สนสามใบ
(Pinus kesiya Royal ex Gordon)
ศูนยวนวัฒนวิจัยเชยงใหม ่
์
ี
่
ั
์
ั
ี
ํ
ั
สานกบรหารจัดการในพื นที ปาอนุรกษ 16 จงหวัดเชยงใหม ่
ิ
์
่
ั
่
กรมอุทยานแหงชาติ สตวปา และพันธุพืช
์
2547
จัดทําโดย
์
ี
ประดิษฐ หอมจน
วินย ศรกุล
ิ
ิ
ั
สมเกียรติ กลั นกลิ น
อําไพ พรลีแสงสุวรรณ ์
์
สาโรจน วัฒนสุขสกุล
ื
สมชาย นองเนอง
คํานํา
ึ
ิ
สนสามใบ ตามธรรมชาตจะข นอยู่ในปาผลัดใบบรเวณภู
่
ิ
ึ
ู
็
ี
ื
ื
ื
เขาสงซงเปนพื นที ต้นนํ าลําธาร หรอในสภาพพ นที ทเสอมโทรม ตลอด
ึ
ุ
ื
ี
จนพ นที ทมการบุกรกทําลายก็สามารถพบสนสามใบข นอยู่ทั วไป สน
ี
ื
สามใบเปนไม้โตเรวในเขตรอนชนดหนง เน อไม้มลายสเหลองอ่อน
็
ิ
ี
ื
ี
ึ
้
็
ี
ิ
สวยงาม มคุณสมบัตเหมาะสมในการเปนไม้วเนยร และใช้ใน
็
์
ี
ี
์
ิ
อุตสาหกรรมเครองเรอนและเฟอรนเจอรตบแต่งภายใน นอกจากน ยังม ี
์
ื
ี
ื
ึ
เยื อใยยาวเหมาะกับการใช้เปนวัตถุดบในการทําเยื อกระดาษ ซงรัฐบาล
ิ
็
่
เองก็เล็งเหนความสําคัญของไม้สนในการปลูกปาเพอการอนรกษ์ต้นนํ า
ั
ื
็
ุ
ู
ึ
่
ี
ี
ประกอบกับคุณค่าทจะตอบแทนในรปปาเศรษฐกิจ จงได้มการปลูก
่
ี
ึ
ุ
ั
้
่
สรางสวนปาสนสามใบโดยกรมปาไม้เร ิมตั งแต่ป 2505 จนถงปจจบัน
ิ
จากการนํามาทดลองปลูกตามพ นที ต่างๆ ปรากฏว่าการเจรญเตบโตเปน
ิ
ื
็
ทน่าพอใจ มการพัฒนาและวจัยเกี ยวกับไม้สนสามใบเปนลําดับมา
็
ี
ิ
ี
ี
่
ั
ปจจุบันมแหล่งเก็บเมล็ดพันธดจากปาธรรมชาต มแม่ไม้สนสามใบคุณ
ิ
ี
์
ี
ุ
ั
ี
ภาพด และมสวนผลตเมล็ดไม้พันธด ตลอดจนมสวนอนรกษ์ไม้สน
ี
ุ
์
ุ
ิ
ี
ี
ั
ุ
สามใบ ดังนั นในอนาคตการปลูกสรางสวนปาเพออนรกษ์และ
้
ื
่
ุ
เศรษฐกิจ ควรจะใช้เมล็ดพันธดทผ่านการปรบปรงพันธมาแล้วใช้ใน
ี
ุ
์
ุ
ี
์
ั
่
การปลูกปาต่อไป
คณะผู้จัดทํา
สารบัญ
หน้า
บทนํา 1
ลักษณะทั วไป 2
ุ
การกระจายพันธ์ตามธรรมชาต ิ 6
การขยายพันธ 7
์
ุ
ื
ี
ี
การคัดเลือกพ นทและการเตรยมพ นทปลูก 16
ื
ี
่
้
การปลูกสรางสวนปา 20
ิ
ู
โรค แมลง และศัตรธรรมชาต 40
ิ
ิ
ิ
การเจรญเตบโตและผลผลต 45
การใช้ประโยชน ์ 47
ิ
เอกสารอ้างอง 49
สนสามใบ
(Pinus kesiya Royal ex Gordon)
ํ
บทนา
สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon) เป็นไม้อยู่
ื
ิ
ี
็
ในวงศ์ Pinaceae อันดับ Coniferales เปนกลุ่มพชทมประวัตยาวนานมา
ี
ื
็
ี
ตั งแต่ยุคดกดําบรรพ์ มเมล็ดเปลอย (Gymnospermae) นับว่าเปนไม้เก่า
ึ
ุ
ี
ื
ิ
ิ
ิ
ี
แก่ทสดในบรรดาพชทมเมล็ดทั งหลาย แต่เดมในประเทศ อนเดย ธเบต
ี
ี
ี
ี
ี
เหมยนหม่า ไทย ลาว และเวยดนาม เรยกกันว่า Pinus khasya แต่ใน
ิ
์
ประเทศฟลปปนส บางส่วนของเหมยนหม่า และยูนาน (ตอนใต้ของ
ิ
ิ
ี
์
ี
ี
ประเทศจน) เรยกว่า Pinus insularis ในขณะทนักพฤษศาสตรบางคน
ี
ั
ี
เรยกว่า Pinus yunnanensis สําหรบในประเทศไทยมชอเรยกแตกต่าง
ี
ี
ื
ี
ี
ื
ื
ี
กันดังน ชอพ นเมองเรยกว่า สนสามใบ ภาคกลางเรยกว่า สนเขา ภาค
ื
ี
เหนอเรยกว่า เกี ยะเปลอกแดง แต่จังหวัดเชยงใหม่ เรยกว่า เกี ยะเปลอก
ื
ี
ื
ี
ื
ี
ี
บาง จังหวัดแม่ฮ่องสอนเรยกว่า เช ยงบั ง จังหวัดเพชรบูรณเรยกว่า แปก
ี
์
ี
ี
ทางภาคอสานเรยก จวง
๋
1
ลักษณะทั วไป
ู
็
ี
เปนไม้ยืนต้นขนาดกลาง - ใหญ่ มความสงประมาณ
ี
็
ื
ี
35 - 45 เมตร ลําต้นตรงเปลา มเรอนยอดเปนพุ่มกลม ขณะมอายุน้อย
็
ู
ี
ี
ื
เรอนยอดสนสามใบจะเปนรปปรามด และเมอโตเต็มทมเรอนยอดเปน
ื
็
ิ
ิ
ื
ี
ี
รปร่ม เปลอก หนา มสชมพู หรอสนํ าตาลแดง และจะแตกหลุดออก
ี
ื
ู
ื
ื
เปนเกล็ดหรอแผ่นเมอต้นมอายุเต็มวัยแล้ว ใบ เปนลักษณะใบเดยว เล็ก
ี
ื
็
็
ี
ี
ี
็
ู
็
เรยวยาวเปนรปเข็ม รวมเปนกระจุกๆ ละ 3 ใบ มความยาวประมาณ 12
ี
- 25 เซนตเมตร หนาประมาณ 0.5 - 1.0 มลลิเมตร มสเขียวอ่อนมท่อนํ า
ี
ิ
ิ
ี
ี
ุ
ี
ื
มัน 3 - 5 ท่อต่อผิวใบ โคนของกระจกใบหรอกลุ่มใบจะมเยื อหมสนํ า
้
ุ
ิ
ตาลอมเทายาวประมาณ 0.5 - 1.5 เซนตเมตร ดอก ดอกตัวผู้ (strobili)
ิ
ู
็
เปนรปทรงกระบอก ยาวประมาณ 2 - 3 เซนตเมตร ออกเปนกลุ่มรวม
็
กัน แต่ละดอกกว้างประมาณ 0.5 เซนตเมตร ระยะแรกๆ จะมสเหลอง
ิ
ื
ี
ี
ิ
ื
ี
ื
ซดๆ หรอนํ าตาลอ่อน เมอแก่จัดเกสรตัวผู้จะปลวหลุดออกมา ปลว
ิ
กระจายไปตามลม ดอกตัวผู้จะออกรอบๆ ปลายกิ ง ห่างจากปลายกิ ง
ิ
ประมาณ 10 - 15 เซนตเมตร ในประเทศไทยเกสรตัวผู้จะออกดอก
ี
ระหว่างเดอนพฤศจกายน – กุมภาพันธ ดอกตัวเมย (conelet) จะมส ี
ื
ิ
์
ี
ม่วงอมเขยวเปนเกล็ดเล็กๆ เรยงสลับเวียนกันแต่ละเกล็ด ทางด้านล่าง
ี
็
ี
ี
ของเกล็ดมกาบรองรับอยู่ยาวและโตประมาณ 0.8 เซนตเมตร ดอกตัว
ิ
2
ี
ี
ิ
ิ
ี
ื
เมยเจรญเตบโตเต็มทจะมรปกรวยและเกล็ดแข็ง จะออกช่วงเดอน
ู
ี
ื
ึ
ธันวาคมจนถงต้นกุมภาพันธ์ ช่วงผสมเกสรจะมอยู่ระหว่างเดอน
ดอกตัวผู้
เปลือก
ใบ
cone
ี
ื
ภาพท 1 ลักษณะเปลอก ดอก ใบ และผล (cone) ของสนสามใบ
3
็
มกราคม - กุมภาพันธ์ เปนเวลา 7 วันในแต่ละต้น โดยเกล็ดเล็กๆ ตาม
ี
ี
ี
ิ
ดอกตัวเมยจะเปดอ้าออกรับละอองเกสรตัวผู้ ดอกตัวเมยทได้การผสม
ี
เกสรแล้วยังคงมขนาดเล็กอยู่ในปแรกยาวประมาณ 2 เซนตเมตร หลัง
ิ
ี
ี
ึ
จากนั นก็จะพัฒนา cone เจรญใหญ่ข นจนมขนาดโตเต็มทยาว 5 - 8
ิ
ี
ี
ิ
ี
ิ
เซนตเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 - 5 เซนตเมตร ใช้เวลาอกปเศษๆ การ
ื
พัฒนาของ cone ตั งแต่ผสมเกสรจนถึงแก่จัดใช้เวลา 23 - 25 เดอน ผล
ิ
ี
สนแก่จัดจะมสนํ าตาล เกล็ดจะอ้าออกเปดโอกาสให้เมล็ดใต้เกล็ด 1 - 2
ี
ี
เมล็ด ขนาด 0.3 - 0.5 เซนตเมตร หลุดร่วงออกมา เมล็ดจะมครบสขาว
ี
ิ
ี
ิ
บางเปนปกอยู่ทตอนปลายยาวประมาณ 1.5 - 2.5 เซนตเมตร ช่วยใน
็
ี
ี
การปลวกระจายไปตามลมเปนการกระจายพันธสนสามใบ ช่วงททํา
ี
ุ
์
็
ิ
ื
ี
การเก็บผลสนทแก่จัดอยู่ในระหว่างเดอนธันวาคม - มกราคม
ในสภาพป่าธรรมชาติที มีสนสามใบขึ นอยู่ พบว่าสน
็
ึ
ี
ึ
็
สามใบมักข นเปนกลุ่มหรอเปนดง มบางแห่งข นกระจัดกระจาย เนอง
ื
ื
ิ
ิ
ิ
ี
จากเมล็ดของสนสามใบสามารถงอกและเจรญเตบโตได้ด ในสภาพดน
ื
ทมความอุดมสมบูรณตํา และในทโล่งแจ้งอันเนองมาจากการทําลายปา
ี
ี
์
ี
่
ึ
ื
ุ
ทําไร่เลอนลอยของมนษย์ และพ นที ทถูกไฟไหม้ ดังนั นสนสามใบจง
ื
ี
ิ
็
ี
ี
ี
เปนไม้เบิกนําชนดหนง การงอกของเมล็ดเร มขึ นหลังจากเมล็ดทมปก
ึ
ิ
ื
ิ
ี
ี
เดยวปลวออกจากผล (cone) ทแก่จัด ตกตามบรเวณพ นที ปา เมอเมล็ด
่
ื
ิ
ิ
ื
ี
ั
ได้รบปรมาณความช นพอเพยงในฤดูฝนก็จะเร ิมงอกทันทีโดยรากจะ
4
ิ
ี
แทงลงในดน หลังจากงอกประมาณ 10 - 15 วัน ก็จะมใบเลี ยงลักษณะ
ี
ี
็
เปนเส้นๆ สเขียวเกิดโดยรอบ 6 - 8 เส้น ระยะน กล้าสนสามใบยังมแต่
ี
รากแก้วอยู่ หลังจาก 25 - 30 วัน ก็จะเกิดยอดอ่อนข น ระบบรากก็จะ
ึ
เกิดรากฝอยข นรอบๆ รากแก้ว เพื อใช้ดูดซับธาตุอาหารในดนหล่อเล ยง
ิ
ี
ึ
็
ี
ื
ต้นกล้า เปนระยะทกล้าสนจะต้องหาอาหารกินเอง เมอกล้าสนอายุได้ 1
ิ
ิ
ป ระบบของรากฝอยก็เจรญเตบโตเต็มทแผ่กระจายตามหน้าผวดนตาม
ิ
ิ
ี
ี
ิ
ึ
็
ี
่
สภาพของพื นที ในปาธรรมชาตทสนสามใบข นอยู่ส่วนใหญ่จะเปนสัน
ึ
ึ
เขาซงอยู่สงจากระดับนํ าทะเล 1,000 - 1,500 เมตร มไม้อนข นปะปน
ู
ี
ื
ิ
บ้าง เช่น ไม้ก่อชนดต่างๆ ไม้เต็ง ไม้รง ไม้เหยง ไม้พลวง พ นดนค่อน
ิ
ี
ื
ั
ิ
ี
ข้างเปนทรายจัด เปนดนร่วน หรอมหน กรวด ลูกรง ปะปนอยู่มาก ชั น
็
ั
ิ
ื
็
ิ
ี
ื
ิ
ของหน้าดนต น ต่อจากชั นหน้าดนก็เปนชั นหน ระบบรากทใช้ในการ
ิ
็
ิ
หาอาหารก็จะแผ่กระจายอยู่ตามบรเวณชั นของหน้าดน 0 - 70
ิ
ึ
ิ
เซนตเมตร ระบบรากแก้วก็หยุดพัฒนา เพราะไม่สามารถหยั งลกลงไป
ู
ิ
ในชั นหนได้ ตามบรเวณยอดเขาสงสนสามใบมการพัฒนาระบบรากด ี
ิ
ี
ิ
มาก เพอไว้สําหรบต้านทานลม และการพังทลายของดนตามธรรม
ื
ั
ชาต
ิ
5
์
การกระจายพันธุตามธรรมชาติ
สนสามใบ มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติเป็นบริเวณ
ี
ึ
ื
กว้างระหว่าง 12 องศาเหนอ ถง 30 องศาเหนอ ในเขตเอเซยตะวันออก
ื
ี
ิ
ี
ี
เฉยงใต้ บรเวณประเทศเหมยนหม่า อนเดย ธเบต ลาว เวียดนาม ไทย
ิ
ิ
ิ
ิ
ฟลปปนส และจน จะพบสนสามใบข นอยู่ในความสงจากระดับนํ าทะเล
ึ
ู
ิ
ี
์
ิ
ตั งแต่ 300 - 3,000 เมตร โดยปกตแล้วจะพบสนสามใบอยู่ในช่วงความ
สงระหว่าง 1,000 - 1,800 เมตร
ู
์
การกระจายพันธุในประเทศไทย
่
ี
ื
ี
พ นทปาสนทั งหมด ประเทศไทยมประมาณ 228,000
เฮกแตร มทั งสนสามใบ และสนสองใบ แต่ทมสภาพปาสนค่อนข้างด ี
ี
ี
่
ี
์
ี
ึ
ประมาณ 28,000 เฮกแตร สนสามใบข นอยู่ในบรเวณตะวันตกเฉยง
ิ
์
เหนอ และภาคเหนอของประเทศ (18 องศา 47 ลปดาเหนอ - 100 องศา
ื
ิ
ื
ื
50 ลปดาตะวันออก) และบรเวณภูกระดง จังหวัดเพชรบูรณ และ
ิ
ึ
์
ิ
ี
ุ
ิ
ู
พษณโลก ความสงทสนสามใบข นอยู่ระหว่าง 1,000 - 1,500 เมตร
ึ
ิ
ี
ี
ิ
ี
ปรมาณนํ าฝนเฉลย 1,000 - 2,000 มลลเมตรต่อป อุณหภูมเฉลย 25
ิ
ิ
ี
ึ
ึ
ี
องศาเซลเซยส สนสามใบทข นอยู่ในประเทศไทยจะข นปะปนกับสน
ู
สองใบ โดยสนสองใบจะข นในระดับความสงทตํากว่าจนถึงความสง
ู
ึ
ี
ประมาณ 1,000 เมตร จากระดับเกินกว่า 1,000 เมตร ส่วนมากสนสาม
6
ู
ึ
ึ
่
ี
ี
ใบจะข นอยู่ในปาผลัดใบทอยู่ตามภูเขาสง สนสามใบทข นในประเทศ
ไทยจะเปนไม้ขนาดกลางความสงประมาณ 30 เมตร และเส้นผ่าศูนย์
็
ู
ิ
กลางประมาณ 40 เซนตเมตร ลักษณะเปลอกเปนแผ่นบางๆ สนํ าตาล
ื
็
ี
ื
ี
ออกชมพู ดอกตัวเมยและดอกตัวผู้จะออกในเดอนธันวาคม -
ิ
ี
ี
ี
กุมภาพันธ์ ดอกตัวเมยมขนาดยาว 8 มลลิเมตร ผลแก่จัดมขนาดยาว 6 -
ั
ิ
7 เซนตเมตร จํานวนเมล็ดจะมประมาณ 45,000 เมล็ด/กิโลกรม การ
ี
ิ
ิ
ี
ี
ขยายพันธ์ตามธรรมชาตพบว่าเมล็ดเจรญเตบโตในทโล่งเตยนและมไฟ
ี
ิ
ุ
ิ
ไหม้ตามบรเวณไร่เลื อนลอยตามไหล่ถนน
การขยายพันธุ ์
ื
ี
ุ
ิ
การขยายพันธ์ไม้สนสามใบ กระทําได้ 2 วธ คอ
์
้
์
ุ
1. การขยายพันธุโดยใชเมล็ดเพาะ การขยายพันธโดย
วธน เปนที นยมมากและใช้ปฏบัตโดยทั วไปในการผลตกล้าไม้สนเพอ
ิ
ื
ิ
ิ
ี
็
ิ
ี
ิ
้
ั
ุ
์
วัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การปลูกสรางสวนอนรกษ์พันธ การสรางสวน
้
ุ
ิ
ี
ื
ี
ผลตเมล็ด เมล็ดทเก็บจากต้นแม่ไม้หรอแหล่งแม่ไม้ทได้ทําการคัด
ิ
ิ
เลือกแล้วปกตจะทําการเก็บผล (cone) โดยวธการปนเก็บบนต้นไม้ ใน
ี
ี
ื
ี
ื
็
ช่วงเดอนธันวาคมและมกราคมเปนช่วงทผลสนแก่จัด เมอเลยช่วงเวลา
ี
ี
ี
น ไปแล้วผลของสนสามใบก็จะอ้าออกดดให้เมล็ดสนซงมปกเดยวปลิว
ึ
ี
ี
ไปตามสายลมไม่สามารถจะเก็บเมล็ดได้ เมล็ดทเก็บได้พรอมทจะทํา
ี
้
ี
ี
็
การเพาะชําเปนกล้าไม้ได้เลย เพราะไม่มระยะชะงักงัน (Dormancy) แต่
7
็
ี
ิ
ิ
ิ
็
ประการใด และไม่จําเปนต้องมการปฏบัตต่อเมล็ดเปนกรณพเศษก่อน
ี
การเพาะ นอกจากน เมล็ดไม้สนสามใบสามารถเก็บรักษาไว้ในห้องเย็น
ี
ี
ทควบคุมอุณหภูมไว้ประมาณ 4 องศาเซลเซยส ได้นาน 8 – 9 ป โดย
ี
ี
ิ
ิ
อัตราการงอกมได้ตําลงกว่าปกตอย่างใด
ิ
2. การขยายพันธุโดยใชสวนตางๆ ของลําตน เปนวธ
็
ี
ิ
้
้
์
่
่
การเพิ มจํานวนต้นพชจากส่วนต่างๆ ของลําต้น เนองจากส่วนต่างๆ
ื
ื
ั
ึ
ของลําต้นมความสามารถสรางส่วนทขาดข นทดแทน เช่น การปกชํา
ี
ี
้
ั
กิ งสามารถเกิดราก การปกชํารากสามารถเกิดต้นใหม่ การปกชําใบ
ั
ี
ี
สามารถเกิดได้ทั งต้นและรากใหม่ นอกจากน เรายังสามารถเปลยนยอด
ี
ิ
เสยบกิ ง การตอนกิ ง การตดตา ตลอดจนการเลี ยงเซลของพืชในหลอด
ื
ี
ี
ี
ื
แก้วที มอาหารในสภาพปลอดเช อ ได้ต้นใหม่ทมลักษณะเหมอนต้นแม่
็
ิ
ิ
ี
ี
ุ
์
ทุกประการ การขยายพันธโดยวธการน ได้ดําเนนการมาเปนเวลานาน
้
แล้วประสบความสําเรจอย่างด ได้จัดสรางสวนผลตเมล็ดพันธจากแม่
ิ
ี
็
ุ
์
ี
ี
ิ
ุ
ี
ี
ไม้พันธด (Clonal Seed Orchard) โดยใช้วธการเปลยนยอดเสยบกิ ง
์
(Grafting) ปจจบันสวนผลตเมล็ดพันธมอายุประมาณ 20 กว่าปแล้ว
ั
ุ
ิ
ุ
ี
ี
์
ส่วนวธการแบบอนๆ ได้ดําเนนการบ้างแล้ว แต่อยู่ในขั นการทดลอง
ื
ิ
ี
ิ
ิ
และตดตามผลอยู่ มแนวโน้มทสามารถพัฒนาเพอการขยายพันธใน
ื
ุ
์
ี
ี
ปรมาณทมากๆ ได้ และเพอการปรับปรงพันธ์ไม้สนสามใบได้อย่างด
ี
ิ
ี
ื
ุ
ุ
8
ี
ั
ภาพท 2 การปกชําไม้สนสามใบ
ี
ี
ภาพท 3 การเสยบยอดไม้สนสามใบ
9
ี
้
ํ
้
วิธการผลิตและการเพาะชากลาใหไดคุณภาพ
้
ั
ปจจบันการผลตและการเพาะชํากล้าไม้สนสามใบท ี
ุ
ิ
ิ
ิ
ี
นยมใช้กันอยู่ โดยเฉพาะเพอการปลูกสรางสวนปา จะใช้วธเพาะเมล็ด
ื
่
้
ี
จากเมล็ดคุณภาพดทผ่านการคัดเลอกมาแล้ว เพราะเมล็ดสนสามใบม ี
ี
ื
ขนาดไม่ใหญ่นักและไม่เล็กจนเกินไป ง่ายต่อการหว่านเมล็ด อัตราการ
ี
ิ
ิ
งอกอยู่ในเกณฑ์ด ขั นตอนการปฏบัตก็มได้ซับซ้อนแต่อย่างใด
ิ
ี
้
้
การเตรยมกลาไม (Seedling preparation)
็
ื
ี
เปนขั นตอนทสําคัญไม่ด้อยไปกว่าขั นตอนอนๆ การ
เตรยมกล้าไม้ดให้มความแข็งแรงปราศจากโรคต่างๆ ก็เหมอนกับการ
ี
ื
ี
ี
ึ
ี
ประสบผลสําเรจไปส่วนหนง ซงการเตรยมกล้าไม้มรายละเอยดพอ
็
ี
ี
ึ
สรปได้ดังน ี
ุ
1. การเพาะเมล็ด (Seed sowing) เมอจัดหาเมล็ด
ื
ี
ตามวาไรต และแหล่งกําเนดทต้องการได้แล้วควรทําการเพาะเมล็ดใน
ี
ิ
ิ
ี
ื
ื
เดอนพฤศจกายน – เดอนธันวาคม (ขนาดกล้าทเหมาะสมก่อนนําไป
ิ
ิ
ปลูกควรจะมอายุได้ 6 – 7 เดอน) โดยใช้หน้าดน (top soil) บรเวณปา
ื
่
ี
ิ
่
ึ
ื
ิ
ี
ี
ิ
สน มความลก 10 – 15 เซนตเมตร เหตุทใช้ดนบรเวณปาสน เนองจาก
ไม้ในตระกูลสนเขาจะเจรญเตบโตได้ดและมความแข็งแรง จะต้องม ี
ิ
ี
ี
ิ
ื
์
ื
ึ
เช อไมคอรไรซ่า (Mycorrhiza) ซงเกาะอยู่ตามรากเปนตัวช่วยเพิ มพ นที
็
10
ิ
ี
ของรากและเพิ มอัตราการดูดซับธาตุอาหารในดน นอกจากน ยังช่วยยืด
่
ึ
ั
ี
อายุของราก สําหรบในพ นทห่างไกลจากปาสนเขา ซงมความยาก
ี
ื
ิ
ี
ิ
ี
ื
ลําบากในการนําดนมาเพาะและเสยค่าใช้จ่ายมาก อาจจะนําดนที มเช อ
ิ
์
ไมคอรไรซ่าบางส่วนมาผสมกับดนทั วไปประมาณ 5 % ก็สามารถใช้
่
ิ
ได้แล้ว ส่วนแหล่งที อยู่ไกลจากปาสนมาก ก็มวธการเพิ มเช อไมคอรไร
ี
ี
์
ื
ซ่าให้แก่กล้าไม้โดยนําเหดก้อนกรวดหรอเหดดนแดงหรอเหดขลําหมา
็
็
ื
ิ
็
ื
(Pisolithus tinctorius (Pers.) Coker & Couch) ทแก่มาผึงให้แห้งและ
ี
ี
ิ
ี
บดให้ละเอยดนําไปผสมกับดนททําการเพาะโดยตรง หรออาจจะผสม
ื
กับนํ าแล้วรดแปลงเพาะได้เลย ในการเพาะเมล็ดนั นอาจจะเพาะใน
ึ
กระบะเพาะหรอแปลงเพาะเมล็ดซงแปลงเพาะขนาด 1 x 4 เมตร จะ
ื
ั
ี
ี
ิ
เพาะเมล็ดสนคารเบยได้ประมาณ 200 กรม จํานวนกล้าทได้ 6,400 –
ี
7,400 กล้า การหว่านนั นอาจจะหว่านกระจายทั งแปลง โดยให้มระยะ
สมําเสมอระวังอย่าให้เมล็ดซ้อนกัน แล้วใช้ไม้กดทับเมล็ดให้ฝงลงไป
ั
ิ
ในดนโดยให้ส่วนบนสดของเมล็ดเสมอกับผิวดน หลังจากนั นใช้ทราย
ิ
ุ
็
ละเอยดโรยทับหนาประมาณ 3 มลลเมตร ซงทรายจะเปนตัวช่วยให้นํ า
ิ
ิ
ึ
ี
ิ
ี
ี
ิ
ึ
ซมลงดนได้สะดวก ทําการบันทกรายละเอียด วันเดอนปทเพาะ ถ น
ึ
ื
ิ
ี
กําเนด สําหรบการให้นํ าให้ใช้บัวรดนํ าทฝกบัวเปนฝอยละเอียด ทําการ
็
ั
ั
พ่นยาฆ่าเช อรา ยาฆ่าแมลง และนําตะแกรงมาครอบปองกันหน และ
้
ื
ู
สัตว์เล็กต่างๆ มาคุ้ยกินเมล็ด หลังจากการเพาะ 7 – 10 วัน เมล็ดก็จะ
11
ี
ิ
เร มงอกออกมา ช่วงน การรดนํ าก็ต้องระวังไม่ให้แฉะเกินไปเพราะจะ
ึ
ิ
ื
ทําให้เกิดโรครากเน่าคอดน (damping off) ซงเกิดจากเช อ Fusarium
2. การย้ายชํานั นจะสามารถย้ายกล้าลงไปชําใน
ี
//
//
ิ
ี
ิ
ึ
ี
ถุงเพาะชําขนาด 4 x 6 ซงการเตรยมดนก็เช่นเดยวกับดนทใช้เพาะ
เมล็ดแต่อาจจะหยาบกว่า การย้ายชํากล้าจะเร มเมอกล้าอายุได้ประมาณ
ื
ิ
ึ
ิ
ื
ี
ี
2 อาทตย์ ซงยังมเปลอกเมล็ดตดอยู่ทปลายยอด กล้าจะมความสง
ี
ู
ิ
ี
ิ
ึ
ประมาณ 4 – 6 เซนตเมตร กล้าไม้ทถอนข นมาจากแปลงเพาะ (seed
ุ
ิ
ี
ี
bed) ควรจะพักไว้ในถังพลาสตกทมนํ าบรรจอยู่เล็กน้อยขนาดพอท่วม
ี
ั
ต้นกล้าทใส่ลงไป การถอนกล้าไปชํานั นสําหรบคนงาน 1 คน ไม่ควร
ื
็
เกิน 300 กล้าต่อคร ัง เมอชําเสรจค่อยกลับไปถอนใหม่ เพื อไม่ให้กล้า
ท งอยู่นานเกินไป วธการชํานั นโดยการใช้มอข้างหนงจับลําต้นหรอ
ื
ิ
ี
ื
ิ
ึ
ส่วนของใบเลี ยงของต้นกล้าสอดใส่ส่วนรากลงไปในรทแทงไว้แล้วใน
ี
ู
ื
ึ
ิ
ี
ี
ถุงชํา แล้วใช้มออกข้างกดดนให้แน่นเพอมให้เกิดช่องว่างมนํ าขังซง
ิ
ื
ิ
ื
อาจจะทําให้เกิดรากเน่าได้และเพอมให้รากพับหรอบดงอ (root
ิ
ื
ี
distortion) ถ้ากล้าไม้มรากยาวไม่สะดวกต่อการชําก็เด็ดรากออกเสย
ี
ี
บ้าง หลังการชําแล้วประมาณ 10 วัน ก็จะทราบว่ากล้าทชํานั นรอดตาย
ื
หรอไม่ ทําการแยกถุงตายออกมาเรยงไว้ในแปลงใหม่ ถอนต้นทตาย
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ื
ออกแล้วเตมดนให้เต็มถุงชําเหมอนเดมเพื อทําการย้ายชําใหม่
3. การให้นํ าและให้ร่ม หลังจากการย้ายชําใน
ช่วงเดอนแรกจะต้องให้ร่มประมาณ 70 % เมอกล้าแข็งแรงก็ให้แสง
ื
ื
12
์
ึ
เพิ มมากข น การให้นํ านั น ในช่วง 5 สัปดาหแรกจะต้องให้นํ าวันละ 2
คร ง ในตอนเช้าและเย็นเพื อให้ถุงชํามความช นอยู่เสมอจะทําให้กล้าไม้
ื
ั
ี
็
ึ
ึ
ื
ตั งตัวได้เรวข น หลังจากนั นก็ให้นํ าวันละคร ังหรอวันเว้นวันข นกับ
ื
ความช นในอากาศ
4. การโรยทรายหน้าถุงชํา เพื อปองกันมให้หน้า
้
ิ
ดนจับกันแน่น (soil compaction) หรอเกิดตะไคร่นํ าหน้าผิวดน และ
ิ
ิ
ื
ิ
ื
ื
เหตุผลอีกอย่างคอเมอรดนํ าไปแล้วดนในถุงชําจะยุบตัวทําให้ขอบปาก
ถุงพับลงมาหาโคนต้นกล้า ทําให้กล้าไม้ได้รบนํ าน้อยลงในขณะทรด
ี
ั
ี
ื
ิ
นํ า นอกจากน ยังทําให้สะดวกในการถอนวัชพช ปกตจะทําการโรย
ึ
ื
ทรายประมาณ 1 เดอน หลังจากย้ายชํากล้า ซงคนงาน 1 คน จะทําการ
โรยทรายหน้าถุงต้นกล้า และแยกต้นตายออกพรอมกับตบแต่งขอบปาก
้
ถุงชําได้ประมาณวันละ 3,500 ถุง
ิ
5. การกําจัดวัชพชในถุงชําเปนการปองกันมให้
ื
้
็
วัชพชมาแย่งอาหารและเบยดบังต้นกล้า ควรทําการถอนวัชพชอย่าง
ื
ื
ี
ื
็
ื
ิ
น้อยอาทตย์ละคร ังในเดอนแรก หลังจากนั นให้ทําเดอนละคร ังก็เปน
็
ื
การเพียงพอ การถอนวัชพชจะทําหลังจากรดนํ าเสรจเพราะจะถอนได้
ื
ิ
ง่ายเนองจากดนยังช นอยู่
ื
ี
6. การตัดราก (root pruning) มความสําคัญมาก
ื
ึ
ขั นตอนหนง เนองจากเมอกล้าไม้โตข นจะมรากบางส่วนไชชอนออก
ึ
ี
ื
ู
ี
มาตามรของถุงชําทเจาะไว้เพื อระบายนํ า ถ้าปล่อยไว้นานรากก็จะหยั ง
13
ื
ิ
ลงดนลึกทําให้เวลานํากล้าไม้ไปปลูกจะได้รบความกระทบกระเทอน
ั
ี
และเหยวเฉาตั งตัวได้ช้าหรออาจตายได้ การตัดรากจะทําหลังจากย้าย
ื
ื
ื
ื
ชําประมาณ 2½ เดอน โดยการจับกึ งกลางถุงแล้วเลอนถุงแนบกับพ นก็
จะทําให้รากขาดได้แล้ว การตัดรากนั นทําอย่างน้อย 2 เดอนต่อ 1 คร ัง
ื
ุ
ื
ื
และคร ังสดท้ายควรทําก่อนนํากล้าไม้ไปปลูก 1 เดอน เมอทําการตัด
รากแล้วควรรดนํ าทันทเพื อช่วยให้กล้าไม้ฟนตัวเรว
ี
็
ื
7. การจัดแยกชั นความสง (height grading)
ู
ิ
ู
ี
ี
ิ
กล้าไม้ในแปลงชําแต่ละต้น มการเจรญเตบโตไม่เท่ากันมตําบ้างสงบ้าง
ั
ึ
เพื อให้ต้นไม้ได้รบแสงอย่างสมําเสมอกันทุกต้นจงทําการจัดแยกชั น
ุ
ี
ี
ความสง โดยนํากล้าไม้ททําการตัดรากแล้วมาเรยงตั งแต่ขนาดสงสดไป
ู
ู
ิ
ั
ุ
หาขนาดตําสด นอกจากจะเปดโอกาสให้กล้าไม้ได้รบแสงสมําเสมอ
ี
ี
กันแล้ว ยังสะดวกต่อการคัดเลือกกล้าทมขนาดเดยวกันนําไปปลูกง่าย
ี
ู
ยิ งข น คนงาน 1 คน จะทําการตัดรากและแยกชั นความสงได้ประมาณ
ึ
วันละ 4,500 กล้า
็
8. การคัดแยกกล้าไม้ (culling) เปนการคัดกล้า
ทเปนโรคหรอที มลักษณะผิดปกตออกจากแปลงแล้วนําไปทําลายเพอม ิ
็
ิ
ื
ี
ี
ื
ื
ให้เกิดการระบาดไปยังต้นกล้าอนๆ ซงจะทําพรอมกับการตัดรากและ
้
ึ
แยกชั นความสง
ู
9. การทําให้กล้าไม้แกร่ง (seedling hardening)
ิ
็
เปนส งจําเปนก่อนทจะนํากล้าไม้ไปปลูก เปนการให้กล้าไม้ปรับตัวเข้า
็
ี
็
14
กับสภาพแวดล้อมที แปรปรวนและแตกต่างจากแปลงเพาะ โดยจะทํา
ี
ี
ี
ื
ิ
ิ
ก่อนนํากล้าไม้ไปปลูกประมาณ 1 เดอน วธทใช้ทั วไปมการให้แสงเพ ม
ข น ลดการให้นํ าให้ปุย และการขยายระยะห่างระหว่างต้นเพอให้ม ี
๋
ึ
ื
สภาพเช่นเดยวกับแปลงปลูก
ี
ี
ี
ี
ึ
การเตรยมกล้าไม้อกวิธหนงคอการหยอดเมล็ดลงในถุง
ื
ี
ึ
์
ี
ี
็
ู
ี
ชําโดยตรง ซงวิธน เมล็ดจะต้องมคุณภาพด เปอรเซนต์การงอกสง ใน
ี
ิ
ี
การหยอดนั นจะหยอดถุงละ 2 เมล็ดบรเวณกึ งกลางถุงทรดนํ าเปยกชุ่ม
แล้ว การเตรยมถุงชําและขั นตอนต่างๆ ก็ปฏบัตเช่นเดยวกันกับวิธแรก
ิ
ี
ี
ิ
ี
ี
ขั นตอนการดูแลกล้าไม้นอกจากทกล่าวมาแล้วก็อาจจะ
๋
ิ
๋
มการพ่นยากันเช อราและแมลง และการให้ปุย ปกตใช้ปุยสตร 15-15-
ี
ื
ู
ื
ื
ื
15 ใส่ 2 คร ัง เมอกล้าไม้อายุประมาณ 1 ½ เดอน และ 3 ½ เดอนหลัง
ู
็
ู
จากย้ายชํา โดยใช้ไม้ปลายแหลมเล็กๆ เจาะเปนร 3 รรอบถุง แต่อย่าให้
ใกล้กล้าไม้เกินไปจะต้องเจาะชดมาทางขอบถุง แต่ละรใส่ปุยจํานวน 1
ู
ิ
๋
ี
ึ
ี
ู
๋
เม็ดก็เพยงพอ แล้วกลบรให้เรยบรอยซงถุงหนงจะใช้ปุยจํานวน 3 เม็ด
ึ
้
ั
ั
ในคร งแรก สําหรบครั งที สองจํานวนปุยที ใส่ให้พจารณาจากสภาพของ
๋
ิ
ี
่
ิ
ิ
ต้นไม้ ถ้าใช้หน้าดนจากปาสนเขาธรรมชาตมาใส่ถุงเตรยมกล้าไม้นั น
ิ
ื
ี
แร่ธาตุในดนจะมพอเพียงจนกระทั งกล้าไม้อายุประมาณ 6 เดอน อย่าง
ไรก็ตามก็ควรจะสังเกตดูว่ากล้าไม้แสดงอาการขาดธาตุอาหารหรอไม่
ื
ซงอาจจะนําดนไปตรวจสอบว่าขาดธาตุอาหารอะไรบ้างทจําเปน
็
ิ
ึ
ี
๋
ั
สําหรบกล้าไม้แล้วค่อยให้ปุย
15
ภาพท 4 กล้าไม้สนสามใบในแปลงเพาะชํา
ี
ี
ื
การคัดเลอกพื นที และการเตรยมพื นที ปลูก
ี
1. การสํารวจพื นที และการจัดทําแผนทเบื องต้น ในการ
สํารวจพ นที เบ องต้นทําได้โดยการสํารวจแบบคร่าวๆ ด้วยสายตา และ
ื
ื
ื
ี
ี
ข้อมูลอื นๆ ประกอบในพ นททจะปลูกสนสามใบ เพื อต้องการทราบว่า
ื
ี
ี
ื
อาณาเขตพ นทอยู่ในสภาพต่างๆ ทใดบ้าง จะปลูกเน อที เท่าไร แล้วลาก
ี
ื
แนวขอบเขตลงในแผนทภูมประเทศหรอแผนทระวางมาตราส่วน
ิ
ี
ี
ี
1:50,000 ให้ได้จํานวนพื นทใกล้เคียงกับพ นที ทจะปลูก โดยกําหนดไว้
ื
16
ี
ื
ู
ก่อนเลยว่าพ นที ทจะปลูกไม้สนสามใบจะต้องอยู่ในระหว่างความสง
1,000 – 1,500 เมตร จากระดับนํ าทะเล
ี
ี
ั
ื
ิ
ุ
ั
2. การเตรยมพ นทสําหรบปลูกสนสามใบเชงอนรกษ์
ต้นนํ าลําธาร
2.1 การสรางถนนปาไม้ เพื อใช้ในการขนส่งกล้าไม้
่
้
ี
็
ื
ิ
ิ
และคนงานเข้าไปปฏบัตงานในพ นท ใช้เปนเส้นทางตรวจสอบการ
็
ี
้
ปฏบัตงานและควบคุมงาน นอกจากน ยังใช้เปนแนวปองกันไฟและ
ิ
ิ
้
้
่
่
แนวเขตแปลงปลูกปา การสรางถนนปาไม้ปกตจะสรางเพื อการแบ่งพื น
ิ
ทออกเปนแปลงๆ ตามความเหมาะสมของสภาพภูมประเทศ
ี
ิ
็
ี
ี
ื
2.2 การกําจัดวัชพช ในพ นททจะดําเนนการปลูก
ื
ิ
ื
็
ื
สนสามใบจะได้รบการคัดเลอกพ นทแล้วว่าเปนพ นทผ่านการบุกรก
ี
ุ
ื
ี
ั
ทําลายมาแล้ว มักจะไม่มต้นไม้ขนาดใหญ่หลงเหลออยู่ แต่หากปล่อย
ี
ื
ท งไว้เปนเวลานานหลายป อาจจะมลูกไม้ขนาดเล็กทไม่ทราบชนดและ
ิ
ี
็
ิ
ี
ี
ึ
ึ
หญ้าชนดต่างๆ ข นบ้าง จงควรจะกําจัดออกให้หมดเพื อความสะดวกใน
ิ
ิ
ิ
การปฏบัตงาน
การกําจัดวัชพชนั น ส่วนใหญ่ใช้มดถางปาเพราะ
ี
ื
่
ื
ื
ื
ื
สามารถกําจัดวัชพชได้ทุกสภาพพ นที ไม่ว่าพ นที ลาดชันหรอพ นที ราบ
ื
็
ี
ี
ื
ี
โดยเฉพาะพ นททเปนภูเขาสงชันมปรมาณหนโผล่มาก การใช้มดถาง
ี
ิ
ิ
ู
่
ิ
ี
ปามประสทธภาพดกว่าการใช้เครองจักรกล ปกตจะทําการกําจัดวัชพช
ิ
ื
ื
ิ
ี
ระหว่างเดอนมกราคม – มนาคม
ื
ี
17
ุ
ิ
2.3 การเก็บรบสมเผา หลังจากทําการกําจัดวัช
ี
ื
ื
ี
ื
ึ
ี
ิ
ี
พชทข นอยู่ในพ นทแล้ว ควรปล่อยให้วัชพชทถูกแผ้วถางแห้งสนทเสย
ก่อนทจะทําการเผา การเผาต้องทําการควบคุมโดยสมกองเศษวัชพช
ี
ุ
ื
เปนกองๆ ทั วพ นที ทจะทําการปลูกสนสามใบ หลังจากเผาแล้วต้องทํา
ื
็
ี
ื
ี
ิ
ี
การเก็บรบส่วนของวัชพชและเศษไม้ต่างๆ ทยังเหลืออยู่มารวมกองอก
ิ
ี
ิ
ี
และทําการเผาอก ปกตจะดําเนนการในเดอนมนาคม - เมษายน
ื
ี
ได้มการศกษาถงแนวโน้มทจะมการปลูกปาสนสามใบ
ี
่
ึ
ี
ึ
เพื อเปนวัตถุดบในการทําเยื อกระดาษ พบว่าปรมาณไม้สนสามใบในปา
่
็
ิ
ิ
ิ
่
ี
ธรรมชาตและจากสวนปาของรฐทมอยู่ในปจจุบัน ยังมปรมาณไม่เพียง
ั
ั
ี
ี
ิ
ิ
ี
ึ
พอต่อการดําเนนธรกิจด้านน จะต้องดําเนนการปลูกปาสนสามใบข น
่
ิ
ุ
ี
อกมากมายจํานวนมหาศาล ปจจบันได้มการตัดสางขยายระยะไม้สน
ั
ี
ุ
ี
สามใบออกจากแปลงปลูกของรฐบาลในท้องที จังหวัดเชยงใหม่ โดยม ี
ั
์
ิ
การซ อขายกันเพอทําเฟอรนเจอร ของเล่นเด็ก ทําตะเกียบใช้แล้วท ง
์
ื
ิ
ื
็
เปนต้น ซงเปนธรกิจขนาดเล็กลงทุนไม่มากนักและทสําคัญไม่ต้องการ
ึ
ี
็
ุ
็
ี
ี
ไม้สนสามใบทมขนาดใหญ่โตนัก จงเปนไปได้ทจะใช้ไม้สนอายุ
ึ
ี
้
ี
็
ประมาณ 10 ป เปนวัตถุดบปอนโรงงาน
ิ
ิ
ิ
ี
3. การคัดเลอกพ นทปลูกสนสามใบเชงพาณชย์มขั น
ี
ื
ื
ื
ื
ื
ตอนการดําเนนการในการคัดเลอกพ นที เช่นเดยวกับการคัดเลือกพ นที
ี
ิ
ิ
ปลูกสนสามใบเชงอนรกษ์ต้นนํ าลําธารทุกประการ เพยงแต่การคัด
ั
ี
ุ
ื
เลือกพ นที จะต้องเปนที ค่อนข้างราบเพื อเครองจักรกลสามารถทํางาน
ื
็
18
ิ
่
ิ
ื
ื
ได้สะดวก เนองจากการปลูกปาเชงพาณชย์เราได้กําหนดให้คัดเลือกพ น
์
ททค่อนข้างราบ หรอพื นททรถแทรกเตอรล้อยางสามารถเข้าทําการไถ
ี
ี
ื
ี
ี
ิ
ึ
พรวนได้ ดังนั นขั นตอนหนงที จะต้องดําเนนการร่วมกับแรงคนคอ การ
ื
ื
ึ
ื
กําจัดวัชพช ซงนอกจากจะใช้แรงคนแผ้วถางวัชพชแล้ว รถแทรกเตอร ์
ยังจําเปนในการช่วยดันตอไม้ทมขนาดใหญ่เพอกําจัดตอไม้ออกให้
็
ื
ี
ี
ี
ื
ึ
ี
หมดจากพ นท ซงรถแทรกเตอรจะเข้าทํางานได้สะดวกข น อกขั นตอน
ึ
์
ี
หนงทจะต้องเพิ มเข้าไปในการเตรยมพื นที ปลูกเชงพาณชย์ คอการไถ
ื
ิ
ิ
ี
ึ
ิ
พรวน ซงจะดําเนนการได้หลังจากขั นตอนการเก็บรบสมเผาและฝนตก
ิ
ุ
ึ
ิ
จนดนชุ่มแล้ว โดยใช้รถแทรกเตอรล้อยางไถพื นทด้วยผานเจ็ด สาเหตุท ี
ี
์
ื
็
จําเปนต้องไถพรวนพ นที ปลูก เพราะจากการทดลองพบว่าสนสามใบท ี
ี
ิ
ี
ื
ปลูกในพ นทซงได้ไถพรวนมอัตราการเจรญเตบโตมากกว่าการปลูกสน
ิ
ึ
ี
ื
สามใบในพ นททไม่ได้ไถพรวน โดยต้องกําหนดระยะปลูกให้รถ
ี
แทรกเตอรเข้าทํางานได้
์
4. การปลูกไม้สนสามใบเชงวนเกษตรนั น ขั นตอนใน
ิ
ี
ื
ื
ั
ี
ื
การคัดเลอกพ นทและการเตรยมพื นที สําหรบปลูก เหมอนกับการคัด
ี
ิ
เลือกและเตรยมพ นทปลูกเชงพาณชย์ทุกประการ เพียงแต่ต้องปลูกให้ม ี
ื
ิ
ี
ึ
ระยะกว้างมากข น เพื อสามารถปลูกพชเกษตรควบระหว่างแถวต้นไม้
ื
ได้ การปลูกพชควบส่งผลดต่อไม้สนสามใบทปลูกด้วย เพราะได้รบ
ั
ื
ี
ี
๋
ั
ี
ี
ั
ื
การดูแลรกษาดและได้รบปุยทเกษตรกรหว่านให้กับพชเกษตร ขณะ
19
ื
ิ
ี
ื
เดยวกันพชเมองหนาวหลายชนดจําพวกผักและไม้ดอกต่างๆ ก็สามารถ
ปลูกควบระหว่างแถวปลูกสนสามใบได้เปนอย่างด ี
็
่
้
การปลูกสรางสวนปา
ื
ั
ี
หลังจากได้ทําการเตรยมพ นที สําหรบปลูกสนสามใบ
เรยบรอยแล้ว ก็มาถงเวลาทจะทําการปลูก ซงก็ยังมอกหลายขั นตอน
ี
ี
ึ
้
ึ
ี
ี
ี
ื
เรยกได้ว่าเปนขั นเตรยมการก่อนลงมอนํากล้าไม้ปลูกในพ นที จรง โดย
็
ิ
ี
ื
ี
ี
มขั นตอนดังน
1. ตัดหลักหมายแนวปลูก หลักทจะใช้หมายแนวปลูก
ี
นั น ปกตจะใช้ไม้ไผ่มาทําการผ่าแบ่งออกให้ได้ขนาดยาวประมาณ 1
ิ
ิ
ื
ิ
เมตร แล้วตัดหรอเหลาให้ได้ปลายแหลม ปกตจะต้องดําเนนการทําไว้
ื
ิ
็
แต่เน นๆ ให้เสรจก่อนเดอนเมษายน โดยรวมกองไว้เปนมัดๆ เพอ
ื
็
ื
ั
สะดวกในการแบกหามเข้าปกหลักในพ นท ี
ี
ี
2. การปกหลักหมายแนวปลูก มวัตถุประสงค์ทจะ
ั
กําหนดตําแหน่งของต้นไม้ทจะปลูก ให้เปนไปตามระยะปลูกทกําหนด
็
ี
ี
ุ
ั
เพื อความสะดวกต่อการปลูก การบํารงรกษา การจัดการตามขั นตอน
ี
ิ
ึ
การเจรญเตบโตถงขั นอายุได้ขนาดตัดฟน ระยะปลูกทเหมาะสมตาม
ิ
ั
ี
วัตถุประสงค์ของการปลูกสนสามใบ ก่อนทจะทําการปกหลักหมาย
ั
ึ
แนวปลูก เราต้องทราบถงระยะปลูกทต้องการก่อนว่าจะใช้ระยะปลูก
ี
20
ั
ี
ุ
ิ
่
เท่าใดตามวัตถุประสงค์ทตั งไว้ ปกตทั วไปในการปลูกปาเชงอนรกษ์
ิ
ต้นนํ าลําธารนยมปลูกกันที ระยะ 4 x 4 เมตร แต่บางหน่วยงานอาจจะ
ิ
็
ื
กําหนดระยะปลูกเปน 2 x 2 เมตร เพื อให้พ นที ต้องการปลูกเปนสเขียว
็
ี
ื
็
โดยเรว ซงแน่นอนที จะต้องส นเปลองค่าใช้จ่าย และอาจจะต้องมการ
ี
ิ
ึ
ื
ิ
ิ
ี
ตัดสางขยายระยะในอนาคต เมอไม้สนสามใบเจรญเตบโตเบยดกัน
ี
แน่นเกินไป การปลูกในระยะ 4 x 4 เมตร จะได้ต้นไม้ทปลูก 100
ี
ต้นต่อไร่ การปลูกระยะ 2 x 2 เมตร จะได้ต้นไม้ทปลูก 400 ต้นต่อไร่
่
ิ
็
ิ
ั
สําหรบการปลูกปาเชงพาณชย์ จําเปนต้องใช้รถแทรกเตอร ์
ิ
เข้าดําเนนการในช่องว่างระหว่างแถว เช่น การไถพรวนเพื อกําจัดวัชพืช
ึ
ี
์
ิ
นยมใช้ระยะปลูก 3 x 3 เมตร ซงเปนระยะทรถแทรกเตอรล้อยาง
็
ิ
ี
สามารถเข้าปฏบัตงานได้ ระยะปลูกขนาดน ในพ นท 1 ไร่ จะได้กล้าไม้
ี
ิ
ื
ทปลูก 177 ต้น
ี
ิ
สําหรบการปลูกปาเชงวนเกษตร เปนการปลูกสนสามใบ
่
็
ั
์
ื
ื
ึ
ควบคู่กับพชเกษตรกรรมซงก็ต้องใช้รถแทรกเตอรไถพรวนพ นที เช่น
กัน แต่ระยะปลูกต้องห่างบ้าง เพื อสามารถปลูกพชควบได้ ปกตนยมใช้
ื
ิ
ิ
ึ
ระยะ 1.5 x 6 เมตร ซงจะได้กล้าไม้ทปลูก 177 ต้นต่อไร่เช่นกัน
ี
วิธการปกหลักหมายแนวปลูก สามารถทําไดดังน ี
ั
ี
้
ื
2.1 เตรยมเชอกหรอลวดสลงขนาดเล็ก ความยาว
ี
ื
ิ
ประมาณ 22 เมตร ผูกให้แน่นกับไม้เสาขนาดยาว 1.50 เมตร ทใช้เปน
็
ี
21
ึ
ื
ึ
ื
เสาหลักในการดงเชอกหรอลวดสลิง ซงได้ทําการหมายระยะปลูกไว้ให้
ุ
ชัดเจนด้วยกัน หากใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร ก็ให้หมาย 6 จด โดยจด
ุ
ึ
แรกห่างจากคนถงเสาประมาณ 1 เมตร
2.2 วางแนวหลัก (Base line) โดยให้ครอบคลุมพ นท ี
ื
ุ
ื
ื
ี
ี
ุ
ิ
็
ให้มากที สด หรออยู่บรเวณกึ งกลางพ นทให้มากที สดเท่าทจะเปนไปได้
โดยวางแนวหลักจํานวน 2 เส้นตัดกัน ทั งน ดําเนนการปกหลักตามระยะ
ิ
ี
ั
ให้ตลอดแนวที วางนั นทั งหมด
ิ
ุ
2.3 เร มวางกรอบจากจดตัดของแนวหลัก โดยคนงาน
ี
ุ
ี
จดทใช้ดงเชอกเส้นท 1 จากจุดท 1 (หลักที 6 จากจุดตัด) ซงจะมทั งหมด
ี
ึ
ี
ื
ึ
ึ
ี
10 คน (กรณใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร) ประกอบด้วยผู้ดง 2 คน ผู้
ี
ี
ปกหลัก 6 คน และผู้ขนส่งหลักอก 2 คน และคนงานชุดทใช้ดงเชอก
ั
ึ
ื
ี
ุ
ี
ี
ี
ุ
เส้นท 2 จากจดท 2 ไปตัดกัน ณ จดท 3 (โดยให้จุดทหมายระยะปลูกอยู่
ทจดเดยวกัน) เมอขึงได้ทแล้วจงทําการปกหลักหมายแนวปลูกต่อไป
ี
ี
ั
ึ
ื
ี
ุ
ื
ี
็
2.4 เมอดําเนนการเสรจในข้อท 2.3 แล้ว ก็จะได้
ิ
้
ี
กรอบแนวปลูก จํานวน 1 กรอบ จากนั นก็ดําเนนการสรางกรอบท 2 ต่อ
ิ
ื
ื
ุ
ิ
ไป โดยเร มจากจดท 4 และจดท 3 โดยทาบเชอกหรอลวดสลงให้ตัดกัน
ี
ี
ิ
ุ
ี
ุ
ี
ึ
ี
ณ จดท 5 จากขั นตอนน ผู้ดงเชอกจากจดท 3 ไปยังจุดท 5 (ด้านจดท 5)
ุ
ุ
ี
ี
ื
จะต้องทําการเล็งโดยใช้สายตา เพื อให้แนวระยะปลูกตรงควบคู่ไปด้วย
จากนั นก็ปฏบัตในทํานองเดยวกันต่อไปเรอยๆ
ิ
ี
ิ
ื
22
2.5 ในการวางกรอบ ควรจะเร ิมจากแนวหลัก (Base
ี
็
้
ิ
line) ทุกคร ังทเร มโดยอาจจะแยกการสรางกรอบออกเปนหลายๆ ชุด
ื
้
ื
และคํานวณพ นที หรอระยะทางให้แต่ละกลุ่มทํางานสรางกรอบไปจน
ุ
ื
ื
ี
สดพ นที ใน 1 วันทํางาน หากยังมพ นที เหลออยู่ ก็อาจตามเก็บงานภาย
ื
หลังซงการวางกรอบจะไม่ยุ่งยากนัก ทั งน เพื อให้การวางกรอบเปนแนว
็
ึ
ี
อย่างถูกต้องแน่นอนไม่คลาดเคลื อนมาก
ื
็
ื
2.6 เมอวางกรอบเสรจแล้วหรอเมอวางไปได้ระยะหนง
ื
ึ
ี
ิ
ั
ื
ก็จัดคนงานอก 1 กลุ่มหรอหลายๆ กลุ่ม ดําเนนการปกหลักซอยตามไป
ซงการปกหลักในส่วนน จะกระทําได้โดยสะดวกรวดเรวมาก เพราะไม่
ี
ึ
็
ั
ั
จําเปนจะต้องเล็งระยะให้ตรงแต่อย่างใด การปกหลักหมายแนวปลูก
็
ี
นับว่ามอุปสรรคอยู่มากพอสมควร ทั งน ีเนองจากลักษณะของภูม ิ
ื
ึ
ประเทศทไม่สมําเสมอข นๆ ลงๆ คนงานทําการเล็งแนวไม่รอบคอบ
ี
ื
ื
ื
ึ
ิ
และการคลาดเคลื อนของเชอกหรอลวดสลง โดยเฉพาะเชอกซงมักจะม ี
ี
ี
ี
การยืดหดตามอุณหภูมทเปลยนแปลงไป ทําให้ระยะทหมายไว้เปลยน
ี
ิ
แปลงไปด้วย ดังนั นผู้ปฏบัตงานปกหลักหมายแนวปลูกควรต้องใช้
ิ
ั
ิ
ี
ิ
ิ
ความละเอยดอ่อนในการปฏบัตงานพอสมควร และต้องควบคุมอย่าง
ิ
ใกล้ชดอยู่ตลอดเวลา
ี
ในการปกหลักหมายแนวปลูกในพ นทขนาดเล็กและม ี
ั
ื
ระยะปลูกแคบ หรอพ นที ซงได้จัดแบ่งซอยออกเปนแปลงย่อยๆ โดย
ื
็
ึ
ื
ึ
ี
ิ
ื
แนวถนนหรอแนวอนๆ ทชัดเจนนั น อาจกระทําโดยวธใช้ไม้ขงทั ง 2
ี
ื
23
็
ึ
ื
ื
ิ
ด้านของเชอกหรอลวดสลงเปนตัวทาบระยะ ซงระยะปลูก 2 x 2 เมตร
ก็ใช้ไม้ขงที สามารถทาบระยะได้ 2 เมตร โดยไม่ต้องวางกรอบเปนต้น
็
ึ
็
ก็นับว่าสะดวกรวดเรวพอสมควร แต่อาจเกิดความคลาดเคลื อนได้ง่าย
ถ้าไม่ระมัดระวังและไม่เล็งแนวให้ด ี
การขนสงกลาไม
้
้
่
ี
็
การขนส่งกล้าสนสามใบ เปนการลําเลยงกล้าไม้ทได้
ี
ี
ื
็
ขนาดจากเรอนเพาะชําไปยังพ นททจะปลูก การขนส่งนั นจําเปนต้องม ี
ี
ื
การวางแผนให้สัมพันธเกี ยวกับช่วงเวลาในการปลูก ซงได้แก่ระยะ
์
ึ
ื
เวลาทฝนตกตดต่อจนดนเปยกชุ่ม ความช นในดนจะสง และฝนตก
ี
ิ
ิ
ิ
ู
ี
อย่างต่อเนอง โดยทั วไปแล้วจะอยู่ประมาณกลางเดอนมถุนายน -
ื
ื
ิ
็
ื
ี
ี
กรกฎาคม ของทุกป หลายกรณทพบว่าทําการปลูกต้นไม้เรวเกินไปคอ
ี
รบปลูกทันทีเมอฝนตก ประมาณต้นเดอนพฤษภาคม แต่มักเจอปญหา
ี
ื
ั
ื
ฝนท งช่วงอกในระยะเดอนพฤษภาคม - กลางมถุนายน จนต้นไม้ท ี
ิ
ิ
ี
ื
ี
ี
ี
ี
็
ี
ุ
ปลูกไว้ก่อนหน้าน ตายไปเปนจํานวนมาก ระยะเวลาทแน่นอนทดทสด
ึ
ี
ู
ต้องมการศกษาข้อมลนํ าฝนก่อน หรออาจสอบถามการตกของนํ าฝน
ื
ั
จากชาวบ้านก็ได้ สําหรบไม้สนแม้ว่าจะเปนไม้ทนแล้งก็ตาม โอกาส
็
ี
รอดตายก็เหลือน้อยหากรบปลูกเรวเกินไป
็
ขั นตอนการขนส่งกล้าไม้ มดังน ี
ี
24
ี
ี
1) ควรรดนํ ากล้าไม้ให้ชุ่มเสยก่อนทจะขนส่งไปปลูก
ื
2) การเคลอนย้าย กระทําด้วยความระมัดระวังไม่ให้กล้า
ไม้กระทบกระเทอน ควรจับทถุงไม่ใช่ลําต้น และใช้ภาชนะบรรจกล้า
ุ
ี
ื
ึ
ี
ื
ี
ไม้ซงมนํ าหนักพอเหมาะสําหรบคนงานทจะเคลอนย้ายได้สะดวก ปกต ิ
ั
ุ
ึ
ิ
จะใช้กระบะซงสามารถบรรจกล้าไม้ในถุงขนาด 4 x 6 น ว ได้ประมาณ
ั
40 กล้า นํ าหนักรวมประมาณ 20 กิโลกรม
3) ในการขนส่ง ถ้าใช้รถยนต์ในการขนส่งควรมวัสดุ
ี
คลุมกล้าไม้ เพอปองกันอันตรายจากลมพัดขณะรถยนต์แล่น เช่น ตา
ื
้
ข่ายพรางแสง
ึ
ื
ี
ิ
4) เมอไปถงบรเวณแปลงปลูกแล้ว ควรหาทพักกล้า
ี
ื
ไม้ไว้ในทร่ม เช่น ใต้ร่มไม้ หรอที ใกล้กับแหล่งนํ าให้มากทสด และถ้า
ี
ุ
เปนไปได้ควรจะปลูกกล้าไม้ให้เสรจหมดภายในวันเดยว
็
ี
็
การเตรยมหลุม
ี
ิ
ี
คนงานขุดหลุมปกตใช้จอบขุด ให้มความกว้างยาวและ
ึ
ิ
ลกประมาณ 25 เซนตเมตร และต้องขุดในตําแหน่งเดยวกันตลอด เช่น
ี
ขุดห่างจากหลักแนวปลูกประมาณ 1 หน้าจอบก็ต้องขุดในแนวน ไป
ี
ตลอด และควรกระทําในวันเดยวกับทมการปลูก สําหรบการใส่ปุยรอง
๋
ั
ี
ี
ี
ิ
ิ
ี
ิ
ก้นหลุมมักไม่ค่อยนยมทํากัน แต่น่าจะใส่ปุยได้ในกรณปลูกเชงพาณชย์
๋
ึ
ซงก็คงจะปฏบัตเช่นเดยวกับการใส่ปุยรองก้นหลุมในไม้ผลทั วไป โดย
๋
ี
ิ
ิ
25
ี
ี
ิ
หลุมทจะปลูกต้องมขนาดกว้างยาวและลกอย่างน้อย 50 เซนตเมตร
ึ
ั
็
ี
สําหรบการใส่ยากําจัดปลวกพบว่ายังไม่มความจําเปนเพราะสนสามใบ
็
เปนไม้ทนแล้ง ทนทานต่อโรคและแมลง และยังไม่พบการทําลายราก
ไม้สนสามใบที ปลูกแล้วแต่ประการใด
การปลูก
หลังจากขุดหลุมปลูกแล้ว ใช้คนงาน 2 กลุ่ม กลุ่มแรก จะ
ุ
ขนกระบะบรรจกล้าไม้เข้าแปลงปลูก และนํากล้าสนสามใบวางเรยง
ี
ิ
ตามหลุมทขุดไว้ คนงานกลุ่มท 2 จะทําการปลูกโดยฉกถุงพลาสตก
ี
ี
ี
ี
ี
ออกแล้วนําถุงครอบไว้ทปลายหลักหมายแนวปลูก เพื อแสดงว่าได้ฉก
ื
ิ
ิ
ถุงแล้ว เมอวางกล้าสนให้ตรงแล้วกลบดนให้มดโคนกล้าสน ใช้เท้า
ี
เหยียบให้แน่น ในขณะเดยวกันควรกวาดเศษไม้ใบหญ้าใกล้ๆ มาทํา
ิ
ี
ุ
การสมโดยกันนํ าฝนชะยังหน้าดนทกลบไว้
ิ
สําหรบการปลูกกล้าสนสามใบ ไม่นยมปลูกผสมกับ
ั
ื
ึ
ั
ื
ื
ไม้ชนดอนๆ แม้ในพ นที ต้นนํ าลําธาร เนองจากการดูแลรกษายากข น
ิ
ิ
ู
ื
และไม้สนก็อาจจะโตแข่งกับไม้ชนดอนทางด้านความสงไม่ได้ ไม้
ื
ิ
อนๆ อาจปกคลุมจนชะงักงันการเจรญเตบโต ได้มการทดลองทจะทํา
ี
ิ
ี
ิ
การปลูกกล้าสนสามใบ โดยวธเปลอยรากก็ไม่ประสบผลสําเรจเท่าท ี
็
ี
ื
ิ
ี
ควรเท่าการปลูกโดยวิธเพาะกล้าในถุงพลาสตก
26
ั
การบํารุงรกษา
่
ี
ุ
ั
็
การบํารงรกษาสวนปาไม้สนสามใบ เปนขั นตอนทจํา
ี
ี
็
เปนมากต่อการปลูกไม้สน ทั งน เพื อให้กล้าไม้สนทปลูกแล้วมอัตราการ
ี
ี
ู
รอดตายสง และการเจรญเตบโตดพ้นจากการแก่งแย่งของวัชพชและ
ื
ิ
ิ
ิ
ุ
็
ั
ื
่
สัตว์ธรรมชาตอนๆ ตลอดจนเปนการปรบปรงสภาพการปลูกสวนปา
ไม้สนสามใบให้มคุณภาพมากข นด้วย
ี
ึ
ี
ขั นตอนในการบํารงรักษาสวนปาทปลูกไปแล้ว มดังน ี
ุ
ี
่
ื
ื
็
1. การกําจัดวัชพช วัชพชเปนหญ้าเถาวัลย์หรอกล้าไม้
ื
ี
ทงอกข นมาในพื นทแปลงปลูก และสามารถจะครอบคลุมกล้าสนสาม
ึ
ี
ใบทปลูกไปแล้ว ซงวัชพชจะเปนตัวแก่งแย่งธาตุอาหารในดน
็
ื
ึ
ี
ิ
ื
ื
ความช น แสงแดด ตลอดจนการเล อยพันกล้าสนสามใบที ปลูกจนทําให้
ู
ื
ิ
ิ
เสยรปทรงได้ ช่วงเวลาทจะกําจัดวัชพชพจารณาจากอัตราการเจรญ เตบ
ิ
ี
ี
ิ
ื
ิ
ี
ื
โตของวัชพช หลังจากทปลูกสนสามใบแล้วถ้าวัชพชเจรญเตบโตปก
ี
คลุมกล้าไม้ ต้องรบแผ้วถางออกก่อนทจะเกิดความเสยหายกับไม้สน
ี
ี
ิ
ื
ื
ื
สามใบ ปกตการกําจัดวัชพชจะกระทํากัน 2 คร ังคอ กําจัดวัชพชหลัง
จากปลูกไม้สนแล้วโดยสังเกตจากวัชพชทข นปกคลุม อกคร ังกระทํา
ื
ึ
ี
ี
ตอนเร มเข้าฤดูแล้งจะต้องถางให้เสรจก่อนฤดูแล้ง เพื อวัตถุประสงค์ใน
็
ิ
้
การปองกันไฟปาในสวนสนด้วย
่
27
ื
การกําจัดวัชพชในแปลงปลูกสนสามใบ อาจทําได้ 2
ิ
ี
ี
ื
วธ โดยการไถพรวนพ นทและการใช้แรงคนแผ้วถาง
ี
การไถพรวนพ นท ใช้รถแทรกเตอรล้อยางตดผานเจ็ดไถ
ิ
์
ื
ื
็
ระหว่างช่องปลูก เพื อเปนการไถพรวนเอาวัชพชกลับลงใต้ดนให้เน่า
ิ
ิ
เปอยสลายตัวเปนอนทรยวัตถุ ช่วยให้รากสนสามใบแผ่ขยายได้มากข น
ื
ึ
ี
็
็
้
ิ
ิ
ด้วย และยังเปนการช่วยลดเช อเพลง ปองกันมให้เกิดไฟปาได้ด้วย การ
่
ื
ไถพรวนส่วนใหญ่กระทํากันในช่วงต้นฤดูหนาว คอหลังจากหมดฤดู
ื
ื
ิ
ี
ื
ฝนใหม่ๆ คอราวๆ เดอนพฤศจกายน - ธันวาคม ของทุกป นอกจากน ี
ื
ี
์
การไถพรวนด้วยรถแทรกเตอรล้อยาง จะกระทําได้ในพ นทค่อนข้าง
ึ
ราบในการปลูกปาเชงพาณชย์ซงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ปองกันสวน
้
่
ิ
ิ
ื
ื
ี
จากไฟไหม้ด้วย เพราะตัวเช อเพลงในฤดูแล้งทดคอวัชพชนั นเอง และ
ื
ิ
ี
็
ี
ิ
ิ
ยังช่วยให้ไม้สนสามใบเจรญเตบโตเรวขึ นอกด้วย
็
ี
ื
ี
ิ
การใช้แรงงานคนแผ้วถางวัชพช เปนวิธการทใช้ปฏบัต ิ
กันอยู่ทั วไปในการปลูกสรางสวนปา เพราะใช้เครองมอและวธการ
ื
ื
่
ี
ิ
้
่
ื
ุ
ิ
ธรรมดาคอ มดถางปา แผ้วถางวัชพชออกให้ตําใกล้ผิวดนมากทสด แต่
ื
ี
ี
ั
็
ี
่
ี
ิ
เปนวธการทค่อนข้างเปลืองแรงงานและเวลามาก สําหรบสวนปาขนาด
ใหญ่บางแห่งพบว่าการใช้แรงงานคนกําจัดวัชพชมปญหามาก เพราะ
ี
ื
ั
ิ
ิ
ี
ุ
ุ
็
หลังจากเร มต้นถางไปแล้วเมอส นสดแปลงสดท้าย จะเปนระยะทวัชพช
ื
ื
ึ
็
ในแปลงแรกกลับข นมาหนาแน่นอีกแล้วเปนต้น การใช้เครองทุ่นแรง
ื
ื
ิ
็
ื
ขนาดเล็กอนๆ จงเปนเรองสําคัญยิ ง เช่น การใช้เครองตัดหญ้าชนด
ึ
ื
28
็
ึ
ิ
ิ
ิ
สะพายได้ จะช่วยให้การปฏบัตงานเรวข น และส นเปลืองแรงงานน้อย
ลงด้วย
ื
ื
่
ื
การกําจัดวัชพชหรอการแผ้วถางวัชพชในสวนปา ทํา
ื
ได้หลายแบบ คอ
1.1 แผ้วถางวัชพชทั งหมดตลอดทั งพ นท (Clear
ื
ื
ี
weeding)
็
ี
เปนวธกําจัดวัชพชทลงทุนมาก แต่สะดวกใน
ี
ิ
ื
การควบคุมและตรวจสอบการปฏบัตงาน โดยใช้แรงงานคนเดนหน้า
ิ
ิ
ิ
แถวกระดานห่างกันพอสมควร ปองกันไม่ให้เกิดอันตรายจากมดทใช้
ี
ี
้
ในการปฏบัตงานได้ ทําการถางวัชพชในสวนปาออกทั งหมดเหลอไว้
่
ื
ิ
ิ
ื
ิ
ื
แต่สนสามใบทปลูก วธน จงต้องใช้แรงงานส นเปลองมาก แล้วยังมผล
ิ
ี
ี
ี
ึ
ี
ี
ี
เสยตามมาอกหลายอย่าง เช่น
ึ
1.1.1 เกิดเช อเพลงหลังการกําจัดวัชพชมากข น
ื
ิ
ื
ิ
ิ
ื
หากเปนการปฏบัตงานช่วงปลายฤดูฝนหรอต้นฤดูหนาว จะมโอกาส
็
ี
เสยงต่อไฟปามากข น
่
ึ
ี
ู
1.1.2 เกิดพ นทโล่ง ชักจงให้สัตว์เล ียงเข้ามา
ื
ี
และเล็มหาอาหาร และเหยียบยํ ากล้าสนสามใบที ปลูกให้ตายมากข น
ึ
ี
1.1.3 ในกรณทปลูกสนแต่หลักทปกหมายแนว
ี
ั
ี
ั
ี
ี
ไว้ล้มหาย จะสังเกตตําแหน่งต้นไม้ทปลูกได้ยาก โอกาสทจะตัดฟนเอา
ื
ี
ี
ต้นไม้ทปลูกในขณะกําจัดวัชพชจะมมากตามไปด้วย
29
1.2 แผ้วถางวัชพชเจาะช่องตามแนวปลูก (Line
ื
weeding)
เปนการกําจัดวัชพชทลดค่าใช้จ่ายลง โดยมได้
ี
็
ิ
ื
ื
ถางวัชพชทั งหมดในพ นทสวนปาออก แต่จะถางเฉพาะแถวระหว่างต้น
่
ื
ี
ี
ี
สนสามใบทปลูกไว้เท่านั น ให้กว้างพอทเรอนยอดของสนสามใบท ี
ื
ิ
ปลูกเจรญเตบโตพ้นวัชพชได้ โดยทั วไปแล้วจะต้องกว้างอย่างน้อย 2
ื
ิ
ื
เมตร คอ ห่างจากโคนต้นด้านละไม่น้อยกว่า 1 เมตรตลอดแนวต้นไม้ท ี
ี
ี
ิ
ิ
ปลูก วธน แม้ว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายและทําให้การปฏบัตงานรวดเรว
็
ิ
ึ
ี
ึ
ั
ข นแล้วก็ตามยังคงมปญหาต่างๆ เกิดข นบ้างเล็กน้อย คอ
ื
1.2.1 การถางแนวเจาะช่องตามแนวปลูก จะ
ี
ิ
ิ
ิ
เปนทางเดนสําหรบสัตว์เลี ยงทมอยู่ในบรเวณนั นด้วย โดยปกตวสัยแล้ว
ี
ั
ิ
็
ิ
ิ
ื
ี
ี
สัตว์เล ยงจะเดนหากินเฉพาะในทโล่งแจ้งจะไม่เดนเข้าพ นที รกมากๆ
เด็ดขาด ดังนั นการถางวัชพชเปนแนวตามแนวปลูก จงทําให้สัตว์เลี ยง
็
ึ
ื
เข้าเหยียบยํ าต้นไม้ทปลูกได้มากยิ งขึ น
ี
ื
็
1.2.2 หากเปนการถางวัชพชตามแนวปลูกที อยู่
ึ
ื
็
ิ
ในแนวข นลงของภูเขา หรอตามสภาพความลาดชัน จะเปนการเปด
ั
ื
พ นที ให้รบนํ าฝนเฉพาะแนวทถางวัชพชออก นํ าจะรวมตัวไหลลงลาด
ี
ื
ิ
เขาตามแนวทโล่งแจ้งเช่นน มาก เกิดปญหาการพังทลายของดนได้ง่าย
ี
ั
ี
ิ
็
็
โดยเฉพาะในบรเวณทดนเปนดนร่วนปนทรายหรอเปนทรายจัด
ื
ี
ิ
ิ
โอกาสเกิดการพังทลายของดนจะสงมาก ทําให้แหล่งนํ าตอนล่างต้อง
ู
ิ
30
ี
เสยไปด้วย ดังนั นจงไม่ควรวางแนวถางวัชพชตามแนวความลาดชัน
ื
ึ
เปนอันขาด
็
ื
ิ
1.2.3 การถางวัชพชเฉพาะแนวต้นไม้แล้วมได้
็
ิ
ื
ขนย้ายซากวัชพชออกไป ปล่อยให้ทับถมอยู่แนวเดม จะเปนแหล่งเพาะ
ึ
ื
โรคพช เช่น แมลง และเหดราต่างๆ ให้ทําลายกล้าไม้ได้มากข นด้วย
็
ื
ี
การถางวัชพชเปนแถวเปนแนว จะใช้ได้ผลดต่อเมอ
็
ื
็
ี
ี
่
ึ
สวนปานั นๆ มระยะปลูก 4 x 4 เมตรข นไป เพราะถ้ามระยะปลูกถๆ
ี
ื
เช่น 2 x 2 เมตร หรอ 3 x 3 เมตร การถางวัชพชเปนแนวก็อาจไม่แตก
ื
็
ต่างกับการถางวัชพชทั งหมดในแปลงแต่ประการใด เพราะความกว้าง
ื
ของแนวทจะถางจะเท่าๆ กับระยะปลูกอยู่แล้วนั นเอง
ี
ื
ี
1.3 แผ้วถางวัชพชเฉพาะรอบๆ โคนต้นไม้ทปลูก
(Spot weeding)
ื
ี
ี
ี
เปนวธกําจัดวัชพชทประหยัดทสด และได้ผลค่อน
็
ิ
ุ
ข้างด โดยการใช้จอบถากวัชพชรอบๆ โคนต้นสนสามใบทปลูกและทํา
ี
ื
ี
ื
ื
ี
ให้เกิดแอ่งเล็กๆ ต นๆ กว้างอย่างน้อยเท่ากับเรอนยอดสนสามใบทปลูก
ิ
ื
แอ่งดังกล่าวจะรองรับนํ าฝนไว้ให้ไหลซมลงดน อํานวยความช นให้ดน
ึ
ิ
ิ
ึ
รอบๆ โคนต้นได้มากข น ซงจะส่งผลต่อการเจรญเตบโตของต้นสนให้
ึ
ิ
ื
ี
ดข ึนด้วย อย่างไรก็ตามในการกําจัดวัชพชรอบๆ โคนต้นสน
ี
สามใบจะต้องให้กว้างพอทกล้าสนจะเจรญเตบโตพ้นการปกคลุมของ
ิ
ิ
ื
วัชพชได้อย่างเพยงพอ มฉะนั นแล้วไม่นานหลังการถาง วัชพชจาก
ี
ื
ิ
31
ิ
ี
ิ
รอบๆ หลุมเฉพาะต้นนั น จะเจรญเตบโตมาปกคลุมต้นสนได้อกหาก
ื
กําจัดวัชพชไม่กว้างพอ
2. การปลูกซ่อม จะกระทําเมอกล้าสนสามใบทนําไป
ี
ื
ื
ปลูกมอัตราการรอดตายตํากว่ารอยละ 80 หลังจากการแผ้วถางวัชพช
้
ี
ี
ิ
ี
็
ุ
หลังปลูกแล้วต้องรบดําเนนการปลูกซ่อมต้นที ตายให้เรวทสดเท่าทจะ
ี
ี
ทําได้ ทั งน เพื อจะได้ทําให้กล้าสนที นําไปปลูกซ่อมใหม่สามารถเจรญ
ิ
ิ
เตบโตทันต้นสนสามใบที ปลูกครั งแรก
ี
ี
กล้าสนสามใบทปลูกไปแล้วเกิดตาย ก็มหลายสาเหตุ
เช่น
ี
- กล้าสนสามใบทนําไปปลูก มขนาดเล็ก ไม่
ี
สมบูรณพอ
์
ิ
ี
ิ
ื
ี
- คนงานปฏบัตงานไม่ดเท่าทควร ปลูกต น ไม่
กลบดนในหลุม
ิ
ี
ื
- วัชพชปกคลุมกล้าสนทปลูกมากกําจัดไม่ทัน
ิ
ิ
เกิดภาวะฝนท งช่วงนานจนความช นในดนไม่เอื ออํานวยต่อการอยู่รอด
ื
ของกล้าสน
ี
ิ
๋
๋
ิ
3. การใส่ปุย นยมใส่ปุยกันในกรณปลูกแบบเชง
เศรษฐกิจ เพราะปุยจะช่วยเร่งอัตราการเจรญของกล้าสนสามใบใน
๋
ิ
ระยะแรกปลูกและหลังปลูกแล้วในพื นที จนมความสงพ้นจากการปก
ู
ี
คลุมของวัชพช อกทั งยังช่วยเพ มผลผลตของสนสามใบด้วย การใส่ปุย
๋
ี
ิ
ื
ิ
32
ื
็
ื
จะกระทําหลังจากปลูกกล้าสนสามใบได้ประมาณ 1 เดอน หรอเมอเหน
ื
ิ
ี
๋
ี
๋
ิ
ี
ว่ากล้าสนทปลูกตั งตัวได้ดและเร มมการเจรญเตบโต ปุยที ใช้นยมใช้ปุย
ิ
ิ
ั
๋
ู
สตร 15:15:15 โดยใส่ปุยให้กล้าสนสามใบประมาณ 50 กรมต่อต้น ไม้
ิ
๋
ี
ิ
สนสามใบจะเจรญเตบโตดกว่าไม่ใส่ปุย
่
ี
ั
4. การปองกันไฟ ไฟปานับว่าเปนปจจัยทสําคัญทสด
ี
ุ
็
้
ี
สวนปาถูกทําลายเสยหายหมดภายในเวลาไม่กี ชั วโมง พอจะกล่าวได้ว่า
่
่
ความสําเรจในการปลูกสรางสวนปา คอความสามารถในการทจะปอง
ี
ื
็
้
้
ี
็
ื
่
่
กันไฟปาไม่ให้เกิดข นภายในพ นทปลูกสวนปาได้ เปนททราบกันว่าไฟ
ึ
ี
่
่
ปาเกิดจากฝมอของมนษย์เท่านั น ในพ นที ปาเกือบทุกแห่งจะเกิดไฟปา
ี
ื
ุ
่
ื
้
ึ
ั
ไหม้ทุกป จงต้องกําหนดมาตรการในการปองกันไฟอย่างรดกุมและ
ี
เหมาะสม
ไฟปาเปนภัยอย่างมหันต์ โดยเฉพาะอย่างยิ งสนสามใบ
็
่
ึ
ิ
ซงมนํ ามันสนเปนเช อเพลงอย่างดอยู่แล้ว ไม้สนอายุน้อยๆ ทโดนไฟ
็
ื
ี
ี
ี
่
ิ
็
ไหม้แทบจะหาเปอรเซนต์รอดตายได้ยาก ปกตแล้วสวนปาสนสามใบ
์
อายุตํากว่า 3 ปลงมา จะมโอกาสล้มเหลวเนองจากไฟไหม้ได้เกือบรอย
ื
ี
้
ี
ี
ละ 100 แต่ถ้าอายุเกินกว่า 3 ปข นไปแล้ว โอกาสรอดตายจะมากน้อยแค่
ึ
ึ
ไหนข นอยู่กับสภาพพ นทและอัตราการเจรญเตบโต ตลอดจนความ
ื
ิ
ี
ิ
ี
ิ
ื
หนาแน่นของเช อเพลงด้วย โดยทั วไปแล้วหากสนสามใบโตพอทตา
ื
ยอดไม่ถูกไฟไหม้หรอไฟลวก หมายความว่าหลังจากโดนไฟไหม้แล้ว
33
ี
ี
ตายอดยังเขยวอยู่แสดงว่าโอกาสรอดตายยังคงม แต่อาจเกิดชะงักงันไป
บ้างระยะหนง
ึ
ิ
ิ
่
แม้ว่าไฟปาจะไม่ทําให้ต้นสนสามใบตายไปโดยส นเชง
ก็ตาม เช่น สวนสนสามใบอายุมากๆ จะรอดตายจากไฟไหม้ได้มาก แต่
ึ
ิ
ไฟปาก็อาจทําให้ชะงักงันหยุดการเจรญเตบโตไปได้ระยะหนง แล้วยัง
่
ิ
ื
ี
ทําให้เช อโรคอนๆ ทั ง รา และแมลง เข้าทําลายต้นสนทเกิดบาดแผล
ื
่
ึ
เนองจากไฟไหม้ได้ง่ายและมากข น ยิ งกว่านั นไฟปายังเผาไหม้ทําลาย
ื
ี
ิ
์
ิ
ิ
ิ
อนทรยวัตถุในดนลดความอุดมสมบูรณของดน แล้วยังทําให้ดนแข็ง
ึ
นํ าฝนไหลซมลงดนได้ยากข น จนเกิดปญหาอนๆ ตามมาได้มาก ดังนั น
ื
ั
ึ
ิ
ึ
้
ิ
่
็
จงมความจําเปนอย่างยิ งที จะต้องทําการควบคุมและปองกันไฟปา มให้
ี
ไหม้ลุกลามเข้าไปในสวนปาไม้สนสามใบได้
่
่
ิ
ี
ี
้
การปองกันไฟปา อาจทําได้หลายวธ แต่ทได้ผลน่าพอ
ี
ใจ มดังต่อไปน ี
ื
่
4.1 การจัดทําแนวกันไฟรอบๆ พ นที สวนปา โดยปกต ิ
้
่
ในการสรางสวนปา จะมการสรางถนนปาไม้ซอยแบ่งพ นที ปลูกออก
้
ื
ี
่
เปนแปลงๆ ตามสภาพพ นที ซงทางเหล่าน ใช้เปนแนวกันไฟด้วย บาง
็
็
ื
ี
ึ
คร งก็ใช้ลําห้วยเปนแนวปองกันไฟตามธรรมชาตด้วย ในการปลูกสราง
้
้
ิ
็
ั
ี
ี
้
ื
สวนสนสามใบก็เช่นกัน ต้องมการสรางแนวกันไฟให้รอบพ นทปลูก
และแบ่งซอยพ นทปลูกออกเปนแปลงย่อยๆ เพราะถ้าเกิดความเสยหาย
็
ี
ี
ื
34
ี
ื
ึ
ี
ื
่
เนองจากไฟปาลุกลามเข้ามาในพ นทปลูก ความเสยหายจะได้เกิดข น
เพียงบางส่วน
ั
้
ขนาดของแนวกันไฟ สําหรบการปองกันไฟไม่ให้เข้ามา
ในพ นทปลูกสนสามใบได้ ต้องมขนาดกว้างประมาณ 8 - 10 เมตร
ื
ี
ี
สรางโดยรอบพ นที ปลูก โดยจะใช้รถแทรกเตอรหรอแรงคนงานก็ได้
ื
์
้
ื
ื
ิ
การทําแนวกันไฟจะต้องถางวัชพชซงจะเปนเช อเพลงออกให้หมดเหลือ
ื
ึ
็
แต่ดนโล่งๆ ส่วนแนวกันไฟทแบ่งพ นที แปลงปลูกออกเปนแปลงย่อย
ิ
็
ื
ี
ี
มักทําให้มขนาด 4 - 6 เมตร
หลังจากทําแนวกันไฟแล้ว จะต้องคอยหมั นตรวจตรา
ิ
ี
ึ
อยู่เสมอ มให้เกิดเช อเพลงข นมาในบรเวณแนวกันไฟได้อก นอกจาก
ิ
ื
ิ
นั นเพอความมั นใจว่าไฟจากนอกแนวกันไฟออกไปจะไม่ถูกลมพัดเข้า
ื
ิ
ไปในสวนปาได้ ควรทําการชงเผา (Prescribe burning) ซากพชจาก
่
ื
ื
ิ
ี
แนวกันไฟออกไปอก 5 - 10 เมตร เพอมให้เกิดไฟไหม้ลุกลามเข้าไป
ใกล้แนวกันไฟได้ ปรากฏว่าสวนปาหลายแห่งหลังจากสรางแนวกันไฟ
้
่
ื
ิ
ื
ิ
แล้ว มได้ชงเผาซากพชจากขอบแนวกันไฟออกไป เมอเกิดไฟไหม้ลม
ี
จะพัดลูกไฟเข้าไปในสวนปา ทําให้สวนปาเสยหายได้มาก
่
่
้
้
4.2 การจัดเวรยามปองกันไฟ การสรางแนวกันไฟรอบๆ
สวนปา และการชงเผาซากพชจากแนวกันไฟออกไปแล้ว เพื อมให้ลม
่
ิ
ื
ิ
พัดหอบลูกไฟมาตกในสวนปา แต่พบเสมอว่ายังเกิดไฟไหม้ในสวนปา
่
่
ี
ื
่
ุ
ได้ ทั งน เนองจากการกลั นแกล้งจงใจจดไฟเผาปาของชาวบ้านทสัญจร
ี
35
์
ึ
ไปมา เพื อหวังผลประโยชนประการใดประการหนง พบว่าชาวบ้าน
ุ
ื
บางรายจดไฟเผาสวนปาสนสามใบโดยไม่รถงผลเสยหาย เพยงเพอ
ึ
้
่
ี
ู
ี
ต้องการให้ผักหวานปาแตกยอดใหม่ หรอต้องการเก็บเหด เปนต้น การ
่
ื
็
็
จดไฟเผาปาเช่นน แนวกันไฟที สรางไว้จงไม่มประโยชน์ใดๆ ทั งส น ดัง
ิ
ี
่
ุ
้
ึ
ี
็
ึ
นั นจงควรจัดเวรยามคอยระมัดระวังไฟในช่วงฤดูแล้ง เปนพิเศษ ปกต ิ
จะจัดให้มยามไฟเปนหลายๆ ผลัด ทั งกลางวันและกลางคืนสลับหมน
็
ี
ุ
เวยนกันไป ยามไฟนอกจากจะคอยระวังปองกันมให้มการแอบจด
ี
ี
้
ิ
ุ
่
ึ
่
ไฟเผาปาแล้ว หากมไฟปาเกิดข นและยังไม่ลุกลามออกไปใหญ่โตก็จะ
ี
ี
สามารถควบคุมดับไฟทเกิดข นได้ทันท่วงท ดังนั นการจัดยามคอยดูแล
ี
ึ
ื
ั
ิ
ระวังไฟ แม้ว่าจะค่อนข้างส นเปลองแต่ก็ได้ผลอย่างคุ้มค่า สําหรบบาง
ิ
ี
้
์
หน่วยงานจะจัดให้ยามไฟมอุปกรณสอสาร เช่น วทยุขนาดเล็ก พรอม
ื
ื
ยานพาหนะคือมอเตอรไซด์ เพื อให้สามารถส่งข่าวสาร หรอแจ้งข่าวขอ
์
ี
ื
ความช่วยเหลอในการควบคุมดับไฟได้ทัน ก่อนทจะลุกลามออกไป
มาก
ี
ื
ื
ื
4.3 การไถพรวนพ นที ในพ นที ค่อนข้างราบ หรอพื นทท ี
ื
์
รถแทรกเตอรสามารถทํางานได้ การใช้รถไถผานเจ็ด ไถวัชพชระหว่าง
ิ
ื
แถวปลูกจะช่วยทําให้เช อเพลงน้อยลง โอกาสทจะเกิดไฟไหม้สวนสน
ี
ิ
แทบจะหมดไป ปกตจะทําการไถพรวนประมาณปลายฤดูฝน - ต้นฤดู
ี
่
็
หนาว วธการน เหมาะแก่การปลูกปาเชงพาณชย์ เปนวิธทคุมไฟปาได้
ิ
ิ
ี
ิ
ี
ี
่
36
ิ
ี
ื
ผลจรงๆ แม้ส นเปลองค่าใช้จ่ายแต่ผลตอบแทนทได้นับว่าคุ้มค่า และยัง
ิ
ึ
ี
จะทําให้ได้ผลผลตมากข นอกด้วย
ิ
4.4 การชงเผาซากพชในสวนปา เปนการลดปรมาณเช อ
ิ
ิ
ื
็
ื
่
เพลงในสวนปาลง จะทําการชงเผาซากพชในสวนปาเฉพาะกรณทไม่
ิ
ื
ี
ี
่
่
ิ
สามารถกําจัดวัชพชหรอไถพรวนพื นที ได้ทัน จงทําการชงเผาซากพช
ึ
ิ
ื
ื
ื
ิ
ื
ในสวนปาท งไป โดยจะทําในช่วงปลายฤดูฝน – ต้นฤดูหนาวเมอ
่
ความช นยังสง และจะทําในช่วงตอนเช้ามดหรอตอนเย็น เพื อปองกันม ิ
ื
ื
ื
ู
้
ให้เกิดไฟรนแรงยากต่อการควบคุมได้
ุ
่
ื
ุ
4.5 การประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมออย่าจดไฟเผาปา
ี
่
เปนมาตราการในการปองกันไฟปาทยังรางเลอนและห่างไกลต่อความ
้
็
ื
ื
ี
็
เปนจรงมาก โดยเฉพาะในพ นทชนบททห่างไกลออกไป ชาวบ้านยังไม่
ิ
ี
ุ
่
ิ
ิ
ทราบโทษของไฟปาต่อชวตประจําวันและส งแวดล้อม จะใช้ไฟจดเผา
ี
่
ปาเพื อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ล่าสัตว์ เก็บหาของปา ทําไร่เลื อนลอย
่
็
เปนต้น การจุดไฟเผาปาโดยปราศจากการควบคุม จะทําให้ไฟลุกไหม้
่
ิ
ลามออกไปทําลายส งต่างๆ ได้กว้างขวาง การประชาสัมพันธ์ขอความ
่
ื
ึ
่
้
ร่วมมอปองกันไฟปา โดยขอรองมให้จดไฟเผาปาจงดูเหมอนว่าจะยัง
ื
้
ุ
ิ
ี
้
ู
ื
ไม่ได้ผลเท่าทควร นอกจากจะค่อยๆ ให้ความรก่อนโดยใช้สอต่างๆ
ื
ี
่
็
เช่น จัดฉายภาพยนต์ ภาพน ง หรอแผ่นปลิว ช ให้เหนโทษของไฟปา ให้
ิ
การศกษาแก่นักเรยนหรอเยาวชน เพื อตระหนักในเรองน และเปนกําลัง
ึ
ี
ื
ี
็
ื
ในการต่อต้านการจุดไฟเผาปาต่อไปในอนาคต
่
37
ี
้
ิ
ี
ี
ี
ุ
้
5. การปองกันโรคและแมลง การปองกันวธทดทสด
ื
ี
ื
คอการกําจัดวัชพช หรอการจัดการให้สวนสนสามใบทปลูกสะอาดอยู่
ื
ี
ุ
เสมอ ปจจบันยังไม่พบว่าไม้สนสามใบทปลูกถูกทําลายโดยโรคและ
ั
ึ
ี
้
็
แมลงจนถึงขั นเสยหายรายแรง แม้กระทั งปลวกซงเปนอันตรายอย่าง
ี
ื
ิ
รายแรงกับไม้สนชนดอน แต่ไม่พบความเสยหายอันเกิดจากปลวก
้
ทําลายรากสนสามใบมากเท่าใด พวกหนอนกินใบ หนอนเจาะยอดสน
ก็ไม่พบว่ามการระบาดจนถงทําความเสยหายให้แก่สนสามใบอย่าง
ี
ี
ึ
หนักแต่อย่างใด
ี
้
6. การปองกันสัตว์เลี ยง สัตว์เล ยงททําความเสยหายให้
ี
ี
ุ
ี
ี
ึ
่
แก่สวนปาสนสามใบมากทสดได้แก่ วัว ควาย ซงชาวบ้านเล ยงไว้และ
ึ
ปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาต วัว ควาย เหล่าน ีจงเข้าไปหากิน
ิ
ิ
เหยียบยํา แทะเล็มต้นไม้ทปลูกไว้ให้ตายไปได้ เพราะเปนพฤตกรรม
็
ี
ึ
็
ี
ของวัว ควาย ทจะหากินเฉพาะในที โล่งแจ้งซงส่วนใหญ่จะเปนไร่นา
ี
ี
็
ในช่วงฤดูฝนชาวบ้านจะทําร ัวกันไว้ และเปนเวลาเดยวกับททางสวน
่
ึ
ี
ื
ปาจะทําการถางวัชพชในสวนปาจนโล่งเตยน เปนทดงดูดใจให้สัตว์เข้า
่
ี
็
้
่
เหยียบยําสวนปาได้ง่าย การปองกันความเสยหายจากสัตว์เลี ยงอาจทํา
ี
ได้หลายวิธ เช่น การทําร วล้อมรอบสวนปา แต่สําหรบพ นทขนาดใหญ่
ี
ั
ี
่
ื
ั
ไม่อาจทําได้ทั วถึง จงควรหามาตรการอนๆ แก้ไข เช่น การกําจัดวัชพช
ื
ื
ึ
แบบทางลวง ให้สัตว์เดนไปมาเฉพาะในเส้นทางลวงเท่านั น ไม่
ิ
เหยียบยํ ากล้าสนทปลูก
ี
38
ิ
ี
7. การลดและแต่งกิ ง สนสามใบในตอนทอายุยังน้อย
็
ื
ู
ี
รปทรงของเรอนยอดจะเปนพุ่มกลม มกิ งก้านโดยรอบต้นมากตั งแต่
ิ
ิ
โคนต้นขึ นมา เมอเจรญเตบโตไปได้ระยะหนง กิ งด้านล่างก็จะแห้งตาย
ื
ึ
ึ
ี
ไปแต่ยังคงตดอยู่กับลําต้นซงเปนแหล่งทอยู่อาศัยของโรคและแมลง
ิ
็
็
็
การช่วยลดกิ งและแต่งกิ ง เปนการช่วยให้สนสามใบไม่เปนโรคแมลง
ิ
ี
ิ
ิ
ิ
และเร่งการเจรญเตบโตอกด้วย การลดกิ งจะกระทําเมื อสนสามใบอายุ
ี
ได้ 5 ปข นไป โดยสังเกตว่ามกิ งแห้งทางด้านล่างของลําต้นมาก หรอม ี
ี
ื
ึ
ึ
ิ
กิ งซึ งไม่สามารถจะพัฒนาต่อไปได้ ปล่อยท งไว้ก็ต้องแห้งตายไป จง
ควรใช้เลอยแต่งกิ งตัดกิ งแห้งหรือกิ งที ไม่สมบูรณ์ออก หลังจากตัดกิ ง
ื
ออกแล้วควรใช้ปูนแห้งทาทรอยแผลทเกิดจากการตัดของเลื อย ทั งน ี
ี
ี
้
ื
ิ
ื
เพื อปองกันการเข้าทําลายของเช อราหรอแมลงตรงรอยแผลได้ การลด
กิ งและแต่งกิ งครั งต่อไปต้องอาศัยการสังเกตถึงกิ งแห้งด้านล่างของทรง
ี
ี
พุ่มยอด ส่วนสนสามใบจะมอายุเท่าไรคงจะอยู่ทการดูแลรกษาและการ
ั
ื
ิ
๋
ิ
็
ี
ใส่ปุยว่าจะทําให้กล้าสนทปลูกเจรญเตบโตเรวหรอช้า
8. การตัดสางขยายระยะ เปนการตัดสนสามใบออกเสย
็
ี
ิ
ี
ิ
ิ
็
ี
บ้างเมอเหนไม้สนสามใบทปลูกมทรงพุ่มชดตดกัน เร มมการแก่งแย่ง
ื
ี
แสงและอาหารกัน ถ้าปล่อยท งไว้โดยไม่ทําการตัดสางขยายระยะออกก็
ิ
ิ
ี
จะส่งผลต่อการเจรญเตบโตทเร มชะงักงัน ส่วนต้นที ถูกเบยดบังก็จะ
ี
ิ
ิ
ุ
ี
ี
แคระแกนไปและตายไปในทสด การตัดสางขยายระยะนับว่ามความ
ื
ิ
ิ
ี
สําคัญในการช่วยเร่งอัตราการเจรญเตบโตของสนสามใบทเหลอให้
39
ึ
ิ
ี
ิ
เจรญทางด้านความสง และความโตเพ มมากข นส่วนระยะเวลาทสน
ู
ึ
ี
สามใบมอายุเท่าไรถึงจะทําการตัดสางขยายระยะได้ คงต้องข นกับระยะ
ี
ั
ปลูกคร ังแรกว่ากว้างแคบแค่ไหน การดูแลรกษา ด เลวแค่ไหน ไถ
๋
็
ี
ั
ื
พรวนใส่ปุยหรอไม่ โดนไฟไหม้หรอเปล่า ปจจัยเหล่าน เปนตัวกําหนด
ื
ิ
การเจรญเตบโตของสนสามใบ ในสนสามใบที ระยะปลูก 3 x 3 เมตร ม ี
ิ
ี
ี
ิ
ี
ั
การดูแลรกษาด การเจรญเตบโตดอายุ 8 - 10 ปก็ควรจะตัดสางขยาย
ิ
ี
ิ
ี
ิ
ระยะได้แล้ว การตัดสางก็นยมเลือกตัดต้นทมลักษณะเลว การเจรญเตบ
ิ
ิ
ึ
โตไม่ดออก นอกจากน ก็ยังนยมตัดแถวเว้นแถวหรอตัดต้นเว้นต้นด้วย ซง
ื
ี
ี
ึ
ก็คงข นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ปลูกว่าต้องการตัดออกขนาดหนักหรอ
ื
ิ
ั
ุ
ขนาดเบา ต้องการเหลอไม้ให้เจรญเตบโตสดท้ายในรอบตัดฟนกี ต้น
ื
ิ
สนสามใบเปนไม้ไม่แตกหน่อเมอตัดชดโคนจะตายทันท ี
ื
็
ิ
ั
โรค แมลง และศตรูธรรมชาติ
สนสามใบ จะมีโรคแมลงและศัตรูเข้าทําลายบ้าง ใน
ี
ุ
ั
ี
ิ
ประเทศไทยยังพบในปรมาณทน้อยมาก เท่าทพบในปจจบันพอจะ
กล่าวในทน ได้ คอ
ี
ี
ื
1. ศตรูพชจําพวกแมลง เข้าทําลายสนสามใบทั งระยะ
ั
ื
ี
เปนกล้าไม้ และไม้โตเต็มวัย มดังน ี
็
40
1.1 ปลวก ทําลายทั งรากไม้สน ไม้สนทยืนต้นอยู่
ี
ื
ิ
็
ี
แล้วล้มตายไป เนองจากสภาพบรเวณใกล้จอมปลวกมสภาพเปนด่างจัด
ิ
ไม้สนจะไม่สามารถเจรญเตบโตอยู่ได้
ิ
ี
ิ
1.2 แมลง ชนดต่างๆ ททําลายไม้สนสามใบมดังต่อ
ี
ี
ื
ไปน คอ
1.2.1 แมลงเจาะยอดไม้สน (Pine shoot moth)
ี
่
ี
พบทั วไปในสวนปาสน โดยเฉพาะอย่างยิ งสนสามใบ มบ้างทเข้า
ึ
ทําลายสนสองใบ หรอสนทนําเข้าจากต่างประเทศ จากการศกษาพบว่า
ี
ื
็
แมลงเจาะยอดสนเปน
พวกวงศ์ Pynalidae ได้แก่ Dioryctria sylvestrella Ratz,
Dioryctria abietella
พวกวงศ์ Trotricidae ได้แก่ Rhyacionia cristata Wals
พวกวงศ์ Olethreutidae ได้แก่ Petrova salweenensis
ี
ี
แมลงพวกน จะเจาะทําลายยอดอ่อนสนจนเหยวแห้ง
ื
หายไป และเมอแตกยอดใหม่จะมกิ งหลายๆ กิ งแตกออกมาจากลําต้น
ี
ุ
ี
ี
เดม มลักษณะเปนพุ่มหรอคดงอ จะมความเสยหายรนแรงในช่วงสน
ื
็
ิ
ี
สามใบอายุน้อย 2 - 5 ป นอกจากน ยังพบการทําลายของแมลงดังกล่าว
ี
ี
ี
ื
เจาะทําลายผลสนอีกด้วย โดยพบมากในพ นทตํากว่าระดับ 1,000 เมตร
ี
ู
ลงมา ระดับสงกว่าน จะพบแมลงเจาะยอดสนน้อยลง
41
ุ
็
1.2.2 ต่อสนจด (Spotted pine sawfly) เป น
๋
็
แมลงที ขณะเปนตัวหนอนจะกัดกินใบสนอย่างรนแรงจนใบโกรนและ
ุ
์
ื
ี
ิ
ิ
ิ
ลดการเจรญเตบโตลงได้ มชอทางวทยาศาสตรว่า Nesodeprion biremis
ิ
Konow อยู่ในพวกวงศ์ Diprionidae แมลงชนดน ยังพบว่าระบาดน้อย
ี
ี
ี
มากในประเทศไทย เคยพบระบาดทสถานทดลองปลูกพรรณไม้บ่อ
ี
็
แก้ว อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม่ แต่พบว่าเปนการระบาดในช่วงสั นๆ
เท่านั น
็
1.2.3 ต่อสนดํา (Black pine sawfly) เปนแมลง
ี
่
ิ
ทตัวหนอนกัดกินใบสนแต่พบเฉพาะในปาธรรมชาตเท่านั น และพบใน
ุ
์
ิ
ื
ี
ิ
ปรมาณน้อยไม่ระบาดรนแรง มชอวทยาศาสตรว่า Gilpinia manshalli
Forsivs อยู่ในพวกวงศ์ Diprionidae
ื
1.2.4 ด้วงเจาะเปลอกสน (Pine bark beetle)
ิ
ั
เปนแมลงทโดยปกตจะเข้ากัดกินเยื อเจรญของต้นสนทตัดฟนลงมาแล้ว
็
ี
ี
ิ
ี
ื
หรอล้มตายใหม่ๆ แต่มโอกาสทจะเข้ากัดกินเปลอกไม้สนที ยืนต้นอยู่
ื
ี
ื
ั
ได้เช่นกัน สําหรบการระบาดของด้วงเจาะเปลอกสนในประเทศไทยยัง
ื
ื
ิ
พบว่าระบาดยังไม่มากนัก ในภาคเหนอพบด้วงชนดน ีในช่วงเดอน
ื
ั
เมษายน - ตุลาคม เพราะฉะนั นการปล่อยให้สนล้มตายหรอตัดฟนลงมา
ื
ี
แล้วไม่ได้ชักลากออกนอกพ นท จะทําให้แมลงดังกล่าวเข้าทําลาย
ื
ื
์
ี
เปลอกได้ มชอเรยกทางวิทยาศาสตรว่า Ips acuminatus Gyllenhal หรอ
ื
ี
42
ี
ี
Ips sexdentatus Becson อยู่ในพวกวงศ์ Scolytidae สารเคมทแนะนํา
็
ิ
ให้ใช้ปองกันและทําลายแมลงต่างๆ ดังกล่าวได้แก่ พวกเชฟวน เปนต้น
้
ึ
ี
็
ี
2. โรค ทเกิดข นกับสนสามใบ ทพบเหนกันและพอทจะ
ี
กล่าวในทน ได้แก่
ี
ี
2.1 โรคเน่าคอดน (Damping off) ทําลายกล้าไม้ตั งแต่
ิ
ี
อายุ 0 - 2 ป โดยจะเน่าตายตรงระดับรากคอดนและจะระบาดอย่างรวด
ิ
ื
ู
้
เรวในฤดูฝน อากาศรอนอบอ้าว และความช นสง
็
2.2 โรคใบเหลอง (Yellow blight) ทําลายต้นกล้าอายุ
ื
ี
0 - 2 ป เมอเกิดการระบาดทําให้ใบแห้งเหลอง และร่วงหล่นตายในท ี
ื
ื
ุ
สด
ื
2.3 โรคทําลายราก (Root diseases) เช อจะเข้าทําลาย
ื
ิ
ิ
ระบบรากของต้นไม้ ทําให้ลําต้นหยุดชะงักการเจรญเตบโต เมอเกิด
พายุทําให้ต้นล้มตายลงมาได้
ื
2.4 โรคทําลายกระพ เกิดจากเช อเหดกระเปา (Pouch
ี
๋
็
ื
fungus) โดยจะเข้าทําลายกระพ ทสงถง 15 เมตร เช อจะเข้าทําลายทาง
ึ
ู
ี
ี
ุ
ี
ื
่
บาดแผลทถูกไฟปาไหม้ หรอมนษย์เจาะเอายางชันสน อาจจะทําให้ลุก
ลามถงแก่นไม้ได้
ึ
ี
ื
2.5 โรคเหยวแห้ง (Wilt) เช อเข้าทําลายในส่วนของใบ
ุ
ิ
ี
ี
ทําให้ใบน ม ยอดพับลงมา และเหยวแห้งตายในทสด คล้ายๆ ต้นไม้ขาด
นํ า
43
ิ
2.6 โรคราสนม (Rust) จะเข้าทําลายใบสนบ้าง แต่ไม่
ุ
รนแรงมากนัก
ื
ื
ี
2.7 โรคเช อราทเข้าทําลายเน อไม้ (Blue stian) เช ือ
ื
ราชนดน จะเข้าทําลายเน อสนสามใบได้ เมอต้นสนสามใบถูกโค่นล้มไว้
ิ
ื
ี
ิ
ในปาเปนเวลาหลายวันเช อราชนดน จะเข้าทําลายเน อไม้ เมอมการขน
ื
็
่
ื
ื
ี
ี
ู
็
ย้ายออกจากพ นทปาแล้ว นําสนสามใบไปทําการแปรรปเปน
่
ื
ี
์
ื
ี
เฟอรนเจอร ทําให้คุณภาพของเน อไม้เสอมเสยความสวยงามไป จะ
ื
ิ
์
ิ
ื
ี
ปรากฏลายเส้นสนํ าเงนอ่อนแทรกอยู่ตามเน อไม้โดยทั วไป เพราะ
สภาพของนํ ามันและชันสนในเน อไม้ เปนอาหารทเหมาะสมแก่การ
ี
ื
็
ิ
ี
ิ
ิ
ิ
ี
เจรญเตบโตของเช อราชนดน ได้เปนอย่างด ในทางปฏบัตทจะไม่ให้เช อ
ี
็
ิ
ื
ื
ี
ี
ี
็
ั
ิ
ื
ราชนดน เข้าทําลายเน อไม้ จําเปนต้องมการชักลากสนสามใบทได้รบ
การตัดฟนออกจากพ นทปลูกปาทันที และทําการอบเน อไม้ก่อนนําไป
ื
ั
ื
ี
่
ใช้ประโยชน ถ้าเช อโรคชนดน เข้าทําลายแล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้
์
ื
ี
ิ
3. ศตรูธรรมชาติประเภทอนๆ ยังไม่พบการทําลายของ
ื
ั
ู
สัตว์ประเภทหนและอ้น ต่อระบบรากของสนสามใบแต่ประการใด จะ
มอันตรายทเกิดจากสัตว์เล ยงจําพวก วัว ควาย ทชาวบ้านปล่อยเข้า
ี
ี
ี
ี
ึ
็
้
เลี ยงในแปลงปลูกกล้าสนสามใบ ซงนับว่าเปนอันตรายรายแรงต่อกล้า
ื
สน เนองจากสัตว์เลี ยงจําพวก วัว ควาย จะเข้าทําการเหยียบยํ ากล้าสน
ุ
็
สามใบ หรอแม้แต่กล้าสนสามใบทเปนระยะกล้าไม้หน่ม วัว ควาย ก็
ี
ื
ี
ิ
ี
ี
ู
็
ี
เข้าทําการเสยดสทําให้ต้นไม้พับเอน เสยรปทรง จําเปนต้องใช้วธการ
44
้
ิ
ปองกันมให้สัตว์เลี ยงจําพวกวัวควาย เข้าหากินในแปลงปลูกสนสามใบ
ี
และมยามประจําแปลงปลูกคอยไล่ วัว ควาย ไม่ให้เข้าแปลงได้
การเจรญเติบโตและผลผลิต
ิ
ุ
ี
ึ
ี
์
ไม้สนสามใบทข นกระจายพันธในประเทศไทย มอัตรา
ู
ิ
ิ
ี
การเจรญเตบโตทแตกต่างกันทางด้านความสงและความโต ทั งน ข นอยู่
ี
ึ
ุ
ั
ิ
กับพันธกรรมของไม้สนสามใบเองและปจจัยส งแวดล้อมภายนอกท ี
ิ
ึ
เอื ออํานวยต่อการเจรญเตบโต ได้มการศกษาอัตราการเจรญเตบโตของ
ิ
ิ
ี
ิ
่
ไม้สนสามใบทข นอยู่ในปาธรรมชาต บรเวณอําเภออมก๋อย จังหวัด
ิ
ิ
ึ
ี
ิ
ี
ี
ิ
ื
ี
เชยงใหม่ พบว่าเจรญเตบโตดมากในช่วงอายุระหว่าง 15 – 20 ป คอ
ิ
ิ
ี
เฉลี ยปละ 1.06 เซนตเมตร แต่การเจรญเตบโตทางด้านความสงจะเจรญ
ิ
ิ
ู
ื
ิ
ี
ี
ี
เตบโตดทช่วงอายุระหว่าง 20 – 25 ป คอเจรญเฉลี ยปละ 1.14 เมตร เมอ
ิ
ื
ี
่
ิ
ิ
ึ
อายุของไม้สนสามใบในปาธรรมชาตบรเวณน เกินกว่า 20 ปข นไป จะ
ี
ี
็
เกิดการเบียดบัง แก่งแย่งแสงแดดและอาหาร จําเปนต้องตัดสางขยาย
ี
ิ
ื
ระยะกลุ่มไม้บรเวณน ีออกเพอให้ต้นไม้มการเจรญเตบโตดข ึน
ิ
ี
ิ
ิ
ิ
ี
ได้มการศกษาการเจรญเตบโตของสนสามใบในแปลงทดลอง
ึ
ื
ถ นกําเนิด ที สถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง เมออายุได้ 26 ป พบว่า
ิ
ี
ี
ี
ุ
ุ
ื
ิ
ี
ถ นกําเนดทดทสดคอดอยอนทนนท์ รองลงมาคอ ถ นกําเนดดอยสเทพ
ี
ิ
ื
ิ
ิ
ิ
ี
ี
ิ
ิ
และถ นกําเนดแม่รด โดยมความสงเฉลย 21.71, 21.09 และ 20.38 เมตร
ิ
ู
45
ี
ตามลําดับ และความโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกเฉลย 21.49, 21.26
ิ
และ 20.78 เซนตเมตรตามลําดับ
ิ
การศกษาผลผลตขั นปฐมภูมของสวนปาไม้สนสามใบท ี
ึ
่
ิ
่
ิ
ี
สวนปาดอยบ่อหลวง อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม่ พบว่าผลผลตจะมาก
ี
่
ิ
ี
์
ี
ทสดในสวนปาอายุ 12 ป (69.00 ตันต่อเฮกแตรต่อป) แต่อัตราการเพ ม
ุ
ึ
พูนทางด้านปรมาตรของลําต้น ในสวนปาอายุ 10 ป ซงปลูกด้วยระยะ
่
ิ
ี
ปลูก 2 x 4 เมตร จะให้อัตราการเพิ มพูนทางด้านปรมาตรของลําต้นมาก
ิ
ึ
ี
ิ
ุ
ี
์
ทสด (27.45 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกแตรต่อป) ซงความเพ มพูนทางด้าน
ิ
ี
ปรมาตรน จะข นอยู่กับอายุและความหนาแน่นของหมู่ไม้
ึ
ี
ภาพท 5 สวนผลตเมล็ดไม้สนสามใบ
ิ
46