เอกสารประกอบการฝกอบรมเชงปฏิบัติการ
ึ
ิ
ื่
เรอง
กรมปาไม
่
้
้
ั
“เทคนคการปกชาไมสก”
ิ
ั
Rooted cutting technique of Teak
15 มิถุนายน 2559
ศูนยเมล็ดพันธุไมภาคกลาง อ าเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุร ี
้
์
์
่
้
่
่
กลุมงานวนวัฒนวิจัย สานกวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม ้
ั
การฝกอบรมหลักสูตร
ึ
ิ
ั
“เทคนคการปกช าไม้สัก”
(Rooted cutting technique of teak)
โดย
่
กลุมงานวนวัฒนวิจัย สานกวิจัยและพัฒนาการปาไม ้
ั
่
กรมปาไม ้
่
ั
้
กระทรวงทรพยากรธรรมชาติและสงแวดลอม
ิ่
วันที่ 15 มิถุนายน 2559
์
์
้
ศูนยเมล็ดพันธุไมภาคกลาง อ าเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุร ี
สารบาญ
ื่
้
เรอง หนา
้
ี่
บทท 1 การคัดเลือกแม่ไมสัก 1
ี่
ั
ี
บทท 2 ปจจัยทมผลต่อการแตกรากของกงปกชา 7
ั
ิ่
ี่
ิ่
บทท 3 การจัดการสวนผลิตกงไมสัก 16
ี่
้
ั
ื
บทท 4 การสรางโรงเรอนและแปลงปกชา 33
้
ี่
ี่
บทท 5 ขั้นตอนการปกชาไมสัก 43
ั
้
บทท 6 การดูแลหลังการปกชา 54
ั
ี่
่
บทที 1
ั
การคัดเลอกแมไมสก
ื
่
้
ค านา
ั
่
ี
็
์
ุ
้
การคัดเลือกแม่ไม เปนขบวนการแรกของงานปรบปรงพันธุไมปา โดยมวัตถุประสงคเพื่อทจะ
์
้
ี่
์
้
ี
้
ี่
่
้
ื
คัดเลือกและรวบรวมเอาตนไมทมลักษณะดี มาขยายพันธุเพื่อการปลูกสรางสวนปา หรอมาผสมพันธุ ์
่
้
์
์
ั
ุ
เพื่อใหไดสายพันธุใหม่ ๆ เพื่อปรบปรงพันธุขั้นสูงต่อไป โดยอยูบนสมมุติฐานทว่า พ่อแม่ทมลักษณะ
ี่
้
ี
ี่
ทางพันธุดี ย่อมจะถ่ายทอดลักษณะดีไปสูลูกหลาน
์
่
้
ี่
้
ู
้
ลักษณะดีของไมชนิดต่างๆ นั้นเราดูจากการนาไปใชประโยชนเปนหลัก เช่น ไมทใชแปรรป
้
็
์
่
ย่อมตองการไมทมรปทรงกลม เปลาตรง ไสกบตบแต่งง่าย แต่ถาตองการใชเปนรมเงา และปลูก
้
ี่
้
้
้
ี
้
ู
็
ี่
ประดับ ย่อมตองเลือกไมทใบดก ดอกสวยงาม เปนตน
็
้
้
้
้
่
ขอก าหนดในการคัดเลือกแมไม
้
็
้
้
้
้
้
ั
ขอกาหนดในการคัดเลือกแม่ไมกกาหนดตามการใชประโยชนไม ส าหรบไมสักนั้น โดยทั่วไปใช ้
์
้
์
ู
้
์
้
ื
ในการแปรรป ก่อสรางบานเรอน ทาเฟอรนิเจอร และไมบาง ดังนั้นขอกาหนดในการคัดเลือกแม่ไมจึง
้
้
ี
ควรมลักษณะดังต่อไปน้
ี
็
ั
้
ิ
่
้
1. การเจรญเติบโต ตนไมทเจรญเติบโตเรว ถานาไปปลูกสรางสวนปาจะมีรอบตัดฟนสั้นทา
้
ิ
้
ี่
้
ี
้
ใหมผลตอบแทนเรว ในการคัดเลือกแม่ไมจะดูลักษณะการเจรญเติบโตไดจาก
ิ
็
้
่
- เสนผ่าศูนยกลาง ถาเปนตนไมในสวนปา จะพิจารณาเลือกตนทโตทสุดของไมใน
้
็
์
้
้
ี่
้
้
ี่
้
้
ี่
สวนปาชั้นอายุหนึ่ง ๆ ในทองทหนึ่งเปนหลัก
่
็
- ความสูง แม่ไมจะตองมีความสูงจากโคนตนถึงจุดทแตกง่าม ไม่ต ่ากว่า 15 เมตร
้
้
้
ี่
ู
2. รปทรงของล าตน
้
้
ิ่
้
้
ล าตนของแม่ไมสักจะตองมีลักษณะตรงเปลา ปราศจากกงกานจากโคนตนถึงง่าม
้
้
ิ่
่
ิ่
ี
้
ี่
้
ิ่
ื
ี
ี่
ี
หรอในกรณทมกง กงจะตองไม่มขนาดใหญกว่า 1/4 ของความโต ของล าตน ณ ต าแหน่งทกงแตก
ิ่
ิ่
ิ่
ออกมา มุมของกงตั้งฉากกับล าตนมากทสุด กงลักษณะดังกล่าวจะลิดกงเองตามธรรมชาติไดง่าย หรอ
ื
ี่
้
้
ื่
เมอทาการลิดกงจะไม่เกดรอยแผลบนเน้อไมในภายหลัง
้
ื
ิ
ิ่
2
้
ื
3. ลักษณะเน้อไม
ื
้
- ลักษณะของสีและคุณภาพเนื้อไมงดงาม (สักทอง หรอทองลายด า)
้
ื
้
- เน้อไมจะตองมีความแข็งแรงหรอมความหนาแน่นสูง
ื
ี
4. สุขภาพ
้
- แม่ไมจะตองมความแข็งแรงปราศจากโรคและแมลงทาลาย
ี
้
ี
วิธการคัดเลือก
ี
้
่
ื
การเตรยมการคัดเลอกแมไม
ิ
็
้
ี
การเตรยมการคัดเลือกแม่ไมจะมีการด าเนนการเปนขั้นตอนดังต่อไปน้ ี
่
ี
ิ
่
ื
1. คัดเลือกสวนปาหรอปาธรรมชาติทมไมสักขึ้นอยูอย่างหนาแน่น มอัตราการเจรญเติบโตและ
่
้
ี่
ี
รปทรงโดยเฉลี่ยแลว ดีและงดงาม
ู
้
ี่
ี่
2. ทาการตรวจสอบแผนทระวางถึงต าแหน่งของพื้นท ลักษณะทางกายภาพ และภูมิอากาศ
้
ี่
ื่
์
ของพื้นทอย่างกวาง ๆ เพอบันทึกในแบบฟอรมประวัติของแม่ไม ้
3. ทาการวางแปลงส ารวจคัดเลือกแม่ไมในแผนทสวนปาหรอปาธรรมชาติใหกระจายทั่วพื้นท ี่
่
้
้
ื
ี่
่
ี่
เพื่อคัดเลือก โดยแบ่งพื้นทสวนออกเปนแปลงย่อยๆ ขนาด 40x40 เมตร หรอประมาณ 1 ไร ทั่วพ้นท ี่
็
ื
ื
่
ื
้
่
ี่
่
่
สวนปาในแต่ละชั้นอายุของสวนปาหรอปาธรรมชาติทจะเขาไปทาการคัดเลือก
้
ี่
่
้
ี่
์
4. จัดเตรยมอุปกรณต่างๆทใชในการคัดเลือกแม่ไมไดแก แผนทระวาง เข็มทิศ เทปวัด
ี
้
ี
ื่
ระยะทาง เทปวัดความโต เครองมือวัดความสูง สมุดบันทึก มดถางแนว ฯลฯ เปนตน
้
็
่
ี่
็
ี่
้
่
การคัดเลอกแมไมในสนาม แบ่งตามลักษณะพื้นททคัดเลือกเปนสองลักษณะคือในสวนปา
ื
่
และในปาธรรมชาติ ซึ่งจะมีขั้นตอนการคัดเลือกแตกต่างกันดังน้ ี
้
การคัดเลอกแมไมในสวนปา เปรยบเทยบลักษณะภายนอกของตนไม ดวยตา
ี
้
ี
้
่
้
ื
่
ี
ี่
์
้
เปล่า ซึ่งตองอาศัยความชานาญและประสบการณในการคัดเลือกอย่างมาก ในกรณทไม่สามารถ
้
้
เปรยบเทยบดวยตาเปล่าอย่างเด่นชัดกจะทาการตรวจวัดความโต ความสูงแลวเปรยบเทยบ การ
ี
็
ี
ี
ี
้
้
็
่
ด าเนินการคัดเลือกแม่ไมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนปาจะแบ่งออกเปน 3 รอบ ดังต่อไมน้ ี
1. ทาการคัดเลือกรอบแรก การคัดเลือกรอบแรกน้จะกระทา ในช่วงเดือน มนาคม-เมษายน
ี
ี
้
้
ี่
้
่
้
้
ู
ซึ่งในช่วงดังกล่าวตนสักจะผลัดใบหมดตนทั้งสวนปา ทาใหสามารถมองเห็นรปทรงของล าตนไมทจะ
3
้
้
้
ี
้
ี
ี
ทาการเปรยบเทยบและคัดเลือกไดอย่างชัดเจนมาก ทาใหง่ายต่อการเปรยบเทยบและคัดเลือกไมดวย
ี
่
ี่
้
ตาเปล่า ในการด าเนนการคัดเลือก ผูคัดเลือกจะตองมองหาไมทโตทสุดและมีรปรางลักษณะดีงาม
ิ
ี่
้
้
ู
ี่
ี่
้
้
้
ื
ตามความตองการมากทสุด แลวหมายคัดเลือกไว 1 ตน จากพื้นทส ารวจ 1 แปลง (40 x 40 เมตร) หรอ
้
่
้
1 ไร ตนไมทคัดเลือกไดจะทาการหมายดวยสีน้ามันรอบตนจานวน 1 วง ทาทุกแปลงแปลงละ 1 ตน
้
ี่
้
้
้
้
เพื่อการคัดเลือกในรอบต่อไป
ี่
่
2. การคัดเลือกรอบสอง นาเอาตัวแทนแม่ไมทเลือกไดในรอบแรกมาแบ่งเปนกลุม ๆ กลุมละ
้
็
้
่
ี่
้
ี
ี่
่
ี่
้
้
ี
5 ตน ทอยูในแปลงคัดเลือกทใกลเคียงกัน มาเปรยบเทยบเพื่อคัดเลือกหาตัวแทนแม่ไมรอบท 2 เลือก
ต้นทดีทสุดจาก 5 ตน หมายดวยสีน้ามันเพิ่มขึ้นอีก 1 วง รวมเปน 2 วง แม่ไมทคัดเลือกไดในรอบน้จะ
็
ี
้
้
ี่
ี่
ี่
้
้
นาไปคัดเลือกในรอบสุดทายต่อไป
้
ี
้
่
ี่
้
้
็
อย่างไรกตามตัวแทนแม่ไมทคัดเลือกไดในรอบน้จะมสัดส่วนของการคัดเลือก 1 ตนต่อ 5 ไร
ี
้
หรอประมาณ 1 ต่อ 500 ตน นับว่าสูงพอประมาณ ในกรณทตองใชฐานพันธุกรรมแบบกวาง ๆ
ื
ี
ี่
้
้
้
้
็
้
้
สามารถใชเปนแม่ไมไดเช่นกัน
้
ี
ี่
ี่
้
ี่
้
ี
้
3. การคัดเลือกรอบสุดทาย เปรยบเทยบแม่ไมทคัดเลือกไวในรอบทสอง จานวน 2 ตน ทอยู ่
้
้
ี่
้
้
็
้
ในแปลงใกลเคียงกัน แลวเลือกเอาตนทดีกว่าไวเปนแม่ไม ทาการหมายสีน้ามันเพิ่มขึ้นอีก 1 วงรวม
้
็
ื่
้
เปน 3 วง วัดความโต และความสูงเพื่อใชทาไม โดยจะทาการวัดจากโคนตนถึงง่าม ส่วนลักษณะอน
้
ิ่
่
ื
ื
ๆ เช่น ความตรง ลักษณะของกงและพุมเรอนยอด ลักษณะเน้อไม ทั้งสีและความหนาแน่น ซึ่งวัดได ้
้
ื่
้
้
ื
ี่
้
้
ดวยการเจาะดวยเครองมือวัดความหนาแน่นเน้อไมและถากดูสีของเน้อไม บันทึกขอมูลทวัดไดทั้งหมด
้
้
ื
ี
้
ี่
ลงในแบบฟอรม แม่ไมทคัดเลือกไดน้จะมีสัดส่วนในการคัดเลือก 1 ตน ต่อ 10 ไร หรอประมาณ 1
้
์
่
้
ื
ต่อ 1,000 ตน
้
่
้
้
ิ่
้
ี่
้
้
ี่
การคัดเลอกไมสกในปาธรรมชาติ จะเรมตนทการคัดเลือกกลุมไมทประกอบดวยตนไมสัก
่
้
ื
ั
ื
็
ี่
ทมความเจรญเติบโตสูง การลิดกงตามธรรมชาติดี ล าตนกลม เปลา ตรง กงทามุมเปนมุมฉากหรอ
ี
้
ิ่
ิ
ิ่
ี
ใกลเคียงมุมฉากกับล าตน และมลักษณะอน ๆ ดีตามทตองการดวย ในทน้เรยกว่า หมูไมทมลักษณะดี
ี่
ี
ี่
ื่
้
่
ี
้
้
้
ี
ี่
้
กได ้
็
้
้
้
ี่
้
่
ี่
้
ขนาดของกลุมไมไม่มขอจากัด แต่ตองประกอบไปดวย ตนทจะคัดเลือกได และ ตนทจะ
้
้
ี
้
้
้
ี
ี
เปรยบเทยบ เพียงพอ ควรเลือกแม่ไมเพียงตนเดียวหากกลุมไมนั้นมีขนาดเล็ก ทั้งน้เพื่อหลีกเลี่ยง
่
ี
4
้
ี่
้
ั
้
ื
้
้
ั
็
ความเปนพี่นองกันหรอญาติกันของแม่ไมทไดรบการคัดเลือก ส าหรบไมสักไดกาหนดระยะห่าง
ระหว่างตนไวไม่นอยกว่า 200 เมตร ลักษณะตนทคัดเลือก และการบันทึกขอมูล ทาเช่นเดียวกันกับท ี่
้
้
้
ี่
้
้
้
ี่
้
้
้
้
่
คัดเลือกในสวนปา ยกเวนอายุของตนไมทอาจตองใชการประมาณการ
(a) (b)
ี
็
ภาพท 1 ลักษณะพูพอนของตนสัก(a) พูพอนเปนรองลึก สูง เปนลักษณะไม่ดี (b) ไม่มพูพอน
็
ี่
่
้
ิ่
ื
1. เรอนยอดบาง กงแผ่ขยายดี และทามุม
ี
้
้
ใกลเคียงมุมฉากกับล าตน กงมขนาดปาน
ิ่
ี
้
กลางถึงเล็กเมื่อเทยบกับขนาดล าตน
้
2. ใหผลผลิตเมล็ดปานกลาง ถึงดี
้
3. ไม่มโรคและแมลงเขาทาลาย
ี
้
ิ่
ี่
ภาพท 2 ลักษณะกงทมขนาดเล็ก และตั้งฉากกับล าตน
ี่
ี
5
์
้
ุ
ี่
ั
้
่
้
้
้
ในอดีตทผ่านมา ทางโครงการปรบปรงพันธุไมสักไดเนนหนักในดานการคัดเลือกแม่ไมจากปา
็
ี่
้
้
ื
สักธรรมชาติในทองทจังหวัดต่าง ๆ ทั่วภาคเหนอของประเทศเปนหลัก ต่อมาจึงใชการคัดเลือกจาก
่
ี
่
สวนปาทมอายุมาก การคัดเลือกจากปาธรรมชาติมขอเสียบางประการ เช่น ลักษณะภายนอกทใช ้
ี่
ี่
ี
้
้
ั
่
คัดเลือกส่วนใหญอาจจะไดรบอิทธพลจากสภาพแวดลอมมากกว่าเปนลักษณะทางพันธุกรรม เช่น ไม ้
้
ิ
็
่
้
้
ี่
่
ื่
ี่
ื่
ทมขนาดใหญกว่าไมขางเคียงอาจเนองจากว่ามันมีอายุมากกว่าตนอน ๆ หรอดินทอยูรอบ ๆ ตนดีกว่า
้
ี
้
ื
้
ื
้
้
่
ี่
ดินของตนอื่น ๆ หรอมีพื้นทมากกว่าจึงไม่ตองแกงแย่งกับตนขางเคียงมากนัก ส่วนการทตนไมมเรอน
้
ี
ี่
้
ื
้
้
้
ิ
้
้
ยอดใหญอาจจะเนองมาจาก เจรญเติบโตข่มตน อื่น ๆ หรอมีพื้นทกวางกว่าตนอื่น ๆ กได ส่วน
่
ี่
็
ื่
ื
ลักษณะล าตนทไม่ดีของตนทไม่ไดรบการคัดเลือกอาจเกดจากการรบแสงสว่างไม่เต็มท ี่ ยอดถูกตัด
้
้
ั
ั
ี่
ิ
้
ี่
้
็
ื
้
ขาดขณะตนยังเล็ก ส่วนความหนาแน่นของเน้อไมกอาจเกดจากการเจรญเติบโตทชากว่าตนอื่น
ิ
ิ
ี่
้
้
ื่
้
็
้
เนองจากสภาพแวดลอมไม่เหมาะสมกได
ั
ิ
ดังนั้นในการคัดเลือกแม่ไมจากสวนปาจะช่วยลดอิทธพลอันเกดจากปจจัยสิ่งแวดลอม
่
้
้
ิ
ื่
ดังกล่าวขางตนไดมากกว่าการคัดเลือกจากปาธรรมชาติ เช่น เรองของอายุ ระยะห่างระหว่างตน พื้นท ี่
้
่
้
้
้
้
่
และแสงสว่าง ดังนั้นในการคัดเลือกแม่ไมจากสวนปาจะทาใหมั่นใจไดมากกว่าว่าลักษณะดีทแสดง
ี่
้
้
ิ
็
ออกมาจะเปนลักษณะทางสายพันธุมากกว่าลักษณะทเกดจากปจจัยสิ่งแวดลอม
ั
้
ี่
์
์
ุ
็
้
็
้
้
ี
้
้
่
อย่างไรกตามทางสถานบ ารงพันธุไมสัก กไดทาการคัดเลือกแม่ไมสักไวแลวทั้งจากปา
้
ี
ี่
ธรรมชาติ ตัวอย่างดังภาพ 3a และจากสวนปาทมอายุมาก ตัวอย่างดังภาพ 3b และรวมแม่ไมท ี่
่
้
็
ื
้
คัดเลือกไวแลวมทั้งหมดเกอบ 500 ตน แต่ละตนจะใหหมายเลขเปน V ต่าง ๆ ไว ซึ่งย่อมากจาก
้
้
ี
้
้
์
Vegetative propagation หมายถึงสายพันธุดังกล่าวไดรบการขยายพันธุแบบไม่อาศัยเพศจากตนแม่
้
้
์
ั
้
ั
ไมไว ในการคัดเลือกแม่ไมสักของประเทศไทยตั้งแต่ตนจนถึงปจจุบัน อยูในความควบคุมดูแลและ
้
้
่
้
ี
ื่
้
ด าเนินการโดยสถานบ ารงพันธุไมสักทั้งหมดยกเวนในป พ.ศ. 2543 ทมการกาหนดใหหน่วยงานอนใน
ี
ี่
ี
้
์
ุ
้
ี
้
ุ
์
้
ั
คณะทางานปรบปรงพันธุไมสักช่วยในการคัดเลือก ทั้งน้การด าเนินงานไดจัดทาในมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งสิ้น และรายละเอยดเกยวกับแม่ไมสักทั้งหมดในประเทศไทยทคัดเลือกไวจะถูกส่งมารวบรวมไวท ี่
้
ี่
ี
้
ี่
้
ี
สถานบ ารงพันธุไมสักทั้งหมด
ุ
้
์
6
็
้
์
่
่
ี่
ภาพท 3 ตัวอย่างแม่ไมทไดทาการคัดเลือกไวเปนแม่พันธุ (a) คัดจากปาธรรมชาติ (b) คัดจากปาปลูก
้
้
ี่
่
บทที 2
่
ปจจัยทีมีผลตอการแตกรากของกิงปกช า
่
่
ั
ั
ค าน า
้
ี่
ั
็
การทจะทาการปกชากงไมสักใหประสบความส าเรจนั้น ขึ้นอยู่กับปจจัยต่าง ๆ หลาย
ั
ิ่
้
ี
้
ี
ั
ั
้
ิ่
ประการดวยกัน เพื่อทจะไดเตรยมการต่าง ๆ ใหปจจัยเหล่าน้เหมาะสมต่อการแตกรากของกงปก
้
ี่
ั
้
้
ี่
ั
ชาและควบคุมใหถูกตองเหมาะสมเรมตั้งแต่ก่อนทาการปกชา ไปจนถึงปจจัยทเกยวของหลังการ
ิ่
้
ี่
ั
็
ี่
ี
ั
้
ิ่
้
ั
ปกชาไปแลว จาเปนตองทราบถึงปจจัยทมผลต่อการแตกรากของกงปกชาไมสักเสียก่อน
้
่
่
่
่
ปจจัยทีเกียวกับกิงทีเลอกมาปกช า
ั
ั
ื
กงทุกกงมีความสามารถในการแตกรากไดไม่เท่ากันขึ้นอยูกับ
่
ิ่
้
ิ่
้
้
่
ี
1. สภาพแวดลอมและสภาวะทางสรระวิทยาของตนแม
ี
ี่
้
ั
ี่
ิ่
้
ในส่วนของสภาพแวดลอมทมผลต่อลักษณะกงปกชาของตนแม่ไมสักทแตกต่างกัน
้
ออกไปไดแก ปรมาณน้า อุณหภูมิและแสงแดด การเพิ่มคารบอนไดออกไซด ปรมาณธาตุอาหารใน
ิ
ิ
่
์
์
้
ดิน เปนตน
็
้
้
ิ่
้
้
ี่
ปรมาณน้า หากปล่อยใหตนตอขาดน้า ลักษณะกงทผลิตไดจะแคระแกรน และ
ิ
้
ี่
เหยวเฉา กงทแตกออกมาย่อมไม่สมบูรณ การแตกรากของกงปกชาย่อมไม่ดี ในทางตรงกันขาม
ิ่
ี่
์
ั
ิ่
ิ
็
ื
ิ่
็
ิ
้
หากดูแลดวยการรดน้ามากเกนไป ตนตอกจะตายและไม่ผลิตกง หรอเจรญเติบโตเรวจนอวบ
้
้
ี่
้
ิ
ิ
้
้
ี่
้
ี
เกนไป การใหน้าจึงตองระมัดระวังใหมปรมาณพอเหมาะ สิ่งทใชควบคุมปรมาณน้าทใหแก่ตนตอ
้
ิ
้
ื
ไดแก่ วัสดุเพาะหรอดินบรเวณรอบตนตอ ซึ่งดูแลใหเปยกชุมกเพียงพอ อย่าใหเปยกโชก การรดน้า
้
ี
้
ี
่
ิ
้
็
ิ
็
้
้
้
ื่
ตนตอนั้นในฤดูฝนอาจไม่จาเปน หากฝนตกหนักเกนไปอาจตองระวังเรองน้าขัง ในฤดูแลงรดวัน
ั
ละ 1 คร้งกเปนการเพยงพอ
ี
็
็
อณหภูมและแสงแดด มความผันแปรตามฤดูกาล มผลอย่างยิ่งต่อลักษณะการ
ี
ี
ุ
ิ
้
เจรญเติบโตของไมสัก ในฤดูหนาวตั้งแต่เดือน ตุลาคม ถึง มนาคม อัตราการเจรญเติบโตของไมสัก
ี
้
ิ
ิ
้
้
ี
้
้
ี
ั
จะลดลง และหยุด เรยกว่า การงัน ในระยะน้ตนตอไมสักจะไม่ผลิตกงทจะใชปกชาได ถึงแมจะม ี
ิ่
้
ี่
ั
้
ี่
การใหน้าเพื่อหยุดระยะการงัน ยอดทแตกออกมาจะเปนยอดเล็ก ๆ สั้น ๆ ไม่เหมาะสมต่อการปก
็
8
็
้
ชา แต่ในช่วงฤดูรอนและฤดูฝน ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึง เดือนกันยายน จะเปนช่วงทการ
ี่
ิ่
ิ
ิ
้
ี่
็
้
เจรญเติบโตของไมสัก ตนตอทชะงักงันอยู จะเจรญเติบโตอย่างรวดเรว พรอมทั้งผลิตกงท ี่
่
้
เหมาะสมต่อการปกชา
ั
ี่
้
้
่
์
การเพิมคารบอนไดออกไซด ในสภาพแวดลอมทปลูกตนตอ จะช่วยเพิ่ม
์
ิ่
ี
์
ปรมาณกงชา เพราะคารบอนไดออกไซดจะช่วยเพิ่มการสังเคราะหแสง ทาใหมอัตราการ
์
์
้
ิ
ี
ี่
ิ่
ิ
้
้
้
เจรญเติบโตมากกว่าและการแตกกงแขนงไดมากกว่าดวย แต่จะไดผลเฉพาะกรณทปลูกในโรง
์
ิ
้
ี่
ี่
กระจกทปดสนิทและปรมาณคารบอนไดออกไซดขาดแคลน ในประเทศไทยทมสภาพอากาศรอน
ิ
ี
์
ี
์
และตนตอไมสักทปลูกทั้งหมดปลูกนอกเรอนกระจก และมคารบอนไดออกไซดอย่างเพียงพอต่อ
์
้
ี่
้
ื
้
์
การสังเคราะหแสงอยู่แลว การเพิ่มคารบอนไดออกไซดไม่น่าจะช่วยใหอัตราการเจรญเติบโตและ
์
ิ
์
้
ิ่
การแตกกงแขนงเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ิ่
ิ
ี
ี่
ิ่
ิ
แรธาตุอาหารในดิน มผลต่อการเจรญเติบโตของกง กงทเจรญเติบโตดีและ
่
์
์
๋
อวบเกนไปมเปอรเซ็นตการแตกรากลดลง การศึกษาพบว่าการใส่ปุยชนิดต่าง ๆ ในช่วงฤดูกาล
ี
ิ
ื
้
้
ิ่
้
แรกของการผลิตกงของตนตอไมสัก ไม่ช่วยใหตนตอตายนอยลงหรอการผลิตกงไดเพิ่มขึ้น หรอกง
้
้
ื
ิ่
ิ่
้
ปกชาแตกรากไดมากกว่าตนตอทไม่ใส่ปุยแต่อย่างใด
ั
ี่
้
้
๋
ั
่
่
้
์
้
ั
่
2. การท าใหตนแมกลบไปอยูในสภาพเยาววยและการปรบสภาพตนแมกอนตัด
่
้
ั
ปกช ากิง
่
ั
ิ่
้
ั
ี่
ี่
ี
้
็
ั
ี่
อายุของตนแม่เปนปจจัยทส าคัญทสุดทมผลต่อการการแตกรากของกงปกชาไมสัก การ
ี่
้
ี
ทจะทาการปกชาไมทออกรากยากเหล่าน้ใหไดผลจาเปนตองใชเทคนิคการลดอายุกงใหอ่อนลง ได ้
้
ิ่
้
ี่
้
ั
้
็
้
ิ่
ี
้
รวบรวมเทคนิคการลดอายุกงของไมต่าง ๆ ไว 6 วิธ คือ
้
1. โดยการตัดแม่ไมใหแตกหน่อใหม่
้
้
ั
2. โดยการติดตาหรอเปลี่ยนยอด ซ ้ากันหลาย ๆ คร้ง
ื
ั
ั
3. โดยการปกชาซ ้าหลาย ๆ คร้ง
ื่
4. โดยการสรางสวนขยายพันธุ และตัดแต่งกงเรอย ๆ
้
์
ิ่
ี่
ภาพท 2.1 การตัดแต่งกงกลาสักใหแตก
้
ิ่
้
ยอดอ่อนใหม่
9
(a) (b)
้
ิ่
ื
้
ภาพท 2.2 กลาไมสักในขวดเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อ (a) และ การตัดกงแก่ไมสักมาชาใหผลิต
ี่
้
้
ยอดอ่อน (b)
ื
5. โดยการเพาะเลี้ยงเน้อเยอ
ื่
ั
ื
่
ิ่
ี
ิ่
6. โดยการตัดกงหรอรากขนาดใหญมาชาใหผลิตยอดอ่อน เพื่อเกบกงอ่อนมาปกชาอกท ี
้
็
้
ิ
ื
3. ชนดของเน้อไมทีเลอกมาช า
ื
่
้
ิ่
ี่
์
ื
ี่
ื
ั
ส าหรบไมสักนั้นอายุของกงหรอเน้อไมทแตกต่างกันเพียงไม่กสัปดาห มผลอย่างยิ่งต่อ
ี
้
การแตกรากของกงปกชา เน้อไมทแก่เกนไปนาไปปกชาจะเกดแคลลัสและไม่แตกราก และการปก
ั
ื
ี่
้
ั
ิ
ิ่
ั
ิ
้
ชากลาไม ท่อนทอยูติดโคนตนทใบมสีเหลืองแลวและใบรวงแตกรากไม่ดีเมอเทยบกับส่วนยอด
ี่
่
้
้
้
ื่
ี
่
ี
ี่
ิ
แสดงว่าเน้อไมส่วนโคนน่าจะแกเกนไป
้
ื
่
4. สายพันธมผลตอกิงปกช า
ี
ุ
ั
์
่
่
์
้
ในไมสักพบว่า สายพันธุมความแตกต่างกันอย่างมากในความสามารถของการแตกราก
ี
้
ั
์
ิ่
์
้
์
ี่
ี่
ี่
์
ของกงปกชา บางสายพันธุทแตกรากไดดี แตกรากไดถึง 100 เปอรเซ็นต ในขณะทสายพันธุทแตก
ี่
์
์
ี
้
รากไดนอยทสุดเพยง 17 เปอรเซ็นตเท่านั้น
้
ั
ั
5. ฤดูกาลกบชวงการเจรญเติบโตของกิงปกช า
่
ิ
่
นอกจากอุณหภูมิและช่วงแสงต่อวันทเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละฤดูกาลแลว ปรมาณ
้
ิ
ี่
ิ่
ี
น้าฝน ความช้นในดินและอากาศ มอิทธพลต่อความเปลี่ยนแปลงของกงปกชา อิทธพลของฤดูกาล
ิ
ิ
ั
ื
คือ การตอบสนองของกงชาต่อสภาพแวดลอมในช่วงต่าง ๆ ของป ในไมสักซึ่งเปนไมใบกวางผลัด
้
้
ี
้
้
็
ิ่
10
ั
ี่
ิ่
้
ิ่
้
ใบ การตัดชากงอ่อนทลดอายุในช่วงฤดูฝนมักออกรากไดดี การแตกรากไดดีของกงปกชาไมสัก
้
ิ
ี
ในช่วงฤดูฝน มความสัมพันธกับฤดูกาลเจรญเติบโตของไมสักเอง
้
์
่
่
่
่
ั
ั
ั
้
ปจจัยทีเกียวของกบการปฏิบัติตอกิงปกช า
์
เป้าหมายหลักของของการปฏิบัติต่อกงปกชา คือ ใหไดกงทมลักษณะสมบูรณ สด เมอ
ิ่
ั
ื่
ี่
ิ่
้
้
ี
้
ั
ิ่
ี
ปกชาลงในวัสดุเพาะชาจะมอัตราการแตกรากไดสูง การปฏิบัติต่อกงชา ทมผลต่อความสด ความ
ี
ี่
ิ่
้
ั
สมบูรณของกงปกชาไดแก ่
์
1. การคัดเลอกกิง
ื
่
ิ่
กงปกชาทดีควรปราศจากไวรส แบคทเรย หรอเช้อราททาใหเกดโรคต่าง ๆ กงทมคุณภาพ
ี
ี
ี
ี่
ิ
ั
ื
ั
ิ่
ื
ี่
้
ี่
ิ่
ี่
ั
ิ่
ี
้
่
ต ่าจะมผลต่อการแตกรากของกงปกชา การทจะผลิตกงใหมคุณภาพนั้นขึ้นอยูกับการจัดการสวน
ี
ผลิตกงทดี
ี่
ิ่
2. เวลาในการตัดกิง
่
ี
็
ิ่
ิ่
ิ่
เวลาในการตัดกงมผลต่อความสดของกงเปนอย่างยิ่ง เพราะเวลาในการตัดกงมความ
ี
เกยวของกับอุณหภูมิ ความช้นในอากาศ และลม จึงควรพิจารณาเวลาทเหมาะสม ในตอนเชาตร ู่
้
ี่
้
ี่
ื
ื
้
อุณหภูมิจะต ่า ความช้นในอากาศสูง ลมพัดอ่อน ๆ กงทถูกตัดจากล าตน จะรกษาความสดไวได ้
ี่
ิ่
้
ั
้
ิ่
ี่
ี่
ื
นาน ในตอนบ่ายอากาศจะรอนจัด ความช้นในอากาศลดลง ลมพัดแรงกงทตัดจะเหยวเฉาอย่าง
ึ
ิ่
ื่
็
ิ่
ี
ี่
ื
รวดเรว เมอตัดกงอาจตองพ่นหมอก ในวันทอากาศมีความช้นสูง คร้มฝนไม่มแดด การตัดกงทาได ้
้
ิ่
ทั้งวันโดยทกงไม่เหยว
ี่
ี่
ั
ั
3. การดูแลกิงปกช าหลงการตัด
่
ิ่
ั
ิ่
็
ี
้
กงปกชาไมสักจะมลักษณะเปนกงอ่อน ใบค่อนขางบอบบางช้าง่าย ควรจับอย่างเบามอ
้
ื
้
ิ่
เมอตัดแลวควรมีภาชนะใส่ การใหน้าในช่วงเวลาททาการตัดแต่งกง หากพบว่ามกงเหยว ควรให ้
ี
้
ี่
ิ่
ี่
ื่
้
้
น้าดวยการพ่นหมอก หรอจุ่มน้า แต่การแช่น้าจะทาใหเซลลเต่งเกนไปและเน่าง่าย
ิ
์
ื
่
่
4. ชวงเวลาจากการตัดกิงถึงเวลาตัดช า
้
ิ่
ช่วงเวลาจากการตัดกงถึงเวลาตัดชามผลโดยตรงต่อความเหยวแหงและเน่าเสียของกง
ี่
ิ่
ี
้
ถาจากัดเวลาช่วงน้ใหสั้นทสุดจะมผลดีทสุดต่อกงปกชา
ี
ั
้
ี่
ี่
ี
ิ่
11
่
5. การขนสง
ิ่
ิ่
่
ั
หากสวนผลิตกงอยูไกลจากแปลงปกชา เทคนิคการขนส่งจะกระทบกระเทอนส่งผลใหกง
ื
้
ปกชาบอบช้า การขนส่งทรวดเรวทสุดและบรรจุหบห่อททาใหสูญเสียความช้นในกงนอยทสุดและ
ี่
ี
ี่
็
ี่
้
ั
ื
ิ่
ี่
้
้
ี่
กงช้านอยทสุด จะปลอดภัยทสุดส าหรบกงปกชา
ิ่
ี่
ิ่
ั
ั
6. การตัดแตงกิง
่
่
ิ่
ี่
้
การตัดแต่งกง จะตองค านึงถึงอุปกรณทสะอาด คม และลักษณะการตัดแต่งกง เช่น
ิ่
์
ิ่
ั
การเหลือใบ จะมีผลต่อการแตกรากของกงปกชา
ุ
7. การใชสารควบคมการเจรญเติบโต
ิ
้
ิ
ี
สารเรงการเจรญเติบโตของพืช คือ ฮอรโมนนั่นเอง มทั้งฮอรโมนสังเคราะหและฮอรโมน
์
์
่
์
์
์
ี่
ิ
ทผลิตเองในพืช โดยเฉพาะบรเวณปลายยอด การเคลื่อนทของฮอรโมนจะเคลื่อนจากปลายยอดสู ่
ี่
์
ี่
ี่
์
โคนตน ฮอรโมนสังเคราะหซึ่งใส่ทโคนกจะเคลื่อนทในทิศทางตรงกันขาม
้
็
้
่
ั
ิ่
ส าหรบไมสัก ฮอรโมน IBA IAA และ NAAช่วยในการเรงรากของกงปกชาทผ่านการลด
ั
์
ี่
้
้
ี่
์
ิ่
อายุกงใหติดรากไดดีขึ้น แต่กงอ่อนทไดจากกลาอ่อนจากการเพาะเมล็ดไม่จาเปนตองใชฮอรโมน
ิ่
้
้
้
้
้
็
เลย
ิ่
ิ
๊
ั
ิ
อิทธพลของฮอรโมนตอกิงปกช า อิทธพลของออกซินต่อกงปกชามีดังน้ ี
่
์
่
ั
1. ทาใหกงปกชาออกรากเรวขึ้น
้
ั
็
ิ่
2. กระตุนใหเกดจานวนรากมากขึ้น
้
ิ
้
้
ี่
ิ
ิ
3. เพิ่มบรเวณทจะเกดรากมากขึ้นทาใหระบบรากแข็งแรง
้
้
ี่
4. ช่วยใหพืชทเกดรากไดยากบางชนิด ใหแตกรากไดง่ายขึ้น
้
ิ
้
ั
ี่
็
5. บางคร้งเปลี่ยนชนิดรากทเกดขึ้น เปนรากทแข็งแรงขึ้น
ิ
ี่
วิธการใสฮอรโมน
์
่
ี
์
้
ิ่
็
์
่
้
1. การใชกจุมโคนกงลงในฮอรโมนทละลายในแอลกอฮอลตามความเขมขน ปกติจะ
ี่
้
็
์
้
้
ี
ใชแอลกอฮอล 50% ในน้าเปนตัวทาละลาย ประมาณ 5 วินาท และยกขึ้นปล่อยใหแอลกอฮอล ์
้
ี
ี
้
ระเหยก่อนปกชา วิธน้มักจะใหผลดีทสุดส าหรบการเพาะชาเปนการคา เช่น ไมประดับ ขอดีคือ ร ้ ู
ั
็
้
้
ี่
ั
12
่
ี
่
็
ิ่
ิ
๊
้
ี่
้
ี่
ิ่
ั
ปรมาณ ออกซินทแน่นอนทเขาสูกงปกชา รากมักจะออกสูงขึ้นจากโคนกง ขอเสียของวิธจุมกคือ
้
้
ี่
หากใชเทคนิคการจุมไปปกชาไป ระหว่างการใชแอลกอฮอลทใชเปนตัวทาละลายมักระเหยเรว ทา
่
ั
็
็
์
้
้
์
้
้
้
็
ี
ื่
ใหฮอรโมนเขมขนขึ้นเรอย ๆ ทาใหความเขมขนของฮอรโมนเปลี่ยนไป วิธแกไขกคือเวลาใชใหเท
้
์
้
้
้
้
้
ิ
ปรมาณนอยและปดฝาส่วนทเหลือไว ้
ิ
ี่
ู
็
้
้
2. ใชฮอรโมนผง ซื้อฮอรโมนผงส าเรจรป ทมขายตามทองตลาด เช่น เซราดิกซ ์
ี
์
์
ี่
์
็
ี
้
้
้
ี่
์
้
้
้
(Seradix) ไมสักเปนไมยืนตนจะใชเบอร 3 ทมความเขมขนประมาณ 8 % วิธการใชฮอรโมนผงก ็
้
ี
ิ่
้
ั
ี
ิ
้
โดยชุบโคนกง แลวเคาะเบา ๆ ใหส่วนเกนรวงไปแลวปกชาทันท สะดวกใชในกรณการทดลอง
้
่
ี
้
ี
์
ี
เบื้องตน ไม่มเครองชั่งละเอยด ๆ คนงานยังไม่ชานาญการผสมฮอรโมน ขอเสียของวิธผง คือ
้
ี
ื่
้
้
ิ
ิ่
ิ
้
ี
ิ
มักจะเกดการพอกของผงฮอรโมนบรเวณโคนกง ทาใหไดฮอรโมนมากเกน ซึ่งบางคร้งมผลยับยั้ง
์
ั
์
ี
้
้
การเกดราก วิธการแกไขกคือ แบ่งฮอรโมนเท่าทจะใชใส่ภาชนะเล็กๆ แลวเติมน้าลงไปเล็กนอย
์
้
้
็
ี่
ิ
์
้
ิ่
ลองจุมกงปกชาดูใหฮอรโมนเคลือบโคนกงบางๆกใชได ขอเสียอกอย่างหนึ่งกคือผงฮอรโมนม ี
ั
้
ิ่
็
่
้
์
ี
้
็
็
้
โอกาสสูญเสียประสิทธภาพ ควรเกบในทแหงและในตูเย็น
ิ
้
ี่
ิ่
ี
๊
็
ี่
3. ละลายออกซินในน้า และแช่โคนกงนาน 4-12 ชั่วโมง เปนวิธทใชส าหรบบางชนิดท ี่
ั
้
้
็
้
์
ไม่ทนต่อแอลกอฮอล ขอเสียของวิธแช่ในน้า ถาจะทาเปนจานวนมากจะไม่สะดวก และเสีย
ี
ั
เวลานาน บางคร้งใบอาจเหยวเสียก่อนและเซลลเต่งได โดยเฉพาะไมสักถาแช่น้าไวนานๆจะพบว่า
้
้
้
ี่
้
์
ยอดจะบอบช้ามาก ไม่สด และเน่าง่าย
ื
ความเขมขนของฮอรโมนทีใช ความเขมขนทแนะนาคือ 2.6 – 5.0 g/l หรอ 2,500 –
้
ี่
้
้
์
้
้
่
้
5,000 ppm หรอใช IBA และ NAA ครงต่อครง อย่างไรกตามตองทดลองดูในพืชแต่ละชนิด ความ
ึ่
้
ึ่
ื
็
ิ
ี่
้
้
ิ
เขมขนทมากเกนไปอาจยับยั้งการเกดราก
้
็
้
้
ี่
การเก็บฮอรโมนเพื่อใหฮอรโมนมอายุการใชงานนานขึ้น ควรเกบในตูเย็น ทแหงและ
้
์
ี
์
้
ิ
ิ
์
เย็น ฮอรโมนบรสุทธ์สามารถเกบไดนานหลายป และถาเปนผงจะเกบไดประมาณ 1 ปี ในเขต
็
้
็
ี
้
็
้
ื
้
ี
์
่
ี
้
้
้
อากาศรอนช้นเมื่อนาออกจากตูเย็นควรทิ้งไวใหอุนขึ้น 30 นาท เพื่อป้องกันไม่ใหฮอรโมนเปยก
8. การใชยากันเช้อรา
ื
้
ื
มรายงานว่าการใชยากันเช้อราบางชนิดนอกจากช่วยป้องกันการเกดเช้อราทจะเปน
้
ี
ี่
ื
็
ิ
ตัวนาเช้อโรคสู่กงปกชาแลว ยากันเช้อรายังช่วยป้องกันรากทเกดขึ้นใหม่ไม่ใหติดเช้อรา และเพิ่ม
้
ั
ี่
ิ
ื
ื
ื
้
ิ่
์
เปอรเซ็นตการรอดตายของกงปกชา
์
ั
ิ่
13
่
9. การกรดโคนกิง
ี
ิ่
ี่
ี่
้
การกรดโคนกง ช่วยเพิ่มพื้นทดูดซับฮอรโมนและดูดน้าไดมากกว่า และพื้นทในการแตก
์
ี
้
้
ี่
็
ั
ิ่
้
้
่
ี
รากไดมากขึ้น ส าหรบชนิดทแตกรากไดดีอยูแลว การกรดโคนกงอาจไม่จาเปน เพราะตองเสียเวลา
ี
ิ่
้
และถากงอ่อนการกรดโคนจะทาใหเน้อเยอช้า
ื
ื่
้
่
ปจจัยทีเกียวกับสภาพแวดลอมระหวางการออกราก
่
้
่
ั
1. ความชื้น
ี
ื
ี
่
ิ่
ั
ี่
ั
ื
ความช้นทมผลต่อการแตกรากของกงปกชามอยู 3 แหล่งคือ ความช้นในวัสดุปกชา
ความช้นในกงปกชา และความช้นในอากาศ ความช้นทั้ง 3 แหล่งมความสัมพันธและต่อเนองกัน
ื
ื
ื
ื่
์
ี
ิ่
ั
และมผลกระทบต่อความสดของกงปกชา การมใบติดกงปกชาสามารถกระตุนการออกรากและ
ี
ิ่
ั
ี
ั
้
ิ่
ี่
้
ี
็
ี
ิ่
้
ิ
การเจรญเติบโตของกงปกชาได แต่ใบมหนาทอกอย่างหนึ่งคือ การคายน้า เปนสาเหตุของการ
ั
สูญเสียน้าในกงปกชา ทาใหใบเหยวและตายไดหากไม่มการดูดน้าเขามาแทนท อัตราการคายน้า
ี
ั
้
ิ่
ี่
้
ี่
้
้
ื
่
ของใบขึ้นอยูกับความแตกต่างของความช้นในอากาศรอบใบและความช้นภายในปากใบ ปกติแลว
ื
ิ
้
ื
ี่
ี
้
ื
้
ั
ภายในปากใบจะมความช้นสูงเกอบ100 % เพื่อใหเกดการคายน้าจากใบนอยทสุด ตองรกษา
์
ี่
ั
ิ่
้
ี
ื
ื
บรรยากาศบรเวณรอบใบหรอกงปกชาใหมความช้นสัมพัทธสูงทสุด เพื่อลดการคายน้า อย่างไรก ็
ิ
ี่
ิ่
้
ั
ตามน้าทคายออกทางใบจะถูกชดเชยจากน้าในวัสดุปกชาดูดขึ้นมาทางโคนกงดวยแรงดึงดูดของ
็
ิ
ั
้
ื่
ิ่
ั
ื
ิ่
โมเลกุลน้าในกง เมอใบคายน้าออกไม่มากกงกจะรกษาความสดอยู่ไดปรมาณความช้นในวัสดุปก
ชาควรมความสมดุลยกับความช้นในอากาศ น้าในวัสดุปกชาทมากเกนไป จะลดปรมาณอากาศใน
ี
ิ
ั
์
ื
ิ
ี่
็
ิ่
วัสดุชา และเปนสาเหตุของโรคและการเน่าของโคนกงได ้
(a) (b)
ี่
ื
ี
ภาพท 2.3 การควบคุมความช้นและอุณหภูมิในแปลงปกชาโดยการฉดน้ารอบแปลงเพาะ
ั
้
็
ิ
้
(a) ใหผลดีกว่าการพ่นน้าลงแปลงโดยตรง (b) ซึ่งทาใหวัสดุแฉะเกนไปเปนสาเหตุของการเน่า
14
2. อณหภูม ิ
ุ
ิ่
ี
ั
ิ
้
อุณหภูมิทั้งในวัสดุชา และในอากาศโดยรอบกงปกชาลวนมอิทธพลต่อการแตกรากของ
ิ่
ั
็
ี่
กงปกชา ในวัสดุชาทเปนของแข็งโดยทั่วไป อุณหภูมิจะไม่มความเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะ
ี
ในประเทศในเขตรอน เช่น ประเทศไทย อุณหภูมิในวัสดุชาจะไม่ค่อยก่อใหเกดความกังวลมากนัก
้
ิ
้
ี
ี
ี
ี
ั
ิ่
แต่อุณหภูมิในอากาศจะมความเปลี่ยนแปลงมากกว่า และมผลต่อความมชวิตของกงปกชา
้
ิ่
อุณหภูมิทเพิ่มสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส มผลทาใหกงปกชาไมสักเหยวและตาย
ั
้
ี่
ี่
ี
3. แสง
ิ่
ิ
ี่
ี
้
ั
็
แสงเปนปจจัยทมส่วนในการเจรญเติบโตของกงชาและสรางราก ทั้งความเขมแสงและ
้
้
ิ่
้
้
ั
ั
ความยาวช่วงแสง อาจมีผลต่อการแตกรากของกงปกชาในไมหลายชนิด แต่ส าหรบไมสักแลวยังไม่
ั
ื่
มการทดลองในรายละเอยดเกยวกับเรองน้ อย่างไรกตาม ในการปกชาทผ่านมา แปลงปกชาไมสัก
ี
็
้
ี
ี่
ี
ี่
ั
ี
้
ื
์
จะถูกพรางแสงดวยพลาสติกพรางแสง 50% 2 ชั้น โดยรอบเรอนเพาะชา โดยมวัตถุประสงคหลัก
ั
เพื่อลดอุณหภูมิ นอกจากแสงจะถูกพรางดวยพลาสติกพรางแสงแลว ยังมพลาสติกใสส าหรบทา
ี
้
้
ี่
้
ี
ี่
ี
้
ื่
กระโจม ทจะมส่วนในการพรางแสงอกชั้นหนึ่ง เมอใชไปนาน ๆ สีจะขุ่นมัวลง ดวยระดับแสงทถูก
็
้
ั
้
ี่
ื่
ิ่
้
็
ั
พรางดังกล่าว กงปกชาไมสักกแตกรากไดดี เนองดวยฤดูกาลทปกชาไมสักใหผลดีเปนช่วงฤดูฝน
้
้
ซึ่งช่วงฤดูน้ในประเทศไทยจะมีความยาวแสงต่อวันประมาณ 12 ชั่วโมง
ี
4. วัสดุปกช า
ั
ี่
้
ั
วัสดุปกชาทเหมาะสมต่อการปกชา ควรมีความพรนสูง อุมน้าไดดี ในขณะเดียวกันก ็
้
ั
ุ
้
้
ิ่
้
ระบายน้าไดดีดวย ขอส าคัญควรปลอดภัยจากโรค หนาทของวัสดุปกชา คือ ยึดกงปกชาใหอยู่กับ
ี่
ั
้
้
ั
ิ่
้
ื
ี่
้
ื
้
ิ
ทช่วงการออกราก ใหความช้นแก่กงชา ใหอากาศแลกเปลี่ยนบรเวณโคนกงชา ใหสภาพมดหรอ
ื
ิ่
ี
ทึบ ลดการผ่านของแสงบรเวณโคนกง วัสดุปกชาจะมผลต่อการเน่าเสียของกงปกชา และมส่วน
ั
ั
ิ่
ิ่
ี
ิ
้
ี่
ี่
เกยวของกับคุณภาพของระบบรากทแตกออกมา
15
ดน
ิ
bo
แกลบเผา ,มเดย
ี
ี
(a) (b)
ื
ั
ภาพท 2.4 ฆ่าเช้อวัสดุปกชาโดยการตากแดดกลางวันสลับการรดน้าตอนเย็น 3 วัน (a)
ี่
ั
้
วัสดุทใชปกชา (b)
ี่
5. การดูแล
ิ
ี
ี่
้
็
เปนเรองของการควบคุมสภาพแวดลอมทมอิทธพลต่อการแตกรากของกงปกชา ใหม ี
้
ื่
ิ่
ั
ิ่
่
ความเหมาะสมอยูเสมอ และดูแลกงปกชาใหอยูในสภาพปกติ
ั
่
้
่
บทที 3
้
ั
การจัดการสวนผลิตกิงไมสก
่
ค าน า
ี
ิ่
ี่
ั
ื่
ั
ิ่
็
เมอทราบว่าปจจัยหลักอย่างหนึ่งทมผลต่อการแตกรากของกงปกชา กคือสภาพของกง
ิ่
ั
็
้
ี่
้
ี
ี่
ี
ั
ั
ปกชาเอง การจะไดมาซึ่งกงปกชาทมความเหมาะสมต่อการปกชานั้น จาเปนทจะตองมการ
ั
ี่
ิ่
้
้
จัดการตนตอทถูกตองจึงจะผลิตกงลักษณะดังกล่าวออกมาได ้ ในการทจะผลิตกลาปกชาจานวน
้
ี่
็
ิ่
ิ่
้
็
็
ี่
มาก จานวนตนตอกตองเพิ่มมากขึ้นเปนสวนผลิตกง การจัดการสวนผลิตกงทเหมาะสมจะเปน
้
ี่
้
ี
้
หัวใจหลักในการผลิตกลาจากการปกชาทจะใชในการปลูกปาขนาดใหญ ่ หรอกล่าวอกนัยหนึ่งก ็
ื
ั
่
้
้
้
่
่
้
คือ ความเปนไปไดของการปลูกสรางสวนปาไมสักขนาดใหญโดยใชกลาจากการปกชานั้นขึ้นอยู ่
้
็
ั
ิ่
กับการจัดการสวนผลิตกงทดีนั่นเอง
ี่
็
็
้
้
้
้
้
อย่างไรกตามในการปลูกสรางสวนปาขนาดใหญจาเปนตองใชกลาไมจานวนมาก การ
่
่
์
็
ี่
้
จะใชเทคนิคการปกชาจะตองใชกงพันธุจานวนมาก จาเปนทจะตองมีการวางแผนและการจัดการ
้
้
ิ่
้
ั
ั
้
้
้
ี่
ี
สวนผลิตกงทดี จึงจะทาใหเกดความเปนไปไดในการทใชวิธการขยายพันธุดวยการปกชา การ
ิ่
์
ี่
้
็
ิ
ู
ิ่
็
้
็
ั
้
้
้
้
จัดการสวนผลิตกงปกชาของไมชนิดใดใหประสบผลส าเรจจาเปนจะตองมีความรความเขาใจใน
้
ิ่
ลักษณะเฉพาะตัวของไมชนิดนั้นก่อน จึงจะวางแผนและจัดการสวนผลิตกงของไมชนิดนั้นให ้
้
็
้
ั
เปนไปอย่างเหมาะสมได ้ เพื่อใหตนตอผลิตกงปกชาทนามาปกชาใหแตกรากไดดีจานวนมาก
้
้
ี่
ิ่
ั
้
อย่างต่อเนองและยาวนาน
ื่
้
่
ั
เปาหมายของการจัดการสวนผลิตกิงไมสก
้
1. เพื่อปรบสภาพกงใหมความเหมาะสมต่อการปกชา กงทมความเหมาะสมต่อการปก
ี
ั
ี่
้
ั
ิ่
ี
ิ่
ั
ื
ิ่
้
ี่
้
ชาตองเปนกงอ่อน หรอกงทผ่านการลดอายุใหอ่อนลง
็
ิ่
ิ่
ั
ื
2. เพื่อเพิ่มจานวนกงปกชาใหมจานวนมาก โดยการเพิ่มจานวนตนตอ หรอจานวนกง
ิ่
้
ี
้
ต่อตนตอ หรอจานวนรอบในการเกบกงต่อป ี
ื
็
ิ่
้
ั
3. รกษาตนตอใหผลิตกงไดนานทสุดโดยทไม่ตาย
ี่
้
้
ิ่
ี่
้
17
่
้
ั
้
ี
ิ
่
ปญหาส าคัญทีจะตองมการจัดการสวนผลตกิงไมสก
ั
ิ่
็
ิ่
ั
1. กงจากตนเดียวกันไม่สามารถเปนกงปกชาทดีไดเท่ากันทุกกง เมอตอนเปนกลาไม จะ
ิ่
ื่
้
็
้
้
ี่
้
้
้
้
็
่
้
ื
แตกรากไดง่าย แต่เมอเปนไมหนุ่มหรอไมแกจะแตกรากไดยาก
ื่
้
ื่
ิ่
2. กงไม่เหมาะสม เมอทาการปกชาจากกง ตนกลาทไดอาจไม่แสดงลักษณะการ
้
ิ่
ั
ี่
้
ี
ิ
เจรญเติบโตตามปกติ เช่นเอยงไปตามแนวระนาบ
ิ่
ั
ิ่
ี่
3. กงปกชาไมสักจะแตกรากไดดีในกงทยอดกาลังเจรญเติบโตปานกลาง (ไม่ใช่ยอดท ี่
้
ิ
้
้
ิ
้
ั
ี่
ิ
ื
กาลังพุงหรอยอดทใกลจะหยุดการเจรญเติบโต) ส าหรบไมสักยอดทอวบเกนไปจะ
่
ี่
แตกรากไดนอยลง
้
้
้
้
ิ่
้
4. ในระยะเรมตนโครงการ ตนตอจะมจานวนจากัด การเพิ่มจานวนตนตอใหมากขึ้นเพื่อ
้
ี
้
้
การผลิตกงเปนส่วนหนึ่งของการจัดการสวนผลิตกงใหสามารถผลิตกลาปกชาได ้
ิ่
ั
็
ิ่
เพียงพอต่อความตองการ
้
้
้
้
5. ตนตอหนึ่งๆ จะผลิตกงปกชาไดจานวนนอย
ั
ิ่
้
้
6. เกบเกยวผลผลิตไดนอยคร้งต่อป ี
ั
ี่
็
้
้
ิ่
้
ี่
7. ตนตอหยุดแตกกง เมอเกบเกยวผลผลิตกงไปไดระยะหนึ่ง ตนตอทปลูกเรมแก่และ
ี่
็
ิ่
ื่
ิ่
ผลิตกงไม่ดี
ิ่
ื
8. เกดการตายของตนตอทผ่านการเกบกงไประยะหนึ่ง หรอหลังการตัดแต่งกง
็
ิ
ี่
ิ่
้
ิ่
ั
้
่
่
ั
การด าเนนการจัดการสวนผลิตกิงไมสกเพือการปกช า
ิ
ั
ื่
ี
ิ่
ี่
สิ่งทจะกล่าวถึงในเรองการดาเนินการจัดการสวนผลิตกงเพอการปกชา มดังน้ ี
ื่
ิ่
ู
้
1. รปแบบของวัสดุพันธุกรรมเรมตน
ิ่
์
้
2. การขยายพันธุเพื่อการปลูกสรางสวนผลิตกง
3. วิธการปลูกตนตอในสวนผลิตกง
ี
้
ิ่
4. การดูแลสวนผลิตกง
ิ่
ี่
ั
5. การทาใหกงมีลักษณะทเหมาะสมต่อการปกชา
้
ิ่
ิ่
6. วิธการเพิ่มจานวนกงต่อตนตอ
ี
้
18
1. รูปแบบของวสดพันธกรรม (Genetic Materials) เรมตน
ุ
้
ุ
ิ
่
ั
้
ิ่
้
้
ี่
ิ่
ั
็
้
้
วัสดุพันธุกรรมเรมตนทจะใชในการจัดสรางสวนผลิตกงปกชาไมสักอาจจาแนกไดเปน 2
้
ู
์
รปแบบคือ เมล็ด และตาจากแม่ไมพันธุดี
วัสดุพันธกรรมเรมตนทีเปนเมล็ด
็
่
ิ
่
ุ
้
ู
1. กรณทเมล็ดเปนวัสดุพันธุกรรมเพียงรปแบบเดียวทมอยู เช่นในต่างประเทศท ี่
่
ี
ี่
ี่
ี
็
้
้
ิ่
ไม่ใช่ถนกาเนิดไมสัก และไม่เคยปลูกไมสักมาก่อน การมีเมล็ดจานวนจากัดอาจตองเพิ่มจานวน
้
กลาไมดวยการปกชา
้
ั
้
้
ี
่
้
์
ี่
2. มจานวนเมล็ดพันธุตามลักษณะทตองการอยูจานวนจากัด โดยเฉพาะเมล็ด
ี่
้
ี่
้
์
้
์
ี่
พันธุดีทไดจากการผสมพันธุจากตนพ่อตนแม่ทใหลูกไมลักษณะดี หรอจากแหล่งทดี ซึ่งส่วนใหญ ่
ื
้
้
ี
ื
จะมจานวนนอยและไม่เพียงพอต่อความตองการในการปลูกสรางสวนปา หรอการปลูกทดสอบ
่
้
้
้
้
ิ
การปกชาจะช่วยเพิ่มจานวนกลาไดอย่างมีประสิทธภาพ
ั
้
้
้
้
ี่
ี่
ี
็
ี
้
็
3. ขาดแคลนเมล็ดในปทมผลผลิตเมล็ดนอย กจัดสรางสวนผลิตกงทเปนกลาไมท ี่
ิ่
ี่
ั
้
ี
ี
เพาะจากเมล็ด เพื่อเพิ่มจานวนกลาไมทมอยู่ใหมากขึ้นโดยนากงทไดไปตัดปกชา แต่ในกรณของ
ิ่
้
ี่
้
้
ี่
้
์
้
เมล็ดทั่วไปทไม่ไดผ่านการปรบปรงพันธุมาก่อนหากเมล็ดมีจานวนมากเพียงพอ ควรผลิตกลาไม ้
ั
ุ
์
ั
จากการเพาะเมล็ดจะประหยัดค่าใชจ่ายไดมากกว่า เพราะการปกชาหรอการขยายพันธุแบบไม่
้
้
ื
้
อาศัยเพศวิธอนๆ กตาม จะไม่ใช่การปรบปรงพันธุไมใหดีขึ้น เพียงเปนการเพิ่มจานวนกลาไมเท่าท ี่
้
้
ี
้
ื่
ุ
็
์
ั
็
ี
ี
่
้
ี
่
มอยูใหมจานวนมากขึ้นเท่านั้นเอง โดยมลักษณะทางพันธุกรรมเท่าทมอยูเดิม
ี่
ี
็
ิ่
้
้
้
ขอดีของการใชเมล็ดเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน
ี่
้
้
1. จัดสรางไดง่ายทสุด
ี่
ิ่
2. ผลิตกงทมลักษณะอ่อนปกชาไดดี โดยไม่ตองทาการลดอายุกง
ี
้
้
ิ่
ั
ี่
้
ี
์
3. ความผันแปรทางพันธุในเมล็ดมโอกาสไดสายพันธุใหม่ทดีกว่าเดิม
์
้
4. เพิ่มจานวนกลาไมจากเมล็ดทมจานวนจากัดไดรวดเรว
้
้
็
ี่
ี
้
้
ั
5. ใชแกปญหาจานวนกลาไมไม่พอ
้
้
้
็
ขอเสียของการใชเมล็ดเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน
้
้
ิ่
ี่
1. หากเมล็ดไม่ใช่เมล็ดลูกผสมพันธุดีอาจจะทาใหไดตนกลาทมลักษณะไม่ดีเกดขึ้นได ้
์
ี
้
ิ
้
้
้
19
2. มความผันแปรทางพันธุกรรม
ี
้
ื่
้
3. เนองจากกลาไมทใชยังมขนาดเล็กไม่สามารถบอกไดว่าเมอโตขึ้นจะมคุณลักษณะ
้
ี่
ี
้
ื่
ี
อย่างไร
้
4. เมอใชเปนตนตอไปไดระยะหนึ่งจะลดความสามารถในการแตกราก
้
้
็
ื่
ุ
วัสดุพันธกรรมเรมตนทีเปนตาจากตนแมไม
่
้
่
้
็
้
่
ิ
้
้
็
ี่
ิ่
้
้
ิ่
เหตุผลทเลือกใชตาเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตนในการจัดสรางสวนผลิตกงไมสักนั้น มดังน้ ี
ี
้
้
ี
ี่
้
1. จะไดกลาทมลักษณะเหมือนตนแม่ทุกประการ
ี่
้
็
ิ
็
2. การเกบตามาขยายพันธุจะไม่ก่อใหเกดความเสียหายทเปนอันตรายกับแม่ไม ้
์
็
์
้
้
์
ี่
้
์
3. ตาเปนชิ้นส่วนทขยายพันธุไดง่ายดวยการติดตา ใหเปอรเซ็นตความส าเรจมาก
็
ี่
ทสุด
ิ่
้
ขอดีของการใชตาเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน
็
้
้
้
์
้
ี่
็
1. สามารถเกบตาจากตนแม่ไมทแสดงลักษณะทตองการมาขยายพันธุต่อได ้
้
ี่
์
์
2. การขยายพันธุจากตาเปนการขยายพันธุแบบไม่อาศัยเพศ ซึ่งจะถ่ายทอดลักษณะทาง
็
้
พันธุกรรมของตนแม่ทุกประการ
้
้
ี่
ั
3. เมอทาการติดตาบนตนอ่อน สามารถผลิตกงทปกชาใหแตกรากไดง่าย
้
ิ่
ื่
้
ขอเสียของการใชตาเปนวัสดุพันธุกรรมเรมตน
้
้
ิ่
็
ี่
ี
1. ไม่มโอกาสทจะไดสายพันธุใหม่ทดีขึ้น
์
้
ี่
2. มลักษณะแกตองใชเทคนิคการลดอายุจึงจะปกชาใหแตกรากได ้
ี
่
้
ั
้
้
3. จานวนเรมตนในสวนผลิตกงจะนอย
ิ่
้
้
ิ่
่
ิ
์
่
2. การขยายพันธเพือการปลูกสรางสวนผลตกิง
ุ
้
ี
ั
่
ี
ิ่
้
ี่
เทคนิคการขยายพันธุทจะนามาปลูกสรางสวนผลิตกงปกชา มทั้งหมด 4 วิธ ขึ้นอยูกับ
์
่
ี
ี่
ี
้
ิ่
ี่
วัสดุพันธุกรรมเรมตนทมอยู และทั้ง 4 วิธจะผลิตกงปกชาทมความเหมาะสมต่อการแตกราก
ั
ี
ิ่
ต่างกัน
ี่
้
็
ิ่
้
ุ
้
์
ิ
เทคนคการขยายพันธดวยการเพาะเมล็ด ใชกับวัสดุพันธุกรรมเรมตนทเปนเมล็ด
20
์
์
ี
็
ี่
้
การด าเนนการเพาะเมล็ดสก เมล็ดสักทเกบคางปจะมีเปอรเซ็นตการงอกลดลง
ั
ิ
ี
ดังนั้นการเพาะควรด าเนินการทันทในปทไดเมล็ดมา โดยทั่วไปฤดูทเหมาะสมต่อการเพาะเมล็ดไม ้
ี่
ี
ี่
้
สักกคือเดือนเมษายน-พฤษภาคม โดยเพาะลงแปลงทเตรยมดวยการยกรองเหมอนการเพาะเพื่อ
ี่
ี
็
ื
่
้
็
้
ื่
้
็
ื
ั
ิ่
็
ผลิตเหงาโดยทั่วไปหรอเพาะลงถุงกได เมอเมล็ดงอกเปนตนกลา สามารถเกบกงปกชาไดตั้งแต่
้
้
้
กลาไมมอายุ 1 เดือน ไปจนสิ้นสุดฤดูการปกชาในปนั้น แต่ความสามารถในการแตกรากของกงปก
ั
้
ั
ิ่
้
ี
ี
ชาจะลดลงตามอายุของตนตอ การปลูกลงถุงซึ่งจากัดรากของตนตอจะช่วยยืดอายุของตนตอใน
้
้
้
การผลิตกงทแตกรากดี
ี่
ิ่
ิ
์
ุ
้
เทคนคการขยายพันธดวยการติดตา
็
้
ี่
้
ิ่
้
ี่
ื
ใชกับวัสดุพันธุกรรมเรมตนทเปนตา ตาทเกบจากแม่ไมสักทผ่านการคัดเลือก หรอแม่ไม ้
ี่
็
์
้
ในสวนรวมพันธุจะถูกนามาลดอายุดวยการติดตาตามขั้นตอนดังน้ ี
้
ั
้
ี่
การเตรยมตนตอเพือใชในการติดตา ตนตอทจะใชส าหรบติดตานั้นจะตอง
้
้
่
้
ี
็
้
้
้
ิ
้
ี่
่
ี่
เปนเหงาสักอายุไม่ต ่ากว่า 1 ปี แต่ไม่ควรจะเกน 3 ปี เหงาทใชตองมขนาดใหญพอทจะทาบแผ่น
ี
ื
์
ื
ี
้
ตาลงบนแผลทเฉอนบนเหงาได หรอมเสนผ่าศูนยกลางทคอรากตั้งแต่ 1.5 เซนติเมตรขึ้นไป การ
ี่
ี่
้
้
้
ี่
ั
์
ื่
ี
เตรยมการณในเรองน้จึงตองเรมอย่างนอย 1 ปี ก่อนทจะทาการปกชา โดยทาการเพาะเหงาสัก
้
ี
ิ่
้
้
เตรยมเปนตนตอไวก่อน เหงาทจะใชติดตาหลังจากขุดไม่ควรจะเกบไวนานมากเกนหนึ่งสัปดาห ์
้
ิ
ี
็
ี่
้
้
้
็
่
การเกบสามารถเกบโดยหมกไวในทรายช้นและควรอยูในทรม
็
ี่
่
ื
็
้
้
การสรางโรงเรอนทีจะใชเล้ยงกลาติดตา ลักษณะโครงสรางโรงเรอนททาการ
ี่
ื
ื
่
้
้
้
ี
้
้
้
็
้
้
้
ี
็
ติดตานั้น ไม่มความจาเปนจะตองสรางถาวรมากนักกได เพราะใชในระยะสั้นเพื่อใหตาติดกับเหงา
ี
้
้
ื
้
ไดดีเท่านั้น โรงเรอนใชเสาไมมระยะห่างประมาณ 5 เมตร หลังคาสูง 1.8-2.0 เมตร โครงหลังคา
ื
้
ี่
้
้
้
้
้
ิ
จะใชไมไผ่หรอไมขนาดเล็กได หลังจากทกลาติดตาตั้งตัวไดประมาณ 1 เดือน ตองเปดหลังคาออก
้
้
ั
ั
ิ่
ใหหมด เพื่อใหตนตอไดรบแสงเต็มท สิ่งทควรหลีกเลี่ยงส าหรบสวนผลิตกงปกชาไมสักกคือ รมเงา
ั
้
้
็
้
่
้
ี่
ี่
้
ไม่ว่าจะเปนรมเงาของตนไมใหญหรอรมเงาของอาคารเพราะจะทาใหตนตออ่อนแอ และตายได
้
่
้
ื
่
่
็
้
้
็
ื
ี่
้
้
ี่
สิ่งทตองค านึงถึงเกยวกับการสรางเรอนเพาะชาอกอย่างหนึ่งกคือพื้นทควร
ี
ี่
ี
้
ั
ื
ี่
ี
ี
หลีกเลี่ยงททมน้าท่วมถึง และหากพื้นของเรอนเพาะไม่ไดเปนคอนกรตตองปรบดินใหเรยบอย่าให ้
้
้
็
ี่
้
มแอ่งน้าขัง เพราะไมสักมความอ่อนแอต่อภาวะน้าขังมาก การระบายน้าของพื้นเรอนเพาะชาอาจ
ี
ี
ื
้
ั
้
ปรบใหพื้นมีความลาดเทเล็กนอยเพื่อใหน้าระบายไปดานใดดานหนึ่ง
้
้
้
21
1. การเตรยมถุงเพาะชา ก่อนทจะทาการติดตาสิ่งทจะตองเตรยมไวใหพรอมคือ ถุงเพาะ
้
ี่
ี
ี่
ี
้
้
้
้
ชาทกรอกวัสดุเพาะชาไวพรอมแลว ถามคนงานมากจะเตรยมไปพรอม ๆ กับการติดตากได ้ การ
็
ี
้
้
้
้
ี่
ี
กรอกวัสดุเพาะชาทิ้งไวนาน ๆ ไม่ดี เพราะดินจะแน่นและมวัชพืชงอกก่อน
ี
้
์
ี่
ี
ื
์
์
้
ี
้
2. วัสดุอุปกรณทตองเตรยมไดแก่ คัตเตอร ใบมดคัตเตอร เชอกฟาง ถุงพลาสติกใส
้
ี
ขนาด 2X6 นิ้ว ยาง มดโต และ ป้าย
้
็
เทคนคการติดตา เดือนมนาคมจะเปนฤดูกาลในการติดตาไมสัก เพราะเปนช่วง
็
ี
ิ
์
์
้
็
ทใบสักรวงหมดและตาใหม่จะเรมผลิ ทาใหเปอรเซ็นตการติดตามความส าเรจสูงเพราะตาอยูใน
่
่
ี่
ี
ิ่
ี่
ั
้
์
ี่
้
ระยะแบ่งตัวพรอมทจะผลิยอดใหม่ ขั้นตอนการติดตาไมสักในปจจุบันใชการติดตาแบบโล่หทให ้
้
ความส าเรจสูงกว่าการติดตาแบบเสียบ เทคนิคการติดตาแบบโล่ของไมสักแบ่งเปน 3 ขั้นตอนคือ
้
็
็
้
้
้
้
1. การแต่งเหงา ตัดแต่งโดยลิดรากแขนงออก ดานบนเหลือส่วนของล าตนไวมากกว่า
การแต่งเหงาโดยทั่วไป เฉอนเปลือกของตนตอทบรเวณเหนอคอรากประมาณ 5 เซนติเมตร
ื
้
ื
ี่
้
ิ
ี
ออกเปนแผ่นใหรอยแผลมความยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตรเพอนาแผ่นตามาติด
็
้
ื่
ี
้
็
2. การเตรยมแผ่นตา เกบปลายกงตัดมาเปนท่อน ๆ ยาวประมาณ 2 ฟุต สังเกตใหมตา
็
ี
ิ่
้
ี
ิ่
่
่
้
ี่
ิ่
ทเรมผลิติดอยู ตาทเรมผลิน้จะเหมาะสมต่อการติดตา ส่วนใหญแลวตาไมสักจะเรมผลิในเดือน
ิ่
ี่
ี่
์
้
่
กุมภาพันธและแตกเต็มทในเดือนเมษายน ทั้งน้ขึ้นอยูกับสภาพภูมิอากาศในแต่ละทองททแตกต่าง
ี
ี่
ี่
22
ี่
็
้
้
็
ื
กันจากภาคใตถึงภาคเหนอดวย ในช่วงเดือนดังกล่าวเปนช่วงเวลาทเหมาะสมต่อการเกบตามาติด
็
้
ิ่
็
ี่
ี่
้
แต่ถากงตาทเกบมาจากแม่ไมยังไม่เรมผลิกสามารถทจะเกบไวได โดยหมกไวในทรายเปยก แกลบ
้
็
ิ่
้
ี
้
้
ช้น หรอฟางช้นเพื่อกระตุนใหตาผลิ โดยทกงไม่แหงตายและสามารถเกบไดเปนแรมเดือน หมั่น
ิ่
้
็
้
ื
้
ื
ี่
็
ื
ตรวจเชคว่ามีตาผลิแลวกนาออกมาติด ตาทยังไม่ผลิกหมกไวใหม่
็
็
็
้
ี่
้
้
ื
์
3. การติดตาไมสักทาไดง่ายโดยเฉอนเปลือกกงพันธุ เปนแผ่นขนาดยาวประมาณ 3-5
็
ิ่
้
้
้
ื
้
้
้
้
่
ี
เซนติเมตรใหมส่วนของตาติดอยูดวย ถามีส่วนของเน้อไมติดมาดวยใหแกะออก จากนั้นนาไปทาบ
้
ี
ี่
ิ
้
้
้
้
บนรอยแผลของตนตอทเตรยมไว จัดแนวเน้อเยื่อเจรญใตเปลือกของตนตอและแผ่นตาใหตรงกัน
ื
้
้
้
ื
้
้
้
้
ิ
พันแผ่นตาและตนตอดวยเชอกฟางใหแน่น เวนตาใหเปดไว ใชถุงพลาสติกใสขนาด 3X6
้
้
เซนติเมตรครอบตาไวเพื่อเกบความช้นและกันน้าเขาตา และกันไม่ใหตาแหง รดดวยยางทปากถุง
้
้
ื
ี่
็
้
ั
4. หลังจากนั้นนากลาติดตาลงถุงเลี้ยงในเรอนเพาะชา
ื
้
การดูแลตนตอในระยะเรมแรก เรอนเพาะชาจะตองทาการพรางแสง เพื่อให ้
้
ื
่
้
ิ
้
์
้
ตาติดกับตนตอสนิทนอกจากการใหน้าทุกๆวันแลว ในระยะ 2-4 สัปดาหหลังการติดตาตองหมั่น
้
้
้
ตรวจดูตาทติดไวและอยูในถุงครอบหากพบว่ามการพัฒนาและแตกเปนยอดขนาดประมาณ 1
็
ี
่
ี่
้
เซนติเมตรใหแกะถุงพลาสติกออกได้ ถา
้
ี่
้
ทิ้งไวตาจะเน่าเพราะไอน้าทคายออกมา
ี
้
จะขังอยู่ในถุง นอกจากน้ตองคอยสังเกต
้
้
ี่
้
ตาทแตกจากตนตอถาพบใหลิดออกทิ้ง
ี่
ี
ทันท หลังจากทตนกลาติดตาเจรญได ้
ิ
้
้
ื
ระยะหนึ่งควรเปดหลังคาโรงเรอนออก
ิ
้
้
้
ี่
เพื่อใหตนตอไดรบแสงแดดเต็มท ยอดท ี่
ั
23
้
ี
ิ
เกดจากตาชุดแรกน้พบว่าปกชาไม่แตกราก ดังนั้นเมื่อกลาติดตาอายุประมาณสามเดือนทาการตัด
ั
้
ี่
ิ
้
ื่
ยอดเพอกระตุนใหเกดยอดใหม่ทจะใชในการตัดปกชาต่อไป
้
ั
์
้
ขอดีของการขยายพันธุดวยการติดตา
้
้
1. การขยายพันธุดวยการติดตาทาไดง่ายกว่า
้
์
้
์
ื่
ี
การขยายพันธุดวยวิธอนๆ
้
ิ่
2. เทคนิคการติดตาทาใหอายุกงอ่อนลงและ
้
้
ั
ปกชาใหเกดรากไดดี
ิ
้
์
้
ขอเสียของการขยายพันธุดวยการติดตา
้
้
้
1. ผลิตตนตอไดจานวนนอยกว่าวิธอน คืออย่างมากทสุด 1 ตาต่อ 1 ตนตอ ตนแม่ไม 1 ตน
ี่
้
้
ื่
้
ี
้
ี
ั
้
มตาทจะนามาติดไดแต่ละคร้งไม่มากนัก
ี่
ั
ี
2. หากแม่ไมมความแก่มาก ๆ การติดตาเพียงคร้งเดียวจะยังไม่สามารถลดอายุกงใหปกชา
้
ั
ิ่
้
ั
้
้
ได อาจตองทาการติดตาซ ้าหลายคร้ง
ิ่
็
ิ่
ี
3. สวนผลิตกงจากการติดตา มอายุสั้น และตายง่าย หลังการเกบกงระยะหนึ่ง
ี่
้
ิ
้
ี่
4. อาจเกดการผิดพลาดเกยวกับยอดทแตกจากตนตอได หากไม่ระมัดระวัง
เทคนคการขยายพันธดวยการปกช า
้
ั
ุ
์
ิ
หลังจากทผ่านการผลิตกลาชุดแรก
้
ี่
้
ดวยการปกชาไดแลว สวนผลิตกงในปต่อๆไป
ิ่
้
้
ั
ี
ั
้
้
สามารถใชเทคนิคการปกชาเพื่อเพิ่มจานวนตน
ตอในสวนผลิตกงใหมากขึ้นได หากตองผลิตกง
้
ิ่
้
้
ิ่
ปกชาจานวนมาก
ั
์
้
ั
้
ขอดีของการขยายพันธุดวยการปกชา
้
1. ช่วยเพิ่มจานวนตนตอใหมากขึ้นอย่างรวดเรว
้
็
ิ
2. ไม่เกดความผิดพลาดในเรองยอดทแตกจาก
ี่
ื่
้
ตนตอ
ี
้
3. มความอ่อนวัย ปกชาใหแตกรากไดง่าย
้
ั
24
้
ั
์
้
ขอเสียของการขยายพันธุดวยการปกชา
้
1. เทคนิคการขยายพันธุทาไดยากกว่าการติดตา
์
2. จานวนกลาทผลิตดวยการปกชาจะเพิ่มจานวนไดชากว่าการเพาะเลี้ยงเน้อเยอ
ี่
้
้
ั
้
ื่
้
ื
้
เทคนคการขยายพันธดวยการเพาะเล้ยงเน้อเยือ
ื
่
ิ
์
ุ
ี
็
์
ี
้
ี่
้
ี
็
้
การขยายพันธุดวยวิธน้สามารถใชขยายพันธุไดทั้งวัสดุพันธุกรรมเรมตนทเปนตา และเปน
์
้
ิ่
ิ่
็
้
ี่
ื
ื่
เมล็ด ขั้นตอนของการเพาะเลี้ยงเน้อเยอกเรมจากการนาเอาวัสดุพันธุกรรมทไดมาทาการฟอกฆ่า
ื
้
ิ
ี่
เช้อบรเวณผิวใหสะอาดปราศจากเช้อโรค จากนั้นนาเน้อเยอทสะอาดมาเพาะเลี้ยงบนอาหาร
ื
ื่
ื
ี่
ื
่
์
้
์
วิทยาศาสตรในสภาพปลอดเช้อในหองปฏิบัติการ บนอาหารวิทยาศาสตรสามารถทจะเรงให ้
็
เน้อเยอเพิ่มจานวนอย่างรวดเรวโดยการใส่ฮอรโมน เมอผลิตกลาไมไดจานวนหนึ่งหรอเต็ม
ื
้
ื
ื่
้
้
์
ื่
้
้
็
้
ื
ศักยภาพของหองปฏิบัติการแลวกจะยายออกสูสภาพแวดลอมภายนอก และเพาะเลี้ยงในเรอน
่
้
ี่
ี
้
ั
ิ่
้
ี
ื
็
เพาะชา กลาทเลี้ยงในเรอนเพาะชาเหล่าน้สามารถเปนสวนผลิตกงปกชาไดอกแบบหนึ่ง เพราะ
ี
้
สามารถเพิ่มจานวนไดอกดวยการปกชาซึ่งเปนวิธทประหยัดและใชเทคนิคนอยกว่า
็
้
ี
ี่
ั
้
้
25
ขอดีของการเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อ
้
ื
ี
ื
้
1. กลาจากการเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อมลักษณะอ่อนปกชาง่าย
ั
ั
2. การเพาะเลี้ยงเน้อเยอสามารถผลิตตนกลาไดคร้งละ
ื่
ื
้
้
้
จานวนมาก
3. ช่วยเพิ่มจานวนตนตอใหมากขึ้นอย่างรวดเรวกว่าวิธการ
้
ี
็
้
อนๆ
ื่
ิ
้
ื่
ี่
4. ไม่เกดความผิดพลาดในเรองยอดทแตกจากตนตอ
ื่
ื
้
ขอเสียของการเพาะเลี้ยงเน้อเยอ
้
1. เทคนิคการขยายพันธุทาไดยากกว่า และค่าใชจ่ายสูง
้
์
ื่
ี
กว่าวิธอนๆ
2. ตองผลิตเปนจานวนมากจึงจะคุมค่าต่อการลงทุน
็
้
้
ี
็
ื
ิ
้
3. การเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อในหองปฏิบัติการ มโอกาสเกดความเสียหายเปนจานวนมาก
้
้
ื
ื
็
พรอมๆกันจากการปนเป้อนเช้อโรค หรอไฟฟ้าดับเปนเวลานาน การยายออกสูเรอนเพาะชาแลว
้
ื
ื
่
้
์
้
ั
ขยายพันธุต่อดวยการตัดปกชาจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ และลดค่าใชจ่าย
ิ
่
3. วิธการปลูกตนตอในสวนผลตกิง
ี
้
ั
้
ี
้
้
ี่
้
ี่
การปลูกตนตอม 3 วิธ คือ 1. ปล่อยตนตอไวทเดิมแลวตัดยอดทแตกใหม่มาปกชา เช่นไมยู
ี
้
คาลิปตัส 2. ปลูกตนตอลงแปลง เปนแถวแลวตัดแต่งกง ใหผลิตกงจานวนมาก ทั้งสองวิธไม่
้
ิ่
้
้
ี
ิ่
็
เหมาะสมกับไมสักเพราะผลิตกงทไม่แตกรากไดดี ในทน้จึงเสนอเฉพาะวิธท 3 คือการปลูกลง
ี่
ี่
ี
ี่
ิ่
ี
้
้
ื
กระถางหรอถุงพลาสติก
วิธที 3 การปลูกตนตอลงกระถางหรอถงพลาสติก ทาโดย
ื
ี
่
้
ุ
้
็
1. วัสดุเพาะชา การปลูกตนตอลงกระถางหรอถุงพลาสติกเพื่อเปนสวนผลิตกงไมสักนั้น
ื
ิ่
้
้
็
้
ี่
ี
้
วัสดุเพาะชามีความส าคัญอย่างยิ่งต่อความมชวิตของตนตอ เนองจากไมสักเปนพืชทตองการวัสดุ
ื่
ี
ื
ี
ี่
ทมการระบายน้าดี ถาน้าท่วมขังหรอรากขาดอากาศอาจถึงตายได โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทม ี
้
ี่
้
้
็
้
การตัดแต่งกงและลิดใบเพื่อใหแตกยอดใหม่ ซึ่งเปนช่วงฤดูฝนตนตอจะมการคายน้านอยหากทา
ี
ิ่
้
้
การลิดใบหมดหรอถูกตัดใบใหมขนาดเล็กลง ถาวัสดุเพาะชาไม่มความพรนและระบายน้าไดดี ฝน
้
ี
ื
้
ุ
ี
้
้
ี่
ตกชุกรากจะขาดอากาศตายทันท วัสดุทเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงตนตอไมสัก ควรมีส่วนผสม
ี
26
ี
ี
็
้
้
้
ของดิน ข้เถาแกลบ และแกลบดิบ ถาหากใชดินอย่างเดียว จะมการถ่ายเทอากาศไม่ดี แต่กตองใช ้
้
็
้
้
์
้
้
่
้
ดินเปนองคประกอบหนึ่ง เพื่อใหตนตอตั้งอยูได และช่วยในการอุมน้า การใชส่วนผสมต่างๆใน
ั
อัตราส่วนเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินในแต่ละท ี่ ส าหรบวัสดุทใชเพิ่มความพรนของดิน
ุ
ี่
้
็
็
อาจใชอย่างอื่นกไดเช่น ขุยมะพราว ทราย ข้เลื่อยผุเปนตน
ี
้
้
้
้
่
4. การดูแลสวนผลตกิง
ิ
ื
้
ี่
้
ี่
ี่
การก าจัดวัชพืช นอกจากวัชพืชทขึ้นรอบตนทขึ้นในแปลงหรอในภาชนะทจะตองกาจัด
้
ิ่
ี่
้
้
้
็
์
่
ี่
ใหหมด วัชพืชทจะตองใหความสนใจเปนพิเศษไดแกเถาวัลยทขึ้นพันกงจะตองตัดใหหมดเพราะจะ
้
้
้
ี่
ี่
้
์
ิ่
้
็
ิ่
ทาใหตนตออ่อนแอและกงไม่สมบูรณ โดยเฉพาะสวนผลิตกงทปลูกลงแปลงและแบบทเปนตนตอ
่
ในปา
ิ่
้
การดูแลโรค แมลง และสตวตางๆ โรคทพบในสวนผลิตกงไมสักส่วนใหญจะเปนโรค
่
ี่
็
์
่
ั
ื
ี่
เน่าทพบในฤดูฝน เกดจากการทดินระบายน้าไม่ดีน้าท่วมขังทาใหรากเน่า หรอใบโดนฝนมาก
้
ี่
ิ
เกนไปขณะทใบยังอ่อนทาใหใบเน่า หากมฝนชุกมากควรป้องกันดวยการบังดวยพลาสติกใสและ
ี่
้
ิ
้
้
ี
ี่
ี
้
้
ี่
ใหตนตอไดรบแสงมากทสุดเท่าทมโอกาส ในส่วนของแมลงในสวนผลิตกงซึ่งปกติจะมอายุไม่มาก
้
ิ่
ี
ั
นักไม่พบว่ามีการระบาดรนแรงของหนอนผเสื้อเจาะตนสัก แต่ในขณะทแตกใบอ่อนจะพบว่ามการ
ุ
ี
ี
ี่
้
ิ
ี
้
ทาลายของหนอนกนใบสักมาก ควรหมั่นตรวจสอบหากพบว่าใบพับจะมหนอนอยูขางในควร
่
ทาลายเสีย
้
้
้
็
การรดน ้า ในระยะเรมแรกของการปลูกตนตอจาเปนตองใหน้าตนตอเพื่อใหตนตอตั้งตัว
้
ิ่
้
้
ี
็
็
้
้
ิ่
ี่
ไดรวดเรวและรอดตาย การใหน้ามความจาเปนอย่างยิ่งในสวนผลิตกงทปลูกลงภาชนะเพราะม ี
ี่
ี
้
ิ
้
ี่
้
้
ปรมาณน้าจากัด สิ่งทตองระวังคือตองตรวจดูว่าทุกตนไดรบน้าทั่วถึงโดยเฉพาะตนทมใบขนาด
้
ั
ี
ี
้
่
ใหญปกคลุมถุง ถาไม่สังเกตน้าจะไหลไปตามใบหมดไม่เปยกวัสดุปลูก ตนเหล่าน้จะแสดงอาการ
้
27
้
้
้
้
้
เหยวในภายหลังเมอวัสดุรอบตนแหง ตองตรวจดูแลวรดน้าเฉพาะตนนั้นๆ หากพบว่าตนตอส่วน
้
ื่
ี่
่
ี
้
่
้
็
้
ใหญมใบใหญมากแลวจาเปนอาจตองตัดแต่งใบออกบาง เพื่อใหการรดน้าไดทั่วถึงและลดการ
้
้
เจรญเติบโตของตนตอ การใหน้าจะไม่ทาใหกงอ่อนเกนไป แต่กงจะเจรญเติบโตแข็งแรงและยังไม่
้
ิ่
้
ิ่
้
ิ
ิ
ิ
ื
่
้
็
แกเปนเน้อไม
ี่
ื
้
้
้
้
้
การระบายน้า สิ่งททาใหตนสักตายไดมากกว่าความแหงแลงคือภาวะน้าท่วม หรอน้า
ิ่
ี
้
็
้
ขัง ดังนั้นการดูแลสวนผลิตกงจะตองตรวจสอบไม่ใหมน้าขังเปนอันขาด
่
้
้
ิ่
้
็
้
่
้
การใหรมเงา ช่วงเรมแรกของการปลูกลงถุงการใหรมเงาจะช่วยใหตนตอตั้งตัวไดรวดเรว
็
ื่
ี่
์
้
้
้
่
ี
้
โดยเฉพาะตนตอทขยายพันธุดวยการติดตา การใหรมเงามความจาเปนต่อการเชอมติดของตนตอ
ี
่
ิ่
้
็
็
้
ี
ี่
้
และกงตา หลังจากทตนตอติดดีและตั้งตัวไดแลวการใหรมเงากไม่มความจาเปนอกต่อไป
้
้
ี
้
ื่
ี่
้
็
้
ี
เนองจากไมสักเปนไมทตองการแสงมากการมรมเงากลับจะทาใหตนตอมความอ่อนแอและตายได ้
่
้
้
มากกว่าทเลี้ยงในกลางแจง
ี่
่
่
5. การท าใหกิงมลกษณะเหมาะสมตอการปกช า
้
ั
ี
ั
การตัดแตงกิง
่
่
ี่
ี่
ิ่
์
ั
้
ี
ี
การตัดแต่งในขั้นตอนน้ไม่ไดมวัตถุประสงคทจะนากงทตัดไปปกชาแต่ตัดเพื่อเพิ่ม
ิ่
ี่
ิ่
็
้
่
จานวนกง และตัดกงทแก่เกนทิ้งไป เรงใหกงอ่อนแตกขึ้นมาแทน การตัดกงเปนประจา จะช่วย
ิ่
ิ่
ิ
ั
ี่
กระตุนใหตนตอผลิตกงปกชาทเหมาะสมออกมาเรอย ๆ
้
้
้
ื่
ิ่
่
หลกการตัดแตงกิง การตัดแต่งกงเพื่อผลิตยอดอ่อนมีหลักการตัดดังน้ ี
ิ่
่
ั
็
ี่
้
ิ
1. การตัดปลายยอดเปนการตัดฮอรโมนบรเวณปลายยอดทข่มตาขางออก เปดโอกาสให ้
์
ิ
็
้
่
ี่
้
้
ตาขางทอยูดานล่างพัฒนาเปนยอดได
ิ
ี่
ิ่
้
็
้
้
2. การตัดตนตอไวถึงพื้น แลวเกบกงทแตกยอดขึ้นมาเรอย ๆ กงทสูงไม่เกน 1 เมตรจากดิน
ี่
ิ่
ื่
ิ่
็
ปกติจะเปนกงอ่อน และแตกรากง่าย และเปนกงทมโครงสรางเหมอนล าตน กงเหล่าน้ตองการการ
ิ่
ี
้
็
ี
ี่
ื
้
ิ่
้
ิ
ิ่
้
ตัดแต่ง บ่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ใหกงสูงเกนไปและพัฒนาโครงสรางแบบกง
้
ิ่
ี่
ิ่
3. ตัดแต่งตนตอเพื่อเรงการแตกยอดทดีและเรงใหแตกกงตั้งตรง
้
่
่
้
้
ิ่
่
4. ตัดกงบ่อย ๆ สมาเสมอ อย่าทิ้งไวนาน
28
ิ่
ี่
ิ่
ี่
้
ี่
้
้
ิ่
5. กงทสูง ๆ ตองตัดใหต ่าลงโดยเหลือใบทโคนไว 2-3 ใบ กงทไม่สูงมากตัดเฉพาะปลายกง
ิ่
ี่
้
แลวลิดใบออก เหลือใบทโคนกงไว 2-3 ใบ
้
ิ
่
ี่
ี่
็
6. ตัดแต่งใบทมีขนาดใหญลง เพื่อลดการเจรญเติบโตทรวดเรวเกนไป
ิ
ี
เทคนคการตัดแตงกิง การตัดแต่งกงเพื่อใหกงมลักษณะ
้
ิ่
ิ่
่
่
ิ
้
เหมาะสมต่อการปกชา โดยทตนตอไม่ตายมีเทคนิคการตัดแต่งดังน้ ี
ี่
ั
1. เวลาตัดตนตอใหเฉยงดีกว่าตัดขนาน เพื่อเวลาฝนตกน้าจะได ้
ี
้
้
้
้
้
ไม่ขัง ทาใหตนตอไม่เน่าเสียและตัดเหนอตาเล็กนอย
ื
้
ิ่
ี่
2. เวลาตัดกง ควรเหลือใบล่างไวทตนตอ
้
ิ่
ี่
3. ตนตอจากการติดตา การตัดทปลายกงหรอกลางกงดีกว่าตัดชิด
ิ่
ื
้
โคน
้
ั
้
4. ใหปุยบาง หลังการตัดแต่ละคร้ง
๋
ิ่
้
ี่
5. รดน้าในช่วงฤดูแลงทยาวนานและงดการตัดกง
้
้
ิ่
ี่
6. ป้องกันอย่าใหกงแตกสูงเกนไป แลวผลิตกงขางจานวนมาก แทนทจะผลิตกงทตั้งตรง
ิ่
ี่
้
ิ
ิ่
ี่
ิ่
ี
้
ี
การโนมกงลงและการปลูกเอยง ๆ มผลต่อจานวนยอดและชนิดของยอดทผลิตออกมา
้
ิ
ี่
้
ี่
ิ่
7. พยายามตัดปลายยอดของกงทแข็งแรงทสุด เพื่อใหกงอื่น ๆ เจรญบาง
ิ่
้
้
ี่
8. อุปกรณทใชตัดตองสะอาดและคม
์
29
ี
้
ื่
ื
เครองมอทีใชในการตัดแตงกิง มขอพิจารณาในการเลือกเครองมอในการตัดแต่ง
่
้
่
ื
ื
่
่
้
้
้
ิ่
ิ่
ิ่
ี
้
่
ิ่
ื
ิ่
ี
ี
กงดังน้เช่น กงเล็กบางมเน้อไมควรใชกรรไกรตัดกง ถากงอ่อนควรใชมดคม ๆ และกงใหญควรใช ้
เลื่อย
ชวงเวลาทีเหมาะสมตอการตัดแตงกิง เพื่อใหกงทแตกใหม่มความเหมาะสมต่อ
ิ่
้
ี่
ี
่
่
่
่
่
ี่
ิ่
ิ่
ั
็
ั
การปกชาควรพิจารณาตัดแต่งกงช่วงหลังจากการเกบกงปกชา ช่วงก่อนทยอดใดยอดหนึ่งจะโต
ี่
เกนไป และช่วงก่อนทยอดใหม่จะโตสูงกว่า 30 – 40 เซนติเมตร
ิ
การพรางแสง
ี
ี
ี่
ิ่
้
้
ี่
้
การพรางแสงจะช่วยยืดยอดทมขอสั้นใหยาวขึ้น จากกงทมขอสั้นเกนไปจะเปนกงทยาว
ิ
ิ่
็
ี่
ี่
ิ่
้
ิ
ขึ้น แต่การพรางแสงจะทาใหตนตออ่อนแอถาพรางแสงมากและนานเกนไป หากพบว่ากงทแตก
้
้
ิ
้
้
้
ี
ออกมามขอสั้นมากอาจพิจารณาพรางแสงช่วงระยะ 1 สัปดาห ์ หลังจากขอห่างขึ้นใหเปดวัสดุ
้
ั
้
พรางแสงออกใหตนตอไดรบแสงเต็มทจะไม่ก่อปญหาต่อตนตอมากนัก
้
้
ั
ี่
การใชฮอรโมนยืดยอด
้
์
์
้
ี
ี่
้
ี่
มรายงานเกยวกับฮอรโมน GA3 ทช่วยยืดความยาวปลองของไมหลายชนิด จาก
ี
ิ่
การศึกษาของผูเขยน พบว่าฮอรโมน Gibberellic Acid (GA3) มแนวโนมทจะช่วยเพิ่มจานวนกงท ี่
้
ี
์
ี่
้
้
ี่
็
ิ่
ั
้
้
้
ื่
้
ใชปกชาไดเล็กนอย เมอใชความเขมขน 40 M คือเพิ่มจาก 38 กงต่อ 40 ตนตอทเปนปจจัย
ั
้
้
้
้
้
ี
้
ควบคุม (ฉดดวยน้า) เปน 52 กงต่อ 40 ตนตอ แต่การทดลองภายหลังเมอใชความเขมขนเพิ่มขึ้น
ิ่
้
ื่
็
ี
็
เปน 50 100 และ 200 ppm. พบว่านอกจากจะไม่ช่วยเพิ่มจานวนยอดหรอยืดยอดแลว การฉด
้
ื
้
ดวยฮอรโมนทเขมขนสูงระดับน้ทาใหยอดสักไหมทั้งหมด
ี
้
์
้
ี่
้
้
30
ุ
การเลอกกิงทีมอายเหมาะสมไปปกช า
ั
่
่
ี
ื
ิ่
ี่
อายุกงจะเปนตัวกาหนดลักษณะกงทเหมาะสมต่อการปกชา ดังนั้นเมอทาการตัดแต่ง
ื่
็
ิ่
ั
ี่
กงแลวยอดทมอายุ 5-6 สัปดาห ในส่วนทเปนยอดทเจรญเติบโตดีทสุด จะเปนยอดทเหมาะสมต่อ
็
์
ี
ี่
็
ี่
้
ี่
ิ
ี่
ิ่
การปกชา
ั
สายพันธ ุ
์
ี
ิ่
้
ี่
ิ
์
์
ั
สายพันธุมอิทธพลต่อการแตกรากของกงปกชา การสรางสวนผลิตกงของสายพันธุทม ี
ิ่
ี
ประวัติการแตกรากไดดี มส่วนช่วยใหกงทไดเหมาะสมต่อการแตกรากไดเพิ่มขึ้น
้
้
้
ิ่
้
ี่
ื
ิ
์
เลอกเทคนคการขยายพันธ ุ
ื
้
ิ่
์
ี่
การขยายพันธุดวยการเพาะเมล็ดและการเพาะเลี้ยงเน้อเยื่อจะผลิตกงทมอายุท ี่
ี
้
เหมาะสมต่อการปกชาตั้งแต่ยอดชุดแรก แต่การติดตาและการปกชาตองตัดแต่งกงซ ้าก่อนจึงจะ
ั
ั
ิ่
ผลิตยอดทปกชาได ้
ี่
ั
6. วิธการเพิมจ านวนกิงตอตนตอ
่
ี
้
่
่
ั
ั
่
่
่
้
ปจจัยทีมผลตอการแตกกิงของตนสก
ี
สายพันธ ในตนไมชนิดเดียวกันจะแตกกงไม่เหมือนกันทุกตน
้
้
้
ิ่
์
ุ
ื
ิ่
้
้
ิ่
ขนาดของตนตอ ตนกลาอ่อนหรอกงปกชาเล็ก ๆ จะไม่ผลิตกงจานวนมาก ดังนั้นก ็
ั
้
ั
้
จะไดตนกลาจานวนนอยในช่วงแรกของการปลูกสรางสวนผลิตกง การจะเรงผลิตกงตองปลูกกงปก
้
้
ิ่
่
้
้
้
ิ่
ิ่
้
้
ิ่
่
ี
้
ื
้
็
ชาชุดแรก ๆ เปนตนตอใหหมด หรอใชการตัดตนใหญแลวตัดกงซ ้าแลวซ ้าอกมักผลิตกงไดจานวน
้
ิ่
้
้
ิ
ิ่
มาก ๆ แต่ในไมสักตองระวัง เพราะตนตอขนาดใหญมักผลิตกงทแข็งแรงเกนไป กงทอวบและ
ี่
่
้
ิ่
ี่
้
้
ิ
แข็งแรงเกนไปมักปกชาไม่แตกราก
ั
ิ่
อายตนตอ ตนกลาอ่อนหรอกงปกชาเล็ก ๆ จะไม่ผลิตกงจานวนมากแต่จะเปนกงท ี่
้
ุ
ื
็
้
ั
้
ิ่
ิ่
ิ่
้
ั
้
ี่
ปกชาใหแตกรากไดดี แต่ตนทมอายุมากจะผลิตกงไดจานวนมาก ๆ แต่เปนกงทปกชาไม่แตกราก
้
ิ่
ั
็
ี่
้
ี
ิ่
ิ
ื่
้
อายุของกงติดตาทอ่อนเกนไปเมอถูกตัดใหแตกยอดใหม่มักจะอ่อนแอและตายโดยไม่แตกกงเลย
ิ่
ี่
้
้
้
ี
ควรทิ้งไวใหมอายุอย่างนอย 3 เดือนเพื่อใหตนตอมอายุมากพอทจะตั้งตัวไดและมระบบรากทจะ
ี่
ี
ี
้
้
้
ี่
่
้
ช่วยเลี้ยงตนตอกอน
31
ี่
็
่
ิ
ิ่
้
ี
็
ฤดูกาล ไมสักเปนไมทมช่วงการเจรญเติบโตตามฤดูกาล การแตกกงกขึ้นอยูกับช่วง
้
ิ
้
้
ี่
็
ของการเจรญเติบโตเช่นเดียวกันช่วงการพักตัวของไมสักจะตรงกับช่วงฤดูแลง จะเปนช่วงทการ
แตกกงไม่ดี
ิ่
้
ระดับและต าแหนงการตัด การตัดยอดเปนเทคนิคการกระตุนใหไมสักผลิตยอด
้
็
้
่
ี่
้
ใหม่ ระดับการตัดทสูงโดยตัดเพียงปลายจะกระตุนใหตาผลิไดเรวและแข็งแรงกว่าการตัดชิดโคน
็
้
้
้
้
้
ิ่
ี่
้
ี่
้
กง ต าแหน่งทตัดใกลขอจะใหยอดทแข็งแรงกว่าการตัดใหเหลือปลองยาว
์
สภาพของตนตอ สภาพตนตอทแข็งแรงสมบูรณจะผลิตยอดทเจรญเติบโตเรวและ
้
ี่
็
ิ
ี่
้
ี่
ิ
อวบ แต่ไม่ไดหมายความว่าแตกรากไดดี ตนตอทเจรญเติบโตปานกลางผลิตยอดทเหมาะสมต่อ
้
้
ี่
้
ื
้
ั
ั
ี่
ี่
การปกชามากกว่า ตนตอทไม่แข็งแรงอาจไม่ผลิตยอดหรอผลิตยอดทไม่แข็งแรงพอทจะปกชาให ้
ี่
แตกราก
เทคนคการตัดแตงกิง
ิ
่
่
้
้
้
่
ี
ตามปกติตาขางของไมสักจะอยูตามขอและไม่มการพัฒนาเพราะถูกข่มโดยตายอด การ
ื
้
้
ิ
ตัดยอดออกจะช่วยใหตาขางสามารถเจรญเติบโตขึ้นมาได การตัดเฉพาะปลายยอดหรอกลางยอด
้
ี่
้
้
ี
จะสามารถผลิตกงปกชาไดมากกว่าการตัดชดโคนกงทั้งน้เนองจากมตาขางทเหลือไวมากกว่า
ิ่
้
ั
ิ่
ี
ิ
ื่
ี
ี่
ื่
ิ
็
ื
นอกจากน้การตัดเฉพาะปลายยอดหรอกลางยอดเมอยอดทแตกก่อนเจรญเติบโตมักจะเปนยอดท ี่
้
ี่
้
็
ิ่
้
้
ี่
แตกจากตาขางทอยู่ปลายกง ประมาณ 1-2 ตา ส่วนตาทอยู่ดานขางจะพัฒนาชาและเปนยอด
ื่
เล็กเนองจากถูกข่ม เมอตัดยอดทแตกก่อนไปปกชายอดทอยู่ดานล่างจึงจะพัฒนาขึ้นมาแทนทให ้
้
ี่
ี่
ั
ี่
ื่
ี่
็
ิ
ี่
ตัดไปปกชาในรอบต่อไป แต่การตัดชดโคนยอดทแตกรอบท 2 จะแตกเปนยอดเล็ก ๆ
ั
32
ี
่
์
้
การฉดพนดวยฮอรโมน
้
์
ี่
ฮอรโมนทพบว่าช่วยเพิ่มการแตกยอดไมสักไดแก ่
้
็
ฮอรโมนทเปนส่วนผสมของ 6- benzyladenine หรอ 6-
ี่
์
ื
benzylaminopurine และ Kinetin ในอัตราส่วน 10: 1
ี
ppm หรอ 20 : 1 ppm แลวแต่สายพันธุ บางสายพันธุฉด
ื
์
์
้
้
้
์
ดวยฮอรโมน 10 : 1 ppmใหยอดสูงสุด และบางสาย
์
ี่
้
์
ี
พันธุ ฉดดวยฮอรโมน 20 : 1 ppm ดีทสุด และบางสาย
์
้
ี
พันธุไม่ตองฉดดีทสุด
ี่
การเลอกสายพันธ
ุ
ื
์
ี
เนองจากสายพันธุมความแตกต่างกันอย่างมนัยส าคัญยิ่งต่อจานวนกงทแตกต่อตนตอ
ิ่
์
ี
้
ี่
ื่
้
์
้
การจะเพิ่มจานวนกงใหไดมากต่อตนตอ หากไม่มการจาเพาะเจาะจงว่าตองใชสายพันธุใดสาย
ี
้
้
ิ่
้
ิ่
ิ่
์
พันธุหนึ่งกควรเลือกสายพันธุทแตกกงไดดีมาจัดสรางเปนสวนผลิตกง
้
์
็
็
ี่
้
บทที 4
่
ั
ื
การสรางโรงเรอนและแปลงปกช า
้
ค าน า
การสรางโรงเรอนและสรางแปลงปกชาเปนการเตรยมปจจัยเกยวกับสภาพแวดลอม
ี
ี่
็
ื
ั
้
ั
้
้
ั
ิ่
ี่
ั
ื
้
้
ภายนอกของกงปกชาใหเหมาะสม ซึ่งตองด าเนินการก่อนทจะลงมอปกชา การศึกษาถึง
ั
ี
วิธด าเนินการก่อสราง และเหตุผลต่างๆในการสรางโรงเรอนและแปลงปกชา จะช่วยใหการวาง
้
ื
้
้
็
ื่
็
แผนการด าเนินงานปกชาเปนไปอย่างราบรนและประสบความส าเรจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณท ี่
ั
ี
ั
้
ี่
ื
ั
็
็
ื่
ี
้
จะทาการปกชาจานวนมาก การสรางโรงเรอนและแปลงปกชาทถูกตองเปนเรองจาเปน ในบทน้จะ
ื่
ี
กล่าวถึงเรองน้โดยละเอยด
ี
่
ื
้
ื
การเลอกพื้นทีในการสรางโรงเรอน
ี่
้
ี
สิ่งทจะตองค านึงถึงในการเลือกพื้นทสรางโรงเรอนและแปลงปกชา ไม่มความแตกต่าง
ี่
ั
้
ื
จากการสรางเรอนเพาะชาส าหรบการเลี้ยงกลาไมจากเมล็ดโดยทั่วไปเท่าไรนัก ดังนั้นหากมเรอน
้
ื
ี
้
้
ั
ื
ั
้
ั
้
ื
็
็
ี่
็
้
่
ั
ุ
เพาะชาเดิมอยูแลวกสามารถทจะปรบปรง จัดทาเปนแปลงปกชาไดเลย หากเปนการสรางเรอนปก
ื
้
้
ี่
ี่
ี่
ชาในทแห่งใหม่สิ่งทตองค านึงถึง ในการเลือกพื้นทสรางโรงเรอนและแปลงปกชา คือ
ั
1. สภาพภูมิอากาศ (Climate)
2. ลักษณะภูมิประเทศ (Topography)
3. แหล่งน้า (Water Sources)
ี่
4. ขนาดของพื้นทด าเนินการ (Size)
่
5. ทตั้งของพื้นทปลูกปาทรองรบกลาไมทผลิต (Proximity Planting Area)
ี่
ี่
้
ี่
ั
ี่
้
ี่
6. สภาพและคุณสมบัติของดินในพื้นท ตลอดจนพื้นทใกลเคียง (Soil Conditions)
ี่
้
7. แรงงานทรองรบ (Availability of Labor)
ั
ี่
1. สภาพภูมอากาศ
ิ
ั
ิ
ี
สภาพภูมิอากาศ ไดแก่ ปรมาณน้าฝน อุณหภูมิ และความช้น ปจจัยทั้ง 3 มผลกระทบ
ื
้
้
ั
็
้
้
ิ
ั
อย่างยิ่งต่อความส าเรจของการปกชากลาไมสัก และการเจรญเติบโตของกลาไมสักหลังการปกชา
้
ี
้
การปกชาไมสักจะทาไดดีเฉพาะในฤดูฝน ตั้งแต่เดือนเมษายน – ตุลาคม ในพื้นททมฝนตกนอย
้
ั
้
ี่
ี่
ั
ี่
ื
ี
้
ควรมแหล่งน้าเพียงพอทจะใชในการปรบอุณหภูมิ และความช้นในแปลงปกชา
ั
34
ั
ิ
2. ลกษณะภูมประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศซึ่งไดแก ความสูง ความลาดชัน และทศทางดานลาด นอกจากความ
้
่
้
ิ
้
ี
ิ
้
้
สูงจากระดับน้าทะเลจะมผลกระทบต่อการเจรญเติบโตของกลาไมแลว ความลาดชันจะมผลต่อ
ี
้
้
้
ั
ี่
ั
้
ี
ค่าใชจ่ายในการปรบพื้นท และทิศทางดานลาด มผลต่อการไดรบแสงของกลาไม ดังนั้นการ
้
ื
้
ี่
ื
คัดเลือกพ้นทตั้งโรงเรอนควรเลือกพื้นทราบ มีความลาดชันเพียงเล็กนอยเท่านั้น
ี่
3. แหลงน้า
่
ั
ี่
้
็
ั
นับว่าเปนปจจัยทส าคัญอย่างยิ่ง ในการพิจารณาคัดเลือกพื้นทด าเนินการสรางเรอนปก
ื
ี่
้
ี่
้
่
ี่
ื
ชา การสรางเรอนปกชาจะตองเลือกพื้นททใกลแหล่งน้าขนาดใหญหรอด าเนินการจัดหาแหล่งน้าท ี่
ั
ื
้
ี่
็
ิ
้
้
มปรมาณน้ามากพอทจะใชกับจานวนกลาทผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปกชา น้าเปนปจจัย
ั
ี่
ั
ี
ั
ี
ื
ส าคัญทจะใชในการปรบอุณหภูมิและความช้นในแปลงปกชา ปรมาณทใชจึงมากกว่าการเตรยม
ั
้
ี่
้
ิ
ี่
ี่
้
กลาไมทเพาะจากเมล็ดโดยทั่วไป
้
4. ขนาดของพื้นทีด าเนนการ
ิ
่
ี่
ื
้
ิ
ี่
้
ั
ี
ี่
ขนาดของพื้นทด าเนินการ ตองมขนาดทเหมาะส าหรบปรมาณหรอจานวนกลาทจะผลิต
้
้
ซึ่งตองรวมไปถึงพื้นททจัดใหเปนสิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ทางล าเลียงขนส่งกลาไม เรอน
ื
็
้
ี่
้
ี่
ื่
ั
้
็
ี่
เพาะชา แปลงเพาะชา ส านักงานและอน ๆ ทจาเปน ในส่วนของพื้นทด าเนินการปกชาไมสัก พื้นท ี่
ี่
ี่
็
็
้
ี่
้
ี่
ื
็
้
์
ื่
นั่งทางานติดตา พื้นทโรงเกบเครองมอและวัสดุอุปกรณ เปนตน พื้นทหลัก ๆ ทจะตองแยกไวเปน
ั
ั
ี่
็
ี่
ี่
้
ส่วน ๆ คือ พื้นทส าหรบกองวัสดุปกชา เช่น กองดิน กองแกลบดิบ กองแกลบเผา พื้นททจัดไวเปน
ื
สวนผลิตกง พื้นทเรอนปกชา และพ้นททใชอนุบาลกลาไม
ี่
ี่
ิ่
ี่
้
ื
้
้
ั
5. ทีตั้งของพื้นทีปลูกปาทีรองรบกลาไม ้
่
่
่
่
ั
้
้
้
ี่
ั
ิ
่
ี่
้
พื้นทรองรบกลาไมนั้น จะตองอยูไม่ห่างไกลเกนไปนักจากพื้นทด าเนินการเพาะชากลา
้
ไมหรอแปลงเพาะ หากอยู่ในพื้นทเดียวกัน กจะเปนการลดตนทุนในการขนส่งกลาไมไปไดมาก ใน
้
้
็
ี่
้
็
้
ื
้
ื
้
็
ี่
้
้
ขณะเดียวกันกจะเปนการหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทอนต่อกลาไมทจะขนส่งต่อไปดวย นั่น
็
้
้
้
็
หมายถึงอัตราการรอดตายของกลาไมทั้งก่อนทจะปลูกกับทไดปลูกไปแลวกจะสูงขึ้นไปดวย
ี่
้
้
ี่
35
่
้
ุ
่
6. สภาพและคณสมบัติของดินในพื้นทีตลอดจนพื้นทีใกลเคียง
ื
้
ี่
ั
ขอกาหนดในการเลือกพื้นทแปลงปกชาประการหนึ่ง คือ คุณสมบัติของดินในพื้นท หรอ
ี่
ี่
้
้
็
ี่
พื้นทใกลเคียง เพราะดินจะเปนวัสดุหลักทใชเปนส่วนผสมของวัสดุทใชปลูกตนตอในสวนผลิตกง
้
้
ิ่
็
ี่
ั
้
ี่
้
้
็
้
และเปนส่วนผสมหลักของวัสดุปกชาทใชเลี้ยงกลาไม คุณสมบัติของดินจึงควรตองดีและเหมาะสม
ิ
ี่
้
ื
็
้
้
้
้
ิ
พอสมควร ทจะเอ้ออานวยต่อการเจรญเติบโตของกลาไม ถาผลิตกลาไมในปรมาณมาก จาเปน
ี่
้
้
้
้
ี
จะตองมแหล่งดินทเหมาะสมอยู่ใกล ๆ ถาหากห่างไกลจะตองเสียค่าใชจ่ายในการขนส่งดินสูงขึ้น
้
ี
ี่
้
ดินทมคุณสมบัติทเหมาะสมคือ จะตองมีการระบายน้าทดี
ี่
ี่
7. แรงงานทีรองรบ
ั
่
้
ั
ในการเพาะชากลาไมหรอการปกชากลาไม การด าเนินงานส่วนใหญตองใชแรงงาน
้
ื
้
้
้
้
่
้
ิ่
้
ิ่
้
ี่
้
ื
ิ่
้
ทองถนทั้งสิ้น ดังนั้นจานวนแรงงานทจะสามารถจะหาไดในทองถน หรอทองถนใกลเคียงเพื่อนามา
ปฏิบัติงานนั้น ย่อมตองค านึงถึงเปนอย่างมากดวย เพราะเหตุว่าการด าเนินงานเพาะชากลาไม ้
้
้
้
็
ื
ี
ื่
ย่อมตองใชแรงงานอย่างต่อเนอง หากมจานวนไม่พอเพียงหรอขาดช่วงแลว การด าเนินงานก ็
้
้
้
้
้
ี
่
ี่
อาจจะเสียหายไดประการหนึ่ง อกประการหนึ่งแรงงานทอยูห่างไกลกย่อมเสียค่าใชจ่ายในการ
็
ื
ขนส่งหรอรบส่งมากขึ้น
ั
้
ื
การสรางโรงเรอน
ั
้
ในการสรางโรงเรอนเพื่อการปกชาไมสัก แบ่งออกเปน 3 ส่วน คือ โรงเรอนส าหรบอนุบาล
ื
ั
้
็
ื
ื
้
ตนตอเพื่อผลิตกง โรงเรอนทใชเปนแปลงปกชา และโรงเรอนเพื่อการอนุบาลกลาปกชา
้
้
็
ั
ื
ิ่
ั
ี่
ุ
1. โรงเรอนส าหรบอนบาลตนตอเพือผลิตกิง
่
้
ื
่
ั
้
้
้
ิ่
้
้
็
้
ี่
ิ่
ี่
ิ
ในการปกชาไมสักกงแก่ ตนตอทจะใชในการผลิตกงยังจาเปนตองใชตนตอทเกดจากการ
ั
ื
้
ติดตา จึงตองมโรงเรอนทจะใชอนุบาลกลาติดตา เพื่อพรางแสงใหแก่ตนกลาในระยะแรกของการ
้
้
้
้
ี่
้
ี
้
ติดตา ลักษณะโครงสรางของโรงเรอนดังกล่าวประกอบดวย
ื
้
็
้
้
ี
ื
เสา (Poles) อาจจะเปนเสาคอนกรตหรอเสาไมกได แลวแต่งบประมาณ และ
้
็
ระยะเวลาของโครงการ หากงบประมาณนอยและเปนโครงการระยะสั้น ๆ การใชเสาไมจะถูกกว่า
้
็
้
้
็
ี
ื่
ี
แต่หากมงบประมาณมาก และเปนโครงการต่อเนองระยะยาว การใชเสาคอนกรต จะมอายุการใช ้
้
ี
้
้
ุ
ั
งานมากกว่าเสาไม และเสียค่าใชจ่ายในการบ ารงรกษานอยกว่า
้
36
็
้
คานยึดเสา (Beams) ไม่จาเปนตองทนทานมากกได อาจใชไมไผ่ซึ่งราคาถูกกว่าท่อ
้
้
็
้
ู
้
ื
ั
เหล็กหรอไมแปรรป เพราะการพรางแสงส าหรบตนตอจะทาในระยะ 1 เดือนแรกของการติดตา
้
ี
ู
็
ื
้
้
ี
้
ื
็
้
เท่านั้น แต่หากเปนโครงการระยะยาวและจะเกบเรอนน้ไวใชหลายปจึงค่อยใชไมแปรรปหรอท่อ
เหล็ก
ั
ี่
ี
้
วัสดุบดบังแสง (Shades) ไม่ควรอย่างยิ่งทจะใชไมระแนงส าหรบงานน้ เพราะ
้
้
้
้
็
ตองการพรางแสงเพียงชั่วคราว ถาใชไมระแนงนอกจากจะสรางยากแลวยังจะเปนการล าบากใน
้
้
้
้
้
ื
การร้อออก ควรใชตาข่ายพรางแสงประมาณ 50% เพราะหลังจากกลาติดตา ตั้งตัวไดแลว ตอง
้
้
้
้
้
ี่
้
ั
้
ี่
เปดวัสดุพรางแสงออกใหกลาไมไดรบแสงเต็มท เพื่อเรงใหเจรญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงทตัดให ้
่
้
ิ
ิ
้
ิ
้
้
แตกยอดใหม่ การพรางแสงจะทาใหตนตอมความอ่อนแอและตายได การปดวัสดุพรางแสง
ี
ดานขางจะช่วยบังลมและป้องกันสัตวเลี้ยงเขามาทาความเสียหายในบรเวณได ้
้
้
้
ิ
์
ั
ื
้
่
้
พื้นโรงเรอน ควรปรบพื้นโรงเรอนใหราบอัดแน่นและสมาเสมอตรวจสอบอย่าใหม ี
ื
้
้
ี
้
แอ่งน้าอย่างเด็ดขาด และใหมความลาดเทเล็กนอยไปทางดานใดดานหนึ่ง เพื่อการระบายน้า
้
ื
็
ภายในโรงเรอนใหเปนไปโดยสะดวก การท่วมขังของน้าภายในโรงเรอน มผลอย่างยิ่งต่อการตาย
ี
้
ื
้
้
ี
้
ของตนตอไมสัก การทาพื้นคอนกรตทจับระดับใหมความลาดเอยงเล็กนอยจะช่วยใหมการระบาย
ี
้
้
ี
ี
ี่
น้าไดดีและป้องกันรากลงดินของตนตอ
้
้
้
ิ่
ี
บอพักน้าภายในโรงเรอน ปกติการใหน้าในสวนผลิตกงจะใชน้าฉดจากสายยางท ี่
้
ื
่
ต่อจากระบบประปา อย่างไรกตามควรมบ่อพักน้าไวดวยส าหรบกรณทน้าไม่ไหล ไฟฟ้าดับ (ใน
ี
็
้
ั
ี่
ี
้
่
้
็
้
็
ี่
ี่
้
กรณทตองสูบน้าใชเอง) เปนตน ขนาดของบ่อพักและต าแหน่งทตั้งกขึ้นอยูกับปรมาณการใชน้า
้
ี
ิ
ื
และความคล่องตัวในการปฏิบัติงานของเรอนเพาะชานั้น ๆ
็
ื
้
2. โรงเรอนทีใชเปนแปลงปกช า
่
ั
ื
้
้
ั
ี
ี
ี่
้
้
ค่าใชจ่ายทเพิ่มขึ้นในการเตรยมกลาไมดวยวิธปกชา น่าจะมาจากการสรางโรงเรอนและ
้
็
้
้
แปลงปกชานเอง เพื่อใหเกดความคุมทุนและลดค่าใชจ่าย โครงการปกชากลาไมจึงควรจะเปน
ั
้
ั
้
ิ
ี่
้
้
ื
้
้
้
โครงการต่อเนอง เพาะเมอสรางโรงเรอนไวแลวกสามารถทจะใชไดอก ลักษณะโครงสรางของ
ื่
ื่
็
้
้
ี
ี่
ี่
้
ิ่
้
ื
โรงเรอนทใชส าหรบปกชา กจะมความแตกต่างจากโรงเรอนส าหรบการอนุบาลตนตอเพื่อผลิตกง
ี
ั
ื
็
ั
ั
ออกไป ดังน้ ี
37
็
ี่
้
้
ี
เสา (Poles) ควรสรางเปนเสาคอนกรตหรอเสาไมทมความแข็งแรง เพื่ออายุการใช ้
ื
ี
ั
้
งานนานขึ้น ความสูงของเสาประมาณ 2 เมตร ไม่ควรสูงมากเกนไปเพราะตองการรกษาความช้น
ื
ิ
้
ั
ั
ี่
ื
่
ภายในเรอนปกชาใหสูงอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงขณะปกชา เรอนทสูงโปรงจะมลมพัดพาความช้น
ี
ื
ื
ออกไปไดมาก
้
ู
คานยึดเสา (Beams) ควรเปนไมแปรรปหรอท่อเหล็ก เพื่อความทนทานในการใช ้
ื
้
็
ี่
ื
้
งาน ขนาดและความยาวกเช่นเดียวกับทใชในโรงเรอนอนุบาลตนตอ
้
็
้
้
วัสดุบดบังแสง (Shade) การใชตาข่ายพรางแสงจะสะดวกกว่าการใชไมระแนง
้
เพราะจะตองมการปรบระดับแสงหลายขั้นตอน กล่าวคือในช่วงททาการปกชา จะตองใชตาข่าย
ั
ั
้
ี
้
้
ี่
ั
้
ื่
ั
ื
้
พรางแสงระดับ 50% 2 ชั้น คลุมทั้งดานบนของเรอนปกชา และโดยรอบ เมอกลาปกชาออกราก
้
้
ั
ี
้
้
้
ตองทาการปรบสภาพตนกลาใหทนต่อสภาพแวดลอมภายนอก ดวยการเพิ่มแสงทละนอยดวยการ
้
้
้
ี
็
้
นาตาข่ายพรางแสงออกทละชั้น การใชไมระแนงจึงไม่เปนการสะดวกนัก
้
กระโจมทีใชในการปกช า จะสรางในโรงเรอนส าหรบปกชาน้ เปนกระโจมในระบบไม่
็
ี
ื
ั
้
ั
่
้
ั
พ่นหมอก (Non-misted Propagator) เปนกระโจมปกชาแบบชั่วคราวมีความสะดวกในการทางาน
ั
็
ื
้
ประหยัดค่าใชจ่าย ลดปญหาในเรองเช้อรา และไม่มความจาเปนตองยายกลาทแตกรากแลวลงถุง
ี
้
้
้
ั
้
ี่
ื่
็
้
ี่
ใหม่ใหกระทบกระเทอนรากเลย กระโจมแบบชั่วคราวดังกล่าวจะมส่วนประกอบต่าง ๆ ดังภาพท1
ื
ี
38
ั
ภาพที 1. กระโจมส าหรบการปกชาแบบไม่พ่นหมอก.
ั
่
้
ภาพวาดโดย นางสาวพานทอง มาแกว
้
จากภาพส่วนต่าง ๆ ของกระโจมประกอบดวย
้
๊
ี
ั
ื
1. เสาคอนกรต หรออิฐบลอค 2 ชุด วางขนานกันในระยะห่าง 1 เมตร เพื่อยกพื้นแปลงปก
้
ั
้
ชาใหสูงจากพื้นประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อใหน้าในถุงปกชาระบายลงมาและไม่ท่วมขัง และไว ้
เปนทฉดน้าเขากระโจมเพื่อใหเกดความช้นภายในกระโจม
ื
ี
้
้
ี่
ิ
็
ั
้
้
้
2. ไมไผ่ผ่าซีก วางพาดบนเสาคอนกรต เพื่อรองรบน้าหนักกลาไมดานบน
ี
้
้
้
3. ตะแกรงลวด ปูทับบนคานไมใชเปนทวางถุงปกชา ใหมระดับเสมอกัน
ี
ั
ี่
้
็
39
็
4 เสาค ้ากระโจม เปนตัวกาหนด
้
ความสูงของกระโจม ทาดวยไมไผ่หรอท่อ
ื
้
้
็
เหล็กกได ความสูงประมาณ 90
ั
้
เซนติเมตร ฝงไวทหัวทายของกระโจม
ี่
้
ี
และกลางกระโจมมระยะห่างประมาณ 3
้
เมตร ไวส าหรบรองรบคาน ความสูงของ
ั
ั
กระโจมไม่ควรมากกว่าน้ เพราะรกษา
ี
ั
้
ื
ความช้นและอุณหภูมิไดยาก โดยเฉพาะ
ี่
้
้
แบบทเดินเขาได (Walk in) ยิ่งไม่แนะนา
้
ู
ื
้
5. โครงหลังคารปตัวเอ ทาดวยไมไผ่หรอเหล็กดัด เพื่อป้องกันการกดทับของพลาสติก
่
้
ี
ิ
้
หลังคา บนกลาไมทอยูขอบแปลง ดานขางของโครงหลังคาประกอบดวยไมซีกอกชั้นหนึ่งบรเวณ
้
ี่
้
้
้
้
ู
ี่
กึ่งกลางของหลังคากระโจม โครงหลังคารปตัวเอทาใหหยดน้าทก่อตัวในกระโจมและเกาะบน
หลังคาไหลลงดานขาง ไม่ก่อตัวเปนหยดน้าหล่นกระแทกกลาไมภายใน โครงหลังคาประกอบดวย
็
้
้
้
้
้
ู
้
้
ี
็
ี
ิ
ไมกลอน 2 ช้นวางชนกันเปนรปสามเหลี่ยมฐานมระยะห่างประมาณ 1.3 เมตร ไมกลอนจะมหลาย
่
้
คูวางเปนระยะตามความยาวของกระโจมใหมความแข็งแรง ไมกลอนเฉพาะคูหัวทายกระโจมมไม ้
้
่
็
ี
้
ี
้
้
็
ู
ั
ิ
ซีกอกช้นหนึ่งวางพาดกลางสามเหลี่ยมเปนรปตัวเอ ดานขางของไมกลอนตองใหสูงพนจากถุงปก
้
้
ี
้
้
้
้
้
่
้
ชาดานขาง ไม่เช่นนั้นหลังคาจะกดทับกลาไมทอยูตรงขอบแปลง
ี่
้
ั
ี่
็
้
ี
6. คานดานบน มหนาทรองรบแผ่นพลาสติกทจะใชคลุมกระโจมและเปนตัวยึดโครงหลังคา
ี่
้
ใหแข็งแรง
้
้
ี่
7. แผ่นพลาสติกใสชนิดหนาปานกลาง ไม่จาเปนตองใชชนิดทหนามาก เพราะจะไม่ใชซ ้าใน
็
้
้
ี
้
ื่
ื่
ิ
ั
ื
ฤดูกาลต่อไป เนองจากจะเกดปญหาเรองเช้อรา แผ่นพลาสติกจะมความกวาง 140 เซนติเมตร
้
้
ื
การคลุมจะใช 2 แผ่น ซอนทับกันดานบนคานเย็บติดกับคานดวยแม็กซหรอตะปูโดยวางแผ่นยาง
์
้
้
้
ื
้
ี
ี
ซอนทับบนอกทหนึ่งเพื่อป้องกันพลาสติกขาด แผ่นยางดังกล่าวอาจใชสายยางเก่าหรอยางใน
้
รถจักรยานเก่า ๆ มาตัดเปนเสนกได หรอจะใชไมไผ่ผ่าแปดทับแทนกได ในการคลุมพลาสติกนั้นสิ่ง
ื
็
้
้
็
็
้
้
้
้
ทจะตองค านึงถึงมากทสุดคือ ชายดานล่างตองคลุมถึงดิน ใหมิดกระโจม ไม่ใหมอากาศระบาย
้
ี่
ี
้
ี่
้
้
้
ออก และคลุมหมดทุกดานทั้งหัวและทายกระโจมดวย เพื่อใหเกบความช้นภายในกระโจมใหสูง
้
้
้
ื
็
้
ื่
ี
ี่
ทสุด ควรหาแผ่นไมหรอแท่งเหล็กวางทับชายพลาสติกป้องกันพลาสติกเปดเมอมลมพัดแรง
ิ
ื
40
8. ถุงพลาสติกขนาด 2 x 6 นิ้ว บรรจุ
วัสดุเพาะเลี้ยงกลาไม เปนดินผสมแกลบ
็
้
้
้
ดิบ และข้เถาแกลบ อัตราส่วน 5 : 3 : 2
ี
(อาจเปลี่ยนแปลงตามคุณสมบัติของดิน
็
้
โดยค านึงถึงการระบายน้าไดดีเปนหลัก)
ี
ประมาณ 3/4 ของถุง อก 1/4 ของถุง
ั
็
ี
้
้
ดานบนเปนวัสดุปกชา ซึ่งใชทรายละเอยด
้
ผสมข้เถาแกลบ อัตราส่วน 1:1
ี
9. พื้นกระโจม เปนดินอัดแน่นดีกว่า
็
้
ี
ี
ื่
้
เปนพื้นคอนกรต เนองจากภายในกระโจมตองการใหมความช้นในอากาศสูงมาก เมอรดน้าเขาไป
ื
ื่
้
็
็
้
ใตพื้นกระโจม พื้นทเปนดินน้าจะซึมผ่านลงไปในดิน ดินจะอุมน้าไวและค่อย ๆ ระเหยขึ้นมาแทนท ี่
ี่
้
้
ื่
้
ี่
ี
ี
ี
ี่
น้าทสูญเสียไป แต่พื้นทเปนคอนกรต น้าจะไหลทิ้งไปทอน นอกจากน้พื้นคอนกรตยังดูดความรอน
็
ี่
มากกว่าพื้นดิน ทาใหอุณหภูมิภายในกระโจมสูงขึ้นกว่าทตองการ แต่พื้นดินจะช่วยลดอุณหภูมิใน
้
ี่
้
้
กระโจมใหเย็นลง
10. เสากันสายยาง ในการลดอุณหภูมิภายในโรงเรอน หากไม่มระบบฉดน้าดานบนหลังคา
้
ี
ี
ื
้
้
ตองลากสายยางไปตามทต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ใหสายยางไปดึงเสากระโจมลม ใหตอกหลักไมไว้
้
้
้
ี่
ี่
ใหแน่นทหัวมุมกระโจมทุก ๆ กระโจม
้
11. ช่องทางเดินระหว่างกระโจม อาจเทเปนทางเดินคอนกรตหรอวางแผ่นซีเมนตไวเปน
์
้
ื
็
ี
็
ื
ั
้
ี
ทางเดิน เพื่อป้องกันการเฉอะแฉะ เพราะในขณะทาการปกชาพื้นโรงเรอนจะตองเปยกช้นมาก
ื
41
ื่
นอกจากกระโจมรปแบบดังกล่าวแลวยังสามารถทากระโจมรปแบบอนๆไดอก ดังภาพ
้
ู
ู
้
ี
42
้
3. โรงเรอนเพือการอนบาลกลาปกช า
ั
่
ุ
ื
้
้
ี่
หากใน 1 ปมการปกชากลาไมสักเพียงชุดเดียวและขนส่งไปปลูกในทห่างไกลซึ่งไม่ตอง
้
ี
ั
ี
เปลี่ยนขนาดถุง กไม่จาเปนตองสรางโรงเรอนเพื่อการอนุบาลกลาปกชาเพิ่มขึ้นอก เพียงแต่ค่อย ๆ
้
ี
็
้
ื
้
็
ั
ั
ิ
ปรบสภาพแวดลอมในแปลงปกชาใหกลาไมทแตกรากแลวเกดความเคยชนต่อสภาพภายนอกทละ
ั
้
้
ี่
้
ี
้
้
ิ
ั
้
ิ
้
้
้
้
ิ
นอยดวยการเปดกระโจมและเปดหลังคา ในการผลิตกลาปกชานั้น การสรางโรงเรอนอนุบาลกลา
ื
้
ไมและขนกลาไมออกมาอนุบาล จะเสียค่าใชจ่ายมากกว่า และปฏิบัติงานจะยุ่งยากมากกว่า หาก
้
้
้
้
ิ
ั
ั
์
ปกชาพรอมกันหลาย ๆ สายพันธุอาจเกดความสับสนปนเปกันได การสรางแปลงปกชาเพิ่มให ้
้
้
้
ี
เพียงพอต่อการผลิตแต่ละปจะประหยัดค่าใชจ่ายมากกว่าเพราะกระโจมมราคาไม่แพง แต่หาก
ี
ี
ื
จะตองเตรยมโรงเรอนเพื่อการอนุบาลกลาปกชานั้น กมลักษณะเหมอนกับโรงเรอนเพื่อการปกชา
ื
้
ั
ี
้
ื
ั
็
ื่
ี่
้
ี
ั
ทุกประการ ยกเวนทไม่มกระโจมปกชาอยูภายในเท่านั้น นอกจากน้กอาจมีพื้นทมากกว่า เนองจาก
ี่
ี
็
่
้
ั
้
ี
จะตองเปลี่ยนถุงใหมขนาดใหญขึ้นในภายหลัง ซึ่งตองมการเตรยมพื้นทส าหรบกลาเปลี่ยนถุง
้
่
ี
ี่
้
ี
ี
ี
กรณเตรยมกลาส าหรบปลูกในพื้นทใกลเคียง
้
้
ี่
ั
่
บทที 5
ั
ั
้
ขั้นตอนการปกช าไมสก
ค าน า
ั
ี
การทราบขั้นตอนการปกชาจะช่วยใหการวางแผนการปฏิบัติงานมประสิทธภาพและ
้
ิ
ั
้
ิ่
ั
ั
ี่
ี
ิ
ี
สามารถจัดเตรยมปจจัยทมผลต่อการแตกรากของกงปกชาแต่ละปจจัยใหเหมาะสมและเกดขึ้น
ี่
้
พรอมกันในเวลาทถูกตอง ขั้นตอนการปกชากลาไมสักพอจะแบ่งไดตามเวลาการปฏิบัติก่อนหลัง
้
ั
้
้
้
ดังน้ ี
ี
ิ่
ี่
1. การเตรยมตนตอเพื่อผลิตกงทเหมาะสมต่อการปกชา
้
ั
้
ั
ี
2. การเตรยมสภาพแวดลอมในแปลงปกชา
ั
ิ่
3. การเกบกงปกชา
็
์
4. การชุบฮอรโมน
5. การปกชากง
ั
ิ่
่
่
การเตรยมตนตอเพือผลิตกิงทีเหมาะสมตอการปกช า
่
้
่
ั
ี
ั
ี่
ั
้
ิ่
ี
ิ่
อายุของกงเปนปจจัยทมผลอย่างมากต่อการแตกรากของกงปกชาไมสัก ดังนั้นการ
็
ิ่
ี่
เตรยมกงจะตองเรมจากการคัดเลือกกงทมอายุเหมาะสมต่อการปกชา กงปกชาทมอายุอ่อนจะปก
ี่
ี
ั
ี
ิ่
ิ่
้
ิ่
ั
ี
ั
ี
้
ิ่
้
ี่
ี
ชาใหแตกรากไดง่าย เทคนิคการเลือกกงทมอายุเหมาะสมจะมความแตกต่างกัน ตามเทคนิคการ
์
ิ่
้
ขยายพันธุเพื่อการจัดสรางสวนผลิตกงดังน้ ี
ิ
1. สวนผลตกิงทีไดจากการเพาะเมล็ด
่
่
้
็
้
ี่
อายุกงทสามารถตัดมาปกชาไดจะเปนปลายยอดจากตนทงอกขึ้นมาอายุตั้งแต่ 1 เดือน
ี่
ิ่
้
ั
้
่
ิ
ขึ้นไป ถึงประมาณ 2 เดือน หลังจากทตนตอเรมเจรญเติบโตเปนตนใหญ มขนาดเสนผ่าศูนยกลาง
้
็
์
ี่
ี
้
ิ่
ี
ล าตนตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป และมใบขนาดใหญ ความสามารถในการแตกรากจะลดลง การลิด
้
่
็
ใบและตัดปลายยอดออก กงทแตกใหม่อายุประมาณ 4 สัปดาห จะเปนกงทมความเหมาะสมต่อ
ี
ี่
ิ่
ี่
ิ่
์
ั
การปกชา
้
่
2. สวนผลตกิงทีไดจากการติดตาแมไม ้
่
ิ
่
หลังการติดตาประมาณ 3 เดือน ตาทติดไวจะพัฒนาจนมความสูงจากรอยต่อประมาณ
้
ี่
ี
ี่
ั
45-60 เซนติเมตร ในปจจุบันพบว่า ยอดชุดแรกทพัฒนาขึ้นมาน้ ยังไม่สามารถนามาปกชาใหเกด
้
ิ
ั
ี
ั
้
รากได (ภาพท 1) ตองทาการตัดแต่งใหแตกยอดชุดใหม่ออกมา อายุทเหมาะสมต่อการปกชาของ
้
ี่
้
ี่
้
ั
ยอดทแตกออกมาใหม่น้ อยู่ระหว่าง 4 สัปดาหหลังการตัด หลังจากเกบยอดชุดท 1 ไปปกชาแลว
์
็
ี่
ี
ี่
ี่
้
ี่
ยอดทเหลือจะพัฒนาขึ้นมาแทนท การเกบยอดชุดท 2 ไม่สามารถกาหนดอายุทแน่นอนได ตองใช ้
ี่
ี่
้
็
44
็
้
ี่
้
้
ี่
การสังเกตระยะพัฒนาใหใกลเคียงกับยอดทเกบไปแลว การเกบยอดทอ่อนเกนไปจะเน่าง่าย แต่
ิ
็
ั
ี่
่
ิ
ิ
ิ่
ิ
ิ
็
การเกบยอดทแกเกนไปไปปกชา จะเกดแคลลัสบรเวณโคนกงแต่ไม่เกดราก
ั
์
ิ
ี่
ภาพที 1. ยอดทเกดคร้งแรกหลังจากการติดตาอายุ 4-6 สัปดาห ยังคงแสดงลักษณะยอดแก่
่
ั
้
้
นาไปปกชาไดไม่ดี สังเกตุดูลักษณะความแก่ไดหลายประการ
้
a) กงอวบอวนเปนรปเหลี่ยม มขนสั้น ใบแผ่กวางแผ่นใบหนา สีของยอดออกสีน้าตาล
ู
็
้
ี
ิ่
แดง
้
้
b) ดูภาพขยายใตแผ่นใบจะเห็นเสนใบชัดไม่มขนอ่อนปรากฎบนเสนใบหลักและเสน
้
ี
้
ใบย่อย
ภาพวาดโดย นางสาวพานทอง มาแกว
้
้
45
3. สวนผลตกิงทีไดจากกลาปกช า
้
้
ิ
่
่
ั
้
ั
ี่
ิ่
ในกรณทตนตอมจานวนนอยแต่ตองการผลิตกงปกชาจานวนมาก กลาปกชาทผลิตไดใน
ี
้
ี
้
้
้
ี่
ั
ั
ั
้
้
้
ี
ี่
ื่
ิ่
ี
้
ี่
้
ปก่อน ๆ อาจตองนามาใชเปนตนตอในสวนผลิตกง กลาปกชาทปกชาไวจากปทผ่านมา เมอถึงฤดู
็
ี่
ปกชาในปถัดมา กงเดิมทมอยู่จะแก่เกนไป ปกชาแลวจะไม่ติดราก จะตองทาการตัดแต่งยอดชุด
ิ่
้
ี
ิ
ั
ั
ี
้
้
้
ิ่
็
์
็
ี่
แรกออก แลวปล่อยใหยอดชุดใหม่แตกขึ้นมา อายุกงทแตกมาใหม่ กประมาณ 4 สัปดาห จะเปน
อายุกงทเหมาะสมต่อการปกชา
ั
ี่
ิ่
้
่
ื
่
้
ิ
3. สวนผลตกิงทีไดจากกลาเพาะเลี้ยงเน้อเยือ
่
้
ตนกลาจากการเพาะเลี้ยง
้
้
ื่
ื
้
เน้อเยื่อ เมอยายออกจากหองทดลองสู ่
ี
ื
เรอนเพาะชา จะมความอ่อน และลักษณะ
้
คลายกับกลาทเพาะจากเมล็ดมาก
ี่
้
สามารถตัดปลายยอดท่อนบนไปปกชาได ้
ั
ี่
เลย และยอดชุดทแตกออกมาในรอบต่อ ๆ
์
็
ไป ทมอายุประมาณ 4 สัปดาห กเหมาะสม
ี่
ี
ั
ต่อการปกชาเช่นกัน
การเตรยมสภาพแวดลอมใหเหมาะสมตอการปกช า
่
ั
ี
้
้
้
ื
้
ิ่
ั
สภาพแวดลอมทมผลต่อการปกชากงไมสัก ไดแก่ แสงแดด ภาชนะปกชา ความช้นใน
ั
้
ี
ี่
ั
์
ิ่
ั
วัสดุปกชา ความช้นสัมพัทธในอากาศ อุณหภูมิโดยรอบกงปกชา ลมทพัดผ่าน โรคและแมลง การ
ื
ี่
เตรยมสภาพแวดลอมต่างๆใหเหมาะสมสามารถทาไดดังน้ ี
ี
้
้
้
ื
การควบคมเรองแสง
ุ
่
วัสดุบดบังแสง มหนาทในการควบคุมแสงใหพอเหมาะต่อการแตกรากของกงปกชา การ
้
ี
้
ั
ี่
ิ่
้
้
ั
ี
้
ใชตาข่ายพรางแสงจะสะดวกกว่าการใชไมระแนง เพราะจะตองมการปรบระดับแสงหลายขั้นตอน
้
้
ั
้
้
กล่าวคือในช่วงททาการปกชา จะตองใชตาข่ายพรางแสงระดับ 50% 2 ชั้น คลุมทั้งดานบนของ
ี่
ื่
้
้
ื
เรอนปกชา และโดยรอบ เมอกลาปกชาออกราก ตองทาการปรบสภาพตนกลาใหทนต่อ
้
้
้
ั
ั
ั
้
้
้
ี
สภาพแวดลอมภายนอก ดวยการเพิ่มแสงทละนอยดวยการนาตาข่ายพรางแสงออกทละชั้น
้
ี
46
การเตรยมภาชนะปกช า
ั
ี
ั
้
ภาชนะปกชาไมสักอาจเตรยมไดหลายแบบ เช่น แปลงปกชา กระบะปกชา ถุงพลาสติก
ั
ี
้
ั
้
็
ั
ั
ขึ้นอยู่กับความสะดวก ปรมาณงาน และความชานาญในการปกชา ถาเปนการปกชาจานวนมาก
ิ
ตองเตรยมล่วงหนาก่อนด าเนินการปกชา
้
ี
ั
้
การเตรยมกระบะปกช า กรณทปกชาจานวนนอย
ั
้
ี
ี่
ั
ี
้
ื
อาจเตรยมโดยบรรจุวัสดุปกชาลงในตระกราพลาสติก หรอกระบะ
ั
ี
่
ื
้
เพาะแลววางในกระโจมหรอใส่ในถุงพลาสติกขนาดใหญมัดปากถุง
้
ั
้
็
ผูกดานบนกับคานไมแทนกระโจมกได ้ แต่การปกชา
ี
ิ
ี
จานวนมากวิธการน้จะยุ่งยากและจัดการยาก หากเกดโรค
ื
หรอแมลงจะตรวจสอบไม่ทัน
การเตรยมถงปกช า ถุงขนาดถุงพลาสติกท ี่
ี
ั
ุ
้
เหมาะสมต่อการปกชากงไมสักไดแก่ขนาด 2 x 6 นิ้ว การ
ั
้
ิ่
้
ั
้
้
็
ี
บรรจุวัสดุปกชาทาโดยบรรจุวัสดุเพาะเลี้ยงกลาไม เปนดินผสมแกลบดิบ และข้เถาแกลบ
อัตราส่วน 5 : 3 : 2 (อาจเปลี่ยนแปลงตามคุณสมบัติของดิน โดยค านึงถึงการระบายน้าไดดีเปน
็
้
ี
็
ั
็
หลัก) ประมาณ 3/4 ของถุง อก 1/4 ของถุงดานบนเปนวัสดุปกชา เปนทรายละเอยด การบรรจุวัสดุ
้
ี
้
ี
ิ
้
ี่
ปกชาลักษณะน้เพื่อใหกงปกชาแตกรากไดง่ายในวัสดุส่วนบน รากทแตกออกมาจะเจรญต่อไปใน
ั
ิ่
ั
้
้
วัสดุดานล่างซึ่งจะสามารถเลี้ยงกลาไมไปไดระยะหนึ่ง ก่อนทจะนาไปปลูกควรทาการเปลี่ยนขนาด
้
้
ี่
้
ิ
้
้
้
ถุงใหมขนาดใหญขึ้นเพื่อใหตนกลาเจรญเติบโตไดดีขึ้น
้
่
ี
ั
ความชื้นในวัสดุปกช า
สิ่งทจะตองเตรยมก่อนทจะด าเนินการ
้
ี่
ี่
ี
ตัดกงคือ ทาใหวัสดุปกชาช้น แต่ไม่ใช่เปยกโชก
ิ่
ื
ี
้
ั
ั
อาจด าเนินการล่วงหนา 1 วัน เพื่อใหวัสดุปกชา
้
้
เปยกอย่างทั่วถึง และรดน้าซ ้าอกคร้งในตอนเชา
ี
ั
้
ี
้
้
ื
แมว่าเราจะตองการความช้นในอากาศสูง แต่
ความช้นในวัสดุปกชาจะตองไม่สูงมากนัก วัสดุ
ื
ั
้
ปกชาทช้นแฉะจะทาใหกงปกชาเน่า การป้องกัน
ั
ั
ิ่
ื
ี่
้
47
็
้
ิ
้
ั
้
ั
ั
ี่
ไม่ใหวัสดุปกชาแฉะเกนไปกทาโดยการใชวัสดุปกชาทระบายน้าไดดี และการยกพื้นวางถุงปกชาให ้
ี่
สูงขึ้นโดยใชตะแกรงทน้าไหลผ่านไดง่าย นอกจากน้เวลาทเพิ่มความช้นในอากาศโดยรอบกงจะใช ้
ี
้
ื
ี่
ิ่
้
้
ู
็
ื่
ั
้
้
ิ่
ี
ี
ั
วิธฉดน้ารอดใตตะแกรง การรดน้าบนวัสดุปกชาจะทากต่อเมอรสึกว่าวัสดุปกชาเรมแหง โดยปกติ
ั
จะรดน้าประมาณ 3-4 วันต่อคร้งเท่านั้น
ความชื้นในอากาศรอบกิงปกช า
่
ั
ี
้
ื
์
ี
ิ่
ั
อากาศรอบกงปกชารวมถึงภายในกระโจมจะตองมความช้นสูง การเตรยมการณก่อนลง
ั
ื
ื
ิ่
มอปกชากงเพื่อเพิ่มความช้นในอากาศภายใน
้
้
ี
กระโจมใหฉดน้าในกระโจมใหเปยกโชก
ี
ขณะทรดวัสดุปกชาใหรดน้าใตตะแกรง
ั
้
้
ี่
ั
็
ั
ระหว่างพื้นดินกับแปลงปกชา ถาเปนการปก
้
ิ
้
ั
ชาลงแปลงปกชาใหปดพลาสติกรอบตามขอบ
ของแปลงใหมิดชิด ขณะปกชาใหเปดกระโจม
ิ
้
้
ั
้
ี่
ั
ิ
เพียงเล็กนอยเฉพาะบรเวณปกชา ส่วนทส่วน
ิ
้
ทปกชาเสรจแลวตองปดไว ้
้
็
ี่
ั
ิ
ลกษณะภูมอากาศขณะปกช า
ั
ั
ั
ิ่
ความชื้นของอากาศโดยรอบเรอนปกช า จะมผลต่อความสดของกงปกชา การปกชา
ั
ี
ั
ื
ี่
ี่
ิ่
ิ่
จะไดผลดีควรเรมทาในช่วงเชาทมอากาศเย็นสบาย กงจะไม่เหยวง่าย และตอนบ่าย ๆ ทแดดรม
่
ี
ี่
้
้
็
้
็
ั
ลมตกไปแลว อย่างไรกตาม การปกชาไมสักจะไดผลดีกเฉพาะช่วงฤดูฝน ซึ่งความช้นในอากาศสูง
้
ื
้
ึ
็
่
และอุณหภูมิไม่สูงมาก ภูมิอากาศในช่วงนั้นส่วนมากจะคร้มฝนทั้งวันเปนส่วนใหญ จึงสามารถ
้
ทางานไดทั้งวัน ถามงานเรงด่วนและตองการเพิ่มชั่วโมงทางานใหมากขึ้น อาจตองเรมทางาน
้
้
่
้
้
ี
ิ่
ตั้งแต่ 6 โมงเชา และหยุดยาวขึ้นในช่วง 11 โมงถึงบ่าย 2 โมงถามแดดจัด และเลิกงานชาขึ้นใน
้
้
้
ี
ตอนเย็น
ื
ั
ี
อณหภูม ิ หากพบว่าช่วงเวลาปกชามอุณหภูมิสูง การรดน้าโดยรอบเรอนเพาะชา
ุ
รวมถึงหลังคาจาลองเปนลักษณะคลายฝนตกจะช่วยลดอุณหภูมิทั้งภายนอกและภายในกระโจม
้
็
ั
็
ี่
้
ี่
ลม ลมทพัดแรงเปนสิ่งทไม่พึงประสงคนักในการปกชา เพราะจะทาใหอากาศเสีย
์
ั
็
ื่
ิ่
ี่
ื
ิ่
ี
ิ
ความช้นไปอย่างรวดเรวและกงเหยว แต่เมอทากระโจมแบบปดโดยรอบลมจะไม่มผลต่อกงปกชา