The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ปวช1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อรชร ดวงจันทร์, 2023-03-16 03:00:23

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ปวช1

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ปวช1

50 ใบความรู้ วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจ าวัน เรื่อง : การเปลี่ยนแปลงของสารและปฏิกิริยาเคมี หน่วยที่ 5 สอนครั้งที่ 8-9 เวลา 6 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารได้ 3. เข้าใจความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงทางเคมี 4. อธิบายเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันได้ 2. สมรรถนะ 1. อธิบายลักษณะการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ถูกต้อง 2. เขียนสมการเคมีการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันได้ 3. เปรียบเทียบการเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงทางเคมีได้ 3. เนื้อหาสาระ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมี คือ กระบวนการที่เกิดจากการที่สารเคมีเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วส่งผลให้เกิดสาร ใหม่ ขึ้นมาซึ่งมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิม การเกิดปฏิกิริยาเคมีจ าเป็นต้องมีสารเคมีตั้งต้น 2 ตัวขึ้นไป (เรียกสารเคมี ตั้งต้นเหล่านี้ว่า "สารตั้งต้น" หรือ reactant)ท าปฏิกิริยาต่อกัน และท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติทาง เคมี ซึ่งก่อตัวขึ้นมาเป็นสารใหม่ที่เรียกว่า "ผลิตภัณฑ์" (product) ซึ่งสารผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติทางเคมีที่ เปลี่ยนไปจากเดิม ปฏิกิริยาเคมีแบ่งออกได้ 5 ชนิด ได้แก่ 1. ปฏิกิริยาการรวมตัว A +Z -------> AZ 2. ปฏิกิริยาการสลายตัว AZ -------> A +Z 3. ปฏิกิริยาการแทนที่เชิงเดี่ยว A + BZ -------> AZ + B 4. ปฏิกิริยาการแทนที่เชิงคู่ AX+BZ -------> AZ + BX 5. ปฏิกิริยาสะเทิน HX+BOH -------> BX + HOH ข้อสังเกตการเกิดปฏิกิริยา สารใหม่ที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาเคมี สังเกตได้ดังนี้ 1. สี เช่น สารเดิมไม่มีสีเมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี จะมีสีใหม่เกิดขึ้น (สารใหม่) 2. กลิ่น เช่น เกิดกลิ่นฉุน กลิ่นเหม็น กลิ่นหอม 3. ตะกอน เช่น สารละลายเลด (II) ไนเตรต และโพแทสเซียมไอโอไดด์ เป็นของเหลวใส ไม่มีสี เมื่อผสมกันแล้ว เกิดตะกอนสีเหลือง 4. ฟองแก๊ส เช่น กรดไฮโดรคลอริก ผสมกับหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนตเกิดฟองแก๊สขึ้น 5. เกิดการระเบิด หรือเกิดประกายไฟ เช่น ใส่โลหะโซเดียมลงในน้ าจะเกิดประกายไฟขึ้น 6. มีอุณหภูมิเปลี่ยน ซึ่งสารโดยทั่วไปเมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีจะเกิดการเปลี่ยนแปลง พลังงาน ความร้อนควบคู่ไป ด้วยเสมอ


51 1. กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) การสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในพืช โดยพืชจะดูดกลืนพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาใช้ เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และน้ าให้เป็นอาหาร (กลูโคส) ของพืช และมีผลพลอยได้คือ ออกซิเจน ออกมา ปฏิกิริยานี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ าวันของเราโดยตรง เพราะนี่คือกระบวนการผลิตอาหารที่ส าคัญของโลก อีกทั้ง ยังเป็นการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นก๊าซออกซิเจนที่เราสามารถใช้หายใจด้วย สมการเคมีของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 6CO2 + 6H2O + light ----> C6H12O6 + 6O2 คาร์บอนไดออกไซด์ + น้ า + แสง ----> กลูโคส + ออกซิเจน 2. การสันดาปหรือการเผาไหม้เชื้อเพลิง ทุกครั้งที่เราจุดไม้ขีดไฟ ไฟแช็ก หรือก่อกองไฟ จะมีปฏิกิริยาเคมีอย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือปฏิกิริยาการ สันดาปหรือการเผาไหม้เชื้อเพลิง ซึ่งนอกจากจะมีเชื้อเพลิงที่ติดไฟ เช่น มีเทน โพรเพน ไฮโดรเจน แล้ว ยังต้องมี ก๊าซออกซิเจนเพื่อช่วยท าให้ไฟติด และความร้อนด้วย จึงจะท าให้ได้พลังงาน ตลอดจนน้ าและก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมา สมการเคมีการสันดาป C3H8 + 5O2 + heat ----> 4H2O + 3CO2 + energy โพรเพน (เชื้อเพลิง) + ออกซิเจน + ความร้อน ----> น้ า + คาร์บอนไดออกไซด์ + พลังงาน 3. ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็ก หลายครั้งที่เราเห็นมีดในครัว กุญแจ หรือราวสะพานลอยมีสีแดงเพราะถูกสนิมเหล็กจับ มันคือตัวอย่าง ของการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน หรือการสูญเสียอิเล็กตรอนจากวงโคจรภายในอะตอมของมันให้กับโมเลกุลอื่น ซึ่งนอกจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดขึ้นกับเหล็กแล้ว ยังมีปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับทองแดง ท าให้เกิดเป็นสนิมสี เขียว และปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับโลหะเงิน ท าให้เกิดเป็นรอยด่างดวงขึ้นมาด้วย สมการเคมีของการเกิดสนิมเหล็ก 4Fe + 3O2 + 3H2O ----> 2Fe2O3.3H2O เหล็ก + ออกซิเจน + น้ า ----> เหล็กออกไซด์ (สนิมเหล็ก) 4. ปฏิกิริยาการสะเทิน ปฏิกิริยาการสะเทินเกิดจากการที่กรด เช่น น้ าส้มสายชู น้ ามะนาว กรดซัลฟิวลิก และเบส เช่น เบกกิ้ง โซดา สบู่ อะซีโตน เข้าท าปฏิกิริยากันได้พอดี เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เกลือและน้ า ทั้งนี้เกลือที่ได้ไม่จ าเป็นต้องเป็น เกลือโซเดียมคลอไรด์เสมอไป ขึ้นกับสารตั้งต้น ซึ่งอาจท าให้ได้เป็นเกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ ซึ่งมีรสชาติเค็ม เหมือนกันแต่อันตรายส าหรับผู้ป่วยโรคไตมากกว่าเกลือโซเดียมคลอไรด์ สมการเคมีของปฏิกิริยาการสะเทิน HCl + KOH ----> KCl + H2O ไฮโดรเจนคลอไรด์ (กรด) + โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (เบส) ----> โพแทสเซียมคลอไรด์ (เกลือ) + น้ า 5. ปฏิกิริยาการสลายตัวของโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา เวลาที่เราท าขนมประเภทเค้กหรือขนมปัง จ าเป็นต้องมีเบกกิ้งโซดาหรือผงฟู (มีเบกกิ้งโซดาเป็น ส่วนประกอบ) เป็นหนึ่งในส่วนผสม และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เบกกิ้งโซดาซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า โซเดียม


52 ไฮโดรเจนคาร์บอนเนตหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวและได้คาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งก๊าซนี้เองที่ท าให้ขนมฟูนุ่มน่ารับประทาน สมการเคมีของปฏิกิริยาการสลายตัวของโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา NaHCO3 + heat ----> Na2CO3 + CO2 + H20 โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (โซเดียมไบคาร์บอเนต) + ความร้อน ----> โซเดียมคาร์บอเนต + คาร์บอนไดออกไซด์ + น้ า 6. ปฏิกิริยาการหายใจแบบใช้ออกซิเจน (การหายใจแบบแอโรบิก) ปฏิกิริยาการหายใจแบบใช้ออกซิเจน เป็นการสลายสารอาหารโดยใช้ออกซิเจน เพื่อให้เกิดพลังงานที่ เซลล์สามารถน าไปใช้ได้ โดยปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นที่เซลล์ในร่างกายของเรานั่นเอง ซึ่งในปฏิกิริยานี้ สารอาหาร อย่างกลูโคสจะรวมกับออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป เกิดปฏิกิริยาเคมีและปลดปล่อยพลังงานที่จ าเป็นต่อเซลล์ ออกมาในรูป ATP นอกจากนี้ยังมีคาร์บอนไดออกไซด์และน้ าที่ถูกปล่อยออกมาด้วย สมการเคมีการหายใจแบบใช้ออกซิเจน C6H12O6 + 6O2 ----> 6CO2 + 6H2O + energy (36 ATPs) กลูโคส + ออกซิเจน ----> คาร์บอนไดออกไซด์ + น้ า + พลังงาน (36 ATPs) 7. ปฏิกิริยาการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (การหายใจแบบแอนาโรบิก) ปฏิกิริยาการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนเกิดขึ้นทุกวัน แต่การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนในสิ่งมีชีวิตแต่ละ ชนิดจะให้ผลิตภัณฑ์ที่ต่างกัน จากกระบวนการบางอย่างที่แตกต่างกัน หากเป็นพืช รา และยีสต์ ปฏิกิริยาการ หายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นเอทานอล คาร์บอนไดออกไซด์ และพลังงานออกมา ส่วนใน กล้ามเนื้อของคนเรา การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถน าออกซิเจนส่งไปยัง กล้ามเนื้อได้ทันและเพียงพอ เช่น กรณีที่มีการออกก าลังกายอย่างหนักและยาวนาน ซึ่งจะท าให้การสลายกลูโคส ในเซลล์กล้ามเนื้อไม่สมบูรณ์ และเกิดเป็นกรดแลกติกสะสมในกล้ามเนื้อ ท าให้เกิดอาการปวดหรือกล้ามเนื้อล้า ได้ สมการเคมีการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนในยีสต์ C6H12O6 ----> 2C2H5OH + 2CO2 + energy กลูโคส ----> เอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ + คาร์บอนไดออกไซด์ + พลังงาน


53 ใบงาน วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจ าวัน เรื่อง : การเปลี่ยนแปลงของสารและปฏิกิริยาเคมี หน่วยที่ 5 สอนครั้งที่ 8-9 เวลา 6 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. เข้าใจประเภทของสารได้ 2. บอกคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของสารได้ 3. มีความรู้เกี่ยวกับสถานะของสารได้ 4. เข้าใจสมบัติของสารละลายกรดและเบสได้ 2. สมรรถนะ 1.จ าแนกประเภทของสารได้ 2. ทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางเคมีของสารบางชนิดได้ 3. อธิบายการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารได้ 4. ทดลองเพื่อจ าแนกสารละลายกรด เบสได้ 3. เครื่องมือ วัสดุ และอุปกรณ์ 1. ชุดอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ 4. การประเมินผล - ประเมินจากการตรวจใบกิจกรรม - ประเมินจากแบบทดสอบท้ายบทเรียน 5. เอกสารอ้างอิง/เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 6. การมอบหมายงาน การทดลองที่ 8.1 ปฏิกิริยาของโซเดียมและแมกนีเซียม ตอนที่ 1 ปฏิกิริยาเคมีของโซเดียม (ปฏิกิริยานี้อาจเกิดรุนแรงและเป็นอันตรายได้ จึงควรทดลองด้วยความระมัดระวัง และสังเกตผลการทดลองอยู่ห่างๆ ในขณะเกิดปฏิกิริยา) วิธีการทดลอง 1. น าบีกเกอร์ขนาด 50 cm3 เติมน้ าลงในบีกเกอร์ 25 cm3 2. ตัดโลหะโซเดียมขนาดเมล็ดถั่วเขียว ใช้กระดาษซับให้แห้ง 3. ใช้คีมคีบโลหะโซเดียมหย่อนลงในบีกเกอร์ที่มีน้ าอยู่แล้ว สังเกตผล 4. ทดสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายด้วยกระดาษลิตมัส บันทึกผล ผลการทดลอง สารที่ท าปฏิกิริยา การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ ทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส โซเดียม + น้ า ……………………………………….. ……………………………………….. …………………………... …………………………...


54 ตอนที่ 2 ปฏิกิริยาของแมกนีเซียม วิธีการทดลอง 1. เติมน้ าลงในบีกเกอร์ 25 cm3 2. จุดตะเกียงแอลกอฮอล์ 3. ใช้คีมคีบโลหะหนีบลวดแมกนีเซียม น าไปเผาไฟให้เกิดการลุกไหม้ น าเถ้าที่ได้จากการเผา ใส่ลงในบีก เกอร์ที่มีน้ า 4. ใช้แท่งแก้วคนสารในบีกเกอร์ 5. ทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส บันทึกผล ผลการทดลอง สารที่ท าปฏิกิริยา การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ ทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส แมกนีเซียม + ออกซิเจน ……………………………………….. ……………………………………….. ……………………………………….. …………………………... …………………………... …………………………... ตอนที่ 3 ให้อธิบายปฏิกิริยาที่ท าให้เกิดปรากฎการณ์ดังในภาพ ภาพ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... .................... ................................................................. ....................................................................... .............. ..................................................................................... ............. ........................................................................ ..................................................................................... ..................................................................................... ..................... ................................................................ ..................................................................................... .....................................................................................


55 แบบฝึกหัดท้ายบท หน่วยที่ 5 วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 8-9 ชั่วโมงรวม 6 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจ าวัน เรื่อง : การเปลี่ยนแปลงของสารและปฏิกิริยาเคมี จ านวนชั่วโมง 22-27 ตอนที่ 1 เลือกค าตอบที่ถูกที่สุดเพียงค าตอบเดียวเท่านั้น 1. ข้อใดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ก. การระเหิดของลูกเหม็น ข. การกลั่นตัวของไอน้ า ค. การเกิดฝนกรด ง. การระเหยของแอมโมเนีย 2. การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน มีผลดีต่อการย่อยเพราะเหตุใด ก. เป็นการลดพื้นที่สัมผัสเอนไซม์ ข. เป็นการเพิ่มพื้นที่สัมผัสเอนไซม์ ค. เป็นการโมเลกุลของอาหาร ง. เป็นการเพิ่มปริมาณอาหารก่อนย่อย 3. ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชคือข้อใด ก. กลูโคส ข. มอลโทส ค. แล็คโทส ง. ซูโครส 4. ข้อใดเป็นการเกิดสนิมเหล็ก ก. การท าปฏิกิริยาของเหล็กกับน้ า ข. การท าปฏิกิริยาของเหล็กกับไอน้ า ค. การท าปฏิกิริยาของเหล็กกับแก๊สออกซิเจน ง. การท าปฏิกิริยาของเหล็กกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 5. น้ าฝนละลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดกรดชนิดใด ก. ซัลฟิวริก ข. คาร์บอนิก ค. ไนตริก ง. อะซิติก 6. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยา ก. ลดพลังงานก่อกัมมันต์ ข. เพิ่มพลังงานก่อกัมมันต์ ค. เพิ่มปริมาณสารตั้งต้น ง. ลดปริมาณสารตั้งต้น 7. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับตัวหน่วงปฏิกิริยา ก. ลดพลังงานก่อกัมมันต์ ข. เพิ่มพลังงานก่อกัมมันต์ ค. เพิ่มปริมาณสารตั้งต้น


56 ง. ลดปริมาณสารตั้งต้น 8. การเพิ่มอุณหภูมิ ท าให้เกิดปฏิกิริยาเร็วขึ้นเพราะเหตุใด ก. พลังงานของโมเลกุลสารมากกว่าพลังงานก่อกัมมันต์ ข. พลังงานของโมเลกุลสารน้อยกว่าพลังงานก่อกัมมันต์ ค. พลังงานของโมเลกุลสารเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์ ง. พลังงานในโมเลกุลของสารลดน้อยลง 9. ข้อใดเกิดจากการสลายตัวของเบกิ้งโซดา ก. แก๊สออกซิเจน ข. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ค. แก๊สไนโตรเจน ง. แก๊สไฮโดรเจน 10. ข้อใดเป็นส่วนประกอบส าคัญในหินปูน ก. แคลเซียมคาร์บอเนต ข. แคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ค. โซเดียมคาร์บอเนต ง. โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต


57 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้และประเมินตามสภาพจริงประจ าหน่วยการเรียน 1. ด้านผู้สอน การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online off line สอนได้ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ สอนได้ไม่ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ยังขาดหัวข้อ ดังนี้ แนวทางการแก้ปัญหาการสอนไม่ครบหัวข้อตามแผน 2. ด้านความพร้อมและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เกณฑ์ที่แนะน า คิดเป็นร้อยละ ดีมาก(80-100) ดี (70-79) พอใช้ (60-69) ต้องปรับปรุง (ต่ ากว่า 60) 1 การตรงต่อเวลา ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 2 การแต่งกาย, การปฏิบัติตามระเบียบ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 3 ความพร้อม, ความตั้งใจในการเรียน ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 4 มีความรับผิดชอบงานที่มอบหมาย ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 5 มีความรู้ ความสามารถ ตรงวัตถุประสงค์ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง อื่นๆ 3. ปัญหา อุปสรรค 4. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้ประจ าหน่วยการเรียนที่…..…. ชื่อหน่วย ............................................ ระหว่างสัปดาห์ที่.......ถึงสัปดาห์ที่....... รวม..............................สัปดาห์ ระหว่างวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ถึงวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ลงชื่อ ครูผู้สอน (นางสาวอรชร ดวงจันทร์) ลงชื่อ หัวหน้าแผนกวิชา (นายภาคภูมิ ศรีถาวร) ลงชื่อ.......................................................... (นายพรอนันต์ ภักดีบุญ) ผู้อ านวยการกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง


58 แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 6 วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 10-11 ชั่วโมงรวม 6 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ เรื่อง โครงสร้างอะตอม จ านวนชั่วโมง 28-33 สัปดาห์ที่ 9-10 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์การประเมิน 1.โครงสร้าง อะตอมและการ จัดเรียง อิเล็กตรอน สัปดาห์ที่ 1 ขั้นน าเขาสูบทเรียน 1.ผู้สอนให้ผู้เรียนยกตัวอย่างสิ่งที่เล็กที่สุดในความคิด ของผู้เรียน 2. ผู้สอนแจ้งหน่วยที่จะเรียน คือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่องโครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ และแจ้ง จุดประสงค์การเรียนรู้ต่างๆ 2. ผู้สอนชี้แจงให้ผู้เรียนฟังถึงหัวข้อที่จะเรียนในครั้งนี้ คือ อะตอม ตารางธาตุผู้สอนตั้งค าถามเกี่ยวกับอะตอม คืออะไรประกอบด้วยอนุภาคอะไรบ้าง ขั้นกิจกรรม 1. ผู้สอนอธิบายถึงโครงสร้างของอะตอม จาก PowerPoint เรื่อง โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม โดยให้มีจ านวน 4 กลุ่มกลุ่มละเท่าๆกัน ให้สืบค้นข้อมูลและจัด My Map เรื่องแบบจ าลอง อะตอมโดย แต่ละกลุ่มได้เรื่องต่อไปนี้ - กลุ่มที่ 1 แบบจ าลองอะตอมของดอลตัน - กลุ่มที่ 2 แบบจ าลองอะตอมของทอมสัน - กลุ่มที่ 3 แบบจ าลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด - กลุ่มที่ 4 แบบจ าลองอะตอมของโบร์ 2.ผู้เรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนเสนอหน้าชั้นเรียน กลุ่ม ละ 5 นาทีผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงเรื่อง แบบจ าลองอะตอม 3.ผู้สอนอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการจัดเรียงอิเล็กตรอนและ แสดงวิธีคิดเรื่องระดับพลังงานหลักให้ผู้เรียนดูเป็น ตัวอย่าง จากนั้นผู้เรียนจับคู่ร่วมกันท าแบบฝึกหัด ขั้นสรุป 1.ผู้สอนเฉลยแบบฝึกหัด ผู้เรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน ร่วมกันพิจารณาว่าถูกต้องหรือไม่ พร้อมกับตรวจของ 1.หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนา ทักษะชีวิต รหัส วิชา20000- 1301 2.โปรแกรม น าเสนอข้อมูล power point หน่วยที่ 4 3. youtube 4. ใบงาน 5.แบบทดสอบ หลังเรียน 30 นาที 2 ชั่วโมง 30 นาที สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การประเมินผล งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ การประเมินผล งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้


59 2. เรื่องตาราง ธาตุ ตัวเอง ถ้าผิดให้แก้ไขให้ถูกต้อง (สอดแทรกเรื่องความ ซื่อสัตย์สุจริต) 2.ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปถึงความส าคัญในเรื่อง ของการจัดเรียงอิเล็กตรอน โดยการถามตอบ สัปดาห์ที่ 2 ขั้นน าเขาสูบทเรียน 1. ผู้สอนทบทวนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการจัดเรียง อิเล็กตรอนของอะตอม และลองสุ่มถามนักเรียนเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจ 2. ผู้สอนเปิด VDO การท่องตารางธาตุแบบมีเพลงและ การเต้นประกอบบทเพลงตาราธาตุ ขั้นกิจกรรม 1.ผู้สอนตามเนื้อหาวิชาโดยใช้สื่อ power point 2.ผู้สอนและนักเรียน ร่วมกันฝึกร้องเพลงตารางธาตุไป พร้อมๆกัน 3. ผู้สอนให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ให้ไปฝึก ร้องเพลงตารางธาตุ และน าเสนอเป็นมิวสิค VDO 4.ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมใบงาน แสดงความคิดเห็น ต่อกลุ่มเพื่อน 5..ผู้สอนและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเฉลยกิจกรรมใบ งาน 6.นักเรียนแต่ละกลุ่ม น าเสนอคลิปมิวสิค VDO ขั้นสรุป 1.ผู้สอนและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับคลิปมิวสิค VDO ของแต่ละกลุ่ม 2.ผเู้รียนทา แบบทดสอบทา้ยหน่วยการเรียนรู้ 30 นาที 2 ชั่วโมง 30 นาที สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การประเมินผล งานและน าเสนอ จากแบบฝึกหัดและ ประเมินผลการ เรียนรู้ การประเมินผล งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ สื่อการเรียนรูใหครูผูสอนและผูเรียนเลือกใชสื่อประกอบการเรียนการสอนตามสภาพความพรอมของตนเอง ดังนี้ 1.สื่อโสตทัศน์ - เรียนรู้ผ่านระบบ Google Meet และส่งงานผ่านระบบ Google Classroom - วีดิทัศน์บน You tube 2. สื่อสิ่งพิมพ์ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 - เอกสารประกอการเรียนรู้ เช่น ใบงาน ใบความรู้ 3.สื่อสื่อเทคโนโลยี


60 - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ 6 เรื่อง โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ 4.โสตทัศน์อุปกรณ์ - โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน - เครื่องคอมพิวเตอร์ หลักฐานการเรียนรู้ 1.หลักฐานความรู้ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ 6 เรื่อง โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ 2.หลักฐานการปฏิบัติงาน - แบบทดสอบท้ายหน่วย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1.เครื่องมือการประเมิน 1.1 ก่อนเรียนรู้ วิธีการวัดผล - การสุ่มผู้เรียนถาม/ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.2 ระหว่างเรียนรู้ วิธีการวัดผล - ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.3 หลังเรียน วิธีการวัดผล - ทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ เครื่องมือวัด - แบบทดสอบท้ายหน่วย เกณฑ์การประเมิน 1.ผู้เรียนร้อยละ 70 จากการสุ่ม ตอบค าถามได้ถูกต้อง 2.ผู้เรียนท าแบบประเมินได้ถูกต้องและ ได้คะแนน 70% จากคะแนนเต็ม


61 ใบความรู้ วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ เรื่อง : โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ หน่วยที่ 6 สอนครั้งที่ 10-11 เวลา 6 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. จ าแนกจ านวนอนุภาคภายในอะตอมของธาตุ 2. อ่านเลขมวล เลขอะตอมจัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุที่ก าหนดให้ 3. จัดเรียงอิเล็กตรอนระบุต าแหน่งของธาตุในตารางธาตุ 4. เขียนสัญลักษณ์ของธาตุ ความของธาตุในการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. สมรรถนะ 1.จ าแนกจ านวนอนุภาคภายในอะตอมของธาตุ 2. อ่านเลขมวล เลขอะตอมของธาตุได้ 3. จัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุที่ก าหนดให้ 4. ระบุต าแหน่งของธาตุในตารางธาตุ 3. เนื้อหาสาระ โครงสร้างอะตอมและแบบจ าลองอะตอม แบบจ าลองอะตอม เป็นผลจากการแปลผลข้อมูลของการทดลอง และน ามาสร้างเป็นมโนภาพหรือ แบบจ าลอง โดยมีการพัฒนาเป็นล าดับ ได้แก่ แบบจ าลองอะตอมของดอลตัน John Dalton) แบบจ าลอง อะตอมของทอมสัน (Joseph John Thomson) แบบจ าลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด (Ernest Rutherford) แบบจ าลองอะตอมของโบร์ (Niels Bohr) และแบบจ าลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก โดยในอะตอมจะมี ส่วนประกอบย่อยได้แก่ โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ซึ่งสามารถแสดงได้ด้วยเลขมวลและเลขอะตอม อีก ทั้งสมบัติของอะตอมแต่ละชนิดยังแตกต่างกันได้หลายรูปแบบ เช่น ไอโซโทป ไอโซโทน ไอโซบาร์ และไอโซ อิเล็กทรอนิก เป็นต้น แบบจ าลองอะตอมของดอลตัน กล่าวว่า อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลมตันและภายในอะตอมไม่มีประจุไฟฟ้า แบบจ าลองอะตอมของทอมสัน กล่าวว่า อะตอมประกอบด้วยเนื้ออะตอมที่มีประจุบวกเรียกว่าโปรตอน และมี ประจุลบ เรียกว่าอิเล็กตรอนซึ่งมีจ านวนเท่ากับโปรตอน กระจายอยู่ทั่วไป แบบจ าลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด กล่าวว่า อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีขนาดเล็กมาก อยู่ตรงกลาง ในนิวเคลียสมีโปรตอน รอบนิวเคลียสเป็นที่ว่าง และมีอิเล็กตรอนเท่ากับจ านวนประจุบวกเคลื่อนที่อยู่


62 แบบจ าลองอะตอมของโบร์กล่าวว่า อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เป็นวงโคจรรอบนิวเคลียส คล้ายวงโคจรของดาว เคราะห์รอบดวงอาทิตย์ แบบจ าลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก กล่าวว่า อิเล็กตรอนเคลื่อนที่คล้ายกลุ่มหมอกที่ห่อหุ้มนิวเคลียส ภายในอะตอมประกอบด้วยอนุภาคส าคัญ 3 ชนิด คือ โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน เรียกว่า อนุภาคมูล ฐานของอะตอม โดยโปรตอนและนิวตรอนอยู่ในนิวเคลียส ส่วนอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่รอบนิวเคลียสในลักษณะ กลุ่มหมอก สัญลักษณ์นิวเคลียร์ คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้ทราบเลขอะตอมและเลขมวลของธาตุ โดย - เลขอะตอม แสดงจ านวนโปรตอน ท าให้วิเคราะห์ชนิดของธาตุได้ เพราะธาตุแต่ละชนิดจะมีจ านวนโปรตอน เฉพาะตัว นอกจากนี้ ยังท าให้ทราบอิเล็กตรอน เพราะอะตอมที่เป็นกลางทางไฟฟ้า จ านวนอิเล็กตรอนจะเท่ากับ จ านวนโปรตอน - เลขมวล เป็นผลรวมของจ านวนโปรตอนและนิวตรอน เนื่องจากมีมวลมากกว่าอิเล็กตรอนมาก มวลอะตอมส่วน ใหญ่จึงเป็นมวลของนิวเคลียส ความแตกต่างของสัญลักษณ์นิวเคลียร์มี 4 รูปแบบ ได้แก่ 1. ไอโซโทป คือ ธาตุชนิดเดียวกันที่มีเลขอะตอมเท่ากันและเลขมวลต่างกัน มีสมบัติทางกายภาพและทางเคมี เหมือนกัน บางไอโซโทปมีอยู่ในธรรมชาติ บางไอโซโทปได้จากการสังเคราะห์ 2. ไอโซโทน คือ อะตอมของธาตุต่างชนิดกัน มีนิวตรอนเท่ากัน แต่มีเลขอะตอมและเลขมวลต่างกัน 3.ไอโซบาร์คือ อะตอมของธาตุต่างชนิดกัน มีเลขมวลเท่ากัน แต่เลขอะตอมต่างกัน 4.ไอโซอิเล็กทรอนิก คือ ธาตุหรือไอออนของธาตุ ที่มีจ านวนอิเล็กตรอนเท่ากัน ธาตุและสารประกอบ ธาตุและสารประกอบ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสารต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมถึงเป็นองค์ประกอบในทุก สรรพชีวิตสสารทุกชนิดบนโลกของเรามีหน่วยที่เล็กที่สุดเป็น “อะตอมของธาตุ” การท าปฏิกิริยารวมตัวของธาตุ เป็นผลให้เกิด “สารประกอบ” และจากปฏิกิริยาระหว่างสารประกอบจึงก่อก าเนิดสสารที่มีความหลากหลายใน ทุกวันนี้การแบ่งสารตามองค์ประกอบทางเคมี แบ่งได้ดังนี้ ธาตุ (Elements) หมายถึง สารบริสุทธิ์เนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบอย่างเดียว ธาตุไม่สามารถแยกสลายให้ กลายเป็นสารอื่นโดยวิธีการทางเคมี ธาตุมีคุณสมบัติทั้ง 3 สถานะ ได้แก่ ของแข็ง เช่น ธาตุสังกะสี ตะกั่ว เงิน ของเหลว เช่น ปรอท และก๊าซ เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน เป็นต้น ธาตุยังสามารถจ าแนกคุณสมบัติออกเป็น ธาตุ โลหะ ธาตุอโลหะ และธาตุกึ่งโลหะ


63 ธาตุโลหะ (metal) เป็นธาตุที่มีสถานะเป็นของแข็ง (ยกเว้นปรอท ที่เป็นของเหลว ) มีผิวที่มันวาว น าความร้อน และไฟฟ้าได้ดี มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง (ช่วงอุณหภูมิระหว่างจุดหลอมเหลวกับจุดเดือดต่างกันมาก) เช่น โซเดียม เหล็ก แคลเซียม ปรอท อะลูมิเนียม เป็นต้น ธาตุอโลหะ (non-metal) เป็นกลุ่มธาตุที่มีสมบัติไม่น าไฟฟ้า มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ า เปราะบาง และมี การแปรผันทางด้านคุณสมบัติทางกายภาพมากกว่าโลหะ เช่น ออกซิเจน ก ามะถัน ฟอสฟอรัส เป็นต้น ธาตุกึ่งโลหะ (metalloid) เป็นกลุ่มธาตุที่มีสมบัติก้ ากึ่งระหว่างโลหะและอโลหะ เช่น ธาตุซิลิคอน และเจอเม เนียม มีสมบัติบางประการคล้ายโลหะ เช่น น าไฟฟ้าได้บ้างที่อุณหภูมิปกติ และน าไฟฟ้าได้มากขึ้นเมื่ออุณหภูมิ เพิ่มขึ้น เป็นของแข็ง เป็นมันวาวสีเงิน จุดเดือดสูง แต่เปราะแตกง่ายคล้ายอโลหะ ตารางธาตุ (Periodic table of elements) คือ ตารางที่นักวิทยาศาสตร์ได้รวบรวมธาตุต่างๆ ไว้เป็น หมวดหมู่ตามลักษณะ และคุณสมบัติที่เหมือนกัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษา ในแต่ละส่วนของตารางธาตุ โดยคาบ (Period) เป็นการจัดแถวของธาตุแนวราบ ส่วนหมู่ (Group) เป็นการจัดแถวของธาตุในแนวดิ่ง ซึ่งมี รายละเอียดดังต่อไปนี้


64 ใบงาน วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ เรื่อง : โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ หน่วยที่ 6 สอนครั้งที่ 10-11 เวลา 6 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. จ าแนกจ านวนอนุภาคภายในอะตอมของธาตุ 2. อ่านเลขมวล เลขอะตอมจัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุที่ก าหนดให้ 3. จัดเรียงอิเล็กตรอนระบุต าแหน่งของธาตุในตารางธาตุ 4. เขียนสัญลักษณ์ของธาตุ ความของธาตุในการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. สมรรถนะ 1.จ าแนกจ านวนอนุภาคภายในอะตอมของธาตุ 2. อ่านเลขมวล เลขอะตอมของธาตุได้ 3. จัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุที่ก าหนดให้ 4. ระบุต าแหน่งของธาตุในตารางธาตุ 5. เขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ 6.วิเคราะห์ความไวในการเกิดปฏิกิริยาเคมีของธาตุได้ 3. เครื่องมือ วัสดุ และอุปกรณ์ หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 4. การประเมินผล - ประเมินจากการตรวจใบกิจกรรม - ประเมินจากคลิป VDO กลุ่ม 5. เอกสารอ้างอิง/เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 6. การมอบหมายงาน ตอนที่ 1 ค าชี้แจง : ให้นักเรียนเขียน เลขมวล เลขอะตอม จ านวนอนุภาคมูลฐานของธาตุแต่ละธาตุตามที่ก าหนดในตาราง


65 ตอนที่ 2 ค าชี้แจง : จงจัดเรียงอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงานของธาตุที่ก าหนดให้ ตอนที่ 3 ค าชี้แจง : ให้นักเรียนจัดเรียงอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงานของธาตุที่ก าหนด แล้วน าอักษรสมมติใส่ใน ตารางธาตุในต าแหน่งที่ถูกต้องแล้วตอบว่าเป็นธาตุนั้นเป็นธาตุประเภทใด


66 ตอนที่ 4 ค าชี้แจง : จากสัญลักษณ์ของธาตุต่อไปนี้ให้นักเรียนเขียนชื่อธาตุ บอกต าแหน่งในตารางธาตุ ใส่หมายเลข แสดงความไวในการเกิดปฏิกิริยาเคมี 1 = มากที่สุด....ลดหลั่นกันไป สัญลักษณ์ ชื่อธาตุ ต าแหน่งในตารางธาตุ อันดับความไวในการ เกิดปฏิกิริยาเคมี คาร์บอน โซเดียม หมู่ ฟอสฟอรัส คลอรีน ฮีเลี่ยม สังกะสี แคลเซียม ปรอท เหล็ก 7. เกณฑ์การประเมินผลงาน 7.1 ผู้เรียนร้อยละ 70 จากการสุ่ม ตอบค าถามได้ถูกต้อง 7.2 ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน


67 ตอนที่ 1 : เลือกค าตอบที่ถูกที่สุดเพียงค าตอบเดียวเท่านั้น 1. ธาตุในข้อใดมีความเป็นโลหะสูงกว่าธาตุในข้ออื่น ๆ ก. ธาตุ A มีเลขอะตอม 11 ข. ธาตุ B มีเลขอะตอม 12 ค. ธาตุ C มีเลขอะตอม 20 ง. ธาตุ D มีเลขอะตอม 37 2. ธาตุในข้อใดมีความไวในการท าปฏิกิริยาสูงกว่าข้ออื่น ๆ ก. ธาตุ A มีเลขอะตอม 10 ข. ธาตุ B มีเลขอะตอม 18 ค. ธาตุ C มีเลขอะตอม 35 ง. ธาตุ D มีเลขอะตอม 36 3. ธาตุที่มีเลขอะตอมเท่ากับ 37 อยู่หมู่ใด คาบใดของตารางธาตุ ก. หมู่ 1 คาบ 4 ข. หมู่ 1 คาบ 5 ค. หมู่ 7 คาบ 4 ง. หมู่ 7 คาบ 5 4. ธาตุที่อยู่หมู่ 3 คาบ 4 มีเลขอะตอมเท่าไร ก. 11 ข. 21 ค. 31 ง. 41 5. ธาตุ A มีโปรตอน 12 นิวตรอน 14 มีสัญลักษณ์ของธาตุอย่างไร ก. A ข. A ค. A ง. A แบบทดสอบท้ายบท วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ เรื่อง : โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ หน่วยที่ 6 สอนครั้งที่ 10-11 เวลา 6 ชั่วโมง 14 12 14 12 12 26 12 26


68 6. ธาตุใดมีสถานะแก๊ส ณ อุณหภูมิห้อง ก. มีเลขอะตอม = 19 ข. มีเลขอะตอม = 21 ค. มีเลขอะตอม = 26 ง. มีเลขอะตอม = 31 7. ธาตุต่อไปนี้ ธาตุใดมีความเสถียรมากที่สุด ก. มีเลขอะตอม = 19 ข. มีเลขอะตอม = 21 ค. มีเลขอะตอม = 26 ง. มีเลขอะตอม = 31 8. A อยู่ในคาบที่ 3 ของตารางธาตุ เมื่อรับอิเล็กตรอนมา 1 อนุภาค จะมีการจัดเรียงอิเล็กตรอนเหมือนแก๊สเฉื่อย แสดง ว่า A อยู่หมู่ใด ก. หมู่ 1 ข. หมู่ 2 ค. หมู่ 6 ง. หมู่ 7 9. ธาตุใดเป็นธาตุกึ่งโลหะ ก. มีเลขอะตอม = 13 ข. มีเลขอะตอม = 14 ค. มีเลขอะตอม = 15 ง. มีเลขอะตอม = 16 10. ธาตุใดเป็นธาตุทรานซิชั่น ก. มีเลขอะตอม = 30 ข. มีเลขอะตอม = 31 ค. มีเลขอะตอม = 32 ง. มีเลขอะตอม = 33 ตอนที่ 2 : ให้นักเรียนเลือกเครื่องมือที่เกี่ยวกับวิชาชีพของนักเรียน 5 ชนิดเพื่อตอบว่ามีส่วนผสมของธาตุใด และธาตุ นั้นมีเลขอะตอมเท่าไร มีการจัดเรียงอิเล็กตรอนอย่างไร และอยู่ส่วนไหนของตารางธาตุ เครื่องมือที่ เลือก ธาตุที่เป็น ส่วนผสม เลข อะตอม การจัดเรียงอิเล็กตรอน ต าแหน่งใน ตารางธาตุ ประเภท ของธาตุ


69 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้และประเมินตามสภาพจริงประจ าหน่วยการเรียน 1. ด้านผู้สอน การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online off line สอนได้ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ สอนได้ไม่ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ยังขาดหัวข้อ ดังนี้ แนวทางการแก้ปัญหาการสอนไม่ครบหัวข้อตามแผน 2. ด้านความพร้อมและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เกณฑ์ที่แนะน า คิดเป็นร้อยละ ดีมาก(80-100) ดี (70-79) พอใช้ (60-69) ต้องปรับปรุง (ต่ ากว่า 60) 1 การตรงต่อเวลา ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 2 การแต่งกาย, การปฏิบัติตามระเบียบ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 3 ความพร้อม, ความตั้งใจในการเรียน ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 4 มีความรับผิดชอบงานที่มอบหมาย ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 5 มีความรู้ ความสามารถ ตรงวัตถุประสงค์ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง อื่นๆ 3. ปัญหา อุปสรรค 4. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้ประจ าหน่วยการเรียนที่…..…. ชื่อหน่วย ............................................ ระหว่างสัปดาห์ที่.......ถึงสัปดาห์ที่....... รวม..............................สัปดาห์ ระหว่างวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ถึงวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ลงชื่อ ครูผู้สอน (นางสาวอรชร ดวงจันทร์) ลงชื่อ หัวหน้าแผนกวิชา (นายภาคภูมิ ศรีถาวร) ลงชื่อ.......................................................... (นายพรอนันต์ ภักดีบุญ) ผู้อ านวยการกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง


70 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ เวลา 1.สารและ ปฏิกิริยาเคมี ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.ครูผู้สอนซักถามผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของสารและ ผู้เรียนบอกชื่อสารที่อยู่รอบตัว 2.ครูแจ้งหน่วยที่จะเรียน คือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง สารและปฏิกิริยาเคมีและแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ ผู้สอนชี้แจงให้ผู้เรียนฟังถึงหัวข้อที่จะเรียนในครั้งนี้ คือ สารและปฏิกิริยาเคมี ขั้นสอน 1.ครูผู้สอนอธิบายถึงสมบัติของสารด้านกายภาพและ ด้านเคมี จาก PowerPoint เรื่อง สารและปฏิกิริยาเคมี 2.ครูอธิบายเพิ่มเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี 3.ครูผู้สอนสุ่มผู้เรียนให้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทาง กายภาพและการเปลี่ยนแปลงทางเคมีพร้อมอธิบาย เหตุผลสอนตามเนื้อหาวิชาโดยใช้สื่อน าเสนอการสอน 4.ครูผู้สอนอธิบายวิธีการทดลองการปรียบเทียบอนุภาค สาร ขั้นสรุป 1.นักเรียนท าการทดลองที่ 1 การปรียบเทียบอนุภาค สารผสมและบันทึกผลการทดลองในกิจกรรมที่1 2. ครูผู้สอนและนักเรียนสรุปผลการทดลองร่วมกัน สัปดาห์ที่ 2 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ผู้สอนทบทวนความรู้เรื่องสาร และปฏิกิริยาเคมี พร้อมกับซักถามผู้เรียนต่อว่าปฏิกิริยาที่พบใน ชีวิตประจ าวันมีอะไรบ้าง 2. ผู้สอนชี้แจงให้ผู้เรียนฟังถึงหัวข้อที่จะเรียนในครั้งนี้ คือ ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจ าวัน 1.หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ 2. power point 3. youtube 4. ใบงาน 5.แบบทดสอบ หลังเรียน 6.ชุดอุปกรณ์ การทดลองการ ปรียบเทียบ อนุภาคสารผสม และชุดการหา ค่า pH 20 นาที 2 ชั่วโมง 40 นาที 30 นาที สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การประเมินผล งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ การประเมินผล งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 7 วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 12-13 ชั่วโมงรวม 6 ชื่อหน่วยการเรียนรู้สารและการเปลี่ยนแปลง เรื่อง ประเภทของสารและคุณสมบัติของสาร จ านวนชั่วโมง 34-39 สัปดาห์ที่ 12-13


71 ขั้นสอน 1.ครูอธิบายความเป็นกรด-เบส ของสารต่างๆใน ชีวิตประจ าวัน จาก PowerPoint เรื่อง ทดลองการหา ค่า pH ของสารละลายในชีวิตประจ าวัน 2.ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมการทดลองการปรียบเทียบ อนุภาคสารผสม ตามใบงานและบันทึกผลการทดลองใน หนังสือเรียนหน้า 163 3.ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมการทดลองการหาค่า pH ของสารละลายในชีวิตประจ าวันและบันทึกผลการ ทดลองในหนังสือเรียนหน้า 177 4.อภิปรายเฉลยกิจกรรมใบงาน ขั้นสรุป 1.นักเรียนท าการทดลองที่2 การหาค่า pH ของ สารละลายในชีวิตประจ าวัน และบันทึกผลการทดลอง ในกิจกรรมที่2 2.ครูผู้สอนและนักเรียนสรุปผลการทดลองร่วมกัน 2 ชั่วโมง 30 นาที การประเมินผล งานและน าเสนอ จากแบบฝึกหัดและ ประเมินผลการ เรียนรู้ การประเมินผล งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อการเรียนรูใหครูผูสอนและผูเรียนเลือกใชสื่อประกอบการเรียนการสอนตามสภาพความพรอมของตนเอง ดังนี้ 1.สื่อโสตทัศน์ - เรียนรู้ผ่านระบบ Google Meet และส่งงานผ่านระบบ Google Classroom 2.สิ่งพิมพ์ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 3.สื่อสื่อเทคโนโลยี - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ 7 เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง 4.โสตทัศน์อุปกรณ์ - แทปเล็ต - เครื่องคอมพิวเตอร์ หลักฐานการเรียนรู้ 1.หลักฐานความรู้ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ 7 เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง - ใบความรู้บทที่ 7 2.หลักฐานการปฏิบัติงาน - แบบทดสอบท้ายหน่วย


72 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1.เครื่องมือการประเมิน 1.1 ก่อนเรียนรู้ วิธีการวัดผล - การสุ่มผู้เรียนถาม/ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.2 ระหว่างเรียนรู้ วิธีการวัดผล - ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.3 หลังเรียน วิธีการวัดผล - ทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ เครื่องมือวัด - แบบทดสอบท้ายหน่วย เกณฑ์การประเมิน 1.ผู้เรียนร้อยละ 70 จากการสุ่ม ตอบค าถามได้ถูกต้อง 2.ผู้เรียนท าถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนการจัดท าโครงงาน 70


73 ใบความรู้ วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : สารและการเปลี่ยนแปลง เรื่อง : ประเภทของสารและคุณสมบัติของสาร หน่วยที่ 7 สอนครั้งที่ 12-13 เวลา 6 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เข้าใจประเภทของสารได้ 2. บอกคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของสารได้ 3. มีความรู้เกี่ยวกับสถานะของสารได้ 4. เข้าใจสมบัติของสารละลายกรดและเบสได้ 2. สมรรถนะ 1.จ าแนกประเภทของสารได้ 2. ทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางเคมีของสารบางชนิดได้ 3. อธิบายการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารได้ 4. ทดลองเพื่อจ าแนกสารละลายกรด เบสได้ 3. เนื้อหาสาระ ประเภทของสารและการจ าแนกประเภท การจ าแนกประเภทของสาร ในการศึกษาเรื่องสาร จ าเป็นต้องแบ่งสารออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจ าสาร โดยทั่วไปนิยมใช้สมบัติทางกายภาพด้านใดด้านหนึ่งของสารเป็นเกณฑ์ในการจ าแนกสารซึ่งมีหลายเกณฑ์ด้วยกัน เช่น 1. ใช้สถานะเป็นเกณฑ์จะแบ่งสารออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.1 ของแข็ง ( solid) 1.2 ของเหลว (liquid) 1.3 ก๊าซ (gas) ใช้ 2. ใช้ความเป็นโลหะเป็นเกณฑ์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 2.1 โลหะ ( metal) 2.2 อโลหะ ( non-metal) 2.3 กึ่งโลหะ (metaliod) 3. ใช้การละลายน้ าเป็นเกณฑ์แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 3.1 สารที่ละลายน้ า 3.2 สารที่ไม่ละลายน้ า 4. ใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 4.1 สารเนื้อเดียว ( homogeneous substance ) 4.2 สารเนื้อผสม ( heterogeneous substance ) สารเนื้อเดียว สารเนื้อเดียว (Homogeneous Substance) หมายถึง สารที่มีลักษณะของเนื้อสารผสมกลมกลืน กันเป็นเนื้อเดียว และมีอัตราส่วนของผสมเท่ากัน ถ้าน าส่วนใดส่วนหนึ่งของสารเนื้อเดียวไปทดสอบจะมี สมบัติเหมือนกันทุกประการ เช่น น้ ากลั่นและเกลือแกง เป็นสารเนื้อเดียว เมื่อน าเกลือแกงใส่ในน้ าแล้วคน


74 ให้ละลายจะได้สารละลายน้ าเกลือ ซึ่งเป็นสารเนื้อเดียวที่มีอัตราส่วนของน้ าและเกลือแกงเหมือนกันทุกส่วน สารเนื้อเดียวมีได้ทั้ง 3 สถานะ คือ 1. สารเนื้อเดียวสถานะของแข็ง เช่น เหล็ก ทองค า ทองแดง สังกะสี อะลูมิเนียม นาก ฟิวส์ ทองเหลือง หินปูน เกลือแกง น้ าตาลทราย เป็นต้น 2. สารเนื้อเดียวสถานะของเหลว เช่น น้ ากลั่น น้ าเกลือ น้ าส้มสายชู น้ าอัดลม น้ ามันพืช เอทานอล น้ าเชื่อม น้ านม เป็นต้น 3. สารเนื้อเดียวสถานะแก๊ส เช่น อากาศ แก๊สหุงต้ม แก๊สออกซิเจน แก๊สไนโตรเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์จ าแนกสารเนื้อเดียวออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. สารบริสุทธิ์ ( Pure Substance) เป็นสารเนื้อเดียวที่ประกอบด้วยสารเพียงอย่างเดียว ไม่มีสารอื่นเจือปน ได้แก่ ธาตุและสารประกอบ 2. สารไม่บริสุทธิ์เป็นสารเนื้อเดียวที่ประกอบด้วยสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปด้วยอัตรา ส่วนที่ไม่แน่นอน ไม่มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น สารที่เกิดใหม่จะมีสมบัติไม่คงที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารบริสุทธิ์ ที่น ามาผสมกัน ได้แก่ สารละลาย คอลลอยด์ ธาตุ ( Element ) เป็นสารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอะตอมเพียงชนิดเดียว ธาตุจึงไม่สามารถแบ่ง ย่อยลงไปได้อีกเนื่องจากอะตอมทั้งหมดในสารนั้นเป็นชนิดเดียวกัน อะตอมของธาตุ บางชนิดอยู่รวมกันเป็นผลึก เช่น ธาตุเหล็ก ( Fe ) ธาตุทองค า ( Au ) ธาตุสังกะสี ( Zn ) ธาตุเงิน ( Ag ) เป็นต้น ธาตุบางชนิดมี อะตอมอยู่รวมกันเป็นโมเลกุล เช่น ธาตุออกซิเจน ( O2 ) ธาตุไนโตรเจน (N2 ) ธาตุคลอรีน (Cl2 ) ธาตุฟอสฟอรัส (P4 )ธาตุกัมมะถัน (S8 ) เป็นต้น ธาตุบางชนิดอะตอมจะอยู่อย่างอิสระเพียงล าพัง เช่น ธาตุฮีเลียม ( He ) ธาตุนีออน ( Ne ) และธาตุอาร์กอน ( Ar ) ซึ่งจัดเป็นธาตุเฉื่อย นักวิทยาศาสตร์ใช้สมบัติทางกายภาพจ าแนกธาตุออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. โลหะ ( Metals) เป็นธาตุที่มีมากที่สุดส่วนใหญ่มีสถานะของแข็งที่อุณหภูมิห้อง ยกเว้นปรอท มีสมบัติทั่วไป คือ น าความร้อนได้ดี มีความเหนียว น าไฟฟ้าได้ดี ผิวเป็นมันวาว สะท้อนแสงได้ ตีเป็นแผ่นบางได้ เช่น เหล็ก ทองค า เงิน เป็นต้น 2. อโลหะ (Nonmetals) เป็นธาตที่มีจ านวนมากรองลงมาจากโลหะมีทั้งสถานะของแข็ง ของเหลวและแก๊ส แต่ส่วนใหญ่จะมรสถานะแก๊สที่อุณหภูมิห้อง มีสมบัติตรงกันข้ามกับโลหะ เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน คลอรีน เป็นต้น 3. กึ่งโลหะ (Metalloids) อาจเรียกได้ว่าสารกึ่งตัวน า ( Semiconductors ) เป็นธาตุที่มีจ านวน น้อยมากมีสมบัติของโลหะและอโลหะอยู่ในธาตุเดียวกัน เช่น พลวง สารหนู ซิลิคอน โบรอน เป็นต้น สารประกอบ สารประกอบ (Compound) เป็นสารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอะตอมของธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป มารวมกันทางเคมีด้วยอัตราส่วนที่คงที่เกิดเป็นสารชนิดใหม่ที่มีสมบัติแตกต่างไปจากเดิมอย่างเด่นชัด เช่น โซเดียม ( Na ) เป็นโลหะสีเงินอ่อน-ขาวท าปฏิกิริยากับน้ า กับ คลอรีน ( Cl ) เป็นแก๊สพิษสีเหลือง-อมเขียว มีกลิ่นฉุนว่องไวต่อปฏิกิริยา เมื่อน ามารวมกันทางเคมี จะได้โซเดียมคลอไรด์ ( NaCl) หรือเกลือแกง ซึ่งเป็นของแข็งสีขาว รสเค็ม ละลายน้ าได้ดี รับประทานได้ เป็นต้นโดยทั่วไปสัญลักษณ์ที่ใช้เขียนแทน ชื่อสารประกอบจะอยู่ในรูปของสูตรโมเลกุล คอลลอยด์ คอลลอยด์ ( Colloid) เป็นสารเนื้อเดียวที่เกิดจากการรวมตัวกันทางกายภาพของสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป มีลักษณะมัวหรือขุ่น ไม่ตกตะกอน ขนาดของอนุภาคมีเส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 10 - 7 ถึง 10 - 4 เซนติเมตร สามารถลอดผ่านกระดาษกรองได้ แต่ไม่สารลอดผ่านกระดาษเซลโลเฟนได้เมื่อผ่านล าแสง เข้าไปในคอลลอยด์ จะเกิดการกระเจิงของแสง ท าให้มองเห็นล าแสงได้อย่างชัดเจน เรียกว่าปรากฏการณ์


75 ทินดอลล์ ( Tyndall Effect ) ซึ่งค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวไอร์แลนด์ ชื่อ จอนห์ ทินดอลล์เมื่อปี พ.ศ. 2412 ปรากฏการณ์ทินดอลล์ที่พบเห็นในชีวิตประจ าวัน ได้แก่ล าแสงที่เกิดจากแสงอาทิตย์ส่องผ่านรูเล็กๆ หรือ รอยแตกของฝาผนังบ้านผ่านฝุ่นละอองในอากาศล าแสงที่เกิดจากไฟฉาย ไฟรถยนต์หรือสปอตไลต์ส่องผ่าน กลุ่มหมอก ควัน หรือฝุนละอองในอากาศ อิมัลชั่น ( Emulsion) หมายถึง คอลลอยด์ที่เกิดจากของเหลว 2 ชนิดที่ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อเขย่าด้วยแรงที่มากพออนุภาคของของเหลวทั้ง 2 จะแทรกกันอยู่ได้เป็นคอลลอยด์ แต่เมื่อตั้งทิ้งไว้ระยะ หนึ่งของเหลวทั้ง 2 จะแยกออกจากกันเหมือนเดิม การที่จะท าให้อิมัลชันอยู่รวมเป็นเนื้อเดียวกันต้องเติมสาร ที่ท าหน้าที่เป็นตัวประสาน ซึ่งเรียกว่า อิมัลซิฟายเออร์ ( Emulsifler) เช่นคราบน้ ามันในจานอาหาร เมื่อน า ไปล้างจะเกิดอิมัลชัน ซึ่งประกอบด้วยน้ าและน้ ามัน แต่งเมื่อใช้น้ ายาล้างจานเป็นอิมัลซิฟายเออร์ ก็จะ สามารถล้างจานได้น้ าสลัด มีสาวนผสมของน้ ามันพืชกับน้ าส้มสายชู มีไข่แดงเป็นอิมัลซิฟายเออร์การย่อยไขมัน ในล าไส้เล็ก มีไขมันกับเอนไซม์ ( น้ าย่อย ) เป็นอิมัลชัน โดยมีน้ าดีเป็นอิมัลซิฟายเออร์ สารละลาย ( Solution ) หมายถึง สารเนื้อเดียวที่ไม่บริสุทธิ์ เกิดจากการรวมกันทางกายภาพของ สารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน โดยยังคงสมบัติของสารเดิมไว้สารละลายประกอบด้วย ตัวท าละลาย ( Solvent ) ตัวถูกละลาย ( Solute ) ซึ่งรวมอยู่เป็นเดียวอาจอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลวหรือแก๊สก็ได้ สารเนื้อผสม สารเนื้อผสม ( Heterogeneous Substance) หมายถึง สารที่มีลักษณะของเนื้อสารคละกัน ไม่ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน สารที่เป็นส่วนผสมแต่ละชนิดก็ยังคงแสดงสมบัติของสารเดิม เพราะเป็น การรวมกันทางกายภาพไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเกิดขึ้น เราสามารถใช้ตาเปล่าสังเกตและจ าแนกได้ว่า สารเนื้อผสมนั้นประกอบด้วยสารใดบ้าง และสามารถแยกสารเหล่านั้นออกจากกันได้โดยวิธีทางกายภาพ ธรรมดา โดยไม่ท าให้สมบัติเดิมเปลี่ยนแปลงไป สารเนื้อผสมมีได้ทั้ง 3 สถานะ เช่น 1. สารเนื้อผสมสถานะของแข็ง เช่น ทราย คอนกรีต ดิน เป็นต้น 2. สารเนื้อผสมสถานะของเหลว เช่น น้ าคลอง น้ าโคลน น้ าจิ้มไก่ เป็นต้น 3. สารเนื้อผสมสถานะแก๊ส เช่น ฝุ่นละอองในอากาศ เขม่า ควันด าในอากาศ เป็นต้น สารแขวนลอย สารแขวนลอย ( Suspension) สารแขวนลอยเป็นสารผสมที่อนุภาคของแข็งมีขนาดใหญ่กว่า เซนติเมตร แขวนลอยอยู่ในตัวกลางที่เป็นของเหลว มีลักษณะเป็นสารเนื้อผสมที่อนุภาคไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน สามารถมองเห็นสารผสมได้อย่างชัดเจน อาจแขวนลอยอยู่ในของเหลวหรือตกตะกอนเมื่อตั้งทิ้งไว้ อนุภาคของสารแขวนลอยไม่สามารถผ่านกระดาษกรองและกระดาษเซลโลเฟนได้ เช่น ผงถ่านในน้ า น้ าคลอง น้ าโคลน น้ าส้มค้น น้ าจิ้มไก่ แป้งมันในน้ า เป็นต้น อุปกรณ์วัดค่า pH ความเป็นกรด-ด่าง (เบส) อุปกรณ์ส าหรับใช้วัดค่า pH หรือค่าความเป็นกรดด่างได้แก่กระดาษลิตมัสและ pH meter แบบดิจิตอลซึ่งมี หลายชนิด ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดมีข้อดี ข้อด้อยของตนเอง ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อควรสอบถามจากผู้จ าหน่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุดก่อนการเลือกซื้อ 1) pH มีค่า 7 หมายความว่ามีความเป็นกลาง (Natural pH) 2) pH มีค่าต่ ากว่า 7 แสดงความเป็นกรด (Acidic pH) 3) pH มีค่าสูงกว่า 7 แสดงความเป็นเบสหรือด่าง (Alkaline pH) กระดาษลิตมัส กระดาษลิตมัสสามารถตรวจวัดค่ากรด-เบสได้โดยเปลี่ยนเป็นกระดาษสีน้ าเงินเป็นสีแดง และเปลี่ยนเป็น กระดาษสีน้ าเงินเป็นสีแดง ในปัจจุบันนี้ยังคงใช้กระดาษลิตมัสเพื่อตรวจสอบว่าสารละลายมีสภาพเป็นกรดหรือ ด่างกระดาษลิตมัสเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดสอบว่าสารเป็นกรดหรือเบสซึ่งจะท าให้กระดาษลิตมัสเปลี่ยนสีความ


76 เป็นกรดหรือด่างของสารละลายพิจารณาจากความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนหรือพลังของไฮโดรเจนซึ่งแสดง เป็นค่า pH การทดสอบกระดาษลิตมัสให้ผลที่รวดเร็ว แต่ไม่สามารถระบุระดับความเป็นกรดหรือด่างของ สารละลายได้อย่างละเอียดมากนัก pH มิเตอร์ pH มิเตอร์สามารถทดสอบเป็นกรดหรือเบส โดยเป็นการวัดไฮโดรเจนไอออนในสารละลายที่ทดสอบ ส าหรับเครื่องวัดค่า pH ส่วนใหญ่ค่าความเป็นกรดของสารละลายจะแสดงผลข้อมูลเป็นตัวเลขดิจิตอล วิธีนี้ท าให้ pH มิเตอร์เป็นวิธีที่แม่นย าที่สุดในการวัดค่า pH อุปกรณ์นี้เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ทดสอบน้ าเพื่อหาระดับความเป็นกรดเทียบกับเบสหรือความเป็นด่าง การใช้งาน pH Meter ที่ง่ายแต่ต้องมีการบ ารุงรักษาเช่นการรักษาหัววัดและการสอบเทียบ Calibration เพื่อให้ พีเอชมิเตอร์มีความแม่นย าอยู่เสมอ


77 ใบงานที่ 7 วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : สารและการเปลี่ยนแปลง เรื่อง : ประเภทของสารและคุณสมบัติของสาร หน่วยที่ 7 สอนครั้งที่ 12-13 เวลา 3 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. เข้าใจประเภทของสารได้ 2. บอกคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของสารได้ 3. มีความรู้เกี่ยวกับสถานะของสารได้ 4. เข้าใจสมบัติของสารละลายกรดและเบสได้ 2. สมรรถนะ 1.จ าแนกประเภทของสารได้ 2. ทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางเคมีของสารบางชนิดได้ 3. อธิบายการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารได้ 4. ทดลองเพื่อจ าแนกสารละลายกรด เบสได้ 3. เครื่องมือ วัสดุ และอุปกรณ์ - 4. การประเมินผล - ประเมินจากการตรวจใบกิจกรรม - ประเมินจากแบบทดสอบท้ายบทเรียน 5. เอกสารอ้างอิง/เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 6. การมอบหมายงาน การทดลองที่ 1 การปรียบเทียบอนุภาคสารผสม ตอบค าถามต่อไปนี้ 1. หลังคนเสร็จใหม่ ๆ สารแต่ละบีกเกอร์เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่.................................. 2. เมื่อตั้งทิ้งไว้ 10 นาที สารใดตกตะกอน........ ............................................................... ตอนที่ 2 กรองด้วยกระดาษกรอง 1. คนสารในแต่ละบีกเกอร์ให้เข้ากัน แล้วแบ่งสารแต่ละบีกเกอร์เป็น 2 ส่วน 2. น าบีกเกอร์ขนาด 80 cm3 จ านวน 3 ใบ น ากระดาษกรองท าเป็นรูปกรวยวางในกรวยพลาสติกหรือกรวยแก้ว รวม 3 ใบ ดังรูป 3. น าสารที่แบ่งในข้อ 1 ส่วนที่ 1 ค่อย ๆ เทลงในกรวยดังภาพ สังเกต บันทึกผล ตอบค าถามต่อไปนี้ 1. สารใดที่ไม่ผ่านกระดาษกรอง.................................................................... ตอนที่ 2 ทดสอบการผ่านกระดาษแก้วใสเซลโลเฟนของสาร 1. คนสารส่วนที่ 2 ที่แบ่งไว้ในข้อ 1 ตอนที่ 2 แป้งมนันมสด ด่างทับทิม


78 2. ใช้หลอดดูดสารดูดสารแต่ละชนิด ใส่ในหลอดทดลอง 3 หลอด ชนิดละ 5 cm3 3. ใช้กระดาษแก้วใสเซลโลเฟนติดให้มีขนาดพอดี เพื่อปิดปากหลอดทดลองและใช้ยางรัดของรัดให้แน่น ทดลองคว่ า หลอดดูว่ามีการรั่วซึมออกได้หรือไม่ 4. น าบีกเกอร์ขนาด 100 cm3 ใส่น้ าบีกเกอร์ละ 50 cm3 จ านวน 3 บีกเกอร์ 5. น าหลอดทดลองแต่ละหลอดในข้อ 3 คว่ าในแต่ละบีกเกอร์ นาน 15 นาที สังเกตและบันทึกผล ตอบค าถามต่อไปนี้ 1. สารใดที่ผ่านกระดาษแก้วใสเซลโลเฟน....... ............................................................. 2. นักเรียนคิดว่า สารในข้อ 1 นั้น มีขนาดอนุภาคใหญ่หรือเล็กกว่ารูกระดาษแก้วใสเซลโลเฟน.......................... ตารางบันทึกผลการทดลอง สารผสม การตกตะกอน การกรองด้วยกระดาษกรอง การผ่านกระดาษแก้วใสเซลโลเฟน แป้งมัน นมสด ด่างทับทิม สรุปผลการทดลอง ..................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... สรุป สมบัติของสารละลายกรด กรดมีคุณสมบัติเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสี.......................เป็นสี.....................มีสมบัติ...............ไฟฟ้าได้ดี ท าปฏิกิริยากับ........................................................................................................สิ่งเกิดจากการท าปฏิกิริยาได้แก่ ........................................................................................................... .. สมบัติของสารละลายเบส เบสมีคุณสมบัติเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสี.........................เป็นสี... .................มีสมบัติ..............ไฟฟ้าได้ดี ท าปฏิกิริยากับ...........................................................สิ่งเกิดจากการท าปฏิกิริยาได้แก่................................................. ไม่ท าปฏิกิริยากับ................ ................................................................................................ ... แป้งมนันมสด ด่างทับทิม


79 การทดลองที่ 2 ค่า pH ของสารละลายในชีวิตประจ าวัน วิธีทดลอง 1. น าบีกเกอร์ใส่สารละลายตัวอย่างที่ต้องการศึกษาค่า pH เช่นน้ าสบู่ น้ ายาเช็ดกระจก น้ ามะนาว น้ าส้มสายชู เป็นต้น อย่างละบีกเกอร์ 2. ตัดกระดาษยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ เป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดเท่า ๆ กัน วางบนกระจกนาฬิกา 3. ใช้แท่งแก้วจุ่มในสารละลายแต่ละบีกเกอร์ แตะที่กระดาษยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์แต่ละชิ้นบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงสี ของกระดาษยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ ซึ่งในการใช้แท่งแก้วจุ่มสารแต่ละครั้งนั้นต้องล้างแท่งแก้วและเช็ดให้แห้งก่อนจุ่มสารใหม่ เสมอ 4. เทียบสีของกระดาษยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ บันทึกค่า pH ตารางบันทึกผล สารที่ ทดสอบ ค่า pH ค าถามท้ายการทดลอง 1. สารที่มีค่า pH ต่ ากว่า 7 ได้แก่............................................................................... 2. สารที่มีค่า pH สูงกว่า 7ได้แก่............................................................................... 3. สารมีค่า pH เท่ากับ 7 ได้แก่............................................................................... สารบ้างที่มีสมบัติเป็นกรดคือ.................................... ..................................สารที่เป็นเบสคือ 7. เกณฑ์การประเมินผลงาน 7.1 ผู้เรียนร้อยละ 70 จากการสุ่ม ตอบค าถามได้ถูกต้อง 7.2 ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน


80 แบบฝึกหัดท้ายบท หน่วยที่ 7 วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 12-13 ชั่วโมงรวม 6 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ สารและการเปลี่ยนแปลง เรื่อง ประเภทของสารและคุณสมบัติของสาร จ านวนชั่วโมง 34-39 สัปดาห์ที่ 12-13 1. ข้อใดเป็นการเรียงล าดับขนาดอนุภาคจากเล็กไปหาใหญ่ ก. สารละลาย คอลลอยด์ สารแขวนลอย ข. คอลลอยด์ สารละลาย สารแขวนลอย ค. สารละลาย สารแขวนลอย คอลลอยด์ ง. สารแขวนลอย คอลลอยด์ สารละลาย 2. ปรากฏการณ์ทินดอลล์ เกิดขึ้นกับสารผสมชนิดใด ก. สารแขวนลอย ข. คอลลอย์ ค. สารละลาย ง. คอลลอยด์ และสารแขวนลอย 3. ข้อใดเป็นคอลลอยด์ที่มีอนุภาคของแก๊สกระจายอยู่ในของแข็ง ก. สเปรย์น้ าหอม ข. ครีมโกนหนวด ค. แผ่นโฟม ง. หมอก 4. ข้อใดเป็นสารอิมัลชันตามธรรมชาติในน้ านมสด ก. เคซีน ข. แคโรทีน ค. ไนอาซีน ง. เฟตามีน 5. สบู่เป็นสารสร้างอิมัลชัน ได้จากการสังเคราะห์จากสารใด ก. กรด กับ ไขมัน ข. กรด กับ เบส ค. เบส กับ ไขมัน ง. กรดอินทรีย์ กับ แอลกอฮอล์ 6. จากภาพจ าลองโมเลกุลของสบู่ต่อไปนี้ ข้อใดถูกต้อง A B ก. ส่วน A ละลายไขมัน ส่วน B ละลายในน้ า ข. ส่วน B ละลายในไขมัน ส่วน A ละลายในน้ า ค. ส่วน B แตกตัวเป็นไออน ส่วน A ไม่แตกตัวเป็นไอออน ง. ส่วน A ผสมกับส่วน B เมื่ออยู่ในน้ ามัน


81 7. ข้อใดบอกความเข้มข้นได้ถูกต้อง 4. ก. น้ าเชื่อมนี้มีความเข้มข้น 60% โดยมวลต่อมวล 5. ข. สารละลายทิงเจอร์ไอโอดีนเข้มข้น 3 % โดยมวลต่อมวลต่อปริมาตร 6. ค. นาก 45 % โดยมวลต่อมวล 7. ง. ทองเหลือง 40 % โดยปริมาตรต่อปริมาตร 8. น าโลหะชนิดหนึ่งใส่ลงไปสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งมีสมบัติเป็นเบส ปรากฏว่า เกิดฟองแก๊สขึ้นมากโลหะนั้นข้อใด ก. เหล็ก ข. ทองแดง ค. สังกะสี ง. อะลูมิเนียม 9. แก๊สที่เกิดในข้อ 8 คือแก๊สใด ก. แก๊สไฮโดรเจน ข. แก๊สไนโตรเจน ค. แก๊สออกซิเจน ง. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 10. น าหินปูนใส่ลงไปในสารละลายชนิดหนึ่ง ปรากฎว่าเกิดฟองแก๊สขึ้นมาก สารละลายชนิดนี้มี สมบัติอย่างไร ก. กรด ข. เบส ค. กลาง ง. บัฟเฟอร์ 11. แก๊สที่เกิดขึ้นในข้อ 10 คือข้อใด ก. ไอโดรเจรน ข. ไนโตรเจน ค. ออกซิเจน ง. คาร์บอนไดออกไซด์ 12. คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารไม่ควรดื่มเครื่องดื่มใด ก. น้ าอัดลม ข. น้ ามะเขือเทศ ค. ชา กาแฟ ง. ถูกทุกข้อ 13. ถ้าน ากระดาษลิตมัสสีน้ าเงินจุ่มในสารละลายชนิดหนึ่ง ปรากฏว่าไม่เปลี่ยนสี ควรสรุปอย่างไร ก. สารละลายนั้นเป็นกลาง ข. สารละลายนั้นเป็นกรด ค. สารละลายนั้นอาจเป็นกลางหรือกรด ง. สารละลายนั้นอาจเป็นกลางหรือเบส


82 14. ข้อใดไม่ใช่สมบัติของกรด ก. แตกตัวให้ไฮโดรเจนอิออน ข. แตกตัวให้ไฮดรอกไซด์อิออน ค. น าไฟฟ้า ง. ท าปฏิกิริยากับโลหะ 15. กรดซัลฟิวริก (H2SO4) เป็นสารละลายแตกตัวอย่างไร ก. H + , Sข. H + ,SOค. H + , HSO4 - ง. SO+ , OH-


83 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้และประเมินตามสภาพจริงประจ าหน่วยการเรียน 1. ด้านผู้สอน การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online off line สอนได้ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ สอนได้ไม่ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ยังขาดหัวข้อ ดังนี้ แนวทางการแก้ปัญหาการสอนไม่ครบหัวข้อตามแผน 2. ด้านความพร้อมและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เกณฑ์ที่แนะน า คิดเป็นร้อยละ ดีมาก(80-100) ดี (70-79) พอใช้ (60-69) ต้องปรับปรุง (ต่ ากว่า 60) 1 การตรงต่อเวลา ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 2 การแต่งกาย, การปฏิบัติตามระเบียบ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 3 ความพร้อม, ความตั้งใจในการเรียน ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 4 มีความรับผิดชอบงานที่มอบหมาย ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 5 มีความรู้ ความสามารถ ตรงวัตถุประสงค์ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง อื่นๆ 3. ปัญหา อุปสรรค 4. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้ประจ าหน่วยการเรียนที่…..…. ชื่อหน่วย ............................................ ระหว่างสัปดาห์ที่.......ถึงสัปดาห์ที่....... รวม..............................สัปดาห์ ระหว่างวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ถึงวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ลงชื่อ ครูผู้สอน (นางสาวอรชร ดวงจันทร์) ลงชื่อ หัวหน้าแผนกวิชา (นายภาคภูมิ ศรีถาวร) ลงชื่อ.......................................................... (นายพรอนันต์ ภักดีบุญ) ผู้อ านวยการกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง


84 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์การประเมิน หลักการ พื้นฐานของ นาโน เทคโนโลยี ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.ครูอภิปรายร่วมกับนักเรียน เกี่ยวกับความทันสมัย ของเทคโนโลยีขนาดจิ๋ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ มีขนาดเล็กลงแต่ประสิทธิภาพสูง ขั้นสอน 1.ร่วมอภิปรายกับนักเรียนเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ ทันสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับยุคก่อน ๆ ที่ผ่านมา 2.สอนตามเนื้อหาวิชาโดยใช้สื่อน าเสนอการสอน 3.ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมใบงาน 4.อภิปรายเฉลยกิจกรรมใบงาน ขั้นสรุป 1.ทดสอบหลังเรียน 2.บันทึกท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ 1.หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ 2. power point 3. youtube 4. ใบงาน 5.แบบทดสอบ หลังเรียน 30 นาที 2 ชั่วโมง 30 นาที สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การประเมินผล งานจากสภาพจริง สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อการเรียนรูใหครูผูสอนและผูเรียนเลือกใชสื่อประกอบการเรียนการสอนตามสภาพความพรอมของตนเอง ดังนี้ 1.สื่อโสตทัศน์ - เรียนรู้ผ่านระบบ Google Meet และส่งงานผ่านระบบ Google Classroom 2.สิ่งพิมพ์ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 นาโนเทคโนโลยี 3.สื่อสื่อเทคโนโลยี - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ 8 เรื่อง นาโนเทคโนโลยี 4.โสตทัศน์อุปกรณ์ - แทปเล็ต - เครื่องคอมพิวเตอร์ แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 8 วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 14 ชั่วโมงรวม 3 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : นาโนเทคโนโลยี เรื่อง : หลักการพื้นฐานของนาโนเทคโนโลยี จ านวนชั่วโมง 40-42 สัปดาห์ที่ 14


85 หลักฐานการเรียนรู้ 1.หลักฐานความรู้ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 นาโนเทคโนโลยี - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ 8 นาโนเทคโนโลยี - ใบความรู้บทที่ 8 2.หลักฐานการปฏิบัติงาน - แบบทดสอบท้ายหน่วย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1.เครื่องมือการประเมิน 1.1 ก่อนเรียนรู้ วิธีการวัดผล - การสุ่มผู้เรียนถาม/ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.2 ระหว่างเรียนรู้ วิธีการวัดผล - ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.3 หลังเรียน วิธีการวัดผล - ทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ เครื่องมือวัด - แบบทดสอบท้ายหน่วย เกณฑ์การประเมิน 1.ผู้เรียนร้อยละ 70 จากการสุ่ม ตอบค าถามได้ถูกต้อง 2.ผู้เรียนท าถูกต้อง 70% จากคะแนนเต็มในแบบฝึกหัด


86 ใบความรู้ วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : นาโนเทคโนโลยี เรื่อง : หลักการพื้นฐานของนาโนเทคโนโลยี หน่วยที่ 8 สอนครั้งที่ 14 ชั่วโมงรวม 3 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.อธิบายความหมายของนาโนเทคโนโลยีได้ 2. ระบุประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยีได้ 3. อธิบายหลักการพื้นฐานของนาโนเทคโนโลยีได้ 4. ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์นาโนในแต่ละสาขาได้ 2. สมรรถนะการเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการของนาโนเทคโนโลยี 2. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นาโนและอธิบายถึงลักษณะพิเศษของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด 3. เนื้อหาสาระ โครงสร้างนาโนแต่ละชนิดต่างก็มีคุณสมบัติเฉพาะที่ให้ความพิเศษที่แตกต่างกัน ในปัจจุบันที่ได้มีการ น ามาประยุกต์ใช้ส าหรับการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น ได้แก่ อนุภาคนาโนของธาตุเงินหรือนาโนซิลเวอร์ อนุภาคนาโนของออกไซด์สังกะสี ท่อนาโนคาร์บอน บัคมินสเตอร์ฟลูเลอรีนหรือบัคกี้บอล เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีความพิเศษต่อการใช้งานมากขึ้น สารหล่อลื่นส าหรับเล่นสกีใช้เทคโนโลยีทางด้านเคมีระดับนาโน เพื่อ สร้างสารเคลือบพื้นผิววัสดุให้คุณสมบัติของวัสดุมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งใน สารหล่อลื่นส าหรับเล่นสกีนี้ อาศัยคุณสมบัติการจัดตัวเองได้ของสารฟลูออไรด์ พอลิเมอร์และคุณสมบัติเฉพาะของอนุภาคนาโนที่ผสมอยู่ ท าให้เมื่อใช้สารหล่อ ลื่นนี้ทาเคลือบพื้นผิวของอุปกรณ์ที่ใช้ส าหรับการเล่นสกีแล้ว (ไม่ต้องเติมหรือผสม ในโครงสร้างของสกีแต่อย่างใด) จะท า ให้อุปกรณ์นั้นมีพื้นผิวสัมผัสที่สามารถ ทนต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ หรือสภาพอากาศที่หนาวเย็นมากได้เป็น อย่างดี ดังนั้นจึงท าให้การเล่นสกีมีความคล่องตัวและสามารถที่ควบคุมการไถล ได้มากขึ้น ท าให้นักกีฬาสามารถควบคุมการเร่งความเร็วอย่างสูงสุดได้บนพื้นผิว หิมะ และที่มากไปกว่านั้นก็คือชั้นที่เป็นพอลิเมอร์ของสารหล่อลื่นที่เคลือบไว้นี้ จะสามารถปรับพื้นผิวสัมผัสให้มีต้านทานที่มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อผู้ใช้เล่นสกีไปเจอ กับพื้นผิวหิมะที่ขรุขระหรือไม่ราบเรียบได้ด้วย


87 เสื้อสกีกันน้ าใช้ส าหรับสวมใส่คลุมในขณะที่ท าการเล่นสกี ซึ่งเป็นเสื้อสกี กันน้ าแบบใหม่ล่าสุดที่ใช้เทคโนโลยีระดับนาโนในการสร้างวัสดุของเสื้อ โดยผลิตขึ้นมาเป็นเสื้อที่มีลักษณะเป็นสองชั้น สามารถใช้ต้านทานกระแส ลม ป้องกันการเปียกน้ า ระบายอากาศภายในได้ดี และป้องกันการจับตัว ของฝุ่นละอองต่างๆ ที่อยู่ในอากาศได้ และที่ส าคัญเสื้อสกีกันน้ านี้มีอายุ การใช้งานที่นาน โดยไม่จ าเป็นต้องซักท าความสะอาดจะกว่าจะหมดช่วง ฤดูกาลของการเล่นสกี โดยเสื้อก็ไม่เกิดการเสื่อมสภาพจากการที่ไม่ต้อง ซักท าความสะอาดนี้เลย เสื้อผ้าที่ไม่ยับและไม่สกปรกนี้ เป็นเสื้อผ้าที่สามารถดับกลิ่น อับและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยวิธีการผสมโครงสร้างระดับ โมเลกุลของ อนุภาคนาโนของไททาเนียมไดออกไซด์ เข้าไป ยึดติดกับเส้นใยภายในเนื้อผ้า ท าให้เกิดพื้นผิวปิดกั้นที่มี ขนาดเล็กระดับนาโนเมตรบนเนื้อผ้า ท าให้เสื้อผ้าไม่เกิดรอย ยับจากการสวมใส่ อีกทั้งท าให้ฝุ่นละออง เชื้อแบคทีเรีย เชื้อ รา คราบสกปรก และของเหลวต่างๆ ที่ตกกระทบไม่สามารถ ที่จะซึมผ่านโครงสร้างระดับนาโน หรือกระจายตัวเกาะติด กับเสื้อผ้านี้ได้อีกด้วย (เหมือนกับหลักการของน้ ากลิ้งบนใบ บัว) จึงท าให้ของเหลวที่ตกลงมากลิ้งหรือไหลหลุดออกจาก เนื้อผ้าโดยปราศจากร่องรอยใดๆ และเทคโนโลยีระดับนาโน นี้ ก็ไม่ท าให้ผู้สวมใส่เสื้อผ้ามีความรู้สึกแตกต่างจากการสวมใส่เสื้อผ้าที่ท าจากเส้นใยธรรมชาติแต่อย่างใดเลย และยังสามารถรู้สึกได้ถึงความนุ่มและโปร่งโล่งสบายของเนื้อผ้าได้ และเมื่อใช้โครงสร้างระดับนาโนนี้ผสมแล้ว จะท าให้เส้นใยเนื้อผ้ามีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น ไม่เสื่อมประสิทธิภาพเร็ว แม้ว่าจะผ่านการซักรีดเป็น ระยะเวลานานก็ตาม ครีมบ ารุงผิวที่ซึมซาบอย่างลึกซึ้งได้ โดยเป็นการผลิตครีมบ ารุงผิวที่ ใช้เทคนิคการบรรจุเนื้อครีมที่มีไวตามินต่างๆ เพื่อบ ารุงผิวที่มีขนาด เล็กมากไว้ภายในแคปซูลพอลิเมอร์ขนาดเล็กจิ๋วระดับนาโนเมตร โดยที่แคปซูลพอลิเมอร์ที่ใช้ห่อหุ้มนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 200 นาโนเมตร ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นมาจากพอลิเมอร์ชีวภาพที่ปลอดภัย และสามารถย่อยสลายได้เอง ด้วยคุณสมบัติของขนาดแคปซูลนี้ จึง ท าให้เนื้อครีมสามารถแทรกซึมเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนังได้ในระดับลึก มากยิ่งขึ้น และเมื่อแคปซูลเข้าไปภาายในร่างกายแล้วก็จะเกิดการ ละลายตัว และค่อยๆ ปล่อยไวตามินต่างๆ ที่บรรจุไว้ออกมา ท าให้ ช่วยบ ารุงผิวหนังให้กระชับมากขึ้น และสามารถลดริ้วรอยหรือรอย ย่นของผิวหนังได้เป็นอย่างดี


88 กล้องระบบดิจิตัลเป็นกล้องดิจิตอลเทคโนโลยีโอแอลอีดีนี้ เป็นกล้องถ่ายรูประบบดิจิตัลที่ให้ภาพที่คมชัด ด้วย อุปกรณ์แสดงผลฟิล์มบางอินทรีย์เปล่งแสงหรือโอแอลอีดี (OLED : organic light-emitting diode) ที่ถูก สร้างขึ้น โดยมีความบางในระดับนาโนเมตรและถูกน ามาใช้แทนจอภาพแบบแอลซีดี (LCD : liquid crystal disply)ที่ก าลังนิยมใช้กันมากส าหรับทีวีจอแบบหรือจอภาพของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีโอแอลอีดี นี้ท าให้ จอภาพได้ภาพที่คมจัดมากยิ่งขึ้น มีมุมของการมองที่กว้างมากขึ้น ไม่จ าเป็นต้องใช้การให้แสงทางด้านหลัง (backlighting) เหมือนจอแอลซีดี และยังใช้พลังงานน้อยในการท างานอีกด้วย โดยกล้องเทคโนโลยีโอแอลอีดีนี้ประกอบไปด้วยด้านหน้าสุดที่เป็นกระจกซึ่งเคลือบด้วย indium-tin oxide ท าหน้าที่เป็น anode ถัดจากนั้นจะเป็นชั้นของสาร organic ชั้นแรกที่ท าด้วย aromatic diamine ถัด มามาจะเป็นชั้นของ organic ชั้นที่ 2 ที่เป็น metal chelate complex ซึ่งจะเป็นชั้นที่ ท าหน้าที่ปลดปล่อยแสง ออกมา และในชั้นสุดท้ายจะเป็น cathode ที่ท าจาก magnesium และ silver สรุปก็คือจอทั้งหมดจะมีอยู่ 4 ชั้น (รวมกระจกด้านหน้าด้วย) ซึ่งมีความหนาอยู่ที่ 500 นาโนเมตรเท่านั้นและยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ความหนาที่ว่านี้ ไม่ต้องมีback-light หรือไฟส่องที่ด้านหลังด้วยเพราะอย่างที่บอกครับว่าจอ OLED นั้นสามารถเรืองแสงได้ด้วย ตัวเอง


89 ใบงาน วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : นาโนเทคโนโลยี เรื่อง : หลักการพื้นฐานของนาโนเทคโนโลยี หน่วยที่ 8 สอนครั้งที่ 14 ชั่วโมงรวม 3 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของนาโนเทคโนโลยีได้ 2. ระบุประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยีได้ 3. อธิบายหลักการพื้นฐานของนาโนเทคโนโลยีได้ 4. ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์นาโนในแต่ละสาขาได้ 2. สมรรถนะการเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการของนาโนเทคโนโลยี 2. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นาโนและอธิบายถึงลักษณะพิเศษของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด 3. เครื่องมือ วัสดุ และอุปกรณ์ - 4. การประเมินผล - ประเมินจากการตรวจใบกิจกรรม - ประเมินจากแบบทดสอบท้ายบทเรียน 5. เอกสารอ้างอิง/เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 http://library.dip.go.th/Industrial%20Innovation/www/pro_det1-025.html 6. การมอบหมายงาน สืบค้นข้อมูลต่อไปนี้และเขียนแหล่งที่มา (อ้างอิง) ของข้อมูลที่ค้นพบในตารางให้สมบูรณ์ ผลิตภัณฑ์นาโน หลักการส าคัญในการผลิต แหล่งอ้างอิง


90


91 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้และประเมินตามสภาพจริงประจ าหน่วยการเรียน 1. ด้านผู้สอน การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online off line สอนได้ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ สอนได้ไม่ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ยังขาดหัวข้อ ดังนี้ แนวทางการแก้ปัญหาการสอนไม่ครบหัวข้อตามแผน 2. ด้านความพร้อมและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เกณฑ์ที่แนะน า คิดเป็นร้อยละ ดีมาก(80-100) ดี (70-79) พอใช้ (60-69) ต้องปรับปรุง (ต่ ากว่า 60) 1 การตรงต่อเวลา ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 2 การแต่งกาย, การปฏิบัติตามระเบียบ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 3 ความพร้อม, ความตั้งใจในการเรียน ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 4 มีความรับผิดชอบงานที่มอบหมาย ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 5 มีความรู้ ความสามารถ ตรงวัตถุประสงค์ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง อื่นๆ 3. ปัญหา อุปสรรค 4. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้ประจ าหน่วยการเรียนที่…..…. ชื่อหน่วย ............................................ ระหว่างสัปดาห์ที่.......ถึงสัปดาห์ที่....... รวม..............................สัปดาห์ ระหว่างวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ถึงวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ลงชื่อ ครูผู้สอน (นางสาวอรชร ดวงจันทร์) ลงชื่อ หัวหน้าแผนกวิชา (นายภาคภูมิ ศรีถาวร) ลงชื่อ.......................................................... (นายพรอนันต์ ภักดีบุญ) ผู้อ านวยการกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง


92 เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์การประเมิน เทคโนโลยีชีว ภาพ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ครูอภิปรายร่วมกับนักเรียน เกี่ยวกับความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีด้านการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม ยกตัวอย่างเช่นการตรวจดีเอ็นเอ การพัฒนาสายพันธุ์ สัตว์ การพัฒนาพันธุ์พืชต่าง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ เทคโนโลยีชีวภาพผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยีที่ควรรู้จัก 4. ร่วมพูดคุยเกี่ยวหัวข้อที่จะศึกษา และดู VDO เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ขั้นสอน 1. ผู้เรียนสืบค้นความหมายและความส าคัญของ เทคโนโลยีชีวภาพจากหนังสือเรียน 2. ผู้สอนอธิบายเนื้อหาเรื่องประเภทของนาโน เทคโนโลยีและนาโนเทคโนโลยีในธรรมชาติจาก PowerPoint เรื่อง นาโนเทคโนโลยี 3. ผู้สอนสุ่มนักเรียนตอบค าถามเกี่ยวกับ นาโนเทคโนโลยีมีความส าคัญอย่างไร ความหมายของนาโนเทคโนโลยีคืออะไร ยกตัวอย่างประเภทของนาโนเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยีที่พบในธรรมชาติ 4.ผู้เรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนร่วมกันพิจารณา ว่าเพื่อน ทั้ง 10 คนตอบค าถามถูกต้องหรือไม่ ถ้าผิดให้ช่วยกัน อภิปรายแก้ไขให้ถูกต้อง (สอดแทรกเรื่องการมีเหตุผลใน การตัดสิน) 5.ผู้สอนอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมเรื่อง ผลิตภัณฑ์นาโน เทคโนโลยีที่ควรรู้จัก ขั้นสรุป 1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปถึงเรื่องความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยีที่ ควรรู้จัก 1.หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ 2. power point 3. youtube 4. ใบงาน 5.แบบทดสอบ หลังเรียน 30 นาที 2 ชั่วโมง 30 นาที สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การประเมินผล งานจากสภาพจริง แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 9 วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 15-16 ชั่วโมงรวม 6 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ เรื่อง เทคโนโลยีชีวภาพ จ านวนชั่วโมง 43-48 สัปดาห์ที่ 15-16


93 2.ประโยชน์ ของเทคโนโลยี ชีวภาพ 2. มอบหมายใบงานแบบฝึกหัดเชื่อมโยงแนวความคิด เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ สัปดาห์ที่ 2 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ผู้สอนทวนความรู้เรื่องนาโนเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ และอธิบายเรื่องประโยชน์ของนาโน เทคโนโลยีในด้านต่างๆ ขั้นสอน 1.ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม โดยให้มีจ านวน 6 กลุ่มกลุ่มละ เท่าๆกัน ให้ช่วยกันสืบค้นข้อมูลและระดมความคิดแต่ละ หัวข้อ ต่อไปนี้ -กลุ่มที่1ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในด้านการแพทย์ -กลุ่มที่2ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในด้าน อิเล็กทรอนิกส์ -กลุ่มที่3ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในด้านวัสดุ - กลุ่มที่ 4 ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในด้านเครื่อง ส าอางค์ - กลุ่มที่ 5 ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในด้านเกษตร และอาหาร -กลุ่มที่6 ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในด้าน สิ่งแวดล้อม 2.ผู้เรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนน าเสนอหน้าชั้นเรียน กลุ่ม ละ3-5 นาที (สอดแทรกเรื่องการแบ่งปันความรู้) ขั้นสรุป 1.ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายและสรุปร่วมกันถึงเรื่อง ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในด้านต่างๆ 2.ผู้เรียนท าแบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยใน หนังสือเรียน(สอดแทรกคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์) 2.มอบหมายงานผู้เรียนให้ท าการศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมและทบทวนเนื้อหาทั้งหมดเพื่อสอบปลายภาค 20 นาที 2 ชั่วโมง 40 นาที


94 สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อการเรียนรูใหครูผูสอนและผูเรียนเลือกใชสื่อประกอบการเรียนการสอนตามสภาพความพรอมของตนเอง ดังนี้ 1.สื่อโสตทัศน์ - เรียนรู้ผ่านระบบ Google Meet และส่งงานผ่านระบบ Google Classroom 2.สิ่งพิมพ์ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 3.สื่อสื่อเทคโนโลยี - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ เรื่อง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ 4.โสตทัศน์อุปกรณ์ - แทปเล็ต - เครื่องคอมพิวเตอร์ หลักฐานการเรียนรู้ 1.หลักฐานความรู้ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ 9 เรื่อง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ - ใบความรู้บทที่ 9 2.หลักฐานการปฏิบัติงาน - แบบทดสอบท้ายหน่วย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ๑.เครื่องมือการประเมิน 1.1 ก่อนเรียนรู้ วิธีการวัดผล - การสุ่มผู้เรียนถาม/ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.2 ระหว่างเรียนรู้ วิธีการวัดผล - ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.3 หลังเรียน วิธีการวัดผล - ทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ เครื่องมือวัด - แบบทดสอบท้ายหน่วย เกณฑ์การประเมิน 1.ผู้เรียนร้อยละ 70 จากการสุ่ม ตอบค าถามได้ถูกต้อง 2.ผู้เรียนท าถูกต้อง 70% จากคะแนนเต็มในแบบทดสอบท้ายหน่วย


95 ใบความรู้ วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ เรื่อง : เทคโนโลยีชีวภาพ หน่วยที่ 9 สอนครั้งที่ 15-16 เวลา 6 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เข้าใจหลักการของเทคโนโลยีชีวภาพ 2. เข้าใจหลักการพันธุวิศวกรรม 3. จ าแนกผลที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ 2. สมรรถนะ 1. อธิบายหลักการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ 2. อธิบายวิธีการพันธุวิศวกรรมได้ 3. เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของเทคโนโลยีชีวภาพแต่ละวิธีได้ 4. ศึกษา ค้นคว้า ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลผลิตของการใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านต่าง ๆ ได้ 3. เนื้อหาสาระ นาโนเทคโนโลยี คืออะไร นาโนเทคโนโลยีเป็นเทคโนโลยีของวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ที่เอาไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบเพื่อประดิษฐ์วัสดุ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การสังเคราะห์วัสดุที่มีข้อด้อยลดลง การตรวจวิเคราะห์และวินิจฉัยที่มีความละเอียดแม่นย า ยิ่งขึ้นส าหรับวัสดุหรือสิ่งของที่เล็กมากอยู่ในระดับนาโนเมตร ซึ่งนาโนเทคโนโลยีจะให้ความส าคัญแก่ กระบวนการเตรียมหรือการใช้เทคโนโลยีในช่วงแรก โดยเริ่มจากการควบคุมแต่ละโมเลกุล หรือ อะตอม ที่ส่งผล ต่อการประกอบหรือการรวมตัวกันท าให้เกิดเป็นสารที่มีขนาดใหญ่ ท าให้นาโนเทคโนโลยีมีความพิเศษ คือ มี ความเฉพาะเจาะจง สามารถควบคุมการท างานของสารที่สร้างขึ้นได้ทั้งในด้านเคมีและฟิสิกส์อย่างมี ประสิทธิภาพ นาโนเทคโนโลยีกับการรักษาโรคมะเร็ง มะเร็ง โรคร้ายที่คุกคามผู้ป่วยทั่วโลกและส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสิ่งกระตุ้นให้นักวิจัย และบริษัทยาเกิดการตื่นตัวในการคิดค้นหาทางวินิจฉัยและรักษาเป็นเวลาหลายปี การท าเคมีบ าบัด (Chemotherapy) การผ่าตัด (Surgery) การฉายรังสี (Radiotherapy) และการรับประทานยา ...หลากหลายวิธี เหล่านี้ล้วนน ามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง แต่ละวิธีมีข้อดีเสียแตกต่างกัน การจะเลือกวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับความ รุนแรงของโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย นอกจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้น ผู้อ่านหลายท่านคงทราบว่า ปัจจุบัน


96 แนวความคิดที่ท าให้ทั่วโลกตื่นตัว คือ การน าเทคโนโลยีซุปเปอร์จิ๋วหรือ นาโนเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในด้าน ต่างๆ เช่น การผลิตเครื่องส าอางที่มีส่วนผสมที่มีขนาดเล็กมากสามารถแทรกซึมผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม้เทนนิสที่ผลิตจากวัสดุนาโนท าให้มีความทนทาน แข็งแรง และมีน้ าหนักเบา รวมทั้งเสื้อผ้าที่ผลิตจาก เทคโนโลยีนาโน ซึ่งมีความหนาแน่นจนน้ าผลไม้หรือกาแฟไม่สามารถซึมผ่านลงไปได้ ท าให้เสื้อผ้าไม่เปื้อน แถม เบาสบายและมีความคงทน เป็นต้น ตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งได้ด้วยนาโนเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยีสามารถน ามาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ได้โดยตรง โดยการเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ให้มี ขนาดเล็กกว่า 100 นาโนเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับขนาดของเซลล์สัตว์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ในช่วง 10,000 ถึง 20,000 นาโนเมตรแล้ว พบว่าวัสดุนาโนสามารถเข้าสู่เซลล์และอวัยวะภายในเซลล์ได้ง่าย รวมทั้งสามารถใช้ใน การตรวจจับหรือติดตามเซลล์ในร่างกายได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งส าคัญอันดับแรกที่แพทย์ควรตระหนักก่อนที่จะใช้ วัสดุนาโนรักษาโรคคือ ความสามารถในการวินิจฉัยเซลล์มะเร็งอย่างถูกต้องแม่นย าตั้งแต่ในระยะแรก เพื่อให้การ รักษาเป็นไปได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น นาโนเทคโนโลยีชีวภาพกับการเกษตรไทย ข้าว นาโนเทคโนโลยีสามารถส ามาใช้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ ทางเศรษฐกิจ เช่น คุณภาพหุงต้ม หอม ต้านทานโรคไหม้ ต้านทานเพลี้ยชนิดต่างๆ ทนต่อน้ าท่วม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ศ.ดร. ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ผู้อ านวยการศูนย์วิจัยนิวตรอนพลังงานสูง (Fast Neutron Research Facility) ณ ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ริเริ่มพัฒนาเทคนิคทาง นาโนเทคโนโลยีในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย โดยใช้ล าอนุภาค (particle beam) เจาะรูขนาดนาโนขึ้นที่ผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ข้าว ต่อจากนั้นจะยิง อะตอมของไนโตรเจนผ่านรูที่สร้างขี้นผ่านเข้าไปในเซลล์ข้าวเพื่อกระตุ้นให้ ดีเอ็นเอของข้างเกิดการจัดเรียงตัว ใหม่ อันจะน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงพันธุ์ข้าวให้ตรงตามคุณลักษณะที่ต้องการต่อไป งานวิจัยนี้ได้ประสบ ความส าเร็จขั้นต้นไปแล้วจากการที่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ชื่อว่า ข้าวคาม ซึ่งมีล า ต้น ใบ และเม็ดสีม่วงเข้ม ให้กลายเป็นข้าวคามที่มีล าต้นและใบสีเขียว งานวิจัยในขั้นต่อไปคือการปรับปรุงพันธุ์ ข้าวหอมมะลิ (Jasmine rice) ให้สามารถท าการเพาะปลูกได้ตลอดปี มีล าต้นสั้นลง ทนทานต่อแสงแดด และ ปรับปรุงสีของเมล็ดให้ดีขึ้น งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสภาวิจัยแห่งชาติมาโดยตลอดข้าวที่ถูประบ ปรุงพันธุ์โดยวิธีการทางนาดนเทคโนโลยีนี้อาจจัดเป็น ข้าวดัดแปรอะตอม (Atomically Modified Rice) หรือ เรียกสั้นๆ ว่า “ข้าวนาโน (Nano – rice)” ปศุสัตว์ นักวิจัยอเมริกาก าลังพัฒนาวิธีการติดตั้งนาโนไบโอเซนเซอร์ที่ใช้ในการตรวจจับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในนม ไว้กับเครื่องรีดน้ านมวัว จะสามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคในน้ านมดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สืบเนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงในสัตว์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น โรควัวบ้า (Bovine spongiform encephalopathy, BSE) โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and mouth disease: FMD) และโรคสเครปี (Scrapie) ในแพะและแกะ จึงเป็นเหตุจูงใจให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue University) ในสหรัฐฯ น าเอานาโนเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ พร้อมกับ ติดตามการเจริญ ภาวะโภชนาการการขยายพันธุ์และการอพยพย้ายถิ่นของฝูงปศุสัตว์โดยการฝังอุปกรณ์รับส่ง คลื่นวิทยุขนาดจิ๋วไว้ใต้ผิวหนังปศุสัตว์เพื่อใช้ในการติดตามและรายงานข้อมูลของปศุสัตว์ตลอดเวลา จึงสามารถ ป้องกันโรคระบาดของสัตว์ได้อย่างทันท่วงที


97 ใบงาน วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ เรื่อง : นาโนเทคโนโลยี หน่วยที่ 9 สอนครั้งที่ 15-16 เวลา 60 นาที 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เข้าใจหลักการของเทคโนโลยีชีวภาพ 2. เข้าใจหลักการพันธุวิศวกรรม 3. จ าแนกผลที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ 2. สมรรถนะ 1. อธิบายหลักการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ 2. อธิบายวิธีการพันธุวิศวกรรมได้ 3. เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของเทคโนโลยีชีวภาพแต่ละวิธีได้ 4. ศึกษา ค้นคว้า ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลผลิตของการใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านต่าง ๆ ได้ 3. เครื่องมือ วัสดุ และอุปกรณ์ - 4. การประเมินผล - ประเมินจากการตรวจใบกิจกรรม - ประเมินจากแบบทดสอบท้ายบทเรียน 5. เอกสารอ้างอิง/เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 6. การมอบหมายงาน กิจกรรมที่ 9.1โยงเส้นข้อความทางซ้ายและขวาให้มีความสัมพันธ์กัน 1. โคลนนิ่ง A. เจมส์ วัตสัน 2. GMOs B. มี 23 คู่ 3. การแพทย์และสุขภาพ C. เพิ่มจ านวนสิ่งมีชีวิตที่พันธุกรรมเหมือนกัน 4. พลังงานชีวภาพ D. อาศัยพลาสมิดของแบคทีเรีย 5. อุตสาหกรรมชีวภาพ E. สิ่งมีชีวิตที่มีการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม 6. การเกษตรและอาหาร F. กลุ่มชุมชน SMEs ประชาคมวิจัย นวัตกรรม 7. เอนไซม์ตัดเฉพาะ G. มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค 8. โคลนยีน H. ก๊าซชีวภาพ 9. จีโนมมนุษย์ I. เทคนิค PCR 10. DNA J. เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ


98 กิจกรรม 9.2 เชื่อมโยงแนวความคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเติมข้อความให้สมบูรณ์ในแต่ละกรอบ เทคโนโลยีชีวภาพ Biotechnology ........................................................ ....... ………………………………………… ………….. ....................................................................... ......... ……………………………………………………. . ประเภท ....................................................................... ......... ……………………………………………………. . ....................................................................... ......... ……………………………………………………. . ....................................................................... ......... ……………………………………………………. . ....................................................................... ......... ……………………………………………………. . การพัฒนาในประเทศไทย ................................................................. .......... ................................................................. .......... ................................................................. .......... ................................................................ ........... หลักการ


99 แบบฝึกหัดท้ายบท หน่วยที่ 9 วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 15-16 ชั่วโมงรวม 6 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ เรื่อง เทคโนโลยีชีวภาพ จ านวนชั่วโมง 43-48 สัปดาห์ที่ 15-16 เลือกค าตอบที่ถูกที่สุดเพียงค าตอบเดียว 1. ข้อใดเป็นความหมายของพันธุวิศวกรรม ก. การน ายีนที่ต้องการใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิต ท าให้มีลักษณะเปลี่ยนไป ข. การท าให้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามต้องการเพิ่มจ านวนขึ้น ค. การขยายพันธุ์สิ่งมีชีวิตแบบไม่อาศัยเพศ ง. ถูกทุกข้อ 2. เอนไซม์ตัดจ าเพาะมีหน้าที่อย่างไร ก. ตัดสาย DNA ตรงบริเวณที่มีคู่ยีนซ้ ากัน ข. ตัดสาย DNA ตรงบริเวณที่มีล าดับเบสจ าเพาะ ค. ตัดสาย DNA ตรงบริเวณที่มีคู่เบสซ้ ากัน ง. ตัดสาย DNA ตรงบริเวณที่มีล าดับเบสซ้ ากัน 3. พันธุวิศวกรรม สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสารใดที่ได้ผลส าเร็จแล้ว ก. อินซูลิน ข. โกรทฮอร์โมน ค. วัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์ ง. ถูกทุกข้อ 4. ข้อใดไม่ถูกต้องตามความหมายของ “โคลนนิ่ง” ก. ใช้ได้เฉพาะสัตว์ชั้นสูงเท่านั้น ข. เป็นการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ ค. เป็นการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ง. มีความหมายเช่นเดียวกับพันธุวิศวกรรม 5. ข้อใดเป็นตัวอย่างพืชตัดแต่งพันธุกรรม เพื่อเพิ่มเติมผลผลิตทางการเกษตร ก. พันธุ์กล้วยที่สุกช้าลง ข. พันธุ์พืชที่ให้ไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น ค. พันธุ์พืชที่มีวิตามินเอมากขึ้น ง. พันธุ์พืชที่มีโปรตีนสูงขึ้น 6. ปัจจุบันได้น าพันธุวิศวกรรมมาใช้ในด้านใดที่มีความส าเร็จมากที่สุด


Click to View FlipBook Version