The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-10-29 00:36:28

ไม้สนสามใบ2547

สนสามใบ


(Pinus kesiya Royal ex Gordon)


































ศูนยวนวัฒนวิจัยเชยงใหม ่










สานกบรหารจัดการในพื นที ปาอนุรกษ 16 จงหวัดเชยงใหม ่





กรมอุทยานแหงชาติ สตวปา และพันธุพืช

2547

จัดทําโดย





ประดิษฐ หอมจน
วินย ศรกุล



สมเกียรติ กลั นกลิ น

อําไพ พรลีแสงสุวรรณ ์


สาโรจน วัฒนสุขสกุล


สมชาย นองเนอง

คํานํา





สนสามใบ ตามธรรมชาตจะข นอยู่ในปาผลัดใบบรเวณภู










เขาสงซงเปนพื นที ต้นนํ าลําธาร หรอในสภาพพ นที ทเสอมโทรม ตลอด




จนพ นที ทมการบุกรกทําลายก็สามารถพบสนสามใบข นอยู่ทั วไป สน


สามใบเปนไม้โตเรวในเขตรอนชนดหนง เน อไม้มลายสเหลองอ่อน











สวยงาม มคุณสมบัตเหมาะสมในการเปนไม้วเนยร และใช้ใน






อุตสาหกรรมเครองเรอนและเฟอรนเจอรตบแต่งภายใน นอกจากน ยังม ี





เยื อใยยาวเหมาะกับการใช้เปนวัตถุดบในการทําเยื อกระดาษ ซงรัฐบาล




เองก็เล็งเหนความสําคัญของไม้สนในการปลูกปาเพอการอนรกษ์ต้นนํ า









ประกอบกับคุณค่าทจะตอบแทนในรปปาเศรษฐกิจ จงได้มการปลูก







สรางสวนปาสนสามใบโดยกรมปาไม้เร ิมตั งแต่ป 2505 จนถงปจจบัน

จากการนํามาทดลองปลูกตามพ นที ต่างๆ ปรากฏว่าการเจรญเตบโตเปน



ทน่าพอใจ มการพัฒนาและวจัยเกี ยวกับไม้สนสามใบเปนลําดับมา







ปจจุบันมแหล่งเก็บเมล็ดพันธดจากปาธรรมชาต มแม่ไม้สนสามใบคุณ







ภาพด และมสวนผลตเมล็ดไม้พันธด ตลอดจนมสวนอนรกษ์ไม้สน









สามใบ ดังนั นในอนาคตการปลูกสรางสวนปาเพออนรกษ์และ




เศรษฐกิจ ควรจะใช้เมล็ดพันธดทผ่านการปรบปรงพันธมาแล้วใช้ใน








การปลูกปาต่อไป
คณะผู้จัดทํา

สารบัญ



หน้า



บทนํา 1

ลักษณะทั วไป 2


การกระจายพันธ์ตามธรรมชาต ิ 6
การขยายพันธ 7





การคัดเลือกพ นทและการเตรยมพ นทปลูก 16




การปลูกสรางสวนปา 20


โรค แมลง และศัตรธรรมชาต 40



การเจรญเตบโตและผลผลต 45
การใช้ประโยชน ์ 47

เอกสารอ้างอง 49

สนสามใบ



(Pinus kesiya Royal ex Gordon)






บทนา


สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon) เป็นไม้อยู่





ในวงศ์ Pinaceae อันดับ Coniferales เปนกลุ่มพชทมประวัตยาวนานมา




ตั งแต่ยุคดกดําบรรพ์ มเมล็ดเปลอย (Gymnospermae) นับว่าเปนไม้เก่า








แก่ทสดในบรรดาพชทมเมล็ดทั งหลาย แต่เดมในประเทศ อนเดย ธเบต





เหมยนหม่า ไทย ลาว และเวยดนาม เรยกกันว่า Pinus khasya แต่ใน


ประเทศฟลปปนส บางส่วนของเหมยนหม่า และยูนาน (ตอนใต้ของ






ประเทศจน) เรยกว่า Pinus insularis ในขณะทนักพฤษศาสตรบางคน



เรยกว่า Pinus yunnanensis สําหรบในประเทศไทยมชอเรยกแตกต่าง








กันดังน ชอพ นเมองเรยกว่า สนสามใบ ภาคกลางเรยกว่า สนเขา ภาค


เหนอเรยกว่า เกี ยะเปลอกแดง แต่จังหวัดเชยงใหม่ เรยกว่า เกี ยะเปลอก







บาง จังหวัดแม่ฮ่องสอนเรยกว่า เช ยงบั ง จังหวัดเพชรบูรณเรยกว่า แปก




ทางภาคอสานเรยก จวง


1

ลักษณะทั วไป






เปนไม้ยืนต้นขนาดกลาง - ใหญ่ มความสงประมาณ




35 - 45 เมตร ลําต้นตรงเปลา มเรอนยอดเปนพุ่มกลม ขณะมอายุน้อย





เรอนยอดสนสามใบจะเปนรปปรามด และเมอโตเต็มทมเรอนยอดเปน







รปร่ม เปลอก หนา มสชมพู หรอสนํ าตาลแดง และจะแตกหลุดออก





เปนเกล็ดหรอแผ่นเมอต้นมอายุเต็มวัยแล้ว ใบ เปนลักษณะใบเดยว เล็ก










เรยวยาวเปนรปเข็ม รวมเปนกระจุกๆ ละ 3 ใบ มความยาวประมาณ 12

- 25 เซนตเมตร หนาประมาณ 0.5 - 1.0 มลลิเมตร มสเขียวอ่อนมท่อนํ า








มัน 3 - 5 ท่อต่อผิวใบ โคนของกระจกใบหรอกลุ่มใบจะมเยื อหมสนํ า



ตาลอมเทายาวประมาณ 0.5 - 1.5 เซนตเมตร ดอก ดอกตัวผู้ (strobili)



เปนรปทรงกระบอก ยาวประมาณ 2 - 3 เซนตเมตร ออกเปนกลุ่มรวม

กัน แต่ละดอกกว้างประมาณ 0.5 เซนตเมตร ระยะแรกๆ จะมสเหลอง








ซดๆ หรอนํ าตาลอ่อน เมอแก่จัดเกสรตัวผู้จะปลวหลุดออกมา ปลว

กระจายไปตามลม ดอกตัวผู้จะออกรอบๆ ปลายกิ ง ห่างจากปลายกิ ง

ประมาณ 10 - 15 เซนตเมตร ในประเทศไทยเกสรตัวผู้จะออกดอก

ระหว่างเดอนพฤศจกายน – กุมภาพันธ ดอกตัวเมย (conelet) จะมส ี




ม่วงอมเขยวเปนเกล็ดเล็กๆ เรยงสลับเวียนกันแต่ละเกล็ด ทางด้านล่าง




ของเกล็ดมกาบรองรับอยู่ยาวและโตประมาณ 0.8 เซนตเมตร ดอกตัว

2







เมยเจรญเตบโตเต็มทจะมรปกรวยและเกล็ดแข็ง จะออกช่วงเดอน




ธันวาคมจนถงต้นกุมภาพันธ์ ช่วงผสมเกสรจะมอยู่ระหว่างเดอน
ดอกตัวผู้










เปลือก















ใบ






cone







ภาพท 1 ลักษณะเปลอก ดอก ใบ และผล (cone) ของสนสามใบ
3


มกราคม - กุมภาพันธ์ เปนเวลา 7 วันในแต่ละต้น โดยเกล็ดเล็กๆ ตาม




ดอกตัวเมยจะเปดอ้าออกรับละอองเกสรตัวผู้ ดอกตัวเมยทได้การผสม

เกสรแล้วยังคงมขนาดเล็กอยู่ในปแรกยาวประมาณ 2 เซนตเมตร หลัง




จากนั นก็จะพัฒนา cone เจรญใหญ่ข นจนมขนาดโตเต็มทยาว 5 - 8






เซนตเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 - 5 เซนตเมตร ใช้เวลาอกปเศษๆ การ

พัฒนาของ cone ตั งแต่ผสมเกสรจนถึงแก่จัดใช้เวลา 23 - 25 เดอน ผล


สนแก่จัดจะมสนํ าตาล เกล็ดจะอ้าออกเปดโอกาสให้เมล็ดใต้เกล็ด 1 - 2


เมล็ด ขนาด 0.3 - 0.5 เซนตเมตร หลุดร่วงออกมา เมล็ดจะมครบสขาว




บางเปนปกอยู่ทตอนปลายยาวประมาณ 1.5 - 2.5 เซนตเมตร ช่วยใน



การปลวกระจายไปตามลมเปนการกระจายพันธสนสามใบ ช่วงททํา







การเก็บผลสนทแก่จัดอยู่ในระหว่างเดอนธันวาคม - มกราคม
ในสภาพป่าธรรมชาติที มีสนสามใบขึ นอยู่ พบว่าสน





สามใบมักข นเปนกลุ่มหรอเปนดง มบางแห่งข นกระจัดกระจาย เนอง






จากเมล็ดของสนสามใบสามารถงอกและเจรญเตบโตได้ด ในสภาพดน

ทมความอุดมสมบูรณตํา และในทโล่งแจ้งอันเนองมาจากการทําลายปา









ทําไร่เลอนลอยของมนษย์ และพ นที ทถูกไฟไหม้ ดังนั นสนสามใบจง







เปนไม้เบิกนําชนดหนง การงอกของเมล็ดเร มขึ นหลังจากเมล็ดทมปก







เดยวปลวออกจากผล (cone) ทแก่จัด ตกตามบรเวณพ นที ปา เมอเมล็ด







ได้รบปรมาณความช นพอเพยงในฤดูฝนก็จะเร ิมงอกทันทีโดยรากจะ
4



แทงลงในดน หลังจากงอกประมาณ 10 - 15 วัน ก็จะมใบเลี ยงลักษณะ



เปนเส้นๆ สเขียวเกิดโดยรอบ 6 - 8 เส้น ระยะน กล้าสนสามใบยังมแต่

รากแก้วอยู่ หลังจาก 25 - 30 วัน ก็จะเกิดยอดอ่อนข น ระบบรากก็จะ

เกิดรากฝอยข นรอบๆ รากแก้ว เพื อใช้ดูดซับธาตุอาหารในดนหล่อเล ยง






ต้นกล้า เปนระยะทกล้าสนจะต้องหาอาหารกินเอง เมอกล้าสนอายุได้ 1


ป ระบบของรากฝอยก็เจรญเตบโตเต็มทแผ่กระจายตามหน้าผวดนตาม









สภาพของพื นที ในปาธรรมชาตทสนสามใบข นอยู่ส่วนใหญ่จะเปนสัน



เขาซงอยู่สงจากระดับนํ าทะเล 1,000 - 1,500 เมตร มไม้อนข นปะปน




บ้าง เช่น ไม้ก่อชนดต่างๆ ไม้เต็ง ไม้รง ไม้เหยง ไม้พลวง พ นดนค่อน






ข้างเปนทรายจัด เปนดนร่วน หรอมหน กรวด ลูกรง ปะปนอยู่มาก ชั น









ของหน้าดนต น ต่อจากชั นหน้าดนก็เปนชั นหน ระบบรากทใช้ในการ



หาอาหารก็จะแผ่กระจายอยู่ตามบรเวณชั นของหน้าดน 0 - 70



เซนตเมตร ระบบรากแก้วก็หยุดพัฒนา เพราะไม่สามารถหยั งลกลงไป


ในชั นหนได้ ตามบรเวณยอดเขาสงสนสามใบมการพัฒนาระบบรากด ี



มาก เพอไว้สําหรบต้านทานลม และการพังทลายของดนตามธรรม


ชาต


5


การกระจายพันธุตามธรรมชาติ



สนสามใบ มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติเป็นบริเวณ



กว้างระหว่าง 12 องศาเหนอ ถง 30 องศาเหนอ ในเขตเอเซยตะวันออก





เฉยงใต้ บรเวณประเทศเหมยนหม่า อนเดย ธเบต ลาว เวียดนาม ไทย




ฟลปปนส และจน จะพบสนสามใบข นอยู่ในความสงจากระดับนํ าทะเล






ตั งแต่ 300 - 3,000 เมตร โดยปกตแล้วจะพบสนสามใบอยู่ในช่วงความ
สงระหว่าง 1,000 - 1,800 เมตร


การกระจายพันธุในประเทศไทย




พ นทปาสนทั งหมด ประเทศไทยมประมาณ 228,000
เฮกแตร มทั งสนสามใบ และสนสองใบ แต่ทมสภาพปาสนค่อนข้างด ี







ประมาณ 28,000 เฮกแตร สนสามใบข นอยู่ในบรเวณตะวันตกเฉยง


เหนอ และภาคเหนอของประเทศ (18 องศา 47 ลปดาเหนอ - 100 องศา




50 ลปดาตะวันออก) และบรเวณภูกระดง จังหวัดเพชรบูรณ และ








พษณโลก ความสงทสนสามใบข นอยู่ระหว่าง 1,000 - 1,500 เมตร






ปรมาณนํ าฝนเฉลย 1,000 - 2,000 มลลเมตรต่อป อุณหภูมเฉลย 25






องศาเซลเซยส สนสามใบทข นอยู่ในประเทศไทยจะข นปะปนกับสน

สองใบ โดยสนสองใบจะข นในระดับความสงทตํากว่าจนถึงความสง




ประมาณ 1,000 เมตร จากระดับเกินกว่า 1,000 เมตร ส่วนมากสนสาม
6







ใบจะข นอยู่ในปาผลัดใบทอยู่ตามภูเขาสง สนสามใบทข นในประเทศ
ไทยจะเปนไม้ขนาดกลางความสงประมาณ 30 เมตร และเส้นผ่าศูนย์



กลางประมาณ 40 เซนตเมตร ลักษณะเปลอกเปนแผ่นบางๆ สนํ าตาล





ออกชมพู ดอกตัวเมยและดอกตัวผู้จะออกในเดอนธันวาคม -




กุมภาพันธ์ ดอกตัวเมยมขนาดยาว 8 มลลิเมตร ผลแก่จัดมขนาดยาว 6 -


7 เซนตเมตร จํานวนเมล็ดจะมประมาณ 45,000 เมล็ด/กิโลกรม การ





ขยายพันธ์ตามธรรมชาตพบว่าเมล็ดเจรญเตบโตในทโล่งเตยนและมไฟ




ไหม้ตามบรเวณไร่เลื อนลอยตามไหล่ถนน
การขยายพันธุ ์




การขยายพันธ์ไม้สนสามใบ กระทําได้ 2 วธ คอ




1. การขยายพันธุโดยใชเมล็ดเพาะ การขยายพันธโดย
วธน เปนที นยมมากและใช้ปฏบัตโดยทั วไปในการผลตกล้าไม้สนเพอ













วัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การปลูกสรางสวนอนรกษ์พันธ การสรางสวน






ผลตเมล็ด เมล็ดทเก็บจากต้นแม่ไม้หรอแหล่งแม่ไม้ทได้ทําการคัด


เลือกแล้วปกตจะทําการเก็บผล (cone) โดยวธการปนเก็บบนต้นไม้ ใน






ช่วงเดอนธันวาคมและมกราคมเปนช่วงทผลสนแก่จัด เมอเลยช่วงเวลา




น ไปแล้วผลของสนสามใบก็จะอ้าออกดดให้เมล็ดสนซงมปกเดยวปลิว



ไปตามสายลมไม่สามารถจะเก็บเมล็ดได้ เมล็ดทเก็บได้พรอมทจะทํา





การเพาะชําเปนกล้าไม้ได้เลย เพราะไม่มระยะชะงักงัน (Dormancy) แต่
7







ประการใด และไม่จําเปนต้องมการปฏบัตต่อเมล็ดเปนกรณพเศษก่อน

การเพาะ นอกจากน เมล็ดไม้สนสามใบสามารถเก็บรักษาไว้ในห้องเย็น


ทควบคุมอุณหภูมไว้ประมาณ 4 องศาเซลเซยส ได้นาน 8 – 9 ป โดย




อัตราการงอกมได้ตําลงกว่าปกตอย่างใด


2. การขยายพันธุโดยใชสวนตางๆ ของลําตน เปนวธ








การเพิ มจํานวนต้นพชจากส่วนต่างๆ ของลําต้น เนองจากส่วนต่างๆ




ของลําต้นมความสามารถสรางส่วนทขาดข นทดแทน เช่น การปกชํา




กิ งสามารถเกิดราก การปกชํารากสามารถเกิดต้นใหม่ การปกชําใบ



สามารถเกิดได้ทั งต้นและรากใหม่ นอกจากน เรายังสามารถเปลยนยอด


เสยบกิ ง การตอนกิ ง การตดตา ตลอดจนการเลี ยงเซลของพืชในหลอด





แก้วที มอาหารในสภาพปลอดเช อ ได้ต้นใหม่ทมลักษณะเหมอนต้นแม่







ทุกประการ การขยายพันธโดยวธการน ได้ดําเนนการมาเปนเวลานาน

แล้วประสบความสําเรจอย่างด ได้จัดสรางสวนผลตเมล็ดพันธจากแม่











ไม้พันธด (Clonal Seed Orchard) โดยใช้วธการเปลยนยอดเสยบกิ ง

(Grafting) ปจจบันสวนผลตเมล็ดพันธมอายุประมาณ 20 กว่าปแล้ว







ส่วนวธการแบบอนๆ ได้ดําเนนการบ้างแล้ว แต่อยู่ในขั นการทดลอง





และตดตามผลอยู่ มแนวโน้มทสามารถพัฒนาเพอการขยายพันธใน





ปรมาณทมากๆ ได้ และเพอการปรับปรงพันธ์ไม้สนสามใบได้อย่างด








8



ภาพท 2 การปกชําไม้สนสามใบ



























ภาพท 3 การเสยบยอดไม้สนสามใบ

9





วิธการผลิตและการเพาะชากลาใหไดคุณภาพ


ปจจบันการผลตและการเพาะชํากล้าไม้สนสามใบท ี





นยมใช้กันอยู่ โดยเฉพาะเพอการปลูกสรางสวนปา จะใช้วธเพาะเมล็ด




จากเมล็ดคุณภาพดทผ่านการคัดเลอกมาแล้ว เพราะเมล็ดสนสามใบม ี


ขนาดไม่ใหญ่นักและไม่เล็กจนเกินไป ง่ายต่อการหว่านเมล็ด อัตราการ



งอกอยู่ในเกณฑ์ด ขั นตอนการปฏบัตก็มได้ซับซ้อนแต่อย่างใด





การเตรยมกลาไม (Seedling preparation)



เปนขั นตอนทสําคัญไม่ด้อยไปกว่าขั นตอนอนๆ การ
เตรยมกล้าไม้ดให้มความแข็งแรงปราศจากโรคต่างๆ ก็เหมอนกับการ






ประสบผลสําเรจไปส่วนหนง ซงการเตรยมกล้าไม้มรายละเอยดพอ






สรปได้ดังน ี

1. การเพาะเมล็ด (Seed sowing) เมอจัดหาเมล็ด


ตามวาไรต และแหล่งกําเนดทต้องการได้แล้วควรทําการเพาะเมล็ดใน






เดอนพฤศจกายน – เดอนธันวาคม (ขนาดกล้าทเหมาะสมก่อนนําไป


ปลูกควรจะมอายุได้ 6 – 7 เดอน) โดยใช้หน้าดน (top soil) บรเวณปา











สน มความลก 10 – 15 เซนตเมตร เหตุทใช้ดนบรเวณปาสน เนองจาก
ไม้ในตระกูลสนเขาจะเจรญเตบโตได้ดและมความแข็งแรง จะต้องม ี









เช อไมคอรไรซ่า (Mycorrhiza) ซงเกาะอยู่ตามรากเปนตัวช่วยเพิ มพ นที

10



ของรากและเพิ มอัตราการดูดซับธาตุอาหารในดน นอกจากน ยังช่วยยืด





อายุของราก สําหรบในพ นทห่างไกลจากปาสนเขา ซงมความยาก







ลําบากในการนําดนมาเพาะและเสยค่าใช้จ่ายมาก อาจจะนําดนที มเช อ


ไมคอรไรซ่าบางส่วนมาผสมกับดนทั วไปประมาณ 5 % ก็สามารถใช้


ได้แล้ว ส่วนแหล่งที อยู่ไกลจากปาสนมาก ก็มวธการเพิ มเช อไมคอรไร




ซ่าให้แก่กล้าไม้โดยนําเหดก้อนกรวดหรอเหดดนแดงหรอเหดขลําหมา







(Pisolithus tinctorius (Pers.) Coker & Couch) ทแก่มาผึงให้แห้งและ




บดให้ละเอยดนําไปผสมกับดนททําการเพาะโดยตรง หรออาจจะผสม

กับนํ าแล้วรดแปลงเพาะได้เลย ในการเพาะเมล็ดนั นอาจจะเพาะใน


กระบะเพาะหรอแปลงเพาะเมล็ดซงแปลงเพาะขนาด 1 x 4 เมตร จะ





เพาะเมล็ดสนคารเบยได้ประมาณ 200 กรม จํานวนกล้าทได้ 6,400 –

7,400 กล้า การหว่านนั นอาจจะหว่านกระจายทั งแปลง โดยให้มระยะ

สมําเสมอระวังอย่าให้เมล็ดซ้อนกัน แล้วใช้ไม้กดทับเมล็ดให้ฝงลงไป


ในดนโดยให้ส่วนบนสดของเมล็ดเสมอกับผิวดน หลังจากนั นใช้ทราย



ละเอยดโรยทับหนาประมาณ 3 มลลเมตร ซงทรายจะเปนตัวช่วยให้นํ า










ซมลงดนได้สะดวก ทําการบันทกรายละเอียด วันเดอนปทเพาะ ถ น




กําเนด สําหรบการให้นํ าให้ใช้บัวรดนํ าทฝกบัวเปนฝอยละเอียด ทําการ



พ่นยาฆ่าเช อรา ยาฆ่าแมลง และนําตะแกรงมาครอบปองกันหน และ



สัตว์เล็กต่างๆ มาคุ้ยกินเมล็ด หลังจากการเพาะ 7 – 10 วัน เมล็ดก็จะ
11



เร มงอกออกมา ช่วงน การรดนํ าก็ต้องระวังไม่ให้แฉะเกินไปเพราะจะ




ทําให้เกิดโรครากเน่าคอดน (damping off) ซงเกิดจากเช อ Fusarium
2. การย้ายชํานั นจะสามารถย้ายกล้าลงไปชําใน

//
//






ถุงเพาะชําขนาด 4 x 6 ซงการเตรยมดนก็เช่นเดยวกับดนทใช้เพาะ
เมล็ดแต่อาจจะหยาบกว่า การย้ายชํากล้าจะเร มเมอกล้าอายุได้ประมาณ








2 อาทตย์ ซงยังมเปลอกเมล็ดตดอยู่ทปลายยอด กล้าจะมความสง






ประมาณ 4 – 6 เซนตเมตร กล้าไม้ทถอนข นมาจากแปลงเพาะ (seed




bed) ควรจะพักไว้ในถังพลาสตกทมนํ าบรรจอยู่เล็กน้อยขนาดพอท่วม


ต้นกล้าทใส่ลงไป การถอนกล้าไปชํานั นสําหรบคนงาน 1 คน ไม่ควร


เกิน 300 กล้าต่อคร ัง เมอชําเสรจค่อยกลับไปถอนใหม่ เพื อไม่ให้กล้า

ท งอยู่นานเกินไป วธการชํานั นโดยการใช้มอข้างหนงจับลําต้นหรอ






ส่วนของใบเลี ยงของต้นกล้าสอดใส่ส่วนรากลงไปในรทแทงไว้แล้วใน








ถุงชํา แล้วใช้มออกข้างกดดนให้แน่นเพอมให้เกิดช่องว่างมนํ าขังซง




อาจจะทําให้เกิดรากเน่าได้และเพอมให้รากพับหรอบดงอ (root



distortion) ถ้ากล้าไม้มรากยาวไม่สะดวกต่อการชําก็เด็ดรากออกเสย


บ้าง หลังการชําแล้วประมาณ 10 วัน ก็จะทราบว่ากล้าทชํานั นรอดตาย

หรอไม่ ทําการแยกถุงตายออกมาเรยงไว้ในแปลงใหม่ ถอนต้นทตาย






ออกแล้วเตมดนให้เต็มถุงชําเหมอนเดมเพื อทําการย้ายชําใหม่
3. การให้นํ าและให้ร่ม หลังจากการย้ายชําใน
ช่วงเดอนแรกจะต้องให้ร่มประมาณ 70 % เมอกล้าแข็งแรงก็ให้แสง


12



เพิ มมากข น การให้นํ านั น ในช่วง 5 สัปดาหแรกจะต้องให้นํ าวันละ 2
คร ง ในตอนเช้าและเย็นเพื อให้ถุงชํามความช นอยู่เสมอจะทําให้กล้าไม้







ตั งตัวได้เรวข น หลังจากนั นก็ให้นํ าวันละคร ังหรอวันเว้นวันข นกับ

ความช นในอากาศ
4. การโรยทรายหน้าถุงชํา เพื อปองกันมให้หน้า


ดนจับกันแน่น (soil compaction) หรอเกิดตะไคร่นํ าหน้าผิวดน และ






เหตุผลอีกอย่างคอเมอรดนํ าไปแล้วดนในถุงชําจะยุบตัวทําให้ขอบปาก
ถุงพับลงมาหาโคนต้นกล้า ทําให้กล้าไม้ได้รบนํ าน้อยลงในขณะทรด





นํ า นอกจากน ยังทําให้สะดวกในการถอนวัชพช ปกตจะทําการโรย



ทรายประมาณ 1 เดอน หลังจากย้ายชํากล้า ซงคนงาน 1 คน จะทําการ
โรยทรายหน้าถุงต้นกล้า และแยกต้นตายออกพรอมกับตบแต่งขอบปาก

ถุงชําได้ประมาณวันละ 3,500 ถุง

5. การกําจัดวัชพชในถุงชําเปนการปองกันมให้



วัชพชมาแย่งอาหารและเบยดบังต้นกล้า ควรทําการถอนวัชพชอย่าง







น้อยอาทตย์ละคร ังในเดอนแรก หลังจากนั นให้ทําเดอนละคร ังก็เปน


การเพียงพอ การถอนวัชพชจะทําหลังจากรดนํ าเสรจเพราะจะถอนได้


ง่ายเนองจากดนยังช นอยู่


6. การตัดราก (root pruning) มความสําคัญมาก



ขั นตอนหนง เนองจากเมอกล้าไม้โตข นจะมรากบางส่วนไชชอนออก





มาตามรของถุงชําทเจาะไว้เพื อระบายนํ า ถ้าปล่อยไว้นานรากก็จะหยั ง
13



ลงดนลึกทําให้เวลานํากล้าไม้ไปปลูกจะได้รบความกระทบกระเทอน


และเหยวเฉาตั งตัวได้ช้าหรออาจตายได้ การตัดรากจะทําหลังจากย้าย




ชําประมาณ 2½ เดอน โดยการจับกึ งกลางถุงแล้วเลอนถุงแนบกับพ นก็
จะทําให้รากขาดได้แล้ว การตัดรากนั นทําอย่างน้อย 2 เดอนต่อ 1 คร ัง




และคร ังสดท้ายควรทําก่อนนํากล้าไม้ไปปลูก 1 เดอน เมอทําการตัด
รากแล้วควรรดนํ าทันทเพื อช่วยให้กล้าไม้ฟนตัวเรว



7. การจัดแยกชั นความสง (height grading)







กล้าไม้ในแปลงชําแต่ละต้น มการเจรญเตบโตไม่เท่ากันมตําบ้างสงบ้าง


เพื อให้ต้นไม้ได้รบแสงอย่างสมําเสมอกันทุกต้นจงทําการจัดแยกชั น




ความสง โดยนํากล้าไม้ททําการตัดรากแล้วมาเรยงตั งแต่ขนาดสงสดไป







หาขนาดตําสด นอกจากจะเปดโอกาสให้กล้าไม้ได้รบแสงสมําเสมอ


กันแล้ว ยังสะดวกต่อการคัดเลือกกล้าทมขนาดเดยวกันนําไปปลูกง่าย


ยิ งข น คนงาน 1 คน จะทําการตัดรากและแยกชั นความสงได้ประมาณ

วันละ 4,500 กล้า

8. การคัดแยกกล้าไม้ (culling) เปนการคัดกล้า
ทเปนโรคหรอที มลักษณะผิดปกตออกจากแปลงแล้วนําไปทําลายเพอม ิ







ให้เกิดการระบาดไปยังต้นกล้าอนๆ ซงจะทําพรอมกับการตัดรากและ



แยกชั นความสง

9. การทําให้กล้าไม้แกร่ง (seedling hardening)


เปนส งจําเปนก่อนทจะนํากล้าไม้ไปปลูก เปนการให้กล้าไม้ปรับตัวเข้า



14

กับสภาพแวดล้อมที แปรปรวนและแตกต่างจากแปลงเพาะ โดยจะทํา







ก่อนนํากล้าไม้ไปปลูกประมาณ 1 เดอน วธทใช้ทั วไปมการให้แสงเพ ม
ข น ลดการให้นํ าให้ปุย และการขยายระยะห่างระหว่างต้นเพอให้ม ี



สภาพเช่นเดยวกับแปลงปลูก





การเตรยมกล้าไม้อกวิธหนงคอการหยอดเมล็ดลงในถุง











ชําโดยตรง ซงวิธน เมล็ดจะต้องมคุณภาพด เปอรเซนต์การงอกสง ใน



การหยอดนั นจะหยอดถุงละ 2 เมล็ดบรเวณกึ งกลางถุงทรดนํ าเปยกชุ่ม
แล้ว การเตรยมถุงชําและขั นตอนต่างๆ ก็ปฏบัตเช่นเดยวกันกับวิธแรก






ขั นตอนการดูแลกล้าไม้นอกจากทกล่าวมาแล้วก็อาจจะ



มการพ่นยากันเช อราและแมลง และการให้ปุย ปกตใช้ปุยสตร 15-15-






15 ใส่ 2 คร ัง เมอกล้าไม้อายุประมาณ 1 ½ เดอน และ 3 ½ เดอนหลัง



จากย้ายชํา โดยใช้ไม้ปลายแหลมเล็กๆ เจาะเปนร 3 รรอบถุง แต่อย่าให้
ใกล้กล้าไม้เกินไปจะต้องเจาะชดมาทางขอบถุง แต่ละรใส่ปุยจํานวน 1









เม็ดก็เพยงพอ แล้วกลบรให้เรยบรอยซงถุงหนงจะใช้ปุยจํานวน 3 เม็ด





ในคร งแรก สําหรบครั งที สองจํานวนปุยที ใส่ให้พจารณาจากสภาพของ






ต้นไม้ ถ้าใช้หน้าดนจากปาสนเขาธรรมชาตมาใส่ถุงเตรยมกล้าไม้นั น



แร่ธาตุในดนจะมพอเพียงจนกระทั งกล้าไม้อายุประมาณ 6 เดอน อย่าง
ไรก็ตามก็ควรจะสังเกตดูว่ากล้าไม้แสดงอาการขาดธาตุอาหารหรอไม่

ซงอาจจะนําดนไปตรวจสอบว่าขาดธาตุอาหารอะไรบ้างทจําเปน







สําหรบกล้าไม้แล้วค่อยให้ปุย
15

ภาพท 4 กล้าไม้สนสามใบในแปลงเพาะชํา






การคัดเลอกพื นที และการเตรยมพื นที ปลูก

1. การสํารวจพื นที และการจัดทําแผนทเบื องต้น ในการ

สํารวจพ นที เบ องต้นทําได้โดยการสํารวจแบบคร่าวๆ ด้วยสายตา และ





ข้อมูลอื นๆ ประกอบในพ นททจะปลูกสนสามใบ เพื อต้องการทราบว่า




อาณาเขตพ นทอยู่ในสภาพต่างๆ ทใดบ้าง จะปลูกเน อที เท่าไร แล้วลาก


แนวขอบเขตลงในแผนทภูมประเทศหรอแผนทระวางมาตราส่วน




1:50,000 ให้ได้จํานวนพื นทใกล้เคียงกับพ นที ทจะปลูก โดยกําหนดไว้

16




ก่อนเลยว่าพ นที ทจะปลูกไม้สนสามใบจะต้องอยู่ในระหว่างความสง
1,000 – 1,500 เมตร จากระดับนํ าทะเล







2. การเตรยมพ นทสําหรบปลูกสนสามใบเชงอนรกษ์
ต้นนํ าลําธาร
2.1 การสรางถนนปาไม้ เพื อใช้ในการขนส่งกล้าไม้







และคนงานเข้าไปปฏบัตงานในพ นท ใช้เปนเส้นทางตรวจสอบการ



ปฏบัตงานและควบคุมงาน นอกจากน ยังใช้เปนแนวปองกันไฟและ






แนวเขตแปลงปลูกปา การสรางถนนปาไม้ปกตจะสรางเพื อการแบ่งพื น

ทออกเปนแปลงๆ ตามความเหมาะสมของสภาพภูมประเทศ






2.2 การกําจัดวัชพช ในพ นททจะดําเนนการปลูก





สนสามใบจะได้รบการคัดเลอกพ นทแล้วว่าเปนพ นทผ่านการบุกรก





ทําลายมาแล้ว มักจะไม่มต้นไม้ขนาดใหญ่หลงเหลออยู่ แต่หากปล่อย


ท งไว้เปนเวลานานหลายป อาจจะมลูกไม้ขนาดเล็กทไม่ทราบชนดและ








หญ้าชนดต่างๆ ข นบ้าง จงควรจะกําจัดออกให้หมดเพื อความสะดวกใน



การปฏบัตงาน
การกําจัดวัชพชนั น ส่วนใหญ่ใช้มดถางปาเพราะ







สามารถกําจัดวัชพชได้ทุกสภาพพ นที ไม่ว่าพ นที ลาดชันหรอพ นที ราบ






โดยเฉพาะพ นททเปนภูเขาสงชันมปรมาณหนโผล่มาก การใช้มดถาง







ปามประสทธภาพดกว่าการใช้เครองจักรกล ปกตจะทําการกําจัดวัชพช





ระหว่างเดอนมกราคม – มนาคม


17



2.3 การเก็บรบสมเผา หลังจากทําการกําจัดวัช









พชทข นอยู่ในพ นทแล้ว ควรปล่อยให้วัชพชทถูกแผ้วถางแห้งสนทเสย
ก่อนทจะทําการเผา การเผาต้องทําการควบคุมโดยสมกองเศษวัชพช



เปนกองๆ ทั วพ นที ทจะทําการปลูกสนสามใบ หลังจากเผาแล้วต้องทํา







การเก็บรบส่วนของวัชพชและเศษไม้ต่างๆ ทยังเหลืออยู่มารวมกองอก




และทําการเผาอก ปกตจะดําเนนการในเดอนมนาคม - เมษายน


ได้มการศกษาถงแนวโน้มทจะมการปลูกปาสนสามใบ





เพื อเปนวัตถุดบในการทําเยื อกระดาษ พบว่าปรมาณไม้สนสามใบในปา







ธรรมชาตและจากสวนปาของรฐทมอยู่ในปจจุบัน ยังมปรมาณไม่เพียง








พอต่อการดําเนนธรกิจด้านน จะต้องดําเนนการปลูกปาสนสามใบข น




อกมากมายจํานวนมหาศาล ปจจบันได้มการตัดสางขยายระยะไม้สน




สามใบออกจากแปลงปลูกของรฐบาลในท้องที จังหวัดเชยงใหม่ โดยม ี



การซ อขายกันเพอทําเฟอรนเจอร ของเล่นเด็ก ทําตะเกียบใช้แล้วท ง





เปนต้น ซงเปนธรกิจขนาดเล็กลงทุนไม่มากนักและทสําคัญไม่ต้องการ








ไม้สนสามใบทมขนาดใหญ่โตนัก จงเปนไปได้ทจะใช้ไม้สนอายุ





ประมาณ 10 ป เปนวัตถุดบปอนโรงงาน




3. การคัดเลอกพ นทปลูกสนสามใบเชงพาณชย์มขั น






ตอนการดําเนนการในการคัดเลอกพ นที เช่นเดยวกับการคัดเลือกพ นที



ปลูกสนสามใบเชงอนรกษ์ต้นนํ าลําธารทุกประการ เพยงแต่การคัด




เลือกพ นที จะต้องเปนที ค่อนข้างราบเพื อเครองจักรกลสามารถทํางาน


18






ได้สะดวก เนองจากการปลูกปาเชงพาณชย์เราได้กําหนดให้คัดเลือกพ น

ททค่อนข้างราบ หรอพื นททรถแทรกเตอรล้อยางสามารถเข้าทําการไถ







พรวนได้ ดังนั นขั นตอนหนงที จะต้องดําเนนการร่วมกับแรงคนคอ การ






กําจัดวัชพช ซงนอกจากจะใช้แรงคนแผ้วถางวัชพชแล้ว รถแทรกเตอร ์
ยังจําเปนในการช่วยดันตอไม้ทมขนาดใหญ่เพอกําจัดตอไม้ออกให้








หมดจากพ นท ซงรถแทรกเตอรจะเข้าทํางานได้สะดวกข น อกขั นตอน




หนงทจะต้องเพิ มเข้าไปในการเตรยมพื นที ปลูกเชงพาณชย์ คอการไถ








พรวน ซงจะดําเนนการได้หลังจากขั นตอนการเก็บรบสมเผาและฝนตก




จนดนชุ่มแล้ว โดยใช้รถแทรกเตอรล้อยางไถพื นทด้วยผานเจ็ด สาเหตุท ี




จําเปนต้องไถพรวนพ นที ปลูก เพราะจากการทดลองพบว่าสนสามใบท ี





ปลูกในพ นทซงได้ไถพรวนมอัตราการเจรญเตบโตมากกว่าการปลูกสน




สามใบในพ นททไม่ได้ไถพรวน โดยต้องกําหนดระยะปลูกให้รถ

แทรกเตอรเข้าทํางานได้

4. การปลูกไม้สนสามใบเชงวนเกษตรนั น ขั นตอนใน







การคัดเลอกพ นทและการเตรยมพื นที สําหรบปลูก เหมอนกับการคัด


เลือกและเตรยมพ นทปลูกเชงพาณชย์ทุกประการ เพียงแต่ต้องปลูกให้ม ี




ระยะกว้างมากข น เพื อสามารถปลูกพชเกษตรควบระหว่างแถวต้นไม้

ได้ การปลูกพชควบส่งผลดต่อไม้สนสามใบทปลูกด้วย เพราะได้รบ










การดูแลรกษาดและได้รบปุยทเกษตรกรหว่านให้กับพชเกษตร ขณะ
19





เดยวกันพชเมองหนาวหลายชนดจําพวกผักและไม้ดอกต่างๆ ก็สามารถ
ปลูกควบระหว่างแถวปลูกสนสามใบได้เปนอย่างด ี





การปลูกสรางสวนปา



หลังจากได้ทําการเตรยมพ นที สําหรบปลูกสนสามใบ
เรยบรอยแล้ว ก็มาถงเวลาทจะทําการปลูก ซงก็ยังมอกหลายขั นตอน










เรยกได้ว่าเปนขั นเตรยมการก่อนลงมอนํากล้าไม้ปลูกในพ นที จรง โดย






มขั นตอนดังน
1. ตัดหลักหมายแนวปลูก หลักทจะใช้หมายแนวปลูก

นั น ปกตจะใช้ไม้ไผ่มาทําการผ่าแบ่งออกให้ได้ขนาดยาวประมาณ 1




เมตร แล้วตัดหรอเหลาให้ได้ปลายแหลม ปกตจะต้องดําเนนการทําไว้



แต่เน นๆ ให้เสรจก่อนเดอนเมษายน โดยรวมกองไว้เปนมัดๆ เพอ




สะดวกในการแบกหามเข้าปกหลักในพ นท ี


2. การปกหลักหมายแนวปลูก มวัตถุประสงค์ทจะ

กําหนดตําแหน่งของต้นไม้ทจะปลูก ให้เปนไปตามระยะปลูกทกําหนด





เพื อความสะดวกต่อการปลูก การบํารงรกษา การจัดการตามขั นตอน



การเจรญเตบโตถงขั นอายุได้ขนาดตัดฟน ระยะปลูกทเหมาะสมตาม



วัตถุประสงค์ของการปลูกสนสามใบ ก่อนทจะทําการปกหลักหมาย


แนวปลูก เราต้องทราบถงระยะปลูกทต้องการก่อนว่าจะใช้ระยะปลูก

20






เท่าใดตามวัตถุประสงค์ทตั งไว้ ปกตทั วไปในการปลูกปาเชงอนรกษ์

ต้นนํ าลําธารนยมปลูกกันที ระยะ 4 x 4 เมตร แต่บางหน่วยงานอาจจะ



กําหนดระยะปลูกเปน 2 x 2 เมตร เพื อให้พ นที ต้องการปลูกเปนสเขียว




โดยเรว ซงแน่นอนที จะต้องส นเปลองค่าใช้จ่าย และอาจจะต้องมการ








ตัดสางขยายระยะในอนาคต เมอไม้สนสามใบเจรญเตบโตเบยดกัน

แน่นเกินไป การปลูกในระยะ 4 x 4 เมตร จะได้ต้นไม้ทปลูก 100

ต้นต่อไร่ การปลูกระยะ 2 x 2 เมตร จะได้ต้นไม้ทปลูก 400 ต้นต่อไร่





สําหรบการปลูกปาเชงพาณชย์ จําเปนต้องใช้รถแทรกเตอร ์

เข้าดําเนนการในช่องว่างระหว่างแถว เช่น การไถพรวนเพื อกําจัดวัชพืช





นยมใช้ระยะปลูก 3 x 3 เมตร ซงเปนระยะทรถแทรกเตอรล้อยาง



สามารถเข้าปฏบัตงานได้ ระยะปลูกขนาดน ในพ นท 1 ไร่ จะได้กล้าไม้



ทปลูก 177 ต้น


สําหรบการปลูกปาเชงวนเกษตร เปนการปลูกสนสามใบ








ควบคู่กับพชเกษตรกรรมซงก็ต้องใช้รถแทรกเตอรไถพรวนพ นที เช่น
กัน แต่ระยะปลูกต้องห่างบ้าง เพื อสามารถปลูกพชควบได้ ปกตนยมใช้





ระยะ 1.5 x 6 เมตร ซงจะได้กล้าไม้ทปลูก 177 ต้นต่อไร่เช่นกัน


วิธการปกหลักหมายแนวปลูก สามารถทําไดดังน ี




2.1 เตรยมเชอกหรอลวดสลงขนาดเล็ก ความยาว



ประมาณ 22 เมตร ผูกให้แน่นกับไม้เสาขนาดยาว 1.50 เมตร ทใช้เปน


21





เสาหลักในการดงเชอกหรอลวดสลิง ซงได้ทําการหมายระยะปลูกไว้ให้

ชัดเจนด้วยกัน หากใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร ก็ให้หมาย 6 จด โดยจด


แรกห่างจากคนถงเสาประมาณ 1 เมตร
2.2 วางแนวหลัก (Base line) โดยให้ครอบคลุมพ นท ี









ให้มากที สด หรออยู่บรเวณกึ งกลางพ นทให้มากที สดเท่าทจะเปนไปได้
โดยวางแนวหลักจํานวน 2 เส้นตัดกัน ทั งน ดําเนนการปกหลักตามระยะ



ให้ตลอดแนวที วางนั นทั งหมด


2.3 เร มวางกรอบจากจดตัดของแนวหลัก โดยคนงาน



จดทใช้ดงเชอกเส้นท 1 จากจุดท 1 (หลักที 6 จากจุดตัด) ซงจะมทั งหมด








10 คน (กรณใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร) ประกอบด้วยผู้ดง 2 คน ผู้


ปกหลัก 6 คน และผู้ขนส่งหลักอก 2 คน และคนงานชุดทใช้ดงเชอก









เส้นท 2 จากจดท 2 ไปตัดกัน ณ จดท 3 (โดยให้จุดทหมายระยะปลูกอยู่
ทจดเดยวกัน) เมอขึงได้ทแล้วจงทําการปกหลักหมายแนวปลูกต่อไป










2.4 เมอดําเนนการเสรจในข้อท 2.3 แล้ว ก็จะได้



กรอบแนวปลูก จํานวน 1 กรอบ จากนั นก็ดําเนนการสรางกรอบท 2 ต่อ





ไป โดยเร มจากจดท 4 และจดท 3 โดยทาบเชอกหรอลวดสลงให้ตัดกัน









ณ จดท 5 จากขั นตอนน ผู้ดงเชอกจากจดท 3 ไปยังจุดท 5 (ด้านจดท 5)





จะต้องทําการเล็งโดยใช้สายตา เพื อให้แนวระยะปลูกตรงควบคู่ไปด้วย
จากนั นก็ปฏบัตในทํานองเดยวกันต่อไปเรอยๆ




22

2.5 ในการวางกรอบ ควรจะเร ิมจากแนวหลัก (Base





line) ทุกคร ังทเร มโดยอาจจะแยกการสรางกรอบออกเปนหลายๆ ชุด



และคํานวณพ นที หรอระยะทางให้แต่ละกลุ่มทํางานสรางกรอบไปจน




สดพ นที ใน 1 วันทํางาน หากยังมพ นที เหลออยู่ ก็อาจตามเก็บงานภาย

หลังซงการวางกรอบจะไม่ยุ่งยากนัก ทั งน เพื อให้การวางกรอบเปนแนว




อย่างถูกต้องแน่นอนไม่คลาดเคลื อนมาก



2.6 เมอวางกรอบเสรจแล้วหรอเมอวางไปได้ระยะหนง







ก็จัดคนงานอก 1 กลุ่มหรอหลายๆ กลุ่ม ดําเนนการปกหลักซอยตามไป
ซงการปกหลักในส่วนน จะกระทําได้โดยสะดวกรวดเรวมาก เพราะไม่






จําเปนจะต้องเล็งระยะให้ตรงแต่อย่างใด การปกหลักหมายแนวปลูก


นับว่ามอุปสรรคอยู่มากพอสมควร ทั งน ีเนองจากลักษณะของภูม ิ


ประเทศทไม่สมําเสมอข นๆ ลงๆ คนงานทําการเล็งแนวไม่รอบคอบ








และการคลาดเคลื อนของเชอกหรอลวดสลง โดยเฉพาะเชอกซงมักจะม ี



การยืดหดตามอุณหภูมทเปลยนแปลงไป ทําให้ระยะทหมายไว้เปลยน


แปลงไปด้วย ดังนั นผู้ปฏบัตงานปกหลักหมายแนวปลูกควรต้องใช้






ความละเอยดอ่อนในการปฏบัตงานพอสมควร และต้องควบคุมอย่าง

ใกล้ชดอยู่ตลอดเวลา

ในการปกหลักหมายแนวปลูกในพ นทขนาดเล็กและม ี


ระยะปลูกแคบ หรอพ นที ซงได้จัดแบ่งซอยออกเปนแปลงย่อยๆ โดย









แนวถนนหรอแนวอนๆ ทชัดเจนนั น อาจกระทําโดยวธใช้ไม้ขงทั ง 2


23







ด้านของเชอกหรอลวดสลงเปนตัวทาบระยะ ซงระยะปลูก 2 x 2 เมตร
ก็ใช้ไม้ขงที สามารถทาบระยะได้ 2 เมตร โดยไม่ต้องวางกรอบเปนต้น



ก็นับว่าสะดวกรวดเรวพอสมควร แต่อาจเกิดความคลาดเคลื อนได้ง่าย
ถ้าไม่ระมัดระวังและไม่เล็งแนวให้ด ี


การขนสงกลาไม





การขนส่งกล้าสนสามใบ เปนการลําเลยงกล้าไม้ทได้




ขนาดจากเรอนเพาะชําไปยังพ นททจะปลูก การขนส่งนั นจําเปนต้องม ี



การวางแผนให้สัมพันธเกี ยวกับช่วงเวลาในการปลูก ซงได้แก่ระยะ



เวลาทฝนตกตดต่อจนดนเปยกชุ่ม ความช นในดนจะสง และฝนตก






อย่างต่อเนอง โดยทั วไปแล้วจะอยู่ประมาณกลางเดอนมถุนายน -







กรกฎาคม ของทุกป หลายกรณทพบว่าทําการปลูกต้นไม้เรวเกินไปคอ

รบปลูกทันทีเมอฝนตก ประมาณต้นเดอนพฤษภาคม แต่มักเจอปญหา




ฝนท งช่วงอกในระยะเดอนพฤษภาคม - กลางมถุนายน จนต้นไม้ท ี











ปลูกไว้ก่อนหน้าน ตายไปเปนจํานวนมาก ระยะเวลาทแน่นอนทดทสด



ต้องมการศกษาข้อมลนํ าฝนก่อน หรออาจสอบถามการตกของนํ าฝน


จากชาวบ้านก็ได้ สําหรบไม้สนแม้ว่าจะเปนไม้ทนแล้งก็ตาม โอกาส


รอดตายก็เหลือน้อยหากรบปลูกเรวเกินไป

ขั นตอนการขนส่งกล้าไม้ มดังน ี

24



1) ควรรดนํ ากล้าไม้ให้ชุ่มเสยก่อนทจะขนส่งไปปลูก

2) การเคลอนย้าย กระทําด้วยความระมัดระวังไม่ให้กล้า
ไม้กระทบกระเทอน ควรจับทถุงไม่ใช่ลําต้น และใช้ภาชนะบรรจกล้า








ไม้ซงมนํ าหนักพอเหมาะสําหรบคนงานทจะเคลอนย้ายได้สะดวก ปกต ิ





จะใช้กระบะซงสามารถบรรจกล้าไม้ในถุงขนาด 4 x 6 น ว ได้ประมาณ

40 กล้า นํ าหนักรวมประมาณ 20 กิโลกรม
3) ในการขนส่ง ถ้าใช้รถยนต์ในการขนส่งควรมวัสดุ

คลุมกล้าไม้ เพอปองกันอันตรายจากลมพัดขณะรถยนต์แล่น เช่น ตา


ข่ายพรางแสง




4) เมอไปถงบรเวณแปลงปลูกแล้ว ควรหาทพักกล้า


ไม้ไว้ในทร่ม เช่น ใต้ร่มไม้ หรอที ใกล้กับแหล่งนํ าให้มากทสด และถ้า


เปนไปได้ควรจะปลูกกล้าไม้ให้เสรจหมดภายในวันเดยว



การเตรยมหลุม



คนงานขุดหลุมปกตใช้จอบขุด ให้มความกว้างยาวและ


ลกประมาณ 25 เซนตเมตร และต้องขุดในตําแหน่งเดยวกันตลอด เช่น

ขุดห่างจากหลักแนวปลูกประมาณ 1 หน้าจอบก็ต้องขุดในแนวน ไป

ตลอด และควรกระทําในวันเดยวกับทมการปลูก สําหรบการใส่ปุยรอง









ก้นหลุมมักไม่ค่อยนยมทํากัน แต่น่าจะใส่ปุยได้ในกรณปลูกเชงพาณชย์



ซงก็คงจะปฏบัตเช่นเดยวกับการใส่ปุยรองก้นหลุมในไม้ผลทั วไป โดย




25




หลุมทจะปลูกต้องมขนาดกว้างยาวและลกอย่างน้อย 50 เซนตเมตร




สําหรบการใส่ยากําจัดปลวกพบว่ายังไม่มความจําเปนเพราะสนสามใบ

เปนไม้ทนแล้ง ทนทานต่อโรคและแมลง และยังไม่พบการทําลายราก
ไม้สนสามใบที ปลูกแล้วแต่ประการใด



การปลูก


หลังจากขุดหลุมปลูกแล้ว ใช้คนงาน 2 กลุ่ม กลุ่มแรก จะ


ขนกระบะบรรจกล้าไม้เข้าแปลงปลูก และนํากล้าสนสามใบวางเรยง


ตามหลุมทขุดไว้ คนงานกลุ่มท 2 จะทําการปลูกโดยฉกถุงพลาสตก





ออกแล้วนําถุงครอบไว้ทปลายหลักหมายแนวปลูก เพื อแสดงว่าได้ฉก



ถุงแล้ว เมอวางกล้าสนให้ตรงแล้วกลบดนให้มดโคนกล้าสน ใช้เท้า

เหยียบให้แน่น ในขณะเดยวกันควรกวาดเศษไม้ใบหญ้าใกล้ๆ มาทํา



การสมโดยกันนํ าฝนชะยังหน้าดนทกลบไว้

สําหรบการปลูกกล้าสนสามใบ ไม่นยมปลูกผสมกับ






ไม้ชนดอนๆ แม้ในพ นที ต้นนํ าลําธาร เนองจากการดูแลรกษายากข น




และไม้สนก็อาจจะโตแข่งกับไม้ชนดอนทางด้านความสงไม่ได้ ไม้


อนๆ อาจปกคลุมจนชะงักงันการเจรญเตบโต ได้มการทดลองทจะทํา




การปลูกกล้าสนสามใบ โดยวธเปลอยรากก็ไม่ประสบผลสําเรจเท่าท ี





ควรเท่าการปลูกโดยวิธเพาะกล้าในถุงพลาสตก
26


การบํารุงรกษา







การบํารงรกษาสวนปาไม้สนสามใบ เปนขั นตอนทจํา



เปนมากต่อการปลูกไม้สน ทั งน เพื อให้กล้าไม้สนทปลูกแล้วมอัตราการ



รอดตายสง และการเจรญเตบโตดพ้นจากการแก่งแย่งของวัชพชและ









สัตว์ธรรมชาตอนๆ ตลอดจนเปนการปรบปรงสภาพการปลูกสวนปา
ไม้สนสามใบให้มคุณภาพมากข นด้วย



ขั นตอนในการบํารงรักษาสวนปาทปลูกไปแล้ว มดังน ี






1. การกําจัดวัชพช วัชพชเปนหญ้าเถาวัลย์หรอกล้าไม้


ทงอกข นมาในพื นทแปลงปลูก และสามารถจะครอบคลุมกล้าสนสาม


ใบทปลูกไปแล้ว ซงวัชพชจะเปนตัวแก่งแย่งธาตุอาหารในดน








ความช น แสงแดด ตลอดจนการเล อยพันกล้าสนสามใบที ปลูกจนทําให้




เสยรปทรงได้ ช่วงเวลาทจะกําจัดวัชพชพจารณาจากอัตราการเจรญ เตบ








โตของวัชพช หลังจากทปลูกสนสามใบแล้วถ้าวัชพชเจรญเตบโตปก

คลุมกล้าไม้ ต้องรบแผ้วถางออกก่อนทจะเกิดความเสยหายกับไม้สน






สามใบ ปกตการกําจัดวัชพชจะกระทํากัน 2 คร ังคอ กําจัดวัชพชหลัง
จากปลูกไม้สนแล้วโดยสังเกตจากวัชพชทข นปกคลุม อกคร ังกระทํา




ตอนเร มเข้าฤดูแล้งจะต้องถางให้เสรจก่อนฤดูแล้ง เพื อวัตถุประสงค์ใน



การปองกันไฟปาในสวนสนด้วย

27


การกําจัดวัชพชในแปลงปลูกสนสามใบ อาจทําได้ 2




วธ โดยการไถพรวนพ นทและการใช้แรงคนแผ้วถาง

การไถพรวนพ นท ใช้รถแทรกเตอรล้อยางตดผานเจ็ดไถ





ระหว่างช่องปลูก เพื อเปนการไถพรวนเอาวัชพชกลับลงใต้ดนให้เน่า


เปอยสลายตัวเปนอนทรยวัตถุ ช่วยให้รากสนสามใบแผ่ขยายได้มากข น








ด้วย และยังเปนการช่วยลดเช อเพลง ปองกันมให้เกิดไฟปาได้ด้วย การ


ไถพรวนส่วนใหญ่กระทํากันในช่วงต้นฤดูหนาว คอหลังจากหมดฤดู





ฝนใหม่ๆ คอราวๆ เดอนพฤศจกายน - ธันวาคม ของทุกป นอกจากน ี



การไถพรวนด้วยรถแทรกเตอรล้อยาง จะกระทําได้ในพ นทค่อนข้าง

ราบในการปลูกปาเชงพาณชย์ซงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ปองกันสวน








จากไฟไหม้ด้วย เพราะตัวเช อเพลงในฤดูแล้งทดคอวัชพชนั นเอง และ







ยังช่วยให้ไม้สนสามใบเจรญเตบโตเรวขึ นอกด้วย





การใช้แรงงานคนแผ้วถางวัชพช เปนวิธการทใช้ปฏบัต ิ
กันอยู่ทั วไปในการปลูกสรางสวนปา เพราะใช้เครองมอและวธการ










ธรรมดาคอ มดถางปา แผ้วถางวัชพชออกให้ตําใกล้ผิวดนมากทสด แต่










เปนวธการทค่อนข้างเปลืองแรงงานและเวลามาก สําหรบสวนปาขนาด
ใหญ่บางแห่งพบว่าการใช้แรงงานคนกําจัดวัชพชมปญหามาก เพราะ









หลังจากเร มต้นถางไปแล้วเมอส นสดแปลงสดท้าย จะเปนระยะทวัชพช




ในแปลงแรกกลับข นมาหนาแน่นอีกแล้วเปนต้น การใช้เครองทุ่นแรง





ขนาดเล็กอนๆ จงเปนเรองสําคัญยิ ง เช่น การใช้เครองตัดหญ้าชนด


28






สะพายได้ จะช่วยให้การปฏบัตงานเรวข น และส นเปลืองแรงงานน้อย
ลงด้วย




การกําจัดวัชพชหรอการแผ้วถางวัชพชในสวนปา ทํา

ได้หลายแบบ คอ
1.1 แผ้วถางวัชพชทั งหมดตลอดทั งพ นท (Clear



weeding)


เปนวธกําจัดวัชพชทลงทุนมาก แต่สะดวกใน



การควบคุมและตรวจสอบการปฏบัตงาน โดยใช้แรงงานคนเดนหน้า



แถวกระดานห่างกันพอสมควร ปองกันไม่ให้เกิดอันตรายจากมดทใช้



ในการปฏบัตงานได้ ทําการถางวัชพชในสวนปาออกทั งหมดเหลอไว้







แต่สนสามใบทปลูก วธน จงต้องใช้แรงงานส นเปลองมาก แล้วยังมผล








เสยตามมาอกหลายอย่าง เช่น

1.1.1 เกิดเช อเพลงหลังการกําจัดวัชพชมากข น






หากเปนการปฏบัตงานช่วงปลายฤดูฝนหรอต้นฤดูหนาว จะมโอกาส


เสยงต่อไฟปามากข น




1.1.2 เกิดพ นทโล่ง ชักจงให้สัตว์เล ียงเข้ามา


และเล็มหาอาหาร และเหยียบยํ ากล้าสนสามใบที ปลูกให้ตายมากข น


1.1.3 ในกรณทปลูกสนแต่หลักทปกหมายแนว






ไว้ล้มหาย จะสังเกตตําแหน่งต้นไม้ทปลูกได้ยาก โอกาสทจะตัดฟนเอา



ต้นไม้ทปลูกในขณะกําจัดวัชพชจะมมากตามไปด้วย
29

1.2 แผ้วถางวัชพชเจาะช่องตามแนวปลูก (Line

weeding)

เปนการกําจัดวัชพชทลดค่าใช้จ่ายลง โดยมได้





ถางวัชพชทั งหมดในพ นทสวนปาออก แต่จะถางเฉพาะแถวระหว่างต้น





สนสามใบทปลูกไว้เท่านั น ให้กว้างพอทเรอนยอดของสนสามใบท ี


ปลูกเจรญเตบโตพ้นวัชพชได้ โดยทั วไปแล้วจะต้องกว้างอย่างน้อย 2



เมตร คอ ห่างจากโคนต้นด้านละไม่น้อยกว่า 1 เมตรตลอดแนวต้นไม้ท ี




ปลูก วธน แม้ว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายและทําให้การปฏบัตงานรวดเรว






ข นแล้วก็ตามยังคงมปญหาต่างๆ เกิดข นบ้างเล็กน้อย คอ

1.2.1 การถางแนวเจาะช่องตามแนวปลูก จะ




เปนทางเดนสําหรบสัตว์เลี ยงทมอยู่ในบรเวณนั นด้วย โดยปกตวสัยแล้ว









สัตว์เล ยงจะเดนหากินเฉพาะในทโล่งแจ้งจะไม่เดนเข้าพ นที รกมากๆ
เด็ดขาด ดังนั นการถางวัชพชเปนแนวตามแนวปลูก จงทําให้สัตว์เลี ยง



เข้าเหยียบยํ าต้นไม้ทปลูกได้มากยิ งขึ น



1.2.2 หากเปนการถางวัชพชตามแนวปลูกที อยู่




ในแนวข นลงของภูเขา หรอตามสภาพความลาดชัน จะเปนการเปด


พ นที ให้รบนํ าฝนเฉพาะแนวทถางวัชพชออก นํ าจะรวมตัวไหลลงลาด



เขาตามแนวทโล่งแจ้งเช่นน มาก เกิดปญหาการพังทลายของดนได้ง่าย






โดยเฉพาะในบรเวณทดนเปนดนร่วนปนทรายหรอเปนทรายจัด




โอกาสเกิดการพังทลายของดนจะสงมาก ทําให้แหล่งนํ าตอนล่างต้อง


30


เสยไปด้วย ดังนั นจงไม่ควรวางแนวถางวัชพชตามแนวความลาดชัน


เปนอันขาด



1.2.3 การถางวัชพชเฉพาะแนวต้นไม้แล้วมได้



ขนย้ายซากวัชพชออกไป ปล่อยให้ทับถมอยู่แนวเดม จะเปนแหล่งเพาะ


โรคพช เช่น แมลง และเหดราต่างๆ ให้ทําลายกล้าไม้ได้มากข นด้วย



การถางวัชพชเปนแถวเปนแนว จะใช้ได้ผลดต่อเมอ







สวนปานั นๆ มระยะปลูก 4 x 4 เมตรข นไป เพราะถ้ามระยะปลูกถๆ


เช่น 2 x 2 เมตร หรอ 3 x 3 เมตร การถางวัชพชเปนแนวก็อาจไม่แตก


ต่างกับการถางวัชพชทั งหมดในแปลงแต่ประการใด เพราะความกว้าง

ของแนวทจะถางจะเท่าๆ กับระยะปลูกอยู่แล้วนั นเอง



1.3 แผ้วถางวัชพชเฉพาะรอบๆ โคนต้นไม้ทปลูก
(Spot weeding)




เปนวธกําจัดวัชพชทประหยัดทสด และได้ผลค่อน



ข้างด โดยการใช้จอบถากวัชพชรอบๆ โคนต้นสนสามใบทปลูกและทํา






ให้เกิดแอ่งเล็กๆ ต นๆ กว้างอย่างน้อยเท่ากับเรอนยอดสนสามใบทปลูก


แอ่งดังกล่าวจะรองรับนํ าฝนไว้ให้ไหลซมลงดน อํานวยความช นให้ดน





รอบๆ โคนต้นได้มากข น ซงจะส่งผลต่อการเจรญเตบโตของต้นสนให้




ดข ึนด้วย อย่างไรก็ตามในการกําจัดวัชพชรอบๆ โคนต้นสน

สามใบจะต้องให้กว้างพอทกล้าสนจะเจรญเตบโตพ้นการปกคลุมของ



วัชพชได้อย่างเพยงพอ มฉะนั นแล้วไม่นานหลังการถาง วัชพชจาก



31




รอบๆ หลุมเฉพาะต้นนั น จะเจรญเตบโตมาปกคลุมต้นสนได้อกหาก

กําจัดวัชพชไม่กว้างพอ
2. การปลูกซ่อม จะกระทําเมอกล้าสนสามใบทนําไป




ปลูกมอัตราการรอดตายตํากว่ารอยละ 80 หลังจากการแผ้วถางวัชพช







หลังปลูกแล้วต้องรบดําเนนการปลูกซ่อมต้นที ตายให้เรวทสดเท่าทจะ


ทําได้ ทั งน เพื อจะได้ทําให้กล้าสนที นําไปปลูกซ่อมใหม่สามารถเจรญ


เตบโตทันต้นสนสามใบที ปลูกครั งแรก


กล้าสนสามใบทปลูกไปแล้วเกิดตาย ก็มหลายสาเหตุ
เช่น

- กล้าสนสามใบทนําไปปลูก มขนาดเล็ก ไม่

สมบูรณพอ






- คนงานปฏบัตงานไม่ดเท่าทควร ปลูกต น ไม่
กลบดนในหลุม



- วัชพชปกคลุมกล้าสนทปลูกมากกําจัดไม่ทัน


เกิดภาวะฝนท งช่วงนานจนความช นในดนไม่เอื ออํานวยต่อการอยู่รอด

ของกล้าสน





3. การใส่ปุย นยมใส่ปุยกันในกรณปลูกแบบเชง
เศรษฐกิจ เพราะปุยจะช่วยเร่งอัตราการเจรญของกล้าสนสามใบใน


ระยะแรกปลูกและหลังปลูกแล้วในพื นที จนมความสงพ้นจากการปก


คลุมของวัชพช อกทั งยังช่วยเพ มผลผลตของสนสามใบด้วย การใส่ปุย





32




จะกระทําหลังจากปลูกกล้าสนสามใบได้ประมาณ 1 เดอน หรอเมอเหน








ว่ากล้าสนทปลูกตั งตัวได้ดและเร มมการเจรญเตบโต ปุยที ใช้นยมใช้ปุย





สตร 15:15:15 โดยใส่ปุยให้กล้าสนสามใบประมาณ 50 กรมต่อต้น ไม้




สนสามใบจะเจรญเตบโตดกว่าไม่ใส่ปุย



4. การปองกันไฟ ไฟปานับว่าเปนปจจัยทสําคัญทสด





สวนปาถูกทําลายเสยหายหมดภายในเวลาไม่กี ชั วโมง พอจะกล่าวได้ว่า


ความสําเรจในการปลูกสรางสวนปา คอความสามารถในการทจะปอง










กันไฟปาไม่ให้เกิดข นภายในพ นทปลูกสวนปาได้ เปนททราบกันว่าไฟ




ปาเกิดจากฝมอของมนษย์เท่านั น ในพ นที ปาเกือบทุกแห่งจะเกิดไฟปา








ไหม้ทุกป จงต้องกําหนดมาตรการในการปองกันไฟอย่างรดกุมและ

เหมาะสม
ไฟปาเปนภัยอย่างมหันต์ โดยเฉพาะอย่างยิ งสนสามใบ





ซงมนํ ามันสนเปนเช อเพลงอย่างดอยู่แล้ว ไม้สนอายุน้อยๆ ทโดนไฟ








ไหม้แทบจะหาเปอรเซนต์รอดตายได้ยาก ปกตแล้วสวนปาสนสามใบ

อายุตํากว่า 3 ปลงมา จะมโอกาสล้มเหลวเนองจากไฟไหม้ได้เกือบรอย






ละ 100 แต่ถ้าอายุเกินกว่า 3 ปข นไปแล้ว โอกาสรอดตายจะมากน้อยแค่


ไหนข นอยู่กับสภาพพ นทและอัตราการเจรญเตบโต ตลอดจนความ







หนาแน่นของเช อเพลงด้วย โดยทั วไปแล้วหากสนสามใบโตพอทตา

ยอดไม่ถูกไฟไหม้หรอไฟลวก หมายความว่าหลังจากโดนไฟไหม้แล้ว
33



ตายอดยังเขยวอยู่แสดงว่าโอกาสรอดตายยังคงม แต่อาจเกิดชะงักงันไป

บ้างระยะหนง




แม้ว่าไฟปาจะไม่ทําให้ต้นสนสามใบตายไปโดยส นเชง
ก็ตาม เช่น สวนสนสามใบอายุมากๆ จะรอดตายจากไฟไหม้ได้มาก แต่



ไฟปาก็อาจทําให้ชะงักงันหยุดการเจรญเตบโตไปได้ระยะหนง แล้วยัง




ทําให้เช อโรคอนๆ ทั ง รา และแมลง เข้าทําลายต้นสนทเกิดบาดแผล



เนองจากไฟไหม้ได้ง่ายและมากข น ยิ งกว่านั นไฟปายังเผาไหม้ทําลาย







อนทรยวัตถุในดนลดความอุดมสมบูรณของดน แล้วยังทําให้ดนแข็ง

นํ าฝนไหลซมลงดนได้ยากข น จนเกิดปญหาอนๆ ตามมาได้มาก ดังนั น









จงมความจําเปนอย่างยิ งที จะต้องทําการควบคุมและปองกันไฟปา มให้

ไหม้ลุกลามเข้าไปในสวนปาไม้สนสามใบได้






การปองกันไฟปา อาจทําได้หลายวธ แต่ทได้ผลน่าพอ

ใจ มดังต่อไปน ี


4.1 การจัดทําแนวกันไฟรอบๆ พ นที สวนปา โดยปกต ิ


ในการสรางสวนปา จะมการสรางถนนปาไม้ซอยแบ่งพ นที ปลูกออก




เปนแปลงๆ ตามสภาพพ นที ซงทางเหล่าน ใช้เปนแนวกันไฟด้วย บาง






คร งก็ใช้ลําห้วยเปนแนวปองกันไฟตามธรรมชาตด้วย ในการปลูกสราง









สวนสนสามใบก็เช่นกัน ต้องมการสรางแนวกันไฟให้รอบพ นทปลูก
และแบ่งซอยพ นทปลูกออกเปนแปลงย่อยๆ เพราะถ้าเกิดความเสยหาย




34







เนองจากไฟปาลุกลามเข้ามาในพ นทปลูก ความเสยหายจะได้เกิดข น
เพียงบางส่วน


ขนาดของแนวกันไฟ สําหรบการปองกันไฟไม่ให้เข้ามา
ในพ นทปลูกสนสามใบได้ ต้องมขนาดกว้างประมาณ 8 - 10 เมตร



สรางโดยรอบพ นที ปลูก โดยจะใช้รถแทรกเตอรหรอแรงคนงานก็ได้






การทําแนวกันไฟจะต้องถางวัชพชซงจะเปนเช อเพลงออกให้หมดเหลือ




แต่ดนโล่งๆ ส่วนแนวกันไฟทแบ่งพ นที แปลงปลูกออกเปนแปลงย่อย





มักทําให้มขนาด 4 - 6 เมตร
หลังจากทําแนวกันไฟแล้ว จะต้องคอยหมั นตรวจตรา



อยู่เสมอ มให้เกิดเช อเพลงข นมาในบรเวณแนวกันไฟได้อก นอกจาก



นั นเพอความมั นใจว่าไฟจากนอกแนวกันไฟออกไปจะไม่ถูกลมพัดเข้า


ไปในสวนปาได้ ควรทําการชงเผา (Prescribe burning) ซากพชจาก





แนวกันไฟออกไปอก 5 - 10 เมตร เพอมให้เกิดไฟไหม้ลุกลามเข้าไป
ใกล้แนวกันไฟได้ ปรากฏว่าสวนปาหลายแห่งหลังจากสรางแนวกันไฟ






แล้ว มได้ชงเผาซากพชจากขอบแนวกันไฟออกไป เมอเกิดไฟไหม้ลม

จะพัดลูกไฟเข้าไปในสวนปา ทําให้สวนปาเสยหายได้มาก




4.2 การจัดเวรยามปองกันไฟ การสรางแนวกันไฟรอบๆ
สวนปา และการชงเผาซากพชจากแนวกันไฟออกไปแล้ว เพื อมให้ลม




พัดหอบลูกไฟมาตกในสวนปา แต่พบเสมอว่ายังเกิดไฟไหม้ในสวนปา






ได้ ทั งน เนองจากการกลั นแกล้งจงใจจดไฟเผาปาของชาวบ้านทสัญจร

35




ไปมา เพื อหวังผลประโยชนประการใดประการหนง พบว่าชาวบ้าน


บางรายจดไฟเผาสวนปาสนสามใบโดยไม่รถงผลเสยหาย เพยงเพอ






ต้องการให้ผักหวานปาแตกยอดใหม่ หรอต้องการเก็บเหด เปนต้น การ




จดไฟเผาปาเช่นน แนวกันไฟที สรางไว้จงไม่มประโยชน์ใดๆ ทั งส น ดัง









นั นจงควรจัดเวรยามคอยระมัดระวังไฟในช่วงฤดูแล้ง เปนพิเศษ ปกต ิ
จะจัดให้มยามไฟเปนหลายๆ ผลัด ทั งกลางวันและกลางคืนสลับหมน



เวยนกันไป ยามไฟนอกจากจะคอยระวังปองกันมให้มการแอบจด








ไฟเผาปาแล้ว หากมไฟปาเกิดข นและยังไม่ลุกลามออกไปใหญ่โตก็จะ


สามารถควบคุมดับไฟทเกิดข นได้ทันท่วงท ดังนั นการจัดยามคอยดูแล





ระวังไฟ แม้ว่าจะค่อนข้างส นเปลองแต่ก็ได้ผลอย่างคุ้มค่า สําหรบบาง




หน่วยงานจะจัดให้ยามไฟมอุปกรณสอสาร เช่น วทยุขนาดเล็ก พรอม


ยานพาหนะคือมอเตอรไซด์ เพื อให้สามารถส่งข่าวสาร หรอแจ้งข่าวขอ



ความช่วยเหลอในการควบคุมดับไฟได้ทัน ก่อนทจะลุกลามออกไป
มาก




4.3 การไถพรวนพ นที ในพ นที ค่อนข้างราบ หรอพื นทท ี


รถแทรกเตอรสามารถทํางานได้ การใช้รถไถผานเจ็ด ไถวัชพชระหว่าง


แถวปลูกจะช่วยทําให้เช อเพลงน้อยลง โอกาสทจะเกิดไฟไหม้สวนสน


แทบจะหมดไป ปกตจะทําการไถพรวนประมาณปลายฤดูฝน - ต้นฤดู



หนาว วธการน เหมาะแก่การปลูกปาเชงพาณชย์ เปนวิธทคุมไฟปาได้







36




ผลจรงๆ แม้ส นเปลองค่าใช้จ่ายแต่ผลตอบแทนทได้นับว่าคุ้มค่า และยัง



จะทําให้ได้ผลผลตมากข นอกด้วย

4.4 การชงเผาซากพชในสวนปา เปนการลดปรมาณเช อ






เพลงในสวนปาลง จะทําการชงเผาซากพชในสวนปาเฉพาะกรณทไม่







สามารถกําจัดวัชพชหรอไถพรวนพื นที ได้ทัน จงทําการชงเผาซากพช







ในสวนปาท งไป โดยจะทําในช่วงปลายฤดูฝน – ต้นฤดูหนาวเมอ

ความช นยังสง และจะทําในช่วงตอนเช้ามดหรอตอนเย็น เพื อปองกันม ิ





ให้เกิดไฟรนแรงยากต่อการควบคุมได้




4.5 การประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมออย่าจดไฟเผาปา


เปนมาตราการในการปองกันไฟปาทยังรางเลอนและห่างไกลต่อความ






เปนจรงมาก โดยเฉพาะในพ นทชนบททห่างไกลออกไป ชาวบ้านยังไม่






ทราบโทษของไฟปาต่อชวตประจําวันและส งแวดล้อม จะใช้ไฟจดเผา


ปาเพื อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ล่าสัตว์ เก็บหาของปา ทําไร่เลื อนลอย


เปนต้น การจุดไฟเผาปาโดยปราศจากการควบคุม จะทําให้ไฟลุกไหม้


ลามออกไปทําลายส งต่างๆ ได้กว้างขวาง การประชาสัมพันธ์ขอความ





ร่วมมอปองกันไฟปา โดยขอรองมให้จดไฟเผาปาจงดูเหมอนว่าจะยัง








ไม่ได้ผลเท่าทควร นอกจากจะค่อยๆ ให้ความรก่อนโดยใช้สอต่างๆ




เช่น จัดฉายภาพยนต์ ภาพน ง หรอแผ่นปลิว ช ให้เหนโทษของไฟปา ให้

การศกษาแก่นักเรยนหรอเยาวชน เพื อตระหนักในเรองน และเปนกําลัง






ในการต่อต้านการจุดไฟเผาปาต่อไปในอนาคต

37









5. การปองกันโรคและแมลง การปองกันวธทดทสด



คอการกําจัดวัชพช หรอการจัดการให้สวนสนสามใบทปลูกสะอาดอยู่



เสมอ ปจจบันยังไม่พบว่าไม้สนสามใบทปลูกถูกทําลายโดยโรคและ






แมลงจนถึงขั นเสยหายรายแรง แม้กระทั งปลวกซงเปนอันตรายอย่าง



รายแรงกับไม้สนชนดอน แต่ไม่พบความเสยหายอันเกิดจากปลวก

ทําลายรากสนสามใบมากเท่าใด พวกหนอนกินใบ หนอนเจาะยอดสน
ก็ไม่พบว่ามการระบาดจนถงทําความเสยหายให้แก่สนสามใบอย่าง



หนักแต่อย่างใด


6. การปองกันสัตว์เลี ยง สัตว์เล ยงททําความเสยหายให้








แก่สวนปาสนสามใบมากทสดได้แก่ วัว ควาย ซงชาวบ้านเล ยงไว้และ

ปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาต วัว ควาย เหล่าน ีจงเข้าไปหากิน


เหยียบยํา แทะเล็มต้นไม้ทปลูกไว้ให้ตายไปได้ เพราะเปนพฤตกรรม







ของวัว ควาย ทจะหากินเฉพาะในที โล่งแจ้งซงส่วนใหญ่จะเปนไร่นา



ในช่วงฤดูฝนชาวบ้านจะทําร ัวกันไว้ และเปนเวลาเดยวกับททางสวน




ปาจะทําการถางวัชพชในสวนปาจนโล่งเตยน เปนทดงดูดใจให้สัตว์เข้า






เหยียบยําสวนปาได้ง่าย การปองกันความเสยหายจากสัตว์เลี ยงอาจทํา

ได้หลายวิธ เช่น การทําร วล้อมรอบสวนปา แต่สําหรบพ นทขนาดใหญ่






ไม่อาจทําได้ทั วถึง จงควรหามาตรการอนๆ แก้ไข เช่น การกําจัดวัชพช



แบบทางลวง ให้สัตว์เดนไปมาเฉพาะในเส้นทางลวงเท่านั น ไม่

เหยียบยํ ากล้าสนทปลูก

38



7. การลดและแต่งกิ ง สนสามใบในตอนทอายุยังน้อย




รปทรงของเรอนยอดจะเปนพุ่มกลม มกิ งก้านโดยรอบต้นมากตั งแต่


โคนต้นขึ นมา เมอเจรญเตบโตไปได้ระยะหนง กิ งด้านล่างก็จะแห้งตาย





ไปแต่ยังคงตดอยู่กับลําต้นซงเปนแหล่งทอยู่อาศัยของโรคและแมลง





การช่วยลดกิ งและแต่งกิ ง เปนการช่วยให้สนสามใบไม่เปนโรคแมลง





และเร่งการเจรญเตบโตอกด้วย การลดกิ งจะกระทําเมื อสนสามใบอายุ

ได้ 5 ปข นไป โดยสังเกตว่ามกิ งแห้งทางด้านล่างของลําต้นมาก หรอม ี





กิ งซึ งไม่สามารถจะพัฒนาต่อไปได้ ปล่อยท งไว้ก็ต้องแห้งตายไป จง
ควรใช้เลอยแต่งกิ งตัดกิ งแห้งหรือกิ งที ไม่สมบูรณ์ออก หลังจากตัดกิ ง

ออกแล้วควรใช้ปูนแห้งทาทรอยแผลทเกิดจากการตัดของเลื อย ทั งน ี






เพื อปองกันการเข้าทําลายของเช อราหรอแมลงตรงรอยแผลได้ การลด
กิ งและแต่งกิ งครั งต่อไปต้องอาศัยการสังเกตถึงกิ งแห้งด้านล่างของทรง


พุ่มยอด ส่วนสนสามใบจะมอายุเท่าไรคงจะอยู่ทการดูแลรกษาและการ







ใส่ปุยว่าจะทําให้กล้าสนทปลูกเจรญเตบโตเรวหรอช้า
8. การตัดสางขยายระยะ เปนการตัดสนสามใบออกเสย








บ้างเมอเหนไม้สนสามใบทปลูกมทรงพุ่มชดตดกัน เร มมการแก่งแย่ง


แสงและอาหารกัน ถ้าปล่อยท งไว้โดยไม่ทําการตัดสางขยายระยะออกก็



จะส่งผลต่อการเจรญเตบโตทเร มชะงักงัน ส่วนต้นที ถูกเบยดบังก็จะ






แคระแกนไปและตายไปในทสด การตัดสางขยายระยะนับว่ามความ




สําคัญในการช่วยเร่งอัตราการเจรญเตบโตของสนสามใบทเหลอให้
39





เจรญทางด้านความสง และความโตเพ มมากข นส่วนระยะเวลาทสน



สามใบมอายุเท่าไรถึงจะทําการตัดสางขยายระยะได้ คงต้องข นกับระยะ


ปลูกคร ังแรกว่ากว้างแคบแค่ไหน การดูแลรกษา ด เลวแค่ไหน ไถ





พรวนใส่ปุยหรอไม่ โดนไฟไหม้หรอเปล่า ปจจัยเหล่าน เปนตัวกําหนด


การเจรญเตบโตของสนสามใบ ในสนสามใบที ระยะปลูก 3 x 3 เมตร ม ี






การดูแลรกษาด การเจรญเตบโตดอายุ 8 - 10 ปก็ควรจะตัดสางขยาย





ระยะได้แล้ว การตัดสางก็นยมเลือกตัดต้นทมลักษณะเลว การเจรญเตบ




โตไม่ดออก นอกจากน ก็ยังนยมตัดแถวเว้นแถวหรอตัดต้นเว้นต้นด้วย ซง




ก็คงข นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ปลูกว่าต้องการตัดออกขนาดหนักหรอ




ขนาดเบา ต้องการเหลอไม้ให้เจรญเตบโตสดท้ายในรอบตัดฟนกี ต้น


สนสามใบเปนไม้ไม่แตกหน่อเมอตัดชดโคนจะตายทันท ี





โรค แมลง และศตรูธรรมชาติ
สนสามใบ จะมีโรคแมลงและศัตรูเข้าทําลายบ้าง ใน





ประเทศไทยยังพบในปรมาณทน้อยมาก เท่าทพบในปจจบันพอจะ
กล่าวในทน ได้ คอ



1. ศตรูพชจําพวกแมลง เข้าทําลายสนสามใบทั งระยะ



เปนกล้าไม้ และไม้โตเต็มวัย มดังน ี

40

1.1 ปลวก ทําลายทั งรากไม้สน ไม้สนทยืนต้นอยู่





แล้วล้มตายไป เนองจากสภาพบรเวณใกล้จอมปลวกมสภาพเปนด่างจัด

ไม้สนจะไม่สามารถเจรญเตบโตอยู่ได้



1.2 แมลง ชนดต่างๆ ททําลายไม้สนสามใบมดังต่อ



ไปน คอ
1.2.1 แมลงเจาะยอดไม้สน (Pine shoot moth)



พบทั วไปในสวนปาสน โดยเฉพาะอย่างยิ งสนสามใบ มบ้างทเข้า

ทําลายสนสองใบ หรอสนทนําเข้าจากต่างประเทศ จากการศกษาพบว่า



แมลงเจาะยอดสนเปน
พวกวงศ์ Pynalidae ได้แก่ Dioryctria sylvestrella Ratz,
Dioryctria abietella

พวกวงศ์ Trotricidae ได้แก่ Rhyacionia cristata Wals

พวกวงศ์ Olethreutidae ได้แก่ Petrova salweenensis



แมลงพวกน จะเจาะทําลายยอดอ่อนสนจนเหยวแห้ง

หายไป และเมอแตกยอดใหม่จะมกิ งหลายๆ กิ งแตกออกมาจากลําต้น




เดม มลักษณะเปนพุ่มหรอคดงอ จะมความเสยหายรนแรงในช่วงสน




สามใบอายุน้อย 2 - 5 ป นอกจากน ยังพบการทําลายของแมลงดังกล่าว





เจาะทําลายผลสนอีกด้วย โดยพบมากในพ นทตํากว่าระดับ 1,000 เมตร


ลงมา ระดับสงกว่าน จะพบแมลงเจาะยอดสนน้อยลง
41



1.2.2 ต่อสนจด (Spotted pine sawfly) เป น


แมลงที ขณะเปนตัวหนอนจะกัดกินใบสนอย่างรนแรงจนใบโกรนและ







ลดการเจรญเตบโตลงได้ มชอทางวทยาศาสตรว่า Nesodeprion biremis

Konow อยู่ในพวกวงศ์ Diprionidae แมลงชนดน ยังพบว่าระบาดน้อย



มากในประเทศไทย เคยพบระบาดทสถานทดลองปลูกพรรณไม้บ่อ


แก้ว อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม่ แต่พบว่าเปนการระบาดในช่วงสั นๆ
เท่านั น

1.2.3 ต่อสนดํา (Black pine sawfly) เปนแมลง



ทตัวหนอนกัดกินใบสนแต่พบเฉพาะในปาธรรมชาตเท่านั น และพบใน






ปรมาณน้อยไม่ระบาดรนแรง มชอวทยาศาสตรว่า Gilpinia manshalli
Forsivs อยู่ในพวกวงศ์ Diprionidae

1.2.4 ด้วงเจาะเปลอกสน (Pine bark beetle)


เปนแมลงทโดยปกตจะเข้ากัดกินเยื อเจรญของต้นสนทตัดฟนลงมาแล้ว






หรอล้มตายใหม่ๆ แต่มโอกาสทจะเข้ากัดกินเปลอกไม้สนที ยืนต้นอยู่




ได้เช่นกัน สําหรบการระบาดของด้วงเจาะเปลอกสนในประเทศไทยยัง



พบว่าระบาดยังไม่มากนัก ในภาคเหนอพบด้วงชนดน ีในช่วงเดอน


เมษายน - ตุลาคม เพราะฉะนั นการปล่อยให้สนล้มตายหรอตัดฟนลงมา


แล้วไม่ได้ชักลากออกนอกพ นท จะทําให้แมลงดังกล่าวเข้าทําลาย




เปลอกได้ มชอเรยกทางวิทยาศาสตรว่า Ips acuminatus Gyllenhal หรอ


42



Ips sexdentatus Becson อยู่ในพวกวงศ์ Scolytidae สารเคมทแนะนํา


ให้ใช้ปองกันและทําลายแมลงต่างๆ ดังกล่าวได้แก่ พวกเชฟวน เปนต้น





2. โรค ทเกิดข นกับสนสามใบ ทพบเหนกันและพอทจะ

กล่าวในทน ได้แก่


2.1 โรคเน่าคอดน (Damping off) ทําลายกล้าไม้ตั งแต่


อายุ 0 - 2 ป โดยจะเน่าตายตรงระดับรากคอดนและจะระบาดอย่างรวด




เรวในฤดูฝน อากาศรอนอบอ้าว และความช นสง

2.2 โรคใบเหลอง (Yellow blight) ทําลายต้นกล้าอายุ


0 - 2 ป เมอเกิดการระบาดทําให้ใบแห้งเหลอง และร่วงหล่นตายในท ี



สด

2.3 โรคทําลายราก (Root diseases) เช อจะเข้าทําลาย



ระบบรากของต้นไม้ ทําให้ลําต้นหยุดชะงักการเจรญเตบโต เมอเกิด
พายุทําให้ต้นล้มตายลงมาได้

2.4 โรคทําลายกระพ เกิดจากเช อเหดกระเปา (Pouch




fungus) โดยจะเข้าทําลายกระพ ทสงถง 15 เมตร เช อจะเข้าทําลายทาง








บาดแผลทถูกไฟปาไหม้ หรอมนษย์เจาะเอายางชันสน อาจจะทําให้ลุก
ลามถงแก่นไม้ได้



2.5 โรคเหยวแห้ง (Wilt) เช อเข้าทําลายในส่วนของใบ




ทําให้ใบน ม ยอดพับลงมา และเหยวแห้งตายในทสด คล้ายๆ ต้นไม้ขาด
นํ า
43


2.6 โรคราสนม (Rust) จะเข้าทําลายใบสนบ้าง แต่ไม่

รนแรงมากนัก



2.7 โรคเช อราทเข้าทําลายเน อไม้ (Blue stian) เช ือ

ราชนดน จะเข้าทําลายเน อสนสามใบได้ เมอต้นสนสามใบถูกโค่นล้มไว้




ในปาเปนเวลาหลายวันเช อราชนดน จะเข้าทําลายเน อไม้ เมอมการขน









ย้ายออกจากพ นทปาแล้ว นําสนสามใบไปทําการแปรรปเปน






เฟอรนเจอร ทําให้คุณภาพของเน อไม้เสอมเสยความสวยงามไป จะ






ปรากฏลายเส้นสนํ าเงนอ่อนแทรกอยู่ตามเน อไม้โดยทั วไป เพราะ
สภาพของนํ ามันและชันสนในเน อไม้ เปนอาหารทเหมาะสมแก่การ









เจรญเตบโตของเช อราชนดน ได้เปนอย่างด ในทางปฏบัตทจะไม่ให้เช อ












ราชนดน เข้าทําลายเน อไม้ จําเปนต้องมการชักลากสนสามใบทได้รบ
การตัดฟนออกจากพ นทปลูกปาทันที และทําการอบเน อไม้ก่อนนําไป





ใช้ประโยชน ถ้าเช อโรคชนดน เข้าทําลายแล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้




3. ศตรูธรรมชาติประเภทอนๆ ยังไม่พบการทําลายของ



สัตว์ประเภทหนและอ้น ต่อระบบรากของสนสามใบแต่ประการใด จะ
มอันตรายทเกิดจากสัตว์เล ยงจําพวก วัว ควาย ทชาวบ้านปล่อยเข้า








เลี ยงในแปลงปลูกกล้าสนสามใบ ซงนับว่าเปนอันตรายรายแรงต่อกล้า

สน เนองจากสัตว์เลี ยงจําพวก วัว ควาย จะเข้าทําการเหยียบยํ ากล้าสน


สามใบ หรอแม้แต่กล้าสนสามใบทเปนระยะกล้าไม้หน่ม วัว ควาย ก็









เข้าทําการเสยดสทําให้ต้นไม้พับเอน เสยรปทรง จําเปนต้องใช้วธการ
44



ปองกันมให้สัตว์เลี ยงจําพวกวัวควาย เข้าหากินในแปลงปลูกสนสามใบ

และมยามประจําแปลงปลูกคอยไล่ วัว ควาย ไม่ให้เข้าแปลงได้


การเจรญเติบโตและผลผลิต








ไม้สนสามใบทข นกระจายพันธในประเทศไทย มอัตรา




การเจรญเตบโตทแตกต่างกันทางด้านความสงและความโต ทั งน ข นอยู่





กับพันธกรรมของไม้สนสามใบเองและปจจัยส งแวดล้อมภายนอกท ี


เอื ออํานวยต่อการเจรญเตบโต ได้มการศกษาอัตราการเจรญเตบโตของ





ไม้สนสามใบทข นอยู่ในปาธรรมชาต บรเวณอําเภออมก๋อย จังหวัด










เชยงใหม่ พบว่าเจรญเตบโตดมากในช่วงอายุระหว่าง 15 – 20 ป คอ



เฉลี ยปละ 1.06 เซนตเมตร แต่การเจรญเตบโตทางด้านความสงจะเจรญ








เตบโตดทช่วงอายุระหว่าง 20 – 25 ป คอเจรญเฉลี ยปละ 1.14 เมตร เมอ







อายุของไม้สนสามใบในปาธรรมชาตบรเวณน เกินกว่า 20 ปข นไป จะ



เกิดการเบียดบัง แก่งแย่งแสงแดดและอาหาร จําเปนต้องตัดสางขยาย



ระยะกลุ่มไม้บรเวณน ีออกเพอให้ต้นไม้มการเจรญเตบโตดข ึน






ได้มการศกษาการเจรญเตบโตของสนสามใบในแปลงทดลอง


ถ นกําเนิด ที สถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง เมออายุได้ 26 ป พบว่า









ถ นกําเนดทดทสดคอดอยอนทนนท์ รองลงมาคอ ถ นกําเนดดอยสเทพ










และถ นกําเนดแม่รด โดยมความสงเฉลย 21.71, 21.09 และ 20.38 เมตร


45


ตามลําดับ และความโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกเฉลย 21.49, 21.26

และ 20.78 เซนตเมตรตามลําดับ

การศกษาผลผลตขั นปฐมภูมของสวนปาไม้สนสามใบท ี






สวนปาดอยบ่อหลวง อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม่ พบว่าผลผลตจะมาก






ทสดในสวนปาอายุ 12 ป (69.00 ตันต่อเฮกแตรต่อป) แต่อัตราการเพ ม


พูนทางด้านปรมาตรของลําต้น ในสวนปาอายุ 10 ป ซงปลูกด้วยระยะ




ปลูก 2 x 4 เมตร จะให้อัตราการเพิ มพูนทางด้านปรมาตรของลําต้นมาก








ทสด (27.45 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกแตรต่อป) ซงความเพ มพูนทางด้าน


ปรมาตรน จะข นอยู่กับอายุและความหนาแน่นของหมู่ไม้













ภาพท 5 สวนผลตเมล็ดไม้สนสามใบ



46


Click to View FlipBook Version