี่


ิ่
ี่



แข็งแรงเกนไปมักปกชาไม่แตกราก


ิ่

อายตนตอ ตนกลาอ่อนหรอกงปกชาเล็ก ๆ จะไม่ผลิตกงจานวนมากแต่จะเปนกงท ี่







ิ่

ิ่
ิ่




ี่

ปกชาใหแตกรากไดดี แต่ตนทมอายุมากจะผลิตกงไดจานวนมาก ๆ แต่เปนกงทปกชาไม่แตกราก

ิ่


ี่



ิ่

ื่

อายุของกงติดตาทอ่อนเกนไปเมอถูกตัดใหแตกยอดใหม่มักจะอ่อนแอและตายโดยไม่แตกกงเลย
ิ่
ี่




ควรทิ้งไวใหมอายุอย่างนอย 3 เดือนเพื่อใหตนตอมอายุมากพอทจะตั้งตัวไดและมระบบรากทจะ
ี่





ี่


ช่วยเลี้ยงตนตอกอน

31







ี่



ิ่



ฤดูกาล ไมสักเปนไมทมช่วงการเจรญเติบโตตามฤดูกาล การแตกกงกขึ้นอยูกับช่วง




ี่

ของการเจรญเติบโตเช่นเดียวกันช่วงการพักตัวของไมสักจะตรงกับช่วงฤดูแลง จะเปนช่วงทการ
แตกกงไม่ดี
ิ่

ระดับและต าแหนงการตัด การตัดยอดเปนเทคนิคการกระตุนใหไมสักผลิตยอด




ี่

ใหม่ ระดับการตัดทสูงโดยตัดเพียงปลายจะกระตุนใหตาผลิไดเรวและแข็งแรงกว่าการตัดชิดโคน






ิ่
ี่

ี่

กง ต าแหน่งทตัดใกลขอจะใหยอดทแข็งแรงกว่าการตัดใหเหลือปลองยาว

สภาพของตนตอ สภาพตนตอทแข็งแรงสมบูรณจะผลิตยอดทเจรญเติบโตเรวและ

ี่


ี่

ี่

อวบ แต่ไม่ไดหมายความว่าแตกรากไดดี ตนตอทเจรญเติบโตปานกลางผลิตยอดทเหมาะสมต่อ


ี่






ี่
ี่
การปกชามากกว่า ตนตอทไม่แข็งแรงอาจไม่ผลิตยอดหรอผลิตยอดทไม่แข็งแรงพอทจะปกชาให ้
ี่

แตกราก
เทคนคการตัดแตงกิง








ตามปกติตาขางของไมสักจะอยูตามขอและไม่มการพัฒนาเพราะถูกข่มโดยตายอด การ




ตัดยอดออกจะช่วยใหตาขางสามารถเจรญเติบโตขึ้นมาได การตัดเฉพาะปลายยอดหรอกลางยอด


ี่



จะสามารถผลิตกงปกชาไดมากกว่าการตัดชดโคนกงทั้งน้เนองจากมตาขางทเหลือไวมากกว่า
ิ่


ิ่


ื่

ี่
ื่



นอกจากน้การตัดเฉพาะปลายยอดหรอกลางยอดเมอยอดทแตกก่อนเจรญเติบโตมักจะเปนยอดท ี่

ี่


ิ่


ี่
แตกจากตาขางทอยู่ปลายกง ประมาณ 1-2 ตา ส่วนตาทอยู่ดานขางจะพัฒนาชาและเปนยอด
ื่
เล็กเนองจากถูกข่ม เมอตัดยอดทแตกก่อนไปปกชายอดทอยู่ดานล่างจึงจะพัฒนาขึ้นมาแทนทให ้

ี่
ี่

ี่
ื่

ี่


ี่
ตัดไปปกชาในรอบต่อไป แต่การตัดชดโคนยอดทแตกรอบท 2 จะแตกเปนยอดเล็ก ๆ


32












การฉดพนดวยฮอรโมน




ี่
ฮอรโมนทพบว่าช่วยเพิ่มการแตกยอดไมสักไดแก ่


ฮอรโมนทเปนส่วนผสมของ 6- benzyladenine หรอ 6-
ี่


benzylaminopurine และ Kinetin ในอัตราส่วน 10: 1

ppm หรอ 20 : 1 ppm แลวแต่สายพันธุ บางสายพันธุฉด







ดวยฮอรโมน 10 : 1 ppmใหยอดสูงสุด และบางสาย

ี่



พันธุ ฉดดวยฮอรโมน 20 : 1 ppm ดีทสุด และบางสาย



พันธุไม่ตองฉดดีทสุด
ี่


การเลอกสายพันธ




เนองจากสายพันธุมความแตกต่างกันอย่างมนัยส าคัญยิ่งต่อจานวนกงทแตกต่อตนตอ

ิ่



ี่
ื่




การจะเพิ่มจานวนกงใหไดมากต่อตนตอ หากไม่มการจาเพาะเจาะจงว่าตองใชสายพันธุใดสาย




ิ่

ิ่
ิ่

พันธุหนึ่งกควรเลือกสายพันธุทแตกกงไดดีมาจัดสรางเปนสวนผลิตกง




ี่


บทที 4



การสรางโรงเรอนและแปลงปกช า

ค าน า


การสรางโรงเรอนและสรางแปลงปกชาเปนการเตรยมปจจัยเกยวกับสภาพแวดลอม


ี่








ิ่
ี่






ภายนอกของกงปกชาใหเหมาะสม ซึ่งตองด าเนินการก่อนทจะลงมอปกชา การศึกษาถึง


วิธด าเนินการก่อสราง และเหตุผลต่างๆในการสรางโรงเรอนและแปลงปกชา จะช่วยใหการวาง






ื่

แผนการด าเนินงานปกชาเปนไปอย่างราบรนและประสบความส าเรจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณท ี่






ี่





ื่




จะทาการปกชาจานวนมาก การสรางโรงเรอนและแปลงปกชาทถูกตองเปนเรองจาเปน ในบทน้จะ

ื่

กล่าวถึงเรองน้โดยละเอยด





การเลอกพื้นทีในการสรางโรงเรอน
ี่


สิ่งทจะตองค านึงถึงในการเลือกพื้นทสรางโรงเรอนและแปลงปกชา ไม่มความแตกต่าง
ี่




จากการสรางเรอนเพาะชาส าหรบการเลี้ยงกลาไมจากเมล็ดโดยทั่วไปเท่าไรนัก ดังนั้นหากมเรอน

















ี่






เพาะชาเดิมอยูแลวกสามารถทจะปรบปรง จัดทาเปนแปลงปกชาไดเลย หากเปนการสรางเรอนปก



ี่
ี่


ี่
ชาในทแห่งใหม่สิ่งทตองค านึงถึง ในการเลือกพื้นทสรางโรงเรอนและแปลงปกชา คือ

1. สภาพภูมิอากาศ (Climate)
2. ลักษณะภูมิประเทศ (Topography)

3. แหล่งน้า (Water Sources)
ี่
4. ขนาดของพื้นทด าเนินการ (Size)

5. ทตั้งของพื้นทปลูกปาทรองรบกลาไมทผลิต (Proximity Planting Area)
ี่
ี่

ี่

ี่

ี่
6. สภาพและคุณสมบัติของดินในพื้นท ตลอดจนพื้นทใกลเคียง (Soil Conditions)
ี่

7. แรงงานทรองรบ (Availability of Labor)

ี่
1. สภาพภูมอากาศ





สภาพภูมิอากาศ ไดแก่ ปรมาณน้าฝน อุณหภูมิ และความช้น ปจจัยทั้ง 3 มผลกระทบ









อย่างยิ่งต่อความส าเรจของการปกชากลาไมสัก และการเจรญเติบโตของกลาไมสักหลังการปกชา





การปกชาไมสักจะทาไดดีเฉพาะในฤดูฝน ตั้งแต่เดือนเมษายน – ตุลาคม ในพื้นททมฝนตกนอย





ี่
ี่


ี่




ควรมแหล่งน้าเพียงพอทจะใชในการปรบอุณหภูมิ และความช้นในแปลงปกชา


34








2. ลกษณะภูมประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศซึ่งไดแก ความสูง ความลาดชัน และทศทางดานลาด นอกจากความ










สูงจากระดับน้าทะเลจะมผลกระทบต่อการเจรญเติบโตของกลาไมแลว ความลาดชันจะมผลต่อ





ี่



ค่าใชจ่ายในการปรบพื้นท และทิศทางดานลาด มผลต่อการไดรบแสงของกลาไม ดังนั้นการ



ี่

คัดเลือกพ้นทตั้งโรงเรอนควรเลือกพื้นทราบ มีความลาดชันเพียงเล็กนอยเท่านั้น
ี่
3. แหลงน้า



ี่



นับว่าเปนปจจัยทส าคัญอย่างยิ่ง ในการพิจารณาคัดเลือกพื้นทด าเนินการสรางเรอนปก

ี่


ี่


ี่


ชา การสรางเรอนปกชาจะตองเลือกพื้นททใกลแหล่งน้าขนาดใหญหรอด าเนินการจัดหาแหล่งน้าท ี่





ี่








มปรมาณน้ามากพอทจะใชกับจานวนกลาทผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปกชา น้าเปนปจจัย

ี่






ส าคัญทจะใชในการปรบอุณหภูมิและความช้นในแปลงปกชา ปรมาณทใชจึงมากกว่าการเตรยม


ี่


ี่
ี่

กลาไมทเพาะจากเมล็ดโดยทั่วไป

4. ขนาดของพื้นทีด าเนนการ


ี่



ี่




ี่
ขนาดของพื้นทด าเนินการ ตองมขนาดทเหมาะส าหรบปรมาณหรอจานวนกลาทจะผลิต


ซึ่งตองรวมไปถึงพื้นททจัดใหเปนสิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ทางล าเลียงขนส่งกลาไม เรอน



ี่

ี่



ื่



ี่

เพาะชา แปลงเพาะชา ส านักงานและอน ๆ ทจาเปน ในส่วนของพื้นทด าเนินการปกชาไมสัก พื้นท ี่
ี่
ี่



ี่

ี่





ื่
นั่งทางานติดตา พื้นทโรงเกบเครองมอและวัสดุอุปกรณ เปนตน พื้นทหลัก ๆ ทจะตองแยกไวเปน


ี่

ี่

ี่

ส่วน ๆ คือ พื้นทส าหรบกองวัสดุปกชา เช่น กองดิน กองแกลบดิบ กองแกลบเผา พื้นททจัดไวเปน

สวนผลิตกง พื้นทเรอนปกชา และพ้นททใชอนุบาลกลาไม
ี่
ี่
ิ่
ี่






5. ทีตั้งของพื้นทีปลูกปาทีรองรบกลาไม ้









ี่



ี่

พื้นทรองรบกลาไมนั้น จะตองอยูไม่ห่างไกลเกนไปนักจากพื้นทด าเนินการเพาะชากลา

ไมหรอแปลงเพาะ หากอยู่ในพื้นทเดียวกัน กจะเปนการลดตนทุนในการขนส่งกลาไมไปไดมาก ใน



ี่








ี่


ขณะเดียวกันกจะเปนการหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทอนต่อกลาไมทจะขนส่งต่อไปดวย นั่น





หมายถึงอัตราการรอดตายของกลาไมทั้งก่อนทจะปลูกกับทไดปลูกไปแลวกจะสูงขึ้นไปดวย
ี่


ี่

35










6. สภาพและคณสมบัติของดินในพื้นทีตลอดจนพื้นทีใกลเคียง


ี่


ขอกาหนดในการเลือกพื้นทแปลงปกชาประการหนึ่ง คือ คุณสมบัติของดินในพื้นท หรอ

ี่
ี่



ี่
พื้นทใกลเคียง เพราะดินจะเปนวัสดุหลักทใชเปนส่วนผสมของวัสดุทใชปลูกตนตอในสวนผลิตกง


ิ่

ี่



ี่




และเปนส่วนผสมหลักของวัสดุปกชาทใชเลี้ยงกลาไม คุณสมบัติของดินจึงควรตองดีและเหมาะสม

ี่










พอสมควร ทจะเอ้ออานวยต่อการเจรญเติบโตของกลาไม ถาผลิตกลาไมในปรมาณมาก จาเปน
ี่





จะตองมแหล่งดินทเหมาะสมอยู่ใกล ๆ ถาหากห่างไกลจะตองเสียค่าใชจ่ายในการขนส่งดินสูงขึ้น



ี่

ดินทมคุณสมบัติทเหมาะสมคือ จะตองมีการระบายน้าทดี
ี่
ี่
7. แรงงานทีรองรบ




ในการเพาะชากลาไมหรอการปกชากลาไม การด าเนินงานส่วนใหญตองใชแรงงาน










ิ่

ิ่

ี่




ิ่

ทองถนทั้งสิ้น ดังนั้นจานวนแรงงานทจะสามารถจะหาไดในทองถน หรอทองถนใกลเคียงเพื่อนามา
ปฏิบัติงานนั้น ย่อมตองค านึงถึงเปนอย่างมากดวย เพราะเหตุว่าการด าเนินงานเพาะชากลาไม ้







ื่
ย่อมตองใชแรงงานอย่างต่อเนอง หากมจานวนไม่พอเพียงหรอขาดช่วงแลว การด าเนินงานก ็








ี่
อาจจะเสียหายไดประการหนึ่ง อกประการหนึ่งแรงงานทอยูห่างไกลกย่อมเสียค่าใชจ่ายในการ


ขนส่งหรอรบส่งมากขึ้น



การสรางโรงเรอน



ในการสรางโรงเรอนเพื่อการปกชาไมสัก แบ่งออกเปน 3 ส่วน คือ โรงเรอนส าหรบอนุบาล







ตนตอเพื่อผลิตกง โรงเรอนทใชเปนแปลงปกชา และโรงเรอนเพื่อการอนุบาลกลาปกชา






ิ่


ี่

1. โรงเรอนส าหรบอนบาลตนตอเพือผลิตกิง








ิ่




ี่
ิ่
ี่

ในการปกชาไมสักกงแก่ ตนตอทจะใชในการผลิตกงยังจาเปนตองใชตนตอทเกดจากการ





ติดตา จึงตองมโรงเรอนทจะใชอนุบาลกลาติดตา เพื่อพรางแสงใหแก่ตนกลาในระยะแรกของการ




ี่



ติดตา ลักษณะโครงสรางของโรงเรอนดังกล่าวประกอบดวย







เสา (Poles) อาจจะเปนเสาคอนกรตหรอเสาไมกได แลวแต่งบประมาณ และ


ระยะเวลาของโครงการ หากงบประมาณนอยและเปนโครงการระยะสั้น ๆ การใชเสาไมจะถูกกว่า






ื่

แต่หากมงบประมาณมาก และเปนโครงการต่อเนองระยะยาว การใชเสาคอนกรต จะมอายุการใช ้






งานมากกว่าเสาไม และเสียค่าใชจ่ายในการบ ารงรกษานอยกว่า


36








คานยึดเสา (Beams) ไม่จาเปนตองทนทานมากกได อาจใชไมไผ่ซึ่งราคาถูกกว่าท่อ









เหล็กหรอไมแปรรป เพราะการพรางแสงส าหรบตนตอจะทาในระยะ 1 เดือนแรกของการติดตา













เท่านั้น แต่หากเปนโครงการระยะยาวและจะเกบเรอนน้ไวใชหลายปจึงค่อยใชไมแปรรปหรอท่อ
เหล็ก

ี่


วัสดุบดบังแสง (Shades) ไม่ควรอย่างยิ่งทจะใชไมระแนงส าหรบงานน้ เพราะ





ตองการพรางแสงเพียงชั่วคราว ถาใชไมระแนงนอกจากจะสรางยากแลวยังจะเปนการล าบากใน






การร้อออก ควรใชตาข่ายพรางแสงประมาณ 50% เพราะหลังจากกลาติดตา ตั้งตัวไดแลว ตอง





ี่



ี่
เปดวัสดุพรางแสงออกใหกลาไมไดรบแสงเต็มท เพื่อเรงใหเจรญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงทตัดให ้








แตกยอดใหม่ การพรางแสงจะทาใหตนตอมความอ่อนแอและตายได การปดวัสดุพรางแสง


ดานขางจะช่วยบังลมและป้องกันสัตวเลี้ยงเขามาทาความเสียหายในบรเวณได ้











พื้นโรงเรอน ควรปรบพื้นโรงเรอนใหราบอัดแน่นและสมาเสมอตรวจสอบอย่าใหม ี






แอ่งน้าอย่างเด็ดขาด และใหมความลาดเทเล็กนอยไปทางดานใดดานหนึ่ง เพื่อการระบายน้า





ภายในโรงเรอนใหเปนไปโดยสะดวก การท่วมขังของน้าภายในโรงเรอน มผลอย่างยิ่งต่อการตาย







ของตนตอไมสัก การทาพื้นคอนกรตทจับระดับใหมความลาดเอยงเล็กนอยจะช่วยใหมการระบาย






ี่
น้าไดดีและป้องกันรากลงดินของตนตอ





ิ่


บอพักน้าภายในโรงเรอน ปกติการใหน้าในสวนผลิตกงจะใชน้าฉดจากสายยางท ี่




ต่อจากระบบประปา อย่างไรกตามควรมบ่อพักน้าไวดวยส าหรบกรณทน้าไม่ไหล ไฟฟ้าดับ (ใน




ี่











ี่
ี่

กรณทตองสูบน้าใชเอง) เปนตน ขนาดของบ่อพักและต าแหน่งทตั้งกขึ้นอยูกับปรมาณการใชน้า





และความคล่องตัวในการปฏิบัติงานของเรอนเพาะชานั้น ๆ



2. โรงเรอนทีใชเปนแปลงปกช า








ี่



ค่าใชจ่ายทเพิ่มขึ้นในการเตรยมกลาไมดวยวิธปกชา น่าจะมาจากการสรางโรงเรอนและ





แปลงปกชานเอง เพื่อใหเกดความคุมทุนและลดค่าใชจ่าย โครงการปกชากลาไมจึงควรจะเปน





ี่







โครงการต่อเนอง เพาะเมอสรางโรงเรอนไวแลวกสามารถทจะใชไดอก ลักษณะโครงสรางของ
ื่
ื่




ี่
ี่

ิ่


โรงเรอนทใชส าหรบปกชา กจะมความแตกต่างจากโรงเรอนส าหรบการอนุบาลตนตอเพื่อผลิตกง







ออกไป ดังน้ ี

37







ี่



เสา (Poles) ควรสรางเปนเสาคอนกรตหรอเสาไมทมความแข็งแรง เพื่ออายุการใช ้




งานนานขึ้น ความสูงของเสาประมาณ 2 เมตร ไม่ควรสูงมากเกนไปเพราะตองการรกษาความช้น






ี่



ภายในเรอนปกชาใหสูงอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงขณะปกชา เรอนทสูงโปรงจะมลมพัดพาความช้น



ออกไปไดมาก


คานยึดเสา (Beams) ควรเปนไมแปรรปหรอท่อเหล็ก เพื่อความทนทานในการใช ้



ี่


งาน ขนาดและความยาวกเช่นเดียวกับทใชในโรงเรอนอนุบาลตนตอ




วัสดุบดบังแสง (Shade) การใชตาข่ายพรางแสงจะสะดวกกว่าการใชไมระแนง

เพราะจะตองมการปรบระดับแสงหลายขั้นตอน กล่าวคือในช่วงททาการปกชา จะตองใชตาข่าย







ี่



ื่





พรางแสงระดับ 50% 2 ชั้น คลุมทั้งดานบนของเรอนปกชา และโดยรอบ เมอกลาปกชาออกราก








ตองทาการปรบสภาพตนกลาใหทนต่อสภาพแวดลอมภายนอก ดวยการเพิ่มแสงทละนอยดวยการ







นาตาข่ายพรางแสงออกทละชั้น การใชไมระแนงจึงไม่เปนการสะดวกนัก


กระโจมทีใชในการปกช า จะสรางในโรงเรอนส าหรบปกชาน้ เปนกระโจมในระบบไม่









พ่นหมอก (Non-misted Propagator) เปนกระโจมปกชาแบบชั่วคราวมีความสะดวกในการทางาน







ประหยัดค่าใชจ่าย ลดปญหาในเรองเช้อรา และไม่มความจาเปนตองยายกลาทแตกรากแลวลงถุง






ี่
ื่


ี่
ใหม่ใหกระทบกระเทอนรากเลย กระโจมแบบชั่วคราวดังกล่าวจะมส่วนประกอบต่าง ๆ ดังภาพท1



38






























































ภาพที 1. กระโจมส าหรบการปกชาแบบไม่พ่นหมอก.



ภาพวาดโดย นางสาวพานทอง มาแกว

จากภาพส่วนต่าง ๆ ของกระโจมประกอบดวย







1. เสาคอนกรต หรออิฐบลอค 2 ชุด วางขนานกันในระยะห่าง 1 เมตร เพื่อยกพื้นแปลงปก






ชาใหสูงจากพื้นประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อใหน้าในถุงปกชาระบายลงมาและไม่ท่วมขัง และไว ้
เปนทฉดน้าเขากระโจมเพื่อใหเกดความช้นภายในกระโจม





ี่







2. ไมไผ่ผ่าซีก วางพาดบนเสาคอนกรต เพื่อรองรบน้าหนักกลาไมดานบน




3. ตะแกรงลวด ปูทับบนคานไมใชเปนทวางถุงปกชา ใหมระดับเสมอกัน



ี่



39








4 เสาค ้ากระโจม เปนตัวกาหนด


ความสูงของกระโจม ทาดวยไมไผ่หรอท่อ




เหล็กกได ความสูงประมาณ 90


เซนติเมตร ฝงไวทหัวทายของกระโจม
ี่


และกลางกระโจมมระยะห่างประมาณ 3

เมตร ไวส าหรบรองรบคาน ความสูงของ


กระโจมไม่ควรมากกว่าน้ เพราะรกษา




ความช้นและอุณหภูมิไดยาก โดยเฉพาะ

ี่


แบบทเดินเขาได (Walk in) ยิ่งไม่แนะนา





5. โครงหลังคารปตัวเอ ทาดวยไมไผ่หรอเหล็กดัด เพื่อป้องกันการกดทับของพลาสติก





หลังคา บนกลาไมทอยูขอบแปลง ดานขางของโครงหลังคาประกอบดวยไมซีกอกชั้นหนึ่งบรเวณ

ี่






ี่

กึ่งกลางของหลังคากระโจม โครงหลังคารปตัวเอทาใหหยดน้าทก่อตัวในกระโจมและเกาะบน
หลังคาไหลลงดานขาง ไม่ก่อตัวเปนหยดน้าหล่นกระแทกกลาไมภายใน โครงหลังคาประกอบดวย














ไมกลอน 2 ช้นวางชนกันเปนรปสามเหลี่ยมฐานมระยะห่างประมาณ 1.3 เมตร ไมกลอนจะมหลาย


คูวางเปนระยะตามความยาวของกระโจมใหมความแข็งแรง ไมกลอนเฉพาะคูหัวทายกระโจมมไม ้












ซีกอกช้นหนึ่งวางพาดกลางสามเหลี่ยมเปนรปตัวเอ ดานขางของไมกลอนตองใหสูงพนจากถุงปก











ชาดานขาง ไม่เช่นนั้นหลังคาจะกดทับกลาไมทอยูตรงขอบแปลง
ี่


ี่



6. คานดานบน มหนาทรองรบแผ่นพลาสติกทจะใชคลุมกระโจมและเปนตัวยึดโครงหลังคา
ี่

ใหแข็งแรง



ี่
7. แผ่นพลาสติกใสชนิดหนาปานกลาง ไม่จาเปนตองใชชนิดทหนามาก เพราะจะไม่ใชซ ้าใน





ื่
ื่



ฤดูกาลต่อไป เนองจากจะเกดปญหาเรองเช้อรา แผ่นพลาสติกจะมความกวาง 140 เซนติเมตร



การคลุมจะใช 2 แผ่น ซอนทับกันดานบนคานเย็บติดกับคานดวยแม็กซหรอตะปูโดยวางแผ่นยาง








ซอนทับบนอกทหนึ่งเพื่อป้องกันพลาสติกขาด แผ่นยางดังกล่าวอาจใชสายยางเก่าหรอยางใน

รถจักรยานเก่า ๆ มาตัดเปนเสนกได หรอจะใชไมไผ่ผ่าแปดทับแทนกได ในการคลุมพลาสติกนั้นสิ่ง










ทจะตองค านึงถึงมากทสุดคือ ชายดานล่างตองคลุมถึงดิน ใหมิดกระโจม ไม่ใหมอากาศระบาย

ี่


ี่



ออก และคลุมหมดทุกดานทั้งหัวและทายกระโจมดวย เพื่อใหเกบความช้นภายในกระโจมใหสูง






ื่

ี่
ทสุด ควรหาแผ่นไมหรอแท่งเหล็กวางทับชายพลาสติกป้องกันพลาสติกเปดเมอมลมพัดแรง



40






8. ถุงพลาสติกขนาด 2 x 6 นิ้ว บรรจุ
วัสดุเพาะเลี้ยงกลาไม เปนดินผสมแกลบ




ดิบ และข้เถาแกลบ อัตราส่วน 5 : 3 : 2

(อาจเปลี่ยนแปลงตามคุณสมบัติของดิน



โดยค านึงถึงการระบายน้าไดดีเปนหลัก)

ประมาณ 3/4 ของถุง อก 1/4 ของถุง






ดานบนเปนวัสดุปกชา ซึ่งใชทรายละเอยด

ผสมข้เถาแกลบ อัตราส่วน 1:1

9. พื้นกระโจม เปนดินอัดแน่นดีกว่า




ื่

เปนพื้นคอนกรต เนองจากภายในกระโจมตองการใหมความช้นในอากาศสูงมาก เมอรดน้าเขาไป


ื่





ใตพื้นกระโจม พื้นทเปนดินน้าจะซึมผ่านลงไปในดิน ดินจะอุมน้าไวและค่อย ๆ ระเหยขึ้นมาแทนท ี่
ี่



ื่

ี่




ี่
น้าทสูญเสียไป แต่พื้นทเปนคอนกรต น้าจะไหลทิ้งไปทอน นอกจากน้พื้นคอนกรตยังดูดความรอน


ี่

มากกว่าพื้นดิน ทาใหอุณหภูมิภายในกระโจมสูงขึ้นกว่าทตองการ แต่พื้นดินจะช่วยลดอุณหภูมิใน

ี่


กระโจมใหเย็นลง
10. เสากันสายยาง ในการลดอุณหภูมิภายในโรงเรอน หากไม่มระบบฉดน้าดานบนหลังคา







ตองลากสายยางไปตามทต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ใหสายยางไปดึงเสากระโจมลม ใหตอกหลักไมไว้



ี่
ี่
ใหแน่นทหัวมุมกระโจมทุก ๆ กระโจม

11. ช่องทางเดินระหว่างกระโจม อาจเทเปนทางเดินคอนกรตหรอวางแผ่นซีเมนตไวเปน











ทางเดิน เพื่อป้องกันการเฉอะแฉะ เพราะในขณะทาการปกชาพื้นโรงเรอนจะตองเปยกช้นมาก


41







ื่
นอกจากกระโจมรปแบบดังกล่าวแลวยังสามารถทากระโจมรปแบบอนๆไดอก ดังภาพ







42







3. โรงเรอนเพือการอนบาลกลาปกช า






ี่
หากใน 1 ปมการปกชากลาไมสักเพียงชุดเดียวและขนส่งไปปลูกในทห่างไกลซึ่งไม่ตอง





เปลี่ยนขนาดถุง กไม่จาเปนตองสรางโรงเรอนเพื่อการอนุบาลกลาปกชาเพิ่มขึ้นอก เพียงแต่ค่อย ๆ













ปรบสภาพแวดลอมในแปลงปกชาใหกลาไมทแตกรากแลวเกดความเคยชนต่อสภาพภายนอกทละ



ี่














นอยดวยการเปดกระโจมและเปดหลังคา ในการผลิตกลาปกชานั้น การสรางโรงเรอนอนุบาลกลา


ไมและขนกลาไมออกมาอนุบาล จะเสียค่าใชจ่ายมากกว่า และปฏิบัติงานจะยุ่งยากมากกว่า หาก










ปกชาพรอมกันหลาย ๆ สายพันธุอาจเกดความสับสนปนเปกันได การสรางแปลงปกชาเพิ่มให ้




เพียงพอต่อการผลิตแต่ละปจะประหยัดค่าใชจ่ายมากกว่าเพราะกระโจมมราคาไม่แพง แต่หาก



จะตองเตรยมโรงเรอนเพื่อการอนุบาลกลาปกชานั้น กมลักษณะเหมอนกับโรงเรอนเพื่อการปกชา











ื่
ี่



ทุกประการ ยกเวนทไม่มกระโจมปกชาอยูภายในเท่านั้น นอกจากน้กอาจมีพื้นทมากกว่า เนองจาก
ี่







จะตองเปลี่ยนถุงใหมขนาดใหญขึ้นในภายหลัง ซึ่งตองมการเตรยมพื้นทส าหรบกลาเปลี่ยนถุง



ี่




กรณเตรยมกลาส าหรบปลูกในพื้นทใกลเคียง


ี่



บทที 5



ขั้นตอนการปกช าไมสก
ค าน า




การทราบขั้นตอนการปกชาจะช่วยใหการวางแผนการปฏิบัติงานมประสิทธภาพและ





ิ่


ี่




สามารถจัดเตรยมปจจัยทมผลต่อการแตกรากของกงปกชาแต่ละปจจัยใหเหมาะสมและเกดขึ้น
ี่

พรอมกันในเวลาทถูกตอง ขั้นตอนการปกชากลาไมสักพอจะแบ่งไดตามเวลาการปฏิบัติก่อนหลัง






ดังน้ ี


ิ่
ี่
1. การเตรยมตนตอเพื่อผลิตกงทเหมาะสมต่อการปกชา






2. การเตรยมสภาพแวดลอมในแปลงปกชา

ิ่
3. การเกบกงปกชา



4. การชุบฮอรโมน

5. การปกชากง

ิ่


การเตรยมตนตอเพือผลิตกิงทีเหมาะสมตอการปกช า






ี่



ิ่

ิ่
อายุของกงเปนปจจัยทมผลอย่างมากต่อการแตกรากของกงปกชาไมสัก ดังนั้นการ

ิ่
ี่
เตรยมกงจะตองเรมจากการคัดเลือกกงทมอายุเหมาะสมต่อการปกชา กงปกชาทมอายุอ่อนจะปก

ี่



ิ่

ิ่

ิ่






ิ่

ี่

ชาใหแตกรากไดง่าย เทคนิคการเลือกกงทมอายุเหมาะสมจะมความแตกต่างกัน ตามเทคนิคการ

ิ่

ขยายพันธุเพื่อการจัดสรางสวนผลิตกงดังน้ ี

1. สวนผลตกิงทีไดจากการเพาะเมล็ด





ี่
อายุกงทสามารถตัดมาปกชาไดจะเปนปลายยอดจากตนทงอกขึ้นมาอายุตั้งแต่ 1 เดือน
ี่
ิ่






ขึ้นไป ถึงประมาณ 2 เดือน หลังจากทตนตอเรมเจรญเติบโตเปนตนใหญ มขนาดเสนผ่าศูนยกลาง



ี่


ิ่

ล าตนตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป และมใบขนาดใหญ ความสามารถในการแตกรากจะลดลง การลิด



ใบและตัดปลายยอดออก กงทแตกใหม่อายุประมาณ 4 สัปดาห จะเปนกงทมความเหมาะสมต่อ

ี่
ิ่
ี่
ิ่



การปกชา


2. สวนผลตกิงทีไดจากการติดตาแมไม ้



หลังการติดตาประมาณ 3 เดือน ตาทติดไวจะพัฒนาจนมความสูงจากรอยต่อประมาณ

ี่

ี่

45-60 เซนติเมตร ในปจจุบันพบว่า ยอดชุดแรกทพัฒนาขึ้นมาน้ ยังไม่สามารถนามาปกชาใหเกด









รากได (ภาพท 1) ตองทาการตัดแต่งใหแตกยอดชุดใหม่ออกมา อายุทเหมาะสมต่อการปกชาของ

ี่


ี่



ยอดทแตกออกมาใหม่น้ อยู่ระหว่าง 4 สัปดาหหลังการตัด หลังจากเกบยอดชุดท 1 ไปปกชาแลว


ี่

ี่
ี่

ี่
ยอดทเหลือจะพัฒนาขึ้นมาแทนท การเกบยอดชุดท 2 ไม่สามารถกาหนดอายุทแน่นอนได ตองใช ้
ี่

ี่



44










ี่


ี่
การสังเกตระยะพัฒนาใหใกลเคียงกับยอดทเกบไปแลว การเกบยอดทอ่อนเกนไปจะเน่าง่าย แต่



ี่



ิ่




การเกบยอดทแกเกนไปไปปกชา จะเกดแคลลัสบรเวณโคนกงแต่ไม่เกดราก




































ี่
ภาพที 1. ยอดทเกดคร้งแรกหลังจากการติดตาอายุ 4-6 สัปดาห ยังคงแสดงลักษณะยอดแก่






นาไปปกชาไดไม่ดี สังเกตุดูลักษณะความแก่ไดหลายประการ

a) กงอวบอวนเปนรปเหลี่ยม มขนสั้น ใบแผ่กวางแผ่นใบหนา สีของยอดออกสีน้าตาล





ิ่
แดง


b) ดูภาพขยายใตแผ่นใบจะเห็นเสนใบชัดไม่มขนอ่อนปรากฎบนเสนใบหลักและเสน



ใบย่อย
ภาพวาดโดย นางสาวพานทอง มาแกว



45









3. สวนผลตกิงทีไดจากกลาปกช า










ี่

ิ่
ในกรณทตนตอมจานวนนอยแต่ตองการผลิตกงปกชาจานวนมาก กลาปกชาทผลิตไดใน







ี่









ี่
ื่
ิ่



ี่

ปก่อน ๆ อาจตองนามาใชเปนตนตอในสวนผลิตกง กลาปกชาทปกชาไวจากปทผ่านมา เมอถึงฤดู

ี่
ปกชาในปถัดมา กงเดิมทมอยู่จะแก่เกนไป ปกชาแลวจะไม่ติดราก จะตองทาการตัดแต่งยอดชุด
ิ่












ิ่



ี่
แรกออก แลวปล่อยใหยอดชุดใหม่แตกขึ้นมา อายุกงทแตกมาใหม่ กประมาณ 4 สัปดาห จะเปน
อายุกงทเหมาะสมต่อการปกชา

ี่
ิ่







3. สวนผลตกิงทีไดจากกลาเพาะเลี้ยงเน้อเยือ


ตนกลาจากการเพาะเลี้ยง


ื่


เน้อเยื่อ เมอยายออกจากหองทดลองสู ่


เรอนเพาะชา จะมความอ่อน และลักษณะ


คลายกับกลาทเพาะจากเมล็ดมาก
ี่


สามารถตัดปลายยอดท่อนบนไปปกชาได ้

ี่
เลย และยอดชุดทแตกออกมาในรอบต่อ ๆ


ไป ทมอายุประมาณ 4 สัปดาห กเหมาะสม
ี่



ต่อการปกชาเช่นกัน
การเตรยมสภาพแวดลอมใหเหมาะสมตอการปกช า









ิ่


สภาพแวดลอมทมผลต่อการปกชากงไมสัก ไดแก่ แสงแดด ภาชนะปกชา ความช้นใน



ี่


ิ่


วัสดุปกชา ความช้นสัมพัทธในอากาศ อุณหภูมิโดยรอบกงปกชา ลมทพัดผ่าน โรคและแมลง การ


ี่
เตรยมสภาพแวดลอมต่างๆใหเหมาะสมสามารถทาไดดังน้ ี






การควบคมเรองแสง


วัสดุบดบังแสง มหนาทในการควบคุมแสงใหพอเหมาะต่อการแตกรากของกงปกชา การ





ี่
ิ่





ใชตาข่ายพรางแสงจะสะดวกกว่าการใชไมระแนง เพราะจะตองมการปรบระดับแสงหลายขั้นตอน







กล่าวคือในช่วงททาการปกชา จะตองใชตาข่ายพรางแสงระดับ 50% 2 ชั้น คลุมทั้งดานบนของ
ี่
ื่



เรอนปกชา และโดยรอบ เมอกลาปกชาออกราก ตองทาการปรบสภาพตนกลาใหทนต่อ














สภาพแวดลอมภายนอก ดวยการเพิ่มแสงทละนอยดวยการนาตาข่ายพรางแสงออกทละชั้น



46








การเตรยมภาชนะปกช า






ภาชนะปกชาไมสักอาจเตรยมไดหลายแบบ เช่น แปลงปกชา กระบะปกชา ถุงพลาสติก













ขึ้นอยู่กับความสะดวก ปรมาณงาน และความชานาญในการปกชา ถาเปนการปกชาจานวนมาก

ตองเตรยมล่วงหนาก่อนด าเนินการปกชา





การเตรยมกระบะปกช า กรณทปกชาจานวนนอย





ี่




อาจเตรยมโดยบรรจุวัสดุปกชาลงในตระกราพลาสติก หรอกระบะ






เพาะแลววางในกระโจมหรอใส่ในถุงพลาสติกขนาดใหญมัดปากถุง





ผูกดานบนกับคานไมแทนกระโจมกได ้ แต่การปกชา




จานวนมากวิธการน้จะยุ่งยากและจัดการยาก หากเกดโรค

หรอแมลงจะตรวจสอบไม่ทัน
การเตรยมถงปกช า ถุงขนาดถุงพลาสติกท ี่





เหมาะสมต่อการปกชากงไมสักไดแก่ขนาด 2 x 6 นิ้ว การ


ิ่








บรรจุวัสดุปกชาทาโดยบรรจุวัสดุเพาะเลี้ยงกลาไม เปนดินผสมแกลบดิบ และข้เถาแกลบ
อัตราส่วน 5 : 3 : 2 (อาจเปลี่ยนแปลงตามคุณสมบัติของดิน โดยค านึงถึงการระบายน้าไดดีเปน








หลัก) ประมาณ 3/4 ของถุง อก 1/4 ของถุงดานบนเปนวัสดุปกชา เปนทรายละเอยด การบรรจุวัสดุ






ี่
ปกชาลักษณะน้เพื่อใหกงปกชาแตกรากไดง่ายในวัสดุส่วนบน รากทแตกออกมาจะเจรญต่อไปใน


ิ่





วัสดุดานล่างซึ่งจะสามารถเลี้ยงกลาไมไปไดระยะหนึ่ง ก่อนทจะนาไปปลูกควรทาการเปลี่ยนขนาด



ี่





ถุงใหมขนาดใหญขึ้นเพื่อใหตนกลาเจรญเติบโตไดดีขึ้น




ความชื้นในวัสดุปกช า
สิ่งทจะตองเตรยมก่อนทจะด าเนินการ

ี่
ี่

ตัดกงคือ ทาใหวัสดุปกชาช้น แต่ไม่ใช่เปยกโชก

ิ่







อาจด าเนินการล่วงหนา 1 วัน เพื่อใหวัสดุปกชา


เปยกอย่างทั่วถึง และรดน้าซ ้าอกคร้งในตอนเชา








แมว่าเราจะตองการความช้นในอากาศสูง แต่
ความช้นในวัสดุปกชาจะตองไม่สูงมากนัก วัสดุ




ปกชาทช้นแฉะจะทาใหกงปกชาเน่า การป้องกัน



ิ่


ี่


47





















ี่
ไม่ใหวัสดุปกชาแฉะเกนไปกทาโดยการใชวัสดุปกชาทระบายน้าไดดี และการยกพื้นวางถุงปกชาให ้
ี่
สูงขึ้นโดยใชตะแกรงทน้าไหลผ่านไดง่าย นอกจากน้เวลาทเพิ่มความช้นในอากาศโดยรอบกงจะใช ้



ี่
ิ่








ื่



ิ่





วิธฉดน้ารอดใตตะแกรง การรดน้าบนวัสดุปกชาจะทากต่อเมอรสึกว่าวัสดุปกชาเรมแหง โดยปกติ


จะรดน้าประมาณ 3-4 วันต่อคร้งเท่านั้น
ความชื้นในอากาศรอบกิงปกช า







ิ่


อากาศรอบกงปกชารวมถึงภายในกระโจมจะตองมความช้นสูง การเตรยมการณก่อนลง




ิ่
มอปกชากงเพื่อเพิ่มความช้นในอากาศภายใน



กระโจมใหฉดน้าในกระโจมใหเปยกโชก


ขณะทรดวัสดุปกชาใหรดน้าใตตะแกรง





ี่




ระหว่างพื้นดินกับแปลงปกชา ถาเปนการปก





ชาลงแปลงปกชาใหปดพลาสติกรอบตามขอบ

ของแปลงใหมิดชิด ขณะปกชาใหเปดกระโจม






ี่



เพียงเล็กนอยเฉพาะบรเวณปกชา ส่วนทส่วน



ทปกชาเสรจแลวตองปดไว ้


ี่


ลกษณะภูมอากาศขณะปกช า




ิ่
ความชื้นของอากาศโดยรอบเรอนปกช า จะมผลต่อความสดของกงปกชา การปกชา





ี่
ี่
ิ่

ิ่
จะไดผลดีควรเรมทาในช่วงเชาทมอากาศเย็นสบาย กงจะไม่เหยวง่าย และตอนบ่าย ๆ ทแดดรม


ี่







ลมตกไปแลว อย่างไรกตาม การปกชาไมสักจะไดผลดีกเฉพาะช่วงฤดูฝน ซึ่งความช้นในอากาศสูง






และอุณหภูมิไม่สูงมาก ภูมิอากาศในช่วงนั้นส่วนมากจะคร้มฝนทั้งวันเปนส่วนใหญ จึงสามารถ

ทางานไดทั้งวัน ถามงานเรงด่วนและตองการเพิ่มชั่วโมงทางานใหมากขึ้น อาจตองเรมทางาน









ิ่
ตั้งแต่ 6 โมงเชา และหยุดยาวขึ้นในช่วง 11 โมงถึงบ่าย 2 โมงถามแดดจัด และเลิกงานชาขึ้นใน




ตอนเย็น






อณหภูม ิ หากพบว่าช่วงเวลาปกชามอุณหภูมิสูง การรดน้าโดยรอบเรอนเพาะชา

รวมถึงหลังคาจาลองเปนลักษณะคลายฝนตกจะช่วยลดอุณหภูมิทั้งภายนอกและภายในกระโจม






ี่

ี่

ลม ลมทพัดแรงเปนสิ่งทไม่พึงประสงคนักในการปกชา เพราะจะทาใหอากาศเสีย





ื่
ิ่
ี่

ิ่


ความช้นไปอย่างรวดเรวและกงเหยว แต่เมอทากระโจมแบบปดโดยรอบลมจะไม่มผลต่อกงปกชา


Click to View FlipBook Version