48
ี่
ื
ี่
้
โดยตรง แต่ลมทพัดผ่านจะช่วยระบายอุณหภูมิทรอนออกจากบรเวณเรอนเพาะชาได ้ การมีลม
ิ
ิ
้
้
อ่อนช่วยใหอากาศถ่ายเทไดดี การป้องกันลมทแรงเกนไปโดยกั้นดวยตาข่ายพรางแสงโดยรอบจะ
ี่
้
็
ื
ื
ช่วยเกบความช้น และลดอุณหภูมิภายในเรอนเพาะชาได ้
การเก็บกิงปกช า
ั
่
์
่
ุ
อปกรณในการเก็บกิง
ิ่
ั
ิ่
์
ี่
ั
์
้
1. อุปกรณตัดกง ส าหรบการปกชาไมสัก ซึ่งเปนลักษณะการปกชากงอ่อน อุปกรณทใช ้
ั
็
ตัดควรมีลักษณะคม บาง เช่น ใบมดคัตเตอร จะดีกว่าการใชกรรไกรตัดกง เพราะกรรไกรจะทาให ้
์
้
ิ่
ี
ื่
้
เกดรอยช้าของเน้อเยอดานหนึ่ง ซึ่งจะมีผลทาใหโคนกงเน่าได ้
ิ
ื
ิ่
้
ี
์
็
้
ี่
์
์
2. อุปกรณในการตัดใบ ใบมดคัตเตอรหรอกรรไกรตัดกระดาษ เปนอุปกรณทใชตัดใบได ้
ื
ดีและสะดวก
ี
ิ่
็
ี่
ี่
ี
ิ่
3. ภาชนะใส่กง มสองกรณทควรค านึงถึงเกยวกับภาชนะใส่กงหลังการเกบ ขึ้นอยู่กับ
ั
ิ่
ั
ระยะทางระหว่างสวนผลิตกงกับแปลงปกชา คือ หากสวนผลิตกงอยู่ติดกับแปลงปกชา การใชถัง
ิ่
้
ิ่
ิ
น้าใบเล็ก ๆ ใส่น้าเปนภาชนะใส่กงกจะสะดวกมาก และไม่ก่อใหเกดความเสียหายต่อกงปกชา แต่
็
้
ั
็
ิ่
ี่
้
ิ่
ี่
ิ่
อย่างใด เพราะสามารถกาหนดเวลาในเดินทางทกงถูกตัดจากตนตอ ถึงเวลาทกงถูกปกลงในวัสดุ
ั
้
ั
้
ชาไดใหมเวลาสั้นและเหมาะสม แต่ถาสวนผลิตกงอยู่ห่างจากแปลงปกชามากตองใชเวลาในการ
้
ี
้
้
ิ่
้
ิ
เดินทางขนส่ง การใชภาชนะปด เช่น ถุงพลาสติกจะเหมาะสมกว่า
์
์
ี
4. ป้ายและดินสอ ในการปกชาหรอขยายพันธุแบบไม่อาศัยเพศนั้น มวัตถุประสงคเพื่อ
ั
ื
์
ี่
ี
้
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุของตนแม่ สิ่งส าคัญทจะตองทาอย่างหนึ่งคือ การเขยนป้ายแสดง
้
ิ่
ี่
หมายเลขแม่ไมของกงทเกบไปปกชาแต่ละชุด ป้ายพลาสติกทใชบันทึกส่วนใหญจะใชดินสิอเขยน
้
่
็
้
ี่
ี
้
ั
ี
้
ั
ื่
้
้
ิ่
้
ติดไดง่ายและไม่ลบเลือน เมอตัดกงแต่ละแม่ไมตองเขยนป้ายบอกหมายเลขแม่ไมทุกคร้ง
่
ั
ชวงเวลาทีเหมาะสมในการเก็บกิงปกช า
่
่
ู่
้
็
ในเวลาเชาตรอากาศเย็น อุณหภูมิต ่าและความช้นในอากาศสูง จะเปนช่วงเวลาท ี่
ื
ี่
ี่
ิ่
ิ่
เหมาะสมทสุดในการเกบกงปกชาเพราะกงจะสดไม่เหยวง่าย
ั
็
49
ั
ื
ั
การเลอกลกษณะกิงสกทีเหมาะสมตอการปกช า
่
่
ั
่
้
ี่
ั
ิ่
ขอสังเกตลักษณะกงทเหมาะสมต่อการปกชาไมสัก
้
ี่
็
ี
้
ิ่
้
ถึงแมว่าการใชอายุกงเปนตัวกาหนดในการเลือกตัดกงไปปกชาจะมความเทยงตรงและ
ิ่
ั
ิ่
ี่
ี
ื่
แน่นอนกว่า แต่ในกรณทไม่ทราบแน่ชัดว่ากงทจะตัดไปปกชานั้นแตกขึ้นมาเมอไหรและมความ
่
ี่
ี
ั
ั
ื
เหมาะสมต่อการปกชาหรอไม่ การรจักวิธสังเกตลักษณะยอดทเหมาะสมต่อการปกชาของไมสัก ก็
้
้
ู
ี่
ี
ั
ั
ิ่
ี่
ิ่
้
้
ี
ี่
จะช่วยใหการเลือกตัดกงไดถูกตอง กงทมลักษณะเหมาะสมต่อการปกชาของไมสัก (ภาพท 2)
้
้
สังเกตไดดังน้ ี
้
ิ่
ิ่
1. กงทมอายุ 4 สัปดาหหลังการแตกจะมีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตรจากโคนกง
ี่
์
ี
้
ั
ิ่
ิ่
ื
ี่
ี่
้
็
ื
2. กงทมลักษณะแข็งแรง และปกชาไดดีจะไม่อวบเกนไปหรอแก่จนเปนเน้อไม กงทม ี
ี
ิ
ลักษณะอวบส่วนใหญจะมีขนาดเสนผ่าศูนยกลางมากกว่า 0.5 เซนติเมตรซึ่งจะแตกรากไม่ดี
้
่
์
ี
ี่
้
3. กงอ่อนหรอกงทชักนาใหอ่อนแลว ใบจะมลักษณะเรยวเปนรปหอก ผิวใบบาง ขนใบทอยู ่
็
ื
ี่
ี
ู
ิ่
้
ิ่
้
้
้
ี
้
ี่
บนเสนใบดานล่างจะยาวเห็นไดชัด ปลายยอดเปนสีเขยวอ่อน ในขณะทใบลักษณะแก่ถึงแมจะ
็
็
ี่
้
้
ี
ี
เปนยอดทแตกใหม่ๆ ผิวใบจะหนากว่า ขนใบละเอยดสั้นกว่า บนเสนใบดานล่างไม่มขนยาว และ
้
ี่
ปลายยอดเปนสีน้าตาล ลักษณะใบโคนใบจะแคบกลางใบกวางมาก (ภาพท 1)
็
ี
ิ่
ี่
ี่
ิ่
ี่
ิ่
ิ่
้
4. ถาตัดดานขวางของกง กงทอ่อนจะมลักษณะกลม ขนบนกงยาว ขณะทกงทแก่จะม ี
้
้
ิ่
ี่
ิ่
ั
ี
ี่
ิ่
ู
้
รปทรงสี่เหลี่ยม ขนบนกงสั้นนอกจากกงแก่จะไม่เหมาะสมต่อการปกชาแลว กงอ่อนทมขอสั้นถ ซึ่ง
้
่
ี่
ี่
ิ่
ี
ส่วนใหญจะเปนกงทอยูดานล่างของล าตน กมลักษณะทไม่เหมาะสมต่อการปกชา เพราะไม่มพื้นท ี่
็
ั
่
็
้
ี
ี่
ื่
้
ิ่
ิ่
ั
ิ่
ี่
ั
ของกงทจะปกลงในวัสดุปกชา เมอตัดกงทอยู่ส่วนบนของล าตนออกไป กงอ่อนลักษณะน้บางส่วน
ี
้
จะพัฒนาขึ้นมาและสามารถนามาตัดปกชาไดในภายหลัง
ั
่
การขนสงกิงปกช า
ั
่
้
ั
ในกรณทสวนผลิตกงอยู่ใกลกับแปลงปกชา ไม่ตองขนส่งกงปกชา เพียงจัดหา ถังน้า ใส่
ั
ี
้
ิ่
ิ่
ี่
ั
น้ากนถังประมาณ 5 เซนติเมตร ไวใส่กงปกชากพอ
้
้
ิ่
็
ิ่
ี
้
ในกรณทสวนผลิตกงอยู่ไกลจากแปลงปกชา ตองมการขนส่งโดยทางรถยนต ควรบรรจุ
ี่
ั
ี
์
้
้
กงชาลงถุงพลาสติก พ่นน้าใส่ถุง ปดปากถุงพลาสติก มัดใหแน่น แลวใชเวลาในการขนส่งนอยทสุด
ี่
้
ิ่
้
ิ
้
เท่าทจะทาได และตองไวในรมตลอดเวลา ไม่ควรวางถุงซอนกันหรอโยนถุง เพราะจะทาใหกงช้า
ิ่
่
้
ื
ี่
้
้
้
ั
ิ่
ื
้
้
ถากงปกชาโดนเขย่าจะช้าและเจรญเติบโตไม่ดี เพื่อลดการกดทับและกระเทอนกงใหใส่กล่องแยก
ิ
ิ่
50
ี
ื
ี
้
ี
หรอผูกถุงหอยไว ้ เวลาในการขนส่งกงปกชามความส าคัญอย่างยิ่งต่อความมชวิตและความสด
ั
ิ่
้
ิ่
ั
ี่
ี่
้
ี่
้
ของกงปกชา ดังนั้นควรพยายามใหสั้นทสุดเท่าทจะทาได การวางแผนและเลือกพื้นทสรางสวน
ผลิตกงและแปลงปกชาสิ่งควรค านึงถึงอันดับแรกคือตองอยูใกลเคียงกัน
้
ิ่
้
่
ั
ี่
ี่
ภาพที 3 ยอดชุดท 2 ทแตกหลังการตัดยอดติดตาชุดแรกทิ้ง 4 สัปดาห์ แสดงลักษณะอ่อนท ี่
่
ี
เหมาะสมต่อการตัดปกชา มขอพึงสังเกตไดดังน้
้
้
ั
ี
ี
ี
ิ่
ี
ิ่
a) กงมลักษณะผอมบาง รอบกงกลม มขนยาวปกคลุม ใบมลักษณะเรยวแคบ แผ่น
ี
ี
ใบบางปลายยอดมสีเขยวอ่อน
ี
้
้
b) ภาพขยายใตแผ่นใบ แสดงใหเห็นเสนใบชัดเจนมาก และมขนยาวปกคลุมเสนใบ
ี
้
้
้
ทั้งเสนใบหลักและเสนใบรอง
้
ั
c) ลักษณะการเตรยมกงปกชา.
ี
ิ่
ภาพวาดโดย นางสาวพานทอง มาแกว
้
้
51
ิ่
สิ่งทตองระวังในการเกบกง
็
้
ี่
์
ิ่
ั
ั
ี่
ขอส าคัญทสุดในการเกบกง คือ ความสดของกง ถาปกชาคร้งละหลาย ๆ สายพันธุเพื่อ
็
ิ่
้
้
้
์
ั
้
การทดสอบแม่ไม ้ ตองระวังอย่าใหแต่ละสายพันธุปนเปกันดวยการแยกตัดคร้งละสายพันธุและ
์
้
ิ่
ี
้
ี่
แยกภาชนะ รวมทั้งเขยนป้ายติดใหชัดเจน เลือกตัดเฉพาะกงทเหมาะสมเท่านั้น และการตัดแต่ละ
้
็
้
ั
ี
ี่
ิ่
็
้
ี่
้
้
ั
คร้งหากเปนตนตอทใชการติดตาตองตรวจสอบซ ้าอกคร้งว่ากงทเกบนั้นไม่ไดแตกมาจากตนตอ
้
ิ
้
ิ่
้
ื
การเกบกงต่อ 1 ตนตอไม่ควรเกบมากเกนไป ควรเวนกงหรอใบบนตนตอไวในช่วงปลายฤดูฝน
็
็
้
ิ่
ี
ื่
้
ี
ิ่
้
เพื่อใหตนตอมเวลาในการสะสมอาหารเพอผลิตกงในปต่อ ๆ ไป
่
ั
่
่
การตัดแตงกิงกอนการปกช า
้
้
ิ่
ี่
ั
้
การปกชาไมสักตองแต่งกงใหมใบติดจึงจะออกรากไดดี จานวนใบทอยู่บนกงถูกกาหนด
ี
ิ่
้
ั
ิ่
ี
ี่
โดยอายุกงทเหมาะต่อการปกชานั่นกคือประามณ 4 สัปดาห ซึ่งส่วนใหญอายุเท่าน้กงจะมใบติด
์
ี
ิ่
็
่
่
่
่
อยู 2-4 คู ใบคูล่างมักถูกตัดออกเพื่อให ้
ี
้
มพื้นททปกชากงลงวัสดุปกชา แลว
ี่
ี่
ั
ิ่
ั
เหลือใบบนไว 1 คู ควรเหลือปลายยอด
้
่
้
้
ิ
ไวใหพัฒนาต่อไปไม่ตองตัดท้ง
้
การตัดใบ ไมสักเปนพืช
็
้
ทมใบขนาดใหญ การเหลือใบไวทั้งใบ
่
ี
ี่
้
จะคายน้ามากและเหยวง่าย การตัดใบ
ี่
ออกประมาณ 1/2 ใบ จะช่วยลดการ
้
คายน้าไดดีและทาใหยอดสด
้
การตัดแตงโคนกิง หาก
่
่
ิ่
ิ่
้
ี
ี
้
ี่
็
ี
มการขนส่งกงระยะทางไกลจะทาใหรอยตัดทบรเวณโคนกงช้า จาเปนตองทาการตัดซ ้าอกทหนึ่ง
ิ
เพื่อใหรอยแผลสด
้
่
การใชฮอรโมนเรงราก
้
์
์
้
็
ิ่
ี่
้
ั
้
ี่
ฮอรโมนทใชในการปกชากงไมสักทไดผลดีคือ Seradix #3 ซึ่งเปนฮอรโมนผง การใชทาได ้
์
้
ง่ายเพียงเตรยมถวยใส่ฮอรโมนผงไวในแปลงปกชา ก่อนปกชากงลงรทเสียบไว กชุบโคนกงใน
ี
์
้
้
็
ิ่
ั
้
ั
ู
ี่
ิ่
ี่
์
ฮอรโมนผงทใส่น้าเล็กนอยเพื่อใหติดกงไม่มากเกนไปและติดสมาเสมอ จากนั้นกชากงไดเลย
ิ่
้
่
ิ
็
้
้
ิ่
52
ั
่
การปกช ากิง
อปกรณการปกช ากิง
์
ุ
ั
่
ู
- ไมแหลมแทงร
้
์
- จานแบ่งฮอรโมน
ี
- กระบอกฉดน้า
ขั้นตอนการปกช ากิง จะด าเนินการเปนล าดับขั้นตอนดังน้
ี
็
ั
่
ิ
1. รดวัสดุปกชาใหชุ่ม ปดกระโจมไว ้
ั
้
ิ่
้
2. ตัดกงจากตนตอ แต่งใบ และแต่ง
ิ่
กง
ี่
ิ
3. เปดกระโจมเฉพาะจุดททางาน
4. ใชไมแหลมขนาดใกลเคียงกับกง
้
้
ิ่
้
่
ู
็
้
ปกชาแทงวัสดุชาใหเปนรนาไปกอน
ั
์
ั
้
5. ชุบโคนกงปกชาดวยฮอรโมน
ิ่
ิ่
6. ปกกงชาลงในรทแทงไว ้
ู
ั
ี่
้
ิ่
ั
้
7. กดวัสดุปกชาใหแนบกับกงชาใหสนิท
ื
็
8. รดน้าหรอพ่นฝอยน้าเปนระยะหาก
ี่
สังเกตพบอาการเหยว
9. เมอปกชาเสรจราดดวยยาฆ่าเช้อ
้
ื่
็
ั
ื
้
ราใหทั่วก่อนปดกระโจมโดยรอบให ้
ิ
สนิท
ระยะหางของการปกช ากิง
ั
่
่
้
หากใชภาชนะเปนถุงเพาะชาระยะห่างจะ
็
้
ื
ั
ื
ั
ถูกกาหนดโดยขนาดของถุง แต่ถาปกชาในกระบะหรอในตะกราหรอแปลงปกชา ควรปกห่างพอท ี่
ั
้
ิ
ิ่
กงจะไม่สัมผัสกัน แต่ไม่ห่างเกนไป
53
การเขียนปาย
้
์
ี่
้
อย่างนอยตองใส่ 2 ป้าย คือป้ายแรก บอกจุดเรมของสายพันธุนั้น ป้ายท 2 บอก
ิ่
้
้
้
จุดสิ้นสุด ตองเขยนป้ายใหชัดเจนดวยดินสอด า หามใชปากกา ขอมูลส าคัญทตองเขยนไดแก ่
้
้
้
ี
้
้
ี
้
ี่
1. หมายเลขสายพันธุ ์
ั
ี่
2. วันทปกชา
3. จานวนกงปกชา
ั
ิ่
4. ปจจัยการทดลอง
ั
ี
่
การฉดพนยาฆาเชื้อราและยาฆาแมลง
่
่
ั
ั
้
ี่
็
ิ
้
ี
หลังการปกชาเสรจในวันหนึ่ง ๆ ก่อนปดกระโจม จะตองราดแปลงปกชาทเสรจเรยบรอย
็
้
ี
้
็
ื
้
ื
แลวดวยยาฆ่าเช้อราใหทั่ว การราดยาฆ่าเช้อราน้จะทาเปนล าดับสุดทายของการทางานในแต่ละ
้
้
ื
ี่
้
้
ื
ี่
ื่
็
วัน เพราะเมอเสรจงานแลวจะไดกลับบานชาระรางกายทเป้อนสารเคมทันท ยาฆ่าเช้อราทใช ้
่
ี
ี
้
้
ี่
้
โดยทั่วไปมขายตามรานคาทางเกษตร เลือกใชชนิดทฆ่าเช้อราไดหลายชนิด ปรมาณการใชตาม
ื
ี
้
้
ิ
ี่
้
็
ฉลากทกาหนดไว การใชยาฆ่าแมลงควรหลีกเลี่ยง เพราะนอกจากจะเปนอันตรายต่อคนแลว
้
้
ั
บางคร้งยังเปนอันตรายต่อกงปกชาดวย นอกจากน้ระบบปกชาน้เปนระบบปด การระบาดของ
็
ี
็
้
ั
ิ่
ี
ิ
ั
ี่
ู
้
แมลงจึงนอย หากพบเห็นสามารถทจะจับบี้ได ศัตรส าคัญอีกอย่างคือ หอยทาก ทระบาดมาก
้
ี่
็
้
ั
บางคร้งตองใชสารเคม การใส่ยาควรทาโดยการโรยโดยรอบแปลงเปนวงรอบกระโจม และรอบ
้
ี
ี่
ั
ื
ั
ู
ั
เรอนปกชา ไม่ควรใส่ลงในถุงปกชาโดยตรง ศัตรทมักพบบ่อยคร้งคือ หนู ทชอบมาอาศัยอยู่ใน
ี่
็
้
้
ช่องว่างใตแปลงปกชา หนูจะกัดแทะกงปกชาและถุงปกชาใหเสียหาย หากสังเกตพบกใหกาจัด
ั
ั
้
ั
ิ่
ื
้
โดยใชเหยื่อล่อหรอกับดัก
่
บทที 6
ั
ั
การดูแลหลงการปกช า
ค าน า
ี่
ั
้
สิ่งส ำคัญทสุดในกำรดูแลหลังกำรปกชำคือ จะตองดูว่ำสภำพแวดลอมต่ำง ๆ ยังคง
้
ั
ั
ี่
เหมำะสมดี และสภำพของกงปกชำเปนอย่ำงไรบำง อำกำรผิดปกติทแสดงออกของกงปกชำจะเปน
็
็
้
ิ่
ิ่
ี่
้
ั
ื
ิ่
้
ตัวบ่งช้ถึงกำรดูแลหรอสภำพแวดลอมไม่เหมำะสม สิ่งส ำคัญทจะตองดูแลคือ กงทนำมำปกชำตอง
้
ี
ี่
ี่
ื
ี่
้
้
ไม่มอำกำรเหยว อำกำรเหยวเกดจำกกำรคำยน้ำ จะตองทำกำรรกษำควำมช้นในอำกำศใหสูงมำก
ี
ิ
ั
้
ี่
ๆ เพื่อลดกำรคำยน้ำ โคนกงชำจะดูดน้ำจำกวัสดุชำเขำมำแทนท แต่ถำควำมช้นในวัสดุปกชำสูง
ิ่
ั
ื
้
ั
ื
ิ่
้
้
เกนไป จะทำใหโคนกงเน่ำ กำรรกษำควำมช้นและอุณหภูมิภำยในกระโจมใหมควำมเหมำะสมต่อ
ิ
ี
้
ิ่
็
่
ี่
ั
กำรแตกรำกกงปกชำเปนสิ่งทตองทำควบคูกันไป
่
่
่
้
ชวงเวลาทีกิงปกช าเกิดความเสยหายไดงาย และสิงทีตองระมดระวงเปนพิเศษ คือ
ี
่
่
ั
่
ั
ั
็
้
ื่
้
ิ่
ั
1 เมอกงปกชำตัดออกจำกตนตอใหม่ ๆ
2 เมอทำกำรเปลี่ยนถุง หรอเปลี่ยนวัสดุปลูก
ื
ื่
ั
้
3 ใชวัสดุปกชำ หรอวัสดุปลูกทระบำยน้ำไม่ดี
ี่
ื
้
4 เปลี่ยนสภำพแวดลอมกระทันหัน
5 กำรใหน้ำไม่สมำเสมอและไม่ด ี
้
่
้
6 ปล่อยใหรำกลงดิน
ั
่
การดูแลกิงปกช า
์
ั
ี่
ิ่
ช่วงเวลำทส ำคัญทสุดในกำรดูแลกงปกชำ กคือ ในระยะสัปดำหแรก ๆ ของกำรปกชำ ซึ่ง
ี่
ั
็
ิ
ี่
ิ
ี
้
ี
กงยังไม่มกำรแตกรำก ซึ่งมลักษณะอำกำรผิดปกติทพอสังเกตได อำกำรทเกดขึ้นอำจเกดจำก
ี่
ิ่
ี
สำเหตุต่ำงๆ ดังน้
ิ่
ั
1. กงปกชำเหยวเฉำ
ี่
ิ่
่
2. กงปกชำใบรวง
ั
3. โคนกงเน่ำ
ิ่
ิ
ี่
ิ
ิ่
4. เกดแคลลัสทโคนกงอย่ำงมำกมำยแต่ไม่เกดรำก
ิ่
5. กงปกชำไม่ตำยแต่ไม่ออกรำก
ั
55
6. กงปกชำมีสีซีดเหลือง
ั
ิ่
่
สาเหตุทีท าใหกิงปกช ามีอาการผิดปกติ
ั
่
้
ี่
ิ
ี่
้
ิ่
สำเหตุส ำคัญททำใหกงเกดอำกำรเหยวเฉำ
้
ไดแก ่
้
ั
1. วัสดุปกชำแหงเกนไป
ิ
ิ
2. วัสดุปกชำเปยกเกนไป
ั
ี
ิ
้
3. บรรยำกำศแหงเกนไป
ี่
4. ระบบรำกยังไม่พอทจะดูดน้ำ
ี่
ขึ้นมำแทนทน้ำทคำยออก
ี่
ั
้
5. ตนกลำปรบตัวไม่ทันจำกกำรยำย
้
้
ี่
จำกรมสูทมแสงแดดทันททันใด
ี
่
่
ี
้
ิ
ื
6. อำกำศรอนหรอเย็นเกนไป
่
ั
ิ่
สำเหตุส ำคัญททำใหกงปกชำใบรวง
้
ี่
ี่
ิ
1. ช่วงกำรเกบกง ถุงทใชเปยกเกนไป แช่น้ำ
้
็
ี
ิ่
ิ
นำนเกนไป
2. กงตำยนึ่งระหว่ำงกำรขนส่งเนองจำกควำม
ิ่
ื่
้
้
้
รอน หรอแข็ง ถำขนส่งโดยวำงใกลน้ำแข็ง
ื
ั
3. เกบไวนำนเกนไปกว่ำจะปกชำ
็
้
ิ
้
ื
ี่
4. โดนแสงแดดอย่ำงแรง และแหงเหยว หรอโดนควำมรอนในระหว่ำงกำรเกบหรอกำรปก
้
็
ื
ั
ชำ
ั
้
ิ
ี
5. มแสงนอยเกนไปในแปลงปกชำ
6. กงแก่เกนไป ซึ่งใบกจะรวงอยูแลว
ิ
่
็
้
ิ่
่
56
ี่
้
สำเหตุส ำคัญททำใหโคนกงเน่ำ
ิ่
ี
1. วัสดุปกชำเปยกโชกมำก
ั
เกนไป ระบำยน้ำไม่ดี ไม่ม ี
ิ
ุ
้
้
รพรน ใหใชทรำยหยำบขึ้น
ู
้
้
2. ถูกเช้อรำทำลำย ใหใชยำฆ่ำ
ื
ื
เช้อรำหรอเปลี่ยนวัสดุปก
ื
ั
ชำ
3. โคนกงช้ำ เนองจำกกรรไกร
ื่
ิ่
ิ่
ี
ื่
ทอระหว่ำงกำรเตรยมกง
้
์
็
้
ี่
้
4. แอลกอฮอลทใชเปนตัวทำละลำยฮอรโมนถำระเหยชำจะกัดโคนกงปกชำไมสัก
ั
้
์
ิ่
ี่
ิ
ิ่
ี่
ิ
้
สำเหตุส ำคัญททำใหเกดแคลลัสทโคนกงอย่ำงมำกมำยแต่ไม่เกดรำก
้
้
ื
์
้
1. ใชฮอรโมนผิดสูตร ลองใชฮอรโมนใหม่ หรอควำมเขมขนใหม่
์
้
้
ิ
2. เหลือใบมำกเกนไป ลองลดขนำดใบใหเล็กลง
ี่
็
ิ่
้
่
3. เกบกงจำกยอดสูง เกบกงปกชำจำกส่วนทอยูใกลโคนมำกขึ้น
ั
็
ิ่
้
ี
้
ิ่
ิ่
้
ิ่
้
็
4. เกบกงแก่ ใหแต่งกงตนตอเพื่อใหไดกงทมควำมหนุ่มมำกขึ้น
ี่
่
้
่
้
5. ตนตอไดแสงแดดจัด ใหรมเงำแกตนตอ
้
้
ั
ิ่
ี่
สำเหตุส ำคัญททำใหกงปกชำไม่ตำย แต่ไม่ออกรำก มสำเหตุเดียวกับกงทเกดแคลลัส อำจลอง
ี่
ิ่
ิ
ี
้
แกไขโดย
้
ั
้
้
ั
ุ
1. ใหพิจำรณำปรบปรงสภำพแวดลอมในกำรปกชำ
ี่
2. ลองตัดแต่งใบหลำย ๆ ขนำดพื้นทใบ
ี่
3. ลองตัดกงปกชำทอำยุกงต่ำง ๆ กัน เช่น กงทอ่อนขึ้น เปนตน
ั
ิ่
ี่
้
ิ่
ิ่
็
สำเหตุส ำคัญททำใหกงปกชำมีสีซีดเหลือง
้
ี่
ั
ิ่
1. รมเงำมำกเกนไป
ิ
่
2. มเช้อโรคและแมลง
ื
ี
้
3. ธำตุอำหำรของตนตอ
57
ั
อย่ำงไรกตำม กงปกชำมักจะมสีทอ่อนลงบำง เนองจำกมันจะดูดธำตุอำหำรไดเพียง
ิ่
้
ี่
ื่
้
ี
็
้
ี
้
ื
เล็กนอยหรอไม่ไดดูดธำตุอำหำรเลยในช่วงที่ยังไม่มรำก
ี่
ี
ิ
ิ่
จำกสำเหตุททำใหเกดอำกำรผิดปกติของกงปกชำ จะพบว่ำ มสำเหตุมำจำกปจจัยท ี่
้
ั
ั
ั
ั
ิ่
ี่
ิ่
ั
ี่
ิ่
เกยวกับกงทนำมำปกชำเอง และกำรปฏิบัติต่อกงปกชำในช่วงก่อนกำรปกชำ หรอในสวนผลิตกง
ื
้
ั
ั
ี่
้
้
็
ซึ่งเปนสิ่งทตองพิจำรณำปฏิบัติใหถูกตองตั้งแต่ก่อนกำรปกชำ หรอเกบไวแกไขในกำรปกชำครำว
็
ื
้
้
ต่อไป แต่สำเหตุทเกยวกับสภำพแวดลอมไดแก่ วัสดุปกชำ บรรยำกำศในแปลงปกชำ อุณหภูมิ
ั
้
ี่
้
ั
ี่
ี่
้
็
ื
แสงแดด เช้อโรคและแมลง ซึ่งเปนสิ่งทจะตองดูแลและแกไขไดดังต่อไปน้ ี
้
้
การดูแลวัสดุปกช า
ั
ิ
ื
ิ่
ั
ี่
ั
พบว่ำสำเหตุหลักทวัสดุปกชำจะทำใหกงปกชำเกดอำกำรผิดปกติคือควำมช้นในวัสดุปก
ั
้
้
ชำ ซึ่งตองไม่สูงเกนไปจนแฉะและไม่แหงเกน ทส ำคัญคือตองโปรงและระบำยน้ำดี โดยปกติกำรใช ้
้
ิ
้
ิ
ี่
่
้
็
้
ั
ั
ทรำยหยำบเปนวัสดุปกชำจะทำใหกำรระบำยน้ำดีอยู่แลว ควำมช้นในวัสดุปกชำจึงขึ้นอยู่กับกำร
ื
้
ิ
ี่
ั
ิ่
ั
ื่
รดน้ำเท่ำนั้น เมอสังเกตพบว่ำ กงปกชำเหยวเฉำ หำกตรวจสอบพบว่ำเกดจำกวัสดุปกชำแหง
ิ
ั
้
ั
ิ
เกนไป ถำพบในช่วงวันแรกของกำรปกชำ สำเหตุจะเกดจำกกำรรดน้ำลงวัสดุปกชำไม่ชุมถึง
่
้
ดำนล่ำงของถุงปกชำ วิธกำรป้องกันคือ ก่อนกำรปกชำจะตองรดน้ำก่อนล่วงหนำ 1 วัน และรงเชำ
ั
ั
้
ี
้
้
ุ่
้
้
ี
ี
ั
็
รดอกหลำย ๆ รอบ และตรวจสอบบำงถุงเพื่อใหแน่ใจว่ำรดน้ำเปยกทั่ววัสดุปกชำ กำรแกไขกรดน้ำ
ซ ้ำโดยเรวทสุด และอกสำเหตุหนึ่งกคือ ใบทเหลือไวกวำงมำกจนคลุมวัสดุปกชำหมด เวลำรดน้ำจึง
ั
้
็
ี่
ี่
็
ี
้
ี
ไม่เปยกถึงวัสดุปกชำ วิธกำรป้องกันกคือขณะปกชำใหสังเกตว่ำมช่องว่ำงระหว่ำงใบพอทจะใหน้ำ
ี
็
ี่
้
ี
้
ั
ั
ี่
็
ี
ื
้
ทรดเปยกวัสดุปกชำไดหรอไม่ หำกไม่กทำกำรตัดแต่งใบออกอก ส่วนกำรแกไขกโดยกำรตัดแต่งใบ
้
ั
ี
็
ิ่
ิ
ิ่
ั
ของกงทเหลือใบออก แต่ถำตรวจสอบพบว่ำอำกำรเหยวเฉำของกงปกชำเกดจำกวัสดุปกชำเปยก
ั
้
ี
ี่
ี่
ิ่
ิ
ี่
ิ
เกนไป อำกำรทพบรวมกันคือโคนกงเน่ำ สำเหตุเกดจำกกำรระบำยน้ำของวัสดุปกชำไม่ดี รดน้ำ
่
ั
ี
ิ
ื
ิ
้
้
มำกเกนไป จะเกดไดมำกในระบบพ่นหมอก หรอกำรเตรยมกระโจมไม่ไดยกพื้นตะแกรงสูงจำกพื้น
้
ทำใหไม่มทระบำยน้ำออกจำกวัสดุปกชำ กำรรดน้ำในวัสดุปกชำไม่จำเปนตองรดทุกวัน แต่กำรรด
ั
็
้
ี่
ี
ั
ี
น้ำในกระโจมเพื่อเพิ่มควำมช้นในอำกำศตองทำทุกวัน โดยฉดใตตะแกรง หลีกเลี่ยงกำรฉดลงวัสดุ
ื
้
้
ี
ั
ื
ี
้
ิ่
ี่
ั
้
ปกชำ เพรำะกงปกชำทยังไม่มรำก ตองใหมควำมช้นในอำกำศสูงมำกตลอดเวลำ แต่มันจะไม่ออก
ี
ั
ั
ี
ิ
้
รำก ถำทำใหวัสดุปกชำเปยกเกนไป กำรตรวจสอบโดยทั่วไปถำไม่พบอำกำรผิดปกติของกงปกชำก ็
้
ิ่
้
ื
้
็
้
้
คือตรวจดูใหวัสดุช้นแต่อย่ำใหแฉะ ถำแหงไปกใหรดน้ำ ถำช้นดีแลวกไม่ตองรด
้
้
็
้
้
ื
้
58
ื
การดูแลความช้นของอากาศในกระโจม
ื
ื
ั
ี่
ควำมช้นของอำกำศในกระโจมหรอบรรยำกำศในแปลงปกชำ มผลต่ออำกำรเหยวเฉำ
ี
ั
้
้
ิ
ิ่
้
ของกงปกชำ เมอบรรยำกำศแหงเกนไป เนองจำกแสงแดด ควำมรอน ควำมแหงแลงในอำกำศ ลม
ื่
้
ื่
ิ
ื
ิ
ิ
ั่
ี
ื
็
้
แรง เกดจำกเปดกระโจมนำนเกนไป หรอวัสดุพรำงแสงไม่พอ กระโจมมรอยรวทำใหเกบควำมช้น
ในอำกำศไม่ได สำเหตุของควำมแหงในอำกำศอกอย่ำงหนึ่งทอำจคิดไม่ถึงกคือ จำนวนกงปกชำไม่
้
ิ่
ั
ี่
ี
้
็
ื
ี
ิ่
ั
่
้
สมดุลกับขนำดของกระโจม คือกระโจมขนำดใหญมำก แต่กงปกชำมจำนวนนอย หรอกระโจม
ิ
ั
ื
ิ่
้
แบบทำงำนภำยในได (Walk in) กำรรดน้ำเฉพำะบรเวณกงปกชำจะทำใหควำมช้นแพรกระจำยไป
่
้
้
ยังทว่ำงเปล่ำ จะทำใหควำมช้นในอำกำศรอบ ๆ กงต ่ำ กงจะเหยวได ถำหำกจำเปนจะตองทำ
ิ่
ี่
ื
ิ่
้
ี่
้
้
็
ิ่
่
ื่
่
้
้
กระโจมใหญ และจะปกชำกงเพิ่มเรอย ๆ จนเต็มกระโจม จะตองรดน้ำใหชุมทั้งกระโจมจึงจะแกไข
้
ั
็
ู่
้
้
ี่
ั
ี
ั
ื
้
ปญหำน้ได ควำมช้นในกระโจมเปนสิ่งทตองตรวจสอบวันละ 1-2 คร้ง ในตอนเชำตร และบ่ำยแก่ ๆ
ื
ี
ั
ื
้
ื
โดยปกติควำมช้นมำกจะไม่มปญหำ จะมปญหำเฉพำะควำมช้นต ่ำ กำรดูแลไม่ใหควำมช้นใน
ั
ี
กระโจมต ่ำเกนไปนั้นทุกๆวัน ใหฉดน้ำดำนล่ำงกระโจม หรอรดวัสดุปกชำบำงถำจำเปนโดยเฉพำะ
้
้
้
ี
ื
็
ั
ิ
้
้
ี่
้
ในวันทอำกำศรอนและแหง ยกเวนว่ำมหยดน้ำเกำะบนใบแลวในวันทอำกำศช้นและเย็น และ
ี่
้
้
ี
ื
ี่
กระโจมปกชำปดสนทดี ใหพ่นฝอยเฉพำะเมื่อใบแสดงอำกำรเหยว
ั
ิ
ิ
้
การดูแลเกยวกบอณหภูม ิ
ั
่
ี
ุ
ิ
ี
อุณหภูมิมอิทธพลอย่ำงยิ่งต่อ
กำรเปลี่ยนแปลงของกงปกชำ
ิ่
ั
ิ
ี่
โดยเฉพำะอุณหภูมิทสูงเกนไปคือ
ี
มำกกว่ำ 30 องศำเซลเซียสจะมผลทำให ้
ี่
กงเหยวเฉำและแหงตำย เนองจำก
ิ่
้
ื่
อุณหภูมิมกำรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลำ
ี
้
กำรดูแลในเรองอุณหภูมิจำเปนตองทำ
ื่
็
ทุกวันในช่วงทกงปกชำยังไม่แตกรำก ใน
ิ่
ี่
ั
ิ
ี่
ฤดูกำรปกชำทเปนช่วงฤดูฝนอุณภูมิทต ่ำเกนไปไม่เปนสิ่งทตองกังวลมำกนัก แต่อุณหภูมิทสูง
ี่
ั
้
็
ี่
็
ี่
ิ่
ื่
ี่
็
้
ิ
เกนไปเปนเรองทจะตองใหควำมส ำคัญ ในแต่ละวันอุณหภูมิในอำกำศจะเรมสูงมำกเวลำประมำณ
้
ตั้งแต่ 11 นำฬิกำ ไปจนถึง 15 นำฬิกำ โดยเฉพำะอุณหภูมิในกระโจมจะยิ่งสูงมำกกว่ำอุณหภูมิ
็
ี
ิ
ี่
ิ
ิ
ิ
ี
ภำยนอกเสียอก เนองจำกเกดปฏิกรยำทเรยกว่ำปฏิกรยำเรอนกระจก กำรลดอุณหภูมิลงเปนสิ่งท ี่
ื
ิ
ื่
59
้
ี
้
ี
ื
็
จำเปนอย่ำงยิ่ง หำกพบว่ำมอำกำศรอนจัดหรออุณหภูมิสูงกว่ำ 30 องศำเซลเซียส ตองทำกำรฉด
้
้
ื
ั
น้ำทั้งภำยในและภำยนอกกระโจมใหทั่วทั้งโรงเรอนวันละ 2 คร้ง จะทำใหอุณหภูมิลดลงและ
้
ควำมช้นในอำกำศสูงขึ้น กำรเปดกระโจมเพื่อระบำยควำมรอนจะลดอุหภูมิไดรวดเรวแต่ใน
็
ื
ิ
้
็
ขณะเดียวกันจะลดควำมช้นในอำกำศไดรวดเรวเช่นเดียวกันซึ่งเปนสำเหตุส ำคัญของกำรเหยวของ
ี่
้
ื
็
ั
กงปกชำ กำรกระทำดังกล่ำวตองทำดวยควำมระมัดระวัง หำกหลีกเลี่ยงไดควรหลีกเลี่ยง
ิ่
้
้
้
ิ
ี่
อุณหภูมิทต ่ำเกนไป โดยปกติแลวอำกำศทเย็นจนมผลกระทบต่อกลำปกชำ จะเปนช่วง
้
ี
ั
็
ี่
้
้
่
ิ
ี่
้
้
ั
็
ฤดูหนำว ซึ่งเปนระยะทกลำไมส่วนใหญจะอยู่นอกแปลงปกชำ และอยู่ระยะเลี้ยงดูใหเจรญเติบโต
ื่
้
้
้
ผลกระทบของอำกำศเย็นจัด คือจะทำใหใบแหงและรวงหล่น แต่ตนจะยังไม่ตำย เมออำกำศอบอุ่น
่
ขึ้นจะแตกยอดใหม่ได กำรป้องกันหำกทรำบล่วงหนำว่ำอำกำศจะเย็นจัดควรทำกระโจมพลำสติก
้
้
ครอบกลำไม ้
้
่
ี
การดูแลเกยวกับแสงแดด
ั
้
ในช่วงเรมตนของกำรปกชำ หำกไดด ำเนินกำรสรำงเรอนปกชำตำมทไดบรรยำยไวในบท
ี่
้
้
ั
ิ่
้
้
ื
ทเกยวกับกำรสรำงโรงเรอนและแปลงปกชำ
ั
ี่
ี่
้
ื
ี่
จะไม่พบปญหำทเกยวกับเรองแสงแดดแต่
ื่
ี่
ั
อย่ำงใด แสงแดดจะมผลต่อกงปกชำมำก
ิ่
ี
ั
ั
ี่
้
ั
ทสุดในช่วงของกำรปรบสภำพกลำปกชำสู ่
้
สภำพอำกำศภำยนอก กำรยำยจำกกระโจม
้
้
ี่
ั
ี
ี
่
สูทมแสงแดดทันททันใด ตนกลำปรบตัวไม่
ทัน จะแสดงอำกำรเหยวได จำเปนจะตอง
ี่
็
้
้
็
ค่อย ๆ ปรบแบบค่อยเปนค่อยไป
ั
การดูแลเรองโรคและแมลง
ื
่
ิ่
กำรดูแลเรองโรคและแมลงเปนสิ่งทไม่ตองตรวจสอบทุกวัน เพียงดูว่ำมกงปกชำเน่ำ
ั
ี่
ี
ื่
้
็
็
็
้
ี
ื
่
้
ื
้
่
ั
ิ่
หรอไม่ หรอว่ำมใบรวง มีรองรอยกำรทำลำยของแมลงไหม ถำพบกงปกชำเน่ำกใหเกบทิ้ง ถำพบ
็
กระจำยเปนวงกวำงอำจพิจำรณำรำดยำฆ่ำเช้อรำซ ้ำ สัตวและแมลงทพบจะเปนหอยทำก และ
็
ี่
์
้
ื
้
้
ิ
ี
ิ
้
หนอนผเสื้อกนใบสัก แต่ถำปดกระโจมแน่นหนำดีจะไม่ค่อยพบ ถำพบหอยทำกอำจใชเหยื่อล่อท ี่
้
ผสมยำฆ่ำหอยวำงไวรอบเรอนเพำะชำ
ื
60
้
้
การดูแลกลาไมหลงการแตกราก
ั
การตรวจการแตกราก กำร
ิ่
ั
ตรวจกำรออกรำกของกงปกชำควรทำ
เปนคร้งครำว แต่ดีทสุดทจะไม่รบกวนกง
ั
ี่
ี่
ิ่
็
ิ่
ั
็
ปกชำ เพียงดูลักษณะของกงปกชำกพอร ้ ู
ั
ื
ว่ำมชวิตอยู่หรอไม่ ปกติกงปกชำไมสักจะ
้
ิ่
ั
ี
ี
ั
ออกรำกก่อน 1 เดือนหลังกำรปกชำ กำร
สังเกตลักษณะภำยนอกเพื่อดูว่ำกงปกชำ
ิ่
ั
ื
้
้
ไมสักออกรำกหรอไม่นั้นทำไดโดย ดูจำก
กงชำทมควำมสด บำงกงเรมพัฒนำยอด
ิ่
ิ่
ี
ิ่
ี่
ต่อ บำงกงมีรำกโผล่จำกถุงชำ
ิ่
การใหแสงและลดความช้น
ื
้
ื่
ั
ี
ิ่
เมอสังเกตพบว่ำกงปกชำมกำรแตกรำก
ี
้
แลวไม่จำเปนตองเปดกระโจมทันท เพรำะบำงคร้งระบบรำกยังไม่พอทจะดูดน้ำขึ้นมำแทนทน้ำท ี่
ิ
ี่
ี่
ั
้
็
้
ิ่
คำยออกทำงใบ หรอบำงกงกยังไม่แตกรำก ควรรอใหกงปกชำแตกรำกสมบูรณดีแลวจึงค่อยให ้
็
้
ิ่
์
ั
ื
ิ่
้
ี่
ั
แสงและลดควำมช้น เพรำะสำเหตุททำใหกงปกชำเหยวจะเกดจำกกำรเปดกระโจมขณะทกงปกชำ
ิ่
ี่
ิ
ื
ั
ี่
ิ
ั
ั
ิ
้
ยังไม่แตกรำก หรอแตกรำกแลวแต่กำรเปดกระโจมเพื่อใหกงปกชำปรบตัวกับสภำพภำยนอก
ื
ิ่
้
็
ั
ิ
็
กระทำอย่ำงทันททันใดเกนไป จำเปนจะตองค่อย ๆ ปรบแบบค่อยเปนค่อยไป
ี
้
การปรบสภาพกลาเพือออกนอกกระโจม
่
ั
้
ิ่
การปรบสภาพความช้นใหกงปกชำจะเรมทกำรลดควำมช้นก่อน ตำมธรรมชำติ
ื
ี่
ิ่
้
ั
ั
ื
ควำมช้นจะลดต ่ำในช่วงเวลำกลำงวัน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งถำอุณหภูมิภำยในกระโจมขึ้นสูง กว่ำ 30
ื
้
ื
ิ
้
ิ
องศำเซลเซียส ดังนั้นกำรค่อยๆลดควำมช้นควรทำโดย กำรเปดกระโจมในช่วงกลำงคืนแลวปดไว ้
ี่
ื
์
ี
็
ในช่วงกลำงวัน เปนเวลำ 1 สัปดำห ในช่วงน้หำกมีฝนตกไม่ตองปดกระโจมเพรำะควำมช้นทมำกับ
้
ิ
้
้
้
้
็
้
ี่
สำยฝนจะช่วยทำใหตนกลำตั้งตัวอย่ำงรวดเรว แต่ถำสังเกตพบว่ำตนไมเหยวในตอน
้
61
้
้
้
ี
้
ิ
ิ
็
เชำหลังเปดกระโจมใหเลื่อนกำรเปดกระโจมออกไปอก ขอสังเกตอีกอย่ำงหนึ่งคือถำเปนช่วงฝนตก
ื
้
ชุก และมอำกำศช้นกำรลดควำมช้นจะทำไดดีกว่ำช่วงทอำกำศแหงแลงและแดดจัด หลังจำกกำร
ี
ื
ี่
้
้
้
เปดช่วงกลำงคืนระยะหนึ่งแลวกลำไมยังแสดงอำกำรปกติดี กทำกำรเปดกระโจมทั้งกลำงวันและ
้
ิ
ิ
็
้
ี่
้
้
้
้
ื
ื
ี่
กลำงคืน แต่ในวันแรกๆหรอวันทอำกำศรอนจัดใหสังเกตอำกำรของตนไมว่ำเหยวหรอไม่ ถำเหยว
ี่
้
้
้
้
้
้
ใหรดน้ำถำยังเหยวอยู่ตองคลุมกระโจมไวตำมเดิมแลวค่อยเปดใหม่ในช่วงเย็น และตอนเชำกปด
็
้
ิ
ี่
ิ
ิ
ิ
้
ิ
ิ
กระโจมสำยขึ้นวันละชั่วโมง กำรปดเปดกระโจมอำจค่อยๆทำโดยปดเปดเฉพำะหัวทำยกระโจมสัก
้
ิ
ี
้
ิ
ระยะหนึ่งก่อนแลวค่อยเปดทั้งกระโจมในภำยหลัง กำรปดเปดกระโจมน้ทำไดง่ำยเพียงยกชำย
ิ
้
ื่
ิ
็
ิ
้
ี
พลำสติกพับขึ้นดำนบน ใหมอำกำศเขำออกกระโจมเท่ำนั้น เมอจะปดกยกลง กำรปดเปดจะให ้
ิ
้
้
้
้
็
้
้
กวำงมำกนอยเท่ำใดกได ถำใชกระโจมแบบชั่วครำว
การปรบแสง แสงมควำม
ี
ั
ิ
็
้
จำเปนต่อกำรเจรญเติบโตของตนไม เมอ
้
ื่
กลำปกชำแตกรำกดีแลวกำรใหไดรบแสง
้
้
ั
้
ั
้
ี่
้
้
้
ิ
เต็มทจะช่วยใหตนกลำเจรญเติบโต
้
ตำมปกติ โดยเฉพำะไมสักซึ่งเปนไมใบกวำง
็
้
้
็
ี่
้
้
ทตองกำรแสงแดด อย่ำงไรกตำมกำรยำย
้
กลำปกชำจำกรมออกสูแดดทันทจะทำให ้
ั
ี
่
่
62
้
ั
้
้
ี่
ั
้
้
้
ตนกลำปรบตัวไม่ทันจะแสดงอำกำรเหยวได ตำมแบบกำรสรำงแปลงปกชำไดกล่ำวไวว่ำหลังคำ
ื
เรอนปกชำจะพรำงแสงดวย ตำข่ำยพรำงแสง 50 เปอรเซ็นต 2 ชั้นใหเปดออกชั้นหนึ่งก่อน หลังจำก
้
์
์
ั
ิ
้
ี
ี่
นั้น 1 สัปดำหค่อยเปดขั้นท 2 แต่ตองระวังเวลำทมแสงแดดจัด ในฤดูฝนซึ่งมักมเมฆบัง กำรปรบ
ี
ี่
์
ิ
ั
้
็
็
้
ี
้
้
ิ
้
ั
แสงจะทำไดเรวเพรำะเมฆจะเปนตัวช่วยพรำงแสงอกชั้นหนึ่ง เมอตนไมปรบตัวไดดีจึงค่อยเปด
ื่
้
้
ทั้งหมด หลักกำรกคือลดรมเงำของตนไมทแตกรำกแลวอย่ำงค่อยเปนค่อยไป ค่อย ๆ เปดทละนอย
้
่
็
ี
ี่
็
ิ
้
ในแต่ละวัน จนกว่ำจะไดแสงเต็มท ี่
้
้
้
ั
ื่
ิ่
ั
การใหน้า เมอกงปกชำแตกรำกแลวจะสำมำรถดูดน้ำจำกวัสดุปกชำไดมำกขึ้น แต่
้
็
ี
้
่
ั
่
้
ิ
ื่
อยูในสิ่งแวดลอมทมควำมช้นสูง ปรมำณน้ำทดูดกยังนอยอยู วัสดุปกชำจึงมักไม่แหงนักเมอ
้
ี่
ื
ี่
็
้
้
ั
ี่
ี
ตรวจสอบเปนประจำกงปกชำจะตองกำรน้ำมำกขึ้นหลังจำกทยำยปลูกลงถุง (กรณทปลูกใน
ี่
ิ่
ั
ื่
ี่
ี
กระบะหรอแปลงปกชำแลวยำยลงถุง) หรอช่วงทเรมเปดกระโจมคร้งแรก และเมอมกำร
้
ื
ิ
ื
ั
้
ิ่
้
้
้
ี
เปลี่ยนแปลงสภำพแวดลอม กำรใหน้ำมำกเกนไปในช่วงน้จะไม่ทำใหพืชอ่อนแอ เพรำะตนกลำ
้
ิ
้
ื่
ใหม่ตองกำรน้ำมำกจนกว่ำจะมระบบรำกทดีพอ เมอกลำตั้งตัวไดดีแลว กสำมำรถทำใหแกรงได ้
ี่
้
้
้
้
็
้
่
ี
้
้
เช่นเดียวกับกลำทเลี้ยงจำกเมล็ด ขณะททำใหแกรงตองดูแลเรองกำรใหน้ำอย่ำงเขมงวด กำรใหน้ำ
ื่
ี่
้
่
้
้
ี่
้
ื
้
้
์
ั
ในช่วงวิกฤต 3-6 สัปดำหแรกหลังกำรยำยลงถุงหรอช่วงปรบสภำพใหทำดังน้ ี
ื
้
1. ตรวจดูทุก ๆ วันว่ำวัสดุเพำะชำแหงหรอไม่
้
้
้
้
2. ถำแหงใหรดน้ำใหชุ่ม ถำไม่แหงกรอผลกำรตรวจสอบต่อไป
้
้
็
้
้
ี่
้
3. ใหรดเฉพำะตนทตองกำรเท่ำนั้น
้
ิ
้
้
้
4. อย่ำทำใหตนไมจมน้ำตำย โดยกำรรดน้ำจำนวนมำก แต่ไม่ใช่รดน้ำนอยเกนไปในแต่ละ
ื
ั
้
คร้ง ทำใหควำมช้นไม่ทั่วถึงทั้งถุง
5. ตองแน่ใจว่ำน้ำไม่ไหลไป
้
ตำมใบจนหมดและไม่ถึงวัสดุปลูก
้
ี่
้
6. ถำพบว่ำมตนไหนเหยว แต่
ี
ดินยังช้นอยู อย่ำรดน้ำ ตองใหรมทันท ี
้
ื
่
้
่
ั
ื
หรอนำไปใส่ในกระโจมเพรำะปญหำ
ิ
ิ
ไม่ไดเกดทน้ำในดินไม่พอ แต่เกดจำก
้
ี่
ตนกลำใหม่สูญเสียน้ำจำกใบมำกกว่ำ
้
้
ี่
ี่
น้ำทดูดขึ้นจำกระบบรำกทเล็ก (ตรวจดู
ื
ว่ำมีอะไรกนรำกหรอไม่)
ิ
63
้
้
้
้
็
้
นอกจำกกำรใหน้ำแลวแหล่งน้ำถึงแมว่ำจะนำมำจำกแหล่งใดกได แต่ตองสะอำด
้
็
ปรำศจำกสำรพิษทเปนอันตรำย และมอุณหภูมิใกลเคียงกับระบบรำกใหม่ อุณหภูมิของน้ำม ี
ี
ี่
้
ี่
ควำมส ำคัญต่อรำกทเกดใหม่ซึ่งบอบบำง และสำมำรถถูกทำลำยไดดวยอุณหภูมิทเปลี่ยนแปลง
ิ
้
ี่
ี่
่
้
้
ี
ทันททันใด เช่นอุณหภูมิน้ำทรอนจัดเมอขังอยูในสำยยำงที่ตั้งทิ้งไวกลำงแดด เปนตน
้
ื่
็
้
่
ั
ี
อาการเครยดของกลาชวงปรบสภาพ
ั
ตนกลำขณะปรบตัวสู่สภำพแวดลอมภำยนอกอำจแสดงอำกำรเครยดได หำกไม่ทำกำร
้
้
ี
้
้
ั
ปรบสภำพอย่ำงเหมำะสม อำกำรเครยดทเกดขึ้นกับกลำปกชำขณะทำกำรปรบตัวสู ่
ั
ี่
ั
ิ
ี
้
สภำพแวดลอมภำยนอกเกดจำกหลำยสำเหตุ
ิ
้
ี่
1. สำเหตุอำกำรเครยดทเกดจำกน้ำ
ิ
ี
้
ิ
ั
1.1 วัสดุปกชำแหงเกนไป
ั
้
ี
1.2 วัสดุปกชำเปยกเกนไป ทำใหไม่มอำกำศพอทรำกจะหำยใจ
ิ
ี
ี่
้
1.3 บรรยำกำศแหงเกนไป เนองจำกแสงแดด ควำมรอน ควำมแหงในอำกำศ ลม
ิ
ื่
้
้
แรง
ี่
ี่
1.4 ระบบรำก ยังไม่พอทจะดูดน้ำขึ้นมำแทนทน้ำทคำยออก
ี่
ื
ิ
1.5 อุณหภูมิของน้ำรอนหรอเย็นเกนไป
้
ิ
ี
ี่
2. สำเหตุอำกำรเครยดทเกดจำกแสง
้
่
2.1 กำรยำยจำกรมสูแสงทันททันใด
่
ี
ิ
2.2 กำรใหรมมำกเกนไป
่
้
ี
3. สำเหตุอำกำรเครยดทเกดจำกอุณหภูมิ
ี่
ิ
้
3.1 อำกำศรอนเกนไป เช่น สูงกว่ำ 40 c
ิ
o
o
ิ
3.2 อำกำศเย็นเกนไป ต ่ำกว่ำ 15 c
ี่
4. สำเหตุอำกำรเครยดทกำรขำดธำตุอำหำรทจำเปน เช่นอยู่ในวัสดุปกชำทไม่มธำตุอำหำร
ั
ี
็
ี่
ี่
ี
้
้
ิ
นำนเกนไป หลังจำกตนกลำปรบตัวเขำกับสภำพแวดลอมไดแลว ควรเติมธำตุอำหำรดวยแต่กำรให ้
้
้
้
้
้
ั
ปุยไม่ควรใหขณะทตนกลำอ่อนแอเพรำะควำมเขมขนของปุยจะทำใหตนกลำตำย กำรใหปุยใน
๋
๋
้
้
้
้
๋
้
้
้
ี่
้
้
ื
ระยะแรกๆควรใส่แบบเจอจำง
64
ี่
ี
้
ิ
5. สำเหตุอำกำรเครยดทเกดจำกลมแรง คือ ทำใหใบฉกขำด และคำยน้ำมำกหำกพบว่ำ
ี
ี่
ี่
้
้
ั
ิ
ื
ื
ิ
็
้
้
ี
ั
ื
บรเวณทตั้งเรอนปกชำมักมลมแรง ตำข่ำยทปดดำนขำงของเรอนปกชำไม่ตองร้อออกกได เพียง
ระวังกลำไมบรเวณขอบใหไดรบแสงเท่ำกับบรเวณอนๆกพอ
้
็
้
ั
้
้
ื่
ิ
ิ
ิ
ี
้
ี่
ุ
ี
้
6. สำเหตุอำกำรเครยดทเกดจำกโรคและแมลง กลำไมสักไม่พบว่ำมโรคระบำดรนแรง นอก
้
้
ิ
้
ิ
รำกเน่ำเพรำะน้ำมำกเกนไปซึ่งเกดเฉพำะตนแกไขโดยกำรเลือกวัสดุเพำะชำใหเหมำะสมและกำร
็
้
ิ
ใหน้ำทพอเหมำะ ส่วนแมลงทเปนศัตรส ำคัญกคือหนอนผีเสื้อกนใบสัก
ี่
ู
็
ี่
ุ
ี
่
การเปลยนขนาดถง
้
ี่
้
้
้
่
้
็
้
กลำปกชำไมสักก่อนทจะทำกำรปลูกจำเปนตองเปลี่ยนขนำดถุงใหใหญขึ้นเพื่อใหตน
ั
้
็
ื่
ี่
ี่
ื่
กลำเจรญเติบโตดีและแข็งแรงพอทจะแข่งขันกับวัชพืชเมอนำไปปลูกในพื้นท เนองจำกไมสักเปน
ิ
้
้
ี่
้
ั
ี
้
้
่
ไมใบกวำง มขนำดใบใหญมำก กำรเลี้ยงกลำในถุงขนำด 2 X6 นิ้วทใชในกำรปกชำย่อมจำกัดกำร
้
ี
ิ
้
่
เจรญเติบโตตนกลำทเลี้ยงจะไม่โต ถุงขนำด 5 X 8 นิ้วพบว่ำมขนำดใหญเพียงพอทจะเลี้ยงกลำสัก
ี่
้
ี่
้
ไดดี
ี
ี
่
ุ
วิธการเปลยนขนาดถง
้
ี่
้
ี
ี
ี่
้
้
กลำไมสักทเลี้ยงในถุงโดยทั่วไปหำกเหลือคำงจำกปทผ่ำนมำและจะเกบไวปลูกในปต่อไป
็
้
ี่
็
ั
ี
้
้
่
กจะทำกำรเปลี่ยนถุงใหมขนำดใหญขึ้น เมอหน่วยงำนปลูกรบกลำไมทใส่ขนำดถุงเล็กมำจำก
ื่
้
ี
หน่วยงำนปกชำควรทำกำรกำรเปลี่ยนถุงกลำปกชำดวยวิธเดียวกันโดย กรอกวัสดุเพำะชำทเปน
็
ี่
้
ั
ั
ี
้
้
ส่วนผสมของดิน ข้เถำแกลบ และแกลบดิบ ในอัตรำส่วน 5:3:2 ประมำณ ¼ ของถุง ใชมดคัต
ี
้
้
เตอรกรดถุงเดิมตำมยำว แกะตนกลำออกมำโดยใหดินหุมรำกอยูไม่ใหรำกกระทบกระเทอนวำงตน
่
ื
้
้
้
้
์
ี
้
ื
ื
กลำลงตรงกลำงถุงใหม่อย่ำงเบำมอ เติมวัสดุเพำะชำรอบตนกลำใหเต็มใชสองมอกดรอบตนเบำๆ
้
้
้
้
้
ใหวัสดุเพำะชำแนบกับตนกลำใหสนิท จัดเรยงตำมล ำดับหมำยเลขแม่ไมเปนกลุมๆแลวรดน้ำใหทั่ว
้
่
้
้
ี
้
้
้
้
็
ๆ กำรเปลี่ยนถุงสำมำรถทำกลำงแจงได ้
้
ุ
่
๋
การใสปย
๋
กำรใส่ปุยมขอควรระวังอย่ำงหนึ่งคืออย่ำใชวิธหยอดปุยละลำยเรวโดยทั่วไป ใส่ถุงกลำ
ี
้
ี
๋
้
้
็
ี่
๋
ี
๋
้
้
้
ไมโดยตรงเพรำะควำมเค็มของปุยจะทำใหตนไมตำยทันท กำรใส่ปุยทปลอดภัยและไดผลดีทสุด
้
้
ี่
้
้
ี
คือ ปฏิบัติตำมทวิธกำรใชทบอกไวในสลำกปุยแต่ละชนิด
ี่
๋
ี่
65
่
้
การท าใหแกรง
้
้
โดยทั่วไปคนทปลูกตนไมหรอหำซื้อตนไมไปปลูกมักจะเลือกตนทงำมอวบใบโต แต่
้
ี่
้
ี่
้
ื
ื่
้
้
หลังจำกนำไปปลูกแลวมักพบว่ำตนไมนั้นจะเหยวเฉำตำยหมด สำเหตุกเนองจำกว่ำตนไมนั้นไม่ได ้
็
้
้
้
ี่
้
๋
่
ี่
ี่
้
่
ุ
ผ่ำนกำรทำใหแกรงเสียก่อน ถูกบ ำรงมำอย่ำงดีใหน้ำใหปุยเต็มท แต่สภำพพื้นทในกำรปลูกปำ
้
้
้
้
มักจะตองพบกับควำมแหงแลง อดอำหำร ตนไมทถูกเปลี่ยนสภำพแวดลอมกะทันหันจะชอก และ
้
้
้
ี่
็
ี
้
้
็
้
้
่
ี่
้
่
ี
ตำย กำรทำใหแกรง (Hardening) เปนกำรเตรยมควำมพรอมใหตนไมมควำมแข็งแกรงพรอมทจะ
้
ิ่
้
ทนทำนต่อสภำพทไม่เหมำะสมต่ำงๆได ก่อนถึงฤดูปลูกประมำณ 1-2 เดือนควรเรมทำใหตนไม ้
้
้
ี่
้
็
้
้
แกรงดวยกำรงดปุย และ เพิ่มระยะเวลำกำรใหน้ำใหห่ำงออกไป จำกทเคยใหทุกวันกเปลี่ยน เปน 2
๋
้
็
่
ี่
ั
ั
วันคร้ง 3 วันคร้ง ไปจนถึงสัปดำหละคร้ง ช่วงทฝนตกกงดใหน้ำ กำรเปลี่ยนเวลำใหน้ำน้ใหทำแบบ
์
้
ั
้
็
ี
้
ี่
็
้
้
่
ี่
ค่อยเปนค่อยไป โดยสังเกตจำกอำกำรของตนกลำอย่ำใหเหยว กำรงดน้ำน้อำจทำรวมกับกำรลิด
ี
้
้
้
่
ิ
้
่
ี่
ใบ หำกพบว่ำมีใบใหญเกนไป ตนกลำทแกรงดีแลวจะไม่อวบ ใบเล็ก
การขนสงไปแปลงปลูก
่
้
หลังจำกทตนไมผ่ำนกำร
ี่
้
่
้
ทำใหแกรงแลวกำรขนส่งสำมำรถ
้
้
ทำไดโดยปลอดภัยและขนได ้
จำนวนมำก ระบบกำรขนส่งท ี่
็
ี
้
ทันสมัยจะมชั้นวำงกลำไมเปนชั้น
้
ไม่ใหซอนทับกัน แต่กำรขนส่งใน
้
้
ประเทศไทยนิยมเรยงกลำไมซอน
้
ี
้
้
ี
กันหลำยชั้นโดยวำงโดยจัดเรยง
้
ั
ื่
สลับกันไปเรอยๆใหแน่นๆ ส ำหรบ
้
้
ไมทผ่ำนกำรทำใหแกรงและงดกำร
ี่
่
็
้
้
้
้
ี
้
ใหน้ำ 2-3 วันก่อนกำรขนส่งไม่พบว่ำกำรขนส่งดวยวิธดังกล่ำวทำใหตนไมตำยแต่อย่ำงใด สิ่งทเปน
ี่
้
้
็
อันตรำยในช่วงกำรขนส่งกคือลมและแสงแดดเท่ำนั้น ซึ่งป้องกันไดโดยกำรคลุมดวยตำข่ำยพรำง
้
แสงใหมิด
66
ั
ั
้
ั
ิ
ระบบรากและการเจรญเติบโตของกลาสกปกช าหลงการปลูก
ิ
มขอกังขำเกยวกับกำรเจรญเติบโต
ี่
้
ี
ั
้
หลังกำรปลูกของกลำไมสักทไดจำกกำรปกชำ
้
้
ี่
ี่
้
โดยขอแรกจะเกยวกับระบบรำก จำกรำยงำน
ี่
้
ผลกำรปลูกทดสอบแม่ไมแปลงแรกทอำยุ 4 ปี
้
้
ถึงแมจะไม่ไดขุดรำกขึ้นมำตรวจสอบ แต่ตนไม ้
้
แสดงอำกำรเจรญเติบโตไดตำมปกติ แสดงว่ำ
้
ิ
ระบบรำกไม่มปญหำในระยะยำว แต่กำรแสดง
ั
ี
ี
ระยะงันในช่วงปแรกของกำรปลูกสำเหตุอำจจะ
ี่
ื
ี่
มำจำกระบบรำกทยังไม่พัฒนำเต็มทหรอกำร
ั
แสดงลักษณะแก่อย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง ปญหำของ
้
ี
ั
ตนกลำทมำจำกกำรปกชำอกอย่ำงหนึ่งคือกำร
้
ี่
้
เจรญเติบโตไปดำนขำงของตนทปลูกสำเหตุ
้
ี่
ิ
้
ิ่
ี่
หลักมำจำกกำรเลือกกงทไม่เหมำะสม แต่
้
้
ส ำหรบไมสักตนทแสดงอำกำรดังกล่ำวจะแทง
ี่
ั
หน่อทตั้งตรงขึ้นมำใหม่ และเจรญเติบโตข่มตน
ิ
ี่
้
ทเกดก่อนใหชะงักไป ตนใหม่ทเกดขึ้นเจรญ
้
ิ
้
ี่
ิ
ี่
ิ
ี่
้
้
ั
แทนทต่อไป หำกแกปญหำกำรงันของตนใน
้
้
ระยะแรกดวยกำรเลี้ยงกลำใหแข็งแรงก่อน
้
ั
ี่
็
้
้
้
ี่
นำไปปลูกและเลือกกงทเหมำะสมมำปกชำตั้งแต่แรกแลว กลำสักทไดจำกกำรปกชำกสำมำรถทจะ
ิ่
ี่
ั
ี่
์
ิ
เจรญเติบโตไดเหมอนตนไมปกติ และจะเจรญเติบโตไดดีทสุดหำกมกำรคัดเลือกสำยพันธุทดีและ
ี
ี่
้
ิ
้
้
้
ื
ดูแลสวนปำอย่ำงถูกตองตำมหลักวิชำกำร
่
้