The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-11-02 02:09:01

การประเมินผลผลิตและคาร์บอน2562

83 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา


ของปาชนิดอื่นที่มีลักษณะคลายคลึงกัน เชน การประมาณมวลชีวภาพของปาดิบเขาอาจเลือกใช


สมการของ Tsutsumi (1983) ซึงเปนปาไมผลัดใบเหมือนกัน หรือ การประมาณมวลชีวภาพในปาเต็งรัง
อาจเลือกใชสมการประมาณมวลชีวภาพปาผลัดใบของ Ogawa et al. (1965) จะใหคาใกลเคียงกวา

การเลือกใชสมการของปาไมผลัดใบ


2.2.2 การประมาณผลผลิตสวนปา


สวนปาที่ปลูกสรางขึ้นมักปลูกเปนพืชเชิงเดี่ยว ซึงในปจจุบันมีสวนปาหลากหลายชนิดและ
หลายชั้นอายุ โดยมีนักวิชาการหลายทานไดสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพไวหลายชนิด

การเลือกใชสมการตองคํานึงถึงปจจัยหลายอยาง ไดแก ชนิดของพันธุไม อายุ ระยะปลูก สภาพแวดลอม

ของพื้นที่และการเติบโต ใหใกลเคียงกับสวนปาทีตองการประมาณผลผลิตมากที่สุด จึงจะใหคาใกลเคียง
ความเปนจริง

2.2.2.1 การประมาณปริมาตรลําตน


การประมาณปริมาตรไมในรูปของไมทอนหรือไมซุงนั้น จําเปนจะตองมีวิธีการที่จะคํานวณหา

ใหไดปริมาตรที่แทจริงหรือใกลเคียงความเปนจริงมากที่สุด การประมาณปริมาตรลําตนโดยใชวิธี stratified
clip technique (พงษศักดิ์, 2538) เพื่อจัดสรางสมการซึ่งเปนสูตรสําเร็จที่ใชในการประมาณปริมาตรลําตน

ของสวนปาโดยใชขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอกเปนตัวแปร และในกรณีที่ตองการความแมนยําเพิ่มขึน

อาจใชความสูงของตนไมที่วัดอยางถูกตองเปนตัวแปรรวมดวย ซึงไดมีการศึกษาโดยตัดตัวแทน

ตนไมชนิดตางๆ ในหลายชั้นอายุและหลายพื้นที่และนํามาจัดสรางสมการปริมาตรลําตนดังแสดง
ในตารางที่ 1.2.3–1.2.8


ดังที่ไดกลาวในตอนแรกแลววา รูปแบบการเติบโตของตนไม อยูในรูปของเสนโคงการเติบโต
(growth curve) ซึงจะแสดงใหเห็นถึงการเติบโตอยางตอเนื่องของตนไมแตละชนิด หากนําการเติบโตของ

ตนไม ไมวาจะเปนการเพิ่มขึ้นของขนาด ปริมาตร หรือน้ําหนัก มาสัมพันธกับการเปลี่ยนแปลงของเวลา

จะพบวาการเติบโตมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่คลายคลึงกัน คือมีลักษณะเปน sigmoid growth curve

ทั้งนี้ตนไมจะมีอตราการเติบโตในระยะตางๆ ตลอดวงจรชีวิตที่ไมเทากัน โดยจะแตกตางไปตามกลุมของ
ไมโตเร็ว โตปานกลาง และโตชา ทําใหปริมาตรลําตนแตกตางไปตามกลุมไมดวย (ตารางที่ 2.1)

กลุมไมโตเร็ว เชน ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสมีความเพิ่มพูนของปริมาตรลําตนแตกตางกันไป

ขึ้นกับระยะปลูกและสภาพพื้นที่ โดยความเพิ่มพูนของปริมาตรลําตนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ในชวงอายุ

1-10, 11-20 และ 21-32 ป มีความเพิ่มพูนปริมาตรลําตนรายปเฉลี่ยเทากับ 0.011, 0.016 และ 0.018
ลูกบาศกเมตรตอตนตอป (บพิตร และคณะ, 2559) สวนปายูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส อายุ 7 ป

ที่ระยะปลูก 2 x 3 เมตร ในทองที่อําเภอโปงน้ํารอน จังหวัดจันทบุรี มีความเพิ่มพูนปริมาตรลําตนรายป

เฉลี่ย 1.90 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป (สมชาย และ สุรชัย, 2539) สวนที่สวนปาลาดกระทิง
จังหวัดฉะเชิงเทรา พบวา สวนปายูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส อายุ 7 ป ที่ระยะปลูก 2 x 4 เมตร มีความเพิ่มพูน

ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา 84


ปริมาตรลําตนรายปเฉลี่ย 2.22 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป และอายุ 8 ป ที่ระยะปลูก 2 x 3 เมตร มีปริมาตร

ลําตน 2.16 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป (ชิงชัย และคณะ, 2538) ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส ที่กําแพงเพชร
อายุ 6 ป ระยะปลูก 1.5 x 3 เมตร มีปริมาตรลําตน 1.32 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป (บพิตร และคณะ,

2559) ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสที่ปลูกในสภาพพื้นที่ตางกัน อายุตางกัน ระยะปลูกตางกัน ตลอดจน

คุณภาพทางพันธุแตกตางกัน มีผลทําใหปริมาตรลําตนแตกตางกันดวย

การประมาณปริมาตรลําตนใตเปลือกของสนคาริเบียที่ชั้นอายุตางๆ ไดแก 6, 9, 18 และ 29 ป

ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม เฉลี่ย 0.42, 0.65, 2.02 และ 1.23 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป (ตารางที่ 2.1 และ

ภาพที่ 2.7) อัตราความเพิ่มพูนของปริมาตรลําตนมีแนวโนมเพิ่มขึ้นตามอายุ อยางไรก็ตาม พันธุกรรมและ
ถิ่นกําเนิดมีผลตอการเติบโตของตนไม สนคาริเบียอายุ 18 ป ปลูกโดยใชเมล็ดพันธุดี (ถิ่นกําเนิด Limones

ประเทศ Honduras) ที่ผานการทดสอบแลววาเติบโตดีในพื้นที่ระดับสูงของประเทศไทย (Granhof, 1983)

นอกจากจะเปนพันธุที่มีการเติบโตดีและมีลักษณะทั่วไปดีแลวยังผานการปรับตัวใหเขากับสภาพแวดลอม
ของประเทศไทยไดดีดวย ตางจากสนคาริเบียอายุ 29 ป ที่นําเมล็ดจากตางประเทศหลายถิ่นกําเนิด

เขามาปลูกโดยตรง ซึ่งบางถิ่นกําเนิดอาจไมเหมาะกับสภาพแวดลอมในประเทศไทย


นอกจากนี้ สภาพแวดลอมและการวางแผนการปลูกก็เปนปจจัยสําคญที่ทําใหสนคาริเบียเติบโต

แตกตางกัน สงผลตอผลผลิตเนื้อไม จากการเปรียบเทียบแปลงสนคาริเบียอายุ 29 ป ที่ปลูกในพื้นที่ตางกัน



พบวา สนคาริเบียที่ดงลาน ขอนแกน โตดีที่สุด (อตราความเพิมพูนของปริมาตร 2.58 ลูกบาศกเมตรตอไร
ตอป ความหนาแนน 85 ตน/ไร ระยะปลูก 3 x 3 เมตร) รองลงมาคือ หนองคู สุรินทร (1.67 ลูกบาศกเมตร
ตอไรตอป ความหนาแนน 80 ตน/ไร ระยะปลูก 3 x 3 เมตร) อินทขิล และหวยบง จังหวัดเชียงใหม (1.54

และ 1.23 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป ความหนาแนน 66 และ 88 ตน/ไร ระยะปลูก 3 x 3 เมตร)

และโขงเจียม อุบลราชธานี (1.16 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป ความหนาแนน 48 ตน/ไร ระยะปลูก
3 x 6 เมตร) มีปริมาตรต่ําสุดเนื่องจากมีระยะปลูกกวางกวาพืนที่อื่น ทําใหมีความหนาแนนของตนไมนอย

(ภาพที่ 2.7) ดังนั้น การปลูกสนคาริเบียเพื่อตองการใชประโยชนเนื้อไมควรมีรอบตัดฟนไมเกิน 20 ป จะให

ผลผลิต 1.12-2.56 ลูกบาศกเมตรตอไรตอป ที่ระยะปลูก 3 x 3 เมตร (เริงชัย, 2527) ทั้งนี้ ขึ้นกับ
การคัดเลือกพันธุที่ดี มีการจัดการดี และปลูกในสภาพแวดลอมที่เหมาะสมจึงจะใหผลผลิตสูง



หนองคู สุรนทร 29 ป ี 1.67

โขงเจียม อุบลราชธานี 29 ป ี 1.16
ดงลาน ขอนแก่น 29 ป ี 2.58
อินทขิล เชียงใหม่ 29 ป ี 1.54
หวยบง เชียงใหม่ 29 ป ี 1.23

หวยบง เชียงใหม่ 18 ป ี 2.02

บ่อแกว เชียงใหม่ 9 ป ี 0.65

อินทขิล เชียงใหม่ 6 ป ี 0.42





ปรมาตรใตเปลือก (ลบ.ม./ไร/ป) ี

ี่
ภาพท 2.7 ปริมาตรลําตนของไมสนคาริเบียอายุตางกันและปลูกในพื้นที่ตางกัน

85 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา


2.2.2.2 การประมาณมวลชีวภาพสวนปา


การประมาณผลผลิตสวนปาในรูปมวลชีวภาพหรือน้ําหนักแหง จะใชในการประมาณการ

กักเก็บคารบอนในสวนปาเพื่อขายคารบอนเครดิต หรือดานพลังงาน การประมาณมวลชีวภาพสวนปา
เปนการหาน้ําหนักแหงของสวนตางๆ ของตนไม ไดแก ลําตน กิ่ง ใบ และราก ตอหนวยพื้นที่ โดยใช


วิธี stratified clip technique (พงษศักดิ์, 2538) เพื่อจัดสรางสมการซึงเปนสูตรสําเร็จที่ใชในการ
ประมาณมวลชีวภาพของสวนตางๆ ของตนไม และคํานวณหามวลชีวภาพรวมตอพื้นที่โดยใชขนาด
เสนผานศูนยกลางเพียงอกเปนตัวแปร และในกรณีที่ตองการความแมนยําเพิ่มขึ้น อาจใชความสูงของตนไม

ที่วัดอยางถูกตองเปนตัวแปรรวมดวย ผลการตัดตัวแทนสนคาริเบียในหลายชั้นอายุและหลายพื้นที่ไดนํามา

จัดสรางสมการมวลชีวภาพของสวนตางๆ ของตนไม ดังแสดงในตารางที่ 1.3.2-1.3.11

การเติบโตและมวลชีวภาพของตนไมในสวนปายูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสที่สถานีวนวัฒนวิจัย

ราชบุรี เมื่ออายุ 1.5, 2 และ 3 ป แตกตางกันไปตามระยะปลูก โดยพบวา ที่อายุ 3 ป ระยะปลูก 1 x 1 เมตร
มีมวลชีวภาพสูงสุด 6.8 ตันตอไร และระยะปลูก 4 x 8 เมตร มีมวลชีวภาพต่ําสุด 1.08 ตันตอไร (ตารางที่

2.2) เนื่องจากระยะปลูกถี่มีจํานวนตนไมมากกวาระยะปลูกหาง และในชวงแรกไมยูคาลิปตัสยังมีชองวาง

ในการเติบโตอยางเต็มที่โดยไมเบียดบังแสงหรือแยงธาตุอาหารกัน นอกจากนี้ สภาพแวดลอมที่แตกตางกัน
ก็มีผลตอการเติบโตและมวลชีวภาพดวย เมื่อเปรียบเทียบการเติบโตและมวลชีวภาพของตนไมในสวนปา

ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสอายุ 5 ป ที่อินทขิล จังหวัดเชียงใหม ดงลาน จังหวัดขอนแกน และจังหวัดราชบุรี

พบวา ยูคาลิปตัสที่ขอนแกน ระยะปลูก 1 x 1 เมตร มีมวลชีวภาพสูงสุด 14.13 ตันตอไร และที่เชียงใหม
ระยะปลูก 2 x 2 เมตร มีมวลชีวภาพต่ําสุด 2.22 ตันตอไร (ตารางที่ 2.3)


การประมาณมวลชีวภาพของสนคาริเบียที่ชั้นอายุตางๆ ไดแก 6, 9, 18 และ 29 ป ในพื้นที่

จังหวัดเชียงใหม ขอนแกน และอุบลราชธานี พบวาอัตราความเพิ่มพูนของมวลชีวภาพมีแนวโนมเพิ่มขึ้น
ตามอายุ (ตารางที่ 2.1 และ ภาพที่ 2.8) โดยสนคาริเบียที่ปลูกในจังหวัดเชียงใหม อายุ 6, 9, และ 18 ป

มีมวลชีวภาพเหนือพื้นดินเฉลี่ย 0.34, 0.43 และ 1.41 ตันตอไรตอป และเมื่อเปรียบเทียบที่อายุ 29 ป

แตปลูกตางพื้นที่ พบวา สนคาริเบียที่ดงลาน ขอนแกน มีความเพิ่มพูนของมวลชีวภาพเหนือพื้นดินมากที่สุด
(1.91 ตันตอไรตอป) รองลงมาคือ ทรายทอง ประจวบคีรีขันธ (1.26 ตันตอไรตอป) หนองคู สุรินทร

(1.15 ตันตอไรตอป) อินทขิล จังหวัดเชียงใหม (0.98 ตันตอไรตอป) หวยบง จังหวัดเชียงใหม (0.83 ตัน

ตอไรตอป) และโขงเจียม อุบลราชธานี (0.66 ตันตอไรตอป) ตามลําดับ มวลชีวภาพของสวนปาขึ้นอยูกับ
ขนาดและความหนาแนนของตนไม ดังนั้น การเลือกพันธุที่ดีและสภาพแวดลอมที่เหมาะสม ยอมสงผลให

ตนไมมีการเติบโตดีและอัตรารอดตายสูง อีกทั้งการจัดการสวนปาดีจะสามารถเพิ่มพูนมวลชีวภาพสวนปา

ไดมากยิ่งขึ้น

ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา 86





ทรายทอง ประจวบคีรขันธ 29 ป ี 1.26



หนองคู สุรนทร 29 ป ี 1.15
โขงเจียม อุบลราชธานี 29 ป ี 0.66
ดงลาน ขอนแก่น 29 ป ี 1.91
อินทขิล เชียงใหม่ 29 ป ี 0.98
หวยบง เชียงใหม่ 29 ป ี 0.83



หวยบง เชียงใหม่ 18 ป ี 1.41
บ่อแกว เชียงใหม่ 9 ป ี 0.43

อินทขิล เชียงใหม่ 6 ป ี 0.34

มวลชีวภาพเหนือพื นดิน (ตัน/ไร/ป)




ภาพท 2.8 มวลชีวภาพเหนือพื้นดินของไมสนคาริเบียอายุตางกันและปลูกในพื้นที่ตางกัน
ี่

87

ตารางที่ 2.1 การเติบโต ปริมาตรไมใตเปลือก มวลชีวภาพ และการกักเก็บคารบอนของตนไมในสวนปาชนิดตางๆ



ระยะ ความ H (ม.) DBH (ซม.) ปริมาตรไม เหนือพื้นดิน (ตัน/ไร/ป) รวมเหนือและใตพื้นดิน (ตัน/ไร/ป)
อายุ
ชนิด สถานที่ ปลูก หนาแนน ใตเปลือก มวล มวล ดูด คาย
(ป) Mean MAI Mean MAI คารบอน คารบอน
(ม.) (ตน/ไร) (ม. /ไร/ป) ชีวภาพ ชีวภาพ CO 2 O 2
3
1. กลุมไมโตเร็ว
1.1 ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิส (Eucalyptus camaldulensis)
กําแพงเพชร 6 1.5 x 3 180 9.94 1.66 7.90 1.32 1.09 0.71 0.44 0.91 0.53 1.96 1.42
กําแพงเพชร 15 3 x 3 61 19.70 1.31 21.57 1.44 1.49 1.40 0.66 1.73 0.81 2.96 2.15

แมทะ ลําปาง 31 2 x 3 53 20.11 0.65 21.09 0.68 0.62 0.51 0.24 0.65 0.31 1.12 0.81
1.2 กระถินณรงค (Acacia auriculiformis)
กําแพงเพชร 7 3 x 3 59 12.72 1.82 12.93 1.85 0.80 0.64 0.30 0.77 0.36 1.34 0.97

2. กลุมไมโตปานกลาง ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา
2.1 สัก (Tectona grandis)
อินทขิล เชียงใหม 3 2 x 4 161 5.28 1.76 6.17 2.06 0.64 0.42 0.20 * * * *

อินทขิล เชียงใหม 5 2 x 4 156 11.50 2.30 11.45 2.29 1.59 1.07 0.51 1.28 0.60 2.21 1.61
อินทขิล เชียงใหม 6 2 x 4 192 9.69 1.61 10.14 1.69 1.06 0.84 0.46 1.23 0.67 2.45 1.78
อินทขิล เชียงใหม 9 2 x 4 188 10.97 1.22 10.82 1.20 0.88 0.64 0.29 0.81 0.37 1.36 0.99

กําแพงเพชร 8 2 x 4 165 8.99 1.12 9.68 1.21 0.65 0.44 0.26 0.69 0.37 1.36 0.99
หวยสม เชียงใหม 10 4 x 4 97 9.33 0.93 11.39 1.14 0.32 0.32 0.15 0.43 0.20 0.73 0.53
กําแพงเพชร 10 4 x 4 70 8.67 0.87 12.54 1.25 0.38 0.36 0.18 0.46 0.24 0.89 0.65
กําแพงเพชร 12 4 x 4 84 12.01 1.00 16.78 1.40 0.85 0.73 0.32 0.90 0.40 1.48 1.07

เชียงราย 12 4 x 4 92 13.89 1.16 17.29 1.44 1.36 1.41 0.70 1.58 0.79 2.89 2.10
บานแหง งาว ลําปาง 14 4 x 4 71 13.60 0.97 15.33 1.10 0.37 0.42 0.19 0.49 0.23 0.83 0.61
งาว ลําปาง 15 4 x 4 76 14.33 0.96 16.85 1.12 0.87 0.60 0.28 0.75 0.35 1.30 0.95

87

ตารางที่ 2.1 การเติบโต ปริมาตรไมใตเปลือก มวลชีวภาพ และการกักเก็บคารบอนของตนไมในสวนปาชนิดตางๆ



ระยะ ความ H (ม.) DBH (ซม.) ปริมาตรไม เหนือพื้นดิน (ตัน/ไร/ป) รวมเหนือและใตพื้นดิน (ตัน/ไร/ป)
อายุ
ชนิด สถานที่ ปลูก หนาแนน ใตเปลือก มวล มวล ดูด คาย
(ป) Mean MAI Mean MAI คารบอน คารบอน
(ม.) (ตน/ไร) (ม. /ไร/ป) ชีวภาพ ชีวภาพ CO 2 O 2
3
1. กลุมไมโตเร็ว
1.1 ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิส (Eucalyptus camaldulensis)
กําแพงเพชร 6 1.5 x 3 180 9.94 1.66 7.90 1.32 1.09 0.71 0.44 0.91 0.53 1.96 1.42
กําแพงเพชร 15 3 x 3 61 19.70 1.31 21.57 1.44 1.49 1.40 0.66 1.73 0.81 2.96 2.15

แมทะ ลําปาง 31 2 x 3 53 20.11 0.65 21.09 0.68 0.62 0.51 0.24 0.65 0.31 1.12 0.81
1.2 กระถินณรงค (Acacia auriculiformis)
กําแพงเพชร 7 3 x 3 59 12.72 1.82 12.93 1.85 0.80 0.64 0.30 0.77 0.36 1.34 0.97

2. กลุมไมโตปานกลาง ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา
2.1 สัก (Tectona grandis)
อินทขิล เชียงใหม 3 2 x 4 161 5.28 1.76 6.17 2.06 0.64 0.42 0.20 * * * *

อินทขิล เชียงใหม 5 2 x 4 156 11.50 2.30 11.45 2.29 1.59 1.07 0.51 1.28 0.60 2.21 1.61
อินทขิล เชียงใหม 6 2 x 4 192 9.69 1.61 10.14 1.69 1.06 0.84 0.46 1.23 0.67 2.45 1.78
อินทขิล เชียงใหม 9 2 x 4 188 10.97 1.22 10.82 1.20 0.88 0.64 0.29 0.81 0.37 1.36 0.99

กําแพงเพชร 8 2 x 4 165 8.99 1.12 9.68 1.21 0.65 0.44 0.26 0.69 0.37 1.36 0.99
หวยสม เชียงใหม 10 4 x 4 97 9.33 0.93 11.39 1.14 0.32 0.32 0.15 0.43 0.20 0.73 0.53
กําแพงเพชร 10 4 x 4 70 8.67 0.87 12.54 1.25 0.38 0.36 0.18 0.46 0.24 0.89 0.65
กําแพงเพชร 12 4 x 4 84 12.01 1.00 16.78 1.40 0.85 0.73 0.32 0.90 0.40 1.48 1.07

เชียงราย 12 4 x 4 92 13.89 1.16 17.29 1.44 1.36 1.41 0.70 1.58 0.79 2.89 2.10
บานแหง งาว ลําปาง 14 4 x 4 71 13.60 0.97 15.33 1.10 0.37 0.42 0.19 0.49 0.23 0.83 0.61
งาว ลําปาง 15 4 x 4 76 14.33 0.96 16.85 1.12 0.87 0.60 0.28 0.75 0.35 1.30 0.95

ตารางที่ 2.1 (ตอ)



ระยะ ความ H (ม.) DBH (ซม.) ปริมาตรไม เหนือพื้นดิน (ตัน/ไร/ป) รวมเหนือและใตพื้นดิน (ตัน/ไร/ป)
อายุ
ชนิด สถานที่ ปลูก หนาแนน ใตเปลือก มวล มวล ดูด คาย
(ป) Mean MAI Mean MAI คารบอน คารบอน
3
(ม.) (ตน/ไร) (ม. /ไร/ป) ชีวภาพ ชีวภาพ CO 2 O 2

2.2 สนคาริเบย (Pinus caribaea)
อินทขิล เชียงใหม 6 1.5 x 3 149 6.58 1.10 8.14 1.36 0.42 0.34 0.16 0.41 0.19 0.70 0.51
บอแกว เชียงใหม 9 3 x 3 114 13.20 1.47 12.80 1.42 0.65 0.43 0.20 0.53 0.25 0.91 0.66
หวยบง เชียงใหม 18 3 x 3 138 20.59 1.14 20.97 1.17 2.02 1.41 0.69 1.72 0.82 3.00 2.18
หวยบง เชียงใหม 29 3 x 3 88 21.08 0.73 25.63 0.88 1.23 0.83 0.35 1.26 0.52 1.91 1.39
อินทขิล เชียงใหม 29 3 x 3 66 23.79 0.82 28.07 0.97 1.54 0.98 0.57 * * * *
ดงลาน ขอนแกน 29 3 x 3 85 28.65 0.99 30.63 1.06 2.58 1.91 1.10 2.38 1.35 4.96 3.61
โขงเจียม อุบลราชธานี 29 3 x 6 48 21.19 0.73 29.96 1.03 1.16 0.66 0.35 * * * *
หนองคู สุรินทร 29 3 x 3 80 21.58 0.74 27.81 0.96 1.67 1.15 0.64 * * * * ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา
ทรายทอง 29 3 x 3 65 25.86 0.89 24.86 0.86 * 1.26 * * * * *

2.3 สนโอคารปา (Pinus oocarpa)
อินทขิล เชียงใหม 32 3 x 3 * 22.02 0.69 33.83 1.06 * * * * * * *

2.4 สนเทคูนูมานี่ (Pinus tecunumanii)
อินทขิล เชียงใหม 29 3 x 3 46 22.05 0.76 32.24 1.11 1.25 0.78 0.43 * * * *
3. กลุมไมโตชา
3.1 แดง (Xylia xylocarpa)
กําแพงเพชร 29 4 x 4 27 13.89 0.48 20.77 0.72 0.24 0.24 0.12 0.29 0.14 0.52 0.38
3.2 ตะเคียนทอง (Hopea odorata)
กําแพงเพชร 19 4 x 4 53 15.26 0.80 20.33 1.07 0.64 0.60 0.28 0.81 0.38 1.40 1.02

3.3 มะคาโมง (Afzelia xylocarpa)
อินทขิล เชียงใหม 8 3 x 3 144 6.87 0.86 6.78 0.85 0.58 0.45 0.21 0.52 0.24 0.89 0.64

หมายเหตุ การดูด CO 2 และ การคาย O 2 คํานวณจากคาการสะสมคารบอนทั้งหมด


88

ตารางที่ 2.1 (ตอ)



ระยะ ความ H (ม.) DBH (ซม.) ปริมาตรไม เหนือพื้นดิน (ตัน/ไร/ป) รวมเหนือและใตพื้นดิน (ตัน/ไร/ป)
อายุ
ชนิด สถานที่ ปลูก หนาแนน ใตเปลือก มวล มวล ดูด คาย
(ป) Mean MAI Mean MAI คารบอน คารบอน
3
(ม.) (ตน/ไร) (ม. /ไร/ป) ชีวภาพ ชีวภาพ CO 2 O 2

2.2 สนคาริเบย (Pinus caribaea)
อินทขิล เชียงใหม 6 1.5 x 3 149 6.58 1.10 8.14 1.36 0.42 0.34 0.16 0.41 0.19 0.70 0.51
บอแกว เชียงใหม 9 3 x 3 114 13.20 1.47 12.80 1.42 0.65 0.43 0.20 0.53 0.25 0.91 0.66
หวยบง เชียงใหม 18 3 x 3 138 20.59 1.14 20.97 1.17 2.02 1.41 0.69 1.72 0.82 3.00 2.18
หวยบง เชียงใหม 29 3 x 3 88 21.08 0.73 25.63 0.88 1.23 0.83 0.35 1.26 0.52 1.91 1.39
อินทขิล เชียงใหม 29 3 x 3 66 23.79 0.82 28.07 0.97 1.54 0.98 0.57 * * * *
ดงลาน ขอนแกน 29 3 x 3 85 28.65 0.99 30.63 1.06 2.58 1.91 1.10 2.38 1.35 4.96 3.61
โขงเจียม อุบลราชธานี 29 3 x 6 48 21.19 0.73 29.96 1.03 1.16 0.66 0.35 * * * *
หนองคู สุรินทร 29 3 x 3 80 21.58 0.74 27.81 0.96 1.67 1.15 0.64 * * * * ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา
ทรายทอง 29 3 x 3 65 25.86 0.89 24.86 0.86 * 1.26 * * * * *

2.3 สนโอคารปา (Pinus oocarpa)
อินทขิล เชียงใหม 32 3 x 3 * 22.02 0.69 33.83 1.06 * * * * * * *

2.4 สนเทคูนูมานี่ (Pinus tecunumanii)
อินทขิล เชียงใหม 29 3 x 3 46 22.05 0.76 32.24 1.11 1.25 0.78 0.43 * * * *
3. กลุมไมโตชา
3.1 แดง (Xylia xylocarpa)
กําแพงเพชร 29 4 x 4 27 13.89 0.48 20.77 0.72 0.24 0.24 0.12 0.29 0.14 0.52 0.38
3.2 ตะเคียนทอง (Hopea odorata)
กําแพงเพชร 19 4 x 4 53 15.26 0.80 20.33 1.07 0.64 0.60 0.28 0.81 0.38 1.40 1.02

3.3 มะคาโมง (Afzelia xylocarpa)
อินทขิล เชียงใหม 8 3 x 3 144 6.87 0.86 6.78 0.85 0.58 0.45 0.21 0.52 0.24 0.89 0.64

หมายเหตุ การดูด CO 2 และ การคาย O 2 คํานวณจากคาการสะสมคารบอนทั้งหมด


88

89

ตารางที่ 2.2 การเติบโตและมวลชีวภาพของตนไมในสวนปายูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสที่สถานีวนวัฒนวิจัยราชบุรีเมื่ออายุตางกัน



ระยะปลูก (ม.)
สถานที่ สถานะ อายุ (ป)
1 x 1 1 x 2 2 x 2 2 x 4 4 x 4 4 x 8

ราชบุรี ความสูง (ม.) 1.5 6.40 8.34 6.67 6.70 7.49 7.24


2 7.17 7.45 7.83 8.15 8.95 8.78
3 8.68 9.10 10.14 11.12 12.37 12.52

ขนาดเสนผานศูนยกลาง (ซม.) 1.5 3.31 3.74 4.39 4.91 6.00 5.92

2 3.72 4.25 5.08 5.89 6.95 6.91

3 4.57 5.32 6.58 8.16 9.70 10.35

มวลชีวภาพ (ตัน/ไร) 1.5 2.15 1.39 0.87 0.61 0.42 0.23 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา


2 3.16 2.13 1.46 1.02 0.89 0.43
3 6.80 3.85 3.77 2.95 2.05 1.08


ที่มา: วินัย (2536)

89

ตารางที่ 2.2 การเติบโตและมวลชีวภาพของตนไมในสวนปายูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสที่สถานีวนวัฒนวิจัยราชบุรีเมื่ออายุตางกัน



ระยะปลูก (ม.)
สถานที่ สถานะ อายุ (ป)
1 x 1 1 x 2 2 x 2 2 x 4 4 x 4 4 x 8

ราชบุรี ความสูง (ม.) 1.5 6.40 8.34 6.67 6.70 7.49 7.24


2 7.17 7.45 7.83 8.15 8.95 8.78
3 8.68 9.10 10.14 11.12 12.37 12.52

ขนาดเสนผานศูนยกลาง (ซม.) 1.5 3.31 3.74 4.39 4.91 6.00 5.92

2 3.72 4.25 5.08 5.89 6.95 6.91

3 4.57 5.32 6.58 8.16 9.70 10.35

มวลชีวภาพ (ตัน/ไร) 1.5 2.15 1.39 0.87 0.61 0.42 0.23 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา


2 3.16 2.13 1.46 1.02 0.89 0.43
3 6.80 3.85 3.77 2.95 2.05 1.08


ที่มา: วินัย (2536)

ตารางที่ 2.3 การเติบโตและมวลชีวภาพของตนไมในสวนปายูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสอายุ 5 ป ระยะปลูกตางๆ ในพื้นที่ตางกัน



ระยะปลูก (ม.)
อายุ (ป) สถานะ สถานที่
1 x 0.5 1 x 1 1 x 1.5 1 x 2 2 x 2

5 ความสูง (ม.) อินทขิล เชียงใหม 6.93 7.43 8.08 8.13 9.08

ดงลาน ขอนแกน 11.01 11.02 12.21 11.71 13.09


ราชบุรี 9.14 10.12 11.01 11.50 11.63
ขนาดเสนผานศูนยกลาง (ซม.) อินทขิล เชียงใหม 2.86 3.29 3.67 4.01 4.78


ดงลาน ขอนแกน 5.56 5.79 6.66 6.57 7.71

ราชบุรี 4.73 5.97 6.51 6.93 7.66 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา

มวลชีวภาพ (ตัน/ไร) อินทขิล เชียงใหม 6.214 4.348 3.164 3.121 2.223

ดงลาน ขอนแกน 19.116 14.131 13.881 11.817 7.816

ราชบุรี 10.272 13.310 11.634 9.207 6.836

ที่มา: วินัย (2536)















90

ตารางที่ 2.3 การเติบโตและมวลชีวภาพของตนไมในสวนปายูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสอายุ 5 ป ระยะปลูกตางๆ ในพื้นที่ตางกัน



ระยะปลูก (ม.)
อายุ (ป) สถานะ สถานที่
1 x 0.5 1 x 1 1 x 1.5 1 x 2 2 x 2

5 ความสูง (ม.) อินทขิล เชียงใหม 6.93 7.43 8.08 8.13 9.08

ดงลาน ขอนแกน 11.01 11.02 12.21 11.71 13.09


ราชบุรี 9.14 10.12 11.01 11.50 11.63
ขนาดเสนผานศูนยกลาง (ซม.) อินทขิล เชียงใหม 2.86 3.29 3.67 4.01 4.78


ดงลาน ขอนแกน 5.56 5.79 6.66 6.57 7.71

ราชบุรี 4.73 5.97 6.51 6.93 7.66 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา

มวลชีวภาพ (ตัน/ไร) อินทขิล เชียงใหม 6.214 4.348 3.164 3.121 2.223

ดงลาน ขอนแกน 19.116 14.131 13.881 11.817 7.816

ราชบุรี 10.272 13.310 11.634 9.207 6.836

ที่มา: วินัย (2536)















90

91 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา































ภาพที่ 2.9 การประมาณผลผลิตปาไม
































ภาพที่ 2.10 สมการการประมาณผลผลิตปาไมในปาธรรมชาติและปาปลูก

ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา 92




























ที่มา: Tsutsumi et al. (1983)


ภาพที่ 2.11 การประมาณผลผลิตปาไมจากสมการ






























ภาพที่ 2.12 ขั้นตอนการประมาณผลผลิตปาไมจากสมการ

93 ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา





























ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)

ภาพที่ 2.13 ตัวอยางการแทนคาในสมการ






























ภาพที่ 2.14 หลักการเลือกใชสมการสําเร็จรูป

ตอนที่ 2 การเติบโตของตนไม และการประมาณผลผลิตในปาธรรมชาติและสวนปา 94






วิเคราะหหาคารบอนและธาตุอาหารในมวลชีวภาพ




ชนสวนของพืช



ลําตน

กิ ง



ใบ




ราก




ภาพที่ 2.15 วิเคราะหหาคารบอนและธาตุอาหารในมวลชีวภาพเพื่อประมาณการกักเก็บ

คารบอนและธาตุอาหารในพื้นที่



C
C C

C
C C

C C

ยูคาลิปตัส 6 ป จ.กําแพงเพชร












สัก 10 ป จ.กําแพงเพชร

สัก 8 ป จ.กําแพงเพชร




























สัก 12 ป จ.กําแพงเพชร

ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม 98


µÍ¹·Õ่ 3




ระบบนิเวศปาไมมีความสัมพันธที่ใกลชิดกันระหวาง ดิน น้ําและปาไม กอใหเกิดการหมุนเวียนของ

สสารและพลังงาน ปาไมเปนแหลงสะสมคารบอนและธาตุอาหารที่สําคัญ ทั้งการสะสมในรูปของเนื้อไม

ึ่
และการสะสมในดินปาไม ซงสวนใหญอยูในรูปอินทรียสาร ดินปาไมประเภทตางๆ มีการสะสมธาตุอาหาร
ที่แตกตางกัน ขึ้นอยูกับชนิดพันธุไมเดน ชนิดพันธุไมที่ขึ้นอยูเปนองคประกอบ ความผันแปรของ


สภาพภมิประเทศและชนิดหินตนกําเนิดดิน โดยปกติดินปาไมมความแตกตางจากดินเกษตรกรรม ดินปา

ทุงหญาหรือดินทะเลทรายอยูหลายประการ เชน การสะสมของอินทรียวัตถุ ปริมาณซากพืช ชนิด

และปริมาณจุลินทรียดิน นอกจากนี้ ดินปาไมยังมีความสําคัญในทางอุทกวิทยา คือ เปนแหลงกักเก็บ
และปลดปลอยน้ํา (เกษม, 2551) การทําลายสังคมพืชหรือปาไมที่ปกคลุมดินถือเปนการทําลายแหลงน้ํา

ทําลายดินและทําใหเกิดการสูญเสียธาตุอาหารจากการพัดพาของน้ําไปในรูปตะกอนดวย โดยเฉพาะ

บนพื้นที่สูงที่เปนปาดิบเขาซึ่งเปนแหลงตนน้ําลําธาร มีลักษณะภมิประเทศเปนภูเขาสูงชันงายตอการเกิด

การชะลางพังทลายของดิน การตัดไมทําลายปาทําใหการกักเก็บปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร

โดยเฉพาะคารบอนในระบบนิเวศลดลงอยางมากและมีผลกระทบตอภาวะโลกรอนในปจจุบัน

เนื่องจากปาไมมีบทบาททั้งในดานการกักเก็บ (Sink) และปลดปลอย (Source) กาซคารบอนไดออกไซด

การกักเก็บหรือดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดจะผานกระบวนการสังเคราะหแสง ซึงตนไมจะนํา

กาซคารบอนไดออกไซดมาใชในการสรางอาหารและเพิ่มผลผลิตมวลชีวภาพ ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหากมี
ผลผลิตมวลชีวภาพเพิ่มขึ้น พื้นที่นั้นก็จะมีการกักเก็บคารบอนตามผลผลิตมวลชีวภาพที่เพิ่มขึ้น

ในทางกลับกันหากพื้นที่นั้นมีผลผลิตตามมวลชีวภาพลดลง เนื่องจากการตัดไมนําออกมาใชประโยชน

พื้นที่นั้นก็จะมีการกักเก็บคารบอนตามมวลชีวภาพลดลง อยางไรก็ตาม ไมที่ถูกตัดฟน ไมนําออกมา
ใชประโยชนคารบอนก็ยังคงกักเก็บอยูในเนื้อไมตลอดอายุการใชงาน และคารบอนจะถูกปลดปลอยออกมา

เมื่อมีการเผาไหมเนื้อไมนั้น

การกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพของปาธรรมชาติแตละประเภทขึ้นอยูกับปริมาณคารบอน

(Carbon content) ที่สะสมในสวนตางๆ ของตนไมแตละชนิดที่เปนองคประกอบของปาธรรมชาติ

และผลผลิตมวลชีวภาพของปา ในทํานองเดียวกันการกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพของสวนปาหรือ

ปาปลูกขึ้นอยูกับปริมาณคารบอนและผลผลิตมวลชีวภาพของพันธุไมที่ปลูก โดยทั่วไปปริมาณคารบอน
ที่สะสมในมวลชีวภาพมีการแปรผันไมมากนัก ทําใหการแปรผันของการกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพ

ของปาธรรมชาติหรือสวนปาสวนใหญขึ้นอยูกับความแตกตางของมวลชีวภาพของปาหรือสวนปามากกวา


ปริมาณคารบอนที่สะสมในมวลชีวภาพ ดังนั้น ปาธรรมชาติหรือสวนปาทีมีมวลชีวภาพหรือการเติบโตมาก
จะมีการกักเก็บคารบอนมากดวยเชนกัน อยางไรก็ตาม มวลชีวภาพของปาธรรมชาติมีการแปรผันขึ้นอยูกับ

ปจจัยตางๆ เชน ประเภทปา ชนิดไมที่เปนองคประกอบของปา ความหนาแนนของปา สภาพภูมิประเทศ

และปจจัยสิ่งแวดลอม เปนตน ในขณะที่มวลชีวภาพของสวนปามีการแปรผันขึ้นอยูกับปจจัยตางๆ เชน
ชนิดไมและลักษณะทางพันธุกรรม อายุ ระยะปลูกหรือความหนาแนน และคุณภาพพื้นที่ เปนตน โดยทั่วไป

99 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม


ปาทุติยภูมิ (secondary forest) หรือสวนปาที่มีตนไมที่กําลังเติบโตเปนแหลงกักเก็บคารบอนที่มีศักยภาพสูง

หรือสามารถดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดไดมาก ในขณะที่ปาไมสมบูรณที่มีอายุมากๆ มีการดูดซับ
กาซคารบอนไดออกไซดใกลเคียงกับการปลดปลอยกาซคารบอนไดออกไซด หรืออาจกลาวไดวา

มีการหมุนเวียนคารบอนอยูในภาวะสมดุล (carbon neutral) หรือไมมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณ

คารบอนไดออกไซด (องคการบริหารจัดการกาซเรือนกระจก, 2554)


แหลงสะสมคารบอน (carbon pool) เปนองคประกอบที่สําคญของระบบนิเวศปาไม ซึ่งไดจําแนก
เปน 6 แหลง (องคการบริหารจัดการกาซเรือนกระจก, 2554 อางถึง Watson, 2009) ดังนี้

1) มวลชีวภาพเหนือดิน (living above-ground biomass) ไดแก ทุกสวนของตนไมที่อยูเหนือดิน
อันไดแก ลําตน กิ่ง ใบ ดอก และผล รวมทั้งพืชพรรณอื่นๆ

2) มวลชีวภาพใตดิน (living below-ground biomass) ไดแก สวนของตนไมที่อยูใตดิน คือ ราก

3) ไมตาย (dead organic matter in wood) ไดแก ตนไมที่ลม หรือยืนตนตาย
4) ซากพืช (dead organic matter in litter) ไดแก สวนตางๆ ของตนไมที่รวงหลนสูดิน ไดแก กิ่ง

กาน ใบ ดอก และผล

5) อินทรียวัตถุในดิน (soil organic matter)

6) ผลิตภัณฑไม (harvested wood product) ไดแก สวนของเนื้อไมที่นําไปใชประโยชนภายหลัง

การตัดฟน

3.1 การกักเก็บคารบอนในปาธรรมชาติ


ลักษณะโครงสรางและชนิดพันธุไมที่ขึ้นอยูเปนองคประกอบที่แตกตางกัน ทําใหมวลชีวภาพและ
การกักเก็บคารบอนของปาแตละประเภทแตกตางกัน อยางไรก็ตาม มวลชีวภาพและการกักเก็บคารบอน

ในระบบนิเวศปาไมไมไดขึ้นอยูกับจํานวนชนิดพันธุและความหลากหลายของชนิดพันธุไมเพียงอยางเดียว


แตขึ้นอยูกับความอุดมสมบูรณของปาไมเปนสําคัญ ปาทีถูกรบกวนทําลายโดยมนุษยมักมีการสะสมของ
คารบอนในระบบนิเวศนอย ปาเต็งรังและปาเบญจพรรณมีคาเฉลี่ยของมวลชีวภาพเหนือพื้นดินต่ําเนื่องจาก

การเกิดไฟปา ปาธรรมชาติมีศักยภาพการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของระบบนิเวศ


แตกตางกันในปาแตละประเภท (ตารางที่ 3.1) โดยปาดิบชืนมีการสะสมคารบอนสูงที่สุด รองลงมาคือ
ปาดิบแลง ปาดิบเขา ปาสน ปาเบญจพรรณ และปาเต็งรัง ดังการศึกษาในบริเวณอุทยานแหงชาติ


แกงกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พบวา ปาดิบชืน ปาดิบแลง ปาเบญจพรรณ และปาเต็งรัง มีการสะสม
คารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินเทากับ 26.9, 16.6, 5.5 และ 4.7 ตันตอไร ตามลําดับ
(นวลปราง, 2548) ในขณะที่ สนธยา (2547) พบวา ปาดิบเขามีปริมาณการเก็บกักคารบอนในมวลชีวภาพ

เหนือพื้นดินสูงกวาปาเบญจพรรณและปาดิบแลงคิดเปน 22.8, 40.0 และ 5.7 ตันตอไร ตามลําดับ

ศักยภาพการสะสมคารบอนในรูปผลผลิตปฐมภูมิสุทธิเหนือพื้นดินของระบบนิเวศปาธรรมชาติ
ในอุทยานแหงชาติแกงกระจานมีคาสูงกวาระบบนิเวศปาที่กําลังฟนสภาพ ปาที่กําลังฟนสภาพจําเปนตอง

ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม 100


พึ่งพาการจัดการที่เหมาะสม เพื่อใหการฟนฟูสภาพปาและการเก็บกักคารบอนของระบบนิเวศปา

มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


เชนเดียวกับปาทองผาภมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบปาดิบชืน ปาดิบแลง และปาเบญจพรรณ มีการ

สะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินเทากับ 22.0, 11.2 และ 7.7 ตันตอไร ตามลําดับ

(จิรนันท และ นันทนา, 2547) สวนบริเวณอุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม พบการสะสม
คารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของปาดิบแลง ปาดิบเขา ปาสน ปาเบญจพรรณ และปาเต็งรัง เทากับ

33.9, 20.9, 15.4, 11.0 และ 8.0 ตันตอไร ตามลําดับ (ณัฐลักษณ, 2552) ในขณะที่ อนงคทิพย (2531)

พบวา ปาเบญจพรรณมีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินมากกวาปาสนและปาเต็งรัง (14.7,
7.4 และ 7.4 ตันตอไร ตามลําดับ) แตกตางจากการศึกษาของ วิษณุ (2544) พบวา ปาดิบแลง ปาดิบเขา

ปาเบญจพรรณ ปาเต็งรัง และปาสน บริเวณอุทยานแหงชาติภูกระดึง จังหวัดเลย มีการสะสมคารบอน

ในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินเทากับ 28.8, 14.7, 13.7, 5.7 และ 1.5 ตันตอไร ตามลําดับ การสะสมคารบอน
ในปาแตละประเภทแตกตางกันไปตามความอุดมสมบูรณของปา ดังนั้น จึงพบปาประเภทเดียวกัน

แตตางพื้นที่มีการสะสมคารบอนแตกตางกัน


นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพของปาประเภทตางๆ ในพื้นที่อื่นๆ

ดังเชน การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของปาดิบชืน ปาชุมชนบานหนองถิน ตําบลเกาะเตา
อําเภอปาพะยอม จังหวัดพัทลุง เทากับ 18.7 ตันตอไร (อานุช และ ทิพยทิวา, 2556)

การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพืนดินของปาดิบเขา บริเวณอุทยานแหงชาติดอยอินทนนท

จังหวัดเชียงใหม เทากับ 25.2 ตันตอไร (Satienperakul et al., 2012) สวนบริเวณปาชุมชนบานหนองเตา


อําเภอแมวาง จังหวัดเชียงใหม ซึงแบงเปนปาอนุรักษ และปาใชสอย มีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพ

เหนือพืนดิน เทากับ 17.4 และ 9.6 ตันตอไร (ฐปรัฏฐ, 2554) และการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือ
พื้นดินของหยอมปาดิบเขา ที่หนวยจัดการตนน้ําบอแกว อําเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม เฉลี่ย 13.8 ตัน

ตอไร (Nongnuang, 2012)

การสะสมคารบอนในปาเบญจพรรณปฐมภูมิและทุติยภูมิที่ไมมีไมสักในปาชุมชน (ติดกับ

ปาธรรมชาติเขาคอและอุทยานแหงชาติภูหินรองกลา) ตําบลน้ํากอ อําเภอหลมสัก จังหวัดเพชรบูรณ
ภาคเหนือตอนลางของประเทศไทย เทากับ 8.1 และ 4.0 ตันตอไร (Kaewkrom et al., 2011)


การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของปาเบญจพรรณและปาเต็งรัง ที่ปาชุมชน

บานทรายทอง ตําบลปาสัก อําเภอเมือง จังหวัดลําพน พบวา ปาเบญจพรรณที่มีการอนุรักษมานาน และ


ปาเบญจพรรณที่มีการอนุรักษใหมมการสะสมคารบอนเทากับ 14.2 และ 4.1 ตันตอไร และปาเต็งรังที่มีการ
อนุรักษมานาน และปาเต็งรังที่มีการอนุรักษใหมมีการสะสมคารบอน 8.0 และ 3.0 ตันตอไร

(แสงคํา, 2552) และการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของปาเบญจพรรณและปาเต็งรัง
บริเวณปาชุมชนบานแมทา อําเภอแมออน จังหวัดเชียงใหม พบวา ปาเบญจพรรณมีการสะสมคารบอน

101 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม


15.5 ตันตอไร และปาเต็งรังที่มีไมเต็งเดน รังเดน เหียงเดน พลวงเดน และปาเต็งรังผสมสนสองใบ มีการ

สะสมคารบอน 9.4, 11.0, 10.2, 7.6 และ 4.3 ตันตอไร ตามลําดับ (เตือนใจ, 2558)


การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของปาเต็งรังผสมสน ซึงแบงเปนสังคมยอย
คือ ปาเต็งรังผสมสนที่มีไมเหียงเดน พลวงเดน เต็งเดน และปาดิบเขา บริเวณบานวัดจันทร

อําเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม เทากับ 11.0, 8.2, 6.7 และ 6.3 ตันตอไร ตามลําดับ (Seramethakun

et al., 2012) การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพืนดินของปาเต็งรังบนพื้นที่หินตะกอนและหินแกรนิต
บริเวณอุทยานไมกลายเปนหิน อําเภอบานตาก จังหวัดตาก เทากับ 3.5 และ 3.3 ตันตอไร ตามลําดับ

(วรลักษณ, 2554; พัชนิดา, 2554) ในขณะที่สถานีวนวัฒนวิจัยเชียงใหม อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม
มีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินเทากับ 4.6 ตันตอไร (วรพจน, 2556) และบริเวณสถานี

วนวัฒนวิจัยอินทขิล อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม มีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน

ของปาเต็งรังที่มีไฟปาและไมมีไฟปา เทากับ 7.4 และ 9.0 ตันตอไร (Wattanasuksakul, 2012)

การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของปาชายเลน บริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง

เทากับ 9.3 ตันตอไร (วิจารณ, 2553) ในขณะที่ สาพิศ (2550) พบการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพ

เหนือพื้นดินในปาชายเลนปฐมภูมิที่สมบูรณมากเฉลี่ย 18.0 ตันตอไร สวนในปาทุติยภูมิพบ 12.6
และ 2.8 ตันตอไร และปาชายเลนจังหวัดชุมพรในปาปฐมภูมิที่สมบูรณมาก ปาทุติยภูมิที่สมบูรณปานกลาง

และนอยเทากับ 8.4, 5.9 และ 1.3 ตันตอไร

การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินในปาพรุเสื่อมโทรม (มีเสม็ดขาวเปนไมเดน) บริเวณ

ปาสงวนแหงชาติปาบานกุมแป ปาบานในลุม และปาพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช เทากับ 4.2 ตัน

ตอไร (อานุช และคณะ, 2557)

ตารางที่ 3.1 การกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพของปาธรรมชาติในพื้นที่ตางๆ


มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)
อุทยานแหงชาติแกงกระจาน ปาดิบชื้น 53.8 19.9 26.9 10.0 98.6 71.7 นวลปราง (2548)

จ.เพชรบุรี ปาดิบแลง 33.2 8.0 16.6 4.0 61.0 44.3
ปาเบญจพรรณ 11.0 3.1 5.5 1.5 20.1 14.6
ปาเต็งรัง 9.4 2.6 4.7 1.3 17.2 12.5
อุทยานแหงชาติแกงกระจาน ปาดิบเขา (ปาปฐมภูมิ) 45.5 24.6 22.8 12.3 83.5 60.7 สนธยา (2547)
จ.เพชรบุรี (ปาทุติยภูมิ) 34.7 24.6 25.4 12.3 93.0 67.6

ปาดิบแลง 11.3 2.7 5.7 1.4 20.8 15.1
ปาเบญจพรรณ (ปาปฐมภูมิ) 80.1 22.4 40.0 11.2 146.8 106.8 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
(ปาทุติยภูมิ) 25.4 7.1 12.7 3.6 46.5 33.8

ปาทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ปาดิบชื้น (ตนไมยักษ) 44.1 11.0 22.0 5.5 80.8 58.8 จิรนันท และ
(บานพัสดุกลาง) 22.7 5.7 11.3 2.8 41.5 30.2 นันทนา (2547)
ปาดิบแลง 22.5 5.4 11.2 2.7 41.2 30.0
ปาเบญจพรรณ (โปงพุรอน) 15.4 3.9 7.7 1.9 28.2 20.5
อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย ปาดิบเขา 42.1 6.1 20.9 2.9 76.5 55.7 ณัฐลักษณ
จ.เชียงใหม ปาดิบแลง 68.3 8.2 33.9 4.0 124.1 90.3 (2552)

ปาสน 31.0 4.8 15.4 2.3 56.3 41.0
ปาเบญจพรรณ 22.3 3.7 11.0 1.8 40.5 29.5
ปาเต็งรัง 16.2 2.9 8.0 1.4 29.5 21.5

อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย ปาสน 15.6 3.8 7.4 1.8 27.0 19.6 อนงคทิพย
จ.เชียงใหม ปาเบญจพรรณ 30.1 8.4 14.7 4.1 54.0 39.3 (2531)
ปาเต็งรัง 14.7 4.1 7.4 2.1 27.2 19.8

102

ตารางที่ 3.1 การกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพของปาธรรมชาติในพื้นที่ตางๆ


มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)
อุทยานแหงชาติแกงกระจาน ปาดิบชื้น 53.8 19.9 26.9 10.0 98.6 71.7 นวลปราง (2548)

จ.เพชรบุรี ปาดิบแลง 33.2 8.0 16.6 4.0 61.0 44.3
ปาเบญจพรรณ 11.0 3.1 5.5 1.5 20.1 14.6
ปาเต็งรัง 9.4 2.6 4.7 1.3 17.2 12.5
อุทยานแหงชาติแกงกระจาน ปาดิบเขา (ปาปฐมภูมิ) 45.5 24.6 22.8 12.3 83.5 60.7 สนธยา (2547)
จ.เพชรบุรี (ปาทุติยภูมิ) 34.7 24.6 25.4 12.3 93.0 67.6

ปาดิบแลง 11.3 2.7 5.7 1.4 20.8 15.1
ปาเบญจพรรณ (ปาปฐมภูมิ) 80.1 22.4 40.0 11.2 146.8 106.8 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
(ปาทุติยภูมิ) 25.4 7.1 12.7 3.6 46.5 33.8

ปาทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ปาดิบชื้น (ตนไมยักษ) 44.1 11.0 22.0 5.5 80.8 58.8 จิรนันท และ
(บานพัสดุกลาง) 22.7 5.7 11.3 2.8 41.5 30.2 นันทนา (2547)
ปาดิบแลง 22.5 5.4 11.2 2.7 41.2 30.0
ปาเบญจพรรณ (โปงพุรอน) 15.4 3.9 7.7 1.9 28.2 20.5
อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย ปาดิบเขา 42.1 6.1 20.9 2.9 76.5 55.7 ณัฐลักษณ
จ.เชียงใหม ปาดิบแลง 68.3 8.2 33.9 4.0 124.1 90.3 (2552)

ปาสน 31.0 4.8 15.4 2.3 56.3 41.0
ปาเบญจพรรณ 22.3 3.7 11.0 1.8 40.5 29.5
ปาเต็งรัง 16.2 2.9 8.0 1.4 29.5 21.5

อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย ปาสน 15.6 3.8 7.4 1.8 27.0 19.6 อนงคทิพย
จ.เชียงใหม ปาเบญจพรรณ 30.1 8.4 14.7 4.1 54.0 39.3 (2531)
ปาเต็งรัง 14.7 4.1 7.4 2.1 27.2 19.8

102

103

ตารางที่ 3.1 (ตอ)



มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)

อุทยานแหงชาติภูกระดึง จ.เลย ปาดิบเขา 31.3 7.5 14.7 3.5 54.0 39.3 วิษณุ (2544)
ปาดิบแลง 59.8 14.4 28.8 6.9 105.4 76.7
ปาสน 3.2 0.8 1.5 0.4 5.4 3.9
ปาเบญจพรรณ 27.9 7.8 13.7 3.8 50.1 36.4
ปาเต็งรัง (ปาทุติยภูมิ) 11.3 3.2 5.7 1.6 20.9 15.2
ปาชุมชนบานหนองถิน ต.เกาะเตา ปาดิบชื้น 39.7 4.4 18.7 2.1 68.4 49.8 อานุช และ ทิพยทิวา
อ.ปาพะยอม จ.พัทลุง (2556)
สถานีวิจัยสิ่งแวดลอมสะแกราช ปาดิบแลง 52.3 24.6 25.1 11.8 92.0 66.9 สาพิศ และคณะ
จ.นครราชสีมา (2549) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

ลุมน้ําแมกลอง จ.กาญจนบุรี ปาเบญจพรรณ 29.1 13.7 14.2 6.7 52.0 37.8
เขตรักษาพันธุสัตวปาหวยทับทัน- ปาดิบแลง 42.8 10.3 20.6 4.9 75.4 54.9 อภินันท (2545)
หวยสําราญ จ.สุรินทร ปาเบญจพรรณ 30.0 8.4 14.7 4.1 53.8 39.1
อุทยานแหงชาติดอยอินทนนท ปาดิบเขา 50.6 9.6 25.2 4.7 92.5 67.3 Satienperakul
จ.เชียงใหม et al. (2012)
หนวยจัดการตนน้ําบอแกว ปาดิบเขา 27.8 4.4 13.8 2.1 50.6 36.8 Nongnuang
อ. สะเมิง จ.เชียงใหม (2012)

ปาชุมชนบานหนองเตา ปาดิบเขา (ปาอนุรักษ) 35.1 5.3 17.4 2.6 63.8 46.4 ฐปรัฏฐ (2554)
อ.แมวาง จ.เชียงใหม (ปาใชสอย) 19.1 3.3 9.6 1.4 35.2 25.6
ปาชุมชนบานหวยขาวลีบ อ. แมวาง ปาดิบเขา 38.0 5.9 18.8 2.8 69.0 50.2 Seeloy-ounkeae
ปาชุมชนบานหวยตอง อ. แมวาง ปาดิบเขา 39.8 6.1 19.7 3.0 72.4 52.6 (2014)
ปาชุมชนบานแมยะนอย อ. จอมทอง ปาดิบเขา 55.2 7.7 27.4 3.7 100.4 73.0

จ. เชียงใหม

103

ตารางที่ 3.1 (ตอ)



มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)

อุทยานแหงชาติภูกระดึง จ.เลย ปาดิบเขา 31.3 7.5 14.7 3.5 54.0 39.3 วิษณุ (2544)
ปาดิบแลง 59.8 14.4 28.8 6.9 105.4 76.7
ปาสน 3.2 0.8 1.5 0.4 5.4 3.9
ปาเบญจพรรณ 27.9 7.8 13.7 3.8 50.1 36.4
ปาเต็งรัง (ปาทุติยภูมิ) 11.3 3.2 5.7 1.6 20.9 15.2
ปาชุมชนบานหนองถิน ต.เกาะเตา ปาดิบชื้น 39.7 4.4 18.7 2.1 68.4 49.8 อานุช และ ทิพยทิวา
อ.ปาพะยอม จ.พัทลุง (2556)
สถานีวิจัยสิ่งแวดลอมสะแกราช ปาดิบแลง 52.3 24.6 25.1 11.8 92.0 66.9 สาพิศ และคณะ
จ.นครราชสีมา (2549) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

ลุมน้ําแมกลอง จ.กาญจนบุรี ปาเบญจพรรณ 29.1 13.7 14.2 6.7 52.0 37.8
เขตรักษาพันธุสัตวปาหวยทับทัน- ปาดิบแลง 42.8 10.3 20.6 4.9 75.4 54.9 อภินันท (2545)
หวยสําราญ จ.สุรินทร ปาเบญจพรรณ 30.0 8.4 14.7 4.1 53.8 39.1
อุทยานแหงชาติดอยอินทนนท ปาดิบเขา 50.6 9.6 25.2 4.7 92.5 67.3 Satienperakul
จ.เชียงใหม et al. (2012)
หนวยจัดการตนน้ําบอแกว ปาดิบเขา 27.8 4.4 13.8 2.1 50.6 36.8 Nongnuang
อ. สะเมิง จ.เชียงใหม (2012)

ปาชุมชนบานหนองเตา ปาดิบเขา (ปาอนุรักษ) 35.1 5.3 17.4 2.6 63.8 46.4 ฐปรัฏฐ (2554)
อ.แมวาง จ.เชียงใหม (ปาใชสอย) 19.1 3.3 9.6 1.4 35.2 25.6
ปาชุมชนบานหวยขาวลีบ อ. แมวาง ปาดิบเขา 38.0 5.9 18.8 2.8 69.0 50.2 Seeloy-ounkeae
ปาชุมชนบานหวยตอง อ. แมวาง ปาดิบเขา 39.8 6.1 19.7 3.0 72.4 52.6 (2014)
ปาชุมชนบานแมยะนอย อ. จอมทอง ปาดิบเขา 55.2 7.7 27.4 3.7 100.4 73.0

จ. เชียงใหม

ตารางที่ 3.1 (ตอ)


มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)
บานวัดจันทร ปาดิบเขา * * 6.3 * 23.1 16.8 Seramethakun

อ.กัลยาณิวัฒนา จ. เชียงใหม ปาเต็งรังผสม (ไมเหียงเดน) * * 11 * 40.3 29.3 et al. (2012)
(ไมพลวงเดน) * * 8.2 * 30.1 21.9

(ไมเต็งเดน) * * 6.7 * 24.6 17.9
โครงการหลวงบานวัดจันทร ปาสนสองใบ (กันไฟ) 9.1 2.2 4.3 1.0 15.7 11.4 สุนันทา (2531)
จ.เชียงใหม (ไมกันไฟ) 26.5 6.4 12.5 3.0 45.8 33.3
ปาสนสามใบ 22.6 5.4 10.6 2.5 38.9 28.3
ปาสนสองใบ 15.2 3.6 7.1 1.7 26.2 19.0 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
ปาชุมชนบานทรายทอง ปาเบญจพรรณ (อุดมสมบูรณ) 28.7 4.4 14.2 2.1 52.2 38.0 แสงคํา (2552)

อ.เมือง จ.ลําพูน (เสื่อมโทรม) 8.2 1.9 4.1 0.9 14.9 10.8
ปาเต็งรัง (อุดมสมบูรณ) 16.1 3.1 8.0 1.5 29.3 21.3
(เสื่อมโทรม) 6.1 1.5 3.0 0.7 11.1 8.1

ปาชุมชนบานแมทา ปาเบญจพรรณ 31.2 3.4 15.5 1.6 56.7 41.2 เตือนใจ (2558)
อ. แมออน จ. เชียงใหม ปาเต็งรัง 17.7 2.4 8.8 1.1 32.2 23.4

(ไมเต็งเดน) 19.1 2.5 9.4 1.2 34.6 25.2
(ไมรังเดน) 22.3 3.1 11.0 1.5 40.5 29.5
(ไมเหียงเดน) 20.6 2.8 10.2 1.4 37.4 27.2
(ไมพลวงเดน) 15.4 2.0 7.6 1.0 28.0 20.4
(ผสมสนสองใบ) 8.8 1.2 4.3 0.6 15.9 11.6
เขตรักษาพันธุสัตวปาหวยขาแขง ปาเบญจพรรณ 22.9 6.4 11.5 3.2 42.0 30.5 Petsri et al.
อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี (2007)


104

ตารางที่ 3.1 (ตอ)


มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)
บานวัดจันทร ปาดิบเขา * * 6.3 * 23.1 16.8 Seramethakun

อ.กัลยาณิวัฒนา จ. เชียงใหม ปาเต็งรังผสม (ไมเหียงเดน) * * 11 * 40.3 29.3 et al. (2012)
(ไมพลวงเดน) * * 8.2 * 30.1 21.9

(ไมเต็งเดน) * * 6.7 * 24.6 17.9
โครงการหลวงบานวัดจันทร ปาสนสองใบ (กันไฟ) 9.1 2.2 4.3 1.0 15.7 11.4 สุนันทา (2531)
จ.เชียงใหม (ไมกันไฟ) 26.5 6.4 12.5 3.0 45.8 33.3
ปาสนสามใบ 22.6 5.4 10.6 2.5 38.9 28.3
ปาสนสองใบ 15.2 3.6 7.1 1.7 26.2 19.0 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
ปาชุมชนบานทรายทอง ปาเบญจพรรณ (อุดมสมบูรณ) 28.7 4.4 14.2 2.1 52.2 38.0 แสงคํา (2552)

อ.เมือง จ.ลําพูน (เสื่อมโทรม) 8.2 1.9 4.1 0.9 14.9 10.8
ปาเต็งรัง (อุดมสมบูรณ) 16.1 3.1 8.0 1.5 29.3 21.3
(เสื่อมโทรม) 6.1 1.5 3.0 0.7 11.1 8.1

ปาชุมชนบานแมทา ปาเบญจพรรณ 31.2 3.4 15.5 1.6 56.7 41.2 เตือนใจ (2558)
อ. แมออน จ. เชียงใหม ปาเต็งรัง 17.7 2.4 8.8 1.1 32.2 23.4

(ไมเต็งเดน) 19.1 2.5 9.4 1.2 34.6 25.2
(ไมรังเดน) 22.3 3.1 11.0 1.5 40.5 29.5
(ไมเหียงเดน) 20.6 2.8 10.2 1.4 37.4 27.2
(ไมพลวงเดน) 15.4 2.0 7.6 1.0 28.0 20.4
(ผสมสนสองใบ) 8.8 1.2 4.3 0.6 15.9 11.6
เขตรักษาพันธุสัตวปาหวยขาแขง ปาเบญจพรรณ 22.9 6.4 11.5 3.2 42.0 30.5 Petsri et al.
อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี (2007)


104

105

ตารางที่ 3.1 (ตอ)



มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)

ปาชุมชน ต.น้ํากอ ปาเบญจพรรณ (ปาปฐมภูมิ) 15.8 * 8.1 * 29.7 21.6 Kaewkrom et al.
อ.หลมสัก จ.เพชรบูรณ (ไมมีไมสัก) (ปาทุติยภูมิ) 7.9 * 4.0 * 14.5 10.6 (2011)
ศูนยการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจาก ปาเบญจพรรณ 22.5- 6.1- 11.0- 3.1- 40.3- 29.3- กิตติพงษ (2542)
พระราชดําริ จ.สกลนคร ปาเต็งรัง 13.4- 3.8- 6.8- 1.9- 24.9- 18.1-
สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล ปาเต็งรัง (กันไฟ) 15.0 2.1 7.4 1.0 27.2 19.8 Wattanasuksakul
อ. แมแตง จ. เชียงใหม (ไมกันไฟ) 18.1 2.4 9.0 1.2 33.0 24.0 (2012)
สถานีวนวัฒนวิจัยเชียงใหม อ.แมแตง ปาเต็งรัง 9.3 1.6 4.6 0.8 17.0 12.3 วรพจน (2556)
จ.เชียงใหม
อุทยานไมกลายเปนหิน จ.ตาก ปาเต็งรัง (พื้นที่หินตะกอน) 7.1 1.8 3.5 0.8 12.9 9.4 วรลักษณ (2554) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

(พื้นที่หินแกรนิต) 6.7 1.0 3.3 0.5 12.1 8.8 พัชนิดา (2554)
โครงการพัฒนาตามพระราชดําริ ปา ปาเต็งรัง 8.4 2.4 4.2 1.2 15.5 11.3 จรัส (2540)
หนองเต็ง-จักราช จ.นครราชสีมา

ปาเต็งรัง อ.ลี้ จ.ลําพูน ปาเต็งรัง 18.2 2.7 9.0 1.3 33.0 24.0 ธนานิติ (2561)
ปาปลูก เหมืองลิกไนตบานปู ปาปลูก 14.1 1.4 7.0 0.7 25.6 18.6

อ.ลี้ จ.ลําพูน
ศูนยการพัฒนาหวยฮองไคร ปาเบญจพรรณ 31.9 3.2 15.6 1.5 57.4 41.7 Phongkhamphanh
อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ปาเต็งรัง (พื้นที่หินภูเขาไฟ) 12.8 1.85 6.3 0.9 23.2 16.9 (2018)
จ.เชียงใหม
(พื้นที่หินทราย) 12.8 2.0 6.3 0.9 23.2 16.9 พัชรธีรัตน (2559)
(ไมเหียงเดน) 13.4 2.1 6.6 1.0 24.4 17.7
(ไมรังเดน) 11.4 1.6 5.7 0.8 20.8 15.1

(ไมพลวงเดน) 11.0 1.6 5.4 0.8 19.9 14.5
(ไมเต็งเดน) 12.1 1.9 6.0 0.9 22.1 16.1

105

ตารางที่ 3.1 (ตอ)



มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง

เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)

ปาชุมชน ต.น้ํากอ ปาเบญจพรรณ (ปาปฐมภูมิ) 15.8 * 8.1 * 29.7 21.6 Kaewkrom et al.
อ.หลมสัก จ.เพชรบูรณ (ไมมีไมสัก) (ปาทุติยภูมิ) 7.9 * 4.0 * 14.5 10.6 (2011)
ศูนยการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจาก ปาเบญจพรรณ 22.5- 6.1- 11.0- 3.1- 40.3- 29.3- กิตติพงษ (2542)
พระราชดําริ จ.สกลนคร ปาเต็งรัง 13.4- 3.8- 6.8- 1.9- 24.9- 18.1-
สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล ปาเต็งรัง (กันไฟ) 15.0 2.1 7.4 1.0 27.2 19.8 Wattanasuksakul
อ. แมแตง จ. เชียงใหม (ไมกันไฟ) 18.1 2.4 9.0 1.2 33.0 24.0 (2012)
สถานีวนวัฒนวิจัยเชียงใหม อ.แมแตง ปาเต็งรัง 9.3 1.6 4.6 0.8 17.0 12.3 วรพจน (2556)
จ.เชียงใหม
อุทยานไมกลายเปนหิน จ.ตาก ปาเต็งรัง (พื้นที่หินตะกอน) 7.1 1.8 3.5 0.8 12.9 9.4 วรลักษณ (2554) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

(พื้นที่หินแกรนิต) 6.7 1.0 3.3 0.5 12.1 8.8 พัชนิดา (2554)
โครงการพัฒนาตามพระราชดําริ ปา ปาเต็งรัง 8.4 2.4 4.2 1.2 15.5 11.3 จรัส (2540)
หนองเต็ง-จักราช จ.นครราชสีมา

ปาเต็งรัง อ.ลี้ จ.ลําพูน ปาเต็งรัง 18.2 2.7 9.0 1.3 33.0 24.0 ธนานิติ (2561)
ปาปลูก เหมืองลิกไนตบานปู ปาปลูก 14.1 1.4 7.0 0.7 25.6 18.6

อ.ลี้ จ.ลําพูน
ศูนยการพัฒนาหวยฮองไคร ปาเบญจพรรณ 31.9 3.2 15.6 1.5 57.4 41.7 Phongkhamphanh
อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ปาเต็งรัง (พื้นที่หินภูเขาไฟ) 12.8 1.85 6.3 0.9 23.2 16.9 (2018)
จ.เชียงใหม
(พื้นที่หินทราย) 12.8 2.0 6.3 0.9 23.2 16.9 พัชรธีรัตน (2559)
(ไมเหียงเดน) 13.4 2.1 6.6 1.0 24.4 17.7
(ไมรังเดน) 11.4 1.6 5.7 0.8 20.8 15.1

(ไมพลวงเดน) 11.0 1.6 5.4 0.8 19.9 14.5
(ไมเต็งเดน) 12.1 1.9 6.0 0.9 22.1 16.1

ตารางที่ 3.1 (ตอ)


มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง
เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)
บริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ปาชายเลน 18.7 0.4 9.0 0.2 33.2 24.1 วิจารณ (2553)
ปาชายเลนจังหวัดระนอง ปาชายเลน ปาปฐมภูมิ (สมบูรณมาก) 37.6 17.6 18.0 8.5 66.1 48.0 สาพิศ (2550)
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 26.2 12.3 12.6 5.9 46.1 33.5

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 5.8 2.7 2.8 1.3 10.1 7.4
ปาชายเลนจังหวัดชุมพร ปาปฐมภูมิ (สมบูรณมาก) 18.0 8.5 8.4 4.0 30.9 22.4
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 12.6 5.9 5.9 2.8 21.5 15.7
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 2.8 1.3 1.3 0.6 4.8 3.5
ปาสงวนแหงชาติปาบานกุมแป ปาพรุ เสื่อมโทรม 9.0 * 4.2 * 15.5 11.3 อานุช และคณะ
ปาบานในลุม และปาพรุควนเคร็ง (มีเสม็ดขาวเปนไมเดน) (2557) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
จ.นครศรีธรรมราช


หมายเหตุ * การดูด CO 2 และ การคาย O 2 คํานวณจากคาการสะสมคารบอนเหนือพื้นดิน





















106

ตารางที่ 3.1 (ตอ)


มวลชีวภาพ การสะสมคารบอน การดูด การคาย

สถานที่ ชนิดปา (ตัน/ไร) (ตัน/ไร) CO 2* O 2* อางอิง
เหนือดิน ใตดิน เหนือดิน ใตดิน (ตัน/ไร) (ตัน/ไร)
บริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ปาชายเลน 18.7 0.4 9.0 0.2 33.2 24.1 วิจารณ (2553)
ปาชายเลนจังหวัดระนอง ปาชายเลน ปาปฐมภูมิ (สมบูรณมาก) 37.6 17.6 18.0 8.5 66.1 48.0 สาพิศ (2550)
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 26.2 12.3 12.6 5.9 46.1 33.5

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 5.8 2.7 2.8 1.3 10.1 7.4
ปาชายเลนจังหวัดชุมพร ปาปฐมภูมิ (สมบูรณมาก) 18.0 8.5 8.4 4.0 30.9 22.4
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 12.6 5.9 5.9 2.8 21.5 15.7
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 2.8 1.3 1.3 0.6 4.8 3.5
ปาสงวนแหงชาติปาบานกุมแป ปาพรุ เสื่อมโทรม 9.0 * 4.2 * 15.5 11.3 อานุช และคณะ
ปาบานในลุม และปาพรุควนเคร็ง (มีเสม็ดขาวเปนไมเดน) (2557) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
จ.นครศรีธรรมราช


หมายเหตุ * การดูด CO 2 และ การคาย O 2 คํานวณจากคาการสะสมคารบอนเหนือพื้นดิน





















106

107 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม


3.2 การกักเก็บคารบอนในสวนปา


ปาธรรมชาติมีศักยภาพการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพแตกตางกันไปตามความอุดมสมบูรณ


ของปา แตในปจจุบันปาธรรมชาติถูกทําลายลงไปมากซึงเปนสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกรอน ดังนั้น
การสงเสริมการปลูกปาเปนการเพิ่มศักยภาพในการดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดและกักเก็บคารบอน

ในมวลชีวภาพสวนปา ซึ่งจะชวยลดปญหาภาวะโลกรอนไดเปนอยางดี


การกักเก็บคารบอนในสวนปาขึ้นอยูกับปจจัยหลายอยาง ไดแก ชนิดพันธุไม อัตราการเติบโต อายุ
ตนไม ปริมาณน้ําฝน ฤดูกาลและลักษณะพื้นที่ ฯลฯ การกักเก็บคารบอนจะมประสิทธิภาพมากในระยะที่

เปนไมหนุมและจะลดลงเมื่อสวนปามีอายุมากขึ้น (Ciesla, 1995) ปริมาณคารบอน (carbon content)

ที่สะสมในมวลชีวภาพสวนตางๆ ของตนไม ไดแก ลําตน กิ่งใบ และราก มีการแปรผันระหวางชนิดของ
พันธุไมไมมากนักโดย IPCC (1996) กําหนดใหคา default value ของปริมาณคารบอนในมวลชีวภาพมีคา

รอยละ 50 ของน้ําหนักแหง แตตอมาเมื่อมีขอมูลอางอิงเพิ่มเติมมากขึ้น IPCC (2006) จึงไดกําหนดให

คา default value ของปริมาณคารบอนสะสมในมวลชีวภาพมีคารอยละ 47 ของน้ําหนักแหง

ปริมาณคารบอนในพันธุไมชนิดตางๆ มีการแปรผันระหวางสวนของตนไม (ลําตน กิ่ง ใบ และราก)

แตมีความใกลเคียงกันระหวางพันธุไมแตละชนิด ทั้งนี้ ปริมาณคารบอนในลําตนของพันธุไมชนิดตางๆ มีคา

คอนขางใกลเคียงกัน โดยสวนใหญมีคาเฉลี่ยประมาณรอยละ 48 ของน้ําหนักแหง ในขณะที่ปริมาณ
คารบอนในกิ่ง ใบ และราก มีการแปรผันคอนขางมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งปริมาณคารบอนในใบ

มีความแปรผันระหวางชนิดของพันธุไมมากกวาสวนอื่นๆ ไดมีการศึกษาและวิเคราะหปริมาณคารบอน

ในเนื้อเยื่อสวนตางๆ ของพันธุไมหลายชนิด (ตารางที่ 3.2) ซงสามารถนําไปประมาณการกักเก็บคารบอน
ึ่
ในมวลชีวภาพสวนปาได (ตารางที่ 3.3)

ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม 108


ตารางที่ 3.2 ปริมาณคารบอนในเนื้อเยื่อสวนตางๆ ของพันธุไมชนิดตางๆ


คารบอน (%)
ชนิด
ลําตน กิ่ง ใบ ราก
ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 47.28 44.38 53.20 45.62

กะถินณรงค 47.38 46.40 51.06 48.25
กระถินเทพา 49.80 49.96 52.14 *

กระถินยักษ 48.19 47.24 50.37 49.19
อะคาเซีย 48.09 46.13 49.45 46.51

สัก 46.53 47.44 49.57 47.44
สนคาริเบีย 47.79 45.18 49.21 44.87

สนโอคารปา 45.79 49.53 48.86 *
สนสามใบ 52.58 42.78 44.40 *

พะยูง 48.00 48.81 50.80 *
มะคาโมง 45.94 46.00 48.09 45.49

ตะเคียนทอง 47.31 46.78 48.31 48.43
แดง 48.24 47.98 53.22 51.03
แสมขาว 45.93 48.48 46.41 *

แสมดํา 46.87 47.79 46.84 *

ถั่วขาว 48.75 49.50 46.48 *
ถั่วดํา 49.40 48.96 50.81 *
พังกาหัวสุมดอกแดง, ประสักแดง 48.53 48.25 44.87 *

พังกาหัวสุม, ประสัก 47.77 48.06 47.81 *

โปรงขาว 48.57 48.26 49.17 *
โปรงแดง 49.49 49.62 48.95 *
โกงกางใบเล็ก 47.80 46.99 48.35 45.98

โกงกางใบใหญ 47.85 48.32 47.72 47.07
ลําพูทะเล 48.31 48.31 46.02 *

ตะบูนขาว 48.13 46.98 46.93 *
ตะบูนดํา 46.99 45.38 43.38 *

ยางพารา 48.01 50.55 52.77 47.88


อื่นๆ (ไมพื้นเมืองโตชา ไมปลูกในเมือง 48.72 47.28 47.39 45.92
ไมเอนกประสงค)


ที่มา : วิจารณ (2553); คณะวนศาสตร (2554); คณะผูจัดทํา (2562)

109 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม


การสะสมคารบอนของสวนปาแตกตางกันไปตามชนิดไม อายุ และความหนาแนนของตนไม

ในสวนปา ไมกระถินเทพา กระถินณรงค ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิส แดง พะยูง และประดูปา ที่สถานีวิจัย
และฝกอบรมการปลูกสรางสวนปา จังหวัดนครราชสีมา มีการกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพสวนปาเทากับ

14.8, 9.1, 8.9, 6.7, 6.2 และ 4.0 ตันตอไร ตามลําดับ (เสริมพงศ, 2544)


ปริมาณการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินในพื้นที่สวนปาสัก อําเภอลานสัก
จังหวัดอุทัยธานี อายุ 10, 14, 18, 27 และ 28 ป มีคาเทากับ 1.8, 3.1, 2.9, 9.7 และ 12.7 ตันตอไร

(นาฏสุดา, 2550)


ที่สถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร จังหวัดกําแพงเพชร มีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพทั้งหมด
ของไมสัก อายุ 8, 10 และ 12 ป เฉลี่ย 3.0, 2.4 และ 4.8 ตันตอไร (สาโรจน และคณะ, 2558; ประพาย

และคณะ, 2558; บพิตร และคณะ, 2558) ในขณะที่ไมโตเร็ว เชน ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส อายุ 6 และ

15 ป มีการสะสมคารบอนเฉลี่ย 3.2 และ 12.1 ตันตอไร (บพิตร และคณะ, 2559; ประพาย และคณะ,
2558) สวนกระถินณรงค อายุ 7 ป มีการสะสมคารบอนเฉลี่ย 2.6 ตันตอไร สําหรับไมโตชา

เชน ตะเคียนทอง อายุ 19 ป มีการสะสมคารบอนเฉลี่ย 7.3 ตันตอไร (ประพาย และคณะ, 2562) และแดง

อายุ 29 ป มีการสะสมคารบอนเฉลี่ย 4.1 ตันตอไร (อําไพ และคณะ, 2562)

ที่สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล จังหวัดเชียงใหม ไมสัก อายุ 5, 6 และ 9 ป มีการสะสมคารบอน

ในมวลชีวภาพทั้งหมด 3.0, 4.0 และ 3.3 ตันตอไร (สมชาย และคณะ, 2559; คณะผูจัดทํา, 2562)
สนคาริเบีย อายุ 6 ป มีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพทั้งหมด 1.2 ตันตอไร (อําไพ และคณะ, 2558)

และมะคาโมง อายุ 8 ป มีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพทั้งหมด 1.9 ตันตอไร สวนที่สถานีวนวัฒนวิจัยงาว

จังหวัดลําปาง ไมสัก อายุ 14 และ 15 ป มีการสะสมคารบอนในมวลชีวภาพทั้งหมด 3.2 และ 5.3 ตันตอไร

การสะสมคารบอนในมวลชีวภาพทั้งหมดของสวนปาสนคาริเบีย อายุ 6, 9, 18 และ 29 ป เฉลี่ย

1.2, 2.2, 14.7 และ 15.1 ตันตอไร (อําไพ และคณะ, 2558)

ไมกระถินณรงค กระถินเทพา ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิส และพะยูง ที่สถานีวิจัยและฝกอบรม

การปลูกสรางสวนปา จังหวัดนครราชสีมา อายุ 25 ป ระยะปลูก 2 x 3 เมตร อัตราการรอดตาย 48.2,

41.4, 41.4 และ 90% ตามลําดับ มีการกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินเทากับ 21.3, 21.1, 16.9
และ 16.3 ตันตอไร ตามลําดับ (ธิติ และ เกรียงไกร, 2556)


การสะสมคารบอนในสวนยางพารา ที่อําเภอโซพิสัย จังหวัดบึงกาฬ ที่อายุ 1, 5, 10, 15 และ 20 ป
เทากับ 1.8, 4.8, 8.4, 11.2 และ 13.4 ตันตอไร ตามลําดับ แตเมื่อเปรียบเทียบกับปาดิบแลง (ทุติยภูมิ)


บริเวณขางเคียงซึ่งมการสะสมคารบอน 19.9 ตันตอไร พบวาสวนยางพารามีการกักเก็บคารบอนนอยกวา
ปาธรรมชาติ (Saengruksawong et al., 2012)

ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม 110


3.3 การกักเก็บคารบอนในดิน


ดินในปาธรรมชาติมักจะแตกตางกันไปตามประเภทของปาไม หินตนกําเนิดดิน ภูมิอากาศ

สภาพภูมิประเทศ และระดับความอุดมสมบูรณของปาไม ทําใหสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน
แตกตางกัน (Pritchett and Fisher, 1987) ปริมาณคารบอนที่ถูกกักเก็บไวในดินมีการเปลี่ยนแปลง

ตลอดเวลาขึ้นอยูกับหลายปจจัย แตปจจัยหลักๆ ไดแก การใชประโยชนที่ดิน การทําการเกษตร และ

สภาพภูมิอากาศ ซึ่งโดยทั่วไปจะสงผลตอปริมาณคารบอนในดิน เนื่องจากพืชที่ปลูกเปนกลไกสําคัญในการ
กักเก็บหรือดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดผานกระบวนการสังเคราะหแสง เพื่อนํามากักเก็บในรูปของ

มวลชีวภาพทั้งในสวนเหนือดินและสวนใตดิน เมื่อพืชตายลงหรือถูกเก็บเกี่ยวไป บางสวนยังคงเหลือ

เศษซากไวในดิน ทําใหปริมาณคารบอนในดินเพิ่มสูงขึ้น การจัดการดินที่เหมาะสมจะทําใหปริมาณคารบอน

ในดินเพิ่มขึ้นและลดการปลดปลอยกาซคารบอนไดออกไซดออกสูบรรยากาศ โดยทั่วไปพื้นที่ทําการเกษตร
จะมีการยอยสลายของอินทรียวัตถุและปลดปลอยกาซคารบอนไดออกไซดสูบรรยากาศมากกวา

ดินตามธรรมชาติที่ไมมีการรบกวน

เมื่อมีการปลูกสรางสวนปา ปริมาณการกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพปาไมจะเพิ่มขึ้นตามอายุ

ตนไม แตปริมาณการกักเก็บคารบอนในดินคอนขางเสถียรและไมขึ้นอยูกับอายุสวนปา แตขึ้นกับวัตถุ

ตนกําเนิดดินและขบวนการยอยสลายของสิ่งมีชวิตในดิน การกักเก็บคารบอนในดินมีโอกาสเปลี่ยนแปลง


นอยมาก ซึงตางกับการกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพปาไมที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของตนไม
และเมื่อตัดไมไปใชประโยชนก็สามารถปลูกทดแทนและมีการเก็บกักคารบอนในมวลชีวภาพปาไมได

อยางตอเนื่อง ทําใหสามารถดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดในบรรยากาศและชวยลดภาวะโลกรอนไดเปนอยางดี

การกักเก็บคารบอนในดินของปาธรรมชาติแตกตางกันไปตามประเภทของปา และความอุดมสมบูรณ

ของปา ปาไมผลัดใบ เชน ปาดิบเขา ปาดิบแลง และปาสน จะมีการกักเก็บคารบอนในดินมากกวา

ปาผลัดใบ เชน ปาเบญจพรรณ และปาเต็งรัง และปาที่สมบูรณก็มีการกักเก็บคารบอนในดินมากกวา
ปาเสื่อมโทรม และในปาที่มีระดับความลึกของชั้นดินมากจะกักเก็บคารบอนในดินไดมากกวาปาที่มี

ชั้นดินตื้น ดังแสดงในตารางที่ 3.4

การกักเก็บคารบอนในดินของสวนปาสนคาริเบียในจังหวัดเชียงใหม ที่ระดับความลึกของดิน 160

เซนติเมตร แตกตางกันไปตามพื้นที่ สนคาริเบีย อายุ 6 ป ที่สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล มีการกักเก็บ


คารบอนในดินเฉลี่ย 16.0 ตันตอไร (อําไพ และคณะ, 2555) ในขณะทีสถานีวนวัฒนวิจัยบอแกว อายุ 9 ป


มีการกักเก็บคารบอนในดินเฉลี่ย 9.7 ตันตอไร (อาไพ และคณะ, 2556) และทีสถานีวนวัฒนวิจัยหวยบง
อายุ 18 และ 29 ป มีการกักเก็บคารบอนในดินเฉลี่ย 8.8 และ 8.9 ตันตอไร (สาโรจน และคณะ, 2555;

พงษศักดิ์ และคณะ, 2555) ในขณะที่สวนปาสนสามใบที่หนวยจัดการตนน้ําบอแกว จังหวัดเชียงใหม อายุ
17, 21, 25, 29 และ 33 ป มีการกักเก็บคารบอนในดินเฉลี่ย 32.8, 12.9, 26.6, 28.4 และ 26.0 ตันตอไร

(Nongnuang, 2012) สวนการสะสมคารบอนในดินสวนยางพารา ที่อําเภอโซพิสัย จังหวัดบึงกาฬ อายุ 1, 5,

10, 15 และ 20 ป เฉลี่ย 2.3, 2.7, 3.0, 2.6 และ 2.1 ตันตอไร ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบกับปาดิบแลง

111 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม



(ทุติยภูมิ) บริเวณขางเคียงซึงมีการสะสมคารบอนในดิน 1.7 ตันตอไร พบวาสวนยางพารามีการกักเก็บ
คารบอนในดินมากกวาปาธรรมชาติ (Saengruksawong et al., 2012) (ตารางที่ 3.5) การกักเก็บคารบอน
ในดินของสวนปาไมไดเพิ่มขึ้นตามอายุ แตขึ้นกับโครงสรางของดินและอินทรียวัตถุในดินเปนปจจัยสําคัญ



3.4 การกักเก็บคารบอนในซากพืช


ซากพืช (dead organic matter in litter) ไดแก สวนตางๆ ของตนไมที่รวงหลนสูดิน ไดแก กิ่ง กาน
ใบ ดอก และผล ในแตละปปริมาณการรวงหลนของซากพืชจะแตกตางกันไปในปาแตละประเภท

ทําใหปริมาณการกักเก็บคารบอนในซากพืชแตกตางกันดวย การกักเก็บคารบอนในซากพืชยังแตกตางกันไป

ตามชนิดของพันธุไมที่ขึ้นอยู (ตารางที่ 3.6) ปริมาณซากพืชที่รวงหลนบนพื้นปาเต็งรังบริเวณสถานี
วนวัฒนวิจัยอินทขิล จังหวัดเชียงใหม เฉลี่ย 694 กิโลกรัมตอไรตอป มีการกักเก็บคารบอน 236 กิโลกรัม

ตอไรตอป (Wattanasuksakul, 2012) ในขณะที่ปาดิบเขาบริเวณหนวยจัดการตนน้ําบอแกว จังหวัดเชียงใหม

มีปริมาณซากพืชบนดิน 937-1,223 กิโลกรัมตอไรตอป มีการกักเก็บคารบอน 343-436 กิโลกรัมตอไร
ตอป สวนสวนปาสนสามใบที่ปลูกบริเวณใกลเคียง อายุ 14-34 ป มีปริมาณซากพืชบนดิน 660-1,341

กิโลกรัมตอไรตอป มีการกักเก็บคารบอน 267-504 กิโลกรัมตอไรตอป (Nongnuang, 2012)

เปรียบเทียบกับสวนปาสนคาริเบียอายุ 29 ป ที่สถานีวนวัฒนวิจัยหวยบง จังหวัดเชียงใหม มีปริมาณ

ซากพืชที่รวงหลนบนดิน 750 กิโลกรัมตอไรตอป มีการกักเก็บคารบอน 352 กิโลกรัมตอไรตอป

(อําไพ และคณะ, 2555) และทีสถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร จังหวัดกําแพงเพชร สวนปาไมสัก อายุ 10
และ 12 ป มีปริมาณซากพืชที่รวงหลนบนดิน 519 และ 636 กิโลกรัมตอไรตอป มีการกักเก็บคารบอน 224

และ 275 กิโลกรัมตอไรตอป (ประพาย และคณะ, 2558) (ตารางที่ 3.7)

ตารางที่ 3.3 การกักเก็บคารบอนในสวนปาชนิดตางๆ



ระยะปลูก ความหนาแนน การกักเก็บคารบอน
สถานที่ ชนิดไม อายุ (ป) อางอิง
(ม.) (ตน/ไร) (ตัน/ไร) (ตัน/ไร/ป)
สถานีวิจัยและฝกอบรมการปลูก กระถินเทพา * * * 14.8 * เสริมพงศ (2544)
สรางสวนปา จ. นครราชสีมา กระถินณรงค * * * 9.1 *
ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส * * * 8.9 *
แดง * * * 6.7 *
พะยูง * * * 6.2 *

ประดูปา * * * 4 *
สวนปาสัก อ. ลานสัก สัก * * 10 1.8* 0.18* นาฏสุดา (2550)
จ. อุทัยธานี * * 14 3.1* 0.22*

* * 18 2.9* 0.16*
* * 27 9.7* 0.36* ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
* * 28 12.7* 0.45*
สถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร สัก 2 x 4 165 8 3.0 0.37 สาโรจน และคณะ (2558)
อ. เมือง จ. กําแพงเพชร สัก 4 x 4 70 10 2.4 0.24 ประพาย และคณะ (2558)
สัก 4 x 4 84 12 4.8 0.40 บพิตร และคณะ (2558)

ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 1.5 x 3 180 6 3.2 0.53 บพิตร และคณะ (2559)
ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 3 x 3 61 15 12.1 0.81 ประพาย และคณะ (2558)
กระถินณรงค 3 x 3 59 7 2.6 0.36 คณะผูจัดทํา (2562)
ตะเคียนทอง 4 x 4 53 19 7.3 0.38 ประพาย และคณะ (2562)
แดง 4 x 4 27 29 4.1 0.14 อําไพ และคณะ (2562)
สถานีวนวัฒนวิจัยแมทะ ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 2 x 3 53 31 9.5 0.31 ศรีศักดิ์ (2560)
อ. แมทะ จ. ลําปาง
สถานีวนวัฒนวิจัยเชียงใหม สัก 4 x 4 97 10 2.0 0.20 อําไพ และคณะ ( 2561)
อ. แมแตง จ. เชียงใหม

112

ตารางที่ 3.3 การกักเก็บคารบอนในสวนปาชนิดตางๆ



ระยะปลูก ความหนาแนน การกักเก็บคารบอน
สถานที่ ชนิดไม อายุ (ป) อางอิง
(ม.) (ตน/ไร) (ตัน/ไร) (ตัน/ไร/ป)
สถานีวิจัยและฝกอบรมการปลูก กระถินเทพา * * * 14.8 * เสริมพงศ (2544)
สรางสวนปา จ. นครราชสีมา กระถินณรงค * * * 9.1 *
ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส * * * 8.9 *
แดง * * * 6.7 *
พะยูง * * * 6.2 *

ประดูปา * * * 4 *
สวนปาสัก อ. ลานสัก สัก * * 10 1.8* 0.18* นาฏสุดา (2550)
จ. อุทัยธานี * * 14 3.1* 0.22*

* * 18 2.9* 0.16*
* * 27 9.7* 0.36* ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
* * 28 12.7* 0.45*
สถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร สัก 2 x 4 165 8 3.0 0.37 สาโรจน และคณะ (2558)
อ. เมือง จ. กําแพงเพชร สัก 4 x 4 70 10 2.4 0.24 ประพาย และคณะ (2558)
สัก 4 x 4 84 12 4.8 0.40 บพิตร และคณะ (2558)

ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 1.5 x 3 180 6 3.2 0.53 บพิตร และคณะ (2559)
ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 3 x 3 61 15 12.1 0.81 ประพาย และคณะ (2558)
กระถินณรงค 3 x 3 59 7 2.6 0.36 คณะผูจัดทํา (2562)
ตะเคียนทอง 4 x 4 53 19 7.3 0.38 ประพาย และคณะ (2562)
แดง 4 x 4 27 29 4.1 0.14 อําไพ และคณะ (2562)
สถานีวนวัฒนวิจัยแมทะ ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 2 x 3 53 31 9.5 0.31 ศรีศักดิ์ (2560)
อ. แมทะ จ. ลําปาง
สถานีวนวัฒนวิจัยเชียงใหม สัก 4 x 4 97 10 2.0 0.20 อําไพ และคณะ ( 2561)
อ. แมแตง จ. เชียงใหม

112

113

ตารางที่ 3.3 (ตอ)


ระยะปลูก ความหนาแนน การกักเก็บคารบอน
สถานที่ ชนิดไม อายุ (ป) อางอิง
(ม.) (ตน/ไร) (ตัน/ไร) (ตัน/ไร/ป)
สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล สัก 2 x 4 161 3 0.7* 0.23* คณะผูจัดทํา (2562)
อ. แมแตง จ. เชียงใหม สัก 2 x 4 156 5 3.0 0.60
สัก 2 x 4 192 6 4.0 0.67 สมชาย และคณะ (2559)

สัก 2 x 4 188 9 3.3 0.37 คณะผูจัดทํา (2562)
มะคาโมง 3 x 3 144 8 1.9 0.24 คณะผูจัดทํา (2562)
สนคาริเบีย 1.5 x 3 149 6 1.2 0.19 อําไพ และคณะ (2558)
สถานีวนวัฒนวิจัยบอแกว อ. ฮอด สนคาริเบีย 3 x 3 114 9 2.2 0.25 อําไพ และคณะ (2558)
จ. เชียงใหม
สถานีวนวัฒนวิจัยหวยบง สนคาริเบีย 3 x 3 138 18 14.7 0.82 อําไพ และคณะ (2558)

อ. ฮอด จ. เชียงใหม 3 x 3 88 29 15.1 0.52
สถานีวนวัฒนวิจัยงาว สัก 4 x 4 71 14 3.2 0.23 คณะผูจัดทํา (2562) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
จ. ลําปาง สัก 4 x 4 76 15 5.3 0.35
สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช กระถินณรงค 2 x 3 25 21.3* 0.85* อัตราการรอดตาย 48.2%
อ. วังน้ําเขียว จ. นครราชสีมา กระถินเทพา 25 21.1* 0.84* อัตราการรอดตาย 41.4%
ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 25 16.9* 0.68* อัตราการรอดตาย 41.4%

พะยูง 25 16.3* 0.65* อัตราการรอดตาย 90.0%
ธิติ และ เกรียงไกร (2556)
สวนยางพารา ยางพารา 76 1 1.8 1.83 Saengruksawong et al. (2012)
อ. โซพิสัย จ. บึงกาฬ 76 5 4.8 0.96
76 10 8.4 0.84
80 15 11.2 0.75
75 20 13.4 0.67


ปาดิบแลง (ทุติยภูม) บริเวณขางเคียง 19.9 *
หมายเหตุ: * การกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน

113

ตารางที่ 3.3 (ตอ)


ระยะปลูก ความหนาแนน การกักเก็บคารบอน
สถานที่ ชนิดไม อายุ (ป) อางอิง
(ม.) (ตน/ไร) (ตัน/ไร) (ตัน/ไร/ป)
สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล สัก 2 x 4 161 3 0.7* 0.23* คณะผูจัดทํา (2562)
อ. แมแตง จ. เชียงใหม สัก 2 x 4 156 5 3.0 0.60
สัก 2 x 4 192 6 4.0 0.67 สมชาย และคณะ (2559)

สัก 2 x 4 188 9 3.3 0.37 คณะผูจัดทํา (2562)
มะคาโมง 3 x 3 144 8 1.9 0.24 คณะผูจัดทํา (2562)
สนคาริเบีย 1.5 x 3 149 6 1.2 0.19 อําไพ และคณะ (2558)
สถานีวนวัฒนวิจัยบอแกว อ. ฮอด สนคาริเบีย 3 x 3 114 9 2.2 0.25 อําไพ และคณะ (2558)
จ. เชียงใหม
สถานีวนวัฒนวิจัยหวยบง สนคาริเบีย 3 x 3 138 18 14.7 0.82 อําไพ และคณะ (2558)

อ. ฮอด จ. เชียงใหม 3 x 3 88 29 15.1 0.52
สถานีวนวัฒนวิจัยงาว สัก 4 x 4 71 14 3.2 0.23 คณะผูจัดทํา (2562) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
จ. ลําปาง สัก 4 x 4 76 15 5.3 0.35
สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช กระถินณรงค 2 x 3 25 21.3* 0.85* อัตราการรอดตาย 48.2%
อ. วังน้ําเขียว จ. นครราชสีมา กระถินเทพา 25 21.1* 0.84* อัตราการรอดตาย 41.4%
ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส 25 16.9* 0.68* อัตราการรอดตาย 41.4%

พะยูง 25 16.3* 0.65* อัตราการรอดตาย 90.0%
ธิติ และ เกรียงไกร (2556)
สวนยางพารา ยางพารา 76 1 1.8 1.83 Saengruksawong et al. (2012)
อ. โซพิสัย จ. บึงกาฬ 76 5 4.8 0.96
76 10 8.4 0.84
80 15 11.2 0.75
75 20 13.4 0.67


ปาดิบแลง (ทุติยภูม) บริเวณขางเคียง 19.9 *
หมายเหตุ: * การกักเก็บคารบอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน

ตารางที่ 3.4 การกักเก็บคารบอนในดินปาธรรมชาติ


ระดับความลึกดิน การสะสม
สถานที่ ชนิดปา อางอิง
(ซม.) คารบอน (ตัน/ไร)
อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 120 21.3 ณัฐลักษณ (2552)

ปาดิบแลง 160 22.2

ปาสน 160 19.7
ปาเบญจพรรณ 100 21.9
ปาเต็งรัง 80-160 10.9

ปาดิบชื้น 100 53.0 Tangtham and Tantasirin (1997)
ปาเบญจพรรณ 100 28.5

ปาเต็งรัง 100 8.2 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

ปาสน 100 27.0
ปาชายเลน 100 28.2
จ.เชียงใหม ปาดิบเขา 100 37.9 สิริรัตน และ ศิริภา (2544)
จ.กาญจนบุรี ปาเบญจพรรณ 100 23.8

จ.เชียงใหม ปาดิบแลง 100 23.2
จ.เชียงใหม ปาสนเขา 100 21.1










114

ตารางที่ 3.4 การกักเก็บคารบอนในดินปาธรรมชาติ


ระดับความลึกดิน การสะสม
สถานที่ ชนิดปา อางอิง
(ซม.) คารบอน (ตัน/ไร)
อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปุย จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 120 21.3 ณัฐลักษณ (2552)

ปาดิบแลง 160 22.2

ปาสน 160 19.7
ปาเบญจพรรณ 100 21.9
ปาเต็งรัง 80-160 10.9

ปาดิบชื้น 100 53.0 Tangtham and Tantasirin (1997)
ปาเบญจพรรณ 100 28.5

ปาเต็งรัง 100 8.2 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

ปาสน 100 27.0
ปาชายเลน 100 28.2
จ.เชียงใหม ปาดิบเขา 100 37.9 สิริรัตน และ ศิริภา (2544)
จ.กาญจนบุรี ปาเบญจพรรณ 100 23.8

จ.เชียงใหม ปาดิบแลง 100 23.2
จ.เชียงใหม ปาสนเขา 100 21.1










114

115

ตารางที่ 3.4 (ตอ)



ระดับความลึกดิน การสะสม
สถานที่ ชนิดปา อางอิง
(ซม.) คารบอน (ตัน/ไร)
อุทยานแหงชาติดอยอินทนนท จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 160 20.0 Satienperakul et al. (2012)

หนวยจัดการตนน้ําบอแกว อ. สะเมิง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 160 22.4 Nongnuang (2012)
ปาชุมชนบานหนองเตา อ. แมวาง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา (ปาอนุรักษ) 200 51.6 Seeloy-ounkeae (2014)

(ปาใชสอย) 200 13.5

ปาชุมชนบานหวยขาวลีบ อ. แมวาง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 200 38.4

ปาชุมชนบานหวยตอง อ. แมวาง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 200 70.0

ปาชุมชนบานแมยะนอย อ. จอมทอง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 200 27.0
สะแกราช จ.นครราชสีมา ปาดิบแลง 50 18.9 อํานาจ และ ณัฐพล (2548)

สะแกราช จ.นครราชสีมา ปาดิบแลง 100 38.7 สิริรัตน และคณะ (2549) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

ลุมน้ําแมกลอง จ.กาญจนบุรี ปาเบญจพรรณ 100 31.2

ปาชุมชนบานทรายทอง ต. ปาสัก อ. เมอง จ. ลําพูน ปาเบญจพรรณ (อุดมสมบูรณ) 110 6.5 แสงคํา (2552)
(เสื่อมโทรม) 100 13.8

ปาเต็งรัง (อุดมสมบูรณ) 80 6.9

(เสื่อมโทรม) 20 2.6

ปาชุมชนบานแมทา อ. แมออน จ. เชียงใหม ปาเบญจพรรณ 160 14.7 เตือนใจ (2558)
ปาเต็งรัง 140 14.1

115

ตารางที่ 3.4 (ตอ)



ระดับความลึกดิน การสะสม
สถานที่ ชนิดปา อางอิง
(ซม.) คารบอน (ตัน/ไร)
อุทยานแหงชาติดอยอินทนนท จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 160 20.0 Satienperakul et al. (2012)

หนวยจัดการตนน้ําบอแกว อ. สะเมิง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 160 22.4 Nongnuang (2012)
ปาชุมชนบานหนองเตา อ. แมวาง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา (ปาอนุรักษ) 200 51.6 Seeloy-ounkeae (2014)

(ปาใชสอย) 200 13.5

ปาชุมชนบานหวยขาวลีบ อ. แมวาง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 200 38.4

ปาชุมชนบานหวยตอง อ. แมวาง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 200 70.0

ปาชุมชนบานแมยะนอย อ. จอมทอง จ. เชียงใหม ปาดิบเขา 200 27.0
สะแกราช จ.นครราชสีมา ปาดิบแลง 50 18.9 อํานาจ และ ณัฐพล (2548)

สะแกราช จ.นครราชสีมา ปาดิบแลง 100 38.7 สิริรัตน และคณะ (2549) ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม

ลุมน้ําแมกลอง จ.กาญจนบุรี ปาเบญจพรรณ 100 31.2

ปาชุมชนบานทรายทอง ต. ปาสัก อ. เมอง จ. ลําพูน ปาเบญจพรรณ (อุดมสมบูรณ) 110 6.5 แสงคํา (2552)
(เสื่อมโทรม) 100 13.8

ปาเต็งรัง (อุดมสมบูรณ) 80 6.9

(เสื่อมโทรม) 20 2.6

ปาชุมชนบานแมทา อ. แมออน จ. เชียงใหม ปาเบญจพรรณ 160 14.7 เตือนใจ (2558)
ปาเต็งรัง 140 14.1

ตารางที่ 3.4 (ตอ)


ระดับความลึกดิน การสะสม
สถานที่ ชนิดปา อางอิง
(ซม.) คารบอน (ตัน/ไร)
บริเวณสวนปามัญจาคีรี จ.ขอนแกน ปาเต็งรัง 60 36.2 วสันต และคณะ (2553)

สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล อ. แมแตง จ. เชียงใหม ปาเต็งรัง (กันไฟ) 200 11.5 Wattanasuksakul (2012)

(ไมกันไฟ) 200 19.7

อุทยานไมกลายเปนหิน จ.ตาก ปาเต็งรัง (พื้นที่หินตะกอน) 100 3.0 วรลักษณ (2554)
ปาเต็งรัง (พื้นที่หินแกรนิต) 100 5.0 พัชนิดา (2554)


ปาเต็งรัง อ.ลี้ จ.ลําพูน ปาเต็งรัง 100 2.2 ธนานิติ (2561)
ปาปลูก เหมืองลิกไนตบานปู อ.ลี้ จ.ลําพูน เหมืองลิกไนต 100 6.5 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม


ศูนยการพัฒนาหวยฮองไครอนเนื่องมาจาก ปาเบญจพรรณ 100 8.2 Phongkhamphanh (2018)
พระราชดําริ จ.เชียงใหม
ปาเต็งรัง (พื้นที่หินภูเขาไฟ) 30 6.2

(พื้นที่หินทราย) 40 0.3 พัชรธีรัตน (2559)

ปาชายเลนจังหวัดระนอง ปาชายเลน ปาปฐมภูม (สมบูรณมาก) 50 10.9 สาพิศ (2550)

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 50 11.0

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 50 10.9

ปาชายเลนจังหวัดชุมพร ปาปฐมภูมิ (สมบูรณมาก) 50 12.5

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 50 12.3
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 50 14.4




116

ตารางที่ 3.4 (ตอ)


ระดับความลึกดิน การสะสม
สถานที่ ชนิดปา อางอิง
(ซม.) คารบอน (ตัน/ไร)
บริเวณสวนปามัญจาคีรี จ.ขอนแกน ปาเต็งรัง 60 36.2 วสันต และคณะ (2553)

สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล อ. แมแตง จ. เชียงใหม ปาเต็งรัง (กันไฟ) 200 11.5 Wattanasuksakul (2012)

(ไมกันไฟ) 200 19.7

อุทยานไมกลายเปนหิน จ.ตาก ปาเต็งรัง (พื้นที่หินตะกอน) 100 3.0 วรลักษณ (2554)
ปาเต็งรัง (พื้นที่หินแกรนิต) 100 5.0 พัชนิดา (2554)


ปาเต็งรัง อ.ลี้ จ.ลําพูน ปาเต็งรัง 100 2.2 ธนานิติ (2561)
ปาปลูก เหมืองลิกไนตบานปู อ.ลี้ จ.ลําพูน เหมืองลิกไนต 100 6.5 ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม


ศูนยการพัฒนาหวยฮองไครอนเนื่องมาจาก ปาเบญจพรรณ 100 8.2 Phongkhamphanh (2018)
พระราชดําริ จ.เชียงใหม
ปาเต็งรัง (พื้นที่หินภูเขาไฟ) 30 6.2

(พื้นที่หินทราย) 40 0.3 พัชรธีรัตน (2559)

ปาชายเลนจังหวัดระนอง ปาชายเลน ปาปฐมภูม (สมบูรณมาก) 50 10.9 สาพิศ (2550)

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 50 11.0

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 50 10.9

ปาชายเลนจังหวัดชุมพร ปาปฐมภูมิ (สมบูรณมาก) 50 12.5

ปาทุติยภูมิ (สมบูรณปานกลาง) 50 12.3
ปาทุติยภูมิ (สมบูรณนอย) 50 14.4




116

117

ตารางที่ 3.5 การกักเก็บคารบอนในดินสวนปา



ระดับความลึก การสะสมคารบอน
สถานที่ ชนิดไม อายุ (ป) อางอิง
(ซม.) (ตัน/ไร)
สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล อ. แมแตง จ. เชียงใหม สนคาริเบีย 6 160 16.0 อําไพ และคณะ (2555)

สถานีวนวัฒนวิจัยบอแกว อ. ฮอด จ. เชียงใหม 9 160 9.7 อําไพ และคณะ (2556)

สถานีวนวัฒนวิจัยหวยบง อ. ฮอด จ. เชียงใหม 18 160 8.8 สาโรจน และคณะ (2556)

29 160 8.9 อําไพ และคณะ (2555)
หนวยจัดการตนน้ําบอแกว อ. สะเมิง จ. เชียงใหม สนสามใบ 17 160 32.8 Nongnuang (2012)

21 160 12.9

25 160 26.6

29 160 28.4
ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
33 160 26.0

สวนยางพารา อ. โซพิสัย จ. บึงกาฬ ยางพารา 1 100 2.3 Saengruksawong et al. (2012)

5 100 2.7

10 100 3.0

15 100 2.6

20 100 2.1

ปาดิบแลง (ทุติยภูม) บริเวณขางเคียง 100 1.7

117

ตารางที่ 3.5 การกักเก็บคารบอนในดินสวนปา



ระดับความลึก การสะสมคารบอน
สถานที่ ชนิดไม อายุ (ป) อางอิง
(ซม.) (ตัน/ไร)
สถานีวนวัฒนวิจัยอินทขิล อ. แมแตง จ. เชียงใหม สนคาริเบีย 6 160 16.0 อําไพ และคณะ (2555)

สถานีวนวัฒนวิจัยบอแกว อ. ฮอด จ. เชียงใหม 9 160 9.7 อําไพ และคณะ (2556)

สถานีวนวัฒนวิจัยหวยบง อ. ฮอด จ. เชียงใหม 18 160 8.8 สาโรจน และคณะ (2556)

29 160 8.9 อําไพ และคณะ (2555)
หนวยจัดการตนน้ําบอแกว อ. สะเมิง จ. เชียงใหม สนสามใบ 17 160 32.8 Nongnuang (2012)

21 160 12.9

25 160 26.6

29 160 28.4
ตอนที่ 3 การกักเก็บคารบอนในระบบนิเวศปาไม
33 160 26.0

สวนยางพารา อ. โซพิสัย จ. บึงกาฬ ยางพารา 1 100 2.3 Saengruksawong et al. (2012)

5 100 2.7

10 100 3.0

15 100 2.6

20 100 2.1

ปาดิบแลง (ทุติยภูม) บริเวณขางเคียง 100 1.7


Click to View FlipBook Version