โครงการวิจัยและพัฒนาไม้เทพทาโรเพื่อเศรษฐกิจ
Research and Development of
Cinnamomum porrectum Kostem. For Economic.
คงศักดิ์ มีแก้ว
สมบูรณ์ บุญยืน
มโนชญ์ มาตรพลากร
ทรรศนีย์ พัฒนเสรี
พรเทพ เหมือนพงษ์
สํานักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้
กรมป่าไม้ พ.ศ. 2557
โครงการวิจัยและพัฒนาไม้เทพทาโรเพื่อเศรษฐกิจ
Research and Development of Cinnamomum porrectum Kostem.
For Economic.
1
คงศักดิ์ มีแก้ว Kongsak Meekaew
1
สมบูรณ์ บุญยืน Somboon Boonyuen
1
มโนชญ์ มาตรพลากร Marnoj Martpalakorn
1
ทรรศนีย์ พัฒนเสรี Tasanee Pattanaseree
2
พรเทพ เหมือนพงษ์ Porntep Murnpong
บทคัดย่อ
ไม้เทพทาโรเป็นไม้มงคลพระราชทานประจําจังหวัดพังงา ทุกส่วนของไม้เทพทาโร
นํามาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งไม้ก่อสร้าง แกะสลัก สมุนไพร และผลิตภัณฑ์จากน้ํามันหอม
ระเหย ลักษณะที่ดีของไม้เทพทาโร ซึ่งนอกจากการเติบโต และรูปทรงแล้ว ยังต้องคํานึงถึง
ปริมาณและคุณสมบัติของน้ํามันที่กลั่นได้ด้วย ในปัจจุบันเทพทาโรเหลือน้อยในป่าธรรมชาติ จึง
ต้องส่งเสริมให้มีการปลูกไม้เพิ่มขึ้น และมีการศึกษาอย่างครบวงจรตั้งแต่การขยายพันธุ์ปลูกและ
้
การนํามาใชประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร คือ
วิธีการผ่าซีกเมล็ด ไม้เทพทาโรในแนวกลางของเมล็ดให้การงอกที่สูงสุด (70.33 เปอร์เซ็นต์)
รองลงมาคือ การขริบเมล็ดบริเวณปุ่มนูนราก การขริบเมล็ดในบริเวณใดๆ และไม่ปฏิบัติใด ๆ แก่
เมล็ดเลย (21.33, 8.24 และ 0.08 เปอร์เซ็นต์ ตามลําดับ) วัสดุเพาะที่เพิ่มอัตราการงอกมากที่สุด
คือ แกลบเผา (29.90 เปอร์เซ็นต์) รองลงมาคือ ขุยมะพร้าว ทราย และกระดาษกรอง (26.50,
22.30 และ 20.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลําดับ) และพบว่าวิธีการผ่าเมล็ดที่ปลูกในวัสดุแกลบเผามีอัตรา
การงอกมากที่สุด (76 เปอร์เซ็นต์) รองลงมา ปลูกในขุยมะพร้าว (70.33 เปอร์เซ็นต์) การ
ํ
ขยายพันธุ์เทพทาโรโดยการปักชา พบว่ากิ่งที่เป็นส่วนปลายยอด มีการแตกรากมากกว่ากิ่งที่เป็น
ส่วนที่ถัดลงมาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ วัสดุปักชาที่เป็นทรายผสมขุยมะพร้าวให้เปอร์เซ็นต์การ
ํ
ํ
แตก รากดีที่สุด เฉลี่ยมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีอิทธิพลร่วมกันระหว่างลักษณะกิ่งปักชา
กับวัสดุปักชําต่อการ แตกรากของกิ่งปักชาเทพทาโร ในการปลูกกล้าไม้เทพทาโรซึ่งเป็นชนิดไม้ที่
ํ
ต้องการแสงมากพอสมควรในการเจริญเติบโตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะกล้าไม้ ผลผลิตมวล
ชวภาพของไม้เทพทาโรมีการกระจายอยู่ในส่วนของใบในอัตราส่วนที่สูงกว่าส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็น
ี
้
จุดเด่นในด้านการใชประโยชน์โดยเฉพาะการกลั่นน้ํามันหอมระเหยจากใบของไม้เทพทาโร มวล
ชีวภาพของรากในพื้นที่ศึกษามีอัตราส่วนที่ต่ํามาก และมีการกระจายมากในระดับความลึก 10 –
้
30 เซนติเมตร ดังนั้นระยะปลูกที่เหมาะสม ควรใชที่ 3 x 3 เมตร หรือ 4 x 4 เมตร และการ
ส่งเสริมการปลูกสร้างสวนป่าไม้เทพทาโร ควรพิจารณาถึงปัจจัยทางสภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะ
สภาพอากาศ และปริมาณน้ําฝนเป็นอันดับแรก การศึกษาปริมาณและองค์ประกอบทางเคมีใน
น้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร พบว่า เทพทาโรที่มีสายพันธ์จากจังหวัดพังงาที่ให้น้ํามันคล้าย
กลิ่นรูทเบียร์ มีปริมาณน้ํามันหอมระเหย 1.55 เปอร์เซ็นต์มีค่าความถ่วงจําเพาะ 1.0862
องค์ประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ แชฟรอล 97.02 เปอร์เซ็นต์ น้ํามันที่ให้กลิ่นคล้ายตะไคร้ ให้
ปริมาณน้ํามัน 1.64 เปอร์เซ็นต์ มีค่าความถ่วงจําเพาะ 0.8700 องค์ประกอบทางเคมีที่สําคัญ
ประกอบด้วย Z-citral 29.78 เปอร์เซ็นต์ และ E-citral 33.90 เปอร์เซ็นต์ น้ํามันที่ให้กลิ่นคล้าย
กลิ่นดอกไม้'ให้ปริมาณน้ํามัน 2.52 เปอร์เซ็นต์ มีค่าความถ่วงจําเพาะ 0.9001 องค์ประกอบทาง
เคมีที่สําคัญคือ Linalool 68.87 เปอร์เซ็นต์ น้ํามันที่ให้กลิ่นคล้ายน้ํามันเสมีดขาว จํานวน 2 สาย
พันธุ์ มีปริมาณน้ํามัน 1.61 และ 2.61 เปอร์เซ็นต์ มีค่าความถ่วงจําเพาะ 0.9048 และ 0.9110
องค์ประกอบทางเคมีที่สําคัญคือ 1,8-cineole 47.87 และ 49.40 เปอร์เซ็นต์ ตามสําคับ ส่วน
น้ํามันหอมระเหย ที่มีสายพันธุ์จากจังหวัดสงขลาที่ให้น้ํามันกลิ่นคล้ายน้ํามันเสมีดขาวจํานวน 3
สายพันธุ์ ให้ปริมาณน้ํามัน 1.87 1.53 และ 0.55 เปอร์เซ็นต์ มีค่าความถ่วงจําเพาะ 0.9034
0.9039 0.9008 องค์ประกอบหลักทางเคมีคือ 1,8-cineole 49.73, 43.25 และ 47.25 เปอร์เซ็นต์
ตามลําคับ ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการคัดเลือก สายพันธุ์เทพทาโรด้วยองค์ประกอบทาง
เคมี เพื่อปลูกสร้างสวนป่าเทพทาโรที่ให้น้ํามันหอมระเหยนําไปทําผลิตภัณฑ์ตรงตามความ
ต้องการของผู้บริโภคต่อไป
Abstract
Cinnamomum porrectum (Roxb.) was a holy tree granted to represent Phangnga
province by Her Majesty the Queen. Every part of this tree could be multi utilized. Genetic
value of this specie should be evaluated not only by its growth and performance but also its
chemical composition of extracted oil. Which the best to plant was cleaved seed, was
cleaved in the middle of the seed gave highest germination (70.33 percent) for clip seed of
root germination for clip any area of seed and control (21.33, 8.24 and 0.08 percent
respectively) and different media found highest germination in Burnt rice husk (29.90
percent) Coconut husk Sand and Filter paper (26.5, 22.3 and 20.3 percent respectively) and
was cleaved in the middle of the seed with Burnt rice husk media gave highest germination
(76 percent) and the second Coconut husk (70.33 percent) Once a good tree selected, to
propagate it and maintain the same genetic property, rooted cutting is the most practical and
economical method. It was found that terminal shoots were significantly rooted more than
the lower part. The best media for rooted cutting was a mixture of sand and coconut husk in
which the cutting rooted more than 80 % in average. There was no significant interaction
between cutting types and rooting media on rooting ability of Cinnamomum porrectum,
rooted cutting, rooting media. In the planting of seedlings, it need light to grown, especially
in the seedlings. The biomass was accumulated in the part of leaves, was higher than other
parts, which was featured, especially for distillation for essential oils from the leaves of
Cinnamomum porrectum, especially for distillation for essential oils. The biomass of root was
very low and distributed at the depth of 10-30 cm, so that spacing should use the 3 x 3
meters or 4 x 4 meters and to encourage for plantation should consider environmental
factors, especially weather conditions and the rainfall.The study of volatile leaves oils and
chemical compositions of Cinnamomum porrectum, found that plant genetic from Pang-nga
province with root beer odor, oil yield was 1.55 %, specific gravity was 1.0826 and major
chemical component was safrole 97.02 %, oil yield of lemon glass odor was 1.64 %, specific
gravity was 0.8700 and major chemical component were beta-citral 29.78 % and citral
33.90 %, oil yield of flower odor was 2.52 %, specific gravity was 0.9001 and major
chemical component limonene 68.87 %, oils yield of cajuput odor from 2 genetic plants
were 1.61 % and 2.61 %, specific gravity were 0.9048 and 0.9111 and major chemical
component were 1,8-cineole 47.87 % and 49.40 % respectively. GM case of Song Khla
province, including 3 plants genetic, found that oils yield of cajuput odor were 1.87 %, 1.53
% and 0.55 %, specific gravity were 0.0.9034, 0.9039 and 0.9008, major chemical
component were 1,8-cineole 49.73 %, 43.25 % and 47.25 % respectively. The results would
be very advantage for plant selection base on chemical compositions for platation
Cinnamomum porrectum.
(1)
สารบัญ
้
หนา
สารบัญ (1)
สารบัญตาราง (2)
สารบัญภาพ (4)
คํานํา 1
วัตถุประสงค์ 3
การตรวจเอกสาร 4
พื้นที่ศึกษาและระยะเวลาการวิจัย 12
อุปกรณ์และวิธีการศึกษา 13
1. เทคนิคการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร 13
2. การผลิตกล้าไม้เทพทาโรพันธุ์ดีจากการปักชํา 18
3. การเจริญเติบโตไม้เทพทาโร 21
4. การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร 23
5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริม 25
ผลการศึกษาและวิจารณ์ 26
1. เทคนิคการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร 26
2. การผลิตกล้าไม้เทพทาโรพันธุ์ดีจากการปักชํา 35
3. การเจริญเติบโตไม้เทพทาโร 39
4. การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร 45
5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริม 52
สรุปผลและข้อเสนอแนะ 59
เอกสารอ้างอิง 64
ภาคผนวก 70
(2)
สารบัญตาราง
ตารางที ่ หน้า
1 องค์ประกอบทางเคมี 7
2 คุณลักษณะน้ํามันหอมระเหย 8
3 Some physical and chemical properties of studied rooting media 19
4 Analysis of variance in viability of Cinnamomum porrectum seeds, determined 29
by total germination.
5 Analysis of variance in vigor of Cinnamomum porrectum seeds, determined 30
by total germination value.
6 Variation on seed viability and vigor of Cinnamomum porrectum seed among 31
three different presowing treatments.
7 Variation on seed germination of Cinnamomum porrectum seed in different 32
germination medias, determined by total germination, germination value and
rate germination.
8 Variation on seed viability and vigor of Cinnamomum porrectum seed by using 32
presowing treatment No.3 in varos germination medias.
9 variance in vigor of Cinnamomum porrectum seeds, determined by total 34
germination rate.
10 Some advantages and disadvantages of 2 vegetative propagation 36
methods for Cinnamomum porrectum hedge orchard establishment.
11 Average rooting percentages of 2 Cinnamomum porrectum cutting types 38
12 Average rooting percentages of 2 Cinnamomum porrectum cutting types 38
when using various types of rooting media.
13 Growth of Cinnamomum porrectum between 1 – 4 year-old planted at 40
Kuiburi district Prachuap Khirikhan province
2
14 Allometric constants (a,b) and coefficients of determination (R ) for 42
1
estimating biomass components of individual tree (kg tree )
15 Biomass distribution of Cinnamomum porrectum seedling between 44
2551 – 2554
(3)
สารบัญตาราง (ต่อ)
ตารางที ่ หน้า
16 Percent yield, specific gravity and color of volatile leaves oils with various 46
odor from Cinnamomum porrectum
17 Major chemical compositions in volatile leaves oils with various odor from 48
Cinnamomum porrectum
18 Name of people with Cinnamomum porrectum train 57
(4)
สารบัญภาพ
ภาพที ่ หน้า
1 Showing symmetrical longitudinal line of Cinnamomum porrectum seed. 15
2 Showing cutting method of Cinnamomum porrectum seed along the 15
longitudinal line.
3 Cut seed with attached embryo (right), used for germination. 15
4 shoots for rooted cutting 20
5 Schematic diagram of tree sampling with stratified clip and Excavation 23
6 Flowering of Cinnamomun porrectum 27
7 Mature fruits of Cinamomun porrectum 27
8 Cinamomun porrectum seed with pericarp removal 27
9 Growth difference in Cinnamomun porrectum seedling under light treatment 28
10 Correct directions of seed cutting and incorrect direction of seed cutting 31
11 Growth difference in seedling with different seed pre sowing treatments 33
12 Hedge orchard of Cinnamomum porrectum for cutting materials 35
13 shoot sprout after cutting 37
14 Survival rate of Cinnamomum porrectum seedling between 2551 – 2554 40
15 Diameter at ground level of Cinnamomum porrectum seedling between 2551 41
– 2554
16 Diameter at breast height of Cinnamomum porrectum seedling between 41
2551 – 2554
17 Total height of Cinnamomum porrectum seedling between 2551 – 2554 42
18 Biomass estimation of Cinnamomum porrectum in each tree part 43
19 Proportion of root mass distributing through soil depth. 45
20 Major chemical compositions of volatile leaves oils from different progeny test 49
of Cinnamomum porrectum with Cajuput oil odor.
21 Antioxidant activity of volatile leaves oils from Cinnamomum porrectum with 50
Lemongrass odor.
(5)
สารบัญภาพ (ต่อ)
ภาพที่ หน้า
22 Antioxidant activity of volatile leaves oils from Cinnamomum porrectum with 51
Lemongrass odor.
23 Antioxidant activity of volatile leaves oils from Cinnamomum porrectum with 51
Cajuput oil odor.
24 Antioxidant activity of volatile leaves oils from Cinnamomum porrectum with 52
Flowerl odor
25 นายคงศักดิ์ มีแก้ว กราบบังคมทูลเรื่องไม้เทพทาโร 53
26 Activities about Cinnamomum porrectum train 56
ภาพผนวกที่
1 ภาพถ่ายผู้เข้าร่วมฝึกอบรม 71
2 วิดีโอเผยแพร่และถ่ายทอดทางเทคโนโลยี 71
1
ค าน า
เทพทาโรเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจําจังหวัดพังงา ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในภาคใต้ มีการใช้ประโยชน์ทั้งเนื้อไม้และน้ํามันหอมระเหยจากลําต้น ใบ และผล ทั้งใน
่
ี
้
ด้านการก่อสร้าง ตกแต่ง ของใช เครืองหอม ตลอดจนสมุนไพร ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชวิตชมชนไทย
ุ
มาตั้งแต่อดีตกาลยาวนานมาก ประกอบกับปัจจุบันการขยายตัวของชมชนเมือง การเกษตร และ
ุ
้
การใชประโยชน์อย่างไม่รู้คุณค่า จึงทําให้ไม้เทพทาโรต้องถูกตัดจนเหลืออยู่น้อยในปัจจุบัน
ประกอบกับโอกาสอันดีที่ได้จัดเตรียมงานรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารีถึง 2 ครั้ง เมื่อดํารงตําแหน่งหัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านทุ่งรัก จังหวัดพังงา ซึ่งในพื้นที่
โครงการนั้น ได้มีไม้เทพทาโรเป็นไม้เด่น จึงได้จัดนิทรรศการเพื่อถวายสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตร ซึ่งพระองค์ได้ให้ความสนพระทัย ในการกลั่น
น้ํามันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์ที่ได้นํามาแสดงเพื่อถวาย หลังจากนั้นจึงได้มีแนวคิดในการ
ศึกษาวิจัยไม้เทพทาโรให้ครบวงจรตั้งแต่การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติจนสามารถนํามาปลูก
และได้ผลผลิตที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้ จึงได้มาคิดวางแผนเชญผู้มีความชานาญเฉพาะ
ิ
ํ
ด้านมาร่วมทําโครงการวิจัยไม้เทพทาโรเพื่อเศรษฐกิจอย่างครบวงจรขึ้น โดยมีแนวทางงานวิจัย
ตั้งแต่ การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้เทพทาโร เทคนิคการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร การ
ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศไม้เทพทาโร การเจริญเติบโตและการจัดการไม้เทพทาโร ตลอดจน
องค์ประกอบทางเคมีของน้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร โดยกําหนดขอบเขตของงานวิจัย
เพื่อให้ครบวงจรสามารถนําไปส่งเสริมและพัฒนาเพื่อการปลูกป่าไม้เทพทาโร และทําเป็น
ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนการส่งเสริมให้เป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไป
ไม้เทพทาโรเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่อยู่ในวงศ์วงศ์อบเชย หรือ Lauraceae มี
ชอวิทยาศาสตร์ Cinnamomun porrectum จัดอยู่ในสกุลของไม้ยืนต้นที่มีกลิ่นหอมและมีน้ํามัน
ื่
หอมระเหย เทพทาโรสามารถเติบโตในสภาพอากาศชื้น มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบตลอดจน
ภูเขาที่ระดับความสูงระดับน้ําทะเล 0 -3,000 เมตร เป็นไม้สมุนไพรมีคุณสมบัติเป็นยา และพืชที่
ิ
ให้กลิ่นหอม โดยปกติในประเทศไทยมีการกระจายอยู่ในทุกภาค บริเวณที่ราบเชงเขาจนถึงป่าดิบ
ชื้น ดินเป็นลักษณะดินร่วนปนทราย ระบายน้ําได้ดี ทางภาคใต้จะพบกระจายพันธุ์อย่างหนาแน่น
่
มีการนําไม้เทพทาโรสามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เชน นําไม้มาแกะสลัก กลั่นน้ํามันหอม
ระเหย น้ํามันนวด และใชสําหรับเทศกาล ในปัจจุบันการใชประโยชน์จากไม้เทพทาโรยังมีไม่มาก
้
้
่
่
นักเมือเทียบกับชนิดพันธุ์ชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน เชน อบเชย (Cinnamomum bejolghota) เชยด
ี
(Cinnamomum iners) และ อบเชยญวน (Cinnamomum loureiroi) เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดจะมีน้ํามัน
2
หอมระเหยที่มีความเฉพาะแตกต่างกัน การศึกษาเกี่ยวกับไม้เทพทาโรถึงคุณสมบัติน้ํามันหอม
่
ระเหยมีศักยภาพต่อไปเป็นไม้เศรษฐกิจได้จึงต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนืองและถึงปริมาณความ
เข้มข้นที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถนํามาใช้ในสุคนธบําบัด (Aromatherapy) ได้
การใช้ประโยชน์ไม้เทพทาโรที่ผ่านมานั้นใช้รากจากป่าธรรมชาติ ตอไม้ รากไม้เก่า และยัง
ไม่เป็นที่นิยมปลูกเป็นสวนป่า ทั้งนี้เนื่องจากการขยายพันธุ์โดยเมล็ดทําได้ยากมาก เปอร์เซ็นต์การ
งอกของเมล็ดในธรรมชาติน้อยมาก เนื่องจากเมล็ดแข็งและมีน้ํามันภายในเมล็ด ยังไม่มีการศึกษา
ถึงเทคนิคการเพาะเมล็ดที่เหมาะสม และมีคุณภาพ ตลอดจนการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
อย่างเช่น เทคนิคการปักชํา ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดศึกษามาก่อน
การใช้ประโยชน์ไม้เทพทาโรจะนิยมนําเมล็ดมาบีบเอาน้ํามันจากผลเท่านั้น โดยนํามานวด
่
เพื่อบรรเทาแก้ปวดเมือยปวดเข่า นํามารับประทานแก้โรคต่าง ๆ โดยยังไม่ได้มีการศึกษาถึง
คุณสมบัติทางเคมี และคุณสมบัติของกลิ่นที่แตกต่างกัน เทพทาโรจะติดดอกออกผลปีละ 1 ครั้ง
้
จึงทําให้เกิดความขาดแคลนผลในบางฤดู ส่วนเนือไม้นั้นมีการนํามาแกะสลักแล้วนําเศษไม้มา
้
กลั่นน้ํามันหอมระเหยและเศษที่เหลือนํามาทําธูปหอม ด้วยสามารถนํามาใชประโยชน์ได้
้
้
หลากหลาย การนํามาใชประโยชน์มีความต้องการมากขึ้นแต่ปริมาณเนือไม้มีอย่างจํากัด การใช ้
ประโยชน์ยิ่งมีความต้องการมากขึ้น จําเป็นต้องมีการเข้าไปตัดมาจากป่าธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น
ร่วมทั้งถิ่นกําเนิดในป่าธรรมชาติถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสวนยางพารา สวนปาล์ม เทพทาโรลด
จํานวนลงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์หากไม่มีการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงได้นําเสนอ
โครงการวิจัยอย่างครบวงจรเพื่อหาข้อมูลทางวิชาการทุกมิติเพื่อให้สามารถนําไปส่งเสริมให้มีการ
้
ปลูก เพื่อใชประโยชน์ไม้เทพทาโรอย่างครบวงจรและมีเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต การ
เสนอโครงการวิจัยให้ครอบคลุมพื้นที่ศึกษาทั้ง 4 ภาค แต่ได้รับงบประมาณเพียงบางส่วนในการ
ศึกษาวิจัยในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น
จากการศึกษาที่ผ่านมาพบกับความมหัศจรรย์ของไม้เทพทาโรหลาย ๆต้น สามารถใชใบ
้
้
มาสกัดน้ํามันหอมระเหยได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์โดยไม่ต้องตัดโค่นเพื่อเอาเนือไม้ หรือ
รอให้ผลิตผลแล้วยังสามารถนําใบไปใชกลั่นตั้งแต่อายุน้อย ๆ มากลั่นน้ํามันหอมระเหยได้
้
ผลตอบแทนเกิดขึ้นได้ในปีที่ 1 - 2 และนอกจากนี้ยังพบว่า น้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร มี
กลิ่นเฉพาะต้นและคุณสมบัติทางเคมีที่ต่างกัน (ทัศนีย์, 2552) สามารถนํามาทําเป็นผลิตภัณฑ์
เพื่อเพิ่มศักยภาพของไม้เทพทาโรได้ตามคุณสมบัติของกลิ่นและองค์ประกอบทางเคมี
3
วัตถุประสงค ์
1. เพื่อศึกษาเทคนิคการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร และขยายพันธุ์กล้าไม้เทพทาโรพันธุ์ดี
2. เพื่อศึกษาการเจริญเติบโต การจัดการ ผลผลิตของไม้เทพทาโร และองค์ประกอบ
ทางเคมีของน้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร ใช้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป
4
การตรวจเอกสาร
ลักษณะทั่วไป
เทพทาโร เป็นไม้มงคลพระราชทานประจําจังหวัดพังงา ซึ่งพันธุ์ไม้มงคลพระราชทาน
ิ
ประจําจังหวัดเป็นพันธุ์ไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชนีนาถ ได้พระราชทานให้กับ
ผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัด เพื่อนําไปปลูกเป็นสิริมงคลแก่จังหวัด และเพื่อเป็นการ
่
รณรงค์ให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เนืองในวโรกาสที่
ื่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติเป็นปีที่ 50 จัดอยู่ในวงศ์ Lauraceae มีชอ
วิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum porrectum Kostem. และมีชอสามัญที่แตกต่างกันว่า เทพทาโร
ื่
(ภาคกลางและภาคตะวันออก) จวง จวงหอม (ภาคใต้) จะไคร้ต้น จะไค้หอม (ภาคเหนือ) ตะไคร้
ี
ต้น หรือ การบูร (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) พลูต้นขาว (เชยงใหม่) มือแดกะมางิง (มาเลเซีย
ปัตตานี) เทวทารุ นารท (บาลี) Citronella laurel, True laurel (อังกฤษ) สามารถพบได้ทั่วไปทุก
ภาคของประเทศไทย เป็นไม้ที่มีคุณค่าสําคัญกับสังคมไทยมายาวนาน (เต็ม, 2544)
เทพทาโร เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 10 – 30 เมตร ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะ
สั้น เรือนยอดโปร่งถึงเป็นพุ่มกลมทึบ สีเขียวเข้ม ลําต้นเรียบไม่มีพูพอน เปลือกต้นสีเทาอมเขียว
่
ั้
หรือเทาอมน้ําตาล แตก เป็นร่องตามยาวลําต้น เมือถากเปลือกออกเปลือกชนใน มีสีน้ําตาลอม
แดง มีกลิ่นหอม กิ่งมีลักษณะอ่อนเรียว เกลี้ยง และมักมี คราบขาว (สมเกียรติ์ และคณะ, 2552)
ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรง กันข้าม เรียงเวียนสลับ รูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบ
ขนาน เนือใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยง ท้องใบมีนวลขาวอมเทา ใบแก่อายุมากมีสีแดง เส้นใบ
้
หลัก 1 เส้น เส้นใบข้างโค้ง 3 - 7 คู่ นูนขึ้น ทั้งสองด้าน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ถึงมน กว้าง
ประมาณ 2.5 - 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 - 20 เซนติเมตร ก้านใบเรียวเล็ก สีเขียวอ่อน เขียว
อมเหลือง หรือแดง ยาวประมาณ 1.2 - 3.5 เซนติเมตร (สมเกียรติ์ และคณะ, 2552)
ดอกเป็นดอกชอ (inflorescence) แบบชอแยกแขนง (panicle) สีขาวหรือเหลืองอ่อน มี
่
่
กลิ่นหอม ออกเป็นชอตามปลายกิ่งหรือเกิดมาจากบริเวณตายอด (terminal bud) เป็นกระจุก
่
่
่
ยาวประมาณ 2.5 - 10.0 เซนติเมตร 1 ชอ มีประมาณ 7 - 24 ดอกต่อช่อ ก้านชอดอกเรียวยาว
ประมาณ 5.0 – 6.0 เซนติเมตร และเล็กมาก ช่อดอกจะเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับตาใบ ช่วง
5
่
ระยะเวลาการพัฒนาของดอกจะเริ่มตั้งแต่มีการผลิตาดอกในชวงปลายเดือนตุลาคมจนกระทั่ง
่
ดอกบานและโรยไปในชวงกลางเดือนธันวาคม หลังจากนั้นจะเริ่มมีการติดผลอ่อน (สุวิมลและ
ดํารง, 2554)
ผล มีขนาดเล็ก เกลี้ยง ทรงกลม ผลเดียวมีเมล็ดแข็งเมล็ดเดียว (drupe) เส้นผาศูนย์กลาง
่
่
ประมาณ 7 - 8 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียว เมือแก่มีสีม่วงดํา ก้านผลเรียว ยาว
ประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร ที่ขั้วมีกลีบเลี้ยงรูปถ้วย ไม่มีซี่หยักติดอยู่ ก้านผลส่วนบนพองออก
่
(สมเกียรติ์ และคณะ, 2552) การสุขแก่ของผลเกิดในชวงปลายเดือนมีนาคมและทยอยร่วงไป
จนถึงกลางเดือนเมษายน เมื่อเริ่มสุกมีสีแดง สุกแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดํา มีขนาด 0.7 - 1.1
x 0.6 - 1.2 เซนติเมตร (สุวิมลและดํารง, 2554)
้
เนือไม้ ทั้งจากส่วนลําต้นและราก มีสีเทาแกมน้ําตาล เป็น มันเลื่อม เสี้ยนตรงหรือเสี้ยน
สนเล็กน้อย เนือเหนียว แข็งพอประมาณ เลื่อยไสกบตกแต่งง่าย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เทพทาโร
้
ที่พบในภาคใต้ทุกส่วนของลําต้นมีกลิ่นหอมตั้งแต่ใบ เนือไม้ เปลือกต้น ผล ดอก ราก และเปลือก
้
ราก (สมเกียรติ์ และคณะ, 2552)
ไม้เทพทาโรเป็นไม้ป่าที่มีดอกสมบูรณ์เพศ (complete flower) มีเกสรตัวผู้และตัวเมียใน
้
่
ดอกเดียวกัน ดอกจะเริ่มบานในชวงเชา เวลาประมาณ 7.00 - 9.00 น. และพร้อมที่จะผสมพันธ์
เมื่อดอกไม้ได้รับการผสมก็จะพัฒนาเป็นผลต่อไป ส่วนดอกที่ไม่ได้รับการผสมก็จะหลุดร่วงไป ใน
หนึ่งช่อดอกของไม้เทพทาโร จะประกอบไปด้วยดอกประมาณ 14 ดอก ในจํานวนดอก 14 ดอกนี้
สามารถพัฒนาไปจนเป็นผลที่สุกแก่ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างกลม ได้เพียง 1 - 2 ผลเท่านั้น ในหนึ่ง
ผลสดของเทพทาโรที่สุกแก่จะมีความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางของผลประมาณ 0.5 เซนติเมตร
เปลือกเมล็ดค่อนข้างแข็ง ภายในเมล็ดประกอบด้วย ใบเลี้ยง (cotyledons) 1 คู่ และมีแกนคัพภะ
(embryo) อยู่ในตําแหน่งปลายใบเลี้ยงคู่ จํานวน 1 แกน เมล็ดโดยธรรมชาติ จะมีเปอร์เซ็นต์การ
งอกที่ต่ําและใชเวลาในการงอกนาน ส่งผลให้กล้าไม้เทพทาโรในท้องตลาดมีราคาแพง โดยทั่วไป
้
กล้าไม้เทพทาโรที่ขายในท้องตลาด ได้จากการถอนกล้าเล็กจากใต้โคนต้นไม้เทพทาโรซึ่งเป็นกล้า
ํ
ไม้ที่งอกโดยธรรมชาติ จากนั้นนํามาชาใส่ถุงเพาะชาไว้ เพื่อนําออกจําหน่ายจ่ายแจกต่อไป จาก
ํ
การศึกษาวิจัยของศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ภาคใต้ สํานักวิจัยและพัฒนาการและป่าไม้ กรมป่าไม้ พบว่า
่
้
ผลไม้สดเทพทาโรที่สุกแก่ เมือล้างเนือเยื่อหุ้มเมล็ดออกแล้ว นําไปเพาะวัสดุเพาะ เมล็ดจะงอก
เพียง 1 - 3 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เวลาในการงอกนานถึง 30 - 90 วัน ซึ่งเป็นการงอกที่ต่ําและใช้
เวลานานมาก ทําให้ต้นทุนการผลิตกล้าไม้สูงขึ้น กล้าไม้หายากและมีราคาแพงขึ้น
6
การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ
ี
ี
เทพทาโร มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบเอเชยพบมากในเอเชยเขตร้อน ตั้งแต่ทิเบต
มณฑลยูนานในจีน อินเดีย เทือกเขาตะนาวศรีในพม่า ไทย มลายู จนถึงแถบคาบสมุทรอินโดจีน
สุมาตราและเกาะอื่น ๆ ในอินโดนีเซีย (การ์ดเนอร์และคณะ, 2543 ; Pattani botany, 2547) ไม้ชนิด
นี้ชอบขึ้นบนพื้นที่สูง มีลักษณะคล้ายกับ Cinnamomum neesianum Meissn.ซึ่งเป็นไม้ที่พบ
กระจายพันธุ์อยู่แถบจีนตอนใต้และตังเกี๋ย
ในประเทศไทย จะพบเทพทาโรขึ้นอยู่กระจายบนเขาในป่าดงดิบทั่วประเทศ แต่จะพบมาก
ที่สุดทางภาคใต้ ขึ้นกระจัดกระจายเป็นกลุ่มตั้งแต่ที่ราบเชงเขาจนถึงที่สูงบนเขาในป่าดิบชื้น
ิ
เทพทาโร เป็นไม้พื้นเมืองเก่าแก่ของไทย พบหลักฐานการอ้างถึงครั้งแรกในสมัยสุโขทัย ดังปรากฏ
่
ใน ไตรภูมิพระร่วง เมือ พ.ศ.1888 กล่าวถึงพรรณพืชหอมในอุตตรกุรุทวีป จะประกอบด้วย จวง
จันทน์ กฤษณา คันธา เป็นต้น (Pattani botany, 2547)
การใช้ประโยชน ์
้
้
เทพทาโรเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เนือไม้แข็งปานกลางเนือไม้และรากมีกลิ่นหอม
้
้
่
่
มีหลักฐานการใชไม้เทพทาโรมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเชน ใชทําเครืองหอมประทินผิว ทําธูปหอม ใช ้
ในพิธีกรรมทางศาสนา และใชเป็นส่วนผสมในตํารับยาโอสถพระนารายณ์ ในตํารับยาเจริญ
้
อาหาร นอกจากนี้ยังใชในการก่อสร้าง ทําไม้บุผนัง ทําแจว ทําพาย กรรเชยง กระเบื้องไม้ ทํา
้
ี
่
้
ื่
่
เครืองเรือน ของใช เชน โต๊ะ ตู้ เตียง หีบใส่ผ้า เชอว่าป้องกันตัวเรือด ตัวไร มด มอด และแมลง
อื่น ๆ ได้ ต่อมามีผู้นิยมนําไปใช้ทําหงพระเนื่องจากถือว่าเทพทาโรเป็นไม้มงคล ปัจจุบันเนือไม้ ตอ
ิ้
้
และราก ใชแกะสลักทําประดิษฐกรรมต่าง ๆ และได้รับการส่งเสริมให้เป็นสินค้าหนึ่งตําบลหนึ่ง
้
ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชอของกลุ่มผลิตภัณฑ์ไม้เทพทาโร อ.ห้วยยอด จ.ตรัง โดยเศษไม้และขี้เลื่อยที่
ื่
เหลือจากงานแกะสลักหรือประดิษฐกรรมนํามากลั่นน้ํามันเทพทาโรจําหน่าย หรือทําเป็น
ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ เชน ยาหม่อง น้ํามันเหลือง น้ํามันนวดแก้ปวดข้อ และน้ํามัน
่
นวดสปา ไม้ที่เหลือจากการกลั่นน้ํามันใชทําธูปหอมหรือกํายานสําหรับจุดให้กลิ่นหอมในสปา
้
เป็นต้น (สมเกียรติ์ และคณะ, 2552)
้
เปลือกหรือเนื้อไม้เทพทาโร เป็นสมุนไพร ใชผสมในตํารับยาหอมแก้ลม จุกเสียดแน่น แก้
ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ใชขับลม เป็นยาบํารุงธาตุ เนือไม้ ใชต้มกับน้ําดื่มแก้ท้องร่วง ท้องอืด
้
้
้
7
้
ท้องเฟ้อ แก้วิงเวียนอาเจียน โรคบิด โรคหอบหืด โรคหวัด ใชเป็นยาบํารุงโลหิตสําหรับสุภาพสตรี
้
่
ที่มีรอบเดือนไม่ปกติ ใบ มีกลิ่นหอมใชเป็นเครืองเทศแทนใบกระวานยอดอ่อน รับประทานเป็น
้
้
ผักจิมกับน้ําพริก หรือตากแห้งชงเป็นชาดื่มบํารุงร่างกาย น้ํามันบีบจากผล ใชทานวดแก้ปวด
้
เมื่อยเคล็ดขัดยอก แก้ผืนบวม ทาแผลสด แผลเรือรัง แก้อักเสบ แก้แมลงสัตว์กัดต่อย ทาแผลไฟ
่
้
ไหม้น้ําร้อนลวก ทาริดสีดวงทวาร รักษาแผลในหู แก้ปวดฟัน ราก ใชทํายาแก้ไข้ และเครืองเทศ
่
(สมเกียรติ์ และคณะ, 2552)
น้ ามันหอมระเหย
น้ํามันหอมระเหย (essential oil) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้นมีอยู่ในส่วนต่าง ๆ
ของพืช ได้แก่ ดอก ใบ ผลและ เปลือกผล กลีบเลี้ยง เมล็ด ราก เหง้า เปลือกต้น เนือไม้ และยาง
้
(คมสัน, 2551) น้ํามันหอมระเหยมีคุณสมบัติระเหยได้ที่อุณหภูมิปกติ ลักษณะทั่วไป เป็น
ของเหลว ใส ไม่มีสีหรือมี สีอ่อน ๆ มีกลิ่นเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายที่อุณหภูมิปกติ โดยน้ํามันหอม
ระเหยเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการ เจริญเติบโตของพืช เกิดจากการป้องกันตัวเอง รักษา
แผล หรือป้องกันการระเหยของน้ํา รวมทั้งสามารถ ไล่แมลงที่เป็นศัตรูพืชและล่อแมลงเพื่อชวย
่
ในการผสมพันธุ์ โดยพืชเก็บสะสมไว้ในโครงสร้างในเซลล์พืช โดยเมือทําการสกัดหยาบเมทานอล
่
เศษไม้เทพทาโร พบกลุ่มสารที่สําคัญที่พบในการสกัดได้แก่ Triterpenes และ Flavonoids
( พิชญดา, 2552) และมีองค์ประกอบทางเคมีดังแสดงในตาราง
ตารางที่ 1 องค์ประกอบทางเคมี
องค์ประกอบทางเคมี Rt Area
ชื่อในระบบ IUPAC ชื่อสามัญ (นาที) (%)
1,3,3 – trimethyl – 2 – oxabicyclo[2,2,2]octane eucalyptol 9.02 0.03
1 – methyl – 4 – isopropyl – 1 – cyclohexen – 8 – ol terpineol 17.21 0.02
1,3 – benzodioxole, 5 – {2 – propenyl} safrole 23.33 95.23
Benzene, 1,2 – dimethoxy – 4 – {2 – propenyl} Methyl eugenol 29.23 1.42
Benzene, 1,2,3 – trimethoxy – 4 – {2 – propenyl} elemicin 41.45 2.94
(+) – calarene OR (+) – beta. – gurjunene - 45.84 0.18
6,10,11,11 – tetramethyl – tricycle [5.3.0.0(2,3)] undec – 1 (7) - 46.59 0.03
ENE
8
จากการรายงานการศึกษาคุณลักษณะของน้ํามันหอมระเหยในประเทศไทยวิธีที่
เหมาะสมในการกลั่นที่เหมาะสมที่สุด คือ วิธีกลั่นด้วยน้ํา ( พิชญดา, 2552) ได้ผลดังนี้
ตารางที่ 2 คุณลักษณะน้ํามันหอมระเหยของไม้เทพทาโรที่ได้จากวิธีการกลั่นด้วยน้ํา
ลักษณะ แหล่งของน้ ามันหอมระเหยเทพทาโร สารซาฟรอล
เศษรากไม้แห้ง รากไม้สด (เกษม,2550)
สถานะ ของเหลวใส ของเหลวใส ของเหลวใส
สี เหลืองอ่อน เหลืองอ่อน ไม่มีสี หรือเหลือง
อ่อน
กลิ่น เฉพาะตัว เฉพาะตัว เฉพาะตัว
ความถ่วงจาเพาะ/ 1.100 / 1.098 1.177/ - 1.096/-
ํ
ความหนาแน่น
ดัชนีการหักเห 1.536 (25 C) 1.530 (34 C) 1.538 (25 C)
คุณค่าทางเศรษฐกิจ
สําหรับเทพทาโรนั้น ถือว่ายังมีการศึกษาค่อนข้างน้อยเมือเปรียบเทียบกับชนิดพันธุ์อื่น ๆ
่
ในสกุลเดียวกัน ด้วยคุณสมบัตินอกจากสามารถใชประโยชน์จากไม้แล้ว น้ํามันหอมระเหยจาก
้
เทพทาโรก็ยังเป็นที่น่าสนใจ และมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็จะผันแปรไปแต่ละท้องที่
จากการรายงานของ (สมเกียรติ และคณะ, 2552) น้ํามันของเทพทาโรที่นํามาใช ้
้
ประโยชน์ ส่วนใหญ่จะใชน้ํามันที่บีบได้จากผลสุกของเทพทาโร ราคาจะแปรผันตามคุณภาพและ
ราคาของผล ผลที่มีคุณภาพดี ราคากิโลกรัมละ 45 – 50 บาท คุณภาพรองลงมา ราคา 30 – 38
บาท โดยเมือนําผลมาบีบเอาน้ํามัน จะจําหน่ายในราคาลิตรละ 4,000 บาท การรายงานมูลค่า
่
้
เศรษฐกิจในตลาดโลก (UNEP – WCMC, 1992) พบว่าน้ํามันเทพทาโรที่ได้จากการกลั่นเนือไม้
ราก หรือเมล็ด ที่มีองค์ประกอบใกล้เคียงน้ํามัน แซฟซาฟรัส ร้อยละ 80 – 95 จะเป็นที่ต้องการ
ของ ตลาดนําเข้าที่สําคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อิตาลี และสหรัฐอเมริกา โดยมีราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ
4 – 5 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 135 - 202 บาทต่อกิโลกรัม (อัตราแลกเปลี่ยน 33.69 บาทต่อ
1 เหรียญสหรัฐ) โดยตลาดผู้ส่งออกที่สําคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ
9
กัมพูชา (สมเกียรติ และคณะ, 2552)
นอกจากนี้คุณค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นระดับตัวเงินแล้ว เทพทาโรยังถือได้ว่าเป็นชนิดที่มี
ความสําคัญและส่งผลให้เกิดความประสบความสําเร็จต่อการปลูกผสมผสานแบบวนเกษตร
่
อย่างเชนในทางตอนใต้ยูนนานของประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศส่งออกระดับต้น มีการปลูกสวน
ผสมผสาน โดยชนเผ่าชาติพันธุ์ในท้องถิ่นเชน Jino Hani และ Dai จะมีการปลูกต้นชาในป่า
่
ธรรมชาติ ซึ่งปฏิบัติมากว่า 400 ปี ในเมือง Menghai มีการปลูกเทพทาโร (Cinnamomum
porrectum, Camphor) ร่วมกับชาคาเมลเลีย (Camellia sinensis ver. assamica) ซึ่งถือได้ว่าเป็นชา
ที่อายุเก่าแก่ที่ปลูกในพื้นที่มากกว่า 800 ปี พบว่าการปลูกผสมผสานเป็นวิธีที่มักจะประสบ
ความสําเร็จในแปลงปลูกป่าผสมผสาน โดยในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึง 1,200 แฮกแตร์ สามารถเก็บ
ผลผลิตชาคาเมลเลีย 0.8 – 0.9 ตันต่อ 1 แฮกแตร์ และ 0.2 – 0.3 ตันต่อ 1 แฮกแตร์ในเทพทาโร
สิ่งที่พบเพิ่มเติมคือ คุณสมบัติทางเคมีที่ผลิตโดยเทพทาโร ซึ่งพบได้ในปริมาณมากในใบและราก
ี
้
ของเทพทาโรสามารถป้องกันแมลงศัตรูของชาคาเมลเลีย (Zou, 1995) เป็นการใชชววิธีในการ
กําจัดแมลงอย่างยั่งยืน
เทพทาโร เป็นชนิดที่มีแนวโน้มมีความสําคัญทางเศรษฐกิจในภาคใต้ของประทศไทย ใน
ขณะเดียวกันความต้องการก็เพิ่มขึ้น ในการนํามาไม้มาแกะสักหรือเพื่อทําเป็นผลิตภัณฑ์ไม้ต่าง ๆ
เช่น งานแกะสลักไม้เทพทาโร เป็นสินค้า OTOP ที่มีชอเสียงจังหวัดตรัง (ไทยรัฐ, 2554) แต่ไม้ส่วน
ื่
ใหญ่เป็นไม้ที่มาจากธรรมชาติ อีกทั้งด้วยคุณสมบัติของรากสามารถนํามาผลิตเป็นสเปรย์หอมไล่
ยุ่ง และผลิตภัณฑ์สปาต่าง ๆ จึงมีโอกาสขาดแคลนในอนาคต และเป็นสาเหตุให้เทพทาโรถูก
ทําลายบุกรุกในป่าธรรมชาติ รวมทั้งถิ่นกําเนิดของชนิดนี้ถูกคุกคามจากกิจกรรมของมนุษย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกยางพาราและปาล์มน้ํามัน จึงทําให้เทพทาโรเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
ควรมีการอนุรักษ์และส่งเสริมการเพาะปลูกและนํามาใชประโยชน์เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่าง
้
เป็นระบบ
กรมป่าไม้ได้มีแนวคิดในการส่งเสริมให้เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และผู้ที่สนใจในการ
ปลูก การใช้ประโยชน์จากไม้เทพทาโร ได้มีความรู้ในการคัดเลือกสายพันธุ์ เทคนิคการขยายพันธุ์
การปลูก รวมถึงการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพของไม้เทพทาโร
10
งานวิจัยเกี่ยวกับเทพทาโร
เสาวลักษณ์ และคณะ (2550) ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ต่อเชื้อก่อโรคในคน ทั้ง
แบคทีเรีย ยีสต์ และ เชื้อก่อโรคกลาก ของน้ํามันหอมระเหยจากรากเทพทาโร พบว่า มีฤทธิ์ต้าน
Streptococus mutans Candida albicans และราก่อโรคกลาก ชนิด Bacillus subtilis และ
Staphylococcus aureus
พิชญดา และคณะ (2552) ได้ศึกษาการผลิตน้ํามันหอมระเหยจากเศษรากไม้เทพทาโร
โดยวิธีการกลั่น และสภาวะที่เหมาะสม รวมทั้งวิเคราะห์ปริมาณสารองค์ประกอบหลักของน้ํามัน
หอมระเหย พบว่าน้ํามันหอมระเหยเทพทาโรมีองค์ประกอบหลักคือสารซาฟรอล การกลั่นด้วย
น้ํามีประสิทธิภาพและเหมาะสมกว่าการกลั่นด้วยไอน้ํา จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการผลิต
ิ
ได้แก่ปริมาณไม้ต่อปริมาณน้ํา เวลาการหมัก และเวลาการกลั่น เมือพิจารณาในเชง
่
เศรษฐศาสตร์และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สภาวะที่เหมาะสมในการผลิตน้ํามันหอม
ระเหยจากเศษรากไม้เทพทาโร โดยการกลั่นด้วยน้ําคือ ใชไม้ต่อน้ํา 1:5 หมัก 0 วัน กลั่น 3 ชวโมง
ั่
้
ได้ปริมาณน้ํามัน 3.91 %w/w และปริมาณซาฟรอล 98.97% น้ํามันหอมระเหยที่ผลิตได้จาก
สภาวะดังกล่าวมีลักษณะเป็นของเหลวใส สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะตัว รสเผ็ดเล็กน้อย ข้อมูลที่
ได้สามารถนําไปพัฒนาต่อยอดเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป
พิชญดา (2552) ได้ศึกษาการผลิตและเสริมสร้างมูลค่าของน้ํามันหอมระเหยจากเศษไม้
เทพทาโร โดยพบว่า การกลั่นด้วยน้ํามีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อการกลั่นน้ํามันหอมระเหย
้
ั่
เทพทาโร วิธีการกลั่นโดยใชเศษรากไม้เทพทาโรต่อน้ํา 1:5 หมัก 0 วัน กลั่น 3 ชวโมง ได้ปริมาณ
น้ํามันหอมระเหย 3.91 เปอร์เซ็นต์โดย น้ําหนักของเศษรากไม้ และปริมาณซาฟรอล
98.97 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ําหนักของน้ํามันหอมระเหย น้ํามันหอมระเหยที่ ผลิตได้จากสภาวะ
ดังกล่าวมีลักษณะเป็นของเหลวใส สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะตัว รสเผ็ดเล็กน้อย
ี
สุวิมล และดํารง (2554) ได้ศึกษาชววิทยาการสืบพันธุ์ไม้เทพทาโร ตั้งแต่การออกดอก
และติดผล ระบบผสมพันธุ์ ประสิทธิภาพการติดผล และความสําเร็จของการสืบพันธุ์ของไม้
เทพทาโร ในพื้นที่ตําบลท้ายเหมือง อําเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ผลการศึกษาพบว่า ไม้
่
่
เทพทาโรมีการออกดอกในชวงปลายเดือนตุลาคม เป็นผลสุกในชวงปลายเดือนมีนาคมถึงกลาง
เดือนเมษายน ดอก ลักษณะชอดอกแบบ panicle เป็นดอกสมบูรณ์เพศ(perfect flower) ผลเป็น
่
ผลแบบ drupe มีอัตราส่วนระหว่างจํานวนละอองเรณูต่อจํานวนไข่อ่อน(P : O ratio) เฉลี่ยเท่ากับ
11
1,975.64 ± 57.47 บ่งบอกถึงลักษณะระบบผสมพันธุ์แบบ facultative outcrossing มีประสิทธิภาพ
การติดผลตามธรรมชาติและค่าความสําเร็จของการสืบพันธุ์ค่อนข้างต่ํา เฉลี่ยเท่ากับ 11.71 ±
3.46 เปอร์เซ็นต์ และ 0.115 ตามลําดับ สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการจัดการ
เมล็ดไม้เทพทาโรเพื่อการเพิ่มผลผลิตเมล็ด รวมถึงการปรับปรุงพันธุ์ไม้เทพทาโรในอนาคต
สุวิมล และคณะ (2555) ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรียของสาร
สกัดจากส่วนต่าง ๆ ของเทพทาโร ผลการศึกษา พบว่า สารสกัดหยาบเมทานอลจากเปลือกใน
เปลือกนอก และรากมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระไดดี (ค่า EC50 เท่ากับบ 2.56, 3.73 และ 4.48
μg/ml ตามลําดับ ในขณะที่น้ํามันหอมระเหยไมมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ สวนการทดสอบ
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 5 ชนิด พบว่า สารสกัดหยาบเมทานอล จากเปลือกใน เปลือกนอก และ
เนือไมมีฤทธิ์ต้านเชื้อ Bacillus cereus สวนน้ํามันหอมระเหยจากใบ เปลือกใน และเปลือกนอกมี
้
ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ B. cereus, Staphylococcus aureus และ Vibrio parahemolyticus
Uthairatsamee and Pipatwattanakul (2012) ได้ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรม
ของไม้เทพทาโรทางภาคใต้ของประเทศไทยโดยใชเทคนิคไอเอสเอสอาร์ แหล่งไม้ที่ทําการศึกษา
้
ใน 6 จังหวัด ได้แก่ พังงา ภูเก็ต พัทลุง สตูล กระบี่ และสงขลา ปรากฏแถบดีเอ็นเอทั้งหมด 73
่
แถบ เมือเปรียบเทียบค่าบ่งชี้ทางพันธุกรรม percentage of polymorphic loci เท่ากับ 87.67%
hetero zygosity เท่ากับ 0.2883 และ Shannon’s information index เท่ากับ 0.4343 โดย แหล่ง
พันธุกรรมที่ดี ได้แก่ แหล่งพันธุกรรมที่ความหลากหลายมากที่สุดใน จังหวัดสงขลาและจังหวัด
พังงา และควรอนุรักษ์พันธุกรรมในท้องที่จังหวัดสตูล พัทลุง ภูเก็ต และกระบี่
12
พื้นที่ศึกษาและระยะเวลาการวิจัย
่
พื้นทีท าการศึกษา
1. สถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อําเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่
ลักษณะเป็นที่ลาดเขิงเขา ดั้งเดิมมีสภาพเป็นป่าดิบแล้ง ก่อนถูกเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่
เกษตรกรรม และแปลงสภาพเป็นแปลงทดลองปลูกพันธุ์ไม้ในที่สุด มีความสูงจาก
ระดับน้ําทะเลประมาณ 200 ตารางเมตร ปริมาณน้ําฝนเฉลี่ยราย ปี 1,100 - 1,200 มิลลิเมตร
ื้
อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส ความชนสัมพัทธ์เฉลี่ย 83 เปอร์เซ็นต์
2. ศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าภาคใต้ อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ที่ ตั้งอยู่ที่เส้นรุ่ง
ที่ 7.025532 องศาเหนือ และ เส้นแวงที่ 100.290167 องศาตะวันออก สูงจากระดับน้ําทะเล
ปานกลางเฉลี่ย 25 เมตร ปริมาณน้ําฝน 1,850 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 32.00
องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ําสุดเฉลี่ย 29.50 องศาเซลเซียส (ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ พ.ศ. 2550 –2551)
3. ห้องปฏิบัติการทางเคมี กลุ่มงานผลิตผลป่าไม้ สํานักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้
ระยะเวลาด าเนินการวิจัย
การศึกษาโครงการวิจัยและพัฒนาไม้เทพทาโรเพื่อเศรษฐกิจนี้ได้ดําเนินการโดย
สถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าภาคใต้
อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างปี พ.ศ. 2551 ถึง พ.ศ. 2557 โดยมีรายละเอียดการ
ดําเนินการ ดังนี้
1. พ.ศ. 2551 – 2552 ศึกษาเรื่องเทคนิคการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร
ศึกษาการผลิตกล้าไม้เทพทาโรพันธุ์ดีจากการปักชํา
2. พ.ศ. 2551 – 2554 ศึกษาเรื่องการเจริญเติบโตของไม้เทพทาโร
3. พ.ศ. 2554 ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร
4. พ.ศ. 2557 การถ่ายทอดทางเทคโนโลยีและการส่งเสริม
13
อุปกรณ์และวิธีการศึกษา
วิธีการศึกษา
1. เทคนิคการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร การศึกษาดําเนินการที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าภาคใต้ มี
วิธีการดําเนินการดังนี ้
1.1 การเก็บเมล็ด
ทําการสํารวจแหล่งเมล็ดเทพทาโร ในท้องที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดพังงา และ
่
ติดตามการออกดอกติดผลของไม้เทพทาโรเป็นระยะ เมือผลสดใกล้สุกแก่ นําตาข่ายพรางแสง
ไปกางไว้ใต้ต้นไม้เทพทาโร เพื่อเก็บรวบรวมผลสดจากใต้โคนต้น เนื่องจากผลสดไม้เทพทาโรจะ
สุกแก่และร่วงหล่นไม่พร้อมกัน เมือถึงฤดูที่ผลสดสุกแก่ ทําการเก็บรวบรวมผลสดที่หล่นในตา
่
่
ข่ายพรางแสงที่กางไว้ เก็บข้อมูลพื้นฐานของผลสด เชน น้ําหนักเฉลี่ยของผลสด ขนาดของผล
้
สด จํานวนผลสดเฉลี่ยต่อกิโลกรัม จากนั้นนําผลสดไปล้างแยกเนือผลออกและทําความสะอาด
เมล็ด จากนั้นนําเมล็ดไปผึ่งลมให้แห้ง ทําการสุ่มเมล็ดเพื่อหาข้อมูลพื้นฐาน เชน หาน้ําหนักของ
่
เมล็ด ขนาดของเมล็ด ความชื้นของเมล็ด ส่วนผลสดและเมล็ดอีกจํานวนหนึ่งใชเพื่อเตรียมการ
้
ทดลองตามปัจจัยการทดลองที่กําหนดไว้
1.2 การเตรียมกล่องเพาะเมล็ด
่
การศึกษาทดลองส่วนนี้ ต้องการศึกษาถึงเรืองแสงสว่างว่ามีอิทธิพลต่อการงอก
หรือไม่ จึงได้กําหนดปัจจัยหลักไว้ 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยการเพาะในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่าง
โดยกําหนดให้แสงสว่างการการเพาะ 8 ชั่วโมงต่อวัน และปัจจัยการเพาะในสภาพแวดล้อมที่ไม่
มีแสงสว่าง โดยการใช้ฟอยล์ห่อกล่องเพาะในระหว่างการทดลอง
1.3 การเตรียมวัสดุเพาะ
การศึกษาทดลองส่วนนี้ ต้องการศึกษาถึงชนิดของวัสดุเพาะที่มีผลต่อการงอกของ
้
เมล็ดไม้เทพทาโรจึงกําหนดชนิดวัสดุเพาะที่ใชในการศึกษาจํานวน 4 ชนิด ดังต่อไปนี้ คือ
14
่
ขุยมะพร้าว ทราย กระดาษกรองและแกลบเผา สําหรับขุยมะร้าวจะต้องนําไปแชน้ํา 1 คืน เพื่อ
ลดความฝาดลงและแกลบเผาจะต้องล้างเพื่อลดความเป็นด่างลงก่อนนําไปใช้ในการเพาะ
1.4 การเตรียมเมล็ดเพื่อน าไปทดลอง
ต้องการศึกษาถึงวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดไม้เทพทาโรก่อนนําไปเพาะ เพื่อหาวิธีที่
เหมาะสมที่จะสามารถทําให้เมล็ดงอกได้เร็วและได้จํานวนมาก โดยกําหนดวิธีการปฏิบัติต่อ
เมล็ดก่อนนําไปเพาะ (Presowing treatments) 4 วิธี ดังต่อไปนี้
1) การขริบเมล็ด กําหนดให้เป็นวิธีปฏิบัติต่อเมล็ดวิธีที่ 1 (Presowing treatments
No.1) คือการนําเมล็ดมาขริบทําแผล โดยใช้มีดหรือคัตเตอร์ขริบบริเวณใดของเมล็ดก็ได้ ยกเว้น
บริเวณที่จุดรากจะงอกออก เพื่อให้เมล็ดสามารถดูดน้ําได้ นําเมล็ดไปแชในน้ําเปล่า 8 ชวโมง
ั่
่
แล้วนําไปเพาะในวัสดุเพาะที่เตรียมไว้
2) การขริบหัวเมล็ด กําหนดให้เป็นวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดวิธีที่ 2 (Presowing
้
treatments No.2) คือการนําเมล็ดมาขริบทําแผล โดยการใชมีดหรือคัดเตอร์ ตัดแกะเปลือก
ั่
บริเวณที่จุดรากจะงอกออก (Figure 1) นําเมล็ดไปแชในน้ําเปล่า 8 ชวโมง แล้วนําไปเพาะใน
่
วัสดุที่เตรียมไว้
3) การผ่าซีกเมล็ด กําหนดให้เป็นวิธีปฏิบัติต่อเมล็ดวิธีที่ 3 (Presowing treatments
No.3) คือ การนําเมล็ดมาผ่าครึ่งตามแนวสันนูนบนเมล็ด (Figure 1) ซึ่งเมือผ่าเสร็จจะได้เมล็ด
่
เป็น 2 ซีก ตามแนวแบ่งครึ่งของเมล็ดซึ่งแบ่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว (Figure 2) ให้นําเมล็ดซีกซึ่ง
้
มีส่วนที่จะพัฒนาไปเป็นยอดอ่อนและราก (embryo) มาใชในการเพาะ สําหรับอีกซีกที่เหลือไม่
่
นํามาใชในการเพาะ (Figure 3) นําเมล็ดที่ผ่าแล้วนั้นไปแชน้ําเปล่า 8 ชวโมง แล้วนําไปเพาะใน
้
ั่
วัสดุที่เตรียมไว้
4) เมล็ดควบคุม (control) หมายถึง เมล็ดที่มิได้รับการกระตุ้นโดยวิธีใดๆ นําเมล็ด
ไปแช่ในน้ําเปล่า 8 ชั่วโมง แล้วนําไปเพาะวัสดุเพาะที่เตรียมไว้
15
Figure 1 Showing symmetrical longitudinal line of Cinnamomum porrectum seed.
Figure 2 Showing cutting method of Cinnamomum porrectum seed along the
longitudinal line.
Figure 3 Cut seed with attached embryo (right), used for germination.
16
1.5 การวางแผนการทดลอง
การวางแผนการทดลองแบบ split plot design โดยมีปัจจัยหลักจํานวน 2 ปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยการให้แสงสว่างในระหว่างการเพาะเมล็ด และไม่ให้แสงสว่างในการเพาะเมล็ด ซึ่ง
กระทําโดยการห่อกล่องเพาะด้วยแผ่นฟอยล์ ส่วนปัจจัยรอง ได้แก่ กรรมวิธี วัสดุที่ใชในการ
้
เพาะเมล็ด 4 วิธี ได้แก่ ขี้เถ้าแกลบ (Burnt rice husk) ขุยมะพร้าว (Coconut husk) ทราย
(Sand) และ กระดาษกรอง (Filter paper) ร่วมกับวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะ 4 วิธี ได้แก่
่
ขริบบริเวณส่วนอื่น ๆ ของเมล็ด ที่ไม่ใชจุดที่รากงอก (Presowing trestment No.1) ขริบเมล็ดที่
บริเวณจุดรากงอก (Presowing trestment No.2) ผ่าซีกเมล็ด (Presowing trestment No.3) และ
ไม่ปฏิบัติใด ๆ แก่เมล็ด (Control) ในการทดลองจึงสามารถแยกออกได้เป็น 32 ชดทดลอง โดย
ุ
ุ
ุ
แต่ละชดการทดลองมี 3 ซ้ํา (Replications) ซ้ําละ 100 เมล็ด รวมเป็น 300 เมล็ดต่อ 1 ชดการ
ทดลอง ดังนั้นใชเมล็ดในการทดลองทั้งหมด 9,600 เมล็ด ซึ่งจะกําหนดการทดลองไว้ 30 วัน
้
ทําการจดบันทึกข้อมูลทุกวันและควบคุมสภาพแวดล้อมอื่นให้เหมาะแก่การงอกจนสิ้นสุดระยะ
การทดลอง
1.6 การทดสอบเมล็ด
1) น้ําหนักของเมล็ด (Seed weight)
ทําการสุ่มเมล็ดไม้เทพทาโรกองเมล็ดตามหลักการสุ่มเมล็ด จํานวน 8 กอง
ั่
(replication) กองละ 100 เมล็ด นําไปชงหาน้ําหนักต่อกองด้วยเครืองชงไฟฟ้า คํานวณหา
่
ั่
น้ําหนักเฉลี่ยของเมล็ดแต่ละกองนําข้อมูลไปหาน้ําหนัก 1,000 เมล็ด ดังวิธีต่อไปนี้
น้ําหนักต่อ 1,000 เมล็ด = น้ําหนักเฉลี่ยของเมล็ดที่คํานวณได้ x 10
2) ความชื้นของเมล็ด (Seed moisture content)
ทําหลังจากการสุ่มเมล็ดไม้เทพทาโรจากกองเมล็ดตามหลักการสุ่มเมล็ด โดย
กําหนดน้ําหนักประมาณ 10 กรัมต่อซ้ํา จํานวน 4 ซ้ํา นําตัวแทนที่สุ่มไปชงหาน้ําหนักสดด้วย
ั่
เครื่องชั่งไฟฟ้า นําไปอบที่อุณหภูมิ 103+2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชวโมง แล้วทิ้งไว้ให้เย็น
ั่
17
ั่
ใน Desiccators เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นนําไปชงหาน้ําหนักแห้ง นําข้อมูลที่ได้ไปคํานวณตาม
สูตรดังต่อไปนี้
% Water content = {(Fresh weight – Dry weight) / Fresh weight)} X 100
3) การทดสอบหาเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมด (Total germination test)
เปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมด หมายถึง จํานวนของเมล็ดที่งอกต่อจํานวนเมล็ดที่
เพาะ 100 เมล็ด เมือสิ้นสุดการทดลองที่ 30 วัน เมือนําเมล็ดที่เตรียมไว้ไปเพาะในกล่องเพาะ
่
่
ตามชนิดสิ่งทดลองต่างๆแล้วทําการจดบันทึกการงอกทุกวันและต้องตรงตามเวลาที่กําหนด นํา
ข้อมูลไปหาความแตกต่างระหว่างทรีตเม้นท์
4) อัตราการงอกของเมล็ด (rate of germination, R )
50
อัตราการงอกของเมล็ด คือ จํานวนวันที่เมล็ดสามารถงอกได้ 50% ของการ
งอกทั้งหมด (total germination) ค่าอัตราการงอกที่น้อยที่สุด (จํานวนวันของอัตราการงอก) จะ
แสดงถึงเมล็ดที่มีพลังการงอกสูงสุด จัดเป็นเมล็ดที่มีความแข็งแรงสูงสุด นําข้อมูลการงอก
ประจําวันไปคํานวณหาค่าอัตราการงอกและหาค่าความแตกต่างระหว่างทรีตเม้นท์
5) เจอร์มิเนชั่นแวลู (Germination value, GV)
ั่
้
เจอร์มิเนชนแวลู เป็นค่าที่ใชชี้ให้เห็นถึงความแข็งแรงของเมล็ดไม้ เมล็ดไม้ที่
แข็งแรงจะมีความสามารถในการงอกที่เร็ว สม่ําเสมอ และงอกได้ดีมาก Czabator (1962)
ั่
กล่าวว่าค่าเจอร์มิเนชนแวลูเป็นผลคูณของค่าเฉลี่ยสุดท้ายของการงอกสะสมในแต่ละวันกับ
ค่าเฉลี่ยทางการงอกสูงสุดของการงอกในแต่ละวัน ค่าเจอร์มิเนชนแวลูที่สูงกว่าจะแสดงถึง
ั่
ั่
ั่
ความเข้มแข็งของเมล็ดที่สูงกว่า เมือหาค่าเจอร์มิเนชนแวลูได้แล้วนําข้อมูลของค่าเจอร์มิเนชน
่
แวลูที่ได้ไปหาความแตกต่างระหว่างทรีตเมนท์ต่อไป
สูตรการหาค่าเจอร์มิเนชั่นแวลู คือ GV = MDG X PV
18
โดยกําหนดให้ GV คือ ค่าเจอมิเนชั่นแวลู
MDG คือ ค่าเฉลี่ยการงอกสะสมรายวันเมื่อสิ้นสุดการงอก
PV คือ ค่าเฉลี่ยทางการงอกสะสมรายวันที่มีค่าสูงสุด
1.7 การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
ดําเนินการวิเคราะห์ความแตกต่างของแต่ละปัจจัยโดยใช้วิธีการวิเคราะห์วาเรียนส์
่
(Analysis of Variance) และเมือพบความแตกต่าง ทําการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแต่ละทรีท
เม้นท์ด้วยวิธี LSD เพื่อแยกความแตกต่างนั้น โดยโปรแกรม Genstat
2. การผลิตกล้าไม้เทพทาโรพันธุ์ดีจากการปักช า
วิธีการขยายพันธุ์แม่ไม้เพื่อการสร้างสวนผลิตกิ่งพันธุ์ สํารวจคัดเลือกแม่ไม้เทพทาโรใน
แหล่งธรรมชาติ 2 แหล่งคือ ท้องที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดพังงา
2.1 อุปกรณ ์
1) โรงเรือนปักชํา หลักคาเป็นตาข่ายพรางแสง แสงผ่านได้ 50 เปอร์เซ็นต์
2) ทรายหยาบ แกลบเผา และขุยมะพร้าว
3) ฮอร์โมนเร่งราก (พีรูท)
4) โครงครอบทําด้วย ท่อ พีวีซี
5) ถาดหลุม ขนาด 24 หลุมต่อถาด มีความสูง 10 เซนติเมตร
6) พลาสติกใส ขนาดความกว้าง 3.60 เมตร
7) ถังน้ําขนาดเล็ก สําหรับแซ่กิ่งปักชํา
8) กรรไกรตัดกิ่ง มีดคัตเตอร์
2.2 วิธีการเตรียมต้นพันธ์ส าหรับผลิตกิ่งพันธุ์
ทําการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศแม่ไม้ที่ได้คัดเลือกจาก 2 แหล่งธรรมชาติ ใน
2 วิธี วิธีที่ 1 โดยการขุดตัดรากที่มีหน่อแตกเป็นต้นอ่อนจากราก ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร
19
ํ
นํามาเพาะเลี้ยงในถุง วางไว้ในเรือนเพาะชา รดน้ําบํารุงดูแลกล้าไม้ และ วิธีที่ 2 โดยการตอน
่
ํ
กิ่งทิ้งไว้ ประมาณ 45 วัน เมือแตกรากแล้วนํามาชาในถุงเพาะชา จนกว่าไม้มีความแข็งแรง ได้
ํ
ขนาดที่เหมาะสม นํากล้าไม้ที่ขยายพันธุ์ได้จากทั้ง 2 วิธี ลงปลูกในพื้นที่ โดยปลูกแบบสลับแถว
เว้นแถว เป็นสวนผลิตกิ่งพันธุ์ขนาด 2.0 ไร่ โดยใชระยะปลูก 1.0 X 1.5 เมตร บํารุงดูแลรักษา
้
ํ
รดน้ําใส่ปุ๋ย จนต้นไม้อายุประมาณ 1 ปี ใชเป็นต้นพันธุ์สําหรับการปักชาต่อไป สังเกต
้
พัฒนาการของกล้า เปรียบเทียบความยากง่ายในการปฏิบัติการ ข้อดี และข้อเสีย ของการ
ขยายพันธุ์แต่ละวิธี เปรียบเทียบการเติบโตที่อายุ 1 ปี
2.3 การเตรียมกระบะเพาะและวัสดุปักช า
ในการศึกษานี่ใชวัสดุปักชา 4 แบบ คือทรายหยาบ แกลบเผา ขุยมะพร้าว และ
ํ
้
ทรายผสมขุยมะพร้าว อัตราส่วน 2:1 ซึ่งวัสดุปักชาเหล่านี่มีคุณสมบัติทางกายภาพ และทาง
ํ
ํ
เคมีบางประการดังแสดงใน Table 3 บรรจุวัสดุทั้ง 4 แบบลงภาชนะปักชาที่เป็น ถาดเพาะชา
ํ
ขนาด 24 หลุมต่อหนึ่งถาด สําหรับการปักชํากิ่ง 24 กิ่งต่อหนึ่งถาด
Table 3 Some physical and chemical properties of studied rooting media.
Media General properties note
Sand High water holding capacity pH 6-7 Low porosity
Excellent structural strength Heavy weight (per
unit)
Burnt Rice husk High water holding capacity Rinsed in water
pH 7-8.5 high porosity high structural strength Light prior to using
weight (per unit)
Coconut husk Excellent water holding capacity pH 6-7 high
porosity
Low structural strength and decomposable Light
weight (per unit)
20
2.4 การเตรียมกิ่งปักช า
กิ่งปักชาที่ใชในการทดลองนี้ได้จากสวนผลิตกิ่งพันธุ์เทพทาโร อายุประมาณ 1 ปี
ํ
้
ที่ดําเนินการตัดลําต้นสูงจากพื้น 1.0 เมตร ให้ผลิยอดใหม่เป็นกิ่งใหม่เติบโตจนกระทั้งประมาณ
้
60 วัน จึงจะเลือกตัดกิ่งมาใชในการทดลอง โดยเลือกยอดที่มีใบแก่พอประมาณ กิ่งเริ่ม
เปลี่ยนเป็นสีน้ําตาลอ่อน มีตาตุ่มตามชอกใบและปลายยอดพร้อมจะแตกเป็นยอดใหม่ ในการ
ํ
ทดลองใชกิ่งปักชา 2 ส่วน แรกเป็นส่วนปลายยอด และส่วนที่สองเป็นส่วนถัดลงมา เตรียมกิ่ง
้
ํ
ปักชาทั้งสองส่วนโดยตัดแต่งให้มีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วตัดใบออกให้เหลือใบ
ส่วนปลายกิ่งไว้ 2 - 3 ใบ และตัดปลายใบให้เหลือครึ่งใบ (Figure 4) เตรียมกิ่งแต่ละส่วน
ํ
ํ
้ํ
สําหรับเตรียมปักชาในถาดเพาะชา ที่มีวัสดุปักชา 4 แบบ แบบละ 4 ชา ชาละ 24 กิ่ง นํากิ่งที่
้ํ
ํ
เตรียมไว้แชในสารละลายฮอร์โมนเร่งราก (พี-รูท,ชอสามัญในท้องตลาด) ที่ความเข้มข้น 10
ื่
่
เปอร์เซ็นต์ ตั้งทิ้งไว้นาน 30 นาที ก่อนน้ําไปปักชําในวัสดุปักชําต่อไป
Figure 4 shoots for rooted cutting
2.5 การวางแผนการทดลอง
วางแผนการทดลองแบบ 2 X 4 Factorial experiment in randomized complete
ํ
block design โดยมีปัจจัยการทดลอง คือ ลักษณะกิ่งปักชาและสดุปักชา กล่าวคือ ลักษณะกิ่ง
ํ
ํ
ํ
ํ
ปักชาแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) ส่วนปลายยอดและ 2) ส่วนที่ถัดลงมา ปักชาในวัสดุปักชา
4 แบบที่ใส่ในถาดภาชนะสําหรับปักชา ได้แก่ 1) ทรายหยาบ 2) แกลบเผา 3) ขุยมะพร้าว และ
ํ
21
4) ทรายผสมขุยมะพร้าว อัตราส่วน 2:1 โดยแต่ละการทดลองมี 4 ซ้ํา ซ้ําละ 4 ถาด ถาดละ 24
ํ
้
ํ
กิ่ง รวมเป็น 384 กิ่งต่อลักษณะกิ่งปักชา ดังนั้นใชถาดภาชนะสําหรับปักชาในการทดลอง
ทั้งหมด 32 ถาดเพาะ ใช้กิ่งปักชําทั้งหมดในการทดลอง 768 กิ่ง
2.6 วิธีการปักช า
ํ
ุ่
ํ
รดน้ําวัสดุปักชาในถาดเพาะชาให้ชมพอประมาณและสม่ําเสมอทุกถาด นํากิ่งปัก
ํ
ํ
ชาทั้ง 2 ส่วนที่เตรียมไว้แล้วปักลงในถาดเพาะชา ตามแผนการทดลอง รดน้ําผสมยากันเชื้อรา
แล้วนําไปวางแบบสุ่ม ภายใน กระโจมพลาสติก 4 กระโจม แต่ละกระโจมถือเป็น 1 ซ้ํา (Block)
ครอบปิดทับขอบพลาสติกให้มิดชดเพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นระบายออก ให้น้ําแบบพ่นหมอก
ิ
บนกระโจมซึ่งตั้งภายใต้เรือนเพาะชาวันละ 4 ครั้ง สังเกตให้มีไอน้ําเป็นฝ้าเกาะอยู่ที่พลาสติก
ํ
ํ
ภายในกระโจมตลอดเวลา ทั้งนี้ไม่ต้องเปิดพลาสติกออก ตั้งแต่เริ่มปักชาจนกระทั่งปักชาครบ
ํ
ํ
45 วัน ทําการตรวจสอบการแตกรากของกิ่งปักชา บันทึกภาพและนับจํานวนกิ่งที่แตกราก ใน
แต่ละปัจจัยการทดลอง นําไปคํานวณหาเปอร์เซ็นต์การแตกราก และวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
2.7 การวิเคราะห์ข้อมูล
ํ
วิเคราะห์หาอิทธิพลของวัสดุปักชา ลักษณะกิ่ง และอิทธิพลร่วมของทั้งสองปัจจัย
ต่อการแตกรากของกิ่งปักชา โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ย (Analysis of
ํ
Variance, ANOVA) และเมื่อพบว่ามีอิทธิพล ทําการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของ
แต่ละปัจจัย ด้วยวิธี Least signjficant difference (LSD) โดยใช้โปรแกรม SAS
3. การเจริญเติบโตของไม้เทพทาโร
จัดเตรียมกล้าไม้เทพทาโร ประมาณ 1,000 กล้า ให้มีขนาดเหมาะสมในการสร้าง
สวนป่าโดยมีการศึกษารายละเอียดในการเตรียมกล้าไม้ ติดตามการเจริญเติบโตและการ
พัฒนากล้าไม้อย่างต่อเนื่องจนสามารถนํามาปลูกสร้างสวนป่าได้
22
3.1 การจัดเตรียมพื้นที ่
1) จัดเตรียมพื้นที่ ขนาด 110 x 110 เมตร (แปลงปลูกขนาด 100 x 100 เมตร
แนวขอบแปลงเพื่อเป็นแนวกันไฟประมาณ 10 เมตร) โดยการไถตอต้นไม้ เศษไม้ เก็บริบสุมเผา
เศษไม้ออกให้หมด ไถแปรด้วยรถฟาร์มแทร็กเตอร์ด้วยผานสามและผานเจ็ด เพื่อให้พื้นที่มี
ความเหมาะสมในการปลูกจัดทํารั้วลวดหนามล้อมแปลงทดลองทั้ง 4 ด้าน เพื่อป้องกันการ
รบกวนจากสัตว์เลี้ยงหรืออื่นๆ
2) ปักหลักหมายระยะปลูก ขนาดระยะห่างระหว่างต้น 4 เมตร และระยะห่าง
ระหว่างแถว 4 เมตร (หรือ 4 x 4 เมตร หรือ ความหนาแน่น 100 ต้นต่อไร่) ขุดหลุมและปลูก
กล้าไม้เมื่อถึงเวลาเหมาะสมและปลูกซ่อมหลังปลูกแล้วประมาร 1 เดือน
3.2 การวัดการเจริญเติบโตและการบ ารุงรักษา
1) วัดการเจริญเติบโตทั้งความโตโคนต้นและความโตระดับสูงจากพื้นดิน 1.30
เมตร และความสูงของกล้าไม้ทุกๆ 6 เดือน เพื่อติดตามดูการเจริญเติบโตของต้นไม้
2) บํารุงรักษาแปลงทดลองโดยการใส่ปุ๋ย การดายวัชพืช ตามความเหมาะสม
3.3 การศึกษามวลชีวภาพ
1) หาผลผลิตมวลชวภาพของใบ ลําต้น และกิ่งเมือต้นไม้มีอายุครบ 4 ปี โดยวิธี
ี
่
ตัดฟัน (Stratified clip technique) (Monsi and Saeki, 1953) และการศึกษามวลชวภาพของราก
ี
โดยวิธีขุดล้าง (excavation method) (Kraenzel et al.,2003) ดังแสดงใน Figure 5 และสร้าง
ความสัมพันธ์เพื่อประเมินผลผลิตมวลชีวภาพของไม้เทพทาโรต่อไป
2) นําข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ และนํามาจัดรูปแบบเป็นเอกสาร
ทางวิชาการเพื่อการนํามาเสนอในที่ประชุม และหาข้อสรุปในการจัดทําสวนป่าเทพทาโรอย่างมี
ประสิทธิภาพต่อไป
23
Figure 5 Schematic diagram of tree sampling with stratified clip and Excavation
technigue
4. การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ ามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร
4.1 อุปกรณ ์
1) ชุดกลั่นน้ํามันหอมระเหยแบบแก้ว
2) เครื่องหาความถ่วงจําเพาะของน้ามันหอมระเหย Anton Parr
ํ
3) เครื่องวิเคราะห์สาร GC-MS (GC Agilent 6890 – MS Agilent 5973)
4) คอลัมน์แบบ Capillary column model Agilent 19091s-433 HP-5MS ความ
หนาของฟิล์ม 0.25 µm ยาว 30 m เส้นผ่านศูนย์กลางด้านในคอลัมน์ 250 µm และ Capillary
column model Altech ความหนาของฟิล์ม 0.25 µm ยาว 60 m เส้นผ่านศูนย์กลางด้านใน
คอลัมน์ 320 µm
5) เครื่อง UV Spectrophotometer (Shimazu)
4.2 การเก็บตัวอย่าง
1) เก็บตัวอย่างใบเทพทาโรจากแปลงทดสอบสายพันธุ์แบบเปิด ท้องที่จังหวัด
สงขลาโดยเก็บแบบสุ่มให้ได้ตัวอย่างครบทุกกลิ่นทุกซ้ํา (Replication) จํานวนทั้งหมด 4 กลิ่น 8
สายพันธุ์จาก 2 แหล่ง คือสายพันธุ์จากจังหวัดพังงาและสายพันธุ์จากจังหวัดสงขลา
24
2) เด็ดเอาเฉพาะใบอ่อนและใบแก่ปานกลาง เก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณภาพของ
ตัวอย่างใบให้อยู่ในสภาพดีก่อนนําไปทําการทดลอง
4.3 การสกัดน้ ามันหอมระเหย
ุ
1) สกัดน้ํามันหอมระเหยจากใบเทพทาโรโดยกลั่นตัวอย่างด้วยชดกลั่นน้ํามันหอม
้
ระเหยแบบแก้ว ใชน้ําสะอาดในการกลั่น แยกเก็บน้ํามันที่ได้ ทําการกลั่นตัวอย่างละ 4 ซ้ํา เพื่อ
หาค่าเฉลี่ย
2) กําจัดน้ําที่ปนในน้ํามันโดยกรองผ่านคอลัมน์ของเกลือโซเดียมซัลเฟตแอน
ไฮดรัส
3) ชงหาน้ําหนักของน้ํามันที่ได้ โดยคิดเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์น้ําหนักต่อน้ําหนัก
ั่
อบแห้ง
4) สังเกตสีของน้ํามันแต่ละตัวอย่าง และหาค่าความถ่วงจําเพาะของน้ํามันที่
º
อุณหภูมิ 20 c ด้วยเครื่องหาความถ่วงจําเพาะ ทําตัวอย่างละ 4 ซ้ํา เพื่อหาค่าเฉลี่ย
่
4.3.1 การวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีด้วยเครืองแก๊สโครมาโตกราฟที่ต่อ
กับเครื่องแมสสเปคโตรมิเตอร์ ดังนี ้
1) เตรียมสารละลายของน้ํามันหอมระเหยความเข้มข้น 0.05 mg/ml โดยใช
้
เฮ็กเซน (Hexane Chromatography grade) เป็นตัวทําละลาย
้
2) ฉีดตัวอย่างลงในเครื่อง GC ปริมาตร 2 µl โดยใชสภาวะในการวิเคราะห์
และตรวจพิสูจน์องค์ประกอบทางเคมีของน้ํามันโดยการเปรียบเทียบ retention times และ
mass spectra ของสารที่ได้กับค่ามาตรฐานที่มีการบันทึกไว้ใน Wiley 7n Libraries และ NISTO5
Libraries
4.3.2 หาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ํามันหอมระเหยกลิ่นคล้ายรูทเบียร์ กลิ่น
คล้ายตะไคร้ กลิ่นคล้ายน้ํามันเสม็ดขาว และกลิ่นคล้ายกลิ่นหอมของดอกไม้ ด้วยวิธี DPPH
free radical colorimetry ดังนี ้
25
1) เตรียมสารละลาย DPPH (2.2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) ความเข้มข้น
0.24 µg/ml ใน Absolute methanol เป็นตัวทําละลาย
2) เตรียมตัวอย่างที่ความเข้มข้นต่างๆ ตั้งแต่ 12.5, 25, 50, 100, 200 และ
400 µg/ml โดยใช้ Absolute methanol เป็นตัวทําละลาย
3) นําสารละลาย DPPH ในข้อ 6.1 ปริมาณ 2 ml และสารละลายตัวอย่าง
ในข้อ 6.2 ปริมาณ 2 ml มาผสมกัน ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วนําไปวัดการดูดกลืนแสง (Absorbance)
ที่ความยาวคลื่น 515 นาโนเมตร ด้วยเครือง UV spectrophotometer วัดตัวอย่างละ 3 ซ้ําเพื่อ
่
หาค่าเฉลี่ย แล้วนําไปพล็อตกราฟและคํานวณค่าของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของแต่ละตัวอย่าง
5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริม
การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมมีการดําเนินการปี พ.ศ. 2557 ณ ศูนย์ถ่ายทอด
เทคโนโลยีด้านวิจัยป่าไม้ภาคใต้ อําเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาวันที่ 22 – 25 เมษายน 2557 โดย
จัดอบรมถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้สนใจเกี่ยวกับ
การศึกษาไม้เทพทาโรโดยอ้างอิงตามโครงการวิจัยที่ได้ทําการศึกษา ตั้งแต่เทคนิคการเพาะ
เมล็ดเพื่อให้ได้กล้าที่ดีมีคุณภาพ การดูแลและการจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มค่า ตลอดจน
้
การใช้ประโยชน์ไม้และผลผลิตจากไม้เทพทาโร ในการฝึกอบรมหลักสูตร “การใชประโยชน์และ
การทําผลิตภัณฑ์จากน้ํามันหอมระเหยเทพทาโร”
26
ผลการศึกษาและวิจารณ์
1. เทคนิคการเพาะเมล็ดไม้เทพทาโร
จากการติดตามการออกดอกและติดผลของไม้เทพทาโรพบว่า ไม้เทพทาโรจะมีการ
่
ออกดอกปีละครั้ง สําหรับในท้องที่จังหวัดสงขลา ไม้เทพทาโรจะออกดอก (Figure 6) ในชวง
ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี และมีการพัฒนาจนผลเริ่มสุกในเดือน
มีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ปริมาณผลสุกแก่จะมากสุดในกลางเดือนเมษายน และผลสุกแก่
จะร่วงหมดกลางเดือนพฤษภาคม สําหรับในท้องที่จังหวัดพังงาผลสดของไม้เทพทาโรจะสุกแก่
ก่อนท้องที่จังหวัดสงขลาประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศในท้องที่นั้นเป็น
สําคัญ ผลของไม้เทพทาโรในแต่ละต้นหรือในต้นเดียวกันจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน ดังนั้นการเก็บ
รวบรวมผลสดที่สุกแก่จึงต้องใชวิธีการกางตาข่ายพรางแสงไว้ใต้ร่มเงาไม้ ซึ่งจะทําให้การเก็บ
้
รวบรวมนั้นง่ายขึ้น
การศึกษาลักษณะของเมล็ดเทพทาโรโดยละเอียดเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน พบว่าผลสด
่
เป็นแบบ drupe เมือสุกแก่แล้วจะมีสีม่วงดํา (Figure 7) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของผลโดย
เฉลี่ย 1 เซนติเมตร แต่ละผลมีน้ําหนักโดยเฉลี่ย 0.654 กรัมต่อผลสุก หรือประมาณ 1,529 ผล
สุกต่อกิโลกรัม ผลที่สุกแก่จากแหล่งเมล็ดไม้ที่ต่างกันจะมีขนาดผลที่ต่างกัน ผลที่สุกแก่ของไม้
้
่
เทพทาโร เมือนําไปล้างเนือเยื่อที่หุ้มผลออก (Figure 8) ก็จะพบเมล็ดไม้เทพทาโรสีน้ําตาล
จํานวน 1 เมล็ดต่อ 1 ผล มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 0.5 เซนติเมตร ซึ่งจากการสุ่มตัวอย่างเพื่อ
หาน้ําหนักเมล็ดไม้เทพทาโร (Seed weight) พบว่า น้ําหนักเมล็ดไม้เทพทาโรจํานวน 1,000
เมล็ด มีน้ําหนัก 97.46 กรัมและมีค่า cv เท่ากับ 0.68 สามารถคิดเป็นจํานวนเมล็ดต่อกิโลกรัม
ได้เท่ากับ 10,261 เมล็ดต่อกิโลกรัม ในบางแหล่งเมล็ดไม้ เมล็ดเทพธาโรจะมีขนาดที่โตกว่า
่
เล็กน้อย เมือทําการสุ่มตัวอย่างเพื่อหาน้ําหนักเมล็ด พบว่าเมล็ดไม้เทพทาโรจํานวน 1,000
เมล็ด มีน้ําหนักเท่ากับ 113.2 กรัม ซึ่งคิดเป็นจํานวนเมล็ดต่อกิโลกรัมเท่ากับ 8,834 กิโลกรัม
และมีปริมาณความชื้น (Seed moisture content) 36.8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เนืองจากเมล็ดไม้จาก
่
แต่ละต้นจะมีคุณภาพทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้คุณภาพของเมล็ดยังแตกต่างกัน
ไปตามแหล่งของเมล็ดไม้ด้วย น้ําหนักเมล็ดเป็นคุณสมบัติทางกายภาพอย่างหนึ่งที่จะสามารถชี้
ถึงคุณภาพเมล็ดได้ โดยบัณฑิต (2544) กล่าวว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีน้ําหนักมากย่อมมีเปอร์เซ็นต์การ
งอกที่สูง มีอัตราการรอดสูง สามารถงอกได้เร็ว และเก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดที่มีน้ําหนักน้อย
ส่วน Copeland (1976) กล่าวว่าโดยปกติแล้วขนาดของเมล็ดและขนาดของกล้าไม้จะมี
27
ความสัมพันธ์กันและยังกล่าวว่า น้ําหนักของเมล็ดน่าจะมีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงและ
ความสมบูรณ์ของกล้าอีกด้วย
Figure 6 Flowering of Cinnamomun porrectum.
Figure 7 Mature fruits of Cinamomun porrectum.
Figure 8 Cinamomun porrectum seed with pericarp removal.
28
่
่
เมือนําเมล็ดเพาะเมล็ดด้วยวิธีการเทคนิคที่ต่างกัน เมือเวลาผ่านไป 30 วัน
ผลการศึกษาพบว่าเมล็ดเทพทาโรสามารถงอกได้ทั้งในสภาพแวดล้อมที่มีแสงและไม่มีแสง
ลักษณะใบที่งอกจากเมล็ดมีลักษณะสีแตกต่างกัน ใบของกล้าไม้ที่ได้จากการเพาะใน
สภาพแวดล้อมที่มีแสงจะมีลักษณะสมบูรณ์และมีสีเขียว ส่วนกล้าที่ได้จากการเพาะใน
่
สภาพแวดล้อมที่ไม่มีแสงจะมีลักษณะสีขาว (Figure 9) แต่ต่อมาเมือนํากล้านั้นไปเลี้ยงในที่มี
แสงระยะหนึ่ง กล้าก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวและสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งเมือนําไปวิเคราะห์ความแปรปรวน
่
และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทรีทเม้นท์ ด้วยวิธี LSD (Table 4) พบว่า ปัจจัยการให้แสงสว่างใน
ระหว่างการเพาะที่ต่างกันและเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดไม้เทพทาโร ไม่แตกต่างกันอย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติ (P > 0.05) ปัจจัยการให้แสงสว่างในระหว่างการเพาะที่ต่างกัน และ
ค่าเจอร์มิเนชั่นแวลู (Germination value) ของเมล็ดไม้เทพทาโร ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติ (P > 0.05) (Table 5) กล่าวคือ เมล็ดไม้เทพทาโรสามารถงอกได้ไม่ว่าจะทําการเพาะ
่
ในบริเวณที่มีแสงหรือไม่มีแสงก็ตาม ทั้งนี้เนืองจากในระยะเริ่มแรกของการเพาะเมล็ด เมล็ด
ต้องการความชื้นก็เพียงพอเพื่อให้รากงอก ในระยะต่อมาที่เมล็ดมีการแตกใบขึ้นมาปัจจัยแสง
จะมีปัจจัยสําคัญ เนื่องจากกล้าไม้ต้องมีการสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อใช้ในการเติบโตของต้น
Figure 9 Growth difference in Cinnamomun porrectum seedling under light treatment,
with light treatment (left), and without light treatment (right).
29
Table 4 Analysis of variance in viability of Cinnamomum porrectum seeds, determined by total
germination.
Source of variation D.F S.S M.S P-value
Replication 2 0.0073 0.0037
NS
Light 1 0.0131 0.0131 0.383
Residual 2 0.0212 0.0106
Media 3 0.1340 0.0447 0.002**
Pretreatment 3 6.9120 2.3040 <0.001**
NS
Media x light 3 0.0042 0.0014 0.909
NS
Pretreatment x light 3 0.0108 0.0036 0.709
Pretreatment x media 9 0.2129 0.0237 0.005**
NS
Pretreatment x media x light 9 0.0245 0.0027 0.959
Residual 60 0.4672 0.0078
Total 95 7.8074
NS
Non Significant at *Significant difference at 95% **Significant difference at 99%
30
Table 5 Analysis of variance in vigor of Cinnamomum porrectum seeds, determined by
germination value.
Source of variation D.F S.S M.S P-value
Replication 2 0.7985 0.3992
NS
Light 1 0.4927 0.4927 0.425
Residual 2 0.9989 0.4995
NS
Media 3 0.9950 0.3317 0.218
Pretreatment 3 91.3233 30.4411 <0.001**
NS
Media x light 3 0.0752 0.0251 0.951
NS
Pretreatment x light 3 0.7312 0.2437 0.349
NS
Pretreatment x media 9 1.0097 0.1122 0.858
NS
Pretreatment x media x light 9 0.3435 0.0382 0.996
Residual 60 13.0669 0.2178
Total 95 109.8347
NS
Non Significant at *Significant difference at 95% **Significant difference at 99%
วิธีปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนการนําไปเพาะเมล็ดที่ต่างกันมีผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมด
่
(Total germination) แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติยิ่ง (P = 0.001) โดยพบว่าเมือสิ้นสุด
การทดลองเพาะ 30 วัน วิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนนําไปเพาะโดยวิธีผ่าซีกเมล็ด (Figure 10)
แล้วนําไปแช่ในน้ําเปล่า (Presowing treatment No.3) ก่อนนําไปเพาะในวัสดุเพาะที่เตรียมไว้เป็น
วิธีการที่สามารถให้เปอร์เซ็นต์การงอกสูงที่สุด (70.33 เปอร์เซ็นต์) รองลงมา วิธีการขริบ
เปลือกเมล็ดตรงที่ปุ่มนูนรากงอก (Presowing treatment No.2) (21.33 เปอร์เซ็นต์) วิธีการขริบ
เปลือกเมล็ดบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่ใชปุ่มนูนของรากงอก (Presowing treatment No.1) (8.24
่
เปอร์เซ็นต์) และไม่ปฏิบัติใด ๆ กับเมล็ด (Control) (0.08 เปอร์เซ็นต์) (Table 6) นอกจากนี้ยัง
พบว่าการใชวัสดุในการเพาะที่ต่างกันมีผลต่อการให้เปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดแตกต่างกัน
้
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติยิ่ง (P = 0.002) โดยวัสดุเพาะชนิดแกลบเผาและขุยมะพร้าว ทั้งสอง
ชนิดเป็นวัสดุเพาะที่ให้เปอร์เซ็นต์การงอกที่สูงสุด และวัสดุเพาะทั้งสองชนิดนี้ให้เปอร์เซ็นต์การ
งอกทั้งหมดที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (Table 7)
31
Figure 10 Correct directions of seed cutting (left), incorrect direction of seed cutting
(right).
การนําวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดโดยการผ่าซีกเมล็ด เป็นวิธีที่ดีที่ให้ผลการงอกดีที่สุด เมื่อ
นําไปเพาะในวัสดุที่ต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (Table 4) พบว่า การเพาะ
โดยใช้วัสดุแกลบเผา ส่งผลต่อการงอกทั้งหมดมากที่สุด รองลงมา ขุยมะพร้าว ทราย และ
กระดาษกรอง ซึ่งจะให้เปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดเท่ากับ 76 เปอร์เซ็นต์ 70.33 เปอร์เซ็นต์
69.67 เปอร์เซ็นต์ และ 62.67 เปอร์เซ็นต์ ตามลําดับ (Table 8)
Table 6 Variation on seed viability and vigor of Cinnamomum porrectum seed among three
different presowing treatments.
Treatments Total Germination Germination Rate germination
Germination percentage value (GV.) (R .)
50
(TG.)
c
d
b
Control 0.0008 0.08 d 0.0001 10.90
c
b
b
c
Presowing treatment No.1 0.0825 8.24 0.07 14.90
b
b
b
b
Presowing treatment No.2 0.2133 21.33 0.254 17.09
a
a
a
a
Presowing treatment No.3 0.7033 70.33 2.342 12.45
** The same letter in each row were not significantly different (Least – Signifant Different, P < 0.05)
32
Table 7 Variation on seed germination of Cinnamomum porrectum seed in different germination
medias, determined by total germination, germination value and rate germination.
Germination medias Total Germination Germination Rate germination
Germination percentage value (GV.) (R .)
50
(TG.)
a
a
a
Burnt rice husk 0.299 29.90 a 0.812 10.52
a
ab
a
ab
Coconut husk 0.265 26.5 0.693 12.14
bc
a
b
a
Sand 0.223 22.3 0.587 11.88
c
a
c
a
Filter paper 0.203 20.3 0.551 10.79
** The same letter in each row were not significantly different (Least – Signifant Different, P < 0.05)
Table 8 Variation on seed viability and vigor of Cinnamomum porrectum seed by using
presowing treatment No.3 in varos germination medias.
Germination medias Total Germination Germination Rate germination
Germination percentage value (GV.) (R .)
50
(TG.)
a
a
a
Burnt rice husk 0.7600 76.00 a 0.812 10.52
a
ab
a
ab
Coconut husk 0.7033 70.33 0.693 12.14
a
b
bc
a
Sand 0.6933 69.33 0.587 11.88
a
a
b
c
Filter paper 0.6267 62.67 0.551 10.79
** The same letter in each row were not significantly different (Least – Signifant Different, P < 0.05)
่
เมือพิจารณาถึงค่าเจอร์มิเนชนแวลู (Germination value) พบว่า การปฏิบัติต่อเมล็ด
ั่
ั่
ก่อนนําไปเพาะโดยวิธีการต่าง ๆ จะส่งผลต่อค่าเจอร์มิเนชนแวลูที่มีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติยิ่ง P < 0.001 (Table 5) โดยวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนไปเพาะโดยการผ่า
ซีกเมล็ด (presowing treatment No.3) ส่งผลให้ค่าเจอร์มิเนชนแวลูที่สูงที่สุด (GV เท่ากับ
ั
2.342) เมื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติด้วยวิธีอื่น ๆ หรือไม่ปฏิบัติวิธีใด ๆ กับเมล็ดก่อนเอาไปเพาะ
(Table 6) ค่าเจอร์มิเนชนแวลู เป็นค่าผสมผสานกันของค่าเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดและค่า
ั่
ั่
ความเร็วในการงอกของเมล็ดไม้ เมล็ดที่งอกได้มากและงอกได้เร็วจะให้ค่าเจอร์มิเนชนที่สูงกว่า
ซึ่งแสดงถึงเมล็ดที่แข็งแรงกว่า (Figure 11) ทั้งนี้การผ่าครึ่งเมล็ดก่อนนําไปเพาะแบบไม่มี
33
ทิศทางในการผ่า จะส่งผลต่อการงอกแตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการกระทําใดๆ ให้เปลือก
เมล็ดแตกก็จะสามารถทําให้เมล็ดมีการงอกเพิ่มขึ้นได้มากน้อยตามวิธีการที่ต่างกันไป
สําหรับวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนนําไปเพาะโดยการผ่าซีกเมล็ดแล้วเพาะในวัสดุเพาะ
ที่ต่างกัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (Table 5) โดยการปฏิบัติต่อเมล็ด
(presowing treatment No.3) มีค่าเจอร์มิเนชั่นมากที่สุดเมื่อเพาะในแกลบเผา ขุยมะพร้าว ทราย
ั่
และ กระดาษกรอง จะให้ค่าเจอร์มิเนชนแวลูเท่ากับ 2.706, 2.399, 2.164 และ 2.099
ตามลําดับ (Table 7)
Figure 11 Growth difference in seedling with different seed presowing treatments,
treatment No.3 (left), and treatment No.2 (right).
เมือพิจารณาถึงค่าอัตราการงอก (Rate of germination, R ) พบว่า ปัจจัยแสงไม่มีผล
่
50
ต่อการงอกของเมล็ด แต่การงอกของเมล็ดจะมีผลต่อวัสดุเพาะที่ต่างกัน และมีผลต่อวิธีการ
เพาะเมล็ดที่ต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (Table 9) สําหรับการปฏิบัติต่อเมล็ด
ก่อนนําไปเพาะโดยวิธีต่าง ๆ นั้นจะให้ค่าอัตราการงอกแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญยิ่ง
(P < 0.001) (Table 9) โดยวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนนําไปเพาะโดยการผ่าซีกเมล็ด
(presowing treatment No.3) จะให้ค่าอัตราการงอกเกิน 50 % ในจํานวนวันที่น้อย เมื่อเทียบกับ
วิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดโดยวิธีอื่น ๆ กับเมล็ด (Table 5) ยกเว้นวิธีไม่ปฏิบัติต่อเมล็ดหรือเมล็ด
ควบคุม (control) ค่า R เป็นระยะเวลา (จํานวนวันฉลี่ย) ที่เมล็ดสามารถงอกได้ครึ่งหนึ่งของ
50
้
การงอกทั้งหมด ค่าอัตราการงอกที่น้อยแสดงถึงเมล็ดที่จะใชเวลาในการงอกเร็ว กล่าวคือ
เมล็ดจะงอกได้เร็ว แสดงถึงความแข็งแรง ความมีพลังในการงอกสูง (Germination energy)
แม้ว่าวิธีไม่ปฏิบัติต่อเมล็ดหรือเมล็ดควบคุม จะมีค่า R น้อยสุดแต่ก็ไม่ได้มีพลังในการงอกสูง
50
34
่
จากผลการศึกษาเมือระยะเวลาผ่านไป 30 วัน นํามาเปรียบเทียบกับค่าเปอร์เซ็นต์การงอก
่
ทั้งหมด วิธีการไม่ปฏิบัติต่อเมล็ด มีเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดน้อยที่สุด อาจจะเนืองมาจาก
รากสามารถงอกมาจากเมล็ดได้แต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นต้นกล้าต่อไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ลักษณะจําเพาะของเมล็ดที่ค่อนข้างแข็งการปฏิบัติต่อเมล็ดด้วยวิธีใด ๆ จึงอาจส่งผลให้เทคนิค
การเพาะเมล็ดประสบความสําเร็จมากยิ่งขึ้น โดยค่า R เป็นค่าที่ใชจํานวนเมล็ดที่งอกทั้งหมด
้
50
้
เป็นฐานในการคิดจํานวนวันที่ใชในการงอกนั้น ในบางกรณีก็ไม่สามารถนํามาใชในการ
้
เปรียบเทียบได้ จํานวนเมล็ดที่งอกในแต่ละทรีตเม้นท์ที่มีความแตกต่างกันมากเกินไป ไม่
สามารถนํามาเปรียบเทียบหาความแข็งแรงได้โดยวิธีนี้ได้ ดังนั้นการพิจารณาเปรียบเทียบหา
ความแตกต่างควรพิจารณาค่าเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดและค่าเจอร์มิเนชนแวลู มาร่วมใชใน
้
ั่
การประกอบพิจารณาด้วย
โดยจาก Table 8 แสดงให้เห็นว่า การนําวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะโดยการผ่าซีก
เมล็ด แล้วนําไปเพาะในวัสดุเพาะที่ต่างกัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ จากผล
การศึกษาเมล็ดจะใชเวลาในการงอกได้ 50 เปอร์เซ็นต์ของการงอกทั้งหมดเฉลี่ย 11.01 –
้
13.79 วัน
Table 9 Analysis of variance in vigor of Cinnamomum porrectum seeds, determined by total
Rate of germination (R )
50
Source of variation D.F S.S M.S P-value
Replication 2 28.08 14.04
NS
Light 1 00.08 00.08 0.625
Residual 2 00.48 00.24
Media 3 45.75 15.25 0.374 NS
Pretreatment 3 3,745.65 1,248.55 <0.001**
Media x light 3 160.15 53.38 0.016*
Pretreatment x light 3 187.09 62.36 0.008**
Pretreatment x media 9 127.31 14.15 0.465 NS
NS
Pretreatment x media x light 9 165.98 18.44 0.267
Residual 60 865.18 14.42
Total 95 5,325
NS
Non Significant at *Significant difference at 95% **Significant difference at 99%
35
2. การผลิตกล้าไม้เทพทาโรพันธุ์ดีจากการปักช า
จากการที่ได้ดําเนินการขยายพันธุ์แม่ไม้ที่คัดเลือกไว้ มาจัดสร้างเป็นสวนผลิตกิ่ง ด้วย
ํ
วิธีแบบไม่อาศัยเพศ 2 วิธี คือการตอนกิ่ง และตัดชารากที่มีกล้าแตกขึ้นมา เปรียบเทียบวิธีการ
ทั้งสอง พบว่าหลังจากที่ผลิตเป็นกล้าไม้ได้แล้วนําไปปลูกลงแปลง ปรากฏว่าต้นไม้ที่เกิดจาก
การขยายพันธุ์ทั้ง 2 วิธีมีอัตราการรอดตายสูง แต่ต้นที่มาจากกิ่งตอนมีความสามารถในการ
เติบโตมากกว่ากล้าที่มาจากรากเล็กน้อย แต่เมื่อทําการตัดแต่งกิ่งหลังการปลูกไปแล้ว 1 ปีเพื่อ
ํ
ผลิตกิ่งสําหรับการปักชา ต้นพันธุ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์ทั้ง 2 วิธี ผลิตกิ่งได้ไม่แตกต่างกัน
้
(Figure 12) แสดงว่าการขยายพันธุ์แม่ไม้เทพทาโรที่คัดเลือกไว้ สามารถทําได้ทั้ง 2 วิธี จะใชวิธี
ไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความสะดวก ซึ่งทั้ง 2 วิธีมีความยากง่ายในการปฏิบัติ ข้อดี และ
ข้อเสียแตกต่างกันดังแสดงใน Table 10
Figure 12 Hedge orchard of Cinnamomum porrectum for cutting materials (a) comparison
between layering plants and plants sprouting from root section (b) and shoot
harvesting for rooted cutting.
36
Table 10 Some advantages and disadvantages of 2 vegetative propagation methods for
Cinnamomum porrectum hedge orchard establishment.
Propagation method advantages disadvantages
Layering 1. Successfully applied to 1. It is more difficult and dangerous to
every plus tree. operate layering on the tree crown.
2. after rooting,seedling 2. It takes some time to root.
grows faster the other 3. Some trees are difficult to root.
method 4. It is necessary to go back to the tree to
look after the layering branches and to
cut the rooted branches later.
Sprouting Root 1. Easier and safer to 1. During the surveying, not all trees
operate than layering. have sprouting root.
2. Once there are sprouts 2. It some cases digging root could
on the roots, complete tedious.
seedlings could be 3. Skills and experiences are reguired
obtained right away. in root digging.
2.1 ลักษณะการแตกรากของกิ่งปักช าไม้เทพทาโร
หลักจากการปักชํากิ่งเทพทาโร 45 วัน พบว่ากิ่งปักชําส่วนใหญ่ยังมีลักษณะเขียว
่
สดและมีใบติดอยู่และมียอดแตกใหม่ (Figure 13a) เมือดูใต้ถาดจะเห็นรากโผล่ออกทางใต้ถาด
ํ
่
บางส่วน เมือลองถอนกิ่งปักชาดูพบว่า บางส่วนเริ่มออกรากแล้ว ลักษณะรากที่แตกออกมา
ํ
เป็นรากแขนงค่อนข้างแข็งแรง มีหลายรากออกมารอบๆ โคนกิ่ง โผล่พันวัสดุปักชาออกมา
(Figure 13b, 13c) แต่มีบางส่วนที่มีใบติดอยู่แต่ไม่เกิดราก โดยเฉพาะกิ่งปักชาในวัสดุที่เป็น
ํ
แกลบเผา กิ่งยังสดแตกยอดแต่ไม่แตกราก (Figure 13d)
37
Figure 13 shoot sprout after cutting (a) and rooted after 1 – 2 months (b and c)
some cuttings especially in burnt rice husk medium produced new shoot but
no root (d)
2.2 ส่วนของกิ่งต่อการแตกรากของกิ่งปักช า
จากการเปรียบเทียบลักษณะกิ่ง 2 ส่วน ที่เป็นปลายยอดกับส่วนที่ถัดลงมา ต่อ
ํ
การแตกรากของกิ่งปักชํา พบว่า ส่วนของกิ่งมีอิทธิพลต่อการแตกรากของกิ่งปักชาไม้เทพทาโร
เมือนํามาวิเคราะห์ความแปรปรวนทางสถิติพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญยิ่ง ( P <
่
0.0001) โดยกิ่งที่มีส่วนของปลายยอดมีเปอร์เซ็นต์การแตกรากเฉลี่ยถึง 50.78 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง
มากกว่าส่วนที่ถัดลงมาที่มีการแตกรากเพียง 40.36 เปอร์เซ็นต์ (Table 11) สอดคล้องกับการ
ทดลองการงานวิจัยเกี่ยวกับไม้สักของ คณิต และสาโรจน์ (2545) ที่พบว่าส่วนยอดจะมีการ
แตกรากดีกว่าส่วนล่าง ๆ ลงมาซึ่งเป็นไม้ที่แก่กว่า แต่ตรงข้ามกับ สุนันทา และคณะ (2539)
ํ
ศึกษาการแต่งกิ่งโดยทําการตัดชาแบบข้อเดียว (One-node cutting) จากส่วนต่างๆ ได้แก่ ส่วน
ํ
ปลายยอด ข้อที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 พบว่ากิ่งชาที่ได้จากส่วนของกล้าไม้สักที่ใกล้กับคอรากมาก
ที่สุด จะให้เปอร์เซ็นต์การแตกรากสูงสุด
38
Table 11 Average rooting percentages of two Cinnamomum porrectum cutting types
Cutting types Average rooting
a
Terminal shoot 50.78
b
Lower shoot part 40.36
** The same letter in each row were not significantly different (Least – Signifant Different, P < 0.05)
2.3 วัสดุปักช ากับการแตกรากของกิ่งปักช า
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าวัสดุปักชามีอิทธิพลอย่างมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติ
ํ
วัสดุปักชําที่เป็นส่วนผสมของทรายและขุยมะพร้าวเป็นวัสดุที่มีเปอร์เซ็นต์การแตกรากเฉลี่ยสูง
ที่สุดที่ 78.13 เปอร์เซ็นต์ (Table 12) ในขณะที่ ทราย ขุยมะพร้าว และแกลบเผา มีค่าเฉลี่ย
เปอร์เซ็นต์การแตกรากของกิ่งปักชาแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญโดยมีการแตกรากเฉลี่ย
ํ
55.73, 40.10 และ 8.33 เปอร์เซ็นต์ ตามลําดับ การที่เปอร์เซ็นต์การแตกรากของกิ่งปักชาใน
ํ
ขี้เถ้าแกลบต่ํากว่าวัสดุอื่นๆ อย่างมาก อาจจะเนื่องจากค่า pH ที่สูงจนเป็นด่างของขี้เถ้าแกลบ
Table 12 Average rooting percentages of two Cinnamomum porrectum cutting types when
using various types of rooting media.
Mixture of Burnt Rice husk
Cutting types Sand Burnt Rice husk Coconut husk
Coconut husk
Terminal shoot 61.46 10.42 44.79 86.46
Lower shoot part 50.00 6.25 35.42 69.79
d
c
a
b
Average 55.73 8.33 40.10 78.13
** The same letter in each row were not significantly different (Least – Signifant Different, P < 0.05)
2.4 อิทธิพลร่วมของส่วนของกิ่งกับวัสดุปักช าต่อการแตกรากของกิ่งปักช า
ํ
ํ
ส่วนของกิ่งปักชาไม่มีอิทธิพลร่วมกันกับวัสดุปักชา ในการแตกรากของกิ่งปักชา
ํ
ถึงแม้ว่ากิ่งปักชาทั้ง 2 ส่วน จะมีการแตกรากที่แตกต่างกันแต่แสดงลักษณะการแตกรากใน
ํ
วัสดุปักชําต่าง ๆ ไปในทิศทางเดียวกันในวัสดุปักชําที่แตกรากน้อยก็แตกรากได้น้อยทั้ง 2 ส่วน
39
3. การเจริญเติบโตของไม้เทพทาโร
จากการศึกษาถึงอัตราการเจริญเติบโตและการรอดตายของไม้เทพทาโรที่ปลูกในพื้นที่
ทดลองของสถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อําเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า
่
เมื่อเทพทาโรอายุ 4 ปี กล้าไม้ที่ปลูกในพื้นที่เปิดโล่งมีอัตราการรอดตาย 54 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมือ
เปรียบเทียบกับแปลงปลูกภายใต้เรือนยอดของต้นไม้กระถินณรงค์ พบว่ามีการรอดตายเหลือ
่
เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ทั้งนี้อาจเนืองมาจากกล้าไม้เทพทาโรมีความต้องการแสงค่อนข้าง
่
่
สูงในระยะแรกของการเจริญเติบโต และเมือพิจารณาอัตราการรอดตายตลอดชวงเวลาของ
การศึกษา (Table 13 และ Figure 14) ในชวงปีแรก (พ.ศ.2551 – 2552) กล้าไม้จะมีอัตราการ
่
ตายค่อนข้างสูง อัตราการการตายของกล้าไม้จากทั้งสองพื้นที่ใกล้เคียงกัน คือ 57 และ 56
่
เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่ปลูกภายใต้เรือนยอดและพื้นที่เปิดโล่งตามลําดับ ซึ่งอาจเป็นผลเนืองมาจาก
ไม้เทพทาโรเป็นไม้ที่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าดิบชื้นโดยเฉพาะทางภาคใต้ของ
ประเทศ ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีปริมาณน้ําฝนรายปีเฉลี่ยสูง (>1,600 มิลลิเมตรต่อปี) รวมถึง
ความชื้นสัมพัทธ์ที่ค่อนข้างสูงตลอดทั้งปี ดังนั้นการนํากล้าไม้เทพทาโรมาปลูกในพื้นที่จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ปริมาณน้ําฝนเฉลี่ยรายปีเพียง 1,100 - 1,200
มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น ส่งผลให้กล้าไม้ไม่สามารถทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้และล้มตายใน
ที่สุด (Figure 14) แต่หากเป็นการปลูกใต้ร่มเงาไม้อื่นหรือไม้พี่เลี้ยงพบว่า กล้าไม้สามารถรอด
ตายได้ดีขึ้นในระยะแรกเนืองจากไม้พี่เลี้ยงที่ขึ้นอยู่แผ่เรือนยอดปกคลุม ป้องกันความร้อนของ
่
่
กล้าไม้จากากรสัมผัสแดดโดยตรง อีกทั้งไม้พี่เลี้ยงยังชวยรักษาความชื้นของอากาศและดิน ทั้ง
จากการปกคลุมของเรือนยอดนอกจากนี้ซากพืชที่ร่วงหล่นปกคลุมดินยังมีการปลดปล่อยธาตุ
อาหารและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินได้อีกด้วย เมือเปรียบเทียบอัตราการรอดตายของ
่
กล้าไม้เทพทาโรที่ปลูกในพื้นที่ของสถานีวนวัฒนวิจัยสงขลาพบว่า กล้าไม้มีอัตราการรอดตาย
่
สูงถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เนืองจากในพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณที่พบไม้เทพทาโรขึ้นอยู่ตาม
ุ่
ธรรมชาติ สภาพอากาศมีความชมชื้นและปริมาณน้ําฝนสูงถึง 1,700 มิลลิเมตรต่อปี ปัจจัย
แวดล้อมต่างๆเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไม้เทพทาโรเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามในระยะ
สองปีถัดมา (พ.ศ.2552 – 2554) กลับพบว่ากล้าไม้ที่ปลูกภายใต้เรือนยอดของไม้กระถินณรงค์
กลับมีอัตราการตายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเหลือการรอดตายของกล้าไม้เพียง 3
เปอร์เซ็นต์ ในที่สุด ในขณะที่กล้าไม้ในพื้นที่เปิดโล่งกลับพบว่ามีกล้าไม้ตายเพิ่มขึ้นอีกไม่มากนัก
่
โดยพบว่าในชวงเวลาดังกล่าว มีอัตราการตายเพิ่มขึ้นเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่งผลให้ในปี
พ.ศ. 2544 เหลือกล้าไม้ในพื้นที่เปิดโล่งถึง 54 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าแท้จริงแล้วกล้า
ไม้เทพทาโรมีความต้องการร่มเงาปกคลุมแต่เพียงในระยะแรกเท่านั้น แต่เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้แล้ว
40
การปกคลุมของเรือนยอดกลับส่งผลให้กล้าไม้มีอัตราการตายเพิ่มสูงขึ้นมาก
Table 13 Growth of Cinnamomum porrectum between 1-4 year-old planted at Kuiburi
district Prachuap Khirikhan province
under canopy Bare plot
Year Survival DO DBH H Survival DO DBH H
(%) (cm) (cm) (m) (%) (cm) (cm) (m)
2551 100 0.98 0 18.11 100 0.96 0 17.54
2552 57 1.2 0 23.15 56 1.24 0 19.33
2553 43 0.78 0.13 46.1 55 1.46 0.09 76.16
2554 3 3.74 1.76 214.60 54 2.55 1.08 131.17
Figure 14 Survival rate of Cinnamomum porrectum seedling between 2551 - 2554
กล้าไม้เทพทาโรที่ปลูกในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีอัตราการเจริญเติบโตที่ไม่ดีนักเมือ
่
เทียบกับกล้าไม้ที่ปลูกในจังหวัดสงขลา กล่าวคือ พบว่ากล้าไม้อายุ 4 ปี ที่ปลูกในพื้นที่โล่งและ
ภายใต้เรือนยอดไม้กระถินณรงค์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโคนต้น 2.55 และ 3.74 เซนติเมตร
ตามลําดับ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกเฉลี่ย 1.08 และ 1.76 เซนติเมตร ตามลําดับ และมี
ความสูงของกล้าไม้เฉลี่ย 1.31 และ 2.14 เมตร ตามลําดับ (Figure 15 Figure 16 และ Figure
17 ) เป็นที่น่าสังเกตว่าจากผลการศึกษาในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล้าไม้ที่ปลูกในพื้นที่
ทั้ง 2 รูปแบบ ให้อัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกันทั้งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโคนต้น ขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางเพียงอกและความสูงทั้งหมดของกล้าไม้ แม้ว่ากล้าไม้ในพื้นที่ปลูกร่วมกับ
กระถินณรงค์จะมีกล้าไม้เหลืออยู่เพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นความหนาแน่นที่ต่ํากว่า
แปลงเปิดโล่งค่อนข้างมาก ซึ่งน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากกล้าไม้ปลูกด้วยระยะปลูกที่ค่อนข้าง
กว้างคือ 4 x 4 เมตร ประกอบกับการเติบโตทั้งทางเรือนยอด และเรือนรากของกล้าไม้อายุ
41
เพียง 4 ปี ยังไม่ก่อให้เกิดการแก่งแย่งปัจจัยในการเติบโตระหว่างกล้าไม้ที่ขึ้นอยู่ด้วยกันดังนั้น
การปลูกกล้าไม้ด้วยระยะปลูกดังกล่าวจะสามารถลดการแก่งแย่งปัจจัยในการเติบโตระหว่าง
่
กล้าไม้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงอาจสรุปได้ว่าไม่มีความจําเป็นในการตัดสางขยายระยะในชวง 4-5
ปีแรกแต่อย่างใด จากผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้น สามารถกล่าวยืนยันได้ว่าการปลูกไม้
เทพทาโรในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะมีสภาพอากาศแห้งแล้ง ใน
่
ระยะแรกจําเป็นต้องปลูกในรูปแบบผสมผสานร่วมกับไม้อื่นๆ เพื่อชวยให้กล้าไม้สามารถตั้งตัว
่
ํ
่
ได้ในระยะแรก เชนเดียวกับเอกสารแนะนําเรืองการปลูกไม้เทพทาโรของสถานีเพาะชากล้าไม้
จังหวัดพังงา (2546) ได้กล่าวว่า ไม้เทพทาโรสมควรที่จะปลูกสร้างสวนป่าในที่ที่มีความชมชื้น
ุ่
เพียงพอเพราะเทพทาโรจะชอบขึ้นอยู่บนเขาในป่าดงดิบ พบมากที่สุดทางภาคใต้ อาจจะปลูกใต้
ร่มไม้อื่นหรือปลูกเป็นไม้แซมสวนป่า หรือปลูกพืชจําพวกกล้วยน้ําว้า เป็นพืชพี่เลี้ยงแซมลงไป
ให้มีรายได้ในช่วง 2 – 3 ปีแรก
Figure 15 Diameter at ground level of Cinnamomum porrectum seedling between
2551 – 2554
Figure 16 Diameter at breast height of Cinnamomum porrectum seedling between
2551 - 2554