รายงานการวจิ ัยในช้นั เรยี น
เรอื่ ง
การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนรว<ู ทิ ยาศาสตร? เรื่อง ราC งกายของเรา
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปทJ ่ี 1
โดยใชส< ่ือประสมประกอบการจดั การเรยี นรู<
โดย
นางสาวนภาพร สมณา
คณะวิทยาศาสตร7
พ.ศ. 2565
งานวจิ ัยนเี้ ปนA สวB นหนึ่งของการฝกH ประสบการณ7วิชาชพี ครู
ภาคเรยี นท่ี 1 ปMการศกึ ษา 2565
คณะศึกษาศาสตร7 มหาวิทยาลัยราชภัฎจนั ทรเกษม
รายงานการวิจัยในช้นั เรียน
ช่ือเร่ือง
การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรูวV ทิ ยาศาสตร7 เร่อื ง ราB งกายของเรา ของ
นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปทM ี่ 1 โดยใชVส่ือประสมประกอบการจัดการเรียนรูV
ผวูV จิ ัย
นางสาวนภาพร สมณา
หลักสูตร วิทยาศาสตร7ทวั่ ไป
คณะ วิทยาศาสตร7
มหาวิทยาลยั ราชภฎั จนั ทรเกษม
พ.ศ. 2565
ก
ช่ือเรอื่ งวจิ ยั : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเรา ของนักเรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปMท่ี 1 โดยใชสV ่อื ประสมประกอบการจัดการเรยี นรVู
ชอื่ ผูว< ิจยั : นางสาวนภาพร สมณา
หนวC ยงาน : โรงเรยี นพระราม ๙ กาญจนาภเิ ษก เขตหวV ยขวาง จงั หวัด กรงุ เทพมหานคร
ปทJ ่ีศกึ ษา : ภาคเรียนที่ 1 ปกM ารศกึ ษา 2565
บทคัดยอC
งานวิจัยนี้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร7
โดยอาศัยการสBงเสริมการเรียนรูVจากประสบการณ7ของผูVเรียนตามรูปแบบการจัดการเรียนรูVโดยใชVส่ือ
ประสม
มีวัตถุประสงค7เพื่อ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเราของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปทM ่ี 1 ดVวยการจัดการเรยี นรูVโดยใชสV ือ่ ประสมในครง้ั นี้ มีวตั ถปุ ระสงค7ของการวิจัย ดงั น้ี
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร7และเทคโนโลยี เรื่อง รBางกายของเรา
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 ดVวยการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสม กลุBมตัวอยBาง คือ นักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปMการศึกษา 2565 หVอง 1/2 จำนวน 30 คน โดยวิธีการสุBมแบบ
เจาะจง เครื่องมือที่ใชVในการวิจัย ไดVแกB 1)แผนการจัดการเรียนรูV 5E 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร7 กBอนเรียนและหลังเรียน 3)สื่อประสม ไดVแกB สื่อแอปพลิเคชันเกมส7
สือ่ PowerPoint ส่อื วดิ ที ศั น7 ส่ือทำมือ
วิเคราะห7ขอV มูลโดยใชสV ถิติ คBาเฉล่ยี คาB สBวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมติฐาน
ผลการวิจัย พบวBา ผลสัมฤทธิ์ทางดVานการเรียนวิทยาศาสตร7 ที่ไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชV
สื่อประสมประกอบ สูงกวBากBอนเรียนโดยคะแนนเฉลี่ยเทBากับ 4.67 คะแนน และ 9.37 คะแนน
ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหวBางคะแนนกBอนเรียนและหลังเรียน พบวBา คะแนนสอบหลังเรียน
ของนักเรียนสงู กวBากBอนเรยี นอยาB งมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05
คำสำคญั : สอ่ื ประสม , ผลสัมฤทธ์ทิ างดVานการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร7
ข
กติ ติกรรมประกาศ
ในงานวจิ ัยฉบบั น้ีสำเร็จลลุ BวงอยBางสมบรู ณ7ไดVดVวยความอนุเคราะห7 แนะนำอยาB งยิ่งจาก
ดร.พัตราพร ภูวดลไพศาล และคุณครูเอื้องฟwา สนิท ที่ไดVกรุณาเปAนผูVใหVคำปรึกษา แนะนำความรูVสรVาง
ความเขVาใจ ในการวิจัยและแนะนำแนวทางในการทำการวิจัย ตลอดจนแกVไขขVอบกพรBองตBาง ๆ มา
โดยตลอด ผูVวิจยั ขอขอบพระคุณเปนA อยBางสูงไวV ณ ทนี่ ี่ จากใจจรงิ
ขอขอบพระคุณคณะผูVบริหาร โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เขตหVวยขวาง กรุงเทพมหานคร ที่ไดVใหVความอนุเคราะห7
อำนวยความสะดวกและใหVความรBวมมือเปนA อยBางย่งิ ในการในการทดลองและเก็บรวบรวมขVอมูล
ขอขอบพระคุณผูVเชี่ยวชาญซึ่งไดVแกB คุณครูเอื้องฟwา สนิท โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
คุณครูนิศากานต7 ขวานทอง และคุณครูยุทธภูมิ พิมพา โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่กรุณา
เปAนผูVเชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย พรVอมทั้งใหVคำปรึกษาแนะนำชBวยเหลือ ชี้แนะในการ
วิเคราะห7ขVอมูลและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือตลอดจนใหVกำลังใจ และดูแลแกVไขขVอบกพรBองอยBาง
ดเี ย่ียม จนทำใหVการวจิ ัยในครง้ั นี้สำเรจ็ ลุลBวงดวV ยดี
ขอขอบคุณ อาจารย7 คณะครู เพื่อนตBางสถาบันและนักเรียน โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนา
ภเิ ษก สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร
สุดทVายนี้ขออุทิศความดีที่มีในการศึกษาวิจัยนี้แดB บิดา มารดาครอบครัว ผูVวิจัยผูVซึ่งสนับสนุน
ในทุกดVาน และกำลังใจจากมิตรแทVทุกทBาน ตลอดจนบูรพาจารย7ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาใหVกำลังใจใหV
การสนบั สนนุ การวิจัยแกผB Vวู จิ ยั ตลอดมา
นางสาวนภาพร สมณา
ผวVู จิ ยั
ค
สารบญั
หนVา
บทคัดยอC .....................................................................................................................................ก
กติ ตกิ รรมประกาศ .......................................................................................................................ข
สารบัญ........................................................................................................................................ค
สารบัญตาราง..............................................................................................................................ก
1 บทนำ.......................................................................................................................................1
ความเปAนมาและความสำคญั ของปzญหา..........................................................................................1
วัตถุประสงค7ของการวิจยั ................................................................................................................2
สมมติฐานการวิจัย........................................................................................................................... 2
ขอบเขตการวิจยั ..............................................................................................................................2
ประโยชน7ทไี่ ดVรบั จากการวจิ ัย..........................................................................................................4
กรอบแนวคิดการวจิ ัย......................................................................................................................4
2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ< ง................................................................................................6
เอกสารเกยี่ วกับหลักสูตรและเนือ้ หาการสอนกลมุB สาระการเรยี นรูVวทิ ยาศาสตร7.............................7
เอกสารเกยี่ วกบั ชุดสือ่ ประสม........................................................................................................14
เอกสารเกย่ี วกบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน .......................................................................................24
งานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอV ง........................................................................................................................32
3 วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั ...................................................................................................................35
ประชากรและกลุBมตัวอยาB ง............................................................................................................35
เครือ่ งมือทใ่ี ชใV นการวิจยั ................................................................................................................35
รปู แบบการวจิ ัย.............................................................................................................................38
การเกบ็ รวบรวมขอV มลู ...................................................................................................................39
ง
การวเิ คราะหข7 Vอมลู ........................................................................................................................40
สถิติทใี่ ชใV นการวเิ คราะห7ขอV มูล......................................................................................................40
4 ผลการวิเคราะหข? อ< มลู ............................................................................................................42
สัญลักษณท7 ี่ใชVในการวเิ คราะห7ขอV มลู .............................................................................................42
สถิติลำดบั ขน้ั ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะหข7 อV มูล ...................................................................42
ผลการวเิ คราะหข7 Vอมูล...................................................................................................................43
5 สรปุ ผล อภปิ ราย และขอ< เสนอแนะ ........................................................................................44
วัตถปุ ระสงค7การวจิ ยั .....................................................................................................................44
กลมBุ ตัวอยาB งของการวิจัย ..............................................................................................................44
เครื่องมอื ที่ใชVในการวิจยั ................................................................................................................44
สรุปผลการวจิ ยั .............................................................................................................................45
อภิปรายผลการวจิ ยั .......................................................................................................................45
ขอV เสนอแนะการวิจยั .....................................................................................................................46
บรรณานุกรม .............................................................................................................................47
ภาคผนวก ................................................................................................................................49
ภาคผนวก ก รายนามผูเV ชยี่ วชาญ..................................................................................................49
ภาคผนวก ข ผลการประเมนิ คณุ ภาพ ...........................................................................................54
ภาคผนวก ค เคร่ืองมือท่ใี ชใV นการวิจัย ..........................................................................................59
ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรูV...............................................................................................63
ประวัติผวู< จิ ยั ............................................................................................................................94
จ
ตารางท่ี สารบญั ตาราง หน<า
1 แบบแผนการทดลอง .....................................................................................................................39
2 ตาราง แสดงคBาเฉล่ีย สวB นเบี่ยงเบนมาตรฐาน กBอนและหลงั .........................................................43
3 ตาราง ตารางแสดงผลการวเิ คราะห7คาB IOC ของขอV สอบ...............................................................55
4 ตาราง แสดงผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น .............................................................................................56
5 ตาราง แสดงคาB เฉลยี่ สวB นเบี่ยงเบนมาตรฐาน กBอนและหลงั .........................................................58
1
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน` มาและความสำคัญของปaญหา
การจัดการศึกษาของประเทศไทยในปzจจุบัน ไดVดำเนินการตามพระราชบัญญัติการศึกษา
แหBงชาติ พ.ศ. 2542 ฉบับแกVไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 ในหมวด 4 แนวทางการจัดการศึกษา มาตรา 22
และมาตรา 24 (กรมวิชาการ, 2546) การเรียนการสอนจะมีลักษณะที่เนVนผูVเรียนเปAนสำคัญ เปAน
แนวคิดที่มุBงเนVนใหVผูVเรียนมีบทบาทและมีสBวนรBวมในการเรียนการสอน ผูVเรียนจะเกิดการเรียนรูVโดย
การลงมือกระทำการแกVปzญหา หรือศึกษาคVนควVาหาคำตอบดVวยตนเอง ทั้งนี้ผูVเรียนสามารถเชื่อมโยง
การเรียนรูVจากประสบการณ7 ความเขVาใจ และไดVแลกเปลี่ยนเรียนรูVกับผูVสอนและเพื่อนรBวมหVองเรียน
ลักษณะการเรียนการสอนแบบนี้ จะทำใหVผูVเรียนสามารถพัฒนาตนเองไดVอยBางเต็มศักยภาพและ
สามารถนำความรไVู ปใชเV ปนA ประโยชน7ตอB ตนเองไดV
ดVานการจัดการเรียนรูVรายวิชา วิทยาศาสตร7 พฤติกรรมในระหวBางที่จัดกิจกรรมการเรียนรูVใน
ชั้นเรียน สBวนมากในหVองเรียนพบวBา มีนักเรียนไมBสนใจและใสBใจในการเรียนรายวิชานี้เทBาที่ควร มีการ
เลBนและคุยกันใน ระหวBางทำกิจกรรมการเรียนรูV อีกทั้งยังมีนักเรียนบางสBวนที่ไมBสามารถทำใบงาน
หรือใบกิจกรรมในแตBละหัวขVอของ การเรียนรูVใหVเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาไดV ดังนั้นการเรียนการสอน
จำเปAนทีจ่ ะตVอง มีการพัฒนารปู แบบท่ีทนั สมยั ตามไปดVวย จึงเกิดแนวคิดการจัดการเรียนการสอนโดย
ใชVส่อื เพอื่ ความสนกุ สนานเพลิดเพลิน โดยครผู ูสV อนมบี ทบาทในการในการสรVางคำถามเพอื่ ใหนV กั เรยี น
เรียนรูVควบคูBไปพรVอมกับการรับชม เพื่อกระตุVนใหVนักเรียนเกิดการเรียนรูV การเรียนรูVในศตวรรษที่ 21
แตกตBางจากการจัดการการเรียนรูVในอดีตที่ผูVเรียนตVองอาศัยการศึกษาโดยการถBายทอดวิทยาการจาก
ประสบการณ7ของผูVสอนหรือจากการอBานหนังสือหรือตำราของผูVเรียนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
แบบไรVขีดจำกัด ผูVเรียนสามารถคVนควVาหาความรูVจากแหลBงขVอมูลที่หลากหลายบทบาทความเปAนครู
เปลี่ยนจากผูVสอนมาเปAน โคVชที่จำเปAนตVองมีวิธีการที่สามารถฝHกฝนใหVผูVเรียนเกิดทักษะการเรียนรูV รอบ
ดาV น สามารถบูรณาการความรVูตาB ง ๆ ทม่ี ีใหVเกดิ ประ โยชน7
การนำสื่อประสมมาใชVในกระบวนการเรียนการสอน เปAนการชBวยใหVการเรียนการสอนบรรลุ
วัตถุประสงค7 เนื่องจากสื่อเปAนตัวกลางที่ชBวยใหVสื่อสารระหวBางผูVสอนและผูVเรียนใหVดำเนินไปไดVอยBางมี
ประสิทธิภาพ ทำใหVผูVเรียนเขVาใจความหมายของเนื้อหาบทเรียนไดVตรงกับผูVสอนตVองการ และบางครั้ง
ผูVสอนจำเปAนจะตVองใชVสื่อหลายๆ อยBางมาชBวยใหVเด็ก เขVาใจในบทเรียน และเกิดการเรียนรูVอยBางมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นในการจัดเตรียมสื่อหลายอยBางเพื่อนำมาประกอบในการสอนแตBละครั้ง
เรียกวาB “สื่อประสม”
2
จากเนื้อหาขVางตVนผูVวิจัยมีความตระหนักถึงความสำคัญและมีความสนใจที่จะประยุกต7ใชVการ
เรียนรูVโดยใชVสื่อประสมประกอบการจัดการเรียนรูV ในเนื้อหา รายวิชาวิทยาศาสตร7และเทคโนโลยี โดย
ในการศึกษาครง้ั น้ไี ดVนำวิธีการดังกลาB วมาใชVจัดการเรียนการสอนกบั นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปMท่ี 1 ใน
หนBวยที่ 2 ตัวเรา สัตว7 และพืชรอบตัวเรา บทที่ 1 รBางกายของเรา การใชVสื่อประสมในเรื่อง รBางกาย
ของเรา ทำใหVนักเรียนไดVเห็นภาพจริงและจดจำ สามรถอธิบายถึงหนVาที่และสBวนตBาง ๆ ไดV โดย
คาดหวังวBาผลจากการดำเนินการทำวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปเปAนแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรูV
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใหVแกBผูVที่สนใจและสามารถนำไปพัฒนาประยุกต7กับกลุBมสาระอื่น ๆ
เพื่อการปรับปรุง พัฒนาการบริหารงานวิชาการใหVเอื้ออำนวยตBอการจัดการเรียนการสอน อันจะเปAน
ประโยชนใ7 นการจดั การเรยี นการสอนใหVมีประสิทธภิ าพมากยงิ่ ขนึ้ ตอB ไป
วตั ถปุ ระสงค?ของการวิจยั
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเราของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปMที่ 1 ดวV ยการจัดการเรียนรโVู ดยใชสV ่อื ประสมในครัง้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคข7 องการวิจยั
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร7และเทคโนโลยี เรื่อง รBางกาย
ของเรา ของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปทM ี่ 1 ดวV ยการจัดการเรยี นรโVู ดยใชสV อ่ื ประสม
สมมติฐานการวจิ ัย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเรา ของนักเรียน ชั้น
ประถมศึกษาปMที่ 1 หลังไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประกอบการจัดการเรียนรVู ซึ่งมีการเรียนรVู
หลงั เรยี นสูงกวาB กBอนไดรV ับการจัดการเรียนรVู
ขอบเขตการวจิ ยั
1. ประชากรและกลCมุ ตวั อยCาง
1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปM
การศกึ ษา 2565 โรงเรยี นพระราม ๙ กาญจนาภเิ ษก เขตหวV ยขวาง สังกดั กรุงเทพมหานคร
1.2 กลุBมตัวอยBาง การศึกษาครั้งนี้ใชVวิธีการสุBมแบบกลุBม (Cluster Random
Sampling) ดVวยวิธีการสุBมตัวอยBางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเลือกนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปMที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปMการศึกษา 2565 โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เขตหVวย
ขวาง สงั กัดกรงุ เทพมหานคร
3
2. ตัวแปรที่ศึกษา
2.1 ตัวแปรอิสระ คือ วิธีการการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสมประกอบการจัดการ
เรยี นรูV เรื่อง รBางกายของเรา
2.2 ตวั แปรตาม คอื ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร7 เร่ือง รBางกายของเรา
ชนั้ ประถมศกึ ษาปทM ่ี 1
3. ขอบเขตเนอื้ หาทีใ่ ชใ< นการวจิ ัย
เนื้อหาการเรียนการสอนที่ใชVในการวิจัยครั้งนี้ เปAนเนื้อหากลุBมสาระการเรียนรูVวิทยาศาสตร7
และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 ว11101 วิทยาศาสตร7 ภาคเรียนที่ 1 หนBวยที่ 2 ตัวเรา สัตว7
และพืชรอบตัวเรา บทที่ 1 รBางกายของเรา เนื้อหาประกอบดVวย สBวนตBาง ๆ ของรBางกายรBางกายของ
เราประกอบดVวยสBวนตBาง ๆ ที่มีลักษณะและหนVาที่แตกตBางกัน แตBอาจทำหนVาที่รBวมกัน เราควรดูแล
รักษาสBวนตาB ง ๆ ของรBางกายอยาB งถกู ตอV งสะอาดและปลอดภยั อยBูเสมอเพื่อใหVทำหนVาท่ีตอB ไปไดV
4. ระยะเวลาที่ใชใ< นการวจิ ัย
ระยะเวลาในการทดลองดำเนินการในภาคเรียนที่ ที่ 1 ปMการศึกษา 2565 โดยใชV
ระยะเวลาในการ ทดสอบท้งั สนิ้ 8 คาบ คาบละ 1 ชว่ั โมง สัปดาหล7 ะ 2 คาบ
นิยามคำศัพทเ? ฉพาะ
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร7 หมายถึง ความสามารถในการเรียนรูVของผูVเรียน
ภายหลังเมื่อผBานการจัดการเรียนรูV โดยใชVสื่อประกอบการจัดการเรียนรูV โดยประเมินจากคะแนนที่
ผูVเรียนลงมือทำ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเรา ที่ผูVวิจัยสรVางขึ้น โดยคลอบ
คลุมมาตรฐานการเรียนรูV ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูVและจุดประสงค7การเรียนรูV ความคิด กระบวนการ
เรยี นรูV เจตคติทางวิทยาศาสตร7
2. สื่อประสม หรือ สื่อหลายแบบ (อังกฤษ: multimedia) เปAนการใชVสื่อในหลายรูปแบบไมB
วBาจะเปAน ขVอความ เสียง รูปภาพ หรือ ภาพเคลื่อนไหว สำหรบั ใหVขVอมูลความรูVหรือใหVความสำราญ
ตอB ผูชV ม
3. การจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประกอบการจัดการเรียนรูV ตัวกลางที่ชBวยนำ และถBายทอด
ขVอมูลความรูVจากครูผูVสอน หรือจากแหลBงความรูVไปยังผูVเรียน เพื่อใหVผูVเรียนสามารถบรรลุถึง
วัตถุประสงค7การเรียนที่ตั้งไวV สื่อและวัสดุอุปกรณ7การสอนเปAนเครื่องมือสำคัญที่จะชBวยใหVการเรียน
การสอนดำเนินไปดVวยดี การสอนที่มีการใชVวัสดุอุปกรณ7ประกอบการเรียนนอกจากจะทำใหVนักเรียน
4
เห็นความเปAนรูปธรรมของสิ่งที่ครูสอนและเพิ่มพูนความรูVความเขVาใจของนักเรียนใหVเดBนชัดและงBาย
สื่อมหี ลายประเภท ยกตัวอยBางเชนB
สอื่ อปุ กรณ7 ส่อื กจิ กรรม สอ่ื วสั ดุ
4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปMที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปMการศึกษา
2565 โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เขตหVวยขวาง สังกัดกรุงเทพมหานคร
ประโยชน?ทีไ่ ดร< บั จากการวิจัย
1. ไดVการใชVสื่อประสมประกอบการจัดการเรียนรูV ทำใหVนักเรียนมีโอกาสใชVสื่อสำหรับการ
จัดกิจกรรมการเรียนรูVที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองตBอการเรียนรูVของนักเรียนและใหVอยBางทั่วถึง
เนื่องจากศักยภาพการเรียนรูV (Leaning Style) ของนักเรียนแหBละคนแตกตBางกัน จึงทำใหVนักเรียนท่ี
มลี ักษณะการเรยี นรูVดวV ยการใชVส่ือประกอบการเรียนรูแV ละพฒั นาตามศักยภาพของผVเู รียน
2. เมอ่ื นกั เรียนผBานกจิ กรรมการเรยี นรโูV ดยการใชVส่อื ประกอบการเรยี นรูV นอกจากจะทำใหV
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา วิทยาศาสตร7 ของนักเรียนดีขึ้นแลVว อาจทำใหVนักเรียนมีเจตคติที่ดี
เห็นคุณคBาและความสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร7มากยิ่งขึ้น สBงผลใหVนักเรียนเกิดการเรียนรVู
รายวิชาวิทยาศาสตร7อยBางมีความหมาย เปAนทรัพยากรบุคลที่สำคัญในการพัฒนาชาติใหVมั่นคงและ
ยงั่ ยืนตอB ไป
3. เปAนประโยชน7ตBอนักเรียนในการชBวยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร7ผBาน
การ จัดการเรียนการสอนโดยเนนV ผเVู รยี นเปAนสำคัญ
4. เปAนประโยชน7ตBอผูVสอนสำหรับการเปAนทางเลือกในการจัดการกระบวนการเรียนรูVวิชา
วิทยาศาสตร7และเทคโนโลยี
กรอบแนวคดิ การวจิ ยั
การจัดเรียนการสอนโดยหลักการยึดผูVเรียนเปAนสำคัญผBานกระบวนการเรียนรูVโดยใชVสื่อ
ประกอบการจัดการเรียนรูV เปAนฐานในการศึกษาน้ี ผูVวิจัยไดVนำมาใชVในการจัดการเรียน การสอน เรื่อง
รBางกายของเรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 โดยกำหนดใหV ตัวแปรตVน คือ วิธีการจัดการ
เรียนรูVโดยใชVสื่อประสมประกาบการจัดการเรียนรูVและตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรยี นหลังเรียนสงู กวาB กอB นเรยี น ตามกรอบแนวคิดไดดV ังตBอไปน้ี
5
ตวั แปรต<น ตวั แปรตาม
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียน
การจดั การเรียนรูVวิชา วิทยาศาสตร7
เรื่อง รBางกายของเรา ชน้ั ประถมศกึ ษาปทM ่ี 1
หลังเรยี นสูงกวBากอB นเรียน
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปทM ี่ 1
โดยใชVสอื่ ประสมประกอบการจัดการเรียนรVู
ภาพ 1 กรอบแนวคดิ การวิจยั
6
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วข<อง
ในการวิจัย เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเรา ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปMที่ 1 โดยใชVการจัดการเรียนรูVสื่อประสม ผูVวิจัยไดVศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขVอโดย
แบงB เปนA หัวขVอดังตBอไปนี้
1. เอกสารเกย่ี วกบั หลักสูตรและเนอ้ื หสการจัดการเรยี นการสอนกลมุC สาระการเรยี นร<ูวิทยาศาสตร?
1.1 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กลุBมสาระการเรียนรVู
วทิ ยาศาสตร7 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
1.2 การจัดสาระการเรียนรูVกลมุB วิทยาศาสตร7 หลักสตู รการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
1.3 วสิ ัยทัศน7การเรยี นรูVวิทยาศาสตร7
1.4 คุณลักษณะอนั พึงประสงค7
1.5 ตัวชี้วดั
1.6 สาระการเรยี นรVวู ิทยาศาสตร7
1.7 โครงสรVางเวลาเรียนวทิ ยาศาสตร7
1.8 ความสำคัญในการเรียนวทิ ยาศาสตร7
1.9 ตัวชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแVู กนกลางสาระที่ 1 วิทยาศาสตร7ชีวภาพ ช้นั ประถมศกึ ษา
ปMท่ี 1
2. เอกสารเกีย่ วกบั ชุดส่ือประสม
2.1 ความหมายของสอื่ ประสม
2.2 ประเภทของสื่อประสม
2.3 องคป7 ระกอบของสอื่ ประสม
2.4 กระบวนการในการสอนโดยใชVส่อื ประสม
2.5 ทฤษฎีท่เี กย่ี วขอV งกับสือ่ ประสม
2.6 คุณคBาและประโยชนข7 องการใชสV ื่อประสม
2.7 การออกแบบและผลติ ส่ือประสม
2.8 การใชVส่อื ประสม
3. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
3.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
3.2 องคป7 ระกอบของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
3.3 การวดั และประเมนิ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
7
3.4 ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
3.5 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
3.6 ลกั ษณะของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ ่ีดี
3.7 วธิ ีหาคุณภาพแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
3.8 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตร7
4. งานวิจยั ทีเ่ กีย่ วขอ< ง
1. เอกสารเก่ยี วกบั หลกั สตู รและเน้ือหาการจดั การเรยี นการสอนกลCุมสาระการเรยี นรู<วิทยาศาสตร?
การศึกษาหลักสูตรและเนื้อหาการจัดการเรียนการสอนกลุBมสาระการเรียนรูVวิทยาศาสตร7
เพื่อเปAนแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเรา ของ
นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปทM ี่ 1 โดยใชVสอ่ื ประสมประกอบการจดั การเรยี นรูV
1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุBมสาระการเรียนรVู
วิทยาศาสตร7 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
1.1.1 เรียนรูVอะไรในวิทยาศาสตร7
กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 3-5) ไดVกลBาวถึงสาระและมาตรฐานการเรียนรูVกลุBมสาระ การ
เรียนรูVวิทยาศาสตร7ไวVวBา กลุBมสาระการเรียนรูVวิทยาศาสตร7มุBงหวังใหVผูVเรียนไดVเรียนรูV วิทยาศาสตร7 ที่
เนVนการเชื่อมโยงความรูVกับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการคVนควVาและสรVางองค7 ความรูVโดยใชV
กระบวนการในการสืบเสาะหาความรูV และการแกVปzญหาที่หลากหลาย ใหVผูVเรียนมีสBวน รBวมในการ
เรียนรูVทุกขั้นตอน มีการทากิจกรรมดVวยการลงมือปฏิบัติจริงอยBางหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น
โดยไดกV ำหนดสาระสำคญั ไวVดงั นี้
- วิทยาศาสตร7ชีวภาพ เรียนรูVเกี่ยวกับชีวิตในสิ่งแวดลVอม องค7ประกอบของสิ่งมีชีวิต การ
ดารงชีวิตของมนุษย7และสัตว7การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ
และ วิวัฒนาการของสง่ิ มชี วี ติ
- วิทยาศาสตร7กายภาพ เรียนรูVเกี่ยวกับธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร
การเคลอื่ นท่ี พลังงาน และคลื่น
- วิทยาศาสตร7โลก และอวกาศ เรียนรูVเกี่ยวกับ องค7ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ7
ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา
กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟwาอากาศ และผลตBอสิง่ มีชีวติ และสงิ่ แวดลอV ม
- เทคโนโลยี การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรูVเกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการ ดารงชีวิต
ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยBางรวดเร็ว ใชVความรูVและทักษะทางดVานวิทยาศาสตร7
คณิตศาสตร7และศาสตร7อื่น ๆ เพื่อแกVปzญหาหรือพัฒนางานอยBางมีความคิดสรVางสรรค7ดVวย
8
กระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใชVเทคโนโลยีอยBางเหมาะสมโดยคานึงถึง
ผลกระทบตอB ชวี ติ สงั คม และสง่ิ แวดลVอม
- วิทยาการคำนวณ เรียนรูVเกี่ยวกับการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห7แกVปzญหา เปAน
ขั้นตอนและเปAนระบบประยุกต7ใชVความรูVดVานวิทยาการคอมพิวเตอร7และเทคโนโลยี
สารสนเทศ และการสื่อสารในการแกVปzญหาที่พบในชีวิตจริงไดVอยBางมีประสิทธิภาพ สาระ
และมาตรฐานการเรียนรVู
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช? วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เขVาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ7ระหวBาง สิ่งไมBมีชีวิต
กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ7ระหวBางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตตBาง ๆ ในระบบนิเวศ การถBายทอด
พลังงานการเปลี่ยนแปลงแทนที่ระบบนิเวศความหมายของประชากรปzญหาและผลกระทบทมี่ตBอ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลVอม แนวทางในการอนุรักษ7ทรัพยากรธรรมชาติและ การแกVไขปzญหา
สิ่งแวดลVอม รวมทงั้ นาความรไูV ปใชVประโยชน7
มาตรฐาน ว 1.2 เขVาใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หนBวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตการลาเลียงสารเขVา
และออกจากเซลล7ความสัมพันธ7ของโครงสรVางและหนVาที่ของระบบตBาง ๆ ของสัตว7และมนุษย7ที่ ทา
งานสัมพันธ7กับความสัมพันธ7ของโครงสรVางและหนVาที่ของอวัยวะตBาง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพันธ7กัน
รวมทง้ั นาความรไูV ปใชVประโยชน7
มาตรฐาน ว 1.3 เขVาใจกระบวนการและความสำคัญของการถBายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม
สารพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลตBอสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง ชีวภาพและ
ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชีวิตรวมทั้งนาความรไVู ปใชVประโยชน7
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก? ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขVาใจสมบัติของสสาร องค7ประกอบของสสาร ความสัมพันธ7ระหวBางสมบัติ
ของสสารกับโครงสรVางและแรงยึดเหนี่ยวระหวBางอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เขVาใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทาตBอวัตถุ
ลักษณะการเคลอ่ื นทแี่ บบตBาง ๆ ของวัตถุรวมท้ังนาความรูไV ปใชปV ระโยชน7
มาตรฐาน ว 2.3 เขVาใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถBายโอน พลังงาน
ปฏิสัมพันธ7ระหวBางสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ7ท่ี
เกยี่ วขอV งกับเสยี ง แสง และคล่ืนแมเB หลก็ ไฟฟาw รวมท้ังนาความรVไู ปใชVประโยชน7
สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ7 ลก และอวกาศ
9
มาตรฐาน ว 3.1 เขVาใจองค7ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซีดาวฤกษ7และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ7ภายในระบบสุริยะที่สBงผลตBอสิ่งมีชีวิต และ การ
ประยุกต7ใชVเทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เขVาใจองค7ประกอบและความสัมพันธ7ของระบบโลก กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟwา อากาศและ
ภูมอิ ากาศโลก รวมท้งั ผลตอB สง่ิ มีชีวติ และส่งิ แวดลอV ม
สาระที่ 3 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เขVาใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมที่มี การเปลี่ยนแปลง
อยBางรวดเร็ว ใชVความรูVและทักษะทางดVานวิทยาศาสตร7คณิตศาสตร7และศาสตร7อื่น ๆ เพื่อแกVปzญหา
หรือพัฒนางานอยBางมีความคิดสรVางสรรค7 ดVวยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชVเทคโนโลยี
อยาB งเหมาะสม โดยคานึงถงึ ผลกระทบตอB ชีวติ สงั คม และส่ิงแวดลVอม
มาตรฐาน ว 4.2 เขVาใจและใชVแนวคิดเชิงคานวณในการแกVปzญหาที่พบในชีวิตจริงอยBาง เปAน
ขั้นตอนและเปAนระบบ ใชVเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรูVการทางาน และการ
แกVปญz หาไดอV ยาB งมปี ระสทิ ธิภาพ รVเู ทาB ทัน และมีจรยิ ธรรม
1.2 หลักสตู รการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สาระการเรียนรว<ู ทิ ยาศาสตร?
1.2.1 การจัดสาระการเรียนรูVกลุBมวิทยาศาสตร7 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ ( 2551 : 1) วิทยาศาสตร7เปAนกลุBมสาระการเรียนรูVหลักในโครงสรVาง หลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนตลอดจนการ วัดและ
ประเมินผลการเรียนรูV มีความสำคัญอยBางยิ่ง ในการวางรากฐานการเรียนรูVของแตBละระดับชั้น ใหV
ตBอเนื่องเชื่อมโยงตั้งแตBชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปMที่ 6 ดังนั้นจึงจาเปAนตVองจัด
หลักสูตรแกนกลางที่มีการเรียงลาดับความยากงBายของเนื้อหาสาระในแตBละระดับชั้น การเชื่อมโยง
ความรูVกับกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะใหVผูVเรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเปAน
เหตุเปAนผล คิดสรVางสรรค7 คิดวิเคราะห7วิจารณ7 มีทักษะที่สำคัญในการคVนควVาและสรVางความรูV
สามารถแกVปzญหาอยBางเปAนระบบสามารถตัดสินใจ โดยใชVขVอมูลทหี่ ลากหลายและประจักษ7พยาน องค7
ความรูVดVวยกระบวนการสืบเสาะหาที่ตรวจสอบไดVรวมถึงมีทักษะในการใชVเทคโนโลยีในการสืบคVน
ขVอมูลและการจัดการเรยี นรูV
1.3 วสิ ยั ทศั นก? ารเรยี นรูว< ิทยาศาสตร?
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4) ไดVกลBาวถึง วิสัยทัศน7ไวVวBา ไดVกาหนดหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน มุBงพัฒนาผูVเรียนทุกคน ซึ่งเปAนกาลังของชาติใหVเปAนมนุษย7ที่มีความสมดุลทั้งดVาน
รBางกาย ความรูV คุณธรรม มีจิตสานึกในความเปAนพลเมืองไทยและเปAนพลโลก ยึดมั่นในการปกครอง
ตามระบอประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย7ทรงเปAนประมุข มีความรูVและทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจต
10
คติที่จาเปAนตBอการศึกษาตBอการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุBงเนVนผูVเรียนเปAน สำคัญ
บนพืน้ ฐานความเชอ่ื วBา ทกุ คนสามารถเรยี นรVแู ละพฒั นาตนเองไดเV ต็มตามศักยภาพ
1.4 คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค?
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 7) หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานมงุB พัฒนาผเูV รียน ใหV
มีคุณลักษณะอันพึงประสงค7เพื่อใหVสามารถอยูBรBวมกับผูVอื่นในสังคมไดVอยBางมีความสุขในฐานะเปAน
พลเมอื งไทยและพลโลก ดังน้ี
1. รกั ชาติ ศาสน7 กษตั รยิ 7
2. ซอื่ สัตย7สจุ รติ
3. มวี นิ ยั
4. ใฝ‘เรียนรVู
5. อยูBอยBางพอเพยี ง
6. มงBุ มัน่ ในการทางาน
7. รักความเปนA ไทย
8. มจี ิตสาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศกึ ษาสามารถกาหนดคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค7เพิ่มเตมิ ใหสV อดคลอV ง ตาม
บริบทและจดุ เนVนของตนเอง
1.5 ตวั ชีว้ ดั
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 9) ไดVกาหนดตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรูVและปฏิบัติไดV
รวมทั้งคุณลักษณะของผูVเรียนในแตBละระดับชั้น ซึ่งสะทVอนถึงมาตรฐานการเรียนรูV มีความ
เฉพาะเจาะจง มีความเปAนรูปธรรมนาไปใชVในการกาหนดเนื้อหา จัดทาหนBวยการเรียนรูV จัดการเรียน
การสอนและเปAนเกณฑ7สำคัญสำหรับการวัดประเมินผลเพอ่ื ตรวจสอบคณุ ภาพผูVเรยี น
1.5.1 ตัวชี้วัดชั้นปM เปAนเปwาหมายในการพัฒนาผูVเรียนแตBละชั้นปMในระดับการศึกษา ภาคบังคับ
(ประถมศกึ ษาปทM ่ี 1 –3)
1.5.2 ตัวชี้วัดชBวงชั้นเปAนเปwาหมายในการพัฒนาผูVเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มธั ยมศกึ ษาปMท่ี 4- 6)
1.6 สาระการเรียนรู<วิทยาศาสตร?
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 11) ไดVกาหนดสาระการเรียนรูV ประกอบดVวย องค7ความรVู
ทักษะหรือกระบวนการเรียนรูV และคุณลักษณะอันพึงประสงค7 ซึ่งกาหนดใหVผูVเรียนทุกคนในระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐานจาเปAนตVองเรียนรูVในวิชาวิทยาศาสตร7 การนาความรูVและกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร7ไปใชVในการศึกษา คVนควVาหาความรูVและแกVปzญหาอยBางเปAนระบบ การคิดอยBางเปAนเหตุ
เปนA ผล คดิ วเิ คราะห7คดิ สราV งสรรค7 และจติ วทิ ยาศาสตร
11
1.7 โครงสร<างเวลาเรยี นวิทยาศาสตร?
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 23) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานไดVกาหนด กรอบ
โครงสรVางเวลาเรียนขั้นต่ำสาหรับกลุBมสาระการเรียนรูV 8 กลุBม และกิจกรรมพัฒนาผูVเรียน ซึ่ง
สถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมไดVตามความพรVอมและจุดเนVนโดยสามารถปรับใหVเหมาะสมตามบริบท
ของสถานศึกษาและสภาพของผVเู รยี น ดงั น้ี
1.7.1 ระดับชั้นประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปMที่ 1–6) ใหVจัดเวลาเรียนเปAนรายปM โดยมีเวลา
เรียนวันละ ไมBเกนิ 5 ชั่วโมง
1.7.2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนตVน (ชั้นมัธยมศึกษาปMที่ 1–3) ใหVจัดเวลาเรียนเปAน รายภาค
มีเวลาเรียนวันละไมBเกิน 6 ชั่วโมง คิดนVาหนักของรายวิชาที่เรียนเปAนหนBวยกิต ใชVเกณฑ7 40 ชั่วโมงตBอ
ภาคเรยี นมีคBานาV หนักวิชา เทBากับ 1 หนวB ยกิต (นก.)
1.7.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปMที่ 4-6) ใหVจัดเวลาเรียนเปAนรายภาค มีเวลา
เรียน วันละไมBนVอยกวBา 6 ชั่วโมง คิดนVาหนักของรายวิชาที่เรียนเปAนหนBวยกิต ใชVเกณฑ7 40 ชั่วโมงตBอ
ภาคเรยี น มคี BานาV หนกั วิชา เทBากบั 1 หนวB ยกิต (นก.)
1.8 ความสำคัญในการเรยี นวทิ ยาศาสตร?
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 1) วิทยาศาสตร7มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปzจจุบันและ
อนาคต เพราะวิทยาศาสตร7เกี่ยวขVองกับทุกคนทั้งในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพตBาง ๆ ตลอดจน
เทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใชVและผลผลิตตBาง ๆ ที่มนุษย7ไดVใชVเพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการ
ทางานเหลBานี้ลVวนเปAนผลของความรูVวิทยาศาสตร7 ผสมผสานกับความคิดสรVางสรรค7และศาสตร7อื่น ๆ
วิทยาศาสตร7ชBวยใหVมนุษย7ไดVพัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเปAนเหตุเปAนผล คิดสรVางสรรค7 คิดวิเคราะห7
วิจารณ7 มีทักษะสำคัญในการคVนควVาหาความรูV มีความสามารถในการแกVปzญหาอยBางเปAนระบบ
สามารถตัดสินใจโดยใชVขVอมูลที่หลากหลายและมีประจักษ7พยานที่ตรวจสอบไดV วิทยาศาสตร7เปAน
วัฒนธรรมของโลกสมัยใหมB ซึ่งเปAนสังคมแหBงการเรียนรูV (Knowledge-based society) ดังนั้นทุกคน
จึงจาเปAนตVองไดVรับการพัฒนาใหVรูVวิทยาศาสตร7 เพื่อที่จะมีความรูVความเขVาใจในธรรมชาติและ
เทคโนโลยที มี่ นษุ ย7สรVางสรรคข7 ึน้ สามารถนาความรูไV ปใชอV ยBางมีเหตุผล สราV งสรรค7และมีคุณธรรม
1.9 ตัวชีว้ ดั และสาระการเรียนรู<แกนกลางสาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช? วี ภาพ ชั้นประถมศกึ ษา
ปทJ ่ี 1
มาตรฐาน ว 1.1 เขVาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ7ระหวBางสิ่งไมBมีชีวิตกับ
สิ่งมีชีวิต และ ความสัมพันธ7ระหวBางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตตBาง ๆ ในระบบนิเวศ การถBายทอดพลังงาน
การ เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปzญหาและผลกระทบที่มีตBอ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลVอม แนวทางในการอนุรักษ7ทรัพยากรธรรมชาติและการแกVไข ปzญหา
สิ่งแวดลVอมรวมท้ังนาความรVูไปใชVประโยชน7
12
ช้ัน ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร<ูแกนกลาง
ป.1 1. ระบชุ ื่อพืชและสัตวท7 อี่ าศัยอยูB • บรเิ วณตาB ง ๆ ในทอV งถิ่น เชนB สนามหญาV ใตV
บรเิ วณตาB ง ๆ จากขVอมูลทีร่ วบรวมไดV ตVนไมV สวนหยBอมม แหลงB น้ำอาจพบพชื และ
2. บอกสภาพแวดลอV มทเ่ี หมาะสมกับ สัตวห7 ลายชนิดอาศยั อยูB
การดำรงชวี ิต ของสตั ว7ในบรเิ วณที่ • บรเิ วณทีแ่ ตกตBางกนั อาจพบพชื และสัตว7
อาศยั อยูB แตกตBางกนั เพราะสภาพแวดลVอมของแตBละ
บริเวณจะมี ความเหมาะสมตBอการดำรงชีวติ
ของพืชและสัตว7 ทีอ่ าศยั อยูใB นแตลB ะบรเิ วณ
เชนB สระน้ำ มีน้ำเปAน ท่ีอยูBอาศยั ของหอย ปลา
สาหราB ย เปAนทหี่ ลบภัย และมีแหลงB อาหารของ
หอยและปลา บรเิ วณ
ตVนมะมBวง มตี VนมะมBวงเปนA แหลงB ทอ่ี ยูB และมี
อาหารสำหรับกระรอกและมด
• ถVาสภาพแวดลVอมในบริเวณท่พี ชื และสัตว7
อาศัยอยูB
มกี ารเปลยี่ นแปลง จะมีผลตอB การดำรงชวี ติ ของ
พชื และสตั ว7
มาตรฐาน ว 1.2 เขVาใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หนBวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเขVา
และออกจากเซลล7 ความสัมพันธ7ของ โครงสรVาง และหนVาที่ของระบบตBาง ๆ ของสัตว7และมนุษย7ท่ี
ทำงานสัมพันธ7กัน ความสัมพันธ7ของโครงสรVางและหนVาที่ของอวัยวะตBาง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ7
กัน รวมท้ังนำความรVไู ปใชปV ระโยชน7
ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแ<ู กนกลาง
ป.1 1. ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอก • มนุษย7มีสBวนตBาง ๆ ที่มีลักษณะและหนVาท่ี
หนVาที่ของ สBวนตBาง ๆ ของรBางกาย แตกตBางกัน เพื่อใหVเหมาะสมในการดำรงชีวิต
มนุษย7 สัตว7 และพืช รวมทั้งบรรยาย เชBน ตามีหนVาที่ไวVมองดู โดยมีหนังตาและขนตา
การทำหนVาที่รBวมกันของ สBวนตBาง ๆ เพื่อปwองกันอันตรายใหVกับตา หูมีหนVาที่รับฟzง
ของรBางกายในการทำกิจกรรมตBาง ๆ เสียง โดยมีใบหูและรูหู เพื่อเปAนทางผBานของ
จากขVอมลู ท่รี วบรวมไดV เสียงปากมีหนVาที่พูด กินอาหาร มีชBองปากและ
2. ตระหนักถึงความสำคัญของสBวน ลิ้น ริมฝMปากบนลBาง แขนและมือมีหนVาที่ยก
ตBาง ๆของรBางกายตนเองโดยการดูแล หยิบ จับ มีทBอนแขนและนิ้วมือที่ขยับไดVสมองมี
13
สBวนตBาง ๆ อยBางถูกตVอง ใหVปลอดภัย หนVาที่ควบคุมการทำงานของสBวนตBาง ๆ ของ
และรักษาความสะอาดอยBูเสมอ รBางกายอยBใู นกะโหลกศรี ษะโดยสBวนตาB ง ๆ ของ
รBางกายจะทำหนVาที่รBวมกันในการทำกิจกรรม
ในชวี ิตประจำวัน
• สัตว7มีหลายชนิด แตBละชนิดมีสBวนตBาง ๆ ที่มี
ลักษณะและหนาV ทแ่ี ตกตBางกนั เพือ่ ใหเV หมาะสม
ในการดำรงชีวิต เชBน ปลามีครีบเปAนแผBน สBวน
กบ เตBา แมว มีขา ๔ ขา และมีเทVาสำหรับใชVใน
การ เคล่อื นที่
• พืชมีสBวนตBาง ๆ ที่มีลักษณะและหนVาที่แตก
ตBางกันเพื่อใหVเหมาะสมในการดำรงชีวิต
โดยทั่วไป รากมี ลักษณะเรียวยาว และแตก
แขนงเปAนรากเล็ก ๆ ทำหนVาที่ดูดน้ำ ลำตVนมี
ลักษณะเปAนทรงกระบอก ตั้งตรงและมีกิ่งกVาน
ทำหนVาที่ชูกิ่งกVาน ใบ และดอก ใบมีลักษณะ
เปนA แผBนแบน ทำหนVาท่ี สรVางอาหาร นอกจากนี้
พืชหลายชนิด อาจมีดอก ที่มีสี รูปรBางตBาง ๆ
ทำหนVาที่สืบพันธุ7 รวมทั้งมีผล ที่มีเปลือก มีเนื้อ
หBอหุVมเมล็ด และมีเมล็ด ซึ่งสามารถงอกเปAนตVน
ใหมBไดV
• มนุษย7ใชVสBวนตBาง ๆ ของรBางกายในการทำ
กิจกรรมตBาง ๆ เพื่อการดำรงชีวิต มนุษย7จึงควร
ใชVสBวนตBาง ๆ ของรBางกายอยBางถูกตVอง
ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยูBเสมอ เชBน
ใชVตามอง ตัวหนังสือในที่ที่มีแสงสวBางเพียงพอ
ดูแลตาใหV ปลอดภัยจากอันตราย และรักษา
ความสะอาดตา อยูBเสมอ
14
2. เอกสารเก่ยี วกับชุดสื่อประสม
การใชVสื่อประสมในการเรียนการสอนมีใชVกันมานานแลVว โดยแตBเดิมนั้นจะเปAนการนำส่ือ
หลายอยาB งมาใชรV วB มกัน แตจB ะเปนA การใชแV ตBละอยาB งเรียงลำดบั กัน เพือ่ ชวB ยใหVการสอนมปี ระสทิ ธิภาพ
มากขึ้นตBอมาเมื่อถึงยุคเทคโนโลยีสารสนเทศในปzจจุบัน มีการนำคอมพิวเตอร7เขVามาใชVรBวมในลักษณะ
ของสื่อประสม โดยเปAนการใชVในการควบคุมอุปกรณ7รอบขVาง และเปAนอุปกรณ7ในการผลิตแฟwมสื่อ
ประสมเพื่อการเรียนการสอน การฝHกอบรม และการเสนองาน ดVวยเหตุนี้จึงทำใหVการใชVสื่อประสม
ปจz จบุ นั มีการใชVทั้งรปู แบบเดิมและในรูปแบบใหมทB ่ีนำคอมพวิ เตอร7 เขาV มามีสวB นรวB มในการใชVงาน
( กดิ านันท7 มลทิ อง, 2543, หนVา 30)
2.1 ความหมายของสอ่ื ประสม
ความหมายของคำวBา “สื่อ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542
มีหลากหลายความหมาย แตBความหมายที่เกี่ยวขVองกับการเรียนการสอน หมายถึง ติดตBอใหVถึงกัน
เชBน สื่อความหมาย (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546:1200) ฉะนั้น สื่อการสอนก็หมายถึง สิ่งที่ทำใหV
ผูVเกี่ยวขVองกับการสอน ซึ่งก็คือครูและนักเรียนติดตBอถึงกัน เพื่อสื่อความหมายของสิ่งที่ตVองการจะ
สอนหรอื ใหVนักเรยี นเกดิ การเรียนรVู
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหBงชาติ (2531, หนVา 3) ไดVใหVความหมายของสื่อ
ประสมหมายถึง การนำสื่อการสอนหลายๆ อยBางมาสัมพันธ7กัน มีคุณคBาที่สBงเสริมซึ่งกันแ ละกัน ส่ือ
การสอนอยBางหนึ่งจาจใชVรVาความสนใจในขณะที่อีกอยBางหนึ่งใชVอธิบายขVอเท็จจริงของเนื้อหาหรืออีกร
นิดหนึ่งอาจใชVเพื่อกBอใหVเกิดความเขVาใจที่ลึกซึ้ง และปwองกันการเขVาใจผิด การใชVสื่อประสมจะชวยใหV
ผูVเรียนมีประสบการณ7จากประสาทสัมผัสที่ผสมผสานกัน ไดVคVนพบวิธีการที่จะเรียนในสิ่งที่ตVองการไดV
ดVวยตนเองมากขึ้น
กิดานันท7 มลิทอง (2544: 1) กลBาวถึง คำวBา “สื่อ” และ “สื่อการสอนและการฝHกอบรม”
วBา สื่อมาจากคำภาษาลาติน “medium” แปลวBา “ระหวBาง” หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่บรรจุขVอมูล
เพื่อใหVผูVสBงและผูVรับสามารถสื่อสารกันไดVตรงตามวัตถุประสงค7 “สื่อการสอนและการฝHกอบรม” เปAน
สื่อที่บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนและฝHกอบรมในรูปแบบวัสดุ อุปกรณ7 และเทคนิควิธีการ
โดยอาจเปAนหนังสือ แผนภูมิ รูปภาพ สไลด7 แถบวีดีทัศน7 แผBนโปรBงใส เครื่องฉายภาพขVามศีรษะ
เครื่องวิชวน เครื่องเลBนวีซีดี ลำโพง ไมโครโฟน โปรแกรมคอมพิวเตอร7 คอมพิวเตอร7 การสาธิต
การศึกษานอกสถานที่ ฯลฯ รวมถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบเครือขBายมาใชVรBวมในการ
สอนและฝกH อบรมใหมV ีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ และไดปV ระสิทธิผลเพิ่มพนู ยิ่งขนึ้ ดวV ย
ชาญชัย ยมดิษฐ7 (2548: 417) อธิบายวBา สื่อการเรียนการสอนเปAนตัวกลางเชื่อมโยงความรVู
ความเขVาใจระหวBางสารที่ครูสBงไปยังนักเรียน ทำใหVนักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตาม
15
วัตถุประสงค7ที่ครูกำหนดไวV โดยสื่อที่ครูใชVสอนเรียกวBา สื่อการเรียนการสอน ก็แปลวBา นักเรียนก็
เรยี นรVู ครกู ็ใชVสอนดVวยนนั่ เอง
สิริพัชร7 เจษฎาวิโรจน7 (2550: 71) กลBาววBา สื่อการเรียนรูV หมายถึง สิ่งใด ๆ ก็ตามที่เปAน
เครื่องชBวยถBายทอดความรูVจากบทเรียนไปสูBนักเรียน ซึ่งจะชBวยทำใหVนักเรียนเกิดการเรียนรูVอยBางมี
ประสทิ ธิภาพ
สื่อประสม หรือ สื่อหลายแบบ (อังกฤษ: multimedia) เปAนการใชVสื่อในหลายรูปแบบไมBวBาจะ
เปAน ขVอความ เสียง รูปภาพ หรือ ภาพเคลื่อนไหว สำหรับใหVขVอมูลความรูVหรือใหVความสำราญตBอผูVชม
สื่อประสม การใชVสื่อมากกวBา 1 สื่อรBวมกันนำเสนอขVอมูลขBาวสาร โดยมีจุดมุBงหมายใหV ผูVรับส่ือ
สามารถรับรูVขBาวสารไดVมากกวBา 1 ชBองทาง โดยผBานการควบคุมการใชV และโตVตอบดVวยระบบ
คอมพิวเตอร7สBวนบุคคลหรือเครือขBาย ปzจจุบันมีการพัฒนารูปแบบของมัลติมีเดียใหVสอดคลVองกับ
ปรัชญา การเรียนรูVมากขึ้น สื่อประเภทนี้ไมBไดVเปAนเพียงรูปแบบของบทเรียนแบบโปรแกรม ที่ใหVเพียง
เนื้อหา คำถาม และคำตอบ แตBไดVรับการออกแบบใหVเปšดกวVางสำหรับ การสำรวจกระตุVนใหVผูVเรียนไดV
คิดคVน สืบคVนมากขึ้น สื่อประสมหรือสื่อหลายแบบที่มีการใชVอุปกรณ7ตBาง ๆ เพื่อการนำเสนอขVอมูล
เปAนหลัก โดยไดVมีการออกแบบนำเสนอไวVอยBางเปAนระบบ มัลติมีเดียนั้นไดVรวมเอาฮาร7ดแวร7และ
ซอฟต7แวร7ไวVดVวยกัน จะเนVนสBวนไหน มากนVอยนั้นขึ้นอยูBกับลักษณะการใชVงาน และจะเนVนผลผลิตที่
เกิดจากการ นำเสนอขVอมูลหลากลายรูปแบบ เชBน ภาพนิง่ ภาพเคลอ่ื นไหว เสยี ง และขVอความ
ประหยัด จิระวรพงศ7 (2527 : 256) สื่อประสม หมายถึง การนำเอาสื่อการสอนหลายๆอยBางมา
สัมพันธ7กัน ซึ่งมีคุณคBาที่สBงเสริมซึ่งกันและกันสื่อการสอนอยBางหนึ่งอาจใชVเพื่อเรVาความสนใจในขณะท่ี
อีกอยBางหนึ่งใชVเพื่ออธิบายขVอเท็จจริงของเนื้อหาและอีกชนิดหนึ่งอาจใชVเพื่อกBอใหVเกิดความเขVาใจที่
ลึกซึ้งและปwองกันการเขVาใหVความหมายผิดการใชVสื่อประสมจะชBวยใหVผูVเรียนมีประสบการณ7จาก
ประสาทสมั ผสั ทีผ่ สมผสานกนั ไดVพบวธิ ที ่จี ะเรียนในส่ิงที่ตอV งการไดดV วV ย ตนเองมากยิ่งข้ึน
ดังนั้น สรุปไดVวBาสื่อประสมหมายถึงการนำสื่อการสอนหลายอยBางมาสัมพันธ7กันโดยสBงเสริม
ซง่ึ กนั และกันเพอ่ื สราV งความสนใจและอธิบายขVอเท็จจริงใหVผVูเรยี นเกดิ การเรียนรไูV ดVมากข้ึน
2.2 ประเภทของส่อื ประสม
สื่อประสม (Multimedia) เปAนสื่อประสมท่ีใชVโดยการนำสื่อหลายประเภท มาใชVรBวมกันใน
การเรียนการสอน เชBน นำวิดีทัศน7 มาสอนประกอบการบรรยายของผูVสอน โดยมีสื่อสิ่งพิมพ7
ประกอบดVวยหรือสอื่ ประสมในชุดการเรียน หรือชดุ การสอน
วาสนา ชาวหา (2525 : 15) สือ่ ประสม คอื การใชคV อมพิวเตอร7สือ่ ความหมายโดยการ
ผสมผสานสอื่ หลายชนิด เชนB ขVอความ กราฟšก ภาพศิลป• (graphic art) เสียง ภาพเคลื่อนไหว
(animation) และวีดทิ ัศน7 เปAนตนV ถาV ผูใV ชสV ามารถควบคมุ สอ่ื เหลBาน้ีใหVแสดงออกมาตามตอV งการไดV
ระบบนจ้ี ะเรียกวBา สอ่ื ประสมเชิงโตVตอบ (interactive multimedia) (Vaughan, 1998, 99)
16
สุแพรวพรรณ ตนั ดีผลาผล (2526: 14-16) ไดVจำาแนกสอประสมออกตามลกั ษณะ
การประสมของส่อื และคุณลกั ษณะการใชVไดเV ปนA 3 ประเภทใหญๆB ดังน้ี
1. ส่อื ประสมทเ่ี ปนA วสั ดุ อุปกรณแ7 ละกระบวนการรวB มกนั โดยใชสV ำหรบั การเรียนการสอน
ปกตทิ ัว่ ๆ ไป เชนB ชุดอุปกรณ7 ชุดการเรียนการสอน บทเรยี นโปรแกรม โปรแกรมสำเรจ็ รูป สไลด7
ศูนย7การเรียน เปนA ตนV สือ่ ประสมแตลB ะชนดิ ทีจ่ ดั อยูใB นประเภทน้มี ีหลักการและลักษณะเดนB แตกตาB ง
กั้นออกไป ไดVแกB
1.1 สามารถใหVผูVเรียนไดVประสบการณ7ดVวยตนเอง คือ ไดVรBวมในการกระทำหรือรBวมใน
กจิ กรรมเปนA การเราV ใจแกผB เVู รยี น เชBน บทเรียนโปรแกรม ศูนยก7 ารเรยี น ชดุ อุปกรณ7 เปนA ตนV
1.2 สามารถใหVผูVเรียนไดVเรียนรูVตามความสามารถและความแตกตBางกันของแตBละบุคคล
เชBน บทเรยี นโปรแกรม ชุดการสอนรายบุคคล เปAนตVน
1.3 สามารถใหVผูVเรียนใชVเรียนดVวยตนเองหรือสามารถใชVเมื่อขาดครูไดV เชBน บทเรียน
โปรแกรม ชดุ การสอนรายบุคคล เปนA ตนV
1.4 สามารถใหVผูVเรียนไดVรับผลตอบกลับทันทีและไดVรับความรูVสึกภาคภูมิใจใน
ความสำเร็จ เชนB เชนB บทเรยี นโปรแกรม ศนู ย7การเรยี น เปนA ตVน
1.5 สามารถใชVชBวยประกอบการศึกษาระยะไกลใหVดำเนินไปอยBางมีประสิทธิภาพ เชBน
ชดุ การสอนทางไกลสำหรบั การศึกษามวลซน เปนA ตนV
1.6 สามารถใชVสBงเสริมสมรรถภาพของครู เชBน ชุดการสอนประกอบคำบรรยาย เปAนตVน
1.7 สามารถใหVผูVเรียนไดVฝHกความรับผิดซอบและการทำงานเปAนกลุBมศูนย7การเรียนกลBุม
สมั พันธ7 เปนA ตVน
2. สื่อประสมประเภทฉาย เปAนการประสมดยมีขVอจำกัดที่ความสามารถและคุณสมบัติเฉพาะตัว
ของอุปกรณ7เครื่องเปAนสำคัญ เชBน สไลด7ประกอบเสียง สไลด7และภาพยนตร7ประกอบเสียง สไลด7และ
แผBนใส เปAนตVน และฉายบนจอตงั้ แตB 2 จอขน้ึ ไป โดยปกตจิ ะนยิ มฉายบนจอขนาด 3จอเปนA สงู สุด การ
ฉายใชVกับผูVชมเปAนกลุBม สื่อประสมประเภทฉายนี้แมVวBาบางครั้งราคาการผลิตอาจสูงกวBาและการผลิต
ซับขVอนกวBาสื่อประสมบางชนิดในประ เภทแรก แตBผลที่ไดVรับจากการใชVสื่อประสมประเภทฉายนี้
ใหVผลที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สื่อประเภทอื่นไมBสามารถทำไดV คือ ผลในความรูVสึกอารมณ7และสุนทรี
แกBผูVชม ยังชวยดึงดูดความสนใจใหVผูVชมไดVติดตามอยBางตื่นตาตื่นใจ และมีประสิทธิภาพซึ่งเปAนการชBวย
ในการเรียนการสอน
3. สอ่ื ประสมระบบการสอื่ สาร ระบบสอื่ สารคมนาคมเปนA สง่ิ สำคัญในการคำนึงถึง เชBน
ระบบโทรเลข โทรศัพท7 โทรภาพและการสื่อสารผBานดาวเทียม เปAนตVน โดยใชVรBวมกับอุปกรณ7อื่น ๆ
เชBนโทรทัศน7 วิทยุ สิ่งพิมพ7ไมโครคอมพิวเตอร7 เปAนตVน สื่อประสมประเภทนี้ เชBน Telex เปAนการรวม
17
ระบบโทรศัพท7และโทรพิมพ7เขVาดVวยกัน สามารถรับและสBงขVอความจากแหBนพิมพ7จากแหBงหนึ่งไปยัง
อกี แหงB หน่ึงไดV
สนุ นั ท7 สังขอ7 Bอง (2526: 134) ไดแV บงB ตามลักษณะการนำไปใชV 3 ประเภท ดงั นี้
1. ชุดสื่อประสมกิจกรรมกลุBม เปAนชุดสื่อประสมที่มุBงใหVผูVเรียนไดVประกอบกิจกรรมกลBุม
รBวมกันตามสื่อและหัวขVอที่กำหนด โดยดำเนินขั้นตอนลำดับการเรียนการสอนที่กำหนดไวVในบัตรคำสั่ง
ครูมีบทบาทในฐานะผูVเตรียมอุปกรณ7 ผูVอำนวยการเรียน ผูVประสานงานหรือผูVตอบคำถามชุดสื่อ
ประสมแบบนี้ จัดการเรียนในรูปของศูนย7การเรียนแตBละศูนย7จะมีสื่อและบทเรียนครบชุดตามจำนวน
ผูVเรียนในศูนย7การเรียนหรือศูนย7กิจกรรมนั้น ๆ สื่อที่จัดไวVในศูนย7กิจกรรมแตBละศูนย7จัดไวVในรูปของส่ือ
ประสมอาจใชBสื่อรายบุคคลหรือสื่อสำหรับกลุBมผูVเรียนทั้งศูนย7จะใชVรBวมกัน เมื่อจบการเรียนแตBละศูนย7
ผูVเรียนอาจประกอบกิจกรรมในศูนย7สำรองซึ่งจัดไวVเพื่อรองเวลาไปเรียนในศูนย7อื่น ๆ ตBอไป โดยใชVชุด
สื่อประสมชนิดนี้เปAนชุดสื่อประสมที่มุBงเนVนกิจกรรมการเรียนรูVแบบกลุBม ซึ่งเปAนกิจกรรมการเรียนตาม
จุดมุBงหมายของหลักสูตรขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพราะเปAนลักษณะของการเรียนที่เอื้อใหV
นักเรียนทำกิจกรรมความรBวมมือโดยเปšดโอกาสใหVนักเรียนไดV รBวมกันวางแผนแกVปzญหาและชBวยเหลือ
ซึ่งกันและกันซึ่งสBงผลตBอการอยูBรBวมกันอยBางมีความสุขตามเจตนารมณ7ของหลักสูตรและนอกจากน้ัน
ยังเปAนการปลูกฝzงลักษณะนสิ ยั การมีความซ่อื สตั ยต7 อB ตนเอง
2. ชุดสื่อประสมประกอบการบรรยายหรือชุดสื่อประสมสำหรับค รู เปAนชุดสื่อประสมสำหรับ
ครูใชVสอนกับนักเรียนเปAนกลุBมใหญBหรือนักเรียนทั้งหมด ชุดสื่อประสมประเภทนี้จะกำหนดเนื้อหา
กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอนใหVครูใชVประกอบการบรรยายเพื่อกิจกรรมการเรียนมากขึ้นกิจกรรม
การเรียนรูVของนักเรียนทุกคนจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน สิ่งที่บรรจุในกลBองหรือซองของชุดการสอน
ประเภทนี้ไดแV กB คBมู ือครู ซ่งึ ระบุจุดหมายของการเรียนการสอนรายละเอยี ดท่ีเก่ียวกับเนื้อหาวิชาลำดบั
ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายการสื่อการสอนตลอดจนการวัดผลและประเมินผล
นอกจากคูBมือครูแลVวมีสื่อการสอนประเกทตBาง ๆ แบบฝHกทักษะและแบบทดสอบความรูVของนักเรียน
ท้งั กอB นและหลังการเรียน
3. ชุดสื่อประสมรายบุคคล หรือชุดสื่อประสมตามเอกตภาพเปAนชุดสื่อประสมที่ใหVผูVเรียนสามารถ
ศึกษาหาความรูVดVวยตนเองตามกระบวนการและลำดับที่บอกไวVใหVผูVเรียนกVาวไปขVางหนVาตาม
ความสามารถ ความสนใจและความพรVอมของผูVเรียนเมื่อเรียนจบตอนแลVวก็จะนำแบบทดสอบเพ่ือ
ประเมินผลแลVวเรียนชุดตBอไปตามลำดับขั้น เมื่อมีปzญหาครูก็พรVอมที่จะใหVความชBวยเหลือในฐานะผVู
ประสานงานหรือผูVขี้แนะแนวทางทันที ชุดสื่อประสมรายบุคคลสามารถฝHกฝนและสBงเสริมนิสัยของ
นักเรยี นในการแสวงหาความรVดู VวยตนเองเปนA อยาB งดี
18
2.3 องคป? ระกอบของส่ือประสม
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526 หนVา 198-199) ไดVแบBงองค7ประกอบของสื่อประสม ออกเปAน 4
ประการ คอื
1. คมBู อื การใชสV ่อื ประสมจะชวB ยใหVครูใชสV ่อื ประสมประกอบการเรียนไดVอยBางมปี ระสิทธภิ าพ
คมBู ือครอู าจเปAนเลBมหรือเปAนแผนตังตอB ไปน้ี
1.1 คำชี้แจงสำหรับครู
1.2 ส่งิ ที่สรตู Vองเตรียม
1.3 บทบาทของนกั เรยี น
1.4 การจดั ชน้ั เรยี นพรอV มแผนผงั
1.5 แผนการเรียนรูV
1.6 แบบฝกH หัด(พรอV มเฉลย)
1.7 การประเมนิ (แบบทดสอบกBอน-หลังเรยี น) พรVยมเฉลย
2. แบบฝHกหัด หรือใบงานเปAนคูมือผูVเรียนใชVประกอบกิจกรรมการเรียนบันทึก คำอธิบาย และการ
ทำงาน แบบฝกH หัดจะเปAนชุดหรือรวมเลBมก็ไดV
3. สื่อสำหรับศูนย7กิจกรรม ในการผลิตสื่อประสมจะมีระบบในการผลิตจะตVองมี การแบBงวิชาเปAน
หนBวย หัวเรื่อง กำหนดมโนทัศน7 วัตถุประสงค7 กิจกรรมการเรียน การประเมินผล และสื่อประเภทตBาง
ๆ ตามหัวเรื่องและกิจกรรม อยBางไรก็ตามสื่อการสอนที่จะนำมารวมไวVในสื่อประสมนั้นตVองไมBใชBสื่อที่
มีราคาแพง ขนาดเล็กแตกหักไดVหรือมีขนาตใหญBเกินไป หรือเปAนสิ่งมีชีวิต สื่อเหลBานี้กำหนดไวVในคูBมือ
เพียงเพ่ือเรยี มไวลV วB งหนVาเทาB นน้ั
4. แบบทดสอบสำหรับการประเมินผล เปAนแบบทดอบอิงเกณฑ7ที่สอดคลVองกับวัตถุประสงค7เริง
พฤติกรรม จำนวน 5-10 ขVอ ซึ่งครูนำมาใชVเปAนแบบทดสอบกBอนและหลังเรียนโดยมีกระตดษคำตอบ
เตรยี มไวVตBางหาก
2.4 กระบวนการในการสอนโดยใช<สือ่ ประสม
รดี (แคลวV ใจทา. 2530 หนาV 29-30 : อVางองิ จาก Reid. 1979, หนาV 129-197) กลาB วถงึ
กระบวนการสอนโดยใชสV ่อื ประสม สรปุ ไดVดังน้ี
1. ตVองแนไB หวาB ผมVู สี BวนรBวมในการ วางแผนใชVสื่อประสมมคี วามสนใจ
2. วิเคราะห7ความตVองการและบทบาทของผูVเรียน ครูจะตVองทราบความสนใจ
ความสามารถและเจตคตขิ องผเูV รียน การทดสอบกBอนเรียนเปAนสิ่งหนึง่ ทจ่ี ะชBวยใหVรVูพ้นื ฐาน
ความสามารถของนกั เรยี น
3. กำหนด เนื้อหาที่จะสอนทักษะพรVอม ๆ กันในขณะวางแผนและเขียนออกมาในรูป
จุดประสงค7เฉพาะทค่ี ลุมเนอ้ื หา
19
4. วางจุดประสงค7เอพาะกBอนที่จะอBอนจุดประสงค7นี้จะทำใหVผูVเรียนและผูVสอน ทราบ
ลBวงหนาV วBา ผูVเรียนจะเกดิ พฤตกิ รรมใดบVางเมื่อการสอนส้นิ สดุ ลง
5. เลือกประบการณ7ใหVเหมาะสม ประสบการณ7ที่ตVองการใหVผูVเรียนไดVใชVความคิด ความ
เขVาไจ และมองเห็นไดV จะตVองเสือกใชVสื่อใหVเหมาะสมอยBาง ระมัดระวัง ประสบการน7การ
เรียนมีมากมาย ดังนั้นในการเลือกประสบการณ7ณ7ครูจะตVองตั้งคำถามามวBาประสบการณ7ท่ี
เลือกมาใชVนั้นเปAนตัวแทนของการสีอความหมายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดนี้เปAนไปไดVหรือไมB
นอกจากนี้การเลือกใชVวัสดุในการเรียนก็ตVองเลือกอยBางเหมาะสม ควรจะประดิษฐ7หรือสรVาง
ในทVองถิ่นนั้น ๆ เกณฑ7ในการเลือกควรคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหา เศรษฐกิจ และ
ประสทิ ธภิ าพในการสือ่ ความหมาย
6. การเลือกกลวิธีในการสอน กลวิธีนี้จะตVองตั้งอยูBบนรากฐานของการ สื่อความหมายที่มี
ประสิทธิภาพ ผูVมีสวนเกี่ยวองกับเรียงนี้จะตVองตัดสินใจลงไปวBาสื่อที่จะไดVมี ประสิทธิภาพ
สำหรบั การสอนเปนA กลุBมใหญB กลุBมเลก็ และการเรียนดVวยตนเองหรือไมB
7. มีการวัดผล เพื่อวัดวBาพฤติกรรมที่คาดหวังเกิดข้ึนในตัวนักเรียนหรือไมB เมื่อพฤติกรรมไมB
เกิดข้นึ ตามท่คี าดหวงั ไวV จะตVองหาสาเหตุลวV นเสรมิ ประสบการณน7 ้ัน ๆ ใหVมากขน้ึ
8. ประเมนิ ผลโดยการทบทวนวธิ กี ารท้ังหมดต้งั แตตB นV เพื่อหาขVอบกพรอB ง
2.5 ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วขอ< งกบั สื่อประสม
ในการสรVางสีอประสมทีมีประสิทธิภาพจำเปAนอยBางยิงที่จะตVองศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวขVอง ซึ่งมี
อยูB 3 กลBมุ ใหญB คอื kemp and Dayton
1. กลุBมพฤติกรรมนียม (Behaviorism) เปAนกลุBมที่ติดตามพฤติกรรมมนุษย7วBาเปAนการเชื่อมโยง
ระหวBางสิ่งเรVา (Stimuli) และการตอบสนอง (Responses) บางทีจึงเรียกวBาการเรียนรูVแบบ S - R ส่ิง
รVาก็คือ ขBาวสารหรือเนื้อหาวิซาที่สBงไปใหVผูVเรียนโดยผBานกระบวนการเรียนการสอนโปรน รสอนยิง
หลักทฤษฎีนี้มาก โดยจะแตกลำดับขั้นของการเรียนรูVออกเปAนยBอย ๆ และเมื่อผูVเรียนเกิดการ
ตอบสนอง ก็จะสามารถทราบผลไดVทันทีวBาเกิดการเรียนรูVหรือไมB ถVาตอบถูกตVองก็จะตVองมีการ
เสรมิ แรง โปรแกรมการเรียนการสอบเปAนรายบคุ คลอิงทฤษฎีนี้มาก
2. กลุBมเกสตัลท7 หรือสนาม หรือความรูV ความเขVาใจ (Gestalt, Field or Cognitive theories)
เปAนกลุBมที่เนVนกระบวนการความรูV ความเขVาใจหรือการรูVคิด อันไดVแกB การรับรูVอยBางมีความหมาย
ความเขVาใจและความสามารถในการจัดกระทำ อันเปAนคุณสมบัติพื้นฐานของพฤติกรรม มนุษย7ทฤษฎี
นี้ถือวBา การเรียนรูVของมนุษย7นั้นขึ้นกับคุณภาพของสติปzญญา และความสามารถในการสรVาง
ความสมั พนั ธ7
3. กลุBมจิตวิทยาทางสังคมหรือการเรียนรูVทางสังคม (Social Psychology or Social Learning
theory) เปAนกลุBมที่เริ่มไดVรับความสนใจมากขึ้นทฤษฎีนี้นันปzจจัยทางบุคลิกภาพและปฏิสัมพันธ7
20
ระหวBางมนุษย7 การเรียนสBวนใหญBเกี่ยวขVองกับกาการะทำทางสังตม โดยเรียนรูVจากประสบการณ7
โดยตรงหรือผาB นสอ่ื การเรยี นการสอน
ประหยัด ระวรพงศ7 ( http:/vod.msu.ac.th:0503765unit 1: mean.html : ความหมาย
ลักษณะ พัฒนาการของสื่อประสม 10/0 1/2552) กลBาวถึงหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวขVองกับสี
ประสมวBาสีอแตBละะยBางยBอมมีตีแตBละะยBางไมBมีสียชนิดใตจะใหVผลดีอยBางสมบูรณ7การเรียนการสอน
ยBอมตVองการพฒั นาพฤตกิ รมทงั้ สามตVาน คือ ความรVู ทักษะ และเจตตติ จึงตVองอาศัยการบรู พาทาร
ไชยยศ เรียงสุวรรณ (http:/vod.mus.ac/th/0503765/unit3index. html : หลักการ และ
หฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนในรูปแบบสื่อประสม. 10/01/2552) กลBาวถึงทฤษฎีที่เกี่ยวขVองกับสื่อ
ประสมดงั น้ี
1. ทฤษฎีการเรยี นกลBุมพฤติกรรมนียม ( Behavioral Leaming Theories)
ทฤษฎีการเรียนรูVกลุBมพฤติกรรมนิยม การเรียนรูVที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ7ระหวBางสิ่ง
เราV (Stimulus) และการตอบสนอง (Response) โดยอินทรียจ7 ะตอV งสราV งความสมั พนั ธ7ระหวาB งสงิ่ เราV
และการตอบสนองอันนำไปสูBความสามารถในการแสดงพฤติกรรม คือ การเรียนรูVนั่นเองผูVนำที่สำคัญ
ของกลุBมนี้ คือ พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) ธอร7นไดร7 ( Edward Thorndike ) และสกินเนอร7 (B.F.
Skinner)
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning) ผูVที่ทำทารศึกษาทดลองใน
เรื่องนี้คือ พาฟลอฟ ซึ่งเปAนนักสรีระวิทยา ชาวรัสเซีย ไดVทำการศึกษาทดลองกับสุนัขใหVยืนนิ่งอยูBในท่ี
ตรึงในหVองทดลอง ที่ขVางแกVมของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับการไหล ทดลองแบBงออกเปAน 3 ชั้น คือ
การการวางเงื่อนไข (Before Conditioning) ระหวBางการวางเงื่อนใข (During Conditioning )และ
หลังการวางเงื่อนไข (After Conditioning) อาจกลBาวไดVวBาการเรียนรูVแบบวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
คือการตอบสนองที่เปAนโดยอัตโนมัติ เมื่อนำสิ่งเรVาใหมBมควบคุมกับสิ่งเรVาเติม เรียหวBา พฤติกรรม เรส
ปอนเดVนท7 ( Respondent Behavior ) พฤติกรรมการเรียนรูVนี้เกิดขึ้นไดVทั้งกับมนุษย7และสัตว7
ทพ่ี าฟลอฟ ใชVอธบิ ายการทดลองของเขานน้ั ประกอบดVวยคำสำคัญ ดังนี้
1. สงิ่ เราV ท่ีเปนA กลาง (Neutral Stimulus) คอื สิ่งเราV ทไี่ มกB BอใหVเกดิ การตอบสนอง
1.1 สิ่งเรVาที่ไมBไดVวางเงื่อนไข (Unconditioned Stimulus หรือ US) คือสิ่งเรVาที่ทำใหVเกิดการ
ตอบสนองไดVตามช ธรรมชาติ
1.2 สิ่งเขVาที่วางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus หรือ CS ) คือสิ่งเรVาที่ทำใหVกีดการตอบสนอง
ไดVหลังจากถูกวางเงื่อนไขแลVว การตอบสนองที่ไมBไดVถูกวางเงื่อนไข (Unconditioned Response
หรือ UCR) คือการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรมชาติ การตอบสนองที่ดูกวางเงื่อนไข (Conditioned
Response หรือ CR) คือการตอบสนองอันเปAนผลมาจากการเรียนรูVที่ถูกวางเงื่อนไขแลVกระบวนการ
สำคญั อันเกิดจากการเรีบนรขูV อง พาฟลอฟ มีอยBู 3 ประการอันเกดิ จากการเรยี นรูแV บบวางเงยี่ นไข คอื
21
- การแผBขยาย (Generalization) คือ ความสามารถของอินทรีย7ที่จะตอบสนองในลักษณะเติมตBอ
สงิ่ เราV ทม่ี ีความหมายคลาV ยคลึงกนั ไดV
- การจำแนก (Diserimination) คือ ความสามารถของอินทรีย7ในการที่จะจำแนกความแตกตBาง
ของส่ิงเรVาไดV
- การลบพฤติกรรมชั่วคราว (Extinction) คือ การที่พฤติกรรมตอบสนองลดนVอยลงอันเปAนผล
เนื่องมาจากการทไ่ี มไB ดรV ับสิ่งเราV ทไ่ี มไB ดVถูกวางเง่ือนไข การฟ¬-นตัวของการตอบสนองทวี่ างเงอื่ นไข
( Spontaneous recovery ) หลังจากเกิดการลบพฤติกรรมชั่วคราวแลVวสักระยะหนึ่งพฤติกรรมที่ถูก
ลบเงื่อนไขแลวV อาจฟ¬-นตวั เกดิ ขึ้นมาอีกเม่ือไดVรับการกระตVนุ โดยสง่ิ เราV ที่วางเง่อื นไข
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบทารกระทำ (Operant Conditioning) ผูVที่เปAนเจVาของทฤษฎีนี้คือ
สกินเนอร7 โดยที่เขามีความคิดเห็นวBาทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้น จำกัดอยูBกับพฤติกรรมทา
รเรียนรูVที่เกิดขึ้นเปAนจำนวนนVอยของมนุษย7 พฤติกรรมสวนใหญBแลVวมนุษย7 จะเปAนผูVลงมือปฏิบัติเอง
ไมBใชBเกิดจากการจับคูBระหวBางสิ่งเรVาใหมBกับสิ่งเรVาเกBาตามการอธิบายของพาฟลอฟ สกินเนอร7 ตVอง
อธิบาย คำวBา พฤติกรรม ประกอบดVวยองค7ประกอบ 3 คำ คือ สิ่งที่กBอใหVเกิดขึ้นกBอน(Antecedent)
พฤติกรรม (Behavior) ผลที่ไดVรับ (Consequence) ซึ่งเขาเรียกยBอ ๆ วBา A-B-C โดยทั้ง 3 จะดำเนิน
ตอB เนื่องกันไป ผลที่ไดVรับกอB นกลายเปนA ส่งิ ท่กี BอใหเV กิดขน้ึ กBอนอันนำไปสBูผลท่ไี ดรV บั ตามลำตบั
2.6 คณุ คาC และประโยชนข? องการใช<สื่อประสม
ไชยยศ เรื่องสุวรรณ (http:/vod.msu.ac.th/0503765/unit3/index.html : หลักการและ
ทฤษฎีเที่ยวกับการสอนในรูปแบบสื่อประสม. 10/01/2552) กลBาววBาการใชVสื่อประสมในการศึกษาจะ
มปี ระโยชนม7 ากมายหลายดาV น เชBน
1. ดึงดูดความสนใจ บทเรียนสื่อประสมในลักษณะสื่อหลายมิติที่ประกอบดVวย ภาพกราฟฟšก
ภาพเคลื่อนไหวแบบวีดีทัศน7 และเสียง นอกเหนือไปจากเนื้อหาตัวอักษร จะดึงดูดความสนใจของ
ผเVู รยี นไดVเปAนอยาB งดี และชวB ยในการสอื่ สารระหวBางผVสู อนและผเูV รียนดVวย
2. การสืบคVน เชื่อมโยงฉับไว ดVวยสมรรถนะของการเชื่อมโยงหลายมิติทำใหVผูVเรียนสามารถเรียนรVู
ในสงิ่ ตาB ง ๆ ไดกV วาV งขวางและหลากหลายอยBางรวดเรว็ โดยไมBจำเปนA เรยี นไปตามลำดับเนอื้ หา
3. การโตVดอบระหวBางสื่อและผูVเรียน บทเรียนสื่อประสมจะมีจุดเชื่อมโยงหลายมิติเพื่อใหVผูVเรียน
และส่ือมีปฏิสัมพนั ธ7กันไดVในลกั ษณะส่อื ประสมเชิงโตVตอบ
4. ใหVสารสนเทศหลากหลาย ดVวยการใชVซีดี และดีวีดี ในการใหVขVอมูลและสารสนเทศในปริมาณท่ี
มากมาย และหลากหลายรปู แบบเกี่ยวกับเนอื้ หาบทเรยี นท่สี อน
5. ทดสอบความเขVาใจผูVเรียนบางคนอาจจะไมBกลVาถามขVอสงสัยหรือตอบคำถามในหVองเรียน
การใชสV ่อื ประสมจะชวB ยแกปV zญหาในสงิ่ นไี้ ดVโดยการใชใV นลักษณะการศกึ ษารายบุคคล
22
6. สนับสนุนความคิดรวบยอด สื่อประสมสามารถแสดงสารสนเทศเพื่อสนับสนุนความคิดรวบ
ยอดของผปูV ว‘ ย โดยการเสนอสิง่ ทใ่ี หVตรงจะสอบยVอนหลงั และแกไV ขจุดออB นในบทเรยี น
ประหยดั จิระวรพงศ7 (http://vod.msu.ac.th/0503765/unit 1/;mean.html: ความหมาย
ลักษณะ พัฒนาการของสื่อประสม 10/01/2552) กลBาวถึงคุณคBาของสื่อประสมวBาสื่อประสมที่ผBาน
การทดสอบและปรับปรุงแลVว จะใหคV ุณคBาท่ีนาB เชอ่ื ถือไดVหลายประการดังนี้
1. ผูVเรียนมีโอกาสศึกษาตามความสามารถและความสนใจจากสื่อหลายประเกทและไดVรับ
ประสบการณท7 ี่มีคณุ คBาการเรยี นไมBลดลง
2. ชวB ยลดเวลาการเรียน และการสอนทั้งผVเู รียนและผสVู อน แตBประสทิ ธภิ าพ
3. ชBวยเพิม่ พูนกระบวนการเรยี นเพื่อรอบรVู และลดปzญหาการสอบตก
4. ชBวยในการประเมินการสอนและการปรับปรุงการสอนจะเห็นไดVวBาการสอนโดยใชVสื่อประสม
นั้น เปAนวิธีสอนที่จะชBวยใหVผูVเรียนสามารถทำความเขVาใจในบทเรียนไดVอยBางดี โดยดูรูผูVสอนจะตVองมี
ความรูVความเขVาใจในเรื่องของการเลือกใชVสื่อประสมนอกจากนี้แลVวบทบาทของครูและการมีสวนรBวม
ในกิจกรรมการเรียนการสอนของผูVเรียนจะทำใหVผูVเรียนไดVรับประสบการณ7ตรง มีความคงทนในการ
เรียนรูVทำใหกV ารเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร7มีประสิทธภิ าพมากขึน้
2.7 การออกแบบและผลติ สือ่ ประสม
ชยั ยงค7 พรหมวงศ7 (2523, หนVา 123) กลาB ววาB การผลติ ส่อื ประสมมีข้นั ตอนสำคญั
10 ข้ันตอนดวV ยกนั ดงั นี้
1. กำหนดหมวดหมูBเนื้อหา และประสบทารณ7 อาจจะกำหนดเปAนหมวดวิชา หรือบูรณาการ
เปนA แบบสหวทิ ยาการตามท่ีเห็นเหมาะสม
2.กำหนดการสอนโดยแบBงเนื้อหาออกเปAนหนBวยการสอน ประมาณเนื้อหาวิชาที่จะใหVครู
สามารถถBายทอดความรVแู ทนB ักเรียนไดVใน 1 สัปดาห7 หรือสอนไดใV นหนBวยละครัง้
3. กำหนดหัวเรื่อง ผูVสอนจะตVองถามตัวเองในการสอนแตBละหนBวย ควรใหVประสบการณ7จะไร
นักเรยี นบาV ง แลVวกำหนดหวั ขอV เรอ่ื งออกมาเปAนหนวB ยการสอนยอB ย
4. กำหนดลักษณะและมโนทัศน7 หลักการและมโนทัศน7ที่กำหนดขึ้นจะตVองสอดคลVองกับ
หนBวยและหัวเรื่อง โดยสรุปแนวความคิด สาระและเกณฑ7ที่สำคัญไวVเพื่อเปAนแนวทางจัดเนื้อหาใหV
สอดคลอV ง
5. กำหนดวัตถุประสงค7ใหVสอดคลVองกับหัวเรื่อง โดยเขียนเปAนวัตถุประสงค7เชิงพฤติกรรมที่
ตVองมีเกณฑ7การเปลยี่ นพฤตกิ รรมไวVทกุ ครัง้
6. กำหนดกิจกรรมการเรียนใหVสอดคลVองกับวัตถุประสงค7เชิงพฤติกรรม ซึ่งจะเปAนแนวทางใน
การเลือกและการผลิตสื่อการสอน "กิจกรรมการเรียน" หมายถึง กิจกรรมทุกอยBางที่ผูVเรียนปฏิบัติ เชBน
การอBานบตั รคำส่งั ตอบคำถาม เขียนภาพ ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร7การเลBนเกมส7 ฯลฯ
23
7. ทำหนดแบบประเมินผล ตVองประเมินผลใหVตรงกับวัตถุประสงค7เชิงพฤติกรรมโดยใชV
แบบทดสอบอิงเกณฑ7 (Criteion Test) เพื่อใหVผูVสอนทราบวBา หลังจากการเรียนโดยสื่อประสมแลVว
ผเVู รียนไดเV ปลี่ยนพฤตกิ รรมการเรยี นตามวตั ถปุ ระสงค7ทตี่ งั้ ไวV
8. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณ7และวิธีการที่ครูใชVถือเปAนสื่อการสอนทั้งสิ้นเมื่อ
ผลิตสื่อการสอนของแตBละหัวเรื่องแลVว ก็จัดสื่อการสอนเหลBานั้นไวVเปAนหมวดหมูB นำไปทดลองหา
ประสิทธิภาพตามเกณฑ7มาตรฐานตBอไป การทำหนดประสิทธิภาพของสื่อประสมนิยมตั้งไวV 90/90
สำหรับเนื้อหาที่เปAนความจำ และไมBต่ำกวBา 80/80 สำหรับวิชาทักษะ เชBน ภาษา เพราะ การเปลี่ยน
พฤติกรรมคดิ ตามระยะเวลา ไมสB ามารถเปลีย่ นและวัดไดVทนั ทีทเี่ รียนเสร็จไปแลVว
9. หาประสิทธิภาพของสื่อประสม เพื่อเปAนการประกันวBา สื่อประสมที่สรVางขึ้นมี
ประสิทธภิ าพในการสอน ผVูสราV งตVองกำหนดเกณฑ7โดยคำนึงหลักการทีว่ Bา การเรียนรูV เปนA กระบวนการ
เพอื่ ชวB ยใหกV ารเปลีย่ นพฤติกรรมของผูVเรียนบรรลุผล
10. การใชVสื่อประสม เปAนขั้นการนำสื่อประสมไปใชVซึ่งจะตVองมีการตรวจสอบและปรับปรุง
อยูBตลอดเวลาจากขั้นตอนการผลิตสื่อประสมตังกลBาว ทำใหVมองเห็นเปAนแนวทางในการผลิตสื่อ
ประสมไดVเปAนอยBางดี การผลิตสื่อประสมก็คือ การผลิตสิ่งตBาง ๆ ตามองค7ประกอบของสื่อประสม
นน่ั เอง
จากขั้นตอนการผลิตสื่อประสมตังกลBาว ทำใหVมองเห็นเปAนแนวทางในการผลิตสื่อประสมไดV
เปนA อยาB งดี การผลิตส่ือประสมก็คือ การผลิตสิ่งตBาง ๆ ตามองค7ประกอบของส่ือประสมน่นั เอง
2.8 การใชส< อ่ื ประสม
การนำสื่อประสมไปใชV มขี ัน้ ตอนตังน้ี คอื
1. การทดสอบทอB นเรยี น เพือ่ ดูพฤติกรรมเบอื้ งตนV อนั เปนA พน้ื ฐานการเรยี นรูขV องผูVเรียน
2. ขั้นนำเขVาสูBบทเรียน ทั้งนี้เนื่องจากการนำเขVาสูBบทเรียน เปAนการสรVางแรงจูงใจใหVผูVเรียนท่ี
มคี วามตอV งการทจี่ ะเรยี น ทั้งน้ีขนึ้ อยูBกับเทคนิคของผสูV อนดVวยในการนำเขาV สBูบทเรียนทีน่ Bาสนใจ
3. ขั้นประกอบกิจกรรม ครูตVองอธิบายใหVนักเรียนเขVาใจในการทำกิจกรรมกBอนลงมือทำ
กิจกรรม
4. สรุปบทเรียน นักเรียนและครูรBวมกันสรุปบทเรียน หรือครูนำสรุป ซึ่งอาจทำไดVโดยการ
ถาม หรอื ใหVกจิ กรรมอ่ืนท่ที ำใหVแนใB จวาB นกั เรยี นไดเV รยี นรVู ความคดิ รวบยอดหรือหลกั การ
ตามทกี่ ำหนด
5. ประเมินผลการเรียน โดยทำขVอสอบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อประเมินนักเรียนวBาบรรลุตาม
จุดประสงคท7 ี่ทำหนดไวVหรอื ไมB เพ่อื จะไดVปรับปรงุ แกไV ขขVอบกพรBองของนักเรยี นในกรณที ี่ไมผB าB น
จดุ ประสงค7ทก่ี ำหนดขVอใดขอV หนึง่ ถาV นักเรียนผBานจุดประสงคห7 มดทุกขอV ก็ไหเV ขียนกาV วหนVาตBอไป
24
3. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
3.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเปAนความสามารถของนักเรียนในดVานตBาง ๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียน
ไดVรับประสบการณ7จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูตVองศึกษาแนวทางในการวัดและ
ประเมินผลการสรVางเครื่องมือวัดใหVมีคุณภาพนั้น ไดVมีผูVใหVความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวV
ดังน้ี
พิมพันธ7 เดชะคุปต7 และพเยาว7 ยินดีสุข (2548, หนVา 125) กลBาววBา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
หมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ไดVจากกระบวนการเรียนการสอน
ปราณี กองจินดา (2549,หนVา 42) กลBาวBา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถ
หรือผลสำเร็จไดVรับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเปAนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ7
เรียนรูVทางดVานพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังไดVจำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนไวV ตาม
ลักษณะของวตั ถปุ ระสงคข7 องการเรยี นการสอนทีแ่ ตกตBางกนั
ดังนั้นจึงสรุปไดVวBาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอน
ที่จะทาใหVนักเรียนเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดไดVโดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ดVาน
คือ ดาV นพุทธพิ สิ ัย ดาV นจิตพสิ ัย และดVานทักษะพิสัย
3.2 องค?ประกอบของผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
วรรณา ขันธชัย (2547 : 21) ไดVกลBาวถึงองค7ประกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวVตาม
ลักษณะของวัตถุประสงค7ของการเรียนการสอนเพื่อมุBงใหVนักเรียนมีความสามารถทางดVานตBาง ๆ คือ
ความรูVความเขVาใจ ซึ่งอาจไดVมาจากกระบวนการเรียนรูVทางวิทยาศาสตร7 และกระบวนการสืบเสาะหา
ความรูV นักเรียนจะไดVแสดงพฤติกรรมถึงการมีสBวนรBวมในการสืบเสาะหาความรูVดVวยตนเอง การนา
ความรูV และวิธีการทางวิทยาศาสตร7ไปใชVในทักษะปฏิบัติการในการใชVเครื่องมือเจตคติ และความ
สนใจ ซ่ึงมแี นวโนมV ทีม่ งBุ เนVนใหนV ักเรยี นมโี ลกทศั น7ที่กวVางและสามารถปรบั ตวั ไดดV ี
วันดี ภิญญมิตร7 (2552 : 54) ไดVกลBาววBา บลูม (Bloom) และคณะ ไดVจำแนกองค7ประกอบ
ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวVตามลักษณะของวัตถุประสงค7ของการเรียนการสอน เพื่อใหVเกิด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน3ดVานคือดVานพุทธิพิสัยจะมุBงพัฒนาการเรียนรูVที่เกี่ยวกับความสามารถทาง
สติปzญญา ดVานความรูVความจา ความเขVาใจ การนาไปใชV การวิเคราะห7 การสังเคราะห7 และการ
ประเมินคBา ดVานทักษะพิสัย จะมุBงพัฒนาความสัมพันธ7ระหวBางรBางกายและสมองที่มี ความสามารถใน
การปฏิบัติจนมีทักษะ มีความชานาญในการดาเนินงานตBาง ๆ และดVานจิตพิสัย จะมุBงพัฒนา
คณุ ลักษณะดาV นจิตใจหรอื ความรVูสึกเก่ยี วกบั ความสนใจ เจตคติและการปรับตวั เปนA ตVน
จากที่กลBาวมาขVางตVน องค7ประกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปไดVวBา จำแนก
องค7ประกอบของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามลักษณะของวัตถุประสงค7ของการเรียนการสอน เพื่อมุBง
25
ใหVนักเรียนมี ความสามารถทางดVานตBาง ๆ เพื่อใหVเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3 ดVาน คือ ดVานพุทธ
พิสัย ดVานทักษะพิสัย และดVานจิตพิสัย ซึ่งมุBงเนVนใหVนักเรียนมีโลกทัศน7ที่กวVางและ สามารถปรับตัวไดV
ดี
3.3 การวัดและประเมนิ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
เชาว7 อินใย (2555 : 21-24) กลBาววBา การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถ
วัดและประเมินผลไดVตามคูBมือ Taxonomy of educational objectives ของ Bloom พฤติกรรมที่
ตVองการทาการวัดประเมินผูVเรียนดังนี้ พฤติกรรมดVานพุทธิพิสัย เปAนความสามารถดVาน การคิด
(Thinking) การระลึกไดV (Recall) การจำแนกไดVหรือการรูVจัก (Recognition) ความสามารถ เหลBาน้ี
เปAนความสามารถดVานสมองของมนุษย7 แบBงไดV 6 ขั้นโดยเรียงลาดับจากพฤติกรรมที่งBายไปหา
พฤติกรรมทย่ี ากดังนี้
1. ความรูVความจำ (knowledge) หมายถึงความสามารถในการจดจาระลกึ เรอ่ื งราวตาB ง ๆ ไดV
อยาB งถูกตอV ง แบBงไดV 3 ระดบั คือ
1) ความรูVความจำในเนื้อหา (knowledge of Specifics) ความรูVในเนื้อหาจะหมายถึง การที่
นกั เรียนสามารถจดจาระลกึไดVถงึ ขอV เท็จจรงิ กฎเกณฑเ7 ฉพาะบางอยาB งซึ่งเปน็สBวนสำคญั ของเนอื้ เรื่อง
1.1 ความรูVในศัพท7ที่ใชV (knowledge of terminology) เปAนความรูVที่เกี่ยวขVองกับ
คาศัพท7หรอื คาศพั ท7เฉพาะท่จี าเปAนตVองใชVเชนB ปรมิ าตรคือหนBวยวดั อะไร กุญชรหมายถงึ สิง่ ใด ฯลฯ
1.2 ความรูVในขVอเท็จจริงเฉพาะ (knowledge of specific facts) เปAนความรูV
เกี่ยวกับขVอเท็จจริง เชBน ชื่อสถานที่สำคัญ เหตุการณ7ที่สำคัญในประวัติศาสตร7 ชื่อบุคคลสำคัญ ความรVู
ในขVอเท็จจริงที่แตกตBางจากความรูVในศัพท7ที่ใชVตรงที่ความรูVในศัพท7ที่ใชVนั้นโดยทั่วไปหมายถึง ขVอตกลง
ภายในแตลB ะสาขาสวB นความรVใู นขอV เทจ็ จรงิ เฉพาะนัน้ จะหมายถงึ การคVนพบซงึ่ มักจะพิสูจนไ7 ดV
2) ความรูVเกี่ยวกับวิธีดาเนินการและขบวนการที่เกี่ยวขVองกับสิ่งที่เฉพาะเจาะจง
(knowledge of Way and Means of Dealing with Specifics) เปAนความรูVความจาที่เกี่ยวกับ วิธี
ดาเนินงาน ระเบียบแบบแผน ลาดับขั้นของแนวโนVม จะมุBงที่กระบวนการมากกวBาผลผลิตสามารถ
แบBงความรูVในขั้นนไ้ี ดV 5 ประการคอื
2.1 ความรูVเกี่ยวกับแบบแผน (knowledge of pattern) เปAนความรูVความจาที่ทุก
คนตกลงรBวมกัน ทาใหVเกิดระเบียบแบบแผน เชBน คนทั่วโลกสามารถอBานสัญลักษณ7ทางคณิตศาสตร7
ไดV
2.2 ความรูVเกี่ยวกับแนวโนVมและลาดับขั้น (knowledge of Trends and
Sequences) เปAนความรูVความจาที่ผูVเรียนทราบวBาเหตุการณ7นั้น ๆ เกิดขึ้นไดVอยBางไร ในชBวง
ระยะเวลาหนึง่ สง่ิ ใดเกดิ ขึน้ กอB น สิ่งใดเกดิ ขน้ึ ทหี ลัง
26
2.3 ความรูVเกี่ยวกับการจัดประเภท (knowledge of Classification and
Categories) เปAนความรูVความจาที่ผูVเรียนสามารถแยกสิ่งตBาง ๆ ออกเปAนหมวดหมูB โดยยึดกฎเกณฑ7
วัตถุประสงค7โครงสรVางหนVาทแี่ ละคุณสมบตั ิเปAนหลกั
2.4 ความรูVเกี่ยวกับเกณฑ7ตBาง ๆ (knowledge of Criteria) เปAนความรูVความจา
เกี่ยวกับเกณฑ7ตBาง ๆ ที่จะใชVตัดสินขVอเท็จจริง ทฤษฎี ขVอคิดเห็นตBาง ๆ เชBน ทราบไดVอยBางไรวBา
อาจารยผ7 Vสู อนดี ฯลฯ
2.5 ความรูVเกี่ยวกับวิธีการ (knowledge of Methodology) เปAนความรูVความจา
เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการในการปฏิบัติงานตBาง ๆ เชBน การทดลองเรื่องวงจรไฟฟwา มีขั้นตอนอยBางไร
ฯลฯ
3) ความรVรู วบยอดในเน้อื เรื่อง (knowledge of Universals and Abstractions in a field) เปAน
ความรูVความจาเกี่ยวกับ ความสามารถที่จะเก็บเอาแตBสBวนที่สำคัญของเรื่องที่เรียกวBา หลักการและ
ความสามารถที่จะขยายสBวนที่สำคัญของเรื่องไปสูBสิ่ง อื่น ๆ สถานการณ7อื่น ๆ ความรูVรวบ ยอดในเน้ือ
เรอื่ งแบงB ไดV 2 ประการคือ
3.1 ความรูVเกี่ยวกับหลักวิชาและการขยายความ (knowledge of principle and
Generalization) เปAนความรูVความจาที่ตVองการทดสอบวBานักเรียนจะสามารถจดจา ระลึกในหลักการ
หรือกฎเกณฑ7ที่ใหVไดVวBา มีขVอความอยBางไรบVาง เชBน การบวกและการคูณเหมือนกันอยBางไร
จดุ มงBุ หมายของสงครามโลกครั้งที่ 1 คอื อะไร ฯลฯ
3.2 ความรูVเกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสรVาง (knowledge of Theories and Structures)
หมายถึง ความรูVในหลักการจากของหลายสิ่งหลายเนื้อหาที่สัมพันธ7กัน เพื่อที่จะคVนหา ทฤษฎีและ
โครงสรVางที่เปAนสBวนรBวมของเนื้อหาเหลBานั้น ตBางกับความรูVเกี่ยวกับหลักวิชาและการขยาย ความโดย
ที่ความรูVเกี่ยวกับหลักวิชาและการขยายความนั้นระบุเฉพาะเจาะจงหลกัเกณฑ7อันใดอันหนึ่งไมBไดV
แสดงความสัมพันธ7ซึ่งกันและกัน เชBน พรรคการเมืองอยูBรBวมกันไดVเพราะอะไร สี่เหลี่ยมขนมเปMยก ปูน
และส่เี หล่ียมผืนผาV เหมอื นกนั ในหลกั การใดฯลฯ
2. ความเขVาใจ (Comprehension) เปAนความสามารถในการขยายความรูVความจำใหVไกล ออกไป
จากเดมิ หรือการถBายทอดสื่อความหมายเร่อื งราวตBาง ๆแตตB Vองคงความหมายเดมิ ไวVแบงB ไดV 3 ระดับคอื
(1) การแปลความ (Translation) เปAนความสามารถในการใชVภาษาอื่นคาศัพท7อื่น หรือ แบบ
ของการสื่อความหมายอื่น ๆ แทนขVอความหรือความคิดเดิม เชBน การแปลความหมาย สัญลักษณ7
รูปภาพ โคลงกลอ ฯลฯ
(2) การตีความ (Interpretation) เปAนความสามารถในการสื่อความหมายจากการ แปล
ความทั้งหมดเปAนทัศนะใหมB ผลลัพธ7ที่ไดVจะแปลกไปจากเดิม เชBน การสรุปคาบรรยายทั้งหมดเปAน
ประเดน็ ท่ีสำคญั การสรปุ วาB การอภปิ รายมีจุดมงBุ หมายอยาB งไร ฯลฯ
27
(3) การขยายความ (Extrapolation) เปAนความสามารถที่จะขยายหรือทานาย เหตุการณ7
ลBวงหนVาวBาจะเปAนอยBางไร ซึ่งตั้งอยูBบนความรูV กฎเกณฑ7 และแนวโนVมที่เคยมีอยูBอยBางมี เหตุผล เชBน
สามารถคาดคะเนเหตกุ ารณล7 BวงหนVาไดฯV ลฯ
3. การนาไปใชV (Application) เปAนความสามารถในการนาเอาความรูVและความเขVาใจ วิธีการ
ทฤษฎี กฎเกณฑ7 และแนวคิดตBาง ๆ ไปแกVปzญหาในสถานการณ7ใหมBที่แตกตBางไปจากเดิม เชBน
เลอื กใชเV ครือ่ งมือในการทดลองไดVเหมาะสมทาโจทย7ปญz หาไดVฯลฯ
4. การวิเคราะห7 (Analysis) เปAนความสามารถและทักษะในการจำแนกเรื่องราวตBาง ๆ ออกเปAน
สBวนยBอย ๆ ตามหลกั การและกฎเกณฑ7ทีก่ าหนดใหVการวิเคราะหแ7 บงB เปนA 3 ระดบั คอื
(1) การวิเคราะห7สBวนประกอบหรือการวิเคราะห7ความสำคัญ (Analysis of Element) เปAน
ความสามารถที่จะแยกแยะ ความคิดปzญหาหรือสิ่งของออกเปAนสBวนๆวBาสิ่งเหลBานั้น ประกอบไปดVวย
อะไรบVาง เชBน จังหวัดเชียงใหมBมีความสำคัญตBอภาคเหนืออยBางไรจำแนกองค7ประกอบ ของส่ิงตBาง ๆ
ไดV
(2) การวิเคราะห7ความสำคัญ (Analysis of Relationships) เปAนความสามารถที่จะ
มองเห็นความสัมพันธ7ระหวBางสBวนประกอบยBอย ๆ วBามีความสัมพันธ7กันอยBางไร เชBน สามารถบอก
ความสัมพันธข7 องบคุ คลในครอบครัวไดV อวัยวะขอV ใดทาหนาV ที่เกีย่ วขVองกันมากท่ีสดุ ฯลฯ
(3) การวิเคราะห7หลักการ (Analysis of Organizational) เปAนความสามารถที่จะ คVนหา วBา
สิ่งตBาง ๆ รวมตัวกันไดVดVวยหลักการใด หรือมีสิ่งใดเปAนตัวเชื่อมโยง เชBน สามารถวิเคราะห7ไดV วBาโคลง
บทนี้มคี าB นิยมมากเพราะอะไร โจทย7ปญz หาขVอน้ีไมBสามารถหาคาตอบไดเV พราะขาดส่งิ ใดฯลฯ
5. การสังเคราะห7 (Synthesis) เปAนความสามารถที่จะรวมสิ่งของตั้งแตB 2 สิ่งขึ้นไปจนไดV สิ่งของ
แบบใหมBที่มีคุณลักษณะแตกตBางไปจากเดิมและมีคุณภาพสูงกวBาเดิม กระบวนการสังเคราะห7 จะชBวย
ใหนV กั เรยี นมคี วามคิดสรVางสรรค7การสังเคราะหแ7 บงB ไดV 3 ระดับคือ
(1) การสังเคราะห7เพื่อสื่อความหมายหรือการสังเคราะห7ดVวยขVอความ (Production of a
Unique Communication) เปAนความสามารถในการเรียบเรียงถVอยคาใหVเปAนขVอความหรือการ พูด
การเขียน การแสดงความคิดเห็นใหVคนอื่นเขVาใจ เชBน การแตBงนวนิยาย การเขียนบรรยายภาพ การ
เขียนเรยี งความ ฯลฯ
(2) การสังเคราะห7แผนงาน ( Production of a Plan of Proposed Set of Operations)
เปAนความสามารถในการนาขVอมูลหรือเรื่องราวตBาง ๆ มาเสนอเปAนแผนงานใหมB เชBน เขียนโครงการ
ใหมBๆ เสนอวธิ แี กVปzญหา วางแผนการสอนเร่ืองใดเร่อื งหน่งึ ฯลฯ
(3) การวิเคราะห7ดVวยความสัมพันธ7 (Derivation Of a Set Of Abstract Relations) เปAน
ความสามารถที่จะวิเคราะห7เหตุการณ7หรือปรากฏการณ7ตBาง ๆ แลVวสามารถรวบรวมขึ้นเปAนเรื่อง ใหมB
28
เชBน การลงทVายสรุปในนิทานสอนเด็ก ความสามารถที่จะสรVางทฤษฎีการเรียนรูVเพื่อนามาสอน เด็ก
ฯลฯ
6. การประเมินคBา (Evaluation) หมายถึงความสามารถในการตัดสินใจโดยนาไป เปรียบเทียบกับ
เกณฑท7 ี่กาหนดขึ้น เกณฑ7ท่ใี ชVในการประเมินมี 2 ประเภทคือ เกณฑ7ภายในและเกณฑ7 ภายนอก
(1) การประเมนิ คาB โดยอาศัยเกณฑ7ภายใน (Judgements in Term of Intenral Evidence)
เปAนความสามารถในการตัดสินใจหาขVอสรุป โดยอาศัยเกณฑ7ตามลักษณะเนื้อหาของสิ่งนั้น เรียกวBา
เกณฑภ7 ายใน เชนB ประเมินความถูกตอV งของขVอมูล ใหVประเมินความสมเหตุสมผลของ ผลลัพธ7 ฯลฯ
(2) การประเมินโดยอาศัยขVอเท็จจริงภายนอก (Judgements in Term Of External
Criteria)เปAนความสามารถในการพิจารณาตัดสินโดยอาศัยเกณฑ7ที่เปAนเรื่องราวของสิ่งอื่น ๆ มิใชB
ขVอเท็จจริงในเรื่องราวนั้น ๆ เรียกวBา เกณฑ7ภายนอก เชBน เราควรชBวยกันดูแลรักษา สภาพแวดลVอม
หรือไมB การรักษาประเพณีที่สำคัญไวVมีความจาเปAนหรือไมBเพราะเหตุใด พฤติกรรม การศึกษาท่ี บลูม
ไดV แบBงไวVจะเริ่มตั้งแตB ความรูVความจา ความเขVาใจ การนาไปใชV การวิเคราะห7 การ สังเคราะห7และ
การ ประเมินคBา พฤติกรรมดVานความรูVความจาเปAนพฤติกรรมระดับต่ำสุดที่คนปกติทุก คนควรจะมี
แลVวจึง พัฒนาไปเปAนพฤติกรรม ดVานความเขVาใจจนถึงพฤติกรรมการประเมินคBา ซึ่งเปAน พฤติกรรมข้ัน
สูงสุด การจัดการเรียนการสอนควรจะใหVเด็กไดVมีพฤติกรรมมากกวBาดVานความรูV ความจา ซึ่งจะทาใหV
เดก็ มี กระบวนการคดิ ที่สงู ขึ้น
3.4 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กลBาววBา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบที่ใชVวัดความรูV ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนไดVเรียนรูVมาแลVววBา
บรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค7ทีก่ าหนดไวVเพียงใด
สมพร เชื้อพันธ7 (2547 : 59) กลBาววBา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบหรือชุดของขVอสอบที่ใชVวัดความสำเร็จหรือความสามารถในการท ากิจกรรมการเรียนรVู
ของนักเรียนที่เปAนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผูVสอนวBาผBานจุดประสงค7การ
เรียนรทูV ตี่ ง้ั ไวVเพียงใด
3.5 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
1. ขVอสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essay test) เปAนขVอสอบที่มีเฉพาะ คาถาม
แลVวใหนV ักเรยี นเขยี นตอบอยBางเสรี เขยี นบรรยายตามความรVแู ละเขยี นขVอคิดเหน็ ของแตBละคน
2. ขVอสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือขVอสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแตB
ตัวเลือก ดังกลBาวเปAนแบบคงที่และมีความหมายตรงกันขVาม เชBน ถูก-ผิด ใชB-ไมBใชB จริง-ไมB จริง
เหมือนกนั - ตาB งกันเปนA ตVน
29
3.ขVอสอบแบบเติมคา ( Completion test )เปAนขVอสอบที่ประกอบดVวยประโยค หรือ
ขVอความที่ยังไมBสมบูรณ7แลVวใหVตอบเติมคาหรือประโยค หรือขVอความลงในชBองวBางที่เวVนไวVนั้น เพื่อใหV
มีใจความสมบูรณ7และถูกตอV ง
4. ขVอสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) เปAนขVอสอบที่คลVายกับขVอสอบ แบบเติม คา
แตBแตกตBางกันที่ขVอสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเปAนประโยคคาถามสมบูรณ7 (ขVอสอบเติมคา เปAน
ประโยคหรือขVอความที่ยังไมBสมบูรณ7) แลVวใหVผูVตอบเขียนตอบ คาตอบที่ตVองการจะสั้นและกะทัดรัดไดV
ใจความสมบรู ณไ7 มใB ชBเปนA การบรรยายแบบขอV สอบอัตนัยหรือความเรยี ง
5. ขVอสอบแบบจับคูB (Matching test) เปAนขVอสอบแบบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีคBา หรือ
ขVอความแยกออกจากกันเปAน 2 แลVวใหVผูVตอบเลือกจับคูBวBาแตBละขVอความในชุดหนึ่งจะคูBกับคำหรือ
ขVอความใดในอีกชุดหน่ึงซงึ่ มีความสมั พนั ธก7 ันอยาB งใดอยBางหนงึ่ ตามที่ผอูV อกขVอสอบกาหนดไวV
6. ขVอสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) คาถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไป จะ
ประกอบดVวย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนั้นจะ
ประกอบดVวยตัวเลือกที่เปAนคาตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีคาถามที่กาหนดใหVพิจารณา แลVวหา
ตัวเลือกที่ถูกตVองมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆ และคาถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใชV
ตัวเลอื กท่ใี กลVเคยี งกนั
3.6 ลกั ษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทด่ี ี
นักการศึกษาหลายทBานไดVกลBาวถึงลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี (สิริพร ทิพย7
คง. 2545: 195)
1. ความเที่ยงตรง เปAนแบบทดสอบที่สามารถนาไปวัดในสิ่งที่เราตVองการวัดไดVอยBาง ถูกตVอง
ครบถวV น ตรงตามจุดประสงคท7 ตี่ อV งการวัด
2. ความเชื่อมั่น แบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่น คือ สามารถวัดไดVคงที่ไมBวBาจะวัดกี่ครั้งก็ ตาม
เชBน ถVานาแบบทดสอบไปวัดกับนักเรียนคนเดิมคะแนนจากการสอบทั้งสองครั้งควรมี ความสัมพันธ7
กนั ดี เม่ือสอบไดคV ะแนนสงู ในคร้ังแรกก็ควรไดVคะแนนสงู ในการสอบคร้งั ที่สอง
3. ความเปAนปรนัย เปAนแบบทดสอบที่มีคาถามชัดเจน เฉพาะเจาะจง ความถูกตVองตาม หลัก
วิชา และเขVาใจตรงกัน เมื่อนักเรียนอBานคาถามจะเขVาใจตรงกัน ขVอคาถามตVองชัดเจนอBานแลVว เขVาใจ
ตรงกัน
4. การถามลึก หมายถึง ไมBถามเพียงพฤติกรรมขั้นความรูVความจาโดยถามตามตาราหรือ
ถามตามที่ครูสอน แตBพยายามถามพฤติกรรมขั้นสูงกวBาขั้นความรูVความจาไดVแกB ความเขVาใจการ นาไป
ใชV การวิเคราะห7การสงั เคราะห7และการประเมนิ คาB
5. ความยากงBายพอเหมาะ หมายถึง ขVอสอบที่บอกใหVทราบวBาขVอสอบขVอนั้นมีคนตอบถูก
มากหรือตอบถูกนVอย ถVามีคนตอบถูกมากขVอสอบขVอนั้นก็งBายและถVามีคนตอบถูกนVอยขVอสอบขVอนั้นก็
30
ยาก ขVอสอบที่ยากเกินความสามารถของนักเรียนจะตอบไดVนั้นก็ไมBมีความหมาย เพราะไมBสามารถ
จำแนกนักเรียนไดVวBาใครเกBงใครอBอนในทางตรงกันขVามถVาขVอสอบงBายเกินไปนักเรียนตอบไดVหมด ก็ไมB
สามารถจำแนกไดเV ชBนกัน ฉะนนั้ ขอV สอบทด่ี คี วรมีความยากงาB ยพอเหมาะ ไมยB ากเกินไปไมงB Bายเกินไป
6.อำนาจจำแนกหมายถึงแบบทดสอบนี้สามารถแยกนักเรียนไดVวBาใครเกBงใครอBอนโดย
สามารถจำแนกนักเรียนออกเปนA ประเภทๆ ไดทV กุ ระดับอยาB งละเอยี ดตงั่ แตอB อB นสุดจนถงึ เกงB สดุ
7. ความยุติธรรม คำถามของแบบทดสอบตVองไมBมีชBองทางชี้แนะใหVนักเรียนที่ฉลาดใชVไหว
พริบในการเดาไดVถูกตVองและไมBเปšดโอกาสใหVนักเรียนที่เกียจครVานซBงดูตาราอยBางครBาวๆตอบไดVและ
ตVองเปAนแบบทดสอบที่ไมBลาเอียงตBอกลุBมใดกลุBมหนึ่งสรุปไดVวBา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี ตVองเปAน
แบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงความเชื่อมั่น ความเปAนปรนัย ถามลึก มีความยากงBายพอเหมาะ มีคBา
อำนาจจำแนก และมีความยุติธรรม
3.7 วิธีหาคุณภาพแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผูVวิจัยตVองมีกระบวนการและขั้นตอนในการตรวจสอบ
คุณภาพอยาB งมรี ะบบและดำเนินการไปตามขัน้ ตอน ดังนี้
1. ผูวV ิจยั ตรวจสอบดวV ยตนเอง
ผูVวิจัยควรตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การวิจัยดVวยตนเอง กBอนที่จะนำเครื่องมือการ
วิจัยไปใหVผVูเชีย่ วชาญไดVตรวจสอบในประเดน็ ดงั ตอB ไปนี้
1.1 ความครบถVวนของขVอคำถามและความตรงประเด็นตามวัตถุประสงค7 ตัวแปรและ
สมมติฐาน การวจิ ยั
1.2 การตรวจสอบความถูกผิดของการพิมพ7 การจัดหนVา เรียงหนVา ตรวจสอบความ
เขVาใจเกี่ยวกับคำช้ีแจงตBาง ๆ
2. การตรวจสอบโดยผูVเช่ยี วชาญ
ผูVวิจัยตVองวางแผนการตรวจสอบในการนำเครื่องมือไปใหVผูVเชี่ยวชาญตรวจสอบโดย
ดำเนนิ การดังตBอไปนี้
2.1 การกำหนดคุณลักษณะของผูVทรงคุณวุฒิ ผูVวิจัยตVองกำหนดคุณลักษณะของผูVทรงคุณวุฒิ
ใหVตรงกับลักษณะของเนื้อหาที่ตVองการจะใหVตรวจสอบเนื้อหา ผูVทรงคุณวุฒิจะเปAนผูVที่ทราบวBาตัวแปร
และสมมติฐานที่ผูVวิจัยกำหนดขึ้นนั้นควรจะเก็บรวบรวมขVอมูลใหVครอบคลุมเนื้อหาและโครงสรVาง
ใดบาV ง
2.2 การเตรียมการ โดยการติดตBอผูVเชี่ยวชาญ ซึ่งในการติดตBอผูVเชี่ยวชาญถือวBาเปAนเรื่องที่
สำคญั มาก ๆ เน่อื งจากผเVู ชีย่ วชาญทเ่ี ลือกมานั้น นกั วจิ ยั ก็มักจะเลือกผทูV มี่ ชี ่อื เสียงเก่ียวกบั เร่ืองทีผ่ Vวู ิจัย
ตVองการศึกษา บุคคลเหลBานี้จึงมักจะไมBมีเวลาเพียงพอใหVกับผูVวิจัย ผูVวิจัยจึงตอV งติดตBอกับเลขานุการใหV
ทราบ ชัดเจนถึงเวลาชBวงเวลาที่ผูVเชี่ยวชาญจะสามารถพิจารณาเครื่องมือใหVไดV เพื่อนำผลที่ไดVจากการ
31
เสนอแนะของผูVเชี่ยวชาญมาวางแผนในปรับแกVเครื่องมือและเริ่มดำเนินการเก็บขVอมูลตBอไป ทั้งน้ี
นักวิจัยควรจะไปตดิ ตอB ผทูV รงคณุ วุฒดิ Vวยตนเอง
2.3 สงB เคร่อื งมือใหVผเVู ช่ียวชาญตรวจสอบพรอV มทงั้ นดั เวลารบั คนื
2.4 การเตรียมอุปกรณ7ที่จำเปAน เชBน การนำเครื่องมือการวิจัยที่ตรวจสอบ พิจารณาใสBซอง
ใหVเรียบรVอย ตลอดจนการตรวจเช็คโปรแกรมขVอมูลคอมพิวเตอร7ใหVพรVอมในการที่วิเคราะห7ขVอมูลเพ่ือ
การตรวจสอบคุณภาพ
2.5 การรวบรวมเครื่องมือที่ไดVสBงไปใหVผูVเชี่ยวชาญตรวจสอบกลับคืนมา โดยควรจะไปรับ
เครื่องมือดVวยตนเอง แตBหากไมBสามารถที่จะไปรับไดVดVวยตนเองควรติดตBอแจVงใหVผูVเชี่ยวชาญทราบและ
หาวิธีในการใหVผูVเชี่ยวชาญสBงคืน เชBน ติดตBอเลขานุการของผูVเชี่ยวชาญใหVชBวยเหลือ เนื่องจากการใหV
ผVูเชี่ยวชาญตรวจสอบเครอื่ งมือเปAนการไปขอความชวB ยเหลอื
2.6 นำเครื่องมือที่รวบรวมไดVมา บรรณาธิการหรือตรวจสอบความครบถVวนสมบูรณ7ในการ
ตอบ เพ่ือเตรยี มท่จี ะวเิ คราะหต7 อB ไป
2.7 วิเคราะห7ขVอมูล โดยการนำเครื่องมือที่บรรณาธิกรณ7 แลVวมาบันทึกขVอมูลและวิเคราะห7
คณุ ภาพของเครอ่ื งมือตามขVอเสนอแนะของผVูเชี่ยวชาญและนำเคร่ืองมอื
2.8 ปรบั ปรงุ ขVอคำถามตามขอV เสนอแนะของผูVเช่ยี วชาญ
2.9 จัดทำตVนฉบับของเครื่องมือที่ครบถVวนสมบูรณ7แลVว และตVองตรวจทาน เพื่อพิสูจน7อักษร
ใหถV กู ตอV งอีกรอบหนึ่ง
3. การนำเคร่อื งมอื ไปทดลองใชV
3.1 นำเครื่องมือไปทดลองใชVกับกลุBม Try Out โดยการคัดเลือกสุBมตัวอยBาง ผูVวิจัยตVอง
ดำเนินการคัดเลือกกลุBมตัวอยBางที่มีคุณลักษณะใกลVเคียงกับประชากรที่ผูVวิจัยเลือกมาศึกษา ทั้งนั้น
เพื่อใหVแนBใจวBาบุคคลที่คัดเลือกมาเพ่ือ Try Out ขVอมูลกับประชากรที่เราศึกษามีคุณลักษณะที่
ใกลเV คยี งกันและกลุBมทถี่ กู เลือกมา Try Out ขอV มลู จะตVองไมไB ดรV บั การคดั เลอื กใหเV ปนA ประชากรสำหรับ
การวิจัยอีกเนื่องจากบุคคลเหลBานี้จะรูVคำตอบจากการ Try Out ไปแลVว จำนวนที่เหมาะสมในการ
ทคลองเครอ่ื งมือจะอยBูท่ี 20 - 50 คน
3.2 บันทกึ ขVอบกพรอB งของการใชเV ครื่องมอื
3.3 วเิ คราะห7หาคณุ ภาพของเครื่องมือ เชนB จดั ทำตนV ฉบับท่สี มบูรณ7แบบ
3.4 ปรบั ปรงุ แกไV ข เครอ่ื งมอื อกี รอบ
3.5 เตรียมเครื่องมือที่จะนำไปเก็บรวบรวมขVอมูลจริงใหVมากกวBาจำนวนขนาดของกลุBมตัวอยBางท่ี
กำหนดไวVสกั เลก็ นVอย เน่อื งจากอาจจะมีเครื่องมือบางสBวนที่สูญหายไประ หวBางการเกบ็ ขVอมูล
3.8 การวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิทยาศาสตร7
32
พิมพันธ7 เดชะคุปต7 (2545, น. 110-112) กลBาววBา ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิทยาศาสตร7ดVานวิชาการตามหลักของคลอฟเฟอร7 (Klopfer) วัดไดVจากพฤติกรรม 4 ดVาน คือ ความรูV
ความเขVาใจ กระบวนการวิทยาศาสตร7 การนำความรูVและกระบวนการทางวิทยาศาสตร7ไปใชV
ภพ เลาหไพบูลย7 (2542, น. 239) ไดVจำแนกพฤติกรรมการเรียนรูVดVานสติปzญญาหรือความรVู
ความคิดตามแนวของลิโอโพลด7 อี คลอฟเฟอร7 (Leopold E Klopfer) แหBงมหาวิทยาลัยพิตส7เบอร7ก
(University of Pittsburgh) ไดจV ำแนกออกเปAน
1) ดVานความรูVความจำ (knowedge) หมายถึงความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรVู
มาแลVวเกี่ยวกับขVอเท็จจริง ศัพท7นิยาม มโนทัศน7ขVอตกลง การจัดประเภท เทคนิควิธีการ หลักการ กฎ
ทฤษฎี และแนวคิดที่สำคัญ ๆ ทางดVานวิทยาศาสตร7นักเรียนที่มีความสามารถในดVานนี้จะแสดงออก
โดยสามารถใหVคำจำกัดความหรือนิยามเลBาเหตุกรณ7จดบันทึกเรียกชื่ออBานสัญลักษณ7และระลึกถึง
ขอV สรปุ ไดV
2) ดVานความเขVาใจ (comprehension) หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย แปลความ
ตีความ สรVางขVอสรุป ขยายความ นักเรียนที่มีความสามารถในดVานนี้จะแสดงออกโดยสามารถ
เปรียบเทียบแสดง ความสัมพันธ7อธิบาย ชี้แจง จำแนกเขVาหมวดหมูBยกตัวอยBาง ใหVเหตุผล จับใจความ
เขียนภาพประกอบตัดสนิ เลอื กแสดงความคิดเหน็ จดั เรยี งลำดับ อBานกราฟแผนภูมิและแผนภาพไดV
3) ดVานการนำความรูVไปใชV (application ) หมายถึง ความสามารถในการนำความรูVและ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร7มาใชVในการแกปV ญz หาตาB ง ๆ
4.งานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ< ง
งานวจิ ยั ในประเทศทีเ่ กี่ยวขอV งกบั การเรยี นรโูV ดยใชสV ่ือประสมจากากรศกึ ษา ดังน้ี
พรภิมล ชัยสุวรรณรักษ7 (2561) ไดVทำการศึกษา เรื่อง การศึกษาผลการจัดการเรียนรูV เรื่อง
กระแสไฟฟwาทำใหVเกิดสนามแมBเหล็กของนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปMที่ 5/5 โดยใชVสื่อประสมการศึกษา
ในครั้งนี้ เปAนแบบการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค7เพื่อใหVนักเรียนสามารถเขVาโจทย7 และคิดวิเคราะห7
เนื้อหาเรื่อง กระแสไฟฟwาทำใหVเกิดสนามแมBเหลักไดV กลุBมตัวอยBางที่ใชVสื่อ นักเรียนขึ้น มัธยมศึกษาปMท่ี
5/5 ภาลเรียนที่ 2 ปMการศึกษา 2561 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ไดVในการศึกษา ไดVแกB การจัดการ
เรียนรูVโดยใชVส่อื ประสม ซง่ึ ใชVโนการ รทตสอบหลงั เรยี น วิเคราะห7ขVอความโดยใชสV ถติ ิคBาเฉล่ีย (Mean)
ผลการศึกษาพบรำา คำเสียของคะแนนกBอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโทยใชVสื่อประสม
ชนั้ มธั ยมศกึ ษางท่ี 5/5 มะี แนนหลังเรียนผาB นเกนทีก่ ารประเมนิ รVอยละ
ชนิกา บัวเผียน (2556) ไดVทำการศึกษา เรื่อง การสรVางสื่อประสมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เรื่อง “สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 6 มีวัตถุประสงค7 3
ขVอ ไดVแกB 1) เพื่อสรVางสื่อประสมกลุBมสาระการเรียนรูV วิทยาศาสตร7 เรื่อง “สารในชีวิตประจำวัน
33
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 6” ใหVมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ7 80 / 80, 2) เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 6 กBอนเรียนและหลังเรียนดVวยสื่อประสมที่
สรVาง, และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปMที่ 6 เมื่อเรียนดVวย
สื่อประสมที่สรVาง โดยมีกลุBมตัวอยBางเปAนนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปMที่ 6 โรงเรียนวัดวังรีบุญเลิศ
จำนวน 26 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปMการศึกษา 2555 ในการศึกษานี้ไดVใชV เครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวม
ขVอมูล 3 ชนิด ไดVแกB สื่อประสม (ไดVแกB การ7ตูนวิทยาศาสตร7 สื่อคอมพิวเตอร7 ชBวยสอน และชุด
กิจกรรม) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแผนการจัดการเรียนรูV นอกจากนี้ ไดVใชVคBาตBาง
ๆ ทางสถิติ เชBน คBารอV ยละ สBวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คาB เฉลีย่ และ T– test แบบ Dependent สำหรับ
การวิเคราะห7ขVอมูล ผลการศึกษาพบวBา 1) สื่อประสมกลุBมสาระการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 เรื่อง “สารใน
ชีวิตประจำวันสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่6” มีประสิทธิภาพ84.89/88.07, 2) ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่6 หลังเรียนดVวยสื่อประสมที่สรVางสูงกวBา กBอนเรียน
อยBางมีนัยสำคัญที่ 0.01, และ 3) นักเรียนประถมศึกษาปMที่ 6 มีความพึงพอใจในการเรียน ดVวยสื่อ
ประสมทีส่ ราV ง ในระดับดีมาก
สุลักขณา คุVมทรัพย7. (2555) ไดVทำการศึกษา เรื่อง ผลของการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสม
เชื่อมโยงกับสถานการณ7จริงเรื่อง วิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจัดหมูB ที่มีตBอความส ามารถในการติด
วิเคราะห7และแรงจูงใจ ไดVสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร7บงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาบีที่ 5 หาร
วิจัยตรั้งนี้มีจุมุBงหมายเพื่อเปรียบเทียบตวามสามารถพการคิดวิเคราะห7ของนัทเรียนชั้นมัธยมศึกษาปMที่
5 หลังไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสมเชื่อมโยงกับสถาณการณ7จริงกับเกณฑ7 และ
เปรียบเทียบแรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร7ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปMที่ 5 กBอน
และหลังที่ไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสมเชื่อมโยงกับถานการณ7จริง กลุBมตัวอยBางที่ใชVใน
การศึกษาตVนตวVาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปMที่ 5 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม อำเภอเมือง
จังหวัดนนทบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปMการศึกษา 2554 จำนวน 1 หVองเรียน47 คน ไดVมาโดยสุBมแบบสBุม
เครื่องมือที่ใชVในการเก็บรวบรวมขVอมูล คือ แผนการจัดการเรียนรูVโดย ใชVสื่อประสมเชื่อมยงกับ
สถานการณ7จริง จำนวน : แผน สื่อประสมเชื่อมใยงกับสถานการณ7จริง และแบบทดสอบวัด
ความสามารถ การคิดวิเคราะห7 เรื่องวิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจัดหมูB จำนวน 6 แผน ตามวัดแรงจูงใจ
ใฝ‘สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร7 จำนวน 25 ขVอ สถิติที่ใชVใมการวิเคราะห7ขVอมูลคือ t test
one group และ t-test for Dependent Samples ผลการศึกษาพบวBา ความสามารถในการคิด
วิเคราะห7 ของนัทเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปMที่ 5 หลังไหVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสมเชื่อมโยง กับ
สถานการณ7จรึง เรื่อง วิธีเรียงตับเปลี่ยนและวิธีจัดหมูB สูงกวBาเกณฑ7รVอยละ 60 อยBางมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .01 แรงจูงใจผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร7 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปMที่ 5
34
ที่ไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยบใชVสื่ออประสมเชื่อมโยงกับสถานการณ7จริง เรียง วิธีเรียงสับเปลี่ยนและ
วธิ จี ดั หมBหู ลังทดลดงสูงหวาB กขนทดลองอยBางมนี ยั สำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 01
สุนันทา ยินดีรมย7 บุญเรือง ศรีเหรัญ และชาตรี เกิดธรรม ไดVทำการศึกษา เรื่อง การพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดVวยสื่อประสม กลุBมสาระการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 สำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปMที่ 3 มีวัตถุประสงค7เพื่อ 1) พัฒนาสื่อประสมกลุBมสาระการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 2)
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ไดVรับการสอนดVวยสื่อประสม กBอนเรียน ระหวBางเรียน
และหลังเรียนของนักเรียนหลังไดVรับการจัดการเรียนรูVดVวยสื่อประสมที่พัฒนาขึ้นและ 3) เพื่อศึกษา
เจตคติตBอวิชาวิทยาศาสตร7ของนักเรียนหลังไดVรับการจัดการเรียนรูVดVวยสื่อประสมสื่อกลุBมตัวอยBางที่ใชV
ในการศกึ ษาครงั้ นี้ เปAนนักเรียนช้ันประถมศึกษาปMท่ี 3โรงเรยี นลาดบัวหลวง (นิม่ นวลอทุ ิศ) อำเภอลาด
บัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ก าลังศึกษาอยูBในภาคเรียนที่ 1ปMการศึกษา 2556 จำนวน 2
หVองเรียน จำนวนนักเรียน60คน ซึ่งไดVมาโดยใชVวิธีการสุBมแบบ และใชVการสุBมอยBางงBายเพื่อเลือกหVอง
หนึ่งเปAนหVองทดลองอีกหVองหนึ่งเปAนหVองควบคุมเรียนโดยใชVวิธีการสอนเมื่อใชVสื่อประสม เครื่องมือที่
ใชVในการวิจัยครั้งนี้ประกอบดVวย1) แผนการจัดการเรียนรูVจำนวน 4 แผน ๆ ละ2ชั่วโมง 2) สื่อประสม
ประกอบดVวยบทเรียนคอมพิวเตอร7ชBวยสอน แบบฝHก และเกม จำนวน 4เรื่อง 3) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิด 4ตัวเลือกจำนวน 30 ขVอ ที่มีความเชื่อมั่นเทBากับ 0.80 คBาอำนาจจำแนก
ระหวBาง 0.27 –0.80 และคBาความยากระหวBาง 0.27–0.804) แบบวัดเจตคติตBอวิชาวิทยาศาสตร7ของ
นักเรียนที่สอนโดยใชVสื่อประสมแบบมาตรสBวนประเมินคBา 5 ระดับ5) แบบประเมินคุณภาพของส่ือ
ประสม สถิติพรรณนาที่ใชVในการวิเคราะห7ขVอมูลคือ คBาเฉลี่ย คBารVอยละ คBาสBวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และสถิติที่ใชVทดสอบ สมมุติฐานความแตกตBางคBาเฉลี่ยของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนโดยใชVสื่อประสม ซึ่งใชVการวิเคราะห7ความแปรปรวนสองทางแบบวัดคBาผลการศึกษาวิจัย
พบวBา 1) สื่อประสมที่พัฒนาข้ึนมีประสิทธิภาพ 81.03/89.00 ซึ่งเปAนไปตามเกณฑ7ที่กำหนด
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนดVวยสื่อประสมสูงกวBาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนที่ไมBไดVเรียนดVวยสื่อประสมและมีพัฒนาการของผลสัมฤทธิ์เปAนไปในทางที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ
ขั้นของการทดลอง 3) เจตคติตBอวิชาวิทยาศาสตร7ของนักเรียนที่สอนโดยใชVสื่อประสมหลังการเรียน
ดVวยสอื่ ประสมอยBใู นระดับดมี าก
35
บทที่ 3
วธิ ีดำเนนิ การวจิ ัย
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเรา ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปทM ี่ 1 โดยใชสV อ่ื ประสมประกอบการจัดการเรียนรูV
ผวVู ิจัยไดดV ำเนนิ การตามข้นั ตอน ดงั น้ี
1. ประชากรและกลุBมตวั อยBาง
2. เครือ่ งมอื ทใ่ี ชVในการวิจัย
3. รูปแบบการวจิ ยั
4. การเกบ็ รวบรวมขอV มูล
5. การวิเคราะหข7 Vอมูล
6. สถติ ิท่ใี ชใV นการวเิ คราะหข7 อV มลู
1. ประชากรและกลมุC ตวั อยาC ง
1. ประชากรที่ใชVในการวิจัยครั้งนี้เปAน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 โรงเรียนพระราม ๙
กาญจนาภิเษก สังกัดกรุงเทพมหานคร เขตหVวยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปM
การศึกษา 2565 จำนวน 4 หอV งเรียน จำนวนนักเรยี น 118 คน
2. กลุBมตัวอยBาง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 1/2 โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
สังกัดกรุงเทพมหานคร เขตหVวยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปMการศึกษา 2565
จำนวน 1 หอV งเรียน จำนวนนกั เรยี น 35 คน ไดVมาโดยวธิ ีการสBมุ แบบเจาะจง (Purposive Sampling)
2. เคร่ืองมือทีใ่ ชใ< นการวิจัย
เครือ่ งมือท่ใี ชVในการวจิ ัยและพัฒนาในคร้ังนี้ ประกอบดVวย
1. สรVางแผนการจัดการเรียนรูV เรื่องสวB นตBาง ๆ ของราB งกาย 4 แผน เวลา 8 ชัว่ โมง
1.1 แผนการจดั การเรยี นรVู เร่อื ง รBางกายของเรา
1.2 แผนการจัดการเรียนรูV เรื่อง สวB นตBาง ๆ ของราB งกาย
1.3 แผนการจัดการเรยี นรูV เรอื่ ง หนาV ท่ีสBวนตBาง ๆ ในราB งกายของเรา
1.4 แผนการจัดการเรียนรูV เรื่อง เรยี นรVรู Bางกายของเรา
2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
2.1 แบบทดสอบ เรื่อง รBางกายของเรา ซึ่งเปAนปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน
10 ขอV
3. การสราV งและหาคณุ ภาพของเครือ่ งมือ
36
3.1 การสรVางและหาคณุ ภาพแผนการจดั การเรียนรVู
1) ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 กลมBุ สาระการเรยี นรVวู ทิ ยาศาสตร7
2) วิเคราะห7สาระการเรียนรูV มาตรฐานและตัวชี้วัด คำอธิบายรายวิชา กิจกรรมเรียน แนว
ทางการวัดและการประเมินผล และวางแนวการสอน กิจกรรม เทคนิคสื่อการสอนที่สอนคลVองกับ
กิจกรรมการเรียน
3) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี วิธีการ และเทคนิคการเขียนแผนการจัดการเรียนรูV จากเอกสาร
และงานวจิ ยั
4) สรVางแผนการจัดการเรียนรูVแบบสืบเสาะหาความรูV 5E รBวมกับกิจกรรม การเรียนรูVโดย
ใชVสื่อประสมเปAนฐาน เรื่อง รBางกายของเรา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถ
ดาV นการคดิ วิเคราะหท7 ่ผี วVู จิ ยั พัฒนาขึน้ จำนวน 4 แผน โดยแตBละแผนมีองคป7 ระกอบดังน้ี
4.1) มาตรฐานการเรยี นรV/ู ตัวชีว้ ดั
4.2) สาระสำคญั
4.3) จดุ ประสงคก7 ารเรียนรVู
4.4) สาระการเรยี นรูV
4.5) การจัดกจิ กรรมการเรียนรูV
ข้ันที่ 1 ข้นั สราV งความสนใจ (Engagement)
เปAนขั้นการนำเขVาสูBบทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ อาจจะเกิดขึ้นเองหรือเกิดจากความสงสัย เรื่อง
ที่สนใจอาจมาจากเหตุการณ7ปzจจุบันหรือเปAนเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรูVเดิมที่เพิ่งเรียนรูVมาแลVว เปAน
ตวั กระตุVนใหVนกั เรยี นสราV ง คำถามขน้ึ มากำหนดประเดน็ ท่จี ะศกึ ษา
ขน้ั ท่ี 2 ข้ันสำรวจและคVนหา (Exploration)
มีการวางแผนเพื่อกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ปฏิบัติการเพื่อเก็บรวบรวมขVอมูล
หรือขอV มลู สารสนเทศ หรือขอV มลู ปรากฎฏการณ7ตBาง ๆ ดVวยวิธกี ารตBาง ๆ
ขั้นที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงขVอมูลสรุป (Explain)
นำขVอมูลมาวิเคราะห7 แปรผล สรุปผล พรVอมทั้งจัดทำขVอมูล สรุปผล และอภิปรายผลการ
ทดลอง โดย อVางอิงหลักฐานที่ชัดเจน และนำเสนอผลงาน ซึ่งแสดงถึงการสรVางองค7ความรูVใหมBของ
นกั เรียน
ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรูV (Elaborate) เปAนขั้นของการจัดกิจกรรมหรือสถานการณ7ใหV
นักเรียนมีความรูVสึกซึ้งยิ่งขึ้น ขยายกรอบความคิดใหVกวVางยิ่งขึ้น มีการเชื่อมโยงความรูVเดิมสูBความรูV
ใหมB แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อความกระจBางชัดยิ่งขึ้นซักถาม นักเรียนใหVเกิดความชัดเจนใน
ความรูV อาจมกี ารใหคV นV ควVาเพิ่มเตมิ ในประเดน็ ท่นี ักเรยี นสนใจ
37
ขัน้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมินผล (Evaluate)
ประเมินผลการเรียนรูVจากการทำกิจกรรมในขั้นที่ 1-4 เพื่อนำความรูVที่ไดVไปปรับใชVใน
ชีวิตประจำวัน และเปAนการประเมินผล โดยการใชVแบบทดสอบ ชุดฝHก การทำกิจกรรม การทดลอง
การจัดปwายนิเทศ เปAนการ ประเมินผลรายบุคคล รายกลุBม โดยใชVกระบวนการตBาง ๆ เพื่อประเมิน
ผูเV รียน
4.5.1) สอ่ื การเรียน
4.5.2) การวดั ผลและประเมินผล
5) นำแผนการจัดการเรียนรูV เสนอตBอคุณครูพี่เลี้ยง เพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกตVอง
เหมาะสม แนะนำเพื่อแกไV ขปรับปรุงใหมV ีความสมบูรณม7 ากยิง่ ข้ึน
6) นำแผนการจัดการเรียนรูVที่สรVางเสร็จเรียบรVอยแลVว เสนอตBอผูVเชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบ
ความสอดคลVองระหวBางกิจกรรมในแผนการจัดการเรียนรูVกับจุดประสงค7 (Index of item objective
congruence: IOC) โดยมีการ กำหนดเกณฑก7 ารพิจารณาคาB ดัชนคี วามสอดคลอV ง ดงั น้ี
ใหVคะแนน + 1 หมายถึง เมื่อผเVู ชี่ยวขาญคดิ วBาสอดคลอV ง
ใหVคะแนน 0 หมายถงึ เมือ่ ผเูV ชยี่ วชาญไมแB นใB จวาB สอดคลอV ง
ใหVคะแนน -1 หมายถึง เมื่อผูVเชี่ยวชาญคิดวBาไมBสอดคลVอง นำคะแนนที่ไดVมาหาคBาเฉลี่ยในแตB
ละขVอคำถาม หากคBาท่ีคำนวณไดมV ีคาB ตง้ั แตB 0.50 ขน้ึ ไปถือวBาแผนการ
จัดการเรียนรนVู ้ันมกี ิจกรรมการเรยี นรตูV รงตามวัตถปุ ระสงค7
7) นำแผนการจัดการเรียนรไูV ปใหผV เูV ช่ยี วชาญประเมิน
8) นำแผนการจัดการเรียนรูVที่ผBานการประเมินจากผูVเชี่ยวชาญไปทดลองใชVแลVว จัดพิมพ7เปAน
ฉบบั สมบรู ณ7 และนำไปใชเV ปนA เครือ่ งมือวิจยั เพื่อนำไปใชVกับกลุBมทศี่ ึกษา
3.2 การสรVางและหาคุณภาพแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร7
แบบทดสอบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรเ7 ปAนแบบเลือกตอบชนิด 3 ตัวเลือก เนอื้ หา
เรื่อง ราB งกายของเรา ระดับประถมศึกษาปMท่ี 1 ซ่งึ ดำเนนิ การสรVางและหาคณุ ภาพ ดงั น้ี
1) วเิ คราะห7วัตถุประสงคข7 องการเรียนรVเู ร่ือง ระบบหายใจ
2) กำหนดระดับความรเVู ปAน 4 ระดบั ไดแV กB
(1) ความรคVู วามจำ
(2) ความเขาV ใจ
(3) การนำไปใชV
(4) การวิเคราะห7
3) สรVางตารางวเิ คราะหแ7 ละออกแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิทยาศาสตรข7 อง
นักเรียน ใหV สอดคลVองกบั วัตถปุ ระสงค7 และระดับความรVทู ่ีกำหนด
38
4) นำแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิทยาศาสตร7 ใหVผูVเชี่ยวชาญจำนวน 3 ทBาน หาก
คBาที่คำนวณไดVมีคBาตั้งแตB 0.50 ขึ้นไปถือวBา พิจารณาตรวจสอบ ความสอดคลBอง IOC โดยตรวจ
พจิ ารณาใหคV ะแนนแตลB ะขVอ ดังน้ี
คะแนน -1 เมอื่ ผVเู ชยี่ วชาญ แนBใจวาB ขVอสอบมคี วามสอดคลอV งกับจดุ ประสงคไ7 มสB อดคลVองกัน
คะแนน 0 เม่อื ผเูV ชย่ี วชาญ ไมแB นBใจวBาขอV สอบมีความสอดคลVองกับจุดประสงคส7 อดคลอV งกัน
คะแนน +1 เม่ือผเูV ชีย่ วชาญ แนใB จวาB ขVอสอบมคี วามสอดคลอV งกับจุดประสงค7สอดคลอV งกนั
โดยใชVสูตร
IOC = ∑$
%
IOC แทน ดชั นคี วามสอดคลอV งระหวาB งสือ่ การจดั การเรียนรูV
R แทน คะแนนการพิจารณาของผเVู ชีย่ วชาญ
∑%$ แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผูVเชี่ยวชาญ
N แทน จำนวนผเVู ช่ยี วชาญท้งั หมด
4. สอ่ื ประสม ประกอบดVวยสือ่ 3 ชนดิ ดังน้ี
4.1 ส่อื แอปพลเิ คชันเกม
4.2 สอ่ื PowerPoint
4.3 สื่อการต7 ูนวิทยาศาสตร7
4.4 สอื่ ทำมอื
ขั้นตอนการสรVางสื่อประสมประกอบการสอน เร่ือง ราB งกายของเรา
1. ศกึ ษาเนื้อหาทจ่ี ะสรVางสอ่ื การสอน
2. ลงมอื สราV งสื่อการสอนใหVสอดคลอV งกับเนอ้ื หาทีจ่ ะใชVสอน
3. นำสอ่ื ประสมประกอบการจัดการเรยี นรูV ไปจัดการเรยี นรทูV างการเรียนวิทยาศาสตร7
3.รปู แบบการวจิ ัย
1. การวิจัยครั้งน้ี ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยครั้งนี้เปAนการวิจัยกึ่งทดลอง
(Quasi-Experimental Research) โดยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกBอนเรียนและหลังเรียน หลังจาก
เสร็จสิ้นการเรียน เรื่อง รBางกายของเรา ซึ่งมีดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัย One Group
Pretest-Posttest Design ซงึ่ มีรูปแบบ การวิจยั ดงั น้ี
39
T1 X T2
(Pretest) (Treatment) (Posttest)
ทดสอบกBอนเรียน การจัดการเรยี นรูV ทดสอบหลังเรียน
ตาราง แบบแผนการทดลองแบบกลมBุ เดียวและวัดกBอน-หลังการจัดการเรียนรูV
(one-group pretest -posttest design)
สัญลกั ษณ7ท่ีใชใV นแบบแผนการทดลอง
T1 แทน การทดสอบกอB นการจัดการเรยี นรูV
X แทน การจัดการเรียนรปู โดยใชVสอื่ ประสม
T2 แทน การทดสอบหลงั การจัดการเรยี นรูV
4.การเกบ็ รวบรวมขอ< มลู
ผูVวิจัยทำการเก็บรวบรวมขVอมูลดVวยตนเองที่ โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก โดย
ดำเนินการดังนี้
1. ครูชี้แจงกับนักเรียน เพื่อทราบจุดประสงค7การเก็บรวบรวมขVอมูลการวิจัย โดยจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอน แบบวัฏจกั รสบื เสาะหาความรVู 5E รวB มกบั กจิ กรรมการเรยี นรูVโดยใชสV ่อื ประสม
2. นักเรยี นทำแบบทดสอบกBอนเรียน แบบปรนัย 10 ขอV ใชVเวลา 20 นาที
3. จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนตามแผนการจดั การเรียนรูV โดยใชวV ัฏจักรสืบเสาะหาความรูV
5E รBวมกบั กจิ กรรมการเรยี นรโVู ดยใชสV ่อื ประสม ตามแผนการจดั การเรยี นรูVที่สรVางไวVพรVอมท้งั เกบ็
ขอV มลู คะแนน
4. ใชสV ่ือการสอนเรอื่ ง รBางกายของเรา ขณะจดั กจิ กรรมการจดั การเรียนรVู ในข้ัน อธิบาย และ
ลงขอV สรุป ตามแผนการจัดการเรยี นรVู
5. เมื่อสิ้นสุดการสอนตามกำหนดแลVวจึงทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใชV
แบบทดสอบ วัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 เรอื่ ง รBางกายของเรา 20 นาที
6. ตรวจผลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูVวิทยาศาสตร7 เรื่อง การสังเคราะห7แสงของพืช
และ นำมาวเิ คราะหโ7 ดยวิธีการทางสถติ ิเพือ่ ตรวจสอบสมมติฐาน
40
5.การวิเคราะหข? <อมูล
ผูVวิจัยไดVดำเนินการจัดกระทำและวิเคราะห7ขVอมูล โดยการวิเคราะห7เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิทยาศาสตร7 กBอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่ไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อ
ประสม โดยใชV การทดสอบ t-test แบบ Dependent Samples
6. สถติ ทิ ใ่ี ช<ในการวเิ คราะหข? <อมูล
การวเิ คราะหข7 อV มลู เพ่ือการวิจยั ผVูวจิ ัยใชVสถิตดิ ังตBอไปน้ี
1. สถติ พิ ื้นฐาน ไดแV กB
1.1 คBาเฉลย่ี (Mean) ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรวูV ิทยาศาสตร7 ประจำปM
2560 คำนวณจากสูตร (พวงรัตน7 ทวีรตั น7. 2560 : 137)
∑(
' = %
เม่ือ ' แทน คะแนนเฉลี่ย
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด
N แทน จำนวนนักเรยี นในกลBุมตวั อยาB ง
1.2 สวB นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (สมนกึ ภทั ทยิ ธนี.2560: 250) โดย
คำนวณจากสูตร
S.D. = )% ∑ *+,(∑ *)+
% (%,/)
เมอื่ S.D. แทน ความเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนน
∑ 1 แทน ผลรวมคะแนนทง้ั หมด
(∑ 1) แทน ผลรวมของคะแนนกลBมุ ตวั อยBาง
N แทน จำนวนนักเรยี นในกลBุมตัวอยBาง
X แทน คะแนนของนักเรียนแตลB ะคน
2. สถติ ิที่ใชใV นการตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมือ
ใชVวธิ ีการหาความเที่ยงตรงเชิงเนือ้ หา โดยหาคBาความสอดคลอV งหรือดัชนีของความสอดคลอV ง
กันระหวาB งขอV คำถามแตลB ะขอV กับจุดประสงค7 (Index of Item – Objective Congruence หรอื
IOC) (ไพศาล วรคำ. 2558 : 269)
41
IOC = ∑$
%
IOC แทน ดชั นีความสอดคลVองระหวBางขอV สอบจับจุดประสงคก7 ารเรยี นรูV
R แทน คะแนนการพิจารณาของผูเV ชย่ี วชาญ
∑%$ แทน ผลรวมของคะแนนพิจารณาของผเVู ชยี่ วชาญ
N แทน จำนวนผVเู ช่ียวชาญทั้งหมด
3. สถิตทิ ใี่ ชใV นการทดสอบสมมตฐิ าน
สถติ ิทดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน กอB นและหลงั เรียนของนักเรียน โดยใชV t-test
(Dependent Samples) มสี ูตรดงั นี้ (จีระพรรณ สขุ ศรงี าม. 2536: 168 - 169) (อาV งองิ ใน อมรา
ภรณ.7 2549: 5)
= ∑
) ∑ 1 − (∑ )1
− 1
เม่ือ t แทน คBาท่ีใชVในการพจิ ารณา t-distribution
D แทน ผลรวมผลตาB งระหวBางคะแนนทดสอบคร้งั แรกกBอนใชVส่ือ
ประสมประกอบจัดการเรยี นรกVู ับคะแนนทดสอบคร้งั หลงั การใชสV ่ือประสม
ประกอบจัดการเรียนรูV
∑ แทน ผลตาB งระหวาB งคะแนนทดสอบครงั้ แรกกBอนใชVส่อื ประสม
ประกอบการจดั การเรยี นรกูV บั คะแนนทดสอบครัง้ หลงั ใชVสอื่ ประสมประการ
จดั การเรยี นรูV
∑ 1 แทน ผลรวมของผลตาB งระหวBางคะแนนทดสอบคร้งั แรกกBอนใชV
สอ่ื ประสมประกอบจัดการเรียนรกVู ับคะแนนทดสอบครั้งหลงั ใชVส่อื ประสม
ประกอบการจัดการเรยี นรแูV ตลB ะตวั ยกกำลงั สอง
(∑ )1 แทน ผลรวมผลตาB งระหวาB งคะแนนทดสอบครั้งแรกกBอนใชVสอ่ื
ประสมประกอบการจัดการเรยี นรกVู บั คะแนนทดสอบครง้ั หลังการใชสV ื่อประสม
ประกอบการจดั การเรยี นรูVทัง้ หมดยกกำลังสอง
N แทน จำนวนนกั เรียนท้งั หมด
42
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห?ข<อมลู
การวิจัยครั้งนี้เปAนการวิจัยกึ่งทดลอง เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รBางกาย
ของเรา วิชา วิทยาศาสตร7 โดยใชVสื่อประสมประกอบการจัดการเรียนรVู เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิทยาศาสตร7ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปMที่ 1 กBอนและหลังการจัดการเรียนรูVโดยใชV
สื่อประสม ในภาคเรียนท่ี 1 ปกM ารศกึ ษา 2565 ผูวV ิจยั ไดVเสนอผลขVอมูลการวิเคราะหต7 ามลำดับ ดงั น้ี
1. สญั ลักษณ7ทใ่ี ชVในการวเิ คราะหข7 Vอมูล
2. ลำดบั ขน้ั ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะห7ขอV มลู
3. ผลการวิเคราะห7ขอV มูล
1. สัญลักษณท? ใ่ี ช<ในการวเิ คราะห?ข<อมูล
เพื่อใหVเกิดความเขVาใจตรงกันในการวิเคราะห7ขVอมูล ผูVวิจัยไดVกำหนดเครื่องหมายของ
สัญลักษณท7 ่ใี ชใV นการนำเสนอผลการวเิ คราะห7ขVอมูล ดงั น้ี
แทน จำนวนนกั เรยี นกลมุB ตัวอยาB ง
' แทน คBาเฉล่ยี
S.D. แทน สวB นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
∑ แทน ผลรวมความแตกตาB งของคะแนนแตBละคูB
∑ 1 แทน ผลรวมความแตกตาB งของคะแนนแตลB ะคBูยกกำลังสอง
t แทน คBาสถิติที่ใชVเปรียบเทียบกบั คBาวิกฤติเพอื่ ทราบความมนี ัยสำคัญ
2. ลำดบั ขัน้ ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะห?ข<อมูล
การนำเสนอผลการวิเคราะห7และแปรผลการวิเคราะห7ในการทดลองครั้งนี้ ผูVวิจัยขอเสนอ
ตามลำดับ ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร7 ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปMที่ 1 กBอนและหลัง ที่ไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสมประกอบการสอน เรื่อง
รBางกายของเรา
43
3. ผลการวิเคราะหข? อ< มูล
ผูวV จิ ยั ไดเV สนอผลการวิเคราะหข7 Vอมูล ตามลำดับ
1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร7ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปM
ที่ 1 ที่ไดVรับการจัดการเรียนรูVโดยใชVสื่อประสม ระหวBางกBอนเรียนและหลังเรียน ปรากฏ
ตามตารางดงั น้ี
ตาราง แสดงคBาเฉลี่ย สBวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คBาสถิติทดสอบที และระดับนัยสำคัญทางสถิติ
ของการ ทดสอบเปรียบเทียบคะแนนสอบกBอนเรียนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนการสอนวิชา
วิทยาศาสตร7 เรื่อง รBางกายของเรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 1 โดยใชVสื่อประสมประกอบการ
จัดการเรยี นรVู
ตารางที่ 2 แสดงคBาเฉลี่ย สBวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับนัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบ
เปรียบเทียบคะแนนสอบกBอนเรียนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร7
เร่ือง รBางกายของเรา ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปMท่ี 1 โดยใชVสือ่ ประสม
การทดสอบ ' . . ; ;
คะแนนกBอนเรียน 30 4.66 1.52 141 711 21.5
คะแนนหลงั เรยี น 30 9.38 0.68
จากตาราง พบวBา การทดสอบกBอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปMที่ 1
มีคะแนนเฉลี่ยเทBากับ 4.66 คะแนน และ 9.38 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหวBาง
คะแนนกBอนเรียนและหลังเรียน พบวBา คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกวBากBอนเรียนอยBางมี
นยั สำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05