1
2 งานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปHที่ 2 โดยการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) นางสาวสิรินาถ ปZทมาวิไล ตำแหน`ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนชุมชนบdานบางโหนด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ก ชื่องานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โดยการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) ชื่อผูdวิจัย นางสาวสิรินาถ ปYทมาวิไล ปHการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค^ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 กaอนและหลังการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตaอการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 กลุaมตัวอยaางในการศึกษาคือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษา 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปEการศึกษา 2565 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด จังหวัด นครศรีธรรมราช จำนวน 26 คน ไดgมาโดยใชgการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเปrน หgองเรียนที่ผูgรายงานรับผิดชอบเปrนครูประจำชั้น เครื่องมือที่ใชgในการศึกษา ไดgแกa 1) แบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด 2. แผนการจัดการเรียนรูg แบบฝtก ทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด และ3) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปrนขgอสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ขgอ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนตaอการเรียนโดยใชgแบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอน เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด เปrนแบบสอบถามแบบมาตรประมาณคaา 5 ระดับ จำนวน 10 ขgอ สถิติที่ใชgในการวิเคราะห^ขgอมูลคaาเฉลี่ย (µ) คaาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สรุปผลการศึกษา 1. ผลการวิเคราะห^นักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนดโดยการ จัดการเรียนรูgดgวยแบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบาง โหนด ที่ผูgรายงานคิดคgนขึ้นพบวaา คaาเฉลี่ยรgอยละของคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กaอนเรียนและหลังเรียนเทaากับ 36.55 และ 80.24 ตามลำดับ โดยเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวaากaอนเรียนและ มีผลตaางเทaากับ 43.69
ข 2. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 ที่มีตaอการจัดการเรียนรูgดgวยแบบ ฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgาน บางโหนด พบวaานักเรียนสaวน ใหญaมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยเทaากับ 4.54 อยูaในระดับมากที่สุด (µ = 4.54)
1 บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญและที่มา คณิตศาสตร^เปrนวิชาที่มีบทบาทสำคัญยิ่งตaอการพัฒนาความคิดมนุษย^ ทำใหgมนุษย^มี ความคิดสรgางสรรค^ คิดอยaางเปrนระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห^ปYญหาหรือสถานการณ^ไดgอยaาง ถี่ถgวน รอบคอบ ชaวยใหgคาดการณ^ วางแผน ตัดสินใจ แกgปYญหา และนำไปใชgในชีวิตประจำวันไดgอยaาง ถูกตgองเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร^ยังเปrนเครื่องมือในการศึกษาทางดgานวิทยาศาสตร^เทคโนโลยี และศาสตร^อื่น ๆ คณิตศาสตร^จึงมีประโยชน^ตaอการดำเนินชีวิตชaวยพัฒนาคุณภาพชีวิตใหgดีขึ้นและ สามารถอยูaรaวมกับผูgอื่นไดgอยaางมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 56) กลุaมสาระการเรียนรูg คณิตศาสตร^ มุaงใหgเยาวชนทุกคนไดgเรียนรูgคณิตศาสตร^อยaางตaอเนื่องตามศักยภาพและกำหนดสาระ หลักที่จำเปrนสำหรับผูgเรียน ดังนี้ สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ สาระที่ 2 การวัด สาระที่ 3 เรขาคณิต สาระที่ 4 พีชคณิต สาระที่ 5 การวิเคราะห^ขgอมูลและความนaาจะเปrน และสาระที่ 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร^ ซึ่งมีทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร^ที่สำคัญ คือ ความสามารถในการแกgปYญหา การใหgเหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร^และการ นำเสนอ การเชื่อมโยงความรูgตaาง ๆ ทางคณิตศาสตร^ และเชื่อมโยงคณิตศาสตร^กับศาสตร^อื่น ๆ และมี ความคิดริเริ่มสรgางสรรค^ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 2) ซึ่งการจัดการเรียนรูgที่จะทำใหgการเรียนรูg อยaางมีคุณภาพนั้นจะตgองใหgมีความสมดุลระหวaางสาระดgานความรูg ทักษะกระบวนการ ควบคูaไปกับ คุณธรรม จริยธรรม คaานิยมที่พึงประสงค^ ไดgแกa การทำงานอยaางเปrนระบบ มีระเบียบวินัย มีความ รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความเชื่อมั่นในตนเอง พรgอมทั้งตระหนักในคุณคaาและ เจตคติที่ดีตaอคณิตศาสตร^ สaวนการวัดและประเมินผลดgานทักษะกระบวนการสามารถประเมินระหวaาง การเรียน การสอน หรือประเมินไปพรgอมกับการประเมินดgานความรูg สaวนดgานคุณภาพเมื่อผูgเรียนจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ชั้นปEแลgว ผูgเรียนจะตgองมีความรูgความเขgาใจในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร^ มี ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร^ มีเจตคติที่ดีตaอคณิตศาสตร^ มีความตระหนักในคุณคaาของ คณิตศาสตร^ และสามารถนำความรูgทางคณิตศาสตร^ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตตลอดจนสามารถนำความรูg ทางคณิตศาสตร^ไปใชgเปrนเครื่องมือในการเรียนรูg และเปrนพื้นฐานในการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 28) จากการศึกษาผลการทดสอบโครงการประเมินผลผูgเรียนนานาชาติหรือ PISA ที่สะทgอนใหg เห็นคุณภาพการศึกษาของไทยที่คaอนขgางตกต่ำ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร^ ถgาพิจารณาผลการ ประเมินในกระบวนการทางคณิตศาสตร^ พบวaา ผูgเรียนของประเทศไทยมีความสามารถคaอนขgางต่ำใน เรื่องกระบวนการคิด วิธีการหรือการคิดใหgเปrนคณิตศาสตร^ นั่นคือ การคิดปYญหาตามสภาพการณ^ใน
2 บริบทใหgเปrนวิธีการทางคณิตศาสตร^ (สถาบันสaงเสริมการสอนวิทยาศาสตร^และเทคโนโลยี, 2556: 4- 13) ซึ่งลgวนสะทgอนใหgเห็นวaา ผูgเรียนไทยประสบปYญหาในดgานการนำความรูg และทักษะทาง คณิตศาสตร^มาใชgในการแกgปYญหาตaาง ๆ ในชีวิตจริง จากปYญหาการเรียนคณิตศาสตร^ เรื่อง การคูณ ดังกลaาวพบวaา สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่ง เนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูที่เนgน การสอนแบบบรรยายยกตัวอยaางแลgวใหgทำแบบฝtกหัดครูไมaไดgจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใหg นักเรียนไดgมีสaวนรaวมในการเรียนรูg โดยกิจกรรมเหลaานี้ขาดการมีสaวนรaวมระหวaางครูและนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน เปrนการสื่อสารทางเดียวสaงผaานความรูgจากครูไปถึงนักเรียนขgางเดียว ขาดการจัด กิจกรรมที่ทำใหgนักเรียนไดgสรgางความรูgดgวยตนเอง กิจกรรมที่ใหgผูgเรียนมีสaวนรับผิดชอบตaอการเรียนรูg กิจกรรมที่ผูgเรียนมีปฏิสัมพันธ^ระหวaางเพื่อนในชั้นเรียน จึงทำใหgผูgเรียนไมaสามารถสรgางความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับความหมายการนำไปใชgในเรื่อง การคูณ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอน เรื่องการคูณ ใหg ประสบความสำเร็จไดgนั้นตgองทำใหgผูgเรียนมีความรูgความเขgาใจในเนื้อหา โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรูgเชิงรุกที่มุaงเนgนใหgผูgเรียนเกิดการเรียนรูgดgวยตนเอง ซึ่งสอดคลgองกับสถาพรพฤฑฒิกุล (2558) ไดg กลaาววaา การจัดการเรียนรูgเชิงรุก เปrนการเรียนที่เนgนกระบวนการเรียนรูgมากกวaาเนื้อหาวิชา เพื่อชaวย ใหgผูgเรียนสามารถเชื่อมโยงความรูgเดิมและความรูgใหมa หรือสรgางองค^ความรูgใหgเกิดขึ้นในตนเองดgวยการ ลงมือปฏิบัติจริงผaานสื่อและกิจกรรมการจัดการเรียนรูgเชิงรุก เปrนกระบวนการจัดการเรียนรูgตาม แนวคิดการสรgางสรรค^ทางปYญญาที่เนgนกระบวนการเรียนรูgมากกวaาเนื้อหาวิชา เพื่อชaวยใหgผูgเรียน สามารถเชื่อมโยงความรูgหรือสรgางความรูgใหgเกิดขึ้นในตนเองดgวยการลงมือปฏิบัติจริงผaานสื่อ หรือ กิจกรรมการเรียนรูgที่มีครูผูgสอนเปrนผูgแนะนำ กระตุgน หรืออำนวยความสะดวกใหgผูgเรียนเกิดการเรียนรูg จากเหตุผลดังกลaาวมาผูgรายงานมีความสนใจศึกษาการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง การคูณ จึงจัดทำแบบฝtกทักษะ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 ซึ่ง ผลที่ไดgจากการวิจัยในครั้งนี้จะเปrนแนวทางในการพัฒนาผูgเรียนใหgมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุผล ตามเปáาหมายที่โรงเรียนตั้งไวg เปrนแนวทางใหgครูผูgสอนสรgางความพึงพอใจที่ดีตaอการเรียนคณิตศาสตร^ ของนักเรียนทำใหgนักเรียนมีเจตคติที่ดีในการเรียนคณิตศาสตร^ และพัฒนาการจัดการเรียนรูg กระบวนการทางคณิตศาสตร^ของครูผูgสอนใหgมีประสิทธิภาพตaอไป วัตถุประสงคgของการศึกษา 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 กaอนและหลังการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตaอการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2
3 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ`มตัวอย`าง 1.1 ประชากร คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปEการศึกษา 2565 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 2 หgองเรียน จำนวนนักเรียน 52 คน 1.2 กลุaมตัวอยaาง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปEการศึกษา 2565 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 26 คน โดยใชgการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเปrนหgองเรียนที่ผูgรายงานรับผิดชอบเปrนครูประจำชั้น 2. เครื่องมือที่ใชdในการศึกษา 2.1 แบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบาง โหนด 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกaอนเรียน-หลังเรียน 30 ขgอ 3. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรตdน คือ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 ตัวแปรตาม ไดgแกa 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อน และหลังการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) 2. ความพึงพอใจของนักเรียนตaอการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรตdน ตัวแปรตาม การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการ จัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) 2. ความพึงพอใจของนักเรียนตaอการจัดการเรียน การสอนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 ภาพที่1 กรอบแนวคิดในการศึกษา
4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขdอง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โดยการ จัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) ผูgรายงานไดgศึกษาคgนควgาเอกสาร และงานวิจัยที่ เกี่ยวขgองประกอบดgวยหัวขgอดังตaอไปนี้ 1. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด กลุaมสาระการเรียนรูgคณิตศาสตร^ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรูgแบบสืบเสาะหาความรูg (5E) 3. เอกสารและแนวคิดเกี่ยวกับแบบฝtกทักษะ 4. เอกสารและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจตaอการเรียน หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนบdานบางโหนด กลุ`มสาระการเรียนรูdคณิตศาสตรg (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด ไดgจัดทำขึ้นโดยใชgกรอบและแนวทางของ กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดใหgใชgมาตรฐานการเรียนรูgและตัวชี้วัด กลุaมสาระการเรียนรูgคณิตศาสตร^ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งมี ความสำคัญตaอการพัฒนาประเทศ และเปrนรากฐานสำคัญที่จะชaวยใหgมนุษย^มีความคิดริเริ่ม สรgางสรรค^ คิดอยaางมีเหตุผล เปrนระบบ สามารถวิเคราะห^ปYญหาหรือสถานการณ^ไดgอยaางรอบคอบ และถี่ถgวน สามารถนาไปใชgในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการใชgเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบูรณาการ กับความรูgทางดgานวิทยาศาสตร^และคณิตศาสตร^ เพื่อแกgปYญหาหรือพัฒนางานดgวยกระบวนการ ออกแบบเชิงวิศวกรรมที่นาไปสูaการคิดคgนสิ่งประดิษฐ^ หรือสรgางนวัตกรรมตaาง ๆ ที่เอื้อประโยชน^ตaอ การดารงชีวิต (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 26) 1. สาระสำคัญของกลุ`มสาระการเรียนรูdคณิตศาสตรg กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า การ แก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ฟังก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน เมทริกซ์
5 จำนวนเชิงซ้อน ลาดับและอนุกรม และการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิตไปใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับความยาว ระยะทาง น้าหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัด ระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติรูปเรขาคณิตและสมบัติของ รูป เรขาคณิต การนึกภาพ แบบจาลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตใน เรื่องการเลื่อนขนาน การสะท้อน การหมุน เรขาคณิตวิเคราะห์เวกเตอร์ในสามมิติและการนำความรู้ เกี่ยวกับ การวัดและเรขาคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับการตั้งคาถามทางสถิติการเก็บรวบรวมข้อมูล การคำนวณค่าสถิติการนำเสนอและ แปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น การแจกแจง ของตัวแปรสุ่ม การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ และช่วย ในการตัดสินใจ 2. คุณภาพผูdเรียน จบชั้นประถมศึกษาปEที่ 3 1. อaาน เขียนตัวเลข ตัวหนังสือแสดงจำนวนนับไมaเกิน 100,000 และ 0 มีความรูgสึกเชิง จำนวน มี ทักษะการบวก การลบ การคูณ การหาร และนำไปใชgในสถานการณ^ตaาง ๆ 2. มีความรูgสึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับเศษสaวนที่ไมaเกิน 1 มีทักษะการบวก การลบ เศษสaวนที่ ตัวสaวน เทaากัน และนำไปใชgในสถานการณ^ตaาง ๆ 3. คาดคะเนและวัดความยาว น้ำหนัก ปริมาตร ความจุ เลือกใชgเครื่องมือและหนaวยที่เหมาะสม บอก เวลา บอกจำนวนเงิน และนำไปใชgในสถานการณ^ตaาง ๆ 4. จำแนกและบอกลักษณะของรูปหลายเหลี่ยม วงกลม วงรี ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกลม ทรงกระบอกและกรวย เขียนรูปหลายเหลี่ยม วงกลมและวงรีโดยใชgแบบของรูป ระบุรูปเรขาคณิตที่มี แกนสมมาตรและจำนวนแกนสมมาตร และนำไปใชgในสถานการณ^ตaาง ๆ 5. อaานและเขียนแผนภูมิรูปภาพ ตารางทางเดียว และนำไปใชgในสถานการณ^ตaาง ๆ 3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 เขgาใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการ
6 ของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใชg มาตรฐาน ค 1.2 เขgาใจและวิเคราะห^แบบรูป ความสัมพันธ^ ฟYงก^ชัน ลำดับและอนุกรม และ นำไปใชg มาตรฐาน ค 1.3 ใชgนิพจน^ สมการ อสมการ และเมทริกซ^ อธิบายความสัมพันธ^ หรือชaวย แกgปYญหาที่กำหนดใหg หมายเหตุ: มาตรฐาน ค 1.3 สำหรับผูgเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 – 6 4. มาตรฐาน ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรูdแกนกลางกลุ`มสาระการเรียนรูdคณิตศาสตรg ชั้นประถมศึกษาปHที่ 2 สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค. 1.1 เขgาใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของ จำนวนผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใชg ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 1. บอกจำนวนของสิ่งตaาง ๆ แสดงสิ่งตaาง ๆ ตามจำนวนที่ กำหนด อaานและเขียนตัวเลข ฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย ตัวหนังสือแสดงจำนวนนับไมa เกิน 1,000 และ 0 2. เปรียบเทียบจำนวนนับไมa เกิน 1,000 และ 0 โดยใชg เครื่องหมาย = ¹ > < 3. เรียงลำดับจำนวนนับไมaเกิน 1,000 และ 0 ตั้งแตa 3 ถึง 5 จำนวนจากสถานการณ^ตaาง ๆ จำนวนนับไมaเกิน 1,000 และ 0 - การนับทีละ 2 ทีละ 5 ทีละ 10 และทีละ 100 - การอaานและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวน - จำนวนคูa จำนวนคี่ - หลัก คaาของเลขโดดในแตaละหลัก และ การเขียนตัวเลขแสดงจำนวนในรูปกระจาย - การเปรียบเทียบและเรียงลำดับจำนวน 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร^ 3. การเชื่อมโยง 4. หาคaาของตัวไมaทราบคaาใน ประโยคสัญลักษณ^ แสดงการ บวกและประโยคสัญลักษณ^ แสดงการลบของจำนวนนับ การบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนนับ ไมaเกิน 1,000 และ 0 - การบวกและการลบ - ความหมายของการคูณ ความหมายของ 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร^
7 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ ไมaเกิน 1,000 และ 0 5. หาคaาของตัวไมaทราบคaาใน ประโยคสัญลักษณ^ แสดงการ คูณของจำนวน 1 หลักกับ จำนวนไมaเกิน 2 หลัก การหาร การหาผลคูณ การหาผลหารและ เศษ และความสัมพันธ^ของการคูณ และ การหาร 3. การเชื่อมโยง ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 6. หาคaาของตัวไมaทราบคaาใน ประโยคสัญลักษณ^แสดงการ หารที่ตัวตั้งไมaเกิน 2 หลัก ตัวหาร 1 หลัก โดยที่ผลหารมี 1 หลัก 7. หาผลลัพธ^การบวก ลบ คูณ หารระคนของจำนวนนับ ไมaเกิน 1,000 และ 0 8. แสดงวิธีหาคำตอบของโจทย^ ปYญหา 2 ขั้นตอน ของจำนวน นับไมaเกิน 1,000 และ 0 - การบวก ลบ คูณ หารระคน - การแกgโจทย^ปYญหาและการสรgางโจทย^ ปYญหา พรgอมทั้งหาคำตอบ 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร^ 3. การเชื่อมโยง มาตรฐาน ค. 1.2 เขgาใจและวิเคราะห^แบบรูป ความสัมพันธ^ ฟYงก^ชัน ลำดับและอนุกรม และนำไปใชg ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ (มีการจัดการเรียนการสอน เพื่อเปrนพื้นฐาน แตaไมaวัดผล) แบบรูป - แบบรูปของจำนวนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงทีละ 2 ทีละ 5 และทีละ 100 แบบรูปซ้ำ 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร^
8 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 3. การเชื่อมโยง สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค. 2.1 เขgาใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ตgองการวัด และนำไปใชg ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 1. แสดงวิธีหาคำตอบของ โจทย^ปYญหาเกี่ยวกับเวลา ที่มีหนaวยเดี่ยวและเปrนหนaวย เดียวกัน เวลา - การบอกเวลาเปrนนาêิกาและนาที (ชaวง 5 นาที) - การบอกระยะเวลาเปrนชั่วโมง เปrนนาที - การเปรียบเทียบระยะเวลาเปrนชั่วโมง เปrน นาที - การอaานปฏิทิน การแกgโจทย^ปYญหาเกี่ยวกับเวลา 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร^ 3. การเชื่อมโยง 2. วัดและเปรียบเทียบความ ยาวเปrนเมตรและเซนติเมตร ความยาว -การวัดความยาวเปrนเมตรและเซนติเมตร -การคาดคะเนความยาวเปrนเมตร
9 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 3. แสดงวิธีหาคำตอบของ โจทย^ปYญหาการบวก การลบ เกี่ยวกับความยาวที่มีหนaวย เปrนเมตรและเซนติเมตร -การเปรียบเทียบความยาวโดยใชgความสัมพันธ^ ระหวaางเมตรกับเซนติเมตร -การแกgโจทย^ปYญหาเกี่ยวกับความยาวที่มี หนaวยเปrนเมตรและเซนติเมตร 4. วัดและเปรียบเทียบน้ำหนัก เปrนกิโลกรัมและกรัม กิโลกรัมและขีด 5.แสดงวิธีหาคำตอบของโจทย^ ปYญหาการบวก การลบ เกี่ยวกับน้ำหนักที่มีหนaวยเปrน กิโลกรัมและกรัม กิโลกรัมและ ขีด น้ำหนัก - การวัดน้ำหนักเปrนกิโลกรัมและกรัม กิโลกรัมและขีด - การคาดคะเนน้ำหนักเปrนกิโลกรัม - การเปรียบเทียบน้ำหนักโดยใชg ความสัมพันธ^ระหวaางกิโลกรัมกับกรัม กิโลกรัมกับขีด - การแกgโจทย^ปYญหาเกี่ยวกับน้ำหนักที่มี หนaวยเปrนกิโลกรัมและกรัม กิโลกรัมและขีด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 6. วัดและเปรียบเทียบ ปริมาตรและความจุเปrนลิตร ปริมาตรและความจุ -การวัดปริมาตรและความจุโดยใชgหนaวยที่ไมaใชa หนaวยมาตรฐาน -การวัดปริมาตรและความจุเปrนชgอนชา ชgอนโตëะ ถgวยตวง ลิตร - การเปรียบเทียบปริมาตรและความจุเปrน ชgอนชา ชgอนโตëะ ถgวยตวง ลิตร - การแกgโจทย^ปYญหาเกี่ยวกับปริมาตรและ ความจุ ที่มีหนaวยเปrนชgอนชา ชgอนโตëะ ถgวยตวง ลิตร 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร^ 3. การเชื่อมโยง สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต
10 มาตรฐาน ค. 2.2 เขgาใจและวิเคราะห^รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ^ระหวaาง รูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใชg ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 1. จำแนกและบอกลักษณะของ รูปหลายเหลี่ยมและวงกลม รูปเรขาคณิตสองมิติ - ลักษณะของรูปหลายเหลี่ยม วงกลม และ วงรีและการเขียนรูปเรขาคณิตสองมิติโดยใชg แบบของรูป 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทาง คณิตศาสตร^ สาระที่ 3 สถิติและความน`าจะเปoน มาตรฐาน ค. 3.1 เขgาใจกระบวนการทางสถิติ และใชgความรูgทางสถิติในการแกgปYญหา ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูdแกนกลาง ทักษะกระบวนการ 1. ใชgขgอมูลจากแผนภูมิ รูปภาพในการหาคำตอบ ของโจทย^ปYญหาเมื่อกำหนดรูป 1 รูปแทน 2 หนaวย 5 หนaวย หรือ 10 หนaวย การนำเสนอขgอมูล - การอaานแผนภูมิรูปภาพ 1. การแกgปYญหา 2. การสื่อสารและการสื่อ ความหมายทาง คณิตศาสตร^ 5. คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน ค 12101 คณิตศาสตรg กลุ`มสาระการเรียนรูdคณิตศาสตรg ชั้นประถมศึกษาปHที่ 2 เวลา 200 ชั่วโมง การอaานและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจํานวนการนับเพิ่ม ทีละ 5 ทีละ 10 และทีละ 100 การนับลดทีละ 2 ทีละ 10 และทีละ 100 จํานวนคูaจํานวนคี่ หลักและ คaาของ เลขโดดในแตaละหลักและการใชg 0 เพื่อยึดตําแหนaงของหลัก การเขียนตัวเลขแสดงจํานวนใน รูปกระจาย การเปรียบเทียบจํานวนและการใชgเครื่องหมาย =≠ > < การเรียงลําดับจํานวนไมaเกินหgา จํานวน การบวก การลบ การคูณจํานวนหนึ่งหลักกับจํานวนไมaเกินสองหลัก การหารที่ตัวหารและ ผลหารมีหนึ่งหลัก การบวก ลบ คูณ หารระคน โจทย^ปYญหา การวัดความยาว (เมตร เซนติเมตร) การชั่งน้ำหนัก (กิโลกรัม ขีด) การตวง (ลิตร) การ เปรียบเทียบ ความยาว น้ำหนัก ปริมาตรและความจุ (หนaวยเดียวกัน) ชนิดและคaาของเงินเหรียญและ
11 ธนบัตร การ เปรียบเทียบคaาของเงินเหรียญและธนบัตร การบอกจํานวนเงินทั้งหมด (บาท สตางค^) การบอกเวลา เปrนนาêิกากับนาที (ชaวง 5 นาที) การอaานปฏิทิน เดือนและอันดับที่ของเดือน โจทย^ ปYญหาบวก ลบ เกี่ยวกับการวัดความยาว การชั่ง เงิน โจทย^ปYญหาบวก ลบ คูณ หารเกี่ยวกับการตวง รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม รูปวงกลม รูปวงรี ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกลม ทรงกระบอก การจําแนกรูปเรขาคณิตสองมิติกับรูปเรขาคณิตสามมิติ การเขียนรูปสามเหลี่ยมรูปสี่เหลี่ยมรูปวงกลม และรูปวงรีโดยใชgแบบของรูป แบบรูปของจํานวนที่เพิ่มขึ้นทีละ 5 ทีละ 10 และทีละ 100 แบบรูปของจํานวนที่ลดลงทีละ 2 ทีละ 10 และทีละ 100 แบบรูปของรูปที่มีรูปรaางขนาดหรือสี่ที่สัมพันธ^กันอยaางใดอยaางหนึ่ง โดยใชgทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร^และเทคโนโลยีในการแกgปYญหาในสถานการณ^ ตaางๆไดgอยaางเหมาะสม รูgจักใชgวิธีการที่หลากหลายในการแกgปYญหา ใหgเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลไดgอยaางเหมาะสม สื่อความหมายและการนำเสนอขgอมูลไดgอยaางถูกตgองและเหมาะสม เพื่อใหgมีความรูgความเขgาใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกgปYญหา การใหgเหตุผล การสื่อสาร สื่อความหมายทางคณิตศาสตร^ และสามารถนำไปใชgในการเรียนรูgสิ่งตaางๆ และใชgใน ชีวิตประจำวันอยaางสรgางสรรค^ มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถทำงานอยaางเปrนระบบ รวมทั้งเห็นคุณคaาและมีเจตคติที่ดีตaอ คณิตศาสตร^ การวัดผลและประเมินผล ใชgวิธีการหลากหลายตามสภาพความเปrนจริงของเนื้อหาและ ทักษะที่ตgองการวัด มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ค 1.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6, ป.2/7, ป.2/8 ค 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6 ค 2.2 ป.2/1 ค 3.1 ป.2/1 รวม 16 ตัวชี้วัด โครงสร้างรายวิชา คณิตศาสตร์ชั้น ป.2 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้ / ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชม.)
12 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้ / ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชม.) 1 จำนวนนับไม่เกิน 1,000 และ 0 ค 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 จำนวนนับที่ไม่เกิน 1,000 และ 0 สามารถ เขียนและอ่านตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ นับทีละ 2 ทีละ 5 ทีละ 10 และทีละ 100 จำแนกเป็นจำนวนคู่และจำนวน คี่ เขียนแสดงจำนวนในรูปกระจาย ซึ่งเป็นการ เขียนตามค่าของเลขโดดในแต่ละหลัก เปรียบเทียบจำนวนที่เท่ากันหรือไม่เท่ากัน มากกว่า หรือน้อยกว่า โดยใช้เครื่องหมาย = ≠ > < และเรียงลำดับจำนวนจากน้อยไปมาก หรือจากมากไปน้อย 15 2 การบวกจำนวน ที่มีผลบวกไม่ เกิน 1,000 ค 1.1 ป.2/4 ป.2/8 การบวกจำนวนสองจำนวนที่มีผลบวกไม่เกิน 1,000 และการบวกจำนวนสามจำนวนที่มี ผลบวกไม่เกิน 1,000 มีวิธีการที่หลากหลาย โดย ใช้ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการหา คำตอบ การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ต้อง วิเคราะห์โจทย์และแสดงวิธีทำเพื่อหาคำตอบ รวมทั้งตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคำตอบ และการสร้างโจทย์ปัญหาการบวกจะสร้างให้ สอดคล้องกับสิ่งที่โจทย์กำหนดให้และเหมาะสม กับสถานการณ์ในชีวิตจริง 20 3 การลบจำนวนที่ มีตัวตั้ง ไม่เกิน 1,000 ค 1.1 ป.2/4 ป.2/8 การลบจำนวนสองจำนวนที่มีตัวตั้งไม่เกิน 1,000 มีวิธีการที่หลากหลายและใช้ทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการหาคำตอบ และตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคำตอบ การหาตัวไม่ทราบค่าในประโยค-สัญลักษณ์ แสดงการบวกและการลบ สามารถใช้ ความสัมพันธ์ของการบวกและการลบมาช่วย ในการหาคำตอบ ส่วนการแก้โจทย์ปัญหาการ 26
13 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้ / ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชม.) ลบ ต้องวิเคราะห์โจทย์และแสดงวิธีทำเพื่อหา คำตอบ รวมทั้งตรวจสอบความสมเหตุสมผล ของคำตอบ 4 แบบรูปของ จำนวน มีการจัดการเรียน การสอนเพื่อเป็น พื้นฐาน แต่ไม่ วัดผล ความสัมพันธ์ในแบบรูปของจำนวนที่เพิ่มขึ้นที ละ 2 ทีละ 5 ทีละ 100 และลดลงทีละ 2 ทีละ 5 ทีละ 100 และแบบรูปซ้ำของจำนวน สามารถบอกจำนวนต่อไปหรือจำนวนที่หายไปได้ 9 5 รูปเรขาคณิต ค 2.2 ป.2/1 ลักษณะของรูปเรขาคณิตสองมิติพิจารณา จากจำนวนด้าน จำนวนมุม ส่วนการเขียนรูป เรขาคณิตสองมิติสามารถใช้แบบของรูป เรขาคณิตมาเขียนตามขอบในหรือขอบนอก 6 6 การวัดความยาว ค 2.1 ป.2/2 ป.2/3 การวัดความยาวเป็นเมตรและเซนติเมตร ซึ่ง หน่วยเมตรและเซนติเมตรเป็นหน่วยมาตรฐาน ที่ใช้บอกความยาว ความสูง และระยะทาง สามารถนำความยาวของสิ่งต่าง ๆ ในหน่วย เดียวกัน มาเปรียบเทียบกันได้และการแก้ โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการวัดความยาว สามารถ ทำได้หลายวิธีแต่ควรเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ เหมาะสม 14 7 เวลา ค 2.1 ป.2/1 การบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา (ช่วง 5 นาที) จะบอกเป็นนาฬิกากับนาทีและสามารถบอก ระยะเวลาเป็นชั่วโมง เป็นนาทีซึ่งนำมา เปรียบเทียบกันได้ส่วนการบอกวัน เดือน ปี จะดูได้จากปฏิทิน การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับ เวลาเป็นการนำเวลาในหน่วยเดียวกันมาบวก ลบ คูณ หารกัน 20 8 การคูณจำนวน ไม่เกิน 1,000 ค 1.1 ป.2/5 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่ไม่เกิน สองหลัก มีวิธีการที่หลากหลายและใช้ทักษะ 20
14 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้ / ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชม.) และ 0 ป.2/8 กระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการหาคำตอบ และตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคำตอบ ส่วนการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ ต้องวิเคราะห์ โจทย์และแสดงวิธีทำเพื่อหาคำตอบ รวมทั้ง ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคำตอบ 9 การหารจำนวน ไม่เกิน 1,000 ค 1.1 ป.2/5 ป.2/6 ป.2/8 การหารที่ตัวหารและผลหารมีหนึ่งหลัก มี วิธีการที่หลากหลายและใช้ทักษะกระบวนการ ทางคณิตศาสตร์ในการหาคำตอบและ ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคำตอบการ หาตัวไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณ์แสดง การคูณและการหาร สามารถใช้ความสัมพันธ์ ของการคูณและการหารมาช่วยในการหา คำตอบ ส่วนการแก้โจทย์ปัญหาการหาร ต้อง วิเคราะห์โจทย์และแสดงวิธีทำเพื่อหาคำตอบ รวมทั้งตรวจสอบความสมเหตุสมผลของ คำตอบ 20 10 การวัดน้ำหนัก ค 2.1 ป.2/4 ป.2/5 การวัดน้ำหนักโดยใช้หน่วยมาตรฐาน จะบอก น้ำหนักเป็นขีด กรัม กิโลกรัม ซึ่งสามารถนำ น้ำหนักของสิ่งต่างๆ มาเปรียบเทียบกันได้โดยใช้ ความสัมพันธ์ระหว่างกิโลกรัมกับกรัม กิโลกรัม กับขีด ส่วนการแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการวัด น้ำหนักสามารถทำได้หลายวิธีแต่ควรเลือกวิธี แก้ปัญหาที่เหมาะสม 15 11 ปริมาตรและ ความจุ ค 2.1 ป.2/6 การวัดปริมาตรและความจุโดยใช้หน่วย มาตรฐาน จะบอกปริมาตรหรือความจุเป็น หน่วยช้อนชา ช้อนโต๊ะ ถ้วยตวง และลิตร ซึ่ง สามารถนำปริมาตรหรือความจุในหน่วย เดียวกันมาเปรียบเทียบกันได้และการแก้โจทย์ 15
15 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้ / ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชม.) ปัญหาเกี่ยวกับการวัดปริมาตรและความจุ สามารถทำได้หลายวิธีแต่ควรเลือกวิธี แก้ปัญหาที่เหมาะสม 12 การนำเสนอ ข้อมูล ค 3.1 ป.2/1 แผนภูมิรูปภาพเป็นวิธีการนำเสนอข้อมูล อย่างหนึ่งเพื่อความสะดวกในการอ่านข้อมูล 5 13 การบวก ลบ คูณ หารระคน ค 1.1 ป.2/7 ป.2/8 การบวก ลบ คูณ หารระคน มีวิธีการที่ หลากหลายและใช้ทักษะกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ในการหาคำตอบและตรวจสอบ ความสมเหตุสมผลของคำตอบ ส่วนการแก้ โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน ต้อง วิเคราะห์โจทย์และแสดงวิธีทำเพื่อหาคำตอบ รวมทั้งตรวจสอบความสมเหตุสมผลของ คำตอบ 15
16 การจัดการหน่วยการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแบบฝึกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด หน่วย ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐาน/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) สัดส่วน คะแนน 8 การคูณ จำนวนไม่ เกิน 1,000 และ 0 ค 1.1 ป.2/5 ป.2/8 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่ไม่เกิน สองหลัก มีวิธีการที่หลากหลายและใช้ทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการหาคำตอบและ ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคำตอบ ส่วนการ แก้โจทย์ปัญหาการคูณ ต้องวิเคราะห์โจทย์และ แสดงวิธีทำเพื่อหาคำตอบ รวมทั้งตรวจสอบความ สมเหตุสมผลของคำตอบ 20 100
17 ตารางแสดงโครงสร้าง หน่วยการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับแบบฝึกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่2 ภาคเรียนที่ 2/2565 หน่วยการเรียนรู้ (ภาคเรียนที่ 2) แบบฝึกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด เวลา (ชั่วโมง) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน 1 การคูณจำนวนไม่ เกิน 1,000 และ 0 เล่มที่ 1 เรื่อง ความหมายของการคูณ 3 เล่มที่2 เรื่อง การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับจำนวนหนึ่งหลัก 3 เล่มที่ 3 เรื่อง การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับ 10 20 30 ... 90 2 เล่มที่ 4 เรื่อง การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับจำนวนสองหลัก 3 เล่มที่ 5 เรื่อง ความรู้สึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับการคูณ 2 เล่มที่6 เรื่อง การหาค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยค สัญลักษณ์การคูณ 2 เล่มที่7 เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณและการสร้างโจทย์ปัญหา การคูณ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน 1 รวมเวลาเรียน 20
18 โครงสร้างแบบฝึกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค 12101 รายวิชา คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่2 ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรียน 20 ชั่วโมง จำนวนหน่วยกิต 0.5 หน่วยกิต แบบฝึกทักษะ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน 1 - เล่มที่ 1 เรื่อง ความหมาย ของการคูณ ค 1.1 ป 2/5 ค 1.1 ป 2/8 ความหมายของการคูณ การนับเพิ่มครั้งละเท่า ๆ กัน การนับเพิ่ม และการบวก การบวกกับการคูณ 3 เล่มที่2 เรื่อง การคูณจำนวน หนึ่งหลักกับจำนวนหนึ่งหลัก ค 1.1 ป 2/5 ค 1.1 ป 2/8 การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับจำนวน หนึ่งหลัก 3 เล่มที่ 3 เรื่อง การคูณจำนวน หนึ่งหลักกับ 10 20 30 ... 90 ค 1.1 ป 2/5 ค 1.1 ป 2/8 การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับ 10 20 30 ... 90 2 เล่มที่ 4 เรื่อง การคูณจำนวน หนึ่งหลักกับจำนวนสองหลัก ค 1.1 ป 2/5 ค 1.1 ป 2/8 การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับจำนวน สองหลัก 3 เล่มที่ 5 เรื่อง ความรู้สึกเชิง จำนวนเกี่ยวกับการคูณ ค 1.1 ป 2/5 ค 1.1 ป 2/8 ความรู้สึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับการคูณ 2 เล่มที่6 เรื่อง การหาค่าของ ตัวไม่ทราบค่าในประโยค สัญลักษณ์การคูณ ค 1.1 ป 2/5 ค 1.1 ป 2/8 การหาค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยค สัญลักษณ์การคูณ 2 เล่มที่7 เรื่อง โจทย์ปัญหา การคูณและการสร้างโจทย์ ปัญหาการคูณ ค 1.1 ป 2/5 ค 1.1 ป 2/8 โจทย์ปัญหาการคูณและการสร้าง โจทย์ปัญหาการคูณ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน 1 - รวม 20 -
19 สรุปไดdว`า แบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgาน บางโหนด นั้น ควรสรgางใหgมีเนื้อหาที่ตอบสนองตaอใตรฐานการเรียนรูg สาระการเรียนรูg คุณภาพของ ผูgเรียน และผลการเรียนรูgตามคำอธิบายรายวิชา ตามที่หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนบgานบาง โหนด กลุaมสาระการเรียนรูgคณิตศาสตร^ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กำหนดไวgจึงจะสามารถนำไปใชgในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา ผลการเรียนรูgของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 กลุaมสาระการเรียนรูgคณิตศาสตร^ไดgตรงตามที่ มาตรฐานการเรียนรูgและผลการเรียนรูgไดgกำหนดไวg แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรูdแบบสืบเสาะหาความรูd (5E) 1. ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรูdแบบสืบเสาะหาความรูd การจัดกิจกรรมการเรียนรูgแบบสืบเสาะหาความรูg มีนักการศึกษาหลายทaานเรียกชื่อแตกตaางกัน ออกไป เชaน การสอนแบบสืบสอบ การสืบเสาะหาความรูg การสืบสวนสอบสวน ซึ่งนักการศึกษาหลาย ทaานไดgใหgความหมายไวgดังนี้ สุวิทย^ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2553 : 136) ไดgใหgความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรูgแบบสืบ เสาะหาความรูgไวgวaา เปrนกระบวนการเรียนรูgที่เนgนการพัฒนาความสามารถในการแกgปYญหาดgวยวิธีการ ฝtกใหgผูgเรียนรูgจักศึกษาคgนควgาหาความรูgโดยผูgสอนตั้งคำถามกระตุgนใหgผูgเรียนใชgกระบวนการทาง ความคิดหาเหตุผล จนคgนพบความรูgหรือแนวทางในการแกgไขปYญหาที่ถูกตgองดgวยตนเอง สรุปเปrน หลักการ กฎเกณฑ^ หรือวิธีการในการแกgปYญหา และสามารถนำไปประยุกต^ใชgประโยชน^ในการควบคุม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือสรgางสรรค^สิ่งแวดลgอมในสภาพการณ^ตaาง ๆ ไดgอยaางกวgางขวาง สถาบันสaงเสริมการสอนวิทยาศาสตร^และเทคโนโลยี (2560 : 20) กลaาววaาวิทยาศาสตร^เปrนการสืบ เสาะหาความรูg โดยมนุษย^ไดgพัฒนาองค^ความรูgวิทยาศาสตร^ โดยใชgการสืบเสาะหาความรูgดgวยการตั้ง คำถามที่สงสัยอยากรูgเกี่ยวกับสิ่งเหลaานั้นเปrนแนวความคิดหลักกฎ หรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ พิมพันธ^ เดชะคุปต^ (2556 : 53) กลaาววaาวิธีสอนแบบสืบเสาะนี้เปrนที่รูgจักกันหลายชื่อ เชaน การสอน แบบสืบสวนสอบสวน การสอนแบบสอบสวน วิธีสืบเสาะหาความรูg การสอนใหgนักเรียนคgนหาความรูg โดยใชgกระบวนการทางความคิด การสอนแบบสืบเสาะหาความรูg การสอนแบบคgนพบ การสอนแบบ แกgปYญหา การสอนแบบสืบเรื่องราว วิธีสืบเสาะหาความรูgเปrนกลวิธีการสอนที่สำคัญตaอการเรียนการ สอน ในปYจจุบันนิยมใชgคำวaา วิธีสอนแบบสืบสอบ ซึ่งวิธีนี้อยูaบนฐานของแนว constructivism เปrน แนวคิดที่เนgนใหgนักเรียนเปrนผูgสรgางความรูgใหมa สิ่งประดิษฐ^ใหมaดgวยตนเอง ความรูgที่ไดgจะคงทนถาวร อยูaในความจำระยะยาว ครูไมaสามารถสรgางไดg แตaครูเปrนเพียงผูgจัดประสบการณ^เรียนรูg
20 Welch (1981: 53-54) กลaาววaา กระบวนการสืบเสาะ หมายถึง กระบวนการทางสติปYญญา ที่ครอบคลุมถึงการใชgยุทธศาสตร^ดgานตaาง ๆ ไดgแกa การแกgปYญหา การใชgหลักฐาน การใชgตรรกศาสตร^ การทำความกระจaาง ใหgคุณคaา หรือคaานิยมตaาง ๆ การตัดสินใจ ตลอดจนการเลือกใชgระเบียบ ขgอบังคับของการสืบเสาะอยaางเหมาะสม ซึ่งในการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร^นั้นจำเปrนตgองมีกรอบ ความคิด ความเชื่อ และขgอตกลงเบื้องตgนเปrนเครื่องชี้นำในการศึกษาเสมอ สรุปไดgวaา การสอนแบบสืบเสาะหาความรูg เปrนการสaงเสริมและพัฒนาความสามารถในการแกgปYญหา ทำ ใหgผูgเรียนสามารถคgนหาขgอมูล ขgอเท็จจริง และวิธีการแกgปYญหาไดgดgวยตนเองอยaางมีเหตุผล ดgวย กระบวนการทางวิทยาศาสตร^คือ สังเกต วิเคราะห^ปYญหา ตั้งสมมติฐาน รวบรวมขgอมูล ทดสอบ สมมติฐาน แลgวสรุปหลักการ หรือวิธีการแกgปYญหาดgวยตนเอง 2. ประเภทของการจัดกิจกรรมการเรียนรูdแบบสืบเสาะหาความรูd การจัดกิจกรรมการเรียนรูgแบบสืบเสาะหาความรูg สามารถแบaงตามลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนไดgเปrน 2 ประเภท (ไพฑูรย^ สุขศรีงาม, 2553 : 5) คือ 2.2.1 การสืบเสาะหาความรูgที่อาศัยการปฏิบัติการ เปrนรูปแบบของการสืบเสาะหาความรูgที่เนgนการ ปฏิบัติการทดลองและการคิด โดยใหgนักเรียนลงมือเก็บรวบรวมขgอมูล จัดกระทำขgอมูล แปล ความหมายและลงขgอสรุป ซึ่งจะทำใหgนักเรียนมีทั้งทักษะในดgานการปฏิบัติการ (Process of Doing หรือ Manual Skills) การสืบเสาะแบบนี้สามารถแบaงออกไดgเปrน 3 ประเภท คือ 1) การสืบเสาะหาความรูgแบบสำเร็จรูป (Structured Inquiry) เปrนการสืบเสาะที่ครูเปrนผูgกำหนด ปYญหาใหg นักเรียนเปrนผูgกำหนดขั้นตอนในการทดลองและการจัดกระทำขgอมูล ตลอดจนการแปล ความหมายและสรุปดgวยตนเอง 2) การสืบเสาะหาความรูgแบบแนะนำ (Guided Inquiry) เปrนการสืบเสาะหาความรูgที่ครูใหgคำปรึกษา หารือ หรือแนะนำวิธีการทดลองและการจัดกระทำขgอมูล นักเรียนเปrนผูgแปลความหมายและสรุปดgวย ตนเอง 3) การสืบเสาะหาความรูgแบบเปûดกวgาง (Open Inquiry) หรือการคgนพบ (Discovery) นักเรียนเปrนผูg กำหนดปYญหา วิธีการแกgปYญหา การจัดกระทำขgอมูล ตลอดจนการแปลความหมายและสรุปดgวย ตนเอง 2.2.2 การสืบเสาะหาความรูgที่ไมaทำปฏิบัติการ เปrนการสืบเสาะหาความรูgที่ไมaเนgนการลงมือปฏิบัติการ ทดลองเพื่อใหgไดgมาซึ่งขgอมูล แตaเนgนการใหgหรือเสนอขgอมูลจากครู เนgนการซักถามของครูและนักเรียน บางครั้งเรียกการสืบเสาะหาความรูgแบบนี้วaา การสืบเสาะหาความรูgแบบซักถาม (Oral Inquiry) ซึ่ง สามารถแบaงออกเปrน 3 ประเภท ดังนี้
21 1) ผูgสอนมีบทบาทสำคัญในการสืบเสาะหาความรูg (Passive Inquiry) วิธีนี้ผูgสอนมีบทบาทในการใชg คำถามเปrนแนวทางใหgผูgเรียนคิดหาคำตอบ เหมาะสำหรับการเริ่มสอนแบบสืบเสาะหาความรูg เนื่องจากผูgสอนจะเปrนผูgใชgคำถามนำไปสูaคำตอบและพยายามกระตุgนใหgผูgเรียนตั้งคำถามอยูaเสมอ ผูgสอน เปrนผูgตั้งคำถามเปrนสaวนใหญaประมาณรgอยละ 90 สaวนผูgเรียนเปrนผูgตั้งคำถามเองประมาณรgอยละ 10 เทaานั้น และสaวนใหญaผูgเรียนจะเปrนผูgตอบคำถาม ในการเรียนการสอนจะพบวaา เมื่อเริ่มตgนผูgเรียนสaวน ใหญaจะคุgนเคยกับการฟYง แลgวคิดทำความเขgาใจตามบทเรียน แตaยังขาดทักษะในการตั้งคำถาม ผูgสอน จึงตgองมีเทคนิคในการตั้งคำถามนำเพื่อใหgผูgเรียนตอบ โดยพัฒนาคำถามจากคำถามงaาย ๆ ไปสูaคำถาม ที่ซับซgอน เพื่อพัฒนาความคิดของผูgเรียนจนเกิดความคุgนเคยกับการตอบคำถาม ตaอจากนั้นผูgสอน จะตgองกระตุgนหรือจัดประสบการณ^ฝtกใหgผูgเรียนตั้งคำถามสืบเสาะหาความรูgแสวงหาคำตอบดgวย ตนเองมากขึ้น 2) ผูgสอนและผูgเรียนรaวมกันในการสืบเสาะหาความรูg (Combined Inquiry) วิธีนี้ผูgสอนและผูgเรียน เปrนผูgดำเนินการในการสืบเสาะรaวมกัน โดยผูgสอนเปrนผูgตั้งคำถามเทaา ๆ กับผูgเรียน คือ ประมาณรgอย ละ 50 ซึ่งเหมาะสำหรับการสอนที่ผูgเรียนไดgผaานขั้นของ Passive Inquiry มาแลgว ผูgเรียนจะคุgนเคย กับการตอบคำถามและฝtกการตั้งคำถาม การซักถามปYญหา ในขั้นนี้เมื่อผูgเรียนถาม ผูgสอนไมaควรใหg คำตอบทันที แตaควรสaงเสริมหรือถามตaอเพื่อกระตุgนใหgผูgเรียนคิดดgวยตนเอง โดยใชgคำถามนำไปเรื่อย ๆ จนกระตุgนใหgผูgเรียนคgนพบคำตอบดgวยตนเอง 3) ผูgเรียนเปrนผูgมีบทบาทสำคัญในการสืบเสาะหาความรูg (Active Inquiry) การสอนแบบนี้ผูgเรียนจะ เปrนผูgตั้งคำถามและตอบคำถามเปrนสaวนใหญa หลังจากที่ไดgรับการฝtกการตั้งคำถามและตอบคำถามจน คุgนเคยมาแลgว ผูgเรียนไดgรับการพัฒนาการคิด การตั้งคำถามในกระบวนการสืบเสาะเพื่อหาคำตอบ ดgวยตนเองมาตามลำดับขั้น ในขั้นนี้จึงมีความสามารถในการสรgางกรอบความคิด การสรgางคำถาม นำไปสูaการคgนพบดgวยตนเอง ซึ่งผูgเรียนมีสaวนในการตั้งคำถามและตอบคำถามประมาณรgอยละ 90 จึง นับวaาเปrนจุดประสงค^สูงสุดในการเรียนรูgโดยวิธีสืบเสาะ คารินและซันต^ (1980 อgางถึงใน พิมพันธ^ เดชะคุปต^, 2556 : 55-56) แบaงวิธีสอนแบบสืบเสาะหา ความรูgเปrน 3 ประเภท โดยใชgบทบาทของครูและนักเรียนเปrนเกณฑ^ ดังนี้คือ 1. Guided inquiry เปrนวิธีสอนแบบสืบเสาะที่ครูเปrนผูgกำหนดปYญหา วางแผนการทดลอง เก็บ รวบรวมขgอมูล เตรียมเครื่องมืออุปกรณ^ไวgเรียบรgอย นักเรียนมีหนgาที่ปฏิบัติการทดลอง ทำกิจกรรม ตามแนวทางที่กำหนดไวg ซึ่งอาจเรียกวaาเปrนวิธีสอนแบบสืบเสาะที่มีคำแนะนำปฏิบัติการหรือกิจกรรม สำเร็จรูป (structured laboratory) ลำดับขั้นตอนการสอนของวิธีนี้ คือ 1.1 ขั้นนำเขgาสูaบทเรียน ครูเปrนผูgนำอภิปราย โดยตั้งปYญหาเปrนอันดับแรก 1.2 ขั้นอภิปรายกaอนทำกิจกรรมการทดลอง อาจจะเปrนการตั้งสมมติฐาน ครูอธิบายหรือใหg คำแนะนำเกี่ยวกับการใชgอุปกรณ^การทดลอง ขgอควรระวังในการทดลองตaาง ๆ
22 1.3 ขั้นทำการทดลองเก็บรวบรวมขgอมูล นักเรียนเปrนผูgลงมือกระทำการทดลองเอง ทำ กิจกรรมพรgอมทั้งบันทึกผลการทดลอง 1.4 ขั้นอภิปรายหลังการทดลอง เปrนขั้นของการนำเสนอขgอมูลและสรุปผลการทดลอง ในขั้น นี้ครูตgองนำการอภิปราย โดยใชgคำถามเพื่อนำผูgเรียนไปสูaขgอสรุป เพื่อใหgไดgแนวคิดหรือหลักเกณฑ^ สำคัญของบทเรียน 2. Less guided inquiry เปrนวิธีสอนแบบสืบเสาะที่ครูเปrนผูgกำหนดปYญหา หรือรaวมกันกับนักเรียน กำหนดปYญหา แตaใหgนักเรียนหาวิธีแกgปYญหาดgวยตนเอง โดยเริ่มตั้งแตaการตั้งสมมติฐาน วาง แผนการทดลอง ทำการทดลอง จนถึงสรุปผลการทดลอง โดยมีครูเปrนผูgอำนวยความสะดวก ซึ่งอาจ เรียกวิธีนี้วaา วิธีสอนแบบไมaกำหนดแนวทางปฏิบัติการ (unstructured laboratory) ลำดับขั้นตอน ของการสอนวิธีนี้คือ 2.1 สรgางสถานการณ^หรือปYญหา ซึ่งอาจทำโดยการใชgคำถามใชgสถานการณ^จริง โดยการ สาธิตเพื่อเสนอปYญหา ใชgภาพปริศนา หรือภาพยนตร^เพื่อเสนอปYญหา 2.2 นักเรียนวางแผนแกgปYญหา โดยครูเปrนผูgแนะแนวทาง ระบุแหลaงความรูg 2.3 นักเรียนดำเนินการแกgปYญหาตามแผนที่วางไวg 2.4 รวบรวมขgอมูล วิเคราะห^ขgอมูล และสรุปผลการแกgปYญหาดgวยตนเอง โดยมีครูเปrนผูgดูแล รaวมอภิปราย เพื่อใหgไดgความรูgที่ถูกตgองสมบูรณ^ 3. Unguided inquiry เปrนวิธีการที่นักเรียนเปrนผูgกำหนดปYญหาเอง วางแผนการทดลองเอง เก็บ ขgอมูล ดำเนินการทดลอง ตลอดจนสรุปผลดgวยตัวเอง ซึ่งอาจเรียกวaา วิธีสืบเสาะแบบอิสระ (free inquiry) วิธีนี้ครูอาจใชgคำถามเพื่อกระตุgนใหgนักเรียนกำหนดปYญหาดgวยตนเอง เมื่อนักเรียนกำหนดปYญหาไดgตามความสนใจของตนเองแลgว นักเรียนจึงทำการวางแผนเพื่อแกgปYญหา แลgวดำเนินการแกgปYญหา ตลอดจนสรุปผลดgวยตนเอง ซึ่งอาจทำเปrนรายบุคคลหรือเปrนกลุaม โดยมีครู เปrนที่ปรึกษาใหgกำลังใจเทaานั้น 3. กระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรูd กระบวนการสืบเสาะหาความรูgเปrนวิธีการสอนที่เนgนการพัฒนาความสามารถในการคิดการ แกgปYญหาหรือการแสวงหาความรูg โดยใชgกระบวนการคิดเพื่อแสวงหาความรูgและคgนพบคำตอบดgวย ตนเอง โดยผูgสอนเปrนผูgเรgาความสนใจ กระตุgนใหgผูgเรียนเกิดความสงสัย คิดหาคำตอบ ชaวยจัด สถานการณ^ สิ่งอำนวยความสะดวก และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เอื้อตaอการสืบเสาะหาความรูg ซึ่งกระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรูgนั้นมีนักการศึกษาหลายทaานไดgเสนอขั้นตอนของ กระบวนการเรียนการสอนไวgดังนี้
23 สุจิต เหมวัล (2555 : 24) ไดgเสนอขั้นตอนของกระบวนการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหา ความรูgซึ่งเนgนบทบาทของครูในการดำเนินกิจกรรม สรุปไดgดังนี้ 1. ขั้นเสนอปYญหาและขgอมูลพื้นฐาน ครูเปrนผูgเสนอปYญหาพรgอมทั้งขgอมูลพื้นฐานที่เกี่ยวกับ ปYญหาในรูปแบบตaาง ๆ 2. ขั้นแปลความหมายขgอมูล ครูนำการอภิปราย เพื่อใหgนักเรียนจัดกระทำหรือ แปลความหมายขgอมูล 3. ขั้นอgางหลักการ ครูนำการอภิปราย เพื่อใหgนักเรียนนำผลการจัดกระทำหรือ แปลความหมายขgอมูลมาอgางถึงหลักเหตุผล 4. ขั้นสรุป ครูนำการอภิปรายเพื่อใหgนักเรียนนำหลักฐานหรือหลักการมาอgางเพื่อสรุปเปrนความรูg Massailas and Cox (1968 : 115-121) ไดgเสนอขั้นตอนของกระบวนการสืบเสาะ ไวgดังนี้ 1. ขั้นเตรียมตัวเผชิญปYญหา (Orientation) เปrนขั้นที่นักเรียนไดgเห็นหรือเริ่มรูgปYญหา ซึ่งอาจ เกิดขึ้นจากการอaานขgอความจากแบบเรียนหรือบทความที่ครูเตรียมไวgเปrนเครื่องสะทgอนใหgเกิด ความคิด เกิดปYญหา หรือครูอาจเปrนผูgเตรียมไวgแลgว โดยยกปYญหาหรือตั้งคำถามใหgนักเรียนวิเคราะห^ วิจารณ^ สรุปความจากการซักถามเพื่อใหgเกิดความสงสัย อันจะนำไปสูaการหาคำตอบจากการแสวงหา ขgอมูลอยaางมีระบบตaอไป 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypothesis) เปrนการกำหนดแนวทางใหgนักเรียนแสวงหาขgอมูลไดgอยaาง ถูกตgอง โดยการพิจารณาเรื่องราวที่เกี่ยวกับปYญหาที่นักเรียนไดgวิเคราะห^ในขั้นที่ 1 แลgวสรุปคำตอบที่ คาดวaานaาจะเปrนไปไดg ซึ่งจะตgองหาหลักฐานมาพิสูจน^หรือทดสอบ 3. ขั้นนิยามความหมาย (Definition) เปrนการขยายความหรือใหgความหมายของคำ เพื่อใหg เขgาใจตรงกัน ซึ่งเปrนประโยชน^ในการสืบเสาะหาขgอมูลมาทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไวgใหgถูกตgอง 4. ขั้นสำรวจขgอมูลที่เกี่ยวขgอง (Exploration) เปrนการสำรวจขgอมูล โดยการสำรวจวaาขgอมูล ใดสอดคลgองหรือคัดคgานกับขgอสมมติฐานที่ไดgกำหนดไวg 5. ขั้นเก็บรวบรวมขgอมูล (Evidencing) เปrนการนำขgอมูลที่หามาไดgจากขั้นตอนที่ 4 มาสนับสนุนและพิสูจน^สมมติฐาน โดยการคgนควgาตามแนวของสมมติฐานที่นักเรียนชaวยกันตั้งขึ้น 6. ขั้นสรุป (Conclusion) เปrนการสรุปคำตอบของประเด็นปYญหาจากหลักฐานที่คgนควgามา ไดgทั้งหมด ดังนั้นขgอสรุปจึงมีคุณสมบัติชั่วคราว เมื่อมีหลักฐานหรือขgอมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม ขgอสรุปก็อาจ เปลี่ยนแปลงไดg บุญเกื้อ ควรหาเวช (2554 : 75) เสนอขั้นตอนของกระบวนการสืบเสาะหาความรูg ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นศึกษาสำรวจ (Exploration) ครูเสนอปYญหาใหgนักเรียนหาคำตอบ จัดเตรียมอุปกรณ^ และใหgแนวทางในการใชgอุปกรณ^เพื่อสังเกตและสำรวจคำตอบตามแนวทางที่กำหนด
24 2. ขั้นสรgาง (Invention) นักเรียนนำผลจากการศึกษาสำรวจมาวิเคราะห^ และรายงานผลอัน เปrนความรูgที่สรgางขึ้น 3. ขั้นสรgางความรูg (Discovery) ครูตั้งปYญหาและจัดอุปกรณ^ แลgวครูนำอภิปรายใหgนักเรียน ไดgใชgความรูgหรือวิธีการเดิมในการคgนควgาหาคำตอบ เพื่อใหgนักเรียนเขgาใจความรูgนั้นไดgอยaางสมบูรณ^ พรพิมล พรพีรชนม^(2550 :36) ไดgเสนอวaากระบวนการสืบเสาะหาความรูgเปrนกระบวนการ ที่เนgนนักเรียนเปrนสำคัญ โดยครูและนักเรียนรaวมมือกันหาวิธีการแกgปYญหาหรือวิธีการใหgไดgมาซึ่ง คำตอบ ขั้นตอนของกระบวนการสืบเสาะหาความรูg ประกอบดgวย 1. ขั้นสำรวจและรวบรวมขgอมูล 2. ขั้นตั้งปYญหาและสมมติฐาน 3. ขั้นทดสอบสมมติฐาน 4. ขั้นสรุปวิธีการแกgปYญหาหรือยgอนกลับไปดำเนินการใหมa Jacobson and others (1999 : 42) ไดgเสนอกระบวนการสืบเสาะหาความรูg ซึ่งประกอบ ดgวยขั้นตอนที่สำคัญ 4 ขั้นตอน สามารถสรุปไดgดังนี้ 1. ขั้นเสนอปYญหา ครูพิจารณาเนื้อหาสาระ แลgวระบุปYญหาที่จะสืบเสาะหาความรูg หรือครู พิจารณาจากสถานการณ^ปYญหา ซึ่งอาจบังเอิญเกิดขึ้นในชั้นเรียน แลgวระบุปYญหาใหgนักเรียนสืบ เสาะหาความรูg 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน ครูอาจเปrนผูgตั้งสมมติฐาน หรือใชgคำถามถามนำเพื่อใหgนักเรียน ตั้งสมมติฐาน 3. ขั้นรวบรวมขgอมูล ครูอาจใหgนักเรียนรวบรวมขgอมูลจากสื่อหรือแหลaงขgอมูลตaาง ๆ หรือทำ การทดลอง ซึ่งทำไดgทั้งในและนอกชั้นเรียน หรืออาจทำการทดลองที่บgาน เพื่อรวบรวมขgอมูล ซึ่งจะใชg เปrนหลักฐานตามสมมติฐานที่ตั้งไวg 4. ขั้นวิเคราะห^ขgอมูลและสรุป ครูนำการอภิปรายใหgนักเรียนนำขgอมูลมาจัดกระทำในรูปแบบ ตaาง ๆ เพื่ออgางในการตรวจสอบสมมติฐาน แลgวสรุปเปrนคำตอบ ซึ่งเปrนสาระสำคัญของบทเรียน Joyce and Weil (2000 : 65–66) ไดgเสนอขั้นตอนของกระบวนการสืบเสาะหาความรูgไวgดังนี้ 1. ขั้นเสนอสถานการณ^ปYญหาที่นaาสงสัย 2. ขั้นรวบรวมขgอมูล 3. ขั้นตั้งสมมติฐาน 4. ขั้นสรุปเปrนกฎเกณฑ^ในการอธิบายปYญหา 5. ขั้นวิเคราะห^กระบวนการสืบเสาะหาความรูg Ansberry and Morgan(2007 : 29-30) สรุปขั้นตอนของกระบวนการสอนแบบสืบเสาะหา ความรูg (5E) ไดg 5 ขั้นตอน ดังนี้
25 1. ขั้นกระตุgนความสนใจ (Engagement) คือขั้นตอนที่ครูตgองสรgางความสนใจและกระตุgน ความอยากรูgอยากเห็น เพื่อนำไปสูaการกำหนดปYญหาที่ตgองการศึกษา และสรgางความเชื่อมโยงระหวaาง ประสบการณ^เรียนรูgเดิมกับหัวขgอที่จะเรียน 2. ขั้นสำรวจและคgนหา (Exploration) คือ ขั้นตอนของการตรวจสอบปYญหา ตั้งสมมติฐาน จากปYญหาที่ตgองการศึกษา เพื่อนำไปสูaการออกแบบและเก็บรวบรวมขgอมูลและทดสอบสมมติฐาน เปrนขั้นตอนที่สaงเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ^การเรียนรูgเพื่อพัฒนามโนทัศน^ โดยนักเรียนเปrนผูg ลงมือปฏิบัติดgวยตนเอง 3. ขั้นอธิบายและลงขgอสรุป (Explanation) คือ ขั้นตอนที่นักเรียนวิเคราะห^ จัดกระทำและ สื่อความหมายขgอมูลที่ไดgจากการสำรวจและคgนหา เพื่อนำมาสูaการสรุปผล ขั้นตอนนี้เปûดโอกาสใหg นักเรียนไดgใชgภาษาในการสื่อสาร หรือแสดงทักษะและพฤติกรรมที่แสดงถึงความรูg ความเขgาใจของ ตนเองเกี่ยวกับเรื่องที่ไดgศึกษา จากนั้นครูมีหนgาที่เชื่อมโยงประสบการณ^เรียนรูgของนักเรียนไปสูa ความรูg ความเขgาใจหรือมโนทัศน^เชิงวิทยาศาสตร^ที่ถูกตgอง 4. ขั้นขยายความรูg (Elaboration) คือ ขั้นตอนที่เปrนการนำความรูgที่สรgางขึ้นไปประยุกต^เพื่อ อธิบายหรือทำความเขgาใจกับสถานการณ^ใหมaที่มีความใกลgเคียงกับสถานการณ^ที่ไดgสำรวจและคgนหา สaงผลใหgนักเรียนมีความเขgาใจที่ลุaมลึกและขยายขอบเขตไดgกวgางขึ้น 5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) คือ ขั้นตอนที่แสดงถึงการประเมินความรูgและความสามารถ ของนักเรียน และเปûดโอกาสใหgครูไดgประเมินผลนักเรียนตามวัตถุประสงค^ที่กำหนดไวg สถาบันสaงเสริมการสอนวิทยาศาสตร^และเทคโนโลยี (2555 : 63) ไดgเสนอขั้นตอนของการ สอนแบบสืบเสาะหาความรูg ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสรgางความสนใจ (Engagement) เปrนการนำเขgาสูaบทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจ เกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มดgวยความสนใจของนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปราย ภายในกลุaม เรื่องที่นaาสนใจอาจมาจากเหตุการณ^ที่กำลังเกิดอยูaในชaวงเวลานั้น หรือเปrนเรื่องที่ เชื่อมโยงกับความรูgที่เพิ่งเรียนรูgมาแลgว เปrนตัวกระตุgนใหgนักเรียนสรgางคำถาม กำหนดประเด็นที่จะ ศึกษา ในกรณีที่ยังไมaมีประเด็นใดนaาสนใจ ครูอาจใหgศึกษาจากสื่อตaาง ๆ หรือเปrนผูgกระตุgนดgวยการ เสนอประเด็นขึ้นมากaอน แตaไมaควรบังคับนักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเปrนเรื่อง ที่จะใชgศึกษา เมื่อมีคำถามที่นaาสนใจและนักเรียนสaวนใหญaยอมรับประเด็นที่ตgองการศึกษา จึงรaวมกัน กำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาใหgมีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการ รวบรวมความรูgและประสบการณ^เดิม หรือความรูgจากแหลaงตaาง ๆ ที่จะชaวยใหgนำไปสูaความเขgาใจเรื่อง หรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใชgในการสำรวจตรวจสอบอยaางหลากหลาย 2. ขั้นสำรวจและคgนหา (Exploration) เมื่อทำความเขgาใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะ ศึกษาอยaางถaองแทgแลgว เริ่มวางแผนโดยกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนด
26 ทางเลือกที่เปrนไปไดg ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมขgอมูล ขgอสนเทศ หรือปรากฏการณ^ตaาง ๆ วิธีการ ตรวจสอบอาจทำไดgหลายวิธี เชaน ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใชgคอมพิวเตอร^เพื่อชaวย สรgางสถานการณ^จำลอง (simulation) การศึกษาหาขgอมูลจากเอกสารอgางอิง หรือจากแหลaงขgอมูล ตaาง ๆ เพื่อใหgไดgมาซึ่งขgอมูลอยaางเพียงพอที่จะใชgในขั้นตaอไป 3. ขั้นอธิบายและลงขgอสรุป (Explanation) เมื่อไดgขgอมูลอยaางเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแลgว จึงนำขgอมูลสารสนเทศที่ไดgมาวิเคราะห^ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ไดgในรูปตaาง ๆ เชaน บรรยายสรุป สรgางแบบจำลอง หรือรูปวาด สรgางตาราง การคgนพบในขั้นนี้อาจเปrนไปไดgหลาย ทาง เชaน สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไวg โตgแยgงกับสมมติฐานที่ตั้งไวgหรือไมa เกี่ยวขgองกับประเด็นที่ไดg กำหนดไวg ซึ่งผลที่ไดgสามารถสรgางความรูgและชaวยใหgเกิดการเรียนรูgไดg 4. ขั้นขยายความรูgและเพิ่มเติมรายละเอียด (Elaboration) เปrนการนำความรูgที่สรgางขึ้นไป เชื่อมโยงกับความรูgเดิมหรือแนวคิดที่ไดgคgนควgาเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือขgอสรุปที่ไดgไปอธิบาย สถานการณ^หรือเหตุการณ^อื่น ๆ ถgาใชgอธิบายเรื่องตaาง ๆ ไดgมาก แสดงวaาขgอจำกัดนgอย ซึ่งจะชaวยใหg เชื่อมโยงกับเรื่องตaาง ๆ ในขั้นตอนนี้อาจไดgจากการอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวขgองใหgกวgางขวางหรือมี รายละเอียดมากขึ้นกวaาเดิม 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เปrนการประเมินการเรียนรูgดgวยวิธีการตaาง ๆวaานักเรียนมีความรูg อะไรบgาง อยaางไร และมากนgอยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสูaการนำความรูgไปประยุกต^ใชgในเรื่องอื่น ๆ ภพ เลาหไพบูลย^(2552 : 52) ไดgวิเคราะห^และสังเคราะห^เปrนขั้นตอนสำคัญของกระบวนการ สืบเสาะหาความรูg ประกอบดgวย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นการนำเขgาสูaบทเรียน (Engagement) ขั้นนี้จะมีลักษณะเปrนการแนะนำบทเรียนกิจกรรมจะ ประกอบดgวยการซักถามปYญหา การทบทวนความรูgเดิม การกำหนดกิจกรรมที่เกิดขึ้นในการเรียนการ สอนและเปáาหมาย 2. ขั้นสำรวจ (Exploration) ขั้นนี้จะเปûดโอกาสใหgนักเรียนไดgใชgแนวความคิดที่มีอยูaแลgวมาจัด ความสัมพันธ^กับหัวขgอที่กำลังจะเรียนใหgเขgากับหมวดหมูa ถgากิจกรรมที่เกี่ยวขgองกับการทดลอง การ สำรวจ การสืบคgนดgวยวิธีการทางวิทยาศาสตร^ รวมทั้งเทคนิคและความรูgทางการปฏิบัติ จะดำเนินไป ดgวยตัวของนักเรียนเอง โดยครูทำหนgาที่เปrนเพียงผูgแนะนำ หรือผูgเริ่มตgนในกรณีที่นักเรียนไมaสามารถ หาจุดเริ่มตgน 3. ขั้นอธิบาย (Explanation) ในขั้นตอนนี้กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรูgจะมีการความรูgที่รวบรวม แลgวในขั้นที่ 2 มาใชgเปrนพื้นฐานในการศึกษาหัวขgอหรือแนวความคิดที่กำลังศึกษาอยูaกิจกรรมอาจ ประกอบไปดgวยการเก็บรวบรวมขgอมูลจากการอaานและนาขgอมูลมาอภิปราย 4. ขั้นการลงขgอสรุป (Elaboration) ในขั้นนี้จะเนgนใหgนักเรียนไดgมีการนำความรูgหรือขgอมูลจากขั้นที่ ผaานมาแลgวมาใชg กิจกรรมสaวนใหญaอาจเปrนการอภิปรายภายในกลุaมของตนเองเพื่อลงขgอสรุปเกิดเปrน
27 แนวความคิดหลักขึ้น นักเรียนจะปรับแนวความคิดหลักของตนเองในกรณีไมaสอดคลgองหรือ คลาดเคลื่อนจากขgอเท็จจริง 5. ขั้นการประเมินผล (Evaluation) เปrนขั้นตอนสุดทgายจากการจัดการเรียนรูg โดยครูเปûดโอกาสใหg นักเรียนไดgประเมินผลดgวยตนเอง ถึงแนวความคิดที่สรุปไวgแลgวในขั้นที่ 4 วaามีความสอดคลgองหรือ ถูกตgองมากนgอยเพียงใด รวมทั้งการประเมินผลของครูตaอการเรียนรูgของนักเรียนดgวย งานวิจัยนี้ผูgรายงานไดgเลือกใชgรูปแบบการจัดการเรียนรูgแบบสืบเสาะหาความรูg 5 ขั้นตอน (5E) ตามรูปแบบของสถาบันสaงเสริมการสอนวิทยาศาสตร^และเทคโนโลยี โดยมีขั้นตอนการจัด กิจกรรมในการเรียนรูgทั้งหมด 5 ขั้น คือ ขั้นสรgางความสนใจ ขั้นสำรวจและคgนหา ขั้นอธิบายและลง ขgอสรุป ขั้นขยายความรูg และขั้นประเมิน เพื่อใหgผูgเรียนเกิดความเขgาใจในแนวคิดหลักทาง วิทยาศาสตร^และฝtกการคิดวิเคราะห^ในแตaละขั้นตอนการเรียนรูg เอกสารและแนวคิดเกี่ยวกับแบบฝtกทักษะ 1. ความหมายของแบบฝtกเสริมทักษะ แบบฝtกทักษะเปrนสื่อการสอนที่มีความสำคัญตaอการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อใหg บรรลุจุดประสงค^ที่วางไวg และเปrนหนgาที่ของครูจะตgองจัดทำขึ้นเพื่อใหgการจัดกิจกรรมของ การเรียน การสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งมีนักวิชาการใหgความหมายของแบบฝtกเสริมทักษะไวg ดังนี้ ประภาพรรณ เส็งวงศ^ (2550 : 47) ใหgความหมายของแบบฝtกทักษะ หมายถึง สื่อที่ใชgฝtก ทักษะดgานตaาง ๆ ใหgแกaนักเรียนเกิดความชำนาญคลaองแคลaว ถูกตgองและรวดเร็ว อำนวย เลื่อมใส (2551 : 89) ไดgใหgความหมายของแบบฝtกทักษะไวgวaา หมายถึง แบบ ตัวอยaางปYญหาหรือคำสั่งเพื่อใหgนักเรียนรูgมาแลgว เพื่อความรูg ความเขgาใจ และเปrนการเพิ่ม ทักษะ ความชำนาญใหgแกaนักเรียน ทำใหgการเรียนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ปราณี จิณฤทธิ์ (2552 : 32) ไดgกลaาววaาแบบฝtกทักษะ หมายถึง งานที่ครูมอบหมายใหg นักเรียนทำดgวยตนเองภายหลังจากไดgเรียนบทเรียนเพื่อเปrนการทบทวน และฝtกทักษะในเรื่องที่เรียน ผaานมาแลgว วรรณวิไล พันธุ^สีดา (2552 : 24) ไดgกลaาววaา แบบฝtกที่ครูจัดทำขึ้นใหgแกaนักเรียนมีทักษะ เพิ่มเติม โดยการจัดกิจกรรมอยaางใดอยaางหนึ่งดgวยความสนใจ ซึ่งมีรูปภาพประกอบบรรยายตาม ขั้นตอนอยaางชัดเจน หลังจากที่นักเรียนไดgเรียนรูgเรื่องนั้นๆ มาบgางแลgว ราชบัณฑิตยสถาน (2554 : 483) ไดgใหgความหมายของแบบฝtกทักษะวaา หมายถึง แบบฝtกที่ ใชgเปrนตัวอยaาง ปYญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อใหgนักเรียนฝtกตอบ ซึ่งเปrนไปในทางเดียวกันกับสำนักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแหaงชาติ (2537 : 147; อgางถึงใน สมพงษ^ ศรีพยาต. 2553 : 41) อธิบายวaา แบบฝtกทักษะเปrนสื่อการเรียนประเภทหนึ่งสำหรับใหgนักเรียนฝtกปฏิบัติเพื่อเกิดความรูg
28 ความเขgาใจ และทักษะเพิ่มขึ้น สaวนหนังสือเรียนและแบบฝtกหัดอยูaทgายบทเรียนในบางวิชาแบบฝtกจะ มีลักษณะเปrนแบบฝtกปฏิบัติ สมพร ตอยยีบี (2554 : 32) ไดgกลaาววaาแบบฝtกทักษะ หมายถึง สื่อที่จัดทำขึ้นเพื่อใหgนักเรียน ไดgศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและความรูgตaาง ๆ จนเกิดความชำนาญและสามารถนำความรูgไป ใชgไดgอยaางถูกตgอง ทำใหgมีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้น ในการสรgางแบบฝtกทักษะตgองจัดเนื้อหาใหgตรงกับ จุดมุaงหมาย และเหมาะสมกับวัยของนักเรียน มีคำชี้แจงในการปฏิบัติกิจกรรมงaาย ๆ เพื่อใหgนักเรียน เขgาใจมีกิจกรรมหลากหลายเพื่อพัฒนาความคิดและทักษะจากการเรียนรูg สรุปไดgวaา แบบฝtกทักษะเปrนสื่อการเรียนการสอนที่สรgางขึ้นเพื่อใหg นักเรียนไดgฝtกปฏิบัติดgวยตนเองจน เกิดความรูg ความเขgาใจเพิ่มขึ้น โดยที่กิจกรรมที่ไดgปฏิบัติใน แบบฝtกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไป แลgว ทำใหgนักเรียนมีความรูgและทักษะมากขึ้น และทำใหgนักเรียนมองเห็นความกgาวหนgาจากผลการ เรียนรูgของตนเองไดg 2. ประเภทของแบบฝtกทักษะ สำลี รักสุทธี (2553 : 31-32) กลaาวไวgวaา แบบฝtกจะมีอยูa 3 ประเภท ดังนี้ 1. แบบฝtกเสริมทักษะ เปrนแบบฝtกที่นำไปใชgกับนักเรียนที่มีความสามารถเปrนเลิศ มีความคิด ความจำเปrนพิเศษ สามารถเรียนรูgไดgเร็ว เพียงแนะนำนิดหนaอยก็เขgาใจไดg หรือกลุaม นักเรียนที่เรียกวaา อุฆฎิตัญ®ู คือกลุaมนักเรียนที่มีสติปYญญาเปrนเลิศนั่นเอง ดังนั้น แบบฝtก เสริมทักษะ จึงนำไปใชgเสริมเพื่อพัฒนาความเปrนเลิศของนักเรียนกลุaมนี้ใหgกgาวไปกaอนเพื่อน 2. แบบฝtกทักษะ เปrนแบบฝtกที่นำไปใชgกับนักเรียนที่มีความสามารถระดับปานกลาง หรือที่ เรียกวaา เนยยะบุคคล คือกลุaมนักเรียนสามารถฝtกไดg สอนไดg ใชgสื่อ นวัตกรรม หรือแบบฝtกทักษะแลgว สามารถเขgาใจเนื้อหาไดg นักเรียนกลุaมนี้สaวนใหญaแลgวจะเปrนกลุaมใหญa เปrนกลุaมปกติ 3. แบบฝtกซaอมทักษะ เปrนแบบฝtกที่นำไปใชgกับนักเรียนที่มีปYญหาทางการเรียน มีความบกพรaองดgานใดดgานหนึ่งเปrนนักเรียนที่มีสติปYญญาระดับต่ำหรือเด็กแอลดี (LD-Learning Disability) หรือที่เรียกวaา ปทปรมะ คือนักเรียนมีปYญหาขั้นวิกฤต River (อgางถึงใน วิไลวรรณ พุกทอง. 2550 : 60) ไดgกลaาวถึงลักษณะของแบบฝtกที่ดี คือ 1. ตgองมีการฝtกนักเรียนมากพอสมควรในเรื่องหนึ่งๆ กaอนที่จะมีการฝtกเรื่องอื่นตaอไป ทั้งนี้แบบฝtกหัดควรสรgางขึ้นเพื่อการสอนมิใชaสรgางขึ้นเพื่อทดสอบ 2. เปrนแบบฝtกที่เนgนใหgนักเรียนใชgความคิดในการฝtกเสมอ 3. คำศัพท^หรือประโยคที่ใชgที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของนักเรียน 4. แบบฝtกควรมีกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อไมaใหgนักเรียนเกิดความเบื่อหนaายใน การปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆ
29 5. ประโยคที่ใชgเปrนแบบฝtกสำหรับนักเรียนควรเปrนขgอความที่กระชับ 6. การฝtกควรเนgนใหgนักเรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรูgแลgวไปใชgในชีวิตประจำวันไดg 7. แบบฝtกควรเปrนการฝtกแกgปYญหาในโครงสรgางใหมaและสิ่งที่เรียนไปแลgว ประภาพรรณ เส็งวงศ^ (2552 : 78) ใหgขgอเสนอแนะเกี่ยวกับแบบฝtกที่ดีนั้นจะตgองเหมาะสม กับวัยของนักเรียน โดยมีคำสั่งหรือคำอธิบายที่ชัดเจนเปrนขั้นตอน และนักเรียนจำทำใหgกิจกรรมดgวย ตนเองตามขั้นตอน วิธีการในคำสั่งของแบบฝtกนั้นๆ ซึ่งแบบฝtกจะมีรูปแบบที่นaาสนใจ และมีกิจกรรม การฝtกหลายรูปแบบใหgนักเรียนไดgฝtกทักษะอยaางอยaางหลากหลายและฝtกซ้ำๆ ใหgคลaองดgวยตนเอง ประภาพร ถิ่นอaอง (2553 : 33) ไดgกลaาววaา ลักษณะของแบบฝtกที่ดีตgองมีจุดหมาย ที่แนaนอนจะทำการฝtกทักษะดgานใด ควรใชgภาษางaาย ๆ และมีความนaาสนใจ เรียงลำดับจากงaายไปหา ยากใหgเหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน มีเนื้อหาตรงจัดกิจกรรมใหgหลากหลายเพื่อ ดึงดูดความสนใจและเกิดประสิทธิภาพในการเรียน สรุปไดgวaา ลักษณะของแบบฝtกที่ดีควรสรgางเพื่อฝtกทักษะเฉพาะ อยaาง คำนึงถึงความ เหมาะสมกับวัย ความสามารถ และพัฒนาการของนักเรียน โดยใชgภาษาที่งaายชัดเจน มีกิจกรรมหลาย รูปแบบเพื่อเรgาความสนใจของนักเรียน มีภาพประกอบ ฝtก ตามลำดับขั้นเรียงจากงaายไปหายาก ใชg เวลาฝtกพอสมควร และมีการประเมินผลการใชgแบบฝtก เพื่อใหgนักเรียนไดgประเมินความสามารถของ ตนเอง 3. หลักการสรdางแบบฝtกทักษะ ปราณี อยูaคง (2551 : 18) ไดgใหgคำแนะนำเกี่ยวกับสรgางแบบฝtกทักษะไวgดังนี้ 1. แบบฝtกที่ดีควรมีขgอแนะนำ 2. คำสั่งหรือตัวอยaางที่ยกมาเปrนขgอความหรือเปrนแบบฝtกไมaควรมีความยาวมากเกินไปหรือ ยากแกaการเขgาใจ 3. ถgาตgองการใหgนักเรียนศึกษาดgวยตนเอง แบบฝtกนั้นควรมีหลายรูปแบบและควรบอก ความหมายแกaนักเรียนทำอยaางชัดเจน นิตยา กิจโร (2553 : 40) ไดgสรุปหลักการสรgางแบบฝtกไวg ดังนี้ 1. กaอนสรgางแบบฝtกจำเปrนตgองกำหนดโครงรaางไวgกaอนวaามีวัตถุประสงค^อยaางไร แบบฝtก เกี่ยวกับเรื่องอะไร 2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขgอง 3. เขียนวัตถุประสงค^เชิงพฤติกรรม 4. แจgงวัตถุประสงค^เชิงพฤติกรรมยaอย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของนักเรียน 5. กำหนดอุปกรณ^ที่ใชgในแตaละกิจกรรม
30 6. กำหนดเวลา และขั้นตอนใหgเหมาะสม 7. การประเมินผลอยaางไร ประภาพรรณ เส็งวงศ^ (2552 : 24) กลaาวถึงแนวในการสรgางแบบฝtกทักษะปฏิบัติไวgวaา 1. สรgางแบบฝtกใหgเหมาะสมกับวัยนักเรียน เรียงลำดับแบบฝtกจากงaายไปหายาก 2. แบบฝtกบางแบบฝtกใหgใชgภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน ซึ่งจะชaวย ใหgนักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝtกและจะชaวยยั่วยุใหgติดตามไปตามหลักการจูงใจ 3. แบบฝtกที่สรgางขึ้นเปrนแบบฝtกสั้นๆ งaายๆ ไมaควรใชgเวลานานเกินไปจนนักเรียนเบื่อควรใชg เวลาฝtกประมาณ 30-40 นาที 4. วิธีใหgนักเรียนฝtกควรใชgวิธีที่เปrนระบบ รวดเร็ว ยaนยaอ ครูควรตื่นตัว ฉับไว โดยใหgนักเรียน พรgอมที่จะทำ ขจัดสิ่งที่ลaาชgาตaางๆ ออก 5. ตgองมีการฝtกเปrนรายบุคคลหรือเฉพาะกลุaมดgวย เพราะนักเรียนแตaละคนจะมีจุดอaอนที่ แตกตaางกันและควรใหgนักเรียนทราบผลความกgาวหนgาของการทำแบบฝtกหัด สุวิทย^ มูลคำ (2551 : 11-12) ไดgกลaาวถึงหลักในการสรgางแบบฝtกไวgดังนี้ 1. แบบฝtกที่สรgางขึ้นนั้นสอดคลgองกับหลักจิตวิทยาพัฒนาการและลำดับขั้นตอน การเรียนรูgของนักเรียน นักเรียนที่เริ่มเรียนมีประสบการณ^นgอยจะตgองสรgางแบบฝtกหัดที่นaาสนใจและ จูงใจนักเรียนดgวยการเริ่มจากขgอที่งaายไปหายาก เพื่อใหgนักเรียนมีกำลังใจทำแบบฝtกหัด 2. ใหgแบบฝtกตรงจุดประสงค^ที่ตgองการฝtกและตgองเตรียมการไวgลaวงหนgาอยูaเสมอ 3. แบบฝtกควรมุaงสaงเสริมนักเรียนแตaละกลุaมตามความสามารถที่แตกตaางกันของนักเรียน 4. แบบฝtกแตaละชุดควรมีคำชี้แจงงaายๆ และสั้น เพื่อใหgนักเรียนเขgาใจหรือมีตัวอยaางแสดงวิธี ทำจะชaวยใหgเขgาใจไดgดีขึ้น 5. แบบฝtกจะตgองถูกตgองครูจะตgองพิจารณาใหgดีอยaาใหgมีขgอผิดพลาดไดg 6. แบบฝEกควรมีหลายๆ แบบเพื่อใหgนักเรียนไดgแนวคิดที่กวgางไกล สรุปไดdว`า หลักการสรgางแบบฝtกทักษะควรคำนึงถึงหลัก จิตวิทยาในการเรียนรูgโดยมีจุดมุaงหมายใน การฝtก มีหลายรูปแบบและแบบฝtกควรเริ่มจากงaาย ไปหายาก มีหลายแบบ มีตัวอยaางประกอบ มี ภาพประกอบ และสามารถศึกษาไดgดgวยตนเอง 4. หลักจิตวิทยาในการสรdางแบบฝtกทักษะ การนำหลักจิตวิทยามาเปrนกรอบแนวคิดในการสรgางแบบฝtก ทำใหgแบบฝtกทักษะ มีความสมบูรณ^ และมีความเหมาะสมที่จะนำมาใชgกับนักเรียน และนักเรียนมีโอกาสที่จะตอบสนอง สิ่งเรgาดgวยการแสดงออกทางความสามารถ ความรูgความเขgาใจที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถและ ความสนใจของนักเรียน หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวขgองกับการสรgางแบบฝtกมีหลายประการ
31 สำลี รักสุทธี (2553 : 34-36) กลaาววaาการนำหลักจิตวิทยาในการสรgางแบบฝtกทักษะไวgดังนี้ 1. กฎการเรียนรูgของ ธอร^นไดด^ (Thorndike) ในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1.1 กฎแหaงการฝtกฝน (Law of Exercise) คือการใหgนักเรียนทำแบบฝtกหัดมากๆ จะทำใหgเกิด ความคลaองและชำนาญ การสรgางแบบฝtก จึงชaวยใหgนักเรียนทำแบบฝtกที่เสริม จากแบบฝtกในบทเรียน และมีหลายรูปแบบ 1.2 กฎแหaงความพรgอม (Law of Readiness) คือการใหgนักเรียนมีความพรgอมใน การเรียน จะทำ ใหgเกิดความพอใจในการเรียน 1.3 กฎแหaงผล (Law of Effect) คือ แบบฝtกตgองมีเนื้อหาที่สนใจของนักเรียน ความยากงaายที่ เหมาะสมกับวัยและสติปYญญา มีสิ่งกระตุgนใหgนักเรียนพอใจในการเรียน การประเมินผลควรกระทำ อยaางรวดเร็ว หลังจากนักเรียนทำเสร็จแลgว 2. ทฤษฏีการเรียนรูgของกาเยa ซึ่งเขามีความเห็นวaาการเรียนรูgมีลำดับขั้น และนักเรียน จะตgอง เรียนรูgเนื้อหาที่งaายไปหายาก แนวคิดของกาเยaมีวaา “การเรียนรูgมีลำดับขั้นตอน ดังนั้น กaอนที่จะสอน นักเรียนแกgปYญหาไดgนั้น เด็กจะตgองเรียนรูgความคิดรวบยอดหรือหลักเกณฑ^มากaอน ซึ่งใน การสอนใหg นักเรียนไดgความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑ^นั้น จะทำใหgนักเรียนเปrนผูgสรุปความคิดรวบ ยอดดgวย ตัวเองแทนที่ครูจะเปrนผูgบอก” การสรgางแบบฝtกจึงควรคำนึงถึงการฝtกตามลำดับขั้น จากงaายไปยาก 3. แนวคิดของบลูม ซึ่งกลaาวถึงธรรมชาตินักเรียนแตaละคนวaามีความแตกตaางกัน นักเรียนจะ สามารถเรียนรูgเนื้อหาในหนaวยยaอยตaาง ๆ ไดgโดยใชgเวลาเรียนที่แตกตaางกัน ดังนั้น การสรgางแบบฝtก จึงตgองมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะชaวยใหgนักเรียนทุกคนสามารถผaานลำดับ ขั้นตอนของทุกหนaวยการ เรียนไดg ถgานักเรียนไดgเรียนตามอัตราเวลาเรียนของตนก็จะทำใหgประสบความสำเร็จมากขึ้น 4. ทฤษฏีการเรียนรูg ของ โฮเวิร^ด การ^ดเนอร^ (Howard Gardner) เขาเชื่อวaามีบุคคล มีเชาวน^ปYญญาแตกตaางกัน แตaละคนจะมีความสามารถแตกตaางกัน คนหนึ่งอาจเรียนรูgดนตรีไดg งaาย อีกคนเรียนรูgคณิตศาสตร^ไดgดี ขณะที่อีกคนเรียนภาษาไดgเกaง เปrนตgน ครูควรคำนึงถึง นักเรียน แตaละคนวaามีความรูg ความถนัด ความสามารถและความสนใจที่แตกตaางกัน สรุปไดdว`า สรgางแบบฝtกจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมกับบุคคล ไมaยากและไมaงaายเกินไป ควรมี คละกันหลายแบบ การจูงใจนักเรียนสามารถทำไดg โดยการทำแบบฝtกจากงaายไปหายาก เพื่อดึงดูด ความสนใจของนักเรียนเปrนการกระตุgนใหgติดตามตaอไป และทำใหgนักเรียนประสบความสำเร็จ ในการ ทำแบบฝtกควรเปrนแบบสั้นๆ จะชaวยใหgนักเรียนไมaเบื่อหนaายการนำสิ่งที่มีความหมายตaอชีวิต และการ เรียนรูgมาใหgนักเรียน โดยทดลองทำภาษาที่ใชgพูดใชgในชีวิตประจำวัน ทำใหgนักเรียนไดgเรียนและทำ แบบฝtกหัดในสิ่งที่ใกลgตัว จะทำใหgจำไดgแมaนยำ นักเรียนยังสามารถนำหลักและความรูgที่ไดgรับไปใชg ประโยชน^ไดgอีกดgวย
32 5. แนวคิดในการสรdางแบบฝtกทักษะ สำลี รักสุทธี (2553 : 36) ไดgกลaาวถึง แนวคิดในการสรgางแบบฝtกทักษะ ดังนี้ 1. สอดคลgองกับจิตวิทยา และพัฒนาการของนักเรียน 2. ตgองกำหนดจุดหมายที่จะฝtก เนื้อหาตรงกับจุดหมายที่วางไวg 3. ตgองคำนึงถึงความแตกตaางของเด็ก 4. แตaละแบบฝtกตgองมีคำสั่ง หรือคำชี้แจงงaาย ๆ สั้น ๆ 5. แบบฝtกตgองมีความถูกตgอง 6. การทำแบบฝtกแตaละครั้งเหมาะสมกับเวลาและความสนใจของนักเรียน 7. แบบฝtกตgองมีหลายแบบ เพื่อใหgนักเรียนเกิดการเรียนรูgอยaางกวgางขวาง 8. กระดาษที่นักเรียนทำแบบฝtก ตgองเหนียวและทนทานพอสมควร ชุลีพ ร แจaมถน อ ม (2552 : 32) ไดgก ลaาววaา ก ารส รgางแบ บ ฝt กตg องคำนึ งถึ ง ตัวนักเรียนเปrนหลัก โดยมีจุดมุaงหมายที่แนaนอนวaาจะฝtกเรื่องอะไร ดgานใด จัดเนื้อหาใหgสอดคลgองกับ วัตถุประสงค^ เนื้อหาไมaยากเกินไป และมีหลายรูปแบบที่นaาสนใจ การสรgางแบบฝtกควรคำนึงถึงเรื่อง สำคัญ ดังนี้ 1. ยึดนักเรียนเปrนสำคัญ 2. คำนึงถึงภาษาที่ใชgใหgเหมาะสม สั้น ๆ และชัดเจน 3. มีจุดมุaงหมายในการสรgาง 4. มีการกำหนดเนื้อหาชัดเจน ไมaยากจนเกินไป 5. รูปแบบนaาสนใจ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (25๕4 : 11) ไดgเสนอแนะแนวทางในการสรgางแบบฝtก ไวg ดังนี้ 1. ตgองใหgนักเรียนศึกษาเนื้อหากaอนใชgแบบฝtก 2. ในแตaละแบบฝtกอาจมีเนื้อหาสรุปยaอ หรือหลักเกณฑ^ไวgใหgนักเรียนไดgศึกษาทบทวน กaอนก็ไดg 3. ควรสรgางแบบฝtกใหgครอบคลุมเนื้อหา และจุดประสงค^ที่ตgองการและไมaยากหรืองaายจนเกินไป 4. คำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรูgของนักเรียนใหgเหมาะสมกับวุฒิภาวะและความแตกตaาง ของนักเรียน 5. ควรศึกษาแนวทางการสรgางแบบฝtกใหgเขgาใจกaอนปฏิบัติการสรgาง อาจนำหลักการ ของ ผูgอื่น หรือทฤษฎีการเรียนรูgของนักการศึกษาหรือนักจิตวิทยามาประยุกต^ใชgใหgเหมาะสม กับเนื้อหาและสภานพการณ^ไดg
33 6. ควรมีคูaมือการใชgแบบฝtก เพื่อใหgครูคนอื่นนำไปใชgไดgอยaางกวgางขวาง หากไมaมี คูaมือตgองมี คำชี้แจงขั้นตอนการใชgใหgชัดเจน แนบไปในแบบฝtกนั้นดgวย 7. การสรgางแบบฝtก ควรพิจารณารูปแบบใหgเหมาะกับธรรมชาติของแตaละ เนื้อหาวิชา รูปแบบจึงมีความแตกตaางกันไปตามสภาพการณ^ 8. การออกแบบชุดฝtกควรมีความหลากหลาย ไมaซ้ำซาก ไมaใชgรูปแบบเดียว เพราะจะทำใหg นักเรียนเกิดความเบื่อหนaาย ควรมีแบบฝtกหลายๆ แบบ เพื่อฝtกใหgนักเรียนไดgเกิดทักษะ อยaางกวgางขวาง และสรgางเสริมความคิดสรgางสรรค^ 9. การใชgภาพประกอบเปrนสิ่งที่สำคัญที่จะชaวยใหgแบบฝtกนaาสนใจ และยังเปrนการพัก สายตา ใหgกับนักเรียนอีกดgวย 10. การสรgางแบบฝtกหากตgองการใหgสมบูรณ^ครบถgวน ควรสรgางในลักษณะของ เอกสาร ประกอบการสอน แตaจะเนgนความหลากหลายของแบบฝtกมากกวaา และเนื้อหาที่สรุปไวg ควรมีลักษณะ เพียงยaอๆ 11. แบบฝtกตgองมีความถูกตgองอยaาใหgมีขgอผิดพลาดโดยเด็ดขาด เพราะเหมือนยื่น ยาพิษใหgกับนักเรียนโดยรูgเทaาไมaถึงการณ^ เขาจะจำในสิ่งที่ผิดๆ ตลอดไป 12. คำสั่งในแบบฝtกเปrนสิ่งที่สำคัญที่ไมaควรมองขgาม เพราะคำสั่งคือประตูบานใหญa ที่จะไขความรูg ความเขgาใจของนักเรียนไปสูaความสำเร็จ คำสั่งจึงตgองสั้นกะทัดรัด และเขgาใจงaาย ไมaทำใหgนักเรียนสับสน 13. การกำหนดเวลาในการใชgแบบฝtกในแตaละชุดควรใหgเหมาะสมกับเนื้อหาและความสนใจ ของนักเรียน สมพร ตอยยีบี (2554 : 39) ไดgกลaาววaา การสรgางแบบฝtกทักษะตgองมีหลักการและแนวทาง ตaางๆ ไมaวaาจะเปrนการกำหนดแบบฝtกที่ชัดเจน แนaนอน และภาษาที่เขgาใจงaาย เหมาะสมกับวัย ควรมี ความยากงaายแตกตaางกัน และตgองมีหลายรูปแบบ เพื่อใหgนักเรียนมี โอกาสในการใชgภาษาอยaางมี ประสิทธิภาพ แบบฝtกนั้นมีประโยชน^ตaอการเรียนการสอนมาก ไมaวaาจะเปrนดgานนักเรียนทำใหgเด็กเกิด ความเขgาใจในบทเรียนดียิ่งขึ้น และในดgานครูเกี่ยวกับเนื้อหาวิธีการสอน และกิจกรรม เพื่อพัฒนา ทักษะของนกเรียนใหgมีประสิทธิภาพมากขึ้น สรุปไดdว`า การสรgางแบบฝtกตgองคำนึงถึงความแตกตaางระหวaาง บุคคล แบบฝtกจะตgองมี หลายๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไวgมีลักษณะยaอๆ สรgางเริ่มจากงaายไปหายาก และจะตgองถูกตgอง คำสั่งในแบบฝtกตgองสั้นกะทัดรัดและเขgาใจงaาย ควรมีการ สอดแทรกทักษะดgานอื่น ๆ เขgาไปดgวย 6. ขั้นตอนการสรdางแบบฝtกเสริมทักษะ สำลี รักสุทธี (2553 : 34) กลaาวถึง ขั้นตอนการสรgางแบบฝtกทักษะ ดังนี้
34 1. สำรวจปYญหา สาระ ตังบaงชี้ที่เปrนปYญหาและความตgองการ เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนไปแลgว ครูยaอมทราบดีวaา บรรลุตามจุดประสงค^หรือไมa รวบรวม ปYญหาและความตgองการในการ แกgปYญหา หรือความตgองการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนใน แตaละตัวบaงชี้ 2. กำหนดจุดประสงค^ในการสรgางแบบฝtกทักษะ ใหgชัดเจนตรงตามตัวบaงชี้ที่เปrน ปYญหา เพื่อ ตอบคำถามวaาสรgางแบบฝtกเพื่ออะไร ตgองการใหgนักเรียนรูgอะไร และเปrนอยaางไร 3. วิเคราะห^ปYญหาที่เรียนในแตaละจุดประสงค^วaาประกอบดgวยอะไร 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรูg จิตวิทยาการอaานของนักเรียนในแตaละชั้นวaานักเรียนแตaละคน มี ความสนใจเรื่องอะไร เชaน จิตวิทยาการอaานที่นำไปใชgแบบฝtกทักษะประกอบดgวย 4.1 ความใกลgชิด คือ ถgาใชgสิ่งเรgาและตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกลgเคียงกันจะสรgางความ พอใจใหgกับนักเรียน 4.2 การฝtกหัด คือ การใหgนักเรียนไดgทำซ้ำ ๆ เพื่อสรgางความรูg ความเขgาใจที่แมaนยำ 4.3 กฎแหaงผล คือ การใหgนักเรียนไดgทราบผลการทำงานของตนดgวยการเฉลยคำตอบ จะ ชaวยใหgนักเรียนไดgทราบขgอบกพรaองเพื่อปรับปรุงแกgไขและเปrนการสรgางความพอใจแกa นักเรียนไดg 4.4 การจูงใจ คือ การจัดแบบฝtกหัดเรียงตามลำดับจากแบบฝtกที่งaายและสั้น และสูaเรื่องยาวและยากขึ้น ควรมีภาพประกอบและหลายรูปแบบ 5. กำหนดกรอบการสรgางแบบฝtกวaาควรประกอบดgวยเรื่องอะไรบgาง แตaละเรื่องควร มีกิจกรรมอะไรบgาง มีความยาวเพียงใด จะนำเสนอโดยใชgภาพประกอบหรือไมa 6. ลงมือเขียนแบบฝtกแตaละชุด 7. นำแบบฝtกนั้นไปใหgผูgชำนาญการตรวจสอบความถูกตgอง ความตรงตามเนื้อหา เชaน ครู ภาษาไทยที่มีประสบการณ^ ศึกษานิเทศก^ เปrนตgน หรือนำไปทดลองกับนักเรียนจำนวน 1-5 คน เพื่อนำไปรวบรวมขgอมูลเพื่อแกgไขขgอบกพรaอง 8. จัดพิมพ^หรืออัดสำเนาแบบฝtกเพื่อใหgนักเรียนนำไปใชg สรุปไดdว`า ขั้นตอนในการสรgางแบบฝtก มีดังนี้ สำรวจปYญหา กำหนดจุดประสงค^ในการสรgาง แบบฝtกทักษะ วิเคราะห^ปYญหาที่เรียนในแตaละจุดประสงค^ ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรูg กำหนดกรอบ การสรgางแบบฝtก ลงมือเขียนแบบฝtกแตaละชุดนำแบบ ฝtกนั้นไปใหgผูgชำนาญการตรวจสอบความ ถูกตgอง และจัดพิมพ^หรืออัดสำเนาแบบฝtกเพื่อใหgนักเรียนนำไปใชg 7. ส`วนประกอบของแบบฝtก สำลี รักสุทธี (2553 : 36-38) กลaาวถึง สaวนประกอบของแบบฝtกชนิดตaาง ๆ ดังนี้ 1. คำแนะนำการใชgแบบฝtก
35 1.1 สำหรับครู เปrนคำแนะนำเพื่อใหgครูทำความเขgาใจเกี่ยวกับการใชgแบบฝtกนั้น ๆ วaาครู จะตgองทำอยaางไร เตรียมอะไรบgาง บทบาทของครูเปrนอยaางไร ขณะนักเรียนปฏิบัติครูควร มีบทบาทอยaางไร 1.2 สำหรับนักเรียน เปrนคำแนะนำเพื่อใหgนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามที่แบบฝtก กำหนดไวgใหgถูกตgอง เปrนไปตามขั้นตอน ซึ่งจะมีคำชี้แจง คำอธิบายไวgชัดเจนในการปฏิบัติกิจกรรม 2. แบบทดสอบกaอนเรียน เปrนแบบทดสอบเพื่อประเมินความรูgเดิมของนักเรียน 3. สาระสำคัญ เพื่อบอกใหgรูgถึงความสำคัญใจความสำคัญสั้นๆ ของเรื่องนั้น 4. ตัวบaงชี้ เพื่อบอกใหgทราบถึงตัวบaงชี้ที่เปrนปYญหาที่ตgองใชgสื่อ นวัตกรรมชุดนี้ 5. จุดประสงค^การเรียนรูg เพื่อบอกใหgทราบวaานักเรียนตgองรูgอะไร เปrนอยaางไร 6. เนื้อหาสาระ 7. กิจกรรม 8. สรุป 9. แบบทดสอบหลังเรียน หากนำเขgาไปจัดเปrนรูปเลaมก็จะเพิ่มสaวนอื่นเขgาไปดังนี้ 1. เพิ่มสaวนหนgา ประกอบดgวย 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำนิยม (ไมaมีก็ไดg) 4) คำรับรอง (ไมaมีก็ไดg) 5) คำนำ และ 6) สารบัญ 2. เพิ่มสaวนหลัง ประกอบดgวย 1) เฉลย 2) ใบความรูg 3) บรรณานุกรมและ 4) ปกหลัง สรุปไดdว`า แบบฝtกทักษะมีสaวนประกอบ ดังนี้ มีคำแนะนำการใชgแบบฝtก แบบทดสอบกaอน เรียน สาระสำคัญ ตัวบaงชี้ จุดประสงค^เรียนรูg เนื้อหาสาระ กิจกรรม สรุปและมีการแบบทดสอบหลัง เรียน 8. ประโยชนgของแบบฝtกทักษะ Green and Petty (อgางในวิไลวรรณ พุกทอง. 2550 : 63) ไดgกลaาวถึงประโยชน^ของแบบ ฝtกทักษะไวgดังนี้ 1. แบบฝtกเปrนอุปกรณ^การสอนที่ชaวยลดภาระของครูไดgมาก 2. ชaวยใหgนักเรียนไดgฝtกฝนทักษะในการใชgภาษาใหgดียิ่งขึ้น 3. ชaวยเรื่องความแตกตaางระหวaางบุคคลทำใหgประสบความสำเร็จทางจิตใจมากขึ้น 4. ชaวยเสริมทักษะทางภาษาใหgคงทน โดยมีการฝtกซ้ำหลายๆ ครั้ง 5. ชaวยเปrนเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนจบบทเรียนแลgว 6. ชaวยใหgนักเรียนสามารถทบทวนบทเรียนไดgดgวยตนเอง 7. ชaวยใหgครูมองเห็นปYญหาตaางๆ ของนักเรียนไดgชัดเจน
36 8. ชaวยใหgนักเรียนฝtกฝนไดgเต็มที่ นอกเหนือจากที่เรียนในหนังสือเรียน 9. ชaวยใหgนักเรียนเห็นความกgาวหนgาของตนเอง ประภาพรรณ เส็งวงศ^ (2552 : 80) กลaาวถึงประโยชน^ของแบบฝtกทักษะดังนี้ 1. เปrนอุปกรณ^ชaวยแบaงเบาภาระครู 2. ชaวยใหgนักเรียนไดgฝtกทักษะในการใชgภาษาไดgดีขึ้น 3. ชaวยเรื่องความแตกตaางระหวaางบุคคล 4. ชaวยเสริมทักษะทางภาษาใหgคงทน 5. เปrนเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนบทเรียนแลgว 6. นักเรียนสามารถทบทวนความรูgไดgดgวยตนเอง 7. ครูมองเห็นปYญหาตaางๆ ของนักเรียนไดgอยaางชัดเจน 8. นักเรียนไดgฝtกฝนเต็มที่นอกเหนือจากที่เรียนในบทเรียน 9. นักเรียนเห็นความกgาวหนgาของตนเอง 10. นักเรียนมีทัศนคติที่ดีตaอการเรียน ไพบูลย^ มูลดี (2550 : 52) กลaาวถึง ประโยชน^ของแบบฝtกทักษะไวg ดังนี้ 1. ชaวยใหgนักเรียนเขgาใจบทเรียนไดgดีขึ้น 2. ชaวยใหgนักเรียนจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท^ตaาง ๆ ไดgคงทน 3. ทำใหgเกิดความสนุกสนานขณะเรียน 4. ทำใหgนักเรียนทราบความกgาวหนgาของตนเอง 5. นักเรียนสามารถทบทวนความรูgไดgดgวยตนเอง 6. แบบฝtกทักษะสามารถนำมาวัดผลการเรียนที่เรียนแลgว 7. ชaวยใหgครูทราบขgอบกพรaองของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแกgไขไดgทันทaวงที อุษณีย^ เสือจันทร^ (2553 : 17-18) ไดgกลaาววaา แบบฝtกชaวยในการฝtกเสริมทักษะ ทำใหgจดจำเนื้อหาไดgคงทนมีเจตคติที่ดีตaอวิชาที่เรียน สามารถนำมาแกgปYญหาเปrนรายบุคคล และ รายกลุaมไดgดี นักเรียนสามารถนำมาทบทวนเนื้อไดgดgวยตนเอง ทำใหgนักเรียนทราบความกgาวหนgาของ ตน เปrนเครื่องมือที่ครูใชgประเมินผลการเรียนรูgไดgเปrนอยaางดีวaานักเรียนเขgาใจมากนgอยเพียงใด ปาริชาติ สุพรรณกลาง (2550 : 23) ไดgกลaาววaา แบบฝtกเปrนสื่อการเรียนที่ชaวยใหgนักเรียน เกิดการเรียนรูgและทักษะทั้งยังชaวยแบaงเบาภาระครู ซึ่งประโยชน^ของแบบฝtกทำใหgนักเรียนเขgาใจ บทเรียนไดgมากขึ้น มีความเชื่อมั่น ฝtกทำงานดgวยตนเอง ทำใหgมีความรับผิดชอบ และทำใหgครูทราบ ปYญหาและขgอบกพรaองของนักเรียนในเรื่องที่เรียน ทำใหgสามารถแกgปYญหาไดgทันที นอกจากนี้แบบฝtก ยังเปûดโอกาสใหgนักเรียนฝtกทักษะอยaางเต็มที่ ทั้งยังชaวยใหgคงอยูaไดgนาน และเปrนเครื่องมือวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจบบทเรียนแตaละครั้ง อีกดgวย
37 สมพร ตอยยีบี (2554 : 37) ไดgกลaาววaา แบบฝtกมีความสำคัญตaอการเรียน การสอนใน รายวิชาตaางๆ เพราะจะชaวยใหgนักเรียนเขgาใจเนื้อหาบทเรียน และยังสามารถทบทวนเนื้อหาไดgดgวย ตนเอง สรุปไดdว`า แบบฝtกมีความสำคัญทำใหgเกิดทักษะความชำนาญ หากแตaตgองการไดgรับการฝtกหลายๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อนักเรียนไดgรับการฝtกแลgวอยaางนgอย นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองไดgแนaนอน แบบฝtกมีประโยชน^ตaอครูในการแกgปYญหาของนักเรียนที่มีปYญหามากไดgดี เอกสารและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจต`อการเรียน 1. ความหมายของความพึงพอใจ มีนักวิชาการกลaาวถึงความหมายของความพึงพอใจ ไวgดังนี้ กิติมา ปรีดีดิลก (2551 : 321) ไดgกลaาวไวgวaา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูgสึกที่ชอบพอใจ ที่มีตaอองค^ประกอบและสิ่งจูงใจในดgานตaางๆ ของงาน และผูgปฏิบัติงานนั้นไดgรับการตอบสนองความ ตgองการของเขาไดg กิ่งฟáา สินธุวงษ^ (2552 : 22) กลaาววaา ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพของอารมณ^ของบุคคล ที่มีตaอองค^ประกอบของงานและสภาพแวดลgอมในการทำงานที่สามารถตอบสนอง ตaอความตgองการของบุคคลนั้นๆ ประสาท อิศรปรีดา (2552 : 34) กลaาววaา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูgสึกนึกคิดหรือ เจตคติของบุคคลที่มีตaอการทำงานหรือการปฏิบัติกิจกรรมในเชิงบวก ดังนั้นความพอใจในการเรียนรูg จึงหมายถึง ความรูgสึกพอใจ ชอบใจในการรaวมปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนและตgองดำเนิน กิจกรรมนั้นๆ จนบรรลุผลสำเร็จ สิริอร วิชชาวุธ (2552 : 124) ไดgใหgความหมายของความพึงพอใจวaา หมายถึง ความรูgสึก สำนึกคิด หรือเจตคติของบุคคล ที่มีตaอการทำงานหรือการปฏิบัติกิจกรรมในเชิงบวก ดังนั้น ความพึง พอใจในการเรียนรูg หมายถึง ความรูgสึกชอบใจ พอใจของนักเรียนในการรaวมปฏิบัติกิจกรรมการเรียน การสอน และตgองการดำเนินกิจกรรมนั้นๆ จนบรรลุผลสำเร็จ จากความพึงพอใจที่ไดgกลaาวมาแลgวพอสรุปไดgวaา ความพึงพอใจหมายถึงความรูgสึกนึกคิดความรูgสึก พอใจ ชอบใจในการรaวมปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมนั้นๆ จนบรรลุผลสำเร็จที่วัด จากแบบสอบถาม แปลคaาเปrนมีความพึงพอใจนgอยที่สุด นgอย ปานกลาง มาก และมากที่สุด 2. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ กิ่งฟáา สินธุวงษ^(2552 : 113-115) กลaาววaา การจัดกิจกรรมการเรียนรูgที่จะเกิดความ พึงพอใจตaอการเรียนการสอนของนักเรียนในครั้งนั้นๆ มากนgอยขึ้นอยูaกับสิ่งจูงใจในงานที่มีอยูa การ
38 สรgางสิ่งจูงใจหรือแรงกระตุgนใหgเกิดกับนักเรียน จึงเปrนสิ่งจำเปrนเพื่อใหgการปฏิบัติงานนั้นๆ เปrนไปตาม วัตถุประสงค^ที่วางไวg โดยมีนักศึกษาในสาขาตaางๆ ทำการศึกษาคgนควgาและตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ ในการเรียนรูgไวg ดังนี้ 1. ทฤษฎีที่เปrนขgอมูลที่ทำใหgเกิดความพึงพอใจ เรียกวaา “The Motivation Hygiene Theory” ทฤษฎีนี้ไดgกลaาวถึงปYจจัยที่ทำใหgเกิดความพึงพอใจในการเรียนการสอน 2 ปYจจัย คือ 1.1 ปYจจัยกระตุgน (Motivation Factors) เปrนปYจจัยที่เกี่ยวกับการเรียน การสอน ซึ่งมีผลสaงใหgเกิดความพึงพอใจในการเรียนรูg เชaน ความสำเร็จของงาน การไดgรับการยอมรับนับถือใน กลุaม ความยากงaายของภารงาน ความรับผิดชอบ ความกgาวหนgาในการเรียนรูgแตaละครั้ง 1.2 ปYจจัยค้ำจุน (Hygiene Factors) เปrนปYจจัยที่เกี่ยวขgองกับสิ่งแวดลgอมในการ เรียน และทำใหgนักเรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนการสอน เชaน รางวัล เกรดการสอบเรียนตaอไดg เปrนตgน 2. แนวคิดในเรื่องการจูงใจใหgเกิดความพึงพอใจตaอการเรียนการสอนที่จะใหg ผลเชิงปฏิบัติ มีลักษณะดังนี้ 2.1 กิจกรรมควรมีสaวนสัมพันธ^กับความปรารถนาสaวนตัว กิจกรรมการเรียนรูgนั้นจะ มีความหมายสำหรับนักเรียนที่เปrนผูgกระทำหรือลงมือปฏิบัติ 2.2 กิจกรรมนั้นตgองมีการวางแผนและวัดความสำเร็จไดg โดยใชgระบบทำงานกลุaม และการตรวจสอบผลงานนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ 2.3 เพื่อใหgไดgผลในการสรgางสิ่งจูงใจภายใน ตgองมีลักษณะ ดังนี้ - นักเรียนมีสaวนรaวมในการตั้งเปáาหมาย - นักเรียนไดgรับทราบผลสำเร็จในการเรียนรูgโดยตรง - คะแนนผลสอบแตaละครั้งนั้นสามารถทำใหgสำเร็จไดgหรือบรรลุตามเกณฑ^ที่ครูกำหนดไวg เมื่อนำ แนวคิดนี้มาประยุกต^ใชgกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีสaวนในการเลือกเรียนตาม ความสนใจ และมีโอกาสรaวมกันตั้งจุดประสงค^หรือความมุaงหมายในการทำกิจกรรม ไดgเลือกวิธี แสวงหาความรูgดgวยวิธีที่เรียนถนัดและสามารถคgนหาคำตอบไดg สิริอร วิชชาวุธ (2552 : 127-129) ไดgกลaาวถึง ปYจจัยที่กaอใหgเกิดความพึงพอใจมีดังนี้ 1. ดgานเกี่ยวกับองค^กร จากผลการวิจัยที่ไดgศึกษาพบวaา ระบบที่ผูgบริหารรวมอำนาจไวgที่ ศูนย^กลาง ความพึงพอใจจะมีต่ำกวaาบุคลากรจะมีความพึงพอใจสูง 2. ดgานเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป พบวaาปYจจัยที่กaอใหgเกิดความพึงพอใจนั้นจะเปrนสาเหตุ ที่เกี่ยวขgองภายในกิจกรรมของงานนั่นเอง สaวนสาเหตุที่จะกaอใหgเกิดความไมaพึงพอใจจะเปrนสาเหตุที่
39 ไมaคaอยจะเกี่ยวขgองกับงานนั้นๆ มากนัก ทั้งนี้เพราะผลการวิจัยพบวaาสาเหตุที่ทำใหgเกิดความพึงพอใจ ไมaใชaชนิดเดียวกันกับสาเหตุที่ทำใหgเกิดความไมaพึงพอใจ 3. ดgานเกี่ยวกับจิตวิทยา สิ่งจูงใจของมนุษย^ในการทำงานใหgเกิดผลสำเร็จทั้งในระดับบุคคล และในระดับสังคมพบวaา สิ่งจูงใจที่สำคัญที่สุดของมนุษย^ คือ ความตgองการสัมฤทธิ์ผลซึ่งหมายถึง ความปรารถนาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งใหgสำเร็จลุลaวงไปดgวยดีและเมื่อทำสำเร็จแลgวก็จะเกิดความสบาย ใจอันเปrนแหลaงจูงใจที่จะทำตaอไปอีก วิชัย วงษ^ใหญa (2521 : 103-104) กลaาวถึง ทฤษฎีการจูงใจของนักการศึกษาตaางๆ ดังนี้ 1. ทฤษฎีการจูงใจ ERG ของ แอลเดอร^เฟอร^ (Alderfer) กลaาววaา ความตgองการของมนุษย^ แบaงเปrน 3 กลุaม คือ 1.1 ความตgองการเพื่อดำรงชีวิต (Existence needs) หรือ E เปrนความตgองการทาง รaางกายและปYจจัยที่จำเปrนฯสำหรับการดำรงชีวิต 1.2 ความตgองการดgานความสัมพันธ^ (Relatedess needs) หรือ R เปrนความตgองการที่ จะมีความสัมพันธ^กับบุคคลอื่น ๆ เชaน สมาชิกในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนรaวมงาน และคนที่ตgองการ จะมีความสัมพันธ^ดgวย 1.3 ความตgองการความเจริญกgาวหนgา (Growth needs) หรือ G เปrนความตgองการที่จะพัฒนา ตนเองตามศักยภาพสูงสุด 2. ทฤษฎีการจูงใจของ แมคคลีแลนด^ (Mc Cleland) เชื่อวaาความตgองการเปrนการเรียนรูg จากการมีประสบการณ^ และมีอิทธิพลตaอการรับรูgสถานการณ^และแรงจูงใจสูaเปáาหมาย โดยแบaงความ ตgองการออกเปrน 3 ประเภท ดังนี้ 2.1 ความตgองการสัมฤทธิ์ผล (Needs for achievement) เปrนพฤติกรรมที่จะกระทำการ ใดๆ ใหgเปrนผลสำเร็จ เปrนแรงขับที่นำไปสูaความเปrนเลิศ 2.2 ความตgองการสัมพันธ^ (Needs for affiliation) เปrนความปรารถนาที่จะสรgางมิตรภาพ และมีความสัมพันธ^อันดีกับผูgอื่น และตgองการควบคุมผูgอื่น 2.3 ความตgองการอำนาจ (Needs for power) เปrนความตgองการควบคุมผูgอื่น มีอิทธิพล ตaอผูgอื่น และตgองการควบคุมผูgอื่น ทั้งนี้การจัดกิจกรรมการเรียนรูg ความพึงพอใจเปrนสิ่งสำคัญที่จะกระตุgนใหgนักเรียนทำงาน ที่ไดgรับมอบหมาย หรือที่ตgองปฏิบัติใหgบรรลุผลตามวัตถุประสงค^ ครูผูgสอนจึงตgองคำนึงถึง ความพึง พอใจในการเรียนรูgของนักเรียน การทำใหgนักเรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรูgหรือการปฏิบัติงาน มีแนวคิดพื้นฐานที่แตกตaางกัน ดังนี้ (ประสาท อิศรปรีดา. 2552 : 129-130)
40 1. ความพึงพอใจนำไปสูaการปฏิบัติงาน การตอบสนองความตgองการของผูgปฏิบัติงานจนเกิด ความพึงพอใจ จะทำใหgเกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกวaา ผูgที่ไมaไดgรับการ ตอบสนอง 2. ผลของการปฏิบัติงานนำไปสูaความพึงพอใจ ความสัมพันธ^ระหวaางความพึงพอใจ และผล การปฏิบัติงาน จะถูกเชื่อมโยงดgวยปYจจัยอื่น ๆ ผลการปฏิบัติงานที่ดีจะนำไปสูaผลตอบแทน ที่เหมาะสม ซึ่งในที่สุดจะนำไปสูaการตอบสนองความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานยaอมไดgรับ การตอบสนองในรูปของรางวัลหรือผลตอบแทนซึ่งแบaงออกเปrนผลตอบแทนภายใน (Intrinsic rewards) และผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic rewards) 3. วิธีการสรdางความพึงพอใจในการเรียน ดวงเดือน อaอนนุaม (2551 : 52-53)กลaาววaาการศึกษาจะมีความสัมพันธ^และความพึงพอใจ ที่ดีตaอการเรียน ตgองมีการสรgางความพอใจในการเรียนตั้งแตaเริ่มตgนใหgแกaนักเรียน ซึ่งการดำเนินกิจกรรม การเรียนการสอน ความพึงพอใจเปrนสิ่งสำคัญที่ชaวยกระตุgนใหgนักเรียนทำงานที่ไดgรับมอบหมายหรือ การปฏิบัติใหgบรรลุตามวัตถุประสงค^ในการเรียนรูgซึ่งมีแนวความคิดพื้นฐานที่ตaางกันอยูa 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. ความพึงพอใจนำไปสูaการปฏิบัติงาน การตอบสนองความตgองการของผูgปฏิบัติงาน จน เกิดความพึงพอใจ จะทำใหgเกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกวaา ผูgที่ไมaไดgรับการ ตอบสนองทัศนะตามแนวคิดดังกลaาว 2. ผลของการปฏิบัติงานไปสูaความพึงพอใจ ซึ่งเปrนความสัมพันธ^ระหวaางพึงพอใจ และ การปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงดgวยปYจจัยอื่น ๆ ผลของการปฏิบัติงานที่ดีจะนำไปสูaผลของการตอบ แทนที่เหมาะสม ซึ่งในที่สุดจะนำไปตอบสนองความพึงพอใจในรูปของรางวัลหรือผลตอบแทนภายใน (Intrinsic rewards) และผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic rewards) โดยผaานการรับรูgเกี่ยวกับความ ยุติธรรมของผลตอบแทน ซึ่งเปrนตัวบaงชี้ของการตอบแทนที่ไดgรับรูgแลgว ความพึงพอใจยaอมเกิดขึ้น โดย มีนักจิตวิทยาการศึกษาใหgแนวคิด คือ สกินเนอร^ (ประภาเพ็ญ สุวรรณ. 2553 : 144-145) กลaาวไวgวaา การปรับพฤติกรรมไมaสามารถทำไดgโดยเทคโนโลยีทางกายภาพและชีวภาพ แตaตgองอาศัยเทคโนโลยี ของพฤติกรรม คือ เสรีภาพและความภาคภูมิจุดหมายปลายทางที่แทgจริงของการศึกษา โดยการทำ ใหgมีความเปrนตัวของตัวเอง รับผิดชอบตaอการกระทำ เสรีภาพ คือ ความเปrนอิสระจากการควบคุม วิเคราะห^ ปรับเปลี่ยน หรือปรับปรุงรูปแบบใหมaใหgแกaสิ่งแวดลgอมนั้น โดยทำใหgอำนาจการควบคุม อaอนลง จนเกิดความรูgสึกวaาตนเองมิไดgถูกควบคุม หรือตgองแสดงพฤติกรรมใดๆ ที่เนื่องมาจากการ กระทำที่ควรไดgรับการยกยaองยอมรับมากเทaาไร จะตgองเปrนการกระทำที่ปลอดปลaอยจากการบังคับ หรือสิ่งควบคุมใด ๆ มากเทaานั้น
41 ดังนั้น ความพึงพอใจของนักเรียนในการศึกษาเลaาเรียนจะเกิดจากองค^ประกอบตaางๆ เหลaานี้ คือ คุณสมบัติของครู วิธีสอน กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล เพื่อใหg นักเรียนมีความพึงพอใจ มีความรักและมีความกระตือรือรgนในการเรียน ซึ่งจะสaงผลใหgนักเรียนประสบ ความสำเร็จในการศึกษาเลaาเรียน 4. การวัดความพึงพอใจ ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2553 : 146-148) กลaาววaาหนaวยงานตaางๆ ไดgใหgความสนใจกับความ พึงพอใจมาก นักจิตวิทยาอุตสาหกรรมไดgสรgางแบบวัดความพึงพอใจ ตามนิยามศัพท^เฉพาะและตาม จุดมุaงหมายของการวัด การแบaงแบบวัดมีหลายลักษณะ ดังนี้ 1. การแบaงแบบวัดตามประเภทลักษณะขgอมูลหรือคำถามออก แบaงออกเปrน 2 ลักษณะ คือ 1.1 แบบสำรวจปรนัย เปrนแบบวัดที่มีคำถามและคำตอบใชgเลือกตอบ โดยที่ผูgตอบตอบตามที่ ตนเองมีความคิดเห็นและความรูgสึกเปrนขgอมูลที่มีการวิเคราะห^ดgวยเชิงปริมาณ 1.2 แบบสำรวจเชิงพรรณนา เปrนแบบสอบถามที่ผูgตอบตอบดgวยคำพูดและขgอเขียนของตนเอง เปrนแบบสัมภาษณ^หรือคำถามปลายเปûดใชgผูgตอบโดยอิสระเปrนขgอมูลที่ไดgใน เชิงคุณภาพ 2. การแบaงแบบวัดตามคุณลักษณะของงาน แบaงออกเปrน 2 ลักษณะ คือ 2.1 แบบวัดความพึงพอใจงานโดยทั่วไป เปrนแบบวัดที่วัดความพึงพอใจของบุคคลที่มีความสุขอยูa กับงานโดยสaวนรวม ตัวอยaางแบบวัดชนิดนี้ ไดgแกa แบบวัดของแฮคแมนและโอดแฮม ซึ่งมีขgอคำถาม เพียง 5 ขgอ เปrนลักษณะแบบสอบถามมาตราสaวนประมาณคaา มีขgอ 2 และขgอ 5 เปrนคำถามนิเสธ 2.2 แบบวัดความพึงพอใจเฉพาะเกี่ยวกับงานของแบบสอบวัดนี้เปrนการวัดความพึงพอใจในแตaละดgาน ตัวอยaางแบบวัดชนิดนี้ ไดgแกa แบบวัดของแฮคแมน และโอลแฮม แบบสอบถามเปrนมาตราสaวน ประมาณคaา มีขgอความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงาน 5 ดgาน ไดgแกa ดgานรายไดg ความมั่นคง ในงานมิตรสัมพันธ^ ผูgบังคับบัญชาและความกgาวหนgา วีระ ตันตระกูลและคณะ (2554 : 177-178) ไดgเสนอแนะวิธีการวัดความพึงพอใจ ซึ่งมี หลายวิธี คือ 1. การใชgแบบสอบถามหรือแบบวัด ซึ่งเปrนวิธีการที่นิยมมากที่สุด เพราะสะดวกและผูgตอบ สามารถพิจารณาละเอียดกaอนตอบซึ่งจะทำใหgไดgรับขgอมูลเกี่ยวกับความรูgสึกและทัศนคติที่ตรงกับ ความจริงมากที่สุด โดยการขอรgองหรือขอความรaวมมือจากกลุaมบุคคลที่ตgองการวัด แสดงความคิดเห็น ลงในแบบฟอร^มที่กำหนดคำตอบไวgใหg หรือคำตอบอิสระ โดยคำถามที่ถามอาจ ถามถึงความพึงพอใจ ในดgานตaางๆ ที่นักเรียนไดgกระทำไปแลgว 2. การสัมภาษณ^ เปrนอีกวิธีหนึ่งที่ทำใหgทราบถึงระดับความพอใจของนักเรียนซึ่งเปrนวิธีที่ตgอง อาศัยเทคนิคและความชำนาญพิเศษของผูgสัมภาษณ^ที่จะจูงใจใหgผูgถูกสัมภาษณ^ตอบคำถามไดgตรงกับ
42 ขgอเท็จจริง การวัดความพึงพอใจดgวยวิธีการสัมภาษณ^ นับเปrนวิธีที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพมาก อีกวิธีหนึ่ง 3. การสังเกต เปrนวิธีการที่จะทำใหgทราบถึงระดับความพึงพอใจของนักเรียนไดgโดยสังเกต จากพฤติกรรมทั้งกaอนเรียน ขณะเรียน และหลังเรียน เชaน การสังเกตกิริยา ทaาทาง การตอบคำถาม สีหนgา การแสดงความดีใจ เปrนตgน โดยวิธีนี้ผูgวัดจะตgองกระทำอยaางมีแบบแผนและชัดเจน จึงจะ สามารถประเมินถึงระดับความพึงพอใจของนักเรียนไดgอยaางถูกตgอง ทั้งนี้จากหลักการและแนวคิดพื้นฐานดังกลaาว เมื่อนำมาปรับใชgในกิจกรรมการเรียนการสอน ครูจึงตgองมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรม วิธีการ สื่ออุปกรณ^ที่เอื้อตaอการเรียนรูgเพื่อตอบสนอง ความพึงพอใจใหgนักเรียนมีแรงจูงใจในการเรียน จนบรรลุวัตถุประสงค^ในการเรียนการสอนในแตaละ ครั้ง โดยใหgนักเรียนไดgรับผลตอบแทนจากการเรียนรูgในแตaละครั้ง โดยเฉพาะผลตอบแทนภายใน หรือ รางวัลภายในที่เปrนความรูgสึกของนักเรียนเชaน ความรูgสึกถึงความสำเร็จของตนเมื่อสามารถเอาชนะ ความยุaงยากตaางๆ ไดg ทำใหgเกิดความภาคภูมิใจ ความมั่นใจ โดยครูควรเสริมแรงภายนอกตัวนักเรียน เชaน คำชมเชย หรือการใหgคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่นaาพึงพอใจ ดังนั้น ความพึงพอใจ ในการเรียนรูgและผลการเรียนรูg มีความสัมพันธ^กันในทางบวก คือ เมื่อเกิดความพึงพอใจ จะเกิดสิ่งที่ดี ตaอการเรียนรูg และผลการเรียนรูgที่ดีหรือที่นaาพอใจ ทำใหgเกิดความพึงพอใจ กิจกรรมที่จัดจึงควร คำนึงถึงองค^ประกอบที่ทำใหgเกิดความพึงพอใจ (วีระ ตันตระกูล และคณะ. 2554 : 179) สรุปไดdว`า ความพึงพอใจตaอการเรียนมีความสำคัญตaอการเรียนรูgของนักเรียนซึ่งหากนักเรียนไดgรับการ ตอบสนองตามความตgองการทั้งทางดgานรaางกายและจิตใจ ก็จะสaงผลตaอความสามารถในการเรียนรูg และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ครูสามารถนำเอาแนวคิดทฤษฎีตaางๆ มาประยุกต^ใชgกับการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน ถgานักเรียนมีสaวนในการเลือกเรียนตามความสนใจ และมีโอกาสรaวมกันตั้ง จุดประสงค^หรือความมุaงหมายในการทำกิจกรรมไดgเลือกวิธีแสวงหาความรูgดgวยวิธีที่เรียนถนัด และ สามารถคgนหาคำตอบไดgทำใหgเกิดความภาคภูมิใจ ความมั่นคง ตลอดจนไดgรับการยกยaองจากบุคคลอื่น สaวนผลตอบแทนภายนอกเปrนรางวัลที่ผูgอื่นจัดหาใหgมากกวaาที่ตนเองใหgตนเอง เชaน การไดgรับการยกยaอง ชมเชยจากครู พaอแมa ผูgปกครองหรือแมgแตaการไดgคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่นaาพอใจ ซึ่งในที่สุดจะนำไปสูaการตอบสนองความพึงพอใจและผลการปฏิบัติงานหรือการเรียนรูgยaอมมี ประสิทธิภาพ
43 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โดยการจัดการ เรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) ผูgรายงานไดgกำหนดแบบแผนการทดลองโดยใชgรูปแบบกลุaม เดียวกัน ทดสอบกaอนเรียน-หลังเรียน (One - Group Pretest - Posttest Design) (มนต^ชัย, 2555) โดยการศึกษาและพัฒนาครั้งนี้ ผูgรายงานไดgสรgางแบบฝtกทักษะและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียในการทำวิจัย โดยทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปEการศึกษา 2565 กับกลุaมเปáาหมายที่คัดเลือก ไวg คือนักเรียนขั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด จำนวน 26 คน ซึ่งมีเก็บรวบรวม ขgอมูลและขั้นตอนการทดลองดังนี้ วิธีการเก็บรวบรวมขdอมูล 1. เปrนการวิจัยปฏิบัติการชั้นเรียน (pre-test , post-test Desing วันกรุëปดีไซ^) 2. กลุaมเปáาหมาย ที่ใชgในการวิจัยในครั้งนี้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgาน บางโหนด ภาคเรียนที่ 2 ปEการศึกษา 2565 จำนวน 26 คน ไดgมาดgวยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) 3. เครื่องมือ 3.1 เครื่องมือที่ใชgในการวิจัย 3.1.1 แบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชน บgานบางโหนด 3.1.2 แผนการจัดการเรียนรูg แบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด 3.2 เครื่องมือเก็บรวบรวมขgอมูล 3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ขgอ โดยใหgคะแนน 0,1 คือ ตอบถูกใหg 1 คะแนน ตอบผิด ใหg 0 คะแนน 3.2.2 แบบประเมินความพึงพอใจ ในการจัดการเรียนรูgดgวยแบบฝtกทักษะ การ จัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด จำนวน 10 แตaละขgอกำหนดน้ำหนัก ในการใหgคะแนนตามเกณฑ^ 5 ระดับ ตามวิธีของ ลิเคอร^ต (Likert) จากหนังสือคูaมือการสรgาง
44 เครื่องมือวัดคุณลักษณะ ดgานจิตพิสัยของสำนักทดสอบทางการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 47-77) 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง พึงพอใจมาก 3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง พึงพอใจนgอย 1 หมายถึง พึงพอใจนgอยที่สุด ขั้นตอนในการสรdางเครื่องมือ 1. ขั้นตอนในการสรgางเครื่องมือที่ใชgในการวิจัย 1.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวขgองกับการจัดการเรียนรูgดgวยแบบฝtกทักษะ การ จัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนดเพื่อกำหนดเปrนกรอบแนวคิดในการวิจัย 1.2 ศึกษาการสรgางแบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgาน บางโหนด 1.3 ศึกษาตัวชี้วัดวิชาคณิตศาสตร^ที่มีผลการเรียนต่ำ เพื่อทำแผนการจัดการเรียนรูgโดย อgางอิงจากแผนการจัดการเรียนรูgฉบับเต็มรูปแบบ และออกแบบแบบฝtกทักษะใหgมีความสอดคลgองกับ ตัวชี้วัด 2. ขั้นตอนในการสรgางเครื่องมือเก็บรวบรวมขgอมูล 2.1 สรgางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ จำนวน 30 ขgอ โดยยึด ตัวชี้วัดผลการเรียนรูgเปrนหลัก 2.2 จัดทำขgอสอบฉบับสมบูรณ^ ไปทดสอบกลับกลุaมเปáาหมาย กaอนเรียนและหลังเรียน เพื่อหาความกgาวหนgาทางการเรียน โดยขgอสอบกaอนเรียนและหลังเรียนเปrนขgอสอบชุดเดียวกันแตaใชg การสลับขgอและการสลับตัวเลือก 2.3 ศึกษาและเลือกวิธีการสรgางแบบประเมินความพึงพอใจ โดยใชgมาตราสaวนประเมินคaา (Rating scale) 5 ระดับ 2.4 กำหนดประเด็นคำถามตามกรอบแนวความคิด โดยแบaงออกเปrน 4 ดgาน 15 ขgอ
45 2.5 สรgางแบบประเมินความพึงพอใจฉบับรaาง ตามโครงสรgางเนื้อหาของแบบประเมิน ความพึงพอใจ แลgวตรวจสอบปรับปรุงแกgไขดgวยตนเอง 2.6 นำแบบประเมินความพึงพอใจฉบับสมบูรณ^ไปใชgกับกลุaมเปáาหมาย ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย 1. ผูgรายงานนำแบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชน บgานบางโหนด ใหgนักเรียนเขgาใจและมีความพรgอมที่จะศึกษาแบบฝtกทักษะ 2. นักเรียนศึกษาวิธีใชgงานแบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชน บgานบางโหนด ใหgครบทุกหัวขgอ 3. นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกaอนเรียน เรื่อง การคูณ จำนวน 30 ขgอ 4. ผูgรายงานดำเนินการจัดการเรียนรูgดgวยแบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปE ที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด จำนวน 7 เรื่อง รวม 20 ชั่วโมง (รวมชั่วโมงทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน) โดยใชgเวลาในการเรียนแบบฝtกทักษะ ดังนี้ เลaมที่ 1 เรื่อง ความหมายของการคูณ จำนวน 3 ชั่วโมง เลaมที่ 2 เรื่อง การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับจำนวนหนึ่งหลัก จำนวน 3 ชั่วโมง เลaมที่ 3 เรื่อง การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับ 10 20 30 ... 90 จำนวน 2 ชั่วโมง เลaมที่ 4 เรื่อง การคูณจำนวนหนึ่งหลักกับจำนวนสองหลัก จำนวน 3 ชั่วโมง เลaมที่ 5 เรื่อง ความรูgสึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับการคูณ จำนวน 2 ชั่วโมง เลaมที่ 6 เรื่อง การหาคaาของตัวไมaทราบคaาในประโยคสัญลักษณ^การคูณ จำนวน 2 ชั่วโมง เลaมที่ 7 เรื่อง โจทย^ปYญหาการคูณและการสรgางโจทย^ปYญหาการคูณ จำนวน 2 ชั่วโมง โดยในแบบฝtกทักษะ มีกิจกรรมการเรียนรูg ประกอบดgวย คำชี้แจงการใชgชุดกิจกรรมคำชี้แจง สำหรับครู คำชี้แจงสำหรับนักเรียน สาระและมาตรฐานการเรียนรูg/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ จุดประสงค^ การเรียนรูg แบบทดสอบกaอนเรียน ใบความรูgแบบฝtกทักษะ และแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งนักเรียน ตgองดำเนินกิจกรรมการเรียนรูgใหgเกิดความรูgความเขgาใจและฝtกปฏิบัติจนสามารถไปปรับประยุกต^ใชgใน ชีวิตประจำวันไดgจริง 5. เมื่อนักเรียนศึกษาแบบฝtกทักษะ การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อ
46 พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgาน บางโหนดครบทั้ง 7 เรื่อง นักเรียนจึงทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post - test) ซึ่งเปrนฉบับเดียวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกaอนเรียน (Pre - test) โดยใชg วิธีการสลับขgอคำถามและตัวเลือกในแตaละขgอ 6. นักเรียนทำการประเมินความพึงพอใจที่มีตaอการจัดการเรียนรูgดgวยแบบฝtกทักษะ การ จัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 2 โรงเรียนชุมชนบgานบางโหนด ภายหลังจากที่นักเรียนไดgศึกษาชุด กิจกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้นแลgว 7. ผูgรายงานขgอมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจ คะแนนแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์กaอนเรียน หลังเรียน ของนักเรียนกลุaมเปáาหมายไปวิเคราะห^ทางสถิติตaอไป การวิเคราะหgขdอมูล การวิเคราะห^ขgอมูล มีการดำเนินการ ดังนี้ 1. วิเคราะห^ขgอมูลที่ไดgจากผลการทำแบบทดสอบกaอนและหลังเรียน ในการเรียนดgวย ชุดกิจกรรมการเรียนรูg โดยการใชgสถิติคaาเฉลี่ย และคaารgอยละ ซึ่งดำเนินการดังนี้ 1.1 นำมาเปรียบเทียบคaาเฉลี่ยของคะแนนสอบระหวaางกaอนเรียนและหลังเรียนโดยใชg คaาสถิติ 1.2 หาคะแนนความกgาวหนgาหรือคะแนนที่เพิ่มขึ้น 1.3 หาคaารgอยละของความกgาวหนgาของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใชgสูตรรgอยละของ ความกgาวหนgา 2. นำขgอมูลที่ไดgจากแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน นำมาวิเคราะห^คaาสถิติพื้นฐาน ไดgแกaคaาเฉลี่ย แลgวสรุปเปrนความเรียง โดยกำหนดเกณฑ^คaาเฉลี่ย ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง พึงพอใจมาก คะแนนเฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถึง พึงพอใจนgอย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง พึงพอใจนgอยที่สุด