The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุ่งอ้ายเจี้ยม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Marisa Khamwern, 2022-08-15 04:29:10

ชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุ่งอ้ายเจี้ยม

การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนโดยใช้ชุดฝกึ ทักษะ เร่ือง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp
ในรปู แบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-Book) สาหรับนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
ุุ

ผ้วู ิจัย
นางสาวมาริสา คาเวิน

ตาแหนง่ ครู

งานวิจยั ในชน้ั เรียนฉบับนี้เป็นสว่ นหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนบ้านบ่งุ อ้ายเจี้ยม

สานักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาอทุ ัยธานี เขต 2
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ

ชอื่ เรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นโดยใช้ชดุ ฝึกทักษะ เรื่อง การใชง้ านโปรแกรม
Google SketchUp ในรปู แบบหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Book) สาหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ช่อื ผู้วจิ ยั นางสาวมาริสา คาเวนิ

ตาแหนง่ ครู คศ.1

ปีการศึกษา 2563

บทคัดยอ่

การวิจัยในช้ันเรียนครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์ุ1)ุเพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะุเรื่องุการใช้งานโปรแกรมุ
Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) 2)ุเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กอ่ นเรยี นและหลังเรยี นุโดยใช้ชุดฝกึ ทกั ษะุเรื่องุการใช้งานโปรแกรมุGoogle SketchUp ในรูปแบบหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) ุ3)ุเพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการเรียนด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะุเร่ืองุ
การใช้งานโปรแกรมุGoogle SketchUp ในรปู แบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้คือุ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีทีุ่2ุจานวนุ30ุคนุและเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้คือุชุดฝึกทักษะเร่ืองุการใช้
งานโปรแกรมุGoogle SketchUp แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนุและแบบประเมินความพึงพอใจ
ของนักเรียนทมี่ ตี ่อการเรียนดว้ ยการใช้ชุดฝึกทกั ษะุเรอ่ื งุการใช้งานโปรแกรมุGoogle SketchUpุในรูปแบบ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลุได้แกุ่ค่าเฉล่ียุส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานุ
และสถิติt-test dependent

ผลการวิจัยพบว่าุ1)ุผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะุเร่ืองุการใช้งานโปรแกรมุGoogle
SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีทีุ่2ุ
มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานุ80/80ุ2)ุผลการเปรียบเทียบคะแนนของการทดสอบก่อนและหลังเรียน
ด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะุเร่ืองุการใช้งานโปรแกรมุGoogle SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกสุ์
(e-Book) พบว่าุคะแนนทดสอบหลังจากเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนุ(t-test) ุและุ3)ุนักเรียน
มีความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะุเร่ืองุการใช้งานโปรแกรมุGoogle SketchUp
ในรปู แบบหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกสุ์ (e-Book) โดยรวมอยู่ในระดบั พึงพอใจมากทสี่ ุด

กติ ติกรรมประกาศ

วิจัยในช้ันเรียนการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะุเรื่องุการใช้งานโปรแกรมุ
Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีทีุ่2ุุุ
มีวัตถุประสงค์ุเพ่ือพัฒนาชุดฝึกทักษะุเรื่องุการใช้งานโปรแกรมุGoogle SketchUp ในรูปแบบหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะุ
เร่ืองุการใช้งานโปรแกรมุGoogle SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ุ(e-Book) และเพ่ือศึกษา
คว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง นั ก เ รี ย น ห ลั ง ก า ร เ รี ย น ด้ ว ย ก า ร ใ ช้ ชุ ด ฝึ ก ทั ก ษ ะ ุ เ ร่ื อ ง ุ ก า ร ใ ช้ ง า น โ ป ร แ ก ร ม ุ Google
SketchUp ในรปู แบบหนังสอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ุ(e-Book)

การศึกษาครั้งน้ีบรรลุผลสาเร็จด้วยดีุเน่ืองจากได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากผู้บริหารุ
คณะครูุนกั เรียนโรงเรยี นบ้านบุ่งอ้ายเจี้ยมุและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอ่ืนอย่างดียิ่งุขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสารุ
ตาราุท่ีได้เผยแพร่ขอ้ มูลท่ีมีคุณค่าและมปี ระโยชนเ์ พือ่ นามาประกอบการศึกษาในคร้งั นเี้ ป็นอยา่ งสูง

ขอขอบคุณผ้บู ริหารุคณะครุู และนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีทีุ่2ุภาคเรียนท่ีุ2ุปกี ารศกึ ษาุ2563ุ
โรงเรยี นบ้านบ่งุ อ้ายเจย้ี มุอ.ลานสกั ุจ.อทุ ยั ธานีุทเ่ี ปน็ ผสู้ นับสนุนุช่วยเหลือุและให้ความร่วมมอื ในการศึกษา
คร้ังนี้เปน็ อย่างดี

มาริสาุุคาเวินุ
ุุุุุุผวู้ ิจัย

.

สารบญั หนา้

บททุ่ี 1 บทนา 1
- ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 2
- วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 2
- สมมติฐานการวิจัย 4
- นยิ ามศัพท์เฉพาะ 5
-ุประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับจากการวิจยั
6
บททุ่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง 23
- แนวคิดุทฤษฎีท่เี กย่ี วข้อง
- งานวิจัยท่ีเก่ยี วข้องกับประเด็นท่ศี กึ ษา 27
27
บททีุ่3 วธิ ดี าเนนิ งานวิจยั 28
- ประชากรทีใ่ ช้ในการศึกษา 33
- เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวิจยั
- การสร้างเครื่องมือทใี่ ช้ในการรวบรวมข้อมูล 37
- การวเิ คราะหข์ ้อมลู
40
บททีุ่4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 41
- ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 42
43
บททีุ่5 สรุปผลการวจิ ัยุอภปิ รายุและข้อเสนอแนะ
- สรุปผลการศกึ ษา
- อภิปรายผลการศกึ ษา
- ข้อเสนอแนะ

บรรณานกุ รม

ภาคผนวก

1

บทที่ 1

บทนา

1. ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา

หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่ง เป็นกาลังของ
ชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็น พลเมืองไทยและ
เป็นพลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขมีความรู้
และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติท่ีจาเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและ การศึกษาตลอดชีวิต
โดยมุ่งเนน้ ผูเ้ รียนเป็นสาคัญบนพืน้ ฐานความเช่ือวา่ ทกุ คนสามารถเรียนรแู้ ละ พฒั นาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานมุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ สาคัญด้านความสามารถในการใช้
เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านตาง ๆ และมีทักษะกระบวนการทาง
เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การทางาน การแก้ปัญหา
อย่างสรา้ งสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551)

การสอนของครูอาจารย์จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องและสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียน นาความรู้
ท่ีได้มาต่อยอดเพื่อเพ่ิมความรู้ให้มากขึ้น ตลอดจนช่วยช้ีแนะส่ือการเรียนการสอนเทคโนโลยีที่มีประโยชน์
เพราะปัจจบุ นั เทคโนโลยีเขา้ มามบี ทบาทในการใชช้ ีวติ ประจาวันมากข้ึน รวมท้ังการสอนควรเป็นไปในลักษณะ
ทเ่ี น้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มีการบรรยายถึงเนื้อหาหลักของแต่ละวิชาและแนะนาให้ผู้เรียนทาการค้นคว้าหรือทา
ความเขา้ ใจประเด็นปลีกย่อยด้วยตนเอง นอกจากนี้การสอนควรเน้นให้ผู้เรียนได้ทาการทดลองปฏิบัติการจริง
และมโี อกาสใชเ้ ครอ่ื งมือด้วยตนเอง ในกระบวนการเรียนการสอนมีการมอบหมายเพ่ือให้ผู้เรียนได้มีการฝึกฝน
ทกั ษะด้านต่าง ๆรจู้ ักวิเคราะห์และแก้ปัญหาดว้ ยตนเอง (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร,2553)

จากการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้เพ่ิมเติมรายวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม
Google SketchUp เป็นการเรียนการสอนท่ีเน้นการลงมือปฏิบัติเพราะการใช้โปรแกรมทางด้านงานออกแบบ
สามมิติท่ีมีความซับซ้อนต้องใช้ทักษะและเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ของโปรแกรมค่อนข้างมาก การเรียนการ
สอนจึงเนน้ ใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ ความเขา้ ใจตามรูปแบบการเรยี นรู้ของตนเอง ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนสามารถทางานได้ตาม
เป้าหมายที่ตั้งไว้ส่วนความชานาญจะเกิดข้ึนได้นั้นต้องมีการหม่ันศึกษาและฝึกฝนวิธีการใช้เครื่องมือของ
โปรแกรมเนื่องจากในโปรแกรมจะมีเครื่องมือต่าง ๆ มากมาย ข้ึนอยู่กับประเภทของงานท่ีสร้าง เม่ือผู้เรียนฝึก
ใช้จนเกิดความชานาญ ผู้เรยี นจะเกิดการเรียนรู้และมีความม่ันใจในการใช้งานโปรแกรมอีกทั้งยังเป็นการสร้าง
กระบวนการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกการคิดวิเคราะห์ไปพร้อม ๆ กับการฝึกฝน ทาให้เกิดทักษะซึ่งเป็น
หัวใจสาคัญของงานภาคปฏิบตั ิ

2

จ ากป ระส บกา รณ์ส อนข องผู้ วิจั ยแ ล ะเ ป็นผู้ ส อน ในส าระ การ เรียน รู้ เพิ่ มเติ มวิช า คอ มพิว เตอ ร์
การจัดการเรียนการสอนรายวิชาน้ีมีทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติผู้สอนทาการสอนเนื้อหาด้วยการสอนแบบ
บรรยาย เช่น อธิบายเนื้อหาประกอบสไลด์ สอนปฏิบัติแบบสาธิตผ่านเครื่องฉายภาพหน้าช้ันเรียน เพื่อแสดง
ใหผ้ ู้เรียนเห็นเน้อื หาและขน้ั ตอนการใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในการสร้างส่ิงของสามมิติ ผู้วิจัยได้
ทาการสังเกตบรรยากาศการเรียนรู้ของผู้เรียน พบปัญหาว่าหลังจากดาเนินการสอนเสร็จส้ิน ผู้เรียนจดจา
ขน้ั ตอน คาสง่ั ไดไ้ ม่ครบถ้วน เมอ่ื ถึงเวลาฝึกทาช้นิ งานไมส่ ามารถทาตามใบงานได้ ทาให้ผู้สอนต้องทาการสาธิต
ให้ดูอีกครั้ง ด้วยเวลาท่ีจากัดในการเรียนแต่ละครั้ง ทาให้ผู้เรียนไม่สามารถทาช้ินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์
ภายในเวลาท่ีกาหนดได้ จากข้อมูลดังกล่าวในเบื้องต้น ปัญหาหลักในการจัดการเรียนการสอนในวิชานี้
คือ ผู้เรียนส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจ ส่วนประกอบ คาสั่ง เคร่ืองมือ การตั้งค่า และรายละเอียดต่างๆ ของ
โปรแกรม ทาให้การสร้างช้ินงานในแต่ละหน่วยซ่ึงมีการทางานหลายขั้นตอน ผู้เรียนไม่สามารถคิดวิเคราะห์
กระบวนการทางาน และวิธีการทซ่ี บั ซอ้ นในการใช้โปรแกรมทม่ี เี ครอ่ื งมือจานวนมาก เพื่อจัดทาช้นิ งานได้

ดังน้ันผู้วิจัยจึงอยากจะศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรายวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปที ี่ 2 โดยใช้ชุดฝกึ ทกั ษะ เรอ่ื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-
Book) เป็นส่ือเสริมการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในวิชาน้ี เพื่อที่ผู้เรียนจะได้เข้าไปเรียนรู้
ทบทวนเพิม่ เติมไดด้ ้วยตนเองท้ังในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เพราะเป้าหมายท่ีต้องการให้เกิดกับผู้เรียนคือ
นักเรียนสามารถนาความรู้ท่ีได้รับมาประยุกต์ใช้และจัดทาช้ินงานได้สาเร็จ และสามารถนาส่ิงท่ีได้เรียนไป
ประยกุ ตใ์ ช้ในรายวิชาต่าง ๆ ได้ รวมทั้งเพื่อนาผลการวิจัยที่ได้มาใช้ในการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบการเรียน
การสอนในรายวชิ าคอมพวิ เตอรใ์ หน้ กั เรยี นได้เกดิ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการศกึ ษาทด่ี ีขึ้น

2. วัตถุประสงคข์ องการวิจัย

2.1 เพือ่ พฒั นาชุดฝึกทักษะ เร่ือง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp
ในรปู แบบหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book)

2.2 เพ่อื เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นก่อนเรยี นและหลงั เรียน โดยใช้ชุดฝึกทกั ษะ
เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

2.3 เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นท่ีมีต่อการเรยี นด้วยการใช้ชดุ ฝึกทักษะ
เรือ่ ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

3. สมมตฐิ านการวิจัย

3.1 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี นจากการจดั การเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ
เรอ่ื ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)
หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียน

3

4. ขอบเขตของการวิจัย

3.1. ประชากร
ประชากรท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ในคร้งั น้ี เป็นนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนบ้านบุง่ อ้ายเจี้ยม
ภาคเรยี นที่ 2 ปี การศึกษา 2563 จานวน 30 คน
3.2. กลุ่มตวั อยา่ ง
กล่มุ ตัวอย่างทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ในคร้ังน้ี ได้แก่ นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนบ้านบงุ่ อ้ายเจ้ียม
ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2563 จานวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มตวั อย่างแบบงา่ ย (Simple Random
Sampling)

3.3. ตวั แปรทศี่ ึกษา
3.3.1. ตวั แปรตน้ ได้แก่
ชุดฝกึ ทกั ษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรปู แบบหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)
3.3.2. ตัวแปรตาม ได้แก่
1. ประสทิ ธิภาพของชดุ ฝึกทักษะ เรอ่ื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp

ในรปู แบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นด้วยชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp

ในรปู แบบหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (e-Book)
3. ระดบั ความพงึ พอใจของนักเรยี นท่ีมีต่อการเรยี นดว้ ยการใช้ชุดฝกึ ทักษะ เร่ือง การใชง้ าน

โปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-Book)

3.4. เนื้อหาสาระ
เน้ือหาสาระทีน่ ามาใช้ในการพัฒนาชุดฝึกทักษะ เร่อื ง การใชง้ านโปรแกรม Google

SketchUp ในรูปแบบหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรบั นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2
ประกอบดว้ ย 9 เร่อื ง คือ

เรอ่ื งท่ี 1 ความรู้เบอื้ งต้นเก่ียวกบั โปรแกรม Google SketchUp
เรื่องท่ี 2 เริม่ ตน้ การทางานบน Google SketchUp
เร่อื งที่ 3 มุมมองภาพและการแสดงผล Google SketchUp
เรื่องที่ 4 เครื่องมือ Principal Tools
เร่ืองท่ี 5 วาดรปู สรา้ งโมเดล
เรื่องที่ 6 การใชเ้ ครื่องมือปรบั แต่ง
เรอ่ื งท่ี 7 การตกแตง่ โมเดล
เรอ่ื งที่ 8 สรา้ งสรรคโ์ มเดลสวย
เร่อื งที่ 9 การนาเสนอโมเดล

4

3.5 ระยะเวลาในการวจิ ยั
อยู่ในระหว่างภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563

5. นยิ ามศัพท์เฉพาะ

ในการศึกษาครงั้ น้ี ผศู้ ึกษาได้กาหนดนิยามศพั ท์เฉพาะไวด้ ังนี้

1. ชดุ ฝกึ ทักษะ หมายถงึ ส่ือการเรยี นท่ีจัดเปน็ ชุดใช้สาหรบั ฝึกทกั ษะ เรอื่ ง การใช้งานโปรแกรม
Google SketchUp สาหรบั นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

2. หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ (Electronics Book) หมายถงึ รปู แบบการนาเสนอข้อมลู ผ่านอินเทอรเ์ นต็
เป็นส่อื อเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ่ีสามารถนาเสนอข้อมูลได้ทัง้ ตวั อักษรหรือตวั เลข เรยี กวา่ ไฮเปอรเ์ ท็กซ์ (Hypertext)
และถา้ หากข้อมลู นนั้ รวมถึงภาพ เสียง และภาพเคล่อื นไหวดว้ ย เรียกว่าไฮเปอรม์ ีเดีย (Hypermedia)
โดยการเช่ือมโยงสัมพนั ธข์ องเนือ้ หาท่ีอยใู่ นแฟม้ เดยี วกัน หรอื อยู่คนละแฟ้มเขา้ ดว้ ยกันไม่จากดั ว่าจะเป็นข้อมลู
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ในรปู แบบใด ทาให้ผใู้ ชส้ ามารถคน้ หาข้อมลู ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

3. แบบทดสอบ คือ ชดุ ของคาถาม ปญั หาสถานการณ์ กลุ่มของงานหรอื กิจกรรมอย่างใดอยา่ งหนึ่งท่ี
ใช้เป็นสง่ิ เร้า กระต้นุ ยวั่ ยุ หรือชักนาใหผ้ ู้ถูกทดสอบแสดงพฤตกิ รรมหรือ ปฏิกิรยิ าตอบสนองตามแนวทางที่
ต้องการแบบทดสอบเป็นเคร่ืองมือวดั สมรรถภาพ ทางสมองได้ดที ี่สดุ

4. ประสิทธิภาพของชดุ ฝึกทักษะ หมายถึง เกณฑ์ของชดุ ฝึกทักษะท่ีผ้วู ิจัยสรา้ งข้ึน โดยใช้เกณฑ์
80/80 ดังน้ี

80 ตวั แรก หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนเฉลยี่ ที่นักเรยี นทาแบบทดสอบย่อย ระหวา่ งใช้
ชุดฝึกทักษะแตล่ ะชุด เร่อื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp

80 ตวั หลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยท่ีนักศึกษาทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์หิ ลงั ใช้
ชดุ ฝึกทักษะ เร่อื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp

4. ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น หมายถงึ คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นซ่ึงครอบคลุมความรู้ความสามารถตามผลการเรยี นรทู้ ีค่ าดหวังในหลกั สูตรสถานศึกษา

5. ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถงึ คา่ เฉล่ยี จากการบอกความรู้สึกในการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะ
เรอื่ ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรบั นักเรียน
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 จากการตอบแบบสารวจความพงึ พอใจที่มรี ะดับความพึงพอใจ 5 ระดับ คือ ระดับ 1 พงึ
พอใจน้อยสดุ , ระดบั 2 ความพงึ พอใจน้อย, ระดบั 3 ความพึงพอใจ ปานกลาง, ระดบั 4 ความพงึ พอใจมาก
และระดบั 5 ความพึงพอใจมากท่ีสุด

6. นกั เรียน หมายถึง นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
โรงเรียนบ้านบุ่งอา้ ยเจ้ยี ม ตาบลระบา อาเภอลานสัก จังหวดั อุทัยธานี

5

6. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ :

1. นักเรยี นมคี วามสนใจในการเรยี น และมีความรู้ความเข้าใจเนอ้ื หารายวชิ าคอมพวิ เตอร์ เร่ือง
การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp มากขนึ้

2. นักเรียนมผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นตามเกณฑ์กาหนดในรายวิชาคอมพวิ เตอร์ เร่ือง การใช้งาน
โปรแกรม Google SketchUp

3. นกั เรยี นสามารถใช้ชุดฝกึ ทักษะเพื่อทบทวนความรู้ไดด้ ้วยตนเอง เพ่ือพัฒนาการออกแบบชิน้ งาน
สามมติ ิของตนเองได้

4. ครูลดปรมิ าณการใช้กระดาษ และนักเรยี นสามารถเรียนเขา้ ไปศกึ ษาเพิ่มเติมหรือทบทวนความรู้
ดว้ ยตนเองได้ท้งั ในและนอกห้องเรยี นได้

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

ตวั แปรตาม

ตัวแปรตน้ 1. ประสิทธิภาพของชดุ ฝกึ ทักษะ
เรือ่ ง การใช้งานโปรแกรม Google
- ชุดฝึกทกั ษะ เร่ือง การใช้งาน SketchUp ในรปู แบบหนังสือ
โปรแกรม Google SketchUp อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-Book)

2. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นเรียน
และหลังเรยี น เรื่อง การใช้งาน
โปรแกรม Google SketchUp

2. ระดับความพึงพอใจของนักเรียน
หลงั การเรยี นด้วยการใช้ชุดฝกึ ทักษะ
เรอ่ื ง การใช้งานโปรแกรม Google
SketchUp ในรูปแบบหนังสือ
อิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Book)

6

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้อง

การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นโดยใชช้ ุดฝึกทักษะรายวิชาคอมพวิ เตอร์ เรื่อง การออกแบบสิ่งของ
สามมิตดิ ว้ ยโปรแกรม Google SketchUp สาหรับนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ผ้วู ิจัยได้ศึกษาเอกสาร
บทความ และงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง มสี าระสาคัญ ดังหวั ขอ้ ต่อไปนี้

1. ชดุ ฝึกทกั ษะ
1.1 ความหมายของชดุ ฝึกทกั ษะ
1.2 ความสาคัญของชุดฝึกทักษะ
1.3 ลักษณะที่ดีของชดุ ฝกึ ทักษะ
1.4 ทฤษฎีและหลักจิตวิทยาทีเ่ กยี่ วข้องกับการสร้างชุดฝกึ ทกั ษะ

2. หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
3. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
4. แนวคิดทฤษฎที ่ีเก่ียวข้องกับความพงึ พอใจ
5. งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

1. ชุดฝึกทักษะ

1.1. ความหมายของชุดฝกึ ทักษะ

ราชบัณฑติ ยสถาน (2546:641) ได้ให้ความหมายของชุดฝึกไวว้ ่า หมายถงึ แบบฝึกหัดหรือชุดการสอน
ทเี่ ปน็ แบบฝึกที่ใชเ้ ป็นตัวอย่าง ปญั หาหรือคาสั่งทต่ี ้ังขึ้นใหน้ กั เรียนฝึกตอบ

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาประถมแห่งชาติ (2540:147) ได้ให้ความหมายของชุดฝึกไว้ว่า เป็น
สื่อการสอนประเภทหน่ึง สาหรับนักเรียนปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและมีทักษะเพ่ิมขึ้นส่วนใหญ่
ชดุ ฝึกทักษะจะอยู่ท้ายบทเรียนของหนงั สือเรียน

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( 2537: 490) ได้เสนอความหมายของแบบฝึกปฏิบัติว่า หมายถึง
คู่มือนักเรียน ท่ีนักเรียนต้องใช้ควบคู่ไปกบการเรียนการสอน เป็นส่วนท่ีนักเรียนบันทึกสาระสาคัญ
และทาแบบฝึกหัดด้วย มีลักษณะคล้ายกับแบบฝึกหัด แต่ครอบคลุมกิจกรรมท่ีผู้เรียนพึงกระทามากกว่า
แบบฝึกหัด ซึ่งอาจกาหนดแยกเป็นแต่ละหน่วย เรียกว่า “ Worksheet ” หรือ “กระดาษคาตอบ” ซึ่งผู้เรียน
ต้องถือติดตัวเวลาประกอบกิจกรรมต่างๆ หรืออาจรวมเป็นเล่ม เรียกว่า“ Workbook ” โดยเย็บรวมเรียง
ตามลาดับ ต้ังแต่หน่วยที่ 1 ข้ึนไป แบบฝึกปฏิบัติเป็นสมบัติส่วนตัวของนักเรียน แต่ต้องเก็บไว้ที่ชุดการสอน
เป็นตวั อย่าง 1 ชดุ เสมอ

7

วรรณ แก้วแพรก ( 2526:86) ได้กล่าวถึงความหมายของชุดฝึกทักษะว่า เป็นแบบฝึกหัดที่ครูจัดขึ้น
ให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้มีทักษะเพ่ิมเติม โดยมีการจัดกิจกรรมอย่างใดอย่างหน่ึงด้วย ความสนใจ
หลังจากที่นักเรยี นได้เรียนรเู้ ร่ืองน้ันๆมาบา้ งแล้ว

ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537 : 490) กล่าวถึง ความหมายของแบบฝึกปฏิบัติว่า แบบฝึกปฏิบัติ หมายถึง
ส่ิงที่นักเรียนต้องใช้ควบคู่ไปกับการเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึก ท่ีครอบคลุม กิจกรรมที่ผู้เรียนพึงกระทา
จะแยกเป็นแตล่ ะหนว่ ยหรือรวมเป็นเลม่ ก็ได้

ละเอียด คชวัฒน์ 2537: 16 ) กล่าวถึง ความหมายของแบบฝึกหัดไว้ว่า แบบฝึก หมายถึง สิ่งท่ีสร้าง
ขึ้นเพ่ือเสริมทักษะให้แก่นกั เรยี น มลี กั ษณะเปน็ แบบฝึกหัดใหน้ กั เรียนกระทากิจกรรมโดยมีจุดหมายเพื่อพัฒนา
ความสามารถของนักเรยี นใหด้ ขี นึ้

ปรีชา ช้างขวัญยืน และคณะ ( 2543 : 130) กล่าวถึง ความหมายของแบบฝึกปฏิบัติว่า แบบฝึก
ปฏิบัติ คือหนังสือท่ีผู้เรียนใช้ควบคู่ไปกับตาราเรียน หรืออาจจะใช้เป็นคู่มือสาหรับการศึกษาควบคู่ไปกับส่ือ
อ่ืนๆ ทีท่ าหน้าท่แี ทนครูหรอื ตารา

พรชัย ผาดไทสง (2545:31) กล่าวถึง ชุดฝึกหมายถึง สื่อการสอนท่ีใช้ในการประกอบการสอน
โดยให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมเองช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการในการเรียนรู้ทักษะที่เพ่ิมขึ้น
และนักเรียนเรียนรู้อย่างสนุกสนาน

พิทักษ์ (2552:1) กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะหมายถึง สื่อการเรียนการสอนชนิดหน่ึงท่ีมุ่งให้ผู้เรียนได้
ทบทวนความเข้าใจ และพัฒนาทักษะ ตลอดจนเจตคติ เรื่องใดเร่ืองหน่ึง ทาให้ผู้เรียนมีความชัดเจนแม่นยา
และเกดิ ความชานาญในการปฏิบตั ิมากข้ึน ทง้ั นี้ โดยมกี ารวางแผนการฝึกทกั ษะไว้อย่างเป็นระบบ

จากความหมายของชุดฝึกทักษะ สรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะเป็นส่ือการสอนท่ีช่วยเสริมทักษะและครู
สามารถใช้ชุดฝึกทักษะช่วยพัฒนาการเรียนรู้เพ่ือนามาใช้สอนหรือให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะต่างๆได้ดีขึ้น
หลังจากที่ได้เรียนบทเรียนแลว้

1.2. ความสาคญั ของชุดฝึกทักษะ

การท่ีครูจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะในการพิมพ์นั้น นอกจากการจัดกิจกรรมการเรียนท่ีเหมาะสมแล้ว
ก็ควรสร้างชุดฝึกเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในการพิมพ์ชุดฝึกจึงมีความสาคัญต่อการเรียนการสอนอย่าง
มาก ดังนั้นนกั การศึกษาจึ้งได้กล่าวความสาคัญของชดุ ฝึกทกั ษะไว้ดงั นี้

มะลิ อาจวิชัย ( 2540 : 17 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์และความสาคัญของแบบฝึกทักษะที่ดี
มีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียนประสบผลสาเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี ซ่ึงแบบฝึกทักษะที่ดีเปรียบ
เหมือนผู้ช่วยที่สาคัญของครู ทาให้ครูลดภาระการสอนน้อยลงได้ ทาให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่าง
เต็มท่แี ละเพิ่มความม่ันใจในการเรียนไดเ้ ป็นอย่างดี

8

สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ( 2545 : 145) ได้เสนอถึง ความสาคัญของแบบ
ฝึกว่า การทาแบบฝึกภาษาไทย เป็นสื่อประกอบการสอนท่ีช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางภาษา มีโอกาสนา
ความรู้ท่เี รยี นมาฝึกใหเ้ กิดความเข้าใจอย่างกวา้ งขวาง

อนงค์ศิริ วิชาลัย ( 2536 : 27 ) ได้กล่าวถึงความสาคัญของแบบฝึกว่า วิธีสอนท่ีสนุกอีกแบบหน่ึง คือ
การที่ให้นักเรยี นทาแบบฝึกมากๆ สง่ิ ทีจ่ ะชว่ ยให้นักเรียนมีพฒั นาการดีข้ึน คือ แบบฝึก เพราะนักเรียนมีโอกาส
นาความร้ทู ่เี รยี นมาแลว้ มาฝึกให้เกดิ ความเขา้ ใจกวา้ งขวางยิ่งขนึ้

มยุรี เหมือนพันธ์ ( 2535: 25) ได้แสดงแนวคิดวา แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือจาเป็น ต่อการฝึก
ทักษะของผู้เรียน และการฝึกแต่ละทักษะ ควรมีความแตกต่างอย่างหลากหลายรูปแบบ เพ่ือไม่ให้ผู้เรียนเกิด
ความเบื่อหนา่ ย และเรา้ ความสนใจให้ทาแบบฝึกหัด

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า แบบฝึกน้ันมีความสาคัญต่อการพัฒนาทักษะทางภาษา เพราะแบบฝึกเป็น
เครื่องมือ และอุปกรณ์สาคัญที่ช่วยให้ครูและนักเรียน ประสบผลสาเร็จในการเรียนการสอนได้อย่างรวดเร็ว
และมีประสิทธภิ าพ

ชยาภรณ์ พิณพาทย์ (2542:118) กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะมีความสาคัญและจาเป็นต่อการเรียนทักษะ
คอมพิวเตอร์มากเพราะจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนยิ่งข้ึน สามารถจดจาเน้ือหาในบทเรียนได้เป็นอย่างดี
และผู้เรียนยังเกิดความสนุกสนานในขณะท่ีเรียนละยังทราบความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนาแบบฝึก
ทบทวนเนื้อหาเดิมของตนเองได้

สมชัย ไชยกุล (2526) ได้กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะมีความสาคัญต่อการสอนวิชาคอมพิวเตอร์มากเพราะ
การทาส่ิงใดที่จ้องการใหเ้ กดิ ความชานาญก็ต้องทาสิ่งนั้นให้บ่อยครั้งการเรียนคอมพิวเตอร์ก็เช่นกันส่ิงท่ีช่วยให้
ทักษะคอมพวิ เตอร์ดีข้นึ ก็คือ ชดุ ฝึกทกั ษะ

พิทกั ษ์ (2552:1) ได้กลา่ วถงึ ความสาคญั ของชดุ ฝกึ ทกั ษะไว้วา่ ชดุ ฝกึ ทักษะช่วยทาให้นักเรียนทบทวน
ความเข้าใจ และฝึกฝนทักษะสาหรับการเรียนรู้ในแขนงวิชาหน่ึง ทาให้ความรู้ความเข้าใจและทักษะเหล่านั้น
ได้รบั การพัฒนามากข้นึ การฝึกทักษะจะทาใหพ้ ันธะระหว่างส่งิ เร้าและการตอบสนองมันคงข้ึน

จากความสาคัญของชุดฝึกทักษะท่ีกล่าวมาสรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะที่ครูนามาเป็นส่ือการสอน จะช่วย
ให้นักเรียนพัฒนาทักษะต่างๆให้ดีขึ้น ดังนั้น ชุดฝึกทักษะ จึงมีความสาคัญจึงมีความสาคัญในการช่วยเหลือ
นกั เรียนเข้าใจเนือ้ หาไดเ้ ปน็ อย่างดี

1.3. ลักษณะท่ดี ีของชุดฝกึ ทกั ษะ

ในการสร้างชุดฝึกทักษะสาหรับเด็ก มีองค์ประกอบหลายประการซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกบชดุ ฝกึ ท่ดี ีไวด้ ังน้ี

9

กุศยา แสงเดช (2546, หน้า 6) ได้กล่าวว่าเปน็ ชดุ ฝกึ ที่ดี ควรมลี ักษณะดงั น้ี

1. เก่ยี วข้องกบั เรอ่ื งทเี่ รยี นมาแลว้
2. เหมาะสมกับระดับช้ัน หรือวัยของผูเ้ รยี น
3. มีคาชแ้ี จงส้ัน ๆ เพ่ือให้เขา้ ใจง่าย
4. ท่ีเวลาท่ีเหมาะสม
5. มสี ง่ิ ท่นี ่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ
6. ควรมีขอ้ แนะนาการใช้
7. มีให้เลือกตอบอย่างจากัดและตอบอยา่ งเสรี
8. ถา้ เปน็ ชดุ ฝึกทต่ี ้องหารใหผ้ ู้เรยี นได้ศึกษาด้วยตนเองชดุ ฝึกหัดควรมหี ลายรปู แบบ
9. ควรใช้สานวนภาษางา่ ย ๆ ฝึกให้คดิ และสนุกสนาน

คารน ล้อมในเมือง และรงุ่ ฟ้า ลอ้ มในเมอื ง (2546, หน้า 1) ได้กลา่ วถึงลักษณะของชุดฝึกที่ดีว่า ชุดฝึก
เปน็ นวัตกรรมส่วนหนึง่ ทค่ี รูสร้างข้นึ เพือ่ ใหเ้ ดก็ ไดท้ าหลงั จากการเรียนการสอนเสรจ็ สน้ิ แล้วเป็นการช่วยให้เด็ก
เกิดความรู้ ความเข้าใจความชานาญและเกดิ ความคงทนในการเรยี นรู้จึงควรมีลกั ษณะที่ดปี ระกอบดว้ ย

1. มจี านวนแบบในการทาหลากหลายและมากพอในการให้เด็กทาจนเกิดทักษะการเรียนรู้
2. ควรออกแบบได้น่าสนใจ เด็กอยากจะทา เชน่ มีภาวการณ์ตกี รอบให้สวยงาม
3. สอดคล้องกบั เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอน
4. ควรมีลาดบั การเรียนรู้ในการท างานง่าย ๆ ไปสู่แบบยากขึน้
5. คานึงถงึ จิตวิทยาการเรยี นรตู้ ามวยั ของเด็ก
6. สนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล โดยเด็กท่ีเรยี นเก่งควรมชี ดุ ฝึกเสริมทกั ษะให้ทาเพียงพอ
สว่ นเด็กที่ไม่เกง่ ก็พอที่จะทาใหเ้ ด็กมคี วามรู้ความเข้าใจ พอท่ีจะผ่านเกณฑ์ได้
7. ชดุ ฝกึ ไมค่ วรสรา้ งเพียงข้อสอบอย่างเดียว แตค่ วรครอบคลุมถงึ ลกั ษณะของกจิ กรรมสอดคล้อง
อยู่ด้วย
8. ชุดฝึกควรเสรมิ สร้างความคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์ ใหเ้ ด็กได้ใช้ความคดิ ใหม้ ากกว่าการจดจา

สุจินดา พัชรภิญโญ (2548, หน้า 57) ได้กล่าวถึงลักษณะชุดฝึกท่ีดีไว้ว่าชุดฝึกจะต้องเรียงลาดับจาก
ง่ายไปหายาก มีคาสง่ั และคาอธิบายชัดเจน มเี นือ้ หารูปแบบท่ีน่าสนใจซึ่งจะต้องอาศัยหลักจิตวิทยา เพื่อไม่ให้
นักเรียนเบือ่ หนา่ ยในการเรยี นและนกั เรียนสามารถนาสิง่ ท่เี รยี นไปใช้ประโยชนไ์ ด้จริงในชีวิตประจาวนั

Daccanay and Donald (ทศพร ตาดสุวรรณ์, 2550, หน้า 42 อ้างถึงใน Dacanay and Donald,
1963, หนา้ 306) ไดก้ ล่าวถึงลักษณะของชุดฝกึ ไว้ดงั นี้

1. บทเรียนทุกเร่ืองควรให้นักเรยี นไดม้ โี อกาสฝึกมากอ่ นจะเรียนในเรอื่ งต่อไป
2. การฝกึ แตล่ ะคร้งั ควรฝึกแบบเดียว

10

3. ฝึกโครงสรา้ งใหมก่ ับส่งิ ทเี่ รียนมาแลว้
4. สิ่งท่ีฝกึ แต่ละคร้งั ควรเป็นแบบส้นั ๆ
5. ประโยคหรือเนือ้ หาในชุดฝกึ ควรเกยี่ วข้องกับชีวิตประจา
6. ชดุ ฝกึ ควรให้นักเรยี นไดใ้ ช้ความคิดด้วย
7. ชุดฝกึ ควรมหี ลาย ๆ แบบเพือ่ ไมใ่ หน้ ักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย
8. การฝึกควรฝกึ ในส่ิงท่ีสามารถนาไปใช้ในชวี ิตประจาวันได้

กาญจนา แจ้งตรง (2550, หน้า 29) กล่าวถึงลักษณะชุดฝึกทักษะท่ีดีไว้ว่าชุดฝึกที่ดีและมี
ประสิทธิภาพช่วยทาให้นักเรียนประสบผลสาเร็จในการฝึกทักษะเปรียบเสมือนผู้ช่วยคนสาคัญทาให้ครู
ประหยดั เวลาและแรงงาน ทาใหผ้ เู้ รียนพัฒนาตนเองตามความสามารถมีความมั่นใจในการเรียน ช่วยลดความ
ตงึ เครยี ดเกดิ ความสนกุ สนานในขณะเรยี น

วิมลรัตน์ สนุ ทรโรจน์ (2551, หน้า 112) ลกั ษณะของชดุ ฝกึ ทกั ษะชุดฝึกทด่ี ีประกอบดว้ ยสง่ิ ต่อไปน้ี

1. เป็นสง่ิ ท่นี ักเรียนเรียนมาแล้ว
2. เหมาะสมกบั ระดบั วยั หรือความสามารถของผู้เรยี น
3. มีคาช้แี จงสน้ั ๆ ทช่ี ว่ ยใหน้ ักเรยี นเข้าใจวิธีทาไดง้ า่ ย
4. ใช้เวลาท่ีเหมาะสม คือ ไม่นานเกนิ ไป
5. เป็นสิ่งทน่ี ่าสนใจและทา้ ทายให้นกั เรยี นได้แสดงความสามารถ
6. เปิดโอกาสใหน้ ักเรียนเลือกตอบท้งั แบบตอบอยา่ งจากดั และตอบอย่างเสรี
7. มีคาสง่ั หรอื ตวั อย่างชดุ ฝกึ ท่ไี มย่ าวเกนิ ไปและไม่ยากแก่การเข้าใจ
8. ควรมีหลายรปู แบบมคี วามหมายแกน่ ักเรียนท่ที าชดุ ฝึก
9. ใชห้ ลักจติ วิทยา
10.ใชส้ านวนภาษาทเี่ ข้าใจง่าย
11. ฝึกให้คิดได้เรว็ และสนกุ สนาน
12. ปลกุ ความสนใจและเร้าใจ
13. เหมาะสมกับวยั และความสามารถ
14. สามารถศึกษาดว้ ยตนเองได้

จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดฝึกที่ดีน้ันจะต้องนึกถึงองค์ประกอบหลาย ๆ ด้าน
ให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้ชุดฝึกสั้น ๆ ตามลาดับความยากง่ายตรงตามเนื้อหาเหมาะสมกับวัย ความสามารถ
เวลา ความสนใจและสภาพปัญหาของผเู้ รยี น

11

1.4. ทฤษฎีและหลกั จิตวิทยาท่เี กี่ยวข้องกับการสร้างชุดฝึกทกั ษะ

พรรณี ชูทัย (2555:142) ได้กล่าวถึงหลักความสาคัญและทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยาเพื่อนามา
สร้างชดุ ฝึกทักษะดงั นี้

1.ความใกล้ชิด หมายถึง กรณีท่ีวาถ้าใช้สิ่งเร้าและการตอบสนองท่ีเกิดข้ึน ในเวลาใกล้เคียงกัน
จะสร้างความพอใจให้แก่ผู้เรียนเปน็ อย่างมาก

2.การฝึกเป็นการกระทาใหผ้ ้เู รียนไดท้ าซา้ ๆเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่แม่นยา

3.กฎแห่งผล คือ การเรียนรไู้ ดท้ ราบผลปฏบิ ตั ิงานของตนดว้ ย มกี ารเฉลยคาตอบให้จะช่วยให้นักเรียน
ทราบขอ้ บกพรอ่ ง เพื่อปรับปรุงตนเองเป็นการสร้างความพอใจ ให้เกิดขน้ึ แกผ่ ูเ้ รียน

4.กฎการจูงใจ คือ การจัดชุดฝึกเรียงลาดับจากชุดท่ีง่ายไปหาชุดที่ยากข้ึนควรมีภาพประกอบ
และมหี ลายรส หลายรปู แบบ

Harless (2526-2-3) ได้แนะนาว่า ชุดฝึกทักษะ ควรสร้างโดยใช้หลักจิตวิทยาในการเร้าและ
ตอบสนองดังน้ี

1.เร้าใจใหน้ กั เรียนเกิดความสนใจ โดยการทาชดุ ฝึกทักษะหลายๆชนิด
2.ให้นกั เรยี นมโี อกาสตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ ด้วยการแสดงออกทางความสามารถและความเขา้ ใจ
ในชุดฝึก

อารี พันธ์มณี (2534:123-127) กล่าววาในการจัดการเรียนการสอนควรใช้เทคนิคต่างๆเพื่อจูงใจ
ให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็นและพยายามส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบผลสาเร็จตามความสามารถของแต่ละบุคคล
จากการทดสอบของ Thorndike สามารถสรปุ ไดว้ ่า

1.กฎแหง่ ความพรอ้ ม (Law of Readiness) หมายถงึ สภาพความพร้อม หรอื วุฒิภาวะของผู้เรยี น
ท้ังทางร่างกาย อวัยวะต่างๆในการเรยี นรู้ ความสนใจและความเข้าใจต่อสงิ่ ที่จะเรียน

2.กฎแห่งการฝึกหดั (Law of Exercise) หมายถึง การฝึกฝน การตอบสนองอย่างใดอย่างหนึง่ อยู่
เสมอยอ่ มทาใหเ้ กดิ ความสมบูรณ์ ถกู ต้อง แบง่ ออกเป็น

2.1. กฎแห่งการใช้ (Law of Use) หมายถงึ การฝึกฝน การตอบสนองต่ออย่างใดอย่างหนงึ่
อยู่เสมอย่อมทาใหเ้ กดิ พันธะท่ีแนน่ แฟ้นระหว่างสิ่งเร้าต่อการตอบสนองหรืออาจกล่าวว่าเมอื่ ใดเริ่มเรียนรสู้ งิ่ ใด
แล้วนาไปใช้อยปู่ ระจาก็จะทาให้ความร้อู ยู่ถาวรและไมล่ ืม

2.2.กฎแห่งการนาไปใช้ (Law of Disuse) หมายถึง การไม่ได้ฝึกฝนหรือไม่ได้ใช้ไม่ได้ทาบ่อยๆ
ย่อมทาใหค้ วามมน่ั คงระหว่างส่ิงเรา้ กบั การตอบสนองออ่ นกาลงั ลงหรืออาจทาให้ความรู้นั้นลืมเลือนไปได้

12

จากหลักจิตวิทยาและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกบการสร้างชุดฝึกทักษะ สรุปได้ว่าในการสร้างชุดฝึกทักษะ
ควรคานึงถึงจิตวิทยาในการเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและตอบสนองด้วยการแสดงออก ความหลากหลาย
ของชุดฝึกและควรคานงึ ถึงความพร้อมและวยั ของผ้เู รยี น

1.4.1 การสร้างชุดฝึกทกั ษะ

ชุดฝกึ ทกั ษะเปน็ เครื่องมอื ท่สี าคญั ครจู าเป็นต้องใช้ในการฝึกทักษะคอมพิวเตอร์ ดังน้ันครูต้องมีความรู้
เกี่ยวกับการสร้างชุดฝึกทักษะ เพ่ือมี่จะสามารถสร้างชุดฝึกทักษะที่ดี มีประสิทธิภาพสูงเหมาะสมกับระดับ
ความสามารถของผู้เรียนมากที่สุด จึงต้องอาศัยทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสร้าง ชุดฝึกทักษะมาเป็นแนวทางในการ
สร้าง มนี ักการศึกษาได้กลา่ วหลกั การสรา้ งชดุ ฝึกทกั ษะทด่ี ีไว้ในลักษณะตา่ งๆดังน้ี

วรินทรา วชั รสิงห์ (2537:11-92) ได้เสนอแนวคิดในการสร้างชุดฝึกทกั ษะไวด้ งั น้ี

1.เทคนิคการยกตัวอย่าง คือ ผสู้ อนควรยกตัวอย่างงา่ ยๆเพ่ือใหเ้ กดิ ความเข้าใจอย่างรวดเร็ว
และถูกต้อง ครูควรยกตัวอย่างประกอบหลายๆเพื่อให้ นักเรียนเกดิ ความสนใจและเข้าใจมากยิงข้ึน
2.เทคนคิ การใชว้ สั ดปุ ระกอบการทาชุดฝึกทักษะ

2.1.ให้ผูเ้ รยี นชว่ ยทาวัสดปุ ระกอบการเรียน ในการทาชดุ ฝึกทกั ษะผสู้ อนควรจะใหผ้ เู้ รยี นช่วย
ทาวัสดปุ ระกอบการเรียนเพื่อเป็นการสง่ เสรมิ ให้ผ้เู รยี นได้ปฏิบตั ิจริง พัฒนาทักษะทางกายและทาให้
ผู้เรียนเกดิ ความคิดสร้างสรรค์

2.2.ผูส้ อนรู้จักใชว้ สั ดุจากส่งิ แวดล้อม ซึ่งหาได้ไมย่ ากนัก และควรเลอื กให้เหมาะสมกับเน้ือหา
2.3.ผู้สอนรจู้ ักเลือกใช้วัสดุอปุ กรณ์ประกอบการเรยี นท่ีหาไดง้ ่ายและประหยัด เพื่อให้เข้าใจ
สภาพเศรษฐกจิ และสงั คม วัสดทุ ี่ใช้ไมจ่ าเป็นต้องหายาก ราคาแพง เพราะเราใช้วัสดุประกอบการ
เรยี นเพอื่ ใหเ้ กดิ กาความเข้าใจและเกิดมโนคตทิ ดี่ ี

3.เทคนิคการสรา้ งและการใช้ภาพประกอบการเรยี น
3.1.การใช้ภาพลายเส้นง่ายๆ ยงิ จะทาใหช้ ุดฝึกทกั ษะทส่ี ร้างขึ้นเข้าใจงา่ ยและเพลิดเพลนิ
3.2.การใชภ้ าพสาเรจ็ รูปประกอบการสอน ผู้สอนบางคนไมส่ ามารถวาดภาพลายเสน้ ได้ดี

อาจใช้ภาพสาเร็จรปู ทตี่ ักมาจากหนังสอื กไ็ ด้

4.เทคนคิ ในด้านนันทนาการ
4.1 การใชเ้ พลงประกอบในการทาชุดฝกึ ทักษะ จะชว่ ยทาใหผ้ ูเ้ รียนไม่เครียดจนเกินไป

และสามารถใช้เพลงน้ันมาตอบคาถามในชุดฝึกได้
4.2.การใช้คาประพันธป์ ระเภทร้อยกรอง สามารถนามาใชไ้ ด้
4.3.การใชเ้ กมประกอบผู้ทเ่ี ป็นครูควรจะศึกษาท้งั เกมทีป่ ระกอบการสอนในห้องเรียน

เกมลับสมองทว่ั ไป มักเป็นเกมทส่ี ้ันและงา่ ยใชเ้ วลาน้อย

13

เกสร รองเดช (2553:36-37) ได้เสนอแนวทางในการสรา้ งชุดฝึกทกั ษะไวด้ งั น้ี

1.สร้างชดุ ฝึกทักษะให้เหมาะกับวัยของเด็ก
2.ชดุ ฝึกทกั ษะเรยี งลาดบั จากงา่ ยไปหายาก
3.ใหใ้ ชภ้ าพประกอบเพอื่ ทจ่ี ะดึงดดู ความสนใจ
4.เป็นชุดฝึกทักษะทส่ี ั้นๆง่ายๆใชเ้ วลาฝึก 30-40 นาที
5.ชุดฝึกทักษะตอ้ งมีหลายลกั ษณะ

จากหลักการสร้างชุดฝึกทักษะดังกล่าวพอจะสรุปได้ว่า การท่ีจะสร้างชุดฝึกทักษะนั้นจะต้องใช้หลัก
จิตวิทยาในการสร้าง เน้ือหาต้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีคาอธิบายที่ชัดเจน คานึงถึงประโยชน์ท่ีจะเกิด
ข้นึ กับผู้เรียนมากทีส่ ดุ มีรปู แบบท่หี ลากหลาย เรียงจากง่ายไปหายาก มรี ปู ภาพประกอบเพอ่ื เร้าความสนใจ

1.4.2. ข้อดขี องชดฝึกทกั ษะ

วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ ( 2545 : 69 ) ไดก้ ล่าวถงึ แนวคดิ เกย่ี วกับข้อดีของแบบฝึกทักษะไว้ดังน้ี
ทาให้นกั เรียนเขา้ ใจบทเรียนมากยงิ ข้ึน

1. ทาให้ครทู ราบความเขา้ ใจของนักเรียนท่ีมีต่อบทเรยี น
2. ครูได้แนวทางในการพัฒนาการเรยี นการสอนเพื่อช่วยเหลอื นกั เรียนไดด้ ที ่สี ดุ ตามความสามารถ
ของนักเรียน
3. ฝึกให้นักเรียนมคี วามเช่ือมันและสามารถประเมนิ ผลงานของตนเองได้
4. ฝกึ ให้นกั เรยี นได้ทางานดว้ ยตนเอง
5. ฝึกให้นักเรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบต่องาน
6. คานงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบคุ คล โดยเปิดโอกาสให้นักเรยี นไดฝ้ ึกทักษะของตนเอง โดยไม่
คานึงถงึ เวลาหรือความกดดันอ่นื
7. แบบฝึกช่วยเสรมิ ใหท้ กั ษะทางภาษาคงทน ลักษณะการฝึกจะช่วยให้เกดิ ผลดังกลา่ ว ได้แก่ ฝึกทันที
หลงั จากเรียนเนอ้ื หา ฝึกซา้ ๆ ในเร่ืองท่เี รยี น

เพตตี ( วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ ) ได้นาเสนอว่า

1.แบบฝกึ เป็นส่วนเพ่ิมหรือเสรมิ หนังสือเรยี นในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนท่ีช่วยภาระของ
ครูได้มาก เพราะแบบฝกึ เป็นสิ่งทีไ่ ด้จดั ทาขึ้นอย่างเปน็ ระบบระเบยี บ

2. ชว่ ยเสรมิ ทกั ษะทางการใช้ภาษา เปน็ เครอื่ งมอื ชว่ ยให้เด็กฝึกทักษะการใช้ภาษาดขี ้ึนแตต่ ้องอาศัย
การส่งเสรมิ และความเอาใจใส่จากผสู้ อน

3. ชว่ ยในเรือ่ งความแตกตา่ งระหว่างบุคคล เน่ืองจากเด็กแต่ละคน มคี วามแตกต่างกันการให้เดก็ ทา
แบบฝึกหัดทเี่ หมาะสมกบั ความสามารถของเขา จะช่วยให้เขาประสบความสาเรจ็ ดา้ นจติ ใจใหม้ ากๆ ข้นึ

14

4. แบบฝึกช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน โดยกระทาดังนี้
4.1 ฝึกทนั ทีหลังจากท่ีเดก็ ได้เรียนรู้เรอื่ งน้ันแลว้
4.2 ฝกึ ซา้ ๆหลายคร้งั
4.3 เนน้ เฉพาะเร่อื งท่ตี ้องการฝึก

5. แบบฝกึ ที่เป็นเคร่ืองมือวัดผลการเรยี น ควรฝึกหลงั จากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง
6. แบบฝึกท่ีจดั ทาเป็นรปู เล่ม นกั เรยี นสามารถเกบ็ รกั ษาไวใ้ ชเ้ ป็นแนวทางเพ่ือทบทวน
ด้วยตวั เองได้ต่อไป
7. การใหน้ กั เรยี นทาแบบฝึก ชว่ ยใหค้ รู มองเหน็ จดุ เด่นหรือปัญหาต่างๆ ของนักเรยี นได้ชัดเจน
ซึง่ จะช่วยใหค้ รไู ด้ดาเนนิ การปรบั ปรุงแก้ไขปญั หาน้ันไดท้ ันท่วงที
8. แบบฝกึ ท่ีทาข้นึ นอกเหนอื จากทอ่ี ยู่ในหนังสอื เรียน จะช่วยให้นักเรียนฝึกฝนเตม็ ท่ี
9.แบบฝึกทจี่ ัดพิมพไ์ ว้แล้ว จะชว่ ยให้ครปู ระหยัดทัง้ แรงงานและเวลา สว่ นนักเรยี นก็ไม่ต้องเสยี เวลา
ลอกแบบฝึกจากตาราเรียน ทาใหม้ โี อกาสฝึกฝนทกั ษะตา่ งๆ ไดอ้ ย่างเต็มท่ีมากข้ึน
10. แบบฝึกชว่ ยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพมิ พข์ ึ้นเป็นรูปเล่มนัน้ แนน่ อนย่อมลงทนุ ตา่ กว่าที่
จะพิมพ์ในกระดาษไขทุกครงั้ และผู้เรียนสามารถจะบันทึกและมองเหน็ ความก้าวหนา้ ของตนเองได้

2. หนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์

2.1 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
สาหรบั หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์น้นั ได้มผี ู้ใหค้ านิยามไว้ ดังต่อน้ี

นา้ ทิพย์ วภิ าวิน (2542 อา้ งถึงในปณิตา, 2542) ได้ใหค้ าจากัดความของหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ไวว้ ่า
“หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (electronic publishing) เป็นหนงั สอื ท่จี ดั ทาด้วยระบบคอมพิวเตอรโ์ ดยไมต่ ้องพมิ พ์
เน้ือหาสาระของหนังสอื บนกระดาษหรือจัดพิมพ์เปน็ รปู เล่ม หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์สามารถเปดิ อา่ นไดจ้ าก
จอภาพของเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ เหมอื นกบั เปิดอา่ นจากหนังสือโดยตรง แต่หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์มี
ความสามารถมากมาย เชน่ ขอ้ ความภายในหนังสือสามารถเชอื่ มโยงกับข้อความภายในหนงั สอื เล่มอน่ื ได้ โดย
เพยี งแค่ผู้อ่านกดเมาส์ในตาแหนง่ ทส่ี นใจแลว้ โปรแกรม browsers จะทาหน้าทีด่ งึ ข้อมูลทีเ่ ชอ่ื มโยงมาแสดงให้
อ่านหนงั สือต่อไดท้ ันที”

กิดานันท์ มลทิ อง (2539) ไดใ้ ห้คาจ ากดั ความของหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกสไ์ วว้ า่ “หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์
เป็นสิ่งพิมพท์ ่ีไดร้ ับการแปลงลงบนส่ือบันทกึ ด้วยระบบดจิ ิทัล เชน่ CD-ROM หรอื หนังสือท่ีพิมพล์ งบนสื่อ
บนั ทกึ ด้วยระบบดิจทิ ัลแทนที่จะพิมพ์ลงบนกระดาษเหมือนสิ่งพิมพ์ธรรมดา เช่น

นติ ยสารนอทลิ ุส (Nautilus) ที่ผลิตออกมาดว้ ยการบันทกึ บทความ ภาพ และเสยี งลงบน CD-ROM
และสง่ ให้สมาชกิ ตามบ้านเชน่ เดียวกับนติ ยสารทวั่ ไป”

15

เกวลี พชิ ยั สวสั ด์ิ (2545) ได้กลา่ ววา่ “เอกสารอเิ ล็กทรอนิกส์เปน็ เอกสารท่ีมีการเชื่อมโยงสว่ นตา่ งๆ
ในเอกสารเขา้ ดว้ ยกนั เปน็ การเชอ่ื มโยง (Hyperlink) เพือ่ ให้ผใู้ ช้สามารถเลอื กไปดสู ่วนต่าง ๆของเอกสารที่อยู่
หน้าเดียวกัน หรือคนละหน้าไดส้ ะดวกและรวดเรว็ ขึ้น เมื่อกดป่มุ ที่จุดเชอื่ มโยงทกี่ าหนดไว้โปรแกรมจะทาการ
เปดิ สว่ นของเอกสารที่ถูกกาหนดไวท้ นั ที”

นอกจากนี้ The Federal Communications Commission (1998) ได้ให้ความหมายของหนังสือ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ไว้ว่า “หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์เปน็ โปรแกรมคอมพิวเตอรท์ ี่ใช้ขอ้ ความภาพกราฟฟกิ
ภาพเคลอื่ นไหว และเสยี ง เพื่อน าผู้เรียนสู่การเรียนการสอนหรอื กระบวนการสอน”

ครรชติ มาลัยวงศ์ (2540: 175) หนังสืออิเล็กทรอนิกสห์ มายถงึ รูปแบบของการจัดเกบ็ และนาเสนอ
ข้อมูลหลากหลายรปู แบบ ทั้งที่เปน็ ข้อความ ตวั เลข ภาพน่ิง ภาพเคลอื่ นไหว และเสียงต่างๆข้อมูลเหล่านมี้ วี ธิ ี
เก็บในลักษณะพเิ ศษคือ จากแฟ้มขอ้ มูลหน่งึ ผู้อ่านสามารถเรียกดขู ้อมูลอ่ืน ๆ ท่เี กี่ยวข้องไดท้ นั ที โดยท่ีข้อมลู
น้นั อาจจะอยู่ในแฟ้มเดยี วกันหรือไม่กไ็ ด้ ขอ้ มูลทีก่ ลา่ วมาน้ีเปน็ ขอ้ ความท่เี ปน็ ตวั อักษรหรอื ตัวเลข เรียกวา่
ไฮเปอร์เท็กซ(์ hypertext) และถา้ หากข้อมลู น้นั รวมถงึ เสียงและภาพเคลอ่ื นไหวด้วย ก็เรยี กว่า สื่อประสมหรือ
ไฮเปอร์มีเดีย

บปุ ผาชาติ ทัศหิกรณ์ (2540: 86) หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ หมายถงึ การคลกิ เปดิ เอกสารไฮเปอรเ์ ท็กส์
และไฮเปอรม์ เี ดียได้ ทาใหผ้ ้ใู ชเ้ ขา้ ถึงข้อมูลท่ีเก่ียวข้องเชือ่ มโยงไดอ้ ย่างสะดวกรวดเรว็ พรั่งพรอ้ มดว้ ยขอ้ มูล
มลั ติมีเดียในรูปหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึง่ จะเปน็ สอื่ ในการเรียนรทู้ ผ่ี ้เู รยี นสามารถเลือกเรยี นได้ตามเวลาและ
สถานทีท่ ่ีตนสะดวก

พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ (2540: 16) หนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง รปู แบบการนาเสนอข้อมลู ผ่าน
อนิ เทอร์เน็ตในลักษณะคล้ายหน้ากระดาษอเิ ล็กทรอนกิ ส์ในรปู ของมัลติมีเดียคือ สามารถนาเสนอได้ทง้ั
ข้อความ ภาพนง่ิ ภาพเคลือ่ นไหวและเสยี งตา่ ง ๆ และมีความสามารถในการเชือ่ มโยงสง่ิ ที่สมั พันธ์กันของ
เนือ้ หาในแตล่ ะหนา้ แต่ละไฟลเ์ ข้าด้วยกัน ทาใหผ้ ใู้ ช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ตอ้ งการได้อย่างรวดเร็วและมี
ประสิทธภิ าพ

สมพงษ์ บุญธรรมจนิ ดา (2541) หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ หมายถงึ การประสมประสานอย่างไรร้ อยต่อ
ของข้อมลู อกั ขระ ภาพและเสียง ในสภาพแวดลอ้ มของขา่ วสารแบบดจิ ิตอลทเี่ ปน็ หนง่ึ เดยี ว

ปลิ ันธนา สงวนบญุ ญพงษ์ (2542: 20) หนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ หมายถงึ เป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ท่ี
สามารถนาเสนอข้อมูลได้ทงั้ ขอ้ ความ ภาพนิ่ง ภาคเคล่ือนไหวและเสียง ผ่านจอคอมพิวเตอร์ โดยการเช่ือมโยง
ข้อมูลท่สี ัมพนั ธ์ของเนื้อหา ท่ีอยู่ในแฟม้ เดียวกนั หรืออยู่คนละแฟ้มเข้าดว้ ยกนั โดยไมจ่ ากัดว่าจะเป็นขอ้ มลู
อเิ ลก็ ทรอนกิ สใ์ นรูปแบบใด หากเป็นการเช่ือมโยงข้อความทีเ่ ป็นตวั อักษรหรอื ตัวเลขเรยี กว่า ไฮเปอร์เท็กซ์
(Hypertext) และถ้าหากข้อมูลน้นั รวมถงึ ภาพ เสียงและภาพเคลอ่ื นไหวด้วยกเ็ รยี กวา่ ส่ือประสมไฮเปอรม์ ีเดยี
(Hypermedia)

16

จากความหมายทีก่ ล่าวมา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง รปู แบบการนาเสนอข้อมูลผ่านอนิ เตอร์เน็ต
ท่ีสามารถเชอ่ื มต่อข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วเพียงชว่ั พรบิ ตาทั่วทุกมุมโลก เปน็ สื่อการถ่ายทอดท่ีเปิดโลก
สังคมแห่งการเรียนแบบใหม่ พร่งั พร้อมดว้ ยข้อมูลทส่ี ามารถนาเสนอข้อมูลได้ทง้ั ตวั อักษรหรอื ตัวเลขเรียกวา่
ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) และถ้าหากขอ้ มูลนั้นรวมถงึ ภาพ เสียง และภาพเคลอื่ นไหวด้วยเรยี กว่า ไฮเปอร์
มีเดีย (Hypermedia) โดยการเช่อื มโยงสมั พนั ธ์ของเนื้อหาทอี่ ยใู่ นแฟ้มเดยี วกนั หรอื อยคู่ นละแฟ้มเข้าด้วยกนั
ไมจ่ ากัดว่าจะเป็นข้อมลู อเิ ล็กทรอนกิ ส์ในรปู แบบใด ซ่ึงผเู้ รียนสามารถทีจ่ ะเลอื กเรียนได้ตามความต้องการไม่
จากัดเวลาและสถานท่ี ทาให้สามารถค้นหาขอ้ มูลทีต่ อ้ งการได้อย่างรวดเร็วและมปี ระสทิ ธิภาพ

จากคาจากดั ความของหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ สด์ ังกลา่ ว สรปุ ไดว้ ่า หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์เป็นสิง่ พิมพ์ที่
อย่ใู นรูปของดจิ ิตลั ในรปู ของไฟล์ PDF สามารถศึกษาไดจ้ ากคอมพิวเตอรซ์ ่งึ นาเสนอโดยใช้ขอ้ ความ ภาพนิ่ง
ภาพเคลอื่ นไหว และเสยี ง

2.2 โปรแกรมทใี่ ช้ในการสรา้ งหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์

2.2.1 โปรแกรมทีใ่ ช้ในการสรา้ งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เครื่องมือและระบบที่ใชส้ รา้ งหนงั สือ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ในปจั จุบนั ไดม้ ีการพัฒนาและออกแบบให้มีความสามารถและมีคุณสมบัติได้อย่างเหมาะสม
เพื่อให้ผ้ใู ช้ได้ตดั สินใจในการพิจารณาเลอื กในสงิ่ ที่มีประโยชน์มากทส่ี ดุ ซ่งึ มที ้ัง hardware และ Software
จากหลายๆ ผู้ผลิตเครือ่ งมอื บรษิ ทั Adobe System กเ็ ปน็ ในหนึ่งผู้ผลติ เหล่านนั้ ซึง่ ถือวา่ มีศักยภาพเปน็ อย่าง
มากโดยจากผลงานท่ีผ่านมา Adobeกไ็ ดผ้ ลติ เครื่องมือสาหรับ electronic publishing ในสองรปู แบบดว้ ยกนั
คือ ระบบ Hypertext Markup Language (HTML) และ Portable Document Format (PDF)โปรแกรมท่ี
ใช้ในการสรา้ งหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรยี กวา่ โปรแกรม Adobe Acrobat 5 ซึ่งเปน็ รูปแบบไฟล์ PDF
สามารถนาไฟล์ PDF ไปประยุกต์ใชก้ บั งานตา่ ง ๆ เช่นใช้ในการผลิตหนังสือทีเ่ ปิดใหบ้ ริการบนอินเตอรเ์ น็ต
หรือใช้พัฒนาเป็นโปรแกรมเพื่อการเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง และส่งผา่ นทางเครอื ข่ายได้อยา่ งรวดเรว็ ปัจจุบันเป็น
ที่นิยมใชก้ นั ทว่ั ไปบนอนิ เตอรเ์ นต็

2.2.2 โปรแกรม Adobe Acrobatโ
ปรแกรม Adobe Acrobat เปน็ โปรแกรมหน่ึงที่มปี ระสิทธิภาพ และนิยมใช้ท่วั ไปอยู่ในปัจจุบนั น้ี
ซงึ่ ประสทิ ธิ์ คลอ่ งงูเหลือม (2544: 1-7) ได้กล่าวถงึ โปรแกรม Adobe Acrobat ไว้ดงั ต่อไปนี้
Adobe Acrobat เปน็ ซอฟท์แวรท์ ม่ี ฐี านอยูบ่ นภาษา PostScript ซึ่งผใู้ ช้สามารถเรยี กดูและจดั การ
เอกสารบนหนา้ จอได้ด้วยอปุ กรณพ์ ้นื ฐานโดยทั่วไป เอกสารข้อมูลในลักษณะของ Adobe Acrobat สามารถ
สรา้ งไดจ้ ากโปรแกรมตา่ งๆ ในหลายๆ Platforms และงา่ ยในการท่ีจะแปลงข้อมลู ใหเ้ ป็นขอ้ มูลแบบไฟล์PDF
ในชดุ โปรแกรม Adobe Acrobat สามารถทางานครอบคลุมทุกกลมุ่ ผูใ้ ช้งานที่ต้องการสรา้ ง ใช้ และเผยแพร่
ส่ือสงิ่ พมิ พ์อิเลก็ ทรอนิกส์ ชดุ โปรแกรม Adobe Acrobat ประกอบด้วย

17

1. Adobe Acrobat หรือ Adobe Exchange เป็นโปรแกรมสาหรบั การเรยี กดูไฟล์PDF แ ละเปน็ ตัว
ทจี่ ะใส่ความสามารถอื่นๆ เข้าไปในไฟล์PDF เช่น การ link การใส่ Bookmarks การใสภ่ าพ เคล่อื นไหว และ
เสียงเปน็ ตน้ นอกจากน้ผี ู้ใชย้ ังสามารถดดั แปลงแก้ไขไฟล์PDF จากโปรแกรมนี้ได้อกี ดว้ ย

2. Acrobat Reader เปน็ โปรแกรมสาหรบั เรียกดูไฟล์PDF ไดท้ กุ ประเภท สามารถค้นหาสงิ่ พิมพ์ได้
แตไ่ ม่สามารถเปลีย่ นแปลงแก้ไขส่ิงใดๆ ในข้อมูล

3. Acrobat PDF Writer เปน็ โปรแกรมทีใ่ ช้แปลงไฟล์ธรรมดาท่ัวไปใหเ้ ปน็ แบบ PDF โดยทาหนา้ ที่
เป็นเสมอื น Printer Driver ตัวหนง่ึ หากติดต้ังซอฟท์แวรต์ ัวนี้ ผ้ใู ช้สามารถแปลงไฟลจ์ ากโปรแกรมอ่นื ๆ เป็น
PDF ได้ดว้ ยการสงั่ พิมพ์ปกติ

4. Acrobat Distiller เปน็ โปรแกรมที่ใช้ในการแปลงไฟลจ์ ากโปรแกรมอ่นื ๆ โดยผา่ นภาษา
PostScript มาเปน็ ไฟล์แบบ PDF โปรแกรม Distiller จะมีความสามารถมากกว่าการแปลงโดยผ่าน PDF
Writer เชน่ ในเรอื่ งขอ้ มูลสามารถท่ีจะเก็บรายละเอยี ดตา่ งๆ ของไฟล์ และกาหนดลักษณะของไฟลท์ ี่ตอ้ งการ
ได้มากข้นึ แตว่ ิธีใช้จะมีข้นั ตอนมากข้ึน

5. Acrobat Catalog เปน็ โปรแกรมสาหรบั การใส่สารบัญอเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ พ่อื ใหก้ ารค้นหาสิ่งต่างๆ ใน
ไฟล์PDF เป็นไปอยา่ งรวดเรว็ หลงั จากการเพ่ิม index เข้าไปสูไ่ ฟล์แลว้ การค้นหากจ็ ะทาผ่าน Acrobat Search

6. Acrobat Searchเปน็ โปรแกรมท่ีใชค้ น้ หาชนิด full text ทผี่ า่ นการกาหนดโดย Acrobat Catalog
มาแล้ว Acrobat Search จะเปน็ โปรแกรมชนดิ Plug-in ท่ที างานรว่ มกบั Acrobat Readerและ Acrobat
Exchange

7. Acrobat Capture เป็นโปรแกรมที่ทางานในลักษณะเดียวกันกับประเภท OCR ซง่ึ สแกนข้อมูลเข้า
มาแล้ว ไฟล์ที่ไดก้ ็จะเปน็ รูปของ PDF นาไปใช้งานได้ หรอื สามารถแปลงไฟล์เป็นรูปแบบอ่ืนๆ เชน่ ASCII MS-
Word เปน็ ตน้

2.2.3 เทคโนโลยีไฟล์ข้อมลู PDFP
ortable Document Format (PDF) เปน็ ขอ้ มลู เอกสารท่ีถูกออกแบบเพื่อการทางานในแบบ on-
line และบนทุก Platform ไมว่ า่ จะเป็น Macintosh Windows Dos Unix โปรแกรม Adobe Acrobat เป็น
กลมุ่ โปรแกรมท่ีประกอบไปด้วยโปรแกรมทใี่ ชใ้ นการสรา้ ง แก้ไขเพิ่มเติม ความสามารถ และเพื่ออา่ นข้อมูล
PDF โดยมีรายละเอยี ดดงั นี้ (ประสทิ ธิ์, 2544)
1. สามารถสรา้ งไฟล์ PDF ไดจ้ ากการแปลงข้อมลู (Convert) เอกสารหรอื ภาพจากโปรแกรมตา่ งๆ
โดยข้อมลู ในลกั ษณะ PDF ยงั คงลกั ษณะต่างๆ เหมือนต้นฉบบั ทุกประการ
2. สามารถเพิ่มความสามารถตา่ งๆ ใหก้ ับ PDF โดยเติมการโตต้ อบกับผ้ใู ช้ (Interactive)การติดต่อ
กบั ข้อมลู ในส่วนอ่นื ๆ (Link) แบบฟอรม์ ภาพเคลอื่ นไหว เสยี ง และใส่ระบบสารบัญขอ้ มูลได้อย่างสมบรู ณ์แบบ
3. การเรียกดูไฟลป์ ระเภท PDF ใช้โปรแกรม Acrobat ทเี่ ป็น Viewer หรือใช้โปรแกรมประเภท
Web Browser โดยสามารถผลติ งานบนระบบ Network Web Server CD-ROM หรือ Disk ได้

18

4. สามารถทจี่ ะสง่ ขอ้ มูลขา้ ม Platforms โดยลกั ษณะสาคัญของไฟล์คอื การใช้ข้อมูลทเ่ี ป็นอสิ ระจาก
Software Hardware และระบบปฏิบตั กิ าร (Operating System) ทใี่ ช้ในการสรา้ ง PDF

2.2.4 ส่วนประกอบโดยทวั่ ไปของ PDF
สว่ นประกอบโดยทัว่ ไปของ PDF มีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี (ประสิทธิ์, 2544)
1. ไฟล์ PDF นาเสนอข้อมลู ทั้งตวั หนงั สอื และรูปภาพ โดยการใช้หลักการ Image Model ของระบบ
ภาพ PostScript เช่นเดยี วกับโปรแกรม PostScript ทั่วไปในหนา้ เอกสารของ PDF จะสรา้ งหนา้ ด้วยการ
Placing “paint” ในพน้ื ที่ท่ถี ูกเลอื กไวแ้ ละเป็นอสิ ระในเร่อื งของความละเอียดหากมีการย่อขยาย
2. ไฟล์ PDF เป็นขอ้ มลู ท่ไี ม่ขึ้นอยู่กับเฉพาะซอฟท์แวรฮ์ าร์ดแวรแ์ ละระบบปฏิบตั ิการอนั ใดอันหน่งึ
โดยเฉพาะเพราะว่า PDF ใชข้ อ้ มลู แบบ ASCII ท่สี ามารถใชไ้ ด้ทัว่ ไป
3. เพ่อื ลดขนาดของข้อมูล PDF สนับสนุนระบบบีบอัดขอ้ มูลแบบ JPEG,CCITT 3,CCITT Group
4,ZIP และ LZW
4. ในขอ้ มลู ของ PDF จะมขี ้อมลู ของรปู แบบตัวอักษร (Font) ท่ใี ชง้ านเช่น ชอื่ ตัวอกั ษรรูปแบบของ
ตัวอักษรและลกั ษณะของตวั อักษร หากตวั อกั ษรท่ใี ช้ในเอกสารมตี ดิ ตัง้ อยู่ในระบบ ก็จะนาตวั อกั ษรนั้นๆ มาใช้
งานแตถ่ า้ หากไมม่ ตี วั อักษรติดต้งั อยู่ PDF กจ็ ะทาการใช้ตัวอักษรพิเศษทชี่ ่ือว่า Serif หรอื Sans Serif เพอ่ื ใช้
งานแทนตัวอักษรนัน้ ๆ โดยคงลักษณะตา่ งๆ เหมือนตัวอกั ษรเดิมโดยอาศยั ข้อมลู ท่ี PDF ไดเ้ กบ็ ไว้ตงั้ แตต่ น้
โดยยังคงขนาดความกวา้ งความยาวของตวั อักษรเดมิ เอาไว้
5. ไฟล์ PDF ออกแบบมาเพ่ือให้สามารถขยายขีดความสามารถในอนาคตดว้ ยสถาปตั ยกรรมแบบ
plug-in เพื่อสามารถเพิม่ เตมิ ระบบต่างๆได้อยา่ งสะดวกรวดเร็ว

2.2.5 โครงสร้างของไฟล์ PDF
1. เลเยอรก์ ลมุ่ ที่ 1 ประกอบไปด้วยตวั หนังสอื และรูปภาพ
2. เลเยอร์กลุ่มที่ 2 จะเกบ็ ส่วนประกอบของการเพ่ิมเตมิ ความสามารถ เช่น การเชอ่ื มโยงขอ้ มูล
(Hypertext Links) ระบบค่นั หนงั สอื (Bookmarks) เป็นต้น
3. เลเยอร์กลุ่มที่ 3 จะเป็นสว่ นท่ีเกบ็ ข้อมลู พ้ืนฐานของไฟล์เช่น ขอ้ มลู ทีเ่ กี่ยวกับรูปแบบตัวอักษร
เปน็ ตน้ ดว้ ยระบบต่างๆ ของโปรแกรม Acrobat ทาให้เกิดความสะดวกมากขนึ้ ไมว่ ่าจะเป็นการสง่ ผา่ นข้อมูล
การใช้งานข้าม Platforms อีกทง้ั ไฟลป์ ระเภท PDF มขี นาดเล็กจึงเหมาะสมอย่างยง่ิ ท่ีจะใช้เป็นส่ิงพิมพ์
อเิ ล็กทรอนิกส์ออนไลน์เพ่ือเหตุผลในเรื่องของเวลาท่ใี ช้รบั ส่งข้อมลู

2.2.6 รปู แบบของไฟล์ PDF
รปู แบบของ PDF ได้ถกู แบง่ ออกเป็น 3 ระดับ เพ่ือให้เหมาะสมกบั การใชง้ านแตล่ ะลักษณะดังนี้
(ประสทิ ธิ์, 2544)
1. PDF Image Only เปน็ ไฟลท์ ปี่ ระกอบดว้ ยภาพ Bitmap เกดิ จากการใช้คาสั่ง Scanหรอื Import
ในโปรแกรม Acrobat Exchange หากต้องการการแปลงข้อมลู และการแสดงขอ้ มลู ภาพท่รี วดเรว็ ควรใช้ PDF
ประเภทนี้

19

2. PDF Normal ขอ้ มลู ในลกั ษณะของตัวอักษรท่ีใส่ความสามารถตา่ งๆเขา้ ไปได้การสรา้ งPDF ชนดิ นี้
จะไดจ้ ากการใช้ Acrobat Distiller หรือ Acrobat PDF Writer ท าการแปลงไฟลข์ ้อมลู PDF Normal เป็น
รูปแบบท่นี า่ สนใจตรงทมี่ ขี นาดเลก็ กว่าประเภท PDF Image Only และเหมาะสมกับการใช้งานในแบบ On-
line

3. PDF Original Image with Hidden Text เป็นรปู แบบท่ีรวมเอาความสามารถของทั้งสองแบบ
ขา้ งตน้ มาไวด้ ้วยกนั ประกอบไปด้วยภาพท่สี มบูรณ์จากตน้ ฉบับ แต่จะใช้เวลาในการจดั การขอ้ มูลนานขน้ึ ควร
ใช้ PDF ประเภทนเ้ี ม่ือต้องการรักษาคุณภาพของตน้ ฉบบั PDF ประเภทนจ้ี ะสรา้ งได้จากคาส่ัง Capture Page
ใน Acrobat Exchange เท่าน้นั

3. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น

ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนความหมายของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียน หมายถึง
ความรูค้ วามสามารถท่เี ด็กได้รบั การอบรมสัง่ สอน จนกระท่ังเกิดเปน็ กระบวนความคิดความจาและความเขา้ ใจ
ในสง่ิ ต่างๆที่ไดเ้ รียนรูซ้ ่ึงอาจจะเกดิ ในหอ้ งเรยี นหรือนอกหอ้ งเรียนกไ็ ด้สดุ ท้ายครูผ้สู อนต้องมีการประเมนิ ผล
และผลท่ไี ดน้ ้นั คอื ผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนประเภทของ
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียนว่าแบ่งได้เปน็ 2 ลักษณะดังนี้

1. การทดสอบแบบองิ เกณฑ์หรอื การวัดแบบอิงเกณฑ์ยึดความเช่ือมั่นในเร่ืองการเรียนเพือ่ การรอบรู้
กลา่ วคือยดึ หลักการวา่ ในการเรยี นการสอนนัน้ จะตอ้ งมุ่งส่งเสริมให้ผเู้ รียนทง้ั หมดหรือเกือบทัง้ หมดประสบ
ความสาเร็จในการเรียน แมว้ าผ้เู รยี นจะมลี กั ษณะท่แี ตกต่างกนั กต็ ามแตท่ ุกคนไดร้ ับการส่งเสริมใหพ้ ัฒนาไปถงึ
ขดี ความสามรถสูงสดุ ของตน โดยอาจใชเ้ วลาแตกตา่ งกันในแตล่ ะบคุ คลดงั นน้ั ในการทดสอบแบบอิงเกณฑ์จงึ มี
การกาหนดเกณฑ์ขน้ึ แลว้ นาผลการสอบวดั ของแตล่ ะบคุ คลเทียบกับเกณฑ์ทตี่ ัง้ ไวโ้ ดยไม่มีการนาผลไป
เปรยี บเทยี บกบั บุคคลอน่ื ๆในกลุ่ม ความสาคัญของการทดสอบแบบนจี้ งึ อยู่ทก่ี ารกาหนดเกณฑ์เป็นสาคญั ซึ่ง
เกณฑ์หมายถงึ กลุม่ ของพฤติกรรมทไ่ี ด้กาหนดไวในแตล่ ะรายวิชาตามจดุ ม่งุ หมายของการสอน แต่ละบทหรือ
กลุ่มของพฤติกรรมก็ได้ จุดม่งุ หมายของการทดสอบแบบนจ้ี ึงเปน็ การตรวจสอบดวู าใครเรียนได้ถงึ เกณฑ์และ
ใครยงั เรียนไมถ่ ึงเกณฑ์ควรได้รับการปรบั ปรงุ แก้ไขต่อไปจากการแบ่งประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนข้างต้นอาจจะสรุปไดว้ าการทดสอบแบบองิ ่ กลุม่ คานงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนน้ั
การทดสอบแบบนจ้ี ะยึดคนเป็นหลักคะแนนจะลดหล่ันกนั ไปตามความสามารถเฉพาะบุคคลส่วนการทดสอบ
แบบองิ เกณฑจ์ ะไมค่ านงึ ถึงความแตกต่างของนักเรยี น ยึดถอื ว่านักเรยี นทีไ่ ด้รับการเรยี นการสอนเกือบท้ังหมด
ต้องประสบความสาเร็จดงั นัน้ แบบทดสอบชนดิ นจี้ ึงมีการกาหนดเกณฑใ์ นการวดั ข้ึนมา เพอื่ วัดวานกั เรยี นคน
ใดเรยี นผ่านเกณฑ์หรอื ต้องปรับปรุงต่อไป

20

2. การทดสอบแบบอิงกลมุ่ หรือการวดั ผลแบบอิงกล่มุ เป็นการทดสอบหรือการสอบวัดท่ีเกิดจากแนว
ความเช่อื ในเรื่องความแตกตา่ งระหว่างบุคคลทวี่ ่าความสามารถของบคุ คลใดๆในเรื่องใดๆ นน้ั มไี ม่เท่ากันบาง
คนมีความสามารถเด่น บางคนมีความสามารถดอ้ ยและส่วนใหญ่จะมีความสามารถปานกลางการกระจาย
ความสามารถของบคุ คล ถ้านามาเขยี นกราฟจะมลี ักษณะคลา้ ยๆโคง้ รูประฆังหรอื ทีเ่ รยี กวาโค้งปกติดงั นั้นการ
ทดสอบนจ้ี ะยึดคนส่วนกลมุ่ คะแนนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อนาไปเปรยี บเทียบกับคะแนนของบุคคลอนื่ ทสี่ อบ
ดว้ ยขอ้ สอบฉบับ เดยี วกันจดุ มุ่งหมายของการสอบแบบนี้ กเ็ พ่ือจะกระจายบุคคลท้ังกลุ่มไปตามความสามารถ
ของแต่ละคน น่ันคอื ทม่ี ีความสามารถสูงจะได้คะแนนสูงคนทีม่ คี วามสามารถด้อยก็จะได้คะแนนลดหลั่นลง
มาถงึ คะแนนต่าสุด

ความหมายผลสัมฤทธิท์ างการเรียน

กดู๊ (Good. 1973 : 7, อ้างถงึ ใน อรัญญา นามแกว้ 2538:49)ได้ใหค้ วามหมายของผลสัมฤทธิ์
(Achievement) หมายถงึ ความสาเร็จ(Accomplishment) ความคล่องแคล่ว ความชานาญ ในการใช้ทักษะ
หรือการประยุกต์ใช้ความร้ตู ่าง ๆ ส่วนผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน(Academic Achievement) หมายถงึ ความรู้
หรอื ทักษะเกิดจากการเรียนรู้ในวชิ าตา่ ง ๆ ท่ไี ด้เรียนมาแล้ว ซึ่งได้จากผลการทดสอบของครผู สู้ อนหรอื
ผรู้ ับผิดชอบในการสอนหรือท้ังสองอย่างรวมกัน โดยท่ัวไปผลสัมฤทธ์ิ (Achievement) หมายถงึ ขนาดของ
ความสาเร็จทไ่ี ด้มาจากการทางานท่ีตอ้ งอาศัยความพยายามจานวนหน่งึ ซง่ึ อาจเปน็ ผลมาจากการกระทาที่
อาศัยความสามารถทางร่างกายหรอื สมอง ดังน้ันผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจึงเป็นขนาดของความสาเรจ็ ที่ได้จาก
การเรียนโดยอาศัยความสามารถเฉพาะตวั ของแต่ละบุคคล ตวั ที่บง่ ช้ีถงึ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นอาจได้มาจาก
กระบวนการทไ่ี ม่ตอ้ งอาศยั การทดสอบ (Non -testing Procedures) เชน่ การสงั เกต หรือ การตรวจการบ้าน
หรอื อาจอยใู นรูปของเกรดที่ได้ทโ่ี รงเรียนซง่ึ ตอ้ งอาศัยกรรมวิธที ีซ่ ับซ้อนและช่วงเวลาในการประเมินอัน
ยาวนาน หรืออกี วธิ ีหนง่ึ อาจวัดผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนด้วยแบบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ทน่ี ยิ มใชก้ ัน
ทว่ั ไป (Published Achievement Test) จะพบว่าการวัดผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี นท่ีนยิ มใช้กันทวั่ ไป มักอยู่
ในรูปของเกรดที่ไดจ้ ากโรงเรียน เนอื่ งจากใหผ้ ลท่เี ชื่อถือได้มากกว่าอย่างนอ้ ยก่อนการประเมินผลการเรียนของ
นกั เรียน ครจู ะต้องพจิ ารณาองคป์ ระกอบอืน่ ๆ อีกหลายๆ ดา้ น จึงยอ่ มดีกวา่ การแสดงขนาดความลม้ เหลว
หรอื ความสาเร็จทางการเรียนจากการทดสอบนักเรียนด้วยแบบวดั ผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียนท่ัว ๆ ไปเพยี งครั้ง
เดียว (อัจฉรา สุขารมณ์ และอรพินธ์ ชูชม.2530 : 10)

ไพศาล หวงั พานชิ (2514 : 137) กลา่ ววา่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถงึ คุณลกั ษณะ และ
ความสามารถของบุคคลอนั เกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณข์ อง
การเรียนรทู้ เี่ กิดจากการฝกึ อบรมหรอื เกดิ จากการสอน

21

สรุ ชยั ขวัญเมอื ง (2522 : 232) กล่าวว่า การวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถึงการตรวจสอบดวู ่า
ผเู้ รยี น ไดบ้ รรลถุ ึงจุดมุง่ หมายทางการศึกษาตามทีห่ ลักสตู รกาหนดไวแ้ ลว้ เพียงใด ทั้งนี้ ยกเว้นอารมณ์ สังคม
และการปรบั ตัว นอกจากน้ี แลว้ ยงั หมายรวมไปถึงการประเมนิ ผลความสาเร็จต่าง ๆ ทั้งที่เปน็ การวดั โดยใช้
แบบทดสอบ แบบใหป้ ฏบิ ัติการและแบบท่ีไม่ใช้แบบทดสอบด้วย

4. แนวคดิ ทฤษฎที ่ีเกี่ยวข้องกบั ความพึงพอใจ

1.1 ความหมายของความพงึ พอใจ

ชริณี เดชจนิ ดา (2535, หนา้ 6) ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจเปน็ ความรู้สึก
นึกคดิ หรอื ทศั นคติของบคุ คลท่ีมตี อ่ ส่ิงหนึ่งสง่ิ ใด หรือปจั จยั ทเี่ ก่ียวข้องความรสู้ ึกพอใจจะเกดิ ข้นึ เม่ือความ
ตอ้ งการของบุคคลไดร้ บั การตอบสนองหรือบรรลุจดุ มุง่ หมายในระดับหนงึ่ ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงและไม่
เกิดขึน้ หากความต้องการหรือจุดมุ่งหมายนน้ั ไมไ่ ดร้ ับการตอบสนอง

สงา่ ภณู่ รงค(์ 2540, หนา้ 9) ไดก้ ล่าววา่ ความพงึ พอใจหมายถงึ ความร้สู ึกที่เกดิ ขนึ้ เมื่อได้รับ
ความสาเร็จตามความมุ่งหมาย หรอื เปน็ ความรู้สกึ ข้ันสดุ ทา้ ยทไ่ี ด้รับผลสาเร็จตามวัตถปุ ระสงค์

ปรญิ ญา จเรรชั ต์และคณะ(2546, หน้า 3) กล่าวไว้วา่ ความพงึ พอใจ หมายถงึ ท่าทีความรู้สกึ หรอื
ทศั นคติในทางทีด่ ีของบุคคลที่มีตอ่ สง่ิ ท่ีปฏิบตั ริ ่วมปฏิบัตหิ รือได้รับมอบหมายให้ปฏบิ ัตโิ ดยผลตอบแทนท่ีไดร้ บั
รวมท้ังสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกย่ี วขอ้ งเปน็ ปจั จยั ทาให้เกิดความพงึ พอใจหรือไม่พงึ พอใจจากความหมายของ
ความพงึ พอใจดงั กลา่ วพอสรุปความได้วา่ ความพงึ พอใจเป็นทศั นคติอยา่ งหนึ่ง ท่ีเป็นนามธรรมเปน็ ความรู้สึก
ส่วนตวั ทัง้ ทางด้านบวกและลบข้ึนอยู่กับการไดร้ บั การตอบสนองเป็นส่งิ ท่ีกาหนดพฤตกิ รรม ในการแสดงออก
ของบุคคลที่มผี ลตอ่ การเลือกท่จี ะปฏิบตั สิ งิ่ ใดสิ่งหนึ่ง

1.2 แนวความคดิ และทฤษฎีที่เก่ียวกับความพงึ พอใจ

วิชยั เหลืองธรรมชาต(ิ 2531, หนา้ 9) ได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจวา่ ความพึงพอใจมี
ส่วนเกีย่ วขอ้ งกับความต้องการของมนุษย์ คือพึงพอใจจะเกิดขึน้ ได้กต็ ่อเมอื่ ความต้องการของมนษุ ยไ์ ดร้ บั การ
ตอบสนองซึง่ มนุษยไ์ มว่ า่ อยู่ในทใี่ ดยอ่ มมคี วามตอ้ งการขน้ั พื้นฐานไมต่ ่างกนั

สเุ ทพ พานิชพนั ธ์(ุ 2541, หน้า 5) ได้สรปุ ถึงส่งิ จูงใจที่ใช้เปน็ เครือ่ งมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความความ
พงึ พอใจไวด้ ังน้ี

1. ส่ิงจูงใจทเี่ ป็นวัตถไุ ด้แก่เงนิ ส่งิ ของเปน็ ตน้
2. สภาพทางกายทีป่ รารถนาคอื ส่ิงแวดล้อมในการประกอบกิจกรรมตา่ งๆซง่ึ เปน็ ส่งิ สาคัญอยา่ งหน่งึ
อนั ก่อใหเ้ กิดความสขุ ทางกาย
3. ผลประโยชน์ทางอุดมคตหิ มายถงึ สงิ่ ตา่ งๆทีส่ นองความต้องการของบคุ คล

22

4. ผลประโยชนท์ างสังคม คือความสัมพนั ธฉ์ ันทม์ ิตรกับผรู้ ่วมกจิ กรรมอันจะทาให้เกดิ ความผกู พัน
ความพงึ พอใจและสภาพการอย่รู ว่ มกันอันเปน็ ความพงึ พอใจของบุคคลในด้านสังคมหรือความมัน่ คงในสังคม
ซ่ึงจะทาใหร้ สู้ ึกมีหลักประกนั และมีความมัน่ คงในการประกอบกิจกรรมความพึงพอใจเป็นความรูส้ กึ ทด่ี ีท่ีชอบ
ที่พอใจหรือที่ประทบั ใจของบุคคลตอ่ สิ่งใดสงิ่ หนง่ึ ที่ได้รับโดยสง่ิ น้นั สามารถตอบสนองความตอ้ งการทงั้ ดา้ น
ร่างกายและจติ ใจบุคคลทกุ คนมีความต้องการหลายสิง่ หลายอย่างและมีความตอ้ งการหลายระดับซ่งึ หากได้รบั
การตอบสนองกจ็ ะก่อให้เกดิ ความพงึ พอใจ การจัดการเรยี นรูใ้ ดๆที่จะทาใหผ้ ้เู รียนเกิดความพึงพอใจการเรียนรู้
น้ันจะต้องสนองความต้องการของผู้เรียนทฤษฏเี กีย่ วกับความต้องการทีส่ ง่ ผลต่อความพึงพอใจทส่ี าคัญสรุปได้
ดงั น้ีทฤษฏลี าดับชน้ั ของความตอ้ งการ Maslow (Needs-Herarchy Theory)เป็นทฤษฏีหนึง่ ท่ีได้รบั การ
ยอมรบั อย่างกว้างขวางโดยต้งั อยบู่ นสมมติฐานเกีย่ วกับพฤติกรรมของมนุษย์ดงั น้ี

1. ลกั ษณะความต้องการของมนษุ ยไ์ ด้แก่
1.1 ความต้องการของมนษุ ยเ์ ป็นไปตามลาดับชนั้ ความสาคัญโดยเริ่มระดบั ความต้องการขน้ั สงู สุด
1.2 มนุษย์มีความต้องการอยเู่ สมอเมื่อความต้องการอย่างหนึง่ ไดร้ ับการตอบสนองแล้วก็มีความ
ต้องการสงิ่ ใหม่เข้ามาแทนท่ี
1.3 เมอ่ื ความต้องการในระดับหน่ึงได้รบั การตอบสนองแล้วจะไม่จงู ให้เกดิ พฤติกรรมต่อสงิ่ น้ันแต่จะมี
ความต้องการในระดบั สูงเขา้ มาแทนและเปน็ แรงจงู ใจใหเ้ กิดพฤติกรรมน้ัน
1.4 ความตอ้ งการที่เกิดขนึ้ อาศัยซึ่งกันและกันมลี ักษณะควบคู่คอื เมอ่ื ความต้องการอย่างหนึง่ ยงั ไม่
หมดส้นิ ไปกจ็ ะมีความต้องการอกี อยา่ งหนงึ่ เกิดขึ้นมา

2. ลาดับข้นั ความต้องการของมนษุ ย์มี5 ระดับไดแ้ ก่
2.1 ความต้องการพ้นื ฐานทางด้านรา่ งกาย (Physiological Needs) เปน็ ความตอ้ งการเบื้องตน้ เพื่อ
ความอยูร่ อดของชวี ิตเช่นความตอ้ งการอาหาร น้าอากาศ เครื่องนงุ่ ห่ม ยารักษาโรค ทีอ่ ยู่อาศยั และความ
ตอ้ งการทางเพศความต้องการทางด้านรา่ งกายจะมีอิทธิพลต่อพฤตกิ รรมของคนกต็ ่อเมือ่ ความตอ้ งการทั้งหมด
ของคนยงั ไมไ่ ด้รบั การตอบสนอง
2.2 ความต้องการความม่ันคงปลอดภยั (Security Needs) เป็นความรู้สกึ ทตี่ ้องการความมนั่ คง
ปลอดภยั ในปัจจุบนั และอนาคตซงึ่ รวมถึงความก้าวหนา้ และความอบอ่นุ ใจ
2.3 ความต้องการทางสังคม (Social or Belonging Needs) ไดแ้ ก่ความตอ้ งการทจ่ี ะเข้ารว่ มและ
ได้รบั การยอมรับในสังคมความเปน็ มิตรและความรักจากเพ่ือน
2.4 ความตอ้ งการท่จี ะไดร้ ับการยกย่องหรือมีชอื่ เสยี ง (Esteem Needs) เปน็ ความตอ้ งการระดบั สูง
ได้แก่ ความต้องการอยากเด่นในสังคม รวมถึงความสาเรจ็ ความรู้ความสามารถ ความเป็นอิสรภาพ และเสรี
และการเป็นท่ยี อมรบั นับถือของคนทงั้ หลาย
2.5 ความตอ้ งการทจี่ ะได้รับความสาเร็จในชวี ติ (Self Actualization Needs) เป็นความตอ้ งการ
ระดับสูงของมนุษยส์ ่วนมากจะเป็นการนึกอยากจะเปน็ อยากจะได้ตามความคิดเหน็ ของตัวเอง แต่ไม่สามารถ
แสวงหาได้(Maslow.1970: 69-80)

23

1.3 การวัดความพึงพอใจ

ปริญญา จเรรัชตแ์ ละคณะ (2546, หนา้ 5) กลา่ ววา่ มาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทาไดห้ ลายวธิ ี
ได้แก่

1. การใชแ้ บบสอบถามโดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพ่ือต้องการทราบความคิดเห็นซึ่งสามารถ
ทาไดใ้ นลักษณะท่ีกาหนดคาตอบให้เลือก หรือตอบคาถามอิสระคาถามดังกลา่ วอาจถามความพึงพอใจในดา้ น
ต่างๆเชน่ การบรกิ ารการบรหิ ารและเงื่อนไขตา่ งๆเป็นตน้

2. การสัมภาษณ์เป็นวธิ วี ัดความพงึ พอใจทางตรงทางหนง่ึ ซึ่งต้องอาศยั เทคนิค และวิธกี ารท่ีดีท่ีจะทา
ให้ได้ข้อมลู ท่เี ปน็ จริงได้

3. การสังเกตเปน็ วิธีการวดั ความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบคุ คลเป้าหมาย ไมว่ า่ จะแสดงออก
จากการพดู กริ ยิ าทา่ ทางวธิ นี จ้ี ะตอ้ งอาศัยการกระทาอยา่ งจรงิ จงั และการสังเกตอย่างมีระเบยี บแบบแผน

4. งานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวข้อง
4.1 งานวจิ ัยในประเทศ
การวจิ ัยคร้งั นี้ ผู้วจิ ยั ได้ทาการศึกษาค้นควา้ งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้องกับนักการศกึ ษาและผสู้ นในทาการวิจยั

ไวห้ ลายท่าน จนสามารถนามาเป็นขอ้ มูลเพื่อการศึกษาและการตดั สินใจท่ีจะทาการวจิ ัยดังต่อไปน้ี

จติ สุดา ไขวว้ งค์ (2551 : บทคัดยอ่ ) ไดว้ ิจัยการพัฒนาชดุ ฝึกทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรคส์ าหรบั นกั เรยี น
ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 2 กลมุ่ ตวั อยา่ งที่ใชใ้ นการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปี ที่ 2 โรงเรยี นบ้านนา
รังกา สานักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาศรีสะเกษ เขต 4 ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดฝกึ ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปี ที่ 3 ท่ีผ้วู จิ ัยสร้างขน้ึ มีประสิทธิภาพ 90.35/87.63 2. ความสามารถในการคิด
สรา้ งสรรค์ของนักเรยี นหลงั การฝึกดว้ ยชดุ ฝึกทักษะ การคิดสรา้ งสรรค์สงู กว่าก่อนใช้ชดุ ฝึกทักษะการคดิ
สร้างสรรค์อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01

ชูศักดิ์ สรุ ะประวตั ิวงศ์ (2551 : บทคดั ย่อ) ได้วิจัยการพัฒนาชดุ ฝึกทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5 จานวน 19 คน ท่ีโรงเรียนบา้ นหนองไฮ
ในเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาบุรีรัมย์ เขต 1 ผลการวิจยั พบว่า ชุดฝึกทกั ษะมีประสทิ ธิภาพเท่ากับ 87.04/86.84
คะแนนทดสอบหลังเรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี นรอ้ ยละ 20 อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิ ทรี่ ะดบั .01

สุพตั รา สตั ยากูล (2552: บทคดั ย่อ) ไดว้ จิ ัยการพฒั นาชดุ ฝึกทักษะกล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปี ท่ี 5 ผลการวิจยั พบว่า ชดุ ฝึกทกั ษะกลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ชัน้ ประถมศึกษาปี ท่ี 5
มีประสิทธภิ าพ 83.14/82.58 2. นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 มีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน หลงั เรยี นสูงกว่า
ก่อนเรยี นดว้ ยชดุ ฝึกทักษะ กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์อย่างมี นัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .01

24

ประภาวดี แกน่ จันทร์หอม (2550: บทคดั ย่อ) การพฒั นาชุดฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคญั
ภาษาไทยสาหรบั นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปี ท่ี 1 ผลการวจิ ัยพบวา่ ชุดฝึกทักษะการอ่านจับใจความสาคัญ
ภาษาไทยสาหรบั นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปี ที่ 1 มีประสทิ ธิภาพรวมอยใู่ นเกณฑ์ 85.90/85.38ผลสัมฤทธ์ิ ดา้ น
ทักษะการอา่ นจบั ใจความสาคัญภาษาไทยก่อนเรยี นกับหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทเี่ รียน โดยการสอนแบบ
ปกติในทุกดา้ น มีคะแนนหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมี นยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ี .01

สคุ นธ์ ยั่งยนื (2549: บทคัดยอ่ ) ไดว้ จิ ยั การพัฒนาชดุ ฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5
ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผลการวิจยั พบว่า กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ ในการวิจัยครั้งน้เี ป็น
นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปี ที่ 5 โรงเรียนดารงสินอทุ ศิ สงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 5
ท่ีศกึ ษาในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2548 จานวน 30 คนมปี ระสิทธภิ าพเท่ากับ 82.67/83.25 2. ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ เรือ่ ง เศษส่วน ของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปี ที่ 5 ท่เี รียน โดยใช้ชุดฝึกทักษะ
หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั .01

ณฐั พล จนี ุพงศ์ (2541) ได้พัฒนาบทเรียนวิชาถ่ายภาพเบ้ืองต้นโดยใช้รูปแบบไฮเปอร์เท็กซ์บน
เครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต กลุ่มตวั อย่างเป็นนักเรียนระดับปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยแี ละสื่อสารการศึกษาสถาบนั
เทคโนโลยีราชมงคล ปกี ารศึกษา 2540 จานวน 42 คน ผลการทดสอบหาประสิทธิภาพของบทเรยี นตาม
เกณฑ์ 80/80 พบวา่ บทเรยี นวชิ าการถ่ายภาพเบื้องต้นโดยใชร้ ปู แบบไฮเปอร์เท็กซ์ บนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ น็ตมี
ประสทิ ธิภาพ 83.28/81.03

ปิลนั ธนา สงวนบญุ ญพงษ์ (2542) ได้พฒั นาและหาประสิทธภิ าพหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์แบบสื่อ
ประสมเรือ่ งสอ่ื ส่ิงพมิ พ์เพ่ือการประชาสัมพันธ์ สาหรับใชใ้ นการเรยี นการสอนได้อย่างมีประสิทธภิ าพในระดบั
80-89% ตามเกณฑป์ ระเมนิ ค่า E-CAI การวิเคราะห์หาประสทิ ธิภาพจากกลุ่มตัวอย่าง 45 คน โดยได้มาจาก
การส่มุ แบบเจาะจง เป็นนักศึกษาวชิ าเอกนเิ ทศศาสตร์ สาขาวิชาประชาสมั พันธ์ ชน้ั ปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1
คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภฎั เพชรบรู ณ์ ปกี ารศึกษา2542 การวิเคราะห์หาประสทิ ธภิ าพของหนังสอื
อเิ ลก็ ทรอนิกสแ์ บบส่ือประสม เร่อื งส่ือสิง่ พมิ พเ์ พื่อการประชาสัมพันธ์ ใชว้ ธิ กี ารคานวณหาค่าเฉลีย่ ของ
อตั ราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัดท่ีทาได้ระหว่างเรียนและค่าเฉลี่ยของอัตราสว่ นของแบบทดสอบหลังเรยี น
ทก่ี ลมุ่ ตวั อยา่ งทาได้ หลังจากนนั้ จึงนามาคานวณหาค่าประสทิ ธภิ าพ โดยใชส้ ูตร KW-CAI ผลการวจิ ัยปรากฏ
ว่าคา่ เฉลย่ี ของอตั ราสว่ นของผลคะแนนท่ีไดจ้ ากการแบบฝึกหดั ระหว่างเรยี น (Ea) มคี า่ เท่ากบั 0.89 และ
คา่ เฉล่ยี ของอัตราสว่ นของผลคะแนนทไี่ ดจ้ ากแบบทดสอบหลงั เรยี น (Eb) มคี า่ เท่ากบั 0.86 และหนงั สือ
อิเล็กทรอนิกส์แบบส่ือประสมเร่ืองสือ่ สงิ่ พิมพ์เพ่ือการประชาสมั พันธท์ สี่ ร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเทา่ กบั 87.67
เปอรเ์ ซน็ ต์ ซึ่งอยู่ในระดับพอใช้ นอกจากนีบ้ ทเรยี นน้ไี ด้ผลสัมฤทธด์ิ ้าน Recalled Knowledge เทา่ กับ 93.62
เปอร์เซ็นต์ ดา้ นApplied Knowledge เทา่ กบั 79.56 เปอร์เซน็ ต์ และดา้ น Transferred Knowledge
เท่ากบั 77.78 เปอรเ์ ซน็ ต์

25

4.2 งานวจิ ัยในตา่ งประเทศ

งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้องกับชดุ ฝึกทกั ษะในต่างประเทศ มีดงั ตอ่ ไปน้ี

Lawrance and Hayden (1972: 67 – 72) ไดศ้ ึกษาการวจิ ัยการใชช้ ดุ ฝึกทกั ษะหรือช้ัน
ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 จานวน 87 คนพบว่า นกั เรยี นท่ไี ด้ ใช้ชุดฝึกเสรมิ ทกั ษะมคี ะแนนทดสอบหลังทาชดุ ฝกึ เสริม
ทกั ษะมากกวาคะแนนก่อนทาชุดฝกึ เสริมทกั ษะและทาขอ้ สอบหลังการทาชดุ ฝึกเสริมทักษะได้ถูกต้องเฉลีย่ ร้อย
ละ 98.80

Romain (1975 : 244) ได้ศึกษาเร่ืองการใช้ชุดฝึกทักษะกับการสอนปกตใิ นวชิ าคณิตศาสตร์ของ
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ผลปรากฏวา่ การสอนโดยใชช้ ดุ ฝึกทักษะใหไ้ ด้ผลดีกว่าการสอนปกตทิ ้ังในด้าน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น และเจตคตติ ่อวชิ าเรยี น

Tomas(1976 : 6320) ได้ทดลองสอนวชิ าคณิตศาสตร์ในระดบั มหาวิทยาลัย โดยใช้วธิ ีการสอน โดย
แบง่ นกั เรยี นออกเปน็ สองกลมุ่ กลมุ่ แรกครจู ัดสอนเปน็ รายบุคคลและใช้ชดุ ฝึกทกั ษะ ผลปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ ์
ทางการเรียนท้ังสองกลมุ่ ไมแ่ ตกต่างกัน

Lowrey (1987 : 817 – A) ได้ศึกษาผลการใชช้ ุดฝึกทักษะกับนักเรียน ม.1-3 จานวน 87 คน
ผลการศกึ ษาพบวา่ มีคะแนนทดสอบหลงั ทาชุดฝกึ เสรมิ ทกั ษะมากกว่าคะแนนก่อนทาชุดฝึกเสริมทกั ษะและทา
ข้อสอบหลังการทาชุดฝึกเสริมทักษะไดถ้ ูกตอ้ งเฉลีย่ รอ้ ยละ 89.80 ชุดฝึกทกั ษะเปน็ เคร่ืองมอื ในการช่วยทาให้
เกดิ การเรยี นรเู้ พม่ิ ข้นึ

Rosaline (1995 : 1235) ได้ทดลองสอนวชิ าคณิตศาสตร์ในระดบั มหาวิทยาลัยโดยใช้ชุดฝึกทักษะ
กับวธิ ีการสอนแบบปกติ ผลปรากฏว่าความกา้ วหน้าของการเรยี นท้ังสองวิธีไม่แตกต่างกัน

Peter (1996) ศกึ ษาถึงประสิทธภิ าพและข้อจากดั ของสภาวะแวดล้อมของขอ้ มูลข่าวสารแบบไฮเปอร์
มีเดีย ในเรอ่ื งของความสามารถในการคน้ หาข้อมูลและการใช้ขอ้ มูลในรายวชิ าระดับปรญิ ญาตรโี ดยศึกษาถึง
วธิ กี ารใชร้ ะบบฐานข้อมูลแบบไฮเปอร์มีเดยี ท่ชี ื่อวา่ เปอรช์ อิ ุส (Perseus Hypermedia Database) ของ
นักเรียนในการค้นหาข้อมูลในรายวชิ าเกย่ี วกับศาสนากรีกและโรมัน ระบบฐานข้อมูลในรูปของซีดรี อมและ
วดี ีโอดิสก์ โดยจดั เก็บเป็นภาษาองั กฤษพร้อมาอธบิ าย มีรูปภาพ แผนผงั และภาพวาดประกอบอยู่ในฐานขอ้ มลู
การวิจยั ครง้ั น้ใี ช้วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเปอร์ชิอสุ เปน็ ฐานข้อมูลในรปู ของซดี รี อมและวีดโี อดสิ ก์ โดยจดั เกบ็
เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมคาอธิบาย มีรปู ภาพ แผนผัง และภาพวาดประกอบอยู่ในฐานข้อมูล การวิจยั ครงั้ น้ีใช้
วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูลทง้ั ในเชิงปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพ เช่น ใช้แบบสอบถาม ใชก้ ารสัมภาษณ์ และการ
สังเกตโดยให้ผ้เู รยี น จานวน 28 คน ทาการค้นหาข้อมูลทผ่ี ้วู ิจัยมอบหมายใหจ้ ากฐานข้อมูล ผลปรากฏวา่
ผ้เู รยี นสามารถทางานท่ีไดร้ ับมอบหมายบรรลผุ ลได้ดว้ ยดแี ละผวู้ จิ ัยพบวา่ ลักษณะของผูใ้ ช้ ความต้องการของ
ขา่ วสาร เครื่องมือและเนอ้ื หาทีป่ ระกอบอยใู่ นฐานข้อมูล เป็นปจั จยั สาคญั ที่สง่ ผลให้การศึกษาข้อมลู มี
ประสิทธภิ าพ

26

จากผลการศึกษาผลการวิจัยท้ังในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่าหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่ืออิเล็กทรอนิกส์ที่นาเสนอข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ซ่ึงสามารถส่ือสารทั่วโลกข้อมูลท่ีเป็น
มลั ติมเี ดยี มสี มรรถภาพและความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลไม่จากัด หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กล่าวได้ว่าเป็น
สื่อแหง่ การเรียนรู้ท่ีมีประโยชนอ์ ยา่ งยิ่งสาหรบั นามาใชป้ ระกอบการเรียนการสอนอเิ ลก็ ทรอนิกส์กล่าวได้ว่าเป็น
สื่อแห่งการเรียนรู้ที่มีประโยชน์อย่างย่ิงสาหรับนามาใช้ประกอบเรียนการสอน สมควรส่งเสริมให้มีการสร้าง
และพฒั นาหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ สใ์ นหลาย ๆ รูปแบบ ให้มีความเหมาะสมกบั การสอนและวชิ าต่าง ๆ มากย่ิงข้ึน
ซึง่ ทาใหผ้ ้วู จิ ัยเกิดความสนใจท่ีจะศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในการจัดการเรียน
การสอนให้เหมาะกับผู้เรียนให้มากที่สุด โดยคานึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสาคัญซ่ึงนับได้ว่าเป็นสื่อที่มี
คณุ ค่าและประโยชนต์ อ่ กระบวนการเรยี นการสอนในปจั จบุ นั นี้

27

บทที่ 3

วธิ ีดาเนินการวจิ ยั

การวิจัยในช้ันเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ เร่ือง การใช้งานโปรแกรม
Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2
จานวน 30 คน ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านบุ่งอ้ายเจี้ยมครั้งนี้ โดยผู้วิจัยได้ดาเนินการ
เก่ียวกับกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล
ดงั ต่อไปน้ี

1. ประชากร
2. เคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการวิจยั
3. การสรา้ งและการหาคุณภาพเครื่องมือ
4. การวิเคราะห์ข้อมูล

1.ประชากร

ประชากรท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยในคร้งั นี้ เป็นนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านบงุ่ อ้ายเจ้ียม
ภาคเรยี นท่ี 2 ปี การศกึ ษา 2563 จานวน 30 คน

เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย

2. เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย

1. ชดุ ฝึกทักษะ เร่ือง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
(e-Book) สาหรบั นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2

2. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
สาหรับนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 30 ขอ้

3. แบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรยี นที่มตี ่อการเรียนดว้ ยการใช้ชดุ ฝึกทกั ษะ เร่ือง
การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)
สาหรับนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 2เป็นแบบสอบถามชนดิ มาตราสว่ นประมวลคา (Rating Scale)
จานวน 1 ชุด มี 10 ขอ้

28

3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ

3.1. การสร้างชุดฝึกทกั ษะ

3.1.1 ศกึ ษารายละเอียดเกย่ี วกับหลักการและวธิ ีการสรา้ งชุดฝึกทักษะจากเอกสาร ตารา
หนงั สือ คู่มือการสร้างชดุ ฝกึ ทักษะ หลกั การสรา้ งแบบฝึกทักษะของกรมวิชาการ (2545 ข :146 ; จรลั สุข
เกษม 254 : 10 ; วรรณี โสมประยรู 2543 : 121) เพอ่ื เป็นแนวทางในการจัดเนอื้ หาและสรา้ งชดุ ฝึกทกั ษะ

3.1.2 ศึกษาหลักสูตร คมู่ ือการจัดการเรยี นรู้ หนงั สือเรยี น แผนการจดั การเรียนรู้
ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ตามหลกั สูตรการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพ่อื กาหนดขอบเขตและความ
ครอบคลุมเน้ือหาในบทเรยี น

3.1.3 เลอื กเนอ้ื หาทจ่ี ะนามาพฒั นาชุดฝกึ ทักษะในคร้ังนี้ คือ การใช้งานโปรแกรม Google
SketchUp ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2 แล้วแบ่งเน้อื หาที่จะสอนออกเปน็ ตอนย่อยๆ โดยกาหนด จุดม่งุ หมายทั่วไป
จดุ มงุ่ หมายเชงิ พฤติกรรม เพ่ือเป็นแนวทางในการดาเนินการสรา้ งชดุ ฝึกทักษะเนื้อหาย่อยแบง่ ได้ ดังนี้

เรอื่ งที่ 1 ความร้เู บือ้ งต้นเก่ียวกบั โปรแกรม Google SketchUp
เรอ่ื งท่ี 2 เรมิ่ ตน้ การทางานบน Google SketchUp
เรอ่ื งที่ 3 มุมมองภาพและการแสดงผล Google SketchUp
เรอ่ื งที่ 4 เคร่ืองมือ Principal Tools
เรอ่ื งที่ 5 วาดรูปสร้างโมเดล
เรอ่ื งที่ 6 การใช้เครื่องมือปรบั แต่ง
เร่ืองท่ี 7 การตกแต่งโมเดล
เรื่องที่ 8 สร้างสรรค์โมเดลสวย
เรื่องที่ 9 การนาเสนอโมเดล

3.1.4 ดาเนนิ การพฒั นาชดุ ฝึกทักษะ เร่อื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp
จานวน 9 เลม่

3.1.5 นาชดุ ฝึกทกั ษะทีส่ ร้างและพัฒนาข้ึนเสนอต่อผู้เช่ยี วชาญ เพื่อตรวจสอบความถกู ต้อง

ดา้ นเน้อื หา สานวนภาษา ตลอดจนรปู แบบการนาเสนอ ซงึ่ ผู้เช่ียวชาญประกอบดว้ ย

3.1.5.1 นางสาวอาภาพร ชาตาสุข ตาแหน่ง รองผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านบงุ่ อ้ายเจ้ียม

3.1.5.2 นางกาไร พะลงั ตาแหน่ง ครูชานาญการพิเศษ โรงเรียนบา้ นบงุ่ อ้ายเจยี้ ม

3.1.5.3 นางสาวกนกพร สขุ สุวรรณ ตาแหนง่ ครูชานาญการพิเศษ โรงเรยี นบ้านบุ่งอา้ ยเจย้ี ม

29

3.1.6 นาผลการประเมินชดุ ฝึกทักษะของผู้เช่ียวชาญมาวเิ คราะห์ ความเหมาะสมดว้ ยการหา
ค่าเฉลย่ี โดยใช้เกณฑ์ของบญุ ชม ศรสี ะอาด (2548 : 47-50) ดงั นี้ คะแนนเฉลี่ย การแปลผล

4.51-5.00 เหมาะสม มากทีส่ ุด
3.51-4.50 เหมาะสม มาก
2.51-3.50 เหมาะสม ปานกลาง
1.51-2.50 เหมาะสม นอ้ ย
1.00-1.50 เหมาะสม นอ้ ยทส่ี ุด

ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ระดบั คะแนนเฉลี่ยของชดุ ฝึกทักษะทง้ั 9 เล่ม เท่ากบั 4.87
แสดงว่า มคี วามเหมาะสมมากทสี่ ดุ

3.1.7 ปรับปรงุ แก้ไขชดุ ฝึกทักษะตามข้อเสนอแนะของผเู้ ชี่ยวชาญ ไดแ้ ก่ ดา้ นการใช้สานวน
ภาษาทเ่ี หมาะสม มีความกะทัดรัดชดั เจน ด้านรูปแบบในการนาเสนอทหี่ ลากหลายและดึงดูดความสนใจของ
ผ้เู รียน

3.2. การสรา้ งและพฒั นาแผนการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp
สาหรับนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ทผี่ ู้ศกึ ษาได้ดาเนินการสรา้ งและพฒั นาตามขัน้ ตอน ดังน้ี

3.2.1 ศกึ ษาหลักสตู รการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 และเอกสารอ่นื ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกับ
รายวชิ าคอมพวิ เตอร์เพม่ิ เติม เพ่อื เปน็ แนวทางในการกาหนดจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ เนือ้ หา
กิจกรรมการเรียนรู้ การวดั ประเมนิ ผล สอื่ และแหล่งเรียนรู้ โครงสร้างของวชิ า ตาราและเอกสารต่างๆ

3.2.2 ศึกษาการจดั กระบวนการเรียนรทู้ เี่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญตามหลักสูตรการศึกษา
ขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 เพ่อื ให้ทราบแนวทางของหลักการเขียนแผนการจัดการเรยี นรู้
ทส่ี อดคล้องกับทฤษฎีเก่ียวกบั การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน

3.2.3 วิเคราะห์หลกั สูตรสถานศึกษา หลกั สตู รภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ของสถานศึกษาและเนื้อหา
โดยทาความเขา้ ใจมาตรฐานการเรยี นรู้และผลการเรียนร้ทู ี่คาดหวงั ของแตล่ ะเนื้อหาของรายวชิ า
คอมพวิ เตอรช์ ้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 เรือ่ ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp

3.2.4 จดั ทาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยยึดรปู แบบการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี นน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ
จานวน 13 แผน

3.2.5 นาแผนการจดั การเรียนร้ทู ีป่ รับปรุงแล้วเสนอต่อผู้เช่ียวชาญชุดเดมิ เพ่ือประเมนิ
คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้

30

3.2.6 นาผลการประเมนิ ของผู้เชย่ี วชาญมาหาค่าเฉลย่ี แล้วเทียบกบั เกณฑท์ ี่ตั้งไว้
โดยมีค่าเฉลยี่ ตงั้ แต่ 3.50 – 5.00 จึงถือว่าใช้ได้ พบว่า แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ าคอมพิวเตอร์
เรอ่ื ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โดยใช้ชดุ ฝึกทักษะที่ผู้ศกึ ษา
สรา้ งและพัฒนาขน้ึ ได้ค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.62 ซ่งึ อยู่ในเกณฑเ์ หมาะสมมากทสี่ ุด ถือเป็นแผนการ
จดั การเรียนรทู้ ม่ี ีคณุ ภาพและสามารถนาไปใชท้ ดลองได้

3.3. การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น

แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ังก่อนเรียน
และหลังเรียน ด้วยชุดฝึกทักษะเร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2
ซึ่งเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ โดยการสร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนตามข้นั ตอน ดงั นี้

3.3.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นแบบอิงเกณฑ์การเขยี น
ข้อสอบ การหาค่าอานาจจาแนก คา่ ความเช่ือมนั ค่าความเท่ียงตรง และการวดั ผลการศึกษาจาก
หนงั สือการวิจยั เบือ้ งต้นของบุญชม ศรสี ะอาด (2543 : 81-100) การวัดผลการศกึ ษาของ
สมนึก ภัททยิ ธนี (2537 : 73-233) เพ่อื นามาใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียน

3.3.2 วิเคราะห์เนื้อหาสาระการเรยี นรู้ จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวัง
รายวชิ าคอมพวิ เตอร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2

3.3.3 สร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี น เร่ืองการออกแบบส่ิงของสามมิติ
ด้วยโปรแกรม Google SketchUp ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ให้ครอบคลุมเนือ้ หาและสอดคล้องกบ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ซ่งึ เป็นแบบปรนัย ชนดิ เลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ข้อ จานวน 30 ข้อ
เพ่ือนามาใช้จรงิ จานวน 30 ข้อ

3.3.4 นาแบบทดสอบทีพ่ ิมพ์ข้ึนเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญชดุ เดิม เพอื่ พจิ ารณาตรวจสอบ
ความถูกต้องด้านเนอ้ื หา สานวนภาษา และความสอดคลอ้ งกบจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้กับข้อคาถาม
และครอบคลุมเน้ือหาหรือไม่ แล้วปรับปรุงแก้ไขตามขอ้ เสนอแนะ

3.3.5 นาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ปรับปรุง แก้ไขตามข้อเสนอแนะของ
ผเู้ ช่ียวชาญ พร้อมแบบประเมินแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี น เพ่ือตรวจสอบความเที่ยงตรง
ของเน้ือหากับจุดประสงค์ โดยใช้ IOC ดชั นีความสอดคล้องระหว่าง ข้อสอบกับจดุ ประสงค์
การเรยี นรู้

31

สมนกึ ภัททิยธนี ( 2546 : 218-220) มเี กณฑ์การใหค้ ะแนน ดงั นี้

ใหค้ ะแนน +1 เมอื่ แน่ใจวาขอ้ สอบน้ันวัดตามจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
ใหค้ ะแนน 0 เมอื่ ไมแ่ น่ใจวาข้อสอบน้ันวดั ตามจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
ใหค้ ะแนน -1 เมื่อแน่ใจวา่ ขอ้ สอบนั้นไมไ่ ด้วัดตามจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม

3.3.6 นาข้อมูลมาวเิ คราะห์หาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องระหว่างข้อสอบของแบบทดสอบกับ
จุดประสงค์การเรยี นรู้ โดยใชส้ ูตร IOC ซ่งึ เลอื กขอ้ สอบที่มีคา่ IOC ต้งั แต่ 0.5 ถงึ 1.00 ทง้ั 20 ข้อ
ซ่งึ แสดงว่าข้อสอบวัดจดุ ประสงค์นั้นได้ครอบคลุมสาระการเรยี นรู้ สมนกึ ภัททิยธนี (2546 : 221)

3.4. การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ

การสร้างแบบทสอบถามความพงึ พอใจของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ท่เี รียนด้วยชดุ ฝึกทกั ษะ
เรือ่ ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book) ผู้ศกึ ษาได้
ดาเนนิ การสรา้ งและพฒั นาตามขนั้ ตอน ดังน้ี

3.4.1 ศกึ ษาการสร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจจากหนงั สอื การวิจยั เบ้ืองตน้ ของ
บญุ ชม ศรสี ะอาด (2543 : 81-100) การวัดผลการศึกษาของสมนกึ ภทั ทิยธนี (2537 : 73-233)
และการวิจัยการศึกษาของล้วน สายยศ (2538 : 192-234)

3.4.2 ศึกษารปู แบบ ตวั อย่างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรยี นทม่ี ีต่อชุดฝึกทักษะ
จากเอกสารงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง อาทเิ ชน่ มะลิวัลย์ ชาวอุบล (2548 : 78-85), พิษณุ ชนิ ชนะ (2547 : 74-82) ,
ทิชากร พรมศริ ิเดช (2548 : 99-103) เป็นต้น

3.4.3 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทกั ษะ เร่อื ง การใช้งาน
โปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ทีม่ ลี ักษณะ
เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale) ตามวิธีของลเิ คอร์ท (Likert) ซ่งึ มี 5 ระดับ คือ มากท่สี ดุ
มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จานวน 1 ชดุ 10 ขอ้

3.4.4 นาแบบสอบถามความพึงพอใจท่ีผูศ้ กึ ษาคน้ ควา้ สรา้ งขึ้น เสนอต่อคณะผู้เชี่ยวชาญ
ชุดเดมิ เพอ่ื พจิ ารณาความเหมาะสมของภาษา สานวนภาษา และความสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
กับข้อคาถาม แลว้ นาไปปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะ

3.4.5 จดั พมิ พ์และทาสาเนาแบบสอบถามความพึงพอใจทีผ่ ่านการตรวจสอบแล้ว ไปใช้กับ
กลมุ่ ตวั อย่างนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบา้ นบุ่งอา้ ยเจ้ยี ม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563
จานวน 30 คน

32

3.5. วิธีการดาเนินการศกึ ษา

ผูศ้ ึกษาได้ใชแ้ บบแผนการศึกษาค้นคว้าแบบ One Group Pre-test Post-test Design ดังตาราง 1
(ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ 2538 : 249)

ตาราง 1 แบบแผนการศกึ ษา

การทดสอบก่อนเรยี น ตวั แปรอสิ ระ การทดสอบหลงั เรียน

T1 X T2
T1 หมายถึง การทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test)

X หมายถงึ การทดลองโดยใช้แบบฝึกทกั ษะ

T2 หมายถงึ การทดสอบหลังการทดลอง (Post – test) การดาเนินการศึกษาคน้ ควา้ ในครง้ั น้ี

ผศู้ ึกษาคน้ ควา้ ได้ใชร้ ปู แบบ One Group Pretest-Posttest Design กับกล่มุ ตวั อยา่ งคอื นักเรียนชนั้
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนบ้านบงุ่ อา้ ยเจย้ี ม ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จานวน 30 คน
โดยดาเนินตามข้นั ตอน ดังนี้

3.5.1 ทดสอบก่อนเรียน (Pre – test) โดยใชแ้ บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
เร่อื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 รายวชิ าคอมพิวเตอร์ ทีผ่ ศู้ กึ ษาสร้างขึ้น
จานวน 30 ข้อ ตรวจแลว้ เกบ็ คะแนนไว้ ก่อนทีจ่ ะดาเนินการเรียนการสอนดว้ ยชุดฝึกทักษะ เรือ่ ง การใชง้ าน
โปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-Book) ต่อไป

3.5.2 ดาเนนิ การทดลองสอนโดยใช้แผนการจดั การเรยี นรู้ และชุดฝึกทักษะ เร่อื ง
การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book) ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
จานวน 9 แผนโดยทดลองสอนในภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ระหวา่ งชว่ งเดือนธันวาคม 2563
ถงึ เดอื นกมุ ภาพันธ์ 2564 จานวน 22 ชั่วโมง ท้ังน้ไี มร่ วมระยะเวลาของทดสอบกอ่ นเรียนและทดสอบหลังเรยี น

3.5.3 ทดสอบหลังเรยี น (Post – test) เมื่อสน้ิ สุดการดาเนินการทดลองสอนดว้ ยแผนการ
จดั การเรียนรู้ครบ 9 แผน และชดุ ฝึกทักษะ เร่ือง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสือ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-Book) ครบ 9 เล่ม โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรอื่ ง การใช้งานโปรแกรม
Google SketchUp รายวิชาคอมพิวเตอร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซ่งึ เปน็ ฉบบั เดยี วกบั ท่ใี ช้ทดสอบก่อนเรียน
ทาการตรวจให้คะแนนแล้วนาข้อมลู ไปวเิ คราะห์ทางสถิตติ อ่ ไป

33

4. การวิเคราะห์ข้อมลู

4.1 วิเคราะหห์ าคุณภาพของเคร่อื งมือ

4.1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
โดยใช้ IOC ดชั นีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรยี นรู้

4.1.2 การหาคา่ อานาจจาแนก (B) (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นรายข้อ คานวณโดยใช้วธิ ขี องเบรนแนน (Brennan)

4.1.3 การหาคา่ ความเช่อื มั่น ( Reliability) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
ตามวธิ ขี องโลเวทท์ (Lovett)

4.2 หาค่าสถิติพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ รอ้ ยละ คา่ เฉลีย่ และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของคะแนนที่ได้จากทดสอบ
วัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน

4.3 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดฝกึ ทกั ษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book) ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สตู ร E1/E2

4.4 วเิ คราะห์เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนท่ีเรียนด้วย
ชุดฝึกทกั ษะ เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp รายวชิ าคอมพิวเตอร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
โดยใช้ t – test (Dependent Samples)

4.5 วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนกั เรยี นท่มี ีต่อการเรยี นดว้ ยการใช้ชดุ ฝึกทักษะ เร่ือง
การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
โดยรวมคะแนนแลว้ วเิ คราะหห์ าคา่ เฉล่ีย นาไปเปรยี บเทียบกับเกณฑ์ ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating Scale) โดยใชเ้ กณฑ์การแปลความหมาย ดังนี้

ระดบั 5 4.51 – 5.00 หมายถึง ความพงึ พอใจอยู่ในระดบั มากทีส่ ดุ
ระดับ 4 3.51 – 4.50 หมายถงึ ความพงึ พอใจอยู่ในระดับมาก
ระดบั 3 2.51 – 3.50 หมายถงึ ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง
ระดบั 2 1.51 - 2.50 หมายถึง ความพงึ พอใจอยู่ในระดับน้อย
ระดับ 1 1.00 – 1.50 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดบั น้อยท่ีสุด

34
5. สถติ ิท่ีใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

5.1 หาคา่ สถิติพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ รอ้ ยละ คา่ เฉล่ยี และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนนทไี่ ดจ้ ากการ
ทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียน

5.1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตร P

5.1.2 คา่ เฉลย่ี (Arithmetic Mean) โดยคานวณจากสูตร ดงั น้ี

5.1.3 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยคานวณจากสูตรต่อไปนี้

35
5.2 สถติ ิท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์หาคณุ ภาพเคร่อื งมือ

5.2.1 วเิ คราะหห์ าคณุ ภาพของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียน
5.2.1.1 การหาค่าอานาจจาแนก (B) ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น

โดยใชส้ ูตรของเบรนแนน (Brennan)

5.2.1.2 การหาค่าความเท่ียงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น โดยใช้สูตรดชั นีความสอดคล้อง (IOC) ดงั น้ี

5.2.1.3 คา่ ความเชอื่ มั่น (Relaibility) ของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
โดยใช้วธิ กี ารของโลเวทท์ (Lovett Method)

36
5.2.2 วิเคราะห์หาคา่ ประสิทธิภาพของชดุ ฝึกทักษะ เร่ือง การออกแบบสงิ่ ของสามมิติ
ด้วยโปรแกรม Google SketchUp รายวิชาคอมพิวเตอร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ตามเกณฑ์ 80/80
โดยใชส้ ูตร E1/E2

5.2.2.1 หาค่าประสทิ ธิภาพของกระบวนการเรยี นการสอน (E1)

5.2.2.2 หาคา่ ประสิทธภิ าพของการเรยี นการสอน (E2)

5.2.3 ดชั นปี ระสิทธผิ ลของชุดฝึกทกั ษะ เรือ่ ง การออกแบบสง่ิ ของสามมติ ดิ ้วยโปรแกรม
Google SketchUp รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ใช้สตู ร

5.3 สถติ ิที่ใช้ทดสอบสมมตฐิ าน โดยใช้สตู ร t – test (Dependent Sample) ดังนี้

37

บทท่ี 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นโดยใชช้ ุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (e-Book) สาหรับนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 มีลาดบั การนาเสนอดังนี้

ตอนที่ 1 ผลการหาประสทิ ธิภาพของชุดฝกึ ทักษะ เร่อื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp
ในรปู แบบหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ (e-Book) ตามเกณฑ์ 80/80

ตอนที่ 2 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนภายหลังจากการเรียนดว้ ยชุดฝึกทกั ษะ เรื่อง
การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book)

ตอนที่ 3 ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนหลงั การเรียนดว้ ยการใช้ชุดฝึกทกั ษะ เร่ือง
การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

ตอนท่ี 1 ผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรปู แบบหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Book)สาหรบั นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ตามเกณฑ์ 80/80

ผู้วิจัยได้นาชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปให้นักเรียนได้ทดลอง
ศึกษาตาม ขั้นตอน แล้วนาคะแนนจากการทดสอบย่อยในกิจกรรม และคะแนนจากการทาแบบทดสอบ
หลังเรียน มาวิเคราะห์ หาประสิทธิภาพ โดยใช้สูตรการหาประสิทธิภาพ E1/E2 พบว่า ประสิทธิภาพของ
ชุดฝึกทักษะรายวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp สาหรับนักเรียน
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 มีประสทิ ธภิ าพสงู กว่าเกณฑ์ทกี่ าหนด ซง่ึ สามารถสรปุ ได้ดงั ตารางที่ 1

ตารางท่ี 1 แสดงประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรบั นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2

ร้อยละของ ร้อยละของ ̅ S.D.
คะแนนเฉลยี่
ระหวา่ งเรียน คะแนนเฉล่ีย จานวน ระหวา่ ง หลังเรยี น ระหวา่ ง หลังเรียน
หลังเรยี น (E2) เรียน (E1) (E2)
(E1) เรยี น (E1) (E2)
2.06 1.77
83.63 85.35 30 12.63 25.60

จากตารางท่ี 1 ผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google
SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนเท่ากับ 12.63
คิดเป็นร้อยละ 83.63 และคะแนนเฉล่ียหลังเรียนเท่ากับ 25.60 คิดเป็นร้อยละ 85.35 แสดงว่า
ชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)
มคี ่าประสทิ ธภิ าพ 83.63/85.35 เป็นไปตามเกณฑท์ ่ีตง้ั ไว้ 80/80

38

ตอนที่ 2 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี นภายหลังจากการเรยี นดว้ ยชุดฝกึ ทกั ษะ เรอื่ ง
การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Book)
สาหรบั นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2

ผลการวเิ คราะห์เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นระหว่างกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นด้วยชดุ ฝกึ ทกั ษะ
เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรบั นกั เรียน
ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 แสดงดังตารางท่ี 2

ตารางท่ี 2 ผลการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลงั เรียน

คะแนนทดสอบ นกั เรียน/คน คะแนนเต็ม ̅ S.D. t

ทดสอบก่อนเรียน 30 30 16.73 2.64 16.02
ทดสอบหลังเรียน 30 30 23.57 2.43

จากตารางที่ 2 เป็นผลการเปรยี บเทียบภายในกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการศึกษาครัง้ นีว้ า่ คะแนน
ของการทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียนด้วยชดุ ฝกึ ทักษะ เรอ่ื ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรปู แบบหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 พบวา่ หลังจากเรียน
ด้วย นกั เรียนได้คะแนนทดสอบหรือผลสมั ฤทธ์ิหลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น แสดงว่าการเรียนด้วยชดุ ฝึกทักษะ
เรอื่ ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรบั นกั เรยี น
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทาให้นักเรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขนึ้ จรงิ

39

ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนหลงั การเรยี นด้วยการใช้ชดุ ฝกึ ทักษะ
เรือ่ ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-Book)
สาหรบั นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2

รายการประเมิน ̅ S.D. ระดบั ความพึงพอใจ

1.รปู แบบการใชง้ านชุดฝกึ ทักษะเป็นไปตามลาดับข้ันตอน 4.32 0.7 มาก

2.ชดุ ฝึกทกั ษะมีคาชี้แจงและคาแนะนาทเ่ี ข้าใจงา่ ย 4.55 0.6 มากทสี่ ุด

3.ชุดฝึกทักษะชว่ ยใหน้ กั ศึกษาเกดิ ความรู้ความเข้าใจในบทเรยี นได้ยงิ ขึ้น 4.75 0.4 มากทีส่ ุด

4.ชดุ ฝกึ ทักษะความหลากหลายและสอดคลอ้ งตามจดุ ประสงค์ 4.57 0.5 มากทส่ี ดุ

5.ชุดฝึกทักษะมคี วามยากง่ายพอเหมาะกับนักเรียน 4.61 0.5 มากทส่ี ุด

6.ชดุ ฝึกทกั ษะชว่ ยใหน้ ักเรียนไดฝ้ ึกทกั ษะและคน้ หาความรูด้ ้วยตนเอง 4.50 0.6 มากท่ีสดุ

7.ชดุ ฝกึ ทักษะช่วยใหน้ ักเรียนไดฝ้ กึ ทกั ษะการคดิ แก้ปญั หาดว้ ยตนเอง 4.45 0.6 มาก

8.ชุดฝกึ ทกั ษะชว่ ยให้นักศกึ ษาได้ฝกึ ทักษะการใช้โปรแกรม Google 4.50 0.6 มากทส่ี ดุ

SketchUp ดว้ ยตนเอง

9.ชดุ ฝึกทักษะมกี ารประเมนิ ผลการเรยี นทเ่ี หมาะสมกับนักเรียน 4.36 0.7 มาก

10.ชุดฝกึ ทกั ษะสามารถเขา้ ไปเรียนรู้ด้วยตนเองไดท้ กุ ทท่ี ุกเวลา 4.61 0.5 มากท่สี ดุ

รวม 4.52 0.57 มากท่สี ดุ

จากตารางที่ 3 ผลการประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนพบว่า โดยรวมอยู่ในระดบั พงึ พอใจมากทีส่ ดุ
โดยมคี ่าเฉลี่ยเทา่ กบั 4.52 และมีส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.57

40

บทที่ 5

สรุปผลการวิจัย อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ

การวจิ ยั ในครง้ั น้ี ผวู้ ิจยั ไดด้ าเนินการพฒั นาชดุ ฝึกทักษะ เรื่อง การใชง้ านโปรแกรม Google
SketchUp ในรูปแบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-Book) สาหรับนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2
ซง่ึ มวี ัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ดงั น้ี

1. เพ่ือพฒั นาชดุ ฝึกทักษะ เร่อื ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนงั สอื
อิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Book)

2. เพ่อื เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นเรยี นและหลังเรียน โดยใชช้ ดุ ฝึกทกั ษะ
เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรปู แบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book)

3. เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนหลงั การเรียนด้วยการใช้ชุดฝกึ ทกั ษะ
เร่อื ง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Book)

5.1 สรปุ ผลการวิจัย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏผลดังนี้

1. ผลการหาประสิทธิภาพ (E1/E2) ของชุดฝึกทักษะ เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 เท่ากับ 83.63/85.35
ซ่งึ สงู กว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 แสดงว่า ผลการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google
SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีจัดทาขึ้น
มีประสทิ ธิภาพเปน็ ไปตามเกณฑท์ ่กี าหนด

2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนของการทดสอบก่อนและหลังเรียนด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะ เร่ือง
การการใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า คะแนนทดสอบหลังจากเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน (t-test) แสดงว่า
การเรียนด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะรายวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นสงู ขึ้น

3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียน ด้วยการใช้ ชุดฝึกทักษะ
เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียน
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ในภาพรวมอย่ใู นระดบั พงึ พอใจมากทีส่ ดุ มีค่าเฉลีย่ ( ̅ = 4.52 , S.D. = 0.57 )

41

5.2 อภิปรายผล

การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนโดยใชช้ ดุ ฝกึ ทักษะ เรอื่ ง การใช้งานโปรแกรม Google
SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 ผูว้ จิ ยั ได้
อภิปรายผลการวิจัย ดงั นี้

1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ เร่ือง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีจัดทาขึ้นมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์
ทกี่ าหนด อาจเนือ่ งมาจากกระบวนการจัดทาชุดฝึกทักษะ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์หลักสูตร ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง
คาอธิบายรายวิชา ค้นคว้าเน้ือหาสาระของรายวิชาท่ีจัดทาและจัดวางโครงสร้างตามรายละเอียดเนื้อหา
ที่กาหนดไว้ เพ่ือให้นักเรียนเกิดความรู้ ทักษะ โดยการกาหนดเน้ือหาในชุดฝึกทักษะได้รวบรวมมาจากแหล่ง
เรียนท่ีหลากหลายและจัดลาดับข้ันตอนท่ีจะนาเสนอ ให้เกิดความกระชับ ชัดเจนและมีความต่อเน่ือง
ในกระบวนการสร้างชุดฝึกทักษะ ได้กระทาตามขั้นตอนของหลักวิชาการจัดลาดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก
ยึดนักเรียนเป็นสาคัญและคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนดาเนินการภายใต้การตรวจสอบ ดูแลเพื่อให้ได้เครื่องมือที่มีคุณภาพโดยผู้เช่ียวชาญมีการ
ตรวจสอบและให้คาแนะนาปรับปรงุ จนได้เครอื่ งมอื วดั ประเมินผลท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ

2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนของการทดสอบก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะ เรื่อง
การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการทางการเรียนที่ดี มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการใช้ชุดฝึกทักษะ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 มีเนื้อหาการใช้เครื่องมือ
ในโปรแกรม ข้ันตอนการออกแบบและกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ความคิด ได้ฝึกปฏิบัติตาม
ได้อย่างเป็นระบบและเกิดการเรียนรู้อย่างเข้าใจที่แท้จริง รวมทั้งนักเรียนสามารถเข้าไปเรียนรู้และทบทวน
ดว้ ยตนเองได้ทกุ ทีท่ ุกเวลาทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน นอกจากนั้นในกระบวนการจัดการเรียนการสอน
ของแต่ละชุดฝึกทักษะ จะมีการประเมินผลก่อนเรียนทาให้ทราบความรู้พ้ืนฐานของนักเรียน หลังจากจบ
บทเรยี นแลว้ ก็มกี ารประเมินผลการเรียน เพ่ือตรวจสอบนักเรียนว่ามีความรู้เพิ่มข้ึนหลังจากเรียนจบในบทนั้น
ๆ มากนอ้ ยเพียงใด มปี ญั หาอปุ สรรคในการเรยี นรู้ประการใด เพ่ือพัฒนาสอ่ื การสอนในเรอ่ื งต่อไปให้ดียิ่งข้ึน

3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะ เรื่อง
การใช้งานโปรแกรม Google SketchUp ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) สาหรับนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ท้ังนี้อาจเนื่องมาจากหลังจากที่ครูได้ทาการ
อธิบายและสอนไปแล้ว นักเรียนสามารถศึกษาทบทวนจากชุดฝึกทักษะได้ด้วยตนเองในภายหลัง สามารถ
จดจาข้ันตอน เคร่ืองมือ และคาส่ังได้อย่างครบถ้วน เม่ือถึงเวลาฝึกทาชิ้นงานสามารถทาตามใบงานได้
ทาให้ผเู้ รียนสามารถทาชิน้ งานให้บรรลุวัตถุประสงคภ์ ายในเวลาท่กี าหนดได้

42

5.3 ข้อเสนอแนะ

1. ควรมีการพัฒนาชุดฝึกทักษะในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) เพื่อเป็นส่ือเสริมช่วย
ในการจัดการเรยี นรโู้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์โปรแกรมอนื่ ๆ รวมทัง้ รายวชิ าอื่นๆ

2. ควรมีการศึกษาการใช้ส่ือการสอนประเภทอื่นๆ เชน่ บทเรียนออนไลน์ บทเรยี นผ่านโทรศัพท์มือถือ
ดังน้ัน ควรจะมีการดาเนินการศึกษาถึงสื่อในรูปแบบอื่น ๆ ประกอบไปด้วย เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาการ
เรียนการสอน ให้บรรลุจุดหมายและสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) และหลักสูตรของสถานศึกษาใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพต่อไป

ภาคผนวก

ภาคผนวก ก.

ชดุ ฝึกทักษะ เร่ือง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (e-book)

ภาพตวั อย่างชดุ ฝึกทกั ษะ เร่อื ง การใชง้ านโปรแกรม Google SketchUp
ในรูปแบบหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) จานวน 9 เล่ม


Click to View FlipBook Version