การติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประมิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ.2563 นางสาววิลาวัลย์ พันไผ่ นางสาววิชุดา กตัญญู เสนอต่อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสถิติ
ประกาศคุณูปการ งานวิจัยเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาสถิติ ซึ่งด าเนินการจัดท างานวิจัยเล่มนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาในการให้ค าปรึกษาแนะน าเป็นอย่างดียิ่ง จาก นางยุภาพร มูลอัต รวมถึงบุคลากรท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวนามทุกท่านที่ได้ให้ค าแนะน าช่วยเหลือใน การจัดท างานวิจัย รวมทั้ง รศ.ดร.นิภาพร ชุติมันต์ และ ผศ.ดร.สุจิตตา สุระภี ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณส านักงานสถิติจังหวัดมหาสารคามที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลของโครงการ ติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด) ปี 2563 ส าหรับงานวิจัย รวมทั้งข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในงานวิจัยครั้งนี้ คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากงานวิจัยเล่มนี้ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทีแด่บิดา มารดา ซึ่งเป็นผู้ให้ชีวิตความรักความอบอุ่นและบูรพคณาจารย์ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้และผู้ที่มีพระคุณทุกท่านซึ่งเป็น ผู้ให้แรงบันดาลใจในการท างานทุกอย่างคอยเตือนสติและให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยขอขอบคุณเจ้าของต าราเรียน และเอกสารทางวิชาการทุกท่านที่ผู้วิจัยน ามาใช้ในการศึกษาและน ามาอ้างอิงในงานวิจัยเล่มนี้ จนบรรลุผล ส าเร็จไปด้วยดี วิลาวัลย์ พันไผ่ วิชุดา กตัญญู
ชื่อเรื่อง การติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม ผู้วิจัย นางสาววิลาวัลย์ พันไผ่ และ นางสาววิชุดา กตัญญู อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.ดร.นิภาพร ชุติมันต์ และ ผศ.ดร.สุจิตตา สุระภี ปริญญา วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาสถิติ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2563 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ.2563 และเพื่อเปรียบเทียบความสุขมวลรวมของประชาชนที่มีรายได้ที่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม จ านวน 800 คน ท าการเลือกตัวอย่างแบบ แบ่งชั้นสองขั้นตอน (Stratified Two-stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัด มหาสารคาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบ F-testการเปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 50.1 เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50-59 ปี คิดเป็นร้อยละ 25.0 มีการศึกษาสูงสุด คือ ประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 37.1 มีอาชีพเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 29.8 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามที่มี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง 5,001-10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 34.1 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง 5,001-10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 50.9 มีการออมเงิน คิดเป็นร้อยละ 57.5 และมีหนี้สิน คิดเป็นร้อยละ 67.6 เมื่อเปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของกลุ่มรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและรายด้านแล้ว พบว่า ประชาชน ในจังหวัดมหาสารคามที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันท าให้มีระดับความสุขแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ
สารบัญ หน้า ประกาศคุณูปการ บทคัดย่อ สารบัญ สารบัญตาราง บทที่ 1 บทน า 1.1 หลักการและเหตุผล………………………………………………………………………………………………..…1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………………………...2 1.3 สมมติฐานของการวิจัย……………………………………………………………………………………………....2 1.4 ขอบเขตของการวิจัย………………………………………………………………………………………………….2 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ………………………………………………………………………………….……..2 นิยามศัพท์…………………………………………………………………………………………………………………..….3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ข้อมูลพื้นฐานจังหวัดมหาสารคาม……………………………………………………………………………….4 2.2 ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ……………………………………………………………………………..6 2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความสุข……………………………………………………………………………………7 2.4 ตัวชี้วัดความสุข…………………………………………………………………………………………………………7 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………………………………….13 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………………………….15 3.2 วิธีการสุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………………………………………15 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………………………………………….….15 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………………………………..16 3.5 ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………16 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย………………………………………………………………………………………………....17
สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการศึกษา ตอนที่ 1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์……………………………………………..………20 ตอนที่ 2 ผลการเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม………………………………………...…..21 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามที่มีผลต่อระดับความสุขของประชาชน……..….26 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย……………………………………………………………………………………………………….46 5.2 อภิปรายผลการวิจัย………………………………………………………………………………………………...48 5.3 ข้อเสนอแนะจากการท าวิจัย……………………………………………………………………………………..50 5.4 ข้อเสนอแนะในการท าการวิจัยครั้งต่อไป………………………………………………………………..….50 บรรณนุกรม………………………………………………………………………………………………………………………….…..51 ภาคผนวก ภาคผนวก ก………………………………………………………………………………………………………………...52 ภาคผนวก ข…………………………………………………………………………………………..…………………….57 ภาคผนวก ค…………………………………………………………………………………………………………………62 ภาคผนวก ง………………………………………………………………………………………………………………….99
สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคามจ าแนกตามเพศ… … …… … … … … …… … … … … . . . ..........……… . . 2 1 ตารางที่ 4.2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามช่วงอายุ………………………………………………………….21 ตารางที่ 4.3 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามการศึกษาที่ส าเร็จสูงสุด……………………………………22 ตารางที่ 4.4 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามอาชีพ………………………………………………………..……………..….23 ตารางที่ 4.5 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน………………………………………..23 ตารางที่ 4.6 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน…………………………………….24 ตารางที่ 4.7 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามการออมเงินเฉลี่ยต่อเดือน………………………………..24 ตารางที่ 4.8 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามการมีหนี้สิน………………………………………………….…25
สารบัญตาราง (ต่อ) หน้า ตารางที่ 4.9 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสุข……………………………………...26 ตารางที่ 4.10 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ทั้งภาพรวมและรายด้าน จ าแนกตามระดับรายได้…………………………………………………..…..30 ตารางที่ 4.11ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านการมีหลักประกันในชีวิต จ าแนกตามระดับรายได้………………………………………….……31 ตารางที่ 4.12 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านการมีหลักประกันในชีวิต…………………………………………………………………………….….…32 ตารางที่ 4.13 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncanb ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีหลักประกันในชีวิต….….32 ตารางที่ 4.14 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง จ าแนกตามระดับรายได้……………………………....…..33 ตารางที่ 4.15 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง………………………………………………………………..……..34 ตารางที่ 4.16 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง……………………………………………………..…………..34 ตารางที่ 4.17 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น จ าแนกตามระดับรายได้………………………………………………..…35 ตารางที่ 4.18 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น…………………………………………………………………………………….….36 ตารางที่ 4.19 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น.…..36 ตารางที่ 4.20 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง จ าแนกตามระดับรายได้……………………………………………………..37 ตารางที่ 4.21 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านการมีชุมชนเข้มแข็ง……………………………………………………………………………………..…..38 ตารางที่ 4.22 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีชุมชนเข้มแข็ง….…..38
สารบัญตาราง (ต่อ) หน้า ตารางที่ 4.23 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี จ าแนกตามระดับรายได้…………………………………………………….39 ตารางที่ 4.24 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี…………………………………………………………………………………….…..40 ตารางที่ 4.25 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี…....40 ตารางที่ 4.26 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน จ าแนกตามระดับรายได้…………...….41 ตารางที่ 4.27 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน…………………………………………..………41 ตารางที่ 4.28 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้ต่อเดือน และด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน…………………………………..……..…42 ตารางที่ 4.29 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง จ าแนกตามระดับรายได้……………………………..………42 ตารางที่ 4.30 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง…………………………………………………………………………43 ตารางที่ 4.31 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง……………………………………………………….…………..43 ตารางที่ 4.32 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน จ าแนกตามระดับรายได้…………………………..44 ตารางที่ 4.33 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุดของคะแนนความสุขมวลรวม ด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน………………………………………………………………45 ตารางที่ 4.34 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน………………………………………………………..45
บทที่ 1 บทน า 1.1 หลักการและเหตุผล การพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทันกับกระแสโลกโลกาภิวัฒน์ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านบวก และลบ ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมและความเป็นชุมชน ครอบครัวและชุมชนอ่อนแอลงจนเกิดการตั้ง ค าถามถึงทิศทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้องและสมดุล จึงเป็นที่มาของการอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงเพื่อน าทางการพัฒนาและบริหารประเทศ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549) และต่อเนื่องมาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ก าหนดเป้าหมายโดยรวม 6 ด้าน คือ 1. คนไทยมีคุณลักษณะเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ 2. ลดความเหลื่อมล้ าทางรายได้และความยากจน 3. การเจริญเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4. มีความ มั่นคงทางด้านอาหารพลังงานและน้ า 5. มั่นคงในเอกราชสังคมปลอดภัย สามัคคี ปรองดอง 6. ระบบ บริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ จังหวัดมหาสารคาม ได้เล็งเห็นถึงความส าคัญในการพัฒนา จึงได้จัดท าโครงการติดตามประเมิน ผลความสุขมวลรวมของประชาชนจังหวัดมหาสารคาม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในจังหวัด มหาสารคามที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม ความสุข คือ สภาวะที่บุคคลรับรู้ว่าตนเองได้ท าในสิ่งที่ตนต้องการและท าได้ส าเร็จ มีความเป็นตัว ของตัวเอง มีความภาคภูมิใจในการกระท าของตน มีความคิดเชิงบวก มีความกระตือรือร้นในการด าเนิน ชีวิตที่จะน าไปสู่การมีสุขภาพที่ดี การได้ท าในสิ่งที่ต้องการ การมีความสัมพันธ์ที่ดี การมีจิตใจที่สงบ การ พัฒนาตน มีเป้าหมายในชีวิต การคิดเชิงบวก การมีสุขภาพและจิตที่ดี มีแรงจูงใจ ควบคุมตัวเองให้ท าในสิ่ง ที่ต้องการได้ การรับรู้ถึงความส าเร็จ การรู้สึกพอใจในสิ่งที่มี การกระท าของตน การส าเร็จการศึกษาและ การมีงานท าความสุขที่สัมผัสได้จากจิต คือ ความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ ความพอใจ อันเกิดจาก จิตใจที่สงบและเย็น อันเป็นความสุขที่สะอาดเป็นความสุขที่แท้จริง ความสุขเกิดจากปัจจัยภายใน หมายถึง การเป็นอิสระจากความโลภ ความโกรธ และความหลง และความสุขจากปัจจัยภายนอก หมายถึง ความสุข จากการเป็นเจ้าของวัตถุ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากจิตใจ และเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อม หรือ เหตุการณ์ที่มากระทบ เป็นความจ าเป็นพื้นฐาน ขั้นต่ าที่สุดที่มนุษย์ต้องการ ดังนั้นส านักงานสถิติจังหวัดมหาสารคามจึงได้มอบหมายจาก กลุ ่มจังหวัด ( ขอนแก ่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ) โดย ผู้ว ่าราชการจังหวัดขอนแก ่น ได้ขอความร ่วมมือจาก ส านักงานสถิติจังหวัด 4 จังหวัด ให้ด าเนินการจัดท าโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวม ของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัด
2 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้มุ่งหมายไว้ดังนี้ 1. เพื่อประเมินระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ.2563 2. เพื่อเปรียบเทียบความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามที่มีรายได้ที่แตกต่างกัน 1.3 สมมติฐานของการวิจัย ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน จะมีคะแนนความสุขที่แตกต่างกัน 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากร คือ ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม 2. กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม จ านวน 800 คน ส านักงานสถิติจังหวัดมหาสารคามได้ด าเนินการส ารวจความคิดเห็นโครงการติดตามประเมินผลความสุข มวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดมหาสารคาม แผนการเลือกตัวอย่างที่ ใช้เป็นวิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน (Stratified Two-stage Sampling) โดยหน่วยตัวอย่าง ขั้นที่ 1 คือ เขตแจงนับ (Enumeration Area : EA) ซึ่งมีจ านวน 40 EA ตัวอย่าง หน่วยตัวอย่างขั้นที่ 2 คือ ครัวเรือนส่วนบุคคลและสมาชิกในทุกครัวเรือนกลุ่มประเภทครัวเรือน จ านวน 800 ครัวเรือนตัวอย่าง 3. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ตัวแปรอิสระ (Independent variables) คือ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ตัวแปรตาม (Dependent variables) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสุขที่วัดจากความรู้สึกและ พฤติกรรมที่ส่งผลต่อความสุข 8 ด้าน ดังนี้ 1. การมีหลักประกันในชีวิต 2. การมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง 3. การมีครอบครัวที่อบอุ่น 4. การมีชุมชนเข้มแข็ง 5. การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี 6. ความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน 7. การมีความภาคภูมิใจในตนเอง 8. การเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อน าข้อมูลไปพัฒนาแนวทางและกิจกรรมสร้างความสุขส าหรับประชาชนจังหวัดมหาสารคามต่อไป 2. เพื่อน าข้อมูลที่ได้ไปเชื่อมโยงการพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม
3 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ความสุข หมายถึง การที่ท าชีวิตให้ราบรื่นตามความต้องการโดยไม่มีใครเดือดร้อน มีความ สบายกายสบายใจ 2. การมีหลักประกันในชีวิต หมายถึง การวางแผนชีวิตที่ดีมีการสร้างความมั่นคง การไม่มีหนี้สิน มีที่ดินท ากินของตนเองอย่างเพียงพอ มีบ้านพักอาศัยของตนเองอย่างมั่นคงและถาวร รายได้ เพียงพอต่อการด ารงชีวิต 3. การมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง หมายถึง การปฏิบัติตนให้มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัย คนที่มีจิตใจที่เข้มแข็งจะไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวง่ายๆ สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ 4. การมีครอบครัวที่อบอุ่น หมายถึง มีความรักความอบอุ่นท ากิจกรรมร่วมกันอยู่กันพร้อมหน้า พร้อมตา มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นที่ปรึกษาให้กันได้และคนใน ครอบครัวไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน 5. การมีชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง ชุมชนที่สามารถบริหารชุมชนและพัฒนาชุมชนตลอดจนแก้ไข ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล มีผู้น าที่เป็นตัวอย่างที่ดี ในชุมชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 6. การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีหมายถึง การมีที่พักอาศัยปราศจากมลภาวะต่างๆมีความปลอดภัยมีการ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ไม่มีสถานบันเทิงที่สร้างความรบกวน 7. ความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน หมายถึง ชุมชนต้องด าเนินการป้องกันภัย อันตรายต้องมีระบบการเฝ้าระวังภัยอันตรายของชุมชน การไม่มีที่มั่วสุมยาเสพติดและ อบายมุข 8. การมีความภาคภูมิใจในตนเอง หมายถึง ผู้ที่มีความรู้สึกนึกคิดต่อตนเองในด้านบวก รู้สึกว่า ประสบความส าเร็จในเรื่องต่าง ๆ สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีความส าเร็จใน อาชีพที่ท า 9. การเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน หมายถึง การท าความดีที่จะน าไปสู่ความสุข โดยไม่ ต้องเบียดเบียนหรือท าให้ผู้อื่นเดือดร้อนและได้ท าบุญหรือแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น การที่มนุษย์ อยู่รวมกันเป็นสังคมมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติตนท าให้คนในสังคมอยู่ รวมกันอย่างสงบสุข
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ท าวิจัย และได้ น าเสนอแนวทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยจะน าเสนอตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 2.1 ข้อมูลพื้นฐานจังหวัดมหาสารคาม 2.2 ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ 2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความสุข 2.4 ตัวชี้วัดความสุข 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ข้อมูลพื้นฐานจังหวัดมหาสารคาม ท้าวมหาชัยนามเดิมว่า กวด เป็นบุตรของอุปฮาดสิงห์ สีลัง กับท้าวบัวทอง บุตรอุปฮาดภู ทั้ง 2 คนเป็นหลานของพระยาขัตติยวงศาเจ้าเมืองร้อยเอ็ดพร้อมด้วยผู้คนได้อพยพ จากเมือง ร้อยเอ็ด มาตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่บริเวณริมกุดนางใย เมื่อปีพ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามเมืองที่ตั้งใหม่นี้ว่า "เมืองมหาสารคาม" และโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมแต่งตั้งให้ท้าวมหาชัย กวด เป็นพระเจริญราชเดช เจ้าเมืองมหาสารคามคนแรก พระเจริญราชเดช กวด ได้รับราชการด้วยความขยันขันแข็งเป็นผู้มีความสามารถในการ ปกครอง มีความซื่อสัตย์ ท าให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นปึกแผ่น ท่านเป็นนักรบผู้เก่งกล้า สามารถในการสงครามกล่าว คือ ในปี พ.ศ. 2418 พวกฮ่อเป็นกบฎท่านได้ร่วมท าการรบปราบ กบฎฮ่อด้วยความสามารถและมีชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามเป็น "พระเจิรญราชเดชวรเชญฐมหาขัติยวงศ์สุรชาติประเทศธ ารงรักษ์ศักดิ์กิติยศ เกรียงไกร ศรีพิชัยเทพวรฤทธิ์พิษณุพงศ์ปรีชา สิงหบุตรสุวัฒนา นคราภิบาล" ต่อมาทางราชการ และประชาชนชาวมหาสารคาม ระลึกถึง พระคุณที่ท่านได้กระท าไว้จึงได้สร้างอนุเสาวรีย์ของท่าน ประดิษฐาน ไว้ที่สวนสาธารณะหนองข่า อ าเภอเมืองมหาสารคามกระท าพิธีเปิดเมื่อ วันที่ 14 เมษายน 2527 เพื่อเป็นที่เคารพสักการะและระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้กระท าไว้ การตั้งเมืองมหาสารคาม เริ่มมาจากบริเวณกุดนางใยก่อนคือบริเวณที่เป็นคุ้มวัดอภิสิทธิ์ ต่อมาได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและวัดข้าวฮ้าวขึ้นปัจจุบันเรียกวัดธัญญาวาส ต่อมาขยายไปทาง ริมหนองกระทุ่มด้านเหนือวัดโพธิ์ศรีปัจจุบัน และในเวลาต่อมาบ้านเมืองก็ขยายใหญ่โตขึ้นมากมาย แยกเป็นหลายคุ้ม เช่นคุ้มวัดโพธิ์ศรีคุ้มวัดมหาชัย คุ้มวัดหนองข่าหรือวัดปัจฉิมทัศน์คุ้มวัดศรี สวัสดิ์ และคุ้มวัดนาควิชัย ในทุกวันนี้ บ้านเรือนราษฎร แยกขยายต่อกันด้วยถนนหนทางเป็น อันหนึ่งอันเดียวโดยตลอด สภาพในปัจจุบันนี้บริเวณตัวเมืองมหาสารคาม เป็นที่ตั้งของ สถานที่ ราชการอาคารร้านค้า โรงเรียนและสถานศึกษาต่าง ๆ มากมาย เช่น ศาลจังหวัด โรงพยาบาล หน่วยงานราชการจังหวัด มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยหลายแห่ง เป็นศูนย์กลางการคมนาคม และการค้าของจังหวัดซึ่งนับวันแต่จะแผ่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้งตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2408 เป็นต้นมา
5 2.1.1 ที่ตั้งและอาณาเขต จังหวัดมหาสารคามตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 5,300 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,307,300 ไร่ ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ 475 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดกาฬสินธุ์ ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ด ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่น 2.1.2 ลักษณะทางกายภาพ ลักษณะภูมิประเทศ จังหวัดมหาสารคามมีพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบถึงลูกคลื่นลอนลาด สูงจากระดับน้ าทะเล ประมาณ 130 – 230 เมตร ทิศตะวันตกและทิศเหนือเป็นที่สูงในเขตอ าเภอโกสุมพิสัย อ าเภอเชียงยืน และอ าเภอกันทรวิชัย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัด และค่อย ๆ เทลาดมาทางทิศ ตะวันออกและทิศใต้ สภาพพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 1. พื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ - ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มริมน้ า เช่น ที่ราบลุ่มริม แม่น้ าชี ในบริเวณอ าเภอเมืองมหาสารคาม อ าเภอโกสุมพิสัย และทางตอนใต้ของ จังหวัดแถบชายทุ่งกุลาร้องไห้ 2. พื้นที่ค่อนข้างราบเรียบสลับกับลูกคลื่นลอนลาด - ตอนเหนือของอ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย เป็นแนวยาวไปทางตะวันออก ถึงอ าเภอเมืองมหาสารคาม 3. พื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดสลับกับพื้นที่ลูกคลื่นลอนชัน - ตอนเหนือและตะวันตกของจังหวัด บริเวณนี้มีเนื้อที่ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัด ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศในเขตจังหวัดมหาสารคาม เป็นแบบมรสุมเมืองร้อน มีฝนตกสลับกับ อากาศแห้ง ในปี พ.ศ. 2555 มีปริมาณน้ าฝนเฉลี่ยรายเดือน 118.1 มิลลิเมตร และปริมาณน้ าฝนมาก ที่สุดที่ 414.9 มิลลิเมตร ในเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคม-กรกฎาคม ที่ 27.91 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39.3 องศาเซลเซียส ในเดือนเมษายน และอุณหภูมิต่ าสุด 15.0 องศาเซลเซียส
6 2.1.3 ข้อมูลการปกครองของจังหวัด จังหวัดมหาสารคามแบ่งการปกครองออกเป็น 13อ าเภอ133ต าบล 1,804 หมู่บ้าน มีรายชื่ออ าเภอดังนี้ 1. อ าเภอเมืองมหาสารคาม 8. อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย 2. อ าเภอแกด า 9. อ าเภอวาปีปทุม 3. อ าเภอโกสุมพิสัย 10. อ าเภอนาดูน 4. อ าเภอกันทรวิชัย 11. อ าเภอยางสีสุราช 5. อ าเภอเชียงยืน 12. อ าเภอกุดรัง 6. อ าเภอบรบือ 13. อ าเภอชื่นชม 7. อ าเภอนาเชือก 2.2 ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ ความสุขมวลรวมประชาชาติหรือที่เรียกว่าทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness: GNH) ความคิดดังกล่าวเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขและความพึงพอใจมากกว่า วัดการพัฒนาด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ดินแดนแห่งนี้เป็นต้นแบบของสังคมปฐมกาล วัฒนธรรม ภูฏาน ประเพณีอันงดงามและวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางภูมิประเทศอันบริสุทธิ์ เมื่อภูฏานต้องเข้าร่วมใน ชุมชนโลกยุคใหม่และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสโลกาภิวัตน์ดินแดนแห่งนี้ ยังคงรักษาสังคมที่เปี่ยมจิตวิญญาณไว้และมีการปรับใช้แนวคิดทฤษฎีใหม่ เช่น Gross National Happiness Indicator ซึ่งเป็นการพัฒนาแนวคิดที่เข้ากับสังคมภูฏานได้เป็นอย่างดี เป็นการคงความ บริสุทธิ์แบบดั้งเดิมของสังคมไปพร้อมๆกับการก้าวไปข้างหน้าของภูฏาน แผนพัฒนาประเทศภูฏาน ใช้หลักการ “Four Pillars of Happiness” สี่เสาหลักแห่งความสุข เสาที่ 1 คือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Sustainable Economic Development) การเข้า มาของระบบทุนนิยมจะให้ความสุขของชาวภูฏานเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าดีหรือไม่ดี เสาที่ 2 คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation of the Environment) การพัฒนาประเทศไม่ว่าด้านใดก็ตาม ต้องไม่ท าลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ภูฏานดูแลสัตว์ ป่าอย่างดีและมีนโยบายปลูกต้นไม้ทดแทน เสาที่ 3 การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีประจ าชาติ (Promotion of National Culture) รัฐบาล ส่งเสริมให้ชาวภูฏานปฏิบัติตามแบบแผนดั้งเดิม เช่น การแต่งกายด้วยชุดประจ าชาติ การสร้างที่อยู่อาศัย ศาสนาและให้ความรู้ทางศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ควบคู่ไปกับต าราเรียนวิชาการกับเด็กๆ เสาที่ 4 ธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance) เน้นให้ชาวภูฏานด ารงชีวิตบนพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนา สังคมให้มีคุณภาพ โดยยึดถือหลัก 6 ประการ เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีคุณธรรมจริยธรรม (สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก 2542; ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์และพวงแก้ว พรพิพัฒน์ 2550; พวงแก้ว พรพิพัฒน์ 2550) ทั้งสี่หลักการนี้ จะมุ่งเน้นเพื่อสนับสนุนและสร้างเป้าหมายร่วมกันคือ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและยั่งยืนเน้นการพัฒนาที่โปร่งใส มีคุณธรรม เคียงคู่ไปกับการอนุรักษ์
7 สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งหลักการเหล่านี้ก่อให้เกิดความสุขแก่ประชากรมากกว่าการมุ่งเน้น การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเพื่อสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติให้ได้มากที่สุด 2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความสุข วิทยา นาควัชระ (2539) กล่าวว่าความสุข คือ ความพอใจที่รู้สึกว่าตนเองดีขึ้นหรือได้ดีขึ้นซึ่งแต่ละ คนจะมีระดับของความพอใจแตกต่างกัน สิ่งที่ท าให้ความพอใจนั้นก็แตกต่างกันบางคนไม่พอใจ อะไรเลยก็ สุขยาก บางคนอยากได้สิ่งเร้าทีท าให้พอใจที่ หายากๆ พิเศษมากๆ ก็มีความสุขได้ยากเช่นกัน กธนวรรณ ตั้งเจริญกิจสกุลและดร.ณกมล จันทร์สม (2557) กล่าวถึงความสุข คือ ความรู้สึกชอบ หรือพึงพอใจในการท าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ปราณี ทินกร (2551) ได้สรุปความหมายของความสุขในทางเศรษฐศาสตร์ไว้ว่า นายเจเรมี เบนธัม (Jeremy Bentham, 1748-1832) นักปรัชญาคนส าคัญชาวอังกฤษและหนึ่งในผู้ให้ ก าเนิดแนวคิดเรื่อง Utility เคยกล่าวว่า “Happiness is Greatest Good) หรือแปลความหมายได้ว่า ความดีไม่ใช่สินค้า ในการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ส านักนีโอคลาสสิคความสุข (Happiness) กับ อรรถประโยชน์ (Utility) มักจะถูกใช้ในความหมายเดียวกัน ตัวอย่างเช่นเมื่อมีการผลิตสินค้าและการ บริโภคสินค้าชนิดหนึ่ง แสดงว่าสินค้าดังกล่าวรวมทั้งปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นน่าจะสร้าง ความสุขให้แก่สังคม แนวคิดนี้ท าให้เกิดการยอมรับทั่วไปว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ท าให้สังคม มีทรัพยากรส าหรับอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น น่าจะท าให้อรรถประโยชน์รวมของสังคมเพิ่มขึ้น และสังคมก็ น่าจะมีความสุขมากขึ้น 2.4 ตัวชี้วัความสุข วิธีการวัดความสุขของแต่ละบุคคล รศรินทร์ เกรย์ ปังปอนด์ รักอ านวยกิจและศิรินันท์ กิตติสุขสถิตย์ (2549) ระดับความสุขนั้นขึ้นอยู่ กับหลายองค์ประกอบ เช่น ความสุขเชิงอัตวิสัย (Subjective) ได้แก่ การมีศีลธรรม สมาธิ ปัญญา ความรู้สึกพอเพียง ไม่โลภ และความสุขเชิงภาวะวิสัย (Objective) เช่น สุขภาพ ระดับการศึกษา การท างาน สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ สภาพความเป็นอยู่ใน ครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ในชุมชน โดยการสร้างดัชนี ที่มีหลายองค์ประกอบ สามารถท าได้ 2 แบบคือ 1) จากองค์ประกอบต่างๆ แล้วรวมเป็นดัชนีมวลรวม (Composite Index) โดยการให้ค่าถ่วง น้ าหนักแต่ละองค์ประกอบเท่ากัน หรือให้ค่าถ่วงน้ าหนักแต่ละองค์ประกอบไม่เท่ากัน 2) จากความรู้สึกรวมซึ่งจะเป็นค าถามเดียว แล้วจึงพิจารณาองค์ประกอบ โดยค าถามเดียว เช่น เมื่อพิจารณาจากทุกสิ่งทุกอย่างรวมกัน ท่านมีความรู้สึกพอใจในชีวิตอย่างไรในปัจจุบัน แล้วให้ผู้ตอบ แบบสอบถามบอกถึงระดับความรู้สึกที่มีการแบ่งเป็นระดับต่างๆ วิธีการประเมินระดับความอยู่ดีมีสุขของประชาชน สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1) ความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย หรือความสุขจากภายใน (Subjective Well-being, Happiness) คือ การตีค่าความสุขของปัจเจกบุคคล ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิหลังทางสังคมและวัฒนธรรมของตนเอง มักใช้วิธีการวัดโดยการให้คะแนนจากบุคคล
8 2) ความอยู่ดีมีสุขเชิงภาวะวิสัย หรือความสุขจากภายนอก (Objective Wellbeing,Happiness) คือการวัดค่าความสุขของบุคคลจากองค์ประกอบภายนอกและเป็นความสุขที่จะเกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่ เหมาะสมหลายด้านร่วมกัน ไม่ใช่เพียงตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น การวัดจึงนิยมน ามาท าเป็นดัชนีมวลรวม (Composite Index) เพื่อน ามาใช้ชี้วัดความสุขประเภทนี้โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 2.1) ความอยู่ดีมีสุขเชิงภาวะวิสัยที่มีค่าถ่วงน้ าหนักเท่ากัน คือการสร้างดัชนีที่มีแนวคิดส าคัญว่า องค์ประกอบของความอยู่ดีมีสุขทุกด้านมีความส าคัญต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเท่ากัน 2.2) ความอยู่ดีมีสุขเชิงภาวะวิสัยที่มีค่าถ่วงน้ าหนักต่างกัน คือการสร้างดัชนีจากเหตุผล ที่มีความส าคัญของแต่ละองค์ประกอบของความอยู่ดีมีสุขมีผลต่อประชาชนต่างกัน การพัฒนาดัชนีชี้วัดความสุขของประเทศต่างๆ ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (2550) การพัฒนาดัชนีชี้วัด ความสุขของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ได้ให้ความสนใจพัฒนา ตัวชี้วัดทางสังคม หรือดัชนีใหม่ๆ ที่จะมาอธิบายผลของการพัฒนาแทน GDP และรายได้ต่อหัวประชากร โดยเริ่มจากการวัดและรายงานเครื่องชี้ภาวะสังคม โดยเน้นถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชากร ระดับการศึกษา สุขภาพ การจ้างงาน ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นแนวคิดการวัดคุณภาพชีวิตหรือ ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งการพัฒนาเฉพาะด้าน เช่น บทบาทของสตรี เด็กเยาวชนและผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืน และดัชนีความสุข โดยได้มี การพัฒนาดัชนีที่ใช้ในปัจจุบัน คือ 1) ดัชนีชี้วัดการพัฒนาคน (Human Development Index: HDI) พัฒนาโดยส านักงาน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) มีแนวคิดการพัฒนาคน ใน 3 มิติทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และเศรษฐกิจ ทั้งนี้ก็เพื่อขยายแนวคิดการพัฒนาประเทศ โดยไม่ให้มุ่งเน้นที่รายได้เพียงด้านเดียว มีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้วัดการพัฒนาคนในประเทศต่างๆ และเปรียบเทียบระดับการพัฒนาในแต่ละประเทศ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีการศึกษา และรายได้ โดยตัวชี้วัด ประกอบด้วย อายุขัยเฉลี่ย อัตราการรู้หนังสือ อัตราส่วนการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา, มัธยมศึกษา และการศึกษาต่อเนื่องและรายได้ต่อหัวของประชากร 2) ดัชนีการพัฒนาหญิง-ชาย (Gender-related Development Index: GDI) พัฒนาโดย ส านักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ใช้วัดการพัฒนาคน โดยใช้องค์ประกอบเดียวกับ HDI แต่เพิ่มความไม่เท่าเทียมในเรื่องความส าเร็จระหว่างเพศชายและหญิง โดยที่ค่า GDI เท่ากับ HDI หมายถึงมีความเท่าเทียมกันทั้งสองเพศ โดย GDI จะระบุตัวชี้วัดที่บอกถึงความแตกต่างในความสามารถ พื้นฐานระหว่างเพศชายและหญิง ประกอบด้วยองค์ประกอบ การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีการศึกษาและ รายได้ 3) ดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิต พัฒนาโดย UNESCAP เป็นการมองคุณภาพชีวิตในฐานะที่ เป็นภาพรวม
9 ขององค์ประกอบต่างๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งแต่ละบุคคลจะมีระดับที่แตกต่างกันออกไป โดยเป็นระดับของ การมีชีวิตที่เป็นผลรวมจากองค์ประกอบคุณภาพชีวิต 7 ด้าน คือ สุขภาพ การใช้สติปัญญา ชีวิตการท างาน ชีวิตครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรม 4) ดัชนีชี้วัดระดับการพัฒนาที่ยั่งยืน พัฒนาโดย United Nations Commission on Sustainable Development (UNCSD) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นกรอบในการวัด ความก้าวหน้าการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ในการคัดเลือกดัชนีชี้วัดระดับการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ยึดหลัก Pressure-State-Response Framework (PSR) ประกอบด้วย ดัชนีชี้วัด 134 ตัวชี้วัด และจัดแบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ หมวดสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสถาบัน/องค์กร นอกจากนี้ ยังแบ่งลักษณะของดัชนีออกเป็น 3 ประเภท ที่สอดคลองกับหลัก PSR คือ ดัชนีประเภทพลังขับเคลื่อน (Driven force indicators) ดัชนีประเภทแสดงสถานภาพ (State indicators) และดัชนีประเภทตอบสนอง (Response indicators) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ การพัฒนาด้านสังคม การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาสถาบัน/องค์กร 5) ดัชนีอยู่ดีมีสุขของเด็กและเยาวชน (Child and Youth Well-being Index: CWI) พัฒนา โดย Foundation for Child Development มาจากแนวคิดที่ต้องการศึกษาคุณภาพชีวิต หรือความอยู่ดี มีสุขของเด็กและวัยรุ่นชาวอเมริกัน ดัชนีอยู่ดีมีสุขของเด็กและเยาวชน มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลการพัฒนา เด็กและเยาวชนในประเทศอเมริกา ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบความอยู่ดีมีสุขทางเศรษฐกิจของ ครอบครัว สุขภาพ ความปลอดภัย/พฤติกรรม การเข้าศึกษา ความเชื่อมโยงในชุมชน ความสัมพันธ์ทาง สังคม ความสุขทางอารมณ์ 6) เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDG) ซึ่งเป็น เป้าหมายที่ผู้น าประเทศต่างๆ ทั่วโลก 189 ประเทศรวมทั้งไทยได้ตกลงร่วมกันที่จะลดช่องว่างของการ พัฒนา และมุ่งส่งเสริมการพัฒนาคนภายในปี พ.ศ. 2533 – 2558 ประกอบด้วยเป้าหมายหลัก 8 ข้อ ได้แก่ ขจัดความยากจนและความหิวโหย ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา ส่งเสริมความเท่าเทียม กันทางเพศและส่งเสริมบทบาทสตรีลดอัตราการตายของเด็ก พัฒนาสุขภาพของสตรีมีครรภต่อสู้กับโรค เอดส์ มาลาเรีย และโรคส าคัญอื่นๆ รักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและส่งเสริมการเป็นหุ่นส่วน เพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก 7) ดัชนีโลกแห่งความสุข (Happy Planet Index: HPI) พัฒนาโดย New Economics Foundation เป็นวิธีการวัดแบบใหม่ โดยพิจารณาจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพ การจัดสรรทรัพยากร กับความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์ทั้งนี้ประเทศที่ได้คา HPI สูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็น ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่จะหมายความถึง ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิด ประสิทธิภาพต่อความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ ความยืนยาวของชีวิต ความพอใจในชีวิต และความต้องการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2550) การพัฒนาดัชนีชี้วัด ความสุขในประเทศไทย สามารถจ าแนกการพัฒนาดัชนีชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความสุขได้ ดังนี้
10 1) ดัชนีชี้วัดในระดับภาพรวม หรือระดับประเทศ ดัชนีชี้วัดในระดับภาพรวม ส่วนใหญ่ เป็นบทบาทการด าเนินการของหน่วยงานราชการนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการรวบรวมข้อมูล จากเอกสาร หรือจากตัวชี้วัดที่หน่วยงานต่างๆ จัดท าอยู่ และน ามาปรับปรุงเป็นเครื่องมือบ่งชี้สภาพ การพัฒนาของประชาชน ซึ่งมักจะมุ่งไปในเรื่องการมีคุณภาพชีวิตของประชาชนในเชิงวัตถุวิสัยมากกว่า การวิเคราะห์ความสุขโดยตรง โดยดัชนีชี้วัดในกลุ่มนี้ไดแก 1.1) ดัชนีความอยู่ดีมีสุข พัฒนาโดยส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และ สังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อใช้ประเมินผลกระทบจากการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 – 9 โดยมีกรอบแนวคิดว่า “ความอยู่ดีมีสุข หมายถึง การมีสุขภาพอนามัยที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ มีความรู้ มี งานท าอย่างทั่วถึง มีรายได้พอเพียงต่อการด ารงชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและ อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่ดีของภาครัฐ” 1.2) ดัชนีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สศช. พัฒนาขึ้นในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤต เศรษฐกิจ เพื่อใช้ประเมินผลกระทบการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ใช้เป็นสัญญาณเตือนภัย รวมทั้งบอกถึงสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ การพึ่งตนเองทาง เศรษฐกิจ ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โลก การเติบโตทาง เศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ และการกระจายการพัฒนาที่เป็นธรรม 1.3) ดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืน พัฒนาโดย สศช. ในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งได้ อัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ” มาเป็นปรัชญาน าทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ใน ทิศทางที่มุ่งสู่ความสมดุลทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อน าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความ อยู่ดีมีสุขของคนไทย ตัวชี้วัดดังกล่าวใช้ในการติดตามประเมินผลกระทบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ใน 3 มิติได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ (องค์ประกอบย่อย : คุณภาพ เสถียรภาพ และการกระจาย การพัฒนา ) มิติด้านสังคม (องค์ประกอบย่อย: การพัฒนาศักยภาพและการปรับตัวคนเข้าสู่ สังคมฐานความรู้ คุณภาพ ชีวิตและความมั่นคงการด ารงชีวิต พัฒนาให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน ด้านวัฒนธรรมและการสร้าง ความเสมอภาคและการมีส่วนร่วม ) และมิติด้านสิ่งแวดล้อม (องค์ประกอบย่อย: การสงวนรักษา การมี คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีและการมีส่วนร่วมและกระจายการใช้ทรัพยากร) 1.4) ตัวชี้วัดภาวะสังคม พัฒนาโดย สศช. เพื่อติดตามและรายงานสถานการณ์ทางสังคม รวมทั้งสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีผลต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของสังคมไทย รวมทั้งเพื่อ เป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยเพื่อน าไปสูการเฝ้าระวังและหาแนวทางการป้องกันปัญหา โดยตัวชี้วัดภาวะ สังคมแบ่งออกเป็น 4 ด้าน 37 ตัวชี้วัด ได้แก่ คุณภาพคน ความมั่นคงทางสังคม ความเป็นอยู่และ พฤติกรรมของคน และสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อคนและสังคม 1.5) เกณฑ์พื้นฐานในการด ารงชีวิตของคนไทย 10 ประการ สศช. พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็น เป้าหมายขั้นต่ าที่คนไทยควรบรรลุตามเกณฑ์ภายใน 6 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2547 – 2552) เพื่อน าไปสูการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและเป็นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยมีแนวคิดมาจาก
11 หลักคิด 3 ประการ ได้แก่ ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ความจ าเป็นพื้นฐานในการด ารงชีวิตและความ มั่นคงในชีวิต 1.6) ดัชนีความก้าวหน้าของคน (Human Achievement Index: HAI) ส านักงาน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจ าประเทศไทยได้พัฒนาดัชนีความก้าวหน้าของคน หรือ HAI ขึ้นในปี2546 โดยน าแนวคิด “ดัชนีความขัดสน” (Human Deprivation Index: HDI) มาปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสังคมไทยมากขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าของการพัฒนา คนและความเหลื่อมล้ าในพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทย ใน 76 จังหวัด ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ 40 ตัวชี้วัด ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา การท างาน รายได้ที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม ชีวิตครอบครัวและชุมชน คมนาคมและการสื่อสารและการมีส่วนร่วม 1.7) ดัชนีชี้วัดความสุขระดับชาติ โดยส านักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สป รส.) ส า กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกระทรวงสาธารณสุข โดยพิจาณาเป็น 3 มิติได้แก่ สถานะสุขภาพ ของคน ทั้งด้านร่างกาย จิตและปัญญา ระบบบริการสุขภาพ พิจารณาทั้งในด้านระบบบริหารจัดการ ระบบ การจัดสรรทรัพยากรสาธารณสุข และระบบการให้บริการ และปัจจัยบ่งชี้สุขภาพ ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงในชีวิต ความสัมพันธ์ ในครอบครัว ศักยภาพชุมชน และความมั่นคงของสังคม 1.8) ดัชนีพยากรณ์ความสุขของคนไทย และคาต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยของ ABAC Poll มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความสุขของคนทุกระดับทั้งปัจเจกชุมชน สังคม ภูมิภาค และ 20 ประเทศ ครอบคลุมชาวไทยและชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยในประเทศไทย แต่ไม่รวมชาวต่างชาติที่เป็น นักท่องเที่ยว โดยดัชนีชุดนี้มี 14 กลุ่มปัจจัยที่มีผลต่อความสุข เช่น การศึกษา ความพึงพอใจในหน้าที่ การ งาน เศรษฐกิจพอเพียง วัฒนธรรมศิลปะ ธรรมชาติและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศน์ แบบสอบถามของดัชนีชุดนี้วัดทั้งทางตรงด้วยการสอบถามตรงๆ และวัดทางออมด้วยการถามความรู้สึก/ การให้ความส าคัญกับเรื่องต่างๆ 1.9) ดัชนีคุณภาพชีวิตและทุนทางสังคมของไทย พัฒนาโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.) ในปี 2548 เพื่อเป็นกลไก /เครื่องมือในการพิจารณาแก้ไข ปัญหาคุณภาพ ชีวิตและทุนทางสังคมของไทยที่สามารถระบุความจ าเป็นเร่งด่วน และสามารถน าไปปฏิบัติได้จริง โดยมีการ พัฒนาเป็น 2 ชุด ดัชนีคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย 11 มิติ 64 ได้แก่ มิติสุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม รายได้การท างาน จริยธรรม ครอบครัว ความปลอดภัย คมนาคมและการสื่อสาร และการมี ส่วนร่วม และดัชนีทุนทางสังคม ประกอบด้วย 5 มิติ 40 ดัชนี ได้แก่ กลุ่มและเครือข่าย ความไว้วางใจและ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กิจกรรมและความร่วมมือ ความสมานฉันท์การอยูร่วมกันในสังคม และความ ขัดแย้งและความรุนแรง และอ านาจหน้าที่และกิจกรรมทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวในการพัฒนา ดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข สืบเนื่องจากการ ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี 2548 ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ การร่วมสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข 9 ข้อ
12 โดยการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขในระดับครอบครัว ชุมชน และระดับชาติเป็นเจตนารมณ์หนึ่ง ใน 9 ข้อดังกล่าว “ความอยู่เย็นเป็นสุข” หมายถึง “ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล” และการพัฒนาดัชนีชี้วัดเมืองไทยแข็งแรง โดยศูนย์อ านวยการบริหารยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรง ในปี 2547 เพื่อติดตาม และประเมินผลการ ด าเนินงานวาระแห่งชาติ “เมืองไทยแข็งแรง” 2) ดัชนีชี้วัดความสุขในระดับชุมชน หรือระดับพื้นที่ ดัชนีชี้วัดความสุขในระดับชุมชน ในช่วง ปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 เป็นต้นมา ภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนเริ่มมีบทบาทรวมตัวกัน เป็นในการหาแนวทางแก้ปัญหาทุกข์ภาวะของคนในสังคมที่ตกอยู่ภายใต้ปัญหาความยากจน ทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงมากขึ้น เกิดเครือข่ายการศึกษาวิจัยในระดับชุมชน โดยชุมชนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้และแก้ปัญหาของชุมชนมากขึ้น ซึ่งน าไปสู่การพัฒนาแนวคิดในการวัด ความสุขในชุมชน หรือระดับพื้นที่ที่ส าคัญ ได้แก่ 2.1) ตัวชี้วัดความสุขของประชาชนชาวไทยของนายแพทย์อภิสิทธิ์ ธ ารงวรางกูล และคณะ ได้พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างนักวิจัยร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน และกลุ่มเกษตรกรใน 4 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา ขอนแก่น และสุรินทร์ ในงานวิจัย เรื่อง กระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดความสุขของประชาชนชาวไทยเพื่อสร้างแนวคิดเรื่องความสุขอันจะ เป็นแนวทางในการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะส าหรับเกษตรกรในภาคนั้น โดยมีกรอบแนวคิดที่ให้ ความส าคัญกับการพัฒนาคนเชิงจิตวิสัย มีต้นเค้ามาจากค าสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าในการ พึ่งพาตนเอง ที่เน้นความสุขของชีวิตเป็นเป้าหมายในการครองตน และข้อชี้แนะของสมเด็จองค์ดาไลลามะ ที่ว่าความสุขในเชิง Happiness เป็นความสุขที่สัมพันธ์กับความรู้สึกทางจิต (mind) และใจ (heart) มีลักษณะสงบ และด ารงอยู่ที่ยาวนาน โดยกระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดความสุข เป็นการพัฒนาวิธีคิดให้มอง ความสุข (happiness) มากกว่าความหฤหรรษ์ (pleasure) และเพื่อให้สามารถเปลี่ยนความคิดของ ชาวบ้านที่เข้าร่วม จนถึงขั้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยสร้างคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนมี ความสุขเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ใช้ในการประเมินผล เพื่อให้รู้สถานการณ์และเป็นการกระตุ้นเกษตรกรให้มี ทางเลือกใหม่ ซึ่งองค์ประกอบของความสุขแบ่งเป็น 8 หมวด โดยแต่ละหมวดมีตัวอย่างวลีเกี่ยวกับ ความคิดเรื่องความสุขซึ่งชาวบ้านเขียนไว้ ที่พบบ่อยและน่าสนใจคือ (1) การมีหลักประกันในชีวิต ได้แก่ มีที่ดินท ากินของครอบครัวอย่างพอเพียง มีบ้านอาศัย ของครอบครัวอย่างมั่นคงถาวร มีอาหารการกินพอเพียง มีเงินทองใช้สอย มียุ้งข้าวใหญ่ มีข้าวกินตลอดปี (2) การมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ได้แก่ สุขภาพจิต ร่างกายแข็งแรง อายุยืน ปลูกยา สมุนไพรไวรักษาเวลาเจ็บป่วย ไม่มีโรคประจ าตัว (3) การมีครอบครัวที่อบอุน ได้แก่ คนในครอบครัวอยู่กันพรอมหน้าและมีงานท า คนใน ครอบครัวรักใครกันไม่ทะเลาะหรือหึงหวงกัน ลูกขยันท ามาหากินและพึ่งตนเองได้ผัวเดียวเมียเดียว คนใน ครอบครัวมีเวลาให้กัน
13 (4) การมีชุมชนเข้มแข็ง ได้แก่ เกิดกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม เกิดผู้น าตามธรรมชาติ และมีกระบวนการพัฒนาผู้น า เกิดกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน ชุมชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คนในชุมชน มีความสามัคคี (5) การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้แก่ มีดินน้ าสัตว์อุดมสมบูรณ์การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีถนน น้ าประปา และไฟฟ้า มีสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ เพิ่มความหลากหลาย (6) การมีอิสรภาพ ได้แก่ ได้ท าในสิ่งที่คิดโดยไม่สร้างความเดือดร้อน ไม่มีหนี้สิน ไม่ถูกคนอื่นครอบง าด้านความคิด ประกอบอาชีพอิสระ (7) การมีความภาคภูมิใจ ได้แก่ มีครอบครัวที่ประสบความส าเร็จ การเป็นตัวอย่างที่ดีของ ผู้อื่น ได้ถ่ายทอดความรู้ความคิดต่อผู้อื่น (8) การเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยูร่วมกัน ได้แก่ การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ไดเข้าวัดฟังธรรม ท าบุญ ท าทาน หรือช่วยเหลือผู้อื่น 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ธีรวัฒน์ วงศ์วรัญญู (2558) ศึกษาเรื่องความสุขของประชาชนในเขตเทศบาลต าบลเชียงคาน อ าเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในเขตเทศบาลต าบลเชียงคาน จ านวน 373 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 81.2 ช่วงอายุ 40-49 ปีร้อยละ 32.7 สถานภาพสมรส ร้อยละ 76.4 ระดับการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 29.2 อาชีพเกษตรการ ร้อยละ 37.3 รายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 44.8 ระดับความสุขของประชาชนในเขตเทศบาลต าบลเชียงคานโดยภาพรวม ทั้ง 6 ด้าน มีความสุขอยู่ในระดับที่มาก คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.56 มีความสุขอยู่ในระดับมาก โดยเรียงล าดับ ได้ดังนี้ด้านครอบครัวอบอุ่น ด้านการมีสุขภาวะ ด้านสภาพแวดล้อมดีมีระบบนิเวศสมดุล ด้านมีประชาธิปไตย ภายใต้สังคมที่มีธรรมาภิบาล ด้านชุมชนเข้มแข็ง ส่วนด้านเศรษฐกิจเป็นธรรมและเข้มแข็ง อยู่ในระดับปานกลาง รังสรรค์ ภิรมย์ (2552) ศึกษาเรื่องการวัดระดับความสุขของประชากรในอ าเภอสารภี จังหวัด เชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในอ าเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ จ านวน 150 คน ส่วน ใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.7 มีอายุระหว่าง 50-59 ปี ร้อยละ 28.0 มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 62.7 มี การศึกษาในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 33.3 มีอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 28.0 มีรายไดเฉลี่ย ต่อเดือนไมเกิน 10,000 บาท ร้อยละ 64.0 และส่วนใหญ่มีเงินออม ร้อยละ 46.0 ไม่มีหนี้สิน ร้อยละ 58.0 ในส่วนของประชากรที่มีหนี้สิน พบว่าส่วนใหญ่มีหนี้สินเพื่อยานพาหนะ ร้อยละ 39.0 เป็นจ านวนเฉลี่ย 21,507.88 บาท ระดับความสุขโดยรวมทั้ง 8 หมวด ของประชากรในอ าเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ มีความสุขในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 3.56 โดยมีความสุขในแต่ละหมวดอยู่ในระดับมาก เรียงตามล าดับ ดังนี้ หมวดการมีครอบครัวที่อบอุ่น การเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน การมีร่างกายและจิตใจที่ แข็งแรง การมีความภาคภูมิใจ การมีอิสรภาพ และการมีหลักประกันในชีวิต สวนหมวดการมีชุมชนเข้มแข็ง และการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีประชากรมีความสุขในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสุขกับระดับความสุขใน หมวดต่างๆ โดยใช้การทดสอบไคสแควร์
14 ที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ 0.05 พบว่า รายไดเฉลี่ยต่อเดือนความสัมพันธ์กับระดับความสุขในหมวดการมี สิ่งแวดล้อมที่ดี เงินออมมีความสัมพันธ์กับ ระดับความสุขในหมวดการมีหลักประกันในชีวิต การมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง การมีชุมชนเข้มแข็ง การมีอิสรภาพ และการมีความภาคภูมิใจ หนี้สนมีความสัมพันธ์ กับระดับความสุขในหมวดการมีหลักประกันในชีวิต การมีชุมชนเข้มแข็ง และการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี เพศมี ความสัมพันธ์กับระดับความสุขในหมวดการมีชุมชนเข้มแข็ง อายุมีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในหมวด การมีความภาคภูมิใจ ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในหมวดการมีหลักประกันในชีวิต การมีชุมชนเข้มแข็งและการมีความภาคภูมิใจ อาชีพมีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในหมวดการมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง ส าหรับสถานภาพการสมรสไมมีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในทุกหมวด กิ่งทอง กิจจานนท์ (2557) ศึกษาเรื่องความสุขของประชาชนในเมืองเขตเทศบาลเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสุขของประชาชนเขตเทศบาลเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ความสุขของประชาชนที่อาศัย อยู่ใน เขตเทศบาลเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี มีความสุขระดับมาก คือ ด้านชีวิตและครอบครัว รองลงมา ด้าน ชีวิตการท างาน และมีความสุขระดับน้อยทีสุดในด้านการบริหารจัดการที่ดีทั้งภาครัฐ และเอกชน 2) เปรียบเทียบความสุขของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี จ าแนกตามเพศ อายุ สถานภาพ และอาชีพ ภาพรวมไม่แตกต่างกัน หากจ าแนกตามรายได้ต่อเดือน ระยะเวลาทีอยู่อาศัย ที่พัก อาศัย และภาระการเลี้ยงดูรวมทั้งตัวเอง พบว่า ภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย ในการด าเนินการวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสุขในจังหวัดมหาสารคาม โดยผู้วิจัยได้ ด าเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 วิธีการสุ่มตัวอย่าง 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม จ านวน 800 คน ส านักงานสถิติจังหวัดมหาสารคามได้ด าเนินการส ารวจความคิดเห็นโครงการติดตามประเมินผลความสุข มวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดมหาสารคาม แผนการเลือกตัวอย่างที่ ใช้เป็นแบบวิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน (Stratified Two-stage Sampling) โดยหน่วยตัวอย่าง ขั้นที่ 1 คือ เขตแจงนับ (Enumeration Area : EA) ซึ่งมีจ านวน 40 EA ตัวอย่าง หน่วยตัวอย่างขั้นที่ 2 คือ ครัวเรือนส่วนบุคคลและสมาชิกในทุกครัวเรือนกลุ่มประเภทครัวเรือน จ านวน 800 ครัวเรือนตัวอย่าง 3.2 วิธีการสุ่มตัวอย่าง งานวิจัยนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน (Stratified Two-stage Sampling) โดยหน่วยตัวอย่างขั้นที่ 1 คือ เขตแจงนับ (Enumeration Area : EA) ซึ่งมีจ านวน 40 EA ตัวอย่าง ขั้นที่ 2 คือ ครัวเรือนส่วนบุคคลและสมาชิกในทุกครัวเรือนกลุ่มประเภทครัวเรือนจ านวน 800 ครัวเรือนตัวอย่าง 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส านักงานสถิติ จังหวัดขอนแก่นได้สร้างขึ้น ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน การออมเงินเฉลี่ยต่อเดือน การมีหนี้สิน ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสุข ตอนที่ 3 ประเด็นปัญหาและความต้องการของประชาชนเพื่อประกอบการทบทวนแผนพัฒนา จังหวัดมหาสารคาม
16 ระดับความสุข ระดับความสุข เกณฑ์คะแนน มีความสุขมากที่สุด 5 คะแนน มีความสุขมาก 4 คะแนน มีความสุขปานกลาง 3 คะแนน มีความสุขน้อย 2 คะแนน มีความสุขน้อยที่สุด 1 คะแนน การแปลผลแบบสอบถาม การวัดระดับความสุขใช้วิธีหาค่าเฉลี่ยความสุขจากตัวชี้วัดความสุขด้านต่าง ๆ โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามประเมินตนเอง โดยที่ค่าความสุขมี5 ระดับ เรียงล าดับจากน้อยไปหามาก โดยมีเกณฑ์การแปลผล การวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ( ส านักงานสถิติจังหวัดขอนแก่น ) คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความสุขในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความสุขในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความสุขในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความสุขในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความสุขในระดับน้อยที่สุด ซึ่งจากค่าคะแนนเฉลี่ย สามารถคิดเป็นร้อยละ ได้ดังนี้ ร้อยละ 90.1 - 100.0 หมายถึง มีความสุขในระดับมากที่สุด ร้อยละ 70.1 - 90.0 หมายถึง มีความสุขในระดับมาก ร้อยละ 50.1 - 70.0 หมายถึง มีความสุขในระดับปานกลาง ร้อยละ 30.1 - 50.0 หมายถึง มีความสุขในระดับน้อย ร้อยละ 20.0 - 30.0 หมายถึง มีความสุขในระดับน้อยที่สุด 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ ใช้วิธีการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ของ ครัวเรือนตัวอย่าง ที่อยู่ในจังหวัดมหาสารคาม ครัวเรือนละ 1 คนโดยให้กระจายตามเพศ อายุ ระดับ การศึกษา และสถานภาพการท างาน โดยก าหนดคาบเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูล ( 1 สิงหาคม 2563 – 15 สิงหาคม 2563) 3.5 การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อรวบรวมแบบสอบถามเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยด าเนินการจัดการกระท าข้อมูลตามล าดับดังนี้ 1. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามที่ได้ทุกฉบับ 2. ตรวจให้คะแนนแบบสอบถามตามเกณฑ์ที่ก าหนด 3. น าแบบสอบถามที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้วทั้ง 800 ฉบับมาท าคู่มือลงรหัสแบบสอบถาม 4. ประมวลผลตามความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ
17 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1.การวิเคราะห์ชองพรรณนา (Descriptive Analysis) ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) (กัลยา วาณิชย์บัญชา.2542:46) ใช้ส าหรับการประมาณค่าสัดส่วนของประชากร 1.1 ความถี่ (Frequency) 1.2 ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตร 100 f p n เมื่อ แทน ร้อยละ แทน ความถี่ แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด 1.3 ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร 1 n i i X X n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย 1 n i i X แทน ค่าผลรวมของคะแนน n แทน ขนาดหน่วยตัวอย่าง 1.4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร 2 2 1 1 ( ) ( 1) n n i i i i n x x s n n เมื่อ S แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน 2 1 n i i X แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกก าลังสอง 2 1 ( ) n i i X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกก าลังสอง n แทน ขนาดหน่วยตัวอย่าง
18 2.สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบ F-test การทดสอบ F-test : ANOVA (Analysis of Variance) เป็นการวิเคราะห์ความแปรปรวนหรือ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป โดยตัวแปรตามจะมีเพียง 1 ตัว อยู่ในมาตรการวัดระดับ Interval หรือ Ratio Scale และ ตัวแปรอิสระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปอยู่ในมาตรการ วัดระดับ Nominal Scale ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ 1 ตัว เรียกว่า One-way ANOVA ถ้าวิเคราะห์ กับตัวแปรอิสระ 2 ตัว เรียกว่า Two-way ANOVA ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ 3 ตัว เรียกว่า Three-way ANOVA ข้อก าหนดเบื้องต้นของ F-Test 1. สิ่งตัวอย่างที่จะเทียบกันทั้งสองกลุ่ม ถูกสุ่มมาจาก ประชากรอย่างถูกต้อง (Randomly) 2. ประชากรที่ท าการสุ่มตัวอย่างมานั้นจะต้องมีการกระจาย แบบ Normal Distribution ก าหนดขอบเขตวิกฤต โดยหาค่า F วิกฤต ( 1 df , 2 df ) สรุปผลการทดสอบ F F วิกฤต จะปฏิเสธ H0 F F วิกฤต จะยอมรับ H0 ตารางที่ 3.1 ตารางวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ( One Way ANOVA ) Source of Variance (SOV) df Sum square (SS) ผลรวมของก าลังสองของค่าเบี่ยงเบน Mean Square (MS) ความแปรปรวน F-ratio Between Groups (Treatment) k 1 k = จ านวนกลุ่ม 2 2 j 1 k j j T T SSB n n 1 SSB MSB k MSB F MSW Within Groups (Error) n k n = จ านวน ตัวอย่างทั้งหมด 2 1 1 (x ) k n ij j j i SSW x SSW MSW n k Total n 1 2 2 1 1 k n ij j i T SST x n
19 ความหมายของสัญลักษณ์ Ti แทน ผลรวมของคะแนน n ค่าในแต่ละกลุ่ม T แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด j n แทน จ านวนข้อมูลในแต่ละกลุ่ม k แทน จ านวนกลุ่ม ij x แทน ข้อมูลตัวที่ i (แถว) ในกลุ่ม j (คอลัมน์) j x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม j t x แทน ค่าเฉลี่ยรวม การทดสอบด้วยวิธีDuncan’s multiple range test วิธี Duncan ใช้กับกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเท่ากัน เปรียบเทียบหลายคู่พร้อมกัน ภายใต้ความแปรปรวนที่ เท่ากันประชาชนในจังหวัดมหาสารคามมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน จะมีคะแนนความสุขที่แตกต่าง กันโดยใช้การทดสอบด้วยวิธีDuncan’s multiple range test โดยมีสูตรดังนี้ (ผศ.ดร.นิภาพร ชุติมันต์) เรียงค่าเฉลี่ยตามล าดับจาก น้อยไปมาก ค านวณค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย . / r S MSE yi h yi. S แทน ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย MSE แทน ค่าประมาณของความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อน h r แทน จ านวนสมาชิกในกลุ่มตัวอย่างชุดที่ h 1 h t i t r t คือค่าเฉลี่ยฮาร์โมนคของจ านวนซ้ าของทรีทเมนต์ แต่ถ้าทุกทรีทเมนต์ มีจ านวนซ้ าเท่ากับ r เท่ากันให้แทนค่า r h ด้วย r การค านวณวิธี Duncan (Kirk. 1995 : 144 – 155) โดยใช้สูตร . ( , n k) Rp r p S yi เมื่อ Rp แทน สถิติทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยวิธี Duncan yi. S แทน ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย k แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง p แทน ระยะห่างของค่าเฉลี่ยที่ต้องการเปรียบเทียบ n แทน จ านวนสมาชิกในกลุ่มตัวอย่าง r แทน ค่าที่ได้จากการเปิดตาราง
บทที่ 4 ผลการศึกษา การติดตามประเมินผลระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ผู้วิจัยได้เสนอ ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จ านวน 800 คน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเสนอตามล าดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 3. ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามที่มีผลต่อระดับความสุขของประชาชน ตอนที่ 1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ เพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล การเสนอผลและการแปลความหมายจากข้อมูล ผู้วิจัยจึงขอ เสนอสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน ขนาดของตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) Minimum แทน ค่าต่ าที่สุด Maximum แทน ค่าสูงที่สุด F-test แทน สถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียว p-value แทน ค่าความน่าจะเป็นน้อยที่สุดที่จะปฏิเสธสมมติฐานหลักภายใต้ สมมติฐานหลักเป็นจริง โดยค านวณจากค่าที่สังเกตได้จากข้อมูล ในตัวอย่างที่เก็บรวบรวมมา
21 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตารางที่ 4.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามเพศ จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 401 คน คิดเป็นร้อยละ 50.1 รองลงมาเป็นเพศหญิง 399 คน คิดเป็นร้อยละ 49.9 ตารางที่ 4.2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามช่วงอายุ จากตารางที่ 4.2 พบว่า อายุของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวล รวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 50-59 ปี มีจ านวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 25.0 รองลงมาอายุตั้งแต่ 40-49 ปี 159 คน คิดเป็นร้อยละ 19.9 อายุ 60 ปีขึ้นไป มีจ านวน 149 คน คิดเป็นร้อยละ 18.6 อายุตั้งแต่ 30-39 ปี 129 คน คิดเป็นร้อยละ 16.1 อายุตั้งแต่ 20-29 ปี มีจ านวน 107 คน คิดเป็นร้อยละ 13.4 อายุตั้งแต่ 15–19 ปี มีจ านวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 7.0 เพศ จ านวน (คน) ร้อยละ ชาย 401 50.1 หญิง 399 49.9 รวม 800 100.0 ช่วงของอายุ จ านวน (คน) ร้อยละ ตั้งแต่ 15-19 ปี 56 7.0 ตั้งแต่ 20-29 ปี 107 13.4 ตั้งแต่ 30-39 ปี 129 16.1 ตั้งแต่ 40-49 ปี 159 19.9 ตั้งแต่ 50-59 ปี 200 25.0 60 ปีขึ้นไป 149 18.6 รวม 800 100.0
22 ตารางที่ 4.3 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามการศึกษาที่ส าเร็จสูงสุด การศึกษาที่ส าเร็จสูงสุด จ านวน (คน) ร้อยละ ประถมศึกษา 297 37.1 มัธยมศึกษาตอนต้น 132 16.5 มัธยมศึกษาตอนปลาย 178 22.3 ปวช. 38 4.8 ปวส./ปวท./อนุปริญญา 32 4.0 ปริญญาตรี 114 14.2 ปริญญาโทหรือสูงกว่า 9 1.1 รวม 800 100.0 จากตารางที่ 4.3 พบว่า การศึกษาที่ส าเร็จสูงสุดของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตาม ประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม ส่วนใหญ่ส าเร็จการศึกษาสูงสุด คือ ประถมศึกษา มีจ านวน 279 คน คิดเป็นร้อยละ 37.1 รองลงมา คือ มัธยมศึกษาตอนปลาย จ านวน 178 คน คิดเป็นร้อยละ 22.3 มัธยมศึกษาตอนต้น จ านวน 132 คน คิดเป็นร้อยละ 16.5 ปริญญาตรี จ านวน 114 คน คิดเป็นร้อยละ 14.2 ปวช. จ านวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ 4.8 ปวส./ปวท./อนุปริญญา จ านวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 4 ปริญญาโทหรือสูงกว่า จ านวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 1.1
23 ตารางที่ 4.4 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามอาชีพ จากตารางที่ 4.4 พบว่า อาชีพของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวล รวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร จ านวน 238 คน คิดเป็นร้อยละ 29.8 รองลงมา อาชีพค้าขาย/ประกอบธุรกิจส่วนตัว จ านวน 155 คน คิดเป็นร้อยละ 19.4 อาชีพนักเรียน/นักศึกษา จ านวน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 11.2 อาชีพรับจ้างทั่วไป/ กรรมกร จ านวน 84 คน คิดเป็นร้อยละ 10.5 อาชีพพนักงาน/ลูกจ้างเอกชน จ านวน 81 คน คิดเป็นร้อยละ 10.1 อาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ จ านวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 10.0 อาชีพว่างงาน/ไม่มีงานท า จ านวน 51 คิดเป็นร้อยละ 6.3 อาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ จ านวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 1.8 ข้าราชการบ านาญ จ านวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 0.9 ตารางที่ 4.5 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ จ านวน (คน) ร้อยละ เกษตรกร 238 29.8 ค้าขาย/ประกอบธุรกิจส่วนตัว 155 19.4 นักเรียน/นักศึกษา 90 11.2 รับจ้างทั่วไป/กรรรมกร 84 10.5 พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน 81 10.1 ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ 80 10.0 ว่างงาน/ไม่มีงานท า 51 6.3 พนักงานรัฐวิสาหกิจ 14 1.8 ข้าราชการบ านาญ 7 0.9 รวม 800 100.0 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน จ านวน (คน) ร้อยละ ต่ ากว่า 5,000 บาท 142 17.8 5,001 – 10,000 บาท 273 34.1 10,001 – 15,000 บาท 212 26.5 มากกว่า 15,000 บาท 173 21.6 รวม 800 100.0
24 จากตารางที่ 4.5 พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท มีจ านวน 273 คน คิดเป็นร้อยละ 34.1 รองลงมา คือ มีรายได้รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท มีจ านวน 212 คน คิดเป็นร้อยละ 26.5 มีรายได้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท มีจ านวน 173 คน คิดเป็นร้อยละ 21.6 มีรายได้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 บาท มีจ านวน 142 คน คิดเป็นร้อยละ 17.8 ตารางที่ 4.6 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน จ านวน (คน) ร้อยละ ต่ ากว่า 5,000 บาท 143 17.9 5,001 – 10,000 บาท 407 50.9 มากกว่า 10,000 บาท 250 31.2 รวม 800 100.0 จากตารางที่ 4.6 พบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผล ความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท มีจ านวน 407 คน คิดเป็นร้อยละ 50.9 รองลงมามีค่าใช้จ่ายรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มากกว่า 10,000 บาท จ านวน 250 คน คิดเป็นร้อยละ 31.2 ค่าใช้จ่ายต่ ากว่า 5,000 บาท จ านวน 143 คน คิดเป็นร้อยละ 17.9 ตารางที่ 4.7 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามการออมเงินเฉลี่ยต่อเดือน การออมเงินเฉลี่ยต่อเดือน จ านวน (คน) ร้อยละ ต่ ากว่า 1,000 บาท 287 35.9 1,001 – 5,000 บาท 153 19.1 มากกว่า 5,000 บาท 20 2.5 ไม่มีการออม 340 42.5 รวม 800 100.0
25 จากตารางที่ 4.7 พบว่าการออมเงินเฉลี่ยต่อเดือนของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตาม ประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่ ไม่มีการออมเงิน จ านวน 340 คน คิดเป็นร้อยละ 42.5 รองลงมา มีการออมเงินต่ ากว่า 1,000 บาท จ านวน 287 คน คิดเป็นร้อยละ 35.9 การออมเงิน 1,001 – 5,000 บาท จ านวน 153 คน คิดเป็นร้อยละ 19.1 และมีการออมเงินมากกว่า 5,000 บาท จ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ตารางที่ 4.8 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามการมีหนี้สิน การมีหนี้สิน จ านวน (คน) ร้อยละ ไม่มีหนี้สิน 259 32.4 มีหนี้สิน 541 67.6 รวม 800 100.0 จากตารางที่ 4.8 พบว่าการมีหนี้สินของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุข มวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่มีหนี้สิน จ านวน 541 คน คิดเป็นร้อยละ 67.6 ไม่มีหนี้สิน จ านวน 259 คน คิดเป็นร้อยละ 32.4
26 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของประชาชนเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคามที่มีผลต่อระดับความสุขของประชาชน ตารางที่ 4.9 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสุข ตัวชี้วัดความสุข ระดับความสุข รวม มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด การมีหลักประกันในชีวิต 1.การมีที่ดินท ากินของครอบครัว ของตนเองอย่างเพียงพอ 136 (17.0) 370 (46.3) 232 (29.0) 57 (7.1) 5 (0.6) 800 (100.0) 2.การที่มีบ้านอาศัยของครอบครัวของ ตนเองอย่างมั่นคง ถาวร 222 (27.8) 430 (53.8) 133 (16.6) 15 (1.9) 0 (0.0) 800 (100.0) 3.การมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ และกินดีอยู่ดี 180 (22.5) 436 (54.5) 164 (20.5) 20 (2.5) 0 (0.0) 800 (100.0) 4.การไม่มีหนี้สินติดตัว 133 (16.6) 172 (21.5) 381 (47.6) 87 (10.9) 27 (3.4) 800 (100.0) 5.การมีรายได้เพียงพอต่อการด ารงชีพของ ตน 73 (9.1) 272 (34.0) 384 (48.0) 62 (7.8) 9 (1.1) 800 (100.0) การมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง 1.หนึ่งเดือนที่ผ่านมา สบายใจดี 201 (25.1) 408 (51.0) 174 (21.8) 16 (2.0) 1 (0.1) 800 (100.0) 2.หนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีสุขภาพร่างกาย แข็งแรง 228 (28.5) 407 (50.9) 144 (18.0) 20 (2.5) 1 (0.1) 800 (100.0) 3.การไม่มีโรคประจ าตัว 240 (30.0) 327 (40.9) 209 (26.1) 22 (2.8) 2 (0.3) 800 (100.0) 4.การมีชั่วโมงพักผ่อนเฉลี่ยต่อวันอย่าง เพียงพอ 157 (19.6) 415 (51.9) 211 (26.4) 15 (1.9) 2 (0.3) 800 (100.0) 5.การได้ออกก าลังกายมากกว่า 1 ครั้งต่อ สัปดาห์ 116 (14.5) 325 (40.6) 318 (39.8) 33 (4.1) 8 (1.0) 800 (100.0) การมีครอบครัวที่อบอุ่น 1.คนในครอบครัวขยันท ามาหากิน และพึ่งตนเองได้ 255 (31.9) 450 (56.3) 89 (11.1) 5 (0.6) 1 (0.1) 800 (100.0) 2.คนในครอบครัวส่วนใหญ่อยู่กันอย่าง พร้อมหน้าพร้อมตา 269 (33.6) 435 (54.4) 86 (10.8) 10 (1.3) 0 (0.0) 800 (100.0) 3.คนในครอบครัวไม่เคยทะเลาะเบาะแว้ง หรือหึงหวงกัน 282 (35.3) 419 (52.4) 94 (11.8) 5 (0.6) 0 (0.0) 800 (100.0) 4.คนในครอบครัวสามารถพูดคุยปรึกษากัน ได้ทุกเรื่อง 280 (35.0) 417 (52.1) 95 (11.9) 8 (1.0) 0 (0.0) 800 (100.0)
27 ตัวชี้วัดความสุข ระดับความสุข รวม มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด การมีชุมชนเข้มแข็ง 1.คนในชุมชนมีการเรียนรู้ร่วมกันอย่าง ต่อเนื่อง 186 (23.3) 453 (56.6) 153 (19.1) 8 (1.0) 0 (0.0) 800 (100.0) 2.ชุมชนมีผู้น าที่เป็นตัวอย่างที่ดี 194 (24.3) 456 (57.0) 149 (18.6) 1 (0.1) 0 (0.0) 800 (100.0) 3.คนในชุมชนได้รับความรู้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน 193 (24.1) 447 (55.9) 154 (19.3) 6 (0.8) 0 (0.0) 800 (100.0) การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี 1.บริเวณที่พักอาศัยปราศจากปัญหาจาก มลภาวะต่างๆ 221 (27.6) 431 (53.9) 144 (18.0) 4 (0.5) 0 (0.0) 800 (100.0) 2.บริเวณที่พักอาศัยมีความปลอดภัย 215 (26.9) 423 (52.9) 159 (19.9) 3 (0.4) 0 (0.0) 800 (100.0) 3.บริเวณที่พักอาศัยไม่มีสถานบันเทิงที่สร้าง ความรบกวน 339 (42.4) 361 (45.1) 90 (11.3) 8 (1.0) 2 (0.3) 800 (100.0) 4.หนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและ ฆ่าแมลง 205 (25.6) 345 (43.3) 196 (24.5) 45 (5.6) 8 (1.0) 800 (100.0) 5.การมีสาธารณูปโภค ถนน น้ าประปา ไฟฟาา อินเทอร์เน็ตเพียงพอ 280 (35.0) 360 (45.0) 136 (17.0) 24 (3.0) 0 (0.0) 800 (100.0) ความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนใน ชุมชน 1.มีความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน 208 (26.0) 422 (52.8) 169 (21.1) 1 (0.1) 0 (0.0) 800 (100.0) 2.มีความปลอดภัยจากสารเสพติดต่างๆ 170 (21.3) 375 (46.9) 252 (31.5) 3 (0.4) 0 (0.0) 800 (100.0) 3.การไม่มีเพื่อนที่มั่วสุมยาเสพติดและ อบายมุข 226 (28.2) 356 (44.5) 212 (26.5) 4 (0.5) 2 (0.3) 800 (100.0) การมีมีความภาคภูมิใจในตนเอง 1.การเป็นตัวอย่างที่ดีและมีคนท าตาม 237 (29.6) 403 (50.4) 147 (18.4) 13 (1.6) 0 (0.0) 800 (100.0) 2.การมีความส าเร็จในอาชีพที่ท า 217 (27.1) 412 (51.5) 151 (18.9) 19 (2.4) 1 (0.1) 800 (100.0) ตารางที่ 4.9 (ต่อ) จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสุข
28 ตารางที่ 4.9 (ต่อ) จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการติดตามประเมินผลความสุขมวลรวมของ ประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแผนพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม จ าแนกตามปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสุข ตัวชี้วัดความสุข ระดับความสุข รวม มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด การเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน 1.ในชุมชนมีการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 253 (31.6) 447 (55.9) 99 (12.4) 1 (0.1) 0 (0.0) 800 (100.0) 2.การรู้สึกพอใจในสิ่งที่มีอยู่ 248 (31.0) 442 (55.3) 102 (12.8) 8 (1.0) 0 (0.0) 800 (100.0) 3.หนึ่งเดือนที่ผ่านมาท่านได้ท าบุญหรือ แบ่งบันช่วยเหลือผู้อื่น 241 (30.1) 444 (55.5) 108 (13.5) 7 (0.9) 0 (0.0) 800 (100.0) หมายเหตุ ตัวเลขใน ( ) หมายถึงร้อยละ จากตารางที่ 4.9 พบว่าความสุขของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามที่มีต่อปัจจัยด้านต่างๆ คือ - ด้านการมีหลักประกันในชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากในเรื่องการมีที่ดินท ากินของ ครอบครัวของตนเองอย ่างเพียงพอ การที ่มีบ้านอาศัยของครอบครัวของตนเองอย ่างมั่นคง ถาวร การมีอาหารการกินอุดมสมบูรณและกินดีอยู่ดีอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางมากในเรื่องการไม่มีหนี้สินติดตัว การมีรายได้เพียงพอต่อการด ารงชีพของตน - ด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากค่อนไปทางมากที่สุดใน เรื่องหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สบายใจดี หนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การไม่มีโรคประจ าตัว อยู่ในระดับมากค่อนไปทางปานกลางในเรื่องการมีชั่วโมงพักผ่อนเฉลี่ยต่อวันอย่างเพียงพอและการได้ออก ก าลังกายมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ - ด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากค่อนไปทางมากที่สุดในเรื่องคนใน ครอบครัวขยันท ามาหากินและพึ่งตนเองได้ คนในครอบครัวส่วนใหญ่อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา คนในครอบครัวไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งหรือหึงหวงกันและคนในครอบครัวสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง - ด้านการมีชุมชนเข้มแข็ง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากค่อนไปทางมากที่สุดในเรื่องคนในชุมชนมี การเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ชุมชนมีผู้น าที่เป็นตัวอย่างที่ดีและคนในชุมชนได้รับความรู้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน - ด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากค่อนไปทางมากที่สุดในเรื่องบริเวณที่ พักอาศัยปราศจากปัญหาจากมลภาวะต่างๆ บริเวณที่พักอาศัยมีความปลอดภัย บริเวณที่พักอาศัยไม่มี สถานบันเทิงที่สร้างความรบกวน หนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและฆ่าแมลงและการมี สาธารณูปโภค ถนน น้ าประปา ไฟฟาา อินเทอร์เน็ตเพียงพอ - ด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากค่อนไปทาง มากที่สุดในเรื่องมีความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน การไม่มีเพื่อนที่มั่วสุมยาเสพติดและอบายมุข อยู่ในระดับมากค่อนไปทางปานกลางในเรื่องมีความปลอดภัยจากสารเสพติดต่างๆ
29 - ด้านการมีมีความภาคภูมิใจในตนเอง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากค่อนไปทางมากที่สุดใน เรื่องการเป็นตัวอย่างที่ดีและมีคนท าตามและการมีความส าเร็จในอาชีพที่ท า - ด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากค่อยชนไปทางมาก ที่สุดในเรื่องในชุมชนมีการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การรู้สึกพอใจในสิ่งที่มีอยู่และหนึ่งเดือนที่ผ่านมาท่านได้ ท าบุญหรือแบ่งบันช่วยเหลือผู้อื่น
30 การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุข ตารางที่ 4.10 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามทั้งภาพรวมและรายด้าน จ าแนกตามระดับรายได้ ตัวชี้วัดความสุข ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 78.0 มาก 79.1 มาก 81.8 มาก 82.5 มาก ปัจจัยด้านการมีหลักประกันในชีวิต 73.4 มาก 72.6 มาก 75.6 มาก 75.8 มาก ปัจจัยด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง 75.9 มาก 77.4 มาก 80.7 มาก 78.1 มาก ปัจจัยด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น 82.0 มาก 82.5 มาก 85.4 มาก 86.9 มาก ปัจจัยด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง 77.4 มาก 79.6 มาก 82.4 มาก 82.9 มาก ปัจจัยด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี 79.9 มาก 80.3 มาก 83.0 มาก 83.7 มาก ปัจจัยด้านความปลอดภัย และพฤติกรรมของคนในชุมชน 78.2 มาก 78.0 มาก 81.3 มาก 81.0 มาก ปัจจัยด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง 77.4 มาก 80.2 มาก 81.2 มาก 85.6 มาก ปัจจัยด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ ร่วมกัน 80.1 มาก 82.2 มาก 84.9 มาก 85.9 มาก จากตารางที่ 4.10ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละของความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อ เดือนสูง เมื่อพิจารณาระดับความสุข พบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก - ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท มีความสุขระดับมาก ส าหรับตัวชี้วัดความสุขที่ ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามมีระดับความสุขสูงที่สุด คือ ด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น รองลงมา คือ ด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน ด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของ คนในชุมชน ด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็งและด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง ด้านการมีร่างกายและจิตใจ ที่แข็งแรง ร และด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี - ประชาชนที่มีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท มีความสุขระดับมาก ส าหรับตัวชี้วัด ความสุขที่ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามมีระดับความสุขสูงที่สุด คือ ด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น รองลงมา คือ ด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน ด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีด้านการมีความภาคภูมิใจ ในตนเอง ด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง ด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน ด้านการมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง และด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี - ประชาชนที่มีรายได้ 10,001 – 15,000 บาท มีความสุขระดับมาก ส าหรับตัวชี้วัด ความสุขที่ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามมีระดับความสุขสูงที่สุด คือ ด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น รองลงมา คือ ด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน ด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง ด้าน ความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน ด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง ด้านการมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง และด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี
31 - ประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท มีความสุขระดับมาก ส าหรับตัวชี้วัดความสุข ที่ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามมีระดับความสุขสูงที่สุด คือ ด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น รองลงมา คือ ด้านการเข้าถึงธรรมะว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน ด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง ด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ร้อยละ ด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง ด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน ด้านการมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง และด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุขด้านการมีหลักประกันในชีวิต ตารางที่ 4.11 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามด้านการมี หลักประกันในชีวิต จ าแนกตามระดับรายได้ ปัจจัยด้านการมีหลักประกันในชีวิต ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 73.4 มาก 72.6 มาก 75.6 มาก 75.8 มาก การมีที่ดินท ากินของครอบครัวของตนเอง อย่างเพียงพอ 71.9 มาก 72.6 มาก 75.4 มาก 78.0 มาก การที่มีบ้านอาศัยของครอบครัวของตนเอง อย่างมั่นคง ถาวร 78.7 มาก 80.3 มาก 83.0 มาก 83.7 มาก การมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์และกินดีอยู่ดี 75.5 มาก 77.7 มาก 81.8 มาก 82.5 มาก การไม่มีหนี้สินติดตัว 76.6 มาก 66.2 ปานกลาง 67.1 ปานกลาง 62.3 ปานกลาง การมีรายได้เพียงพอต่อการด ารงชีพของตน 64.4 ปานกลาง 66.4 ปานกลาง 70.6 มาก 72.2 มาก จากตารางที่ 4.11 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละของ ความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง เมื่อพิจารณาระดับความสุขด้านการมีหลักประกันในชีวิต พบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก - ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท ส่วนใหญ่มีหลักประกันชีวิตในเรื่องการมีบ้านอาศัย ของครอบครัวของตนเองอย่างมั่นคง ถาวร รองลงมา คือ การไม่มีหนี้สินติดตัว การมีอาหารการกินอุดม สมบูรณ์และกินดีอยู่ดี การมีที่ดินท ากินของครอบครัวของตนเองอย่างเพียงพอ และการมีรายได้เพียงพอต่อ การด ารงชีพของตน - ประชาชนที่มีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท ส่วนใหญ่มีหลักประกันชีวิต ในเรื่องการมีบ้าน อาศัยของครอบครัวของตนเองอย่างมั่นคง ถาวร รองลงมา คือ การมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์และกินดีอยู่ดี การมีที่ดินท ากินของครอบครัวของตนเองอย่างเพียงพอ การมีรายได้เพียงพอต่อการด ารงชีพของตน และ การไม่มีหนี้สินติดตัว - ประชาชนที่มีรายได้ 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีหลักประกันชีวิต ในเรื่องการมีบ้าน อาศัยของครอบครัวของตนเองอย่างมั่นคง ถาวร รองลงมา คือ การมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์และกินดีอยู่ดี การมีที่ดินท ากินของครอบครัวของตนเองอย่างเพียงพอ การมีรายได้เพียงพอต่อการด ารงชีพของตน และ การไม่มีหนี้สินติดตัว
32 - ประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีหลักประกันชีวิต ในเรื่องการมีบ้านอาศัย ของครอบครัวของตนเองอย่างมั่นคง ถาวร รองลงมา คือ การมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์และกินดีอยู่ดี การมีที่ดินท ากินของครอบครัวของตนเองอย่างเพียงพอ การมีรายได้เพียงพอต่อการด ารงชีพของตน และการไม่มีหนี้สินติดตัว ตารางที่ 4.12 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุด ของคะแนนความสุขมวลรวมด้านการมี หลักประกันในชีวิต รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N ̅ SD Minimum Maximum ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท Total 142 273 212 173 800 3.670 3.632 3.779 3.787 3.711 0.617 0.619 0.546 0.535 0.586 1.80 1.60 2.40 2.40 1.60 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 F-test = 3.883 , p-value = 0.0089 จากตารางที่ 4.12 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท มีความสุขด้านการมีหลักประกันในชีวิตมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.787 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.535 และมีค่าต่ าสุด – ค่าสูงสุดคือ 2.40 – 5.00 จากผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ F = 3.883 และ p-value = 0.0089 ซึ่งมีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันท าให้มีระดับความสุขด้านการมีหลักประกันในชีวิต แตกต่างกัน ตารางที่ 4.13 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีหลักประกันในชีวิต รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N Subset for alpha = 0.05 1 2 5,001 – 10,000 บาท ต่ ากว่า 5,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท 273 142 212 173 3.632 3.670 3.670 3.779 3.787
33 จากตารางที่ 4.13 จากผลการวิเคราะห์แบ่งกลุ่มของกลุ่มตัวอย่างที่ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท และ รายได้ เฉลี่ยต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 บาท มีความสุขด้านการมีหลักประกันในชีวิตไม่แตกต่างกันและมีความสุขด้าน การมีหลักประกันในชีวิตต่ ากว่า กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 บาท รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี คะแนนความสุขด้านการมีหลักประกันในชีวิตสูง การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุขด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ตารางที่ 4.14 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามด้านการมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง จ าแนกตามระดับรายได้ ปัจจัยด้านการมีร่างกายและจิตใจที่ แข็งแรง ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 75.9 มาก 77.4 มาก 80.7 มาก 78.1 มาก หนึ่งเดือนที่ผ่านมา สบายใจดี 79.3 มาก 78.6 มาก 80.5 มาก 81.3 มาก หนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 76.5 มาก 80.8 มาก 84.3 มาก 81.1 มาก การไม่มีโรคประจ าตัว 75.9 มาก 77.6 มาก 84.7 มาก 79.1 มาก การมีชั่วโมงพักผ่อนเฉลี่ยต่อวันอย่างเพียงพอ 77.2 มาก 77.2 มาก 79.0 มาก 77.5 มาก การได้ออกก าลังกายมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ 70.6 มาก 72.8 มาก 74.9 มาก 71.7 มาก จากตารางที่ 4.14 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละ ของความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง แต่ความสุขในด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงใน ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท มีความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้ 10,001 – 15,000 บาท เมื่อพิจารณา ระดับความสุข พบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก - ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท ส่วนใหญ่มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ในหนึ่งเดือน ที่ผ่านมา สบายใจดี รองลงมา คือ การมีชั่วโมงพักผ่อนเฉลี่ยต่อวันอย่างเพียงพอ หนึ่งเดือนที่ผ่านมา มี สุขภาพร่างกายแข็งแรง การไม่มีโรคประจ าตัว และการได้ออกก าลังกายมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ - ประชาชนที่มีรายได้ 5,001 - 10,000 บาท ส่วนใหญ่มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ในหนึ่ง เดือนที่ผ่านมา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รองลงมา คือ หนึ่งเดือนที่ผ่านมา สบายใจดีการไม่มีโรคประจ าตัว การมีชั่วโมงพักผ่อนเฉลี่ยต่อวันอย่างเพียงพอ และการได้ออกก าลังกายมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ - ประชาชนที่มีรายได้ 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ในเรื่อง การไม่มีโรคประจ าตัว รองลงมา คือ หนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การมีชั่วโมงพักผ่อนเฉลี่ย ต่อวันอย่างเพียงพอ และการได้ออกก าลังกายมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์หนึ่งเดือนที่ผ่านมา สบายใจดี - ประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ในหนึ่ง เดือนที่ผ่านมา สบายใจดี รองลงมา คือ หนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การไม่มีโรคประจ าตัว การมีชั่วโมงพักผ่อนเฉลี่ยต่อวันอย่างเพียงพอ และการได้ออกก าลังกายมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์
34 ตารางที่ 4.15 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุด ของคะแนนความสุขมวลรวมด้านการมี ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N ̅ SD Minimum Maximum ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท Total 142 273 212 173 800 3.794 3.870 4.034 3.908 3.908 0.690 0.610 0.568 0.531 0.603 2.20 1.80 2.20 2.40 1.80 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 F-test = 5.215, p-value = 0.0014 จากตารางที่ 4.15 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท มีความสุขด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสูงที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.034 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.568 และมีค่าต่ าสุด – ค่าสูงสุดคือ 2.20 – 5.00 จากผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ F = 5.215 และ p-value = 0.0014 ซึ่งมีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า ผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันท าให้มีความสุขด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง แตกต่างกัน ตารางที่ 4.16 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N Subset for alpha = 0.05 1 2 ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท 142 273 173 212 3.794 3.870 3.908 4.034 จากตารางที่ 4.16 จากผลการวิเคราะห์ แบ่งกลุ่มของกลุ่มตัวอย่างที่ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 บาท รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท มีความสุขด้านการมีร่างกายและ จิตใจที่แข็งแรงไม่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่า ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท มีความสุขด้านการมี ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงไม่แตกต่างกันกับประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี ความสุขด้านการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงต่ ากว่า กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท
35 การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุขด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น ตารางที่ 4.17 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามด้านการมี ครอบครัวที่อบอุ่น จ าแนกตามระดับรายได้ ปัจจัยด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 82.0 มาก 82.5 มาก 85.4 มาก 86.9 มาก คนในครอบครัวขยันท ามาหากิน และพึ่งตนเองได้ 81.4 มาก 81.7 มาก 85.1 มาก 87.6 มาก คนในครอบครัวส่วนใหญ่อยู่กันอย่างพร้อม หน้าพร้อมตา 82.4 มาก 82.1 มาก 85.9 มาก 86.5 มาก คนในครอบครัวไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งหรือ หึงหวงกัน 83.2 มาก 83.1 มาก 85.2 มาก 86.7 มาก คนในครอบครัวสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ ทุกเรื่อง 81.1 มาก 83.1 มาก 85.6 มาก 86.9 มาก จากตารางที่ 4.17 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละของ ความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง เมื่อพิจารณาระดับความสุขด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น พบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก - ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท ส่วนใหญ่มีครอบครัวที่อบอุ่น ในเรื่องคนใน ครอบครัวไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งหรือหึงหวงกัน รองลงมา คือ คนในครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา คนในครอบครัวขยันท ามาหากินและพึ่งตนเองได้และคนในครอบครัวสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง - ประชาชนที่มีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท ส่วนใหญ่มีครอบครัวที่อบอุ่น ในเรื่องคนใน ครอบครัวไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งหรือหึงหวงกันและคนในครอบครัวสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง รองลงมา คือ คนในครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และคนในครอบครัวขยันท ามาหากินและ พึ่งตนเองได้ - ประชาชนที่มีรายได้ 10,001 - 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีครอบครัวที่อบอุ่น ในเรื่องคนใน ครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา รองลงมา คือ คนในครอบครัวสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง คนในครอบครัวไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งหรือหึงหวงกัน และคนในครอบครัวขยันท ามาหากินและพึ่งตนเองได้ - ประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีครอบครัวที่อบอุ่น ในเรื่องคนในครอบครัว ขยันท ามาหากินและพึ่งตนเองได้รองลงมา คือ คนในครอบครัวสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง คนในครอบครัวไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งหรือหึงหวงกัน และคนในครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
36 ตารางที่ 4.18 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุด ของคะแนนความสุขมวลรวมด้านการมี ครอบครัวที่อบอุ่น รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N ̅ SD Minimum Maximum ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท Total 142 273 212 173 800 4.102 4.124 4.271 4.347 4.207 0.615 0.601 0.570 0.572 0.597 2.00 2.50 2.25 2.75 2.00 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 F-test = 7.398, p-value = 0.0001 จากตารางที่ 4.18 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท มีความสุขด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่นมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.347 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.572 และมีค่าต่ าสุด – ค่าสูงสุดคือ 2.75 – 5.00 จากผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ F = 7.398 และ p-value = 0.0001 ซึ่งมีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันท าให้มีความสุขด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่นแตกต่างกัน ตารางที่ 4.19 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่น รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N Subset for alpha = 0.05 1 2 ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท 142 273 173 212 4.102 4.124 4.271 4.347 จากตารางที่ 4.19 จากผลการวิเคราะห์ แบ่งกลุ่มของกลุ่มตัวอย่างที่ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001– 10,000 บาท มีความสุขด้านการมีครอบครัวที่อบอุ่นไม่แตกต่างกันและมีความสุขด้านการมี ครอบครัวที่อบอุ่นน้อยกว่า กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท
37 การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุขด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง ตารางที่ 4.20 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามด้านการมีชุมชนที่ เข้มแข็ง จ าแนกตามระดับรายได้ ปัจจัยด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 77.4 มาก 79.8 มาก 82.4 มาก 82.9 มาก คนในชุมชนมีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง 76.3 มาก 79.6 มาก 82.6 มาก 82.4 มาก ชุมชนมีผู้น าที่เป็นตัวอย่างที่ดี 78.6 มาก 79.9 มาก 82.5 มาก 83.1 มาก คนในชุมชนได้รับความรู้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน 77.2 มาก 79.8 มาก 82.1 มาก 83.2 มาก จากตารางที่ 4.20 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละของ ความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง เมื่อพิจารณาระดับความสุขด้านการมีชุมชนที่เข้มแข็ง พบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก - ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท ส่วนใหญ่มีชุมชนที่เข้มแข็ง ในเรื่องชุมชนมีผู้น าที่ เป็นตัวอย่างที่ดี รองลงมา คือ คนในชุมชนได้รับความรู้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน และคนในชุมชนมีการเรียนรู้ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง - ประชาชนที่มีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท ส่วนใหญ่มีชุมชนที่เข้มแข็ง ในเรื่องชุมชนมีผู้น า ที่เป็นตัวอย่างที่ดี รองลงมา คือ คนในชุมชนได้รับความรู้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน และคนในชุมชนมีการเรียนรู้ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง - ประชาชนที่มีรายได้ 10,001 - 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีชุมชนที่เข้มแข็ง ในเรื่องคนในชุมชน มีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รองลงมา คือ ชุมชนมีผู้น าที่เป็นตัวอย่างที่ดี และคนในชุมชนได้รับความรู้ ทั่วถึงเท่าเทียมกัน - ประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีชุมชนที่เข้มแข็ง ในเรื่องคนในชุมชน ได้รับความรู้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน รองลงมา คือ ชุมชนมีผู้น าที่เป็นตัวอย่างที่ดี และคนในชุมชนมีการเรียนรู้ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
38 ตารางที่ 4.21 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุด ของคะแนนความสุขมวลรวมด้านการมี ชุมชนเข้มแข็ง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N ̅ SD Minimum Maximum ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท Total 142 273 212 173 800 3.869 3.989 4.120 4.146 4.036 0.598 0.651 0.627 0.592 0.630 2.33 2.67 2.67 2.67 2.33 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 F-test = 7.015, p-value = 0.0001 จากตารางที่ 4.21 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท มีความสุขด้านการมีชุมชนเข้มแข็งมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.146 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.592 และมีค่าต่ าสุด – ค่าสูงสุด คือ 2.67 – 5.00 จากผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ F = 7.015 และมีค่า p-value = 0.0001 ซึ่งมีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันท าให้มีความสุขด้านการมีชุมชนเข้มแข็งแตกต่างกัน ตารางที่ 4.22 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีชุมชนเข้มแข็ง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N Subset for alpha = 0.05 1 2 ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท 142 273 173 212 3.869 3.989 4.120 4.146 จากตารางที่ 4.22 จากผลการวิเคราะห์ แบ่งกลุ่มของกลุ่มตัวอย่างที่ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท มีความสุขด้านการมีชุมชนเข้มแข็งไม่แตกต่างกันและมีความสุขด้านการมีชุมชน เข้มแข็งต่ ากว่า กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท และรายได้เฉลี่ย ต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท
39 การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุขด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ตารางที่ 4.23 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามด้านการมี สิ่งแวดล้อมที่ดี จ าแนกตามระดับรายได้ ปัจจัยด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 79.9 มาก 80.3 มาก 83.0 มาก 83.7 มาก บริเวณที่พักอาศัยปราศจากปัญหาจาก มลภาวะต่างๆ 81.3 มาก 81.2 มาก 81.4 มาก 83.2 มาก บริเวณที่พักอาศัยมีความปลอดภัย 80.8 มาก 79.8 มาก 81.9 มาก 83.1 มาก บริเวณที่พักอาศัยไม่มีสถานบันเทิงที่สร้าง ความรบกวน 83.4 มาก 84.6 มาก 87.6 มาก 86.8 มาก หนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและ ฆ่าแมลง 76.3 มาก 73.8 มาก 79.6 มาก 81.1 มาก การมีสาธารณูปโภค ถนน น้ าประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตเพียงพอ 77.7 มาก 82.2 มาก 84.4 มาก 84.2 มาก จากตารางที่ 4.23 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละของ ความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง เมื่อพิจารณาระดับความสุขด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี พบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก - ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท ส่วนใหญ่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ในเรื่องบริเวณที่พักอาศัย ไม่มีสถานบันเทิงที่สร้างความรบกวน รองลงมา คือ บริเวณที่พักอาศัยปราศจากปัญหาจากมลภาวะต่างๆ บริเวณที่พักอาศัยมีความปลอดภัย การมีสาธารณูปโภค ถนน น้ าประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตเพียงพอ และหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและฆ่าแมลง - ประชาชนที่มีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท ส่วนใหญ่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ในเรื่องบริเวณที่พัก อาศัยไม่มีสถานบันเทิงที่สร้างความรบกวน รองลงมา คือ การมีสาธารณูปโภค ถนน น้ าประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตเพียงพอ บริเวณที่พักอาศัยปราศจากปัญหาจากมลภาวะต่างๆ บริเวณที่พักอาศัยมีความ ปลอดภัย และหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและฆ่าแมลง - ประชาชนที่มีรายได้ 10,001 - 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ในเรื่องบริเวณที่พัก อาศัยไม่มีสถานบันเทิงที่สร้างความรบกวน รองลงมา คือ การมีสาธารณูปโภค ถนน น้ าประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตเพียงพอ บริเวณที่พักอาศัยมีความปลอดภัย บริเวณที่พักอาศัยปราศจากปัญหาจากมลภาวะ ต่างๆ และหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและฆ่าแมลง - ประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ในเรื่องบริเวณที่พัก อาศัยไม่มีสถานบันเทิงที่สร้างความรบกวน รองลงมา คือ การมีสาธารณูปโภค ถนน น้ าประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตเพียงพอ บริเวณที่พักอาศัยปราศจากปัญหาจากมลภาวะต่างๆ บริเวณที่พักอาศัยมีความ ปลอดภัย และหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและฆ่าแมลง
40 ตารางที่ 4.24 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุด ของคะแนนความสุขมวลรวมด้านการมี สิ่งแวดล้อมที่ดี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N ̅ SD Minimum Maximum ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท Total 142 273 212 173 800 3.996 4.016 4.149 4.185 4.084 0.564 0.571 0.547 0.537 0.561 2.40 2.60 2.80 2.00 2.00 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 F-test = 5.409, p-value = 0.0011 จากตารางที่ 4.24 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท มีความสุขด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.185 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.537 และมีค่าต่ าสุด – ค่าสูงสุด คือ 2.00 – 5.00 จากผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ F = 5.409 และ p-value = 0.0011 ซึ่งมีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันท าให้มีความสุขด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีแตกต่างกัน ตารางที่ 4.25 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N Subset for alpha = 0.05 1 2 ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท 142 273 173 212 3.996 4.016 4.149 1.185 จากตารางที่ 4.25 จากผลการวิเคราะห์ แบ่งกลุ่มของกลุ่มตัวอย่างที่ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001– 10,000 บาท มีความสุขด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีไม่แตกต่างกันและมีความสุขด้านการมี สิ่งแวดล้อมที่ดีต่ ากว่า กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท
41 การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุขด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน ตารางที่ 4.26 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามด้านความปลอดภัย และพฤติกรรมของคนในชุมชน จ าแนกตามระดับรายได้ ปัจจัยด้านความปลอดภัย และพฤติกรรมของคนในชุมชน ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 78.2 มาก 78.0 มาก 81.3 มาก 81.0 มาก มีความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน 78.4 มาก 79.7 มาก 83.0 มาก 82.3 มาก มีความปลอดภัยจากสารเสพติดต่างๆ 76.5 มาก 76.5 มาก 78.7 มาก 79.9 มาก การไม่มีเพื่อนที่มั่วสุมยาเสพติดและอบายมุข 79.7 มาก 77.9 มาก 82.2 มาก 80.8 มาก จากตารางที่ 4.26 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละของ ความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง เมื่อพิจารณาระดับความสุขด้านความปลอดภัยและพฤติกรรม ของคนในชุมชนพบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก - ประชาชนที่มีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาท ส่วนใหญ่มีความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน เรื่อง การไม่มีเพื่อนที่มั่วสุมยาเสพติดและอบายมุข รองลงมา คือ ความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน และ ความปลอดภัยจากสารเสพติดต่างๆ - ประชาชนที่มีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท ส่วนใหญ่มีความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนใน ชุมชน เรื่องความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน รองลงมา คือ การไม่มีเพื่อนที่มั่วสุมยาเสพติดและ อบายมุข และความปลอดภัยจากสารเสพติดต่างๆ - ประชาชนที่มีรายได้ 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนใน ชุมชน เรื่องความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน รองลงมา คือ การไม่มีเพื่อนที่มั่วสุมยาเสพติดและ อบายมุข และความปลอดภัยจากสารเสพติดต่างๆ - ประชาชนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ส่วนใหญ่มีความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนใน ชุมชน เรื่องความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน รองลงมา คือ การไม่มีเพื่อนที่มั่วสุมยาเสพติดและ อบายมุข และความปลอดภัยจากสารเสพติดต่างๆ ตารางที่ 4.27 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ าสุด ของคะแนนความสุขมวลรวมด้านความ ปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N ̅ SD Minimum Maximum ต่ ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท Total 142 273 212 173 800 3.902 3.911 4.065 4.050 3.979 0.641 0.655 0.649 0.567 0.637 2.33 2.67 3.00 2.00 2.00 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 F-test = 3.899, p-value = 0.0088
42 จากตารางที่ 4.27 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท มีความสุขด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชนมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.065 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.649 และมีค่าต่ าสุด–ค่าสูงสุดคือ 3.00 – 5.00 จากผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ F = 3.899 และ p-value = 0.0088 ซึ่งมีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันท าให้มีความสุขด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคน ในชุมชนแตกต่างกัน ตารางที่ 4.28 เปรียบเทียบด้วยวิธี Duncan ของรายได้ต่อเดือนและด้านความปลอดภัยและพฤติกรรม ของคนในชุมชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน N Subset for alpha = 0.05 1 2 5,001 – 10,000 บาท ต่ ากว่า 5,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท 142 273 173 212 3.902 3.911 4.050 4.065 จากตารางที่ 4.28 จากผลการวิเคราะห์ แบ่งกลุ่มของกลุ่มตัวอย่างที่ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001– 10,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อ เดือนต่ ากว่า 5,000 บาท มีความสุขด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชนไม่แตกต่างกันและมี ความสุขด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมของคนในชุมชนต่ ากว่า กลุ่มที ่ 2 ได้แก ่ ประชาชนที่มีรายได้ เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสุขด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง ตารางที่ 4.29 ร้อยละและระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคามด้านการมีความ ภาคภูมิใจในตนเอง จ าแนกตามระดับรายได้ ปัจจัยด้านการมีมีความภาคภูมิใจใน ตนเอง ต่่ากว่า 5,000 บาท 5,001 – 10,000 บาท 10,001 – 15,000 บาท มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ร้อยละ แปลผล ภาพรวม 77.4 มาก 80.2 มาก 81.2 มาก 85.6 มาก การเป็นตัวอย่างที่ดีและมีคนท าตาม 78.9 มาก 80.7 มาก 81.4 มาก 85.4 มาก การมีความส าเร็จในอาชีพที่ท า 75.9 มาก 79.6 มาก 80.9 มาก 85.8 มาก จากตารางที่ 4.29 ประชาชนในจังหวัดมหาสารคามผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ าจะมีร้อยละของ ความสุขต่ ากว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง เมื่อพิจารณาระดับความสุขด้านการมีความภาคภูมิใจในตนเอง พบว่า ทุกๆกลุ่มรายได้จะมีความสุขอยู่ในระดับมาก