The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สื่อภาษาไทยครูกาย เรื่อง หลักการใช้ภาษาไท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by apisuk.1996, 2022-10-02 06:28:56

สื่อภาษาไทยครูกาย เรื่อง หลักการใช้ภาษาไท

สื่อภาษาไทยครูกาย เรื่อง หลักการใช้ภาษาไท

“เTรียYนภPาษEาไทTยใHครAว่ายIาก”

คำ นำ

TYPE THAI “เรียนภาษาไทยใครว่ายาก”

TYPE THAI “เรียนภาษาไทยใครว่ายาก” งานเขียนสรุปเนื้ อหาเกี่ยวกับหลักการใช้
ภาษาไทย การอ่าน การเขียน ตลอดจนการฟัง ดู และพูด ซึ่งถือว่าเป็นเนื้ อหาสาระหลัก
ที่ จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ เ ข้ า ใ จ ร า ย วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานเขียนฉบับนี้จะช่วยให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจพื้ นฐาน
ทางภาษาไทย และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดในการศึกษาหาความรู้ในระดับ
ที่ สู ง ขึ้ น ไ ด้ เ ป็ น อ ย่ า ง ดี



ส า ร บั ญ

หลักภาษาคืออะไรใคร่ครวญรู้ เรียนควบคู่กับการใช้ภาษา ฟังดูพูดควรนึกและตรึกตรา อ่านและเขียนล้วนเนื้ อหาภาษาไทย



ประโยค หลักภาษาน่ารู้
กลุ่มของคำ
ที่มีความหมาย ความหมายของภาษา

สมบูรณ์ นักภาษากล่าวว่าภาษา คือ ระบบการสื่ อสาร

ที่ ประกอบด้ วยหน่ วยเสี ยงและความหมายมี ใช้ใน
มนุษย์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันเราอาจหมายรวมไปถึง
ว ลี ธรรมชาติ หน่ วยเสี ยง ภาษาเขียน หรือลักษณะท่าทางในการแสดงออก
กลุ่มคำที่ยังไม่มี ของภาษา สระ เพื่ อสื่ อความหมายให้เข้าใจตรงกันก็ได้
ความหมายสมบูรณ์
พยัญชนะ ภาษาประกอบด้วย วัจนภาษา คือ ภาษาพูด
วรรณยุกต์ ภาษาเขียน และ อวัจนภาษา ท่าทาง สีหน้า ภาษา
มือ เวลา วัตถุ น้ำเสียง สัญลักษ์
คำ พ ย า ง ค์
พยางค์ที่รวมกัน หน่วยเสียงที่รวมกัน ๑
แล้วมีความหมาย ไม่มีความหมายในตัว

หนึ่งคำอาจมี
หลายพยางค์ก็ได้

ข้อควรจำ สร้างสุนทรียภาพ ๑. ช่วยควบคุมสังคม กำหนดกฎเกณฑ์
อำนาจของคำ บรรทัดฐานทางสังคม
การใช้ภาษาล้วนมีเจตนา ศักดิ์ของคำ ความสำคัญ
ในการใช้ที่ต่างกัน เพราะฉะนั้น ของภาษา ๒. ช่วยแสดงความ
ในการสื่ อความหมายของภาษา ๔. ช่วยจรรโลงใจ แตกต่างของบุคคล
แต่ละครั้ง จึงควรพิจารณา และให้อำนาจ
น้ำเสียง บริบทของถ้อยคำ บ่งบอกชาติพันธุ์
และการสื่ อความหมายร่วมด้วย อัตลักษณ์
ลักษณะ
ถ่ายทอดองค์ความรู้ ๓. ช่วยพัฒนามนุษย์ อารมณ์
วิทยาการ
กำหนดแนวทางชีวิต ๒

ภาษา คำ เ ป ลี่ ย น เกิด (สร้างใหม่)
เ สี ย ง เ ป ลี่ ย น
มีการเปลี่ยนแปลง แก่ (เก่าเก็บ)

ความหมาย เจ็บ (ผิดเพี้ยน)
เ ป ลี่ ย น
ตาย (เลิกใช้ ไม่นิยม)
รู ป ป ร ะ โ ย ค เ ป ลี่ ย น
การกร่อนเสียง เช่น
หมากม่วง สู่ มะม่วง

การแทรกเสียง เช่น
ผักเฉด สู่ ผักกระเฉด
การกลมกลืนเสียง เช่น
อย่างไร สู่ อย่างไง

ความหมายแคบเข้า เช่น
พยาบาล

ความหมายกว้างออก เช่น
เถื่ อน

ความหมายย้ายที่ เช่น
รับ สั่ ง
ใ ช้ ก ร ร ม ขึ้ น ต้ น ป ร ะ โ ย ค

ใช้คำว่า “มัน” กับสิ่งต่าง ๆ

ใช้อาการนามในประโยค

ใ ช้ ส่ ว น ข ย า ย ไ ว้ ต้ น ป ร ะ โ ย ค



เหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงทางภาษา ภาษาบาลี สันสกฤต และเขมร
เกิดคำมากพยางค์ จากเดิมภาษาไทยเป็นภาษาตระกูลคำโดด คือ คำส่วนใหญ่มัก
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ วิทยาการใหม่สู่ มีพยางค์เดียว เมื่อรับอิทธิพลจากภาษาบาลี สันสกฤตและเขมรเข้ามาจึงทำให้ภาษาไทย
การเพิ่มศัพท์ใหม่ คำเดิมอาจสูญหายไปตามกาลเวลา มีคำหลายพยางค์มากยิ่งขึ้น เช่น อัษฎางคประณต กิตติมศักดิ์ ดำเนิน เป็นต้น
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม คำสแลง ศัพท์เฉพาะกลุ่ม เติมเสียงมาพาความหมายเปลี่ยน คำบางคำเมื่อรับอิทธิพลมาอาจมีการเติมเสียง
หน้า กลาง ท้าย เพื่อเปลี่ยนแปลงความหมายและหน้าที่ของคำนั้น ๆ เช่น บุตร-อวชาต
การกลายเสียงที่เกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม บุตร-อนุชาตบุตร-อภิชาตบุตร เป็นต้น
รับเขามาพายุ่งยาก จากปกติคำในภาษาไทยมักเขียนตรงตามที่ออกเสียง แต่เมื่อ
การเปลี่ยนแปลงจากการรับอิทธิพลภาษาอื่น เกิดการยืมคำ ยืมเสียง รับอิทธิพลมาทำให้ระบบการเขียนยุ่งยากและซับซ้อนขึ้น เช่น การใช้ตัวการันต์ การสะกด
ยืมความหมาย ตลอดจนการยืมวิธีการสร้างคำจากภาษาอื่นมาใช้ ไม่ตรงตามมาตรา การใช้เสียงของการทับศัพท์ เป็นต้น

ในภาษาไทย เช่น รถ ที่มาจากคำในภาษาบาลีสันสกฤต แต่แท้จริงแล้วไทย ภาษาจีน การยืมคำจากภาษาจีนทำให้มีคำที่ใช้วรรณยุกต์ตรีและจัตวามากขึ้น เช่น
ยืมคำนี้ผ่านภาษาเขมร ซึ่งยืมมาจากภาษาบาลีสันสกฤต พะโล้ว
อีกทอดหนึ่ง โดยลักษณะการยืมภาษาจากภาษาอื่นมี ดังนี้ เจี๋ยน แฮ่กึ๊น เป็นต้น



ภาษาอังกฤษ การยืมคำภาษาอังกฤษทำให้การออกเสียงและการสะกดการันต์ใน
ภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนี้

เกิดเสียงควบกล้ำใหม่ เช่น ดร บร ฟรบล ฟล (ฟรี ดรีม ไบรต์)
ใช้ตัวสะกดที่ภาษาไทยไม่มี เช่น ง ส ฟ (เบสบอล โฟกัส คราฟเบียร์)
เพิ่มพยัญชนะท้ายหลัง ไอ และเอา เช่น ไซซ์ไวน์ น็อกเอาต์ ฯลฯ
นำเข้าตัวการันต์กลางคำ เช่น ชอล์ก คอนเสิร์ตฟิล์ม กอล์ฟ ฯลฯ
เกิดภาษาเขียนที่ไม่ตรงกับเสียง เช่น เซอร์ ฟรีซ โควตา ฯลฯ

ภาษาถิ่น คือ ภาษาที่ใช้ในเฉพาะภูมิภาคหรือท้องถิ่นหนึ่ง ๆ เช่น ภาษาถิ่นเหนือ
ภาษาถิ่นอีสาน
ภาษาถิ่นใต้ ฯลฯ ที่อาจส่งอิทธิพลต่อภาษาหลักหรือภาษามาตรฐาน เช่น การนำคำบาง
คำในภาษาถิ่นไปใช้ในภาษาหลัก เช่น เด้อ บ่ แซ่บ เป็นต้น หรือการนำคำในภาษาหลัก
หรือภาษามาตรฐานไปใช้ในภาษาถิ่นและทำให้ภาษาถิ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงไป



หน่วยภาษา

คือ องค์ประกอบที่ก่อให้เกิดภาษาขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วย หน่วยเสียง พยางค์ คำ และประโยค

หน่วยเสียง ประกอบด้วย ๓ ระบบ คือ เสียงสระ (เสียงแท้) พยัญชนะ (เสียงแปร) วรรณยุกต์ (เสียงดนตรี) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

๑. เสียงสระ คือ เสียงแท้ที่เกิดจากลมที่ออกจากปอด โดยไม่ถูกกีดขวาง นักภาษาศาสตร์กล่าวว่าสระในภาษาไทย มีทั้งหมด ๒๑ รูป
๒๑ เสียง ดังนี้

สระเดี่ยว (สระแท้) มีทั้งหมด ๑๘ เสียง ประกอบด้วยสระที่เกิดจากลิ้นส่วนหน้า ๖ เสียง สระที่เกิดจากลิ้นส่วนกลาง ๖ เสียง
และสระที่เกิดจากลิ้นส่วนหลัง ๖ เสียง ซึ่งสามารถพิจารณาประกอบรูปปากขณะออกเสียง คือ

รูปปาก สระหน้า สระกลาง สระหลัง

ปากปิด อิ อึ อุ สระประสม (สระเลื่อน) มีทั้งหมด ๓ เสียง คือ เสียงสระ

เอีย อัว เอือ ซึ่งเกิดจากการรวมกันระหว่าง ๒ เสียง ดังนี้

ปากกึ่ งปิด อี อื อู เอีย = อี + อา
เอะ เออะ โอะ เอือ = อือ + อา
อัว = อู + อา
ปากกึ่ งเปิด เอ เออ โอ

แอะ อะ เอาะ สระ อำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ นับว่าเป็นพยางค์
เพราะมีเสียงสระและพยัญชนะท้าย
ปากเปิด แอ อา ออ


๒. เสียงพยัญชนะ

เสียงพยัญชนะ คือ เสียงลมที่ออกจากปอดแต่ถูกปิดกั้น หรือถูกบีบให้ผ่านที่แคบจนต้องเสียดแทรกอวัยวะต่างใน

ช่องปาก จนเกิดเป็นเสียงพยัญชนะขึ้น โดยเสียงพยัญชนะประกอบด้วย เสียงพยัญชนะต้น เสียงพยัญชนะประสม

และเสียงพยัญชนะท้าย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ลำดับ เสียงพยัญชนะ รูปพยัญชนะ

เสียงพยัญชนะต้น ๑. ก ก
๒. ค ขฃคฅฆ
๓. ง
๔. จ ง
๕. ช จ
๖. ซ ชฌฉ
๗. ด ซศษศ
๘. ต ดฎ
๙. ท ตฏ
๑๐. น ทธฑฒถฐ
๑๑. บ นณ
๑๒. ป บ
๑๓. พ ป
๑๔. ฟ พภผ
๑๕. ม ฟฝ
๑๖. ย ม
๑๗. ร ยญ
๑๘. ล ร
๑๙. ว ลฬ
๒๐. ฮ ว
๒๑. อ ฮห





เสียงพยัญชนะประสม

เสียงพยัญชนะประสม คือ คำที่ใช้พยัญชนะต้นมากกว่า ๑ ตัว ร่วมสระเดียวกัน แบ่งเป็นอักษรควบและอักษรนำ ดังนี้

ควบแท้ ควบ อักษรนำ
ไม่แท้
อักษรควบแท้ : ควบกันได้สนิท อักษรนำ คืออักษร ๒ ตัวใช้สระ
มีตัว ร ล และ ว เป็นหลัก อักษรควบไม่แท้ : ใช้สระร่วมกัน ร่วมกัน แต่ควบกับไม่สนิทเหมือน
แต่ออกเสียงตัวหน้าเพียงตัวเดียว อักษรควบ
ในเสียงภาษาไทยมีอักษรควบแท้ มี ๓ ลักษณะ คือ
๑๑ เสียง ดังนี้ หรืออาจออกเสียต่างออกไป

(จร ซร ศร สร ทร)
เสียง
รูป
ใช้ ห นำ เช่น หนู เหนื่ อย เหมือน หมา
ใช้ อ นำ เช่น อย่า อยู่ อย่าง อยาก
กร กร ตัวอย่าง เช่น จริง เศร้า สร้างเสริม ใช้อักษรอื่ นและพยางค์หน้าออก
กล กล แทรก ทรุดโทรม ทราม ทราบ ทรวง เสียง อะ กึ่งเสียง เช่น ขนม ขนาน
กว กว กนก แถลง สงัด ฯลฯ
คร ขร, คร ฯลฯ
คล ขล, คล

คว ขว, คว
ตร ตร
ปร ปร ๗
ปล ปล
พร พร
พล ผล, พล

เสียงพยัญท้าย

คือ มาตราตัวสะกดมีทั้งหมด ๘ รูป ๙ เสียง
พยัญชนะเหล่านี้ไม่ใช้เป็นตัวสะกด : ฃ ฅ ฉ ฒ ผ ห อ ฮ

มาตรา เสียง สะกดตรงมาตรา ตัวสะกด
มาตราแม่ ก กา ไม่มีเสียงตัวสะกด ไม่มีตัวสะกด
มาตราแม่กก ก ไม่มีตัวสะกด
มาตราแม่กด ก ด กขคฆ
มาตราแม่กบ ต บ
ป ง จชซฎฏฐฑด
มาตราแม่กง ง น ตถทธศษส
มาตราแม่กน น ม
มาตราแม่กม ม ย บปพฟภ
มาตราแม่เกย ย ว ง
มาตราแม่เกอว ว
ญณนรลฬ





๓. เสียงวรรณยุกต์

เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงที่เปล่งออกมาสูง ต่ำ ต่างกัน แม้ว่าคำนั้นประกอบด้วยพยัญชนะหรือสระเดียวกัน หากเติมวรรณยุกต์เข้าไปก็จะทำให้คำนั้นมีเสียงและ

ความหมายที่ต่างกันออกไป เสียงวรรณยุกต์ไทยมีทั้งหมด ๔ รูป ๕ เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา และแบ่งย่อยได้อีก ๒ ประเภท คือ

๑. วรรณยุกต์ระดับ : ระดับเสียงคงที่ตลอดทั้งพยางค์ คือระดับกลาง คือ เสียงสามัญ ระดับต่ำ คือ เสียงเอก ระดับสูง คือ เสียงตรี ๘
๒. วรรณยุกต์เปลี่ยนระดับ : เกิดการเปลี่ยนระดับเสียงในพยางค์ เปลี่ยนจากระดับสูงลงต่ำ คือ เสียงโท เปลี่ยนจากระดับต่ำขึ้นสูง คือ เสียงจัตวา

พยางค์และคำ คำ เ ป็ น

พยางค์ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวไม่มีตัวสะกด หรือมีตัวสะกดใน
มาตราแม่ กน กม เกย เกอว กง
พยางค์ คือ กลุ่มเสียงที่เปล่งออกมาใน
แต่ละครั้ง และประกอบด้วยเสียงสระและ คำ ต า ย
พยัญชนะขึ้นไป มี ๒ ประเภท คือ
พยางค์เปิด : ไม่มีเสียงตัวสะกด พยางค์ที่ไม่มีตัวสะกดประสมกับสระเสียงสั้น หรือประสมด้วยสระ
พยางค์ปิด : มีตัวสะกด เสียงยาวแต่ต้องตามด้วยตัวสะกดมาตราแม่ กก กด กบ

คำ คำ ค รุ คำ ล หุ

คำ คือ กลุ่มพยางค์ที่รวมกัน ประกอบ ครุ พยางค์ที่ลงเสียหนัก ประสมสระเสียงยาว มีหรือไม่มีตัวสะกดก็ได้
ด้วยเสียงและความหมาย ฉะนั้นคำทุกคำ ลหุ พยางค์ที่ลงเสียงเบาไม่มีตัวสะกดประสมสระเสียงสั้น
ล้วนมีความหมาย และคำในภาษาไทยต้อง
มีเสียง สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ ๙

คำและความหมายของคำ ความหมาย

ความหมายของคำ แบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ เปรียบเทียบกับคำอื่ น
ความหมายเฉพาะ และความหมายเทียบกับคำอื่ น
หมายถึง คำแต่ละคำมีความหมายในตัวเอง แม้ใกล้เคียงกัน
ความหมายเฉพาะ แต่บางกรณีก็ไม่อาจใช้แทนกันได้ ฉะนั้นการใช้คำในแต่ละครั้ง
ควรคำนึงถึงบริบทการใช้งานเพราะคำหนึ่ งคำอาจมี การหลาก
คำที่ มีความหมายเฉพาะ คือ คำหนึ่ งคำมีความหมายหลากหลาย ความหมายและหลายหน้าที่ เช่น
สามารถพิจารณาได้ ๒ วิธี ดังนี้
มีความหมายเหมือนกัน เช่น กิน รับประทาน แดก ยัดห่า
๑. ความหมายตามตัวและความหมายอุปมา มีความหมายคล้ายกันหรือร่วมกันเช่น ตัด หั่น เชือด เฉือน
ความหมายตามตัว : คืนนี้ ดาวเต็มท้องฟ้า มีความหมายตรงกันข้าม เช่น ดำขาว อ้วนผอม
ความหมายอุปมา : คืนนี้ หล่อนจะเป็นดาวแน่นอน มีความหมายครอบคลุมคำอื่ น เช่น เครื่องเขียน แบบเรียน

๒. ความหมายนัยตรงและความหมายนัยประหวัด
ความหมายนัยตรง : ชาวนาเลี้ ยงควายไว้ไถนา
ความหมายนัยประหวัด : ถ้าเรียนไม่รู้เรื่องก็กลับบ้านไป
เลี้ ยงควายเถอะนะ (มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมด้วย)

๑๐

ชนิดและหน้าที่ของคำ

๑. คำนาม

ใช้เรียก คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือกิริยาอาการต่าง ๆ ใช้เป็นประธานหรือกรรม
ของประโยคมีอยู่ ๕ ประเภท คือ

สามานยนาม ใช้เรียกชื่อทั่วไป เช่น เด็ก โรงเรียน ต้นไม้
วิสามานยนาม ใช้เรียกชื่อเฉพาะ เช่น ดำ แดง นนทก กระทรวงศึกษาธิการ
สมุหนาม ใช้เป็นคำแสดงหมวดหมู่ เช่น กอง กลุ่ม ฝูง โขลง
ลักษณะนาม ใช้ประกอบคำนามเพื่ อบอกรูปลักษณะ เช่น หนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ กุญแจมือ
หนึ่งคู่ พราหมณ์หนึ่งคน งาหนึ่งกิ่ง เป็นต้น
อาการนาม เกิดจากคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ มีคำว่า การ หรือ ความ นำหน้า เช่นความรัก
ความโลภ ความโกรธ การกิน การเดิน การนั่ง เป็นต้น

๑๑

ชนิดและหน้าที่ของคำ

๒. คำสรรพนาม

ใช้แทนคำนามหรือข้อความที่กล่าวมาแล้วเพื่ อไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก แบ่งเป็น ๖ ประเภท
คือ
บุรุษสรรพนาม ใช้แทนผู้พูด เช่น กู มึง เขา เรา มัน
ประพันธสรรพนาม ใช้แทนคำนามที่อยู่ด้านหน้าเช่น ผู้ ที่ ซึ่ง อัน
วิภาคสรรพนาม ใช้แทนคำนามแสดงว่าคำนั้นแยกออกเป็นแต่ละสิ่ง เช่น เด็กต่างตั้งใจ
เรียน นักเรียนต่างเรียนต่างเล่น
นิยมสรรพนาม ใช้แทนคำนามเพื่ อชี้เฉพาะ เช่น นี่ นั่น โน่น
อนิยมสรรพนาม ใช้แทนคำนามทั่วไปไม่ชี้เฉพาะ เช่น ใครก็ชอบฉัน
ปฤจฉาสรรพนาม ใช้แทนคำนามเพื่ อถาม เช่น ใครบ้างชอบเธอ ใครเป็นคนทำ




๑๒

ชนิดและหน้าที่ของคำ

๓. คำกริยา

คำที่บอกกิริยาอาการของคน สัตว์ หรือแม้กระทั่งสิ่งของ แบ่งเป็น ๕ ประเภทคือ

สกรรมกริยา กริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับเพื่ อให้มีใจความสมบูรณ์ เช่น กิน ขาย

อกรรมกริยา กริยาที่ไม่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับเพราะมีใจความสมบูรณ์ในตัว เช่น นอน

นั่ง ยืน สูง สกปรก

วิกตรรถกิริยา กริยาที่ไม่มีใจความสมบูรณ์ในตัวต้องการส่วนเพิ่มเติมเพื่ อให้ได้ใจความ

สมบูรณ์ เช่น เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ

กริยานุเคราะห์ กริยาที่ช่วยกริยาอื่ นเพื่ อเสริมความหมายให้ชัดขึ้น เช่น กำลัง จะ คงชะรอย

กริยาสภาวมาลา กริยาที่ทำหน้าที่คล้ายคำนาม เช่น นอนเป็นกิจกรรมที่สบาย ฉันชอบดู

การ์ตูน ๑๓

ชนิดและหน้าที่ของคำ

๔. คำวิเศษณ์

คำที่ประกอบคำนาม สรรพนาม กริยา หรือคำวิเศษณ์ด้วยกันเพื่ อให้ข้อความชัดเจน
ขึ้นมีอยู่ ๑๐ ประเภท คือ

ลักษณะวิเศษณ์ : บอกลักษณะ เช่น หล่อ สวย งาม เรียบ ดำ ขาว
กาลวิเศษณ์ : บอกเวลา เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น ดึก
สถานวิเศษณ์ : บอกสถานที่ เช่น ใกล้ ไกล ใน นอก
ประมาณวิเศษณ์ : บอกจำนวน เช่น สอง สี่ หก แปด มาก น้อย เยอะ
นิยมวิเศษณ์ : บอกการชี้เฉพาะ เช่น หล่อนนี่มันนางร้ายในละครชัด ๆ
อนิยมวิเศษณ์ : บอกการไม่ชี้เฉพาะ เช่น คุณช่างน่าสมเพชจริง ๆ
ปฤจฉาวิเศษณ์ : ใช้เป็นคำถามขยายมักอยู่ติดกับคำนามเสมอ เช่น คนไหนชอบเที่ยว
ปติชญาวิเศษณ์ : ใช้ขานรับหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำอนุภาค เช่น ขา ค่ะ คะ ครับ สิ นะ
ปฏิเสธวิเศษณ์ : บอกการปฏิเสธ เช่น ไม่ มิได้ มิบังอาจ มิกล้า
ประพันธวิเศษณ์ : ใช้เชื่อมประโยคเพื่ อขยายคำกริยาหรือวิเศษณ์ด้านหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น คนหล่อที่ไม่ใจร้ายมีน้อย




๑๔

ชนิดและหน้าที่ของคำ

๕. คำบุพบท

คำที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

คำบุพบทที่ต้องเชื่อมกับคำอื่ นเพื่ อบอกสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น เช่น



บอกความเป็นเจ้า : พี่ของฉันขยัน

บอกการให้และความประสงค์ : ตาให้ของแก่ฉัน

บอกเวลา : เขาทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว

บอกสถานที่ " พี่มาจากบ้าน

บอกความเปรียบเทียบ : เขาอ้วนกว่าเธอ

บุพบทที่ไม่สัมพันธ์กับคำอื่ น มักอยู่ต้นประโยคไม่สัมพันธ์กับประโยค อาจใช้เป็นคำทักทาย เช่น

ดูก่อน ดูกร ข้าแต่ ๑๕

ชนิดและหน้าที่ของคำ

๖. คำสันธาน

ใช้เชื่อมระหว่างประโยคกับประโยค แบ่งเป็น ๔ ประเภทตาม ตาม

เนื้ อหา คือ




ข้อความคล้อยตามกัน เช่น และ พอ... ก็ ถ้า... ก็

ข้อความขัดแย้งกัน เช่น แต่ กว่า... ก็ ถึง... ก็

ข้อความให้เลือก เช่น หรือ มิฉะนั้น

ข้อความเป็นเหตุเป็นผล เช่น เพราะ...จึง จึง




๑๖

ชนิดและหน้าที่ของคำ

๗. คำอุทาน


ใช้แสดงอารมณ์หรือเสริมข้อความสมบูรณ์ขึ้นแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

อุทานบอกอาการ เช่น อุ๊ย! อ๊าย! ว้าย! กรี๊ด! โอ๊ย!
อุทานเสริมบท เช่น วัดวาอาราม ลูกเล็กเด็กแดง



ข้อควรจำลักษณะเด่นของภาษาไทย คือ มักมีคำลักษณะนาม คำอนุภาค คำสรรพนาม คำเรียกอาชีพคำมีระดับ สุภาพ
คำราชาศัพท์ คำหลายนัย (หนึ่งคำหลากความหมายหลายความรู้สึก) ถ้อยคำภาษาน่าคิด ผะหมี คำทาย สำนวนไทย

๑๗

ก า ร ส ร้ า ง คำ ใ น ภ า ษ า ไ ท ย

การสร้างคำ คือ การสร้างสรรค์คำขึ้นมาใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการของคนในสังคม
โดยการสร้างคำในภาษาไทยเป็นไปในลักษณะ ดังนี้

คำ ซ้ อ น คำซ้อน คือ วิธีการสร้างคำใหม่ในภาษาไทยโดยการนำคำที่มีความหมายเหมือนกัน ทำนองเดียวกัน หรือตรง
ข้ามกันตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปมาซ้อนกันในลักษณะของการประสมคำ แล้วเกิดเป็นคำใหม่ขึ้น โดยคำใหม่ที่เกิดขึ้น
มาจะช่วย ขยายความหมายของคำและที่มาของคำได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ซึ่งสามารถแบ่งคำซ้อนออกเป็น ๒ ประเภทได้ ดังนี้

๑. คำซ้อนที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ถ้วยโถโอชาม ขวากหนาม
๒. คำซ้อนที่มีความหมายตรงกันข้าม เช่น สูงต่ำ ดำขาว ผิดถูก ดีชั่ว

นอกจากนี้คำซ้อนยังอาจเกิดจากคำในภาษาไทยมาตรฐานซ้อนกับภาษาไทยถิ่นได้ เช่น ตัดสิน ที่เป็นคำซ้อนที่
มีความหมายคล้ายกัน ซึ่ง ตัด หมายถึง ทำให้ขาดด้วยของมีคม ส่วนคำว่า สิน หมายถึง ตัด, ฟันให้ขาด เมื่อนำ
คำที่มีความหมายคล้ายกันมาซ้อนกันจึงทำให้ความหมายของคำนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ การลงความเห็นอย่าง
ชี้ขาด นอกจากนี้คำว่า ตัดสิน ยังช่วยขยายความของคำและทำให้ทราบที่มาของคำด้วย เพราะคำว่า สิน เป็นคำ
ที่มาจากภาษาถิ่นใต้นั่นเอง

ข้อสังเกต คำซ้อนมักมีเสียงสัมผัสกัน คำซ้อนจะมีกี่พยางค์ก็ได้ คำซ้อนสามารถเปลี่ยนตำแหน่งแล้วเปลี่ยน
ความหมายได้ เช่น เหลวแหลก แหลกเหลว แน่นหนา หนาแน่น เป็นต้น

๑๘

คำ ซ้ำ ศั พ ท์ บั ญ ญั ติ
คำ ป ร ะ ส ม คำ ทั บ ศั พ ท์

คำซ้ำ

ซ้ำเพื่อเสียงเสมอ เช่น หยิม ๆ หงึก ๆ ฉอด ๆ

ซ้ำเพื่อความหมาย เช่น พหูพจน์ พี่ ๆ น้อง ๆ เน้นให้หนักแน่น ดี ๆ เลว ๆ ชั่ว ๆ บอกความไม่แน่นอน กลาง ๆ ปลาย ๆ
แบ่งส่วน สิ่ง ๆ เรื่อง ๆ ก่อให้เกิดภาพพจน์ ริก ๆ ตึก ๆ ตุบ ๆ

ซ้ำในภาษาพูดเพื่อเน้นย้ำข้อความ เช่น ง้วงง่วง น้านนาน

คำประสม คือ การนำคำ ๒ คำมารวมกันแล้วเกิดความหมายใหม่ มักเป็นคำนาม กริยา และวิเศษณ์ เช่น คนใช้ รถไฟ ไก่อ่อน ตีนแมว เป็นต้น

ศัพท์บัญญัติ คือ การกำหนดคำไทย บาลี สันสกฤต หรือเขมร ที่มีความหมาย หรือสื่อความหมายเหมือนศัพท์คำเดิม อาจใช้ในการแปลคำ
ศัพท์หรือสร้างคำศัพท์ก็ได้ เช่น vision – วิสัยทัศน์ bus - รถโดยสารประจำทาง stamp - ดวงตราไปรษณียากร

คำทับศัพท์ คือ การถอดรูปอักษรจากต้นฉบับเป็นอักษรไทย ยึดหลักตามราชบัณฑิตสภา ดังนี้

ถอดรูปอักษรตัวต่อตัวตามแนวเทียบ มักไม่ใช้รูปวรรณยุกต์ เช่น clinic – คลินิก computer – คอมพิวเตอร์ dollar – ดอลลาร์
guitar – กีตาร์ หรือคำบางคำที่เคยใช้รูปวรรณยุกต์ อนุโลมให้ใช้ได้ เช่น แท็กซี่ ท็อฟฟี่ เค้ก เป็นต้น

๑๙

คำ ซ้ำ ศั พ ท์ บั ญ ญั ติ
คำ ป ร ะ ส ม คำ ทั บ ศั พ ท์

คำสมาสแบบสมาส



คำสมาส หมายถึง คำที่เกิดจากการสร้างศัพท์ในภาษาบาลีสันสกฤต โดยการนำคำมารวมกันตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป โดยมีคำหลักอยู่ข้าง
หลังเพื่อขยายคำหน้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้

คำที่สมาสต้องเป็นคำบาลีหรือสันสกฤตเท่านั้น เช่น
บาลี+บาลี พุทธ+ภูมิ = พุทธภูมิ
สันสกฤต+สันสกฤต ศีล+ธรรม = ศีลธรรม
บาลี+สันสกฤต วัฒน+ธรรม = วัฒนธรรม

คำสมาสเวลาอ่านต้องออกเสียงสระต่อเนื่องระหว่างคำหน้าและคำหลัง เช่น
ราชการ อ่านว่า ราด-ชะ-กาน
ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ-หวัด-ติ-สาด
เมรุมาศ อ่านว่า เม-รุ-มาด

คำสมาสเมื่อแปลความหมายเป็นภาษาไทยนั้น ต้องแปลย้อนหลังจากหลังไปหน้า เช่น
วีรชน แปลว่า คนกล้า
วุฒิสภา แปลว่า สภาสูง
ภูมิศาสตร์ แปลว่า วิชาที่ว่าด้วยโลก

คำสมาสนั้นจะไม่ประวิสรรชนีย์ และไม่มีตัวทัณฑฆาตอยู่ที่ตัวอักษรสุดท้ายของคำหน้า เช่น
ธุรกิจ พลศึกษา หัตถศึกษา

คำนามที่เป็นชื่ออวัยวะของร่างกาย ที่เป็นคำบาลีสันสกฤต เมื่อนำมาเป็นคำราชาศัพท์ ต้องเติมคำว่า พระ ลงหน้าคำ ซึ่งพระนั้น
เป็นคำสมาสเพราะแผลงมาจากคำว่า วร เช่น พระโสต พระเนตร พระเศียร พระกร ฯลฯ

๑๙

คำ ซ้ำ ศั พ ท์ บั ญ ญั ติ
คำ ป ร ะ ส ม คำ ทั บ ศั พ ท์

คำสมาสแบบสนธิ



คำสนธิ หมายถึง คำที่เกิดจากการรวมศัพท์บาลีสันสกฤตตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป มาเชื่อต่อให้เป็นคำเดียวกันและมีการกลมกลืนเสียง
ท้ายคำหน้ากับเสียงคำหลัง การสนธินั้นจะทำให้อักษรน้อยลง คำสนธิมีอยู่ ๓ ชนิด ดังนี้

สระสนธิ คือ การเชื่อมคำด้วยสระหลังของคำหน้า และสระหน้าของคำหลังเพื่อให้กลมกลืนเสียงกัน เช่น
ศึกษา+อธิการ เป็น ศึกษาธิการ
พล+อนามัย เป็น พลานมัย
มหา+โอฬาร เป้น มโหฬาร

พยัญชนะสนธิ คือ การเชื่อพยัญชนะกับพยัญชนะ โดยการเชื่อมเสียงพยัญชนะสุดท้ายของคำหน้า กับพยัญชนะหรือสระหน้าของ
คำหลัง ส่วนมากจะเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต พยัญชนะที่นิยมใช้ในการสนธิประจำนั่นคือ ต น ส เช่น

อุตฺ+สาห เป็น อุตสาห
นิส+ภัย เป็น นิรภัย
มนสฺ+ภาวะ

๑๙

คำ ซ้ำ ศั พ ท์ บั ญ ญั ติ
คำ ป ร ะ ส ม คำ ทั บ ศั พ ท์

นฤคหิตสนธิ คือ การเชื่อมคำด้วยนฤคหิต เป็นการเชื่อมเมื่อพยางค์หลังของคำแรกเป็นนฤคหิตกับเสียงสระในพยางค์
แรกของคำหลัง มี ๓ วิธี คือ
นฤคหิตสนธิกับสระ ให้เปลี่ยนนฤคหิตเป็น ม แล้วสนธิกัน

เช่น สํ + อาคม = สม + อาคม = สมาคม
สํ + อุทัย = สม + อุทัย = สมุทัย
นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะของวรรค ให้เปลี่ยนนฤคหิตเป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายของพยัญชนะในแต่ละวรรค ได้แก่
วรรคกะ เป็น ง
วรรคจะ เป็น ญ
วรรคตะ เป็น น
วรรคฏะ เป็น ณ
วรรคปะ เป็น ม
เช่น
สํ + จร = สญ + จร = สัญจร
สํ + นิบาต = สน + นิบาต = สันนิบาต

วรรคกะ สนธิกับพยัญชนะเศษวรรค ให้เปลี่ยนนฤคหิต เป็น ง เช่น
สํ + สาร = สงสาร
สํ + หรณ์ = สังหรณ์

๑๙

ก า ร ยื ม คำ

สาเหตุของการยืมคำ อาจเป็นไปได้หลายสาเหตุ แต่เหตุผลหลัก ๆ ที่เกิดการยืมคำ คือ

ด้านสภาพภูมิศาสตร์ คือ ประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศต่าง ๆ จึงทำให้คนไทยที่อยู่อาศัยบริเวณชายแดน
เดินทางข้ามแดนไปมาหาสู่กันและมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จึงมีการแลกเปลี่ยนภาษากัน
ศาสนา คนไทยมีเสรีภาพในการนับถือศาสนามาเป็นเวลาช้านาน เมื่อนับถือศาสนาใดก็ย่อมได้รับถ้อยคำภาษาที่ใช้ในคำ
สอน หรือคำเรียกชื่อต่าง ๆ ในทางศาสนาของศาสนานั้น ๆ มาปะปนอยู่ในภาษาไทยด้วย
การค้าขาย จากหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ ชนชาติไทยมีการติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้ากับชนชาติต่าง ๆ มา
เป็นเวลาอันยาวนานทำให้มีถ้อยคำในภาษาของชนชาตินั้น ๆ เข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทยเป็นจำนวนมาก
วรรณคดี วรรณคดีอินเดียที่ไทยนำเข้ามา เช่น เรื่องมหากาพย์รามายณะ และ มหาภารตะ แต่งขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต
อิเหนา เป็นวรรณคดีที่มีเค้าเรื่องมาจากเรื่องดาหลังของชวา ด้วยเหตุนี้วรรณคดีทำให้ภาษาสันสกฤตและภาษาชวาเข้ามา
ปะปนในภาษาไทย
ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมและประเพณี เมื่อชนชาติต่าง ๆ เข้ามาสัมพันธ์ติดต่อกับชนชาติไทย หรือเข้ามาตั้งหลัก
แหล่งอยู่ในประเทศไทย ย่อมนำเอาถ้อยคำภาษาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและประเพณีเหล่านั้นเข้ามาปะปนกับภาษาไทย
มากขึ้น
การศึกษาและวิทยาการด้านต่าง ๆ จากการที่คนไทยเดินทางไปศึกษายังต่างประเทศ ทำให้ได้ใช้และพูดภาษาอื่น ๆ
และรับเอาวิทยาการต่าง ๆ เมื่อสำเร็จการศึกษา จึงนำภาษาของประเทศนั้นมาใช้ปะปนกับภาษาของตน


ลักษณะของการยืมคำ อาจเป็นการยืมคำศัพท์มาใช้โดยตรง หรือยืมวิธีการสร้าง เช่น สมาส สนธิ การแผลงคำ

๒๐

ก า ร ยื ม คำ ข้อสังเกตคำที่จากภาษาต่างประเทศ
๑. สังเกตสระ คำใดประสมด้วย ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา เป็นคำสันสกฤต เช่น เยาวชน นฤมล พฤศจิกายน ฯลฯ

๒. สังเกตพยัญชนะ คำใดประสมด้วย ศ ษ เป็นคำสันสกฤต เช่น ภิกษุ ศาสนา เกษตร มหัศจรรย์ ศักดิ์ ฯลฯ

๓. สังเกตคำควบกล้ำ คำใดมีคำควบกล้ำเป็นคำสันสกฤต (เพราะบาลีไม่นิยมควบกล้ำ) เช่นประถม จักร ปราชญ์

อัคร จันทรา นิทรา กษัตริย์ ฯลฯ

๔. สังเกต “รร” คำใดที่มี “รร” เป็นคำสันสกฤต เช่นธรรม จรรยา พรรษา ฯลฯ

๕. สังเกต “เคราะห์” คำใดที่มี “เคราะห์” เป็นคำสันสกฤต เช่น อนุเคราะห์ สังเคราะห์ สงเคราะห์ ฯลฯ

๖. สังเกตตัวสะกดตัวตาม คำใดมีตัวสะกด แล้วมีอักษรตามมา 1 ตัว มาจาก บาลี เช่น สัจจะ สัตตะ อัตตะ สักกะ รุกข ปัจฉิม ฯลฯ

๗. คำเขมรมักสะกดด้วย จ ญ ล ร ส ย และมักจะไม่มีตัวตาม สูตรการจำ จาน หญิง ลิง เรือ เสือ เช่น ตำรวจ เผอิญ สำราญ

ดาล จรัล กำนัล กำธร ควร ดำรัส จรัส ตรัส ฯลฯ

๘. คำที่มาจากเขมรมักเป็นคำควบกล้ำ เช่น กรวด กระบือ เกลือ ขลาด กระแส ไพร ตระกอง โปรด กราน กรม กระทรวง

กระเพาะ โขลน ฯลฯ

๙. คำที่มาจากเขมรมักใช้อักษรนำ เช่น จมูก ถวาย ฉนำ เฉลียง ถวาย ขนุน ขยำ ฉลู ฯลฯ

๑๐. คำที่มาจากเขมร มักขึ้นต้นด้วย บัง บัน บำ (เพราะมาจาก บ เติมคำหน้า) เช่น บังควร บันเทิง บันดาล บันได บำเหน็จ

บำบัด

๑๑. คำที่มาจากเขมรมักขึ้นต้นด้วย กำ คำ จำ ชำ ดำ ตำ ทำ สำ อำ เช่น กำหนด คำรบ จำแนก ชำนาญ ดำรัส ตำรวจ ตำรา

ทำนบ สำราญ อำนวย ฯลฯ

๑๒. ข้อสังเกต ภาษาบาลี, สันสกฤต และเขมร มักไม่มีวรรณยุกต์กำกับ

๑๓. คำยืมจากภาษาจีน และภาษาชวา การเขียนคำที่มาจากภาษาจีน และภาษาชวาใช้หลักง่าย ๆ คือ เขียนรูปตามเสียงที่ออก

หรือได้ยินโดยใช้ตัวสะกดตรงตามมาตรา และมักใช้รูปวรรณยุกต์กำกับเสียง

๒๑

ป ร ะ โ ย ค แ ล ะ ช นิ ด ข อ ง ป ร ะ โ ย ค

ประโยค คือ คำหรือกลุ่มของคำที่เรียงกันและมีความหมายสมบูรณ์ เป็นหน่วยทางภาษาที่สามารถสื่อความได้ว่า
เกิดอะไรขึ้น หรือ มีสภาพเป็นอย่างไร มีส่วนสำคัญ คือ คำนาม + คำกริยา ประโยคแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ดังนี้

ป ร ะ โ ย ค แ บ่ ง ต า ม โ ค ร ง ส ร้ า ง

ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีใจความเพียงความเดียว มีภาคแสดงเดียว เช่น เขานอน ฉันใส่เสื้อสีแดง

ประโยคความรวม คือ การเอาประโยคความเดียวตั้งแต่ ๒ ประโยคมารวมกันโดยใช้คำสันธานเป็นตัวเชื่อม ข้อสังเกตให้สังเกตคำสันธาน
ที่ปรากฏในประโยค เช่น กับ และ แต่ หรือ เป็นต้น สามารถแบ่งย่อยออกเป็น ๔ ชนิด ดังนี้ ๑. ใจความคล้อยตามกัน ๒. ใจความขัดแย้ง
๓. ใจความให้เลือก ๔. ใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน

ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีประโยคใหญ่หรือประโยคหลักอยู่ ๑ ประโยคแล้วมีประโยคย่อย ซึ่งเป็นประโยคความเดียวซ้อนอยู่

ป ร ะ โ ย ค แ บ่ ง ต า ม ม า ล า

มาลา คือ ไวยากรณ์ที่บ่งบอกว่าคำกริยาอยู่ในรูปของเจตคติอย่างไรในมุมของผู้พูด ประโยคที่แบ่งตามมาลาสามารถจำแนกได้ ดังนี้
ประโยคบอกเล่า เช่น รักเธอมากนะ ชอบนะ คิดถึงนะ
ประโยคคำถาม เช่น ใครนะที่รักเรา เขารักเราเพราะอะไร คนรักเราอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่คนที่เรารักจะมา ทำไมมาสักที เป็นต้น
ประโยคคำสั่ง เช่น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ช่วยไปไกลไกลหน่อย ห้ามส่งเสียงดังในห้องน้ำ เป็นต้น
ประโยคปฏิเสธ เช่น ไม่อยากไปไหนกับเธอ ไม่มีทางแน่ ๆ ที่ฉันจะไป ไม่ไปหรอกนะ ไม่ต้องมาอ้อนวอน ยังไงฉันก็ไม่ไป เป็นต้น

๒๒

ป ร ะ โ ย ค แ บ่ ง ต า ม เ จ ต น า

คนเรานั้นล้วนมีความต้องการภายในตัว การสื่อความคิดความต้องการนั้นบางครั้งก็ต้องอาศัย การพูดออกมาเป็นประโยคเพื่อสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ
ความต้องการหรือเจตนาของเรา บางครั้งเจตนากับรูปประโยคที่ต้องการสื่ออาจจะไม่ตรงกันก็ได้ ประโยคแบ่งตามเจตนาสามารถจำแนกได้ ดังนี้

ประโยคบอกให้ทราบ เช่น ฉันหล่อมาก ฉันไม่ชอบคนอ้วน รู้ไหมเขาชอบฉันมากเลยนะ เป็นต้น

ประโยคเสนอแนะ เช่น จันลองเอาน้ำแข็งมาถูหลังฉันดูหน่อยซิ เราควรมีคนมาอยู่ข้างกายในเวลาเหงา เธอควรจะไปออกกำลังกายบ้างนะ เป็นต้น

ประโยคสั่ง เช่น จงฟังครู ต้องนั่งเงียบ ๆ มานี่ซิ หยุดเดี๋ยวนี้ เมื่อไหร่จะหยุด เป็นต้น

ประโยคห้าม เช่น อย่ามาแตะต้องตัวฉัน หยุดนะนี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่าทำร้ายฉัน เป็นต้น

ประโยคชักชวน เช่น ไปนอนดีกว่า ไปดูหนังที่ห้องฉันนะ มาเล่นกีฬากันเถอะ ฉันว่าเราพอแค่นี้เถอะนะ เป็นต้น

ประโยคขู่ เช่น ถ้าเธอไม่รักฉัน ฉันจะไม่ยอมปล่อยเธอไป หากคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง ถ้าพวกคุณยังยัดเยียดความ

เป็นอื่นให้ผม ผมจะไม่เข้าใกล้พวกคุณอีก

ประโยคขอร้อง เช่น ช่วยไปกินหมูกระทะเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะ โปรดอยู่ในความสงบ กรุณาอย่าส่งเสียงดังเวลาดึกดื่น เป็นต้น

ประโยคคาดคะเน เช่น เธอคงจะทิ้งฉันไปหาคนนั้นล่ะสิ ถ้าเธอได้อ่านจดหมายฉันคงตายไปแล้วกระมัง เห็นจะเป็นลางร้ายแล้วล่ะ เป็นต้น

ประโยคถาม เช่น ทำไมคุณมาช้า คุณมาช้าเพราะเหตุใด รู้ไหมที่นี่เขาเริ่มงานเวลาเท่าไร เป็นต้น ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ป ร ะ โ ย ค

ประโยคสามารถแบ่งแยกลักษณะได้เป็น ๒ ชนิด ดังนี้
ประโยคสองส่วน คือ บทประธาน+บทกริยา เช่น ต้นไม้ล้ม (ต้นไม้ + ล้ม)
ประโยคสามส่วน คือ บทประธาน+บทกริยา+บทกรรม เช่น น้องของฉันกินขนมหวาน (น้องของฉัน +กิน + ขนมหวาน)

ก า ร ผู ก ป ร ะ โ ย ค

๑. การผูกประโยคแต่ละครั้งจะต้องเรียงคำขยายให้ถูกตำแหน่ง มิเช่นนั้นใจความที่ต้องการจะสื่อออกไปสู่ผู้ฟัง
อาจเกิดความคลาดเคลื่ อนหรือผิดพลาดได้
๒. ประโยคเดียวกันไม่ควรมีกริยาหลายตัวเพราะกริยาหลายตัวจะทำให้สับสนว่าประโยคนี้ต้องการสื่ออะไรกันแน่
๓. ไม่ควรใช้ประโยคสำนวนต่างประเทศ การผูกประโยคในภาษาไทยจะต้องเป็นไปในรูปแบบของ ประธาน + กริยา + กรรม

๒๓

สำนวน พังเพย สำนวน จะใช้เป็นคำกล่าวเปรียบเทียบและอาศัยการตีความจึงจะทำให้เข้าใจ
ภาษิต สุภาษิต ความหมายที่ต้องการจะสื่อ เช่น น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา

สำนวน พังเพย ภาษิต และสุภาษิต คำพังเพย ก็เป็นคำกล่าวเปรียบเทียบเช่นเดียวกับสำนวนแต่เป็นการเปรียบ
ล้วนมีลักษณะร่วมเดียวกัน คือ เทียบแบบตรงไปตรงมา มักเป็นการยกเอาเหตุการณ์ในอดีตที่มีลักษณะที่
เป็นการใช้ถ้อยคำที่มุ่งให้เกิดเป็นคติ คล้ายคลึงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกัน เช่น ไก่ตาแตก
คำสอน หรือคำเปรียบเทียบ บางครั้ง กระต่ายตื่นตูม เกลือเป็นหนอน
บางบริบทสำนวนอาจกลายเป็น
สุภาษิต หรือสุภาษิตอาจกลายเป็น ภาษิต เป็นลักษณะของถ้อยคำที่มุ่งสั่งสอนแต่ใช้ในทางที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ เช่น
เพียงคำพังเพยเพื่ อเปรียบเทียบ เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เอาเนื้อไปแลกกับหนัง เอาทองไปรู่กับกระเบื้อง
เหตุการณ์บางอย่างก็ได้ ฉะนั้นการนำ
ถ้อยคำเหล่านี้ไปใช้จึงควรทำการศึกษา สุภาษิต คือคำกล่าวที่ต้องผ่านกระบวนการคิดแล้วว่าเมื่อนำไปใช้ต้องเกิด
ให้เข้าใจเพื่ อให้นำไปใช้ได้อย่างเหมาะ ประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้จริง เช่น รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
สมตามบริบทการใช้งานในครั้งนั้น ๆ
๒๔

มองสำนวนทวนสังคม

สำนวนเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคม สามารถจำแนกที่มาออกเป็น ๖ ลักษณะ ดังนี้

ที่มาจากการเมืองการปกครอง บางครั้งสำนวนก็เกิดจากข้อตกลงทางสังคม เพราะการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมยอมมีข้อตกลงร่ม
กัน เพื่อใช้เป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุขของคนในสังคม เช่น สำนวนที่ว่า “เอามะพร้าวห้าวยัดปาก” ที่มีที่มาจาก
กฎมณเฑียรบาล

การดำรงชีพ สำนวนไทยบางสำนวนเกิดจากการนำเอาวิถีชีวิตความเป็นอยู่มาผูกขึ้นเป็นคำเพื่อใช้กล่าวเปรียบเทียบเปรียบเปรย
เช่น ทำนาบนหลังคน อย่าข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า เข้าด้ายเข้าเข็ม ข้าวยากหมากแพง ดีดลูกคิดรางแก้ว ซื้อวัวหน้านา เป็นต้น

ความเชื่อ สำนวนไทยบางสำนวนมีที่มาจากความเชื่อทั้งความชั่วโดยทั่วไป เช่น ความเชื่อเรื่องผี เช่น คนดีผีคุ้ม, ผีซ้ำด้ำพลอย,
บนข้าวผี ตีข้าวพระ, ปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง เป็นต้น

ประเพณีและพิธีกรรม สำนวนบางสำนวนเกิดจากประเพณีและพิธีกรรม เช่น สำนวนที่ว่า เข้าตามตรอกออกตามประตู ที่สะท้อนให้
เห็นค่านิยมของคนไทยในเรื่องของการแต่งงาน หรือสำนวนที่ว่า คนตายอย่าขายคนเป็น ที่มาจากการสอนให้รู้จักพอประมาณในการทำ
พิธีสวดศพ

วัฒนธรรมท้องถิ่น สำนวนบางสำนวนสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เช่น สำนวนที่ว่า อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้ นวัวปั้ นควายให้
ลูกท่านเล่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยในเรื่องของการเคารพผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณ

วรรณกรรม สำนวนบางสำนวนมีที่มาจากวรรณกรรม เช่น กระต่าย ตื่นตูม, กิ้งก่าได้ทอง, ดอกพิกุลจะร่วง, ตีปลาหน้าไซ เป็นต้น หรือ
มาจากวรรณคดี เช่น วัดรอยเท้า จากเรื่องรามเกียรติ์ ชักแม่น้ำทั้งห้า จากเรื่องเวสสันดรชาดก กิ้งก่าได้ทอง จากเรื่องมโหสถชาดก
สิบแปดมงกุฎ จากเรื่องรามเกียรติ์ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง จากเรื่องอิเหนา

๒๕

คำ ร า ช า ศั พ ท์

ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยใช้ทั้งในภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เมื่อประสงค์จะสื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ หรือกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้น โดยในปัจจุบันการใช้คำราชาศัพท์มี ดังนี้

๒๖

คำ ร า ช า ศั พ ท์

ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยใช้ทั้งในภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เมื่อประสงค์จะสื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ หรือกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้น โดยในปัจจุบันการใช้คำราชาศัพท์มี ดังนี้

๒๗

คำ ร า ช า ศั พ ท์

ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยใช้ทั้งในภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เมื่อประสงค์จะสื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ หรือกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้น โดยในปัจจุบันการใช้คำราชาศัพท์มี ดังนี้

๒๘

คำ ร า ช า ศั พ ท์

ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยใช้ทั้งในภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เมื่อประสงค์จะสื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ หรือกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้น โดยในปัจจุบันการใช้คำราชาศัพท์มี ดังนี้

๒๙

คำ ร า ช า ศั พ ท์

ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยใช้ทั้งในภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เมื่อประสงค์จะสื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ หรือกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้น โดยในปัจจุบันการใช้คำราชาศัพท์มี ดังนี้

๓๐

คำ ร า ช า ศั พ ท์

ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยใช้ทั้งในภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เมื่อประสงค์จะสื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ หรือกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้น โดยในปัจจุบันการใช้คำราชาศัพท์มี ดังนี้

๓๑

คำ ร า ช า ศั พ ท์

ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราช โดยใช้ทั้งในภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เมื่อประสงค์จะสื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ หรือกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้น โดยในปัจจุบันการใช้คำราชาศัพท์มี ดังนี้

๓๒

การใช้ภาษา

ระดับภาษาและการสื่ อสาร

๑ ระดับภาษา

๑. แบบแผน ไม่เป็นแบบแผน ๒. พิธีการ กึ่งพิธีการ ไม่เป็นพิธีการ ๓. พิธีการ ทางการ กึ่งทางการไม่เป็นทางการ กันเอง

ปัจจัยในการกำหนดระดับภาษา กาลเทศะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ลักษณะของเนื้ อหา สื่ อที่ใช้ในการส่งสาร

๒ การสื่อสาร

คือ การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไปยังมนุษย์ด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่หลากหลายขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการ

สื่ อสารครั้งนั้น ๆ

องค์ประกอบของการสื่ อสาร ผู้ส่งสาร/ผู้รับสาร สื่ อสาร

ภาษาที่ใช้ในการสื่ อสาร วัจนภาษา และอวัจนภาษา

อุปสรรคในการสื่ อสาร ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะสื่ อ อคติ ภาษาที่ใช้ สื่ อไม่เหมาะสมกับสาร กาลเทศะ

มารยาทในการสื่ อสาร สุภาพ เหมาะสม กับบุคคล ไม่ละเมิดผู้อื่ นทั้งความคิด วิถีชีวิต ความเชื่ อ

การสื่ อสารในบริบทต่าง ๆ

สื่ อสารกับตัวเอง เช่น การพูดคุยกับตัวเองเพื่ อหาคำตอบหรือทางออกของปัญหา

สื่ อสารระหว่างบุคคล เช่น การสื่ อสารระหว่างบุคคล ๒ คนขึ้นไป เช่น สื่ อสารในครอบครัว สื่ อสารในโรงเรียน

สื่ อสารสาธารณะ เช่น รายการโทรทัศน์ต่าง ๆ

สื่ อสารมวลชน เช่น แพร่กระจายการสื่ อสารได้รวดเร็ว มุ่งนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

๓๓

การใช้ภาษา

ระดับภาษาและการสื่ อสาร

๓ การใช้ภาษาในการสื่อสารกับการปลูกฝังคุณธรรม

เป็นการใช้ภาษาเพื่ อปลูกฝังคุณธรรมโดยอาศัยช่องทางในการสื่ อสาร เช่น ภาษิต นิทาน ตำนาน วรรณคดี

๔ การใช้ภาษาในการสื่อสารผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ

โทรศัพท์ ทักทาย ยืนยันหมายเลข แนะนำตัว เข้าเนื้ อหา อำลาอย่างสุภาพ
จดหมาย เข้าใจง่าย ตรงประเด็น
โลกออนไลน์ ใช้ภาษาให้สุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะ ข้อควรระวัง อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เคารพความเป็นส่วนตัวผู้อื่ น
มีมารยาทในการสื่ อสาร ระวังมิจฉาชีพ อย่าใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้อื่ น

๓๔

การใช้ภาษา

ระดับภาษาและการสื่ อสาร

๕ การสื่อสารกับการโน้มน้าวใจ

การโน้มน้าวใจ คือ การสื่ อสารที่มุ่งหวังให้บุคคลอื่ นประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่ตนตั้งไว้ โดยกลวิธีการโน้มน้าวใจมี ดังนี้
๑. แสดงความน่าเชื่ อถือของผู้โน้มน้าว ผู้โน้มน้าวจะต้องมีความรู้คู่ความดี
๒. แสดงความหนักแน่นของเหตุผล ชักแม่น้ำทั้งห้าพาคนให้คล้อยตาม
๓. แสดงความรู้สึกและอารมณ์ร่วม เข้าใจ เข้าถึง พึ่งได้
๔. แสดงให้เห็นด้านดีด้านร้าย ชี้ข้อดี แนะข้อเสีย เสนอทางออก
๕. สร้างความบันเทิงให้ผู้รับสาร สร้างศรัทธาด้วยอารมณ์ขัน ผ่อนคลาย น่าค้นหา น่าติดตาม
๗. เร้าอารมณ์ เติมเชื้อไฟให้ความต้องการของผู้รับสารนั้นลุกโชติช่วง

๖ ประเภทของการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจ

คำเชิญชวน เชิญให้ทำ
โฆษณาสินค้าหรือบริการ ชวนให้เลือกและตัดสินใจ
โฆษณาชวนเชื่ อ โน้มน้าวให้กระทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

๓๕

ทักษะการฟัง ทักษะการฟังเป็น “ทักษะการสื่ อสารที่ใช้มากและสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันของมนุษย์”
การฟัง หมายถึง การรับรู้ความหมายผ่านเสียงที่ได้ยิน การฟังนอกจากจะทำให้เรารับรู้และรับ
ทราบสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่ อแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง เช่น เป็นการสั่งสม
ความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการฟัง และจับประเด็นได้การฟังทำให้เรารับรู้เรื่องราวข่าวสาร
ต่าง ๆ ว่าเกิดอะไร ที่ไหน เมื่ อไหร่ และเกิดขึ้นอย่างไร

ประเภทของการฟัง

แบ่งตามจุดมุ่งหมาย แบ่งตามโอกาส

ฟังเพื่อติดต่อสื่อสาร การสื่อสารภายใน การฟังเพื่ อสื่ อสารระหว่างบุคคล
สังคม การฟังในกลุ่มขนาดเล็กเช่นการปรึกษาหารือ
ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน การฟังเพลงหรือ การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน เช่นการฟังวิทยุ
การฟังเพื่ อความสนุกสนาน โทรทัศน์หรือการฟังตามสื่ ออิเล็กทรอนิกส์เช่น
ฟังเพื่อรับความรู้ การฟังเกี่ยวกับการ YOUTUBE JOOX SPOTIFY
สัมมนาวิชาการข่าวสารหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์
ฟังเพื่อได้คติชีวิตและความจรรโลงใจ คือ ๓๖
การฟังเพื่ อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นเช่นการฟัง
เทศน์การฟังบทกวี

ทักษะการฟัง

มารยาทในการฟัง ฟังอย่างไรให้
สัมฤทธิ์ผล
การคิดวางแผนไว้ล่วงหน้า ว่าจะฟังเรื่องน่า
สนใจ เพราะถ้าเรื่องที่ฟังไม่น่าสนใจอาจก่อให้เกิด ทราบจุดประสงค์ของการฟังครั้งนั้นนั้น
ความเบื่อหน่าย และการฟังครั้งนั้นจะไร้
ประสิทธิภาพ ฟังให้ครบถ้วนว่าผู้พูดหรือสิ่งที่ฟังมีจุดมุ่ง
การแสร้งรับรู้ แม้ว่าผู้พูดจะพูดไม่น่าฟัง พูดวกไป หมายอย่างไร
วนมา แต่เมื่อเข้ารับการรับฟังแล้วเราควรแสร้งรับ
รู้และเข้าใจตามบริบทนั้น ๆ เพื่อแสดงถึงความมี พิจารณาดูว่าเรื่องที่ฟังนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่
มารยาทและการเป็นผู้ฟังที่ดี
จิตใจไม่เลื่อนลอย การเข้ารับฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ความเห็นว่าเรื่องที่ฟังนั้นมีคุณค่าหรือไม่
ผู้ฟังจะต้องมีใจจดจ่อกับเรื่องที่ฟัง จับประเด็น อย่างไร
สำคัญที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อให้ได้ จึงจะทำให้
การฟังมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประสิทธิผล ๓๗
กับตัวผู้ฟังเอง

องค์ประกอบของการพูด

ผู้พูด คือ ผู้ที่นำเนื้อหาหรือสารที่สำคัญซึ่งมีอยู่ในตัวเองไปถ่ายทอดสู่ผู้ฟังได้
สาร คือ เนื้อหาหรือเนื้อเรื่องที่ผู้พูดต้องการจะสื่อให้ผู้ฟังรับทราบ
ผู้ฟัง คือ ผู้รับสาร อาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการพูด

การพูดในโอกาสต่างๆ

๑. การพูดระหว่างบุคคล
การกล่าวทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายตามธรรมเนียมแสดงกริยามารยาทตามกาลเทศะเลี่ยงการพูดเรื่องส่วนตัว
การแนะนำตนเอง เช่นการแนะนำตนเองในที่สาธารณะการแนะนำตนเองในการทำกิจธุระกับบุคคลอื่นและการแนะนำ
ตนเองในการอภิปรายกลุ่มย่อยกับคนที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน
การสนทนา เช่นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดความรู้สึกและประสบการณ์กับบุคคลที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย

๒. การพูดในกลุ่ม เป็นกิจวัตรประจำวันที่มนุษย์ทุกคนพึ่งกระทำเช่นการเล่าเรื่องราวการเล่าเหตุการณ์เป็นต้น

๓. การพูดในที่ประชุมชน คือ การพูดต่อบุคคลจำนวนมาก ทั้งในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่สาธารณะ เช่น การโต้วาที
การกล่าวสุนทรพจน์ การกล่าวปราศรัย การให้ความรู้ในนามวิทยากร เป็นต้น

เป็นวิธีการสื่ อสารที่ทำให้ผู้อื่ นเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่ อได้รวดเร็วที่สุด

เป็นการสื่อสารที่ผู้พูดสามารถถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่

ทักษะการพูด ภายในจิตใจเราได้เป็นอย่างดี การพูดมิใช่เพียงการเปล่งเสียงออกมาเท่านั้น

หากแต่ประกอบไปด้วย อวัจนภาษาอื่น ๆ อีก เช่น น้ำเสียง สายตา ท่าทาง

บุคลิกภาพ ที่จะต้องเหมาะสมกับการพูดในครั้งนั้น ๆ ด้วย ๓๘

การเตรียมความพร้อมก่อนการพูด

กำหนดจุดมุ่งหมาย วิเคราะห์ผู้ฟัง กำหนดขอบเขตเรื่องรวบรวมเนื้อหา เตรียมวิธีการใช้ภาษา ซักซ้อม
การประเมินผู้ฟัง การพูดเพื่อถามคำถามและการพูดเพื่อตอบคำถาม




ประเภทของคำถาม

เพื่อหาข้อเท็จจริง เช่น ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไรเหตุใดจึงทำ เป็นต้น
เพื่อข้อคิดเห็น ถามเพื่อให้พูดโต้ตอบเหตุผลเช่นท่านคิดว่าท่านเชื่อไหมว่าท่านเข้าใจเรื่องนี้ว่าอย่างไร
เพื่อทดสอบ เช่น การถามเพื่อให้นักเรียนตอบโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจของนักเรียนในเรื่องที่เรียนมา
เพื่อให้ได้คำตอบที่หลากหลาย เช่น การพูดหรือถามคำถามบางประการเพื่อให้บุคคลได้ระดมความคิดเห็นกันเป็นกลุ่ม
เพื่อแสดงความสุภาพ คือ การถามคำถามเพื่อแสดงความขอร้องให้ผู้ฟังได้ตอบคำถามของตน

ประเภทของคำตอบ

ตอบคำถามอย่างชัดเจนตรงประเด็น ตอบคำถามให้แจ่มแจ้งว่าตนคิดเห็นอย่างไร ตอบคำถามให้ครบถ้วนทุกประเด็น
ตอบคำถามโดยใช้ภาษาให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เลี่ยงการตอบคำถามที่จะส่งผลต่อคนอื่น

ทักษะการพูด การพูดอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล พูดอย่างมีคุณธรรมไม่ใช้อคติ พูดด้วยความรู้
และข้อเท็จจริง พูดด้วยการอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้อง พูดด้วยความมั่นใจ พูดโดย
ใช้คำพูดให้เหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้ฟัง พูดอย่างให้เกียรติผู้ฟัง
ผู้พูดโดยใช้ภาษาที่ หลากหลายเพื่ อให้ผู้ฟังได้รับข้อมูลที่ ถูกต้องและไม่น่าเบื่ อ

๓๙

ทักษะการอ่าน การอ่าน เป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งในภาษาไทยการอ่าน หมายถึง
การแปลความหมายของตัวอักษรที่อ่านออกมาเป็นความรู้ความคิด
และเกิดความเข้าใจเรื่องที่อ่านตรงกับเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการ
จะสื่อ ผู้อ่านสามารถนำความรู้ ที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้ได้

ประเภทของการอ่าน การส่งสารด้วยการอ่าน

อ่านเพื่อเก็บความรู้ คือ การอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้และ เข้าใจบทอ่าน
ประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ศึกษาคำยากจับใจความสำคัญเพื่อแสดงอารมณ์ให้สอดคล้อง
อ่านเอาเรื่อง คือ การอ่านเพื่อให้ทราบถึงเรื่องราวที่ผู้เขียน เตรียมความพร้อม
นำเสนอหรือว่าเป็นอย่างไร เตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจมันฝึกฝนการอ่าน
อ่านวิเคราะห์ คือ การอ่านแล้วสามารถวิเคราะห์แยกแยะ อย่างสม่ำเสมอเพื่ อให้การอ่านนั้นถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบของเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดีว่าใครทำอะไรที่ไหน การใช้เสียง
อย่างไรเมื่ อไหร่เพราะเหตุใดแล้วเป็นอย่างไร ในการอ่านต้องคำนึงถึงอัตราเร็วในการเปล่งเสียง ความดังในการ
อ่านตีความ คือ การอ่านโดยใช้ความคิดขั้นสูงประกอบกับ เปล่งเสียง ระดับของการเปล่งเสียง หรือการควบคุมคุณภาพของ
ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านเมื่ออ่านเรื่องนั้น ๆ แล้วต้อง เสียงให้เหมาะสมกับการรับฟังของผู้ฟัง
บอกได้ว่าเป็นเรื่องที่จะสื่อถึงอะไรมีอะไรแฝงอยู่ในเรื่องนั้น ๆ
การอ่านกับการพัฒนาตนเอง
พัฒนาความรู้
พัฒนาอารมณ์

พัฒนาคุณธรรม ๔ ๐

กทั ากรษเะขี ย น จุดมุ่งหมายของการเขียน
เขียนเพื่อแสดงความรู้ เขียนเพื่อแสดงความคิด

เขียนเพื่อแสดงภาพ เขียนเพื่อแสดงอารมณ์

การเขียน เป็นวิธีการสื่ อสารรูปแบบหนึ่ง
คือ การแสดงความคิดความรู้ความรู้สึก และความต้องการ
ผ่านลายลักษณ์อักษร การเขียนสัมพันธ์กับการคิด
เพราะ ก่อนที่ทุกคนจะเขียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมาได้จะต้องผ่านกระบวนการคิดกลั่นกรอง แล้วจึงค่อยเขียนสิ่งนั้น
ออกมา การเขียนจึงเริ่มต้นที่การคิด เราคิดเพื่อให้เกิดความต้องการเขียน คิดเพื่อค้นหาวิธีการเขียนและจัดลำดับ
ความคิด เลือกใช้ภาษาและสำนวนให้เหมาะสม แล้วจึงค่อยลงมือเขียน ในการเขียนนั้นควรเลือกใช้ภาษาที่แจ่ม
แจ้งกะทัดรัดเหมาะสมกับผู้อ่าน ซึ่งอาจเขียนหรือพิมพ์ด้วยตัวอักษรที่อ่านง่ายถูกอักขรวิธี แต่งประโยคให้มี
ใจความสมบูรณ์เรียงลำดับให้เข้าใจง่าย แบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง และขึ้นย่อหน้าใหม่เมื่อมีข้อคิดที่จะเสนอ

๔๑

การเขียนจดหมาย เป็นการสื่ อสารแทนการพูดกรณีอยู่ห่างไกลกันเช่นจดหมายส่วนตัวจดหมายกิจธุระจดหมายธุรกิจจดหมายราชการเป็นต้น
การเขียนเรียงความ คือ การเขียนตามหัวข้อที่กำหนดมีส่วนประกอบ คือ

หัวข้อ สามารถตั้งได้หลากหลายทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามมาทำ
ความนำ คือ การเขียนเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกสนใจและอยากติดตามอ่านเรียงความ
ตัวเรื่อง คือ เนื้ อหาของเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริง หรือการโน้มน้าวใจผู้อ่าน รวมไปถึงให้ความบันเทิง
บทลงท้ายหรือบทสรุป คือ การย้ำความสำคัญของเรื่องให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

การเขียนย่อความ คือ การสรุปใจความสำคัญของเรื่องรวมไปถึงข้อเท็จจริงข้อคิดเห็น หรือข้อความแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจาก
การอ่านเรื่องนั้น ๆ โดยวิธีการย่อความมี ดังนี้

วิเคราะห์เนื้ อเรื่อง คือ สามารถบอกได้ว่าเรื่องที่เราจะเขียนย่อความนั้นเป็นงานเขียนชนิดใดและข้อความนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อคิดเห็น
ตีความเรื่อง คือ พิจารณาว่าผู้เขียนต้องการสื่ ออะไร
แยกใจความออกจากพลความ คือ พยายามหาใจความสำคัญของเรื่องให้ได้
เขียนบทย่อความ คือ การเรียบเรียงข้อความโดยใช้ภาษาของตนเองโดยใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องและเหมาะสม

ขรูอปงแกบาบรเขียน การเขียน ในภาษาไทยนั้นโดยทั่วไปจะแบ่งเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง

แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงประเภทของการเขียนร้อยแก้วเท่านั้น

๔๒

การเขียนโครงงาน
คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้โดยตนเองซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ระยะดังนี้
ระยะที่ ๑ การออกแบบและเขียนเค้าโครงของโครงงาน ประกอบไปด้วย
การตั้งชื่อโครงงาน ผู้รับผิดชอบโครงงาน
ที่มาของโครงงาน
จุดประสงค์ของโครงงาน
ขอบเขตเนื้ อหาและระยะเวลาในการทำโครงงาน
หลักวิชาการที่จะนำมาใช้ในการทำโครงงาน
วิธีปฏิบัติในการทำโครงงาน ผลที่คาดหวังจากการทำโครงงาน
ระยะที่ ๒ คือ การลงมือปฏิบัติ ตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ในระยะที่ ๑
ระยะที่ ๓ คือ การรายงานผลการปฏิบัติติงาน คือ การนำผลทั้งหมดรายงานให้ครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษา

รขูอปงแกบาบรเขียน ๔๓

การเขียนโครงงาน
คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้โดยตนเองซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ระยะดังนี้
ระยะที่ ๑ การออกแบบและเขียนเค้าโครงของโครงงาน ประกอบไปด้วย
การตั้งชื่อโครงงาน ผู้รับผิดชอบโครงงาน
ที่มาของโครงงาน
จุดประสงค์ของโครงงาน
ขอบเขตเนื้ อหาและระยะเวลาในการทำโครงงาน
หลักวิชาการที่จะนำมาใช้ในการทำโครงงาน
วิธีปฏิบัติในการทำโครงงาน ผลที่คาดหวังจากการทำโครงงาน
ระยะที่ ๒ คือ การลงมือปฏิบัติ ตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ในระยะที่ ๑
ระยะที่ ๓ คือ การรายงานผลการปฏิบัติติงาน คือ การนำผลทั้งหมดรายงานให้ครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษา

รขูอปงแกบาบรเขียน ๔๔


Click to View FlipBook Version