1
บทสรปุ ผู้บรหิ าร
การจัดการอาชีวศึกษาเป็นการจัดการศึกษาในด้านวิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนากำลงั คนในระดบั ฝมี อื
(ปวช.) ระดับเทคนิค (ปวส.) ระดับเทคโนโลยี (ปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ) และการ
ฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อยกระดับฝีมือซึ่งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะอาชีพระยะสั้น และระยะยาวที่มี
ความสัมพันธส์ อดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ แผนการศกึ ษาชาติ กรอบ
มาตรฐานคุณวฒุ ิอาชวี ศึกษาแห่งชาติและมาตรฐานการอาชวี ศึกษาในแตร่ ะดับ กำลงั คนดา้ นอาชีวศึกษานับว่า
มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังปรากฏในยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561–2580
(ราชกิจจานุเบกษา. 2561) ด้านการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่มีเป้าหมายให้คนไทย
เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 และสังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและ
สนบั สนุนต่อการพัฒนาคนตลอดชว่ งชวี ิต
การบริหารจัดการหลักสูตรและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้เป้าหมายอาชีพเป็นฐาน มี
วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม พฒั นา ผ้บู รหิ าร ครู และบคุ ลากรทางการศึกษา ในการยกระดับศักยภาพการพัฒนา
หลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสมรรถนะอาชีพในการดำเนินชีวิต
และประกอบอาชีพของผู้เรียน สร้างผู้เรียนให้เป็นช่างฝีมือที่มีความสามารถในการประกอบอาชีพตามสาขา
อาชพี ทม่ี ีความตอ้ งการ กลา้ คิด กล้าทำ กล้าพูดเนน้ การฝึกปฏิบัติท่ีเรียนจรงิ รจู้ รงิ ทักษะคลอ่ ง สง่ เสรมิ ผู้เรียน
ใหส้ ามารถเปน็ ผูป้ ระกอบการในสาขาอาชีพทต่ี ้องการ สรา้ งระบบความรว่ มมอื เครอื ขา่ ยผปู้ ระกอบการภาครัฐ
และเอกชนให้มีความเข้มแข็ง และต่อเนื่องโดยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน สามารถผลิตผู้เรียนได้ตรงตามความ
ต้องการของสถานประกอบการ จัดเป็นศูนย์ฝึกอบรม และรับรองมาตรฐานอาชีพโดยขยายโอกาสเยาวชน
ประชาชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนา ยกระดับฝีมือให้ได้มาตรฐานอาชีพ Up
Skills , Re Skills , New Skills จัดการอาชีวศึกษาทุกช่วงวัยโดยมีรูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิต (ไม่
จำกัดวฒุ ิการศึกษา , ไมจ่ ำกัดเพศ, ไม่จำกัดอาย)ุ
การบริหารจัดการคุณภาพ แนวคิดใช้การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ( Total Quality
Management) เป็นระบบการจัดการเพื่อคุณภาพที่เน้นการบริหารจัดการในทุกด้าน ทุกกิจกรรม ทุกขั้นตอน
ขององคก์ ร แนวทางทฤษฏเี ส้นตรง Rene
รูปแบบที่ 1 เริ่มจากจุดที่ 1 หน้าประตู จุดที่ 2 หน้าเสาธง จุดที่ 3 ห้องเรียนคาบแรก จุดที่ 4
ห้องเรียนคาบสดุ ท้าย เก็บขอ้ มลู การปฏบิ ตั ิในรูปแบบสถิติเปรยี บเทียบทุกวัน
รูปแบบที่ 2 เริ่มจากจุดที่ 1 โรงนอน จุดที่ 2 โรงอาหาร จุดที่ 3 อาคารฝึก จุดที่ 4 ตรวจสอบงาน
เก็บขอ้ มลู ในรปู แบบสถิติเปรียบเทียบทุกวัน
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบมุ่งเน้นอาชีพเป็นสำคัญ คือ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน เน้นที่ให้
“ผ้เู รียน”สำคญั ที่สุด โดยมุ่งเนน้ ท่จี ะพฒั นาให้ผเู้ รียนมสี มรรถนะอาชีพผา่ นกระบวนการฝึกจากการเรียนรู้ด้วย
ตัวเองผ่านประสบการณ์ตรง เริ่มต้นจากงานที่ง่ายๆ ฝึกการทำงานจนใช้เป็นอาชีพและจากตัวอาชีพไปสู่วิชา
2
โดยมีครูผู้สอนเป็นโค้ชคอยให้คำแนะนำ ซึ่งจะเป็นการนำไปสู่การมีอาชีพในครัวเรือนเล้ียงชีพได้ในเบื้องต้น
และยกระดับเปน็ อาชีพหาเลี้ยงตนได้ในอนาคต สามารถพัฒนาตอ่ ยอดไดถ้ งึ การเป็นผปู้ ระกอบการในอนาคต
ในการจัดการบริหารจัดการหลักสูตร และนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้เป้าหมายอาชีพ
เปน็ ฐานนัน้ มขี อ้ เสนอแนะในการยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาของผู้อำนวยการสถานศกึ ษา ดงั นี้
1. ศึกษาบริบทของสถานศึกษาตนเองให้ชัดเจน ว่าในสถานประกอบการในพื้นที่นั้นมีความต้องการ
อาชีพอะไร และสถานศึกษาของเราสามารถผลิตผู้เรียนได้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ
ในชมุ ชนหรอื ไม่ อยา่ งไร
2. สร้างทีมบริหารโครงการและแต่งตั้งที่ปรึกษาโครงการ ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับครู บุคลากร
ทางการศึกษาในการปรบั และจัดการหลักสตู ร และนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใชเ้ ป้าหมายอาชีพ
เป็นฐาน ว่ามีความแตกต่างจากการจัดหลักสูตรปกติอย่างไร สำคัญและจำเป็นอย่างไรที่สถานศึกษาจะต้อง
พฒั นาการบรหิ ารจดั การหลักสตู รตามวธิ กี ารน้ี
3. มีการจดั ประชุมสรา้ งการรบั ร้แู ละกำหนดเปา้ หมายร่วมกนั โดยประชุมเพอ่ื วเิ คราะห์และบรู ณาการ
รายวิชาที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกันในแต่ละอาชีพให้มาจัดการเรียนการสอนร่วมกัน โดยมีเป้าหมายของอาชีพ
เป็นฐานในการเรียน
4. มีการศึกษาดูงานเปรียบเทียบแนวทางสู่การปฏิบัติ และ มอบหมายแผนกวิชาจัดฐานในการเรียน
โดยมุง่ อาชพี เปน็ หมายหลัก พัฒนาใหผ้ เู้ รียนสามารถปฏบิ ัตงิ านในอาชีพนนั้ ไดเ้ รว็ ท่ีสดุ
5. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการทั้งของภาครัฐ และเอกชนในการร่วมบริหาร
จดั การหลักสตู ร ท้งั ในเร่ืองครฝู ึก และสถานท่ีฝึกงาน และฝกึ ประสบการณ์วชิ าชพี
6. ประชาสัมพันธ์การจัดการศึกษาในรูปแบบเป้าหมายอาชีพเป็นฐานให้ผู้ปกครอง ชุมชนในพื้นท่ี
ได้รับทราบ และติดตามแก้ไข ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น การดำเนินงานของสถานศึกษาในการจัดการศึกษารูปแบบ
ใหม่น้ีวา่ จะพฒั นาผ้เู รียนได้มากนอ้ ยแค่ไหน
7. จัดกิจกรรมบริการชมุ ชนโดยนำผู้เรยี นออกให้บริการทางด้านวิชาชีพตามฐานอาชีพทีเ่ รียน ในการ
ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น สำคัญที่สุดที่บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาจะต้องมีความรู้ความ
เข้าใจในสิ่งที่จะดำเนินการ มีเป้าหมายเดียวกันในการที่จะพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไป
ประกอบอาชพี ติดตวั ไดเ้ ลยเมอ่ื สำเร็จการศกึ ษา โดยมุ่งประโยชน์ทจ่ี ะเกิดกับผู้เรียนเปน็ สำคญั เป้าหมายทีต่ ั้งไว้
จึงจะประสบความสำเร็จได้ดังหวัง
8. การตดิ ตามผลการดำเนินงานเพื่อการปรับปรงุ และแก้ไขอยา่ งต่อเน่ือง
3
สารบญั
เรื่อง หนา้
สว่ นท่ี 1 สภาพปัจจุบันและความทา้ ทาย 4
ส่วนที่ 2 แนวคิด องค์ความรู้ และกฎระเบยี บทเ่ี ก่ียวข้อง 8
ส่วนท่ี 3 ผลการศึกษาเปรยี บเทยี บ (Journey Mapping) 31
ส่วนท่ี 4 รปู แบบการพฒั นาสถานศึกษาและแนวทางการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา 42
ส่วนท่ี 5 ข้อเสนอแนะการยกระดบั คุณภาพการจดั การอาชีวศึกษา 49
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
4
สว่ นที่ 1
สภาพปัจจุบนั และความท้าทาย
1. สภาพปจั จบุ ันและความทา้ ทาย
การจดั การอาชีวศึกษาเป็นการจดั การศกึ ษาในดา้ นวิชาชีพ เพอื่ ผลติ และพฒั นากำลังคนในระดบั ฝมี อื
(ปวช.) ระดับเทคนิค (ปวส.) ระดับเทคโนโลยี (ปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ) และการ
ฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อยกระดับฝีมือซึ่งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะอาชีพระยะสั้น และระยะยาวที่มี
ความสมั พันธ์สอดคลอ้ งกบั ยุทธศาสตรช์ าติ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ แผนการศึกษาชาติ กรอบ
มาตรฐานคณุ วุฒิอาชวี ศกึ ษาแห่งชาติ และมาตรฐานการอาชีวศกึ ษาในแต่ระดับ กำลงั คนดา้ นอาชวี ศึกษานับว่า
มคี วามสำคญั ตอ่ การพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ ดงั ปรากฏในยทุ ธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580
(ราชกิจจานุเบกษา.2561) ด้านการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่มีเป้าหมายให้คนไทย
เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 และสังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและ
สนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาชีวศึกษา และฝึกอบรม
วิชาชพี ดังน้ี
1. การปรับเปลีย่ นค่านิยม และวัฒนธรรม โดยบูรณาการร่วมระหวา่ ง “ครอบครัว ชุมชน ศาสนา
การศกึ ษา และส่อื ” เพื่อใหเ้ กดิ เป็น “วิถ”ี การดำเนนิ ชีวติ แบบใหม่
2. การพฒั นาศักยภาพคนตลอดชว่ งชีวติ ต้ังแตช่ ่วงการตั้งครรภ์ ปฐมวยั จนถึงวยั ผสู้ งู อายุ เพื่อสร้าง
ทรัพยากรมนุษย์ที่มีศกั ยภาพ มีทักษะความรู้ เป็นคนดี มีวินัย เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีความรอบรูท้ างการเงนิ มี
ความสามารถในการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมในแต่ละชว่ งวยั
3. ปฏริ ปู กระบวนการเรียนรทู้ ่ตี อบสนองต่อการเปลย่ี นแปลงในศตวรรษท่ี 21 โดยม่งุ เน้นผเู้ รียนใหม้ ี
ทกั ษะการเรียนรู้ และมีใจใฝเ่ รยี นรู้ตลอดเวลา มกี ารออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ การเปล่ยี นบทบาทครู การ
เพิ่มประสิทธิภาพระบบบรหิ ารจัดการศกึ ษา เพ่ือนำไปสู่การวางตำแหน่งของประเทศไทยในภมู ิภาคเอเชียอาร์
เนย์ และเพ่อื ความเป็นเลศิ ทางวชิ าการระดบั นานาชาติ
4. การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนษุ ย์ท่หี ลากหลาย อาทิ ภาษา ตรรกะและคณิตศาสตร์ด้านทศั นะ
และมิติ ดนตรี กีฬาและการเคลือ่ นไหวของร่างกาย การจัดการตนเอง มนุษยสัมพนั ธ์ รวมถึงผู้มีความสามารถ
อันโดดเดน่ ด้านใดด้านหนงึ่ หรอื หลายด้าน เพ่ือสนบั สนุนประชากรไทยมอี าชีพบนพืน้ ฐานพหุปญั ญา
5. การสง่ เสริมบทบาทการมสี ว่ นรว่ มของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ ครอบครวั
และชุมชนในการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์
แผนปฏิรปู ประเทศดา้ นการศึกษามีเป้าหมายคอื ผเู้ รียนทุกกล่มุ วัยได้รบั การศกึ ษาทม่ี ีคุณภาพตาม
มาตรฐาน มที กั ษะที่จำเป็นของโลกอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตวั สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่าง
มีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัย ใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มี ความ
รบั ผดิ ชอบ และมีจิตสาธารณะ โดยมี 5 BIG ROCKS ทส่ี ำคญั ดงั นี้
BR1 เสมอภาคตัง้ แตป่ ฐมวยั แกไ้ ขปัญหาเด็กนอกระบบ
5
BR2 สง่ เสริม Active Learning
BR3 ปฏิรูประบบ ผลติ และพฒั นาครู
BR4 อาชีวะเนน้ การฝึกปฏบิ ตั ิ
BR5 อดุ มศึกษาส่กู ารเรียนร้ตู ลอดชวี ติ
นอกจากน้แี ผนการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 (สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา,2560) ซึ่ง
มีส่วนเก่ียวกับการอาชีวศึกษา คอื ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 การผลติ และพฒั นากำลังคน การวิจยั และนวัตกรรม เพ่ือ
สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเป้าหมาย และตัวชี้วัดคือ สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษา
สูงขึ้น เมื่อเทียบกับผู้เรียนสายสามัญ และร้อยละผู้เรียนท่ีเรียนระบบทวิภาคีในสถานประกอบการมีมาตรฐาน
เพ่ิมขึ้น โดยกำหนดยุทธศาสตร์ 6 ดา้ นสอดคล้องกับยทุ ธศาสตร์ชาติ
นโยบาย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2566 มีนโยบาย
และจดุ เนน้ ที่สำคญั อยู่ 6 ข้อคอื
1. การจดั การศกึ ษาเพ่ือความปลอดภัย
2. การยกระดับคณุ ภาพการศึกษา
3. การสร้างความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศกึ ษาทุกช่วงวัย
4. การศึกษาเพ่อื พฒั นาทกั ษะอาชีพ และเพม่ิ ขีดความสามารถในการแข่งขัน
5. การสง่ เสรมิ และสนับสนนุ วิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษา
6. การพัฒนาระบบราชการ และการบรกิ ารภาครฐั ยุคดิจิตอล
การขับเคลือ่ นการศกึ ษา และแผนการศกึ ษาชาติ
แผนพฒั นาการอาชวี ศึกษา พ.ศ. 2560 – 2579 (สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา) สำนกั งาน
คณะกรรมการการอาชวี ศึกษามีพนั ธกิจ คอื ยกระดบั คุณภาพ และมาตรฐานการผลติ และพฒั นากำลังคนด้าน
วิชาชีพ สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ และการประกอบอาชีพอิสระให้มีคุณภาพได้
มาตรฐานในระดับสากล โดยกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการอาชีวศึกษา 6 ด้าน สอดคล้องกับแผนการ
ศกึ ษาแหง่ ชาติ
โดยนโยบาย และจุดเน้นการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ปงี บประมาณ พ.ศ. 2565 มจี ุดเน้นคือ “ยกระดบั คณุ ภาพการจัดการอาชวี ศึกษาแบบองค์รวมโดยใช้พื้นท่ีเป็น
ฐาน” มปี ระเดน็ นโยบาย และการขบั เคลือ่ นจดุ เน้นดงั นี้
1. การจดั การศกึ ษาเพ่ืออาชพี และสรา้ งขีดความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ
2. การยกระดบั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การอาชวี ศึกษาโดยใช้พื้นทีเ่ ป็นฐาน
ปัจจุบันประเทศไทย มีผู้ด้อยโอกาสที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ
เป็นจำนวนมาก ทั้งจากมีอายุมาก หรือเป็นผู้พิการก็ตาม ทำให้ผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ไม่สามารถประกอบอาชีพ
หาเลี้ยงชีวิตได้อย่างเหมาะสม เป็นปัญหาที่สังคมจะต้องเข้ามาแก้ไขให้เป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าผู้ด้อยโอกาส
เหลา่ นี้มโี อกาสเข้าถึงการศึกษา และการฝึกอาชพี ท่เี หมาะสมกบั สภาพอายุ สภาพรา่ งกายกจ็ ะทำให้การดำเนิน
ชีวิตของผู้ดอ้ ยโอกาสมคี วามเป็นอยู่ทด่ี ีขน้ึ สามารถรบั ผดิ ชอบตนเอง และดแู ลครอบครัวไมเ่ ป็นภาระของสังคม
6
ต่อไป และเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID – 19 และการปรับเปลี่ยนในยุค
ของเทคโนโลยดี ิจทิ ัล (Digital Disruption) อย่างรวดเรว็ ดังนน้ั ประเทศไทย และการศกึ ษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สายอาชวี ศึกษา จะต้องดำเนนิ การภายใต้ ชวี ติ วิถใี หม่ (New Normal) ไดอ้ ย่างมคี ณุ ภาพและมาตรฐาน
หาก ‘แรงงานฝีมอื สายอาชีพ’ คอื จกิ ซอว์ที่หายไปในภาพใหญ่ของการพฒั นาประเทศ ‘ครอู าชวี ะฯ’ ก็
เปรียบเสมือนผู้สร้างจิกซอว์ที่จะเข้ามาต่อเติมภาพนั้นให้กลายเป็นจริงได้ กล่าวให้ชัดคือ หากปราศจากครู
อาชีวะผู้ประสิทธิป์ ระสาท ‘ทักษะ’ บุคลากรวิชาชีพที่มที ักษะเฉพาะทางก็ไม่อาจเติบโตอย่างมคี ุณภาพได้ แต่
ความเป็นจริงไม่ง่ายเช่นนั้น นอกจากความเป็นครู ทักษะเฉพาะ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ใน
การถ่ายทอดทักษะที่ครูอาชีวะฯ ต้องมีแล้ว ความท้าทายใหญ่ที่ครูหนีไม่พ้นเช่นกันคือ ‘งบไม่พอ’ ‘ครูขาด’
และ ‘ภาพลบของเด็กช่าง’
การศึกษาอาชวี ศึกษาในปัจจุบันอาจแบ่งฉากทศั น์ของการศกึ ษาไดเ้ ปน็ 3 ฉากทัศน์ ดังน้ี
ฉากทัศน์ท่ี 1 อาชีวศกึ ษาแบบพหุนยิ ม โดยมีการเรียนรูต้ ลอดชีวติ เปน็ ศูนย์กลาง อาชวี ศึกษาแบบพหุ
นิยมเป็นการนิยามความหมายของการศึกษาสายอาชีพใหม่ จากเดิมที่อาชีวศึกษาจะเป็นการเรียนการสอนที่
แยกย่อยไปตามทักษะเฉพาะ เชน่ ชา่ งยนต์ ชา่ งกล ชา่ งก่อสร้าง ฯลฯ ในฉากทศั น์นีร้ ูปแบบการศึกษาดังกล่าว
จะพบเห็นได้น้อยลง ในทางกลับกันจะเห็นรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะเชื่อมโยง และผสมผสานมาก
ขึ้น เนื่องจากทักษะการรู้รอบกลายเป็นเรื่องสำคัญในโลกยุค VUCA (volatility หรือความผันผวน
, uncertainty หรือความไม่แน่นอน , complexity หรือความซับซ้อน และ ambiguity หรือความคลุมเครือ)
ในฉากทัศน์อาชีวศึกษาแบบพหุนิยม ขอบเขตระหว่างการศึกษาสายอาชีพ และสายสามัญจะพร่าเลือน และ
ทับซ้อนกันมากขึ้น ไม่ได้แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา และยังเน้นยำ้ ความจำเปน็ ในการผสมผสาน
ทักษะอาชวี ศึกษา และวิชาทั่วไปเข้าด้วยกนั โดยจะโฟกสั ทีก่ ารพัฒนาทักษะและความสามารถโดยรวม
ฉากทัศน์ที่ 2 อาชีวศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง โดยเน้นทักษะด้านวิชาชีพเป็นศูนย์กลาง สำหรับ
‘อาชวี ศกึ ษาแบบเฉพาะเจาะจง โดยเน้นทกั ษะดา้ นวิชาชพี เปน็ ศูนยก์ ลาง’ (occupational and professional
competence at heart – distinctive VET) มีความพยายามที่จะเสริมย้ำจุดโดดเด่นของอาชีวศึกษา อย่าง
การศึกษาวิชาชีพที่จะนำไปประกอบอาชีพ สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือเยาวชนที่ศึกษาในสายอาชีพ
นอกจากนี้ภารกิจหลักของอาชีวศึกษาก็คือการช่วยให้เยาวชนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นอย่างมืออาชีพชำนาญการใน
ทักษะเฉพาะของตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมเปิดรับต่อนวัตกรรม ใหม่ๆ ด้านแนวทางการเรียนรู้จะเน้นที่
การจัดการเรียนรู้แบบฝึกปฏิบัติเป็นฐาน (practice-based learning) และการเรียนรู้โดยการใช้การทำงาน
เป็นฐาน (work-based learning) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการฝึกงานให้ทันสมัยและการเรียนรู้
ภาคปฏิบัติเป็นพิเศษ โดยการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกผ่านการฝึกงานจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงที่
ผ่านมา และหากพิจารณาถึงเป้าหมายของอาชีวศกึ ษาพบว่า มุ่งเน้นทีจ่ ะสร้างการเรียนรูโ้ ดยการใช้การทำงาน
เป็นฐานเป็นมาตรฐานหลกั ครอบคลมุ ทุกสายงาน และทกุ ระดบั ชั้น
ฉากทัศน์ที่ 3 อาชีวศึกษาแบบวัตถุประสงค์พิเศษ โดยมีการฝึกฝนที่เน้นอาชีพเป็นศูนย์กลาง สำหรับ
‘อาชีวศึกษาแบบวัตถุประสงค์พิเศษ โดยมีการฝึกฝนที่เน้นอาชีพเป็นศูนย์กลาง’ (job-oriented training at
the heart – special purpose and/or marginalised VET) เป็นฉากทัศน์ที่ตคี วามความเขา้ ใจ ความหมาย
7
และแนวคิดของการศึกษาสายอาชีพให้แคบลง โดยจะโฟกัสที่การฝึกฝนสำหรับการประกอบอาชีพ ตลอดจน
การเรยี นรทู้ กั ษะใหม่ที่จำเปน็ (reskilling) และการพฒั นาทกั ษะ (upskilling) เพ่ือตอบโจทยค์ วามตอ้ งการของ
ตลาดแรงงานระยะสั้น และระยะกลาง หากมองในแง่ตำแหน่งแห่งที่ของอาชีวศึกษาในระบบการศึกษา
โดยรวมพบว่า เน้นไปที่การให้ผู้เรยี นได้ฝึกงานในตลาดแรงงาน และสนับสนุนให้ผูเ้ รียนไดม้ ีทักษะพื้นฐานเพือ่
การจ้างงาน (employability skills) ซึ่งหากมองต่อไปในเรื่องคุณค่าของแรงงาน (employability) ใน
ความหมายแคบ ก็เพื่อให้แรงงานกลุ่มเสี่ยงที่จะตกงานได้มีทักษะใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของ
ตลาดแรงงาน และหากมองในความหมายที่กว้างขึ้นมา ก็เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่เน้นการ
เรียนรู้ไม่สิ้นสดุ (lifelong learning) หลักสูตรของการศึกษาสายอาชีพในฉากทัศน์น้ีจะมีคอร์สการฝึกอบรมที่
สั้นลง โดยเปิดสอนผ่านแหล่งการเรียนรู้ทางการศึกษาระบบเปิด (open educational resources) ซึ่งทิศ
ทางการสอนในลักษณะนีจ้ ะกลายมาเปน็ ทิศทางหลกั ในการเรยี นการสอนของอาชวี ศึกษา ไม่ใชแ่ คน่ ัน้ การสอน
เพื่อพัฒนาทักษะรายบุคคลตามความถนัดยังเป็นอีกเทรนด์ของการสอน เนื่องจากผู้เรียนมีความใกล้ชิดกับตัว
งานผ่านการฝกึ ฝนในขณะท่ีทำงานจริง (on-the-job training)
ซึ่งในปัจจุบันการจัดการศึกษาในฉากทัศน์ที่ 3 จะเป็นการตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่ตรงจุดที่สุด
เพราะเป็นการฝึกทักษะเฉพาะทางช่างฝีมือให้กับผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการของผู้ปกครอง และสถาน
ประกอบการ รวมถึงสามารถนำไปประกอบอาชพี ได้ สร้างโอกาสการเข้าถึงการศกึ ษาอาชีพการพัฒนาคนเพือ่
สร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพในการประกอบอาชีพ และ
ดำรงชีวติ ไดอ้ ย่างมีคุณธรรมใหส้ อดคล้องกับการส่งเสริม และพัฒนานวตั กรรมของประเทศ (ประเทศไทย 4.0)
และมีความสอดรับกับพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่มีพระราชประสงค์
พัฒนาทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีสามารถดำรงชีวิตอยู่ใต้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และ
พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนคือ 1.
ต้องมที ศั นคติทถ่ี กู ตอ้ ง 2. พ้นื ฐานชีวิต (อุปนสิ ัย) ท่มี ั่นคงแขง็ แรง 3. มอี าชพี มงี านทำ 4. เป็นพลเมอื งท่ดี ี
2. วตั ถปุ ระสงค์
การบริหารจดั การหลกั สูตร และนวัตกรรมการเรยี นรูแ้ บบบรู ณาการโดยใช้เปา้ หมายอาชพี เป็นฐานมี
วัตถุประสงคด์ ังนี้ คือ
1. เพ่ือสนองนโยบายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์ชาติ
2. เพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายวิชาชีพ และเป็นสถานศึกษาต้นแบบในการจัดการศึกษาวิชาชีพที่เน้น
การฝกึ ทักษะวชิ าชพี ควบคู่กบั การปลกู ฝงั คุณธรรม จริยธรรม
3. เพ่อื จดั การศึกษาอบรมด้านอาชพี แกป่ ระชาชนเพ่อื ให้สามารถกลับไปทำงานในทอ้ งถ่นิ ของตนเอง
4. เด็กเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือว่างงานมี
โอกาสเขา้ ถงึ การศึกษาวิชาชพี ได้
8
สว่ นที่ 2
แนวคดิ องค์ความรู้ และกฎระเบียบทเี่ ก่ียวขอ้ ง
1. แนวคดิ ทฤษฎี และองคค์ วามรู้
ในการศึกษาเร่ือง การบริหารจัดการหลักสูตรและนวัตกรรมการเรยี นรู้แบบบูรณาการ โดยใช้เป้าหมาย
อาชีพเปน็ ฐาน มแี นวคิด ทฤษฎีและองค์ความรทู้ ีเ่ กย่ี วขอ้ ง ดังน้ี
1.1 การบริหารจดั การหลกั สูตร
1.2 แนวคดิ เก่ยี วกบั การบรู ณาการการเรยี นรู้กับการทำงาน (Work Integrated Learning : WIL)
1.3 ทฤษฎีความสมั พันธเ์ ชื่อมโยงของธอรน์ ไดค์ (Thorndike)
1.4 หลกั การ KAIZEN
1.5 หลักการ 3E เพอื่ ป้องกนั อุบัติเหตจุ ากการทำงาน
1.6 สมรรถนะ (Competency)
1.7 ทฤษฎี Learning by Doing
1.8 งานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง
1.1 การบรหิ ารจดั การหลักสูตร
1.1.1 แนวคิดเกีย่ วกบั การบริหารจัดการหลักสูตร
การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาและเป็นกลไกหลักในการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ เพอื่ ให้มคี วามรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ อย่างเทา่ ทันการเปล่ยี นแปลงของสังคม โดยมหี ลกั สูตรเป็นเข็ม
ทิศซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของการศึกษาที่ผู้บริหารการศึกษาต้องคำนึงถึง ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาให้เกิด
ประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติและความหมายของหลักสูตรเป็นอย่างดี แนวความคิดเก่ียวกับการ
บริหารจดั การหลักสตู รสามารถพิจารณาไดเ้ ป็นสองสว่ น คอื หลกั สตู รและการบรหิ ารจดั การหลักสตู ร
1.1.2 ความหมายของหลกั สตู ร
นักการศึกษาหลายท่านได้ให้คำนิยามความหมายของหลักสูตรแตกต่างกันไปตามมุมมอง
ของแต่ละบุคคล หลักสูตรในมุมมองโดยทั่วไปของบุคคลส่วนใหญ่จะหมายถึง สิ่งที่เป็นเอกสารต่างๆ เช่น
เอกสารหลักสตู ร หนงั สอื ตำรา คูม่ อื การสอน เปน็ ตน้ ส่วนมุมมองของนกั วชิ าการด้านหลักสูตร จะหมายความ
รวมถึงประสบการณต์ ่างๆ ที่จัดให้กับผู้เรียนและผลการเรียนรู้ (Wiles, & Bondi, 2011) ซึ่งมีความหมายและ
ความสำคญั ที่เกยี่ วขอ้ งกบั หลายสว่ น และมีผู้ไดแ้ สดงความเห็นหลากหลาย ดงั นี้
Wiles, & Bondi (2007) ที่สรุปความหมายของหลักสูตรไว้ว่า มีความหมายในระดบั แคบ
ท่หี มายถึงรายวชิ า จนถงึ ความหมายในระดบั กว้างทีห่ มายถึงมวลประสบการณ์ทั้งหมดที่โรงเรยี น จดั ให้
Dezure Deborah (n.d.) กล่าวว่า หลักสูตรหมายความรวมถึงเป้าหมายในการเรียนรู้
ของนักเรียน (ทักษะ ความรู้และทัศนคติ) เนื้อหา (เนื้อหาวิชาที่เสริมประสบการณ์การเรียนรู้) ลำดับความคดิ
ผู้เรยี น วธิ ีการสอนและกิจกรรม ทรพั ยากรท่ีใช้ในการเรียนการสอน (วัสดุอุปกรณ์) การประเมินผล (วิธีท่ีใช้ใน
9
การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน) และการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียน การสอนตามประสบการณ์และ
การประเมินผล
อ้อมใจ วงษ์มณฑา และคณะ (2560, น. 18) กล่าวว่า หลักสูตร หมายถึง แนวทาง การ
จัดการศึกษาในแต่ละระดับ ซึ่งประกอบไปด้วยจุดมุ่งหมาย มวลประสบการณ์ ขอบข่าย เนื้อหาวิชาและ
กิจกรรมต่างๆ ที่จัดให้กับผู้เรียน เพื่อให้มีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ และเกิดการเรียนรู้ สามารถนำความรู้ไป
พฒั นาตนเองในการดำรงชีวิตตอ่ ไป
กมลฉัตร กล่อมอิ่ม (2562) กล่าวว่า หลักสูตรหมายถึง มวลประสบการณ์ที่สถานศึกษา
ได้รวบรวมจดั ทำไว้หรือจดั เตรยี มสำหรับใช้ในกจิ กรรมการเรียนการสอนกับผู้เรียน โดยมเี นอ้ื หาสาระครบถ้วน
อย่างมีระบบ สามารถเข้าใจได้ง่ายและมีจุดประสงค์ชัดเจน รวมทั้งวิธีการจัดการเรียนการสอนท่ี เหมาะสม
สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและล้ำสมัย ตลอดจนการประเมินตามสถานการณ์จริงหรือตามสภาพจรงิ
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านร่างกาย ทางด้านอารมณ์ ทางด้าน
สงั คมและทางสตปิ ัญญาไดอ้ ยา่ งครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของการพฒั นาหลักสูตร
สรุปได้ว่าหลักสูตร คือ เนื้อหาสาระ กิจกรรม สื่อ เป้าหมาย ข้อกำหนดหรือ แผนการจัด
มวลประสบการณต์ ่างๆ ท่จี ดั ใหก้ ับผูเ้ รียนท้ังในและนอกช้นั เรยี น รวมถึงการประเมนิ ท่ีเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียน
เกิดกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง มีพัฒนาการในด้านต่างๆ ตลอดจนมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ
และคุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์ เพอ่ื ให้สามารถนำความรู้ไปพัฒนาไดต้ ามศักยภาพของตนเอง
1.1.3 ความสำคัญของหลักสูตร
หลักสูตรมีความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการกล่าวถึง
ความสำคญั ของหลักสูตรในแหล่งต่างๆ ดงั น้ี
Robert Mazarno (2003) นกั วิจยั ด้านการศกึ ษาที่ได้ทำการวเิ คราะห์เชงิ อภมิ าน (meta-
analysis) จากปัจจัยจำนวนมากที่มีผลต่อการเรียนรู้ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในระดับโรงเรียนที่กระทบต่อ
ผลสมั ฤทธิข์ องนักเรียนมากทีส่ ุดคอื หลักสตู รที่ผ่านการรับรองและเหน็ ผลจริง หลักสตู ร ชว่ ยจัดระเบยี บเส้นทาง
การเรียนรู้ ซึ่งสำคัญยิ่งต่อการหลอมรวมผลลัพธ์ที่พึงประสงค์สำหรับศตวรรษที่ 21 เข้าไปในหลักสูตร หาก
ปราศจากการวางแผนเป็นอย่างดีแล้ว การผสมผสานทักษะ กระบวนการ และจิตตนิสัยย่อมบังเกิดแบบไร้
ทิศทางและยากจะบรรลผุ ลลพั ธท์ ต่ี อ้ งการ
จิตติมา วรรณศรี (2557) กล่าวว่า หลักสูตรเป็นแนวทางในการจัดการศึกษาของ
สถานศึกษา หลักสูตรทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาได้ทราบถึงจุดมุ่งหมาย คุณลักษณะและ
คุณสมบัติของผู้ที่จบการศึกษาจากสถานศึกษาแห่งนั้น นั่นหมายความว่า หลักสูตรมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง
เชื่อมโยงกับผลลัพธ์หรือมาตรฐาน (Outcomes/Ends) โดยมีการสอนเป็นวิธีการหรือหนทาง (Means) ที่จะ
นำไปสผู่ ลลพั ธ์
ปฏิภาณ ตระการ (2561) กล่าวว่า หลักสูตรยังกำหนดทิศทางการจัดการศึกษาให้กับ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในการปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพทางการศึกษาตาม เกณฑ์
มาตรฐานการศึกษาที่หลักสูตรกำหนดไว้
10
สรปุ ไดว้ า่ หลักสตู รมีความสำคัญในฐานะท่เี ปน็ หวั ใจหลักของการจัดการเรยี นการสอน จัด
ระเบียบเส้นทางการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ตามที่วางไว ้ตลอดจนเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่จะจัดประสบการณ์ให้ผู้ เรียนได้มีความรู้ ทักษะ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นเสมือนหางเสือที่จะกำหนดทิศทางการเรียนรู้ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย โดยมี
เกณฑ์มาตรฐานทางการศึกษาเปน็ แผนในการดำเนินงาน ซ่ึงจะเป็นตวั ช้นี ำแนวทางในการปฏิบัตงิ านของครู
1.1.4 องค์ประกอบของหลักสตู ร
รัตนา คำเพชรดี (2559) กล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญของหลักสูตร ได้แก่ ความมุ่ง
หมาย (Objectives) เนื้อหาวิชา (Content) การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum Implementation) และ
การประเมินผล (Evaluation) ทั้งนี้ องคป์ ระกอบท้ัง 4 น้ี จะตอ้ งมคี วามสมั พันธ์เชือ่ มโยงกนั และหลักสูตรไม่ว่า
จะเปน็ ระดับใด หรอื มีความหมายตามมมุ มองใดกต็ าม
กมลฉัตร กล่อมอิ่ม (2562) กล่าวว่า องค์ประกอบของหลักสูตรมี 5 องค์ประกอบ ที่มี
ความสำคัญตามโครงสร้างของหลักสูตร เพื่อนำไปใช้ในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ และกำหนด ขอบเขตของ
หลักสตู ร ตลอดจนใชเ้ ปน็ แนวทางในการนำหลักสูตรไปใช้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ กล่าวคือ
1. สภาพปัญหาและความต้องการของหลักสูตร เป็นการระบุถึงความจำเป็นเหตุผล
ของการพัฒนาหลักสูตร รวมท้ังส่งิ ท่ีตอ้ งการพัฒนาใหเ้ กิดผลสมั ฤทธิต์ ามเจตนาที่กำหนดไว ้
2. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เป็นการระบุถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่ต้องการ ท่ี
ชดั เจนเปน็ รูปธรรมเพอื่ เปน็ การตอบสนองความต้องการของผ้เู รียนอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
3. โครงสร้างของหลักสูตร คำอธิบายรายวิชาสาระการเรียนรู้ คำอธิบายหน่วยการ
เรียนรู้ เป็นการกำหนดรายละเอียดเนื้อหาสาระสำคัญ ขอบเขต ของหลักสูตร ตลอดจนรายละเอียดสิ่งท่ี
ต้องการใหเ้ กิดผลสัมฤทธ์ิและส่ิงท่ีต้องการเรยี นร้ใู นการเรียนรู้รายวชิ า เพอื่ ให้ผูเ้ รียนได้เข้าใจ รายละเอียดของ
โครงสร้างของหลักสูตร พร้อมทง้ั รายวชิ าสาระการเรยี นรูแ้ ละหน่วยการเรยี นรู้
4. แนวทางการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ แนวทางการใชส้ ื่อและแหล่งเรยี นรู้ กระบวนการ
เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ การใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการจัด กิจกรรม
การเรยี นรู้ ให้เกิดความเขา้ ใจและสามารถนำไปปฏิบตั ใิ ช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. แนวทางการวัดและประเมินผล เป็นการระบุถึงวิธีการกระบวนการวัดและ
ประเมนิ ผล โดยเคร่ืองมอื วดั ผลและประเมนิ ผล สอดคล้องตามสภาพจริงทีส่ ะทอ้ นผู้เรยี นอยา่ งแท้จริง
สรุปได้ว่าหลักสูตรมีองค์ประกอบหลัก คือ จุดประสงค์ของหลักสูตร หมายถึง วัตถุประสงค์ของ
หลักสูตรที่ต้องการใหเ้ กิด แก่ผู้เรียนหลังจากเรยี นจบหลักสูตร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนอย่างมี
ประสิทธิผล เนื้อหาวิชา หมายถึง สิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ตลอดจนทักษะ ประสบการณ์ และ
ความสามารถที่ต้องการให้นกั เรียนมี ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาวิชาแกนและการเสรมิ สร้างทกั ษะ ที่สำคัญควบคู่
กัน การจัดการเรียนรู้ หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการดำเนิน กิจกรรมต่างๆ มากกว่า
การเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว ตลอดจนแนวทางการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ ที่
สอดคล้องกับการจัดกิจกรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถ นำไปปฏิบัติใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
11
การประเมนิ ผล หมายถงึ วิธีการ กระบวนการวัดและประเมินผล โดยเครือ่ งมอื วัดผลและประเมนิ ผลทสี่ ะท้อน
ผเู้ รียนอย่างแท้จริง ควรมกี ารประเมินหลายครัง้ คือ กอ่ นเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรยี น
1.1.5 หลักสตู รสถานศึกษา
นอกจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่กำหนดโดย
กระทรวงศึกษาธิการแล้ว ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดบทบาทที่สำคัญ
ประการหนง่ึ ของสถานศกึ ษาคือสถานศึกษาจะต้องสรา้ งหลักสตู รของตนเอง ท่ีเรยี กวา่ “หลกั สูตรสถานศึกษา”
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) และที่นำสิ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางและความต้องการของท้องถิ่น
ผนวกกับความต้องการของสถานศึกษาเอง มาใช้ในการเรียนการสอนของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดย
มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความรู้และสติปัญญา ตลอดจน ทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและมีคุณภาพได้
มาตรฐานสากล เพ่อื การแขง่ ขันอยา่ งเหมาะสม (ประเวศ เวชชะ, 2559)
การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาทุกระดับการศึกษา ให้เอื้อต่อการพัฒนา
สมรรถนะผู้เรยี นเป็นรายบุคคล มีทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 นำไปสู่การจัดการศึกษาเพ่ือการมีงานทำเป็น
หน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการสนบั สนุนใหส้ ถานศึกษา จัดการศึกษาพัฒนา
หลกั สตู รสถานศึกษาและการจัดการเรียนรใู้ หต้ อบสนองต่อความต้องการของ ผู้เรียนและบรบิ ทของพื้นท่ี และ
สถานศึกษามีภารกิจในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและนำ หลักสูตรสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
เพ่ือใหพ้ ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนเกิดความม่ันใจว่า ผเู้ รียน จะมีคุณภาพตามมาตรฐาน ตลอดจนมีคุณลักษณะ
อนั พงึ ประสงคต์ ามท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตร ทั้งน้ี โรงเรยี นทุกแห่งมหี ลักสตู รสถานศึกษาอยู่แล้ว เพยี งแต่นำส่ิงที่
มีอยู่ อาทิ วิสัยทัศน์ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ โครงสร้างหลักสตู ร เปน็ ต้น นำมาเปรยี บเทียบกับส่ิงที่กำหนด
ในหลักสตู รแกนกลางการศึกษา ข้ันพ้ืนฐาน แลว้ ปรับปรุงใหส้ อดคล้องกัน (สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน, 2561)
กลา่ วโดยสรุป หลักสตู รสถานศึกษา หมายถงึ หลักสูตรที่โรงเรยี นได้ดำเนินการจัดทำ หรอื
พฒั นาข้นึ โดยจดั ทำองค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตรให้ เปน็ ไปตามขอบข่ายทีก่ ำหนดไวใ้ น หลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วจัดทำสาระหรือรายละเอียดให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของโรงเรียน ชุมชน และ
ทอ้ งถน่ิ รวมทงั้ ความถนดั ความสนใจ และความสามารถของนักเรยี น
1.1.6 การบรหิ ารจดั การหลกั สูตร
วชั ราวลี วัชรวี งศ์ ณ อยธุ ยา (2552) ได้กล่าวว่า การบริหารหลกั สตู ร หมายถึง การจัดการ
และการดำเนินการ การควบคมุ ดแู ล ส่งเสริมและสนับสนนุ ใหก้ ารจดั กิจกรรมต่าง ๆ ในสถาบัน การศึกษา เพื่อ
ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของหลักสูตรโดยใช้ทรัพยากรการบริหารที่มีอยู่อย่าง จำกัด ใน
สถาบนั การศึกษานัน้ ใหเ้ กิดประโยชนแ์ ละมีประสิทธิภาพสงู สุด
อรอุมา เจริญสุข และคณะ (2558) ได้ทำการศึกษาโรงเรียนกรณีศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี
ที่สุดและโครงการที่ดำเนินงานปฏิรปู การศึกษาขั้นพื้นฐานประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ
กล่าววา่ มแี นวทางการดำเนินงานเกี่ยวกบั การบริหารหลักสูตรสถานศึกษา จำแนกได้ เป็น 4 ด้าน คือ
12
1. ด้านการวางแผนหลักสูตร สถานศึกษา/โครงการมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของ การ
จัดการศกึ ษา แนวทาง การจัดประสบการณเ์ รียนรแู้ ละการประกันคณุ ภาพหลักสตู รทีช่ ัดเจน
2. ด้านการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา/โครงการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วม ของ
ครู ผปู้ กครอง และชุมชนท้องถิ่น เพื่อพฒั นาหลกั สูตรตามความต้องการผเู้ รียน สถานศึกษา และ ชุมชน ทำให้
หลักสูตรที่ใช้ในโรงเรียนกรณีศึกษา มีความทันสมัย หลักสูตรมีการจัดโครงสร้างรายวิชา ที่มีความยืดหยุ่นแต่
เป็นระบบ
3. ด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้ สถานศึกษา/ โครงการใช้เครือข่ายความร่วมมือจาก
หน่วยงาน องค์กรเอกชน และชมุ ชน เพื่อชว่ ยสนบั สนนุ การดำเนนิ การจดั กจิ กรรมเสริมประสบการณ์เรยี นรู้ แก่
ผู้เรยี น ใหค้ วาม สำคัญต่อการเสริมทกั ษะผู้เรยี นโดยใช้เทคโนโลยแี ละกิจกรรมฝกึ ปฏิบตั ิเพ่ิมเติม
4. ด้านการประเมินหลักสูตร พบว่า สถานศึกษา/โครงการมีระบบในการวางแผนกำกับ
ติดตามและประเมินผลหลักสูตร และการใช้หลกั สตู รท่ชี ัดเจน
อ้อมใจ วงษ์มณฑา และคณะ (2561) ทำการวิจัยการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ
หลกั สูตรและกระบวนการเรยี นรู้ตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงในสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน สังกัด สำนักงาน
การศึกษาเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า การบริหารจัดการหลักสูตรที่เหมาะสม ในการบริหารจัดการ
หลักสูตรและกระบวนการเรยี นรู้ในสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐานท่ีพฒั นาข้นึ มี 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. การศึกษาบริบท โดยสำรวจความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาในการกำหนด
เนื้อหาสาระ โดยคณะกรรมการภาคี 4 ฝ่าย ทำหน้าที่กำหนดบทบาททุกคน สร้างความตระหนักให้แก ่
บุคลากรทุกฝ่าย พัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา แต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อมูล สารสนเทศ
เกี่ยวกับหลักสูตร จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา สร้างความเข้าใจและความร่วมมือ เกี่ยวกับการใช้
หลกั สูตรสถานศึกษา
2. การวางแผนการใช้หลักสูตร วิเคราะห์วิสัยทัศน์ของโรงเรียน พันธกิจ ความต้องการ
ของชุมชนเพ่อื จดั ทำหลกั สูตรอย่างเปน็ กระบวนการ
3. การดำเนินการใช้หลักสูตร โดยมีแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมพัฒนา
ผเู้ รยี นท่ีสอดคลอ้ งกับหลักสูตรและวฒั นธรรมประเพณีในชุมชน
4. การนิเทศ ติดตาม ส่งเสริมหลักสูตร มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศ ติดตามแบบ
การประเมินและการนิเทศ โดยเป็นผู้รับผิดชอบการนิเทศภายใน มีแผนงานและระบบกำกับ ติดตาม
ประเมนิ ผล
5. การประเมินผลและพัฒนาหลักสูตร มีการประเมินผล 3 ขั้นตอน คือ ก่อน ระหว่าง
และหลังการดำเนินการ การรายงานผลการใช้หลักสูตร ข้อเสนอแนะ แนวทางในการปรับปรุงของ แต่ละกลุ่ม
สาระการเรยี นรู้และรายงานผลผทู้ เ่ี กีย่ วขอ้ ง
กล่าวโดยสรุป การบริหารจัดการหลักสูตรหมายถึง การวางแผน การจัดการส่งเสริม
สนับสนุน เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ในการพัฒนาผู้เรียน และมีการติดตามประเมินผลหลักสูตร โดยการบริหาร
ทรพั ยากรใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ เพื่อให้บรรลุตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่กำหนดไวใ้ นหลกั สูตร
13
1.2 แนวคิดเกีย่ วกับการบูรณาการการเรียนรกู้ ับการทำงาน (Work Integrated Learning : WIL)
1.2.1 การจัดการเรยี นรแู้ บบบูรณาการ
นกั วิชาการไดก้ ลา่ วถึงความหมายของคำว่าบรู ณาการไว้หลายท่าน ดงั น้ี
สิริพชั ร์ เจษฎาวโิ รจน์ (2559) ไดส้ รุปความหมายของคำว่าบรู ณาการไว้ 2 ประเด็น ดงั นี้
1. หลักสูตรบูรณาการ (Integrated Curriculum) หมายถึง การรวมเนื้อหาสาระของ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ในหลักสูตรที่มีลักษณะเหมือนกันหรือสอดคล้องกัน ให้เชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นเรื่อง
เดยี วกัน ทำได้โดยต้งั หวั ขอ้ เรื่อง (Theme) เปน็ หลักขึน้ มา โดยจะเน้นกล่มุ สาระการเรยี นรู้ใดเปน็ แกนกไ็ ด้ แล้ว
พจิ ารณาเน้ือหาสาระของกล่มุ สาระการเรียนรู้ต่างๆ ว่ามีเน้อื หาใดสอดคล้องหรือสัมพันธ์กับหัวเรื่องใดบ้าง ให้
นำมาสอนรว่ มกนั
2. การสอนแบบบูรณาการ หมายถงึ กระบวนการจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ใหแ้ กผ่ ้เู รียน
ตามความสนใจ ความสามารถและความต้องการโดยเช่ือมโยงสาระการเรียนรู้ในศาสตรส์ าขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนทุกด้านและสามารถนำความรู้และ
ประสบการณไ์ ปประยกุ ตใ์ ช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวติ ประจำวนั ได้
สุวิทย์ มูลคำ (2551) ได้ให้ความหมายในการบูรณาการว่าเป็นหลักสูตรที่นำเอาเนื้อหา
วิชาการต่างๆ มาหลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้เอกลักษณ์ของแต่ละรายวิชาหมดไป เกิดเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของ
หลักสูตรโดยรวม เช่นเดียวกบั การจัดการเรียนการสอนที่เนน้ การเรยี นรูข้ องผูเ้ รยี นมากกวา่ องค์ความรู้ของแต่
ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ นอกจากการบูรณาการจะมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้แล้ว ยังมีความสำคัญต่อ
สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning-based Society) หรือที่เรียกว่ายุคแห่งการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อเยาวชนไทย
คนไทยต้องสามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุล ร่วมแรงร่วมใจร่วมพลังในการทำงานให้เป็นไปอย่าง
ราบรื่นและมีคุณภาพ การจัดการเรียนการสอนจึงควรเน้นการบูรณาการและหากจะให้ผลดียิ่งขึ้นควรจัดทำ
หลกั สตู รบูรณาการหรอื หน่วยการเรียนร้แู บบบูรณาการดว้ ย (พมิ พนั ธ์ุ เตชะคุปต,์ 2557)
1.2.2 ความหมายของการจดั การเรยี นรู้แบบบรู ณาการ
การสอนแบบบูรณาการ หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ที่
เกี่ยวข้องจากศาสตร์ต่างๆ ของรายวิชาเดียวกันหรือรายวิชาต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียน
สามารถนำความคิดรวบยอดของศาสตร์ตา่ งๆ มาใช้ในชวี ิตจริงได้
สำหรับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Learning Management)
หมายถงึ กระบวนการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ตามความสนใจ ความสามารถ โดยเชอื่ มโยงเนือ้ หาสาระของ
ศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สามารถนำความรู้ ทักษะและเจตคติไป
สร้างงาน แกป้ ัญหาและใช้ในชีวิตประจำวนั ได้ด้วยตนเอง
1.2.3 ลักษณะการจดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการ
นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะของการจัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการไว้ว่าเป็น
การเชื่อมโยงวิชาหรือศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งมีลักษณะใกลเ้ คียงกับชวี ิตจริงมาก
ขน้ึ ไดแ้ ก่
14
1. บูรณาการระหว่างความรู้และกระบวนการเรียนรู้ ปัจจุบันเนื้อหาความรู้มีมากมายที่
จะต้องเรียนรู้หากไม่ใชว้ ธิ กี ารเรียนรู้ที่ทันสมัยมาใช้จะทำให้เรียนรู้ไม่ทันตามเวลาท่ีกำหนดได้ จึงต้องมีการนำ
วิธีการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ มาใช้ เช่น การสอนโดยวิธีการบอกเล่า การท่องจำจะทำให้ได้ปริมาณความรู้หรือ
เนอ้ื หาสาระไม่เพียงพอกับส่ิงทีต่ ้องเรียนรู้ จงึ ตอ้ งเลือกใช้กระบวนการเรยี นร้ใู หม่ๆ ที่เหมาะสม
2. บูรณาการระหว่างพัฒนาการความรู้และทางจิตใจ การเรียนรู้ที่ดีนั้นผู้เรียนต้องมี
ความอยากรู้อยากเรียนด้วย ดังนั้นการให้ความสำคัญแก่เจตคติ ค่านิยม ความสนใจและสุนทรียภาพแก่
ผู้เรียนในการแสวงหาความรู้ ก่อให้เกิดความซาบซึ้งก่อนลงมือศึกษาซึ่งเป็นการจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ได้เป็น
อยา่ งดี
3. บูรณาการระหว่างความรู้และการกระทำ การเรียนรู้ที่สามารถนำความรูส้ ูก่ ารปฏิบัติ
ได้นั้นถือเป็นการดีมาก ดังนั้นการให้ความสำคัญระหว่างองค์ความรู้ที่ศึกษากับการนำไปปฏิบัติจริงโดยนำ
ความรู้ไปแกป้ ัญหาในสถานการณจ์ รงิ
4. บูรณาการระหว่างสิ่งที่เรียนรู้ในโรงเรียนและชีวิตประจำวัน การตระหนักถึง
ความสำคัญแห่งคุณภาพชีวิต เมื่อผ่านการเรียนรู้แล้วต้องมีความหมายและคุณค่าต่อชีวิตของผู้เรียนอย่าง
แทจ้ ริง
5. บูรณาการระหว่างวิชาต่างๆ เพื่อให้เกิดความรู้ เจตคติและการกระทำที่เหมาะสมกบั
ความตอ้ งการ ความสนใจของผู้เรยี นอย่างแท้จริง ตอบสนองต่อคุณค่าในการดำรงชวี ติ ของผเู้ รยี น
1.2.4 รปู แบบของการบูรณาการ (Model of integration)
การจดั การเรยี นรู้แบบบรู ณาการท่ีพบโดยทัว่ ไปมอี ยู่ 4 แบบ
1. การบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion) การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนจะนำเนือ้ หาของวิชา
ต่างๆ มาสอดแทรกในรายวิชาของตนเองเป็นการวางแผนการสอนและทำการสอนโดยผู้สอนเพียงคนเดียว
ข้อดี คือ ผู้สอนคนเดียวบริหารทั้งเนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียนรู้และเวลาที่ใช้โดยสะดวก ไม่มีผลกระทบกับ
ผู้สอนผู้อื่นและการจัดตารางสอน ข้อจำกัด คือ ผู้สอนคนเดียวอาจไม่มีความชำนาญในเนื้อหาวิชาบางเรื่อง
เนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดอาจซ้ำซอ้ นกับของวิชาอื่น ผู้เรียนจะมีภาระงานมากเพราะทุกรายวชิ า
จะต้องมอบหมายงานให้
2. การบูรณาการแบบขนาน (Parallel) การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่างคน
ต่างสอนวิชาของตนเองแต่จะมาวางแผน ตัดสินใจร่วมกันว่าจะจัดแผนการเรียนรู้และจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยมุ่งสอนในหัวเรื่อง (Theme) ความคิดรวบยอด (Concept) และปัญหา (Problem) เดียวกันในส่วนหนึ่ง
ข้อดี คือ ผู้สอนแต่ละคนยังคงบริหารทั้งเนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียนรู้ เวลาโดยสะดวก ไม่มีผลกระทบกับ
ผู้สอนผู้อื่นและการจัดตารางสอน เนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียนลดการซ้ำซ้อนลง ช่วยให้เกิดการทำงาน
ร่วมกัน ข้อจำกัด คือผู้สอนยังคงต้องรับภาระเนื้อหาวิชาที่ไม่ชำนาญ ผู้เรียนยังมีภาระงานมากเพราะทุก
รายวชิ าจะตอ้ งมอบหมายงานให้
3. การบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidiscipline) การเรียนรู้แบบนี้คล้ายกับแบบ
ค่ขู นาน ผู้สอนต้งั แต่ 2 คนขึ้นไปตา่ งคนตา่ งสอนวิชาของตน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเองเปน็ สว่ นใหญ่ มา
15
วางแผนการสอนร่วมกันในการให้งานหรือโครงการที่มีหัวเรื่อง แนวคิดหรือความคิดรวบยอดและปัญหา
เดียวกัน ข้อดี คือ สนับสนุนการทำงานร่วมกันของทั้งผู้สอนและผู้เรียน ลดความซ้ำซ้อนของกิจกรรม ผู้สอนทุก
คนและผู้เรียนมีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการนำความรู้ไปใช้กับงานอาชีพจริง
ข้อจำกดั คอื มีผลกระทบตอ่ การจดั ตารางสอนและการจดั แผนการเรียน
4. การบูรณาการแบบข้ามวิชา (Transdisciplinary) การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนในรายวิชา
ต่างๆ จะมาร่วมกันสอนเป็นคณะ ร่วมกันวางแผน กำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอดและปัญหาเดียวกัน ข้อดี
คอื สนับสนนุ การทำงานร่วมกนั ของทั้งผู้สอนและผู้เรียน ลดความซ้ำซ้อนของกิจกรรม ผู้สอนทุกคนและผู้เรียนมี
เป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการนำความรู้ไปใช้กับงานอาชีพจริง ข้อจำกัด คือ มี
ผลกระทบต่อการจัดตารางสอนและการจดั แผนการเรยี น ผู้สอนต้องควบคมุ การเรยี นใหท้ ันตามกำหนด
1.2.5 หลักการจัดการบูรณาการการเรียนรกู้ ับการทำงาน
หลักการจัดการบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน (WIL) นั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง
กบั หลักการเรียนรูท้ ่สี ำคัญทเี่ กย่ี วข้องกับหลกั การเรยี นรู้ 4 แบบ คือ
1. Experiential Learning เสนอโดย Kolb (1984, pp. 25-38) ที่ประกอบด้วย
หลักการ 4 ประการ คือ 1) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก
ประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับ 2) ความรู้และทักษะที่เกิดจากการเรียนรู้ในสถานการณ์หนึ่ง จะเป็นเครื่องมือใน
การทำความเข้าใจ อธิบายเหตุการณ์ หรอื แกไ้ ขปัญหาท่ีตามมา 3) เป็นการเรียนรู้ ในสถานการณ์จริง เพื่อการ
ปรับตัวเข้ากับ สังคม ผู้เรียนต้องใชค้ วามคิด ความรู้สึก การลงมือทำ ด้วย วิธีการต่างๆ มากกว่าการใช้ความรู้
เพียงอย่างเดียว จึงต้องเกี่ยวข้องทั้งคนและสิ่งแวดล้อม 4) ผลที่ได้รับจากการเรียนรู้คือประสบการณ์หรือ
ความรใู้ หม่
2. Authentic Learning การเรียนรู้จากประสบการณ์จากที่เป็นจริงที่เสนอโดย
Gordon (1998, pp. 4-8) ประกอบด้วยหลักการ คือ เป็นการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความเป็นจริงหรือ
ชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เผชิญสภาพจริง ปัญหาจริง โลกแห่งความเป็นจริง การเรียนต้อง มี
ความหมายกับผู้เรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์และเกิดความใฝ่รู้ ผู้เรียนต้องได้แก้ไขปัญหา (Academic
Challenges) ต้องอาศัยบุคคลอื่น ได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และได้รับ ผลย้อนกลับจากการ
กระทำนน้ั
3. Project-based Learning เสนอโดย Dr.Brigid Barron and Dr. Linda Darling-
Hammond, จากมหาวิทยาลัย Stanford University ที่เสนอแนวคดิ ว่า “นกั ศกึ ษาสามารถเรียนรู้ ได้ลึก และ
มศี ักยภาพในการทำงานท่ีซับซ้อน ถ้าพวกเขามีโอกาสได้เรยี นรู้ในสภาพของโลกแห่ง ความเป็นจริงด้วยการทำ
โครงงาน ต้องสร้างและจัดการ ความรู้ที่มีอยู่ ต้องสืบเสาะเพื่อแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น ต้องเขียน ต้องวิเคราะห์
และสื่อสารไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง” และการเรียนรู้แบบโครงงานต้องมี 5 องค์ประกอบสำคัญ 1) ต้องใช้การเรียน
การสอนแบบ “โครงงาน” เป็นหวั ใจสำคญั ของหลกั สูตร 2) โจทย์ที่นักศกึ ษาไดร้ ับตอ้ งนำไปสู่หลกั การและแก่น
ความคิดรวบยอด (Central Concepts) ของเรื่องที่ต้องการศึกษา 3) ต้องเน้นการสืบเสาะแสวงหาและการ
สรา้ งความรดู้ ว้ ยตวั ของนกั ศึกษา 4) นักศกึ ษาต้องขบั เคล่ือนงานทรี่ บั ผิดชอบต้งั แต่การวางแผน และการจดั การ
16
งานให้สำเร็จด้วยตนเอง (Student-driven) 5) ต้องเป็นโครงงานที่เกิดขึน้ จริง (Real World) และอยู่ในความ
สนใจ (Constructive Investigation) (Thomas, J.W., 2008)
4. Work-based Learning การเรียนรู้ที่ยึดเอางานเป็นหลัก นำเสนอโดย James
McDonald (2000) ว่าประสบการณ์ในสถานที่ทำงานต้องถูกจัดเตรียมหรือกลั่นกรองแล้ว โดยสถ าบัน
อดุ มศึกษาซ่งึ อย่ภู ายใต้เงื่อนไขของการผลิตบัณฑิตของสถาบนั นน้ั ๆ ตอ้ งมคี วามสอดคล้องกันระหว่าง งานท่ีทำ
หรือประสบการณท์ ี่ได้รับจากสถานที่ทำงานกบั ส่ิงที่ศึกษาในสถาบนั อุดมศึกษา
5. Competency-based Learning การเรียนรู้ที่ยึดเอาสมรรถนะเป็นหลัก นำเสนอ
โดย Mc Cleland (1973) วา่ สมรรถนะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) สมรรถนะหลัก (Core Competency)
คือ สมรรถนะที่เป็นแก่นหรือแกนหลักขององค์การนั้นๆ 2) สมรรถนะตามหน้าที่ (Function Competency)
คือ กำหนดตามบทบาทหน้าที่ภารกิจของแต่ละตำแหน่งแต่ละบุคคล 3) สมรรถนะ ตามความเชี่ยวชาญ
(Professional Competency) เป็นสมรรถนะเฉพาะของบุคคล
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกับการทำงานให้แก่นักศึกษาด้วยประสบการณ์
หมายถึง WIL มีระบบที่ชัดเจนในการจัดประสบการณ์นอกห้องเรียนที่เป็นภาคปฏิบัติได้ เมื่อเสร็จส้ิน
กระบวนการเรียนสอนและการทำงาน นักศึกษาจะเป็นบุคลากรท่ีมคี ุณสมบัติพงึ ประสงค์ขององค์กรและสถาน
ประกอบการ ระบบการเรียนสอนรูปแบบจัดการศึกษาที่บูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน จะเน้นหลักสูตร
กระบวนการจัดการเรียนรเู้ น้นการออกแบบสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการประยุกต์ความรู้
ภาคทฤษฎีไปใช้ในสถานที่ทำงานจริง หมายถึง การบูรณาการการเรียนกับการทำงานจริงเข้าด้วยกัน ที่เปิด
โอกาสให้อาจารย์และนักศึกษาเรียนรู้ การทำงานร่วมกับผู้อื่น มีการหมุนเวียน (Rolling system) ครูผู้สอน
และมีระบบครูพีเ่ ลยี้ ง
1.3 ทฤษฎคี วามสมั พันธ์เช่ือมโยงของธอรน์ ไดค์ (Thorndike)
อาซีซ๊ะ แฉะ. (2560). กล่าวถึงธอร์นไดค์ (Thorndike) ซึ่งได้กล่าวว่าการเรียนรู้คือ การที่ผู้เรียน
สามารถสร้างความสัมพนั ธ์เชื่อมโยง (Bond) ระหว่างสิง่ เร้า และการตอบสนอง ละได้รับความพึงพอใจจะทำ
ให้เกิดการเรียนรู้ขึน้ ธอร์นไดค์ได้ ทำการทดลองพบวา่ การเรียนรขู้ องอินทรีย์ทด่ี อ้ ยความสามารถเกิดจากการ
ลองผิดลองถูก (Trial and Error ) ซึ่งต่อมาเขานิยมเรียกว่า การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงการทดลองของธอร์น
ไดค์ที่รู้จักกันดีที่สุด คือ การเอาแมวหิวใส่ในกรงข้างนอกกรงมีอาหารทิ้งไว้ให้แมวเห็นในกรงมีเชือกซึ่งปลาย
ข้างหนึ่งผูกกับบานประตูไว้ ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งเมื่อถูกดึงจะทำให้ประตูเปิด ธอร์นไดค์ ได้สังเกตเห็นว่า ใน
ระยะแรก ๆ แมวจะวิ่งไปวิ่งมาข่วนโน่นกัดนี่เผอิญไปถูกเชือกทำให้ประตูเปิดแมวออกไปกินอาหารได้ เมื่อจับ
แมวใสก่ รงคร้ังตอ่ ไปแมวจะดึงเชอื กได้เรว็ ข้ึน จนกระทัง่ ในที่สดุ แมวสามารถดงึ เชอื กไดใ้ นทนั ที
ธอร์นไดค์ สรุปว่า การลองผดิ ลองถกู จะนำไปสกู่ ารเชื่อมโยงระหวา่ งส่งิ เร้าและการตอบสนองและ
การเรยี นรกู้ ็คอื การทม่ี ีการเชือ่ มโยง (Connection) ระหวา่ งสง่ิ เร้า (Stimuli) และการตอบสนอง ( Responses
) การเรยี นรแู้ บบลองผดิ ลองถูก มใี จความที่สำคัญวา่ เมือ่ อินทรยี ก์ ระทบสิง่ เรา้ อินทรยี ์จะลองใช้วิธีตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้าหลาย ๆ วิธี จนพบกับวิธีที่เหมาะสมและถูกต้องกับเหตุการณ์และสถานการณ์ เมื่อได้รับการ
ตอบสนองทีถ่ กู ต้องก็จะนำไปต่อเนื่องเข้ากบั สง่ิ เร้านนั้ ๆ มผี ลให้เกิดการเรียนรขู้ นึ้ โดยมหี ลักเกณฑ์
17
ลกั ษณะสำคญั ของทฤษฎสี ัมพันธเ์ ชื่องโยงของธอรน์ ไดค์ ได้แก่ ลักษณะการเรยี นรู้แบบลองผิดลอง
ถกู (Trial and Error) และกฎการเรียนร้ขู องธอรน์ ไดค์
ธอรน์ ไดค์ ไดเ้ ห็นกฎการเรยี นรทู้ ีส่ ำคัญ 3 กฎดว้ ยกนั คือ กฎแห่งความพร้อม (Low of Readiness)
กฎแห่งการฝึกหดั (Low of Exercise) และกฎแห่งความพอใจ (Low of Effect)
กฎแห่งความพร้อม กฎขอ้ นมี้ ใี จความสรปุ ว่า
- เม่ือบุคคลพรอ้ มทจี่ ะทำแลว้ ไดท้ ำ เขายอ่ มเกดิ ความพอใจ
- เมือ่ บุคคลพรอ้ มทจ่ี ะทำแล้วไมไ่ ด้ทำ เขาย่อมเกดิ ความไม่พอใจ
- เม่อื บุคคลไมพ่ รอ้ มท่ีจะทำแต่เขาต้องทำ เขายอ่ มเกดิ ความไมพ่ อใจ
กฎแห่งการฝกึ หดั แบ่งเปน็ 2 กฎยอ่ ย คอื
- กฎแห่งการได้ใช้ (Law of Use) มีใจความว่าพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการ
ตอบสนองจะเข้มแขง็ ขน้ึ เมอื่ ได้ทำบ่อย ๆ
- กฎแห่งการไม่ได้ใช้ (Law of Disuse) มีใจความว่าพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้า และ
การตอบสนองจะออ่ นกำลงั ลง เมอื่ ไมไ่ ด้กระทำอย่างต่อเนอ่ื งมกี ารขาดตอนหรือ ไมไ่ ดท้ ำบอ่ ย ๆ
กฎแห่งความพอใจ
กฎข้อนี้นับว่าเป็นกฎที่สำคัญและได้รับความสนใจจากธอร์นไดค์มากที่สุด กฎนี้มีใจความว่า
พันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองจะเข้มแข็งหรืออ่อนกำลัง ย่อมขึ้นอยู่กับผลต่อเนื่อง
หลังจากที่ได้ตอบสนองไปแลว้ รางวลั จะมีผลใหพ้ ันธะส่ิงเร้าและการตอบสนองเข้มแข็งขึ้น สว่ นการทำโทษน้ัน
จะไมม่ ผี ลใดๆ ตอ่ ความเขม้ แข็งหรอื การออ่ นกำลังของพันธะระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง
ประโยชน์และการนำหลกั การทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของ ธอรน์ ไดค์ ไปใช้ในการเรียนการสอน
ธอร์นไดค์ มักเน้นอยู่เสมอว่าการสอนในชั้นเรียนต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน การตั้ง
จุดมุ่งหมายให้ชัดเจนก็หมายถึงการตั้งจุดมุ่งหมายที่สังเกตการตอบ สนองได้และครูจะต้อง จัดแบ่งเนื้อหา
ออกเป็นหน่วยๆ ให้เขาเรียนทีละหน่วย เพื่อที่ผู้เรียนจะได้เกิดความรู้สึกพอใจในผลที่เขาเรียนในแต่ละหน่วย
นั้น ธอร์นไดค์ ยำ้ ว่าการสอนแต่ละหน่วยกต็ อ้ งเริม่ จากสง่ิ ที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากเสมอ
การสร้างแรงจูงใจนับว่าสำคัญมากเพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความพอใจเมื่อเขา ได้รับสิ่งท่ี
ต้องการหรือรางวัล รางวัลจึงเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของผู้เรียน นั่นก็คือในขั้นแรกครูจึงต้องสร้างแรงจูงใจ
ภายนอกให้กับผู้เรียน ครจู ะต้องใหผ้ ู้เรยี นรผู้ ลการกระทำหรือผลการเรียน เพราะการรู้ผลจะทำใหผ้ ู้เรียนทราบ
ว่าการกระทำนั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ดีหรือไม่ดี พอใจหรือไม่พอใจ ถ้าการกระทำนั้นผิดหรือไม่เป็นที่พอใจ
เขากจ็ ะไดร้ บั การ แกไ้ ขปรบั ปรุงให้ถกู ตอ้ ง เพือ่ ที่จะได้รบั สง่ิ ทเ่ี ขาพอใจต่อไป
นอกจากนี้ในการเรียนการสอน ครูจะต้องสอนในสิ่งที่คล้ายกับโลกแห่งความจริงที่เขาจะ
ออกไปเผชิญให้มากท่ีสุด เพื่อที่นักเรียนจะได้เกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้จากการเรียนในชั้นเรียนไปสู่สังคม
ภายนอกไดอ้ ยา่ งดี
สรุปได้ว่า สามารถประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน โดยการเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นได้ลองผิดลอง
ถูกด้วยตนเองบ้าง จะเป็นการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหา โดยสามารถจดจำผลจากการ
18
เรยี นรไู้ ดด้ ี รวมทง้ั เกิดความภาคภูมใิ จในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง การสำรวจความพรอ้ มหรือการสร้างความ
พร้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการก่อนการเรียนเสมอ หากต้องการให้ผู้เรียนเกิด
ทักษะในเรอื่ งใดแล้ว ตอ้ งให้ผ้เู รยี นมคี วามรแู้ ละความเขา้ ใจในเรื่องน้ันๆ อย่างถอ่ งแท้และให้ผเู้ รียนฝึกฝนอย่าง
ตอ่ เนือ่ งและสมำ่ เสมอ เมอ่ื ผูเ้ รียนเกดิ การเรียนรู้แล้ว ควรใหผ้ ูเ้ รียนฝกึ นำการเรียนรู้น้ันไปใช้ และการให้ผู้เรียน
ไดร้ บั ผลที่น่าพงึ พอใจ จะชว่ ยให้การเรียนการสอนประสบความสำเรจ็
1.4 หลกั การ KAIZEN
Logisticcafe (2564) กล่าวว่า ไคเซ็น (Kaizen) เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น หมายถึง การเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงในที่นี้ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดีขึ้น จะเรียกว่าเป็น การปรับปรุ งให้ดีขึ้น ก็ว่าได้
หลักการง่ายๆ ที่เป็นคยี เ์ วริ ์ดสำคญั ของการทำไคเซน็ มีอยู่ 3 ข้อ นน่ั กค็ อื เลิก ลด และ เปล่ยี น
หลักการการทำไคเซ็น คือ การลดหรือเลิกข้ันตอนส่วนเกินส่วนที่ไม่จำเป็นด้วยการเปลี่ยนวิธีการ
ทำงาน เร่ิมจากการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยที่สามารถทำได้อยา่ งรวดเร็วและต่อเน่ือง และตอ้ งอาศัยการ
พลกิ แพลงเพื่อใหห้ ลดุ พ้นจากขอ้ จำกัดในความเปน็ จรงิ ตา่ งๆ เชน่ งบประมาณ เวลา อปุ กรณ์ เทคโนโลยีฯลฯ
ไคเซ็นจากงานตัวเองกอ่ น เพราะเรารู้จักงานของตวั เองดที ่ีสุด และเรมิ่ เปลี่ยนเพียงบางส่วน เพราะ
การเปลี่ยนท้ังหมดเป็นเรื่องยาก ลองสรุปง่ายๆ ไคเซ็น ไม่ใช่งานส่วนเกินนอกเหนือจากงานประจำ แต่ไคเซ็น
(Kaizen) คือการลดขั้นตอนส่วนเกิน แต่ลดจากเรื่องที่ไม่จำเป็น ด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน ทำด้วยความ
ตง้ั ใจจรงิ ไคเซน็ คือ
1. เปลยี่ นวิธกี าร…เปล่ียนวธิ ีการทำงาน ลดขนั้ ตอนส่วนทไี่ ม่จำเปน็ ออก
2. เปลยี่ นเรือ่ งเล็ก…เปลย่ี นเรอื่ งเลก็ ๆ หรอื ปัญหาท่ีพบเห็นในแต่ละวัน
3. รับมอื กับความเปน็ จริง…ทำเรือ่ งทท่ี ำได้กอ่ น รับมือกบั ความเป็นจรงิ ที่มีขอ้ จำกดั
การทำไคเซ็นปรากฏให้เราได้เห็นกันทุกที่ ไม่ใช่แค่ในโรงงาน เพราะไม่ว่าจะเป็นใน สายการผลิต
ในสำนักงาน หรือแม้แต่ใน ชีวิตประจำวัน กส็ ามารถทำไคเซน็ ไดเ้ หมือนกัน
แนวทางและขน้ั ตอนในการปรับปรงุ แบบไคเซน็
การใช้หลักการไคเซ็น ระบุว่ามี 7 ขั้นตอนซึ่งทั้ง 7ขั้นตอน ดังกล่าวนี้ กล่าวได้ว่าเป็นวิธีการเชิง
ระบบ (System approach ) หรือปรัชญาในการสร้างคุณภาพงานของเดมมิ่ง ที่เรียกว่า PDCA ( Plan – Do
– Cheek – Action ) ท่ีนำไปใช้หรอื ประยุกต์ใชใ้ นทุกงานทุกกิจกรรม หรือ ทกุ ระบบการปฏิบตั ิงานน่ันเอง ไม่
ว่างานนั้นจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ อันประกอบด้วย 1) ค้นหาปัญหา และกำหนดหัวข้อแก้ไขปัญหา 2)
วิเคราะห์สภาพปัจจุบันของปัญหาเพื่อรู้สถานการณ์ของปัญหา 3) วิเคราะห์หาสาเหตุ 4) กำหนดวิธีการแก้ไข
สิ่งที่ต้องระบุคือ ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อไร 5) ใครเป็นคนทำ และทำอย่างไร 6) ลงมือดำเนินการ 7)
ตรวจดผู ล และผลกระทบต่างๆ และการรักษาสภาพที่แกไ้ ขแลว้ โดยการกำหนดมาตรฐานการทำงาน
กิจกรรมไคเซน็ (Kaizen) จะดำเนนิ ตามแนวทางวงจรคณุ ภาพของเดมม่ิง (PDCA) มดี ังนี้
1) P-Plan ในช่วงของการวางแผนจะมีการศึกษาปัญหาพ้ืนที่หรือกระบวนการท่ีต้องการ
ปรบั ปรงุ และจัดทำมาตรวดั สำคญั (Key Metrics) สำหรับติดตามวดั ผล
2) D-Do ในช่วงนีจ้ ะมกี ารนำผลลพั ธห์ รือแนวทางในช่วงของการวางแผนมาใชด้ ำเนินการ
19
3) C-Check โดยใช้มาตรวัดที่จัดทำขึ้นสำหรับติดตามวัดผลการดำเนินกิจกรรมตาม
วิธีการใหม่ (New Method) เพื่อเปรียบวัดประสิทธิผลกับแนวทางเดิม หากผลลัพธ์จากแนวทางใหม่ ไม่
สามารถบรรลุตามเป้าหมาย ทางทมี งานอาจพิจารณาแนวทางเดมิ หรือดำเนินการค้นหาแนวทางปรบั ปรุงต่อไป
4) A-Act โดยนำข้อมูลที่วัดผลและประเมินในช่วงของการตรวจสอบเพื่อใช้สำหรับ
ดำเนนิ การปรับแก้ (Corrective Action)
1.5 หลกั การ 3E เพ่ือป้องกนั อบุ ตั เิ หตจุ ากการทำงาน
เว็บไซต์ welovesafety.com (2565) กล่าวว่า หลัก 3E เป็นการสร้างเสริมความปลอดภัยใน
โรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง ต้องยึดหลัก 3E ได้แก่ Engineering, Education,
Enforcement กลา่ วคือ
1.5.1 Engineering วิศวกรรมศาสตร์ ถือเป็นการใช้ความรู้ในด้านวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งใช้ใน
การคำนวณและออกแบบเครื่องจักร เครื่องมือที่มีสภาพการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด อาทิ การติดตั้งเครื่องจักร
ในสถานที่ที่เหมาะสมให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนที่
เคลื่อนไหวหรอื อันตรายของเครื่องจักร การวางผังโรงงาน ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ
เปน็ ต้นรวมไปถงึ การตดิ ตัง้ ผงั โรงงานต่างๆ ในจุดทเี่ หมาะสมทสี่ ดุ
1.5.2 Education การศึกษา เป็นการให้การศึกษาหรือการฝึกอบรมความรู้ในการทำงาน
ใหก้ ับพนกั งานผู้ปฏบิ ัติงานและผู้เกี่ยวข้องในการทำงาน มคี วามร้คู วามเข้าใจเก่ียวกับการป้องกันอุบัติเหตุและ
การเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงาน รวมไปถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่ทางสถานประกอบการประกาศให้
พนกั งานทุกคนได้ทราบ
1.5.3 Enforcement การออกกฎข้อบังคับ เป็นการออกกฎระเบียบหรือกำหนดวิธีการ
ทำงานอย่างปลอดภัย มีมาตรการควบคุมให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตาม ซึ่งระเบียบมาตรการเหล่านี้ ต้อง
ประกาศให้ทุกคนได้ทราบ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถกู ลงโทษ เพื่อให้เกิดความสำนึกและหลีกเล่ยี ง
การทำงานทีไ่ ม่ถกู ต้องหรอื เปน็ อันตราย
ในการป้องกนั อุบตั เิ หตุ ควรเน้นทัง้ 3E พรอ้ มๆ กัน โดยเฉพาะตัวท่ี 2 Education เพราะจะ
ทำใหพ้ นักงานรู้วธิ กี ารทำงานที่ปลอดภยั
เครื่องจักรที่ออกแบบมาถูกต้องตามหลักวิชาการ วิศวกรรม กล่าวคือ มีเครื่องป้องกันอันตราย
หรือการ์ด(Machine Guarding) ติดตั้งไว้อย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม คนงานอาจเห็นว่าเกะกะไม่จำเป็นจึงถอด
ออก และทำงานด้วยความเสี่ยงต่อไป ดังนั้นนอกจากเราจะต้องฝึกอบรมแนะนำคนงานถึงวิธีการทำงานกับ
เครื่องจักรตัวนั้น หรือชี้แนะให้เห็นอันตรายที่เกิดขึ้นหากถอดเครื่องป้องกันอันตรายออกแล้ว เราควรกำหนด
วิธีการทำงานอย่างปลอดภัย และออกข้อบังคับเป็นกฎระเบียบเลยว่าถ้าใครถอดเครื่องป้องกัน หรือฝาครอบ
ส่วนเคลื่อนไหวหรือส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักร เช่น สายพาน ฯลฯ โดยไม่มีเหตุอันสมควร จะต้อง ถูก
ลงโทษอยา่ งใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างน้คี ือ การใช้หลักการ 3E ทั้งหมดไปพร้อมกนั ดังน้ัน โอกาสท่จี ะเกิดอุบัติเหตุ
จากการทำงานกบั เครื่องจกั รตัวนั้นก็มีน้อยมาก คือ ทำงานไดอ้ ยา่ งปลอดภัยที่สุด
20
ถา้ ขาดการออกกฎบงั คับหา้ มถอดการ์ดเครื่องจักร (ไมม่ ี Enforcement) คนงานอาจเหน็ วา่ การ์ด
นั้นเกะกะ ทำให้ทำงานไม่สะดวกจึงถอดทิ้ง แม้เจ้าของโรงงานหรือหวั หน้างานจะแนะนำอย่างดีแล้ว โอกาสที่
จะเกิดอุบัติเหตุก็มีมาก เพราะถอดการ์ดทิ้งก็ไม่มีโทษอย่างไร ปกติเครื่องป้องกันอันตรายส่วนเคลื่อนไหวของ
เครอื่ งจกั รหรือการด์ ทีด่ นี ัน้ จะต้องไมเ่ กะกะกรดี ขวางการทำงานปกติแตอ่ ยา่ งใด)
ในทำนองเดียวกนั แม้จะมีข้อบังคบั ห้ามถอดการ์ดแล้ว หากคนงานไมไ่ ด้รับคำแนะนำหรือชี้แนะ
วธิ ีการทำงานทีถ่ ูกต้องปลอดภัย และไม่รคู้ วามสำคญั ของการด์ (ไมม่ ี Education) คนงานกอ็ าจจะปฏิบัติอย่าง
ผดิ วิธีหรืออนั ตรายได้ นอกจะทำใหเ้ กดิ อบุ ตั ิเหตุได้แล้ว เครือ่ งจักรอาจเสยี หายดว้ ย
ดั้งนั้นการใช้หลัก 3E โดยนำทั้งวิชาการวิศวกรรม (Engineering) การให้การศึกษาอบรมแก่
คนงาน (Education) และการออกกฎข้อบังคับ (Enforcement) มาดำเนินการพร้อมกันอย่างเหมาะสมใน
ขบวนการผลิตและการบริหารโรงงานนัน้ จึงเป็นมาตรการทีใ่ ห้ประสทิ ธิภาพสูงสดุ ต่อการปอ้ งกันอุบัติเหตุและ
การเสรมิ สร้างความปลอดภยั ในการทำงานภายในเวลาอนั ส้ัน
การปอ้ งกันอุบตั ิเหตมุ ขี ้นั ตอนและระดบั การปฏบิ ัติการหลายระดับ ดังน้ี
1. การจดั วางผงั โรงงานใหป้ ลอดภัย
2. การจดั ระบบและกระบวนการทำงานท่ีปลอดภัย
3. การทำให้เครื่องจกั รกลมีความปลอดภัย
4. การออกแบบลกั ษณะการทำงานทป่ี ลอดภยั
5. การอบรมวธิ ีการทำงานที่ปลอดภยั แก่คนงาน
6. การปฏิบัติตามวธิ ีการทำงานทป่ี ลอดภยั ฯลฯ
1.6 สมรรถนะ (Competency)
นิลรัตน์ นวกิจไพฑูรย์ (2556) ได้สรุปว่า David C. McClelland กล่าวว่า Competency คือ
บคุ ลิกลกั ษณะท่ีซ่อนอยภู่ ายใต้ปจั เจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปจั เจกบุคคลน้ัน สร้างผลการปฏิบัติงานที่ดี
หรือตามเกณฑ์ที่กำหนด ในงานที่ตนรับผิดชอบ ความสามารถตามกรอบแนวคิดเรื่องขีดความสามารถ ซ่ึง
สามารถอธบิ ายได้โดยใชโ้ มเดลภเู ขาน้ำแข็ง
สามารถอธิบายได้ว่าคุณลักษณะของบุคคลนั้นเปรียบเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในน้ำ โดยมี
ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยจะอยู่เหนือน้ำ ได้แก่ ความรู้ที่บุคคลมีในสาขาต่างๆ ที่เรียนรู้มา และส่วนของทักษะ
ได้แก่ ความเชี่ยวชาญ ชำนาญพิเศษในด้านต่างๆ ส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ำนี้เป็นส่วนที่สังเกตและวัดได้ง่าย
สำหรบั ส่วนของภเู ขาน้ำแข็งที่อยู่ใตน้ ้ำนั้นเป็นส่วนท่ีมปี ริมาณมากกวา่ สังเกตและวัดได้ยากกว่า และเป็นส่วนที่
มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลมากกว่า ส่วนต่างๆ นี้ได้แก่ บทบาทที่แสดงออกต่อสังคม (Social Role)
ภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเอง (Self-Image) คุณลักษณะส่วนบุคคล (Traits) และแรงจูงใจ (Motives)
สว่ นทีอ่ ยู่เหนอื นำ้ นนั้ เปน็ สว่ นท่สี ัมพนั ธก์ บั เชาวนป์ ญั ญาของบคุ คล ซ่งึ การทีบ่ คุ คลมเี พยี งความฉลาดที่ทำให้เขา
สามารถเรียนรอู้ งคค์ วามรู้ และทักษะได้เท่านน้ั ซงึ่ ยังไมเ่ พียงพอทีจ่ ะทำให้เขาเป็นผู้ทม่ี ีผลการปฏิบัติงานท่ีโดด
เด่น บุคคลจำเป็นต้องมีแรงผลักดนั เบื้องลึก คุณลักษณะส่วนบุคคล ภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเองและ
บทบาทท่แี สดงออกต่อสงั คมท่เี หมาะสมด้วยจงึ จะทำใหเ้ ขาสามารถเปน็ ผ้ทู ่มี ผี ลงานทโี่ ดดเด่นได้
21
องค์ประกอบของสมรรถนะ ตามแนวคิดของแมคเคิลแลนด์องค์ประกอบของสมรรถนะ
ประกอบดว้ ย 5 องค์ประกอบคอื
1. ความรู้ (knowledge) คือ ความรู้เฉพาะในเรื่องที่ต้องรู้ เป็นความรู้ที่เป็นสาระสำคัญ
เช่น ความรเู้ รือ่ งกอ่ สรา้ ง เรอ่ื งการวิจัย รูเ้ รอ่ื งโหราศาสตร์ เป็นตน้
2. ทักษะ (skill) คือ สิ่งที่ต้องการให้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ทักษะทาง
คอมพิวเตอร์ ทักษะการทำอาหาร ทักษะการพูด เป็นต้น ทักษะที่เกดิ ไดน้ ั้นมาจากพื้นฐานทางความรู้ และ
สามารถปฏบิ ัติได้อย่างแคลว่ คลอ่ งว่องไว
3. ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง (self – image) คือ เจตคติ ค่านิยม และความคิดเห็น
เกย่ี วกบั ภาพลักษณข์ องตนหรอื สง่ิ ทบ่ี ุคคลเชอ่ื วา่ ตนเองเปน็ เชน่ ความม่ันใจในตนเอง เปน็ ต้น
4. บุคลิกลักษณะประจำตัวของบุคคล (traits) เป็นสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลนั้น เช่น คนท่ี
น่าเชือ่ ถือและไวว้ างใจได้ หรือมลี ักษณะเป็นผู้นำ เปน็ ตน้
5. แรงจูงใจ / เจตคติ (motives / attitude) เป็นแรงจูงใจ หรือแรงขับภายใน ซึ่งทำให้
บุคคลแสดงพฤตกิ รรมท่ีมงุ่ ไปส่เู ปา้ หมาย หรือมุ่งสูค่ วามสำเร็จ เป็นต้น
ประเภทของสมรรถนะ สมรรถนะสามารถจำแนกได้เป็น 5 ประเภทคือ
1. สมรรถนะส่วนบุคคล (Personal Competencies) หมายถึง สมรรถนะที่แต่ละคนมี
เป็นความสามารถเฉพาะตัว คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เช่น การแสดงบทบู้ของนักแสดงจีน เฉิน
หลง ความสามารถของนักดนตรี นักกายกรรม และนักกีฬา เป็นต้น ลักษณะเหล่านี้ยากที่จะเลียนแบบ
หรอื ตอ้ งมีความพยายามสูงมาก
2. สมรรถนะเฉพาะงาน (Job Competencies) หมายถึง สมรรถนะของบุคคลกับการ
ทำงานในตำแหน่ง หรือบทบาทเฉพาะตัว เช่น อาชีพนักวิจัย ก็ต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
การคดิ คำนวณ นักบัญชตี อ้ งมีความสามารถในการทำบัญชี นกั การตลาดต้องมีความสามารถในการขาย เป็น
ต้น
3. สมรรถนะองค์การ (Organization Competencies) หมายถึง ความสามารถพิเศษ
เฉพาะองค์การนั้นเท่านั้น เช่น บริษัท เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทที่มีความสามารถในการ
ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือบริษัท ฟอร์ด (มอเตอร์) จำกัด มีความสามารถในการผลิตรถยนต์ เป็นต้น หรือ
บรษิ ัท ที โอ เอ (ประเทศไทย) จำกัด มีความสามารถในการผลิตสี เป็นตน้
4. สมรรถนะหลัก (Core Competencies) หมายถึง ความสามารถสำคัญทีบ่ ุคคลต้องมี
หรอื ตอ้ งทำเพ่อื ให้บรรลุผลตามเปา้ หมายทตี่ ั้งไว้ เช่น พนกั งานเลขานกุ ารสำนักงาน ตอ้ งมสี มรรถนะหลัก คือ
การใชค้ อมพิวเตอร์ได้ ติดต่อประสานงานได้ดี เป็นตน้ หรือ ผู้จดั การบริษทั ต้องมีสมรรถนะหลัก คือ การ
ส่อื สาร การวางแผน และการบริหารจัดการ และการทำงานเป็นทีม เป็นตน้
5. สมรรถนะในงาน (Functional Competencies) หมายถึง ความสามารถของบุคคล
ที่มีตามหน้าที่ท่ีรับผดิ ชอบ ตำแหน่งหน้าท่ีอาจเหมือน แต่ความสามารถตามหน้าท่ีต่างกัน เช่น ครูอาจารย์
22
เหมือนกัน แต่มีความสามารถต่างกัน บางคนมีสมรรถนะทางการเป็นวิทยากร การเป็นพิธีกร ความสามารถ
ในการพดู
สรุปได้ว่า สมรรถนะมคี วามสำคญั ต่อการปฏบิ ัติงาน เป็นแนวทางในการพัฒนาคนเพื่อชว่ ยให้เกิด
การเรียนรู้ และสามารถวัดได้ว่าถ้าต้องการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องใช้ competency ตัวไหนบ้าง
นอกจากน้ี ยงั เปน็ ตวั ช่วยใหส้ ามารถวางแผนความกา้ วหน้าทางอาชพี และทราบถึงทกั ษะความสามารถท่ีจำเป็น
สำหรับอาชีพและตำแหน่งงานแต่ละระดับ ช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน มีความคิดสร้างสร้างสรรค์ เกิด
การหลอ่ หลอมไปสู่สมรรถนะขององค์กรท่ีดีข้นึ ได้
1.7 ทฤษฎี Learning by Doing
เวบ็ ไซต์ scientia (2565) กลา่ วว่า รปู แบบการสอนทุกวันน้ีเรยี กได้ว่าเปิดกว้างขึ้นมากๆ ผู้เรียน
ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านตำราหรือเรียนในห้องเรียนแต่เพียงเท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้แบบบูรณาการได้
หลากหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกมีความสุขและสนุกสนานไปกับการเรียนมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันเองมี
ปรชั ญา ทฤษฎี หลักการ แนวคดิ ในการสอนหลากหลายรปู แบบใหเ้ ลือกใช้ หนึ่งในแนวคิดทางการศึกษาท่ีเป็น
ที่นิยมก็คือการจัดการเรียนรู้ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงหรือที่เรียกว่า Learning by doing
ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากการกระทำของตนเอง ได้ลองผิดลองถูกเพื่อให้เกิดองค์ความรู้และเมื่อได้เรียนรู้ด้วย
ตนเอง สิ่งหนึ่งที่ได้เพ่ิมมาคือการได้สรา้ งความมัน่ ใจจากการลงมอื ทำสิ่งต่างๆ โดยความมั่นใจนีเ้ ป็นอีกหนึง่ สิ่ง
สำคัญทีจ่ ะส่งผลดีต่อการเรยี นรู้ในระยะยาว
การเรยี นแบบเรยี นรูผ้ า่ นการลงมือทำจึงไดผ้ ลเพราะผู้เรียนไดล้ งมือกระทำสิ่งต่างๆ ดว้ ยตนเองใน
สิ่งทีส่ นใจและตัวเองชอบ จงึ มแี รงจงู ใจในการเรยี นและมีความสุขในการเรยี นมากกว่า นอกจากน้กี ารฝึกลงมือ
ทำยังช่วยก่อให้เกิดประสบการณ์ ความรู้ใหม่ และมั่นใจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลดีต่อการเรยี นรู้ในระยะยาว
การจัดการเรียนรู้โดยให้เด็กได้ลงมือกระทำนั้น นั้นเป็นสิ่งสำคัญผู้สอนจะต้องสนใจธรรมชาติการเรียนรู้ ของ
ผเู้ รยี นและลักษณะของกิจกรรมซง่ึ ควรสอดคล้องกัน พรอ้ มที่จะสง่ เสริมให้ผู้เรยี นได้ลงมือกระทำผ่านส่ิงท่ีถนัด
หรือสนใจ
สำหรับแนวคดิ การเรียนแบบการสอนแบบ เรยี นรู้ผา่ นการลงมือทำ เปน็ แนวคิดท่ีมาจาก จอห์น
ดวิ อี้ (John Dewey) นักปรัชญาชาวอเมริกัน ท่ีเชอ่ื ว่า “มนษุ ย์จะต้องปรบั ตวั เพ่อื ใหช้ ีวติ อยู่รอด” สงิ่ แวดล้อม
เป็นเรื่องสำคัญและจะต้องนำไปใช้เป็นแนวคิดของการจัดการศึกษา ที่ต้องเน้นฝึกให้มนุษย์แก้ปัญหา เพื่อให้
เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ นอกจากนี้ต้องได้ฝึกปฏิบัติ ฝึกคิด ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ
ประสบการณท์ ม่ี นษุ ยพ์ บหรือเผชิญ มีอยู่ 2 ประเภท คือ ข้นั ปฐมภมู ิ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เปน็ ความรู้ หรือยัง
ไม่ได้คิดแบบไตร่ตรอง และขั้นทุติยภูมิคือที่เป็นความรู้ ได้ผ่านการคิดไตร่ตรอง ประสบการณ์ขั้นแรกจะเป็น
รากฐานของขัน้ ทุติยภมู ิ
ลกั ษณะสำคญั ของหลกั ทฤษฎี Learning by doing นน้ั ก็แปลได้ตรงตัวตามชื่อเลย คือการเรียนรู้
ด้วยตนเอง โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองนี้คือการที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ เกิดความสัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งท่ี
ต้องการเรียนรู้ โดยผู้เรียนจะเกิดความรู้ขึ้นได้เมื่อได้ลงมือทำ และทั้งหมดนี้เป็นหลักการปรัชญาแบบ John
Dewey ซ่งึ สรปุ ไดว้ ่าคนเราจะสามารถเรียนรู้ไดด้ ที ส่ี ุดจากการที่ไดล้ งมือทำส่งิ ตา่ งๆ ดว้ ยตนเอง
23
วิธีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ Explore การสำรวจ: เริ่มจาก
สำรวจตวั เองก่อนวา่ สนใจส่ิงใด ชอบสง่ิ ไหน สำรวจสงิ่ ต่างๆ รอบตัวว่ามอี ะไรเกิดขึ้นเปล่ยี นแปลงไปในแต่ละวัน
บ้าง ส่งิ ต่างๆ รอบตัวทำงานอยา่ งไร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง Experiment การทดลอง: เมื่อได้สำรวจสิ่งต่างๆ
แล้วขั้นตอนต่อมาก็คือการทดลองว่าสิ่งเหล่านั้นทำงานอย่างไร เราสามารถต่อยอดทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้เกิด
การลองลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเรียนรู้
การทดลองจะทำให้ผู้เรียนได้ซึมซับ และทำความเข้าใจกับขั้นตอนในการเรียนรู้ Learning by doing เรียนรู้
จากการกระทำ: เมื่อสำรวจ ทดลอง ก็ถึงเวลาที่ได้ลงมือปฏิบัติเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ โดยเป็นการปฏิบัติเพื่อ
สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาจากการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและการทดลอง และ Doing by learning
การกระทำเพื่อให้เกิดการเรียนรู้: เป็นการต่อยอดจากเรียนรู้ทัง้ หมด โดยการกระทำส่ิงต่างๆ ที่สัมพันธก์ ับการ
เรียนรู้ การกระทำที่ไดม้ าจากการได้สำรวจ ทดลอง และเรยี นรดู้ ้วยตนเอง
ประโยชนข์ องการ Learning by Doing คอื เรยี นรู้จากกจิ กรรมทีท่ ำได้จริงๆ : การได้ลงมือทำ
จริง สิ่งนี้จะเป็นตัวขยายประสบการณ์ ให้เห็นภาพชัดขึ้น ผู้เรียนจะเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ค้นพบปัญหา
วิธีแก้ไข จากสิ่งที่ได้ลงมือทำ เกิดการตกผลึกความคิดได้เอง เรียนรู้ได้เร็ว : เช่น ภาคทฤษฎี กับ ภาคปฏิบัติ
ถูกแบง่ ออกไปอย่างชดั เจนอยู่แลว้ ถา้ เราอยากทำอะไรสักอย่าง แต่เรามแี คท่ ฤษฎี การทำอาจจะตดิ ๆ ขัดๆ ได้
เช่น การสร้างเพจ เรารู้วิธีการทำก็จรงิ จากตำรา ซึ่งการที่ไดเ้ ร่ิมทำ เราจะเห็นภาพชัดขึ้น รู้วิธีการแก้ปัญหาได้
อย่างรวดเร็ว เมื่อเราทำไปเรื่อยๆ มนั จะเกดิ ความชำนาญทีเ่ พ่ิมพนู ข้ึน รจู้ กั การแกป้ ัญหา : ยิ่งผู้เรียนได้พบเจอ
กับปัญหามากเท่าไหร่ เด็กจะยิ่งรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี จึงเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง
เมอ่ื เคา้ นำประสบการณท์ เี่ กิดข้นึ จรงิ สามารถไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้ หรือในอาชพี การงาน เม่ือถงึ วนั ทเ่ี ติบโต
ขึ้น และรู้จักตวั เองมากขึ้น : ที่จริงผู้เรียนมีกิจกรรมหลายอย่าง ที่ต้องทำมากมาย จนทำให้เค้าไมร่ ูว้ ่า “อะไร”
คือ สง่ิ ท่ีเปน็ เค้า “แล้วอะไร” เปน็ ส่ิงที่ใช่สำหรับเคา้ จนกว่าเคา้ จะได้ลงมือทำ แล้วเกิดความชอบ เกิดความใส่
ใจและหลงรกั ทนั ที
1.8 งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
จากการศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎีและองคค์ วามรู้ เรอื่ ง การบริหารจดั การหลกั สตู รและนวัตกรรมการ
เรยี นรู้แบบบรู ณาการโดยใช้เปา้ หมายอาชพี เปน็ ฐาน พบว่า มีงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ งดังน้ี
อัญชลี ทองเอม (2561) ไดศ้ กึ ษาวิจัยเร่ืองการเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเพื่อพฒั นาผู้เรียนในศตวรรษท่ี
21 พบว่า การเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ค้นคว้าหาความรู้ สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียน เป็นสำคัญ เป็น
การเรยี นรเู้ กิดจากการปฏิบัติจริง จากการหาความรู้และการลงมือกระทำมีความสามารถในการใช้ความรู้นั้นๆ
เปน็ สิง่ ท่สี ำคญั ที่สุด การเรียนรโู้ ดยใช้โครงงานน้นั ผู้เรียนสามารถเช่ือมโยงความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมกับ
ความรใู้ หม่แล้วสามารถนำไปประยกุ ต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ข้นั ตอนการเรยี นร้โู ดยใชโ้ ครงงาน ประกอบดว้ ย (1)
ขั้นการนำเสนอ (2) ขั้นวางแผน (3) ขั้นปฏิบัติ และ (4) ขั้นประเมินผล ทุกขั้นตอนมีการทำงานแบบความ
ร่วมมือที่ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ตาม ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และให้เกียรติซึ่งกันและกัน คุณค่าของการ
24
เรยี นรแู้ บบโครงงานเป็นการเรยี นรู้ ท่สี ร้างทกั ษะการเรยี นรู้ ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์ ทกั ษะทางอารมณ์ ทักษะ
การสื่อสารหรือการนำเสนอท่ีสร้างความเข้มแข็งต่อผูเ้ รียนอย่างตอ่ เนื่องและยง่ั ยนื
ภัทร ผลิตากุล (2560) ได้ศึกษาเรื่องการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงการเป็นฐานเพื่อ
ประสบการณ์การสอนดนตรีของนักศึกษาคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลการวิจัยพบว่า การ
เรยี นรขู้ องมนษุ ยเ์ กดิ จากการมปี ฏิสัมพนั ธ์กับส่ิงแวดล้อมซึ่งส่งผลให้โครงสร้างทางเชาว์ปัญญาเปลี่ยนแปลง ยิ่ง
มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมมากเท่าไร ยิ่งทำให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์มากเท่านั้น นอกจากน้ี
การเรียนรู้ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง เนื่องจากสมองเรียนรู้ได้ดีผ่านการกระทำและเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวคิดโครงการเป็นฐานมุ่งให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองในหัวข้อที่ตน
สนใจโดยการลงมือทำและเก็บเกี่ยวข้อมูลผ่านประสบการณ์ ครูมีหน้าที่เป็นผู้คอยสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดโครงการเป็นฐานมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาแนวคิดในการทำ
โครงการ 2) การวางแผนโครงการ 3) การดำเนินโครงการ 4) การประเมนิ โครงการ 5) การเผยแพรโ่ ครงการ
ฉัตรชัย พุ่มชูศักดิ์ (2564) ได้ศึกษาเรื่อง รูปแบบการจัดการศึกษาที่บูรณาการการเรียนรู้กับการ
ทำงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบ
การจัดการศึกษาที่บูรณาการการเรียนรู้กับ การทำงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศกึ ษา ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยและและพฒั นา 3 ขั้นตอน 1) การศกึ ษาแนวทางการจดั การศึกษาท่ี
บูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา การ
สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี 2) สร้างรูปแบบการจัดการศึกษาที่บูรณาการการ
เรียนรู้กับการทำงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และตรวจสอบโดย
ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 3) การประเมินรูปแบบการจัดการศึกษาที่บูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานของ
สถานศกึ ษา สังกดั สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยการสอบถามผูอ้ ำนวยการสถานศึกษา ครูนเิ ทศ
และครูผสู้ อน ผลการวจิ ัย พบว่า รปู แบบการจดั การศึกษาทบ่ี ูรณาการการเรยี นรู้กบั การทำงานของสถานศึกษา
สังกดั สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษามี 5 องคป์ ระกอบ หลกั คอื 1) ด้านการจัดการ ไดแ้ ก่ โครงสร้าง
คณะกรรมการและวัตถุประสงค์ 2) ด้านกระบวนการบริหาร ได้แก่ ขั้นเตรียมดำเนินการและขั้นสรุป และ 3)
ดา้ นผลประโยชน์ของความรว่ มมือ ได้แก่ ผลประโยชนข์ องสถานศกึ ษาและผลประโยชน์ของสถานประกอบการ
4) ด้านหลกั สูตร ได้แก่ ลักษณะหลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร 5) ด้านการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ การ
จดั การเรยี นการสอนภายในสถานศกึ ษาและการจดั การเรยี นการสอนภายในสถานประกอบการ รปู แบบการจัด
การศึกษาที่บูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานของสถานศึกษา มีความเป็นประโยชน์และมีความเป็นไปได้ใน
การนำรูปแบบไปใช้อยใู่ นระดับมาก
2. กฎ ระเบยี บ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง
1. ประกาศคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานคณุ วุฒิการศึกษา
- ระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี (ปวส.) พ.ศ.2562 มี 16 ขอ้
- ระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สงู (ปวส.) พ.ศ.2562
*ข้อที่ 4 ผูส้ ำเร็จการศกึ ษามีคุณภาพครอบคลมุ อย่างน้อย 4 ดา้ น คือ
25
1.) ด้านคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์
2.) ด้านความรู้
3.) ดา้ นทกั ษะ
4.) ดา้ นความสามารถในการประยกุ ตใ์ ชแ้ ละความรับผดิ ชอบ
*ขอ้ ท่ี 9 โดยสร้างหลักสูตร
1.) หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง คือ กลมุ่ วิชาภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์ สงั คมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ (18 หนว่ ยกิต)
2.) หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชพี (56 หนว่ ยกิต)
- วิชาชพี พ้นื ฐาน
- วชิ าเฉพาะ
- ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
- โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชีพ
3.) หมวดเลือกเสรี (6 หนว่ ยกิต)
4.) กิจกรรมเสรมิ หลกั สูตร (อยา่ งน้อยสัปดาห์ละ 2 ชัว่ โมงทุกภาคเรยี น)
ขอ้ ที่ 14 การพัฒนาคุณภาพการจัดการการศกึ ษาและการพัฒนาการจดั การเรียนการสอน
1.) สถานศึกษาทำความรว่ มมือในการจดั การศึกษารว่ มกบั สถานศึกษารว่ มกับสถานประกอบการ
2.) สถานศกึ ษาจดั การเรยี นการสอนเพื่อพฒั นาคุณลักษณะให้ตรงศกั ยภาพของผู้เรียน
3.) สถานศกึ ษาจัดการเรยี นรู้การสอนทเ่ี นน้ การเรยี นรู้สู่การปฏบิ ัติ
2. ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธกิ ารว่าดว้ ย “การจดั การศึกษาและการประเมินผลการเรยี น”
- หลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี (ปวช.) พ.ศ.2562 (5 หมวด-76 ขอ้ )
- หลกั สูตรประกาศนียบัตรวิชาชพี (ปวส.) พ.ศ.2564
หมวดที่ 3 การประเมนิ ผลการเรยี น
- ส่วนที่ 1 หลกั การในการประเมนิ ผลการเรียน
- ส่วนที่ 2 วิธกี ารประเมนิ ผลการเรยี น
- ส่วนที่ 3 การตดั สนิ ผลการเรียน
- ประจำวชิ า
- เพอ่ื สำเรจ็ การศึกษาตามหลักสูตร
มาตรฐานวิชาชพี และการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ
- ข้อกำหนดด้านสมรรถนะวิชาชพี
- การทดสอบความรู้ ความสามารถ และลักษณะนิสยั ในการปฏบิ ตั ิงาน
3. แนวปฏบิ ตั ิท่ีเกย่ี วขอ้ ง
3.1 ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580
4. ประเด็นยทุ ธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพทรพั ยากรมนษุ ย์
26
4.2 การพฒั นาศักยภาพคนตลอดชว่ งชวี ิต
4.2.2 ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น ปลูกฝังความเป็นคนดี มีวินัย พัฒนาทักษะความสามารถ
การเรียนรู้ ที่สอดรับกับทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน มีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาหรืออาชญากรรมต่างๆ มีความคิดสร้างสรรค์ มี
ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความยืดหยุ่นทางความคิด รวมถึงทักษะด้านภาษา ศิลปะ และ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีและได้รับการพฒั นาเต็มตามศักยภาพสอดคลอ้ งกับความสามารถ ความถนัด
และความสนใจ รวมถึงการวางพื้นฐานการเรียนรู้เพื่อการวางแผนชีวิตและวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมใน
แต่ละช่วงวัยและนำไปปฏิบัติได้ ตลอดจนการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อกับโลกการทำงาน รวมถึง
ทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ มีทักษะชีวิต สามารถอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่นได้
ภายใตส้ ังคมทเี่ ป็นพหุวัฒนธรรม
4.2.3 ช่วงวัยแรงงาน ยกระดับศักยภาพ ทักษะและสมรรถนะแรงงานอย่างต่อเนื่อง
สอดคล้องกบั ความสามารถเฉพาะบุคคลและความต้องการของตลาดแรงงาน มกี ารทำงานตามหลักการทำงาน
ที่มีคุณค่าเพื่อสร้างผลิตภาพเพิ่มให้กับประเทศ มีวัฒนธรรมการทำงานที่พึงประสงค์ มีความรู้ความเขา้ ใจและ
มีทักษะทางการเงินเพื่อให้สามารถบริหารจัดการการเงินของตนเองและครอบครัว มีการวางแผนทางการเงิน
และมีการออม การรับผิดชอบของพ่อแม่ต่อครอบครัว มีการพัฒนาระบบการเรียนรู้และการอำนวยความ
สะดวกด้านความรู้ เพื่อพัฒนาความรู้ แรงงานฝีมือ ความชำนาญพิเศษ การเป็นผู้ประกอบการใหม่และการ
พฒั นาต่อยอดความรใู้ นการสร้างสรรคง์ านใหม่ๆ รวมทงั้ มาตรการขยายอายุการทำงาน
3.2 แผนการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579
แนวคิดการจัดการศึกษาแนวคิดการจัดการศึกษา (Conceptual Design) ตามแผนการศึกษา
แห่งชาติยึดหลักสำคัญในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย หลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for
All) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive Education) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง (Sufficiency Economy) และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม (All for Education)
อีกทั้งยึดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ประเด็น
ภายในประเทศ (Local Issues) อาทิคุณภาพ ของคนทุกช่วงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของ
ประเทศ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำยุทธศาสตร์ชาติ (National
Strategy) มาเปน็ กรอบความคิดสำคญั ในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ
3.3 คำแถลงนโยบายของคณะรฐั มนตรี พลเอก ประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชา นายกรฐั มนตรี
มาตรา 54 รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทกุ คนได้รบั การศกึ ษา เป็นเวลาสบิ สองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน
จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมคี ุณภาพโดยไมเ่ ก็บค่าใชจ้ า่ ย
รฐั ตอ้ งดำเนินการใหป้ ระชาชนไดร้ ับการศกึ ษาตามความตอ้ งการในระบบตา่ งๆ รวมทั้งส่งเสรมิ ให้
มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตและจัดให้มีการรว่ มมือกันระหวา่ งรัฐองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ และภาคเอกชนในการ
จัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการกำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมี
คุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติ
27
เกี่ยวกับการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติและการดำเนินการและตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตาม
แผนการศกึ ษาแหง่ ชาตดิ ว้ ย
3.4 คำแถลงนโยบายการจัดการศึกษา ของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไดแ้ ถลงนโยบายการจัดการศึกษา 12 ข้อ และท่ีเกย่ี วข้องกับ
การจดั การศึกษาตามแนวทางเปลยี่ นวิชาเป็นอาชพี ดงั น้ี
ข้อ 1 การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย และทันการเปลีย่ นแปลงของโลก
ใน ศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษาให้มีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับ
บริบทสงั คมไทย
ข้อ 2 การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและอาจารย์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและ
อาชีวศึกษา ให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล เพื่อให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะทั้งด้าน
การจัดการ เรียนรู้ ด้วยภาษาและดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัย และมีความ
รบั ผดิ ชอบตอ่ ผลลพั ธท์ างการศกึ ษาท่เี กิดกบั ผู้เรียน
ข้อ 5 การปรับระบบการประเมินผลการศึกษาและการประกันคุณภาพ พร้อมจัดทดสอบวัด
ความรู้และ ทักษะที่จำเป็นในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาทั้งสายวิชาการและสายวิชาชีพ เพื่อให้ระบบการ
ประเมินผล การศึกษาทุกระดับและระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย
ตอบสนองผลลพั ธ์ทางการศกึ ษาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ข้อ 9 การศึกษาเพื่ออาชีพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ผู้จบ
การศึกษา ระดับปริญญาและอาชีวศึกษามีอาชีพและรายได้ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพและคุณภาพชีวิตที่ดี มี
สว่ นช่วย เพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขนั ในเวทโี ลกได้
3.5 การจัดการเรียนการสอนทีเ่ น้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner centered , Student-centers
หรือ Child-centered)
เป็นการปฏิรูปการฝึกที่เปลี่ยนมายึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง(โดยยึดอาชีพเป็นฐาน) มีหลักการว่า
กระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องเน้นใหผ้ ู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้และพัฒนาความรู้ได้ตามธรรมชาติ
และเต็มศักยภาพของตนเอง รวมทั้งสนับสนุนให้มีการฝึกและปฏิบัติในสภาพจริงของการทำงาน มีการ
เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับสังคมและการประยุกต์ใช้มาตรฐานอาชีพเป็นฐาน พร้อมการจัดกิจกรรมและ
กระบวนการให้ผู้เรียนได้คิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์ ประเมินและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ โดยไม่เน้นไปที่การท่องจำ
เพียงเนือ้ หา
Active Learning เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำหรือปฏิบัติด้วยตนเองด้วยความ
กระตือรือร้น เช่น ได้คิด ค้นคว้า ทดลองลงมือทำ ได้ใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
อย่างแทจ้ รงิ ผู้สอนทำหนา้ ทเี่ ตรียมการจัดบรรยากาศการเรียนรู้
Contruct เป็นกิจกรรมที่ผู้เรยี นได้ค้นพบสาระสำคญั หรอื องค์การความรู้ใหม่ด้วยตนเอง อันเกิด
จากการได้ลงมือปฏิบัติงานจริงพรอ้ มแลกเปล่ียนเรียนรแู้ ละเสนอคำชี้แนะ
28
Thinking เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิด ผู้เรียนได้ฝึกวิธีคิดในหลายลักษณะ เช่น คิด
คล่อง คิดหลากหลาย คดิ ละเอยี ด คดิ ชัดเจน คิดถกู และกระบวนการคิดซบั ซ้อน
Happiness เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่เกิดจาก 1) ผู้เรียนได้
เรียนในสิ่งที่ตนชอบหรือสนใจ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการใฝ่รู้ ท้าทาย อยากค้นคว้า อยากแสดงความสามารถ
และใหใ้ ชศ้ ักยภาพของตนอยา่ งเต็มที่
Participation เป็นกิจกรรมที่เน้นการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนกำหนดงาน
วางเปา้ หมายร่วมกัน และมโี อกาสเลอื กทำงานหรอื ศกึ ษาคน้ คว้าในเรื่องที่ตรงกับความถนัด
Good Habit เปน็ กิจกรรมที่ผูเ้ รียนไดพ้ ัฒนาคณุ ลักษณะนสิ ัยที่ดีงาม เชน่ ความรบั ผิดชอบ ความ
เมตตา กรุณา ความมีน้ำใจ ความขยนั ความมีระเบยี บวินัย ความเสียสละ ฯลฯ และลักษณะนิสยั ในการทำงาน
เอยา่ งเปน็ กระบวนการทำงานรว่ มกับผอู้ ื่น การยอมรบั ผูอ้ ่นื และการเห็นคณุ คา่ ของงาน
3.6 กรอบความคิดเพอ่ื กำหนดกลยุทธ์
3.6.1 ก ร อ บ The World Bank, SABER – Systems Approach for Better Education
Results : Workforce Development, Framework and Tool Analysis โดยมีโครงสร้างเครื่องมือตาม
องคป์ ระกอบทีส่ ำคญั ได้แก่ 1) มติ หิ รือทศิ ทาง (Dimension) 2) เปา้ หมายเชิงนโยบาย (Policy Goal) 3) การ
ขบั เคลือ่ นนโยบาย (Policy Action) และ 4) ประเด็นสำคญั ในทางปฏบิ ตั ิ (Topic) นำมาบรู ณาการแนวคดิ จาก
การศึกษานโยบายและหลักการที่เกยี่ วข้องสอดคล้องกับการจดั อาชวี ศกึ ษา
แผนภาพแสดงโครงสรา้ งและองคป์ ระกอบของเครือ่ งมอื เชิงปฏิบัติ Systems Approach for Better
Education Results (SABER) สำหรับการประเมนิ ระบบการผลิตและพัฒนากำลงั คน (WfD)
ท่มี า: ประยกุ ตจาก The World Bank,SABER-Systems Approach for Better Education Results:
Workforce Development, Framework and Tool Analysis (World Bank, 2013)
3.6.2 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อน
อาชีวศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประยุกต์ใช้เครื่องมือที่ช่วยในการ
วางแผนธุรกิจ Business Model Canvas : BMC ประกอบด้วย 1) พันธกิจหลัก (Key Partners) 2) กลไก
29
ขับเคลื่อน (Key Drivers) 3) กิจกรรมสำคัญ (Key Activities) 4) ทรัพยากรที่จำเป็น (Key Resources) 5)
ผลลพั ธ์ (Key Results) 6) ผลสัมฤทธ์ิและคณุ ค่าทเี่ พ่ิมขึ้น (Value Propositions)
แผนภาพแสดงองคประกอบเคร่ืองมือทีช่ วยในการวางแผนธุรกิจ (Business Model Canvas: BMC)
ท่ีมา : ประยกุ ตจาก https://blog.sellsuki.co.th/business-model-canvas1/
แผนภาพแสดงองค์ประกอบการประยุกตใ์ ชเ้ คร่อื งมือที่ช่วยในการวางแผนธรุ กจิ (BMC) ในการจดั การศึกษา
ทีม่ า: ประยุกตจาก https://www.wongnai.com/pos/articles/business-model-canvas
30
แผนภาพแสดงความเช่ือมโยงองค์ประกอบเครือ่ งมือท่ีชว่ ยในการวางแผนธรุ กจิ (BMC)
ทีน่ ำมาประยกุ ตใ์ ช้ในการจดั การศกึ ษา
ท่มี า : ประยุกตจ์ าก https://www.wongnai.com/pos/articles/business-model-canvas
ประโยชนของเครื่องมือท่ีช่วยในการวางแผนธุรกิจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้
BMC จะช่วยให้สถานศึกษาไดรับประโยชนดังนี้ 1 ช่วยให้สถานศึกษาเข้าใจภาพรวมในแผนการจัดการเรียน
การสอนและแนวทางในการดำเนินการจัดการเรียนการสอน 2 ชว่ ยให้สถานศึกษาสามารถวเิ คราะห์ข้อมูลและ
สภาพแวดล้อมภายในไดอย่างรอบดานครอบคลุมข้อมูลและปัจจัยที่สำคัญในการวิเคราะห์ 3 ช่วยให้
สถานศึกษากำหนดและเป้าหมายไดชัดเจนมากขึ้นเปรียบเสมือนการชี้นำให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอน
ให้ตรงเปา้ หมาย 4 ชว่ ยใหส้ ถานศึกษาส่งมอบคุณค่า ความรู ทักษะและประสบการณให้ผเู้ รยี นไดตรงเป้าหมาย
และถูกวิธีการตามที่กำหนดไวในแผนการจัดการเรียนการสอน 5 ช่วยในการบริหารจัดการและควบคุม
ทรพั ยากรและงบประมาณทจ่ี ำเป็นต้องใช้ในการดำเนนิ การจัดการเรยี นการสอน
31
สว่ นท่ี 3
ผลการศึกษาเปรียบเทียบ
(Journey Mapping)
1. ข้อคน้ พบจากการสถานศึกษาทเี่ ข้ารับการฝึกประสบการณ์
1.1 สภาพกอ่ นดำเนินการของสถานศึกษาในประเด็นทศ่ี กึ ษา
สถานศึกษาที่ได้ศึกษาในประเด็นที่ศึกษานั้นจะเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กที่จัดการศึกษาอาชีวศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพ (ปวช.) ระบบปกติ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชพี ชั้นสูง (ปวส.) ระบบทวิ
ภาคี และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ตามความต้องการของโรงเรียนเครือข่าย และประชาชน รวมทั้งการ
ฝกึ อบรมวชิ าชีพ 108 อาชีพ โดยตงั้ อยูใ่ นชมุ ชนทเ่ี ปน็ ท่ีตัง้ ของหมูบ่ า้ น และอยู่ห่างจากตวั อำเภอมากพอสมควร
ประชาชนในอำเภอทตี ัง้ สถานศึกษา และอำเภอใกลเ้ คียงโดยมากประกอบอาชีพดา้ นเกษตรกรรม โดยภาพรวม
ประชาชน และผู้ปกครองของนักเรียนจึงมีอาชีพหลัก คือ ทำไร่ ทำนา ซึ่งมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ช่วงปิดภาค
เรียน นักเรียน นักศึกษาของสถานศึกษาส่วนใหญ่ไปทำงานหารายได้เสริมจากจังหวัดใกล้เคียงเพื่อช่วยเหลือ
ผู้ปกครอง
ด้วยเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กประจำอำเภอ นักเรียน นักศึกษา ที่มาเรียนส่วนมากจะเป็นนักเรียน
ท่ีมาจากโรงเรยี นขยายโอกาส ที่มีพืน้ ฐานทางด้านการศกึ ษายังไมด่ พี อ จึงไดม้ ุ่งเน้นมาเรยี นทางดา้ นอาชวี ศึกษา
เพื่อตอ้ งการฝกึ วิชาชีพนำไปประกอบอาชพี โดยเรว็ ทส่ี ุด แตด่ ้วยจำนวนครู บุคลากรทางการศกึ ษามจี ำนวนน้อย
งบประมาณท่ีไดร้ ับก็ไม่มากทำให้เกิดความยากลำบากในการบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตาม
พนั ธกิจ และตามความต้องการของผเู้ รียน รวมถึงสถานประกอบการ เนอื่ งจากผ้เู รียนไมส่ ามารถปฏิบตั งิ านจริง
ในอาชพี ได้ ไม่สามารถนำวชิ าทเ่ี รียนไปประกอบอาชีพหาเล้ยี งครอบครวั ได้ เป็นผลใหเ้ กดิ การออกกลางคันของ
ผู้เรยี นเปน็ จำนวนมากในรอบปที ่ผี ่านมา และมนี ักเรียนใหมเ่ ขา้ ศกึ ษาต่อน้อยลงในรอบปีท่ผี ่านมา
นกั เรยี น นกั ศึกษาของสถานศกึ ษาที่ศกึ ษาในประเด็นที่ศึกษา ส่วนมากมาจากโรงเรียนขยายโอกาสใน
โรงเรียนใกล้เคียง และตามชายแดน ไม่เก่งทางด้านวิชาการ ส่วนมากมาเรียนแล้วอยากจะนำวิชาความรู้ไป
ประกอบอาชีพโดยเร็วเพื่อดูแลครอบครัวสถานศึกษาจึงต้องปรับบริบทในการจัดการศึกษาโดยเอาอาชีพมา
เป็นฐานในการจัดรายวิชาให้สอดคล้องกับอาชีพนั้นๆ รวมทั้งสถานศึกษามีบุคลากรน้อย ได้รับงบประมาณ
จำนวนจำกัดทำให้จึงทำให้ต้องมีการบูรณาการรายวิชาให้เป็นในรูปแบบการเรียนแบบโมดุลรวมรายวิชาที่
เกี่ยวข้องสอดคล้องกันมารวมเป็นอาชีพเพื่อให้สามารถดำเนินการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้อง
กบั พันธกจิ ของสถานศึกษา ตรงตามความต้องการของผูป้ กครอง นกั เรยี น นักศึกษา สถานประกอบการ รวมถึง
สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ สร้างโอกาสการเข้าถึงการศึกษาอาชีพการพัฒนาคนเพื่อสร้างคุณภาพของคน
ไทยใหส้ ามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพในการประกอบอาชีพ และดำรงชวี ติ ได้อย่างมีคุณธรรม
ให้สอดคล้องกับการสง่ เสรมิ และพัฒนานวตั กรรมของประเทศ (ประเทศไทย 4.0) และมีความสอดรบั กับพระ
ราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่มีพระราชประสงค์พัฒนาทุกพื้นที่ท่ัวประเทศไทย
ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีสามารถดำรงชีวิตอยู่ใต้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา
32
ของในหลวงรัชกาลที่ 10 การศกึ ษาต้องมุ่งสร้างพ้ืนฐานให้แก่ผู้เรียนคือ 1. ต้องมที ัศนคติท่ีถูกต้อง 2. พื้นฐาน
ชีวิต (อุปนิสัย) ที่มั่นคงแข็งแรง 3. มีอาชีพมีงานทำ 4. เป็นพลเมืองที่ดี เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีทักษะ
ทางด้านช่างฝีมือเฉพาะทางในเวลาอันรวดเร็ว สามารถนำไปประกอบอาชีพดูแลตนเอง และครอบครัวโดยไม่
เปน็ ภาระของสังคมได้สมดังจุดประสงค์ของการดำเนนิ โครงการ
1.2 เหตจุ งู ใจหรอื ความท้าทายท่ีต้องดำเนนิ การ
บรบิ ทของสถานศึกษาที่เข้าฝกึ ประสบการณท์ ้ัง 2 แหง่
1. เป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก ขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาทั้งผู้บริหารสถานศึกษา
ครผู ู้สอน และบุคลากรสายสนบั สนุนการสอน
2. ผู้เรียนนอ้ ย
3. อยู่ใกล้สถานศึกษาขนาดใหญ่
4. ขาดแคลนงบประมาณ
5. ขาดแคลนวัสดุ ครภุ ณั ฑ์ และอปุ กรณ์การสอน
สถานภาพของผูเ้ รยี น
1. ครอบครัวประกอบอาชีพรับจ้าง เกษตรกรรม ทำนา ทำไร่
2. ครอบครวั หยา่ รา้ ง ผ้เู รียนอาศัยอยกู่ บั ญาติ (ปู่ ยา่ ตา ยาย นา้ อา)
3. ฐานะทางบ้านยากจน
4. ผเู้ รยี นขาดการอบรมดูแลเอาใจใส่จากครอบครวั
5. ผู้เรยี นบางคนไม่จบการศกึ ษาภาคบังคบั ไมส่ นใจเรียนภาคทฤษฎี
6. ผ้เู รยี นขาดโอกาสทางการศกึ ษา
7. ผเู้ รยี นเป็นคนชายขอบหา่ งไกลความเจริญไมม่ สี ถานภาพเปน็ คนไทย อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
เป้าหมาย
ผ้สู ำเร็จการศึกษาหรือไม่สำเร็จการศึกษา
ผสู้ ำเร็จการศกึ ษา หรือ ไมส่ ำเรจ็ การศกึ ษา
1. มีวุฒิการศกึ ษา ปวช. 1. ทำงานในสถานประกอบการ
2. ศึกษาตอ่ ระดบั ปวส., ป.ตรี 2. ประกอบอาชีพอิสระ
3. ทำงานในสถานประกอบการ 3. กลบั มาศึกษาตอ่ ได้
4. รบั ราชการ, รฐั วิสาหกจิ 4. มีคณุ ภาพชีวิตดีข้นึ
5. ประกอบอาชีพอสิ ระ 5. เป็นพลเมอื งที่มคี ณุ ภาพ
6. มีคณุ ภาพชีวติ ดขี ้ึน 6. ไมเ่ ปน็ ภาระสงั คม
7. เปน็ พลเมืองท่ีมคี ุณภาพ
ความท้าทายในการจัดการศกึ ษา
33
คือยุทธวิธีการบริหารจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นใหผ้ ู้เรียนทีด่ ้อยโอกาสในการศึกษาได้ประกอบอาชพี
เมื่อสำเร็จการศึกษา (หรือไม่สำเร็จการศึกษา) สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ มีงานทำที่มั่นคง มี
คณุ ภาพชวี ิตท่ีดีและสามารถดำรงชวี ติ อย่สู งั คมได้อยา่ งมีความสุข
1.3 วิเคราะห์สถานการณท์ ่สี ถานศกึ ษาดำเนินการ ดว้ ยวิธกี ารของ SABER
การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยใช้เป้าหมายอาชพี เป็นฐาน นำมาบูรณาการแนวคดิ จาก
การศกึ ษานโยบายและหลักการทเ่ี กย่ี วข้องสอดคล้องกบั การจดั อาชวี ศกึ ษา อธบิ ายได้ดังภาพ
1.3.1 กรอบกลยทุ ธ์ (Strategic Framework)
การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยใช้เป้าหมายอาชีพเป็นฐาน เพื่อสร้างห้องเรียน
อาชพี จดั เป็นแบบโมดูลอาชพี จากการถอดสมรรถนะอาชีพ เปน็ การเปล่ยี นรายวิชาเปน็ อาชีพ ดงั นี้
ปรัชญา : ฝึกคนด้วยปัญญา พัฒนาเปน็ คนดี มีอาชพี
กรอบแนวคิด : เรยี นด้วยการกระทำ : Learning By Doing
ฝกึ ให้เกดิ สมรรถนะ : McCelland
กฏธอร์นไดค์ 3 ข้อ
การจัดการเรียนรู้แบบมุ่งเน้นอาชีพเป็นสำคัญ คือ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน เน้นที่ให้
“ผู้เรียน”สำคัญที่สุด โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะอาชีพผ่านกระบวนการฝึกท่ีให้เสรีภาพแก่
ผู้เรียน จากการเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านประสบการณ์ตรง มีครูผู้สอนชี้แนะเพื่อให้แนวคิดและแนวทางปฏิบัติ
เริ่มต้นจากงานที่ง่ายๆ ฝึกการทำงานจนใช้เป็นอาชีพและจากตัวอาชีพไปสู่วิชาทีจ่ ะเปน็ การบรรลุสู่ปัญญา ซึ่ง
จะเป็นการนำไปสกู่ ารมีอาชีพในครวั เรือนเล้ียงชีพได้ในเบ้ืองต้นและยกระดับเปน็ อาชีพหาเล้ียงตนได้ในอนาคต
พัฒนาตอ่ ยอดถึงการเป็นพนกั งาน หัวหน้างาน ผบู้ ริหารและผู้ประกอบการในอนาคต
34
กรอบการเรยี นรแู้ บบโมดุลอาชพี
เปลย่ี นวิชาเปน็ อาชพี ฝึกปฏิบตั งิ านอาชีพสู่รายวิชา
โดยยดึ โยงมาตรฐานตามกรอบมาตรฐานคณุ วุฒิวิชาชพี และมาตรฐานฝมึ ือแรงงงาน
กลยุทธ์ที่ ๑ กลยุทธท์ ี่ ๒ กลยุทธท์ ่ี 3 กลยทุ ธท์ ี่ 4 กลยุทธท์ ่ี 5
พฒั นาครสู โู่ ค้ช เนน้ ผู้เรียนเปน็ สำคญั การนิเทศ ตรวจสอบ ควบคุม
สอนแบบมุ่งเนน้ อาชพี ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ( Key บริหารจัดการห้องเรยี น งานเปน็ อาชีพให้อาชพี
Results) แบบห้องเรยี นอาชีพ และจัดการคุณภาพ
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ (Key ๑. แผนกวิชาเลือกอาชีพจาก คือวชิ า
Results) รายวิชาทุกแผนก ปัจจัยสู่ความสำเร็จ (Key ปัจจัยสู่ความสำเรจ็
๑. ครผู ้สู อนพฒั นาได้รับการ ๒. มโี มดลุ อาชีพและรูปแบบ Results) ปัจจยั สูค่ วามสำเร็จ ๑. ใช้เครื่องมือในการตรวจสอบ
พัฒนา 100% การสอนแบบบูรณาการ ๑. จัดห้องเรียนแบบมุ่ง ๑. ผู้เรียนเรียนรู้จากการลงมือ ติดตามผลแบบ QC Tool
๒. ครพู ร้อมสคู่ วามเปน็ โคช้ รายวชิ า อาชีพในแผนกวิชาครบ ปฏบิ ตั ิงานอาชีพ ๒. พัฒนาและปรบั ปรุงต่อเน่ืองแบบ
เข้าในวิธีการสอนแบบ ตามโมดุล ๒. ผ้เู รยี นมีกิจนสิ ยั ของการเปน็ KAIZEN
ม่งุ เน้นอาชีพ ๒. ครูทำหน้าท่ีสอนแบบ ผูป้ ระกอบการในงานอาชพี
โค้ชเน้นผูเ้ รยี นเปน็ สำคญั ๓. การฝึกตามตาราง DACUM
ภาพที่ 1 แสดงกรอบกลยุทธ์ในการจดั การศึกษาแบบโมดลุ อาชพี
กลยุทธใ์ นการจัดการเรียนร้แู บบโมดลุ อาชพี เปล่ยี นวชิ าเปน็ อาชพี ฝกึ ปฏบิ ตั งิ านอาชีพสรู่ ายวชิ า
กลยทุ ธท์ ่ี 1 พัฒนาครูส่โู ค้ชสอนแบบม่งุ เน้นอาชพี
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ (Key Results)
1. ครผู สู้ อนไดร้ บั การพัฒนา 100%
2. ครพู รอ้ มเขา้ สูค่ วามเปน็ โคช้ ในวธิ กี ารสอนแบบมุง่ เน้นอาชีพ
กลยทุ ธ์ที่ 2 สร้างรูปแบบโมดลุ อาชพี เปลยี่ นวิชาเป็นอาชพี
ปจั จัยสู่ความสำเรจ็ (Key Results)
1. แผนกวิชาเลอื กอาชพี จากรายวิชาทกุ แผนก
2. มโี มดุลอาชพี และรูปแบบการสอนแบบบูรณาการรายวิชา
กลยทุ ธ์ที่ 3 บรหิ ารจัดการหอ้ งเรยี นแบบหอ้ งเรยี นอาชีพ
ปจั จยั สู่ความสำเรจ็ (Key Results)
1. จัดหอ้ งเรยี นแบบมุ่งอาชีพในแผนกวิชาครบตามโมดุล
2. ครทู ำหน้าที่สอนแบบโค้ชเน้นผูเ้ รยี นเปน็ สำคัญ
กลยทุ ธท์ ี่ 4 เนน้ ผูเ้ รยี นเป็นสำคญั งานเปน็ อาชีพให้อาชีพคือวชิ า
ปจั จัยสูค่ วามสำเร็จ (Key Results)
1. ผูเ้ รยี นเรยี นรจู้ ากการลงมือปฏิบัตงิ านอาชพี
2. ผู้เรียนมกี จิ นิสัยของการเป็นผูป้ ระกอบการในงานอาชีพ
3. การฝึกตามตาราง DACUM
กลยทุ ธท์ ี่ 5 การนเิ ทศ ตรวจสอบ ควบคุมและพัฒนาคุณภาพ
35
ปจั จัยส่คู วามสำเรจ็ (Key Results)
1. ใช้เครอื่ งมือในการตรวจสอบ ตดิ ตามผลแบบ QC-Tools
2. พัฒนาและปรบั ปรงุ ต่อเนื่อง แบบ Kaizen
1.3.2 การบริหารจัดการสู่คณุ ภาพ (System Oversight)
กลยุทธก์ ารจัดการ
พัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ด้วยการมีส่วนร่วมปรับปรุง
คณุ ภาพผลผลิตและบริการ อนั จะทำให้คุณภาพชีวิต ของทุกคนในองค์กรดยี งิ่ ข้นึ เรอื่ ย ๆ อยา่ งตอ่ เน่อื ง
การบริหารจัดการคุณภาพ แนวคิดใช้การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality
Management) เป็นระบบการจัดการเพือ่ คุณภาพทีเ่ น้นการบริหารจัดการในทุกด้าน ทุกกิจกรรม ทุกขั้นตอน
ขององค์กร แนวทางทฤษฏีเส้นตรง Rene เริ่มจากจุดที่ 1 หน้าประตู จุดที่ 2 หน้าเสาธง จุดท่ี 3 ห้องเรียน
คาบแรก จดุ ท่ี 4 ห้องเรียนคาบสดุ ทา้ ย ในรปู แบบสถติ เิ ปรยี บเทียบทกุ วนั
TQM มีหลักการสำคัญ ด้วยการปฏิบัติงานประจำวันให้ดีที่สุด สามารถทำงานข้ามสายงานได้
เปน็ อย่างดี ทำการกระจายนโยบายให้เปน็ ผลต่อองค์กร 3 ประการ
1. การมุ่งเน้นท่ีคณุ ภาพ
2. การปรับปรงุ กระบวนการ
3. ทุกคนในองค์กรมีสว่ นรว่ ม
โดยมีเคร่ืองมือสำคัญคอื QC Tools, Problem Tree และ Kaizen พร้อม KYT
ปจั จยั แหง่ ความสำเร็จ (Key Success factor : KSF ของระบบ TQM)
ยึดมั่นผูกพันอย่างจริงจังจากผู้บริหารทุกระดับมีค่านิยมองค์กรชัดเจนให้การศึกษาและการ
ฝึกอบรมให้ทุกคนได้เรียนรู้อาชีพกับชีวิตและหน้าที่ของงานจัดโครงสร้างขององค์กรที่สนับสนุนวิธีคิดและวิธี
ทำงานอย่างเป็นกระบวนการการติดต่อสื่อสารจะต้องทั่วถึงทั้งแนวดิ่งตามสายงาน และแนวราบของการ
ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ มี Time line แน่นอนต่อเนื่องชัดเจน ให้รางวัลและการยอมรับทีมงาน
สมควรได้รับจากผลงานที่ปรากฏการณ์ส่งเสริม การวัดผลงานอย่างเหมาะสมตรงหน้าท่ีองคก์ ร ทำงานเป็นทีม
อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและเปา้ หมายท่วี ดั ได้จรงิ จงั เปรยี บผลกบั เปา้ หมาย
สถานศกึ ษานำแนวคดิ การบริหารจัดการสู่การปฏบิ ัตโิ ดยมกี ารรายงานสถติ ิการเขา้ รว่ มกิจกรรม
และการเขา้ เรียน ผบู้ ริหารติดตามข้อมลู สถติ ิ เพอื่ นำมาเป็นขอ้ มูลในการบรหิ ารจัดการ ปรับปรุงพัฒนา
1.3.3 การจัดการเรยี นรู้ (Learning Delivery)
การจดั การเรยี นร้โู ดยเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั (เน้นงานเป็นอาชพี )
ใชแ้ นวคิดปรัชญาปฏิบัตนิ ิยม(Pragmatism) ปรชั ญาฝกึ คนด้วยปัญญา พฒั นาเป็นคนดีมีอาชีพ
จัดการฝึกอาชีพโดยยึดหลักความเสมอภาคและเท่าเทียม จดั การฝึกโดยยึดหลักมาตรฐานอาชีพ หลักคุณธรรม
และจรยิ ธรรม หลักระเบียบวินัยรกั สะอาด หลักผ้รู ับการฝึกเปน็ สำคัญและสร้างทมี
ความสำเร็จเปลี่ยนวิชาเป็นอาชพี โดยการใช้ทฤษฎีแบบ Learning by doing และการฝึกซ้ำๆ
ตามกฎของธอร์นไดค์(Thorndike) จากความสามารถบริหารจัดการเป็นระบบ อุปกรณ์ครบ จัดหน่วย
36
สมรรถนะเป็นโมดุล ทีมพร้อม บูรณาการการเรียนตามแนวของการศึกษาแบบฐานสมรรถนะ (CBE) โดยการ
นำรายวิชา ที่มีอยู่ในหลักสูตร ปวช. และ ปวส. มาปรับเป็นหน่วยการเรียนแล้วจัดทำชุดการเรียน (Learning
Packages) หรืออาจเรียกว่า โมดูล (Module) ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน แนวทางการ
ดำเนินการ 1. คำช้ีแจงเป็นสว่ นแรกทจ่ี ะบอกผู้เรียนว่าในการเรียนดว้ ยบทเรียนโมดูลนี้ จะต้องทำอย่างไรจึงจะ
ประสบผลสำเร็จ โดยมีหัวข้อย่อยที่จะต้องเขียน ดังน้ี 1) บทนำ กล่าวถึงสาระสำคัญของบทเรียนโมดูลนี้ 2)
ขอบเขตของเนอื้ หา กลา่ วถงึ เนอ้ื หาที่ปรากฏในบทเรยี นโมดูลนี้ ซง่ึ จะแบ่งเปน็ ตอนๆ หรือหัวขอ้ ย่อย 3) ความรู้
พื้นฐาน จะต้องระบุว่าผู้เรียนจะต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องอะไรหรือต้องมีทักษะอะไรบ้างหรือต้องผ่าน
บทเรียนโมดูลใดบ้างก่อนเรียนโมดูลนี้ ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานก็ให้ระบุว่า ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐาน
ก่อนเรียนโมดูลนี้ 4) จุดประสงค์ให้เขียนเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจากการวิเคราะห์หลักสูตร 5) ต้องทำ
การประเมินผลตนเองก่อนเรียน โดยกำหนดเกณฑ์การผ่านบทเรียน ถ้าผ่านเกณฑ์ก็ให้ข้ามไปศึกษาโมดูล
ต่อไปได้ถ้าไม่ผ่านผู้เรียนต้องศึกษาตามกิจกรรมท่ีโมดูลกำหนด 6) ระบุกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีอยู่ในโมดูล 7)
การประเมินผลหลังเรียนเป็นการประเมินผลแบบคู่ขนาน ซึ่งอาจจะใช้แบบทดสอบทดสอบก่อนเรียนและ
แบบทดสอบหลังเรียนเป็นชุดเดียวกัน 8) แผนภูมิแสดงการเรียนรู้ด้วยบทเรียนโมดูล 2. จุดประสงค์เชิง
พฤติกรรม ในโมดูลหนึ่งๆ อาจจะมีจุดประสงค์เพียงหนึ่งข้อหรือหลายข้อก็ได้ผู้จดั ทำต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า
จดุ ประสงค์เหลา่ นถี้ ูกตอ้ งและเหมาะสมที่จะเป็นจดุ ประสงคข์ องโมดลู นหี้ รือไม่ ถ้าในโมดลู หน่งึ ๆ มีจุดประสงค์
หลายข้อ จะเรียงจุดประสงค์ ตามลำดับของสมรรถนะ โดยคำนึงถึงความก่อนหลังที่จะต้องเกิดขึ้น 3. ความรู้
พื้นฐานระบุความรู้พื้นฐานของผู้เรียนหรือจะใช้แบบทดสอบความรู้พ้ืนฐานกับผู้เรียนก่อนก็ได้ถ้าผู้เรียนมี
ความรู้พื้นฐานไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็ให้กลับไปศึกษาในเรื่องนั้นๆ มาก่อน (ระบุในคำช้ีแจงแล้ว) 4. การ
ประเมินผลก่อนเรียน โดยทั่วไปจะใช้แบบทดสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ซ่ึงจะต้องออกข้อสอบให้
จดุ ประสงคข์ องโมดลู ที่กำหนดและต้องทำการวเิ คราะหแ์ บบทดสอบหาค่าความเช่ือมั่นมาแล้วดว้ ย 5. กจิ กรรม
การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้นับเป็นหัวใจของโมดูล เพราะได้มาจากการวิเคราะห์จุดประสงค์ที่เขียนไว้แล้ว
แปลออกมาเปน็ การเรยี นรู้ทีก่ ่อนใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างแทจ้ ริง ส่วนท่ีเป็นกิจกรรม
การเรียนรู้นี้จะกำหนดกิจกรรมไว้อย่างชัดเจนเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง บอกแหล่งความรู้ที่จะต้อง
แสวงหาหรอื ไม่ก็บอกให้ไปทำการทดลองในห้องทดลองหรือห้องปฏิบัติการ หากได้มกี ารคิดและเขียนกิจกรรม
นี้ไว้เปน็ อยา่ งดี ผู้เรียนกส็ ามารถเรียนรู้และมสี มรรถนะตามที่กำหนดไว้ในโมดูลได้ 6.การประเมินผลหลังเรยี น
เป็นวธิ ีการทจี่ ะใหโ้ อกาสผเู้ รียนในการตรวจสอบความกา้ วหน้าของตนเองจะใช้แบบทดสอบแบบเลือกตอบ ซ่ึง
เป็นแบบทดสอบคู่ขนานกับแบบทดสอบก่อนเรียน ทั้งนี้ ในการประเมินผลหลังเรียน ข้ึนอยู่กับเน้ือหาและ
วิธกี ารใช้แบบทดสอบ ซ่งึ อาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ ได้
โดยปกตโิ มดลู จะเปน็ บทเรียนสั้นๆ ใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ รียนด้วยตนเอง โดยมีเนื้อหาและข้อสงสัยช้ีแจงเท่าที่
จำเป็นเท่าน้ัน ใบช่วยสอนจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมที่กำหนดและเรียนได้บรรลุ
จดุ มงุ่ หมายทวี่ างไว้ ได้แก่ - ใบความรู้(Information sheet) - ใบงาน(Job sheet) - ใบปฏิบัตงิ าน(Operation
sheet) – ใบการทำงาน(Work sheet) - ใบมอบหมายงาน(Assignment sheet)
37
1.4 วิเคราะห์กลไกในการบริหารจัดการในระบบและการจัดการอาชีวศึกษาที่สถานศึกษาดำเนินการ
ด้วยวิธกี ารของ Business Model Canvas (Canvas)
การบรหิ ารจัดการในระบบ การจัดการอาชวี ศกึ ษาทสี่ ถานศึกษาดำเนินการ
1. สถานศึกษามีการจัดแผนการเรียนระดับ 1. สถานศึกษาจัดการศึกษาแบบ “โมดูลอาชีพ เปลี่ยนวิชาเป็น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และระดับ อาชีพ”
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) ให้ 2. จดุ ประสงค์ของการจัดการศกึ ษา “โมดลู อาชีพ”
ผู้เรียนตามแผนการเรียนตามโครงสร้าง 2.1 เพื่อให้ผู้เรียนเรียนจบแล้วมีอาชีพ สามารถประกอบ
หลกั สตู รฯ อาชีพได้ (กรณไี ม่ได้ศกึ ษาต่อ) หรือบูรณาการใชใ้ นการศกึ ษาตอ่
2. สถานศึกษาจดั ครสู อนประจำรายวิชาตาม 2.2 บริหารจัดการศึกษาบนพื้นฐานครูสอนมีน้อย ความ
ตารางสอน พร้อมของผู้เรียนไมเ่ ท่ากันและงบประมาณมนี ้อย
3. ผู้เรียนเข้าเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 3. จัดแผนการเรยี นแบบ “โมดลู อาชพี เปลี่ยนวิชาเป็นอาชพี ”
ตามตารางเรยี น 3.1 พิจารณา/คัดเลือก “อาชีพ” เป็นตัวตั้ง เช่น อาชีพ
4. การวัดผลและประเมินผล ครูประจำ “การตดิ ตงั้ ระบบไฟฟา้ ภายในอาคาร”
รายวิชามีการประเมินผลการเรียนประจำวิชา 3.2 ศึกษาแผนการเรียน คัดเลือกรายวิชาที่มีความสัมพันธ์
ตามระเบียบของการวัดผลและประเมินผล กับอาชีพ นำมาจัดแผนการเรียนในโมดลู อาชีพนนั้ ๆ
การเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการ 3.3 จัดทำแผนการเรียนสถานศึกษาร่วมกั บสถาน
อาชีวศึกษา ประกอบการ/มีมาตรฐานอาชีพ/มีมาตรฐานแรงงาน/มาตรฐาน
ของสถานประกอบการ
3.4 ผู้เรียนเน้นการฝึกปฏิบัติเพื่อการประกอบอาชีพตาม
โมดลู อาชพี นน้ั
3.5 ครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา/ชี้แนะ
ควบคุมการฝึกปฏิบัติงานตลอดเวลา
3.6 การวัดผลและประเมินผลการเรียนภาคทฤษฎีและ
ปฏบิ ตั ติ ามสภาพจริง
4. คุณสมบัติและสมรรถนะของผู้เรยี นเมอื่ จบการศกึ ษา
4.1 ผู้เรยี นมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะและประสบการณ์
การทำงานทุกข้นั ตอน “โมดูลอาชพี ”
4.2 อธบิ าย/สาธติ การปฏิบตั ิงาน/บนั ทึก/สรปุ งานและ
นำเสนอการปฏบิ ตั งิ านได้
4.3 มคี ณุ ธรรม จริยธรรมและมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตรง
ตามความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน
38
2. บทเรยี นความสำเร็จในการบรหิ ารจดั การสถานศกึ ษา
จากการศึกษาเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยการอาชีพมหาราช และวิทยาลัยเกษตร
และเทคโนโลยีกาญจนบุรี พบวา่
วทิ ยาลัยการอาชีพมหาราช วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยกี าญจนบรุ ี
จัดการศึกษา 2 ระบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบ และ จัดการศกึ ษา 3 ระบบ ไดแ้ ก่ การศกึ ษาในระบบการ
การศึกษาระบบทวิภาคี ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ศึกษาระบบทวิภาคี ประกอบด้วย ระดับประกาศนียบัตร
(ปวช.)และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิชาชีพ (ปวช.)และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
และสถานศึกษายังจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างจาก (ปวส.) และการศึกษานอกระบบ คือโครงการอาชีวะสร้าง
สถานศึกษาอื่นๆ โดยบูรณาการรายวิชาเป็นการ ช่างฝีมือ (ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส) ตามโครงการ
“เปลี่ยนวิชาเป็นอาชีพ” และสามารถถอดบทเรียนการ พระราชดำริฯ สามารถถอดบทเรียนการบริหารจัดการ
บริหารจัดการสถานศึกษาตามแนวทางเทคนิคและ สถานศึกษาตามแนวทางเทคนิคและกระบวนการของ
กระบวนการของ POSDCoRB ไดด้ ังนี้ POSDCoRB ไดด้ งั น้ี
P - Planning: การวางแผน ผู้บริหารวางแผน P - Planning: การวางแผน ผู้บริหารวางแผนร่วมกับครู
ร่วมกับครูทุกแผนกวิชา ในการวิเคราะห์รายวิชาให้ และบุคลากรในการดำเนินงานโครงการอาชีวะ สร้าง
สอดคล้องกับอาชีพแล้วกำหนดอาชีพในการจัดการ ชา่ งฝมี ือ (ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส) แบบอยปู่ ระจำ
เรียนการสอน แผนกวิชากำหนดแนวทางและวิธีการที่ มีท่พี กั พรอ้ มอาหาร 3 มอื้ ไม่เสยี คา่ ใช้จา่ ย รบั ผู้ เรยี นอายุ
สามารถยืดหยุ่นได้ เพื่อให้การดำเนินการสามารถบรรลุ ระหว่าง 18-35 ปี ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา เข้าเรียนรู้และ
เป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีขั้นตอนใน ฝึกอาชีพเป็นเวลา 12 เดือน แบ่งเป็นฝึกในสถานศึกษา
การวางแผน มีดังนี้ ขั้นเตรียมการ ขั้นวิเคราะห์ 14 ฐานอาชีพ ได้แก่ ฐานฝึกฝีมอื ฐานงานเขียนแบบ ฐาน
ดำเนนิ การวางแผน และขนั้ ประเมนิ ผล งานไฮดรอลิกนิวเมติกส์ ฐานงานเชื่อมไฟฟ้า งานงานตี
O - Organizing: การจัดองค์การ สถานศึกษามีการ เหล็ก ฐานงานไม้ ฐานงานปูน ฐานงานไฟฟ้า ฐานงานชา่ ง
กำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการจัดลำดับสาย การ ยนต์ ฐานงานอิเล็กทรอนิกส์ ฐานสร้างจิตพิสัย ฐาน
บังคับบัญชา ตามระเบียบการบริหารสถานศึกษา คุณธรรมจริยธรรม ฐานเกษตรเลี้ยงชีพประจำวันและฐาน
อาชีวศึกษา พ.ศ.2552 เนื่องจากสถานศึกษาไม่มีรอง ฝึกการใช้แอป เป็นเวลา 5 เดือน ฝกึ อาชพี เฉพาะทาง เปน็
ผู้อำนวยการโดยตำแหน่ง ได้แต่งตั้งมอบหมายให้ครูท่มี ี เวลา 3 เดือน และฝึกอาชีพในสถานประกอบการ เป็น
ศักยภาพทางการบริหาร ทำหน้าที่รองผู้อำนวยการ เวลา 4 เดือน เมื่อฝึกครบตามหลักสูตรจะได้รับเกียรติ
2 ท่านๆ ละ 2 ฝ่าย เพื่อช่วยในการบริหารสถานศึกษา บัตรและรับรองการมีงานทำ สถานศึกษาบูรณาการวัสดุ
ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเรียนการสอน ครุภัณฑ์และบุคลากรในการจัดการเรียนการสอนร่วมกับ
ในรปู แบบ “เปล่ยี นวิชาเป็นอาชีพ” บรรลุวตั ถุประสงค์ หลกั สูตรในระบบและทวภิ าคี
S - Staffing: การจัดบุค ลากรปฏ ิบัติงาน O - Organizing: การจัดองค์การ สถานศึกษามี
สถานศกึ ษามีการพิจารณาและกำหนดครูผ้สู อนรายวิชา การกำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการจัดลำดับสายการ
ที่สอดคล้องกับอาชีพของแต่ละสาขาวิชาที่กำหนด โดย บังคับบัญชา ตามระเบียบการบริหารสถานศึกษาอาชีว
ใหค้ รไู ดร้ บั การพัฒนารปู แบบและวธิ ีการตามตาราง ศึกษา พ.ศ.2552 เนือ่ งจากสถานศกึ ษามรี องผู้อำนวยการ
39
วิทยาลัยการอาชีพมหาราช วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี
DACUM: Developing A Curriculum กระบวนการ 1 ท่าน และบุคลากรทุกคนช่วยในการขับเคลื่อนโครงการ
ดาคัม หรือ DACUM process. เป็นกระบวนการ อาชีวะสร้างช่างฝีมือ (ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส)
วิเคราะห์รายละเอียดของอาชีพ หรือตำแหน่งงาน โดย จนบรรลุตามวตั ถุประสงค์
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์รายวิชาสู่การเปลี่ยนวิชา S - Staffing: การจัดบุคลากรปฏิบัติงานสถาน
เปน็ อาชพี ศึกษา มีการพิจารณาและกำหนดครูผู้สอนรายวิชาที่สอด
D - Directing: การอำนวยการ ผู้อำนวยการ คล้องกับฐานการฝึกอาชีพ โดยให้ครูได้รับการพัฒนารูป
ควบคมุ การจดั การเรียนการสอนรปู แบบเปล่ียนวิชาเป็น แบบและวิธีการตามตาราง DACUM: Developing A
อาชีพและการประเมินผลอย่างเหมาะสม ยืดหยุ่นและ Curriculum กระบวนการดาคมั หรือ DACUM process.
ต่อเน่ือง สร้างขวัญกำลังใจ จัดระบบสื่อสารและการ เป็นกระบวนการวิเคราะห์รายละเอียดของฐานการฝึก
สร้างเครือข่าย ส่งเสริม สนับสนุน พร้อมอำนวยความ อาชีพ ตามจำนวนฐานการฝึกแล้วจัดตารางเวลาประจำ
สะดวกเพื่อการจัดการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมี วนั ตามแนวทางโรงเรยี นพระดาบส ระหว่างเวลา 05.30 –
ประสิทธภิ าพ 21.00 น. โดยมีครูพี่เลี้ยงหรือครูประจำหอพักคอยเป็นผู้
C - Coordinating: การประสานงาน ผู้อำนวย แนะนำการใชช้ ีวิตและอยรู่ ่วมกัน
การ และผู้บริหาร มีการประสานงาน (Coordinating) D - Directing: การอำนวยการ ผู้อำนวยการควบ
การติดต่อสื่อสาร (Communication) กับครูและ คุมการจัดการเรียนการสอน การฝึกในแต่ละฐานอาชีพ
บคุ ลากรทุกระดับและทุกภาคสว่ นที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพ่ือ และประเมนิ ผลอย่างเหมาะสม ยดื หยุ่นและตอ่ เนือ่ ง สร้าง
สร้างความเข้าใจภายในองค์กรอย่างต่อเนื่องกัน จน ขวัญกำลังใจ จัดระบบสื่อสารและการสร้างเครือข่าย
สามารถทำให้ดำเนินงานไปสู่เป้าหมายเดียวกันและ ส่งเสริม สนับสนุน พร้อมอำนวยความสะดวกเพื่อการจัด
รายละเอยี ดของงานจนสามารถปฏบิ ตั หิ น้าท่ีงานที่ได้รับ การเรียนการสอนดำเนนิ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
มอบหมาย ดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจน C - Coordinating: การประสานงาน ผู้อำนวย
เสร็จสิ้น การและผู้บริหาร มีการประสานงาน (Coordinating) การ
R – Reporting: การรายงาน กำหนดให้มีการ ติดต่อสื่อสาร (Communication) กับครูและบุคลากรทุก
รายงานผลการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรระดับ ระดับและทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความ
ต่างๆ ในหน่วยงานเป็นกระบวนการและแจ้งให้ เข้าใจภายในองค์กรอย่างต่อเนื่องกัน จนสามารถทำให้
ผู้บังคับบัญชาตามชั้นได้ทราบถึงผลการปฏิบัติงานโดย ดำเนินงานไปสเู่ ป้าหมายเดยี วกนั และรายละเอียดของงาน
การติดต่อ สื่อสาร (Communication) ในสถานศึกษา จนสามารถปฏิบัติหน้าที่งานที่ได้รับมอบหมาย ดำเนิน
เพอ่ื ใหผ้ ู้บริหาร ครูและบุคลากรในสถานศึกษารับทราบ งานเป็นไปดว้ ยความเรยี บร้อยจนเสรจ็ สิน้
ความเคลื่อนไหวของการดำเนินงานโดยรายงานมี R – Reporting: การรายงาน กำหนดให้มีการราย
ลักษณะ 2 ลักษณะ คือ รายงานขณะปฏิบัตงิ านเป็นการ งานผลการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรระดับต่างๆ ใน
รายงานตามขั้นตอนการปฏบิ ัตสิ อนและการรายงานเม่ือ หน่วยงานเป็นกระบวนการตามชั้นได้ทราบถึงผลการ
สน้ิ สุดการสอน ปฏบิ ัติงานโดยการตดิ ต่อสือ่ สาร (Communication) ใน
40
วิทยาลัยการอาชีพมหาราช วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยกี าญจนบุรี
B – Budgeting: การงบประมาณ สถานศึกษา มี สถานศึกษา เพื่อให้ผู้บริหาร ครูและบุคลากรใน
การจัดทำแผนและงบประมาณในการบรู ณาการและจดั สถานศึกษารับ ทราบความเคลื่อนไหวของการดำเนินงาน
สรรงบประมาณสำหรับการจัดการเรียนการสอนในรูป โดยรายงานมีลักษณะ2 ลักษณะ คือ รายงานขณะปฏิบัติ
แบบการเปลี่ยนวิชาเป็นอาชีพ ตามอาชีพที่ได้ร่วมกัน งานเป็นการรายงานตามขั้นตอนการปฏิบัติสอนและการ
กำหนดอย่างเพยี งพอ รายงานเมื่อสนิ้ สุดการสอน
B – Budgeting: การงบประมาณ สถานศึกษามี
การจัดทำแผนและงบประมาณในการบูรณาการและจัด
สรรงบประมาณสำหรับการฝึกในแต่ละฐานอาชีพ โดยได้
รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการ
การอาชีวศึกษา ตามโครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือตาม
จำนวนผู้เรียนและงบรายจ่ายอื่นและสถานศึกษายังบูรณา
การร่วมกับการจัดการเรยี นการสอนในระบบอีกดว้ ย
ปัจจยั ความสำเรจ็ ในการดำเนนิ งาน
จากการศึกษาและถอดบทเรียนสถานศึกษาต้นแบบ พบว่า สถานศึกษาทั้ง 2 แห่งมีปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ความสำเรจ็ ในการดำเนินงานโครงการสามารถสรปุ ไดด้ งั นี้
1.การมผี ู้นำการเปลยี่ นแปลง
สถานศกึ ษาท้ัง 2 แห่งมีผนู้ ำการเปลี่ยนแปลง ซึง่ ทุกคนล้วนเป็นผ้นู ำการเปล่ยี นแปลงท่มี คี วามทุ่มเท
เสียสละ เล็งเห็นผลประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก มุ่งมั่นในการบริหารจัดการโครงการ ทำให้หน่วยงานและ
องค์กรต่างๆ เกดิ การยอมรับศรทั ธาเชอ่ื ถือให้ความรว่ มมือและการสนับสนนุ การดำเนินงานตา่ งๆ
2.การมีเป้าหมายชัดเจนและมกี ารจัดกิจกรรมอยา่ งต่อเน่ือง
สถานศกึ ษามีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการดำเนินงานโครงการไวอ้ ย่างชดั เจน คอื การฝกึ
ผเู้ รยี นใหม้ ีทักษะ มีอาชีพ และมรี ายได้
3.การมสี ่วนรว่ ม
บุคลากรทุกสว่ นและผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสยี รว่ มวางแผนการดำเนนิ โครงการแลกเปลย่ี น ความคดิ เห็น
และรว่ มกันดำเนินงาน ติดตาม ประเมินผลการดำเนนิ งานต่างๆ
4.การมเี ครอื ขา่ ยความร่วมมือทเี่ ขม้ แข็ง
สถานศึกษามีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งร่วมจัดการศึกษาโดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ ผู้สำเร็จ
การศึกษา หรือฝกึ อาชีพ มีทกั ษะตรง และเพยี งพอตอ่ ความตอ้ งการของสถานประกอบการหรืออาชีพอสิ ระ
41
สว่ นท่ี 4
รปู แบบการพัฒนาสถานศกึ ษา และ
แนวทางการขับเคล่อื นสู่ความสำเรจ็ ในสถานศึกษาอาชีวศึกษา
1. รปู แบบการพัฒนาสถานศกึ ษา (Model of College Development)
(Infographic : การบริหารจัดการหลักสูตรและนวัตกรรมการเรียนรแู้ บบบรู ณาการโดยใช้เปา้ หมายอาชพี
เป็นฐาน ภาคผนวก ก.)
2. แนวทางการขบั เคลือ่ นสู่ความสำเร็จในสถานศึกษาอาชวี ศึกษา
2.1 การขับเคล่อื นในสถานศึกษาขนาดเล็ก
วสิ ยั ทัศน์ : “ผลติ และพัฒนากำลงั คนเพ่อื การประกอบอาชีพ”
เป้าประสงค์
1. พัฒนากำลังคนเพ่ือประกอบอาชีพ
2. เพือ่ เพ่ิมโอกาสทางการศกึ ษาให้กบั เยาวชนกลุ่มเส่ียง
3. เพื่อพัฒนาคุณภาพชวี ิตประชาชนในกลุ่มดว้ ยโอกาส
4. เพ่อื พัฒนาหลกั สูตรและนวัตกรรมการบริหารจัดการศกึ ษาใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ
5. เพือ่ สรา้ งเครือข่ายความรว่ มมือใหท้ ุกภาคส่วนมสี ่วนร่วมในการพฒั นาจัดการอาชวี ศึกษา
กลยทุ ธ์
1. พฒั นาหลกั สูตรและนวตั กรรมการเรียนรูแ้ บบบรู ณาการโดยใชเ้ ป้าหมายอาชีพเป็นฐาน
2. พฒั นาการจดั การเรยี นการสอนใหก้ ับครู
3. พฒั นาสมรรถนะอาชีพและคุณภาพชีวิตผเู้ รียน
4. การบริการวชิ าชพี แกผ่ ู้เรยี นและประชาชน
5. พัฒนาความร่วมมอื กับทกุ ภาคสว่ นทีเ่ ก่ยี วขอ้ งในการจัดการศึกษา
พันธมติ ร/ความร่วมมือหลกั ทเี่ ขม้ แขง็ (Key Partners)
1. สถานสงเคราะหเ์ ยาวชน
2. สถานประกอบการ
3. วิทยาลัยอาชวี ศึกษาเครือขา่ ย
4. ผู้นำทางศาสนา (พระ บาทหลวง)
ทรพั ยากรหลกั (Key Resources)
1. ผู้บรหิ ารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา
2. งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน
3. ครุภณั ฑ์ เคร่ืองมอื และอุปกรณ์การสอน
4. อาคารสถานที่
กลไกการขับเคล่อื น (Key Drivers)
42
1. การสรา้ งความตระหนักและการรบั รใู้ หก้ ับครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
2. แผนพัฒนาสถานศึกษาที่มีโครงการพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณา
การโดยใช้เปา้ หมายอาชีพเป็นฐานบรรจุไวใ้ นแผนพัฒนาสถานศึกษา
3. โครงการอบรมพฒั นาครูเพื่อดำเนนิ โครงการ
4. โรงการศกึ ษาดูงานสถานศึกษาต้นแบบ
5. การบรหิ ารงบประมาณและการบรหิ ารงานบคุ คล
6. การบูรณาการและการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการ
7. การตดิ ตามและประเมินผล
กจิ กรรมดำเนนิ งานหลัก (Key Activities)
1. ประชุมครูและบคุ ลากรทางการศึกษาเพ่ือสรา้ งความเขา้ ใจในการใชห้ ลักสตู ร
2. จัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษาในเรื่องการพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ
บรู ณาการโดยใชเ้ ป้าหมายอาชพี เปน็ ฐาน
3. ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาเพื่อขอความเห็นชอบการเปิดสอนนำร่อง 1
สาขาวชิ าทีม่ คี วามพร้อม
4. จัดทำโครงการสอนในรปู แบบเปลี่ยนวชิ าเปน็ อาชีพ
5. หาผู้เรียนเข้าร่วมโครงการโดยการแนะแนว ประชาสัมพันธ์หลักสูตรตามชุมชน โรงเรียน
ขยายโอกาส สถานสงเคราะหเ์ ยาวชน ผนู้ ำชุมชน ผ้นู ำศาสนา
6. ดำเนนิ การสอนตามโครงการ
7. วดั ผลและประเมินผลตามสภาพจริง
8. ประเมินผลการจัดการการเรียนการสอนหลักสตู รและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ
โดยใช้เป้าหมายอาชพี เป็นฐาน
การกำกับดแู ล (System Oversight)
1. แบบตดิ ตามผลการปฏบิ ัตงิ านประจำวัน
2. แฟม้ สะสมผลงานของนักเรียน
3. นิเทศตดิ ตามการเรียนการสอนของครู
ผลลพั ธ์ (Key Results)
1. ได้ช่างฝมี อื ทมี่ ีคณุ ภาพ
2. เป็นการเพ่มิ คุณค่าของผูเ้ รียน
3. คณุ ภาพชีวิตท่ดี ีของผู้สำเรจ็ การศึกษา
4. ผูส้ ำเร็จการศึกษามอี าชพี เล้ียงตัวเองและครอบครัวและดำรงตนอย่างมีศักดศ์ิ รี
ผลสมั ฤทธิแ์ ละคณุ คา่ ท่ีเพ่ิมขึน้ (Value Propositions)
1. ผู้เรยี นมีสมรรถนะทางวิชาชพี ตรงตามทตี่ ลาดแรงงานตอ้ งการ
2. ผูเ้ รยี นมีคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
43
3. เพิม่ ปรมิ าณผู้เรยี น
4. ผสู้ ำเรจ็ การศกึ ษามงี านทำ มคี ณุ ภาพชวี ติ ดขี ้ึนดำรงชีวติ ในสงั คมอย่างมีความสุข
2.2 การขบั เคลื่อนในสถานศึกษาขนาดกลาง
วิสัยทัศน์ : “ผลิตและพฒั นากำลงั คนเพื่อการประกอบอาชีพ มรี ายไดท้ เี่ หมาะสมในยุคดจิ ทิ ลั ”
เปา้ ประสงค์
1. เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ที่เหมาะสมในยุคดิจิทัล
ภายใต้การจัดการเรียนการสอนรูปแบบเปลี่ยนวิชาเป็นอาชีพ หรือ โครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือ (ตาม
แนวทางโรงเรยี นพระดาบส) ท่ีมคี ุณภาพ
2. เพอ่ื พฒั นาสถานศึกษาให้มคี วามเป็นเลิศในสาขาวิชาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน
สังคม และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ภายใต้การจัดการเรียนการสอนรูปแบบเปลี่ยนวิชาเป็นอาชีพ หรือ
โครงการอาชวี ะสร้างชา่ งฝมี อื (ตามแนวทางโรงเรยี นพระดาบส)
3. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือภาครฐั ภาคเอกชนในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การ
ผลิตเป็นนวตั กรรมทจี่ ะช่วยพัฒนากำลงั คนให้มีอาชพี ท่ีสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ
4. เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนนักศึกษาภายใต้การจัดการ
เรยี นการสอนรูปแบบเปลี่ยนวิชาเปน็ อาชีพหรือโครงการอาชวี ะสร้างชา่ งฝีมือ (ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส)
กลยทุ ธ์
1. พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสอดคล้องกับสภาพบริบทและตอบสนองความต้อง
การของชุมชนและสังคม
2. จัดหาครุภณั ฑแ์ ละอุปกรณ์ สอ่ื เทคโนโลยดี ิจทิ ัล ทรัพยากรทเ่ี พยี งพอต่อการจัดการเรียน
การสอนและฝกึ อาชีพ และสภาพแวดล้อมทางการศกึ ษาทมี่ คี ุณภาพ
3. สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายกับองค์กรทางวิชาชีพ สถานประกอบการ
สถาบนั การศึกษาอาชวี ศึกษาและอดุ มศึกษาในการพัฒนาทักษะวชิ าชพี และการฝึกประสบการณท์ กั ษะวิชาชีพ
ของครูและผเู้ รยี น อยา่ งมีคณุ ภาพ
4. พัฒนาหลักสูตรหรือแผนการฝึกอาชีพที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิ
แห่งชาติ เชื่อมโยงสมรรถนะอาชีพในการทำงานสู่ระบบคุณวุฒิทางการศึกษา หรือมาตรฐานอาชีพตามท่ี
หน่วยงานซ่งึ มหี นา้ ทใ่ี หก้ ารรบั รอง
5. พัฒนาครูให้มีสมรรถนะวิชาชีพที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่สถาน
ประกอบการใช้ในปัจจบุ ัน ตลอดจนมีทักษะการจัดกระบวนการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี หมาะสมกับโลกดจิ ิทัลและโลก
อนาคต
6. ผู้เรียนมีสมรรถนะทางวิชาชีพในสาขาวิชาที่มีความเป็นเลิศ ตรงกับความต้องการ ของ
สถานประกอบการ เป็นผู้สรา้ งสรรค์นวัตกรรม มีทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และได้รับการรับรองมาตรฐาน
อาชีพ จากหนว่ ยงานทีไ่ ดร้ ับการยอมรับ
44
พันธมติ ร/ความร่วมมอื หลกั ทีเ่ ข้มแข็ง (Key Partners)
1. สถานสงเคราะห์เยาวชน
2. สถานประกอบการ
3. วิทยาลยั อาชวี ศึกษาเครือขา่ ย
4. ผูน้ ำทางศาสนา (พระ บาทหลวง)
5. สถาบันพฒั นาฝีมอื แรงงาน
6. สถาบนั คณุ วฒุ วิ ชิ าชีพ (องคก์ ารมหาชน)
ทรัพยากรหลัก (Key Resources)
1. หลกั สตู รหรือแผนการฝึกอาชีพ นวัตกรรมการบริหารจดั การสอดคล้องกับสภาพบรบิ ท
และตอบสนองความต้องการของชมุ ชน และสังคม
2. อาคารสถานท่ี ครภุ ณั ฑแ์ ละอปุ กรณ์ ส่ือ เทคโนโลยดี ิจทิ ลั
3. ภาคีเครือข่ายความร่วมมือ องค์กรทางวิชาชีพ สถานประกอบการ สถาบันการศึกษา
อาชีวศกึ ษาและอุดมศกึ ษา
4. ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา
5. งบประมาณจากต้นสังกดั และภาคีเครือขา่ ยความรว่ มมือ
กลไกการขบั เคลอ่ื น (Key Drivers)
1. หลักสูตร แผนการฝกึ อาชพี และนวัตกรรมที่มคี ุณภาพ
2. การสร้างความรว่ มมอื กบั ภาคีเครอื ข่ายอย่างเขม้ แข็ง
3. การนิเทศ ติดตามและประเมนิ ผลอยา่ งต่อเน่อื ง
กจิ กรรมดำเนินงานหลัก (Key Activities)
1. ประชุมครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้หลักสูตร จัดทำ
แผนพฒั นาสถานศึกษาเร่ืองการพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมการเรยี นรู้แบบบูรณาการโดยใช้เป้าหมายอาชีพ
เปน็ ฐานหรอื โครงการอาชีวะสร้างช่างฝมี ือ (ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส)
2. ประชมุ คณะกรรมการบรหิ ารสถานศกึ ษาเพ่ือขอความเห็นชอบ
3. จัดทำโครงการสอน ประชาสัมพันธ์และรับสมัครผู้เรียนเข้าร่วมโครงการ และดำเนินการ
ตามโครงการ
4. วัดผลและประเมินผลตามสภาพจรงิ
5. ประเมินผลการจัดการการเรียนการสอนหลักสูตรและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ
โดยใชเ้ ป้าหมายอาชพี เป็นฐาน
การกำกับดแู ล (System Oversight)
1. แบบตดิ ตามผลการปฏิบัตงิ านประจำวนั
2. แฟ้มสะสมผลงานของนกั เรยี น
3. นิเทศติดตามการเรยี นการสอนของครู
45
ผลลพั ธ์ (Key Results)
1. นวัตกรรมการบริหารจัดการสอดคล้องกับสภาพบริบทและตอบสนองความต้องการของ
ชุมชน และสงั คม
2. ผู้สำเร็จการศึกษาหรือการฝึกอาชีพสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ที่เหมาะสมในยุค
ดิจิทัลภายใต้การจัดการเรียนการสอนรูปแบบเปลี่ยนวิชาเป็นอาชีพ หรือ โครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือ
(ตามแนวทางโรงเรยี นพระดาบส) ท่ีมคี ุณภาพ
ผลสมั ฤทธ์ิและคณุ ค่าทีเ่ พ่ิมข้นึ (Value Propositions)
1. ผ้เู รยี นมีสมรรถนะทางวชิ าชีพตรงตามท่ีตลาดแรงงานต้องการ
2. ผเู้ รียนมคี ณุ ลักษณะที่พึงประสงค์
3. เพมิ่ ปริมาณผเู้ รียน
4. ผูส้ ำเร็จการศึกษามีงานทำ มคี ุณภาพชวี ติ ดขี น้ึ ดำรงชีวิตในสงั คมอยา่ งมคี วามสุข
2.3 การขบั เคล่อื นในสถานศกึ ษาขนาดใหญ่
วิสยั ทัศน์ : ต้องเป็นสถานศึกษาทม่ี คี วามเป็นเลศิ ทางโลกอาชีพ
เป้าประสงค์ : เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นแหล่งบริการทางด้านวิชาชีพในการผลิตหรือพัฒนา
ผ้เู รียนในการผลิตหรือพัฒนาผู้เรยี นหรอื ผเู้ ขา้ รบั การฝึกอาชพี ส่โู ลกอาชีพทีม่ ีคณุ ภาพและมาตรฐานสู่สากล
กลยุทธ์
1. สร้างเครือข่ายความรว่ มมอื ภาครัฐ เอกชน ชมุ ชนและสถานประกอบการ
2. พัฒนาแหลง่ เรียนรใู้ หห้ ลากหลายและมปี ระสทิ ธภิ าพ
3. พฒั นาเครอ่ื งมืออุปกรณ์ วัสดุ ครภุ ณั ฑ์ ให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติการ
4. พัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี สงิ่ ประดษิ ฐ์งานสร้างสรรค์ งานวจิ ยั
5. พฒั นาศักยภาพครแู ละบคุ ลากรของสถานศึกษาให้มศี ักยภาพ
6. พัฒนาการบรหิ ารจัดการสถานศกึ ษาใหเ้ ป็นองคก์ รแหง่ การเรยี นรโู้ ดยใช้หลกั ธรรมาภิบาล
7. พฒั นาหลกั สตู รฐานสมรรถนะและกระบวนการเรยี นรู้สกู่ ารปฏิบัตจิ ริง
8. พฒั นาภาพลักษณ์สถานศกึ ษาเพ่อื ให้เกิดความเชือ่ มน่ั
พันธมิตร/ความรว่ มมอื หลักทเ่ี ข้มแขง็ (Key Partners)
1. สถานประกอบการที่เกย่ี วข้องแตล่ ะแผนกวชิ าทั้งในและนอกประเทศ
2. สถาบันการศกึ ษาอ่ืน
3. สถาบันพฒั นาฝีมือแรงงาน
4. องค์กรวชิ าชีพอื่นๆ
5. ผเู้ ชยี่ วชาญเฉพาะสาขา
6. แหลง่ เรียนรู้นอกสถานศึกษา
ทรัพยากรหลัก (Key Resources)
1. งบประมาณ
46
2. บคุ ลากรฝา่ ยสนับสนนุ
3. วสั ดุ ครุภัณฑ์ อาคารสถานที่และเทคโนโลยี
4. การบรหิ ารจดั การสูค่ ุณภาพ
กลไกการขับเคลื่อน (Key Drivers)
1. การสรา้ งความเข้มแข็งความร่วมมอื กบั เครือข่ายพันธมติ ร
2. การบริหารจดั การแบบมีส่วนรว่ มตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
3. การสง่ เสริมและพัฒนาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา
4. การพฒั นาหลกั สูตรให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของตลาดแรงงาน
5. การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลอื ผู้เรยี น
6. การสง่ เสรมิ โอกาสและการมีงานทำ
7. การประชาสัมพนั ธ์เผยแพรโ่ ดยใชส้ ่อื เทคโนโลยดี ิจทิ ลั
กจิ กรรมดำเนินงานหลัก (Key Activities)
1. กำหนดผเู้ รยี นทช่ี ดั เจนสำหรบั กลุ่มท่จี ะไปประกอบอาชพี
2. กำหนดรายละเอียดในการลงนามที่ชัดเจนและได้รบั การยอมรับจากทั้งสองฝา่ ย
3. กำหนดหนา้ ทคี่ วามรบั ผิดชอบตามโครงสร้างการบริหารงาน
4. สรา้ งความเขา้ ใจและปฏสิ มั พันธ์กบั ทุกภาคส่วน
5. พัฒนาผบู้ ริหารครูและบุคลากรทางการศกึ ษา
6. พฒั นาหลักสตู รท่รี ว่ มกับสถานประกอบการมาจัดการศึกษา
7. จัดทำแผนการเรยี นในการฝึกอาชีพทช่ี ดั เจน
8. จัดทำแผนการฝึกร่วมกบั สถานประกอบการแบบสมรรถนะอาชีพ
9. พัฒนาสือ่ นวตั กรรมการจัดการเรียนรู้และเทคโนโลยรี ่วมกับสถานประกอบการ
10. พฒั นาระบบดูแลความเป็นอยแู่ ละสวสั ดิภาพของผเู้ รยี น
11. ส่งเสรมิ โอกาสและการมงี านทำ
12. มกี ารจัดทำข้อตกลงแบบ MOU กบั สถานประกอบการ
13. ผลิตสือ่ ประชาสัมพนั ธท์ ี่หลากหลายและทนั สมัย
14. ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนมีวนิ ัยทางการเงินและการออม
การกำกับดแู ล (System Oversight)
1. มีการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และประเมินผลท่ีชดั เจน
2. มีการกำหนดตวั ชวี้ ัด การปฏบิ ัติงานตามโมดูลอาชพี
3. มีกลไกการกำกับดูแลกระบวนการจัดการอาชีวศึกษาสำหรับโมดูลอาชีพเพื่อพัฒนา
คุณภาพผเู้ รยี นให้เปน็ ไปตามเป้าหมายอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
4. มีสรุปรายงานผลการจัดการอาชีวศึกษาสำหรับโมดูลอาชีพ และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทุก
ภาคเรียน รวมท้งั มีการจัดทำแผนและการดำเนนิ การปรบั ปรุงพฒั นาคุณภาพอยา่ งต่อเนือ่ ง
47
5. มกี ารสรุปรายงานผลการดำเนนิ ในทกุ โมดลู อาชีพ
6. มกี ารประเมินวิธีการถ่ายทอดประชาสัมพนั ธ์สู่ชุมชนและเครอื ข่าย
7. มกี ารสะท้อนผลการจดั การอาชีวศึกษาสำหรบั โมดูลอาชีพ
8. มกี ารใช้ระบบเทคโนโลยดี จิ ิทลั สนับสนนุ การจัดการศึกษาสำหรบั โมดลู อาชพี
ผลลัพธ์ (Key Results)
กลุม่ ผู้เรียนของสถานศึกษา ซ่ึงประกอบด้วย 1. ผู้เรียนท่ีมคี วามยากจน 2. ผเู้ รยี นท่ีมไี ม่
พร้อมทางครอบครัว 3. ผู้เรียนทม่ี ีความต้องการทางด้านการประกอบอาชีพ
ผลสัมฤทธแ์ิ ละคุณค่าท่เี พิม่ ข้ึน (Value Propositions)
ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือ “มีอาชีพที่ได้รับมาตรฐาน มารยาทดี มี
วินัย มีจติ อาสา”
48
สว่ นท่ี 5
ข้อเสนอแนะการยกระดับคุณภาพการจัดการอาชวี ศกึ ษา
1. ผูอ้ ำนวยการสถานศึกษา
ในการจัดการบริหารจัดการหลักสูตร และนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้เป้าหมายอาชีพ
เปน็ ฐานน้นั มีข้อเสนอแนะในการยกระดับคณุ ภาพการจัดการอาชีวศึกษาของผู้อำนวยการสถานศึกษา ดังน้ี
1. ศึกษาบริบทของสถานศึกษาตนเองให้ชัดเจน ว่าในสถานประกอบการในพื้นที่นั้นมีความต้องการ
อาชีพอะไร และสถานศึกษาของเราสามารถผลิตผู้เรียนได้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ
ในชุมชนหรอื ไม่ อยา่ งไร
2. สร้างทีมบริหารโครงการและแต่งตั้งที่ปรึกษาโครงการ ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับครู บุคลากร
ทางการศึกษาในการปรบั และจดั การหลักสตู ร และนวัตกรรมการเรยี นรู้แบบบูรณาการโดยใช้เป้าหมายอาชีพ
เป็นฐาน ว่ามีความแตกต่างจากการจัดหลักสูตรปกติอย่างไร สำคัญและจำเป็นอย่างไรที่สถานศึกษาจะต้อง
พฒั นาการบริหารจัดการหลักสตู รตามวิธกี ารน้ี
3. มีการจัดประชุมสรา้ งการรบั รู้และกำหนดเป้าหมายร่วมกัน โดยประชมุ เพือ่ วเิ คราะห์และบรู ณาการ
รายวิชาที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกันในแต่ละอาชีพให้มาจัดการเรียนการสอนร่วมกัน โดยมีเป้าหมายของอาชีพ
เปน็ ฐานในการเรยี น
4. มีการศึกษาดูงานเปรียบเทียบแนวทางสู่การปฏิบัติ และ มอบหมายแผนกวิชาจัดฐานในการเรียน
โดยมุ่งอาชพี เป็นหมายหลัก พฒั นาให้ผเู้ รยี นสามารถปฏบิ ตั งิ านในอาชพี นน้ั ไดเ้ รว็ ท่สี ุด
5. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการทั้งของภาครัฐ และเอกชนในการร่วมบริหาร
จัดการหลกั สูตร ทง้ั ในเรื่องครูฝึก และสถานที่ฝกึ งาน และฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี
6. ประชาสัมพันธ์การจัดการศึกษาในรูปแบบเป้าหมายอาชีพเป็นฐานให้ผู้ปกครอง ชุมชนในพื้นท่ี
ได้รับทราบ และติดตามแก้ไข ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น การดำเนินงานของสถานศึกษาในการจัดการศึกษารูปแบบ
ใหมน่ ี้วา่ จะพัฒนาผู้เรยี นไดม้ ากน้อยแคไ่ หน
7. จัดกิจกรรมบริการชุมชนโดยนำผูเ้ รียนออกให้บริการทางด้านวิชาชีพตามฐานอาชีพที่เรียน ในการ
ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น สำคัญที่สุดที่บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาจะต้องมีความรู้ความ
เข้าใจในสิ่งที่จะดำเนินการ มีเป้าหมายเดียวกันในการที่จะพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไป
ประกอบอาชีพติดตัวได้เลยเม่อื สำเรจ็ การศกึ ษา โดยม่งุ ประโยชน์ทจี่ ะเกิดกับผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ เปา้ หมายท่ตี งั้ ไว้
จึงจะประสบความสำเรจ็ ไดด้ งั หวัง
8. การติดตามผลการดำเนนิ งานเพื่อการปรับปรุงและแก้ไขอยา่ งต่อเนื่อง
2. สถานศกึ ษาและสถาบันการอาชีวศกึ ษา
1. จดั ทำแผนงานโครงการกิจกรรมแบบบรู ณาการโดยใชเ้ ป้าหมายอาชีพเปน็ ฐาน
2. พฒั นาห้องเรยี นอาชพี ให้มีนวตั กรรมท่ีทนั สมยั ไดม้ าตรฐานสามารถเปน็ แบบอยา่ งได้
49
3. จัดระบบการทำงานของครูผู้สอนปรับวิชาเรียนเป็นอาชีพ ครูพี่เลี้ยงดูแลด้านการสร้างวินัยและ
คุณธรรม
4. การติดตามผลการดำเนินงานเพื่อการปรบั ปรุงและแก้ไขอยา่ งต่อเนื่อง
5. จดั ทำระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาทง้ั ภายในและภายนอก
6. สร้างเครือขา่ ยความรว่ มมอื กับสถานประกอบการทัง้ ของภาครัฐ และเอกชนในการร่วมบริหารจัดการ
หลักสตู ร ทง้ั ในเรอื่ งครูฝึก และสถานทีฝ่ ึกงาน และฝึกประสบการณว์ ิชาชพี
3. สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
1. พฒั นาสถานศกึ ษาต้นแบบเพ่ือเปน็ แหลง่ เรียนรู้รว่ มกนั เพ่ือใหเ้ ปน็ ไปในทิศทางเดียวกนั อย่างมีเอกภาพ
2. จดั เวทปี ระชุมทางวิชาชีพและการแขง่ ขันทกั ษะอาชพี แต่ละฐานสคู่ วามเป็นเลิศทางโลกอาชพี
3. จดั ให้มกี ารสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน
4. จดั งบประมาณส่งเสริมให้มีห้องเรียนอาชีพหน้าสถานศึกษาเพื่อเป็นจุดรับงาน ฝกึ ปฏิบัติงานจริง และ
มรี ายระหวา่ งเรียน
5. สง่ เสรมิ รางวัลแหง่ ความดี เพอื่ การพฒั นาอย่างตอ่ เน่ืองและย่ังยนื
6. การติดตามผลการดำเนนิ งานเพอ่ื การปรับปรงุ และแก้ไขอย่างต่อเน่ือง
7. สร้างเครือข่ายความรว่ มมือกับสถานประกอบการทัง้ ของภาครัฐ และเอกชนในการร่วมบริหารจัดการ
หลกั สูตร ทง้ั ในเร่ืองครฝู กึ และสถานทีฝ่ กึ งาน และฝึกประสบการณว์ ชิ าชีพ