รายงานโครงงาน เรื่อง โครงงานต ้ นทุนและผลตอบแทนการผลติข ้ าวแคบแม่จอย (บ ้ านม่อนแก ้ ว) ตําบลฝายหลวงอาํเภอลบัแลจังหวดัอุตรดติถ ์ คณะผ ู้จัดทํา นางสาวจันทกานต ์ สุทธิอาจ นายเจษฎา อนิทรชารีนางสาวชยุดา มะโนปา นางสาวรัชดาภรณ ์ ขวานา หลกัสูตรประกาศนียบัตรวชิาชีพช้ันสูง (ปวส.) พ.ศ.2565 สาขาวชิาการบัญชีวทิยาลยัอาชีวศึกษาอุตรดติถ ์ สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565
รายงานโครงงาน เรื่อง โครงงานต ้ นทุนและผลตอบแทนการผลติข ้ าวแคบแม่จอย (บ ้ านม่อนแก ้ ว) ตําบลฝายหลวงอาํเภอลบัแลจังหวดัอุตรดติถ ์ คณะผ ู้จัดทํา นางสาวจันทกานต ์ สุทธิอาจ นายเจษฎา อนิทรชารีนางสาวชยุดา มะโนปา นางสาวรัชดาภรณ ์ ขวานา หลกัสูตรประกาศนียบัตรวชิาชีพช้ันสูง (ปวส.) พ.ศ.2565 สาขาวชิาการบัญชีวทิยาลยัอาชีวศึกษาอุตรดติถ ์ สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565
ก ชื่อผ ู้ศึกษา : นางสาวจันทกานต ์ สุทธิอาจ นายเจษฎา อนิทรชารีนางสาวชยุดา มะโนปา นางสาวรัชดาภรณ ์ ขวานา ชื่อโครงงาน : โครงงาน การศึกษาต ้ นทุนและผลตอบแทนการผลติข ้ าวแคบแม่จอย (บ ้ านม่อนแก ้ ว) ตําบลฝายหลวงอาํเภอลบัแลจังหวดัอุตรดติถ ์ สาขาวชิา : การบัญชี : วทิยาลยัอาชีวศึกษาอุตรดติถ ์ ครูที่ปรึกษา : อาจารย ์ สิงห ์ คม วุฒิชาติปีการศึกษา : 2565 บทคดัย่อ การจดัทาํโครงงานในคร้ังน้ีเป็นการศึกษาตน้ทุนและผลตอบแทนการผลิตขา้วแคบแม่จอย (บา้นม่อนแกว้) ตาํบลฝายหลวง อาํเภอลบัแล จงัหวดัอุตรดิตถ์มีวตัถุประสงคเ์พื่อ 1) เพื่อศึกษา สภาพทวั่ ไปของขา้วแคบแม่จอย (บา้นม่อนแกว้) ตาํบลฝายหลวง อาํเภอลบัแล จงัหวดัอุตรดิตถ์2) เพื่อศึกษาตน้ทุนและผลตอบแทนการผลิตขา้วแคบแม่จอย (บา้นม่อนแกว้) ตาํบลฝายหลวง อาํเภอลบัแล จงัหวดัอุตรดิตถ์เครื่องมือที่ใชศ้ึกษาคือ 1)แบบสมัภาษณ์2)แบบตารางบนัทึกการ เก็บขอ้มูล 3)กราฟวงกลม สถิติที่ใชใ้นการวิเคราะห์ขอ้มูล 1) สมการการคาํนวณตน้ทุนการผลิต 2) สมการการคาํนวณอตัราส่วนกาํไรข้นัตน้ 3) สมการการคาํนวณกาํไรสุทธิผลการศึกษา พบว่า ตน้ทุนและผลตอบแทนการผลิตขา้วแคบแม่จอย (บา้นม่อนแกว้) ตาํบลฝายหลวง อาํเภอลบัแล จังหวดัอุตรดิตถ์ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 มีรายได้จากการ จําหน่ายข้าวแคบแดงจํานวน 13,500 บาท และรายได้จากการจําหน่ายข้าวแคบกุ้ง จํานวน 12,500 บาท จากขอ้มูลขา้งตน้ สามารถวิเคราะห์ตน้ทุนการผลิตขา้วแคบ กาํไรข้นัตน้ค่าใช้จ่าย ในการผลิต ค่าใชจ้่ายในการบริหาร และกาํไรสุทธิไดด้งัน้ีรายไดจ้ากการจาํหน่ายขา้วแคบแดง เท่ากบั13,500 บาทรายไดจ้ากการจาํหน่ายขา้วแคบกุง้เท่ากบั12,500 บาท หักตน้ทุนการผลิตขา้ว แคบแดงเท่ากับ 12,590.50 บาทต้นทุนการผลิตขา้วแคบกุ้งเท่ากับ 10,976.50 บาท กาํไรข้นัต้น เท่ากบั2,433 บาท และกาํไรสุทธิเท่ากบั2,433 บาท ท้งัน้ีอตัรากาํไรข้นัตน้ต่อรายไดร้้อยละ 9.36 และอตัรากาํไรสุทธิร้อยละ9.36
ข กติตกิรรมประกาศ การศึกษาคร้ังน้ีเป็นกระบวนการจดัการเรียนรู้ในรายวิชาโครงงาน รหสัวิชา 30201 - 8501 ตามหลกัสูตรประกาศนียบตัรวชิาชีพช้นัสูง (ปวส.) สาขาวชิาการบญัชีพ.ศ.2565 รายงานโครงงานศึกษาตน้ทุนและผลตอบแทนการผลิตขา้วแคบแม่จอย (บา้นม่อนแกว้) ตาํบลฝายหลวง อาํเภอลบัแล จงัหวดัอุตรดิตถ์สําเร็จลุล่วงไปดว้ยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งของ นายสิงห์คม วุฒิชาติอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานที่ได้ให้คาํแนะนําและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของ การศึกษามาโดยตลอด ต้งัแต่ตน้จนสาํเร็จเรียบร้อยผจู้ดัทาํของกราบขอบพระคุณดว้ยความเคารพ อยา่งสูงไว้ณ โอกาสน้ีขอขอบคุณ สาขาวิชาการบญัชีและวิทยาลยัอาชีวศึกษาอุตรดิตถท์ ี่ให้ความอนุเคราะห์วสัดุอุปกรณ์ครุภณัฑ์หรือสิ่งอาํนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ใชใ้นการดาํเนินโครงงาน ขอขอบคุณ นางจอย ขวานา ที่ให้ความอนุเคราะห์ในกาสให้ขอ้มูล และอนุญาตให้เขา้ร่วมดําเนินการศึกษาโครงงาน ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บา้นม่อนแกว้) ตาํบลฝายหลวง อาํเภอลบัแล จงัหวดัอุตรดิตถ์คณะผจู้ดัทาํ
ค สารบัญ เรื่อง หน ้ า บทคดัย่อ ก กติติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ง สารบัญภาพ จ บทที่1 บทนํา ความเป็นมาและความสาํคญัของปัญหา 1 วตัถุประสงคข์องโครงงาน 2 ของเขตของโครงงาน 2 ประโยชนท์ ี่จะไดร้ับ 3 นิยายศพัทเ์ฉพาะ 3 บทที่2แนวคดิทฤษฎีและงานวจิัยที่เกยี่วข ้ อง ความหมายและความสาํคญัของการบญัชี4 ววิฒันาการ ประเภท และวตัถุประสงคข์องการบญัชี5 การทาํบญัชีเพื่อการบริหารจดัการ 10 วตัถุประสงค์กรอบแนวคิดและลกัษณะของรายงานทางการเงิน 11 ทฤษฎีตน้ทุนการผลิต 15 ทฤษฎีผลตอบแทนการผลิต 25 กรอบแนวคิดการทาํโครงงาน 27 ขอ้มูลทวั่ ไปเกี่ยวกบัขา้วแคบ 28 งานวจิยัที่เกี่ยวขอ้ง 30
สารบัญ (ต่อ) หน ้ า บทที่3วธิีการดาํเนินโครงงาน ข้นัตอนการดาํเนินโครงงาน 33 ประชากรและกลุ่มตวัอยา่ง 37 เครื่องมือที่ใชใ้นการดาํเนินโครงงาน 39 การเกบ็รวบรวมขอ้มูล 42 สถิติที่ใชใ้นการวเิคราะห์ขอ้มูล 43 บทที่4ผลการศึกษา ขอ้มูลทวั่ ไป 46 ตน้ทุนการผลิต 46 ผลตอบแทน 60 บทที่5 สรุปผลอภิปราย และข ้ อเสนอแนะ สรุปผล 62 อภิปราย 64 ขอ้เสนอแนะ 64 บรรณานุกรม ภาคผนวก
ง สารบัญตาราง หน ้ า ตารางที่3.1แสดงแผนการดาํเนินงาน 35 ตารางที่3.2ขอ้มูลวตัถุดิบทางตรงของขา้วแคบแดง 39 ตารางที่3.3ขอ้มูลวตัถุดิบทางตรงของขา้วแคบกงุ้ 39 ตารางที่3.4ขอ้มูลค่าแรงทางตรงของขา้งแคบแดง 40 ตารางที่3.5ขอ้มูลค่าแรงทางตรงของขา้งแคบกงุ้ 40 ตารางที่3.6ขอ้มูลค่าใชจ้่ายในการผลิตขา้วแคบแดง 41 ตารางที่3.7ขอ้มูค่าใชจ้่ายในการผลิตขา้วแคบกงุ้ 41 ตารางที่4.1แสดงรายละเอียดของสินทรัพยข์องกิจการ 49 ตารางที่4.2แสดงรายละเอียดของวตัถุดิบทางตรงของขา้วแคบแดง 50 ตารางที่4.3แสดงรายละเอียดของวตัถุดิบทางตรงของขา้วแคบกงุ้51 ตารางที่4.4แสดงรายละเอียดของค่าแรงทางตรงของขา้วแคบแดง 52 ตารางที่4.5แสดงรายละเอียดของค่าแรงทางตรงของขา้วแคบกงุ้53 ตารางที่4.6แสดงรายละเอียดของค่าใชจ้่ายในการผลิตของขา้วแคบแดง 54 ตารางที่4.7แสดงรายละเอียดของค่าใชจ้่ายในการผลิตของขา้วแคบกงุ้55 ตารางที่4.8แสดงรายละเอียดของตน้ทุนการผลิตขา้วแคบ 56 ตารางที่4.9แสดงรายละเอียดผลตอบแทนจากการจาํหน่ายขา้วแคบ 57
จ สารบัญภาพ หน ้ า ภาพที่2.1วธิีคาํนวณตน้ทุนผนัแปรต่อหน่วย 17 ภาพที่2.2วธิีการคาํนวณตน้ทุนคงท่ึต่อหน่วย 17 ภาพที่2.3ความสมัพนัธ์ของตน้ทุนการผลิต 19 ภาพที่2.4 ตน้ทุนข้นัตน้ (Prime Cost). 19 ภาพที่2.5 ตน้ทุนแปรสภาพ (Conversion Cost) 19 ภาพที่2.6ความสมัพนัธ์ตน้ทุนที่นาํมาวเิคราะห์ปัญหาเพื่อตดัสินใจ 20 ภาพที่2.7 ประเภทของปรับบญัชีตน้ทุน 21 ภาพที่2.8ลกัษณะของตน้ทุนตามกระบวนการผลิต 22 ภาพที่2.9 ตน้ทุนต่อหน่วย 23 ภาพที่2.10วงจรตน้ทุน (CostFlows) 24 ภาพที่2.11วธิีการคาํนวณอตัราส่วนกาํไรข้นัตน้ 25 ภาพที่2.12วธิีการคาํนวณอตัราผลตอบแทนต่อส่วนของผถู้ือหุน้ 25 ภาพที่2.13วธิีคาํนวณกาํไรส่วนเกิน 26 ภาพที่2.14วธิีการคาํนวณอตัรากาํไรส่วนเกิน 26 ภาพที่2.15ยอดขาย ณ จุดคุม้ทุนของสินคา้ชนิดเดียว 26 ภาพที่2.16ยอดขาย ณ จุดคุม้ทุนของสินคา้หลายชนิด 27 ภาพที่2.17แสดงกรอบแนวคิดการทาํโครงงาน 27 ภาพที่3.1แสดงแผนการดาํเนินโครงงาน 36 ภาพที่3.2แบบสมัภาษณ์ผปู้ระกอบกิจการ ตอนที่1 38 ภาพที่3.3แบบสมัภาษณ์ผปู้ระกอบกิจการ ตอนที่2และตอนที่3 38
สารบัญภาพ (ต่อ) หน ้ า ภาพที่3.4 สมการการคาํนวณตน้ทุนการผลิต 44 ภาพที่3.5 สมการการคาํนวณอตัรากาํไรข้นัตน้ 44 ภาพที่3.6 สมการการคาํนวณอตัรากาํไรสุทธิ44 ภาพที่3.7 สมการการคาํนวณกาํไรสุทธิ45 ภาพที่4.1 สมการการคาํนวณตน้ทุนการผลิต 48 ภาพที่4.2 สมการการคาํนวณตน้ทุนการผลิตต่อหน่วย 48 ภาพที่4.3 งบกาํไรขาดทุนของกิจการ 58
1 บทที่1 บทนํา 1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ข้าวแคบ ถือเป็นอาหารพื้นบ้านยอดนิยมของชาวลับแลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและมีการ ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ที่เรียกว่าข้าวแคบนั้นเรียกตามลักษณะของปากหม้อที่ทํา“ข้าวแคบ” ตอนล่ายแป้งซึ่งมีลักษณะแคบ จนมีเรื่องตลกซึ่งมักจะคุยกันในวงเหล้าว่า เมืองลับแลนั้น เต็มไปด้วย ผู้ล่ายและผู้ต้องหา การทําข้าวแคบนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะมีมานานมากกว่า 100 ปีขึ้นไป และอาจมาพร้อม ๆ กับการสร้างเมืองลับแลของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 1,500 แต่เดิมมีข้าวแคบมีอยู่ 2 ลักษณะคือข้าวแคบธรรมดาและข้าวแคบงา มีขนาดใหญ่และหนากว่า ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ชาวลับแลจะเรียกกันว่า “ข้าวแคบหนา” มีรสชาติออกเค็มเพราะมีส่วนผสมเพียง แป้ง เกลือ และงาดําเท่านั้น เวลาจะรับประทานข้าวแคบสมัยก่อนจะนํามาปิ้งไฟแล้วบดให้แตก เป็นชิ้นเล็ก ๆ (ภาษาพื้นบ้านของชาวลับแลเรียกว่า “การเนียง” ข้าวแคบ) ใส่ถ้วยรับประทาน กับข้าวเหนียวหมูปิ้ง ถือเป็นเป็นอาหารเช้าที่รับประทานใน 1 มื้อได้เลย เสมือนเป็นกับข้าวอย่าง หนึ่ง นอกจากนั้นยังสามารถนําข้าวแคบที่เนียงแล้วมาใส่ใน “ซ่าใบมะม่วง” และ “แกงฮวมผัก”ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวลับแลได้อีกด้วย ในสมัยก่อนชาวลับแลจะรับประทานข้าวแคบเป็น อาหารหลัก ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่บริโภคข้าวแคบเป็นอาหารว่างเสียส่วนใหญ่โดยเฉพาะข้าวแคบ อบแห้งและการรับประทานอีกรูปแบบหนึ่งของคนลับแลสมัยก่อนคือการนําข้าวเหนียวมาคุกกับข้าว แคบที่เนียงแล้วปั้นเป็นแท่น เหมือนข้าวปั้น บางคนเอาข้าวแคบแห้ง มาห่อกับข้าวเหนียวร้อน ๆ ม้วน ให้เป็นแท่ง (ภาษาพื้นบ้านเรียกว่า “โอโล่ข้าวแคบ”) ในสมัยก่อนมีการทําข้าวแคบแทบทุกหลังคาเรือน โดยเฉพาะในหน้าหนาวมีการทําข้าวแคบจนเป็นประเพณีแต่ทําได้ไม่เยอะจะทําไว้เฉพาะกิน ในครัวเรือนเท่านั้น และนิยมทําในลักษณะข้าวแคบแห้ง เพราะเก็บไว้ได้นาน เมื่อทําเสร็จแล้วจะนําไป เก็บใส่ใน “ตะเข่ง” แขวนไว้ ในที่สูง ๆ เพราะกลัวลูก ๆ แอบเอาไปรับประทานเวลาไปทําไร่ทํานา ก็จะเอาข้าวแคบที่เก็บไว้มาห่อกับข้าวเหนียวนําไปรับประทานระหว่างทางเพื่อให้อิ่มท้องไม่ต้อง เสียเวลามานั่งกิน เพราะสมัยก่อนต้องตื่นแต่เช้าเดินไปทําไร่ทํานาไม่มีรถจักยานยนต์เหมือน ในปัจจุบัน ซึ่งสะทอนให้เห็นวิถีที่เรียบง่ายและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว จึงสามารถพูดได้ว่า การทําข้าวแคบนั้นเป็นวิถีชีวิตของชาวลับแลและในปัจจุบันก็ยังคงมีการผลิตข้าวแคบและจําหน่าย ข้าวแคบในครัวเรือนเป็นจํานวนมาก (สํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอําเภอลับแล 2565) บ้านม่อนแก้ว หมู่ที่12 ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่งในอําเภอลับแล ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นประกอบอาชีพเกษตรกรรมรวมไปถึงการทํา ข้าวแคบ ปัจจุบันการทําข้าวแคบยังคงมีให้พบเห็นบ่อยๆ ในพื้นอําเภอลับแล ซึ่งแม่จอย (นางจอย ขวานา) “บ้านม่อนแก้ว” เป็นหนึ่งในประชากรที่ผลิตข้าวแคบและส่งออกให้ลูกค้าเป็นประจําทุกวัน โดยไม่ทราบถึงต้นทุนและผลตอบแทนที่แท้จริง ทําให้เกิดปัญหาในเรื่องของต้นทุนในกระบวน
2 การผลิตข้าวแคบซึ่งแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ต้องการให้คณะผู้จัดทําศึกษาหาต้นทุนและผลตอบแทน ที่แท้จริงของกระบวนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (แบบสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ นางจอย ขวานา) ดังนั้น ข้าวแคบจึงถือเป็นอาหารหลักและของทานเล่นของคนในหมู่บ้าน (บ้านม่อนแก้ว) ซึ่งต่อมา ได้นําข้าวแคบมาประกอบอาชีพหลัก ผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลทางการเงินทําให้ ไม่ทราบถึงต้นทุนและผลตอบแทนที่แท้จริง คณะผู้จัดทําได้เล็งเห็นถึงความสําคัญในครั้งนี้จึงได้มีการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวงอําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยจะทําการจัดเก็บข้อมูลงบต้นทุนการผลิตแล้วนํามาวิเคราะห์ผล การดําเนินงาน ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2565 ถึง กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งจะทําให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงข้อมูล ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลดําเนินงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อการนําไปประกอบการวางแผนและ ตัดสินใจในการประกอบกิจการได้ยิ่งขึ้นไป 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1.2.1 เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวงอําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์1.2.1 เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์1.3 คําถามการศึกษา 1.3.1 ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) เป็นอย่างไร 1.4 ขอบเขตของโครงงาน 1.4.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา 1) สภาพทั่วไปของข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์2) ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์1.4.2 ขอบเขตด้านประชากร 1) ร้านข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนางจอย ขวานา เป็นเจ้าของกิจการเพียงคนเดียว 1.4.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา 1) ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึง เดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2566
3 1.4.4 ขอบเขตด้านสถานที่1) วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์เลขที่9 ถนนแปดวา อําเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์53000 2) ร้านแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) เลขที่19 หมู่ 12 ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1 ทราบถึงข้อมูลของร้านข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์1.5.2 ทราบต้นทุนและผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง 1.5.3 ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและตัดสินใจในการประกอบกิจการได้จริง 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.6.1 ต้นทุนการผลิต หมายถึง ต้นทุนทั้งสิ้นจากการลงทุนผลติข้าวแคบ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนทุกอยา่ง ที่เกี่ยวข้องในการผลิตข้าวแคบ 1.6.2 ผลตอบแทนการผลิต หมายถึง รายรับที่เกิดจากการจําหน่ายข้าวแคบ โดยหาได้จากการนํากําไรหักกับต้นทุนทั้งหมด 1.6.3 จุดคุ้มทุน หมายถึง จํานวนของสินค้าที่ธุรกิจต้องสรา้งและขยายให้ไดเ้พอื่มรีายได้เท่าทุน 1.6.4 ข้าวแคบ หมายถึง ข้าวเกรียบของภาคเหนือที่ทําจากแป้งข้าวเจา้หรือแป้งข้าวเหนียว เป็นแผ่นตากให้แห้ง 1.6.5 ข้าวท่อน หมายถึง เป็นข้าวที่เหลือจากการกระเทาะเปลือกและคัดขนาดแล้ว มีลักษณะเป็นข้าวปลาย ข้าวไม่เต็มเม็ด ข้าวท่อนสามารถนํามาปรุงอาหารและมีคุณค่าทาง โภชนาการสูง 1.6.6 ซ่าใบมะม่วง หมายถึง ยําใบอ่อนของต้นมะม่วงโดยมีวตัถุดิบได้แก่ยอดใบมะม่วง,ปล่าซ่อนต้ม,ตะไคร้หั่น, ข่าหั่น, พริกขี้หนูแห้ง, พริกชี้ฟ้าย่างไฟ, กระเทียมสับ, หอมแดงซอย, ต้นหอมซอยและผักชีซอย ปรุงรสด้วยเกลือ, ปลาร้าต้มสุก, กะปิและผงชูรส จากนั้นทําการคลุกเคล่าให้เข้ากัน 1.6.7 แกงฮวมผัก หมายถึง แกงที่มีน้ําแกงไม่ข้นหรือไม่ใสจนเกินไป มีรสเค็มพอดีรสเผ็ด ร้อนจากพริกไทยและมีผักในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมหลัก เช่น ใบแมงลัก ผักเหลียง ยอดย่านาง ฟักทองอ่อน บวบ ตําลึง แกงเลียง เป็นต้น หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “แกงเลียง”
4 บทที่2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝ่ายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ที่จัดทําขึ้นในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของ ข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ 2.) เพื่อศึกษาต้นทุนและ ผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัด อุตรดิตถ์คณะผู้จัดทําจึงได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้2.1 ความหมายและความสําคัญของการบัญชี2.2 วิวัฒนาการ ประเภท และวัตถุประสงค์ของการบัญชี2.3 การทําบัญชีเพื่อการบริหารจัดการ 2.4 วัตถุประสงค์กรอบแนวคิดและลักษณะของรายงานทางการเงิน 2.5 ทฤษฎีต้นทุนการผลิต 2.6 ทฤษฎีผลตอบแทนการผลิต 2.7 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับข้าวแคบ 2.8 กรอบแนวคิดการทําโครงงาน 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ความหมายและความสําคัญของการบัญชีสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยได้ใช้คํานิยามของสมาคมผู้สอบ บัญชีรับอนุญาตของสหรัฐอเมริกาในการให้ความหมายของการบัญชีว่า “การจดบันทึก การจําแนก การสรุปผล และการรายงานเหตุการณ์เกี่ยวกับการเงิน โดยใช้หน่อยเป็นเงินตรา รวมทั้งการแปล ความหมายของผลการปฏิบัติดังกล่าวด้วย” จากความหมายดังกล่าว สามารถสรุปได้ดังนี้1) การบัญชีเป็นงานบริการอย่างหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเงินของกิจการ ดังนั้น ผู้ที่ทํา หน้าที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีจึงนับเป็นผู้ประกอบการวิชาชีพทางบัญชีหรือที่เรียกกันว่า นักบัญชี2) การบัญชีเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเงินของกิจการโดยใช้หน่วยเป็นเงิน ดังนั้น การบัญชีก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับรายการทางการเงินของกิจการโดยบันทึกตัวเลขจํานวนเงินนันเอง 3) การบัญชีตามความหมายข้างต้นเป็นการบัญชีการเงิน ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของการบัญชีและเป็นการบัญชีที่จะศึกษากันในหน่วยนี้ส่วนการบัญชีแขนงอื่น ๆ เช่น การบัญชีบริหาร การบัญชีต้นทุน การบัญชีภาษีอากร การสอบบัญชีและอื่น ๆ ซึ่งล้วนแต่อาศัยหลักการบัญชีการเงินไปประยุกต์ใช้เปลี่ยนแปลงไปตาม
5 วัตถุประสงค์เท่านั้น (ที่มา : การบัญชีและกฎหมายธุรกิจ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชา ศิลปศาสตร.์หน้าที่19 เรื่อง ความหมายของการบัญชี) ความหมายของการบัญชีการบัญชีเป็นศิลปะของการรวบรวบ บันทึก จําแนก และทําสรุป ข้อมูล อันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ ในรูปตัวเงิน ผลงานขั้นสุดท้ายของการบัญชีก็คือ การให้ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลหลายฝ่ายและผู้ทีีสนใจในกิจกรรมของกิจการ จากความหมายดังกล่าวข้าวต้น ความหมายของการบัญชีจะเน้นถึงหน้าที่ทางการบัญชีดังนี้1) การจดบัญชี(Recording) รายการค้าหรือรายการทางเงินที่เกิดขึ้นจะมีการบันทึกตาม เอกสารหลักฐาน โดยบันทึกเป็นหน่วยเงินตรา 2) การจัดหมวดหมู่ (Classifying) เป็นการนําข้อมูลที่ได้บันทึกไว้มาจัดหมวดหมู่ตาม หมวดหมู่ของสินทรัพย์หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้และค่าใช้จ่าย 3) การสรุปผล (Summarizing) เป็นการนําจ้อมูลทางการเงินที่ได้จัดหมวดหมู่ไว้เพื่อสรุปผล เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นโดยจัดทําในรูปงบการเงิน 4) การตีความผลสรุป (Interpreting) ผลสรุปในรูปของงบการเงินที่ได้รับจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการวิเคราะห์ตีความผลการดําเนินงาน ฐานะการเงิน การเปลี่ยนแปลงทางการเงินที่เกิดขึ้น โดยอาจวิเคราะห์ในรูปของอัตราร้อยละ อัตราส่วนทางการเงิน และเปรียบเทียบผลในงวดบัญชีต่าง ๆ กันหรืออาจเปรียบเทียบกับกิจการ ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุม กิจการให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดําเนินงานต่อไป (ที่มา : การบัญชีการเงินและการบัญชีเพื่อการ จัดการ.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิทยาการจัดการ. หน้าที่5 เรื่อง ความหมายของการ บัญชี) 2.2 วิวัฒนาการ ประเภท และวัตถุประสงค์ของการบัญชี2.2.1 วิวัฒนาการของการบัญชีวิวัฒนาการของการบัญชีอาจแบ่งได้เป็น 3 ยุค ดังนี้1) ยุคก่อนระบบบัญชีคู่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีการค้นพบ การบันทึกทางการ บัญชีมาช้านานแล้ว คือประมาณ 5,000 ปีซึ่งวิวัฒนาการการจดบันทึกข้อมูลทางการบัญชีในสมัย แรก ๆ เป็นการจดบันทึก ได้แก่บันทึกรายรับ รายจ่าย ทรัพย์สินในคลัง แหล่งที่มาของรายได้และ ค่าใช้จ่าย บันทึกต้นทุน หนี้สิน และภาระผูกพัน เป็นต้น 2) ยุคระบบบัญชีคู่หลักฐานการจดบันทึกรายการตามหลักการบัญชีคู่ (Double Entry Book-Keeping) เริ่มแรกค้นพบที่เมืองฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลีในปลายศตวรรษที่13 ต่อมาต้น ศตวรรษที่14 ก็ได้ค้นพบหลักฐานที่แสดงการบันทึกบัญชีตามหลักบัญชีคู่ที่สมบูรณ์ที่เมืองเจนัว
6 เนื่องจากประเทศอิตาลีเป็นศูนย์กลางการค้า การเงินการธนาคารและการติดต่อเชื่อมโยงระหว่าง วัฒนธรรม ความเจริญ ดังนั้นความจําเป็นในการบันทึกรายการอย่างมีหลักเกณฑ์จึงได้พัฒนาขึ้น ใน ค.ศ. 1494 ลูกา ปาชิโอลี(Luca Pacioli) ชาวอิตาลีโดยเขียนหนังสือชื่อ “Summa de Arithmetica Geometria Proportionalitia” ซึ่งเป็นหนังสือทางคณิตศาสตร์แต่ได้กล่าวถึงการ บัญชีที่ใช้ในอิตาลีในขณะนี้และได้ใช้ศัพท์ทางบัญชีว่า เดบิโต (Debito) หมายถึงเป็นหนี้และเครดิโต (Credito) หมายถึงมีความเชื่อถือหรือทรัสท์(Trust) ต่อมาในศตวรรษที่17 และ 18 ก็เริ่มกล่าวถึง ศัพท์ดังกล่าว และใช้คําว่าเดบิต (Debit) และเครดิต (Credit) ในทางการบัญชีซึงถือว่าเป็นหลักการ ของระบบบัญชีคู่นั่นคือ รายงานทางการเงินที่เกิดขึ้นจะมีการบันทึกในด้านเดบิตและเครดิต โดย จํานวนเงินด้านเดบิตจะต้องเท่ากับด้านเครดิต สาเหตุของการพัฒนาระบบบัญชีคู่ขึ้น สืบเนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สําคัญคือ การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากระบบผลิตเพื่อใช้มาเป็น ระบบการผลิตเพื่อค้าขาย ซึ่งทําให้มีการติดต่อค้าขายในระบบเงินเชื่อมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการ รวมกันลักษณะการเข้าเป็นหุ้นส่วนการค้า ทําให้เกิดความจําเป็นในการมีระบบบัญชีที่สามารถบันทึก ทุนของหุ้นส่วนแต่ละคนที่นํามาลงทุนและกําไรของแต่ละคนที่จะได้รับ การเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เกิดขึ้น นี้สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุลวงไปได้ด้วยระบบบัญชีคู่ส่วนสําคัญอีกประการหนึ่งของระบบบัญชีคู่คือ เป็นระบบที่เสนอวิธีการคํานวณกําไรและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกําไรกับทุนของกิจการที่ก่อให้เกิดกําไรนั้นได้ซึ่งวิธีการบัญชีดังกล่าวยังถือว่าเป็นรากฐานซึ่งยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ระบบ บัญชีคู่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปในยุโรปและต่อมาก็แพร่หลายในทวีปอื่น ๆ 3) ยุคปัจจุบัน ในศตวรรษที่19 เป็นต้นมา การบัญชียังคงใช้ระบบบัญชีคู่ โดยมีการพัฒนา อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมี่สําคัญของการ ปฎิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ทําให้มีการปรับปรุงระบบการบันทึกทางการบัญชีให้ เหมาะสมกับสภาวะที่เปลี่ยนไป กล่าวคือในยุคของการปฎิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งทําให้มีการผลิตสินค้า และบริการขึ้นมาใช้ในปริมาณครั้งละมาก ๆ มีการลงทุนในลักษณะที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้เงินทุน จํานวนมาก กิจการมีแนวโน้มที่จะดําเนินงานอยู่ในระยะเวลาที่ยาวนาน ทําให้มีการยอมรับว่าการจด บันทึกทางการบัญชีจะต้องตระหนักในข้อที่ว่า กิจการจะดําเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดไป (Continuity of Going-Concern) โดยไม่เลิกกิจการในเวลาอันสั้นเหมือนสมัยก่อน อันเป็นผลทําให้มีการยอมรับกันอย่างแพร่หลายที่จะจัดทํางบการเงินเพื่อแสดงผลการดําเนินงานของดําเนินงานของ กิจการเป็นงวด ๆ (Periodicity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าของกิจการและบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้ทราบผลการดําเนินงานโดยไม่ต้องรอให้เลิกกิจการก่อน อีกประการหนึ่ง การปฎิวัติอุตสาหกรรมทําให้ เกิดทําให้เกิดการจัดตั้งกิจการในลักษณะบริษัทจํากัดกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถระดมทุนได้มากกว่า ทําให้เกิดความจําเป็นในการมองกิจการในลักษณะที่เป็นหน่วยงานอิสระ (Separate Entity) นั่นคือการจดบันทึกเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการ จะบันทึกแยกต่างหากกับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของหรือเหตุการณ์ส่วนบุคคล ทั้งนี้เพราะวิธีการทาการบัญชี
7 ดังกล่าวสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ลงทุนได้ว่าทรัพยากรต่าง ๆ ของกิจการของฝ่ายบริหาร ใช้ไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการมากที่สุด ซึ่งหลักการทั้งสามคือ การดําเนินอย่างต่อเนื่อง การกําหนดงวดเวลารายงานผลดําเนินงาน และความเป็นหน่วยงานอิสระ ที่ยกมาดังกล่าว เป็นหลักการทาการบัญชีซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายจนกระทั่งในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่สลับซับซ้อนขึ้น ทําให้วัตถุประสงค์ทางการบัญชี เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ในอดีตผู้ใช้ข้อมูลคือเจ้าของทรัพยากรหรือผู้บริหาร แต่ในยุคปัจจุบัน ผู้ต้องการข้อมูลทางการบัญชีมากขึ้น โดยรวมถึงผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้หน่วยงานของภาครัฐ และบุคคลหรือ หน่วยงานอื่น ดังนั้น วัตถุประสงค์ทางการบัญชีจึงต้องคํานึงถึงผู้ใช้ข้อมูลดังกล่าว แต่ไม่ว่าการบัญชีจะพัฒนามากขึ้นเพียงไร ก็ยังคงใช้ระบบบัญชีคู่ในการบันทึกรายการทางการเงินที่เกิดขึ้นในกิจการ และจากการที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น จึงมีผลต่อการพัฒนาทางการบัญชีด้วยนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การปฏิบัติทางการบัญชีในกิจการต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน แม้ว่ากิจการที่เกิดขึ้นนั้นจะดําเนินธุรกิจเหมือนกัน จึงก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้ใช้งบการเงินได้ดังนั้น จึงมีสถาบันวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ได้กําหนดหลักเกณฑ์เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานทางการบัญชีเป็นไปในแบบ หรือแนวทางเดียวกัน หลักเกณฑ์ดังกล่าวก็คือหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือมาตรฐานการบัญชี เพื่อเป็นแนวทางให้นักบัญชีบันทึกรายการที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม อันมีผลทําให้ผู้ใช้งบการเงิน สามารถเปรียบเทียบฐานะทางการเงิน ผลการดําเนินงาน ตลอดจน การเปลี่ยนแปลงฐานะทาง การเงินของกิจการต่าง ๆ ได้ (ที่มา : การบัญชีการเงินและการบัญชีเพื่อการจัดการ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขา วิทยาการจัดการ. หน้าที่7 เรื่อง วิวัฒนาการของการบัญชี) 2.2.2 ประเภทของการบัญชีนักบัญชีได้แบ่งประเภทของการบัญชีได้2 ประเภท คือบัญชีการเงิน และบัญชีเพื่อการ จัดการหรือบัญชีบริหาร 1) การบัญชีการเงิน (Financial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทําขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูล ทางการเงินของกิจการใดกิจการหนึ่ง โดยจดบันทึกข้อมูลทางการเงินที่เป็นตัวเลขเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือการดําเนินงานที่เกิดขึ้นแล้ว โดยถือปฏิบัติตามหลักการบัญชีที่รองรับทั่วไปหรือมาตรฐานการ บัญชีเพื่อสามารถเปรียบเทียบได้กับงบการเงินงวดก่อน ๆ และยังสามารถเปรียบเทียบได้กับงบ การเงินของกิจการอื่นได้อีกด้วย ทั้งนี้ฝ่ายบริหารต้องให้ความสนใจต่อข้อมูลที่แสดงในงบการเงิน แต่บัญชีการเงินจะไม่ครอบคลุมรายงานการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหารเพื่อใช้ในการตัดสินใจ และ ครอบคลุมภายในกิจการเอง
8 สําหรับผู้ใช้ข้อมูลจากบัญชีการเงินตามแม่บทการบัญชีประกอบด้วย 1) ผู้ลงทุน (Investers) 2) ลูกจ้าง (Employees) 3) ผู้ให้กู้(Lender) 4) ผู้ขายสินค้าหรือเจ้าหนี้อื่น ๆ (Suppliers and Other Trade Creditors) 5) ลูกค้า (Customers) 6) รัฐบาลและหน่วยงานราชการ (Government and Their Agencies) 7) สาธารณชน (Public) เนื่องจากผู้ใช้รายงานทางการเงินจากบัญชีการเงินโดยทั่วไปเป็นบุคคลภายนอกจึงต้องจัดทํา งบการเงินตามมาตรฐาน สําหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฎกระทรวงกําหนดการให้ความหมายและการแสดงรายงานย่อยของงบดุลและงบกําไรขาดทุนของกิจการลักษณะต่าง ๆ เป็น มาตรฐานไว้เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินไม่เกิดความสับสน สําหรับส่วนประกอบของงบการเงินที่สมบูรณ์ได้แก่1) งบดุล 2) งบกําไรขาดทุน 3) งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ 4) งบกระแสเงินสด 5) หมายเหตุประกอบงบการเงิน ทั้งนี้งบการเงินไม่รวมถึงรายงานของผู้บริหาร สารจากประธานกรรมการ บทรายงานและ การวิเคราะห์ของฝ่ายบริหารและรายงานอื่นในลักษณะเดียวกันที่อาจปรากฎในรายงานประจําปีหรือ รายงานทางการเงิน 2) การบัญชีเพื่อการจัดการหรือการบัญชีบริหาร (Managerial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทําขึ้นโดยเสนอผู้บริหารกิจการนั้น ๆ เพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุมการดําเนินงานให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลที่ใช้นั้นอาจจะเป็นจํานวนเงินหรือไม่ก็ได้ข้อมูลที่เป็นตัวเงินโดยทั่วไป จะมาจากการบัญชีการเงิน นั่นคือ เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งการจดบันทึกข้อมูลเบื้องต้นจะใช้หลักการ และวิธีการจดบันทึกตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป แต่การรายงานทางการบัญชีบริหารนั้น จะมีรูปแบบต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริหารในระดับต่าง ๆ เช่น การรายงานเสนอ ผู้จัดการแผนกจัดซื้อ จะรายงานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงของแผนกจัดซื้อในระยะเวลาหนึ่ง ๆ โดยเปรียบเทียบกับงบประมาณของแผนกจัดซื้อ เป็นต้น การรายงานของบัญชีบริหารอาจแสดง ในหน่วยวัดอื่น ๆ นอกเหนือจากหน่วยเงินตราก็ได้เช่น จํานวนหน่วยของสินค้าที่ขายจําแนกตามภาค จังหวัด หรือพนักงานขาย จํานวนชั่วโมงการทํางานของพนักงาน จํานวนชั่วโมงที่เครื่องจักรทํางาน
9 เป็นต้น ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต หรือข้อมูลจากการประมาณการในอนาคตก็ได้ โดยเฉพาะภายในกิจการคือผู้บริหารกิจกรรมต่าง ๆ เท่านั้นที่จะใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ดังนั้น รูปแบบของการรายงานจึงไม่มีรูปแบบแน่นอนตายตัว สําหรับการแบ่งประเภทของการบัญชีโดยแบ่งเป็นการบัญชีการเงินและการบัญชีเพื่อการ จัดการมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการบัญชีต้นทุนว่าจะจัดเป็นการบัญชีประเภทใดนั้นย่อมต้องพิจารณา ถึงวัตถุประสงค์ของการบัญชีต้นทุน กล่าวคือ การบัญชีต้นทุนเป็นการบันทึกและรายงานข้อมูล เกี่ยวกับการวัดค่าต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) คํานวณต้นทุนขายประจํางวด 2) เพื่อใช้ในการคํานวณต้นทุนของสินค้าคงเหลือเพื่อแสดงในงบการเงิน 3) เพื่อนําข้อมูลต้นทุนไปใช้ในการจัดการโดยวางแผนควบคุมโดยนําไปใช้ใน การวางแผน ควบคุม และตัดสินใจในด้านต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า การบัญชีต้นทุนเป็นทั้งการบัญชีการเงินและการบัญชีเพื่อการจัดการ เนื่องจาก วัตถุประสงค์2 ข้อแรก เป็นการนําข้อมูลต้นทุนไปใช้ในการจัดทํารายงานทางการเงินเสนอต่อบุคคล นอกตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป จึงจัดเป็นบัญชีการเงิน ส่วนวัตถุประสงค์ข้อ 3 นั้น เป็นการ เสนอข้อมูลต้นทุนต่อผู้บริหาร ซึ่งการรายงานอาจมีหลายลักษณะและหลายรูปแบบตามความต้องการ ของผู้บริหารแต่ละหน่วยงานจึงจัดเป็นการบัญชีเพื่อการจัดการ 2.2.3วัตถุประสงค์ของการบัญชีผลของการบัญชีคือรายงานข้อมูลทางการเงินให้กับบุคคล หน่วยงาน ซึ่งอาจเป็นผู้ใช้ภายใน และภายนอกกิจการ ที่สนใจในผลการดําเนินงานและฐานะการเงินของกิจการ ดังนั้นจึงแบ่งกลุ่มผู้ใช้ข้อมูลออกเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้ใช้ภายนอกและผู้ใช้ภายใน ข้อมูลทางการบัญชีจึงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการตัดสินใจ การรายงานข้อมูลทางการเงินมีวัตถุประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล ซึ่งแบ่งเป็นวัตถุประสงค์ต่อผู้ใช้ภายนอกและผู้ใช้ภายในดังนี้1) วัตถุประสงค์ต่อผู้ใช้ภายนอก ผู้ใช้ภายนอกได้แก่ผู้ถือหุ้น เจ้า ลูกค้า พนักงานและลูกจ้าง สถาบันการเงิน นักวิเคราะห์ที่ปรึกษาการลงทุน หน่วยงานราชการ ตัวแทนของผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้รวมทั้งบุคคลอื่นที่สนใจ ข้อมูลทางการเงินของกิจการ จะเห็นได้ว่าผู้ใช้ภายนอกคือบุคคลต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ผู้บริหารของกิจการนั้น วัตถุประสงค์ของการบัญชีต่อผู้ใช้ภายนอกมีดังนี้1) ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนและให้สินเชื่อ 2) ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการประเมินกระแสเงินสด 3) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรของกิจการ
10 3.1) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ภาระผูกพัน และส่วนของ เจ้าของ 3.2) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดําเนินงานและกําไร 3.3) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพคล่อง และความสามารถในการชําระหนี้3.4) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการของผู้บริหาร 2) วัตถุประสงค์ต่อผู้ใช้ภายใน ผู้ใช้ภายใน คือ ฝ่ายบริหารกิจการนั้น ๆ นั่นเอง ซึ่งฝ่ายบริหาร อาจแบ่งได้หลายระดับ ได้แก่ผู้บริหารระดับสูง ระดังกลาง และระดับต้น ซึ่งวัตถุประสงค์ของการ บัญชีต่อผู้ใช้ภายในก็เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและควบคุมกิจการนั้น ๆ ทั้งนี้ข้อมูล ที่ให้ผู้บริหารแต่ละระดับจะมีความแตกต่างกันตามหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตัวอย่างของการใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนและควบคุมในด้านต่าง ๆ เช่น - การวางแผนกําไร - การวางแผนและควบคุมด้านงบประมาณ - การวางแผนด้านการจัดหาเงินทุน - การปรับปรุงกิจการ - การยกเลิกส่วนงาน เป็นต้น (ที่มา : การบัญชีการเงินและการบัญชีเพื่อการจัดการ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขา วิทยาการจัดการ. หน้าที่11 เรื่อง วิวัฒนาการ ประเภท และวัตถุประสงค์ของการบัญช)ี2.3 การทําบัญชีเพื่อการบริหารจัดการ การบัญชีเพื่อการจัดการหรือการบัญชีบริหาร (Managenent Accountimg) หมายถึง กระบวนการของการจัดทําข้อมูลเสนอต่อฝ่ายบริหารระดับต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจัดการองค์กรในด้าน การวางแผน การสั่งการ และการควบคุมการดําเนินงาน ดังนั้น การบัญชีเพื่อการจัดการจึงมีความ ยืดหยุ่นกว่าการบัญชีการเงิน เพราะการบัญชีเพื่อการจัดการจะมุ่งเน้นการจัดทําข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจด้านต่าง ๆ นอกจากนี้การบัญชีเพื่อการจัดการยังเน้นที่ความรวดเร็วในการจัดทํา ข้อมูลเพื่อให้ทันต่อเวลาใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นการนําข้อมูลทางการบัญชีมาเพื่อใช้ประโยชน์ภายใน องค์กร การบัญชีเพื่อการจัดการจะเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดเชิงลึกซึ่งมีข้อมูลที่มากกว่าที่ปรากฏอยู่ในงบการเงิน รายงานการบัญชีเพื่อการจัดการจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานในระดับต่าง ๆ ขององค์กร โดยทั่วไปจะเป็นข้อมูลที่เป็นความลับที่ใช้เฉพาะฝ่ายบริหารระดับต่าง ๆ และไม่เปิดเผยแก่บุคคลภายนอกหรือต่อสาธารณะ สําหรับผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ก็จะได้รับ รายงานเพื่อใช้ในการตัดสินใจตามขอบเขตความรับผิดชอบของตน ทั้งนี้การบัญชีเพื่อการจัดการถือ เป็นวิชาชีพทางการบัญชีด้านหนึ่งในด้านต่าง ๆ ตามที่ระบุในพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีพ.ศ. 2547
11 กระบวนการบัญชีเพื่อการจัดการ ประกอบด้วย การวัดผลการปฏิบัติงาน การรวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มหรือหมวดหมู่การจัดเตรียมและบันทึกข้อมูล การแปลความหมาย การกําหนดค่า คือ จํานวน หน่วยหรือจํานวนเงินที่เกี่ยวข้อง และการวิเคราะห์ตัวเลข เพื่อตอบสนองการใช้งานของฝ่ายบริหาร โดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากรในองค์กร รวมทั้งการนําไปใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์การบัญชีเพื่อการจัดการมัก จัดทําโดยอาศัยข้อมูลจากบัญชีการเงิน และข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่าย บุคคล ฝ่ายจัดซื้อ หรือฝ่ายบริการต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลจากภายนอก (ที่มา : การบัญชีการเงินและการบัญชีเพื่อการจัดการ.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขา วิทยาการจัดการ. หน้าที่5 เรื่อง ความหมายของการบัญชีเพื่อการจัดการ) 2.4 วัตถุประสงค์กรอบแนวคิดและลักษณะของรายงานทางการเงิน 2.4.1 วัตถุประสงค์ของการรายงานทางการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป วัตถุประสงค์ของการรายงานทางการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป (The Obtctive of Keneral Purpose: Financial Reporting) คือ การให้ข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับทรัพยากรเชิง เศรษฐกิจของกิจการ และสิทธิเรียกร้องต่อกิจการ ซึ่งถูกนําเสนอในงบแสดงฐานะการเงิน นอกจากนี้รายงานทางการเงินถึง สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจรวมทั้งสิทธิ เรียกร้องเหล่านั้น ซึ่งเป็นผล มาจากผลการดําเนินงานของกิจการ ตลอดจนรายการ เหตุการณ์และ สถานการณ์อื่นที่ข้อมูลเหล่านี้เป็น ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้ใช้หลัก (Primary Cier) โดยผู้ใช้หลักของรายงานทางการเงิน หมายถึง ผู้ลงทุน ผู้ให้กู้ยืม และเจ้าหนี้อื่นทั้งในปัจจุบันและ อนาคตสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลทาง การเงินในการประเมินจํานวนเงิน จังหวะเวลา ตลอดจน ความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดรับสุทธิใน อนาคตของกิจการ ทั้งนี้ข้อมูลทางการเงินนั้นยังสามารถ ช่วยประเมินมูลค่าของกิจการได้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประเมินผลตอบแทนจากตราสารทุนหรือ ตราสารหนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการให้ทรัพยากรแก่กิจการ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ ขาย หรือ การยึดครองตราสารทุนและตราสารหนี้รวมทั้งการให้กู้หรือการชําระเงินกู้และสินเชื่อในรูปแบบ อื่น ๆ ก็ตาม เช่น เงินปันผลรับ ดอกเบี้ยรับ เป็นต้น ทั้งนี้ข้อมูลผลการดําเนินงานตามเกณฑ์คงค้างถูกนําเสนอในงบกําไรขาดทุนและกําไรขาดทุน เปิดเสร็จขึ้นของกิจการ โดยมีข้อสมมติของการดําเนินงานต่อเนื่อง (Golee Chinacem) เพื่อให้ผู้ใช้หลัก สามารถทราบผลตอบแทนจากการใช้ทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจของกิจการ ตลอดจนสามารถ ประเมิน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้ทรัพยากรของฝ่ายบริหาร รวมทั้งสามารถใช้ในการ พยากรณ์ผลตอบแทนในอนาคตจากการใช้ทรัพยากรของกิจการมาที่ข้อมูลและการดําเนินงานที่ถูก สะท้อนด้วยกระแสเงินสดในอดีตถูกนําเสนอในงบกระแสเงินสด ของกิจการ เพื่อให้ผู้ใช้หลักสามารถ ทราบข้อมูลเกี่ยวกับกระแสเงินสดระหว่างรอบระยะเวลา
12 2.4.2 กรอบแนวคิดสําหรับการรายงานทางการเงิน วัตถุประสงค์ของกรอบแนวคิดสําหรับการรายงานทางการเงินและทบทวนมาตรฐานการ รายงานทางการเงิน 1) เป็นแนวทางสําหรับคณะกรรมการกําหนดมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศในการ พัฒนาและทบทวนมาตราฐานการรายงานทางการเงิน 2) เป็นแนวทางสําหรับคณะกรรมการกําหนดมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศในการ ปรับปรุงมาตรฐานการรายงานทางการเงินให้สอดคล้องกัน 3) เป็นแนวทางสําหรับผู้จัดทํางบการเงิน ในกรณีที่ยังไม่มีมาตรฐานการรายงานทางการ เงินรองรับ 4) เป็นแนวทางสําหรับผู้สอบบัญชีในการแสดงความเห็นต่องบการเงิน 5) ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลที่แสดงในงบการเงิน 6) เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการกําหนดมาตรฐานการรายงาน ทางการเงินของคณะกรรมการกําหนดมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ 2.4.3 ลักษณะของรายงานทางการเงิน ลักษณะเชิงคุณภาพของข้อมูลทางการเงินที่มีประโยชน์ (Quiiutive Chimikeristics of Useful Financial Informatics) หมายถึง ลักษณะที่ทําให้ข้อมูลมีประโยชน์สูงสุดในการตัดสินใจเชิง เศรษฐกิจของ ผู้ใช้งบการเงิน ซึ่งลักษณะเชิงคุณภาพของข้อมูลทางการเงินที่มีประโยชน์ต่อผู้ลงทุน ผู้ให้กู้ลืม และเจ้าหนี้ขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ประกอบด้วย 1) ลักษณะเชิงคุณภาพพื้นฐาน (Furnitumental (Qualitative Characterlitics) กล่าวคือ ข้อมูล ทางการเงินมีประโยชน์ต่อผู้ให้ก็ต่อเมื่อข้อมูลนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและ ความเป็นตัวแทนกัน เที่ยงธรรม โดยมีรายละเอียด ดังนี้1.1) ความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ (Relevance) กล่าวคือ ข้อมูลทางการเงินที่มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสามารถทําให้ผู้ใช้ตัดสินใจแตกต่างไป ทั้งนี้ข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน การตัดสินใจนั้นควรสามารถนํามาใช้ในกระบวนการพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตหรือที่เรียกกันว่า ข้อมูล นั้นมีคุณค่าทางการพยากรณ์ ( Prasliative Value) โดยข้อมูลที่มีคุณค่าทางการพยากรณ์ไม่จําเป็นต้องเป็น คําพยากรณ์หรือคาดการณ์(Precim /Forecast) นอกจากข้อมูลนั้นควรมีคุณค่า ทางการพยากรณ์แล้ว ข้อมูลนั้นควรสามารถช่วยในการยืนยันหรือชี้ให้เห็นถึงคลองการประเมิน ในแพ็ตหรือที่เรียกกันว่า ข้อมูล นั้นมีคุณค่าทางการยืนซิน (Confirmatory Valine) ซึ่งโดยปกติแล้ว คุณค่าทางการพยากรณ์และคุณค่า ทางการค้ากันรอข้อมูลทางการเงินมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ หากข้อมูลทางการเงินมีคุณค่าทางการ พยากรณ์แล้วมักมีคุณค่าทางการยืนยันด้วย ตัวอย่างเช่น นักลงทุนนําข้อมูลผลการดําเนินงานในงบกําไร ขาดทุนและกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จขึ้นสําหรับมีปัจจุบัน
13 มาเปรียบเทียบกับปีก่อน เพื่อประเมินผลการดําเนินงาน ในและทางการณ์การดําเนินงานในอนาคต เป็นต้น ทั้งนี้นอกจากความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของข้อมูลขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลแล้ว ยังขึ้นอยู่กับ ความมีสาระสําคัญ (Milertality) ของข้อมูลด้วย กล่าวคือ ข้อมูลมีสาระสําคัญก็ต่อเมื่อ การไม่แสดงข้อมูลหรือการแสดงข้อมูลที่รัดต่อข้อเท็จจริงมีผลกระทบต่อผู้ให้ข้อมูลทางการเงินในการ ตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ ซึ่ง ความมีสาระสําคัญต้องพิจารณาจากลักษณะหรือขนาดของรายการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทเฉพาะของแต่ละ กิจการ โดยในบางกรณีลักษณะของราชการเพียงอย่างเดียว ก็สามารถบอกได้ว่า ข้อมูลนั้นมีความเกี่ยวข้อง กับการตัดสินใจ เช่น การดําเนินงานของส่วนงาน ดําเนินงานใหม่เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวสามารถบ่งบอก ถึงความสามารถในการทํากําไรลองกิจการ ในอนาคตได้เป็นต้น 1.2) ความเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรม (Paillful Representation) กล่าวคือ ข้อมูล ทางการเงินที่มีความเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรมนั้นต้องแสดงเนื้อหาและความเป็นจริงเชิงเศรษฐกิจ แทนที่จะ เป็นรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในบางกรณีรักมูลทางการเงินที่แสดง ตามเนื้อหาและ ความเป็นจริงเชิงเศรษฐกิจอาจแตกต่างไปจากข้อมูลทางการเงินที่แสดงตามรูปแบบ ทางกฎหมาย ทั้งนี้ข้อมูลทางการเงินที่มีความเป็นตัวแทนกันเที่ยงความต้องมีความครบถ้วน ความเป็นกลาง และปราศจาก ขอพลาด โดยมีรายละเอียดดังนี้1.2.1) ความครบส่วน (Completireess) กล่าวคือ กิจการห้องนําเสนอ และเปิดเผย ข้อมูลทางการเงิน และการให้ความหมายและคําอธิบายที่จําเป็นอย่างครบถ้วนสําหรับ ผู้ใช้เพื่อเข้าใจ ปรากฏการณ์นั้น เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลทางการเงินไม่เข้าใจผิดในฐานะการเงินและ ผลการ ดําเนินงานของกิจการ ตัวอย่างเช่น ผู้จัดทํางบการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาซื้อวัตถุดิบ ล่วงหน้าที่ยกเลิกไม่ได้ใน หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นต้น 1.2.2) ความเป็นกลาง (mterally) กล่าวคือ กิจการต้องนําเสนอถึงมูล ทางการเงิน โดยปราศจากลด หรือความเอนเอียง แม้ว่าการนําเสนอข้อมูลทางการเงินนั้นการส่ง ผลเสียหายแก่กิจการได้1.2.3) การปราศจากข้อผิดพลาด (Front frame Error) กล่าวคือ ไม่มีข้อผิดพลาด หรือการละเว้นการให้ข้อมูลทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการเงินไม่จําเป็นต้อง ถูกต้องสมบูรณ์ทุก ลักษณะ เนื่องจากในการจัดหาข้อมูลทางการเงินบางรายการอาจจําเป็นต้องใช้ดุลยพินิจและการประมาณการ เช่น การคํานวณค่าเสื่อมราคา โดยมากับการประมาณอายุการให้ประโยชน์ของรายการที่ดิน อาคารและ อุปกรณ์เป็นต้น กรอบแนวคิดสําหรับการรายงานทางการเงิน ได้กําหนดกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลมากที่สุดสําหรับการใช้ลักษณะเชิงคุณภาพพื้นฐานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ดังนี้
14 ก) ระบุปรากฏการณ์เชิงเศรษฐกิจที่มีศักยภาพที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้ข้อมูลทางการเงิน ของกิจการที่เสนอรายงาน ข) ระบุประเภทของข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์นั้นจึงมีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจมาก ที่สุด หากข้อมูลนั้นมีความพร้อมและสามารถเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรมของปรากฏการณ์1) พิจารณาว่าข้อมูลนั้นมีพร้อมหรือไม่และสามารถเป็นตัวแทนกันเที่ยงธรรมได้หรือไม่หากข้อมูลมีพร้อมและสามารถเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรมได้ถือว่าเป็นการสิ้นสุดกระบวนการเพื่อให้ ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีลักษณะเชิงคุณภาพพื้นฐาน แต่หากข้อมูลไม่พร้อมหรือไม่สามารถเป็นตัวแทนกัน เพียงธรรมได้กิจการต้องดําเนินการตามกระบวนการอีกครั้งกับข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับ การตัดสินใจมากที่สุดรองลงมา 2) ลักษณะเชิงคุณภาพเกริม (Foshancing Qualitative Characteristics) นอกจากข้อมูล ทางการเงินที่มีประโยชน์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและความเป็นตัวแทนนั้นเพียงธรรมแล้ว ข้อมูล ทางการเงินยังสามารถเพิ่มประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้นด้วยลักษณะเชิงคุณภาพเสริม ซึ่งประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ความสามารถเปรียบเทียบได้ความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ความทันเวลา และความสามารถเข้าใจได้โดยมีรายละเอียดดังนี้2.1) ความสามารถเปรียบเทียบให้(Commurability) ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางการเงินมากยิ่งขึ้น โดยการเปรียบเทียบกับข้อมูลทางการเงินที่คบเย็นของกิจการอื่น สําหรับ นายระยะเวลา รายงานเดียวกัน (Crius Sectional Analysis) หรือโดยการเปรียบเทียบกับ ข้อมูลทางการเงิน ที่คล้ายกันของกิจการเดียวกันสําหรับรอบระยะเวลารายงานอื่น (Time Series Analysis or Trimd Analysis) ทั้งนี้ความสามารถเปรียบเทียบได้ไม่ใช่ความสม่ําเสมอ (Koutetency) กล่าวคือ ความสม่ําเสมอหมายถึง การใช้แนวปฏิบัติทางการบัญชีเดียวกันสําหรับ รายการที่มีเนื้อหาทางเศรษฐกิจเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทาง รอบระยะเวลาทํางานภายในกิจการ เดียวกัน หรือภายในขอบระยะเวลารายการเดียวกัน แต่ต่างในการกัน ไทยที่ความสม่ําเสมอสามารถ ช่วยให้เกิดความสามารถเปรียบเทียบได้ของข้อมูลทางการเงินได้อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีข้อมูล ทางการเงินงานสามารถเปรียบเทียบกันได้แม้ว่าขาดความสม่ําเสมอก็ตาม เช่น ในกรณีที่กิจการใช้วิถีการบัญชีที่แตกต่างกันสําหรับรายการที่มีเนื้อหาเชิงเศรษฐกิจเดียวกันแต่ต่างรอบ ระยะเวลารายงาน กัน ผู้ให้ข้อมูลทางการเงินอาจใช้ประโยชน์จากการที่กิจการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการบัญชีที่เปลี่ยนแปลงไป และมากระทบที่มีต่อรายการในหมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อประโยชน์ใน การเปรียบเทียบได้ของข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น 2.2) ความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้(Vinitiality) กล่าวคือ ผู้สังเกตการณ์ที่มีความ รอบรู้แตกต่างกันและมีความเป็นอิสระจากกันสามารถได้ข้อสรุปตรงกันว่าข้อมูลนั้นเป็นตัวแทน กับเที่ยง ธรรมของปรากฏการณ์เชิงเศรษฐกิจที่นําเสนอ ทั้งนี้ความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้สามารถ กระทําทางตรง หรือทางอ้อมได้ซึ่งความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ทางตรง (Direct Verifiability)
15 เป็นการพิสูจน์จํานวนหรือ สังเกต ล้นตรง เช่น การตรวจนับเงินสดและสินค้าคงเหลือ เป็นต้น ส่วนความสามารถพิสูจน์ได้ทางอ้อม (Indirect Varitibility) เป็นการตรวจสอบปัจจัยนําเข้า แบบจําลอง สูตรหรือเทคนิคอื่น เช่น การคํานวณ มูลค่าทางบัญชีของสินค้าคงเดา จากครั้งโดยใช้วิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือเหมือนเดิม เป็นต้น 2.3) ความทันเวลา (Timeliness) กล่าวคือ ประโยชน์ของข้อมูลทางการเงินจะ มากขึ้นเมื่อข้อมูลนั้นรายงานอย่างหันเวลา เนื่องจากการมีข้อมูลทางการเงินพร้อมให้ผู้ตัดสินใจเชิง เศรษฐกิจให้ทันเวลาที่ข้อมูลนั้นสามารถมีอิทธิพลตอการตัดสินใจ 2.5 ทฤษฎีต้นทุนการผลิต 2.5.1 ลักษณะทั่วไปของบัญชีต้นทุน ในการดําเนินธุรกิจโดยทั่วไปนั้น วัตถุประสงค์ที่สําคัญคือ ต้องการกําไรจากการดําเนินงาน และการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้นั้น ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการจําเป็นต้องทราบข้อมูลใน ด้านต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารงานและบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ การบัญชีเป็น การบริหารข้อมูล ที่ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ นํามาใช้ประโยชน์ในการวางแผนและควบคุมการ ปฏิบัติงาน ในธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขายไปหรือที่เรียกว่า กิจการซื้อมาขายไปสามารถคํานวณต้นทุนของ สินค้าที่ซื้อมาและขายไปตามหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าเหล่านั้นมา เช่น ใบกํากับสินค้า ใบกํากับภาษีเป็นต้น กิจการประเภทนี้จะคํานวณต้นทุนของสินค้าที่ขายไปโดยนําจํานวนหน่วย ที่ขายได้คูณกับราคาทุนตามใบกํากับสินค้าแต่ถ้าเป็นธุรกิจผลิตสินค้าหรือที่เรียกว่า กิจการ อุตสาหกรรมจะมีรายละเอียดต้นทุนขายที่ซับซ้อนกว่า คือต้องทําการผลิตสินค้าขึ้นมาแล้วจึงขาย โดย การซื้อวัตถุดิบมาแปรสภาพให้เป็นสินค้าสําเร็จรูปเสียก่อน ซึ่งต้นทุนในการผลิตสินค้าสําเร็จรูป คํานวณได้โดย นําต้นทุนผลิตที่เบิกใช้(วัตถุดิบต้นงวด บวก ซื้อวัตถุดิบระหว่างงวด หัก วัตถุดิบปลาย งวด) รวม กับค่าแรงทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิตที่เกิดขึ้น กระบวนการของต้นทุนในกิจการ อุตสาหกรรมนั้นจะดําเนินการไปตามวงจรต้นทุน อันประกอบด้วยการจัดหาทรัพยากรการผลิตการ ผลิต การเก็บรักษาในคลังสินค้า และการขายสินค้า ในการผลิตสินค้านอกจากต้องคํานึงถึงคุณภาพ ของสินค้า และต้องผลิตให้ได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้แล้วยังต้องผลิตให้มีราคาทุนต่ําที่สุดเท่าที่จะทําได้ดังนั้น ผู้บริหารในกิจกรรมอุตสาหกรรมจึงต้องควบคุม การผลิตอย่างใกล้ชิด จัดให้มีการจดบันทึก เกี่ยวกับต้นทุนอย่างถูกต้องที่สุด เพื่อประโยชน์ในด้านการควบคุมดูแลและการปรับปรุงการผลิต
16 2.5.2 วัตถุประสงค์ของบัญชีต้นทุน 1) ใช้ในการคํานวณต้นทุนขายประจํางวดซึ่งจะได้นําไปเปรียบเทียบกับรายได้ค่าขายสําหรับ งวดบัญชีเดียวกัน เพื่อวัดผลการดําเนินงานของกิจการเพื่อจะได้ทราบกําไรหรือขาดทุนสุทธิ2) ใช้ในการคํานวณหรือตีราคาสินค้าคงเหลือ เช่น วัตถุดิบคงเหลือ งานระหว่างทํา สินค้า สําเร็จรูปคงเหลือ เพื่อแสดงในงบแสดงฐานะการเงินของกิจการ 3) เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและควบคุมโดยการเปรียบเทียบข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงกับ งบประมาณที่กําหนดไว้หากมีผลแตกต่างที่ไม่น่าพอใจ หรือมีข้อบกพร่องในการดําเนินงานฝ่าย บริหารจะแก้ไขได้ทันท่วงที4) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทางการตลาด 2.5.3 การจําแนกประเภทของต้นทุน ต้นทุนสามารถนําไปใช้ได้หลายรูปแบบ หลายความหมายแล้วแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ต้นทุน จะมีความหมายเฉพาะเมื่อต้นทุนนั้นสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์เฉพาะหนึ่ง ๆ ซึ่งต้นทุนได้แก่สะสมไว้หรืออาจกล่าวได้ว่ามีต้นทุนต่าง ๆ กันสําหรับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ กัน ดังนั้นจึงจําแนกประเภท ต้นทุนตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ได้ดังนี้ - จําแนกตามการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม - จําแนกตามความรับผิดชอบหรือจําแนกตาม แผนกผลิตและดําเนินงาน - จําแนกตามส่วนประกอบของสินค้าสําเร็จรูป - จําแนกตามหน้าที่ในองค์กรธุรกิจ - จําแนกตามการตัดสินใจและลักษณะทางเศรษฐกิจ - จําแนกตามงวดเวลาหรืองวดบัญชี - จําแนกตามความประสงค์ในการวางแผนและควบคุม 1) จําแนกตามการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม เป็นการพิจารณาว่าต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณการผลิตหรือจํานวนชั่วโมงที่ใช้ในการผลิต โดยจําแนกเป็น ต้นทุนผันแปร ต้นทุนคงที่ต้นทุนกึ่งผันแปร 1.1) ต้นทุนผันแปร เป็นต้นทุนซึ่งมีจํานวนรวมที่ผันแปรไปเป็นสัดส่วนโดยตรง กับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรม ปริมาณกิจกรรมดังกล่าวได้แก่หน่วยของสินค้าที่ผลิตหรือขาย ชั่วโมงแรงงาน ชั่วโมงเครื่องจักร หมายความว่า เมื่อผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น 1 หน่วยต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้น จํานวนหนึ่งหรือเมื่อใช้จํานวนชั่วโมงเครื่องจักรในการผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่ต้นทุน ที่จะเพิ่มขึ้นจะหมายถึงต้นทุนรวมส่วนต้นทุนต่อหน่วยจากคงที่โดยคํานวณต้นทุนผันแปร ดังภาพที่2.1
17 ภาพที่2.1 วิธีคํานวณต้นทุนผันแปรต่อหน่วย 1.2) ต้นทุนคงที่เป็นต้นทุนซึ่งจํานวนรวมจะไม่เปลี่ยนแปลงไปกับการเปลี่ยนแปลง ของปริมาณการผลิตภายในช่วงที่พิจารณา หรือไม่ว่าปริมาณกิจกรรมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงต้นทุนคงที่รวมจะไม่เปลี่ยนแปลง เช่น เงินเดือนของผู้ควบคุมตรวจตราโรงงาน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าประกันภัยโรงงานเครื่องจักร ภาษีและค่าเช่า โดยคํานวณต้นทุนผันแปรดังภาพที่2.2 ภาพที่2.2 วิธีคํานวณต้นทุนคงที่ต่อหน่วย 1.3) ต้นทุนกึ่งผันแปร ต้นทุนที่มีลักษณะผสมทั้งที่เป็นต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร นั่นคือจํานวนรวมของต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณของกิจกรรม เช่น ค่าโทรศัพท์ค่าเบี้ย ประกันภัย ค่ากําลังไฟ ค่าตรวจสอบคุณภาพสินค้า เป็นต้น โดยที่ต้นทุนประเภทนี้ประกอบด้วยต้นทุน 2 ลักษณะ ดังนั้นในการศึกษาพฤติกรรมของต้นทุนก็ควรแยกต้นทุนประเภทนี้เป็นต้นทุนคงที่ส่วนหนึ่ง และต้นทุนผันแปรได้ส่วนหนึ่งซึ่งจะทําให้ง่ายต่อการควบคุมและตัดสินใจ 2) จําแนกตามความรับผิดชอบหรือจําแนกตามแผนกผลิตและการดําเนินงาน การจําแนก ต้นทุนประเภทนี้พบโดยทั่วไปในโรงงานที่ผลิตสินค้าสําเร็จรูป ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายบริหารคํานวณต้นทุน ของสินค้าสําเร็จรูป เพื่อนําไปใช้ในการวัดผลการดําเนินงาน ทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ผู้บริหารจะควบคุม การปฏิบัติงานโดยพิจารณาจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแผนกด้วย ได้แก่ต้นทุนแผนกผลิต ต้นทุนแผนกบริการ 2.1) ต้นทุนแผนกผลิต (Production Department Cost) แผนกผลิตเป็นแผนก ที่ทําการแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสําเร็จรูปโดยใช้แรงงานคนหรือเครื่องจักร ต้นทุนของแผนก ผลิตจะถือเป็นต้นทุนของผลิตภัณฑ์เพราะเกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรงเช่น แผนกตัด แผนกประกอบ แผนกตกแต่ง เป็นต้น 2.2) ต้นทุนแผนกบริการ (Service Department Cost) แผนกบริการเป็นแผนกที่ไม่ได้ผลิตสินค้าโดยตรงแต่ให้บริการแก่แผนกอื่นๆ ทั้งที่เป็นแผนกผลิตและแผนกบริการด้วยกันแม้ว่า แผนกบริการจะไม่ทําหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตโดยตรงก็ตามแต่แผนกดังกล่าวก็ช่วยให้งานของแผนก ผลิตดําเนินไปได้ด้วยดีเช่น แผนกบํารุงรักษา แผนกบุคคล แผนกบัญชีฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในแผนกบริการจะต้องมีการปันส่วนข้าวแผนกผลิตเพื่อรวมกับต้นทุนใน แผนกผลิตแล้วจึงคํานวณเป็นต้นทุนผลิตภัณฑ์ต่อไป ต ้ นทุนแปรผนัต่อหน่วย = ต ้ นทุนแปรผนัท้ังหมด/จํานวนการผลติ ต ้ นทุนคงที่ต่อหน่วย = ต ้ นทุนคงที่รวม /จํานวนการผลติท้ังหมด
18 3) จําแนกตามส่วนประกอบของสินค้าสําเร็จรูป โดยจําแนกเป็น ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุน ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายการผลิต การจําแนกเช่นนี้เป็นการให้รายละเอียดในการตีราคาสินค้าคงเหลือ (Inventory Valuation) และคํานวณต้นทุนขายเพื่อวัดผลการดําเนินงาน(Income Determination) ส่วนประกอบของต้นทุนผลิต 3.1) วัตถุดิบทางตรง หมายถึง วัตถุดิบที่ถูกใช้โดยตรงในการผลิต และแปรสภาพ เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าสําเร็จรูป และจะเป็นส่วนประกอบสําคัญสามารถคิดเข้าตัวผลิตภัณฑ์ได้หรือ สามารถบอกได้แน่ชัดว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีต้นทุนวัตถุดิบเท่าไร เช่น ผ้าที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าสําเร็จรูป หนังสัตว์ที่ใช้ในการผลิตกระเป๋า แผ่นเหล็กที่ใช้ในการผลิตรถยนต์เป็นต้น สินค้าสําเร็จรูปจาก กิจกรรมหนึ่งอาจเป็นวัตถุดิบของอีกกิจกรรมหนึ่งก็ได้เช่น ผ้าเป็นสินค้าสําเร็จรูปในกิจการทอผ้า แต่เป็นวัตถุดิบของกิจการผลิตเสื้อผ้าสําเร็จรูป 3.2) ค่าแรงทางตรง หมายถึง ค่าแรงงานที่จ่ายให้แก่คนงานที่ทําการผลิตโดยตรง และสามารถบอกได้ชัดเจนว่าในผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น ๆ มีต้นทุนค่าแรงงานทางตรงเท่าใด ลักษณะ ที่สําคัญของค่าแรงทางตรงก็คือ ค่าแรงงานทางตรงจะผันแปรตามจํานวนสินค้าที่ผลิต ถ้าเพิ่มการผลิต สินค้าจํานวนค่าแรงทางตรงก็จะเพิ่มด้วย หากลดการผลิต ต้นทุนประเภทนี้ก็จะลดลงไปด้วย เช่น ค่าแรงของคนงานที่มีหน้าที่ฟอกหนังสัตว์ที่ใช้ในการทํากระเป๋า ค่าแรงของคนงานที่ตัดและเย็บหนัง สัตว์ที่ฟอกแล้วให้เป็นกระเป๋า เป็นต้น 3.3 ค่าใช้จ่ายการผลิต ซึ่งอาจเรียกว่าโสหุ้ยการผลิตหรือค่าใช้จ่ายโรงงาน หมายถึง ต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นในโรงงานนอกเหนือจากวัตถุดิบทางตรง และค่าแรงทางตรง เป็นค่าใช้จ่าย ที่ยากที่จะบอกได้ชัดเจนว่าเป็นต้นทุนของผลิตภัณฑ์ชิ้นใด เป็นจํานวนเท่าใด พอค่าใช้จ่ายประเภทนี้จ่ายไปเพื่อผลิตสินค้าหลายชนิด หลายจํานวนรวมกัน เช่น วัตถุดิบทางอ้อม ค่าแรงงานทางอ้อม ค่าไฟฟ้าโรงงาน ค่าเสื่อมราคา-เครื่องจักร ค่าเสื่อมราคา-โรงงาน ค่าเบี้ยประกันภัยอาคารโรงงาน ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร เงินเดือนผู้จัดการโรงงาน เป็นต้น 3.3.1)วัตถุดิบทางอ้อม (Indirect Material) หมายถึง วัตถุดิบที่ถูกนํามาใช้ เพื่อทําให้การแปรสภาพวัตถุดิบทางตรงให้เป็นสินค้าสําเร็จรูปนั้นสมบูรณ์ขึ้น หรือเป็นส่วนประกอบ ของสินค้าสําเร็จรูปแต่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบที่สําคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนของต้นทุนน้อยกว่าวัตถุดิบ ทางตรง และการคํานวณต้นทุนที่ใช้ไปสําหรับการผลิตสินค้าแต่ละชิ้น แต่ละหน่วยทําได้ยาก จึงถือว่า วัตถุดิบทางอ้อมเป็นค่าใช้จ่ายการผลิตอย่างหนึ่ง เช่น กระดุม ด้าย ถือเป็นวัตถุดิบทางอ้อม ในการ ผลิตสินค้าสําเร็จรูป เอ็นที่ใช้ในการเย็บกระเป๋า เป็นต้น 3.3.2) ค่าแรงทางอ้อม (Indirect Rabor) หมายถึง ต้นทุนค่าแรงที่จ่าย ให้กับคนงานหรือพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต แต่ไม่ได้ทําการผลิตโดยตรงและการคํานวณต้นทุน ว่าเป็นของงานชิ้นใด เท่าใดก็ทําได้ยาก เช่น เงินเดือนที่จ่ายให้หัวหน้าคนงาน เงินเดือนภารโรง ค่าจ้าง พนักงานเฝ้าโกดัง เงินเดือนคนจดบันทึกเวลาทํางานของคนงาน เป็นต้น ค่าแรงทางอ้อมจะไม่ผันแปร
19 ตามจํานวนสินค้าที่ผลิตมากนัก หากมีการเพิ่มหรือลดจํานวนการผลิตไม่มากนักค่าแรงทางอ้อม จะไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่จะเปลี่ยนแปลงจํานวนผลิตอย่างมาก จึงทําให้ค่าแรงทางอ้อมเปลี่ยนแปลง ไปด้วย ภาพที่2.3 ความสัมพันธ์ของต้นทุนการผลิต ดังนั้นส่วนประกอบของต้นทุนการผลิตจะมีความสัมพันธ์กันดังภาพที่2.3 และผลรวมของ วัตถุดิบทางตรงกับค่าแรงทางตรงเรียกว่า ต้นทุนขั้นต้น (Prime Cost) ดังภาพที่2.4 และค่าใช้จ่าย การผลิตรวมกับค่าแรงทางตรง เรียกว่า ต้นทุนแปรสภาพ (Conversion Cost) ดังภาพที่2.5 ภาพที่2.4 ต้นทุนขั้นต้น (Prime Cost) ภาพที่2.5 ต้นทุนแปรสภาพ (Conversion Cost) 4) จําแนกตามหน้าที่ในองค์กรธุรกิจ การจัดสายงานขององค์กรธุรกิจมักจะมีการแบ่งแยก หน้าที่ในการบริหารเป็น ฝ่ายการผลิต ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบริหาร และฝ่ายการเงิน จึงมีการรวบรวม และสะสมต้นทุนตามหน้าที่ดังนี้คือ ต้นทุนฝ่ายผลิต หรือต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายการขาย ซึ่งเป็น ต้นทุนฝ่ายการตลาด ค่าใช้จ่ายการบริหาร และต้นทุนทางการเงินหรือค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Financing Cost) 5) จําแนกตามการตัดสินใจ และลักษณะทางเศรษฐกิจ ในการตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ ในทางธุรกิจ ฝ่ายบริหารย่อมต้องการหาทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายต้นทุนที่ต้องรวบรวม ข้อมูลต้นทุน เพื่อเสนอต่อผู้บริหารเพื่อนํามาใช้ประกอบการตัดสินใจ ข้อมูลต้นทุนประเภทนี้ได้แก่ต้นทุน จ ม (Sunk Cost) ต้นทุน เสียโอกาส (Opprtunity Cost) ต้นทุนที่ห ลีกเลี่ยงไ ม่ได้ (Unavoidable Cost) ค่าแรงทางอ ้ อม ต ้ นทุนการผลติวตัถุดบิค่าแรงทางตรง ค่าใช ้ จ่ายการ วตัถุดบิทางอ ้ อม ต ้ นทุนข้ันต ้ น =วตัถุดบิทางตรง+ค่าใช ้ จ่ายผลติต ้ นทุนข้ันต ้ น =วตัถุดบิทางตรง+ค่าใช ้ จ่ายผลติ
20 5.1) ต้นทุนจม (Sunk Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดในอดีตไม่สามารถแก้ไขไม่ว่าจะ ตัดสินใจจะกระทําในปัจจุบันหรืออนาคตจะถือว่าเป็นต้นทุนที่ไม่มีผลต่อการพิจารณาตัดสินใจในทาง เลือกต่าง ๆ ต้นทุนจมนี้ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในรูปของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น ค่าเช่าทําสัญญา เช่าระยะยาว 5.2) ต้นทุนเสียโอกาส (Opprtunity Cost) หมายถึง มูลค่าของผลประโยชน์หรือผล ตอบแทนที่กิจการจะต้องสูญเสียจากการเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง เช่น ถ้ามีเงินสดเลือกที่จะนํา ฝากธนาคารหรือจะนําไปลงทุนธุรกิจ ถ้าตัดสินใจลงทุนธุรกิจ ก็ไม่มีเงินฝากธนาคาร ซึ่งต้นทุนเสีย โอกาสเป็นต้นทุนที่ผู้บริหารนั้นจะนํามาประกอบในการตัดสินใจเท่านั้น 5.3) ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้(Unavoidable Cost) หมายถึง ต้นทุนที่ยกเลิกไม่ได้ยังคงเกิดขึ้นเหมือนเดิม ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรตามวิธีเส้นตรงแม้ไม่ได้ผลิตก็เป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพที่2.6 ความสัมพันธ์ต้นทุนที่นํามาวิเคราะห์ปัญหาเพื่อตัดสินใจ 6) การจําแนกตามงวดเวลาหรืองวดบัญชีในการคํานวณหาผลการดําเนินงานในแต่ละงวด บัญชีจะต้องเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับค่าขายที่เกิดขึ้นในงวดเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจะเป็นต้นทุนที่ถูกใช้ประโยชน์ไปแล้วและคิดเป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีปัจจุบัน ต้นทุนผลิตภัณฑ์ส่วนต้นทุนขายเป็นต้นทุน ที่ถูกใช้ประโยชน์ไปแล้วถือเป็นค่าใช้จ่าย การพิจารณาต้นทุนตามงวดบัญชีเช่นนี้ก่อให้เกิดการจําแนก ต้นทุนเป็นต้นทุนผลิตภัณฑ์(Product Cost) และต้นทุนประจํางวด (Period Cost) 6.1) ต้นทุนผลิตภัณฑ์(Product Code) หมายถึงต้นทุนที่เป็นตัวสินค้าในกิจการ อุตสาหกรรม ต้นทุนผลิตภัณฑ์ก็คือผลรวมของต้นทุนวัตถุค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิต ส่วนใน กิจการซื้อมาขายไป ต้นทุนผลิตภัณฑ์ก็คือค่าซื้อสินค้า ต้นทุนผลิตภัณฑ์จะถูกตัดเป็นค่าใช้จ่าย คือต้นทุนขายเมื่อกิจการขายสินค้าได้ดังนั้น ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) จึงเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ต้นทุน หากสินค้ายังขายไม่ได้ก็จะแสดงไว้ในงบแสดงฐานะการเงินในรูปของสินทรัพย์6.2) ต้นทุนประจํางวด (Period Cost) เป็นต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือไม่ได้คิดตามสินค้าที่ผลิต แต่เป็นค่าใช้จ่ายการบริหารและค่าใช้จ่ายในการขายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้อง นําไปหักจากยอดขายในงวดบัญชีปัจจุบัน โดยถือหลักว่าจะคิดเป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีได้ต่อเมื่องวด บัญชีนั้นได้รับประโยชน์จากค่าใช้จ่ายนั้น ๆ ในกรณีที่มีค่าเสื่อมราคาที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ต ้ นทุนที่นํามาวเิคราะห ์ปัญหาเพื่อตัดสินใจ ต ้ นทุนจม ต ้ นทุนเสียโอกาส ต ้ นทุนที่หลกีเลยี่งไม่ได ้
21 (สินทรัพย์ถาวร) ที่ไม่ได้นําไปใช้ในการผลิต ค่าเสื่อมราคา-อุปกรณ์สํานักงาน ซึ่งจัดเป็นค่าใช้จ่ายใน การบริหาร ดังนั้นรายการนี้จึงเป็นค่าใช้จ่ายประจํางวดที่ต้องนําไปหักจากยอดขายในงวดปัจจุบัน 2.5.4 ความหมายของระบบบัญชีต้นทุน ระบบบัญชีต้นทุน (Cost System) ระบบการจัดเก็บข้อมูลทางด้านต้นทุนโดยอาศัย แบบฟอร์มหรือเอกสารต่าง ๆ บันทึกทางด้านต้นทุน รายงาน เพื่อเสนอต่อ ผู้บริหารเป็นข้อมูลในการ บริหารภายใน เช่น เพื่อควบคุมต้นทุน วางแผนและตัดสินใจทางด้านการตลาดในกิจการขนาดใหญ่ระบบบัญชีต้นทุนมีความสําคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งจัดหาข้อมูลต่างๆให้ฝ่ายกิจการแล้ว ข้อมูลที่ได้จากระบบบัญชีต้นทุนยังผนวกเข้ากับระบบบัญชีรวมของกิจการ เพื่อนําไปใช้ในการวัดผล การดําเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งฝ่ายบริหารจะได้นําไปใช้ในการตัดสินใจด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับ การบริหารงานของตนว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และยังใช้เป็นหลักในการวางแผนงาน ในอนาคตอีกด้วย นอกจากนั้นข้อมูลบัญชีต้นทุนยังอาจใช้เป็นเครื่องมือที่สําคัญ ของฝ่ายบริหารใน การควบคุมการดําเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดีเพราะข้อมูลที่ได้จากระบบบัญชีต้นทุนนั้นจะช่วยให้เห็นว่า ส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดําเนินไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ดังนั้น การวางระบบบัญชีต้นทุนจึงต้องทํา อย่างถูกต้อง เชื่อถือได้และการวางระบบบัญชีที่ดีต้องเป็นระบบที่มีการควบคุมภายในที่ดีด้วย รวมทั้ง ควรเป็นระบบที่จัดทําคลื่นสําหรับธุรกิจหนึ่งธุรกิจใดโดยเฉพาะ สามารถให้ข้อมูลในลักษณะที่ฝ่าย บริหารต้องการเข้าใจง่าย และไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรวบรวมข้อมูลมากนัก 1) ประเภทของระบบบัญชีต้นทุน หลักการของการบัญชีต้นทุนคือ การคํานวณหาต้นทุนสินค้า สําเร็จรูปต่อหน่วยเพื่อใช้ประโยชน์ในการควบคุมและตัดสินใจ การเลือกหน่วยเพื่อคํานวณต้นทุน ก็ควรให้สอดคล้องกับลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ และวิธีการผลิต ดังนั้นระบบบัญชีต้นทุนจะมีการ คํานวณต้นทุนการผลิตโดยแสดงข้อมูลต้นทุนที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เชื่อถือได้เพื่อให้การ จัดทํางบการเงินที่เสนอต่อผู้บริหารมีความเป็นจริงมากที่สุด แต่การทํางานของผู้บริหารมักจะเป็นการ วางแผนงานการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในอนาคต ข้อมูลที่มีลักษณะเป็นต้นทุนจริงนั้น มิได้ให้ประโยชน์แก่ผู้บริหารเท่าที่ควร ดังนั้นข้อมูลต้นทุนที่จะนํามาใช้ประโยชน์ต้องมีความสําคัญเพียงพอ ต่อการตัดสินใจ ซึ่งระบบบัญชีต้นทุนแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังภาพที่2.7 ภาพที่2.7 ประเภทของระบบบัญชีต้นทุน ระบบบัญชีต ้ นทุน ระบบต ้ นทุนจริง ระบบต ้ นทุนปกติระบบต ้ นทุนมาตรฐาน
22 1.1) ระบบต้นทุนจริง (Historical Cost System) หมายถึง การคํานวณต้นทุนการ ผลิตสินค้าสําเร็จรูปในแต่ละงวดโดยใช้ข้อมูลต้นทุนผลิตที่เกิดขึ้นจริง คือ วัตถุดิบทางตรงใช้ไปเกิดขึ้น จริง ค่าแรงงานทางตรงเกิดขึ้นจริง และค่าใช้จ่ายการผลิตเกิดขึ้นจริง ซึ่งต้นทุนของวัตถุดิบ และค่าแรง สามารถทราบได้ทันทีส่วนค่าใช้จ่ายการผลิตที่เกิดขึ้นในงวดบัญชีการผลิตต้องใช้เวลาใน การรวบ คํานวณให้ถูกต้องจึงต้องเสียเวลารอจนกว่าจะครบ ต้นทุนจริงเหมาะกับกิจการขนาดเล็ก และการผลิตไม่ซ้ําซ้อน 1.2) ระบบต้นทุนปกติ(Normal Cost System) หมายถึง การคํานวณต้นทุนการ ผลิตสินค้าสําเร็จรูปโดยใช้ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงใช้ไปเกิดขึ้นจริง ค่าแรงงานทางตรงเกิดขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายการผลิตจัดสรรจะคํานวณตามอัตราที่กําหนดขึ้นล่วงหน้า เพื่อประโยชน์ในการทราบ ต้นทุนต่อหน่วยและตั้งราคาขายได้1.3) ระบบต้นทุนมาตรฐาน (Standard Cost System) หมายถึง การคํานวณ ต้นทุนการผลิตสินค้าสําเร็จรูปโดยใช้ต้นทุนวัตถุดิบทางทรงใช้ไป ค่าแรงงานทาง และค่าใช้จ่ายการ ผลิตตามมาตรฐานที่กําหนดขึ้น ผลต่างของต้นทุนมาตรฐานกับต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น ผู้บริหารจะนํามา เป็นข้อมูลใช้ในการวางแผนและควบคุมการทํางานให้มีประสิทธิภาพต่อไป การจําแนกเป็นลักษณะ ตามกระบวนการผลิต ได้2 ลักษณะใหญ่ๆ ดังภาพที่2.8 ภาพที่2.8 ลักษณะของต้นทุนตามกระบวนการผลิต 1.4) ระบบต้นทุนงานสั่งทํา (Job Cost System) ระบบนี้เหมาะที่จะใช้ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายและมีลักษณะแตกต่างกัน ตามความต้องการของลูกค้าลักษณะการผลิต แบบนี้จะสามารถแยกต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและค่าใช้จ่ายในการผลิต ของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดได้ เมื่องานชิ้นใดผลิตเสร็จก็สามารถทราบต้นทุนของงานชิ้นนั้นได้ทันทีการรวบรวมต้นทุนสําหรับงานสั่ง ทํานี้จะใช้ระบบต้นทุนปกตินั่นคือ จะบันทึกต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและค่าแรงทางตรงตามที่เกิดขึ้น จริง แต่ค่าใช้จ่ายในการผลิตจะคํานวณตามอัตราที่กําหนดขึ้นล่วงหน้า เพราะการผลิตแบบนี้จําเป็นต้องทราบข้อมูลต้นทุนสินค้าสําเร็จรูปที่งานเสร็จ การรอค่าใช้จ่ายในการผลิตที่เกิดขึ้นจริงมา คํานวณต้นทุนการผลิต จะทําให้เกิดความล่าช้า การรวบรวมต้นทุนการผลิตทั้งหมดจะบันทึกไว้ใน บัญชีต้นทุนงาน (Job Sheet) ตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้ระบบนี้ได้กิจการรับเหมาก่อสร้าง กิจการผลิต เฟอร์นิเจอร์โรงพิมพ์รวมทางกิจการให้บริการ เช่น สํานักงานตรวจสอบบัญชีสํานักงานทนาย อู่ซ่อมรถ เป็นต้น ระบบบัญชีต ้ นทุน ระบบต ้ นทุนงานสั่งทํา ระบบต ้ นทุนช่วงการผลติ
23 1.5) ระบบต้นทุนช่วงการผลิต (Process Cost System) เป็นระบบที่ใช้ในกรณีที่กระบวนการผลิตเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเหมือน ๆ กัน ผลิตครั้งละมาก ๆ เพื่อไว้จําหน่าย การผลิตจะดําเนินไปอย่างสม่ําเสมอต่อเนื่อง การรวบรวมต้นทุนก็จะกระทําระหว่างที่การ ผลิตดําเนินอยู่ถ้าการผลิตต้องผ่านหลายแผน การรวบรวมต้นทุนก็จะรวบรวมไว้สําหรับแต่ละ และ โอนต่อไปยังแผนกถัดไปเรื่อย ๆ จนถึงแผนกสุดท้าย ต้นทุนรวมในแผนกสุดท้ายก็จะเป็นที่รวมต้นทุน ของทุก ๆ แผนกไว้ด้วยกัน ดังนั้นการคํานวณต้นทุนต่อหน่วย คํานวณได้โดยนําต้นทุนของแต่ละแผนก หารด้วยจํานวน หน่วยที่ผลิตได้ของแต่ละแผนก ก็จะได้ต้นทุนต่อหน่วยของแต่ละแผนก เมื่อนําต้นทุนต่อหน่วยของทุก แผนกผลิตมารวมกันก็จะเป็นต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าสําเร็จรูป ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ ปูนซีเมนต์น้ํา กระดาษ น้ําอัดลม เป็นต้น ภาพที่2.9 ต้นทุนต่อหน่วย 2.5.5 วงจรต้นทุน ดังได้กล่าวแล้วว่าต้นทุนของสินค้าสําเร็จรูปประกอบด้วย วัตถุดิบ ค่าแรงทาง และค่าใช้จ่าย การผลิต โดยวัตถุดิบจะเคลื่อนย้ายผ่านกระบวนการผลิตพร้อมกับมีการใช้แรงงานและทรัพยากรอื่น ๆ รวมกับทําการแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสําเร็จรูป ต้นทุนทั้งหมดเหล่านี้จะบันทึกไว้ในบัญชีต่าง ๆ เพื่อคํานวณหาต้นทุนสินค้าสําเร็จรูปในภายหลัง ดังนั้น ระบบบัญชีต้นทุนสามารถแบ่งแยกได้ เป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการเก็บสะสมข้อมูลต้นทุนโดยจําแนกตามองค์ประกอบพื้นฐานของ ต้นทุนการผลิต ขั้นตอนที่2 เป็นการปันส่วนหรือการกระจายต้นทุนที่เก็บสะสมในขั้นตอนแรก ไปยัง หน่วยต้นทุนซึ่งมักเป็นแผนกผลิต และหรือผลิตภัณฑ์โดยตรง
24 ภาพที่2.10 วงจรต้นทุน (Cost Flows) จากภาพ 2.10 ระบบบัญชีต้นทุนอาศัยบัญชีแยกประเภทเป็นตัวสรุป แสดงให้เห็นภาพรวมของ ความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรที่ใช้และสินค้าสําเร็จรูปที่ผลิตจําหน่าย ดังกล่าวแล้วว่าต้นทุนจะแยก เป็น 3 รายการ วัตถุดิบ แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการผลิต ในแต่ละรายการ เช่น วัตถุดิบ กิจการอาจ จําเป็นต้องใช้วัตถุดิบเป็นร้อย ๆ ชนิด หรือบัญชีค่าแรงงานก็จะต้องบันทึกค่าแรงของคนงานแต่ละ ค่าใช้จ่ายการผลิตก็ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายหลาย ๆ ราย ค่า ค่าประกัน ค่าบํารุง เป็น เพราะฉะนั้นจึง จําเป็นต้องใช้บัญชีคุมยอดสําหรับรายการย่อยเหล่านั้น บัญชีคุมยอดดังกล่าวได้แก่1) บัญชีวัตถุดิบสําหรับบันทึกการซื้อและเบิกใช้วัตถุดิบรวมทางวัสดุโรงงานอื่น ๆ โดยมีบัญชีแยกประเภทย่อยสําหรับวัตถุดิบแต่ละชนิด หรือเรียกว่า บัตรวัตถุดิบ 2) บัญชีค่าแรงงาน ใช้บันทึกค่าแรงงานทั้งหมดที่กิจการจ่ายให้คนงานโดยคํานวณค่าแรงงาน จากบัตรลงเวลาและจะเครดิตออกเมื่อโอนต้นทุนไปเข้าบัญชีงานระหว่างทํา 3) บัญชีค่าใช้จ่ายการผลิต สําหรับบันทึกค่าใช้จ่ายในการผลิตทุกประเภทที่เกิดขึ้นในโรงงาน 4) บัญชีงานระหว่างทํา ใช้เป็นแหล่งรวบรวมต้นทุนของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่กําลังอยู่ในขั้นการ ผลิต เพราะฉะนั้นบัญชีนี้จะรับโอนต้นทุนมาจากบัญชีวัตถุดิบ ค่าแรงงานและบัญชีค่าใช้จ่ายในการ ผลิต
25 5) บัญชีสินค้าสําเร็จรูป สําหรับบันทึกต้นทุนของสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วทั้งหมดแต่ยังไม่จําหน่ายออกไป บัญชีนี้รับโอนต้นทุนมาจากบัญชีงานระหว่างทํา และจากเครดิตออกเมื่อได้จําหน่าย สินค้าออกไป 6) บัญชีต้นทุนขาย ใช้บันทึกต้นทุนของสินค้าที่จําหน่ายออกไปทั้งสิ้น โดยรับโอนต้นทุน สินค้าขายมาจากบัญชีสินค้าสําเร็จรูป 2.6 ทฤษฎีผลตอบแทนการผลิต ผลตอบแทน คือ การลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทมีผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่าง กัน เหตุผลที่เราต้องเรียนรู้ก็เพราะได้สามารถเปรียบเทียบได้ว่าควรลงทุนในสินทรัพย์ใดที่ทําให้เรา ได้รับผลตอบแทนในระดับที่เราพอใจและในระดับความเสียงที่เรายอมรับได้การวิเคราะห์ผลตอบแทนเป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนขายกับขายสุทธิอัตราส่วนที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์ผลตอบแทน วิเคราะห์ความสามารถในการทํากําไรจะสามารถ พิจารณาได้ดังนี้1) อัตราส่วนกําไรขั้นต้นต่อยอดขาย เป็นอัตราส่วนที่จะบอกให้ทราบว่า กิจการมีความ สามารถในการทํากําไรขั้นต้นเป็นร้อยละเท่าไร เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายสุทธิอัตรากําไรขั้นต้น ยิ่งสูงยิ่งดีแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารงานและการจัดซื้อสินค้ารวมทั้งนโยบายการผลิต การตั้งราคาขาย ดังภาพที่2.11 ภาพที่2.11 วิธีคํานวณอัตราส่วนกําไรขั้นต้น 2) อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนทําให้ทราบว่ากิจการได้นํา ส่วนของเจ้าของไปบริหารเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งดีดังภาพที่2.12 ภาพที่2.12 วิธีคํานวณอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 3) อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หมายถึง อัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างกําไรที่เกิดขึ้น หลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วเทียบกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ดังภาพที่2.13 อตัราส่วนกาํไรข้นัตน้= กาํไรข้นัตน้x 100 ยอดขายสุทธิ อตัราผลตอบแทนต่อส่วนของผถู้ือหุน้= กาํไรสุทธิx 100 รวมส่วนของผถู้ือหุน้ (เฉลี่ย)
26 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของต้นทุน ปริมาณ และกําไร การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของต้นทุน ปริมาณ และกําไร ซึ่งเป็นการวิเคราะห์การ เปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อกําไร รายละเอียดดังนี้1) กําไรส่วนเกิน (Contribution Margin : CM) คือ รายได้ส่วนที่เหลือหลังจากหัก ต้นทุน ผันแปรสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังภาพที่2.13 ภาพที่2.13 วิธีคํานวณกําไรส่วนเกิน 2) อัตรากําไรส่วนเกิน (Contribution Margin Ratio) เป็นอัตราส่วนระหว่างกําไร ส่วนเกินหารด้วยรายได้รวมซึ่งกําไรส่วนเกินเกิดจากผลต่างระหว่างรายได้รวมหักด้วยต้นทุน ผันแปร สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังภาพที่2.14 ภาพที่2.14 วิธีคํานวณอัตรากําไรส่วนเกิน 3) จุดคุ้มทุน ( Break-Even Point) แยกได้2 ประเภทดังนี้3.1) กรณีขายสินค้า 1 ชนิด เป็นการขายผลิตภัณฑ์ชนิดเดียว วิเคราะห์โดยใช้สมการความสัมพันธ์ต้นทุน ปริมาณ และกําไร สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังภาพที่2.15 ภาพที่2.15 ยอดขาย ณ จุดคุ้มทุนของสินค้าชนิดเดียว 3.2) กรณีขายสินค้าหลายชนิด คือ การขายสินค้ามากกว่า 1 ชนิด จึงเกี่ยวข้องกับ สัดส่วนของการขายสินค้าในการคํานวณยอดขาย ต้นทุน และกําไรส่วนเกินจะต้องมีการถัวเฉลี่ยด้วย สัดส่วนการขายสินค้าแต่ละชนิด ปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน คือ สัดส่วนการ ขาย ซึ่งหมายถึง อัตราส่วนร้อยละของการขายสินค้าชนิดนั้นเมื่อเทียบกับ ยอดขายรวม การคํานวณ ยอดขาย ณ จุดคุ้มทุนของสินค้าหลายชนิด สามารถเขียนสามการได้ดังภาพที่2.16 กาํไรส่วนเกิน = ขาย- ตน้ทุนผนัแปร อตัรากาํไรส่วนเกิน = กาํไรส่วนเกินรวม รายไดร้วม ยอดขาย ณ จุดคุม้ทุน = ตน้ทุนคงที่รวม อตัรากาํไรส่วนเกิน
27 ภาพที่2.16 ยอดขาย ณ จุดคุ้มทุนของสินค้าหลายชนิด 2.8 กรอบแนวคิดการทําโครงงาน คณะผู้จัดทําได้นําปัญหาทางด้านการผลิตและจําหน่ายมาศึกษา เพื่อรับรู้ต้นทุน และผลตอบแทนในการผลิตที่แท้จริงของผู้ประกอบกิจการ การผลิตและจําหน่ายข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอ ลับแล จังหวัด อุตรดิตถ์แสดงดังภาพที่2.17 ภาพที่2.17 แสดงกรอบแนวคิดการทําโครงงาน ยอดขาย ณ จุดคุม้ทุน = ตน้ทุนคงที่รวม อตัรากาํไรส่วนเกินถวัเฉลี่ย ปัจจยัที่ทาํใหไ้ม่ทราบถึงตน้ทุนที่แทจ้ริงของการผลิต และจาํหน่ายขา้วแคบ 1. ตน้ทุนการผลิต 2. ตน้ทุนค่าใชจ้่ายในการขาย กระบวนการแกไ้ขปัญหาของผปู้ระกอบการผลิต และจาํหน่ายขา้วแคบ ประโยชนท์ ี่คาดวา่จะไดร้ับ 1 ทราบถึงข้อมูลของร้านข้าวแคบ 2 ทราบต้นทุนและผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง 3 ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและตัดสินใจในการ ประกอบกิจการได้จริง
28 2.9 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับข้าวแคบ ข้าวแคบเป็นอาหารพื้นบ้านยอดนิยมของชาวลับแลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะใน เขตเทศบาลศรีพนมมาศและตําบลฝายหลวง มีการทําข้าวแคบแทบทุกหลังคาบ้าน ทุกหลังคาเรือน ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน จนมีเรื่องตลกซึ่งมักคุยกันในวงเหล้าว่า เมืองลับแลนั้นเต็มไปด้วยผู่ล่ายและผู้ต้องหา ชาวบ้านอําเภอลับแลได้เล่าเรื่องให้ฟังว่า การทําข้าวแคบ นั้นมีมานานแล้วแต่ไม่ทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด ที่เรียกว่าข้าวแคบนั้น เรียกตามลักษณะของปากหม้อ ที่ทําข้าวแคบตอนไล้แป้ง ซึ่งข้าวแคบนั้นมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ข้าวแคบธรรมดา และข้าวแคบงา มีขนาดใหญ่และหนากว่าในปัจจุบัน รสชาติจะออกเค็ม มีส่วนผสมเพียงแค่แป้ง เกลือและงาดํา เวลา จะรับประทานข้าวแคบในสมัยก่อนจะนําไปปิ้งไฟแล้วบดให้แตก เรียกว่า “การเนียงข้าวแคบ” ใส่ถ้วย รับประทานกับข้าวเหนียว เป็นอาหารที่รับประทานในหนึ่งมื้อ เหมือนกับข้าวอย่างอื่น นอกจากนี้ข้าว แคบที่เนียงแล้วนํามาใส่ในยํามะม่วงเรียกว่า “ซ่ามะม่วง” และแกงเลียง เรียกว่า “ฮ่วมผัก” ซึ่งเป็น อาหารพื้นบ้านของชาวลับแลได้อีกด้วย ในสมัยก่อนชาวลับแลจะรบั ประทานข้าวแคบเป็นอาหารหลัก ต่างจากปัจจุบันที่บริโภคข้าวแคบเป็นอาหารว่างเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะข้าวแคบแห้งและ การรับประทานอีกรูปแบบหนึ่งของคนลับแลสมัยก่อน คือ การนําข้าวเหนียวมาคลุกกับข้าวแคบที่เนียงแล้ว นํามาปั้นให้เป็นแท่งเหมือนข้าวปั้น บางคนเอาข้าวแคบแห้งมาห่อกับข้าวเหนียวร้อน ๆ ม้วนให้เป็นแท่งเรียกว่า “ ข้าวโอ่โหล่” ในสมัยก่อนมีการทําข้าวแคบ โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งเป็นหน้า เกี่ยวข้าวมีการทําข้าวแคบจนเป็นประเพณีแต่ทําได้ไม่เยอะจะทําไว้เฉพาะกินในครัวเรือนเท่านั้นและ นิยมทําในลักษณะข้าวแคบแห้ง เพราะเก็บไว้ได้นานในหน้าฝนก็เก็บไว้ได้ทําแล้วจะเก็บใส่ในกะซ่า แขวนไว้ในที่สูง ๆ เพราะกลัวลูก ๆ แอบเอาไปกิน ในเวลาทําไร่ทํานาก็จะเอาข้าวแคบที่เก็บไว้มาห่อ กับข้าวเหนียว ประมาณ 2-3 พัน กินไประหว่างทางเพื่อให้อิ่มท้อง ไม่ต้องเสียเวลามานั่งกิน เพราะ สมัยก่อนต้องตื่นเช้า เดินไปทําไร่ทํานา ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและ ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว จึงสามารถพูดได้ว่าการทําข้าวแคบนั้นเป็นวิถีชีวิตของชาวลับแล ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวลับแลนิยมรับประทานอาหารพืชผักที่ขึ้นเองตาม ธรรมชาติอาจจะเป็นผักป่าหรือผักข้างรั้ว กินข้าวเหนียวเป็นอาหารเช้า กินก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่เป็น อาหารกลางวัน และกินข้าวเจ้าเป็นอาหารเย็นและ นิยมปรุงอาหารโดยไม่ใส่น้ําตาล มีรสเค็มนําและ เผ็ดเล็กน้อย ใช้กะทิปรุงน้อยกว่าภาคกลาง นิยมแกง แบบน้ําขลุกขลิกและน้ําพริกต่าง ๆ ประเภทของ ข้าวแคบ “ข้าวแคบ” เป็นแผ่นแป้งบาง ๆ ที่ได้จากการได้น้ําแป้งที่ผสมงาดํา เกลือหรือเครื่องปรุงรส อื่น ๆ ลงบนผ้าที่วางบนปากหม้อดิน ขณะที่มีไอน้ําเดือดเหมือนการทําข้าวเกรียบปากหม้อ โดยแผ่น แป้งที่ได้“ข้าวพัน” ได้จากการใช้แผ่นไม้แบน ๆ หรือชาวลับแลเรียกว่า ไม้หลาบ ม้วนแป้งสุกแล้วรูด ออก “ข้าวพันผัก” ใส่ผักที่นั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เช่น คะน้า กะหล่ําปลีผักบุ้งยอดขาวหรือผักอื่น ๆ ลงบน แผ่นแป้งสุก เมื่อผักสุกใช้ไม้หลาบพันแผ่นแป้งเป็นมุมห่อผักไว้“ข้าวพันผักใส่ไข่” ใส่ไข่ลงไปตีบนแผ่น แป้งที่เริ่มสุกก่อนใส่ผัก เมื่อผักสุกใช้ไม้หลาบพันแผ่นแป้ง เป็นมุมห่อผักไว้“ก๋วยเตี๋ยวอบ” ดัดแปลง
29 มาจากก๋วยเตี๋ยวน้ําทั่ว ๆ ไป รูปร่างหน้าตาจะเหมือนข้าวพันผักและ ข้าวพันผักใส่ไข่เพียงแต่ใช้ข้าว แคบแห้งมาทําให้อ่อนตัวบนปากหม้อดินแทนการไร้แป้ง ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยว ที่ปรุงกับเครื่องปรุงรส ใส่ลูกชิ้นหมูแดงลงไปในข้าวแคบแห้งที่อ่อนตัว ห่อเหมือนข้าวพันผัก ตักใส่จานแล้ว ตักน้ําก๋วยเตี๋ยว เหมือนทําก๋วยเตี๋ยวน้ําทั่ว ๆ ไป“หมี่พัน” เป็นการนําเอาแผ่นข้าวแคบชนิดบาง ใช้เส้นหมี่ลวก คลุกเคล้าเครื่องปรุงรส ถั่วงอก แคบหมูน้ําปลา น้ําตาล มะนาว พริกป่น ผักชีพม่าหั่นฝอยหรือใบหอม ผักชีและเครื่องปรุงอื่น ๆ ปรุงรส ตามใจชอบ และตักใส่ลงบนข้าวแคบบางแล้วม้วนปิดตัวเปิดท้าย วิธีทําข้าวแคบ 1) บดแป้งหมักขนมจีนคุณภาพดีให้ละเอียดแช่ไว้1 คืน 2) เทน้ําออกตักแป้งที่หมักไว้2 วัน เพื่อทําข้าวแคบ 3) ใช้ทัพพีตักน้ําข้าวแป้ง มาละเลงบนผ้าขาวบางให้เป็นแผ่นกลมพอประมาณไม่หนามาก 4) พอแป้งสุกใช้ไม้พายซ้อนขึ้น 5) วางแป้งลงบนแผ่นหญ้าคา ทําต่อเรื่อย ๆ จนเต็ม 6) ตากแดดจนแห้ง ใช้เวลา 1 ชั่วโมงและขึ้นอยู่ตามสภาพอากาศในแต่ละวัน หากเป็นวันที่ฝนตก ก็จะก่อไฟน่าข้าวแคบมาตากพอประมาณแต่ไม่ให้โดนควันไฟ 7) เมื่อข้าวแคบแห้งนําไปเก็บไว้ในที่ๆ ไม่อับขึ้นหรือมัดแบ่งใส่ถุงเพื่อเก็บไว้รับประทาน สามารถ ทานเล่นหรือปรุงรสเพิ่มตามใจชอบ วิธีเก็บรักษาข้าวแคบ 1) ควรใส่ถุงมัดปากไม่ให้อากาศเข้า เอาออกจากถุงแต่พอทาน แล้วมัดปากถุงทันที2) ถ้าข้าวแคบแข็งวิธีแก้ก่อนทาน ใส่ถุงมัดปากนําไปผึ่งแดดสักครึ่งชั่วโมงก็จะนิ่มลงหรือ จะนําไปนึ่งหรืออังกับหม้อหุงข้าว
30 2.10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ภาวินีย์ธนาอนวัช.2563. การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตและการกําหนดราคาผลิตภัณฑ์ขนมไทย โบราณของวิสาหกิจชุมชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต ผลตอบแทนที่ได้รับ การกําหนดราคาขายและวางแผนกําไรที่เหมาะสม ให้กับวิสาหกิจชุมชน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมโดยการเข้าไปสํารวจ ภาคสนามในพื้นที่จริงเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ “วิสาหกิจชุมชน” กลุ่ม แม่บ้านเกษตรกร ท่าหลวงยิ่งเจริญ อําเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ เฉพาะเจาะจง คือกลุ่มผู้ผลิต “ขนมบ้าบิ่นแม่สุภา” ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ถึง เดือนเมษายน 2563 เครื่องมือในการวิจัยใช้แบบ สัมภาษณ์เชิงลึก (Deep interview) และ การ สังเกตการณ์วิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนการผลิต การกําหนดราคาขายและการวางแผนกําไรในรูปแบบ การคํานวณทางการบัญชีผลการวิจัยพบว่า “วิสาหกิจชุมชน” กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรท่าหลวงยิ่งเจริญ มีสมาชิกจํานวน 11 คน (กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน, 2563) ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตพบว่า ไม่เคยคํานวณ ต้นทุนการผลิต และไม่มีการจดบันทึกบัญชีการกําหนดราคาขายใช้วิธีกะประมาณ มา โดยตลอด การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตพบว่า “ขนมบ้าบิ่น” มีต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 19.09 บาท ต่อ 1 กล่อง ในปริมาณ 6 ชิ้นต่อกล่อง ประกอบด้วย ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงที่ใช้ในการผลิต 9.77 บาท ต่อ 1 กล่อง ต้นทุนค่าแรงงานทางตรง 6.66 บาท ต่อ 1 กล่อง และค่าใช้จ่ายในการผลิต 2.66 บาท ต่อ 1 กล่อง การวิเคราะห์ผลตอบแทนการจําหน่ายผลิตภัณฑ์ในแต่ละวันสามารถจําหน่ายได้โดยเฉลี่ย 90 กล่อง ต่อ 1 วัน ราคาขายกล่องละ 30 บาท การวิเคราะห์ผลกําไร (ขาดทุน) พบว่า มีกําไรสุทธิ เท่ากับ 25,457 บาทต่อเดือน หรือ มีกําไรสุทธิ305,454 บาทต่อปีการวิเคราะห์ผลตอบแทนจาก อัตรากําไรสุทธิต่อต้นทุนเท่ากับร้อยละ 49.38 อัตรากําไรสุทธิต่อยอดขายเท่ากับ ร้อยละ 31.43 ผู้วิจัยเสนอแนวทางในการกําหนดราคาขายที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์“ขนมบ้าบิ่น” โดยใช้อัตราส่วนเพิ่ม 85% พบว่าราคาขายเฉลี่ยกล่องละ 35 บาท ซึ่งจะทําให้มีกําไรขั้นต้นเฉลี่ย กล่องละ 15.91 บาท การวางแผนกําไรผลิตภัณฑ์ขนมบ้าบิ่นจากการกําหนดราคาขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 35 บาทต่อ กล่อง จะทําให้กําไรเพิ่มมากขึ้น จากเดิม 58% เป็น 85% โดยสัดส่วนกําไรส่วนเพิ่มที่เพิ่มจาก 10.91 บาทต่อกล่องเป็น 15.91 บาทต่อกล่องและทําให้มียอดขายเท่ากับ 94,500 บาทต่อเดือน หรือมียอดขาย 1,134,000 บาทต่อปีโดยจะมีกําไรสุทธิเฉลี่ย 14.43 บาทต่อ กล่อง มีกําไร 38,957 บาทต่อ เดือนหรือมีกําไร 467,484 บาทต่อปี (สุฑามาศ ไชยคํา,ภัทรจาริน ศรียงค์,รัตติญา บุญเลิศ,สุภาดา บริบูรณ์มังสาและชุติกาญจน์เกษลา. 2563. การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเม่า : กรณีศึกษา ผู้ประกอบการ ในเขตบ้านกลางใหญ่ตําบลกลางใหญ่อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี) บทคัดย่อ การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเม่า : กรณีศึกษา ผู้ประกอบการในเขตบ้าน กลางใหญ่ตําบล กลางใหญ่อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนการ
31 ผลิตข้าวเม่า เพื่อวิเคราะห์ต้นทุน รายได้และผลตอบแทนการผลิตข้าวเม่า เพื่อศึกษาปัญหาและ อุปสรรคจาก การผลิตข้าวเม่า กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ คุณศิริรัตน์ชาวดอน บ้านกลางใหญ่ตําบล กลางใหญ่อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีจํานวน 1 ราย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้างที่ได้ออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบการ ใช้วิธีสังเกตการณ์การทํางานและกรรมวิธีการแปรรูปข้าวเม่า ผลการศึกษาพบว่า การแปรรูปข้าวเม่า จะมีต้นทุนการ ผลิตต่อถุง 21.07 บาท ช่วงการเก็บมีปริมาณการขายเท่ากับ 12,000 ถุง เป็นจํานวน เงิน 960,000 บาท หักต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 242,520 บาท ภายใน เดือนมกราคม คุณศิริรัตน์ชาวดร มีกําไรขั้นต้น 1,191,720 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารายได้ที่คุณศิริรัตน์ได้รับนั้นมากกว่าต้นทุนการผลิตข้าวเม่า ข้อเสนอแนะ ควรขุดสระน้ํา เพื่อกักเก็บน้ําให้เพียงพอต่อการ ปลูกข้าวเพื่อที่จะได้ข้าวมาทําการผลิตเป็นข้าวเม่าและผู้ประกอบการควรกระจายข้าวเม่าสู่ร้านค้า อื่นๆ เพื่อเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น และเพื่อเพิ่มกําไรให้กับผู้ประกอบการ (กัญฐณา ดิษฐ์แก้ว,ยพรัตน์อิ่มพิทักษ์และกฤษฎา อึ้งทองหล่อ. การศึกษาต้นทุนและ ผลตอบแทนผลิตภัณฑ์หนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์กรณีศึกษา ถั่วทอดสมุนไพร ตําบลน้ํารึม อําเภอเมือง จังหวัดตาก) บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาต้นทุนจากการลงทุน ผลิตถั่วทอดสมุนไพรคุณตา 2) วิเคราะห์จุดคุ้มทุนและผลตอบแทนจากการผลิตถั่วทอดสมุนไพร คุณตาซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้ประกอบการ “ถั่วทอดสมุนไพรคุณตา” หนึ่งตําบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์(OTOP) ของตําบลน้ํารึม อําเภอเมือง จังหวัดตาก จํานวน 1 ราย โดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์นํามา คํานวณต้นทุนการผลิต ซึ่งประกอบด้วย วัตถุดิบทาง ค่าแรงงาน ทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิต วิเคราะห์จุดคุ้มทุนและอัตรากําไรสุทธิผลการศึกษาพบว่า กิจการ“ถั่วทอดสมุนไพรคุณตา” มีจํานวนสมาชิก 7 คน และมีการแบ่งสัดส่วนการขายเป็นการขายปลีก 70% การขายส่ง 30% ต้นทุนการผลิตประกอบด้วย วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเท่ากับ 78.24 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ค่าแรงงาน 27 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ค่าใช้จ่ายในการผลิตเท่ากับ 72.48 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเท่ากับ 5.29 บาทต่อ 1 กิโลกรัม สําหรับการขายส่ง มีสัดส่วนการขาย 30% จะมีวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเท่ากับ 78.24 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ค่าแรงงาน เท่ากับ 27 บาท ต่อ 1 กิโลกรัมและค่าใช้จ่ายในการผลิต 7.30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม รายได้ของ ผลิตภัณฑ์“ถั่วทอดสมุนไพรคุณตา” จากการขายปลีก เฉลี่ย 160,000 บาท ต่อเดือน มีอัตรากําไร สุทธิเท่ากับ 23.72% และจะมีรายได้จากการขายส่ง “ถั่วทอดสมุนไพรคุณตา” เฉลี่ย 60,000 บาท ต่อเดือน มีอัตรากําไรสุทธิเท่ากับ 37.48% จากการวิเคราะห์จุดคุ้นทุนของการผลิต “ถั่วทอด สมุนไพรคุณตา” จากการขายปลีก พบว่าปริมาณขาย ณ จุดคุ้มทุน เท่ากับ 307.48 กิโลกรัมต่อเดือน และการขายส่ง 30% ปริมาณขาย ณ จุดคุ้มทุน เท่ากับ 120.07 กิโลกรัมต่อเดือน จากการศึกษา พบปัญหาในด้านราคาของวัตถุดิบมีการเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเศรษฐกิจทําให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
32 ส่งผลต่อการซื้อของลูกค้าและทําให้ต้นทุนจม เนื่องจากการจัดเก็บวัตถุดิบไว้จํานวนมากเพื่อ ป้องกันความเสี่ยงในเรื่องราคาของวัตถุดิบ (เกศินีรอดเส็ง,ธนกร อําภัยบูลย์และอริสา กําจาย .2563.การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนใน การผลิตไดฟูดุ)การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตไดฟูกุมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาต้นทุนในการผลิตไดฟูกุ2. เพื่อศึกษาค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากการผลิตไดฟูกุน้อง และเพื่อน คุณค่าอันพิงมีจากการศึกษาค้นคว้3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อการ บริโภคไดฟูกุประชากรที่ใช้ในการดําเนินโครงการ ไดฟูกุเพื่อจําหน่าย ได้แก่นักเรียน นักศึกษา จําน วน 55 คน กําหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยเลือกจากนักเรียน นักศึกษาที่สนใจไดฟูกุเครื่องมือที่ใช้ในการ ดําเนินโครงการ ได้แก่แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจโดย ใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ลําดับ และนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ ผล การศึกษา พบว่า 1. ต้นทุนในการผลิตไดฟูกุเฉลี่ย 13.34 บาทต่อกล่อง 2. ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากการผลิตไดฟูกุต่อกล่อง ในปริมาณ 300 กิโลกรัม ในราคา 10.01 บาท และค่าใช้จ่ายในการผลิต 3.33 บาทต่อกล่อง 3. ความพึงพอใจในการบริโภค ไดฟูกุในภาพรวมอยู่ในระดับพอใจมาก และเมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านราคา และ ปัจจัยด้านการผลิต
33 บทที่3 วิธีการดําเนินโครงงาน จากการศึกษา เรื่อง โครงงานศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพ ทั่วไปของข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์2) เพื่อ ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์คณะผู้จัดทําได้ดําเนินงานตามระเบียบวิธีวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยมีวิธีการดําเนิน โครงการ ดังนี้3.1 ขั้นตอนการดําเนินโครงงาน 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการดําเนินโครงงาน 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ขั้นตอนการดําเนินโครงงาน 3.1.1 ขั้นตอนการอนุมัติโครงงาน โดยการเขียนโครงงานศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของธุรกิจ 3.1.1.1 เสนอข้อมูลผู้ประกอบกิจการผลิตและจําหน่ายข้าวแคบแม่จอย บ้านเลขที่19 หมู่ 12 ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ที่พบปัญหาการเก็บต้นทุนการผลิตได้ไม่ครบถ้วนตามหลักการบัญชีทําให้ไม่สามารถคํานวณผลตอบแทนที่ได้รับการจําหน่ายข้าวแคบได้อย่าง ถูกต้อง 3.1.1.2 เขียนโครงร่างโครงงาน การวิเคราะห์และออกแบบโครงสร้างต้นทุนของ ผู้ประกอบกิจการผลิตและจําหน่ายข้าวแคบ โดยอาศัยการศึกษาสอบถามข้อมูลเบื้องต้น เพื่อนํามา เขียนโครงร่างโครงงานเพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินโครงงาน 3.1.1.3 นําเสนอโครงงาน ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตและจําหน่ายข้าว แคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษา ตรวจสอบโครงร่างโครงงานและนําคําชี้แนะการทําโครงงานมาปรับปรุงโครงงานเพื่อการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
34 3.1.2 ขั้นตอนการดําเนินโครงงาน 3.1.2.1 เขียนรายงานส่วนนําและเค้าโครง 3.1.2.2 เขียนรายงานเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ โดยการศึกษาความหมายและความสําคัญของการจัดทําบัญชีวิวัฒนาการ ประเภท และวัตถุประสงค์ของการบัญชีการทําบัญชีเพื่อการบริหารจัดการ วัตถุประสงค์และกรอบแนวคิดของรายงานทางการ เงิน ทฤษฎีต้นทุนการผลิต ทฤษฎีผลตอบแทนการผลิต ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับข้าวแคบ กรอบแนวคิด การทําโครงงาน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.1.2.3 เขียนรายงานเกี่ยวกับผลการดําเนินงานโครงงาน การวิเคราะห์และ ออกแบบโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบกิจการการผลิตและจําหน่ายข้าวแคบ 3.1.2.4 การศึกษาและสร้างแบบฟอร์มในการคํานวณต้นทุนและผลตอบแทนการ ผลิตและจําหน่ายข้าวแคบของกิจการ 3.1.2.5 การคํานวณต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนในการผลิตและจําหน่ายข้าว แคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์3.1.2.6 การเขียนรายงานสรุปผล อภิปรายผลและเสนอแนะโครงงาน การวิเคราะห์และการออกแบบโครงสร้างต้นทุนการผลิตและจําหน่ายข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝาย หลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์3.1.2.7 การรวบรวมเอกสารและจัดทํารูปเล่มโครงงาน 3.1.3 ขั้นตอนการสรุปผลโครงงาน 3.1.3.1 นําเสนอโครงงานให้กับคณะกรรมการประเมินผล 3.1.3.2 สรุปผลและประเมินผลโครงงาน
35 คณะผู้จัดทําได้วางแผนการดําเนินงานตามโครงงาน โดยมีขั้นตอนการดําเนินงาน ดังตารางที่3.1 ดังนี้ขั้นตอน เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ขั้นตอนการขออนุมัติโครงงาน โดยการศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาของธุรกิจ / ผลิตภัณฑ์1. เสนอข้อมูลกลุ่มและ ผลิตภัณฑ์2. เขียนและนําเสนอโครงร่าง ขั้นตอนการดําเนินงานตาม โครงงาน โดยการเขียนราย งานฉบับสมบูรณ์1. เขียนรายงานส่วนนําและ เค้าโครง 2. เขียนรายงานเกี่ยวกับ เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3. เขียนรายงานเกี่ยวกับ ผลการดําเนินงาน 4. กําหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ 5. การจัดทําบัญชี6. การเขียนรายงานสรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 7. รวบรวมเอกสาร และ จัดทํารูปเล่ม ขั้นตอนการสรุปผลโครงงาน 1. นําเสนอโครงงาน 2. สรุปและประเมินผลโครง การ ตารางที่3.1 แสดงแผนการดําเนินงาน
36 ภาพที่3.1 แสดงแผนการดําเนินโครงงาน ข้ันตอนการดาํเนินงานตามโครงงาน โดยการเขียนรายงานฉบับสมบูรณ ์ เขียนรายงานเคา้โครง เอกสารที่เกี่ยวขอ้ง และผลการดาํเนินงาน กาํหนดกลยทุธ์ทางธุรกิจจดัทาํบญัชี เขียนสรุปผลอภิปรายผลและรวบรวม เอกสารจดัทาํรูปเล่มรายงาน ข้ันตอนการสรุปผลโครงงาน นาํเสนอโครงงาน สรุปและประเมินผลโครง เขียนและนาํเสนอโครงร่าง ข้ันตอนการขออนุมัติโครงงานโดยการศึกษาสภาพ ปัจจุบันและปัญหาของธุรกจิ /ผลติภัณฑ ์ เสนอขอ้มูลกลุ่มและผลิตภณัฑ์
37 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้ประกอบกิจการข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) บ้านเลขที่19 หมู่ 12 ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ผลิตและจําหน่ายข้าวแคบ ประกอบด้วย 3.2.1 นางจอย ขวานา เจ้าของกิจการ 3.2.2 นายชาญยุทธ ขวานา พนักงาน 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการดําเนินโครงงาน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลสําหรับเพื่อให้ได้คําตอบตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของการผลิตและจําหน่ายข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์3.3.1 แบบสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่ได้ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ของ การศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่1 คําชี้แจง 1.1 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1.1.1 เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์1.1.2 เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบล ฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์1.2 รายละเอียดของโครงงาน 1.2.1 โครงงานนี้จัดทําขึ้นเพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตและจําหน่าย ข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อเป็นกระบวน การพัฒนาการเรียนรู้ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในรายวิชา โครงงาน รหัสวิชา 30201 - 8501 ประจําภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565 1.2.2 ข้อตกลงของโครงงานศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตและจําหน่าย ข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ในการให้ข้อมูลจะไม่มีผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ให้ข้อมูลและหน่วยงานในทุก ๆ ด้าน 1.2.3 ประโยชน์ของโครงงาน มีความมุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อการเรียนรู้ของผู้ศึกษาจากการปฏิบัติจริง และได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษากับสังคมและชุมชน ในการร่วมกันพัฒนาการดําเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยั่งยืน
38 ส่วนที่2 ข้อมูลของกิจการ ประกอบด้วย 3 ตอน แสดงดังภาพที่3.2 - ภาพที่3.3 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลด้านบริหารจัดการและการเงินของกิจการ 3. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ภาพที่3.2 แบบสัมภาษณ์ผู้ประกอบกิจการ ตอนที่1 ข้อมูลทั่วไป ภาพที่3.3 แบบสัมภาษณ์ผู้ประกอบกิจการ ตอนที่2 ข้อมูลด้านการบริหารจัดการและ การเงินของกิจการ และตอนที่3 ข้อเสนอแนะอื่น ๆ
39 3.3.2 แบบตารางบันทึกการเก็บข้อมูล ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวแคบแม่จอย (บ้านม่อนแก้ว) ตําบลฝายหลวง อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ระหว่าง เดือน ธันวาคม 2565 แสดง ดังตารางที่3.2 - 3.7 ข้อมูลวัตถุดิบทางตรง “ข้าวแคบแดง” รายการ เดือน ธันวาคม 2565 ราคา / หน่วย จํานวน (หน่วย) จํานวนเงิน (บาท) วัตถุดิบทางตรง แป้งหมักขนมจีน ตรามะขามทอง (1 ถุง = 11.5 กก.) 195 8 ถุง 1,560 น้ําตาล (1 ถุง = 1 กก.) 24 24 กก. 576 งาดํา (1 ถุง = 1 กก.) 80 6 กก. 480 พริก (1 ถุง = 1 กก.) 200 500 ก. 100 ผงชูรส (1 ถุง = 1 กก.) 98 500 ก. 49 เกลือ (1 แพ็ค = 10 ถุง) 20 15 ถุง 30 สีผสมอาหาร (1 กล่อง = 100 ซอง) 170 50 ซอง 85 รวมเงินทั้งหมด 2,880 ตารางที่3.2 ข้อมูลวัตถุดิบทางตรงของข้าวแคบแดง ข้อมูลวัตถุดิบทางตรง “ข้าวแคบกุ้ง” รายการ เดือน ธันวาคม 2565 ราคา / หน่วย จํานวน (หน่วย) จํานวนเงิน (บาท) วัตถุดิบทางตรง แป้งหมักขนมจีน ตรามะขามทอง (1 ถุง = 11.5 กก.) 195 9 ถุง 1,755 น้ําตาล (1 ถุง = 1 กก.) 24 27 กก. 648 พริก (1 ถุง = 1 กก.) 200 500 ก. 100 ผงชูรส (1 ถุง = 1 กก.) 98 1 กก. 98 เกลือ (1 แพ็ค = 10 ถุง) 20 15 ถุง 30 ผักชีใบเลื่อย (1 ถุง = 1 กก.) 50 3 กก. 150
40 รายการ เดือน ธันวาคม 2565 ราคา / หน่วย จํานวน (หน่วย) จํานวนเงิน (บาท) วัตถุดิบทางตรง กุ้งฝอย (1 ถุง = 1 กก.) 200 1 กก. 200 สีผสมอาหาร (1 กล่อง = 100 ซอง 170 50 ซอง 85 รวมเงินทั้งหมด 3,066 ตารางที่3.3 ข้อมูลวัตถุดิบทางตรงของข้าวแคบกุ้ง ข้อมูลค่าแรงทางตรง “ข้าวแคบแดง” รายงาน เดือน ธันวาคม 2565 อัตราค่าแรงงาน (บาท) จํานวนการผลิต (วัน) จํานวนเงิน (บาท) ค่าแรงทางตรง นางจอย ขวานา 300 14 4,200 นายชาญยุทธ ขวานา 300 14 4,200 รวมเงินทั้งสิ้น 8,400 ตารางที่3.4 ข้อมูลค่าแรงทางตรงของข้าวแคบแดง ข้อมูลค่าแรงทางตรง “ข้าวแคบกุ้ง” รายงาน เดือน ธันวาคม 2565 อัตราค่าแรงงาน (บาท) จํานวนการผลิต (วัน) จํานวนเงิน (บาท) ค่าแรงทางตรง นางจอย ขวานา 300 11 3,300 นายชาญยุทธ ขวานา 300 11 3,300 รวมเงินทั้งสิ้น 6,600 ตารางที่3.5 ข้อมูลค่าแรงทางตรงของข้าวแคบกุ้ง
41 ข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิต “ข้าวแคบแดง” รายการ เดือน ธันวาคม 2565 ราคา / หน่วย จํานวน (หน่วย) จํานวนเงิน (บาท) ค่าใช้จ่ายในการผลิต ฟืน (1 คันรถ) 1,200 1 คันรถ 1,200 ไม้ตอก (1 กก.) 60 500 ก. 30 ถุง ขนาด 16*26 (1 แพ็ค) 45 1 แพ็ค 45 หนังยางรัดของ (1 ถุง) 10 1 ถุง 10 ค่าน้ําประปา 170 15 % 25.50 รวมเงินทั้งหมด 3,736 ตารางที่3.6 ข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวแคบแดง ข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิต “ข้าวแคบกุ้ง” รายการ เดือน ธันวาคม 2565 ราคา / หน่วย จํานวน (หน่วย) จํานวนเงิน (บาท) ค่าใช้จ่ายในการผลิต ฟืน (1 คันรถ) 1,200 1 คันรถ 1,200 ไม้ตอก (1 กก.) 60 500 ก. 30 ถุง ขนาด 16*26 (1 แพ็ค) 45 1 แพ็ค 45 หนังยางรัดของ (1 ถุง) 10 1 ถุง 10 ค่าน้ําประปา 170 15 % 25.50 รวมเงินทั้งหมด 3,736 ตารางที่3.7 ข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวแคบกุ้ง 3.3.3 กราฟวงกลม โดยใชก้ราฟวงกลมในการแสดงผลสรุปการดําเนินงานโดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้1) กราฟสรุปต้นทุนการผลิตข้าวแคบแดง 2) กราฟสรุปต้นทุนการผลิตข้าวแคบกุ้ง 3) กราฟสรุปผล ผลตอบแทนในการจําหน่ายข้าวแคบ