The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-12-07 23:34:02

โครงการวิจัยและพัฒนาไม้หอมแก่นจันทร์เพื่อการค้า


โครงการวิจัยและพัฒนาไม้หอมแก่นจันทน์เพือการค้า

Research and Development of



Linn. commercial Aspect.
Santalum album





















โดย









คงศักดิ์ มีแก้ว



ทรรศนีย์ พัฒนเสร









ส านักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้


กรมป่าไม้


พ.ศ. 2558

โครงการวิจัยและพัฒนาไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อการค้า


Research and Development of Santalum album Linn. commercial Aspect.


1
คงศักดิ์ มีแก้ว Kongsak Meekaew

ทรรศนีย์ พัฒนเสรี Tasanee Pattanaseree


บทคัดย่อ



โครงการวิจัยและพัฒนาไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อการค้า เป็นการศึกษาและทดลองปลูก
ไม้หอมแก่นจันทน์ตลอดจนการใชประโยชน์จากน้ ามันหอมระเหยเพื่อส่งเสริมให้กับประชาชน

ณ สถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลการศึกษาพบว่า เมล็ดไม้

หอมแก่นจันทน์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 0.77 เซนติเมตร จ านวนเมล็ดประมาณ 5,340


เมล็ดต่อกิโลกรัม เมื่อน ามาทดสอบการงอกของเมล็ดโดยวัสดุเพาะชาต่างกัน พบว่า วัสดุเพาะ
ที่มีเปอร์เซ็นต์การงอกดีที่สุด คือ ขุยมะพร้าว (66 %) รองลงมาคือ ทราย (64%) และหน้าดิน


ั่
(62%) ซึ่งการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะวิธีที่ดีที่สุดคือการแชน้ า 24 ชวโมง (66%) รองลงมา



คือ การไม่แชน้ า (56%) และการแชน้ าร้อน (46%) และเติบโตของกล้าไม้ในถุงเพาะชา พบว่า

เมืออายุ 12 เดือนกล้าไม้มีความสูง 43.14 เซนติเมตร เมือทดลองปลูกร่วมกับพืชอาศัย (Host)

ชนิดต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าปลูกร่วมกับผักเป็ดแดงมีค่าการเจริญเติบโตมากกว่า Host ชนิดอื่น ๆ
รองลงมาตามล าดับ คือ จามจุรี โคกกระสุนเล็ก พริก ถั่วลิสง ถั่วแดง กระถินบ้าน แคบ้าน
ขี้เหล็ก ไม่ปลูกร่วมกับต้นใด ๆ (control) และ Host ที่มีค่าการเติบโตน้อยที่สุด คือ กระถินณรงค์

โดยไม้หอมแก่นจันทน์เติบโตได้ดีในดินที่เป็นดินทรายร่วน ดินเป็นกรดอ่อน และดินที่มีปริมาณ

โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่มีค่าสูง เมืออายุ 10 ปี พบว่ามีการเติบโตทางความสูง

เฉลี่ยเท่ากับ 6.68 เมตร และการเติบโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางระดับอกเท่ากับ 12.25 เซนติเมตร

การประมาณค่าหามวลชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์ในส่วนต่าง ๆ ได้ผลผลิตมวลชวภาพของล า


ต้น เท่ากับ 221.37 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 1.38 ตันต่อเฮกแตร์ มวลชวภาพของกิ่ง มีค่าเท่ากับ
85.63 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 0.54 ตันต่อเฮกแตร์ และมวลชวภาพของใบ มีค่าเท่ากับ 35.93

กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 0.22 ตันต่อเฮกแตร์ โดยมวลชีวภาพโดยรวมเหนือพื้นดินมีค่าเท่ากับ 342.93


กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 2.14 ตันต่อเฮกแตร์ และ เมืออายุ 15 ปีศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของ

_______________________________________________________________________________
1
นักวิชาการป่าไม้ช านาญการพิเศษ ส่วนวนวัฒนวิจัย ส านักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้

นักวิทยาศาสตรช านาญการพิเศษ ส่วนวิจัยผลิตผลป่าไม้ ส านักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้


น้ ามันหอมระเหยแก่นจันทน์ โดยการกลั่นด้วยน้ าน้ ามันหอมระเหย จากไม้หอมแก่นจันทน์ที่ปลูกใน

พื้นที่สถานีวนวัฒนวิจัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณ santalol มากที่สุดในรากมีค่าเท่ากับ
73.13 เปอร์เซ็นต์ และในส่วนล าต้นจะมีมากในระดับโคนต้นแล้วค่อย ๆ ลดลงในระดับที่ความสูงเพิ่ม

มากขึ้น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมีค่ามากที่สุดในราก ED เท่ากับ 6 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ส่วนน้ ามัน
50
หอมระเหยแก่นจันทน์ที่ปลูกในพื้นที่ศูนย์ผลิตผลป่าไม้จังหวัดนครราชสีมา อายุประมาณ 13 ปี มี

ปริมาณ santalol เท่ากับ 81.92 เปอร์เซ็นต์ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด ED เท่ากับ 3
50
มิลลิกรัม/มิลลิลิตร น้ ามันจากทั้งสองแหล่งมีฤทธิ์ที่สามารถยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนสและฤทธิ์ยับยั้ง

Propionibacterium acnes เช่นเดียวกัน


Abstract



The research and experiment of Santalum album Linn. was established at
Prachuabkhirikhan Silviculture Research, Prachuabkhirikhan province. The results of seeds

show diameter 0.77 cm. in diameter and were about 5,340 seeds per kilogram. The tested of
seed germination, the best germination were rotten coconut trunk (66%), sand (64%) and soil

(62%) respectively and treatment of seed before nursery, the best was 24 hour water
immersion (66%), no water immersion (56%) and hot water immersion (46%) respectively.

And the results of 12 months after move to nursery height 43.14 cm and experimented with
different types of host plants, the best host were Alternanthera bettzickiana, Samanea

saman, Tribulus terrestris, Capsicum flutescens, Arachis hypogaea, Phasecolus vulgaris,
Leucaena leucocepphala, Sesbania grandiflora, Senna siamea, Control and Acacia

auriculiformis respectively. Santalum album was grown in the land of loamy sand soils, weak
acid and very high amount of potassium, calcium and magnesium. The results of 10 years

show average height 6.68 m and diameter at breast height 12.25 cm. To assess above
ground biomass, the biomass of the trunk was 221.37 kg./rai or 1.38 tons/ha. The biomass of

the branches was 85.63 kg./rai, or 0.54 tons/ha. The biomass of leaves was 35.93 kg/rai or
0.22 tons/ha. The total of above ground biomass was 342.93 kg/rai, or 2.14 tons/ha. The

study of Santalum album essential oil by water distillation, essential oils from Prachuap Khiri
Khan province, have the highest santalol in roots 73.13% and higher in santalol, the

antioxidant activity of oil show the best ED root 6 mg/ml. , essential oils from Nakhon
50
Ratchasima was santalol 81.92% and had the highest antioxidant activity ED 3 mg./ml.
50
Essential Oil from both sources had enzyme tyrosinase inhibitors and Propionibacterium
inhibitors.

(1)


สารบัญ





หนา
สารบัญ (1)
สารบัญตาราง (2)

สารบัญภาพ (3)

ค าน า 1

วัตถุประสงค์ 4
การตรวจเอกสาร 5

ระยะเวลาด าเนินงาน 13

อุปกรณ์และวิธีการศึกษา 14

1. การขยายพันธุ์ไม้หอมแก่นจันทน์ 14
2. การปลูกและการเจริญเติบโตไม้หอมแก่นจันทน์ 17

3. การเจริญเติบโตและผลผลิตมวลชีวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์อายุ 15 ปี 18

4. คุณสมบัติน้ ามันหอมระเหยไม้หอมแก่นจันทน์ 20
5. การถ่ายทอดเทคโนโลยี 21

ผลและวิจารณ์ 23

1. การขยายพันธุ์ไม้หอมแก่นจันทน์ 23

2. การปลูกและการเจริญเติบโตไม้หอมแก่นจันทน์ 29

3. การเจริญเติบโตและผลผลิตมวลชีวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์อายุ 15 ปี 33
4. คุณสมบัติน้ ามันหอมระเหยไม้หอมแก่นจันทน์ 38

5. การถ่ายทอดเทคโนโลยี 43

สรุปผลการศึกษา 50
เอกสารอ้างอิง 53

ภาคผนวก 57

(2)


สารบัญตาราง


ตารางที ่ หนา



1 Average oil content and origin of commercial Sandalwood species 8

2 Approximate Australian S. album Annual Plantation Production 9

3 Possible Price and Yield Assumptions 9
4 Estimated S. album Supply and Demand Balance (Kg of oil) 10

5 Seed germination on treat and maedia of Santalum album seed 23

6 Some physical properties of Soil in Santalum album plantation 30

7 Some chemical properties of Soil in Santalum album plantation 30
8 Fresh weight of Santalum album 10 years 32

9 Class interval example from biomass of Santalum album Linn. 33

10 Data size of example each size 34
11 Diameter at breast height at and weight of each example 34

12 Properties of Santalum album Linn. essential oil in each example 38

13 Moisture content and physical properties of Santalum album essential oil 39

14 Major chemical compositions of Santalum album essential oil 40
15 Antioxidant activity of Santalum album essential oil 41

16 Tyrosinase inhibition activity of Santalum album essential oil 42

17 Anti-bacteria activity against Propionibacterium acnes of Santalum album 42

essential oil by the disc diffusion method



ตารางผนวกที่ หนา
1 รายชื่อผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมการปลูกและการใช้ประโยชน์ 58

ไม้หอมแก่นจันทน์

(3)


สารบัญภาพ




ภาพ หนา

1 ข่าวเกี่ยวกับไม้หอม 12
2 The percentage of seed germination in different media. 25

3 The percentage of seed germination in different treatment. 25

4 Height growth of Santalum album after move to nursery bags size 4 x 6 inch. 26

5 Height growth of Santalum album plantation with other host. 27

6 Growth of Santalum album on Prachuab Khiri Khan Silviculture Research. 32
7 การตัดไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อน ามาหามวลชีวภาพ 35

8 การฝึกอบรมหลักสูตรการใชปนระโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์ 45

9 กิจกรรมการใช้ประโยชน์ป่าไม้ 46
10 ผลิตผลไม้หอมแก่นจันทน์ 47

11 บรรยากาศการจัดนิทรรศการ 48

12 โปสเตอร์ให้ความรู้ไม้หอมแก่นจันทน์ 49



ภาพผนวกที ่ หนา



1 ผู้เข้าอบรมหลักสูตร การปลูกและการใช้ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์ 60

2 วีดีโอเผยแพร่และถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเรื่องไม้หอมแก่นจันทน์ 60

3 วีดีโอเผยแพร่และถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเรื่องงานวิจัยไม้หอมแก่นจันทน์ 61
4 วีดีโอเผยแพร่และถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเรื่องการขยายพันธุ์ 61

ไม้หอมแก่นจันทน์

5 วีดีโอเผยแพร่และถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเรื่องอบรมไม้หอมแก่นจันทน์ 62

1


ค าน า



ไม้หอมที่มีในประเทศไทยและเป็นไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก คือ ไม้กฤษณา
(Aquilaria crassna) และไม้จันทน์หอม (Mansonia gagei) ในสมัยโบราณนิยมน ามาเป็นเครืองราช

บรรณาการหรือเป็นสินค้าส่งออกที่ส าคัญของประเทศ ต่อมาในปัจจุบันรัฐบาลได้ก าหนดเป็นไม้หวง


ห้าม ห้ามการท าไม้ออกจากป่า แต่ความต้องการใชไม้ในตลาดนั้นยังมีสูงมาก จึงมีการลักลอบเข้าไป
ตัดไม้หอมในป่าธรรมชาติ ท าให้ไม้หอมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งชวิต

ทรัพย์สิน และเสียสมดุลทางธรรมชาติยากแก่การแก้ไขปัญหา แม้ในปัจจุบันมีการปลูกไม้หอมกฤษณา

เพื่อน ามาทดแทนการลักลอบตัดไม้จากป่า และเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดให้เพียงพอ


แต่ก็ยังไม่ประสบผลส าเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้ เนืองจากไม้กฤษณาไม่ได้หอมเองตามธรรมชาติ การที่

จะท าให้หอมนั้นจะต้องมีวิธีการต่าง ๆ เชน การท าให้เกิดบาดแผล การเข้าท าลายของจุลินทรีย์
และเชื้อรา เพื่อกระตุ้นให้ล าต้นเกิดการสร้างสารหอม ซึ่งวิธีการดังกล่าวยังไม่ประสบผลส าเร็จ

เท่าที่ควร จึงท าให้เกิดปัญหากับผู้ปลูกไม้กฤษณา และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายตามมา ดังนั้น
ไม้หอมแก่นจันทน์ซึ่งเป็นไม้หอมที่มีคุณภาพน้ ามันหอมระเหยใกล้เคียงกับน้ ามันกฤษณา น ามาใช ้

ท าผลิตภัณฑ์เครืองหอมได้เชนเดียวกัน จึงเป็นไม้ทางเลือกที่ส าคัญชนิดหนึ่งในการส่งเสริมเพื่อ


ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศได้

นอกจากจะลดการลักลอบตัดไม้หอมในป่าธรรมชาติ ลดการสูญเสียชวิตและทรัพย์สินในการ
ป้องกันและปราบปราม ลดการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้

เพิ่มพูนเศรษฐกิจที่ดีแก่ประชาชน เอกชนผู้ปลูก และยังส่งเสริมให้พื้นที่ปลูกป่าเพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อม

ดีขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีตามนโยบายของรัฐบาลได้


ไม้หอมแก่นจันทน์ หรือ ไม้หอมอินเดีย เป็นไม้หอมที่มีคุณภาพน้ ามันหอมระเหยสูงมาก

เท่าเทียมกับไม้กฤษณา ที่แก่นไม้จะมีกลิ่นหอมเองตามธรรมชาติ เมืออายุได้ประมาณ 10 ปี ซึ่งมี

ื่
มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ไม้หอมแก่นจันทน์มีชอวิทยาศาสตร์ว่า Santalum album Linn. อยู่ใน
วงศ์ Satalaceae (เต็ม, 2544) ในสกุล Santalum ประกอบด้วย 19 ชนิด และมี 8 ชนิดที่สามารถน า


น้ ามันหอมระเหยในส่วนของล าต้นมาใชประโยชน์ (Subasinghe and Hettiarachchi, 2016) ไม้หอม
ื่
แก่นจันทน์ มีชอทางการค้าว่า Sandal wood พบกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในประเทศอินเดีย
อินโดนีเซีย บางส่วนของมาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และโพลินีเซีย จนถึงเกาะฮาวายและชลี

โดยชนิดที่ส าคัญที่สุดคือ Santalum album Linn. ไม้หอมแก่นจันทน์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปาน
กลาง เป็นไม้ไม่ผลัดใบ และมีลักษณะเป็นพืชรากกึ่งเบียน (hemi – parasitic plant) สามารถเติบโต

ได้ดีเมื่อปลูกใกล้กับต้นไม้อื่น โดยรากจะมีการสร้างระบบรากเบียน (haustoria) สามารถแทงลงไป

2



ในพืชอาศัย (host) ชนิดอื่นเพื่อดูดน้ าและธาตุอาหารมาใชเพื่อการเติบโต กิ่งของไม้หอมแก่นจันทน์
มีสีเขียว ใบส่วนใหญ่เรียงตรงกันข้ามสลับตั้งฉาก (opposite and decussate) ใบเป็นรูปไข่แกมรูป

หอก (ovate - lanceolate) มีเส้นใบเด่นชดออกมาจากฐาน ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ แบบแตก

แขนงหรือชอกระจะ เกิดที่ปลายยอดหรือซอกใบ ผลเป็นผลสดมีเนือ (drupe) ค่อนข้างกลม อวบ

น้ า มีเมล็ดเดียว เมล็ดแห้ง มีชน mesocarp และ endocarp ชดเจน และสามารถเจริญเติบโตได้ดีใน

ั้
พื้นที่ความสูงจากระดับน้ าทะเลที่ 600 – 1,050 เมตร ปริมาณน้ าฝนที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 600 –

1,600 มิลลิเมตรต่อปี แต่ส าหรับเนือไม้จะดีที่สุด ควรอยู่ที่ความสูงจากระดับน้ าทะเลที่ 600 –
900 เมตร ปริมาณน้ าฝน 850 – 1,350 มิลลิเมตรต่อปี พื้นที่ที่พบลักษณะดินเป็นดินทรายปน

เหนียว (sandy clay soil) มีแคลเซียมคาร์บอเนตสูง pH อยู่ระหว่าง 7.4 – 8.0 (Applegate, 1990)


ไม้หอมแก่นจันทน์ได้น าเข้ามาปลูกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2539 โดยกรมป่าไม้ได้รับ

มอบหมายให้เดินทางไปศึกษาดูงานเรืองไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อใชในราชประเพณีพิธีบรมศพ


สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ที่ประเทศอินโดนีเซีย และได้รับเมล็ดไม้หอม
แก่นจันทน์มาประมาณ 850 กรัม โดยมอบให้สถานีบ ารุงพันธุ์ไม้ป่าประจวบคีรีขันธ์ประมาณ

200 กรัม เพื่อน าไปท าการศึกษาการงอกของเมล็ดน ากล้าไปปลูกที่สถานีบ ารุงพันธุ์ไม้ป่า
ื่
ประจวบคีรีขันธ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชอมาเป็นสถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์) อ าเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยปลูกร่วมในพื้นที่ที่มีไม้มะขามเทศเป็นไม้หลัก ซึ่งพบว่าเมืออายุ 10 ปี


เนือไม้มีกลิ่นหอมเองตามธรรมชาติ การเติบโตดี อัตราการรอดตายสูง สามารถน ามากลั่นน้ ามัน
หอมระเหย และท าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เชน น้ าหอม โลชน เป็นต้น จึงเป็นไม้ที่มีศักยภาพ ที่จะพัฒนา
ั่

ส่งเสริมการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจได้ ดังนั้น จึงได้มีการศึกษาการปลูกและการจัดการสวนป่า
ไม้หอมแก่นจันทน์ทั้งระบบภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อการค้า


ในประเทศไทยนั้นนอกจากไม้หอมแก่นจันทน์แล้ว ยังมีชนิดพันธุ์ไม้ชนิดอื่นที่สามารถสร้าง

สารหอมหรือสร้างน้ ามันหอมระเหยได้อีกหลายชนิด อย่างชนิดที่รู้จักกันดี เชน ไม้กฤษณา หรือไม้


หอม (Aquilaria crassna) ซึ่งจะผลิตสารหอมก็ต่อเมือไม้เกิดบาดแผล มีเชื้อราเข้าท าลายตาม

ธรรมชาติ เกิดจากกระบวนการรักษาบาดแผลของเซลล์เนือไม้ ส่วนการน ามาปลูกหรือปลูกเป็น
สวนป่านั้นจะผลิตได้น้อยหรือไม่ผลิตสารหอมเลยจึงจะต้องมีเทคนิคหรือวิธีการกระตุ้นให้ผลิตสาร

หอมขึ้นมา (งามผ่อง และคณะ, 2555) ชนิดไม้จันทน์หอม (Mansonia gagei) จะสร้างสารหอม

ขึ้นมาเมือยืนต้นตายเองตามธรรมชาติและ เทพธาโรหรือจวง (Cinnamomum porrectum) จะผลิต

สารหอมขึ้นมาในส่วนของเปลือกและเนื้อไม้ (คงศักดิ์และคณะ, 2554) ซึ่งแตกต่างจากไม้หอมแก่น

จันทน์จะสร้างความหอมขึ้นมาเองตามธรรมชาติเมือไม้มีการสร้างแก่นขึ้นมา เมืออายุประมาณ



3


9 – 10 ปี นอกจากปัญหาการเกิดความหอมของไม้ดังกล่าวแล้ว ชนิดไม้กฤษณา เทพธาโร และจันทน์

หอม ต่างก็เป็นชนิดพันธุ์ไม้หวงห้ามประเภท ก และไม้หวงห้ามประเภท ข หวงห้ามพิเศษ การท าไม้
ต้องขออนุญาต ส่วนไม้หอมแก่นจันทน์นั้นมีศักยภาพพัฒนาเป็นไม้เศรษฐกิจได้สูง เพราะเป็นไม้

ต่างประเทศไม่ได้เป็นไม้หวงห้ามตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยสามารถน าไปส่งเสริมการปลูก

สร้างเป็นสวนป่าได้ และด้วยคุณสมบัติให้ความหอมได้เองตามธรรมชาติ ท าให้ลดต้นทุนในการ


กระตุ้นเพื่อการผลิตสารหอมอย่างในกฤษณา ใช้พื้นที่ปลูกไมมากนักสามารถปลูกแซมร่วมกับชนิด
พันธุ์ไม้อื่นได้ เพราะเป็นไม้ที่ทนร่มได้ดีสามารถน าไม้หรือผลผลิตจากไม้หอมแก่นจันทน์มาใช ้


ประโยชน์ได้เร็วกว่าและใชประโยชน์ทดแทนพันธุ์ไม้ชนิดอื่น ๆ ได้อย่างยั่งยืน จึงท าให้ชวยลดการ

ลักลอบตัดไม้หวงห้ามและไม้หอมในป่าธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับ
ทรัพยากรธรรมชาติ และยังมีแนวโน้มให้ชนิดพันธุ์ไม้หอมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย



การใชประโยชน์จากไม้หอมแก่นจันทน์ ส่วนของเนือไม้โดยเฉพาะส่วนแก่น โคน ต้น ตอ


และราก มีกลิ่นหอม นิยมน าไปแกะสลักพระพุทธรูป เทวรูป เครืองตกแต่งบ้าน หรือของใช เป็น


การสร้างมูลค่าเพิ่มท าให้มีราคาสูง ส่วนเศษไม้หรือขี้เลื่อยน ามากลั่นแยกน้ ามันหอมระเหยได้


เชนเดียวกับไม้หอมชนิดอื่น ๆ เศษที่เหลือจากการกลั่นน ามาบดท าเครืองหอม ธูปหอม และอื่น ๆ ได้
น้ ามันหอมจากไม้หอมแก่นจันทน์นั้นมีราคาสูงมากเท่า ๆ กับน้ ามันกฤษณา และยังมีความหอมติด
ทนนาน นิยมใชกันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ าหอม และเครืองส าอาง ในต่างประเทศ เชน




จีน อินโดนีเซีย เมือใชไม้หอมแก่นจันทน์เป็นสมุนไพร สามารถรักษาโรคได้หลายชนิด เชน แก้ปวดท้อง


ท้องร่วง อาเจียน ใบสามารถน ามาใชท าปุ๋ยอินทรีย์ ผลรับประทานได้ น้ ามันจากเมล็ดใชจุด


ตะเกียง โดยน้ ามันหอมระเหยในไม้หอมแก่นจันทน์จะพบมากที่สุดในส่วนของราก อาจพบถึง 10%
ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอายุของต้นไม้ รองลงมาคือ ส่วนโคนต้น ล าต้น และกิ่งขนาดใหญ่ โดยเฉพาะส่วน
แก่น จะมีน้ ามันสูงประมาณ 2 – 4 % น้ ามันจะมีลักษณะเป็นสีเหลืองอ่อน ข้นเหนียวเล็กน้อย ทิ้งไว้

สีจะเข้มขึ้น มีกลิ่นหอม ติดทน ใชเป็นสารชวยจับกลิ่นในน้ าหอมให้มีกลิ่นติดทนนาน (fixative)


ส่วนประกอบที่ส าคัญในน้ ามันหอมระเหยจากไม้นี้ ได้แก่ α-santalol และ β-santalol


ไม้หอมแก่นจันทน์เป็นไม้หอมที่ส าคัญมากชนิดหนึ่ง ที่ประเทศไทยได้มีโอกาสรับเมล็ดไม้

มาจากประเทศอินโดนีเซียในวาระส าคัญของประเทศ และหากมีการศึกษาวิจัยอย่างครบวงจรก็จะ

สามารถพัฒนาเป็นไม้เศรษฐกิจได้ ดังนั้น การวิจัยและพัฒนาไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อการค้าจึงมี
ความจ าเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถน าข้อมูลการศึกษามาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกร

เอกชน และผู้สนใจในการปลูกไม้ชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด ซึ่งจะเป็น

ผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไปในอนาคต

4


วัตถุประสงค์



1. เพื่อศึกษาการขยายพันธุ์ไม้หอมแก่นจันทน์


2. เพื่อศึกษาการปลูก การเจริญเติบโต และผลผลิตมวลชีวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์



3. เพื่อศึกษาคุณสมบัติน้ามันหอมระเหยไม้หอมแก่นจนทน์ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และส่งเสริม

เป็นไม้เศรษฐกิจในอนาคต

5


การตรวจเอกสาร



ลักษณะทั่วไป



ไม้หอมแก่นจันทน์ (Santalum album Linn.) อยู่ในวงศ์ SANTALACEAE เป็นไม้ขนาดเล็กถึง
ขนาดกลาง พบกระจายในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย บางส่วนของมาเลเซีย ออสเตรเลีย


นิวซีแลนด์ และโพลีเซีย เรือยไปจนถึงหมู่เกาะฮาวายและชลี เป็นชนิดที่ส าคัญที่สุด โดยไม้หอม

แก่นจันทน์ขึ้นได้ดีในระดับความสูง 600 – 1,050 เมตร แต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้เมื่อความสูงถึง
1,350 เมตร และลงมาถึงระดับความสูงเพียง 360 เมตร เหนือระดับน้ าทะเล ระดับปริมาณน้ าฝนที่

เหมาะสมอยู่ระหว่าง 600 – 1,600 มิลลิเมตรต่อปี แต่เนือไม้จะดีมีคุณภาพที่สุดที่ระดับความสูง

600 – 900 เมตร ปริมาณน้ าฝน 850 – 1,350 มิลลิเมตรต่อปี พื้นที่ที่พบลักษณะดินเป็น sandy clay soil

มีแคลเซียมคาร์บอเนตสูง ค่า pH อยู่ระหว่าง 7.4 – 8.0 แก่นจันทน์จะมีขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กถึง

ปานกลาง สูงได้สูงสุด 18 เมตร เป็นไม้ไม่ผลัดใบ มีใบเขียวตลอดปี และสามารถเติบโตได้ดีต้อง
ปลูกใกล้กับต้นไม้อื่น ระบบรากกึ่งเบียน มีกิ่งสีเขียว ใบเรียงตรงกันข้ามสลับตั้งฉาก


(opposite and decussate) ใบเป็นรูปไข่แกมรูปหอก (ovate - lanceolate) เส้นใบเด่นชดออกมาจาก
ฐาน ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ แตกแขนงหรือชอกระจะ เกิดที่ปลายยอดหรือซอกใบ ผลเป็นผล

ั้
สดแบบ drupe ค่อนข้างกลม อวบน้ า มีเมล็ดเดียว เมล็ดแห้ง มีชน mesocarp และ endocarp


ชดเจน (Applegate, 1990) ดอกและผลออกชวงกันยายนถึงตุลาคม และมีนาคมถึงเมษายน
(Ananthapadmanabha, 2011) ด้วยระยะเวลาในรอบตัดฟันการใชประโยชน์น้ ามันหอมระเหยจาก

ล าต้นในระยะเวลา 30 –40 ปี (Solanki et al, 2014) จึงมีการสกัดน้ ามันหอมระเหยจากเมล็ดจาก

ต้นอายุ 4 ปี ซึ่งพบว่าในเมล็ดของไม้หอมแก่นจันทน์มี Ximenynic acid ซึ่งเป็นสารส าคัญที่บรรเทา

การอักเสบ และออกฤทธิ์ให้หลอดเลือดขยายตัว (Subasinghe and Hettiarachchi, 2016)


ลักษณะทางนิเวศวิทยาและการจัดการ



สภาพภูมิอากาศ


พรรณไม้สกุลแก่นจันทน์นี้ขึ้นกระจายตามธรรมชาติได้ตั้งแต่ภูมิอากาศเขตอบอุ่น

ทะเลทราย (warm desert) เชน ในประเทศออสเตรเลียครอบคลุมไปจนถึงพื้นที่ที่มีภูมิอากาศเขต

มรสุมผลัดใบ (สภาพเชน ป่าดิบแล้งในบ้านเรา) พื้นที่ที่มีอากาศเชนนี้ เชน ในประเทศอินเดียด้าน



ตะวันตกของอินโดนีเซีย วานัวตู และพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศแบบกึ่งร้อนชื้น เช่น หมู่เกาะฮาวาย

6


และนิวคาลีโดเนีย เป็นต้น (Applegate, 1990)


ดิน



ในประเทศอินเดียไม้หอมแก่นจันทน์สามารถขึ้นได้ในดินที่ระบายน้ าดี ซึ่งเป็นดินร่วน

สีแดง (red loams) มี pH อยู่ที่ 6 – 6.5 ในบางครั้งอาจจะพบในดินทรายที่หินลูกรังแทรกปะปนแต่
ไม่พบในดินที่มีน้ าท่วมขัง ขณะที่บนเกาะติมอร์ขึ้นได้ในดินเหนียวสีเทา และดินร่วนสีแดงที่เกิดจาก

ซากปะการังมี pH อยู่ที่ 8 (Applegate, 1990) สรุปดินที่พรรณไม้สกุลไม้หอมแก่นจันทน์ขึ้นอยู่

พบว่าสามารถขึ้นได้ในสภาพดินทุกชนิดที่เป็นดินร่วนมีการระบายน้ าดี


ไฟป่า


พรรณไม้สกุลแก่นจันทน์ทุกชนิดเป็นไม้ไม่ทนทานต่อไฟป่า หากเกิดไฟลวกหรือเผา

ไหม้เพียงเล็กน้อยก็จะท าให้ต้นตายในที่สุด (Applegate, 1990) มีรายงานว่าในบางประเทศอย่าง

อินโดนีเซีย อินเดีย ไฟป่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกสร้างสวนป่าไม้หอมแก่นจันทน์
ดังนั้น ในป่าธรรมชาติหากเกิดไฟป่าบ่อยครั้งท าให้ปริมาณพรรณไม้สกุลแก่นจันทน์ลดลงถึงขั้น

วิกฤตได้


โรคและแมลง



การระบาดของโรค spike disease เป็นโรคระบาดที่พบในประเทศอินเดียที่เกิดกับไม้

แก่นจันทน์ท าให้ชอดอกติดผลน้อยลง และบนหมู่เกาะฮาวายสงสัยอาจจะเป็นโรคเดียวกัน
(Applegate, 1990) ลักษณะของอาการของโรคนี้ท าให้ข้อและปล้องสั้นผิดปกติใบลดขนาดลงและ

เข้าท าลายระบบรากพิเศษดูดสารอาหาร (haustoria) จากพืชชนิดอื่น และขัดขวางการดูดน้ าและ

สารอาหารในท่อล าเลียงอาหารจนท าให้ยืนต้นตายในที่สุด กรณีในออสเตรเลียพบว่า มีตัวอ่อน
ของผเสื้อกลางคืนเข้าท าลายกัดกินเปลือกล าต้น กิ่ง จนเป็นรอยควั่นรอบล าต้นหรือกิ่งเป็นสาเหตุ

ให้ต้นตายในที่สุด

7


การปลูกร่วมกับพืชอาศัย (Host)


การปลูกมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการเลือก Host ในการปลูกร่วม โดยการ

เลือกนั้นต้องค านึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย ส าหรับการปลูกเพื่อใชประโยชน์ระยะยาวควรปลูก

ร่วมกับไม้ยืนต้น อาทิ พวกสกุล Albezia, Cassia และ Acacia spp, Pterocarpus samtalinus,
Dalbergia spp., Khaya semigolensis, Cathomium umbellatum, Phylanthus offcinalis (goose berry),

Tamarindus indica (tamarind), Muraya koenigi และอื่น ๆ เป็นต้น (Ananthapadmanabha, 2011)




การใช้ประโยชน


ไม้หอมแก่นจันทน์สามารถใช้ประโยชน์ได้ 3 ส่วน คือ เนื้อไม้ เศษไม้ และราก ซึ่งปัจจุบัน


มีการพัฒนาการใชโดยรวมเอาเรืองของคุณภาพมาร่วมพิจารณาด้วย คือ ประเภทคุณภาพคัด


และคุณภาพคละ ไม้คุณภาพคัดใชส าหรับท าศิลปหัตถกรรม เชน ไม้แกะสลัก พัด ปลอกปากกา

และสร้อยลูกปัด เป็นต้น ส่วนคุณภาพคละและไม้ที่เหลือจากการท าศิลปหัตถกรรมใชสกัดน้ ามัน

น้ าหอม น้ ามันทาผิว และยารักษาโรค เศษเหลือจากการผลิตน้ ามันจะอยู่ในลักษณะผงไม้ (ขี้เลื่อย)



ซึ่งจะใชท าธูปต่าง ๆ ซึ่งชาวชนบทในเกาะติมอร์โดยทั่วไป ใชไม้หอมแก่นจันทน์ในการท าน้ าหอม

ยารักษาโรค และใชเปลือกกินแทนหมาก ซึ่งในทางอุตสาหกรรมต่างประเทศก็มีการใชประโยชน์

จากไม้หอมแก่นจันทน์เชนกัน อาทิ น้ าหอม น้ ามันหอมระเหย ยา ยาสูบ น้ ายาดับกลิ่นปาก สบู่

เครื่องใช้ในห้องน้ า และธูปหอม เป็นต้น (Ananthapadmanabha, 2011)



เนืองจากไม้หอมแก่นจันทน์เป็นไม้ที่มีความหอมตามธรรมชาติ ส่วนที่ให้กลิ่นหอม คือ
แก่นไม้ รากไม้ และกิ่งไม้ที่มีขนาดใหญ่ เนือไม้ถูกน ามาใชมากในพิธีกรรมทางศาสนา ในประเทศ


อินเดียมีการใชไม้นี้ในการสร้างโบสถ์ วิหาร ประดิษฐ์กรรมแกะสลัก องค์ประกอบหลักทางเคมี

ของน้ ามันหอมระเหย คือ Santalol โดยอยู่ในรูป ของ α-santalol และ β-santalol ปริมาณของ

Santalol ทั้งสองชนิดรวมกันจะมีค่าประมาณร้อยละ 90 จึงจัดว่าไม้หอมแก่นจันทน์เป็นไม้ที่มี

คุณภาพดี ซึ่งได้จากการสกัดน้ ามันจากไม้หอมแก่นจันทน์ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ขึ้นไป
(Howes et al., 2004; Subasinghe et al, 2013) ได้ปริมาณน้ ามันหอมระเหยประมาณร้อยละ

2.5 – 6 ( ขึ้นกับอายุ สีของแก่น พื้นที่ปลูก และปัจจัยแวดล้อม (Shankarnarayana and Kamala, 1989)


การใชประโยชน์ของน้ ามันจึงพิจารณาจากปริมาณ santalol เป็นหลัก เนืองจากคุณสมบัติของ

santalol สามารถป้องกันรังสี UV B (Bommareddy et al, 2007) มีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งของผิวหนัง
(Zhang and Dwivedi, 2011) มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์หลายชนิด (Jirovetz et al, 2006) มีฤทธิ์ต้าน

8



อนุมูลอิสระ (Scartezzini and Sperono, 2000) ชวยรักษาสิวและลดรอยด่างด าที่ผิวหนัง


(Haque, 2002) จึงสามารถใชประโยชน์จากน้ ามันแก่นจันทน์ได้อย่างหลากหลาย เชน ใชเป็น

ส่วนประกอบในเครืองส าอาง น้ าหอม ผลิตภัณฑ์สปา แก้อาการซึมเศร้า และกระวนกระวาย

บ ารุงผิวพรรณ แก้ผื่นและสิว โดยใช้ได้กับทุกสภาพผิว ใช้เป็นยารักษาโรคชนิดต่าง ๆ ได้แก่ โรคติด
เชื้อในท่อปัสสาวะ โรคทางเดินอาหาร แก้ไอ แก้ระคายคอ เป็นต้น (Burdock and Carabin, 2008)


คุณค่าทางเศรษฐกิจไม้หอมแก่นจันทน ์



ส่วนของแก่นไม้จะมีน้ ามันหอมระเหยเข้มข้นมาก ดังนั้น ราคาจะขึ้นอยู่กับปริมาณความ

เข้มข้นของสารประกอบที่อยู่ในส่วนแก่นของไม้ที่มีน้ ามันหอมระเหยในปริมาณความเข้มข้นสูง
ราคาก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งจะมีการสะสมของน้ ามันหอมระเหยมากขึ้นตามอายุของต้นไม้ และใน

ส่วนของกระพี้จะมีการสะสมในระยะเวลาต่อมาแต่มีในปริมาณที่น้อยกว่า ทั้งนี้ ความคุ้มค่าของ


ระยะเวลาในสร้างน้ ามันหอมระเหยในเนือไม้ประมาณ 15 – 20 ปี นอกจากการกระจายความ
เข้มข้นของน้ ามันหอมระเหยตามอายุ ส่วนของราก และล าต้นแล้ว ยังมีการผันแปรในแต่ละชนิดไม้

ในสกุลเดียวกันอีกด้วย ซึ่งชนิด S. album มีปริมาณน้ ามันหอมระเหยโดยเฉลี่ยมากที่สุด ดังแสดง

ใน Table 1



Table 1 Average oil content and origin of commercial Sandalwood species
(Australian Agribusiness Group, 2006)



Species Origin Oil Content
S. album Indonesia, India 6 - 7 %

S. spicatum Western Australia 2 %

S. lanceolatum Queensland 1%
S. austrocaledonicum Vanuata, New Caledonia 3 – 5 %

S.yasi Fiji 5%



ประเทศออสเตรเลียมีการรายงานพื้นที่ปลูกประมาณการผลผลิตการปลูกไม้หอมแก่น


จันทน์เมืออายุ 15 ปีขึ้น มีแนวโน้มการปลูกและผลผลิตมวลชวภาพสูงขึ้นมากจากปี 1999
ประมาณ 50 ha ซึ่งเป็นผลผลิตน้ ามันหอมระเหย ในปี 2014 ได้ 12,000 kg of oil ในปี 2008 อาจ

มีพื้นที่ปลูกมากถึง 540 ha และจะมีปริมาณน้ ามันหอมระเหยมากถึง 125,000 kg of oil (Table 2)

9


Table 2 Approximate Australian S. album Annual Plantation Production



Year Area Established Year of Harvest Harvest Volume (kg of oil)
Established (ha)
1999 50 2014 12,000
2000 100 2015 24,000
2001 200 2016 48,000
2002 225 2017 54,000
2003 225 2018 54,000
2004 330 2019 79,200
2005 405 2020 97,200
2006 400 2021 96,000
2007 370 2022 88,800
2008 540 2023 129,600
Source: AgEconPlus analysis (Australian G0vernment, 2006)



เมื่อประมาณราคาของไม้หอมแก่นจันทน์ S. album ในทางการค้ามีการประมาณราคาอยู่ระหว่าง
30,000 – 85,000 เหรียญต่อตัน คิดเป็นราคาประมาณ 963,930.68 – 2,731,136.92 บาทต่อตัน

(1 USD = 32.25 บาท) ราคาของส่วนกระพี้ (Sapwood) อยู่ระหว่าง 1,000 – 2,500 เหรียญต่อตัน


ซึ่งมีศักยภาพและความต้องการของตลาดมากกว่าชนิดอืน ๆ (Table 3)


Table 3 Possible Price and Yield Assumptions (Australian Agribusiness Group, 2006)


Source Price (ton)

Western Australian Sandalwood Indian Sandalwood
( S.apicatum) ( S.album)
Avon Sandalwood Network $3,000 – $10,000 /ton -

Westcorp Sandalwood $16,500 /ton $32,000 – $41,000 /ton
Anantha Padmanabha, H.S, $5,000 - $11,000 /ton $43,200 /ton

Indian Sandalwood Auctions – 28 - $29,403 – $82,250 /ton
Jan 2005
Jonathon Brand $6,000 – $8,000 /ton $20,000 – $30,000 /ton

ู้
หมายเหตุ : เป็นการอ้างอิงจากตลาดไม้หอม ผเขียนมิได้มีเจตนาที่จะใช้ราคาที่สูงมาก มาเป็นแรงจูงใจให้ผสนใจในการปลูกไม้
ู้
หอมแก่นจันทน์ได้หลงใหลในราคา และทุ่มเทในการลงทุนโดยไม่ได้ศึกษาโดยถ่องแท้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อไปได้

10


ในปัจจุบันความต้องการของไม้หอมแก่นจันทน์ในโลกมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น จึงมีการ

ื่
น าไม้หอมแก่นจันทน์จากประเทศออสเตรเลีย ชนิด S. spicatum หรือ เป็นที่รู้จักกันดีในชอ

Australian sandalwood มาทดแทน S. album เนืองจากมีมูลค่าสูงและความต้องการการใชเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันจึงการปลูกสร้างสวนป่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง S. album ในภูมิประเทศแบบร้อนชื้น

(tropical region) ของประเทศศรีลังกา ซึ่งมีการสร้างสวนป่ามากกว่าไม้ป่าชนิดอื่น ๆ เชน ไม้สัก

มะฮอกกานีซึ่งปลูกโดยเอกชน และเนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่และความ


ต้องการใชสูง จึงมีแนวโน้มการปลูกสวนป่าหอมแก่นจันทน์ ในประเทศต่าง ๆ เชน ออสเตรเลีย

อินเดีย ศรีลังกา และฟิจิ อย่างไรก็ตาม การเพาะปลูกไม้หอมแก่นจันทน์การขาดข้อมูลในการปลูก

สร้างเป็นสวนป่าถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องมีการศึกษาข้อมูล เทคนิคการเพาะปลูกที่เหมาะสม
ตั้งแต่เป็นกล้าในโรงเรือนเพาะชา ชนิดพืชอาศัยที่เอื้อต่อการเติบโตของไม้หอมแก่นจันทน์ อัตรา

การรอดตาย คุณลักษณะพิเศษของน้ ามันหอมระเหย ตลอดการจัดการดูแลการเติบโตเพื่อให้ได้

สวนป่าที่มีศักยภาพและเกินความคุ้มค่า (Subasinghe, 2013) ปัจจุบันน้ ามันหอมระเหยยังเป็นที่

ต้องการในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเรือย ๆ ทั้งนี้ เป็นเพราะคุณสมบัติและคุณค่าของไม้หอมแก่นจันทน์
(Santalum spp.) ซึ่งท าให้น้ ามันหอมระเหยที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นในตลาดต่างประเทศ (Table 4)


Table 4 Estimated S. album Supply and Demand Balance (Kg of oil)



1990 2004 2005
Production – S. album
India – Tamil Nadu 60,000 75,000 125,000

India – Other 60,000 75,000 75,000
Indonesia 15,000 10,000 10,000
Other 5,000 10,000 10,000

Sub – total 140,000 170,000 220,000
Consumption – S. album

India 60,000 75,000 90,000
France 30,000 35,000 35,000
Saudi Arabia 20,000 30,000 35,000

USA 10,000 15,000 15,000
Other 20,000 15,000 45,000
Total 140,000 170,000 220,000

Source: AgEconPlus analysis and Tamil Nadu Statistical Handbook 2005 (Australian G0vernment, 2006)

11


สถานการณ์การลักลอบตัดไม้หอมในประเทศไทย



ในปัจจุบันมีการลักลอบตัดไม้ในป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะไม้ชนิดที่เป็นที่ต้องการของ

ตลาดโลก ให้เนื้อไม้มีลวดลาย และสีสันสวยงาม กลิ่นหอม ราคาตลาดจะสูงมาก เชน ไม้พะยูง ไม้

หอม ส าหรับไม้หอมนั้นสถานการณ์การลักลอบตัดไม้หอมก็ยังมีอยู่ตลอด เนืองจากยังเป็นที่
ต้องการของตลาด โดยเฉพาะไม้กฤษณาหรือไม้หอม ซึ่งเป็นไม้ที่สร้างสารหอม โดยราคาไม้หอม
หากได้เป็นแก่นไม้ที่มีลักษณะสีด า จะมีราคาที่กิโลกรัมละ 1 – 3 แสนบาท (ไทยรัฐ, 2558) โดยใน


ประเทศไทยได้แบ่งเกรดของไม้หอมกฤษณา ออกเป็น 4 เกรด คือ เกรดที่ 1 เป็นเนือไม้ที่มีน้ ามัน
กฤษณาสะสมอยู่เป็นจ านวนมาก กระจายทั่วเนือไม้ ท าให้มีสีด าเข้ม มีน้ าหนักมากไม้เกรดนี้จะ



จมน้า ราคาประมาณ 15,000 – 20,000 บาทต่อกิโลกรัม เกรดที่ 2 เนือไม้มีกลิ่นหอม และมีน้ ามัน
กฤษณาสะสมน้อยกว่าเกรดที่ 1 มีสีน้ าตาล น้ าหนักเบากว่า โยนลงน้ าจะอยู่ระดับปริ่มน้ า ราคา
ประมาณ 8,000 – 10,000 บาทต่อกิโลกรัม เกรดที่ 3 เนือไม้มีกลิ่นหอมมีน้ ามันสะสมรองลงมา

ราคาประมาณ 1,000 – 1,500 บาทต่อกิโลกรัม น าหนักจะเบาจึงลอยน้ าได้ ส่วนเกรดที่ 4 มีน้ ามัน

กฤษณาสะสมอยู่น้อย แต่น ามากลั่นน้ ามันระเหยได้ มีราคาประมาณ 400 – 600 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ แล้วแต่ความสมบูรณ์ หากไม่ได้แก่นไม้ ก็จะขายเนือไม้ที่เข้าคุณสมบัติ จึงท าให้เกิดแรงจูงใจ

เข้าไปลักลอบตัดไม้ ไม้หอมจึงมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ดังปรากฏตามข่าวในสื่อต่าง ๆ

(Figure 1 )

12




































Figure 1 ข่าวการลักลอบตัดไม้หอมในป่าธรรมชาติ

13


ระยะเวลาด าเนินการ



การศึกษาโครงการเพื่อพัฒนาไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อการค้านี้ได้ด าเนินการโดยสถานี

วนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อ าเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และ

ห้องปฏิบัติการเคมี กรมป่าไม้ ส านักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ ระหว่างปี พ.ศ. 2539 ถึง 2558 โดย
มีรายละเอียดการด าเนินการ ดังนี



1. พ.ศ. 2544– 2545 ศึกษาเรื่องการขยายพันธุ์ไม้หอมแก่นจันทน์โดยเมล็ด
2. พ.ศ. 2539 – 2549 ศึกษาเรื่องการปลูกและการเติบโตไม้หอมแก่นจันทน์ (อายุ 10 ปี)


3. พ.ศ. 2549 – 2554 ศึกษาเรืองการเติบโตและผลผลิตมวลชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์

อายุ 15 ปี

4. พ.ศ. 2554 – 2555 ศึกษาเรื่องคุณสมบัติน้ ามันหอมระเหยไม้หอมแก่นจันทน์
5. พ.ศ. 2554 – 2558 ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการปลูกไม้หอมแก่นจันทน์โดยการจัดท า

เอกสาร และผลิตภัณฑ์แก่นจันทน์ มีการอบรม ดูงาน และแจกจ่าย

กล้าไม้เพื่อส่งเสริมการปลูก ให้แก่ เอกชน และประชาชนทั่วไป

14


อุปกรณ์และวิธีการศึกษา




พื้นทีท าการศึกษา


สถานีวนวัฒนประจวบคีรีขันธ์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ต าบลอ่าวน้อย อ าเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากอ าเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ประมาณ 3 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่าง


เส้นละติจูดที่ 11 ° 49´N เส้นลองจิจูดที่ 99 ° 50´E ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบชายทะเลมีความลาดชน

เล็กน้อย สูงจากระดับน้ าทะเลประมาณ 10 เมตร ลักษณะดินเป็นดินชดสัตหีบ เกิดจากตะกอนที่
ถูกพัดพามาทับถม ลักษณะเป็นดินทราย บางแห่งมีเปลือกหอยปะปนอยู่ในเนือดิน ดินลึกแต่ไม่อุ้ม

น้ า มีปริมาณธาตุอาหารต่ าถึงต่ ามาก ดินค่อนข้างเป็นกรด (pH ประมาณ 5.5 – 5.6 สภาพ

ภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ปริมาณน้ าฝนเฉลี่ย 1,000 มิลลิเมตร/ปี จ านวนวันที่ฝนตกเฉลี่ย

ประมาณ 114 วัน/ปี ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเฉลี่ย 76 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 38 °C

อุณหภูมิต่ าสุดเฉลี่ย 17 °C (พรศักดิ์, 2545)


วิธีการศึกษา


การศึกษาโครงการวิจัยและพัฒนาไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อการค้านี้ ได้วางแนวทางการ

ศึกษาวิจัยใน 4 แนวทางหลัก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุม สามารถน ามาส่งเสริมพัฒนาเป็น

ผลิตภัณฑ์และให้ประชาชนสามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ คือ 1) การขยายพันธุ์ไม้หอมแก่นจันทน์
2) การปลูกและการเจริญเติบโตของไม้หอมแก่นจันทน์ 3) การเจริญเติบโตและผลผลิตมวล


ชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์ อายุ 15 ปี 4) คุณสมบัติน้ ามันหอมระเหยไม้หอมแก่นจันทน์
ตลอดจนการส่งเสริมและถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ซึ่งจะจ าแนกวิธีการศึกษาในแต่ละต้น ดังนี




1. การขยายพันธุ์ไม้หอมแก่นจนทน ์



เป็นการด าเนินการศึกษาในทุก ๆ ด้านของการขยายพันธุ์ กล่าวคือการศึกษาเรืองของ
เมล็ดในด้านของขนาดเมล็ด น้ าหนักเมล็ด การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด และการขยายพันธุ์
โดยการไม่อาศัยเพศ ทั้งนี้ เนืองจากเป็นเมล็ดไม้ที่ไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน การศึกษาการ



เพาะ จึงต้องใชแนวทางในการศึกษาการเพาะเมล็ดไม้อื่น ๆ มาเทียบเคียงโดยปรับใชวัสดุ และ
วิธีการให้เหมาะสมกับประเทศไทย ดังนี ้

15


1.1 สถานที่และระยะเวลาการศึกษา




ด าเนินการที่โรงเรือนเพาะชากล้าไม้ของสถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์
ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2545



1.2 การศึกษาขนาดและน้ าหนักของเมล็ด


โดยการสุ่มนับเมล็ดจ านวน 100 เมล็ด วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางทุกเมล็ดแล้ว

น ามาหาค่าเฉลี่ยขนาดของเมล็ด และหาน้ าหนักเมล็ดต่อ 1 กิโลกรัม โดยการนับจ านวนเมล็ด 100

กรัม จ านวน 4 ซ้ า


1.3 ทดสอบการงอกของเมล็ด




1) วัสดุเพาะ วัสดุที่ใชในการทดสอบ คือ หน้าดินเป็นแบบดินทรายปนเหนียว
(Sandy clay loam) ทราย และขุยมะพร้าว ใชเมล็ด จ านวน 100 เมล็ด ต่อวัสดุเพาะ ก่อนที่จะท า

การเพาะเมล็ดนั้นน าเมล็ดไปแชน้ า อุณหภูมิห้อง 25 °C เป็นระยะเวลา 24 ชวโมง แล้วจึงท าการ

ั่
เพาะเมล็ด จดบันทึกการงอกของเมล็ด


2) การปฏิบัติต่อเมล็ด (ส านักส่งเสริมการปลูกป่า, 2542) ท าโดยใชทรายเป็นวัสดุ

เพาะ มีวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดที่มีเปลือกแข็ง คือ 1) แชน้ าร้อน อุณหภูมิ 70 °C 2) แชน้ า



อุณหภูมิห้อง 25 °C และ 3) ไม่แชน้ า (control) เป็นระยะเวลา 24 ชวโมง จากนั้นท าการเพาะใน
ั่
กระบะทราย แล้วจดบันทึกการงอกของเมล็ด


1.4 การเจริญเติบโตของกล้าไม้


น ากล้าไม้ที่เพาะลงในลงถุงที่บรรจุวัสดุปลูกหน้าดินทรายปนเหนียว : ทราย :

ขุยมะพร้าว อัตราส่วน 3 : 1 : 1 น ามาจัดเรียงกล้าไม้ จ านวน 4 บล็อก ๆ ละ 49 ต้น (บล็อกละ

7 x 7 ต้น) โดยวัดต้นไม้ซ้ าละ 25 ต้น (บล็อก 5 x 5) โดยวัดการเจริญเติบโตทางด้านความสูงของ
กล้าไม้ (ลัดดาวัลย์, 2550) ตั้งแต่โคนต้นจนถึงปลายยอดของกล้าไม้หลังการย้ายช า เดือนละ

1 ครั้งทุกเดือน ตลอดระยะเวลา 1 ปี รวม 12 ครั้ง แล้วน าข้อมูลมาหาค่าเฉลี่ยการเจริญเติบโต

ทางความสูง

16


1.5 การปลูกกล้าไม้ร่วมกับพืชชนิดอื่น (Host)



จากการตรวจเอกสารพบว่าไม้ชนิดนี้เป็นพืชกึ่งอาศัย ดังนั้น จึงได้ศึกษาเพื่อหาชนิด

พืชอาศัยในระยะกล้าไม้ที่เหมาะสมโดยการจัดกล้าไม้หอมแก่นจันทน์บล็อกละ 11 ต้น จานวน 25
บล็อก แล้วชา Host ทั้ง 10 ชนิดที่เลือกไว้ ดังนี้ 1. ผักเป็ดแดง 2. พริก 3. โคกกระสุนเล็ก

4. ถั่วแดง 5. ถั่วลิสง 6. จามจุรี 7. แคบ้าน 8. กระถินณรงค์ 9. กระถินบ้าน 10. ขี้เหล็ก และ 11. ไม่
ปลูกชาร่วมกับ Host โดยวิธีการชา Host จะชารอบ ๆ โคนต้นกล้าไม้หอมแก่นจันทน์ และวัดข้อมูล



การเจริญเติบโตทุกเดือนจนครบ 12 เดือน


1.6 ศึกษาการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการปักช ายอด


การปักช ายอดด าเนินการศึกษาในปี พ.ศ. 2544


1) โดยเลือกวัสดุเพาะชาที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น เชน ขุยมะพร้าว บรรจุลงใน

ถาดเพาะช า (1 ถาด = 24 หลุม) แล้วรดด้วยน้ ายาฆ่าเชื้อราก่อนที่จะท าการปักช า


2) คัดเลือกต้นหอมแก่นจันทน์อายุ 5 ปี จากสถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ โดย

การท าให้เกิดรอยบาดแผลที่ล าต้นสูงจากพื้นดิน 50 เซนติเมตร และตัดแต่งส่วนบริเวณเรือนยอด
ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน (ประมาณต้นฤดูฝน) เพื่อให้เกิดยอดที่แตกใหม่ส าหรับใช ้

ในการปักช า โดยใช้ยอดที่ไม่อ่อน และไม่แก่จนเกินไปในการปักช า




3) ใชสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือน้ ายาเร่งราก Indol Butyric Acid (IBA)
ที่มีความเข้มข้นต่างกัน 4 ระดับ คือ 25 50 75 100 ppm. และตัว control อีก 1 ชนิด รวมเป็น 5 ชนิด



โดยท าชนิดละ 4 ซ้ า (1 ซ้ า = 1 ถาด) ก่อนท าการปักชารดน้ าถาดเพาะให้ชม ชบกิ่งด้วยน้ ายาเร่งราก
ุ่


ก่อนที่จะท าการปักชา เสร็จแล้วคลุมกิ่งชาด้วยพลาสติกใส ที่เตรียมใชในเรือนเพาะชาที่พลางแสง


ด้วยตาข่ายพลางแสงสีด า 50 เปอร์เซ็นต์

4) สังเกตการแตกราก จดบันทึกระยะเวลาที่ใช้ในการแตกราก

17


1.7 ศึกษาการตอนกิ่ง



1) คัดเลือกกิ่งที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป


2) ควั่นกิ่งให้รอยควั่นรอบกิ่งตอน ขูดเยื่อเจริญ ที่ผิวไม้บริเวณที่ควั่นออกให้หมด


แล้วใช้ฮอร์โมนเร่งรากทารอยควั่นตอนบน เมือฮอร์โมนแห้งจึงท าการหุ้มกิ่งตอนโดยใชขุยมะพร้าว

ุ่
ที่แชน้ าจนชม แล้วห่อกิ่งตอนด้วยวัสดุกันความชื้นระเหย มัดหัวท้ายกิ่งตอนให้แน่นเพื่อรักษา

ความชื้น บันทึกข้อมูล การแตกราก พิจารณารากว่ามีมากเพียงพอเหมาะสมกับขนาดของกิ่งหรือไม่


2. การปลูกและการเจริญเติบโตไม้หอมแก่นจันทน

มีระยะเวลาด าเนินการศึกษา พ.ศ. 2539 – พ.ศ. 2558 โดยด าเนินการศึกษาในด้านต่าง ๆ ดังนี้


2.1 การศึกษาคุณสมบัติบางประการของดิน



การศึกษาคุณสมบัติบางประการของดินในแปลงปลูกทดลองไม้หอมแก่นจันทน์นี้

เนืองจากเป็นแปลงทดลองแปลงแรกและแปลงเดียวในประเทศไทย จึงได้ศึกษาเพื่อให้ทราบถึง

ลักษณะดินที่ไม้หอมแก่นจันทน์ขึ้นอยู่ว่ามีคุณสมบัติทางเคมีและทางฟิสิกส์อย่างไร โดยใชเป็น

ข้อมูลพื้นฐานส าหรับเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของไม้หอมแก่นจันทน์ในชดดินต่าง ๆ

ในการศึกษาครั้งต่อไป และใชเป็นข้อมูลในการพิจารณาคุณสมบัติของดินเพื่อใชในการส่งเสริม


การปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ในอนาคต


1) ก าหนดพื้นที่เก็บตัวอย่างดิน 3 จุด ให้กระจายทั่วทั้งพื้นที่ เพื่อเก็บตัวอย่างดิน
ั้
2 ระดับชนความลึก คือ ที่ระดับความลึกจากผิวดิน 0 – 15 เซนติเมตร และที่ระดับความลึกจาก
ผิวดิน 15 – 30 เซนติเมตร จ านวน 3 จุด เพื่อได้ข้อมูลกระจายทั้งแปลงปลูกทดลอง


2) ขุดดินตามระดับชั้นความลึกและเก็บตัวอย่างดินประมาณ 500 กรัมต่อดินตัวอย่าง

เพื่อส่งวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี และทางกายภาพของดิน ณ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดินของ

ภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

18


2.2 การศึกษาเจริญเติบโตของไม้หอมแก่นจันทน ์



1) วางแปลงถาวรเพื่อศึกษาการเติบโต ขนาด 40 x 40 เมตร จ านวน 3 แปลง
ให้กระจายทั่วพื้นที่ เพื่อวัดข้อมูลการเจริญเติบโตทั้งความโต (เส้นผ่านศูนย์กลางโคนต้น และเส้น

ผ่านศูนย์กลางที่ระดับอก) และความสูงทั้งหมดของต้นไม้ในแปลงทุกต้น


2) วัดการเจริญเติบโตทั้งความโตและความสูงทุกปี ตั้งแต่อายุ 1 – 10 ปี เพื่อน ามา

สร้างสมการการเจริญเติบโตในช่วงอายุ 1 – 10 ปี



2.3 การศึกษาน้ าหนักของล าต้นเมื่ออายุ 10 ปี


1) น าข้อมูลการเจริญโตของเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกของไม้หอมแก่นจันทน์

ั้
ั้

เมืออายุครบ 10 ปี มาจัดชนความโต 3 ชน แล้วสุ่มเลือกตัวอย่างขนาดความโตมาชนละ 1 ต้น
ั้
เป็นตัวแทน ตัดมาชั่งน้าหนักสดของล าต้น เพื่อประมาณการหาน้ าหนักสดเมือไม้หอมแก่นจันทน์ที่



อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เนื้อไม้เริ่มมีกลิ่นหอม เป็นการศึกษาเพื่อน ามาหามวลชวภาพ โดยใช ้
น้ าหนักสดและจะได้น าชิ้นส่วนของชิ้นไม้ไปทดลองกลั่นและศึกษากรรมวิธีต่าง ๆ ในการศึกษาครั้ง
ต่อไปให้สมบูรณ์และสูญเสียจ านวนต้นไม้ที่มีอยู่อย่างจ ากัดให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดจึงตัด
ต้นไม้เพียง 3 ต้น บริเวณนอกแปลงตามชั้นการเติบโตที่ต่างกัน คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง

และขนาดใหญ่


2) น าชิ้นส่วนของเนือไม้ที่มีกลิ่นหอม ทดลองการกลั่นน้ ามันหอมระเหย ซึ่งเป็นครั้งแรก

ของการทดลองกลั่น เพื่อหารูปแปบและวิธีการในการกลั่นน้ ามันหอมระเหยต่อไป





3. การเจริญเติบโตและผลผลิตมวลชีวภาพของไม้หอมแก่นจนทน อายุ 15 ปี

3.1 การวางแผนการทดลอง



1) บันทึกข้อมูลการเติบโตทางด้านความสูงในแปลงตัวอย่าง ขนาด 40 x 40 เมตร
เมื่ออายุ 15 ปี ใน พ.ศ. 2554

19


ั้
2) หาตัวแทนของไม้หอมแก่นจันทน์โดยการแบ่งเป็นอันตรภาคชน เพื่อหาตัวแทนของ
ไม้แต่ละชนิดซึ่งมีขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ที่จะใช้เป็นตัวแทนในการตัดศึกษาวิจัยการสกัดน้ ามันหอม
ระเหย โดยน าข้อมูลมาศึกษาผลผลิตมวลชวภาพด้วยการเลือกตัดต้นไม้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย



ต่อต้นไม้ที่ปลูกให้น้อยที่สุด เนืองจากจ านวนต้นไม้ชดแรกที่ปลูกนั้นมีจ านวนต้นไม้ที่น้อยมากจึงไม่
ต้องการให้มีการตัดต้นไม้หลายต้น และพยายามตัดเท่าที่จ าเป็นที่สุด เพื่อให้ได้เห็นแนวโน้มของ
ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น จึงได้จ าแนกจ านวนชนการเติบโตที่สามารถใชเป็นตัวแทนของการสร้าง
ั้

สมการ แอโลเมตรีได้



3) การแบ่งอันตรภาคชั้น



จากสูตร Class Interval =


4) เลือกต้นไม้ตัวอย่างในแต่ละอันตรภาคชั้น เพื่อเป็นตัวแทน


5) ตัดต้นไม้ที่ระดับชิดดิน โดยวิธี Harvesting



6) บันทึกข้อมูล ค่า D ที่ 30 เซนติเมตรจากโคนต้น และค่า DBH ทุก ๆ 1 เมตร จนถึง
0
ปลายยอด


7) บันทึกน้ าหนักสด ล าต้น กิ่ง และใบ ซึ่งแยกเป็นรายท่อน



8) สุ่มเก็บตัวอย่างในแต่ละส่วนของต้นไม้ ใส่ถุงโดยแยกเป็นตัวอย่างในแต่ละต้น
บันทึกน้ าหนักสดและน้ าหนักแห้งหลังจากที่อบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ต่อเนือง 24 - 48 ชวโมง

ั่
จนคงที่ เพื่อหาค่าน้ าหนักแห้ง


3.2 ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล



1) หาค่าร้อยละความชื้น (%MC)



สูตร ร้อยละความชื้น = X 100

20


2) หาน้ าหนักอบแห้ง (DW)



สูตร น้ าหนักอบแห้ง =



3) สร้างสมการมวลชีวภาพ


b
สูตร Alometry Y = ax
logY = loga + blogx


โดยที่ Y = biomass

x = diameter

a,b= constants


4) ประมาณค่าหามวลชีวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์ โดยท าการแทนค่าขนาดเส้นผ่าน


ศูนย์กลางเพียงอก (DBH) ในสมการที่สร้างขึ้นในขั้นต้น แล้วท าการค านวณหาปริมาณมวลชวภาพ
ต่อพื้นที่ของไม้หอมแก่นจันทน์



3.3 การกลั่นนามันจากไม้หอมแก่นจันทน ์



ด าเนินการปี พ.ศ. 2554 โดยน าชิ้นส่วนตัวอย่างของไม้หอมแก่นจันทน์ที่ได้จากการตัด

มาเพื่อหาผลผลิตมวลชวภาพ อายุ 15 ปี มาทดสอบ คุณสมบัติของน้ ามันหอมระเหยเพื่อเป็น
ข้อมูลเบื้องต้นส าหรับการวิจัยการท าผลิตภัณฑ์ต่อไป การกลั่นน้ ามันหอมระเหยโดยใชวิธี (water

and steam distillation)


4. คุณสมบัติน้ ามันหอมระเหยไม้หอมแก่นจันทน ์




4.1 การสกัดน้ ามันหอมระเหยและศึกษาคุณสมบัติของนามันหอมระเหย

1) สกัดน้ ามันหอมระเหยจากกระพี้ แก่น และรากไม้หอมแก่นจันทน์ จากสถานี

วนวัฒนวิจัยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อายุประมาณ 15 ปี และส่วนกระพี้และแก่นไม้หอมแก่นจันทน์

21


อายุประมาณ 13 ปี จากศูนย์วิจัยผลิตผลป่าไม้จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบใน

คุณสมบัติบางประการ โดยการกลั่นด้วยน้ า ตัวอย่างละ 3 ซ้ า เพื่อหาค่าเฉลี่ย สังเกตสี หาค่า
ความถ่วงจ าเพาะ และวัดค่าดัชนีหักเหของน้ ามัน



2) วิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีด้วยเครืองแก๊สโครมาโตกราฟที่ต่อกับเครือง


แมสสเปคโตรมิเตอร์ เตรียมสารละลายของน้ ามันหอมระเหยความเข้มข้น 0.0010 กรัม/มิลลิลิตร ใน
hexane ใชตัวอย่างครั้งละ 2 ไมโครลิตร ตัวอย่างละ 3 ซ้ า เพื่อหาค่าเฉลี่ย ตรวจพิสูจน์

องค์ประกอบทางเคมีของน้ ามันจากโครมาโตแกรมที่ได้โดยการเปรียบเทียบ retention times และ

mass spectra ของสารกับค่ามาตรฐานที่มีการบันทึกไว้ใน Wiley7n Libraries และ NIST05
Libraries




4.2 การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของนามันหอมระเหย



การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ ามันหอมระเหยแก่นจันทน์ จะใช 2, 2-diphenyl-
1-picrylhydrazyl (DPPH) ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่ค่อนข้างเสถียรเป็นสารทดลองฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

วัดการลดน้อยลงของ DPPH โดยการวัดค่าของการดูดกลืนคลื่นแสง (Brand-Williams, 1995) โดย

เตรียมสารละลาย DPPH ความเข้มข้น 0.24 มิลลิโมลาร์ และตัวอย่าง ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ ตั้งแต่ 1.6,
2.0, 6.0, 10.0, 14.0, 18.0 และ 22.0 มิลลิกรัม/มิลลิลิตรใน Absolute methanol น าสารละลาย DPPH

และตัวอย่างมาอย่างละ 2 มิลลิลิตร วัดการดูดกลืนแสง (Absorbance) ที่ความยาวคลื่น


515 นาโนเมตร ด้วยเครือง UV spectrophotometer ท าตัวอย่างละ 3 ซ้ าเพื่อหาค่าเฉลี่ย ค านวณค่า
ของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในรูปของ Percent radical scavenging แล้วพล็อตกราฟระหว่าง Percent
radical scavenging และความเข้มข้นของน้ ามัน หาค่าการยับยั้งอนุมูลอิสระที่ร้อยละ 50 ในรูปของ

EC (50 % Effective Concentration) จากกราฟ
50




4.3 การศกษาฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนสและฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของนามันหอม
ระเหย


การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ท าให้เกิดเม็ดสีใต้ผิวหนัง
และฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ที่ท าให้เกิดสิวชนิด Propionibacterium acnes ของน้ ามันหอมระเหยไม้หอม

แก่นจันทน์จากประจวบคีรีขันธ์สูง 30-100 เซนติเมตรจากพื้น และจากนครราชสีมาสูง 0-100

เซนติเมตรจากพื้น โดยหน่วยงานภายนอกที่มีความเชยวชาญ เลือกใช Dopachrome method
ี่


22


ส าหรับการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนสในน้ ามันที่ความเข้มข้น 0.001, 0.01, 0.1 และ 10

มิลลิกรัม/มิลลิลิตร เปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน Kojic acid และ Arbutin วัดฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไท
โรซิเนสในรูปของ IC (50 % Inhibitory Concentration)
50


การศึกษาฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย Propionibacterium acnes ใชวิธี Disc diffusion method

โดยเตรียมตัวอย่างที่ความเข้มข้น 1, 10 และ 100 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร เปรียบเทียบกับสาร
มาตรฐาน erythromycin หยดสารตัวอย่างและ erythromycin ครั้งละ 10 ไมโครลิตรลง

แผ่นกระดาษกรอง แล้ววางในจานทดสอบที่มีเชื้อแบคทีเรียอยู่แล้ว สังเกตผลการยับยั้งแบคทีเรีย

P. acne โดยวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่เชื้อไม่เจริญเติบโต (Inhibition zone)


5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริม



การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมมีการด าเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2558

ณ สถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อ าเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวดประจวบคีรีขันธ์ โดยจัด
อบรมถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้สนใจเกี่ยวกับ

การศึกษาไม้หอมแก่นจันทน์อย่างครบวงจรโดยอ้างอิงตามงานวิจัยที่ได้ท าการศึกษา ตั้งแต่การ

เพาะเมล็ดเพื่อให้ได้กล้าที่ดีมีคุณภาพ การดูแลและการจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มค่า ตลอดจน
การใช้ประโยชน์ไม้และผลผลิตจากไม้หอมแก่นจันทน์



การด าเนินการจัดอบรมการปลูกและการใชประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์ มีวัตถุประสงค์

เพื่อสร้างเครือข่ายการปลูกและการใชประโยชน์ป่าไม้ และเพื่อส่งเสริมการปลูกไม้หอมแก่นจันทน์

ให้เป็นไม้เศรษฐกิจ จ านวน 4 รุ่น ในปี พ.ศ. 2554 พ.ศ. 2555 พ.ศ.2557 และ พ.ศ. 2558 นอกจากนี้

ยังได้มีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ในโอกาสต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการเนืองในโอกาส กรมป่าไม้

ครบรอบ 120 ปี ในงานมหกรรม “สมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13” สมุนไพรไทย เศรษฐกิจไทย

อนาคตไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559 ณ อิมแพคเมือง

ทองธานี จังหวัดนนทบุรี ในปี พ.ศ. 2559 ตลอดจนการจัดท าวิดีโอ เพื่อเผยแพร่ความรู้ในโอกาส

ต่าง ๆ และแจกจ่ายกล้าไม้แก่ผู้สนใจ รวมทั้งส่งเสริมการปลูกให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจ

23


ผลและวิจารณ์




1. การขยายพันธุ์ไม้หอมแก่นจนทน ์


1.1 เมล็ดและเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ด


การศึกษาลักษณะของขนาดและน้ าหนักเมล็ดของไม้หอมแก่นจันทน์ พบว่าผลสด


แบบ drupe ค่อนข้างกลม อวบน้ า ผลอ่อนมีสีเขียว เมือแก่สีเหลืองมอมแดงและสีด าเมือผลสุก

ั้

มีหนึ่งเมล็ดต่อผล เมล็ดแห้ง มีชน mesocarp และ endocarp ชดเจน มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของ
เมล็ด เท่ากับ 0.77 เซนติเมตร และมีจ านวนประมาณ 5,340 เมล็ดต่อกิโลกรัม ซึ่งน้อยกว่าการ
รายงานของ Ral (1990) โดย 1 กิโลกรัมมีเมล็ดประมาณ 6,000 เมล็ด ซึ่งแสดงว่าเมล็ดไม้หอม

แก่นจันทน์ในประเทศไทยมีน้ าหนักมากกว่าเมล็ดจากแหล่งต่างประเทศ



การทดสอบเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดไม้หอมแก่นจันทน์ โดยใชวัสดุเพาะ 3 ชนิด
ั่
คือ หน้าดิน ทราย และขุยมะพร้าว ก่อนเพาะได้น าเมล็ดแชในน้ า 24 ชวโมง และได้มีการทดสอบ




การปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะคือ น าเมล็ดไปแชน้ าร้อน แชน้ าเย็น และไม่แชน้ าเพื่อเป็นตัว
เปรียบเทียบ (Table 5)


Table 5 Seed germination on treat and media of Santalum album seed



Seed Germination (%)
Media Treatment
Date
Boil water Soaking
Surface Soil Sand Rotten coconut trunk Control
(70°C) (25°C)
1 0 0 0 0 0 2
3 0 0 0 30 24 16
10 40 38 62 44 52 38
20 62 62 64 46 64 56
30 62 64 66 46 66 56


ผลการศึกษาพบว่า วัสดุเพาะที่มีเปอร์เซ็นต์การงอกดีที่สุดคือ ขุยมะพร้าว เท่ากับ

66 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือเพาะในทรายเท่ากับ 64 เปอร์เซ็นต์ และวัสดุเพาะที่มีเปอร์เซ็นต์งอก

24



ต่ าที่สุดคือหน้าดินเท่ากับ 62 เปอร์เซ็นต์ และเมือมีการปฏิบัติต่อเมล็ดที่แตกต่างกัน ระยะเวลาใน

การงอก และเปอร์เซ็นต์การงอกก็แตกต่างกันด้วย กล่าวคือ การแชน้ าธรรมดา เป็นเวลา
ั่
24 ชวโมง มีเปอร์เซ็นต์การงอกดีที่สุด เท่ากับ 66 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือการไม่แชน้ า เท่ากับ


56 เปอร์เซ็นต์ และการแชน้ าร้อนมีเปอร์เซ็นต์การงอกต่ าที่สุด เท่ากับ 46 เปอร์เซ็นต์ โดยมี
ระยะเวลาเริ่มงอกหลังการเพาะประมาณ 3 วัน และระยะเวลาสิ้นสุดการงอกประมาณ 25 วัน

และมีระยะเวลาที่เหมาะสมส าหรับการย้ายช าประมาณ 3 อาทิตย์ จากวันที่เริ่มงอก คือ เมือกล้ามี

ขนาดความสูงประมาณ 5 เซนติเมตร (Figure 2 และ Figure 3) จากผลการศึกษาเทคนิคการเพาะ

และวิธีปฏิบัติต่อเมล็ดมีผลต่อการงอกของเมล็ดและคุณภาพของกล้าอย่างยิ่ง ซึ่งจากการศึกษา

ให้ผลการงอกของเมล็ดและได้กล้าทีได้คุณภาพเร็วกว่าและเหมาะสมต่อการย้ายชากว่าการศึกษา

ของ Liu and Xu (2009) ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนการเพาะแตกต่างกันมีฟอกฆ่าเชื้ออื่นที่ผิว
เมล็ดและคลุกด้วยฮอร์โมนก่อนการเพาะ ได้อายุกล้าที่เหมาะสมก่อนการย้ายชาร่วมกับกล้าชนิด

อื่นเท่ากับ 2 เดือนซึ่งมากกว่าการศึกษาครั้งนี้ที่ใชเวลาเพียง 1 เดือน แต่ผลการศึกษาแตกต่างกับ

การศึกษาของ Choudhury (2016) เป็นการศึกษาในประเทศอินเดียที่ให้ผลการงอกที่เร็วกว่าโดยใช ้


เวลาเพียง 14 – 18 วันจะได้กล้าไม้เหมาะสมที่จะย้ายชาร่วมกับพืชอาศัยชนิดอื่น ทั้งนี้เนืองจากมี


ขั้นตอนการปฏิบัติมีการน าเมล็ดแข็งแชในฮอร์โมน GA (ฮอร์โมนเร่งการเติบโต)เป็นเวลา 16 ชวโมง
ั่
3

ก่อนการเพาะ และนอกจากนี้ยังเพาะลงในวัสดุเพาะที่ต่างกันคือเพาะลงในวัสดุเพาะที่ได้เตรียมไว้
3 ชนคือ ชนล่างสุดเป็นดิน ชนกลาง coco peat และชนบนสุดเป็นดินทราย ฝั่งเมล็ดลึก 2
ั้
ั้
ั้
ั้
ั้

เซนติเมตร ในชนทรายและท าโดมพลาสติกคุมเพื่อรักษาความชื้น ซึ่งแม้จะใชระยะเวลาการงอก
ของเมล็ดน้อยกว่า แต่จากการศึกษาในครั้งนี้การศึกษานี้ได้กล้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันโดย
สามารถท าได้ง่ายและต้นทุนการผลิตต่ า ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการปฏิบัติต่อเมล็ดและ
วัสดุเพาในการศึกษานี้ จึงมีส่วนส าคัญของการเพาะกล้าให้ได้คุณภาพเป็นวิธีง่ายและต้นทุนต่ า
จึงควรค านึงถึงต้นทุนการผลิตด้วย

25



















Figure 2 The percentage of seed germination in different media






















Figure 3 The percentage of seed germination in different treatment


1.2 การเจริญเติบโตของกล้าไม้หลังการย้ายช า



หลังจากเมล็ดเริ่มงอกแล้วประมาณ 3 อาทิตย์ หรือกล้าไม้เริ่มแตกใบอ่อนจึงย้ายช า

จากระบะเพาะเมล็ดลงใส่ในวัสดุเพาะช าในถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว โดยใช้ผักเป็ดแดงปลูก
ร่วมกันเพื่อเป็น Host ดูแลรักษากล้าไม้ตามปกติ บันทึกข้อมูลโดยวัดการเจริญเติบโตทางความสูง

ของกล้าไม้ทุกเดือน ดัง Figure 4

26


















Figure 4 Height growth of Santalum album after move to nursery bags size 4 x 6 inch





จาก Figure 4 จะเห็นได้ว่าเมือย้ายชากล้าไม้ในเดือนแรก จะมีขนาดความสูงเท่ากับ
7.28 เซนติเมตร และเมือกล้าไม้อายุ 3, 6, 9 และ 12 เดือนจะมีการเจริญเติบโตทางความสูง

เท่ากับ 12.71, 21.87, 30.70 และ 43.14 เซนติเมตร ตามล าดับ จากการศึกษาดังกล่าวพบกล้าไม้

อายุ 9 – 12 เดือนจะมีการเจริญเติบโตทางความสูงประมาณ 30 – 45 เซนติเมตรซึ่งจะมีความ

เหมาะสมในการน าไปปลูก ซึ่งจะต้องมีการวางแผนในการจัดเตรียมกล้าไม้ให้เหมาะสมกับ
ระยะเวลาที่จะปลูก



การศึกษาการเติบโตกล้าไม้หอมแก่นจันทน์ได้คัดเลือกชนิดพืชผักเป็ดแดง เนืองจาก

มีวิสัยพืชเป็นไม้ล้มลุก หาได้ง่าย เพาะได้ง่ายขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ง่ายและส่งผลการ

เติบโตต่อกล้าไม้หอมแก่นจันทน์ ซึ่งนอกจากการค านึงถึงวิสัยพืชอาศัยแล้ววัสดุเพาะปลูกการใส่

ปุ๋ยชวภาพร่วมด้วยยังเป็นส่วนส าคัญตามการศึกษาของ Choudhury (2016) นั้นพบว่า วัสดุเพาะ

ดิน : ทราย : ปุ๋ยคอก (อัตราส่วน 2 : 1 :1) เป็นวัสดุที่เหมาะสม และ Melia dubia เป็นพืชอาศัยที่
เหมาะสมที่สุดในระยะกล้าไม้ และLeucaena leucocephala เป็นพืชอาศัยที่เหมาะสมในระยะแปลง

ปลูก ซึ่งการใส่ปุ๋ยชีวภาพ Acetobactor และ Azospirillum ส่งผลให้ไม้หอมแก่นจันทน์ที่ปลูกร่วมกับ


Melia dubia (ใส่ปุ๋ยชวภาพ Acetobactor) มีการเติบโตมากที่สุด รองลงมา Cajanus cajan (ใส่ปุ๋ย
ชีวภาพ Acetobactor) และ Melia dubia (ใส่ปุ๋ยชวภาพ Azospirillum) การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ค านึงถึง

การน าปุ๋ยชวภาพมาใชทดสอบ ดังนั้นการศึกษาในครั้งต่อไปจึงต้องน ามาพิจารณาร่วมด้วยเพื่อให้


ได้กล้าไม้ที่มีคุณภาพต่อไป

27


1.3 การเจริญเติบโตของกล้าไม้เมื่อปลูกร่วมกับไม้ชนิดต่าง ๆ



ไม้หอมแก่นจันทน์ เป็นไม้ที่ต้องอาศัย Host ในการเจริญเติบโต ซึ่งจากการทดสอบน าไม้
ชนิดต่างๆ มาช าลงในถุงที่ย้ายช ากล้าไม้หอมแก่นจันทน์ไว้แล้ว พบว่าเมื่อย้ายช าร่วมกับไม้ชนิดต่างๆ

มีค่าการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน ดัง Figure 5

















Figure 5 Height growth of Santalum album plantation with other host



จาก Figure 5 การเจริญเติบโตของกล้าไม้หอมแก่นจันทน์ เมือปลูกร่วมกับไม้ชนิด

ต่างๆ พบว่า ชนิดสามารถที่ปลูกร่วมกันได้ดีที่สุด คือ ผักเป็ดแดง ซึ่งวัดค่าการเจริญเติบโตที่อายุ

12 เดือนได้สูงถึง 63.6 เซนติเมตร รองลงมา คือ จามจุรี (50.0 เซนติเมตร), โคกกระสุนเล็ก

(48.2 เซนติเมตร), พริก (45.6 เซนติเมตร), ถั่วลิสง (33.5 เซนติเมตร), ถั่วแดง (32.8 เซนติเมตร),

กระถินบ้าน( 29.8 เซนติเมตร), แคบ้าน (27.0 เซนติเมตร), ขี้เหล็ก (25.8 เซนติเมตร), control
(23.5 เซนติเมตร), และชนิดที่ปลูกร่วมกันแล้วมีค่าการเจริญเติบโตต่ าที่สุด คือ กระถินณรงค์


เท่ากับ 20.9 เซนติเมตร ทั้งนี้ เนืองจากกล้าไม้กระถินณรงค์มีการเติบโตทางความสูงมาก จึงบด
บังกล้าไม้หอมแก่นจันทน์ ท าให้ไม่เหมาะสมที่จะน ามาเป็นพืชอาศัยในชวงของกล้าไม้ ดังนั้น จึง

ควรเลือกผักเป็ดแดง เป็นพืชอาศัยในระยะกล้าไม้ ซึ่งนอกจากจะให้ไม้หอมแก่นจันทน์มีการ

เจริญเติบโตดีที่สุดแล้ว ยังง่ายในการปลูกและขยายพันธุ์อีกด้วย



จากการคัดเลือกชนิดพันธุ์มาครั้งนี้ได้เลือกชนิดไม้วงศ์ถั่วเป็นส่วนใหญ่เนืองจาก
ศักยภาพของพืชที่สามารถตรึงไนโตเจนซึ่งเป็นอาหารหลักของพืชและเหมาะสมต่อการน ามาเป็น

พืชอาศัยของไม้หอมแก่นจันทน์ ตามการศึกษาของ Barbour, 2008 ไม้วงศ์ถั่วชนิด หยีน้ า

28


(Pongamia pinnnata) และ Cathormium umbellatum เป็นพืชอาศัยที่ดีในแปลงปลูกหรือเป็นพืช

อาศัยในขั้นที่สอง (secondary host) แต่ทั้งนี้ในการศึกษาไม้วงศ์ถั่วปลูกร่วมกับกล้าไม้ (primary

host) เมือระยะเวลาผ่านไป ด้วยศักยภาพไม้วงศ์ถั่วบางชนิดที่โตเร็วจึงเกิดการบดบังกล้าไม้หอม

แก่นจันทน์ส่งผลต่อการเติบโตของกล้าไม้หอมแก่นจันทน์ ชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมที่จะน ามาใชเป็น
พืชอาศัยให้กับกล้าไม้หอมแก่นจันทน์จึงจะต้องค านึงถึงลักษณะวิสัยของพืชเป็นไม้พุ่มหรือไม้ขนาด
เล็กสามารถเติบโตควบคู่กันไปและมีขนาดต้นไม่โตบดบังไม้หอมแก่นจันทน์ และพืชวงศ์ถั่วที่มีวิสัย

เป็นไม้ต้นก็อาจจะมีความเหมาะสมเป็นพืชอาศัยในแปลงปลูกจึงต้องมีการคัดเลือกและศึกษาชนิด

พันธุ์พืชอาศัยที่เหมาะสมต่อไป ในประเทศจีน Liu and Xu (2009) ได้รายงานว่าชนิดพืชล้มลุก

ื่
Brickellia eupatorioides (ชอพ้อง Kuhnia rosmarinifolia) วงศ์ Asteraceae เป็นพืชอาศัยระยะแรกที่

ดีที่สุดต่อการเติบโตของกล้าไม้หอมแก่นจันทน์ ชนิดนี้ไม่พบการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยแต่เมือ
พิจารณาเป็นชนิดพืชที่อยู่ในวงศ์ ทานตะวัน (Asteraceae) พืชในสกุลนี้ที่ขึ้นอยู่ในประเทศไทยจึง

อาจเป็นชนิดตัวเลือกของการศึกษาครั้งต่อไป การศึกษานอกจากนี้ยังได้มีการรายงานของ Ral
(1990) ไว้ว่าพันธุ์ไม้ดิบแล้งที่เหมาะสมในการน ามาเป็นพืชอาศัยในระยะแรกได้แก่ Terminalia

tomentosa, T. chebula, Anogiessus latifolia, Sapindus trifoliatus, Diospyros melanoxylon,

Albizzia lebbek, A. odoratissima, A. amara, Chloroxylon swietenia, Feronia elephantum,
Limonia acidissima, Zizyphus xylopyrus, Grewia tilaefolia, Bridelia retusa, Ixora parviflora,

Pterocarpus marsupium, Dendrocalamus strictus, Bauhinia racemosa, Acacia sundra เป็นต้น


ซึ่งล้วนแต่เป็นไม้ต่างประเทศหรือไม้ยืนต้นที่โตชา ดังนั้นจากการศึกษานี้พบว่าผักเป็ดแดงเป็นพืช
อาศัยในระยะแรก (Primary host) ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งนอกจากให้การเติบโตดีที่สุดแล้ว ยังง่ายต่อ

การขยายพันธุ์ได้เร็วด้วย แต่ในอนาคตจึงควรมีการศึกษาชนิดพันธุ์พืชที่เหมาะสมต่อการเป็นพืช


อาศัยจึงต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อการส่งเสริมการเติบโตของไม้หอมแก่นจนทน์ต่อไป


ในส่วนของการศึกษาการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการปักชายอดและการตอนกิ่ง

ยังไม่ประสบความส าเร็จ เนืองจากยอดที่น ามาปักชาและตอนกิ่งไม่มีรากและแห้งตายลงทั้งหมด


การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจึงต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่เหมาะสมเพื่อการขยายพันธุ์แบบ
ไม่อาศัยเพศอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการศึกษาในปัจจัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

29



2. การปลูกและการเจรญเติบโตไม้หอมแก่นจันทน ์


2.1 คุณสมบัติบางประการของดิน


การศึกษาคุณสมบัติบางประการทางฟิสิกส์และทางเคมีของดินนั้น ได้ด าเนินการ

เพื่อให้ทราบลักษณะของดินที่ไม้หอมแก่นจันทน์สามารถเติบโตได้และขึ้นอยู่ได้นั้นมีลักษณะ

คุณสมบัติทางเคมีและทางฟิสิกส์เป็นอย่างไรเพื่อจะได้เป็นข้อมูลพื้นฐานไว้ส าหรับการเปรียบเทียบ
การเติบโตในดินแต่ละตัวอย่างและใชเป็นข้อมูลในการพิจารณาคุณสมบัติดินเพื่อใชประโยชน์ใน


การส่งเสริมการปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ต่อไป วิธีการศึกษาโดยด าเนินการสุ่มตัวอย่างดิน จ านวน

3 ตัวอย่าง ในแต่ละตัวอย่างแบ่งเก็บตัวอย่างในระดับความลึก 2 ระดับ คือ 0 – 15 เซนติเมตร

และ 15 – 30 เซนติเมตร เพื่อหาค่าเฉลี่ยคุณสมบัติบางประการของดินที่ไม้หอมแก่นจันทน์ขึ้นอยู่
ซึ่งจากผลของการศึกษาพบว่าที่ระดับความลึกของดิน 0 – 15 เซนติเมตร ทั้ง 3 ตัวอย่างนั้น มี

คุณสมบัติทางฟิสิกส์โดยมีค่าเฉลี่ยของ Sand เท่ากับ 86 Silt เท่ากับ 6 และ Clay เท่ากับ

8 เปอร์เซ็นต์ ตามล าดับ และที่ระดับความลึกของดิน 15 – 30 เซนติเมตร มีค่าเฉลี่ยของ Sand
เท่ากับ 87.6 Silt เท่ากับ 4.6 และ Clay เท่ากับ 7.6 เปอร์เซ็นต์ ตามล าดับ ซึ่งทั้งสองระดับความลึก


ของดินทั้ง 3 ตัวอย่างนั้นมีคุณลักษณะเนือดินแบบเดียวกัน คือดินทรายร่วน (Loamy sand)
(Table 6)


คุณสมบัติทางเคมีของดินในระดับความลึก 0 – 15 เซนติเมตร มีค่าเฉลี่ยของ pH

เท่ากับ 7.27, OM เท่ากับ 1.91 เปอร์เซ็นต์, C เท่ากับ 1.24 เปอร์เซ็นต์, N เท่ากับ 0.15 เปอร์เซ็นต์,

P เท่ากับ 24.47 (mg/kg), K เท่ากับ 91.86 (mg/kg), Ca เท่ากับ 712.2 (mg/kg) และ Mg เท่ากับ

57.85 (mg/kg) ตามล าดับ ส่วนในระดับความลึก 15 – 30 เซนติเมตร มีค่าเฉลี่ยของ pH เท่ากับ
6.31 OM เท่ากับ 0.56 เปอร์เซ็นต์, C เท่ากับ 0.48 เปอร์เซ็นต์, N เท่ากับ 0.09 เปอร์เซ็นต์, P เท่ากับ

5.15 (mg/kg), K เท่ากับ 53.72 (mg/kg), Ca เท่ากับ 331.0 (mg/kg) และ Mg เท่ากับ 31.56

(mg/kg) ตามล าดับ (Table 7)

30


Table 6 Some physical properties of Soil in Santalum album plantation



Soil Composition
Simple Soil depth (cm)
%Sand %Silt %Clay Texture
0-15 cm 86 6 8 Loamy sand
1
15-30 cm 88 4 8 Loamy sand
0-15 cm 85 7 8 Loamy sand
2
15-30 cm 88 4 8 Loamy sand
0-15 cm 87 5 8 Loamy sand
3
15-30 cm 87 6 7 Loamy sand

0-15 cm 86 6 8 Loamy sand
Average
15-30 cm 87.6 4.6 7.6 Loamy sand


Table 7 Some chemical properties of Soil in Santalum album plantation



Soil Depth % %Total P K Ca Mg
Simple pH
(cm) OM C N (mg/kg) (mg/kg) (mg/kg) (mg/kg)

0-15 cm 7.26 2.83 1.72 0.19 39.53 85.14 1,034.80 100.40
1
15-30 cm 6.86 0.74 0.58 0.10 4.70 73.68 375.20 48.70
0-15 cm 6.19 2.13 1.57 0.19 21.32 102.82 827.40 46.08
2
15-30 cm 6.23 0.47 0.43 0.09 2.49 33.78 253.40 18.04
0-15 cm 5.36 0.77 0.44 0.09 12.58 87.64 274.40 27.08
3
15-30 cm 5.84 0.49 0.44 0.08 8.28 53.70 364.40 28.96

0-15 cm 6.27 1.91 1.24 0.15 24.47 91.86 712.2 57.85
Average
15-30 cm 6.31 0.56 0.48 0.09 5.15 53.72 331.0 31.56


จากผลการศึกษาคุณสมบัติบางประการทางฟิสิกส์และทางเคมีของดิน ในแปลงปลูกไม้
หอมแก่นจันทน์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น สรุปได้ว่า ดินมีลักษณะทั่วไปแบบดินทรายร่วน


(Loamy sand) เป็นดินเนือละเอียดปานกลาง ดินระบายน้ าได้ดีปานกลาง มีคุณสมบัติเป็นกรด
อ่อนๆ (pH เฉลี่ย 6.29) โดยจากรายงานของ Applegate (1990) พบว่า Santalum album สามารถ


เติบโตได้ดีในดินร่วนปนเหนียว (Sandy clay) ซึ่งเป็นเนือละเอียด แสดงให้เห็นว่าไม้หอมแก่นจันทน์
นั้นสามารถเติบโตได้ในในดินที่มีลักษณะเป็นดินระบายน้ าได้ดีปานกลางจนถึงดินระบายน้ าดีและ

เป็นดินที่มีการสะสมแร่ธาตุอาหารพืช และนอกจากนี้มีค่า pH ของดินที่เหมาะสมกับการเติบโต

31



ของไม้หอมแก่นจันทน์ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ มีค่าอยู่ในชวง 5.36 – 7.26 สอดคล้องกับการ
รายงานของ Solanki et al. (2014) มีค่า pH เหมาะสมอยู่ในช่วง 5.6 – 6.0 และ 7.6 – 7.8



2.2 การเจริญเติบโตไม้หอมแก่นจันทนที่อายุ 1 – 10 ปี


จากการศึกษาการทดลองปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เมื่อปี พ.ศ. 2539 พบว่ามีการเจริญเติบโตดี เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง ซึ่งได้ติดตามวัดข้อมูลการ

เจริญเติบโตทั้งทางด้านความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับโคนต้น และเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก

ตั้งแต่ 1 – 10 ปี พบว่า มีความสูงเฉลี่ยในปีแรกเท่ากับ 0.89 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางโคนต้นเฉลี่ย

เท่ากับ 1.32 เซนติเมตร ส่วนในปีที่ 5 พบว่าความสูงเฉลี่ยเท่ากับ 4.9 เมตร เพิ่มขึ้น 4.01 เมตร
และเส้นผ่านศูนย์กลางโคนต้นเฉลี่ยเท่ากับ 10.10 เซนติเมตร เพิ่มขึ้น 8.78 เซนติเมตร และมีความ


สูงที่ระดับความสูงเพียงอกเฉลี่ย 6.42 เซนติเมตร ตามล าดับ และเมือวัดการเติบโตที่อายุ 10 ปี
พบว่า มีความสูงเท่ากับ 6.68 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางที่โคนต้นเฉลี่ย 13.45 เซนติเมตร และ

เส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกเท่ากับ 9.47 เซนติเมตร ตามล าดับมีอัตราการเติบโตทางความโตที่เส้น
ผ่านศูนย์กลางเพียงอก เท่ากับ 0.947 เซนติเมตรต่อปี และมีอัตราการเติบโตทางความสูงเท่ากับ

0.668 เมตรต่อปี ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไม้โตเร็ว (Figure 5) ซึ่งสามารถน ามาสร้างสมการการเติบโตได้

ดังนี ้


การเติบโตทางด้านความสูง y = 2.6959Ln(x) + 0.4182
2
R = 0.9818

การเติบโตเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับโคนต้น y = 5.8047Ln(x) + 0.4874
2
R = 0.9826
การเติบโตส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก y =4.518Ln(x) +1.0082
2
R = 0.9712

32



















Figure 6 Growth of Santalum album on Prachuab Khiri Khan Silviculture Research



การใช้ประโยชน์จากไม้หอมแก่นจันทน์จะใชในรูปแบบของไม้สด คือ การกลั่นน้ ามัน

ั่
หอมระเหยจะใชไม้สด ซึ่งจากการทดลองชงหาน้ าหนักสดของไม้หอมแก่นจันทน์ที่ขนาดความโต
ต่างกัน (Table 8)


Table 8 Fresh weight of Santalum album 10 years



No. DBH (cm) Leaf weight (kg) branch (kg) stem (kg) Total (kg)
1 3.5 1.8 2.2 3.6 7.6
2 9.4 1.5 28 28.8 71.8
3 15.3 16.6 47.9 71.4 135.9
Average 9.4 11.13 26.03 34.6 71.76



จาก Table 8 จะเห็นได้ว่าน้ าหนักสดของไม้หอมแก่นจันทน์เมืออายุ 10 ปีที่ปลูกใน
พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีค่าเฉลี่ยทั้งต้นเท่ากับ 71.76 กิโลกรัม ซึ่งแยกเป็นน้ าหนักสดของล า
ต้น, กิ่ง และใบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 34.6, 26.03 และ 11.13 กิโลกรัมตามล าดับ ซึ่งการซื้อขายของ


ไม้หอมแก่นจันทน์นั้น นิยมซื้อขายเนือไม้ซึ่งเป็นน้ าหนักสดของล าต้น ใชในการแกะสลักจะมีราคา

สูงมาก และรองลงมา คือกิ่งแก่ที่มีกลิ่นหอม ซึ่งจะน าไปใช้ในการกลั่นน้ ามันหอมระเหย นอกจากนี้

แล้วยังนิยมใชส่วนของรากเพื่อการกลั่นน้ ามันหอมรเหยอีกด้วย แต่จากการศึกษายังไม่ได้ศึกษา

น้ าหนักของรากซึ่งเนื่องจากทางผู้ศึกษาได้ปล่อยรากทิ้งไว้เพื่อสังเกตการแตกหน่อของไม้หอมแก่น

จันทน์ต่อไป

33


จากการตัดไม้หอมแก่นจันทน์ จ านวน 3 ต้น อายุ 10 ปี พบว่าทุกขนาดของล าต้น

ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ มีแก่นแล้วและมีกลิ่นหอมจึงเป็นที่มาของการศึกษาหาวิธีการ
กลั่นน้ ามันหอมระเหยต่อไป



3. การเจริญเติบโตและผลผลิตมวลชีวภาพไม้หอมแก่นจันทน์อายุ 15 ปี



เมือไม้หอมแก่นจันทน์อายุ 15 ปี จึงได้มีการศึกษาการเติบโตและการกลั่นน้ ามันหอม

ระเหย ท าโดยการวัดการเติบโตเมือไม้หอมแก่นจันทน์ พบว่าไม้หอมแก่นจันทน์มีความสูงเฉลี่ย
เท่ากับ 11.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกเฉลี่ยเท่ากับ 8.95 เซนติเมตร ซึ่งจากการนับจ านวน

ต้นไม้ทุกต้นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (DBH) ตั้งแต่ 3.8 – 18.3 เซนติเมตร ได้จ านวนไม้
หอมแก่นจันทน์ 182 ต้น การกระจายของข้อมูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก และได้ก าหนด

อันตรภาคชั้นชั้นขนาด 3 ชั้น (Table 9)



Table 9 Class interval example from biomass of Santalum album Linn.


Diameter at breast height (cm.) Number of tree (Frequency)

3.8-8.6 91
8.6-13.4 74
13.4-18.3 17


จากข้อมูลจ านวนไม้ในชั้นขนาด 3.8 – 8.6 เซนติเมตร มีจ านวนต้นมากที่สุด เท่ากับ 91 ต้น

ขนาด 8.6 – 13.4 เซนติเมตร มีจ านวนต้นรองลงมาเท่ากับ 74 ต้น และจ านวนไม้ในชั้นขนาด
13.4 – 18.3 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่โตที่สุด มีจ านวนต้นน้อยที่สุด เท่ากับ 17 ต้น



ั้
ั้
คัดเลือกต้นไม้ตัวอย่างในแต่ละชนขนาด ตามจ านวนของต้นไม้ตัวอย่างในชนขนาดนั้น ๆ
ได้ไม้ตัวอย่างแต่ละชน (Table 9) ท าการล้มไม้ตัวอย่างที่ท าการคัดเลือก (Table 10) พร้อมทั้ง
ั้
บันทึกมิติต่าง ๆ ของต้นไม้ตัวอย่าง แล้วน าตัวอย่างของล าต้น กิ่ง ใบ ไปอบแห้งที่อุณหภูมิ 80

องศาเซลเซียส ต่อเนื่องเป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง เพื่อหาค่าน้ าหนักแห้ง (Table 11)

34


Table 10 Data size of example each size



Class size (cm.) Number of trees Diameter at breast height (cm)
3.8-8.6 2 5.2
8.0
8.6-13.4 2 9.1
10.0
13.4 – 18.3 1 15


Table 11 Diameter at breast height and weight of each example


Dry weight (kg)
No. Diameter at breast height (cm)
Stem (W ) Branch (W ) Leaf (W)
l
b
s
1 8 2.68 2.09 0.63
2 10 3.52 2.18 0.99
3 15 22.80 2.59 1.31



การศึกษาพบว่า ไม้หอมแก่นจันทน์ต้นที่มีขนาดเล็กมีมวลชวภาพน้อยกว่าทั้งในด้านมวล
ชีวภาพล าต้น กิ่ง และใบ แต่เนื้อไม้มีแก่นละมีกลิ่นหอมทุกต้น ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่ากลิ่นหอม
ของไม้หอมแก่นจันทน์นั้นขึ้นอยู่กับอายุ และการเกิดแก่นไม่สัมพันธ์กับขนาดความโตของล าต้น



โดยจากการศึกษาผลผลิตมวลชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์เมืออายุ 15 ปีนั้น


เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากการตัดต้นไม้หอมแก่นจันทน์มาเพื่อศึกษาในการทดลองกลั่นน้ ามัน ทั้งนี้

เนืองจากไม้หอมแก่นจันทน์ไม่ได้เป็นไม้ถิ่นเดิมในประเทศไทย ทางผู้ศึกษาได้รับเมล็ดไม้เพียง
จ านวนหนึ่ง (ประมาณ 200 กรัม) ซึ่งได้น ามาทดสอบการเพาะเมล็ดจนได้วิธีการที่เหมาะส าหรับ

เพาะเมล็ดที่เหมาะสม แล้วได้มีการน ากล้าไม้หอมแก่นจันทน์ปลูกเป็นแปลงทดลอง แปลงทดลอง
ปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ดังกล่าวจึงเป็นแปลงแรกและแปลงเดียวที่มีอยู่ในประเทศไทยในขณะนั้น

ปริมาณต้นก็มีจ านวนน้อยมากคือ 183 ต้น จึงเป็นต้นที่ต้องเก็บรักษาไว้เพื่อติดตามการเติบโต การ

ออกดอก ออกผล เป็นแหล่งพันธุกรรม ตลอดจนการพัฒนาของแก่นและปริมาณน้ ามันหอมระเหย
ต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนการเก็บข้อมูลโดยใชจ านวนต้นที่น้อยที่สุดเท่าที่จะ

สามารถท าได้ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ได้วางแผนก าหนดตัดไม้จ านวน 5 ต้น ตามอันตรภาคชน ที่ขนาด
ั้
ความโตเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกต่างกันคือ 5.1, 8.0, 9.1, 10.0 และ 15 เซนติเมตร ตามล าดับ
(Table 10) แต่เมื่อได้ด าเนินการตัดต้นไม้เพื่อเก็บข้อมูลทั้ง 5 ต้นนั้นปรากฏว่า ต้นที่มีขนาดความโต

35



เส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก 5.2 และ 9.1 เซนติเมตร ล าต้นในส่วนที่เป็นแก่นนั้นกลวง เนืองจากมี
การถูกท าลายของโรคและแมลงซึ่งสาเหตุมาจากการเจาะล าต้นเพื่อเอาแก่นมาศึกษาน้ ามันหอม

ระเหยเมือ 3 ปีที่ผ่านมาจนล าต้นกลวงเกือบตลอดล าต้น (Figure 7) ไม่สามารถน ามาหาน้ าหนัก
ของล าต้นที่ถูกต้องได้ จึงได้ตัดข้อมูลของต้นไม้หอมแก่นจันทน์ทั้งสองต้นนี้ออกไป จึงท าให้เหลือ


ต้นไม้หอมแก่นจันทน์ที่ตัดมาและชั่งน้ าหนักสดเพื่อมาค านวณหามวลชวภาพได้เพียง 3 ต้น ที่ขนาด
ความโตเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกเท่ากับ 8.0, 10.0 และ 15.0 ตามล าดับ ซึ่งได้น ามาใชเป็น

ตัวแทนของอันตรภาคชั้นความโตขนาดเล็ก ขนาดกลาง และ ขนาดใหญ่ ตามล าดับ































Figure 7 การตัดไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อน ามาหามวลชีวภาพ

(A) และ (C) ตัวอย่างไม้ที่ได้คัดเลือกเพื่อน ามาหามวลชีวภาพ

(B) และ (D) ไม้หอมแก่นจันทน์ที่ถูกท าลาย

(E) หนอนของแมลงที่เข้าท าลายแก่นหอมแก่นจนทน์


36





การศึกษามวลชวภาพของต้นไม้โดยทั่วไปแล้ว (ชงชย, 2545) ได้ก าหนดไว้ว่าให้เลือกต้นที่
สามารถเป็นตัวแทนได้ จ านวนต้นยิ่งมีปริมาณมากยิ่งท าให้ความแม่นย าของการสร้างสมการ
ื่
แอลโลเมตรี ถูกต้องและน่าเชอถือมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจ ากัดในด้านต่าง ๆ เชน เวลา

งบประมาณ และจ านวนต้นไม้ที่สามารถตัดได้ ซึ่งน้อยที่สุดต้องไม่ต่ ากว่า 5 ต้น



จากความจ าเป็นและข้อจ ากัดดังกล่าวในการศึกษาไม้หอมแก่นจันทน์อายุ 15 ปีในครั้งนี้ได้

ใชข้อมูลเพียง 3 ต้นนั้นจึงไม่เพียงพอต่อการน ามาสร้างสมการแอลโลเมตรี ที่ถูกต้องแม่นย า

ตลอดจนไม่สามารถน ามาใช้เป็นสมการที่ค านวณหามวลชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์ที่ถูกต้องได้
ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยการวางแผนการศึกษาเพื่อหาสมการมวลชวภาพของไม้หอมแก่น

จันทน์ขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์ โดยการปลูกทดลองใหม่ ส าหรับการศึกษาครั้งต่อไป ต้องใชระยะเวลา

ยาวนาน ดังนั้นจึงตัดสินใจน าข้อมูลจากไม้หอมแก่นจันทน์จ านวน 3 ต้นนี้มาศึกษาผลผลิตมวล

ชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นและเป็นค่าที่ใชส าหรับการประมาณข้อมูล


เบื้องต้นอย่างหยาบๆก่อน เพื่อใช้ประกอบการศึกษาในครั้งนี้และน าไปสู่การเปรียบเทียบการศึกษา
ในครั้งต่อ ๆ ไปได้



ผลการศึกษาผลผลิตมวลชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์อายุ 15 ปี ที่สถานีวนวัฒนวิจัย
ประจวบคีรีขันธ์ พบว่าต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก 8.0 เซนติเมตร มีปริมาณผลผลิต

มวลชวภาพของล าต้น กิ่ง และใบมีค่าเท่ากับ 2,68, 2.09 และ 0.63 กิโลกรัมตามล าดับ ต้นไม้ที่มี


ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก 10.0 เซนติเมตร มีปริมาณผลผลิตมวลชวภาพของล าต้น กิ่ง และ
ใบมีค่าเท่ากับ 3,52, 2.18 และ 0.99 กิโลกรัมตามล าดับ ส่วนต้นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
เพียงอก 15 เซนติเมตร มีปริมาณผลผลิตมวลชวภาพของล าต้น กิ่ง และใบมีค่าเท่ากับ 22,80,

2.59 และ 1.31 กิโลกรัมตามล าดับ (Table 11)


จากการสังเกตข้อมูลผลผลิตมวลชวภาพน้ าหนักแห้งของล าต้น ต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่าน

ศูนย์กลางเพียงอก 8.0, 10.0 และ 15.0 เซนติเมตร มีน้ าหนักแห้งของล าต้น เท่ากับ 2,68, 3.52

และ 22.80 กิโลกรัมตามล าดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าขนาดของล าต้นที่เส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก 15.0
เซนติเมตร มีน้ าหนักแห้งของล าต้นมากเป็น 6.47 และ 8.50 เท่าของน้ าหนักแห้งของล าต้นที่มีเส้น

ผ่านศูนย์กลางเพียงอก 10.0 และ 8.0 เท่าตามล าดับ สร้างสมการ แต่ไม่สามารถน ามาสร้าง

สมการแอลโลเมตรีเพื่อใชในการค านวณหาผลผลิตมวลชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์ ในพื้นที่ต่อ


ไร่หรือแฮกแตร์ได้ หากใช้ค านวณก็จะเป็นข้อมูลที่หยาบมาก หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องจึงจะต้อง
มีการวางแผนการศึกษาในครั้งต่อไป ซึ่งทางสถานีวนวัฒนวิจัยได้น าเมล็ดไม้จากต้นเดิมนี้มาเพาะ

37


ขยายพันธุ์ และปลูกเป็นแปลงทดลองวางแผนการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ถูกต้อง และจ านวน


ต้นเพียงพอต่อการศึกษาวิจัยในด้านการเติบโตและผลผลิตมวลชวภาพของไม้หอมแก่นจันทน์ใน
อายุต่าง ๆ แล้วซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 10 – 15 ปีต่อจากนี้ไป



เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งส าหรับข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ แต่ด้วยข้อจ ากัดและความ
เป็นอย่างยิ่ง จึงสามารถด าเนินการทดลองและได้ข้อมูลตามที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จึงขอ


อนุญาตตัดข้อมูลในส่วนของสมการแอลโลเมตรีและการค านวณผลผลิตมวลชวภาพของไม้หอม
แก่นจันทน์ออกจากผลการทดลอง ซึ่งจะขอใช้ผลการทดลองของมวลชวภาพรายต้น จ านวน 3 ต้น

เท่านั้น เพื่อใช้เป็นค่าสังเกต


จากการตัดไม้หอมแก่นจันทน์มาศึกษาปริมาณน้ ามันหอมระเหยในระดับความสูงของล า

ต้นที่ระดับต่างกันโดยจากชิ้นตัวอย่าง การกลั่นน้ ามันจากชิ้นตัวอย่าง ตั้งแต่ ราก และล าต้นที่มี
ความสูงตั้งแต่ 0 – 0.30 เมตร 0.30 – 1.30 เมตร 1.30 – 2.30 เมตร 2.30 – 3.30 เมตร 3.30 –

4.30 เมตร 4.30 – 5.30 เมตร 5.30 – 6.30 และ 6.30 – 7.30 เมตรนั้น พบว่ามีปริมาณน้ ามันหอม

ระเหย 1.18, 1.33, 1.60, 0.75, 0.44, 0.25, 0.12, 0.09 และ 0.04 เปอร์เซ็นต์ตามล าดับ (Table 12)
แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ ามันหอมระเหยในแก่นของไม้หอมแก่นจันทน์นั้นมีปริมาณมากที่สุด

บริเวณโคนต้นและในราก ซึ่งปริมาณลดลงตามความสูงของล าต้น สอดคล้องกับการศึกษาของ

Subasinghe and Hettiarachchi (2013) พบว่าไม้หอมแก่นจันทน์อายุประมาณ 15 ปีมีปริมาณ

น้ ามันหอมระเหยมากสุดในราก (ที่ระดับความลึกจากดินลงไป 0 – 150 มิลลิเมตร) ค่อยๆลดลง
ตามความสูงของไม้หอมแก่นจันทน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีปริมาณน้อยที่สุดที่ระดับความสูงจากดินสูงสุด

15 เมตร โดยจะมีการผันแปรของปริมาณน้ ามันและสัดส่วนของน้ ามันในเนือไม้นั้นตามลักษณะ


ภูมิศาสตร์ และพันธุกรรม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับการรายงานในชนิดอื่น ๆ เชน S. spicatum
มีแนวโน้มปริมาณน้ ามันหอมระเหยลดลงตามความสูงของท่อนไม้ที่สูงขึ้นเชนเดียวกัน

(Moretta et al., 2001)

38


Table 12 Properties of Santalum album Linn. essential oil in each example



Ordinal No. Sample DBH 15 cm. Ave. yield (%) Remark
1 ราก 1.18 –
2 ความสูงที่ระดับชิดดิน 1.33 –

0 – 0.30 เมตร
3 0.30 – 1.30 เมตร 1.60 –

4 1.30 – 2.30 เมตร 0.75 –
5 2.30 – 3.30 เมตร 0.44 –
6 3.30 – 4.30 เมตร 0.25 –

7 4.30 – 5.30 เมตร 0.12 –
8 5.30 – 6.30 เมตร 0.09 –

9 6.30 – 7.30 เมตร 0.04 –


4. คุณสมบัติน้ ามันหอมระเหยไม้หอมแก่นจันทน ์




4.1 ผลของการสกัดไม้หอมแก่นจันทนและคุณสมบัติของน้ ามันหอมระเหย

ผลของการสกัดน้ ามันหอมระเหยจากกระพี้ แก่น และรากไม้หอมแก่นจันทน์จาก

สถานีวนวัฒนวิจัยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่อายุประมาณ 15 ปี ซึ่งเป็นไม้ที่มีต้นก าเนิดจาก

ประเทศอินโดนีเซีย และแก่นไม้หอมแก่นจันทน์จากศูนย์วิจัยผลิตผลป่าไม้จังหวัดนครราชสีมา ที่
อายุประมาณ 13 ปี ซึ่งคาดว่าเป็นไม้ที่มีต้นก าเนิดจากประเทศอินเดีย ได้แสดงไว้ใน Table 13

พบว่า ไม่มีน้ ามันในส่วนของกระพี้ น้ ามันจากรากจะมีสีเหลืองอ่อน น้ ามันจากแก่นมีสีเหลือง

และมีกลิ่นหอมทั้งสองส่วน ปริมาณน้ ามันของแก่นไม้จากประจวบคีรีขันธ์สูง 30 – 130 เซนติเมตร

จากพื้นมีมากที่สุดที่ร้อยละ 1.60 รองลงมา คือสูง 0 - 30 เซนติเมตรจากพื้นมีร้อยละ 1.33 และ
รากมีร้อยละ 1.18 ส่วนแก่นไม้จากนครราชสีมาสูง 0 - 100 เซนติเมตรจากพื้นมีน้ามันน้อยที่สุด

ร้อยละ 1.09 ทั้งนี้เนืองจากไม้จากนครราชสีมามีอายุน้อยกว่าจากประจวบคีรีขันธ์ การสร้างแก่น

และสารหอมจึงมีปริมาณน้อยกว่าซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยที่ว่าปริมาณน้ามันหอมระเหย

จากไม้หอมแก่นจันทน์ขึ้นกับอายุของต้นไม้ (Shankarnarayana and Kamala, 1989) ค่าของความ
ถ่วงจ าเพาะและค่าดัชนีหักเหของน้ามันจากทั้ง 2 แหล่งมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน

39


Table 13 Moisture content and physical properties of Santalum album essential oil



Sample Color Yield (%) Specific gravity Refractive
index
Root,Prachaup Khiri Khan Pale yellow 1.18 0.9778 1.5065
Sapwood, Prachaup Khiri Khan - 0 - -

Heartwood, 0-30 cm. above ground, Pale yellow 1.33 0.9726 1.5060

Prachaup Khiri Khan
Heartwood, 30-130 cm. above ground, Yellow 1.60 0.9738 1.5079
Prachaup Khiri Khan
Sapwood, Nakhon Ratchasima - 0 - -


Heartwood, 0-100 cm. above ground, Yellow 1.09 0.9684 1.5047
Nakhon Ratchasima



การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ ามันหอมระเหยแก่นจันทน์ด้วย GC-MS
จะพิจารณาเฉพาะ santalol ที่เป็นองค์ประกอบหลักที่ส าคัญ ผลการทดลอง (Table 13 และ Table

14) พบว่า santalol มีลักษณะการจัดเรียงตัวของโครงสร้างทางเคมีต่างกัน 2 แบบ คือ α-santalol

และ β-santalol น้ามันหอมระเหยจากนครราชสีมาให้ปริมาณของ α-santalol และ β-santalol
มากที่สุดร้อยละ 53.15 และ 28.77 รวมเป็น santalol ร้อยละ 81.92 รองลงมาเป็นน้ ามันหอม

ระเหยรากไม้ประจวบคีรีขันธ์ร้อยละ 47.80 และ 25.33 รวมเป็น santalol ร้อยละ 73.13 น้ ามันหอม

ระเหยจากแก่นไม้ประจวบคีรีขันธ์สูงจากพื้น 0 – 30 เซนติเมตร มี α-santalol ร้อยละ 44.69 และ

β-santalol ร้อยละ 22.98 รวมเป็น santalol ร้อยละ 67.67 และน้ ามันที่ได้จากแก่นไม้สูง 30 – 130
เซนติเมตรจากพื้นมี α-santalol ร้อยละ 37.79 และ β-santalol ร้อยละ 21.40 รวมเป็น santalol

ร้อยละ 61.19 จะเห็นได้ว่า ปริมาณน้ ามันหอมระเหยที่ได้จากไม้หอมแก่นจันทน์นครราชสีมามีค่า

น้อยที่สุดเพียงร้อยละ 1.09 แต่กลับมีปริมาณ santalol มากที่สุดร้อยละ 81.92 จากผลการศึกษา

ปริมาณน้ ามันที่รากและล าต้นค่อนข้างน้อย เมือเทียบกับการศึกษาของไม้หอมแก่นจันทน์ที่อายุ 15 ปี


เท่ากันของ Subasinghe andHettiarachchi (2013) แต่ทั้งนี้เมือพิจารณาถึงปริมาณสารเคมีที่ส าคัญและ
บ่งบอกถึงคุณภาพของน้ ามันหอมระเหย (α-santalol และ β-santalol) กลับมีในปริมาณที่สูงมากกว่า

โดยจากการรายงาน ปกติปริมาณ α-santalol จะมีร้อยละ 45 – 55 และ β-santalol จะมีร้อยละ 16

– 24 (Butaud, 2015) ดังนั้น ปริมาณน้ ามันที่สกัดได้จะมีมากหรือน้อยยังไม่สามารถใชเป็นปัจจัยใน
การตัดสินชี้ชดได้ว่าดีหรือไม่ จึงต้องมีการศึกษาวิเคราะห์หาปริมาณของสารสกัดของสารเคมีที่

เป็นองค์ประกอบส าคัญด้วยเพื่อน ามาสรุปให้ได้ว่าเป็นน้ ามันมีคุณภาพที่ดี

40


Table 14 Major chemical compositions of Santalum album essential oil



Sample Percent Area
α-santalol β-santalol Total santalol
Root, Prachaup Khiri Khan 47.80 25.33 73.13

Heartwood, 0-30 cm. above ground, 44.69 22.98 67.67

Prachaup Khiri Khan
Heartwood, 30-130 cm. above ground, 39.79 21.40 61.19

Prachaup Khiri Khan
Heartwood, 0-100 cm. above ground, 53.15 28.77 81.92

Nakhon Ratchasima


องค์ประกอบทางเคมีที่ส าคัญของน้ ามันหอมระเหยแก่นจันทน์นั้นคือ Santalol ซึ่งจากการ

วิเคราะห์ปริมาณสาร Santalol จากน้ ามันไม้หอมแก่นจันทน์ที่ปลูกในจังหวัดนครราชสีมามีปริมาณ

น้ ามันหอมระเหยมีสารส าคัญมากกว่าแก่นไม้จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้นควรมีการศึกษา
เพิ่มเติมให้ได้ผลเป็นที่น่าประจักว่าสาเหตุนี้เนื่องจากความผันแปรพันธุกรรมของไม้หอมแก่นจันทน์

หรือจากปัจจัยแวดล้อมหรือความแตกต่างของภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อคุณภาพหรือปริมาณน้ ามัน

หอมระเหยอย่างที่มีการศึกษา (Subasinghe et al, 2013) การศึกษาควรศึกษาโดยการเก็บ
พันธุกรรมของไม้ทั้งสองแหล่งนี้มาปลูกทดลองในที่เดียวกันเพื่อศึกษาถึงความผันแปรทาง

พันธุกรรม หรือสภาพแวดล้อม ซึ่งจะเป็นข้อมูลส าคัญในการศึกษาต่อไป



4.2 ผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของนามันหอมระเหย



ผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ ามันหอมระเหยแก่นจันทน์ได้แสดงไว้ใน

Table 15 โดยแสดงในรูปของ ED (50 % Effective Dose) หมายถึงปริมาณสารที่ท าลายอนุมูล
50
อิสระได้ร้อยละ 50 จะเห็นว่า น้ามันหอมระเหยจากแก่นไม้หอมแก่นจันทน์นครราชสีมาสูง

0 – 100 เซนติเมตรจากพื้นมีค่าสูงที่สุด ED 3 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ในขณะที่ส่วนของรากใช ้
50
ปริมาณน้ ามันมากกว่าเท่าตัว คือ ED 6 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ส่วนน้ ามันหอมระเหย แก่นจันทน์
50
จากประจวบคีรีขันธ์สูง 0 – 30 เซนติเมตร และ 30 – 130 เซนติเมตรจากพื้น มีค่า ED ใกล้เคียง
50
กัน คือ 10.3 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และ 10.2 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร จะเห็นได้ว่าส่วนของไม้ที่มี santalol
สูง ก็จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงตามไปด้วย (Butaud, 2015) และจัดได้ว่าน้ ามันแก่นจันทน์มีฤทธิ์

41



ต้านอนุมูลอิสระที่ดี สามารถน าไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บ ารุงผิวพรรณและเครืองส าอางเพื่อลด
อนุมูลอิสระได้


Table 15 Antioxidant activity of Santalum album essential oil



Sample Antioxidant activity ED 50
(mg/ml)
Root, Prachaup Khiri Khan 6
Heartwood, 0-30 cm. above ground, Prachaup Khiri Khan 10.3

Heartwood, 30-130 cm. above ground, Prachaup Khiri Khan 10.2
Heartwood, 0-100 cm. above ground, Nakhon Ratchasima 3


4.3 ผลการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนสและฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียของน้ ามัน

หอมระเหย



การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนสของน้ ามันหอมระเหยแก่นจันทน์จาก

ประจวบคีรีขันธ์สูง 30 – 130 เซนติเมตรจากพื้นและนครราชสีมาสูง 0 - 100 เซนติเมตรจากพื้น
เปรียบเทียบกับ Kojic acid และ Arbutin (Table 16) พบว่าฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส ของ

ตัวอย่างทั้งสองชนิดมีค่าใกล้เคียงกัน คือ ปริมาณน้ ามันที่ต้องใชในการยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนสลง

ร้อยละ 50 (IC หรือ 50 % Inhibitory Concentration) เป็น 0.17 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และ 0.16
50
มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ซึ่งมีค่าน้อยกว่า Kojic acid และ Arbutin หลายเท่าตัว ทั้งนี้เป็นเพราะว่า




ตัวอย่างที่ใชในการทดลองเป็นน้ ามันหอมระเหย ไม่ใช santalol บริสุทธิ์ และน้ ามันที่ใชสกัดมาจาก
ต้นไม้หอมแก่นจันทน์ที่อายุเพียง 15 ปี และ 13 ปีเท่านั้น ปริมาณของ santalol ที่มีอยู่ในยังไม่ได้



ตามมาตรฐานการใชงานด้านเครืองส าอางตามที่ก าหนด อย่างไรก็ตาม สามารถประยุกต์ใชใน
เครืองส าอางที่ชวยลดการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนังได้โดยเติมสารสกัดธรรมชาติจากพืชอื่นลงไป เพื่อ


เพิ่มประสิทธิภาพการยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส เชน สารสกัดอาร์บูติน (Arbutin) ที่สกัดได้จากพืช

พวกเบอร์รี่ต่าง ๆ เป็นต้น

42


Table 16 Tyrosinase inhibition activity of Santalum album essential oil



Sample Tyrosinase inhibition IC 50
mg/ml
Heartwood, 30-130 cm. above ground, Prachaup Khiri Khan 0.17 ± 0.09
Heartwood, 0-30 cm. above ground, Nakhon Ratchasima 0.16 ± 0.11

Kojic acid 0.0042 ± 0.0023

Arbutin 0.00036 ± 0.00024
Note: Data were expressed as mean SD of the three independent experiments


ผลการศึกษาฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (สาเหตุของโรคสิว) ของน้ ามัน

หอมระเหยแก่นจันทน์ได้ (Table 17) พบว่า น้ ามันแก่นจันทน์จากประจวบคีรีขันธ์สูง 30 - 130

เซนติเมตรจากพื้น และจาก นครราชสีมา สูง 0 – 100 เซนติเมตรจากพื้น มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียได้
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9.8 มิลลิเมตรและ10.3 มิลลิเมตร ที่ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร

ซึ่งน้อยกว่า erythromycin ที่ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 19.5 มิลลิเมตร ที่ความ

เข้มข้น 15 ไมโครกรัม/ไมโครลิตร ค่าการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของน้ามันมีค่าน้อยกว่า erythromycin

มาก ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเดียวกับฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส นอกจากนี้การรายงาน
ของ Solanki et al. (2014) ยังพบว่าสามารถยับยั้งแบคทีเรียชนิด Helicobacter pylori ซึ่งเป็นเชื้อ


สาเหตุที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ในกระเพาะแบบเรือรังและอาจจะเปลี่ยนเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
ได้จากการติดเชื้อ H. pylori ได้อีกด้วย


Table 17 Anti-bacteria activity against Propionibacterium acnes of Santalum album

essential oil by the disc diffusion method


Sample Tested amount (mg/ml) Diameter of the inhibition zone (mm.)

Heartwood, 30-130 cm. 0.01 0
above ground, Prachaup 0.10 8.2 ± 0.3
1.00 9.8 ± 0.3
Khiri Khan
Heartwood, 0-30 cm. 0.01 0

above ground, Nakhon 0.10 8.8 ± 0.3
1.00 10.3 ± 0.3
Ratchasima

Erythromycin 15 µg 19.5 ± 0.3

Solvent 10 µl 0

43


5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริม



การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมการศึกษาวิจัยให้ถึงประชาชนและสามารถน าไปใช ้
ประโยชน์ได้จริง ดังนั้นสถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงได้มีการ


ถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมมีการด าเนินการต่อเนืองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2558 ซึ่งผลการ

จัดการอบรม การปลูกและการใชประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการปลูก
การจัดการไม้เศรษฐกิจตลอดจนการกลั่นน้ ามันหอมระเหยและการท าผลิตภัณฑ์ให้กับเกษตรกร


เอกชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการส่งเสริมการปลูกป่า เผยแพร่ความรู้ด้านการใชประโยชน์ไม้
และผลิตผลจากไม้ เพื่อให้เกษตรกร ภาครัฐ และเอกชนได้น าความรู้ไปใชในการสร้างอาชพ และ


ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างภาครัฐ

ภาคเอกชน และเกษตรกรให้สามารถใชเป็นแนวทางในการประกอบอาชพได้ (Figure 8 – 10) โดย

มีผู้เข้าร่วมการอบรม การปลูกและการใชประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์ในปี พ.ศ.2557 การอบรม

และสร้างเครือข่ายการปลูกไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อเป็นไม้เศรษฐกิจจ านวน 3 รุ่น ฝึกอบรมหลักสูตร

“การปลูกและการใชประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์” ณ สถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อ าเภอ
เมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 3 - 6 มิถุนายน 2557 มีผู้เข้าฝึกอบรมจ านวน 29 คน เพศหญิง

14 คน (48.27%) เพศชาย 15 คน (51.72%) ส่วนใหญ่มีอายุ 51 ปีขึ้นไป 16 คน (55.17%)

รองลงมา 41 - 50 ปี 9 คน (31.03%) (Appendix Table 1 และ Appendix Figure 1)


ผลการฝึกอบรมหลักสูตร “การปลูกและการใช้ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์” ณ สถานี

วนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อ าเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 3 - 6 มิถุนายน 2557


1. ข้อมูลทั่วไปของผู้เข้าฝึกอบรม

1.1 เพศ หญิง 14 คน (48.27%) ชาย 15 คน (51.72%)


1.2 อายุ ต่ ากว่า 20 ปี 0 คน (0.00%) 20-30 ปี 2 คน (6.89%)
31-40 ปี 2 คน (6.89%) 41-50 ปี 9 คน (31.03%)

51 ปีขึ้นไป 16 คน (55.17%)


1.3 วุฒิการศึกษา ต่ ากว่าปริญญาตรี 18 คน (62.07%)
ปริญญาตรี 10 คน (34.48%)

สูงกว่าปริญญาตรี 1 คน (3.45%)

1.4 ต าแหน่งปัจจุบัน ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 6 คน (20.69%)

44


นักเรียน/นักศึกษา 1 คน (3.45%)

พนักงาน/เจ้าหน้าที่บริษัทเอกชน 2 คน (6.89%)

เกษตรกร 13 คน (44.83%)
ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการ 5 คน (17.24%)

อื่นๆ 2 คน (6.89%)


2. การประเมินการฝึกอบรม



ดีมาก ดี น้อย ไม่รู้
รายการประเมิน
(คน)(%) (คน)(%) (คน)(%) (คน)(%)

1. ความรู้และความเข้าใจในการฝึกอบรม
- ระดับความรู้ก่อนการฝึกอบรม 3 (10.34) 4 (13.79) 20 (68.97) 2 (6.90)

- ระดับความรู้หลังการอบรม 7 (24.14) 16 (55.17) 6 (20.69) 0 (0.00)
2. ความพึงพอใจ

- สถานที่สะอาดและมีความเหมาะสม 19 (65.52) 9 (31.03) 1 (3.45) 0 (0.00)
- ความพร้อมของอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ 15 (51.72) 10 (34.48) 4 (13.79) 0 (0.00)

3. สถานที่
- ระยะเวลาในการอบรมมีความเหมาะสม 17 (58.62) 11 (37.93) 1 (3.45) 0 (0.00)

- อาหาร มีความเหมาะสม 22 (75.62) 7 (37.93) 0 (0.00) 0 (0.00)
4. การประเมินวิทยากร

- การถ่ายทอดความรู้ของวิทยากรมีความชัดเจน 15 (51.72) 14 (48.28) 0 (0.00) 0 (0.00)
- ความสามารถในการอธิบายเนื้อหา 17 (58.62) 12 (41.38) 0 (0.00) 0 (0.00)
- การเชื่อมโยงเนื้อหาในการฝึกอบรม 12 (41.38) 14 (48.28) 3 (10.34) 0 (0.00)

- มีความครบถ้วนของเนื้อหาในการฝึกอบรม 14 (48.28) 12 (41.38) 3 (10.34) 0 (0.00)
- การใช้เวลาตามที่ก าหนดไว้ 16 (55.17) 11 (37.93) 2 (6.90) 0 (0.00)

- การตอบข้อซักถามในการฝึกอบรม 19 (65.52) 9 (31.03) 1 (3.45) 0 (0.00)
๕. ความเหมาะสมของหลักสูตรการฝึกอบรม

- สามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการ
13 (44.83) 12 (41.38) 4 (13.79) 0 (0.00)
ปฏิบัติงานได้
- มีความมั่นใจและสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปใช้ได้ 12 (41.39) 16 (55.17) 1 (3.45) 0 (0.00)


- สามารถน าความรไปเผยแพร/ถ่ายทอดได้ 14 (48.28) 8 (27.59) 7 (24.14) 0 (0.00)
ู้


Click to View FlipBook Version